The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนรู้ (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by gafew.natta, 2021-05-31 13:26:55

แผนการจัดการเรียนรู้ (1)

แผนการจัดการเรียนรู้ (1)

101

6. นักเรียนศึกษาใบความรู้ที่ 11 เรื่อง สารประกอบของคาร์บอนท่ีมีหมู่อะตอมแสดงสมบัติเฉพาะ
พรอ้ มทง้ั สรุปความรู้ทีไ่ ดล้ งในสมดุ จด
7. ครเู ปดิ โอกาสใหน้ กั เรยี นสอบถามเนอื้ หา เรื่อง สารประกอบของคารบ์ อนท่ีมีหม่อู ะตอมแสดง
สมบตั เิ ฉพาะ ว่ามสี ่วนไหนที่ยงั ไม่เข้าใจและใหค้ วามรูเ้ พ่ิมเติมในสว่ นน้นั

3. ข้ันลงข้อสรปุ

1. นกั เรียนทาแบบทดสอบหลงั เรียน เร่ือง สารประกอบของคารบ์ อนที่มีหมู่อะตอมแสดงสมบตั ิ

เฉพาะ ใชเ้ วลาประมาณ 10 นาที

2. นักเรียนและครรู ่วมกันเฉลยแบบทดสอบ แจ้งคะแนนพร้อมทงั้ ชมเชยนักเรียนทีผ่ ่านเกณฑ์ สาหรับ

นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์ให้เรยี นซอ่ มเสริมตอ่ ไป

3. ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาความรู้เพ่ิมเติมและศึกษาเน้ือหา เรื่อง แอลกอฮอล์ ซึ่งจะ

เรยี นในคาบตอ่ ไปมาลว่ งหน้า

ส่อื การเรยี นการสอน

1. หนงั สือเรียนวชิ าเคมี 5

2. ใบความรทู้ ี่ 11 เรอื่ ง สารประกอบของคาร์บอนทม่ี หี มู่อะตอมแสดงสมบตั เิ ฉพาะ

3. ใบงานที่ 2 เรื่อง สมบัติบางประการของเอทานอลและกรดแอซติ กิ

4. แบบทดสอบก่อน-หลงั เรยี น เรื่อง สารประกอบของคาร์บอนทีม่ ีหมู่อะตอมแสดงสมบัตเิ ฉพาะ

อุปกรณ(์ ต่อ 1 กล่มุ ) ได้แก่

1. หลอดทดลองขนาดเลก็ 4 หลอด

2. หลอดทดลองขนาดกลาง 4 หลอด

3. จุกยางเจาะรู 1 รู สาหรับปดิ หลอดทดลองขนาดกลาง

พร้อมหลอดนากา๊ ซและสายยาง 1 ชดุ

4. หลอดหยด 3 อนั

5. หลอดฉดี ยาขนาด 10 cm3 4 หลอด

สารเคมี (ตอ่ 1 กลุม่ ) ได้แก่

1. เอทานอล 2.5 cm3

2. กรดแอซิตกิ เขม้ ข้น 2.5 cm3

3. โลหะโซเดยี มขนาดเทา่ เมลด็ ถัว่ เขยี ว 2 ช้นิ

4. สารละลาย NaHCO3 0.5 mol/ cm3 2 cm3

5. สารละลายแคลเซียมไฮดรอกไซดอ์ ่มิ ตัว 4 cm3

6. กระดาษลิตมัสสีน้าเงินและสีแดงชนดิ ละ1 แผ่น

การวัดและประเมินผล

102

การวดั ผล วิธกี ารวัด เครือ่ งมือวัด เกณฑ์การผา่ น

ประเมินผลด้าน

1. ดา้ นความรู้ความ 1.วัดจากแบบทดสอบ 1.แบบทดสอบหลังเรียน 1. ท า แ บ บ ท ด ส อ บ ถู ก

เขา้ ใจ ชนดิ ปรนยั 4 ตัวเลอื ก จานวน มากกว่าหรือ เท่ากับ 6 ข้อ

2. วัดจากการตรวจใบ 10 ข้อ ขนึ้ ไป

งานท่ี 2 2. ใบงานที่ 2 2. ทาถูกตอ้ ง 60% ขึ้นไป

2. ด้ า น ทั ก ษ ะ สังเกตจากการปฏิบัติ แบบสังเกตพฤติกรรมการ ได้คะแนนในระดับ 2 ข้ึนไป

กระบวนการ ตามใบงานที่ 3 ทางาน

3. ดา้ นคุณลกั ษณะ การสังเกตพฤติกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมความ ไดค้ ะแนนในระดบั 2 ข้ึนไป

ทพ่ี ึงประสงค์ ความ ซ่อื สัตย์ ซื่อสัตย์

กิจกรรมเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

แบบทดสอบกอ่ น-หลงั เรยี น

103

เรื่อง สารประกอบของคาร์บอนท่ีมหี ม่อู ะตอมแสดงสมบัติเฉพาะ

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. เขียนสตู รและเรียกช่ือหม่อู ะตอม ซงึ่ แสดงสมบตั ิเฉพาะของแอลกอฮอล์ กรดอินทรยี ์ เอส

เทอร์ แอลดีไฮด์ คีโตน เอมีน และเอไมด์ได้

2. สรุปความสัมพันธ์ระหว่างจานวนคาร์บอนอะตอมกับการละลายและจุดเดือดของ

แอลกอฮอล์ กรดอินทรีย์ เอสเทอร์ แอลดีไฮด์ คีโตน เอมีนและเอไมด์ได้

3. ทาการทดลองเพ่ือศกึ ษาปฏิกิริยาปฏกิ ริ ยิ าเคมขี องแอลกอฮอลแ์ ละกรดอนิ ทรยี ไ์ ด้

คาชีแ้ จง 1. แบบทดสอบนีเ้ ปน็ แบบปรนยั ชนดิ เลอื กตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 10 ขอ้ ขอ้ ละ 1

คะแนน รวม 10 คะแนน

2. ใหน้ กั เรียนตอบโดยทาเคร่อื งหมายกากบาท (X) ลงใน • ของตัวเลอื กในกระดาษคาตอบ

ทเ่ี ห็นวา่ ถกู ตอ้ งท่สี ุดเพยี งข้อละตวั เลอื กเดียว

*******************************************************************************

1. สารอนิ ทรีย์ทมี่ จี านวนอะตอมคารบ์ อนเทา่ กันและเป็นไอโซเมอรก์ นั ข้อใดท่มี สี ูตรโมเลกุลไม่ถูกตอ้ ง

1. แอลกอฮอลก์ ับอเี ทอร์ มีสตู รโมเลกลุ เปน็ CnH2n+2O

2. กรดอนิ ทรีย์กับเอสเทอร์ มสี ตู รโมเลกุลเป็น CnH2nO2

3. แอลดีไฮด์กับคีโตน มีสตู รโมเลกุลเปน็ CnH2nO

4. แอลไคน์กบั ไซโคลแอลคีน มีสูตรโมเลกุลเปน็ CnH2n

2. สารในข้อใดเม่ือทาปฏกิ ิริยากับโลหะโซเดียมจะมีฟองก๊าซเกดิ ข้ึน และสามารถฟอกจางสีโบรมีนในที่

มดื ได้ ?

O

ก. CH3 C CH3 ข. CH2 = CHCOOH ค. CH3CH2CHOง. CH3CH2CH2OH

3. สารในข้อใดมจี ุดเดือดสูงท่ีสดุ ?

ก. C6H14 ข. C2H5OH ค. CH3COOH ง. HCOOCH3

4. หมู่ฟงั ก์ชันในขอ้ ใดที่แสดงลักษณะเป็นคีโตน ?

OO O
ง. - C -
O ง. CH3CH2NH2

ก. - C - OCH3 ข. - C - H ค. - C - O - H

5. สารประกอบอนิ ทรียใ์ นข้อใดต่อไปนี้ท่ีแสดงสมบัตเิ ป็นเบสทแี่ รงท่สี ดุ ในนา้ ?

ก. CH3CH2Cl ข. CH3CH2OH ค. CH3COOH

6. พจิ ารณาสตู รโครงสร้างของสารประกอบตอ่ ไปนี้ ?

CH3 O

104

CH - CH2 - C

CH2 NH2

สารประกอบนี้จัดเปน็ สารประกอบประเภทใด ?

ก. แอลดีไฮด์ ข. เอมีน ค. กรดอะมิโน ง. เอไมด์

7. สารประกอบใดที่ทาปฏกิ ิรยิ ากับ NaHCO3 ใหก้ ๊าซท่ีทาให้นา้ ปูนใสขุน่ ?

ก. CH3OH ข. HCOOH ค. HCHO ง. HCOOCH3

8. สารอินทรีย์ชนิดหน่ึงมสี ตู รโมเลกลุ เปน็ C2H4O2 มหี มู่คารบ์ อกซิลเป็นหมู่ฟงั กช์ นั และมีสมบตั ิดงั นี้

1. เกดิ ไอโซเมอร์ได้ 2 ไอโซเมอร์ 2. ทาปฏิกิริยากับเบสไดเ้ กลือกบั น้า

3. ทาปฏกิ ิริยากบั โลหะ Na ไดก้ า๊ ซ H2 4. สารละลายมี pH นอ้ ยกวา่ 7

ข้อใดกลา่ วถูกต้อง ?

ก. ข้อ 1 และ 2 ข. ขอ้ 2 และ 3 ค. ขอ้ 1, 3 และ 4 ง. ถกู ต้องทุกข้อ

9. สารคู่ใดทาปฏิกริ ิยากนั แลว้ ได้เอสเทอร์ ?

ก. CH3COOH กับ CH3CHO ค. CH3CH2COOH กบั CH3CH2COCH3

ข. HOOCCH3 กับ CH3OH ง. CH3COCH3 กับ HOCH2CH3

10. ขอ้ ใดมีการเรียงลาดบั จดุ เดือดไดถ้ ูกต้อง ?

1. CH3CH2CH2CO2H > CH3CH2CH2CH2OH > CH3CO2CH2CH3

2. CH3CH2CH2CO2H > CH3CO2CH2CH3 > CH3CH2CH2CH2OH

3. CH3CH2CH2CH2OH > CH3CH2CH2CO2H > CH3CO2CH2CH3

4. CH3CO2CH2CH3 > CH3CH2CH2CH2OH > CH3CH2CH2CO2H

เฉลยแบบทดสอบ ก่อน-หลังเรยี น
เรอ่ื ง สารประกอบของคาร์บอนท่ีมีหมอู่ ะตอมแสดงสมบตั ิเฉพาะ
1) ง. 2) ข. 3) ค. 4) ง. 5) ง.
6) ง. 7) ข. 8) ง. 9) ข. 10) ก.

****************************************************************************

ใบงานการทดลองท่ี 2

105

สารประกอบของคาร์บอนที่มหี มูอ่ ะตอมแสดงสมบัติเฉพาะ

กลมุ่ ท่ี …………………….……ชั้น…………………………………………
สมาชกิ กลุ่ม 1…………………………………………… 2…………………………………….

3…………………………………………… 4…………………………………….
5…………………………………………… 6…………………………………….
คาช้แี จง ให้แต่ละกลุ่มทาการทดลอง บนั ทึกผลการทดลอง ตอบคาถามทา้ ยการทดลอง และอภิปราย
สรุปผลการทดลอง
การทดลอง เรอ่ื ง สมบตั ิบางประการของเอทานอลและกรดแอซตี ิก
จดุ ประสงคก์ ารทดลอง
1. บอกสมบัติทเ่ี หมอื นกนั และต่างกนั ของเอทานอลและกรดแอซีติกได้
2. ระบุหมอู่ ะตอมทแ่ี สดงสมบัตเิ ฉพาะของเอทานอลและกรดแอซตี ิกได้

สารเคมีและอุปกรณ์

รายการ ตอ่ 1 กลมุ่

อุปกรณ์

หลอดทดลองขนาดเล็ก 4 หลอด

หลอดทดลองขนาดกลาง 4 หลอด

จกุ ยางเจาะรู 1 รู สาหรับปิดหลอดทดลองขนาดกลางพร้อมหลอดนา

กา๊ ซและสายยาง 1 ชุด

หลอดหยด 3 อัน

หลอดฉีดยาขนาด 10 cm3 4 หลอด

สารเคมี

เอทานอล 2.5 cm3

กรดแอซตี ิกเขม้ ข้น 2.5 cm3

โลหะโซเดียมขนาดเท่าเมลด็ ถ่ัวเขยี ว 2

สารละลาย NaHCO3 0.5 mol / cm3 ชิ้น

สารละลายแคลเซียมไฮดรอกไซดอ์ ่ิมตัว 2 cm3

กระดาษลติ มสั สนี ้าเงนิ และสีแดง 4 cm3

ชนดิ ละ 1 แผน่

วิธที ดลอง

106

1. ใส่เอทานอล 10 หยด ลงในหลอดทดลองขนาดเล็ก ทดสอบด้วยกระดาษลิตมัส แล้วเตมิ
น้า 10 หยด เขย่า สงั เกตการละลาย

2. ใชค้ ีมคบี โลหะโซเดยี มทต่ี ัดเตรยี มไวแ้ ลว้ ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขยี ว 1 ช้ิน ซับนา้ มนั ให้แห้ง
แล้วใสล่ งในหลอดทดลองขนาดเล็กท่มี เี อทานอลอยปู่ ระมาณ 0.5 cm3 สังเกตการเปลี่ยนแปลง

3. เติมสารละลาย NaHCO3 0.5 mol / cm3 1 cm3 ลงในหลอดทดลองขนาดกลางท่ีมี
เอทานอล 1 cm3บรรจุอยู่ ปิดด้วยจุกท่ีมีหลอดนาก๊าซต่อลงในหลอดทดลองท่ีมีน้าปูนใสอยู่ 2 cm3สังเกต
การเปลี่ยนแปลง

4. ทาการทดลองตามข้อ 1-3 ซา้ โดยใชก้ รดแอซีตกิ แทนเอทานอล

บนั ทึกผลการทดลอง

การ การเปลย่ี นสีกระดาษ การละลาย ปฏกิ ิริยากบั โลหะ ปฏกิ ิริยากบั
นา้ โซเดยี ม NaHCO3
เปลี่ยนแปลง ลติ มัส

สาร

เอทานอล

กรดแอซีติก

คาถามทา้ ยการทดลอง
1. เอทานอลและกรดแอซีตกิ มสี มบตั เิ หมือนหรือ แตกต่างกนั อย่างไร ?
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………

สรปุ ผลการทดลอง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………

แบบประเมินทักษะในการปฏิบตั ิการทดลองการทางานกล่มุ

107

การทดลอง เร่ือง สมบตั บิ างประการของเอทานอลและกรดแอซีติก
ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี ……………

รายการ กล่มุ ท่ี

1 2 3 4 5 6 7 8 9 10

1. ความสนใจ

( 10 คะแนน)

2. การตรงต่อเวลา

( 10 คะแนน)

3. ความสามัคคี

( 10 คะแนน)

4. ทกั ษะการสังเกต

( 10 คะแนน)

5. อภิปรายผลการทดลอง

( 10 คะแนน)

รวมคะแนน

ลงชอ่ื …………………………………….ผู้ประเมนิ / ผู้สอน

ใบความรู้ที่ 11

108

สารประกอบของคารบ์ อนที่มีหม่แู สดงสมบตั ิเฉพาะ
หมอู่ ะตอมทแี่ สดงสมบตั เิ ฉพาะ (functional group) จากท่ีกลา่ วมาแล้ววา่ สมบัติของสารประกอบ
คารบ์ อนสามารถพจิ ารณาได้จากสูตรโครงสร้างของโมเลกุล นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาไดจ้ ากหมู่ของอะตอม
ภายในโมเลกลุ ที่แสดงสมบัตเิ ฉพาะของแต่ละสารทเี่ รียกวา่ หมูฟ่ ังก์ชนั (functional group) สารประกอบของ
คาร์บอนที่ประกอบด้วยหมู่ฟงั ก์ชันเหมือนกนั จะมสี มบัตทิ างกายภาพและทางเคมีคลา้ ยคลึงกนั ดงั นน้ั การจัด
จาแนกประเภทของสารประกอบคารบ์ อนจงึ ใช้ชนิดของหมู่ฟังกช์ นั เป็นเกณฑ์ ตวั อยา่ งของหมู่ฟงั ก์ชันดังตาราง
นี้

ชนดิ ของ หมู่ ชือ่ ของหมู่ สูตรทว่ั ไป ตัวอย่าง สูตรโมเลกุลท่ี
สารอนิ ทรีย์ ฟงั ก์ชนั ฟงั กช์ ัน เป็นโซ่เปดิ
แอลเคน R–H CH3CH2CH3 CnH2n+2
- - R-CH=CH- CH2 = CH2
แอลคนี C=C พันธะคู่ CnH2n
R´ CH ≡ CH
แอลไคน์ - C≡C พันธะสาม R-CH≡CH- CnH2n-2
- CH3CH2OH
แอลกอฮอล์ - OH ไฮดรอกซิล R´ CH3 – O -CH3 CnH2n+2O
อีเทอร์ ออกซี R - OH CnH2n+2O
-O- R–O–R O
แอลดไี ฮด์ O ฟอรม์ ลิ หรือคาร์ CH3 - C - H CnH2nO
คีโตน บอกซาลดีไฮด์ O
-C-H R-C-H O CnH2nO
กรดอินทรยี ์ O คาร์บอนลิ CH3 - C - CH3
-C O CnH2nO2
เอสเทอร์ R-C-R
- CnH2nO2
เอมนี O คาร์บอกซิล O O
เอไมด์ CnH2n+3N
- C - OH R - C - CH3 - C - OH CnH2n+1NO

O OH
-C–O
แอลคอกซีคาร์ O O
-
- NH2 บอนลิ R - C – O – CH3 - C – O - CH3

O R
-C
- NH2 R - NH2 CH3 – NH2

เอไมด์ O OCH3 -

R - C C – NH2

- NH2

แผนการจดั การเรียนรู้

109

สาระการเรียนรู้…วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี….. รายวชิ า…..เคมี 5 …..

ชัน้ …….มัธยมศึกษาปีที่ 6……. ภาคเรียนที่…1…. ปกี ารศกึ ษา…2564…….

หน่วยการเรียนร้ทู ี่….14 เรือ่ ง…แอลกอฮอล์ เวลา…3…..ชว่ั โมง

สาระสาคญั
แอลกอฮอล์ เปน็ อนุพันธข์ องน้า โดยมีหมู่แอลคิล (R) เขา้ ไปแทนที่ไฮโดรเจนในโมเลกลุ น้า มหี มู่ไฮดร

อกซิล (-OH) เป็นหมูฟ่ งั กช์ ัน

ผลการเรียนรู้
3. วิเคราะห์โครงสร้างและระบปุ ระเภทของสารประกอบอินทรีย์จากหมู่ฟงั ก์ชนั

จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. สรุปสมบตั ขิ องสารประกอบคารบ์ อน ซง่ึ มหี มู่อะตอมท่ีแสดงสมบัติเฉพาะแตล่ ะประเภทได้
(1) เขยี นสตู รและเรียกช่ือหมู่อะตอม ซ่งึ แสดงสมบตั เิ ฉพาะของแอลกอฮอล์ได้
(2) สรปุ ความสัมพันธ์ระหว่างจานวนคาร์บอนอะตอมกบั การละลายและจดุ เดือดของ

แอลกอฮอล์ได้
(3) บอกประโยชน์และโทษของแอลกอฮอล์ได้

เน้ือหา (รายละเอยี ดของเนื้อหา อยใู่ นใบความรู้ท่ี 12)
แอลกอฮอล์

คณุ ธรรมและจริยธรรมที่ตอ้ งการเนน้
ยุติธรรม พฤติกรรมท่บี ง่ ชี้ คอื ใหโ้ อกาสแก่ผู้อื่นในการปฏบิ ัติงาน / กิจกรรมแกผ่ ู้อนื่ อย่างเทา่ เทยี ม

กนั แบ่งงานใหท้ าอยา่ งทวั่ ถงึ และตรงตามความสามารถ ไม่เลือกทีร่ กั มักทีช่ งั รับฟังความคิดเห็นและตดั สนิ ใจ
ดว้ ยขอ้ มูลที่ถูกต้อง ไม่เหน็ แก่ประโยชนส์ ว่ นตนและพวกพ้อง ยอมรบั ในความแตกต่างของแต่ละบุคคล
การจดั กระบวนการเรียนรู้
1. ขน้ั สร้างความสนใจ

1. ครทู บทวนการทดลองเร่อื ง ปฏิกริ ิยาระหวา่ งเอทานอล (แอลกอฮอล์) กบั กรดแอซิตกิ (กรดอนิ ทรยี ์)
ทน่ี กั เรยี นได้ปฏบิ ตั กิ ารในคาบท่ผี ่านมา

2. ครูแจง้ ให้นักเรยี นทราบเรื่องทีจ่ ะศึกษาในวันนว้ี า่ เป็นเรื่อง แอลกอฮอล์

110

3. นักเรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรยี นเรอ่ื ง แอลกอฮอล์ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที

2. ขนั้ สารวจและค้นหา
1. ครใู หน้ กั เรียนยกตัวอยา่ งแอลกอฮอล์ท่ีใช้ในห้องปฏบิ ตั ิการ เชน่ เมทานอล เอทานอล และท่ี

นักเรยี นรู้จกั เชน่ สุรา-เมรัยตา่ งๆ
2. นักเรียนศกึ ษาใบความรู้ที่ 12 เร่ือง แอลกอฮอล์
3. นักเรยี นและครูรว่ มกนั อภิปรายเพอ่ื สรุปความรู้เกี่ยวกบั สมบัตขิ องแอลกอฮอล์ ดงั น้ี
3.1 มหี มู่ไฮดรอกซลิ (- OH) เป็นหมู่ฟงั ก์ชัน และสูตรท่วั ไปคอื R-OH
3.2 มีจุดเดือดสูงขึ้นเม่ือจานวนคาร์บอนอะตอมเพ่ิมข้ึน และมีจุดเดือดสูงกว่าแอลเคนที่มี

จานวนคาร์บอนอะตอมเท่ากัน เน่ืองจากแอลกอฮอลม์ ีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลเป็นพนั ธะไฮโดรเจน
3.3 แอลกอฮอล์ท่ีมีโมเลกุลขนาดเล็กละลายน้าได้ดี แต่ละลายได้น้อยลงเม่ือคาร์บอนอะตอม

เพม่ิ ข้นึ แสดงวา่ การเพิม่ ขนึ้ ของจานวนคาร์บอนอะตอม มีผลทาให้แรงดึงดูดจากพนั ธะไฮโดรเจนมคี ่าลดลง
4. ครูให้ความรู้เรื่อง การเรียกชื่อของแอลกอฮอล์ ขึ้นต้นด้วยจานวนคาร์บอนอะตอมและลงท้าย

ด้วย _านอล โดยครยู กตวั อย่างและส่มุ นกั เรยี นอ่านชอ่ื แอลกอฮอล์ ทกี่ าหนดให้
5. ครูนาอภิปรายเร่ืองประโยชน์และโทษของแอลกอฮอล์ บางชนิด นักเรียนสรุปความรู้แล้วบันทึก

ความรู้ท่ไี ดล้ งในสมุดจดงาน
6. ครูเปดิ โอกาสให้นักเรียนสอบถามเนอื้ หา เร่ือง แอลกอฮอล์ ว่ามสี ว่ นไหนทยี่ งั ไมเ่ ข้าใจและให้ความรู้

เพ่ิมเติมในส่วนนั้น

3. ขั้นลงข้อสรปุ
1. ครสู อบถามนักเรียน ดว้ ยคาถามดังต่อไปนี้
1.1 จงอธบิ ายว่า เพราะเหตุใดเอทานอล (CH3CH2OH) ซ่ึงมมี วลโมเลกลุ 46 จงึ มสี ถานะเป็น

ของเหลวที่อุณหภูมิห้อง สว่ นไดเมทลิ อเี ทอร์ (CH3OCH3) ซึง่ มีมวลโมเลกุลเทา่ กนั มีสถานะเปน็ กา๊ ซ (เอทานอล
มีแรงยดึ เหนี่ยวระหวา่ งโมเลกุลดว้ ยพนั ธะไฮโดรเจน ซ่ึงมีความแขง็ แรงมาก จงึ สามารถยดึ เหนีย่ วให้โมเลกุลของ
เอทานอลอย่ใู กลก้ นั เอทานอลจงึ มสี ถานะเป็นของเหลว ส่วนโมเลกลุ ของ ไดเมทลิ อเี ทอร์ ยดึ กนั ดว้ ยแรงยึด
เหนี่ยวระหว่างโมเลกลุ ซ่งึ อ่อนกวา่ พนั ธะไฮโดรเจนจึงมีสถานะเปน็ กา๊ ซ)

1.2 ในโมเลกลุ ของแอลกอฮอลช์ นดิ หนึง่ ประกอบดว้ ย คาร์บอน 7 อะตอม แอลกอฮอลน์ ้ีมชี ื่อว่า
อย่างไรและมสี มบัติการละลายในน้าและจุดเดือดเป็นอยา่ งไร เม่อื เปรียบเทยี บกบั บวิ ทานอล(แอลกอฮอล์ทม่ี ี
คารบ์ อน 7 อะตอมมีสูตรเปน็ (C7H15OH) มชี ือ่ ว่าเฮปทานอล ละลายในน้าไดน้ ้อยกวา่ บิวทานอลแตม่ จี ดุ เดอื ด
สงู กวา่ บิวทานอล เพราะมีมวลโมเลกุลมากกวา่ )

2. นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรยี น เรือ่ ง แอลกอฮอล์ ใชเ้ วลาประมาณ 10 นาที
3. นกั เรยี นและครรู ่วมกันเฉลยแบบทดสอบ แจ้งคะแนนพร้อมท้ังชมเชยนักเรยี นที่ผา่ นเกณฑ์ สาหรับ
นกั เรยี นท่ีไม่ผา่ นเกณฑใ์ ห้เรียนซ่อมเสริมต่อไป

111

4. ครูมอบหมายให้นักเรยี นไปศึกษาความรเู้ พ่มิ เตมิ และศกึ ษาเนอื้ หา เรื่อง กรดอินทรยี ์ ซ่ึงจะ
เรียนในคาบต่อไปมาล่วงหน้า

สอ่ื การเรยี นการสอน
1. หนังสอื เรียนวิชาเคมี 5
2. ใบความร้ทู ี่ 12 เร่ือง แอลกอฮอล/์ เอกสารประกอบการสอน
3. แบบทดสอบกอ่ น-หลังเรียน เรอ่ื ง แอลกอฮอล์

การวัดและประเมนิ ผล

การวดั ผล วิธกี ารวดั เครอ่ื งมอื วดั เกณฑ์การผา่ น

ประเมินผลด้าน

1.ด้านความรู้ความ 1.วดั จากแบบทดสอบ 1.แบบทดสอบหลังเรยี น 1. ทาแบบทดสอบถูก

เข้าใจ ชนดิ ปรนัย 4 ตวั เลอื ก มากกวา่ หรือ เท่ากบั 6

2. วดั จากการตรวจใบ จานวน 10 ขอ้ ขอ้ ขึน้ ไป
งานท่ี -
2. ใบงานท่ี - 2. ทาถูกต้อง 60% ขึ้นไป

2. ดา้ นทกั ษะ สงั เกตจากการปฏิบตั ิ แบบสงั เกตพฤติกรรมการ ไดค้ ะแนนในระดับ 2 ขน้ึ
กระบวนการ ตามใบงานท่ี - ทางาน ไป

3. ดา้ น การสังเกตพฤติกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมความ ไดค้ ะแนนในระดับ 2 ขนึ้
คณุ ลักษณะทพ่ี ึง ความ ยตุ ธิ รรม ยตุ ิธรรม ไป
ประสงค์

กจิ กรรมเสนอแนะ
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................

แบบทดสอบกอ่ น-หลงั เรยี น เร่อื ง แอลกอฮอล์

112

จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. เขยี นสูตรและเรียกชอ่ื หมู่อะตอม ซง่ึ แสดงสมบัติเฉพาะของแอลกอฮอลไ์ ด้
2. สรุปความสมั พันธร์ ะหว่างจานวนคาร์บอนอะตอมกบั การละลายและจดุ เดือด

ของแอลกอฮอล์ได้
3. บอกประโยชนแ์ ละโทษของแอลกอฮอล์ได้

คาชี้แจง 1. แบบทดสอบน้ีเป็นแบบปรนัยชนดิ เลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 10 ข้อ ข้อละ 1
คะแนน รวม 10 คะแนน

2. ให้นกั เรยี นตอบโดยทาเคร่ืองหมายกากบาท (X) ลงใน • ของตวั เลือกในกระดาษคาตอบ
ทเี่ ห็นว่าถกู ต้องทีส่ ุดเพยี งข้อละตวั เลือกเดยี ว

**********************************************************************************

1. แอลกอฮอลเ์ ริ่มมีไอโซเมอรเ์ ม่ือในโมเลกุลมธี าตุคารบ์ อนกอี่ ะตอมและมีกี่ไอโซเมอร์ ?

ก. 2, 2 ข. 3 , 2 ค. 4, 3 ง. 5, 3

2. จากการทดสอบสมบตั ิของสาร A พบวา่

1. สารละลายไม่นาไฟฟ้า 2. ตดิ ไฟไดไ้ ม่มเี ขม่า

3. ทาปฏิกิริยากับกรดอนิ ทรีย์ได้ 4. ทาปฏกิ ิรยิ ากับ Na ให้กา๊ ซ H2

สาร A คือข้อใด ? O

ก. R - OH ข. CnH2n+2 ค. R - C - OH ง. CnH2n

3. สารใดที่ไดจ้ ากการกลนั่ สลายไม้ ?

ก. CH3OH ข. C2H5OH ค. CH4 ง. CH3COOH

4. สารประกอบอินทรีย์ที่สามารถละลายนา้ ไดเ้ มื่อมีขนาดโมเลกลุ เลก็ แต่สารละลายไม่นาไฟฟ้า คอื

สารอินทรียท์ ีม่ ีหมฟู่ ังก์ชนั ใด ? O

ก. - NH2 ข. - C = C - ค. - C - OH ง. - OH

5. ขอ้ ใดเป็นแอลกอฮอล์ ?

OH OH

ก. ข. C6H5OH ค. ง. CH3CHO

6. บิวทานอล (C4H10O ) มที ง้ั หมดก่ีไอโซเมอร์ ?

ก. 4 ข. 5 ค. 6 ง. 7

7. แอลกอฮอล์ชนิดหนงึ่ ประกอบดว้ ยคาร์บอน 7 อะตอม แอลกอฮอลช์ นิดน้ีมชี ื่อวา่ อย่างไร ?

ก. เพนทานอล ข. เฮกซานอล ค. เฮปทานอล ง. ออกทานอล

8. ข้อใดกลา่ วไม่ถูกต้อง ?

1. แอลกอฮอลม์ ีหมู่ -OH เป็นหมูฟ่ ังก์ชัน

113

2. จุดเดอื ดและจุดหลอมเหลวของแอลกอฮอลจ์ ะเพม่ิ ขนึ้ เมื่อคารบ์ อนอะตอมเพมิ่ ขึ้น

3. แอลกอฮอล์จะมีจุดเดือดสงู กว่าแอลเคนท่ีมจี านวนคาร์บอนเท่ากนั

4. แอลกอฮอล์ทม่ี ีจานวนคารบ์ อนอะตอมมากจะมีผลทาให้แรงดึงดูดจากพันธะไฮโดรเจนเพ่ิมขนึ้

9. เอทานอล ไมส่ ามารถเตรียมไดจ้ ากข้อใด ?

1. การหมักนา้ ตาลหรอื แป้ง

2. กา๊ ซอีเทน (C2H4) ทาปฏกิ ริ ิยากับน้าโดยใช้กรดซัลฟวิ รกิ เข้มขน้ และความร้อนไดเ้ อทานอล

3. เตมิ แคลเซียมคาร์ไบด์ (CaC2) กบั นา้ ได้ก๊าซ ผ่านก๊าซลงในน้าจะไดเ้ อทานอล

ก. ขอ้ 1 และ 2 ข. ขอ้ 1 และ 3 ค. ขอ้ 3 เท่านัน้ ง. ข้อ 1

เทา่ น้ัน

10. แอลกอฮอล์ทมี่ ีมวลโมเลกุลต่า จะสามารถละลายน้าไดด้ ีกว่ามวลโมเลกุลสงู ๆ เนื่องจากสาเหตใุ ด

1. แอลกอฮอล์ทม่ี ีมวลโมเลกุลต่า ๆ จะยึดกันด้วยพันธะไฮโดรเจนได้ดีกวา่ แอลกอฮอล์มวลโมเลกุลสงู ๆ

2. แอลกอฮอล์ทมี่ ีมวลโมเลกุลสงู ๆ จะมีส่วนทีไ่ ม่มขี ว้ั มากขน้ึ ทาให้ละลายนา้ ได้น้อยลง

3. พนั ธะไฮโดรเจนระหวา่ งน้ากับ - OH ในโมเลกลุ ของแอลกอฮอล์ที่มีมวลตา่ ๆ จะแข็งแรงกวา่ พันธะ

ไฮโดรเจนระหวา่ งนา้ กับ -OH ในโมเลกุลของแอลกอฮอล์ท่มี มี วลโมเลกุลสูง ๆ

4. แอลกอฮอล์ทม่ี ีมวลโมเลกุลตา่ ๆ จะมีความมีขั้วตา่ กวา่ แอลกอฮอลท์ ่ีมีมวลโมเลกุลสูง ๆ จึงทาให้

ละลายน้าไดด้ ีกวา่

เฉลยแบบทดสอบ กอ่ น-หลังเรยี น เรอื่ ง แอลกอฮอล์

1) ข. 2) ก. 3) ก. 4) ง. 5) ค.

6) ก. 7) ค. 8) ง. 9) ค. 10) ข.

