2
3 กิตติกรรมประกาศ การพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์)สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น สำเร็จ ลงได้ด้วยความกรุณายิ่งจากนายอนุชิต อุปแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) นางธัญญารัตน์ จงกลรัตน์ รองผู้อำนวยการโรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) ที่กรุณาให้คำแนะนำ ปรึกษาและชี้แนะแนวทางในการจัดทำผลงานทางวิชาการในครั้งนี้ผู้ศึกษาขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงมา ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณคณะครูโรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) ที่ช่วยให้ความอนุเคราะห์ สนับสนุนและให้ความร่วมมือในการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล ขอขอบพระคุณครอบครัววรุณศรีที่ช่วยเป็นกำลังใจและให้ความช่วยเหลือจนการศึกษาครั้งนี้ สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี พิชฌาภัช วรุณศรี
4 ชื่อเรื่อง : การพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ผู้ศึกษา : นางสาวพิชฌาภัช วรุณศรี ปีที่ศึกษา : ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสือส่งเสริม การอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด (สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์ อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพเครื่องมือ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์ อุปถัมภ์)สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวง มหาดไทย ที่ กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 16 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย(SimpleRandom Sampling) (บุญชม ศรีสะอาด, 2553) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 16 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) (บุญชม ศรีสะอาด, 2553) เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 22แผน 2) หนังสือ ส่งเสริมการอ่าน จำนวน 10เล่ม 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 20 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.80-1.00 ค่าความยากง่าย 0.53-0.67 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.81-1.00 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.90 4) แบบฝึกทักษะการอ่าน จำนวน 10ชุด 40แบบฝึกและ 5) แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.80-1.00 ค่าความยากง่าย (p)ตั้งแต่ 0.23-0.71ค่าอำนาจจำแนก(r) ตั้งแต่0.29-0.83และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.86 ผลการศึกษา พบว่า 1. หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียน ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์)สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น มี ประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 นั่นคือ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.00/90.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้
5 2. ค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ขอนแก่น มีค่าดัชนีประสิทธิผล 0.9314 หรือผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียน ร้อยละ 93.14 ซึ่งเป็นไปตาม เกณฑ์ที่ตั้งไว้ 3. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น มีคะแนนการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบ 4. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์)สังกัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
6 สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง สารบัญภาพ ช ซ บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา 3 3. สมมติฐานของการศึกษา 3 4. ขอบเขตของการศึกษา 4 5. นิยามศัพท์เฉพาะ 5 6. ประโยชน์ที่จะได้รับ 6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบ้านหนองเสี้ยว พุทธศักราช 2559 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3. แนวการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 4. หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ 5. การสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่าน 6. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน 7. การสร้างแบบฝึกทักษะ 8. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 9. การหาประสิทธิภาพของสื่อ 10. ดัชนีประสิทธิผล 11. หลักการ แนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 12. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 13. กรอบแนวคิดในการศึกษา 7 15 24 26 30 32 38 51 53 56 59 63 68
7 สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 3 วิธีดำเนินงาน 1. แบบแผนการศึกษา 2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 69 69 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 4. การสร้างและหาประสิทธิภาพเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 70 70 80 80 80 บทที่ 4 ผลการดำเนินการศึกษา 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 84 2. ลำดับขั้นตอนในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 84 85 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 1. สรุปผลการศึกษา 88 2. อภิปรายผลการศึกษา 89 3. ข้อเสนอแนะ 94 บรรณานุกรม 96 ภาคผนวก 103 ภาคผนวก ก - รายนามผู้เชี่ยวชาญ - หนังสือแต่งตั้งผู้เชี่ยวชาญ - หนังสือเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ - หนังสือตอบรับการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ - การเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต 104 105 106 111 127 143 ภาคผนวก ข - แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน - เฉลยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน - ค่า IOC แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน - ค่าความยาก/ค่าอำนาจจำแนก/ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 144 145 150 151 153
8 สารบัญ (ต่อ) หน้า ภาคผนวก ค - แบบสอบถามความพึงพอใจ - ค่า IOC แบบสอบถามความพึงพอใจ ภาคผนวก ง - ค่า IOC ของนวัตกรรม - ค่า IOC ของแผนการจัดการเรียนรู้ 155 156 159 161 162 164 ภาคผนวก จ 166 - ภาพประกอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน 167 ภาคผนวก ฉ 172 - ตัวอย่างผลงานนักเรียน 173 ประวัติผู้ศึกษา 178
9 สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1 แสดงประสิทธิภาพ (E1/E2 ) ของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ ที่ทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 24 คน 85 ตารางที่ 2 แสดงค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ ที่ทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 24 คน 85 ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนและก่อนเรียน 86 ตารางที่ 4 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อ การเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย โรงเรียนบ้านหนองเสี้ยว สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น 86
10 สารบัญภาพ หน้า ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการศึกษา 68 ภาพที่ 2 สรุปขั้นตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ 71 ภาพที่ 3 สรุปขั้นตอนการสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ 73 ภาพที่ 4 สรุปขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 75 ภาพที่ 5 สรุปขั้นตอนการสร้างแบบประเมินคุณภาพหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ 76 ภาพที่ 6 สรุปขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ 78 ภาพที่ 7 สรุปขั้นตอนการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ 79
11 บทที่ 1 บทนำ 1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา จากความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการด้านต่างๆ ของโลกยุคโลกาภิวัตน์และจากกระแส การปฏิรูป การศึกษา มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย ดังจะเห็นได้จากการออกกฎหมายที่เกี่ยวกับการจัด การศึกษาของชาติ เพื่อใช้เป็นแนวทางการจัดการศึกษา การจัดกระบวนการเรียนรู้ การจัดหลักสูตร การศึกษาในระดับต่างๆ หลักสูตรเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของการจัดการเรียน การสอน (คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้, 2552) และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดให้ การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้ เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคมโดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์ความก้าวหน้าทางวิชาการ การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อ พัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม มีจริยธรรม และ วัฒนธรรมในการดำรงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข โดยยึดหลักผู้เรียนสำคัญที่สุด ทุกคนมี ความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ ให้ ความสำคัญต่อความรู้เกี่ยวกับตนเอง และความสัมพันธ์ของตนเองกับสังคม ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ และ เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อ สร้างความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบธุรกิจ การงานและดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมประชาธิปไตย ได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ เพื่อ พัฒนาความรู้ ความคิดวิเคราะห์ วิจารณ์และสร้างสรรค์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ใน การพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทางสังคม และเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อที่แสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี ชีวทัศน์ โลก ทัศน์ และสุนทรียภาพโดยบันทึกไว้เป็นวรรณคดีและวรรณกรรมอันล้ำค่า ภาษาไทยจึงเป็นสมบัติของชาติที่ ควรค่าแก่การเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์และสืบสาน ให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป การจัดการเรียนการสอนในกลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทยจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะทักษะทางภาษาเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้ และสื่อความหมาย นักเรียนจะใช้ภาษาเป็นสื่อในการสร้างความเข้าใจและค้นคว้าหาความรู้ไม่ว่าจะเรียน วิชาใดก็ตามต้องนำไปใช้ เพื่อแสวงหาความรู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ และเพื่อประกอบอาชีพ (ประนอม สุขนาค, 2553) ดังที่ สมปัต ตัญตรัยรัตน์ (2554) กล่าวว่า ภาษาเป็นกุญแจแห่งคลังความรู้ ผู้ที่มีทักษะทางภาษาดี มักจะเรียน วิชาต่าง ๆ ได้ดีตามไปด้วย ทั้งนี้เพราะภาษาช่วยให้บุคคลเข้าใจเรื่องราวที่เรียนได้ดี ทั้งยังเป็น เครื่องมือที่ใช้เสาะแสวงหาความรู้ได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
12 การอ่านเป็นทักษะหนึ่งที่ยอมรับกันว่ามีความสำคัญมาก ซึ่ง บันลือ พฤกษะวัน (2534) กล่าวว่า สอน อ่านให้อ่านได้ และใช้การอ่านไปเรียนรู้ (Learning to Read, Reading to Learn)ซึ่งเป็นหลักสำคัญ และยังกล่าว ว่าการสอนอ่านเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดถึงร้อยละ 80-90 ของกิจกรรมในโรงเรียนประถมศึกษา เพราะการ อ่านเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการแสวงหาความรู้และเป็นสิ่งถ่ายทอดความคิดระหว่างบุคคล แต่นักเรียนใน ระดับประถมศึกษาก็ยังมีข้อบกพร่องในการอ่าน ดังจะเห็นได้จากงานวิจัยเกี่ยวกับปัญหาการอ่านวิชา ภาษาไทยของ สุนันท์กุหลาบทอง (2553) (สุพร จันทร์หอม, 2552) พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่อ่านแล้วสรุป ใจความสำคัญและข้อคิดจากเรื่องที่อ่านไม่ได้ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จในการอ่าน ดังนั้น เพื่อฝึกทักษะการอ่านให้เหมาะสมกับนักเรียน ผู้สอนจึงต้องคิดค้นหาวิธีการ เครื่องมือ สื่อ/ นวัตกรรม และวัสดุอุปกรณ์ เพื่อให้นักเรียนมีทักษะในการอ่าน และสามารถอ่านหนังสือได้เข้าใจและมี ประสิทธิภาพ ลักษณะของสื่อการเรียนรู้ที่จะนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ควรมีความหลากหลาย ทั้งสื่อ ธรรมชาติ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อเทคโนโลยี และสื่ออื่นๆ ซึ่งช่วยส่งเสริมให้การเรียนรู้มีคุณค่า น่าสนใจ ชวนคิด ชวน ติดตาม เข้าใจได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น รวมทั้งกระตุ้นให้นักเรียนรู้จักวิธีการแสวงหาความรู้ เกิดการเรียนรู้อย่าง กว้างขวาง ลึกซึ้งและต่อเนื่องตลอดเวลา ดังที่ สมปัต ตัญตรัยรัตน์ (2554) ได้กล่าวถึงการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนภาษาไทยว่า ครูควรจัดให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน สัมพันธ์ทักษะ และประสบผลสำเร็จ จัด กิจกรรมให้สนุกเพื่อให้นักเรียนเกิดความพอใจที่จะเรียน เรียนด้วยความรู้สึกไม่เบื่อหน่าย ในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนครูควรจัดโดยให้นักเรียนฝึกทักษะร่วมกันทั้งชั้น ฝึกทักษะเป็นกลุ่ม แล้วจึงฝึกทักษะเป็น รายบุคคลด้วยการทำแบบฝึกหัด เพื่อให้นักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำ ให้นักเรียนมีโอกาสประสบความสำเร็จ ในการเรียน และเกิดเจตคติที่ดี และเพื่อให้การจัดการเรียนรู้บรรลุ ตามมาตรฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ผู้สอนจะต้องศึกษาวิเคราะห์มาตรฐานหลักสูตร มาตรฐานกลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย รวมทั้งเอกสารประกอบหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง เพื่อวางแผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ ในส่วนบทบาทของผู้สอนจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากผู้บอกความรู้แก่ผู้เรียนเป็นผู้สนับสนุน เสริมสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความสำคัญแก่ผู้เรียน ประกอบกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 มีความยืดหยุ่นมาก ผู้สอนสามารถวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยการกำหนด สาระการ เรียนรู้ การใช้สื่อ/อุปกรณ์ การวัดและประเมินผล ฯลฯ ได้ตามความเหมาะสมของนักเรียน และบริบทของ โรงเรียน จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีหลักการ สภาพปัญหาและความจำเป็นดังกล่าว ผู้ศึกษา มีความเห็น ว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ยังไม่ได้กำหนดเนื้อหาการเรียนรู้ในกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทยไว้ให้ เพียงแต่กำหนดให้สถานศึกษาจัดกระบวนการเรียนรู้ โดยยึดมาตรฐานการเรียนรู้ และมาตรฐานการเรียนรู้ช่วยเป็นแนวในการปฏิบัติเพื่อให้นักเรียน มีคุณภาพและได้มาตรฐานตามที่หลักสูตร แกนกลางกำหนดเมื่อเรียนจบในช่วงชั้นแล้ว ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะนำหนังสือส่งเสริมการอ่านจับ ใจความที่ได้คัดเลือกตามเกณฑ์ที่กำหนดมาเป็นสื่อในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทยเพื่อพัฒนา ทักษะการอ่านจับใจความ เพื่อช่วยให้นักเรียนมีทักษะในการอ่านจับใจความ สามารถอ่านหนังสือได้เข้าใจ มี ประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานของการเรียนรู้วิชาต่างๆ ตอบสนองตามแนวทางที่กำหนดในพระราชบัญญัติ
13 การศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 สามารถนำผลจาก การอ่านไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการดำรงชีวิต และเพื่อนำผลการศึกษาไปใช้ในการพัฒนากิจกรรมการเรียน การสอน ภาษาไทยต่อไป 2. วัตถุประสงค์ของการศึกษา 2.1 เพื่อสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ให้มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2.2 เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์)สังกัดองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดขอนแก่น 2.3 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์)สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ขอนแก่น ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริม การอ่านจับใจความ 2.4 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด (สถิตย์อุปถัมภ์)สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ 3. สมมติฐานของการศึกษา 3.1 หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปี ที่ 2 โรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น มีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ 80/80 3.2 หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น มีค่าดัชนี ประสิทธิผล ไม่น้อยกว่า .50 3.3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่2 หลังจากเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการ อ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโรงเรียนบ้านคู ขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 3.4 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับ ใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด (สถิตย์อุปถัมภ์)สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ในระดับมาก 4. ขอบเขตของการศึกษา
14 4.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 4.1.1 ประชากร เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่กำลังเรียนในปี การศึกษา 2560 จำนวน 2 ห้อง ซึ่งจัดนักเรียนแบบคละความสามารถ จำนวน 47 คน 4.1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพเครื่องมือ ได้แก่ นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 16 คน ได้มาโดยการสุ่ม แบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) (บุญชม ศรีสะอาด, 2553) 4.2 ตัวแปรที่ศึกษา 4.2.1 ตัวแปรต้น ได้แก่ การเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น 4.2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ 4.2.2.1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด (สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 4.2.2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์ อุปถัมภ์)สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 4.3 สาระการเรียนรู้ที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ ประกอบ การ เรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์)สังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น โดยผู้ศึกษาพัฒนาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 4.4 ระยะเวลาในการทำการศึกษา ปีการศึกษา 2566 5. นิยามศัพท์เฉพาะ 5.1 หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ หมายถึง หนังสือที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นจำนวน 10 เล่ม เพื่อใช้ สำหรับส่งเสริมการอ่านจับใจความของนักเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น 5.2 การอ่านจับใจความ หมายถึงกระบวนการที่ผู้อ่านรับรู้สารซึ่งเป็นความรู้ ความคิด ความรู้สึกและความ คิดเห็นที่ผู้เขียนถ่ายทอดออกมาเป็นลายลักษณ์อักษร การที่ผู้อ่านจะเข้าใจสารได้มากน้อยเพียงไรขึ้นอยู่กับ ประสบการณ์และความสามารถในการใช้ความคิด แล้วสามารถจับใจความ สรุปสาระสำคัญ วิเคราะห์ ความสำคัญและความสัมพันธ์ของประเด็นต่าง ๆ และแสดงความคิดเห็นสนับสนุน คัดค้านข้อความหรือเรื่อง
15 ที่อ่านได้อย่างสมเหตุสมผล รวมทั้งมีความสามารถที่จะใช้ประโยชน์จากการอ่านได้ สามารถวัดได้จาก แบบฝึกหัดท้ายกิจกรรมแต่ละแผน และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.3 ประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ หมายถึง ความสามารถของหนังสือ ส่งเสริมการอ่านจับใจความที่ทำให้นักเรียนบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ถึงระดับคะแนนที่คาดหวัง จากการ พัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความในการศึกษาครั้งนี้ตั้งเกณฑ์ประสิทธิภาพไว้ที่ 80/80 80 ตัวแรก หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) ซึ่งสามารถหาได้จากคะแนนรวมของการ ทำแบบฝึกหัดและคะแนนจากการปฏิบัติกิจกรรมระหว่างเรียนของนักเรียนทุกคนโดยค่าประสิทธิภาพของ กระบวนการที่คำนวณได้ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 80 ตัวหลัง หมายถึง ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) ซึ่งสามารถหาได้จากคะแนนรวมของการ ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนทุกคนโดยค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ที่ คำนวณได้ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 5.4 ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) หมายถึง ค่าที่แสดงความก้าวหน้าของนักเรียนที่เรียนโดยใช้หนังสือ ส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียน โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น คิดเป็นร้อยละ โดยค่าดัชนี ประสิทธิผลที่คำนวณได้ต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 5.5 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น 5.6 ความพึงพอใจของนักเรียน หมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยใช้ หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น วัดได้จากแบบสอบถาม ความพึงพอใจที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น ซึ่งเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อซึ่งแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ ศึกษาเนื้อหาและการดำเนินเรื่อง ภาพ ภาษา และตัวอักษร 6. ประโยชน์ที่จะได้รับ 6.1 หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพและสามารถนำไปใช้ประกอบการ เรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองเสี้ยว สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น 6.2 ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพจากหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดขอนแก่น 6.3 ได้ทราบความคิดเห็นของนักเรียนซึ่งสามารถนำมาเป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนา หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ให้สอดคล้อง กับความต้องการ ของผู้เรียน
16 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การดำเนินการศึกษาในครั้งนี้เป็นการศึกษาการพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์ อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ผู้ศึกษาได้ ดำเนินการศึกษาเอกสาร วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 2. หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนโรงเรียนโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วน จังหวัดขอนแก่น พุทธศักราช 2556กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย 3. แนวการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 4. หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ 5. การสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่าน 6. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน 7. การสร้างแบบฝึกทักษะ 8. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 9. การหาประสิทธิภาพของสื่อ 10. ดัชนีประสิทธิผล 11. หลักการ แนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 12. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 13. กรอบแนวคิดในการศึกษา 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ทำไมต้องเรียนภาษาไทย ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและ เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อ สร้างความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกันใน สังคมประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์ จาก แหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทัน ต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนา
17 อาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดง ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้าน วัฒนธรรม ประเพณีและสุนทรียภาพ เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติ ไทยตลอดไป เรียนรู้อะไรในภาษาไทย ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญ ในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ในชีวิตจริง • การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่างๆ การ อ่านในใจเพื่อสร้างความเข้าใจและการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์ความรู้จากสิ่งที่อ่าน เพื่อนำไป ปรับใช้ใน ชีวิตประจำวัน • การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธีการเขียนสื่อสาร โดยใช้ถ้อยคำและรูปแบบต่างๆ ของการ เขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ย่อความ รายงานชนิดต่างๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห์วิจารณ์ และเขียนเชิงสร้างสรรค์ • การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึก พูดลำดับเรื่องราวต่างๆ อย่างเป็นเหตุเป็นผล การพูดในโอกาสต่างๆ ทั้งเป็นทางการและไม่ เป็นทางการ และการพูดเพื่อโน้มน้าวใจ • หลักการใช้ภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้องเหมาะสม กับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่างๆ และอิทธิพลของภาษาต่างประเทศในภาษาไทย • วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด คุณค่าของงานประพันธ์ และความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่ บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียม ประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อให้เกิดความซาบซึ้งและภูมิใจในบรรพ บุรุษที่ได้สั่งสมสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน
18 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ภาษาไทย สาระที่ ๑ การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการ ดำเนินชีวิตและมีนิสัยรักการอ่าน สาระที่ ๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบ ต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมี ประสิทธิภาพ สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ ความรู้สึกในโอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของ ภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและ นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง
19 คุณภาพของผู้เรียน จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ • อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความเรื่องสั้นๆ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ถูกต้อง คล่องแคล่ว เข้าใจความหมายของคำและข้อความที่อ่าน ตั้งคำถามเชิงเหตุผล ลำดับเหตุการณ์ คาดคะเน เหตุการณ์สรุปความรู้ข้อคิดจากเรื่องที่อ่านปฏิบัติตามคำสั่ง คำอธิบายจากเรื่องที่อ่านได้ เข้าใจความหมาย ของข้อมูลจากแผนภาพ แผนที่และแผนภูมิ อ่านหนังสืออย่างสม่ำเสมอและมีมารยาทในการอ่าน • มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดเขียนบรรยาย บันทึกประจำวัน เขียน จดหมายลาครูเขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ เขียนเรื่องตามจินตนาการและมีมารยาทในการเขียน • เล่ารายละเอียดและบอกสาระสำคัญ ตั้งคำถาม ตอบคำถาม รวมทั้งพูดแสดงความคิด ความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู พูดสื่อสารเล่าประสบการณ์และพูดแนะนำ หรือพูดเชิญชวนให้ผู้อื่นปฏิบัติ ตาม และมีมารยาทในการฟัง ดู และพูด • สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ ความแตกต่างของคำและพยางค์หน้าที่ของคำ ใน ประโยค มีทักษะการใช้พจนานุกรมในการค้นหาความหมายของคำ แต่งประโยคง่ายๆ แต่งคำคล้องจอง แต่ง คำขวัญและเลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ • เข้าใจและสามารถสรุปข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน แสดงความคิดเห็นจากวรรณคดีที่อ่าน รู้จักเพลงพื้นบ้าน เพลงกล่อมเด็ก ซึ่งเป็นวัฒนธรรมของ ท้องถิ่น ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ ได้ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ • อ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองเป็นทำนองเสนาะได้ถูกต้อง อธิบายความหมาย โดยตรงและความหมายโดยนัยของคำ ประโยค ข้อความ สำนวนโวหาร จากเรื่องที่อ่าน เข้าใจคำแนะนำ คำอธิบายในคู่มือต่างๆ แยกแยะข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง รวมทั้งจับใจความสำคัญของเรื่องที่อ่านและนำ ความรู้ความคิดจากเรื่องที่อ่านไปตัดสินใจแก้ปัญหาในการดำเนินชีวิตได้ มีมารยาทและมีนิสัยรักการอ่าน และเห็นคุณค่าสิ่งที่อ่าน • มีทักษะในการคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัดเขียนสะกดคำแต่งประโยคและ เขียนข้อความ ตลอดจนเขียนสื่อสารโดยใช้ถ้อยคำชัดเจนเหมาะสม ใช้แผนภาพโครงเรื่องและแผนภาพ ความคิด เพื่อพัฒนางานเขียน เขียนเรียงความ ย่อความ จดหมายส่วนตัว กรอกแบบรายการต่างๆ เขียน แสดงความรู้สึกและความคิดเห็น เขียนเรื่องตามจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ และมีมารยาทในการเขียน • พูดแสดงความรู้ ความคิดเกี่ยวกับเรื่องที่ฟังและดู เล่าเรื่องย่อหรือสรุปจากเรื่องที่ฟังและดู ตั้งคำถาม ตอบคำถามจากเรื่องที่ฟังและดู รวมทั้งประเมินความน่าเชื่อถือจากการฟังและดูโฆษณาอย่างมี
20 เหตุผล พูดตามลำดับขั้นตอนเรื่องต่างๆอย่างชัดเจน พูดรายงานหรือประเด็นค้นคว้าจาก การฟัง การดู การสนทนา และพูดโน้มน้าวได้อย่างมีเหตุผล รวมทั้งมีมารยาทในการดูและพูด • สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ สำนวน คำพังเพยและสุภาษิต รู้และเข้าใจชนิดและ หน้าที่ของคำในประโยค ชนิดของประโยคและคำภาษาต่างประเทศในภาษาไทย ใช้คำราชาศัพท์และคำ สุภาพได้อย่างเหมาะสม แต่งประโยค แต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนสี่ กลอนสุภาพ และกาพย์ยานี ๑๑ • เข้าใจและเห็นคุณค่าวรรณคดีและวรรณกรรมที่อ่าน เล่านิทานพื้นบ้าน ร้องเพลงพื้นบ้าน ของท้องถิ่น นำข้อคิดเห็นจากเรื่องที่อ่านไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงและท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนดได้ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ สาระที่ ๑ การอ่าน มาตรฐาน ท ๑.๑ ใช้กระบวนการอ่านสร้างความรู้และความคิดเพื่อนำไปใช้ตัดสินใจ แก้ปัญหาในการดำเนิน ชีวิต และมีนิสัยรักการอ่าน ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๒ ๑. อ่านออกเสียงคำ คำคล้องจอง ข้อความ และบทร้อยกรองง่ายๆ ได้ถูกต้อง ๒. อธิบายความหมายของคำและ ข้อความที่อ่าน การอ่านออกเสียงและการบอกวามหมายของ คำ คำคล้องจอง ข้อความ และบทร้อยกรอง ง่ายๆ ที่ประกอบด้วยคำพื้นฐานเพิ่มจาก ป. ๑ ไม่น้อยกว่า ๘๐๐ คำ รวมทั้งคำที่ใช้เรียนรู้ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น ประกอบด้วย - คำที่มีรูปวรรณยุกต์และไม่มีรูปวรรณยุกต์ - คำที่มีตัวสะกดตรงตามมาตราและไม่ตรง ตามมาตรา - คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ - คำที่มีอักษรนำ - คำที่มีตัวการันต์ - คำที่มี รร - คำที่มีพยัญชนะและสระที่ไม่ออกเสียง ๓. ตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับ เรื่องที่อ่าน ๔. ระบุใจความสำคัญและรายละเอียด จากเรื่องที่อ่าน ๕. แสดงความคิดเห็นและคาดคะเน เหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน การอ่านจับใจความจากสื่อต่างๆ เช่น - นิทาน - เรื่องเล่าสั้น ๆ - บทเพลงและบทร้อยกรองง่ายๆ - เรื่องราวจากบทเรียนในกลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย และกลุ่มสาระการเรียนรู้
21 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง อื่น - ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน ๖. อ่านหนังสือตามความสนใจอย่าง สม่ำเสมอและนำเสนอเรื่องที่อ่าน การอ่านหนังสือตามความสนใจ เช่น - หนังสือที่นักเรียนสนใจและเหมาะสมกับวัย - หนังสือที่ครูและนักเรียนกำหนดร่วมกัน ๗. อ่านข้อเขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติ ตามคำสั่งหรือข้อแนะนำ การอ่านข้อเขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติตาม คำสั่งหรือข้อแนะนำ - การใช้สถานที่สาธารณะ - คำแนะนำการใช้เครื่องใช้ที่จำเป็นในบ้าน และในโรงเรียน ๘. มีมารยาทในการอ่าน มารยาทในการอ่าน เช่น - ไม่อ่านเสียงดังรบกวนผู้อื่น - ไม่เล่นกันขณะที่อ่าน - ไม่ทำลายหนังสือ - ไม่ควรแย่งอ่านหรือชะโงกหน้าไปอ่านขณะที่ ผู้อื่นกำลังอ่านอยู่ สาระที่ ๒ การเขียน มาตรฐาน ท ๒.๑ ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวในรูปแบบ ต่างๆ เขียนรายงานข้อมูลสารสนเทศและรายงานการศึกษาค้นคว้าอย่างมีประสิทธิภาพ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๒ ๑. คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด การคัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัดตาม รูปแบบการเขียนตัวอักษรไทย ๒. เขียนเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับ ประสบการณ์ การเขียนเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ ๓. เขียนเรื่องสั้นๆ ตามจินตนาการ การเขียนเรื่องสั้นๆ ตามจินตนาการ ๔. มีมารยาทในการเขียน มารยาทในการเขียน เช่น - เขียนให้อ่านง่าย สะอาด ไม่ขีดฆ่า - ไม่ขีดเขียนในที่สาธารณะ - ใช้ภาษาเขียนเหมาะสมกับเวลา สถานที่ และบุคคล
22 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - ไม่เขียนล้อเลียนผู้อื่นหรือทำให้ผู้อื่น เสียหาย สาระที่ ๓ การฟัง การดู และการพูด มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และความรู้สึกใน โอกาสต่างๆ อย่างมีวิจารณญาณและสร้างสรรค์ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๒ ๑. ฟังคำแนะนำ คำสั่งที่ซับซ้อน และ ปฏิบัติตาม การฟังและปฏิบัติตามคำแนะนำ คำสั่งที่ซับซ้อน ๒. เล่าเรื่องที่ฟังและดูทั้งที่เป็นความรู้ และความบันเทิง ๓. บอกสาระสำคัญของเรื่องที่ฟังและดู ๔. ตั้งคำถามและตอบคำถามเกี่ยวกับ เรื่องที่ฟังและดู การจับใจความและพูดแสดงความคิดเห็น ความรู้สึกจากเรื่องที่ฟังและดู ทั้งที่เป็นความรู้ และความบันเทิง เช่น - เรื่องเล่าและสารคดีสำหรับเด็ก - นิทาน การ์ตูน และเรื่องขบขัน ๕. พูดแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก จากเรื่องที่ฟังและดู - รายการสำหรับเด็ก - ข่าวและเหตุการณ์ประจำวัน - เพลง ๖. พูดสื่อสารได้ชัดเจนตรงตาม วัตถุประสงค์ การพูดสื่อสารในชีวิตประจำวัน เช่น - การแนะนำตนเอง - การขอความช่วยเหลือ - การกล่าวคำขอบคุณ - การกล่าวคำขอโทษ - การพูดขอร้องในโอกาสต่างๆ - การเล่าประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ๗. มีมารยาทในการฟัง การดู และการพูด มารยาทในการฟัง เช่น - ตั้งใจฟัง ตามองผู้พูด - ไม่รบกวนผู้อื่นขณะที่ฟัง - ไม่ควรนำอาหารหรือเครื่องดื่มไปรับประทาน ขณะที่ฟัง - ไม่พูดสอดแทรกขณะที่ฟัง มารยาทในการดู เช่น
23 ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง - ตั้งใจดู - ไม่ส่งเสียงดังหรือแสดงอาการรบกวนสมาธิ ของผู้อื่น มารยาทในการพูด เช่น - ใช้ถ้อยคำและกิริยาที่สุภาพ เหมาะสมกับ กาลเทศะ - ใช้น้ำเสียงนุ่มนวล - ไม่พูดสอดแทรกในขณะที่ผู้อื่นกำลังพูด - ไม่พูดล้อเลียนให้ผู้อื่นได้รับความอับอายหรือ เสียหาย สาระที่ ๔ หลักการใช้ภาษาไทย มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา ภูมิปัญญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๒ ๑. บอกและเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์และเลขไทย พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ เลขไทย ๒. เขียนสะกดคำและบอกความหมาย ของคำ การสะกดคำ การแจกลูก และการอ่านเป็นคำ มาตราตัวสะกดที่ตรงตามมาตราและไม่ตรงตาม มาตรา การผันอักษรกลาง อักษรสูง และอักษรต่ำ คำที่มีตัวการันต์ คำที่มีพยัญชนะควบกล้ำ คำที่มีอักษรนำ คำที่มีความหมายตรงข้ามกัน คำที่มี รร ความหมายของคำ ๓. เรียบเรียงคำเป็นประโยคได้ตรงตาม เจตนาของการสื่อสาร การแต่งประโยค การเรียบเรียงประโยคเป็นข้อความสั้นๆ ๔. บอกลักษณะคำคล้องจอง คำคล้องจอง ๕. เลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและ ภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาถิ่น
24 สาระที่ ๕ วรรณคดีและวรรณกรรม มาตรฐาน ท ๕.๑ เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่าและ นำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ชั้น ตัวชี้วัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง ป.๒ ๑. ระบุข้อคิดที่ได้จากการอ่านหรือ การฟังวรรณกรรมสำหรับเด็ก เพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน วรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรองสำหรับเด็ก เช่น - นิทาน - เรื่องสั้นง่ายๆ - ปริศนาคำทาย - บทอาขยาน - บทร้อยกรอง - วรรณคดีและวรรณกรรมในบทเรียน ๒. ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กใน ท้องถิ่น บทร้องเล่นที่มีคุณค่า - บทร้องเล่นในท้องถิ่น - บทร้องเล่นในการละเล่นของเด็กไทย ๓. ท่องจำบทอาขยานตามที่กำหนด และบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตาม ความสนใจ บทอาขยานและบทร้อยกรองที่มีคุณค่า - บทอาขยานตามที่กำหนด - บทร้อยกรองตามความสนใจ
25 กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย จุดประสงค์ ๑. อ่านออกเสียงคำ คำศัพท์ชื่อประเทศ ชื่อเมืองหลวงประเทศสมาชิกอาเซียน อ่านร้อยแก้ว ร้อย กรองเป็นทำนองเสนาะ อ่านข้อความเรื่องสั้นได้ถูกต้องคล่องแคล่ว เข้าใจ อธิบายความหมายจากเรื่องที่อ่าน แยกข้อคิดเห็นและข้อเท็จจริง รวมทั้งจับใจความ-สำคัญจากเรื่องที่อ่านและเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศสมาชิก อาเซียนได้ ๒. คัดลายมือด้วยตัวบรรจงเต็มบรรทัดและครึ่งบรรทัด เขียนสะกดคำ เกี่ยวกับคำศัพท์ประเทศสมาชิก อาเซียน แต่งประโยค ตลอดจนเขียนสื่อสารได้อย่างเหมาะสม เขียนบรรยาย เขียนบันทึกประจำวัน เขียน จดหมายลาครูจดหมายส่วนตัว เขียนเรื่องเกี่ยวกับประเทศสมาชิกอาเซียนตามจินตนาการ เขียนย่อความ และเขียนเรียงความ ได้ ๓. พูดแสดงความคิดเห็น เล่าประสบการณ์ พูดแสดงความรู้เกี่ยวกับประเทศสมาชิกอาเซียน พูด แนะนำหรือพูดเชิญชวนให้ผู้อื่นเข้าใจและปฏิบัติตาม ๔. สะกดคำและเข้าใจความหมายของคำ คำศัพท์ชื่อประเทศ ชื่อเมืองหลวง ชื่อดอกไม้ประจำชาติ อาหารประจำชาติ ของประเทศสมาชิกอาเซียน สำนวน สุภาษิต คำพังเพย คำคม คำขวัญ คำคล้องจอง แต่งบทร้อยกรอง ประเภทกลอนสี่ กลอนสุภาพ กาพย์ยานี ๑๑ การใช้พจนานุกรมและคำราชาศัพท์ได้ ๕. อ่านวรรณคดี วรรณกรรม นิทานพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้านและเพลงกล่อมเด็ก ท่องจำบทอาขยาน บท กลอนเกี่ยวกับประเทศสมาชิกอาเซียน ตามที่กำหนดได้
26 วิชาพื้นฐาน รายวิชา ภาษาไทย ๒ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๒ รหัสวิชา ท ๑๒๑๐๑ เวลาเรียน ๒๐๐ ชั่วโมง จำนวน ๕ หน่วยน้ำหนัก เรียน ๕ ชั่วโมง/สัปดาห์ คำอธิบายรายวิชา ศึกษาและฝึกปฏิบัติเกี่ยวกับการอ่านออกเสียง คำ คำคล้องจอง ข้อความ และบทร้อยกรองง่ายๆ พร้อมอธิบายความหมายของคำและข้อความ ตั้งคำถามและตอบคำถาม ระบุใจความสำคัญ แสดงความ คิดเห็นและคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน อ่านหนังสือตามความสนใจอย่างสม่ำเสมอและนำเสนอเรื่องที่ อ่าน อ่านข้อเขียนเชิงอธิบาย และปฏิบัติตามคำสั่งหรือข้อแนะนำ คัดลายมือตัวบรรจงเต็มบรรทัด การเขียน เรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับประสบการณ์ และตามจินตนาการ ฟังคำแนะนำ คำสั่งที่ซับซ้อน และปฏิบัติตาม เล่าเรื่อง ที่ฟังและดูพร้อมบอกสาระสำคัญของเรื่อง ตั้งคำถามและตอบคำถาม พูดแสดงความคิดเห็นและความรู้สึก จากเรื่องที่ฟังและดูอย่างมีมารยาท พูดสื่อสารได้ชัดเจนตรงตามวัตถุประสงค์ บอกและเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และเลขไทย เขียนสะกดคำและบอกความหมายของคำ เรียบเรียงคำเป็นประโยค บอกลักษณะคำ คล้องจอง เลือกใช้ภาษาไทยและภาษาถิ่นได้เหมาะสมกับกาลเทศะ ร้องบทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น ท่องจำบทอาขยาน และบทร้อยกรองที่มีคุณค่าตามความสนใจ วิเคราะห์วรรณกรรมร้อยแก้วและร้อยกรอง สำหรับเด็กเรื่อง นิทานสานรัก สามัคคีคือพลัง รักแท้ของแม่ สักวาพูดจาให้รู้คิด และของขวัญวันเกิด เพื่อ ระบุข้อคิดที่ได้จากการอ่านไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน โดยใช้การฝึกทักษะกระบวนการทางภาษา ทั้งในด้านการฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน กระบวนการคิด กระบวนการปฏิบัติ กระบวนการกลุ่ม โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบูรณา การในการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้เกิดเจตคติที่ดีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย ตั้งใจเรียนและมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียน ค้นคว้าหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ ซักถามและสืบค้นเพื่อหาข้อมูล มีความรอบคอบ ในการทำงาน ใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม มีมารยาทในการพูด การอ่านการเขียน และการฟัง ใช้ ชีวิตอย่างพอเพียง นำความรู้ที่ได้จากการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริง ตัวชี้วัด ท 1.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ป.2/5 ป.2/6 ป.2/7 ป.2/8 ท 2.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ท 3.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ป.2/5 ป.2/6 ป.2/7 ท 4.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ป.2/5 ท 5.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 รวม 27 ตัวชี้วัด