******************************************************************************

ใบความรทู้ ี่ 12 เร่ือง แอลกอฮอล์

114

แอลกอฮอลเ์ ปน็ สารอนิ ทรียป์ ระเภทหนงึ่ ท่มี ีหมู่ -OH (ไฮดรอกซลิ ) เป็นหมู่ฟังกช์ นั มสี ูตรท่วั ไปเปน็ R

- OH ซง่ึ R อาจมีสตู รเป็น CnH2n+1 (พนั ธะเด่ียว)จไดส้ ูตรเป็น CnH2n+2O หรือ CnH2n-1 (พนั ธะคู่) จะได้สูตร

เป็น CnH2nO ก็ได้ ข้ึนอยู่กับชนดิ ของแอลกอฮอล์ ซง่ึ แอลกอฮอล์ที่เรารจู้ ักกันดี คือ เมทิลแอลกอฮอล์ (เม

ทานอล) มสี ูตร CH3OH และเอทลิ แอลกอฮอล์ (เอทานอล) มสี ูตร C2H5OH

เมทานอล (Methanol) สูตรท่ัวไปเป็น CH3OH เปน็ ของเหลวใสไมม่ ีสี มีกลน่ิ เฉพาะตวั สามารถ

ละลายได้กี จุดหลอมเหลว -97 c จุดเดือด 64.5 c ความหนาแน่น 0.792 กรัม/ลบ.ซม. ตดิ ไฟได้ไม่มี

เขม่า สามารถเตรียมไดจ้ าก

1. การกล่นั สลายไม้พวก Wood alcohol ซงึ่ จะมี CH3OH ปนอยู่

2. ปฏกิ ริ ยิ าระหว่างก๊าซ H2 กบั ก๊าซ CO โดยใชอ้ ณุ หภมู แิ ละความกันสูงและมี ZnO - Cr2O3

เปน็ ตัวเรง่ ปฏกิ ริ ยิ า ดงั สมการ T, P สงู

CO + 2 H2 CH3OH

ZnO , Cr2O3

เมทานอลใช้ประโยชน์ทางด้านอุตสาหกรรม เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์สารอินทรีย์ชนิดอ่ืน ใช้

ผสมกับนา้ มันก๊าซโซลนี จะได้ส่ิงทเี่ รยี กวา่ กา๊ ซโซฮอล (Gassohol) ซง่ึ ใชเ้ ปน็ เชื้อเพลงิ ในรถยนต์

เอทานอล (Ethanol) สูตรท่ัวไปเป็น C2H5OH เป็นของเหลวใสไม่มีสี มีกลิ่นเฉพาะตัว ละลายน้า

ได้ดี จุดหลอมเหลว -115 c จุดเดอื ด 78.5 c ความหนาแนน่ 0.789 กรมั / ลบ.ซม. ตดิ ไฟง่ายไมม่ เี ขม่า

เอทานอลใช้เป็นตัวทาละลายในอุตสาหกรรมทาสี ทายา และสารฆ่าเชื้อโรคใน่ทางการแพทย์ใช้ใน

อุตสาหกรรมการผลิตไวน์ เบียร์และเหล้าซึ่งถ้าบริโภคมากเกินไปจะเป็นอันตรายต่อระบบประสาทตับและมี

ลกั ษณะเปน็ ยาเสพตดิ ชนดิ หนึ่ง

เอทานอลสามารถเตรยี มได้จากปฏิกริ ยิ าดงั นี้

1. การหมกั พวกแป้งหรือนา้ ตาลด้วยยีสต์ (Fermentation) จะไดเ้ อทานอลดงั สมการ

ยีสต์

C6H12O6 2C2H5OH + 2 CO2

2. การนา Ethylene มาเกิดปฏิกิริยา Hydration ดงั สมการ H2O, H2SO4

C2H4 C2H5OH

แอลกอฮอล์ จาแนกตามหมู่ไฮดรอกซลิ จะได้ 3 ประเภท

1. Monohydric alcohol เป็นแอลกอฮอล์ทม่ี ีหมู่ -OH 1 หมู่ ในโมเลกลุ แบ่งไดเ้ ปน็ 3 พวก

ก. Primary alcohol มีสูตรทัว่ ไปเป็น R - CH2 - OH

R

ข. Secondary alcohol มสี ูตรท่วั ไปเป็น R - CH - OH

R

ค. Tertiary alcohol มีสตู รทว่ั ไปเปน็ R - C - OH

115

2. Dihydrice alcohol เปน็ แอลกอฮอล์ทมี่ หี มู่ -OH 2 หมู่ในโมเลกุล เช่น
CH2 - CH2
OH OH ethylene glycol

3. Trihydrice alcohol เป็นแอลกอฮอล์ทมี่ หี มู่ -OH 3 หมู่ในโมเลกลุ เช่น
CH2 - CH2 - CH2
OH OH OH Glycerol (กลเี ซอรนี )

สมบตั ิทวั่ ๆ ไปของแอลกอฮอล์

1. เป็นสารอินทรีย์มสี ูตรทัว่ ไปเป็น R - OH ซง่ึ มี -OH เป็นหมฟู่ ังกช์ ันเรยี กวา่ ไฮดรอกซลิ ซึ่งโดยทวั่ ไป R

จะแทนดว้ ย CnH2n+1

2. สามารถละลายนา้ ได้ เนื่องจากเป็นโมเลกลุ มีขว้ั และพบว่าเมอ่ื จานวนอะตอมคาร์บอนสงู ขึ้น การละลาย

นา้ จะลดลง เนอื่ งจากความไม่มีขัว้ มากขึน้

3. ตดิ ไฟง่าย อาจมหี รอื ไม่มีเขมา่ ขึ้นกบั ชนดิ ของแอลกอฮอล์

4. จุดหลอมเหลว จุดเดอื ดสูง และมีค่าสงู กว่าพวกไฮโดรคาร์บอน เนอื่ งจากเป็นโมเลกลุ มีข้วั สามารถเกดิ

พันธะไฮโดรเจนระหว่างโมเลกลุ จากการศึกษาพบว่า เม่ือจานวนคารบ์ อนสงู ขน้ึ จดุ หลอมเหลว จดุ เดอื ดจะ

เพม่ิ ขน้ึ เน่ืองจากมวลโมเลกุลเพิม่ ขนึ้

5. มคี วามหนาแน่นน้อยกว่าน้า

6. ทาปฏิกิริยากับก๊าซ O2 จะได้ก๊าซ CO2 และ น้า

7. ทาปฏกิ ริ ิยากบั โลหะทว่ี ่องไวมาก เช่น หมู่ 1 และ 2 จะเกิดก๊าซไฮโดรเจน

8. ไมส่ ามารถทาปฏกิ ริ ยิ ากบั สารละลาย NaHCO3

9. ไม่สามารถทาปฏิกริ ยิ ากับสารละลาย NaOH

10. ทาปฏิกริ ิยากบั กรดอนิ ทรยี ์ได้สารทีม่ ีกลนิ่ พวกเอสเทอร์

11. เมือ่ นาแอลกอฮอลม์ าต้มโดยใชก้ รดซัลฟวิ รกิ เป็นตวั เร่งจะเกิดปฏิกริ ิยาการดึงน้าออกจาก

โมเลกุล เรียกวา่ Dehydration จะได้สารพวกแอลคีน 12. สามารถเกดิ ปฏิกริ ิยาออกซิเดชัน กลายเป็นกรด

อนิ ทรยี ์ เม่ือผ่านไปยังสารละลาย KMnO4 หรือ K2Cr2O7 ในกรดซลั ฟวิ รกิ ซึง่ แอลกอฮอลจ์ ะถูก

ออกซไิ ดซก์ ลายเป็นกรดอนิ ทรยี ์

13. สามารถเกิดไอโซเมอร์ได้โดยมจี านวนคารบ์ อนตง้ั แต่ 3 อะตอมขึน้ ไป

C3H7OH 2 ไอโซเมอร์

C4H9OH 4 ไอโซเมอร์

C5H11OH 8 ไอโซเมอร์

การอา่ นชือ่ แอลกอฮอล์

116

1. ระบบ Common name

ใหอ้ า่ นหมู่แอลคิล ( R ) กอ่ น จากนน้ั ลงท้ายด้วย Alcohol

เช่น C2H5OH Ethyl alcohol

C5H11OH Pentyl alcohol

2. ระบบ IUPAC name

1. ถา้ เปน็ สตู รโมเลกลุ ใหอ้ ่านจานวนคารบ์ อนระบบแอลเคน โดยตัดตัว e ทง้ิ แลว้ เตมิ คาวา่ -

ol หรืออ่านจานวนคารบ์ อนแลว้ ตามด้วย -anol

C3H7OH Propanol

C6H13OH Hexanol

2.2 ถ้าเปน็ สตู รโครงสร้าง ให้อ่านสายยาวเป็นหลัก พร้อมทงั้ ระบตุ าแหน่งของหมู่ -OH โดย

เรมิ่ อา่ นตวั สาขากอ่ นดว้ ยการอ่านหมู่แอลคิลพร้อมบอกตาแหนง่

CH3 - CH - CH3 2 - โพรพานอล

OH

CH3 - CH - CH2 - CH2 - OH 3 - เมทลิ - 1 - บิวทานอล

CH3

CH3

CH3 - C - CH2 - CH - CH3 4, 4 - ไดเมทลิ - 2 - เพนทานอล

CH3 OH

แผนการจัดการเรียนรู้

117

สาระการเรียนรู้…วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี….. รายวชิ า…..เคมี 5 …..

ชัน้ …….มัธยมศึกษาปีท่ี 6……. ภาคเรียนท่ี…1…. ปีการศึกษา…2564…….

หน่วยการเรียนรทู้ ่ี….15 เร่ือง…กรดอนิ ทรยี ์ เวลา…3…..ชั่วโมง

สาระสาคัญ
สารประกอบของคาร์บอนท่ีมีหม่อู ะตอมแสดงสมบตั ิเฉพาะต่างกัน เปน็ สารประกอบตา่ งชนดิ กันและมี

สมบตั ติ า่ งกัน เช่น แอลกอฮอล์ กรดอนิ ทรีย์ เอสเทอร์ แอลดไี ฮด์ คีโตน เอมนี และเอไมด์ เป็นสารประกอบ
ของคาร์บอนซง่ึ เกดิ จากคาร์บอนอะตอมสรา้ งพันธะกบั ธาตุอ่ืนนอกเหนือจากคาร์บอนและไฮโดรเจน

ผลการเรียนรู้
3. วิเคราะหโ์ ครงสร้างและระบุประเภทของสารประกอบอินทรียจ์ ากหมู่ฟงั ก์ชนั

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. สรปุ สมบตั ิของสารประกอบคารบ์ อน ซ่งึ มหี มู่อะตอมท่ีแสดงสมบัตเิ ฉพาะแต่ละประเภทได้
(1) เขยี นสูตรและเรยี กชื่อหมู่อะตอม ซงึ่ แสดงสมบตั เิ ฉพาะของกรดอินทรีย์ได้
(2) บอกประโยชนแ์ ละโทษของกรดอนิ ทรยี ไ์ ด้

เนื้อหา (รายละเอยี ดของเน้ือหา อยใู่ นใบความรู้ที่ 13)
กรดอนิ ทรยี ์

คุณธรรมและจริยธรรมท่ตี อ้ งการเน้น
ยตุ ิธรรม พฤติกรรมท่ีบ่งชี้ คือ ใหโ้ อกาสแกผ่ ู้อ่ืนในการปฏบิ ัติงาน/ กจิ กรรมแกผ่ ู้อืน่ อยา่ งเท่าเทยี ม

กนั แบ่งงานให้ทาอยา่ งทว่ั ถงึ และตรงตามความสามารถ ไม่เลอื กท่รี ักมักที่ชัง รับฟงั ความคดิ เห็นและตัดสนิ ใจ
ด้วยขอ้ มลู ท่ีถูกต้อง ไมเ่ หน็ แก่ประโยชน์ส่วนตนและพวกพอ้ ง ยอมรับในความแตกต่างของแตล่ ะบคุ คล

การจัดกระบวนการเรยี นรู้
1. ขน้ั สรา้ งความสนใจ

1. ครูทบทวนสมบัติและปฏิกริ ิยาของกรดแอซิติก ซ่งึ ใชเ้ ป็นตัวแทนของกรดอนิ ทรยี ์ในการทดลอง
เร่อื ง สมบัตบิ างประการของเอทานอลและกรดแอซิติก ทีน่ ักเรียนไดป้ ฏบิ ัติการที่ผ่านมา

2. ครแู จง้ ใหน้ ักเรียนทราบเร่ืองท่จี ะศึกษาในวนั น้วี า่ เป็นเร่ือง กรดอินทรีย์
3. นกั เรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรยี นเร่ือง กรดอินทรีย์ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
2. ขน้ั สารวจและค้นหา

118

1. ครูใหน้ กั เรยี นศึกษาเน้ือหาในเอกสารประกอบการสอน เนือ้ หา กรดอินทรีย์

2. นักเรียนและครรู ว่ มกันอภิปรายเพ่ือสรุปความรู้ทศี่ ึกษาเกี่ยวกบั กรดอนิ ทรีย์ ดังนี้

1. มีหม่คู ารบ์ อกซลิ ( - C – OH) เปน็ หม่ฟู ังกช์ ัน และสตู รท่วั ไปคือ R – C – OH

2. มีจดุ เดือดสูงข้นึ เม่ือจานวนคาร์บอนอะตอมเพ่ิมข้ึนและมจี ุดเดอื ดสูงกวา่ แอลกอฮอล์

ท่มี ีจานวนคารบ์ อนอะตอมเท่ากัน

3. กรดอนิ ทรยี ์ท่มี โี มเลกุลขนาดเล็กละลายนา้ ได้ดี แต่ละลายไดน้ ้อยลงเมื่อมีมวล

โมเลกุลมากข้ึน

4. ทาปฏกิ ริ ยิ ากับโลหะหมู่ IA ได้กา๊ ซไฮโดรเจน

5. ทาปฏิกริ ิยากบั สารประกอบไฮโดรเจนคาร์บอเนต ได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

6. ทาปฏิกิรยิ าสะเทินกบั เบสได้ เกดิ ปฏกิ ริ ยิ า ดงั สมการ

OO

R – C – OH + NaOH R – C – ONa + H2O

3. ครูให้ความรเู้ ร่ือง การเรียกช่ือของ กรดอินทรีย์ ข้ึนตน้ ด้วยจานวนคาร์บอนอะตอมและลงท้าย

ด้วย _าโนอิก โดยครยู กตัวอย่างและสุ่มนักเรียนอ่านชื่อกรดอนิ ทรีย์ ที่กาหนดให้

5. ครนู าอภิปรายเร่อื งประโยชน์และโทษของกรดอินทรียบ์ างชนดิ นักเรียนสรุปความรูแ้ ลว้ บันทึก

ความรทู้ ีไ่ ด้ลงในสมุดจดงาน

6. ครูเปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนสอบถามเนือ้ หา เร่ือง กรดอนิ ทรยี ์ ว่ามีส่วนไหนทย่ี งั ไมเ่ ขา้ ใจและให้

ความรู้เพิ่มเติมในสว่ นนั้น

3. ขนั้ ลงข้อสรุป
1. ครสู อบถามนกั เรียน ด้วยคาถามดงั ต่อไปนี้ กรดโพพาโนอิก มจี ุดเดือด 141 องศาเซลเซยี ส แตบ่ วิ ทา

นอลมจี ดุ เดือด 118 องศาเซลเซียส จงอธบิ ายเพราะเหตใุ ด กรดโพพาโนอกิ จึงมีจุดเดือดสงู กว่า(เพราะโมเลกลุ
ของกรดโพพาโนอกิ มีหมคู่ าร์บอกซลิ (-COOH) เป็นองคป์ ระกอบ แรงยดึ เหน่ยี วระหว่างโมเลกลุ เป็นพนั ธะ
ไฮโดรเจนทม่ี ีสภาพขั้วแรงกว่าพันธะไฮโดรเจนของบิวทานอล)

2. นักเรยี นทาแบบทดสอบหลังเรียนเรื่อง กรดอินทรีย์ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
3. นกั เรยี นและครูร่วมกันเฉลยแบบทดสอบ แจ้งคะแนนพร้อมทงั้ ชมเชยนกั เรยี นทีผ่ ่านเกณฑ์ สาหรบั
นักเรยี นทไ่ี มผ่ า่ นเกณฑ์ให้เรยี นซอ่ มเสรมิ ต่อไป

4. ครูมอบหมายใหน้ ักเรยี นไปศึกษาความรเู้ พิ่มเติมและศกึ ษาเนื้อหา เร่ือง เอสเทอร์ ซึง่ จะเรยี น
ในคาบต่อไปมาล่วงหน้า

สอื่ การเรียนการสอน
1. หนงั สอื เรยี นวชิ าเคมี 5
2. ใบความรู้ที่ 13 เรอื่ ง กรดอินทรีย/์ เอกสารประกอบการสอน

119

3. แบบทดสอบก่อน-หลงั เรียน เรอื่ ง กรดอินทรีย์

การวดั และประเมนิ ผล

การวดั ผล วธิ ีการวดั เคร่อื งมือวดั เกณฑ์การผ่าน

ประเมนิ ผลดา้ น

1. ดา้ นความรู้ 1.วดั จากแบบทดสอบ 1.แบบทดสอบหลังเรยี น 1. ทาแบบทดสอบถูก

ความเขา้ ใจ ชนดิ ปรนยั 4 ตัวเลอื ก มากกวา่ หรือ เทา่ กับ 6

2. วัดจากการตรวจใบ จานวน 10 ขอ้ ข้อขึ้นไป
งานท่ี -
2. ใบงานท่ี - 2. ทาถูกต้อง 60% ขน้ึ ไป

2. ดา้ นทักษะ สงั เกตจากการปฏบิ ัติ แบบสังเกตพฤติกรรมการ ไดค้ ะแนนในระดับ 2 ขึน้
กระบวนการ ตามใบงานท่ี - ทางาน ไป

3. ดา้ น การสังเกตพฤติกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมความ ไดค้ ะแนนในระดบั 2 ข้ึน
คณุ ลักษณะที่พึง ความ ยุตธิ รรม ยตุ ธิ รรม ไป
ประสงค์

กิจกรรมเสนอแนะ
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .................................................
............................................................................................................................. .................................................
..............................................................................................................................................................................

แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน เรือ่ ง กรดอินทรีย์

120

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. เขียนสูตรและเรียกช่อื หม่อู ะตอม ซง่ึ แสดงสมบตั เิ ฉพาะของกรดอนิ ทรีย์ได้
2. บอกประโยชน์และโทษของกรดอนิ ทรียไ์ ด้

คาช้แี จง 1. แบบทดสอบน้ีเป็นแบบปรนัยชนิดเลอื กตอบ 4 ตวั เลอื ก จานวน 10 ขอ้ ขอ้ ละ 1
คะแนน รวม 10 คะแนน

2. ให้นกั เรยี นตอบโดยทาเคร่ืองหมายกากบาท (X) ลงใน • ของตัวเลือกในกระดาษคาตอบ
ทีเ่ ห็นวา่ ถูกต้องทส่ี ดุ เพยี งข้อละตัวเลอื กเดียว

********************************************************************************

1. ขอ้ ใดตอ่ ไปนเ้ี ป็นคาอธบิ ายท่ีดที ่ีสดุ วา่ ทาไมแอลกอฮอลจ์ ึงมจี ุดเดือดตา่ กว่ากรดอนิ ทรยี ์ทีม่ ีจานวน

คาร์บอนอะตอมเท่ากัน ?

1. เนื่องจากพันธะโคเวเลนต์ระหวา่ งโมเลกุลของหมูแ่ อลคีนกบั หมไู่ ฮดรอกซลิ มคี ่าคา่ กว่าพันธะโคเวเลนต์

ระหวา่ งโมเลกลุ ของหมแู่ อลคีนกับหมคู่ ารบ์ อกซิล

2. ความมขี ้ัวในโมเลกุลของกรดอนิ ทรยี ม์ ีคา่ สงู กว่าความมขี ั้วของโมเลกุลของแอลกอฮอล์

3. โมเลกุลของกรดอินทรีย์ยดึ กันด้วยพนั ธะไฮโดรเจนทีแ่ ข็งแรงกว่าพันธะไฮโดรเจนในโมเลกุลของ

แอลกอฮอล์

4. ไมม่ ีข้อใดถูกต้อง เพราะท่จี ริงแล้วแอลกอฮอลม์ ีจดุ เดือดสูงกว่ากรดอินทรยี ท์ ม่ี จี านวนคาร์บอน

อะตอมเท่ากัน

2. ข้อใดเปน็ หมฟู่ ังก์ชนั ของกรดอินทรีย์ O O

ก. - OH ข. - O - ค. - C - H ง. - C - OH

3. สารประกอบ CH3CH2CH2COOH มีช่ือว่าอย่างไร ?

ก. บิวทานาล ข. บวิ ทาโนอิก ค. บวิ ทานาไมด์ ง. บิวทานอล

4. ขอ้ ใดไมถ่ ูกต้องเกีย่ วกับกรดอินทรยี ์ ?

1. ไม่เกิดปฏิกิรยิ ากับสารประกอบ NaHCO3 ค. ทาปฏิกิรยิ ากับโลหะหมู่ IA ได้ก๊าซไฮโดรเจน

2. เกิดปฏกิ ริ ิยาสะเทนิ กับเบสได้ ง. จุดเดอื ดสงู ขึ้นเมือ่ คาร์บอนอะตอมเพ่มิ ขน้ึ

5. ข้อใดไม่ถกู ต้อง ?

1. กรดเอทาโนอิกใช้เปน็ ตวั ทาละลายในการผลิตพลาสติกและเส้นใยสงั เคราะห์

2. กรดแอซิติกเป็นส่วนผสมของน้าส้มสายชู

3. กรดฟอร์มิกช่วยใหเ้ นื้อยางในน้ายางดบิ รวมตวั กันเปน็ กอ้ น

4. กรดแอซติ กิ ใชใ้ นอตุ สาหกรรมการฟอกหนงั และย้อมผ้า

121

O

6. ชอื่ ตามระบบ IUPAC ของ CH2 - C - OH มชี อื่ วา่ อย่างไร ?

ก. เอทาโนอิกเบนซนี ค. เบนซนี แอซติ ิกแอซิค

ข. ฟนี แิ อซีติกแอซิค ง. ฟนี ลิ เอทาโนอิกแอซคิ

7. กรด A + กรด B H+ CH3CH2CH2OOCCH3 + H2O ข้อใดสรปุ ได้ถกู ต้อง ?

ก. A คือกรดโพรพาโนอิก ค. B คอื เอทานอล

ข. A คอื CH3CH2COOH ง. B คือ โพรพานอล

8. สารอินทรยี ซ์ งึ่ มีสตู รโมเลกุล C3H6O ตวั ท่คี าดวา่ จะมีจดุ เดือดสูงทสี่ ุด คือ ?

ก. กรดอินทรีย์ ข. แอลกอฮอล์ ค. เอสเทอร์ ง. คาร์โบไฮเดรต

9. ขอ้ ความใดถูกต้องมากทสี่ ดุ ?

1. สารละลายโซเดยี มไฮดรอกไซดใ์ นนา้ มีสมบตั เิ ป็นเบส แตส่ ารละลายบวิ ทานอลในน้าไม่เป็นเบสเพราะ

พันธะระหวา่ งคารบ์ อนกับหมู่ไฮดรอกซิลเปน็ พนั ธะโคเวเลนตท์ ่มี ีขัว้

2. กรดบิวทาโนอกิ มีสมบัติเป็นกรด เพราะทาปฏิกิรยิ ากับสารละลาย NaOH และ NaHCO3 ไดแ้ ต่บวิ

ทานอลมสี มบัติเปน็ เบส เพราะไม่ทาปฏกิ ิรยิ ากับสารละลาย NaOH และ NaHCO3

3. บิวทานอลมสี มบัติเป็นเบส เพราะสามารถทาปฏิกริ ยิ ากับกรดแอซติ ิกไดส้ ารประกอบเอสเทอร์

4. กรดบวิ ทาโนอิกมีจดุ เดือดสูงกว่าบวิ ทานอล แต่ละลายในน้าได้น้อยกว่าบวิ ทานอล

10. ผลติ ภัณฑ์ที่เกดิ ขึ้นในปฏิกริ ยิ าต่อไปน้ี คืออะไร

HOCH2CH2OH + CH3COOH H2SO4 ผลติ ภัณฑ์

1. HOCH2CH2OCOCH3 + H2O ค. CH3COCH2CH2CH2OCCH3 + H2O

ข. CH3OCOCH2COOCH3 + H2O ง. CH3COOCH2CH2COOCH3 + H2O

เฉลยแบบทดสอบ ก่อน-หลงั เรยี น เรื่อง กรดอนิ ทรยี ์
1) ค. 2) ง. 3) ข. 4) ก. 5) ง.
6) ง. 7) ง. 8) ข. 9) ก. 10) ค.

*******************************************************************************

ใบความรู้ที่ 13 เรอ่ื ง กรดอนิ ทรีย์

122

แอลกอฮอล์(R - OH) กรดอินทรีย์(R - COOH)

ความหมาย สารอินทรยี ท์ ีม่ หี มู่ OH สารอนิ ทรียท์ มี่ หี มู่ COOH
สตู รท่วั ไป
การอ่านช่ือ กบั หมู่ไฮโดรคารบ์ อน กับหมู่ไฮโดรคารบ์ อน

สมบัติ CnH2n+2O CnH2nO2
1.สถานะ
2.การละลายนา้ พยางคห์ น้าบอกจานวน พยางคห์ นา้ บอกจานวน C

3.แรงยดึ เหน่ียว C อะตอม อะตอม
ระหวา่ งโมเลกลุ
พยางค์หลังบอก พยางคห์ ลังบอกกรดอินทรยี ์
4.ความเป็นกรด-เบส
แอลกอฮอล์ ลงท้ายดว้ ย ลงท้ายด้วย "oic acid"

"ol" CH3COOH Ethanoic acid

CH3OH Methanol CH3CH2CH2COOH

CH2CH2OH Ethanol Butanoic acid

ของแขง็ ของเหลว,ของแข็ง

โมเลกลุ เลก็ ละลายนา้ ดี โมเลกลุ เล็กละลายนา้ ดี C1-
C1-C3โมเลกลุ ทีม่ ี C มาก C3โมเลกุลทม่ี ี C มากข้นึ
ขน้ึ การละลายนา้ ลดลง ละลายนา้ ลดลง ถ้า C มากๆ

ไมล่ ะลายในทส่ี ดุ ไมล่ ะลายน้า

กรดอนิ ทรยี ล์ ะลายนา้ ได้ดีกว่าแอลกอฮอลท์ ีม่ ี C เท่ากัน

พันธะไฮโดรเจนและแรง พันธะไฮโดรเจนและแรงแวน

แวนเดอรว์ าลส์ เดอร์วาลส์

R - O ---

โมเลกลุ เกดิ พันธะ โมเลกุลเกิดพนั ธะไฮโดรเจน

ไฮโดรเจน 3 แหง่ 5 แหง่

(กรด-เบส) แต่มีความ

เปน็ กรดมากกว่าความ กรดเปลีย่ นสีกระดาษลิตมัส
เป็นเบส ภาวะปกติ จากน้าเงินเป็นแดง
แอลกอฮอลไ์ มเ่ ปล่ยี นสี

กระดาษลิตมัส

123

5.จดุ เดือด(C ) สงู ปานกลาง สงู มาก
ซ่ึงมวลโมเลกุล
ใกลเ้ คียงกัน เพม่ิ ขนึ้ ตามจานวน C เพิม่ ขนึ้ ตามจานวน C
จุดเดือดของสาร อะตอมท่ีเพ่ิมขนึ้ อะตอมทเี่ พ่ิมขึน้
พวกเดยี วกันเอง

แอลกอฮอล์(R - OH) กรดอินทรยี ์(R - COOH)

ความหมาย สารอินทรียท์ ม่ี หี มู่ OH สารอินทรีย์ท่ีมหี มู่ COOH

กบั หมู่ไฮโดรคาร์บอน กบั หมู่ไฮโดรคารบ์ อน

6.ความหนาแน่น นอ้ ยกว่านา้ เฉพาะ มากกว่านา้ สว่ นใหญ่
7.ทาปฏิกริ ยิ ากบั โมเลกลุ เลก็

(M = โลหะใดๆ ยกเว้นโลหะ

(หมู่ IA) มีตระกลู )

ไดเ้ ร็ว เกดิ กา๊ ซ H2

8.กลิ่น กล่นิ เฉพาะตัว(กลิน่ เหล้า) กล่ินฉนุ
9.ทาปฏกิ ิริยากบั ไม่ทา

NaHCO3 ไม่ทา ทาใหเ้ กดิ เอสเทอร์
ทาใหเ้ กิดเอสเทอร์ (ต้องมตี ัวเรง่ ปฏกิ ิรยิ า
10.ทาปฏิกิริยากับ
แอลกอฮอล์ H2SO4(conc))
ไม่ทา
11.ทาปฏิกริ ิยากับ
กรดอินทรยี ์ C 3 อะตอมขึ้นไป C 4 อะตอมขน้ึ ไป

12.จานวนไอโซเมอร์

เกิดไอโซเมอร์พวกเดียว เกดิ ไอโซเมอร์พวกเดยี ว

กันเอง กันเอง

จานวน C อะตอมเท่ากันแอลกอฮอลจ์ ะเกิดไอโซเมอร์

กนั เองได้มากกว่ากรดอนิ ทรีย์

124

แผนการจดั การเรยี นรู้

สาระการเรยี นรู้…วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี….. รายวิชา…..เคมี 5 …..

ช้นั …….มธั ยมศึกษาปีท่ี 6……. ภาคเรยี นที่…1…. ปกี ารศกึ ษา…2564…….

หนว่ ยการเรยี นรูท้ ี่….16 เรือ่ ง…ปิโตรเลยี ม เวลา…3…..ชว่ั โมง

สาระสาคญั
สารผสมของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่เกิดจากการทับถมและสลายตัวของซากพืชน้า และซาก

สัตว์บริเวณใต้ทะเลเป็นเวลานามภายใต้ความร้อนและความดันสูงจนเปล่ียนสภาพเป็นน้ามันดิบและก๊าซ
ธรรมชาติ รวมเรยี กว่า “ปโิ ตรเลยี ม”

การกล่ันน้ามันดิบจะใช้วิธีการกลั่นแบบลาดับส่วนซ่ึงผลิตภัณฑ์ท่ีได้นามาใช้เป็นเชื้อเพลิง ตัวทา
ละลายและสารต้ังต้นในอตุ สาหกรรมปิโตรเคมี

เมื่อนาก๊าซธรรมชาติมาผ่านกระบวนการแยกก๊าซ จะได้ผลิตภัณฑ์ที่นาไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆ
เช่น เชื้อเพลงิ ผลิตภัณฑจ์ ากการกลน่ั นา้ มันดิบหรือการแยกก๊าซธรรม ใชเ้ ปน็ สารตง้ั ตน้ ในอตุ สาหกรรมปิโตร
เคมี ซ่ึงแบง่ เปน็ อตุ สาหกรรมขนั้ ต้นและอุตสาหกรรมต่อเน่ือง

ผลการเรียนรู้ (เสรมิ )
อธบิ ายการเกดิ ปโิ ตรเลยี ม การสารวจหาแหลง่ ปิโตรเลียม การกล่นั นา้ มนั การปรับปรงุ คณุ ภาพของ

นา้ มัน การแยกก๊าซธรรมชาติ พร้อมท้งั ยกตัวอยา่ งผลิตภัณฑ์ท่ไี ดจ้ ากการกลั่นน้ามันดิบและกา๊ ซธรรมชาติได้

จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายกระบวนการเกดิ ปโิ ตรเลียม วธิ กี ารสารวจและขุดเจาะปิโตรเลียมได้
2. อธิบายกระบวนการกลนั่ น้ามันดบิ พร้อมท้ังยกตัวอย่างผลติ ภัณฑท์ ไี่ ดจ้ ากการกล่นั น้ามนั ดิบและ

การใช้ประโยชน์ได้
3. อธบิ ายวิธีปรับปรุงคุณภาพของนา้ มันเช้อื เพลงิ ได้
4. อธิบายวิธีการแยกก๊าซธรรมชาติ พรอ้ มทัง้ ยกตวั อย่างผลิตภณั ฑ์ และการนาผลิตภณั ฑ์ไปใช้

ประโยชน์ได้
5. บอกความหมายของปโิ ตรเคมภี ณั ฑ์ อุตสาหกรรมปโิ ตรเคมขี ้นั ตน้ และขั้นต่อเน่ือง และการใช้

ประโยชนไ์ ด้
เน้อื หา (รายละเอยี ดของเนื้อหา อย่ใู นใบความรู้ที่ 19)

ปิโตรเลียม

125

คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมท่ตี ้องการเน้น
ขยัน อดทน พฤติกรรมบ่งช้ี คอื ทางานอยา่ งต่อเนื่องจนสาเร็จตามเปา้ หมาย ไม่หวน่ั ไหวตอ่ คา

วิพากษ์วิจารณ์ทเ่ี ปน็ ตวั บั่นทอนการทางานให้สาเรจ็ ไมย่ ่อทอ้ ต่อปัญหาอปุ สรรค

การจัดกระบวนการเรียนรู้ (ก่อนการเรยี นในหนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 จานวน 1-2 คาบ)
1. รปู แบบการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 2 ครแู บ่งนักเรียนเป็นกลมุ่ จานวน 6 กลุม่ แล้ว

ให้ นกั เรียนแต่ละกลุ่มจบั สลากเพ่ือรับผิดชอบหวั ข้อท่ีต้องไปศกึ ษาค้นควา้ เพื่อนามาอภปิ รายหนา้ ชัน้ เรยี นตาม
หัวขอ้ ท่ไี ด้รบั มอบหมายดงั นี้

1. ปโิ ตรเลยี ม
2. พอลเิ มอร์ มอนอเมอร์ และปฏิกิริยาการเกิดพอลิเมอร์
3. โครงสรา้ งและสมบตั ิของพอลเิ มอร์
4. ผลติ ภัณฑ์จากพอลิเมอร์
5. การปรับปรุงสมบัติของพอลเิ มอร์
6. การแก้ปัญหาขยะพอลิเมอร์
2. ครูแนะนานักเรียนเก่ยี วกับรูปแบบการนาเสนอเนื้อหาว่า ควรศกึ ษาเนอื้ หาทไี่ ด้รับมอบหมายมา
อยา่ งดี และสามารถถ่ายทอดใหเ้ พือ่ น ๆ เขา้ ใจตามวิธีและเทคนคิ ของแต่ละกล่มุ ถนดั เชน่ อาจนาเสนอโดยการ
บรรยาย การเล่นเกมส์ การให้เพื่อน ๆ ในหอ้ งมสี ่วนรว่ มในการนาเสนอก็ได้ และควรจะมีสื่อประกอบเพอื่ ให้
เพอื่ น ๆ เขา้ ใจมากย่งิ ขึ้น ซ่ึงกิจกรรมต่าง ๆ ท่แี ตล่ ะกล่มุ ออกแบบมาน้ันควรจะมีการนาเสนอใหค้ รไู ด้ตรวจสอบ
ก่อนเพ่ือเสนอแนะเพิ่มเติมในส่งิ ที่เหน็ ว่าบกพร่องกอ่ นนาเสนอหน้าช้ันเรยี น
3. นกั เรยี นแต่ละกลุ่มประชมุ ปรกึ ษาเพ่ือแบง่ หน้าที่กนั และออกแบบกิจกรรมการนาเสนอของกลุ่ม
ตนเอง เพ่ือนาเสนอหน้าชน้ั เรียนในคาบต่อไป
1. ขัน้ สรา้ งความสนใจ
1. ครูนาทบทวนถึงเรื่องสารประกอบไฮโดรคาร์บอนทีเ่ กิดจากการสลายตวั ของซากพชื และซากสัตว์
บริเวณใต้ท้องทะเลเป็นเวลานาน เพอ่ื นาไปสู่การอธบิ ายเรอื่ ง การเกิดปิโตรเลียม
2. ครูแจ้งให้นักเรียนทราบเร่ืองทจี่ ะศึกษาในวันน้วี า่ เป็นเรื่อง ปิโตรเลียม
3. นกั เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี นเร่อื ง ปโิ ตรเลยี ม ใชเ้ วลาประมาณ 10 นาที

2. ขน้ั สารวจและค้นหา
1. ครูและนักเรียนอภิปรายเพ่ือทบทวนกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีผ่านมา เพ่ือมอบหน้าท่ีให้กลุ่มที่

รับผดิ ชอบเรอื่ ง ปิโตรเลียม ออกมานาเสนอเน้ือหาหนา้ ชนั้ เรยี น
2. กลมุ่ ทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย เร่ือง ปิโตรเลียม ออกมานาเสนอหน้าชนั้ เรยี น
3. นักเรียนทุกคนร่วมทากิจกรรม เช่น การถาม-ตอบปัญหา, ทาแบบทดสอบ, ทาใบงาน, ทา

แบบฝึกหดั , เล่นเกม หรอื กิจกรรมอนื่ ๆ ตามทก่ี ลุ่มอภปิ รายไดจ้ ัดเตรยี มมา

126

4. นกั เรียนและครูรว่ มกนั อภปิ รายเพอื่ ทบทวนเร่ืองปิโตรเลียมอกี ครง้ั เพื่อให้ได้ขอ้ สรปุ ดังนี้
4.1 ปิโตรเลียมเป็นสารผสมของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนหลายชนิด ปรากฎอยู่ในรูปของก๊าซ

และของเหลวขน้ สนี ้าตาลหรอื ดา
4.2 ปิโตรเลียมเกิดจากการทับถมและสลายตัวของซากพืชน้าและซากสัตว์ในบริเวณใต้ทะเลเป็น

เวลานาน เกดิ การแยกสลายและเปลย่ี นสภาพเปน็ กา๊ ซธรรมชาติหรือนา้ มนั ดบิ แทรกอยู่ในชน้ั หนิ ท่มี ีรพู รุน
4.3 การสารวจหาแหลง่ ปโิ ตรเลยี มทาไดด้ ังน้ี
1) การสารวจทางธรณวี ิทยา โดยการทาแผนท่ภี าพถ่ายทางอวกาศ การศกึ ษาลกั ษณะหิน