27 โครงสร้างรายวิชา วิชาภาษาไทย : หลักภาษาและการใช้ภาษา ป.2 ภาคเรียนที่ 1 ลำดับ ที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 1 อักษรไทยไขขาน ท 1.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ท 3.1 ป.2/5 ป.2/6 ป.2/7 ท 4.1 ป.2/1 การอ่านออกเสียงคำ และข้อความจาก วรรณกรรมเรื่อง สวัสดีเพื่อนใหม่ จะต้อง อ่านออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน และอธิบาย ความหมายของคำและข้อความ ตั้งคำถาม และตอบคำถาม สรุปใจความสำคัญ บอก และเขียนพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และ เลขไทย การพูดแสดงความคิดเห็นและการ พูดในโอกาสต่างๆ จะต้องคำนึงถึงหลักการ พูด วัตถุประสงค์ในการพูด เพื่อให้สื่อสารได้ ชัดเจนตรงตามวัตถุประสงค์ และมีมารยาท ที่ดีในการพูด 10 8 2 ประสมคำหนูทำได้ ท 1.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ท 2.1 ป.2/1 ท 4.1 ป.2/2 การอ่านออกเสียงคำ และข้อความจาก วรรณกรรมเรื่อง เด็กเอ๋ย เด็กดี จะต้องอ่าน ออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน และอธิบาย ความหมายของคำและข้อความ ตั้งคำถาม และตอบคำถาม สรุปใจความสำคัญ รวมถึง การอ่านสะกดคำ การแจกลูกและการอ่าน เป็นคำได้อย่างถูกต้อง การคัดลายมือตัว บรรจงเต็มบรรทัดจะต้องฝึกคัดตามรูปแบบ การเขียนตัวอักษรไทย 10 8
28 ลำดับ ที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 3 ตัวสะกดจดจำไว้ ท 1.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ท 3.1 ป.2/1 ป.2/7 ท 4.1 ป.2/2 การอ่านออกเสียงคำ และข้อความจาก วรรณกรรมเรื่อง สุขภาพดีชีวีมีสุข จะต้อง อ่านออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน และอธิบาย ความหมายของคำและข้อความ ตั้งคำถาม และตอบคำถาม สรุปใจความสำคัญ รวมถึง การอ่านและการเขียนสะกดคำในมาตรา ตัวสะกดที่ตรงตามมาตรา และไม่ตรงตาม มาตราได้ อย่างถูกต้อง การฟังคำสั่งและ คำแนะนำต่างๆ จะต้องรู้หลัก และมีมารยาท ในการฟัง 10 8 4 ผันวรรณยุกต์ สนุกสนาน ท 1.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ป.2/7 ท 4.1 ป.2/2 การอ่านออกเสียงคำ และข้อความจาก วรรณกรรมเรื่อง ความสุขที่พอเพียง จะต้อง อ่านออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน และอธิบาย ความหมายของคำและข้อความ ตั้งคำถาม และตอบคำถาม สรุปใจความสำคัญ รวมถึง การผันวรรณยุกต์อักษรกลาง อักษรสูง และ อักษรต่ำ ได้อย่างถูกต้อง การอ่านข้อเขียน เชิงอธิบาย จะต้องอ่านอย่างละเอียด เพื่อให้ เข้าใจวัตถุประสงค์และสามารถปฏิบัติตาม ข้อแนะนำได้อย่างถูกต้อง 10 8 5 คำควบกล้ำและ อักษรนำ ท 1.1 ป.2/1 ป. 2/2 ป.2/3 ป.2/4 ท 3.1 ป.2/3 ป.2/4 ท 4.1 ป.2/2 การอ่านออกเสียงคำ และข้อความจาก วรรณกรรมเรื่อง เหมียวน้อยและเพื่อน จะต้องอ่านออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน และ อธิบายความหมายของคำและข้อความ ตั้ง คำถามและตอบคำถาม สรุปใจความสำคัญ รวมถึงการเขียนสะกดคำและบอกความหมาย ของคำควบกล้ำ และคำที่มีอักษรนำ การบอก สาระสำคัญและตอบคำถามจากเรื่องที่ฟัง และดูได้ 10 8
29 ลำดับ ที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 6 รร และการันต์ หรรษา ท 1.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ป.2/5 ท 2.1 ป.2/2 ท 3.1 ป.2/2 ป.2/6 ป.2/7 ท 4.1 ป.2/2 การอ่านออกเสียงคำ และข้อความจาก บท ร้อยกรอง ความรู้มีอยู่รอบตัวเรา จะต้อง อ่านออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน และอธิบาย ความหมายของคำและข้อความ ตั้งคำถาม และตอบคำถาม สรุปใจความสำคัญ แสดง ความคิดเห็น รวมถึงการอ่านและเขียนสะกด คำที่มี รร และ ตัวการันต์ ได้อย่าง ถูกต้อง การเขียนเรื่องสั้นๆ เกี่ยวกับ ประสบการณ์ 10 8 7 ความหมายของคำ จดจำไว้ ท 1.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ท 4.1 ป.2/2 ท 5.1 ป.2/2 การอ่านออกเสียงคำ และข้อความจาก วรรณกรรมเรื่อง เล่นกับเพื่อน จะต้องอ่าน ออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน และอธิบาย ความหมายของคำและข้อความ ตั้งคำถาม และตอบคำถาม สรุปใจความสำคัญ รวมถึง การเขียนสะกดคำที่มีความหมายเหมือนกัน และตรงข้ามกันได้อย่างถูกต้อง การร้องบท ร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่นเป็นภูมิปัญญา ที่ควรอนุรักษ์ไว้ในท้องถิ่น 10 8 8 คำคล้องจองต้อง ศึกษา ท 1.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ท 4.1 ป.2/4 ท 5.1 ป.2/1 ป.2/3 การอ่านออกเสียงคำ และข้อความจาก วรรณกรรมเรื่อง ไก่แจ้ของนันทา จะต้อง อ่านออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน และอธิบาย ความหมายของคำและข้อความ ตั้งคำถาม และตอบคำถาม สรุปใจความสำคัญ รวมถึง การบอกลักษณะคำคล้องจองได้อย่าง ถูกต้อง และจะต้องบอกข้อคิดที่ได้รับจาก การอ่านหรือฟังวรรณกรรม เพื่อนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวันเลือกอ่านหนังสือตามความ สนใจอย่างสม่ำเสมอ และนำเสนอเรื่องที่ อ่านได้อย่างมีมารยาท 10 8
30 9 เรียนรู้เรื่องประโยค ท 1.1 ป.2/1 ป.2/2 การอ่านออกเสียงคำ และข้อความจาก วรรณกรรมเรื่อง เด็กดีมีคุณธรรม จะต้อง อ่านออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน และอธิบาย 10 8 ลำดับ ที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน ป.2/3 ป.2/4 ท 2.1 ป.2/3 ป.2/4 ท 4.1 ป.2/3 ท 5.1 ป.2/1 ความหมายของคำและข้อความ ตั้งคำถาม และตอบคำถาม สรุปใจความสำคัญ พร้อม ระบุข้อคิดที่ได้จากการอ่านวรรณกรรม การเรียบเรียงคำให้เป็นประโยคเพื่อการ สื่อสาร การเขียนเรื่องสั้นๆ ตาม จินตนาการ และมีมารยาทในการเขียน 10 ภาษาไทย ภาษาถิ่น ท 1.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ป.2/5 ป.2/6 ป.2/8 ท 4.1 ป.2/5 ท 5.1 ป.2/1 การอ่านออกเสียงคำ และข้อความจาก วรรณกรรมเรื่อง ในห้องสมุดโรงเรียน จะต้องอ่านออกเสียงให้ถูกต้อง ชัดเจน และ อธิบายความหมายของคำและข้อความ ตั้ง คำถามและตอบคำถาม สรุปใจความสำคัญ แสดงความคิดเห็นและคาดคะเนเหตุการณ์ พร้อมสรุปความรู้และข้อคิดจากเรื่องที่อ่าน เลือกใช้ภาษาไทยมาตรฐานและภาษาถิ่นได้ เหมาะสมกับกาลเทศะ 8 8 สอบกลางปี 1 20 รวมเวลาเรียนภาคเรียนที่ 1 98 80 รวม 100 100
31 โครงสร้างโครงสร้างแผนฯ วิชาภาษาไทย : วรรณคดีและวรรณกรรม ป.2 ภาคเรียนที่ 2 ลำดับ ที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 1 นิทานสานรัก ท 1.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ท.5.1 ป.2/1 การอ่านวรรณกรรมสำหรับเด็กชุดนิทานสาน รัก โดยอ่านออกเสียงและการอธิบาย ความหมายคำและข้อความในนิทาน และ เพลงกล่อมเด็ก การตั้งคำถามและ ตอบ คำถาม ระบุใจความสำคัญและรายละเอียด ของเรื่องที่อ่าน รวมถึงการนำข้อคิดที่ได้จาก การอ่านหรือการฟังวรรณกรรมสำหรับเด็ก ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 20 16 2 สามัคคีคือพลัง ท 1.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ป.2/5 ท 5.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 การอ่านวรรณกรรมสำหรับเด็กชุดสามัคคีคือ พลัง โดยอ่านออกเสียงและการอธิบาย ความหมายคำและข้อความ การตั้งคำถาม และตอบคำถาม ระบุใจความสำคัญและ รายละเอียดของเรื่องที่อ่าน การร้องบทร้อง เล่นสำหรับเด็ก และการท่องบทอาขยาน จะ ช่วยให้มีความรู้ความเข้าใจ ต่อเรื่องที่อ่าน มากขึ้น สามารถนำข้อคิด ที่ได้จากการอ่าน หรือการฟังวรรณกรรมสำหรับเด็กไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ 20 16 3 รักแท้ของแม่ ท 1.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ท 3.1 ป.2/4 ท 5.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 การอ่านวรรณกรรมสำหรับเด็กชุดรักแท้ของ แม่ โดยอ่านออกเสียงและการอธิบาย ความหมายคำและข้อความ ตั้งคำถาม และ ตอบคำถาม ระบุใจความสำคัญและ รายละเอียดของเรื่องที่อ่าน ระบุข้อคิด จาก การอ่านเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ร้อง บทร้องเล่นสำหรับเด็กในท้องถิ่น และ ท่องจำบทอาขยานและบทร้อยกรอง ที่มี คุณค่า 20 16
32 ลำดับ ที่ ชื่อหน่วยการเรียนรู้ มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด สาระสำคัญ เวลา (ชั่วโมง) น้ำหนัก คะแนน 4 สักวาพูดจาให้รู้คิด ท 1.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ท 5.1 ป.2/1 ป.2/3 การอ่านวรรณกรรมสำหรับเด็กชุดสักวา พูดจาให้รู้คิด โดยอ่านออกเสียงและการ อธิบายความหมายคำและข้อความในนิทาน เรื่องสั้น และบทร้อยกรอง การตั้งคำถาม และตอบคำถาม ระบุใจความสำคัญและ รายละเอียดของเรื่องที่อ่าน การท่องบท อาขยาน และระบุข้อคิดที่ได้จากการอ่าน หรือการฟังวรรณกรรมสำหรับเด็กไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้ 20 16 5 ของขวัญวันเกิด ท 1.1 ป.2/1 ป.2/2 ป.2/3 ป.2/4 ท 5.1 ป.2/1 การอ่านวรรณกรรมสำหรับเด็กชุดของขวัญ วันเกิด ต้องฝึกอ่านออกเสียง และอธิบาย ความหมายคำและข้อความ การตั้งคำถาม และตอบคำถาม ระบุใจความสำคัญและ รายละเอียดของเรื่อง ที่อ่าน ระบุข้อคิดที่ ได้จากการอ่านหรือการฟังวรรณกรรม สำหรับเด็กเพื่อนำไปใช้ ในชีวิตประจำวัน 18 16 สอบปลายปี 1 20 รวมเวลาเรียนภาคเรียนที่ 2 98 80 รวม 100 100
33 อภิธานศัพท์ กระบวนการเขียน กระบวนการเขียนเป็นการคิดเรื่องที่จะเขียนและรวบรวมความรู้ในการเขียน กระบวนการเขียน มี ๕ ขั้น ดังนี้ ๑. การเตรียมการเขียน เป็นขั้นเตรียมพร้อมที่จะเขียนโดยเลือกหัวข้อเรื่องที่จะเขียน บนพื้นฐาน ของประสบการณ์กำหนดรูปแบบการเขียนรวบรวมความคิดในการเขียน อาจใช้วิธีการอ่านหนังสือ สนทนา จัดหมวดหมู่ความคิด โดยเขียนเป็นแผนภาพความคิด จดบันทึกความคิดที่จะเขียนเป็นรูปหัวข้อเรื่องใหญ่ หัวข้อย่อย และรายละเอียดคร่าวๆ ๒. การยกร่างข้อเขียน เมื่อเตรียมหัวข้อเรื่องและความคิดรูปแบบการเขียนแล้ว ให้นำความคิดมา เขียนตามรูปแบบที่กำหนดเป็นการยกร่างข้อเขียน โดยคำนึงถึงว่าจะเขียนให้ใครอ่าน จะใช้ภาษาอย่างไรให้ เหมาะสมกับเรื่องและเหมาะกับผู้อื่น จะเริ่มต้นเขียนอย่างไร มีหัวข้อเรื่องอย่างไร ลำดับความคิดอย่างไร เชื่อมโยงความคิดอย่างไร ๓. การปรับปรุงข้อเขียน เมื่อเขียนยกร่างแล้วอ่านทบทวนเรื่องที่เขียน ปรับปรุงเรื่องที่เขียน เพิ่มเติมความคิดให้สมบูรณ์ แก้ไขภาษา สำนวนโวหาร นำไปให้เพื่อนหรือผู้อื่นอ่าน นำข้อเสนอแนะมา ปรับปรุงอีกครั้ง ๔. การบรรณาธิการกิจ นำข้อเขียนที่ปรับปรุงแล้วมาตรวจทานคำผิด แก้ไขให้ถูกต้อง แล้วอ่าน ตรวจทานแก้ไขข้อเขียนอีกครั้ง แก้ไขข้อผิดพลาดทั้งภาษา ความคิด และการเว้นวรรคตอน ๕. การเขียนให้สมบูรณ์ นำเรื่องที่แก้ไขปรับปรุงแล้วมาเขียนเรื่องให้สมบูรณ์ จัดพิมพ์ วาดรูป ประกอบ เขียนให้สมบูรณ์ด้วยลายมือที่สวยงามเป็นระเบียบ เมื่อพิมพ์หรือเขียนแล้วตรวจทานอีกครั้งให้ สมบูรณ์ก่อนจัดทำรูปเล่ม กระบวนการคิด การฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน เป็นกระบวนการคิด คนที่จะคิดได้ดีต้องเป็นผู้ฟัง ผู้พูด ผู้อ่าน และผู้เขียนที่ดี บุคคลที่จะคิดได้ดีจะต้องมีความรู้และประสบการณ์พื้นฐานในการคิด บุคคลจะมี ความสามารถในการรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริง วิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า จะต้องมีความรู้ และประสบการณ์พื้นฐานที่นำมาช่วยในการคิดทั้งสิ้น การสอนให้คิดควรให้ผู้เรียนรู้จักคัดเลือกข้อมูล ถ่ายทอด รวบรวม และจำข้อมูลต่างๆ สมองของมนุษย์จะเป็นผู้บริโภคข้อมูลข่าวสาร และสามารถแปลความ ข้อมูลข่าวสาร และสามารถนำมาใช้อ้างอิง การเป็นผู้ฟัง ผู้พูด ผู้อ่าน และผู้เขียนที่ดี จะต้องสอนให้เป็น ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารที่ดีและเป็นนักคิดที่ดีด้วย กระบวนการสอนภาษาจึงต้องสอนให้ผู้เรียนเป็นผู้รับรู้ข้อมูล ข่าวสารและมีทักษะการคิด นำข้อมูลข่าวสารที่ได้จากการฟังและการอ่านนำมาสู่การฝึกทักษะการคิด นำการ ฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน มาสอนในรูปแบบบูรณาการทักษะ ตัวอย่าง เช่น การเขียนเป็น กระบวนการคิดในการวิเคราะห์ การแยกแยะ การสังเคราะห์ การประเมินค่า การสร้างสรรค์ ผู้เขียนจะนำ ความรู้และประสบการณ์สู่การคิดและแสดงออกตามความคิดของตนเสมอ ต้องเป็นผู้อ่านและผู้ฟังเพื่อรับรู้ ข่าวสารที่จะนำมาวิเคราะห์และสามารถแสดงทรรศนะได้