และการวเิ คราะห์ซากพืชซากสตั ว์ทอี่ ยใู่ นหิน
2) การสารวจทางธรณีฟิสกิ ส์ โดยการวัดคล่ืนความสัน่ สะเทือน การวัดค่าความเข้มของ

สนามแมเ่ หล็ก และค่าความโนม้ ถว่ งของโลก
4.4 แหล่งปิโตรเลียมที่พบคร้ังแรกในประเทศไทย คือ ท่ีอาเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ เม่ือ

พ.ศ. 2464
4.5 ปโิ ตรเลียมมีความหมายรวมนา้ มันดบิ ก๊าซธรรมชาตแิ ละหนิ นา้ มนั แต่ไมร่ วมถ่านหนิ
4.6 การกล่ันลาดับสว่ นของน้ามันดิบ จะแยกองค์ประกอบที่มีจุดเดือดต่า (มวล โมเลกุลต่า) โดย

ควบแน่นเป็นของเหลวอยู่ตอนบนของหอกล่ัน ส่วนองคป์ ระกอบที่มีจุดเดือดสงู (มวลโมเลกุลสงู ) จะควบแน่น
เป็นของเหลวอย่ตู อนลา่ งของหอกลนั่

4.7 กระบวนการแตกสลาย รีฟอร์มม่ิง แอลคิเลชัน และโอลิโกเมอไรเซชัน เป็นการปรับปรุง
โครงสร้างของโมเลกุลของสารไฮโดรคาร์บอนในน้ามันให้มีคุณภาพเหมาะสมกับการใช้งานในเครื่องยนต์ชนิด
ต่าง ๆ และให้มปี รมิ าณเพยี งพอกบั ความต้องการ

4.8 การกาหนดคุณภาพของน้ามันเบนซินบอกด้วยเลขออกเทน ส่วนคุณภาพของน้ามันดีเซล
บอกดว้ ยเลขซเี ทน (รายละเอียดในใบความรู้)

4.9 ก๊าซธรรมชาตจิ ะสะสมอยู่ใตพ้ ้ืนดินหรือใต้พ้ืนทะเล อาจพบเฉพาะในสถานะก๊าซหรือปนอูย่
กบั นา้ มนั ดบิ ดงั น้ันแหล่งทพี่ บกา๊ ซธรรมชาตจิ งึ มโี อกาสจะพบนา้ มนั ดบิ อยู่ดว้ ย

4.10 ก๊าซธรรมชาติทพ่ี บในอา่ วไทยประกอบด้วยกา๊ ซมเี ทนเปน็ ส่วนใหญ่
4.11 การทีพ่ บเฉพาะก๊าซธรรมชาตใิ นอ่าวไทย เน่ืองจากเป็นบรเิ วณที่มีอุณหภมู ิและความดนั สูง
ทาใหน้ า้ มนั ดบิ ทีเ่ กดิ ขนึ้ และถูกกกั เกบ็ ไวเ้ ป็นเวลานานเกิดการสลายตวั เปน็ ก๊าซธรรมชาติ
4.12 องค์ประกอบของกา๊ ซธรรมชาติแสดงได้ดังแผนภาพตอ่ ไปนี้

ก๊าซธรรมชาติ
(Natural Gas)

มีเทน ( C1 ) กา๊ ซเหลว สารประกอบท่ี
(Natural Gas Liquids, NGL) ไม่ใชไ่ ฮโดรคารบ์ อน

127

อเี ทน ( C2 ) ก๊าซปโิ ตรเลียมเหลว (C3+C4) กา๊ ซโซลีนธรรมชาต(ิ >C5)

(Liquidfied Petroleum Gas; LPG) (Natural Gasoline; NG)

หรือกา๊ ซธรรมชาตเิ หลว

(Liquefied Natural Gas; LNG)

4.13 ปิโตรเคมภี ณั ฑ์ หมายถงึ ผลิตภัณฑท์ ี่ไดจ้ ากอุตสาหกรรมปโิ ตรเคมี โดยใช้สาร ประกอบ

ไฮโดรคารบ์ อนจากการกล่ันนา้ มนั ดบิ และการแยกกา๊ ซธรรมชาติมาใช้เปน็ วตั ถุดิบ

4.14 อตุ สาหกรรมปิโตรเคมีข้ันตน้ เป็นอตุ สาหกรรมผลิตสารมอนอเมอร์ ซึ่งเปน็ สารทโ่ี มเลกุลมี

ขนาดเล็ก เชน่ เอทลิ นี โพรพิลนี เบนซนี โทลูอีน ไซลีน และสไตรนี

4.15 อตุ สาหกรรมปิโตรเคมีข้นั ต่อเนื่อง เป็นอุตสาหกรรมผลติ พอลิเมอร์ เชน่ พลาสตกิ เสน้

ใย ยาง โดยใช้มอนอเมอรจ์ ากอุตสาหกรรมข้นั ต้น

5. นักเรยี นกลมุ่ ทเ่ี หลอื ประเมนิ การนาเสนอของกลุม่ ท่ีอภปิ ราย เพื่อสรุปและวิจารณ์ถึงข้อดีและ

ขอ้ บกพร่องในการนาเสนอครั้งนี้ เพอ่ื ให้กล่มุ ต่อไปยึดถือเป็นแนวทาง

6. ครูเปิดโอกาสให้นักเรยี นสอบถามเนือ้ หา เร่ือง ปิโตรเลยี ม วา่ มสี ว่ นไหนทยี่ งั ไมเ่ ข้าใจและให้ความรู้

เพม่ิ เติมในสว่ นนัน้

3. ข้ันลงข้อสรปุ
1. นกั เรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน เรอ่ื ง ปโิ ตรเลียม ใชเ้ วลาประมาณ 10 นาที
2. นักเรียนและครูรว่ มกนั เฉลยแบบทดสอบ แจ้งคะแนนพร้อมทัง้ ชมเชยนกั เรยี นทผ่ี า่ นเกณฑ์ สาหรบั

นักเรยี นทไี่ มผ่ า่ นเกณฑ์ให้เรียนซ่อมเสรมิ ต่อไป
3. ครมู อบหมายให้นักเรยี นไปศกึ ษาความรู้เพมิ่ เติมและศกึ ษาเน้อื หา เร่อื ง พอลเิ มอร์และมอนอเมอร์

ซงึ่ จะเรยี นในคาบต่อไปมาล่วงหน้า
สอื่ การเรยี นการสอน

1. หนงั สอื เรยี นวิชาเคมี 5
2. ใบความร้ทู ่ี 19 เร่ือง ปิโตรเลยี ม
3. แบบทดสอบกอ่ น-หลังเรยี น เรือ่ ง ปิโตรเลียม
4. สือ่ และอปุ กรณ์การนาเสนอที่กลุม่ นักเรยี นที่รับผิดชอบเตรียมมา

128

การวดั และประเมนิ ผล

การวดั ผล วธิ กี ารวัด เครือ่ งมอื วดั เกณฑ์การผา่ น
ประเมนิ ผลดา้ น
1. ดา้ นความรู้ 1.วดั จากแบบทดสอบ 1.แบบทดสอบหลังเรียน 1. ทาแบบทดสอบถูก
ความเขา้ ใจ มากกวา่ หรือ เท่ากับ 6
ชนดิ ปรนยั 4 ตัวเลอื ก ข้อขึ้นไป
2. ด้านทักษะ ได้คะแนนในระดบั 2 ขนึ้
กระบวนการ จานวน 10 ขอ้ ไป

3. ดา้ น สังเกตจากการนาเสนอ แบบสงั เกตพฤติกรรมการ ได้คะแนนในระดบั 2 ขึ้น
คุณลกั ษณะท่ีพึง ไป
ประสงค์ หนา้ ช้ันเรยี น นาเสนอหน้าชนั้ เรยี น

การสงั เกตพฤติกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมความ
ความ ขยันและ ขยนั และอดทน
อดทน

กิจกรรมเสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………….………………………………………………

129

แบบทดสอบก่อน-หลงั เรยี น เร่ือง ปโิ ตรเลยี ม

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้

1. อธบิ ายกระบวนการเกิดปโิ ตรเลียม วธิ ีการสารวจและขดุ เจาะปิโตรเลยี มได้

2. อธิบายกระบวนการกลน่ั นา้ มนั ดบิ พรอ้ มทัง้ ยกตวั อย่างผลติ ภัณฑ์ที่ได้จากการกล่นั นา้ มนั ดิบและ

การใชป้ ระโยชนไ์ ด้

3. อธบิ ายวธิ ีปรับปรุงคณุ ภาพของนา้ มนั เชื้อเพลงิ ได้

4. อธิบายวธิ ีการแยกก๊าซธรรมชาติ พร้อมทัง้ ยกตัวอย่างผลติ ภัณฑ์ และการนาผลิตภณั ฑ์ไปใช้

ประโยชน์ได้

5. บอกความหมายของปโิ ตรเคมภี ณั ฑ์ อตุ สาหกรรมปิโตรเคมีขัน้ ตน้ และข้ันต่อเนื่อง และการใช้

ประโยชน์ได้

คาชแ้ี จง 1. แบบทดสอบน้ีเป็นแบบปรนัยชนิดเลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 10 ขอ้ ขอ้ ละ 1

คะแนน รวม 10 คะแนน

2. ให้นกั เรยี นตอบโดยทาเครื่องหมายกากบาท (X) ลงใน • ของตวั เลือกในกระดาษคาตอบ

ทเ่ี ห็นว่าถูกต้องทีส่ ุดเพียงขอ้ ละตวั เลอื กเดียว

********************************************************************************

1. กา๊ ซธรรมชาติแและนา้ มนั ดบิ ถกู กักอยู่ในชัน้ หนิ ชนิดใด ?

ก. หินปูน ข. หนิ เกลือ ค. หินทราย ง. หนิ ดนิ ดาน

2. การสารวจในข้อใดท่จี ะทาให้ทราบถงึ ขนาดและขอบเขตของแหล่งปิโตรเลยี มได้ ?

ก. การสารวจโดยใช้ภาพถา่ ยทางอากาศ ค. การสารวจทางธรณีฟิสิกส์

ข. การสารวจทางดาวเทียม ง. การสารวจทางธรณีวิทยา

3. ในกระบวนการกลัน่ ปโิ ตรเลียมจะได้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ หลายชนดิ ขอ้ ใดเปน็ การเรียงลาดับผลิตภณั ฑ์ท่ี

มจี ดุ เดอื ดต่าไปยังผลติ ภัณฑ์ท่ีมจี ดุ เดือดสงู

1. ก๊าซปโิ ตรเลียม นา้ มันเบนซนิ น้ามนั ก๊าด แนฟทา

2. น้ามันเบนซิน น้ามนั หลอ่ ลนื่ น้ามันกา๊ ด นา้ มนั เตา

3. น้ามันกา๊ ด นา้ มันโซลา่ น้ามันหล่อลื่น น้ามันเตา

4. แนฟทา น้ามันโซล่า นา้ มนั ก๊าด น้ามันหล่อล่นื

4. ขอ้ ความใดไม่ถกู ต้องสาหรบั กระบวนการแตกสลายนา้ มันดิบ ?

1. ในอุตสาหกรรมมักทาให้กระบวนการนีเ้ กิดข้นึ ทีอ่ ุณหภูมิไม่สูงนักและมีตวั เร่งปฏิกิริยา

2. ผลิตภัณฑ์ทไ่ี ด้บางชนดิ อาจเป็นสารไม่อิ่มตวั

3. ในปฏิกิริยาน้อี าจมีปฏิกริ ยิ าการสญู เสยี ไฮโดรเจนเกดิ ข้นึ ด้วย

4. แอลเคนที่มโี มเลกุลเป็นโซก่ ่ิงจะถูกเปล่ยี นเป็นแอลเคนทีม่ โี มเลกลุ เป็นสายตรง ซ่งึ ใช้ในนา้ มนั

เช้อื เพลงิ รถยนต์

130

5. ขน้ั ตอนของการแยกก๊าซธรรมชาตจิ ากแหลง่ ผลติ ในอ่าวไทย คือ ?

1. กาจดั ปรอท 2. กาจดั CO2(g) และ H2O(g)

3. แยกก๊าซเหลวออกจากา๊ ซธรรมชาติ 4. เพ่มิ ความดันและลดอุณหภูมใิ หก้ า๊ ซเปลี่ยนเปน็ ของเหลว

ข้นั ตอนเรยี งจากเร่มิ ตน้ จนเสร็จกระบวนการคอื ข้อใด ?

ก. 3, 2, 4, 1 ข. 3, 4, 1, 2 ค. 3, 1, 2, 4 ง. 3, 2, 1, 4

6. น้ามนั เบนซินที่มีค่าออกเทนเทา่ กบั 97 หมายความว่านา้ มนั นน้ั มีสมบตั ิการเผาไหมเ้ ช่นเดียวกบั เชอ้ื เพลงิ

ที่มีองคป์ ระกอบอยา่ งไร ?

1. ไอโซออกเทน 97 % โดยมวล และเฮปเทน 3 % โดยมวล

2. ไอโซออกเทน 97 % และเตตระเอทลิ เลด 3 % โดยมวล

3. เฮปเทน97 % โดยมวล และไอโซออกเทน 3 % โดยมวล

4. เฮปเทน97 % โดยมวล และเตตระเอทิลเลด 3 % โดยมวล

7. ข้อใดเปน็ การปรับปรงุ คุณภาพของน้ามนั เบนซนิ โดยไมท่ าใหโ้ ครงสรา้ งของน้ามันเปลี่ยนแปลง

ก. เตมิ เมทลิ เทอร์เชียรีบิวทิลอเี ทอร์ ค. รีฟอรม์ ิง

ข. ออลโิ กเมอรไ์ รเซชนั ง. แอลคิเลชนั

8. นา้ มนั เบนซนิ ท่ขี ายกนั อยู่ในปัจจบุ ันมี 3 ชนิดด้วยกัน คือ นา้ มันเบนซินพิเศษ น้ามนั เบนซนิ ธรรมดา และ

น้ามนั เบนซินยูแอลจี ข้อใดที่อธิบายถึงน้ามันยูแอลจีได้ถูกตอ้ งท่ีสดุ ?

1. น้ามันเบนซนิ ท่ีมเี ลขออกเทนสูง

2. น้ามนั เบนซินท่ีไม่ใสส่ ารเติมแตง่ ใด ๆ เลย

3. น้ามนั ที่สามารถใช้แทนนา้ มันกา๊ ดที่ใชก้ ับเครื่องบนิ ได้

4. น้ามนั ที่เตมิ เมทลิ เทอรเ์ ชยี รีบิวทลิ อีเทอรล์ งไปเพอื่ เพิ่มเลขออกเทน

9. ผลิตภณั ฑช์ นดิ ใดท่ีได้จากการแยกกา๊ ซธรรมชาตแิ ละน้ามันดิบ ท่ีนามาใชเ้ ปน็ สารตัง้ ตน้

ในอตุ สาหกรรมปิโตรเคมีเบ้ืองตน้ ?

ก. เอทิลนี อีเทน โพรพลิ นี โพรเพน ค. บวิ ทาไดอนี โทลูอีน โซลนี โพรเพน

ข. เอทลิ ีน โพรพิลนี บวิ ทาไดอนี โทลอู นี ง. แนฟทา โพรพลิ ีน บิวทาไดอนี โพรเพน

10. ขอ้ ใดไมใ่ ช่ผลติ ภัณฑ์ของอตุ สาหกรรมปิโตรเคมีขนั้ ต่อเน่ือง ?

ก. พลาสตกิ ข. เส้นใย ค. ยาง ง. เอทิลี

เฉลยแบบทดสอบ กอ่ น-หลงั เรยี น เรือ่ ง ปิโตรเลียม
1) ง. 2) ค. 3) ค. 4) ง. 5) ค.
6) ก. 7) ก. 8) ง. 9) ข. 10) ง.