34 กระบวนการอ่าน การอ่านเป็นกระบวนการซึ่งผู้อ่านสร้างความหมายหรือพัฒนา การตีความระหว่างการอ่านผู้อ่าน จะต้องรู้หัวข้อเรื่อง รู้จุดประสงค์ของการอ่าน มีความรู้ทางภาษาที่ใกล้เคียงกับภาษาที่ใช้ในหนังสือที่อ่าน โดยใช้ประสบการณ์เดิมเป็นประสบการณ์ทำความเข้าใจกับเรื่องที่อ่าน กระบวนการอ่านมีดังนี้ ๑. การเตรียมการอ่าน ผู้อ่านจะต้องอ่านชื่อเรื่อง หัวข้อย่อยจากสารบัญเรื่อง อ่านคำนำ ให้ทราบ จุดมุ่งหมายของหนังสือ ตั้งจุดประสงค์ของการอ่านจะอ่านเพื่อความเพลิดเพลินหรืออ่านเพื่อหาความรู้ วางแผนการอ่านโดยอ่านหนังสือตอนใดตอนหนึ่งว่าความยากง่ายอย่างไร หนังสือมีความยากมากน้อย เพียงใด รูปแบบของหนังสือเป็นอย่างไร เหมาะกับผู้อ่านประเภทใด เดาความว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร เตรียมสมุด ดินสอ สำหรับจดบันทึกข้อความหรือเนื้อเรื่องที่สำคัญขณะอ่าน ๒. การอ่าน ผู้อ่านจะอ่านหนังสือให้ตลอดเล่มหรือเฉพาะตอนที่ต้องการอ่าน ขณะอ่านผู้อ่านจะใช้ ความรู้จากการอ่านคำ ความหมายของคำมาใช้ในการอ่าน รวมทั้งการรู้จักแบ่งวรรคตอนด้วย การอ่านเร็วจะ มีส่วนช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเรื่องได้ดีกว่าผู้อ่านช้าซึ่งจะสะกดคำอ่านหรืออ่านย้อนไปย้อนมา ผู้อ่านจะใช้บริบท หรือคำแวดล้อมช่วยในการตีความหมายของคำเพื่อทำความเข้าใจเรื่องที่อ่าน ๓. การแสดงความคิดเห็น ผู้อ่านจะจดบันทึกข้อความที่มีความสำคัญ หรือเขียนแสดงความ คิดเห็น ตีความข้อความที่อ่าน อ่านซ้ำในตอนที่ไม่เข้าใจเพื่อทำความเข้าใจให้ถูกต้อง ขยายความคิดจาก การอ่าน จับคู่กับเพื่อนสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตั้งข้อสังเกตจากเรื่องที่อ่าน ถ้าเป็นการอ่านบทกลอน จะต้องอ่านทำนองเสนาะดังๆ เพื่อฟังเสียงการอ่านและเกิดจินตนาการ ๔. การอ่านสำรวจ ผู้อ่านจะอ่านซ้ำโดยเลือกอ่านตอนใดตอนหนึ่ง ตรวจสอบคำและภาษาที่ใช้ สำรวจโครงเรื่องของหนังสือเปรียบเทียบหนังสือที่อ่านกับหนังสือที่เคยอ่าน สำรวจและเชื่อมโยงเหตุการณ์ใน เรื่องและการลำดับเรื่อง และสำรวจคำสำคัญที่ใช้ในหนังสือ ๕. การขยายความคิด ผู้อ่านจะสะท้อนความเข้าใจในการอ่าน บันทึกข้อคิดเห็น คุณค่าเรื่อง เชื่อมโยงเรื่องราวในเรื่องกับชีวิตจริง ความรู้สึกจากการอ่าน จัดทำโครงงานหลักการอ่าน เช่น วาดภาพ เขียนบทละคร เขียนบันทึกรายงานการอ่าน อ่านเรื่องอื่นๆ ที่ผู้เขียนคนเดียวกันแต่ง อ่านเรื่องเพิ่มเติมเรื่องที่ เกี่ยวโยงกับเรื่องที่อ่านเพื่อให้ได้ความรู้ที่ชัดเจนและกว้างขวางขึ้น การเขียนเชิงสร้างสรรค์ การเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นการเขียนโดยใช้ความรู้ ประสบการณ์ และจินตนาการในการเขียน เช่น การเขียนเรียงความ นิทาน เรื่องสั้น นวนิยาย และบทร้อยกรอง การเขียนเชิงสร้างสรรค์ผู้เขียนจะต้องมี ความคิดดี มีจินตนาการดี มีคลังคำอย่างหลากหลาย สามารถนำคำมาใช้ ในการเขียน ต้องใช้เทคนิคการ เขียน และใช้ถ้อยคำอย่างสละสลวย การดู การดูเป็นการรับสารจากสื่อภาพและเสียง และแสดงทรรศนะได้จากการรับรู้สาร ตีความ แปลความ วิเคราะห์ และประเมินคุณค่าสารจากสื่อ เช่น การดูโทรทัศน์ การดูคอมพิวเตอร์ การดูละคร การดูภาพยนตร์ การดูหนังสือการ์ตูน (แม้ไม่มีเสียงแต่มีถ้อยคำอ่านแทนเสียงพูด) ผู้ดูจะต้องรับรู้สาร จากการดูและนำมา
35 วิเคราะห์ ตีความ และประเมินคุณค่าของสารที่เป็นเนื้อเรื่องโดยใช้หลักการพิจารณาวรรณคดีหรือการ วิเคราะห์วรรณคดีเบื้องต้น เช่น แนวคิดของเรื่อง ฉากที่ประกอบเรื่องสมเหตุสมผล กิริยาท่าทาง และการ แสดงออกของตัวละครมีความสมจริงกับบทบาท โครงเรื่อง เพลง แสง สี เสียง ที่ใช้ประกอบการแสดงให้ อารมณ์แก่ผู้ดูสมจริงและสอดคล้องกับยุคสมัยของเหตุการณ์ที่จำลองสู่บทละคร คุณค่าทางจริยธรรม คุณธรรม และคุณค่าทางสังคมที่มีอิทธิพลต่อผู้ดูหรือผู้ชม ถ้าเป็นการดูข่าวและเหตุการณ์ หรือการ อภิปราย การใช้ความรู้หรือเรื่องที่เป็นสารคดี การโฆษณาทางสื่อจะต้องพิจารณาเนื้อหาสาระว่าสมควร เชื่อถือได้หรือไม่ เป็นการโฆษณาชวนเชื่อหรือไม่ ความคิดสำคัญและมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้มาก และการดู ละครเวที ละครโทรทัศน์ ดูข่าวทางโทรทัศน์จะเป็นประโยชน์ได้รับความสนุกสนาน ต้องดูและวิเคราะห์ ประเมินค่า สามารถแสดงทรรศนะของตนได้อย่างมีเหตุผล การตีความ การตีความเป็นการใช้ความรู้และประสบการณ์ของผู้อ่านและการใช้บริบท ได้แก่ คำที่แวดล้อม ข้อความ ทำความเข้าใจข้อความหรือกำหนดความหมายของคำให้ถูกต้อง พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ให้ความหมายว่า การตีความหมาย ชี้หรือกำหนด ความหมาย ให้ความหมายหรืออธิบาย ใช้หรือปรับให้เข้าใจเจตนา และความมุ่งหมายเพื่อความถูกต้อง การเปลี่ยนแปลงของภาษา ภาษาย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คำคำหนึ่งในสมัยหนึ่งเขียนอย่างหนึ่ง อีกสมัยหนึ่งเขียน อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ประเทศ แต่เดิมเขียน ประเทษ คำว่า ปักษ์ใต้แต่เดิมเขียน ปักใต้ในปัจจุบันเขียน ปักษ์ใต้ คำว่า ลุ่มลึก แต่ก่อนเขียน ลุ่มฦก ภาษาจึงมีการเปลี่ยนแปลง ทั้งความหมายและการเขียน บางครั้งคำบาง คำ เช่น คำว่า หล่อน เป็นคำสรรพนามแสดงถึงคำพูด สรรพนามบุรุษที่ ๓ ที่เป็นคำสุภาพ แต่เดี๋ยวนี้คำว่า หล่อน มีความหมายในเชิงดูแคลน เป็นต้น การสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์ คือ การรู้จักเลือกความรู้ประสบการณ์ที่มีอยู่เดิมมาเป็นพื้นฐานในการสร้างความรู้ ความคิดใหม่ หรือสิ่งแปลกใหม่ที่มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพสูงกว่าเดิม บุคคลที่จะมีความสามารถในการ สร้างสรรค์จะต้องเป็นบุคคลที่มีความคิดอิสระอยู่เสมอ มีความเชื่อมั่นในตนเอง มองโลกในแง่ดี คิดไตร่ตรอง ไม่ตัดสินใจสิ่งใดง่ายๆ การสร้างสรรค์ของมนุษย์จะเกี่ยวเนื่องกันกับความคิด การพูด การเขียนและการ กระทำเชิงสร้างสรรค์ ซึ่งจะต้องมีการคิดเชิงสร้างสรรค์เป็นพื้นฐาน ความคิดเชิงสร้างสรรค์เป็นความคิดที่พัฒนามาจากความรู้และประสบการณ์เดิม ซึ่งเป็น ปัจจัยพื้นฐานของการพูด การเขียนและการกระทำเชิงสร้างสรรค์ การพูดและการเขียนเชิงสร้างสรรค์เป็นการแสดงออกทางภาษาที่ใช้ภาษาขัดเกลาให้ไพเราะงดงาม เหมาะสม ถูกต้องตามเนื้อหาที่พูดและเขียน การกระทำเชิงสร้างสรรค์เป็นการกระทำที่ไม่ซ้ำแบบเดิมและคิดค้นใหม่แปลกไปจากเดิม และเป็น ประโยชน์ที่สูงขึ้น ข้อมูลสารสนเทศ
36 ข้อมูลสารสนเทศ หมายถึง เรื่องราว ข้อเท็จจริง ข้อมูล หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่สามารถ สื่อความหมาย ด้วยการพูดบอกเล่า บันทึกเป็นเอกสาร รายงาน หนังสือ แผนที่แผนภาพ ภาพถ่าย บันทึกด้วยเสียงและภาพ บันทึกด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นการเก็บเรื่องราวต่างๆ บันทึกไว้เป็นหลักฐานด้วยวิธีต่างๆ ความหมายของคำ คำที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารมีความหมายแบ่งได้เป็น ๓ ลักษณะ คือ ๑. ความหมายโดยตรง เป็นความหมายที่ใช้พูดจากันตรงตามความหมาย คำหนึ่งๆ นั้น อาจมี ความหมายได้หลายความหมาย เช่น คำว่า กา อาจมีความหมายถึง ภาชนะใส่น้ำ หรืออาจหมายถึง นกชนิด หนึ่ง ตัวสีดำ ร้อง กา กา เป็นความหมายโดยตรง ๒. ความหมายแฝง คำอาจมีความหมายแฝงเพิ่มจากความหมายโดยตรง มักเป็นความหมาย เกี่ยวกับความรู้สึก เช่น คำว่า ขี้เหนียว กับ ประหยัด หมายถึง ไม่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย เป็นความหมายตรง แต่ความรู้สึกต่างกัน ประหยัดเป็นสิ่งดี แต่ขี้เหนียวเป็นสิ่งไม่ดี ๓. ความหมายในบริบท คำบางคำมีความหมายตรง เมื่อร่วมกับคำอื่นจะมีความหมายเพิ่มเติมกว้าง ขึ้น หรือแคบลงได้ เช่น คำว่า ดี เด็กดี หมายถึง ว่านอนสอนง่าย เสียงดีหมายถึง ไพเราะ ดินสอดี หมายถึง เขียนได้ดี สุขภาพดี หมายถึง ไม่มีโรค ความหมายบริบทเป็นความหมายเช่นเดียวกับความหมายแฝง คุณค่าของงานประพันธ์ เมื่อผู้อ่านอ่านวรรณคดีหรือวรรณกรรมแล้วจะต้องประเมินงานประพันธ์ ให้เห็นคุณค่าของงาน ประพันธ์ทำให้ผู้อ่านอ่านอย่างสนุก และได้รับประโยชน์จาการอ่านงานประพันธ์ คุณค่าของงานประพันธ์ แบ่งได้เป็น ๒ ประการ คือ ๑. คุณค่าด้านวรรณศิลป์ ถ้าอ่านบทร้อยกรองก็จะพิจารณากลวิธีการแต่ง การเลือกเฟ้นถ้อยคำ มาใช้ได้ไพเราะมีความคิดสร้างสรรค์และให้ความสะเทือนอารมณ์ ถ้าเป็นบทร้อยแก้วประเภทสารคดี รูปแบบ การเขียนจะเหมาะสมกับเนื้อเรื่อง วิธีการนำเสนอน่าสนใจ เนื้อหามีความถูกต้อง ใช้ภาษาสละสลวยชัดเจน การนำเสนอมีความคิดสร้างสรรค์ ถ้าเป็นร้อยแก้วประเภทบันเทิงคดี องค์ประกอบของเรื่องไม่ว่าเรื่องสั้น นว นิยาย นิทาน จะมีแก่นเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละครมีความสัมพันธ์กัน กลวิธีการแต่งแปลกใหม่ น่าสนใจ ปมขัดแย้งในการแต่งสร้างความสะเทือนอารมณ์การใช้ถ้อยคำสร้างภาพได้ชัดเจน คำพูดในเรื่องเหมาะสม กับบุคลิกของตัวละครมีความคิดสร้างสรรค์เกี่ยวกับชีวิตและสังคม ๒. คุณค่าด้านสังคม เป็นคุณค่าทางด้านวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปะ ชีวิตความ เป็นอยู่ของมนุษย์และคุณค่าทางจริยธรรม คุณค่าด้านสังคม เป็นคุณค่าที่ผู้อ่านจะเข้าใจชีวิตทั้งในโลกทัศน์ และชีวทัศน์ เข้าใจการดำเนินชีวิตและเข้าใจเพื่อนมนุษย์ดีขึ้น เนื้อหาย่อมเกี่ยวข้องกับการช่วยจรรโลงใจแก่ ผู้อ่าน ช่วยพัฒนาสังคม ช่วยอนุรักษ์สิ่งมีคุณค่าของชาติบ้านเมือง และสนับสนุนค่านิยมอันดีงาม โครงงาน โครงงานเป็นการจัดการเรียนรู้วิธีหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเรียนด้วยการค้นคว้า ลงมือปฏิบัติจริง ใน ลักษณะของการสำรวจ ค้นคว้า ทดลอง ประดิษฐ์คิดค้น ผู้เรียนจะรวบรวมข้อมูล นำมาวิเคราะห์ ทดสอบ
37 เพื่อแก้ปัญหาข้องใจ ผู้เรียนจะนำความรู้จากชั้นเรียนมาบูรณาการในการแก้ปัญหา ค้นหาคำตอบเป็น กระบวนการค้นพบนำไปสู่การเรียนรู้ ผู้เรียนจะเกิดทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะการจัดการผู้สอนจะ เข้าใจผู้เรียน เห็นรูปแบบการเรียนรู้ การคิด วิธีการทำงานของผู้เรียน จากการสังเกตการทำงานของผู้เรียน การเรียนแบบโครงงานเป็นการเรียนแบบศึกษาค้นคว้าวิธีการหนึ่ง แต่เป็นการศึกษาค้นคว้าที่ใช้ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการแก้ปัญหา เป็นการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนมีเหตุผล สรุปเรื่องราว อย่างมีกฎเกณฑ์ทำงานอย่างมีระบบการเรียนแบบโครงงานไม่ใช่การศึกษาค้นคว้าจัดทำรายงานเพียงอย่าง เดียว ต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลและมีการสรุปผล ทักษะการสื่อสาร ทักษะการสื่อสาร ได้แก่ ทักษะการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน ซึ่งเป็นเครื่องมือของการส่ง สารและการรับสาร การส่งสาร ได้แก่ การส่งความรู้ ความเชื่อ ความคิด ความรู้สึกด้วยการพูด และ การเขียน ส่วนการรับสาร ได้แก่ การรับความรู้ ความเชื่อ ความคิด ด้วยการอ่านและการฟัง การฝึกทักษะ การสื่อสารจึงเป็นการฝึกทักษะการพูด การฟัง การอ่าน และการเขียน ให้สามารถ รับสารและส่งสาร อย่างมีประสิทธิภาพ ธรรมชาติของภาษาธรรมชาติของภาษาเป็นคุณสมบัติของภาษาที่สำคัญ มีคุณสมบัติ พอสรุปได้ คือ ประการที่หนึ่ง ทุกภาษาจะประกอบด้วยเสียงและความหมาย โดยมีระเบียบแบบแผนหรือ กฎเกณฑ์ในการใช้ อย่างเป็นระบบ ประการที่สอง ภาษามีพลังในการงอกงามมิรู้สิ้นสุด หมายถึง มนุษย์ สามารถใช้ภาษา สื่อความหมายได้โดยไม่สิ้นสุด ประการที่สาม ภาษาเป็นเรื่องของการใช้สัญลักษณ์ร่วมกัน หรือสมมติร่วมกัน และมีการรับรู้สัญลักษณ์หรือสมมติร่วมกัน เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกัน ประการที่สี่ ภาษาสามารถใช้ภาษาพูดในการติดต่อสื่อสาร ไม่จำกัดเพศของผู้ส่งสาร ไม่ว่าหญิง ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ สามารถผลัดกันในการส่งสารและรับสารได้ ประการที่ห้า ภาษาพูดย่อมใช้ได้ทั้งในปัจจุบัน อดีต และอนาคต ไม่จำกัดเวลาและสถานที่ ประการที่หก ภาษาเป็นเครื่องมือการถ่ายทอดวัฒนธรรม และวิชาความรู้ นานาประการ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ แนวคิดในวรรณกรรม แนวคิดในวรรณกรรมหรือแนวเรื่องในวรรณกรรมเป็นความคิดสำคัญในการผูกเรื่องให้ ดำเนินเรื่อง ไปตามแนวคิด หรือเป็นความคิดที่สอดแทรกในเรื่องใหญ่ แนวคิดย่อมเกี่ยวข้องกับมนุษย์และสังคม เป็นสาร ที่ผู้เขียนส่งให้ผู้อ่าน เช่น ความดีย่อมชนะความชั่ว ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ความยุติธรรมทำให้โลกสันติสุข คนเราพ้นความตายไปไม่ได้ เป็นต้น ฉะนั้นแนวคิดเป็นสารที่ผู้เขียนต้องการส่งให้ผู้อื่นทราบ เช่น ความดี ความยุติธรรม ความรัก เป็นต้น บริบท บริบทเป็นคำที่แวดล้อมข้อความที่อ่าน ผู้อ่านจะใช้ความรู้สึกและประสบการณ์มากำหนด ความหมายหรือความเข้าใจ โดยนำคำแวดล้อมมาช่วยประกอบความรู้และประสบการณ์เพื่อทำความเข้าใจ หรือความหมายของคำ พลังของภาษา
38 ภาษาเป็นเครื่องมือในการดำรงชีวิตของมนุษย์ มนุษย์จึงสามารถเรียนรู้ภาษาเพื่อการดำรงชีวิต เป็น เครื่องมือของการสื่อสารและสามารถพัฒนาภาษาของตนได้ ภาษาช่วยให้คนรู้จักคิดและแสดงออกของ ความคิดด้วยการพูด การเขียนและการกระทำซึ่งเป็นผลจากการคิด ถ้าไม่มีภาษา คนจะคิดไม่ได้ ถ้าคนมี ภาษาน้อย มีคำศัพท์น้อย ความคิดของคนก็จะแคบไม่กว้างไกล คนที่ใช้ภาษาได้ดีจะมีความคิดดีด้วย คน จะใช้ความคิดและแสดงออกทางความคิดเป็นภาษา ซึ่งส่งผลไปสู่ การกระทำ ผลของการกระทำส่งผลไปสู่ ความคิด ซึ่งเป็นพลังของภาษา ภาษาจึงมีบทบาทสำคัญต่อมนุษย์ช่วยให้มนุษย์พัฒนาความคิด ช่วยดำรง สังคมให้มนุษย์อยู่ร่วมกันในสังคมอย่างสงบสุข มีไมตรีต่อกัน ช่วยเหลือกันด้วยการใช้ภาษาติดต่อสื่อสารกัน ช่วยให้คนปฏิบัติตนตามกฎเกณฑ์ของสังคม ภาษาช่วยให้มนุษย์เกิดการพัฒนา ใช้ภาษาในการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น การอภิปรายโต้แย้ง เพื่อนำไปสู่ผลสรุป มนุษย์ใช้ภาษาในการเรียนรู้ จดบันทึกความรู้ แสวงหาความรู้ และช่วยจรรโลงใจ ด้วยการอ่านบทกลอน ร้องเพลง ภาษายังมีพลังในตัวของมันเอง เพราะ ภาพย่อมประกอบด้วยเสียงและความหมาย การใช้ภาษาใช้ถ้อยคำทำให้เกิดความรู้สึกต่อผู้รับสาร ให้เกิด ความจงเกลียดจงชังหรือเกิด ความชื่นชอบ ความรักย่อมเกิดจากภาษาทั้งสิ้น ที่นำไปสู่ผลสรุปที่มี ประสิทธิภาพ ภาษาถิ่น ภาษาถิ่นเป็นภาษาพื้นเมืองหรือภาษาที่ใช้ในท้องถิ่น ซึ่งเป็นภาษาดั้งเดิมของชาวพื้นบ้านที่ใช้พูดจา กันในหมู่เหล่าของตน บางครั้งจะใช้คำที่มีความหมายต่างกันไปเฉพาะถิ่น บางครั้งคำที่ใช้พูดจากันเป็นคำ เดียว ความหมายต่างกันแล้วยังใช้สำเนียงที่ต่างกัน จึงมีคำกล่าวที่ว่า “สำเนียง บอกภาษา” สำเนียงจะบอก ว่าเป็นภาษาอะไรและผู้พูดเป็นคนถิ่นใด อย่างไรก็ตามภาษาถิ่นในประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นภาษาถิ่นเหนือ ถิ่น อีสาน ถิ่นใต้ สามารถสื่อสารเข้าใจกันได้เพียงแต่สำเนียงแตกต่างกันไปเท่านั้น ภาษาไทยมาตรฐาน ภาษาไทยมาตรฐานหรือบางทีเรียกว่า ภาษาไทยกลางหรือภาษาราชการ เป็นภาษาที่ใช้สื่อสารกันทั่ว ประเทศและเป็นภาษาที่ใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้คนไทยสามารถใช้ภาษาราชการ ในการติดต่อสื่อสารสร้าง ความเป็นชาติไทย ภาษาไทยมาตรฐานก็คือภาษาที่ใช้กันในเมืองหลวง ที่ใช้ติดต่อกันทั้งประเทศ มีคำและ สำเนียงภาษาที่เป็นมาตรฐาน ต้องพูดให้ชัดถ้อยชัดคำได้ตามมาตรฐานของภาษาไทย ภาษากลางหรือ ภาษาไทยมาตรฐานมีความสำคัญในการสร้างความเป็นปึกแผ่น วรรณคดีมีการถ่ายทอดกันมาเป็นวรรณคดี ประจำชาติจะใช้ภาษาที่เป็นภาษาไทยมาตรฐานในการสร้างสรรค์งานประพันธ์ ทำให้วรรณคดีเป็นเครื่องมือ ในการศึกษาภาษาไทยมาตรฐานได้ ภาษาพูดกับภาษาเขียน ภาษาพูดเป็นภาษาที่ใช้พูดจากัน ไม่เป็นแบบแผนภาษา ไม่พิถีพิถันในการใช้แต่ใช้สื่อสารกันได้ดี สร้างความรู้สึกที่เป็นกันเอง ใช้ในหมู่เพื่อนฝูงในครอบครัว และติดต่อสื่อสารกันอย่างไม่เป็นทางการ การใช้ ภาษาพูดจะใช้ภาษาที่เป็นกันเองและสุภาพ ขณะเดียวกันก็คำนึงว่าพูดกับบุคคลที่มีฐานะต่างกัน การใช้ ถ้อยคำก็ต่างกันไปด้วย ไม่คำนึงถึงหลักภาษาหรือระเบียบแบบแผนการใช้ภาษามากนัก
39 ส่วนภาษาเขียนเป็นภาษาที่ใช้เคร่งครัดต่อการใช้ถ้อยคำและคำนึงถึงหลักภาษา เพื่อใช้ในการสื่อสาร ให้ถูกต้องและใช้ในการเขียนมากกว่าพูด ต้องใช้ถ้อยคำที่สุภาพ เขียนให้เป็นประโยค เลือกใช้ถ้อยคำที่ เหมาะสมกับสถานการณ์ในการสื่อสาร เป็นภาษาที่ใช้ในพิธีการต่างๆ เช่น การกล่าวรายงาน กล่าว ปราศรัย กล่าวสดุดี การประชุมอภิปราย การปาฐกถา จะระมัดระวังการใช้คำที่ไม่จำเป็นหรือ คำฟุ่มเฟือย หรือการเล่นคำจนกลายเป็นการพูดหรือเขียนเล่นๆ ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local Wisdom) บางครั้งเรียกว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นกระบวนทัศน์ (Paradigm) ของคนในท้องถิ่นที่มีความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ เพื่อความอยู่รอด แต่คน ในท้องถิ่นจะสร้างความรู้จากประสบการณ์และจากการปฏิบัติเป็นความรู้ ความคิด ที่นำมาใช้ในท้องถิ่นของ ตนเพื่อการดำรงชีวิตที่เหมาะสมและสอดคล้องกับธรรมชาติผู้รู้จึงกลายเป็นปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ เกี่ยวกับภาษา ยารักษาโรคและการดำเนินชีวิตในหมู่บ้านอย่างสงบสุข ภูมิปัญญาทางภาษา ภูมิปัญญาทางภาษาเป็นความรู้ทางภาษา วรรณกรรมท้องถิ่น บทเพลง สุภาษิต คำพังเพยในแต่ละ ท้องถิ่น ที่ได้ใช้ภาษาในการสร้างสรรค์ผลงานต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจกรรมทางสังคมที่ต่างกัน โดยนำ ภูมิปัญญาทางภาษาในการสั่งสอนอบรมพิธีการต่างๆ การบันเทิงหรือการละเล่น มีการแต่งเป็นคำประพันธ์ ในรูปแบบต่างๆ ทั้งนิทาน นิทานปรัมปรา ตำนาน บทเพลง บทร้องเล่น บทเห่กล่อม บทสวดต่างๆ บททำ ขวัญ เพื่อประโยชน์ทางสังคมและเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประจำถิ่น ระดับภาษา ภาษาเป็นวัฒนธรรมที่คนในสังคมจะต้องใช้ภาษาให้ถูกต้องกับสถานการณ์และโอกาสที่ใช้ภาษา บุคคลและประชุมชน การใช้ภาษาจึงแบ่งออกเป็นระดับของการใช้ภาษาได้หลายรูปแบบ ตำราแต่ละเล่มจะ แบ่งระดับภาษาแตกต่างกันตามลักษณะของสัมพันธภาพของบุคคลและสถานการณ์ การแบ่งระดับภาษาประมวลได้ดังนี้ ๑. การแบ่งระดับภาษาที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ๑.๑ ภาษาที่ไม่เป็นทางการหรือภาษาที่เป็นแบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการประชุม ในการกล่าว สุนทรพจน์เป็นต้น ๑.๒ ภาษาที่ไม่เป็นทางการหรือภาษาที่ไม่เป็นแบบแผน เช่น การใช้ภาษาในการสนทนา การใช้ ภาษาในการเขียนจดหมายถึงผู้คุ้นเคย การใช้ภาษาในการเล่าเรื่องหรือประสบการณ์ เป็นต้น ๒. การแบ่งระดับภาษาที่เป็นพิธีการกับระดับภาษาที่ไม่เป็นพิธีการ การแบ่งภาษาแบบนี้เป็นการ แบ่งภาษาตามความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นระดับ ดังนี้ ๒.๑ ภาษาระดับพิธีการ เป็นภาษาแบบแผน ๒.๒ ภาษาระดับกึ่งพิธีการ เป็นภาษากึ่งแบบแผน ๒.๓ ภาษาระดับที่ไม่เป็นพิธีการ เป็นภาษาไม่เป็นแบบแผน
40 ๓. การแบ่งระดับภาษาตามสภาพแวดล้อม โดยแบ่งระดับภาษาในระดับย่อยเป็น ๕ ระดับ คือ ๓.๑ ภาษาระดับพิธีการ เช่น การกล่าวปราศรัย การกล่าวเปิดงาน ๓.๒ ภาษาระดับทางการ เช่น การรายงาน การอภิปราย ๓.๓ ภาษาระดับกึ่งทางการ เช่น การประชุมอภิปราย การปาฐกถา ๓.๔ ภาษาระดับการสนทนา เช่น การสนทนากับบุคคลอย่างเป็นทางการ ๓.๕ ภาษาระดับกันเอง เช่น การสนทนาพูดคุยในหมู่เพื่อนฝูงในครอบครัว วิจารณญาณ วิจารณญาณ หมายถึง การใช้ความรู้ ความคิด ทำความเข้าใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างมีเหตุผล การมี วิจารณญาณต้องอาศัยประสบการณ์ในการพิจารณาตัดสินสารด้วยความรอบคอบ และอย่างชาญฉลาดเป็นเหตุ เป็นผล 3. แนวการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จะต้องสอดคล้องกับการจัด การ เรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 โดยกำหนดว่าการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุก คนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด ดังนั้นกระบวนการจัดการ เรียนการสอนจะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ ใช้การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็น สำคัญหรือผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นแนวคิดที่มุ่งให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้จากการปฏิบัติด้วยวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลาย ผู้สอนจะต้องวางแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยให้ผู้เรียน ใช้แหล่งเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ให้การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง มีครูเป็นผู้ให้คำปรึกษาชี้แนะ ปัจจุบันบทบาท ของผู้สอนและผู้เรียนเปลี่ยนแปลง ไปจากเดิม กล่าวคือ ผู้เรียนต้องรู้วิธีการเรียนให้ประสบผลสำเร็จ รู้วิธี แสวงหาความรู้ รู้วิธีการคิดวิเคราะห์ข้อมูลข่าวสาร สามารถใช้ทักษะทางภาษาเพื่อการอภิปราย การรายงาน การแสวงหาความรู้ สามารถจดบันทึกความรู้ จัดหมวดหมู่ความรู้เชื่อมโยงความรู้ใหม่และข้อมูลข่าวสารได้ อย่างเป็นระบบ ผู้เรียนจะสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ส่วนตัวผู้สอนก็จะปรับบทบาท จากการให้ความรู้โดยการบอก การบรรยาย เป็นการวางแผนการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ลงมือทำกิจกรรม ให้ วิธีการเรียนรู้ ให้หลักการของศาสตร์ที่จะสอน ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติสรุปความรู้ ประเมินผลตนเอง ปรับปรุงตนเองให้พัฒนาก้าวหน้า บทบาทของครูจะมีการวางตนเองให้ศิษย์ไว้วางใจ น่า เคารพ และผู้ทรงความรู้เป็นที่ปรึกษาแก่ศิษย์ รับฟังความคิดเห็นของศิษย์ รับรู้ความรู้สึก วางตนเป็น แบบอย่างที่ดีเป็นตัวแบบในการประพฤติปฏิบัติการจัดการเรียนรู้ควรคำนึงถึงความสำคัญในเรื่องต่อไปนี้ 3.1 การเรียนรู้อย่างมีความสุข เป็นการจัดการเรียนการสอนในบรรยากาศที่เป็นอิสระแต่มีระเบียบ วินัยในตนเอง ยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียน วิธีการเรียนรู้อย่างหลากหลายส่งเสริมให้ผู้เรียน ประสบความสำเร็จในการเรียน เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน อันเกิดจากผลสำเร็จ ในการเรียนรู้ของตน และ ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองเต็มศักยภาพ แนวทางในการจัดการเรียนการสอนคือ บทเรียนมีความหมายและเป็น ประโยชน์ต่อผู้เรียน กิจกรรมเรียนรู้หลากหลาย ผู้เรียนสามารถปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง มีสื่อการเรียนรู้
41 เหมาะกับความสามารถและน่าสนใจ การประเมินผลมุ่งเน้นศักยภาพของผู้เรียนเป็นรายบุคคลและรายกลุ่ม ผู้สอนกับผู้เรียน และผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน 3.2 การเรียนรู้แบบองค์รวม เป็นการเรียนรู้จากการบูรณาการสาระการเรียนรู้และกระบวนการเรียนรู้เข้า ด้วยกัน สาระการเรียนรู้จะเรียนจากเรื่องใกล้ตัว ที่อยู่อาศัย ท้องถิ่นของตน สังคม ประเทศชาติ สิ่งแวดล้อม เรื่องของสังคมโลก การเปลี่ยนแปลงและแนวโน้มที่เกิดขึ้นในสังคมโลก การเรียนรู้แบบองค์รวมเป็นการบูร ณาการความรู้ความเข้าใจเรื่องที่เรียนให้ลึกซึ้ง ครอบคลุมปัญหาและมีความหมายต่อการนำไปใช้ในการ ดำรงชีวิตและการแก้ปัญหาของสังคม 3.3 การเรียนรู้จะต้องปรับวัฒนธรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียน ต้องมีลีลาการเรียนรู้ (Learning Styles)ของตน มีอิสระในการเรียนรู้ มีความรับผิดชอบสูง มีวินัยในตนเอง หากเกิดการเรียนโดยการยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ ผู้เรียนขาดระเบียบวินัย ขาดความเข้มแข็ง ทางด้านจริยธรรม ขาด ความรับผิดชอบ ขาดความอดทน และความมุ่งมั่นต่อความสำเร็จ และขาดวินัย ในการปฏิบัติงาน การเรียนการ สอนย่อมล้มเหลว ดังนั้น ครูจำเป็นต้องปลูกฝังและสร้างวินัยในตนเองควบคู่ไปกับวิธีการเรียนรู้ 3.4 การเรียนรู้จากการคิดและการปฏิบัติจริง เป็นการเรียนรู้โดยการประมวลข้อมูลความรู้จาก ประสบการณ์ต่างๆ มาวิเคราะห์ให้เป็นความรู้ใหม่ เพื่อนำความรู้และวิธีการนำไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ อย่าง เหมาะสมและสอดคล้องกัน ผู้เรียนจะแสวงหาข้อมูลจากการอ่าน การสัมภาษณ์ การดูสื่อทางอิเลคทรอนิกส์ การฟัง แล้วจดบันทึกข้อมูลมาวิเคราะห์ คิดอย่างรอบคอบ และนำความรู้ไปปฏิบัติจริง เป็นการเรียนรู้จาก ประสบการณ์ตรงจากแหล่งเรียนรู้ สื่อ เหตุการณ์ และสิ่งแวดล้อมรอบตัว นำมาสรุปผลสร้างความรู้ด้วย ตนเอง 3.5 การเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น เป็นการเรียนรู้ที่มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นด้วยการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ ความคิดและประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ด้วยการนำข้อมูลมาศึกษาทำความเข้าใจร่วมกัน คิด วิเคราะห์ ตีความ แปลความ สังเคราะห์ข้อมูลและประสบการณ์ สรุปเป็นข้อความรู้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่ หลากหลาย มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เป็นการปลูกฝังคุณธรรมการอยู่ร่วมกัน และการทำงานร่วมกัน ทำให้ พัฒนาทั้งทักษะทางสังคม และทักษะการทำงานที่ดี 3.6 การเรียนรู้โดยการมีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนและมีส่วนร่วมในผลงาน เป็นการให้ผู้เรียน ร่วมกันวางแผนการเรียนรู้ และปฏิบัติกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น การจัดนิทรรศการ การเขียนความรู้ เป็นบทความ หรือจัดทำสมุดวิเคราะห์ความรู้ จัดทำแผนภูมิ การรายงานหน้าชั้น การจัดอภิปรายความรู้ การแสดงบทบาทสมมติ และการแสดงละคร ฯลฯ ผู้เรียนจะเกิดการเรียนรู้ ทักษะกระบวนการทำงานแบบมี ส่วนร่วม มีความเป็นประชาธิปไตย รู้จักบทบาทหน้าที่แบ่งความรับผิดชอบ ปรึกษาหารือ ติดตามผล ประเมินผล งาน และบูรณาการความรู้จากหลายวิชา 3.7 การเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้ เป็นลีลาการเรียนรู้และความถนัดในการเรียนของตนเอง ผู้เรียน จะรู้กระบวนการเรียนรู้จากการที่ผู้สอนเปิดโอกาสและจัดการสถานการณ์ให้ศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองเป็น รายบุคคลและเป็นกลุ่ม เกิดการศึกษาวิเคราะห์และสรุปผลการเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ ต่อไป