********************************************************************************

131

ใบความรู้ท่ี 19 เรื่อง ปโิ ตรเลยี ม

ปโิ ตรเลยี ม คอื สารพวกไฮโดรคาร์บอนและอาจจะพบสารอนิ ทรีย์ท่ีมธี าตุ O N หรือ S เป็น
องค์ประกอบอยู่บ้างเลก็ น้อย เกิดจากการตายทับถมของซากพชื ซากสตั วน์ บั เปน็ เวลานบั ลา้ น ๆ ปี
ปโิ ตรเลียม ประกอบด้วย

1. กา๊ ซธรรมชาติ คือ ก๊าซไฮโดรคารบ์ อนมี CH4 C2H6 C3H8 C4H10 สว่ นมากจะเปน็ CH4
2. น้ามนั ดบิ คือ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนจานวนมากมายปนกัน สารพวกน้ีมจี ดุ เดือดแตกตา่ งน้อย
จึงแยกด้วยวิธกี ารกล่ันลาดบั สว่ น
สารไฮโดรคาร์บอนทีแ่ บ่งได้จากการกลั่นลาดบั เรียงจากจุดเดอื ดต่าไปหาสูง ดังนี้
กา๊ ซปิโตรเลียม (C1 - C4), นา้ มนั เบนซิน, นา้ มันก๊าด, น้ามันดีเซล, นา้ มันหลอ่ ลืน่ , ไข, นา้ มันเตา, บิทู
เมน
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีขนาดใหญ่จานวน C อะตอมมาก มีประโยชน์น้อย ราคาตา่ มา
เปลี่ยนเปน็ สารทมี่ ีขนาดโมเลกลุ และมวลโมเลกุลใกล้เคียงกับนา้ มนั เบนซินและน้ามันดเี ซล และปรับปรงุ
โครงสร้างของโมเลกลุ ให้เป็นเชอื้ เพลิงท่ีมีคุณภาพดขี นึ้ ดังน้ี
ก. กระบวนการแตกสลาย (Cracking)
ข. การรีฟอร์มมงิ (Reforming)
ค. การแอลคิเลชนั (Alkylation)
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนทีจ่ ะใชเ้ ป็นเชื้อเพลงิ ทด่ี ใี นรถยนตต์ ้องมลี กั ษณะ ดังน้ี
1. โมเลกลุ ได้ขนาด ท่ีมี C5 - C10 โมเลกลุ มี C ตอ่ กนั แตกกิ่งก้านสาขา
เลขออกเทน (Octane number) คือ ค่าตวั เลขท่แี สดงเป็นร้อยละโดยมวลของไอโซออก
เทนในของ ผสมระหวา่ งไอโซออกเทนและเฮปเทน ซึง่ เกิดจากการเผาไหม้
เลขออกเทนเป็นตวั เลขท่ใี ช้บอกคุณภาพของน้ามันเบนซินในรถยนต์
น้ามนั เบนซิน ที่มสี มบตั กิ ารเผาไหม้เชน่ เดยี วกับไอโซออกเทนหมด เรียกนา้ มนั เบนซนิ นัน้ ว่ามเี ลขออก
เทนเป็น 100
น้ามนั เบนซิน ทมี่ สี มบัติการเผาไหม้เชน่ เดียวกับเฮปเทนหมด เรียกนา้ มนั เบนซินนนั้ วา่ มเี ลขออกเทน
เปน็ 0
น้ามันเบนซิน ที่มีเลขออกเทน 70 คือ น้ามันเบนซินที่มีสมบัติการเผาไหม้เช่นเดียวกับเชื้อเพลิงท่ีมีไอ
โซออกเทนรอ้ ยละ 70 และเฮปเทนร้อยละ 30 โดยมวล

อนงึ่ น้ามันเบนซนิ ในปจั จบุ ันมักจะพบว่ามเี ลขออกเทนต่า เพื่อปรบั ปรงุ นา้ มนั ใหม้ ีเลข
ออกเทนสูงข้ึนด้วยการเติมเตตระเอธิลเลด (CH3CH2)4 Pb ย่อว่า TEL ลงในน้ามันเบนซิน ทาให้น้ามันมีเลข
ออกเทนสูงขึ้น แต่ก็ก่อให้เกดิ สาร Pb เปน็ สารมลพิษ

132

เลขซีเทน (Cetane number) คือ คา่ ตวั เลขท่ีแสดงเปน็ ร้อยละโดยมวลของซีเทน ในของผสมระหว่างซีเทน
(C16H34) และแอลฟาเมทลิ แนฟทาลีน (C11H10) ซ่ึงเกิดการเผาไหม้หมด

เลขซเี ทนเป็นตวั เลขที่ใชบ้ อกคุณภาพของนา้ มนั ดเี ซล
น้ามนั ดเี ซลที่มีเลขซีเทน 100 คอื นา้ มนั ดเี ซลท่มี ีสมบัตกิ ารเผาไหมเ้ ช่นเดยี วกบั ซีเทน 100% โดยมวล
นา้ มนั ดีเซลทม่ี เี ลขซีเทน 0 คือ น้ามันดเี ซลที่มสี มบัติการเผาไหม้เชน่ เดยี วกับแอลฟาเมทิลแนฟทาลีน 100%
โดยมวล น้ามนั ดเี ซลท่ีมีเลขซีเทน 80 คือ นา้ มันดีเซลท่ีมีสมบัตกิ ารเผาไหม้เช่นเดยี วกับซเี ทนรอ้ ยละ 80 โดย
มวล ในการผสมระหวา่ งซเี ทน และแอลฟาเมทลิ แนฟทาลีน

133

แผนการจดั การเรยี นรู้

สาระการเรยี นรู้…วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี….. รายวิชา…..เคมี 5 …..

ช้ัน…….มัธยมศึกษาปีที่ 6……. ภาคเรียนท่ี…1…. ปกี ารศึกษา…2564…….

หน่วยการเรียนรู้ท่ี….17 เร่ือง…โครงสรา้ งและสมบตั ิของพอลเิ มอร์ เวลา…4…..ชว่ั โมง

สาระสาคัญ
พอลิเมอร์อาจมีโครงสรา้ งเป็นแบบเสน้ แบบกง่ิ แบบร่างแห ท้ังน้ีขึ้นกบั ลักษณะการเชอ่ื มต่อกนั ของ

มอนอเมอร์ ซง่ึ ส่งผลตอ่ สมบัติของพอลเิ มอร์ และการนาไปใชใ้ นการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ทแี่ ตกต่างกนั โดยพอลิ
เมอร์เทอร์มอพลาสติกมีโครงสร้างเป็นแบบเส้นหรือแบบกง่ิ เป็นพอลเิ มอร์ท่ีสามารถนามาหลอมขึน้ รปู ใหม่ได้
สาหรบั พอลิเมอร์เทอรม์ อเซตส่วนใหญ่มีโครงสร้างแบบรา่ งแห เปน็ พอลเิ มอรท์ ่ีไมห่ ลอมเหลวเมื่อไดร้ บั ความ
ร้อน แตเ่ กดิ การสลายตัวหรือไหม้เม่ือไดร้ บั ความร้อนสงู จงึ ไม่สามารถนามาหลอมขนึ้ รปู ใหม่ได้

ผลการเรยี นรู้
12. วิเคราะหแ์ ละอธบิ ายความสมั พนั ธ์ระหว่างโครงสรา้ งและสมบัติของพอลิเมอร์ รวมทง้ั การนาไปใช้

ประโยชน์

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1.วเิ คราะหแ์ ละอธบิ ายความสัมพนั ธ์ระหวา่ งโครงสรา้ งกับสมบตั ิของพอลเิ มอรแ์ ละยกตัวอย่างการ

นาไปใช้ประโยชน์

เนื้อหา (รายละเอียดของเน้ือหา อยู่ในใบความรทู้ ี่ 20)
พอลิเมอร์

คุณธรรมและจรยิ ธรรมที่ตอ้ งการเนน้
วนิ ยั พฤตกิ รรมทบ่ี ่งชี้ คอื ปฏิบัตติ นตามกติกาของสงั คม ควบคมุ ตนเองได้ ตรงตอ่ เวลา ปฏิบตั ติ าม

สทิ ธแิ ละหนา้ ท่ีของตน

การจดั กระบวนการเรยี นรู้
1. ข้นั สร้างความสนใจ

1. ครูนาอภิปรายทบทวนความร้ทู ่ีเรียนมาว่า พอลเิ มอรเ์ ปน็ สารท่ีมโี มเลกุลขนาดใหญ่ ได้จากปฏิกริ ยิ า
การเกดิ พอลเิ มอร์ของโมเลกุลขนาดเล็กทเี่ รยี กว่า มอนอเมอร์ สมบตั ทิ างกายภาพของพอลเิ มอรจ์ งึ ต่างจาก

134

มอนอเมอรท์ เี่ ป็นสารต้ังต้น พอลเิ มอรม์ ีทงั้ พอลิเมอรธ์ รรมชาตแิ ละพอลเิ มอร์สังเคราะห์ พอลิเมอร์อาจเกิดจาก
ปฏิกิรยิ าการเกดิ พอลิเมอร์แบบเตมิ หรอื แบบควบแน่น ขน้ึ อยูก่ ับหมฟู่ ังกช์ นั ที่ทาปฏิกริ ยิ า

2. ครูแจง้ ให้นักเรียนทราบเร่ืองที่จะศึกษาในวนั น้ีคือเรื่อง โครงสร้างและสมบัติของพอลเิ มอร์

2. ขน้ั สารวจและคน้ หา
1. ตวั แทนกลุ่มนักเรยี นที่ได้รบั มอบหมายให้ศึกษาคน้ ควา้ เรอ่ื ง โครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์

ออกมารายงานและนาอภิปรายหนา้ ช้นั เรียน
2. นักเรยี นทกุ คนร่วมทากจิ กรรม เชน่ การถาม-ตอบปัญหา, ทาแบบทดสอบ, ทาใบงาน, ทา

แบบฝกึ หัด, เล่นเกม หรือกิจกรรมอ่ืน ๆ ตามที่กลุ่มอภิปรายไดจ้ ัดเตรียมมา
3. นักเรียนกลุม่ ท่เี หลอื ประเมนิ การนาเสนอของกลมุ่ ท่ีอภิปราย เพอ่ื สรุปและวจิ ารณ์ถงึ ข้อดแี ละ

ขอ้ บกพร่องในการนาเสนอคร้ังนี้ เพ่อื ให้กลุ่มต่อไปยดึ ถอื เป็นแนวทางและนาไปพัฒนาการนาเสนอของตนเอง
4. นกั เรียนและครรู ่วมกนั อภปิ รายเพอื่ ทบทวนเร่ือง โครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์ เพือ่ ให้ได้

ขอ้ สรปุ ดังน้ี
4.1 จากการเปรียบเทียบโครงสร้างของพอลิเมอร์แบบเสน้ แบบกง่ิ และแบบร่างแห ดว้ ยรูป13.3

ในหนงั สอื เรยี น พบว่าโครงสรา้ งแบบรา่ งแหมีสว่ นท่ีเชื่อมระหว่างสายโซห่ ลักมากกว่า 1 สาย ส่วนโครงสร้าง
แบบกง่ิ มีสายโซ่ดา้ นขา้ งแยกออกมาจากสายโซห่ ลัก โดยไม่เช่อื มกับสายโซ่หลักอ่ืนโครงสรา้ งแบบเส้นไม่มสี าย
โซ่ดา้ นขา้ งแยกออกมา

4.2 พอลเิ มอร์แบบเส้น มคี วามหนาแน่น ความแข็ง ความเหนียวและจุดหลอมเหลวสงู กวา่ พอลิ
เมอร์แบบก่ิง แต่มคี วามยืดหยุ่นน้อยกวา่ พอลิเมอรแ์ บบก่ิง

4.3 พอลเิ มอร์แบบรา่ งแห มคี วามแข็งแรงมาก ความยดื หยุ่นขน้ึ กบั จานวนพันธะเชอ่ื มโยง
ถ้ามมี ากจะแข็ง ไม่ยดื หยุน่ มีจดุ หลอมเหลวสูง มีความคงตวั สูงเมื่อทาเปน็ รปู ร่างต่าง ๆ แล้วไมส่ ามารถ
เปล่ียนแปลงอีกไดห้ มู่ฟังกช์ นั ทอ่ี ยใู่ นสายโซ่และโครงสรา้ งของพอลิเมอร์จะมีผลตอ่ สมบตั ิของพอลิเมอร์

5. ครูให้นกั เรยี นตอบคาถามตรวจสอบความเขา้ ใจ ดังน้ี
1. ฟนี อล-ฟอร์แมลดีไฮด์ (phenol-formaldehyde) หรอื เบเคอไลต์ (bakelite) เป็นพอลิเมอรท์ ี่

แข็ง ทนไฟ ไม่หลอมเหลว เป็นตัวนาความร้อนท่ีไมด่ ี นิยมใชท้ าดา้ มหรือหจู ับของอุปกรณเ์ ครือ่ งครัว แผงวงจร
สวิทซไ์ ฟฟา้ โครงสรา้ งของฟีนอล-ฟอร์แมลดีไฮด์ เป็นแบบใด (พอลเิ มอรแ์ บบร่างแห)

2. ฟิล์มยืดหอ่ อาหารและถุงหูห้ิวทามาจากพอลิเอทลิ นี ผลิตภณั ฑใ์ ดทาจาก HDPE และผลิตภัณฑ์
ใดทาจาก LDPE เพราะเหตุใด (ฟิล์มยืดห่ออาหารเป็น LDPE ส่วนถุงหูหิ้วเป็น HDPE เน่ืองจากถุงหูห้ิวต้องทน
แรงดงึ ไดด้ ี จึงตอ้ งใช้ HDPE ซึ่งเปน็ พอลิเมอรแ์ บบเส้นท่ีมแี รงยดึ เหน่ียวระหวา่ งสายโซส่ งู กวา่ LDPE ซึ่งเปน็ พอ
ลิเมอร์แบบก่ิง)

6. ครูอธิบายว่า สมบัติของพอลิเมอร์นอกจากขึ้นกับโครงสร้างแบบเส้น แบบก่ิง และแบบร่างแหแลว้
ยงั ข้ึนกับมวลโมเลกลุ และหมู่ฟังกช์ ันของพอลิเมอร์ตามรายละเอยี ดในหนงั สือเรียน

135

7. ครูใช้คาถามนาว่า การนาผลิตภัณฑ์พอลิเมอร์ไปใช้ประโยชน์ต้องคานึงถึงสมบัติใดบ้างเพื่อให้ได้
ข้อสรุปว่า นอกจากสมบัติต่าง ๆ เช่น ความแข็ง ความเหนียว ยังจาเป็นต้องคานึงถึงสมบัติท่ีเก่ียวข้องกับ
อุณหภูมิ เชน่ การทนความรอ้ นของพอลเิ มอร์ ซ่ึงนักเรยี นจะได้ศกึ ษาตอ่ ไป

8. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเน้ือหา เรื่อง โครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์ ว่ามีส่วนไหนท่ี
ยงั ไมเ่ ข้าใจและให้ความรูเ้ พ่มิ เตมิ ในสว่ นนัน้

3. ขน้ั ลงข้อสรุป
1. นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน เรอ่ื ง โครงสรา้ งและสมบตั ิของพอลิเมอร์ ใช้เวลา

ประมาณ 10 นาที
2. นักเรียนและครรู ว่ มกันเฉลยแบบทดสอบ แจ้งคะแนนพร้อมทัง้ ชมเชยนกั เรยี นท่ีผ่านเกณฑ์ สาหรับ

นักเรยี นที่ไม่ผ่านเกณฑ์ใหเ้ รยี นซอ่ มเสรมิ ต่อไป
3. ครูมอบหมายใหน้ ักเรยี นทาแบบฝกึ หัด 13.2 ในหนังสือเรียนเคมี 5 เปน็ การบ้าน
4. ครูมอบหมายใหน้ ักเรยี นไปศึกษาความรูเ้ พมิ่ เตมิ และศกึ ษาเนอ้ื หา เรอ่ื ง ผลิตภณั ฑ์จากพอลิเมอร์

ซง่ึ จะเรียนในคาบต่อไปมาล่วงหนา้

ส่ือการเรียนการสอน
1. หนังสอื เรียนวชิ าเคมี 5
2. ใบความรู้ท่ี 20 เรื่อง พอลเิ มอร์
3. แบบทดสอบกอ่ น-หลงั เรียน เรอื่ ง โครงสรา้ งและสมบตั ิของพอลิเมอร์
4. แบบฝึกหดั 13.2 ในหนงั สือเรยี นเคมี 5
5. ส่อื และอปุ กรณ์การนาเสนอทีก่ ลุ่มนักเรียนท่ีรับผดิ ชอบเตรียมมา

การวดั และประเมินผล

การวดั ผล วิธกี ารวัด เครื่องมอื วดั เกณฑ์การผ่าน

ประเมินผลด้าน

1. ดา้ นความรคู้ วาม 1.วดั จาก 1.แบบทดสอบหลังเรียน ชนดิ 1. ทาแบบทดสอบถกู

เข้าใจ แบบทดสอบ ปรนยั 4 ตวั เลือก จานวน 5 มากกว่าหรือ เท่ากับ 3ข้อ

ข้อ ข้ึนไป

2. วดั จากการตรวจ 2. แบบฝึกหัด 13.2 2. ทาถกู ต้อง 60% ข้นึ ไป
แบบฝกึ หัด 13.2

136

2. ด้านทักษะ สังเกตจากการ แบบสงั เกตพฤติกรรมการ ได้คะแนนในระดับ 2 ขนึ้ ไป

กระบวนการ นาเสนอหนา้ ช้ัน นาเสนอหน้าชน้ั เรยี น

เรยี น

3. ด้านคุณลกั ษณะ การสงั เกตพฤติกรรม แบบสงั เกตพฤติกรรมความ มี ไดค้ ะแนนในระดบั 2 ข้นึ ไป

ท่พี ึงประสงค์ ความ มีวินยั วินยั

กจิ กรรมเสนอแนะ
ครูแนะนาเกยี่ วกบั การตอบปัญหาของนักเรยี นว่า ถา้ ไมส่ ามารถตอบปญั หาได้ควรจะคน้ ควา้

กอ่ น หรอื ติดค้างไว้แล้วคน้ ควา้ หาคาตอบมาตอบในคาบต่อไป ไม่ควรเดาตอบ แต่ถา้ นักเรียนคน้ คว้ามาแล้วแต่
ก็ยังไมส่ ามารถตอบคาถามได้ ครูควรช้แี นะแนวคาตอบให้

137

แบบทดสอบกอ่ น-หลงั เรียน เรอ่ื ง โครงสรา้ งและสมบตั ิของพอลิเมอร์

จุดประสงค์การเรียนรู้

1. วิเคราะห์และอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างกับสมบัติของพอลิเมอร์และยกตัวอย่างการ

นาไปใช้ประโยชน์

คาชแ้ี จง 1. แบบทดสอบนเี้ ป็นแบบปรนยั ชนิดเลอื กตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 5 ข้อ ข้อละ 1

คะแนน รวม 5 คะแนน

2. ให้นกั เรียนตอบโดยทาเครื่องหมายกากบาท (X) ลงใน • ของตัวเลือกในกระดาษคาตอบ

ท่ีเหน็ วา่ ถูกตอ้ งท่สี ุดเพียงข้อละตวั เลือกเดยี ว

********************************************************************************

1. พอลเิ มอรใ์ ดมีความหนาแนน่ มากท่ีสุด ?

ก. พอลเิ มอร์แบบเส้น ค. พอลเิ มอร์แบบกิ่ง

ข. พอลเิ มอรแ์ บบรา่ งแห ง. พอลเิ มอร์แบบเส้นและแบบร่างแห

2. พอลิเมอรใ์ ดมีความยดื หยนุ่ ได้ดีทสี่ ุด ?

ก. พอลเิ มอร์แบบก่ิง ค. พอลเิ มอรแ์ บบร่างแห

ข. พอลเิ มอรแ์ บบเส้น ง. ถูกทุกข้อ

3. พอลิเมอรใ์ ดควรจะมีจุดหลอมเหลวสูงทีส่ ุด ?