42 3.8 การเรียนรู้เพื่อนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพ เป็นการนำความรู้ที่ ได้จากการเรียน เช่น ทักษะการสื่อสาร ทักษะการแสวงหาความรู้ ทักษะการปฏิบัติงาน ทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการสังเคราะห์ ทักษะการจัดการ ทักษะการดำเนินชีวิตและการมีมนุษยสัมพันธ์มาประยุกต์ใช้ในการ ดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2554) จากการศึกษาแนวการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรคำนึงถึงเรื่องการเรียนรู้อย่างมี ความสุข เรียนรู้แบบองค์รวมจะต้องปรับวัฒนธรรมการเรียนรู้ เรียนรู้จากการคิดปฏิบัติจริง เรียนรู้ร่วมกับ บุคคลอื่น มีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการเรียนรู้ การเรียนรู้ตามกระบวนการเรียนรู้ของตนเองการเรียนรู้ที่ สนองตอบต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลและนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต 4. หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ 4.1 ความหมายของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ นักวิชาการ นักการศึกษาและนักเขียนหนังสือสำหรับเด็กหลายท่าน ได้ให้คำจำกัดความของคำ ว่าหนังสือส่งเสริมการอ่านไว้ดังนี้ ถวัลย์มาศจรัส (2550) กล่าวว่า หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ คือ หนังสือที่มุ่งเน้นให้เด็กมี นิสัยรักการอ่าน ซึ่งเป็นการเพิ่มทักษะทางการอ่านไปในตัว โดยมีเนื้อหาสาระไม่ขัดต่อประเพณีวัฒนธรรม และ ศีลธรรมดีงามของสังคม เป็นหนังสือที่ให้ความรู้ความคิด ปรัชญาและบันเทิงซึ่งอาจจะ เป็นหนังสือสารคดีเรื่อง สั้น นวนิยาย วรรณกรรมเยาวชน เป็นต้น หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ จะเป็นหนังสือที่มีรูปเล่ม สวยงาม เนื้อหามีทั้งคำประพันธ์ร้อยกรองและร้อยแก้ว มีภาพประกอบสดใสเพื่อโน้มน้าวจิตใจเด็กให้อยาก อ่านและเพลิดเพลินไปกับภาพและเรื่องที่ผู้เขียนนำเสนอ สำลีรักสุทธี(2544) กล่าวว่า หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ คือ หนังสือที่มุ่งเน้นให้เด็กมี นิสัยรักการอ่านซึ่งเป็นการเพิ่มทักษะไปในตัวโดยมีเนื้อหาสาระที่ไม่ขัดต่อประเพณีวัฒนธรรม และศีลธรรมอันดี งามของสังคม เป็นหนังสือที่ให้ประโยชน์ในแง่ความรู้ความคิด ปรัชญา และบันเทิง จินตนา ใบกาซูยี(2545) กล่าวว่า หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ คือ หนังสือที่จัดทำขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เน้นไปในทางส่งเสริมให้ผู้อ่านเกิดทักษะในการอ่านและมีนิสัยรักการอ่านมากยิ่งขึ้น อาจ เป็นหนังสือ สารคดีนวนิยาย นิทาน ฯลฯ ที่มีลักษณะไม่ขัดต่อวัฒนธรรม ประเพณีและศีลธรรมอันดีงาม ให้ ความรู้มีคติและมีสารประโยชน์ ตวงรัตน์สาขะจันทร์ (2553) กล่าวว่า หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ คือ หนังสือที่มี วัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้อ่านมีนิสัยรักการอ่าน มีเนื้อหาสาระนอกเหนือไปจากหนังสือเรียน อาจเป็นหนังสือ นิทาน นวนิยายหรือสารคดีที่มีลักษณะไม่ขัดต่อประเพณีและศีลธรรมอยู่ในรูปร้อยแก้วหรือร้อยกรองก็ได้มี คติและมีประโยชน์ เมื่อประมวลคำจำกัดความของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความจากนักการศึกษาเหล่านี้ สรุปได้ว่า หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ คือ หนังสือที่เขียนขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เด็กมีนิสัยรักการอ่าน รูปแบบหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความอาจเป็นนิทาน นวนิยายสารคดีเรื่องสั้น วรรณกรรมเยาวชนก็ได้
43 ทั้งนี้ต้องมีคติแง่คิดจากเรื่องรูปเล่มต้องสวยงาม มีภาพประกอบจะเขียนในรูปของร้อยกรองหรือร้อยแก้วก็ได้ แต่เนื้อเรื่องต้องไม่ขัดต่อประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของสังคม 4.2 องค์ประกอบของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ ถวัลย์มาศจรัส (2540) กล่าวว่า การเขียนหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความต้องมีแนวคิดของ เรื่อง โครงเรื่อง ฉาก บทสนทนา การเปิดเรื่อง การดำเนินเรื่อง การปิดเรื่อง ท่วงทำนองการเขียนตัวละคร คติจากเรื่อง สำนวนภาษาจะแตกต่างกันบ้างก็ที่ขนาดความยาวเท่านั้น หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความเป็น เรื่องขนาดสั้น และต้องเขียนตามความสนใจของเด็กแต่ละวัย ในการเขียน หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความที่ ดีควรมีแนวคิดจากเรื่องดีโครงเรื่องดีฉากกลมกลืน บทสนทนากระชับ การเปิดเรื่องเยี่ยม การดำเนินเรื่อง ชวนติดตาม การปิดเรื่องประทับใจ ท่วงทำนองการเขียนชวนอ่าน ตัวละครไม่มากหรือน้อยเกินไป คติจาก เรื่องชัดเจน สำนวนภาษาสละสลวย ซึ่งองค์ประกอบของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ มีดังนี้ 1. แนวคิดของเรื่อง การเขียนหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ แนวคิดของเรื่องเป็นสิ่งที่ผู้เขียนต้องคำนึงถึง ก่อนเสมอ เพราะแนวคิดของเรื่อง คือ ประเด็นหลักของเรื่อง ผู้เขียนต้องสร้างแนวคิดขึ้นมาก่อนว่าเขียนถึง เรื่องอะไรเช่น ความกล้าหาญความกตัญญูความรักความเสียสละการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การต่อต้านยาเสพ ติดฯลฯโดยตั้งเป้าหลักเอาไว้ว่าจะนำเสนอปัญหาอย่างไรและแก้ปัญหานั้นอย่างไร 2. โครงเรื่อง โครงเรื่อง หมายถึง เรื่องที่ผู้เขียนแต่งขึ้นเป็นเรื่องราว โดยยึดเอาแก่นของเรื่องเป็นหลัก ในการ สร้างโครงเรื่อง เพื่อให้สอดคล้องกัน เป็นเอกภาพ ในการสร้างโครงเรื่องผู้เขียนต้องเสนอปัญหาและวิธี แก้ปัญหา โดยใช้ตัวละครทำหน้าที่ดำเนินเรื่อง อนึ่ง ในการสร้างโครงเรื่องจะต้องมีปมแห่งปัญหาหรือความขัดแย้งที่จะต้องแก้ปัญหาความ ขัดแย้งนั้น อาจจะเป็นความขัดแย้งระหว่างคนกับคน คนกับสัตว์คนกับธรรมชาติหรืออาจเป็นความขัดแย้งที่ เกิดขึ้นในใจของตัวละครก็ได้เมื่อเกิดโครงเรื่องหรือความขัดแย้งขึ้นแล้ว ผู้เขียนต้องดำเนินเรื่องต่อไป เพื่อ นำไปสู่บทสรุปของเรื่อง 3. ฉาก ฉาก คือ สถานที่ที่ผู้เขียนสร้างขึ้นในเรื่องเพื่อให้ผู้อ่านมองเห็นภาพและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตามท้องเรื่อง เป็นสถานที่ที่ตัวละครแต่ละตัวได้แสดงบทบาทของตน เช่น หากเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นชนบท ฉากอาจเป็น โรงเรียน วัด ท้องทุ่ง หมู่บ้านป่า ฯลฯ หากเรื่องราวที่สร้างขึ้นเกิดขึ้นในชุมชนเมือง อาจจะเป็น ตึกรามบ้านช่องที่หนาแน่น ห้างสรรพสินค้าถนนหนทางที่สลับซับซ้อน รถราที่แน่นขนัด ผู้คนที่อยู่อย่างแออัด ฯลฯ
44 4. บทสนทนา บทสนทนา คือ คำที่พูดโต้ตอบระหว่างตัวละครในเรื่อง แต่คำสนทนานั้นใช้เป็นแค่ องค์ประกอบให้เนื้อเรื่องสมบูรณ์เท่านั้น บทสนทนาที่ดีต้องกระชับ ตรงเป้า ทำให้ผู้อ่านรู้เรื่องราวของเรื่องจาก บทสนทนาได้ด้วย นักเขียนฝีมือดีสามารถใช้บทสนทนาดำเนินเรื่องได้ 5. การเปิดเรื่อง การเปิดเรื่องคือการเริ่มต้นฉากแรกของเรื่องเพื่อเร่งเร้าให้ผู้อ่านติดตามเรื่องที่เขียนต่อไป การ เปิดเรื่องเป็นเทคนิคสำคัญอย่างหนึ่งของงานเขียน หากเปิดเรื่องดีกระตุกความรู้สึกของผู้อ่านอยู่ตรึงคนอ่านในฉาก แรกได้ผู้อ่านย่อมพร้อมจะอ่านในฉากต่อไป แต่หากการเปิดเรื่องไม่น่าสนใจ ไม่น่าติดตาม เร่งเร้าความรู้สึก อยากอ่านของผู้อ่านไม่ได้เขาอาจเลิกอ่านเลยก็ได้ 6. การดำเนินเรื่อง การดำเนินเรื่องคือการที่ผู้เขียนกำหนดให้ตัวละครแสดงบทบาทของตนไปตามเรื่องราวที่ กำหนดให้ทีละบททีละตอนเพื่อบอกเรื่องราวแก่ผู้อ่าน กลวิธีในการดำเนินเรื่องมีหลายวิธีเช่น 6.1 ดำเนินเรื่องไปตามลำดับเหตุการณ์จากต้นเรื่องจนจบเรื่อง 6.2 ดำเนินเรื่องจากเหตุปัญหาของเรื่อง (กลางเรื่อง) แล้วย้อนกลับไปสู่อดีตเพื่อให้รู้ถึง ความเป็นมาของเหตุปัญหานั้น ก่อนจะวกกลับมาดำเนินเรื่องต่อไปจนจบเรื่อง 6.3 ดำเนินเรื่องจากจุดจบของเรื่องย้อนกลับสู่อดีต สำหรับการเขียนหนังสือส่งเสริมการ อ่านจับใจความ ส่วนมากนิยมดำเนินเรื่องไปตามเหตุการณ์จากต้นเรื่องจนจบเรื่อง เพราะวัยของเด็กไม่ควร ดำเนินเรื่องที่มีกลวิธีซับซ้อนมากจนเกินไป 7. การปิดเรื่อง การปิดเรื่อง คือ การคลายปมปัญหา ข้อสงสัยทั้งหมดลงหรือจะทิ้งข้อสงสัยนั้นให้ผู้อ่านคิด ต่อไปก็ได้การจบเรื่องมีหลายแบบ แต่ที่นิยมมากที่สุดมี2 แบบ คือ 7.1 การจบแบบประสบความสำเร็จหรือผิดหวังอย่างสิ้นเชิง 7.2 การจบแบบให้ผู้อ่านประทับใจ 8. ท่วงทำนองการเขียน ท่วงทำนองการเขียน คือ ลีลาการใช้ถ้อยคำสำนวน แสดงออกถึงเจตคติความคิดความ ชัดเจนชีวิต แบ่งเป็นหลายลักษณะ ดังนี้ 8.1 ท่วงทำนองเขียนเรียบ ๆ คือ ใช้สำนวนภาษาง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ผู้อ่านอ่านสบายสื่อ ความหมายได้ดี 8.2 ท่วงทำนองกระชับ รัดกุม ลักษณะนี้ใช้ประโยคหรือข้อความขนาดสั้น ทุกคำ มีความหมายชัดเจน ตรงไปตรงมา 8.3 ท่วงทำนองเขียนเข้มข้น ตัวหนังสือมีพลัง ทำให้ผู้อ่านคิดตาม โต้แย้งเปรียบเปรย เยาะเย้ย ถากถาง ยกย่อง ก่อเกิดความฉงนฉงาย ยอกย้อน น่าอ่าน ชวนคิดตาม
45 8.4 ท่วงทำนองเขียนมีความเป็นประจักษ์ภาพ ทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพอย่างแจ่มชัด 8.5 ท่วงทำนองเขียนแบบสละสลวย แบบนี้จะพิถีพิถันในการใช้ถ้อยคำมากให้ความรู้สึก ที่สวยงาม ความคิดและความเห็นดี 8.6 ท่วงทำนองเขียนแบบสูงส่งส่วนใหญ่เป็นภาษาเขียนในวรรณคดีสำคัญ ใช้ศัพท์สูง บ่งบอก ถึงภูมิรู้ของผู้เขียน บางครั้งแนวคิดเป็นปรัชญาลึกซึ้ง 9. ตัวละคร ตัวละครที่ผู้เขียนสร้างขึ้น นอกจากแสดงบทบาทไปตามโครงเรื่องที่ผู้เขียนสร้างขึ้นแล้ว ยังทำ หน้าที่สื่ออารมณ์ความรู้สึกให้ความเพลิดเพลินแก่ผู้อ่านด้วย ปกติตัวละครหลักจะมี3 ตัว 9.1 ตัวเอก ทำหน้าที่ดำเนินเรื่องไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ 9.2 ตัวขัดแย้ง ทำหน้าที่ขัดขวาง สร้างอุปสรรค ทำให้เนื้อเรื่องสนุกสนาน 9.3 ตัวประกอบ ทำหน้าที่เสริมเรื่องให้ยาวแก้ปัญหา นำไปสู่ความสะเทือนใจของเรื่อง 10. คติจากเรื่อง คติจากเรื่องในหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความแต่ละเรื่อง ควรมีเพียงอย่างเดียว ไม่ ซับซ้อน เพื่อให้เห็นสาระตามแนวคิดของเรื่อง เช่น ความพยายาม คือความสำเร็จแม่รักลูกยิ่งชีวิตตน คนดีย่อม ได้รับ การสรรเสริญ ใครสร้างกรรมใดย่อมได้รับกรรมนั้น ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมหรือ การเสียสละเป็นการให้ที่ยิ่งใหญ่ ฯลฯ คติจากเรื่องจะต้องสอดคล้องกับแก่นของเรื่องเสมอ เช่น หากแก่นของเรื่องเกี่ยวกับ การต่อต้านยาเสพติด ผู้เขียนต้องสร้างตัวละครขึ้นมาโดยเบื้องต้นอาจสร้างให้เขาเป็นคนดีค่อนข้าง มีฐานะ มีชีวิตที่สงบสุขแต่ต่อมาเขาเดินทางผิดลุ่มหลงสิ่งเสพติดจากการชักนำของเพื่อนที่ไม่ดีติดยาบ้าจนตัวเองเสีย อนาคต ต้องกลายเป็นขโมยเพื่อหาเงินไปซื้อยาบ้า ครอบครัวจึงลำบาก สังคมพลอยเดือดร้อน สุดท้ายเขาต้อง ไปนอนชดใช้กรรมอยู่ในคุก ทำให้ผู้อ่านสรุปคติของเรื่องได้ว่า“ยาเสพติดเป็นภัยต่อชีวิต ต่อครอบครัว ต่อสังคม จึงไม่ควรไปเกี่ยวข้องกับสิ่งเสพติดทั้งปวง” 11. สำนวนภาษา การเขียนหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความเขียนได้ทั้งร้อยแก้วและร้อยกรอง แต่เรื่องที่ เขียนต้องคำนึงถึงวัยของเด็กเป็นสำคัญ เพราะเด็กแต่ละวัยมีวุฒิภาวะ ความพร้อม และประสบการณ์ที่ แตกต่างกัน เขียนให้เด็กก่อนวัยเรียนอ่านก็อย่างหนึ่ง เขียนให้เด็กประถมศึกษาอ่าน ก็อย่างหนึ่ง เขียนให้ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาอ่านก็อีกอย่างหนึ่ง สำนวนภาษาที่ดีต้องไพเราะ สละสลวย ใช้คำง่าย เข้าใจง่าย ไม่ ควรใช้คำยาก สำนวนภาษาที่ดีนั้นเมื่อเด็กอ่านแล้วจะต้องเข้าใจได้ทันที 5. การสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่าน 5.1 ความหมายของหนังสือส่งเสริมการอ่าน กรมวิชาการ (2552) ได้ให้ความหมายของหนังสือส่งเสริมการอ่านว่าเป็นหนังสือที่จัดทำขึ้น สำหรับ ให้นักเรียนใช้ควบคู่กับการเรียน นอกจากนั้นหนังสือประกอบการเรียนก็จัดเป็นหนังสือสำหรับเด็กประเภท
46 หนึ่งด้วย นั่นคือ เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นเพื่อให้เด็กใช้ในการฟัง การอ่าน และการเรียนรู้ ด้วยเนื้อหาสาระที่มุ่ง ให้ความรู้ ความคิด และสาระอันเป็นประโยชน์ต่อการอ่าน หรือให้ความเพลิดเพลิน และจรรโลงจิตใจผู้อ่านอย่าง หนึ่งอย่างใด หรือให้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลินร่วมกันไป โดยใช้ แนวเขียนแบบสารคดีและบันเทิงคดี รวมทั้งการจัดรูปเล่มที่เหมาะสมแก่วัยความสนใจ และความสามารถในการอ่านของผู้อ่าน ซึ่งจากความหมาย ของหนังสือประกอบการเรียนนี้ผู้ศึกษาได้นำแนวคิดมากำหนดกรอบในการสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่าน จำนวน 10เล่ม โดยผู้ศึกษาได้คำนึงถึงการจัดรูปเล่ม ขนาดตัวอักษร ภาพประกอบ เนื้อหาสาระที่จะช่วยให้ ผู้เรียนสนใจที่จะเรียนรู้ 5.2 ลักษณะของหนังสือสำหรับเด็ก กระทรวงศึกษาธิการ (2552) กล่าวถึงลักษณะของหนังสือที่ดีสำหรับเด็ก ดังนี้เรื่อง (Story) ดี กล่าวคือ มีเนื้อหา มีวัตถุประสงค์และแก่นเรื่องบ่งบอกชัดเจน หนังสือสำหรับเด็กเล็กควรมีวัตถุประสงค์หรือ แก่นเรื่องหรือแนวคิดที่ชัดเจนแต่เพียงเรื่องเดียว ไม่ควรมีหลายเรื่อง เพราะจะทำให้ผู้อ่านในวัยนี้สับสนได้ง่าย หรือไม่ควรเป็นเรื่องที่มีเนื้อหาเน้นหลายๆ เรื่องอย่างซับซ้อนอยู่ในเรื่องเดียว โดยไปคลี่คลายเอาในตอนจบดัง เรื่องของผู้ใหญ่ การให้สิ่งที่เหมาะสมกับสภาพของเด็กเป็นการดีกว่าให้เรียนรู้เรื่องของผู้ใหญ่ที่มีความซับซ้อน ในเวลาเร็วเกินไป นอกจากนี้แล้วเนื้อหาต้องมีความยากง่ายเหมาะสมแต่ละวัย การเลือกเนื้อหาต้องพิจารณาให้ เหมาะสมกับวัยความสามารถในการอ่านและความสนใจในการอ่านของผู้อ่านตามระดับวัย เช่น หนังสือเด็กเล็ก และประถมศึกษาตอนต้น ๆ เนื้อหาควรสนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่มีบทบรรยายมากนัก มีเรื่องราวแสดงความ เคลื่อนไหวของตัวละคร มีการดำเนินเรื่องของตัวละครอย่างรวดเร็ว ใช้ตัวละครที่เหมาะสม ไม่มีตัวละครมาก มีบทสนทนาพอสมควร และรูปแบบในการเสนอเนื้อหามีหลายรูปแบบ ทั้งนิยาย นิทาน นิทานพื้นเมือง เรื่อง สั้น สารคดี ฯลฯ รวมทั้งบทร้อยกรองทุกรูปแบบ แนวการเขียนนี้ควรเลือกให้เหมาะสมกับประเภทของ เนื้อหาและวัตถุประสงค์ของเนื้อหา เมื่อเลือกใช้ประเภทใดจะต้องใช้อย่างถูกต้องตามรูปแบบให้เด็กอ่านและ เข้าใจด้วยตนเอง ภาพประกอบ (Illustration)ดีหนังสือสำหรับเด็ก ภาพประกอบเป็นส่วนสำคัญของหนังสือสำหรับ เด็ก หนังสือสำหรับเด็กต้องมีภาพเสมอจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับวัยของผู้อ่าน เด็กอายุน้อยต้องมีภาพมาก เด็กอายุมากภาพก็น้อยลงได้ ประเภทของภาพควรเหมาะสมกับเนื้อหาของหนังสือประเภทนั้นๆ เช่น การ์ตูน ลายเส้น หรือภาพถ่าย สีของภาพก็สำคัญ ความแตกต่างของภาพสีกับภาพขาวดำขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ หลายอย่าง โดยเฉพาะวัยของเด็ก เด็กเล็กชอบสีสดใสมากกว่าขาวดำ แต่เด็กโตชอบทั้งสองอย่าง แต่ต้อง ระมัดระวังเกี่ยวกับความชัดเจน หรือรายละเอียดมากเกินไป การใช้ภาษา (Language) ดีภาษาและสำนวนภาษาที่ใช้ หนังสือเด็กต้องใช้ “คำง่าย”ไม่ต้อง แปล ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง หลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์ยากหรือศัพท์วิชาการต่าง ๆ ใช้ประโยคสั้น ๆ ในที่นี้“คำง่าย” หมายความว่าเป็นคำที่ผู้เขียนเลือกใช้ได้เหมาะสมกับเนื้อหาสั้น กระชับ ใจความไม่ต้องการแปลอีกครั้งหนึ่ง หนังสือสำหรับเด็กควรใช้ประโยคสั้นๆ ไม่ยาวนัก ส่วนการเลือกตัวอักษรไม่ควรใช้ตัวอักษรประดิษฐ์บรรจง ให้ใช้ตัวอักษรที่อ่านง่ายชัดเจน ขนาดของตัวอักษรขึ้นอยู่กับปริมาณเนื้อหาของเรื่อง หรือความยาวของเรื่อง