ก. พอลเิ มอร์แบบกง่ิ ค. พอลิเมอร์แบบรา่ งแห

ข. พอลิเมอร์แบบเสน้ ง. ถูกทุกข้อ

4. ฟอร์ไมกามโี ครงสรา้ งแบบใด ?

ก. แบบเสน้ ค. แบบตาขา่ ย

ข. แบบกง่ิ ง. ถูกทัง้ ข และ ค

5. สมบตั ขิ องพอลิเมอร์นอกจากขนึ้ กับโครงสร้างแบบเสน้ แบบกิ่ง และแบบร่างแหแล้ว ยังข้ึนกบั สิง่ ใด

ก. ความแขง็ ข. ความเหนยี ว

ค. ความรอ้ น ง. หมู่ฟงั กช์ นั ของพอลเิ มอร์

***************************************************************************

เฉลยแบบทดสอบ กอ่ น-หลังเรยี น

เร่อื ง โครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์

1) ก. 2) ก. 3) ค. 4) ง. 5) ง.

**************************************************************************

138

ใบความรทู้ ่ี 20 เรื่อง พอลเิ มอร์

พอลิเมอร์ (Polymer) คือ สารประกอบท่ีมโี มเลกลุ ขนาดใหญ่ และมมี วลโมเลกุลมากประกอบดว้ ย
หนว่ ยเล็ก ๆ ของสารท่ีอาจจะเหมอื นกนั หรือตา่ งกันมาเช่ือมต่อกันดว้ ยพันธะโคเวเลนต์

มอนอเมอร์ (Monomer) คอื หนว่ ยเล็ก ๆ ของสารในพอลเิ มอร์
พอลเิ มอร์ แบง่ ตามเกณฑ์ตา่ ง ๆ ดงั น้ี
แบ่งตามการเกิด

ก. พอลิเมอร์ธรรมชาติ เปน็ พอลิเมอร์ท่เี กิดข้ึนเองตามธรรมชาติ เช่น โปรตีน แป้ง เซลลูโลส ยาง
ธรรมชาติ

ข. พอลเิ มอรส์ งั เคราะห์ เป็นพอลิเมอรท์ ีเ่ กดิ จากการสังเคราะหเ์ พ่ือใช้ประโยชน์ต่าง ๆ เชน่ พลาสติก
ไนลอน ดาครอนและลไู ซต์
แบง่ ตามชนดิ ของมอนอเมอร์ทเี่ ป็นองคป์ ระกอบ
ก. โฮมอลเิ มอร์ เปน็ พอลิเมอร์ทป่ี ระกอบด้วยมอนอเมอรช์ นิดเดยี วกนั เชน่ แปง้ พอลเิ อทิลีน PVC

ข. โคพอลิเมอร์ เป็นพอลเิ มอร์ทีป่ ระกอบด้วยมอนอเมอรต์ ่างชนิดกัน เช่น โปรตนี พอลเิ อสเทอร์
โครงสร้างของพอลเิ มอร์
ก. พอลเิ มอรแ์ บบเส้น

เป็นพอลเิ มอร์ที่เกดิ จากมอนอเมอร์สรา้ งพนั ธะต่อกนั เป็นสายยาว โซ่พอลิเมอรเ์ รียงชดิ กันมากว่าโครงสร้าง
แบบอ่นื ๆ จงึ มีความหนาแน่น และจุดหลอมเหลวสูง มลี ักษณะแขง็ ขุ่นเหนียวกวา่ โครงสร้างอืน่ ๆ
ตวั อยา่ ง PVC พอลสิ ไตรีน พอลิเอทลิ นี

139

ข. พอลิเมอรแ์ บบกง่ิ

เปน็ พอลิเมอร์ทเี่ กิดจากมอนอเมอร์ยึดกันแตกก่งิ กา้ นสาขา มีท้งั โซส่ ั้นและโซย่ าว ก่งิ ท่ีแตกจาก พอลิเมอร์
ของโซห่ ลัก ทาให้ไม่สามารถจัดเรยี งโซพ่ อลเิ มอรใ์ ห้ชดิ กันได้มาก จึงมีความหนาแน่นและจดุ หลอมเหลวต่า
ยืดหย่นุ ได้ ความเหนียวตา่ โครงสร้างเปลี่ยนรูปไดง้ ่ายเมอ่ื อุณหภมู ิเพ่มิ ขึน้ ตวั อยา่ ง พอลเิ อทิลนี ชนิดความ
หนาแนน่ ตา่

ค. พอลเิ มอรแ์ บบรา่ งแห

เปน็ พอลิเมอร์ท่เี กดิ จากมอนอเมอร์ต่อเชือ่ มกนั เป็นรา่ งแห พอลิเมอรช์ นิดนม้ี ีความแข็งแกร่ง และ
เปราะหกั ง่าย ตวั อย่างเบกาไลต์ เมลามีนใช้ทาถว้ ยชาม

ปฏกิ ิรยิ าพอลเิ มอร์ไรเซชนั
พอลิเมอรไ์ รเซชนั (Polymerization) คือกระบวนการเกิดสารท่มี ีโมเลกุลขนาดใหญ่ (พอลิเมอร)์
จากสารทีม่ ีโมเลกุลเล็ก (มอนอเมอร์)
ปฏิกิริยาพอลเิ มอร์ไรเซชนั
ก. ปฏกิ ริ ิยาพอลิเมอร์ไรเซชันแบบเติม

140

ข. ปฏกิ ิรยิ าพอลิเมอรไ์ รเซชนั แบบควบแน่น
หมายเหตุ พอลเิ มอร์บางชนิดเป็นพอลเิ มอรท์ เ่ี กิดจากสารอนนิ ทรยี ์ เชน่ ฟอสฟาซีน ซลิ โิ คน

141

แบบบนั ทกึ ผลการประเมนิ การนาเสนอหนา้ ชนั้ เรยี น

ชน้ั ม…………….ครั้งท…่ี ………..วันเดอื นปีทป่ี ระเมนิ ……………/……….../………

เนือ้ หาถูกต้อง ความสามารถ ความ เทคนคิ การ บุคลิกภาพ รวม หมาย

และ ในการ พรอ้ มใน ในการ แกป้ ญั หา (3) (20) เหตุ/
กลุ่ม ครบถ้วน (4) นาเสนอ(4) การ นาเสนอ เฉพาะ
ที่ นาเสนอ (3) หนา้ บันทกึ

(3) (3)

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

ลงชอ่ื …………………………………..ผ้ปู ระเมนิ
(…………………………………)

142

แผนการจัดการเรียนรู้

สาระการเรียนรู้…วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี….. รายวชิ า…..เคมี 5 …..

ชนั้ …….มธั ยมศึกษาปีท่ี 6……. ภาคเรยี นที่…1…. ปกี ารศึกษา…2564…….

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี….18 เรอ่ื ง…ผลติ ภัณฑ์จากพอลเิ มอร์ เวลา…3…..ชัว่ โมง

สาระสาคญั
พลาสติกเป็นพอลิเมอร์สังเคราะห์ที่จาแนกได้เป็นเทอร์มอพลาสติก และพลาสติกเทอร์มอเซตพอลิ

เมอร์เทอร์มอพลาสติกมีโครงสร้างเป็นแบบเส้นหรือแบบกิ่ง เป็นพอลิเมอร์ที่สามารถนามาหลอมข้ึนรูปใหม่ได้
สาหรับพอลิเมอร์เทอร์มอเซตส่วนใหญ่มีโครงสร้างแบบร่างแห เป็นพอลิเมอร์ที่ไม่หลอมเหลวเม่ือได้รับความ
ร้อน แตเ่ กิดการสลายตวั หรอื ไหม้เม่อื ได้รบั ความรอ้ นสูงจึงไมส่ ามารถนามาหลอมขนึ้ รูปใหม่ได้

เส้นใย เป็นพอลิเมอร์ที่เกิดในธรรมชาติและได้จากการสังเคราะห์ มีโครงสร้างโมเลกุลเหมาะสมท่ีจะ
นามาปั่นเป็นเสน้

ยาง เป็นพอลิเมอร์ที่เกิดในธรรมชาติหรอื จากการสังเคราะห์ มีสมบัติยืดหยุ่นได้เนือ่ งจากโครงสรา้ งมี
ลกั ษณะขดม้วนไปมาเป็นวงและบดิ เป็นเกลยี ว โดยมีแรงวนั เดอรว์ าลสด์ งึ ดดู ระหว่างโซ่ของพอลเิ มอร์

ผลการเรียนรู้
13. ทดสอบและระบุประเภทของพลาสตกิ และผลิตภณั ฑย์ าง รวมทัง้ การนาไปใชป้ ระโยชน์

จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. ทดสอบและระบุประเภทของพอลิเมอร์ในผลิตภณั ฑ์พลาสตกิ และผลติ ภัณฑย์ าง รวมทั้งการนาไปใช้

ประโยชน์
(1) บอกความหมายและประโยชน์ของพลาสติกได้
(2) บอกสมบตั ิของพลาสติกแตล่ ะประเภทได้
(3) อธบิ ายความหมายของเส้นใยธรรมชาติและเสน้ ใยสงั เคราะหพ์ ร้อมท้ังยกตัวอย่าง
(4) เปรยี บเทยี บสมบตั ขิ องเส้นใยธรรมชาตแิ ละเสน้ ใยสังเคราะหไ์ ด้
(5) บอกวิธที านา้ ยางดิบจากน้ายางพาราได้
(6) บอกชอ่ื มอนอเมอรแ์ ละพอลเิ มอร์ของยางพาราได้ และยางกัตตาได้
(7) อธบิ ายการทาวลั คาไนเซชันได้
(8) เปรียบเทยี บสมบัตขิ องยางกอ่ นและหลงั การทาวลั คาไนเซชันได้

เน้ือหา (รายละเอียดของเนื้อหา อยู่ในใบความร้ทู ี่ 21)
ผลติ ภณั ฑจ์ ากพอลิเมอร์

143

คุณธรรมและจรยิ ธรรมที่ตอ้ งการเนน้
รักและเมตตา พฤติกรรมท่ีบ่งช้ี คือ มีน้าใจ บริการ ช่วยเหลือ ยอมรับในคุณความดีของผู้อ่ืน ไม่

พูด/กระทาสิ่งใดให้ผู้อื่นเสียใจ ให้อภัยผู้อื่นเมื่อทาผิดพลาด ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ให้กาลังใจตัวเองและ
ผูอ้ ่นื เสมอ ชื่นชม ยินดีต่อการกระทาดขี องผู้อ่ืน

1. ข้ันสรา้ งความสนใจ
1. ครูและนกั เรยี น ร่วมกนั อภิปรายเพ่ือทบทวนเรอื่ ง พอลิเมอร์ อาทิ
- พอลิเมอร์ เป็นสารท่ีมีโมเลกุลขนาดใหญ่ ประกอบด้วยมอนอเมอร์หลายโมเลกุลเกิด พันธะ

เคมีต่อกัน เช่น แป้งประกอบด้วยกลูโคสหลายโมเลกุลรวมตัวกันด้วยพันธะโคเวเลนต์ โปรตีน ประกอบด้วย
กรดอะมิโนชนดิ ตา่ ง ๆ เชือ่ มตอ่ กันด้วยพันธะโคเวเลนต์ทีม่ ชี อื่ เฉพาะวา่ เพปไทด์

- พ อ ลิ เ ม อ ร์ ที่ ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย ม อ นอ เ ม อ ร์ ช นิด เ ดีย ว กั น เรี ยก ว่า โ ฮ โ ม พ อ ลิ เม อ ร์ เช่น
แป้ง เซลลูโลส ส่วนพอลิเมอร์ท่ีประกอบด้วยมอนอเมอร์ต่างชนิดกัน เรียกว่าโคพอลิเมอร์หรือพอลิเมอร์
รว่ ม เชน่ โปรตีน

2. ครูแจ้งให้นักเรียนทราบเรื่องที่จะศึกษาในวันนี้ว่า เป็นเรื่อง ผลิตภัณฑ์จากพอลิเมอร์ ได้แก่
พลาสตกิ เสน้ ใยและยาง

3. นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่อง ผลิตภัณฑ์จากพอลเิ มอร์ ใช้เวลา 10 นาที

2. ขนั้ สารวจและค้นหา
1. ครูใหน้ ักเรียนแตล่ ะกลุ่มศึกษาศึกษาวธิ กี ารทดลอง เร่อื ง การตรวจสอบสมบตั บิ างประการ

ของพลาสตกิ ชนิดต่าง ๆ ในใบงานที่ 5
2. เมื่อนกั เรยี นศึกษาเรยี บร้อยแลว้ ครอู ภิปรายก่อนการทดลอง ดังน้ี
2.1 ชนิดของพลาสติกที่ใช้ทาการทดลองอาจเปลี่ยนแปลงได้ ข้ึนอยู่กับชนิดของพลาสติกที่มี

อยู่ เช่น ท่อน้า พลาสติกหุ้มสายไฟ หรือหลอดดดู นา้
2.2 แนะนาให้นักเรียนสังเกตการเปล่ียนแปลงอย่างละเอียดขณะทดสอบสมบัติของพลาสติกช

นิดตา่ งๆเน่อื งจากพลาสติกบางชนดิ อาจมสี มบตั ิแตกต่างกันไม่มากจนสงั เกตได้อย่างชดั เจน
2.3 การทดสอบการลอยและการจมของพลาสติกเป็นการทดสอบความหนาแน่นของพลาสติก

โดยเทียบกับความหนาแน่นของของเหลว ซึ่งมีลาดับความหนาแน่นจากมากไปน้อยดังนี้ คือ น้าเกลือ
อม่ิ ตัว น้า และเอทานอล

3. นักเรียนทาการทดลอง สังเกต และบันทึกผลการทดลองลงในใบงาน นักเรียนรายงานและ
อภปิ รายผลการทดลองหนา้ ชนั้ เรยี นกลุม่ ละ 2-3 นาที

144

4. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายสรุปผลการทดลอง โดยครูเป็นผู้ถามนาเพ่ือให้นักเรียนช่วยกัน
คน้ หาคาตอบ ซง่ึ ควรสรุปได้ ดังนี้

4.1 พลาสตกิ แต่ละชนดิ มคี วามแข็งและความยืดหย่นุ แตกต่างกัน
4.2 พลาสติกทีม่ ีเน้อื ออ่ นเม่ือขีดดว้ ยตะปูจะเป็นรอยได้งา่ ยกวา่ พลาสตกิ ที่มเี นื้อแข็งและลักษณะ
ของรอยจะไมม่ ีขยุ
4.3 พลาสติกท่ีมีความหนาแนน่ มาก จะทนต่อการขีดข่วนและมีความแข็งมากกว่าพลาสติกทม่ี ี
ความหนาแนน่ นอ้ ย
4.4 การลอยและจมของพลาสติกในแอลกอฮอล์ น้า และน้าเกลืออ่ิมตัวจะบอกให้ทราบถึง
ความหนาแนน่ โดยประมาณของพลาสติก กลา่ วคือพลาสตกิ ทล่ี อยในของเหลวทัง้ สามชนิดจะมีความหนาแน่น
ต่ากว่า 0.79 g/cm3 พลาสติกที่จมในเอทานอลจะมีความหนาแน่นมากกว่า 0.79 g/cm3 พลาสติกท่ีจมน้า
แต่ลอยในน้าเกลือมีความหนาแน่นอยู่ระหว่าง 1.00 – 1.20 g/cm3 สาหรับพลาสติกที่จมในของเหลวท้ังสาม
ชนดิ จะมีความหนาแนน่ มากกว่า 1.20 g/cm3
5. เมื่อนกั เรียนศกึ ษาจนไดข้ ้อสรุปเสร็จเรยี บรอ้ ยแล้ว ครูใหน้ ักเรยี นบันทึกผลทีส่ รุปได้ลงในสมดุ จด
งาน
6. ตัวแทนกลุ่มนักเรียนที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษาค้นคว้าเร่ือง ผลิตภัณฑ์จากพอลิเมอร์ออกมา
อภปิ รายหน้าชัน้ เรยี น
7. นักเรียนทุกคนร่วมทากิจกรรม เช่น การถาม-ตอบปัญหา, ทาแบบทดสอบ, ทาใบงาน, ทา
แบบฝึกหดั , เล่นเกม หรอื กจิ กรรมอ่นื ๆ ตามทีก่ ลมุ่ อภปิ รายไดจ้ ดั เตรยี มมา
8. นักเรียนกลุ่มท่ีเหลือประเมินการนาเสนอของกลุ่มที่อภิปราย เพ่ือสรุปและวิจารณ์ถึงข้อดีและ
ข้อบกพรอ่ งในการนาเสนอครั้งนี้ เพ่ือให้กลุ่มตอ่ ไปยดึ ถือเปน็ แนวทางและนาไปพฒั นาการนาเสนอของตนเอง
9. นักเรียนและครูรว่ มกันอภิปรายพร้อมท้ังศึกษาใบความรทู้ ี่ 21 เร่ือง ผลิตภัณฑ์จากพอลเิ มอร์ เพ่ือ
สรุปความร้ทู ีไ่ ด้ ดังน้ี

9.1 เทอร์มอพลาสติก เป็นพลาสติกท่ีอ่อนตัวเมื่อได้รับความร้อนและแข็งตัวเม่ืออุณหภูมิ
ลดลง สามารถนามาหลอมเพอื่ นาไปใชใ้ หมไ่ ด้ (เช่น ขวดนา้ ดื่มและหลอดพลาสติก)

9.2 พลาสติกเทอร์มอเซต เป็นพลาสติกที่เกิดพันธะเชอื่ มโยงแบบรา่ งแหเม่ือได้รบั ความรอ้ น
จึงไมเ่ ปลี่ยนแปลงรูปรา่ ง ไม่สามารถนามาหลอมเพ่อื นาไปใชใ้ หมไ่ ด้อีก (เช่น ยางลบและเมลามีน)

9.3 เสน้ ใยเป็นพอลิเมอร์ ซงึ่ จาแนกได้ 3 กลุ่มคอื เสน้ ใยธรรมชาติ เสน้ ใยก่งึ สงั เคราะห์ และ
เส้นใยสังเคราะห์

9.4 เส้นใยธรรมชาติ ได้แก่ เซลลูโลส,โปรตนี ,ใยหนิ ,ไหม ดูดซบั นา้ ได้ ยับง่าย แห้งช้า ไม่ทน
ต่อเชอื้ รา

9.5 เส้นใยก่ึงสังเคราะห์ ได้แก่ เรยอน โดยนาจากเส้นใยธรรมชาติมาทาปฏิกิริยา
พอลเิ มอไรเซชนั กบั สารเคมี มคี ุณภาพดีกวา่ เสน้ ใยธรรมชาติ

9.6 เส้นใยสงั เคราะห์ ได้แก่ พอลเิ อสเทอร์, พอลเิ อไมด,์ โอเลฟนิ เปน็ เสน้ ใยท่ีเกดิ จาก

145

การนาพอลิเมอร์สังเคราะห์มาปั่น จะต้องมีโมเลกุลขนาดยาวและการเรียงของโมเลกุลเป็นระเบียบตาม
แนวแกนของเส้นใย ไมย่ บั ง่าย ไมด่ ดู น้า ซกั ง่าย แห้งเรว็ ทนตอ่ เชอ้ื รา เชน่ ไนลอน

9.7 วิธีการทายางดิบจากน้ายางพารา จะต้องเติมแอมโนเนียลงไปเพ่ือเป็นสารกันบูด และ
แยกเนื้อยางจากน้ายางทาได้โดยเติมกรดบางชนิด เช่น กรดแอซิติกหรือกรดฟอร์มิกเจือจาง เพื่อทาให้เน้ือยาง
รวมตัวเป็นก้อนตกตะกอนแยกออกมา เนอ้ื ยางทไี่ ด้เรยี กว่า ยางดิบ

9.8 ยางพารามีมอนอเมอรข์ องไอโซพรีน ท่ีเช่อื มต่อกนั อยู่ในชว่ ง 1500 ถึง 15000 หน่วย ซง่ึ
การจัดตัวของพอลิเมอร์ดังกล่าวเป็นการจัดตัวแบบซีส ส่วนยางกัตตาเป็นพอลิไอโซพรีน เช่นกัน แต่มีการจัด
ตวั แบบทรานส์

10. ครูใช้คาถามสอบถามนักเรยี นดังนี้ ยางรถยนต์มีองค์ประกอบเป็นยางธรรมชาตทิ ี่ผา่ นกระบวนการ
เช่ือมขวาง (crosslink) ระหว่างสายพอลิเมอร์ ยางน้ีสามารถนามารีไซเคิลได้หรือไม่เพราะเหตุใด (ไม่ได้
เนื่องจากยางรถยนต์เป็นยางที่ผา่ นกระบวนการเชื่อมขวางระหว่างสายพอลิเมอร์ จึงเป็นพอลิเมอร์แบบร่างแห
ซึ่งเป็นพอลิเมอรเ์ ทอรม์ อเซต จงึ ไม่สามารถนากลับมาหลอมเพ่ือใช้ใหมไ่ ด้)

11. ครูเปดิ โอกาสให้นักเรียนสอบถามเนอ้ื หา เร่อื ง ผลิตภัณฑ์จากพอลิเมอร์ วา่ มีสว่ นไหนทีย่ งั ไม่เขา้ ใจ
และให้ความร้เู พม่ิ เติมในสว่ นนั้น

3. ขน้ั ลงข้อสรปุ
1. นักเรยี นทาแบบทดสอบหลังเรยี น เรือ่ ง ผลิตภณั ฑ์จากพอลิเมอร์ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
2. นกั เรยี นและครูรว่ มกนั เฉลยแบบทดสอบ แจง้ คะแนนพร้อมท้งั ชมเชยนักเรียนที่ผา่ นเกณฑ์ สาหรับ

นักเรยี นทีไ่ ม่ผา่ นเกณฑใ์ หเ้ รยี นซอ่ มเสริมต่อไป
3. ครมู อบหมายใหน้ กั เรียนไปศกึ ษาความรูเ้ พ่มิ เติมและศกึ ษาเน้อื หา เร่อื ง การปรับปรงุ สมบัติของพอ

ลเิ มอร์ ซ่ึงจะเรยี นในคาบตอ่ ไปมาล่วงหน้า

ส่ือการเรยี นการสอน

1. หนงั สอื เรยี นวิชาเคมี 5

2. ใบความร้ทู ่ี 21 เรือ่ ง ผลิตภณั ฑจ์ ากพอลิเมอร์

3. ใบงานที่ 5 เรอ่ื ง การตรวจสอบสมบัติบางประการของพลาสตกิ ชนิดต่าง ๆ

4. ส่ือและอุปกรณ์การนาเสนอท่ีกลุ่มนักเรยี นท่ีรบั ผิดชอบเตรยี มมา

5. อุปกรณแ์ ละสารเคมีการทดลองใบงานที่ 5

อุปกรณ์ (ตอ่ 1 กลมุ่ ) ไดแ้ ก่

- ถงุ บรรจอุ าหารชนดิ ใส 1 ใบ

- ขวดนา้ ชนิดขนุ่ 1 ใบ

- ขวดน้าชนิดใส 1 ใบ

- ขวดนมเปร้ยี วหรอื ถว้ ยไอศกรมี 1 ใบ

146

- จานพลาสตกิ ชนิดบาง 1 ใบ
- ตะปูขนาด 2 นวิ้ 1 ตวั
- บกี เกอร์ 100 cm3 3 ใบ
- กรรไกร 1 อนั
สารเคมี (ตอ่ 1 กลมุ่ ) ไดแ้ ก่
- น้า 20 cm3
- เอทานอล 95 % 20 cm3
- น้าเกลืออมิ่ ตวั 20 cm

การวัดและประเมนิ ผล

การวดั ผล วิธกี ารวดั เครอื่ งมอื วดั เกณฑ์การผา่ น
ประเมนิ ผลดา้ น
1. ดา้ นความรู้ 1.วดั จากแบบทดสอบ 1.แบบทดสอบหลังเรียน 1. ทาแบบทดสอบถกู
ความเขา้ ใจ ชนดิ ปรนยั 4 ตัวเลอื ก มากกว่าหรือ เท่ากับ 6 ข้อ
2. วดั จากการตรวจใบ จานวน 10 ขอ้ ขึ้นไป
2. ดา้ นทักษะ งานท่ี 5 2. ใบงานท่ี 5 2. ทาถูกต้อง 60% ขน้ึ ไป
กระบวนการ สงั เกตจากการ
3. ดา้ น นาเสนอหนา้ ช้นั เรยี น แบบสงั เกตพฤติกรรมการ ได้คะแนนในระดบั 2 ขนึ้ ไป
คุณลกั ษณะทพ่ี ึง นาเสนอหน้าชั้นเรียน
ประสงค์ ได้คะแนนในระดบั 2 ข้ึนไป
การสังเกตพฤติกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมความ
ความ รักและเมตตา รกั และเมตตา

กิจกรรมเสนอแนะ
ครูแนะนาเกีย่ วกับการตอบปัญหาของนักเรยี นว่า ถ้าไมส่ ามารถตอบปญั หาได้ควรจะคน้ ควา้

ก่อน หรอื ติดค้างไว้แล้วค้นคว้าหาคาตอบมาตอบในคาบต่อไป ไม่ควรเดาตอบ แต่ถ้านักเรยี นคน้ คว้ามาแลว้ แต่
ก็ยังไม่สามารถตอบคาถามได้ ครูควรช้แี นะแนวคาตอบให้

147

แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน เรอ่ื ง ผลติ ภัณฑ์จากพอลิเมอร์

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

1. บอกความหมายและประโยชน์ของพลาสติกได้

2. บอกสมบัติของพลาสติกแต่ละประเภทได้

3. อธบิ ายความหมายของเสน้ ใยธรรมชาตแิ ละเสน้ ใยสงั เคราะห์พร้อมท้ังยกตัวอย่างได้

4. เปรียบเทยี บสมบัตขิ องเสน้ ใยธรรมชาตแิ ละเส้นใยสังเคราะหไ์ ด้

5. บอกวธิ ีทานา้ ยางดบิ จากน้ายางพาราได้

6. บอกชือ่ มอนอเมอร์และพอลิเมอร์ของยางพาราได้ และยางกัตตาได้

7. อธบิ ายการทาวัลคาไนเซชันได้

8. เปรียบเทียบสมบัตขิ องยางก่อนและหลงั การทาวลั คาไนเซชันได้

คาชแ้ี จง 1. แบบทดสอบนี้เป็นแบบปรนยั ชนิดเลอื กตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 10 ข้อ ขอ้ ละ 1

คะแนน รวม 10 คะแนน

2. ใหน้ กั เรียนตอบโดยทาเครื่องหมายกากบาท (X) ลงใน • ของตัวเลือกในกระดาษคาตอบ

ที่เห็นวา่ ถกู ต้องที่สุดเพียงข้อละตัวเลือกเดยี ว

********************************************************************************

1. ขอ้ ใดต่อไปน้เี ปน็ พลาสติกประเภทเทอร์มอเซตทั้งหมด ?

ก. พอลเิ อทลิ นี , พอลิยูรเิ ทน ค. พอลิฟนี อล – ฟอร์มาลดไี ฮด์, พอลิยรู ีเทน

ข. พอลเิ มลามีน – ฟอร์มาลดไี ฮด์, พอลิเอทิลีน ง. พอลิสไตรนี , พอลิฟีนอล-ฟอร์มาลดไี ฮด์

2. ขอ้ ใดต่อไปน้เี ปน็ พลาสตกิ ประเภทเทอร์มอพลาสติกท้งั หมด ?

ก. พอลิโพรพลิ นี , พอลฟิ ีนอล- ฟอรม์ าลดีไฮด์ ค. พอลเิ มลามีน-ฟอร์มาลดีไฮด์, พอลิเอทลิ ีน

ข. พอลเิ อทลิ นี , พอลสิ ไตรนี ง. พอลิสไตรนี , พอลยิ รู ีเทน

3. ในการเผาพลาสติกโดยใช้ลวดทองแดง พลาสตกิ ชนดิ ใดทาหนา้ ทที่ าให้เกดิ เปลวไฟสีเขยี ว ?

ก. พอลิเอทิลนี ค. พอลโิ พรพีลนี

ข. พอลสิ ไตรนี ง. พอลไิ วนิลคลอไรด์

4. พอลเิ มอรส์ ามารถนามาผลิตเปน็ พลาสติกได้ ซง่ึ พลาสตกิ ทไ่ี ด้จากพอลเิ มอรต์ ่าง ๆ จะมสี มบัติทแ่ี ตกต่างกนั

ไป และมีการนาพลาสติกมาใช้เปน็ ภาชนะสาหรบั บรรจอุ าหารกันอย่างแพรห่ ลาย ในปจั จบุ นั นักเรยี นคิดว่า

พลาสตกิ ท่ีทาจากพอลเิ มอร์ชนิดใดทสี่ มควรนามาใช้บรรจอุ าหาร ?

1. พอลเิ อทิลนี เน่อื งจากทนต่อสารเคมไี ด้ดี

2. พอลสิ ไตรนี เนอื่ งจากมนี า้ หนกั เบาและมเี นื้อที่ใส

3. พอลิไวนิลคลอไรด์ เน่ืองจากทนต่อสารเคมไี ด้ดีและสามารถกันน้าได้

4. พอลเิ อสเทอร์ เนือ่ งจากทนความร้อนได้ดี

148

5. ขอ้ ใดเป็นเสน้ ใยสงั เคราะห์

ก. ใยหิน ข. เจลาติน ค. ลินิน ง. พอลเิ อไมด์

6. ในยางธรรมชาตมิ ีพอลิเมอร์ชนิดใด ?

ก. พอลิบิวทาไดอีน ข. PVC ค. พอลไิ อโซพรนี ง. พอลวิ ลั คาไนซ์

7. กระบวนการท่ที าให้ยางธรรมชาตมิ คี วามยดื หยนุ่ สงู และอยตู่ ัวมากข้ึนเรยี กวา่ อะไร ?

ก. วัลคาไนเซชนั ข. โคพอลเิ มอร์ ค. พอลิเมอไรเซชนั ง. การแตกสลายโมเลกลุ

8. สารใดตอ่ ไปน้ีเมือ่ นามาเผาจะให้ควนั ดาและเขม่ามากท่ีสุด ?

ก. หลอดฉีดยา โฟม ค. ถุงพลาสตกิ ชนิดใส่ของเย็น

ข. เชอื กฟาง ง. ของเล่นพลาสตกิ สาหรบั เดก็

9. เมื่อนาบิวทาไดอนี และสไตรนี มาทาปฏิกริ ิยาเป็นพอลเิ มอร์ จะได้สารในข้อใด ?

ก. ยางธรรมชาติชนดิ โคพอลิเมอร์ ค. ยางสงั เคราะห์ชนดิ โคพอลิเมอร์

ข. โฟม ง. พลาสตกิ เหนยี ว

10. การเตมิ สารในข้อใดทาใหย้ างท้งั แข็งแกร่ง และทนต่อการฉีกขาด ?

ก. กามะถนั ค. ซลิ ิกา

ข. ผงถา่ น ง. แอมโมเนีย

****************************************************************************

เฉลยแบบทดสอบ ก่อน-หลงั เรียน
เร่อื ง ผลติ ภณั ฑ์จากพอลิเมอร์
1) ค. 2) ข. 3) ง. 4) ค. 5) ง.
6) ค. 7) ก. 8) ก. 9) ค. 10) ก.

149

ใบความรทู้ ี่ 21 เร่ือง ผลติ ภัณฑ์จากพอลิเมอร์

1. พลาสตกิ
พลาสตกิ (Plastic) คอื สารที่สามารถทาให้เป็นรปู ต่าง ๆ ได้ด้วยความรอ้ น พลาสติกเปน็ พอลเิ มอร์

ขนาดใหญ่ มวลโมเลกุลมาก
สมบตั ิ เสถียร สลายตวั ยาก มมี วลนอ้ ย เบา เป็นฉนวนความร้อนและไฟฟ้าทดี่ ี สว่ นมากออ่ นตัวและ

หลอมเหลวเมอ่ื ได้รบั ความร้อน จึงเปลย่ี นเปน็ รูปต่าง ๆ ได้ตามประสงค์
ประเภทพลาสตกิ

ก. เทอรม์ อพลาสติก ได้รับความรอ้ นจะอ่อนตวั และเมื่อเย็นลงจะแข็งตัว สามารถเปล่ยี นรูปได้
พลาสตกิ ประเภทนี้โครงสรา้ งโมเลกลุ เป็นโซต่ รงยาว มีการเชื่อมตอ่ ระหวา่ งโซพ่ อลิเมอร์น้อย มาก จงึ สามารถ
หลอมเหลว หรือเมอื่ ผ่านการอดั แรงมากจะไม่ทาลายโครงสร้างเดิม ตวั อยา่ ง พอลิเอทลิ ีน พอลโิ พรพลิ นี พอ
ลิสไตรีน

ข. พลาสตกิ เทอรม์ อเซต คงรูปหลงั การผา่ นความร้อนหรือแรงดันเพียงคร้ังเดียว เม่ือเย็นลงจะแข็ง
มาก ทนความร้อนและความดัน ไม่อ่อนตวั และเปล่ียนรูปรา่ งไม่ได้ แต่ถ้าอุณหภมู สิ ูงก็จะแตกและไหม้เป็นขเ้ี ถ้า
สีดา พลาสติกประเภทน้โี มเลกุลจะเชอ่ื มโยงกันเป็นร่างแหจบั กนั แนน่ แรงยดึ เหนย่ี วระหว่างโมเลกุลแขง็ แรง
มาก จงึ ไม่สามารถนามาหลอมเหลวได้ ตัวอย่าง เมลามีน พอลิยรู ีเทน
2. เส้นใย

เสน้ ใย (Fibers) คือ พอลิเมอรช์ นิดหน่ึงท่ีมโี ครงสร้างของโมเลกุลสามารถนามาเปน็ เส้นดา้ ย เส้นใย

เส้นใยธรรมชาติ เส้นใยเซลลูโลส ลนิ ิน ปอ เสน้ ใยสับปะรด
เส้นใยสงั เคราะห์ เส้นใยโปรตนี ขนสตั ว์ เชน่ ขนแกะ ขนแพะ
เส้นใยไหม เสน้ ใยจากรงั ไหม
เชน่ เซลลโู ลสแอซีเตด ไนลอน ดาครอน Orlon

3. ยาง (Rubber) คอื สารท่ีมีสมบัติยืดหยุ่นได้ ทาให้เปน็ รูปรา่ งตา่ ง ๆ ได้ เป็นสารประกอบพอลิเมอร์
ประเภทยาง

ก. ยางธรรมชาติ ไดจ้ ากตน้ ยางพารา น้ายางทีไ่ ด้เปน็ ของเหลวสขี าว ช่ือพอลิไอโซปรนิ

150

สมบตั ิ มีความยดื หยนุ่ เพราะโครงสรา้ งโมเลกลุ ของยางมีลักษณะม้วนงอขดไปมาปิดเปน็ เกลียว ได้
แรงยึดเหนยี่ วระหวา่ งโมเลกลุ เป็นแรงแวนเดอรว์ าลส์ สมบัติเปล่ียนง่ายคอื เมือ่ ร้อนจะอ่อนตัวเหนยี ว แต่เย็นจะ
แข็งและเปราะ

ข. ยางสังเคราะห์ เปน็ พอลิเมอรท์ ี่สงั เคราะหข์ ้นึ จากสารผลติ ภัณฑ์ปิโตรเลียม เช่น

กระบวนการวัลคาไนเซชนั (Vulcanization process) คือ กระบวนการที่ใช้ในการเพิ่มคุณภาพของยาง
ธรรมชาติ (ยางดบิ ) ให้มีความยดื หย่นุ ได้ดีขึ้น มีความคงตวั สูง ไม่สกึ กรอ่ นง่าย และไม่ละลายในตัวทาละลาย

อนิ ทรีย์ สมบัตเิ หล่านี้จะยังคงอยู่ ถึงแม้ว่าอณุ หภูมิจะเปลี่ยนแปลงก็ตาม


Click to View FlipBook Version