47 รูปเล่มหนังสือและวัยของผู้อ่าน หากเป็นเด็กเล็กถึงชั้นประถมศึกษาตอนต้น (ป.1–ป.3) ควรใช้ขนาดประมาณ 22–28 พอยท์ ส่วนเด็กประถมศึกษาตอนปลายใช้ขนาด18–20 พอยท์ รูปเล่ม (Format) ดีหนังสือสำหรับเด็กควรมีขนาดกะทัดรัด ไม่ใหญ่ กว้างหรือยาว เล็ก เกินไปเพราะ เด็กจะถือไม่สะดวก อีกทั้งกล้ามเนื้อและนิ้วมือยังไม่แข็งแรงพอจะรับของเล็กหรือใหญ่มากเกินไป หนังสือ สำหรับเด็กเริ่มเรียนประถมศึกษาตอนต้น จำนวนหน้าควรอยู่ในระหว่าง 5–16 หน้า, 8-24 หน้า ประถมศึกษาตอนปลายประมาณ 16–32 หน้า หรือ 16-48 หน้า การเย็บรูปเล่มควรมีความแข็งแรงทนทาน ต่อการหยิบใช้ของเด็ก การเย็บเล่มมีหลายชนิด เช่น เย็บอก เย็บสัน เย็บถี่ เย็บไส้สันทากาว เป็นต้น การ เลือกเย็บเล่มพิจารณาจากจำนวนหน้าหนังสือ ชนิดกระดาษและปกหนังสือ ลักษณะของหนังสือที่ดีสำหรับเด็กจะต้องคำนึงถึง วัตถุประสงค์ชัดเจน เนื้อหาความยากง่าย เหมาะสมกับวัย รูปแบบการนำเสนอถูกต้อง ภาพเหมาะสมกับเนื้อหา ภาษาใช้“คำง่าย” ขนาดและรูปแบบ ตัวอักษรอ่านง่ายและชัดเจน รูปเล่มขนาดกะทัดรัด ซึ่งผู้ศึกษาใช้เป็นแนวทางในการสร้างหนังสือส่งเสริมการ อ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยมีการกำหนดวัตถุประสงค์วิเคราะห์เนื้อหา เลือก ภาษาที่ใช้เป็นร้อยแก้ว ขนาดตัวอักษร ภาพประกอบ และลักษณะของรูปเล่มให้เหมาะกับวัยของผู้เรียน 6. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการอ่าน 6.1 ความหมายของการอ่าน บันลือ พฤกษะวัน (2549) กล่าวว่าการอ่าน หมายถึง การแปลตัวอักษร (สัญลักษณ์) ออกมา เป็นคำพูด (เสียง) และมีความหมายที่ใช้สื่อความคิดระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่าน (ผู้ฟัง)ซึ่งบางครั้งไม่จำเป็นต้อง ออกเสียงก็เข้าใจความหมายกันได้ วรรณี โสมประยูร (2553) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง กระบวนการทางสมองที่ต้องใช้สายตา สัมผัสตัวอักษรหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ รับรู้และเข้าใจความหมายของคำหรือสัญลักษณ์ โดยแปลออกมาเป็น ความหมายที่ใช้สื่อความคิดและความรู้ระหว่างผู้เขียนกับผู้อ่านให้เข้าใจตรงกัน และผู้อ่านสามารถนำเอา ความหมายนั้น ๆ ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ทัศนีย์ ศุภเมธี (2548) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง การแปลสัญลักษณ์ที่เขียนหรือพิมพ์ให้มี ความหมายออกมา สัญลักษณ์ในภาษาไทย คือ คำหรือข้อความจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก การสอนอ่านเพื่อนักเรียน จะต้องเข้าใจความหมายและนำไปใช้ในการพูดและเขียนได้อย่างถูกต้อง กองเทพ เคลือบพณิชกุล (2542) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง กระบวนการหนึ่งของ การสื่อสาร เป็นขั้นตอนของการรับสาร โดยผู้อ่านใช้ประสาทสัมผัสทางตารับภาพคือตัวอักษรหรือสัญลักษณ์อื่นใดผ่าน กระบวนการทางความคิดเพื่อทำความเข้าใจในเรื่องราวนั้น แล้วตีความหมายออกมาทั้งความหมายตรงและ ความหมายแฝงอย่างถูกต้อง และตรงตามวัตถุประสงค์ของผู้เขียนแล้วยังสามารถสรุปความหมาย แนวความคิดตามขั้นตอน โดยใช้สมรรถภาพของการอ่านตามลำดับจนสามารถนำความหมายมาประยุกต์ใช้ วิจารณ์ หรือประเมินคุณค่าของงานเขียนได้โดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมเป็นพื้นฐาน
48 ผกาศรี เย็นบุตร (2543) กล่าวว่า การอ่าน หมายถึง กระบวนการค้นหาความหมาย หรือความ เข้าใจจากตัวหนังสือหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสบการณ์ของผู้อ่าน จากความหมายของการอ่านสรุปได้ว่า การอ่านเป็นการรับสาร รับรู้ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ ของผู้อ่านเพื่อทำความเข้าใจความหมายของสิ่งนั้น แล้วแปลออกมาเป็นความคิดที่สามารถนำไปใช้ให้เป็น ประโยชน์เพื่อพัฒนาตนเองทางด้านสติปัญญา อารมณ์และสังคมต่อไป 6.2 ความสำคัญของการอ่าน สุจริต เพียรชอบ และ สายใจ อินทรัมพรรย์ (2543) กล่าวว่า ทักษะการอ่านเป็นทักษะที่สำคัญ มาก และใช้มากในชีวิตประจำวัน เพราะเป็นทักษะที่นักเรียนใช้แสวงหาสรรพวิทยาการต่าง ๆ เพื่อความ บันเทิงใจและการพักผ่อนหย่อนใจ ผู้ที่มีนิสัยรักการอ่านจะมีทักษะในการอ่าน มีอัตราเร็วในการอ่านสูง ย่อม แสวงหาความรู้และศึกษาเล่าเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถนำความรู้ที่ได้จากการอ่านไปใช้ในการพูด การเขียนได้เป็นอย่างดีหากนักเรียนที่มีพื้นฐานในการอ่านดีแล้วย่อมสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือใน การศึกษาหาความรู้ในสาขาวิชาอื่น ๆ ได้ วรรณี โสมประยูร (2553) กล่าวว่า การอ่านมีความสำคัญต่อคนทุกเพศ ทุกวัยและทุกสาขา อาชีพ ซึ่งอาจกล่าวสรุปได้ดังนี้ 1) การอ่านเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งในการศึกษาเล่าเรียนทุกระดับ ผู้เรียนจำเป็นต้องอาศัยการอ่าน ทำความเข้าใจเนื้อหาสาระของวิชาการต่าง ๆ เพื่อให้ตนเองได้รับความรู้และประสบการณ์ตามที่ต้องการ 2) ในชีวิตประจำวันโดยทั่วไปคนเราต้องอาศัยการอ่าน ติดต่อสื่อสารเพื่อทำความเข้าใจกับ บุคคลอื่นร่วมไปกับทักษะการฟัง การพูด การอ่านและการเขียน ทั้งในด้านภารกิจส่วนตัวและ การประกอบ อาชีพการงานต่าง ๆ ในสังคม 3) การอ่านช่วยให้บุคคลสามารถนำความรู้และประสบการณ์จากสิ่งที่อ่านไปปรับปรุงและ พัฒนาอาชีพหรือธุรกิจการงานที่ตัวเองทำอยู่ให้เจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จได้ในที่สุด 4) การอ่านสามารถสนองความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น ช่วยให้มั่นคง ปลอดภัย ช่วยให้ได้ประสบการณ์ใหม่ ช่วยให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ช่วยให้มีเกียรติและ ชื่อเสียง 5) การอ่านทั้งหลายจะช่วยให้บุคคลได้ขยายความรู้และประสบการณ์เพิ่มขึ้นอย่างลึกซึ้งและ กว้างขวาง ทำให้รอบรู้ เกิดความมั่นใจในการพูดปราศรัย การบรรยายหรืออภิปรายปัญหาต่าง ๆ นับว่าเป็น การเพิ่มบุคลิกภาพ และความน่าเชื่อถือให้กับตนเอง 6) การอ่านหนังสือหรือหนังสือพิมพ์หลายชนิด นับว่าเป็นกิจกรรมนันทนาการที่น่าสนใจมาก เป็นการช่วยให้บุคคลรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์และเกิดความเพลิดเพลินสนุกสนานได้เป็นอย่างดี 7) การอ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในอดีต เช่น ศิลาจารึก ประวัติศาสตร์ และเอกสารสำคัญ วรรณคดีจะช่วยให้บุคคลรู้จักอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมคนไทยเอาไว้ และสามารถพัฒนาให้เจริญรุ่งเรือง อีกต่อไปได้
49 กองเทพ เคลือบพณิชกุล (2542) กล่าวว่า การอ่านเป็นทักษะที่มนุษย์ใช้ในการรับสาร มนุษย์ใช้ ทักษะการอ่านเพื่อสร้างความเข้าใจทางภาษา จึงมีความจำเป็นในชีวิตประจำวันทุกคนจะต้องอ่านข่าวสาร เรื่องราวต่าง ๆ จึงจะมีความรู้ทันโลก ทันเหตุการณ์ การอ่านจึงเป็นวิธีการรับสาร แปลสารให้เป็นความหมาย เพื่อการรับรู้และความเข้าใจเรื่องที่อ่าน ในปัจจุบันการอ่านนับว่ามีความสำคัญและจำเป็นต่อชีวิตคนเรา เนื่องจากเป็นยุคข้อมูลข่าวสาร เราจึงต้องอ่านข่าวสาร แสวงหาความรู้ ความเจริญทางเทคโนโลยีใหม่ ๆ เหตุการณ์ต่าง ๆ ข่าวสารต่าง ๆ จะส่งผ่านมวลชน เช่น หนังสือพิมพ์ วารสารหนังสือทางวิชาการ วิทยุและ โทรทัศน์ตลอดเวลา จึงจะทันโลกทันเหตุการณ์ จากความสำคัญของการอ่านข้างต้น สรุปได้ว่า การอ่านมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมนุษย์ที่จะ เป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ใช้ในการติดต่อสื่อสาร ช่วยพัฒนาอาชีพ สามารถสนอง ความต้องการ ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เป็นกิจกรรมนันทนาการอย่างหนึ่งของบุคคล ช่วยให้บุคคลได้รู้จักอนุรักษ์มรดกทาง วัฒนธรรมของตนเองไว้ และช่วยให้บุคคลมีความรู้เท่าทันโลก ทันเหตุการณ์ 6.3 ประเภทของการอ่าน มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2547) กองเทพ เคลือบพณิชกุล และ วรรณี โสมประยูร (2553) แบ่งการอ่านออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) การอ่านออกเสียง เป็นกระบวนการต่อเนื่องระหว่างสายตา สมองและการเปล่งเสียงออกทาง ช่องปาก นั่นคือสายตาจะต้องจับต้องตัวอักษรและเครื่องหมายต่างๆ ที่เขียนไว้แล้วสมองจะประมวลให้เป็น ถ้อยคำ จากนั้นจึงเปล่งเสียงออกมาให้เป็นถ้อยคำที่สมบูรณ์การอ่านออกเสียงจะต้องเกี่ยวข้องกับผู้ฟังด้วย เพราะเป็นวิธีสื่อความหมายให้เข้าใจกันได้อย่างหนึ่ง 2) การอ่านในใจเป็นลักษณะการอ่านที่ไม่ออกเสียง และไม่ใช้อวัยวะที่ช่วยในการออกเสียง เคลื่อนไหวเลย คงใช้เฉพาะสายตากวาดไปบนหนังสือ ตารับภาพแล้วส่งสัญญาณผ่านประสาทตาไปยัง ประสาทสมองให้รับรู้เพื่อจดจำตีความหมายต่าง ๆ การอ่านในใจเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝนให้ถูกต้องรวดเร็ว ผู้อ่านสามารถรับรู้เรื่องราวจากการ อ่านในใจมากกว่าการอ่านออกเสียง จึงเป็นการอ่านที่ให้ตนเองเท่านั้นรับรู้ การอ่านในใจ ใช้พลังงานในการ อ่านน้อยกว่าการอ่านออกเสียง ได้ปริมาณมากกว่าและเป็นทักษะที่สามารถฝึกฝน ให้มีประสิทธิภาพได้ การ อ่านในใจที่มีประสิทธิภาพนั้นจะพิจารณาได้จากสิ่งสำคัญ 2 ประการ คือ ความสามารถในการรับรู้ จดจำ เข้าใจและความเร็วในการอ่าน ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งจะถือว่าเป็นนักอ่านที่ดีไม่ได้ 6.4 วิธีสอนอ่านแบบต่าง ๆ วรรณี โสมประยูร (2553) กล่าวว่า วิธีสอนอ่านมีหลายวิธีแต่ละวิธีมีข้อดีและข้อบกพร่อง แตกต่างกัน ครูจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในแต่ละวิธีเพื่อเลือกวิธีอ่านให้เหมาะสมกับเนื้อหาและทักษะที่ ต้องการพัฒนาในตัวผู้เรียน นอกจากนี้ครูจะต้องเข้าใจวิธีบูรณาการเข้าด้วยกัน วิธีสอนที่นิยมใช้กันมากใน ปัจจุบันมีดังต่อไปนี้ 1) วิธีสอนอ่านแบบแจกลูก วิธีนี้ใช้มาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นการสอนให้นักเรียนรู้จักรูปและ เสียงอักษรทุกตัว เพื่อให้นักเรียนรู้จักการประสมคำ ซึ่งมีทั้งการแจกพยัญชนะและสระ เช่น กะ กา กิ กี กึ
50 กือ กุ กู, กา ขา มา นา ตา วา ยา รวมทั้งการผันวรรณยุกต์ที่แยกออกตามอักษรสูง กลาง ต่ำ เช่น กา ก่า ก้า ก๊า ก๋า, ขา ข่า ข้า, คา ค่า ค้า เป็นต้น วิธีการสอนอ่านแบบแจกลูกนี้เป็นวิธีการสอนที่ช่วยให้เด็กเรียนคำ ใหม่ได้ง่าย อ่านออกเสียงได้ดี แต่บางครั้งทำให้นักเรียนไม่สนใจการอ่าน เพราะไม่ค่อยเข้าใจความหมายของ คำและทำให้ขาดทักษะการอ่านเร็ว วิธีสอนนี้จะได้ผลดีก็ต่อเมื่อเด็กโตพอที่จะรู้เหตุผลได้ดีแล้ว เช่น ในตอน ปลายปีของชั้น ป.1 อย่างไรก็ดีการสอนอ่านแบบแจกลูกตลอดไปย่อมไม่ได้ผลดี เพราะจะทำให้เด็กมัวสนใจ ต่อเสียงและการผสมอักษรจนลืมนึกถึงความหมายของคำ 2) วิธีการสอนอ่านแบบสะกดคำ ในด้านทักษะการอ่านและการเขียนนั้นย่อมจะต้องมีการ สะกดคำ (Spelling) จึงทำให้การอ่านและการสะกดคำมีความสัมพันธ์กันในแง่ของการใช้ทักษะทางภาษา มากพอสมควร ดังที่นักวิจัยทางภาษาของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้รายงานไว้ว่าในระดับประถมศึกษาเด็กที่ สะกดคำเก่งมักจะเป็นเด็กที่อ่านเก่ง และเด็กสามารถสะกดคำที่เขาสามารถอ่านออก ได้แม่นยำกว่าคำที่เขาอ่าน ไม่ออก ก) วิธีสอนอ่านแบบเป็นคำเป็นประโยค วิธีการสอนอ่านแบบนี้จะช่วยให้นักเรียนสนใจอ่าน หนังสือ เรียนรู้และเข้าใจความหมายของคำหรือประโยคและเรื่องราวที่อ่านได้เป็นอย่างดี ทำให้นักเรียน สามารถอ่านได้เร็ว เพราะสามารถกวาดสายตาไปได้ 2-3 คำ นอกจากนี้ยังช่วยให้นำความเข้าใจจากการอ่าน ไปใช้ได้เลย การสอนอ่านโดยวิธีนี้ให้กับเด็กชั้น ป.1-3 แล้ว ใช้วิธีสอนอ่านแบบแจกลูกในช่วงเวลาที่เหมาะสม ปนกันทั้งสองอย่างจะได้ประโยชน์มากที่สุดและจะช่วยให้การอ่านของเด็กประถมศึกษาตอนต้นดำเนินไปได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ข) วิธีการสอนอ่านแบบใช้แผนภูมิประสบการณ์ แผนภูมิประสบการณ์มีหลายชนิด ซึ่งครูและ นักเรียนสามารถช่วยกันสร้างขึ้นมาได้ แผนภูมิที่ดีจะเป็นอุปกรณ์หรือสื่อการสอนที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการ สอนอ่าน การสอนโดยวิธีนี้จะช่วยให้นักเรียนอ่านคำหรือประโยคได้รวดเร็วและมีความหมายมากขึ้น และ นักเรียนสามารถนำความคิดที่ได้จากแผนภูมิไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ดี นอกจากนี้ครูยังสามารถใช้แผนภูมิ การอ่านควบคู่ไปกับวิธีการสอนอ่านแบบอื่น ๆ ได้ทุกแบบและใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ดี นอกจากนี้ครูยัง สามารถใช้แผนภูมิการอ่านควบคู่ไปกับวิธีการสอนอ่านแบบอื่น ๆ ได้ทุกแบบและใช้ได้ดีกับทุกกลุ่ม ประสบการณ์ 6.5 หลักการสอนอ่าน วรรณี โสมประยูร (2553) กล่าวว่า การอ่านจะทำให้เกิดความเพลิดเพลินและนำไปใช้ ประโยชน์แก่ผู้อ่านได้ดี ทำให้การอ่านมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จะต้องมีหลักในการสอนอ่านดังนี้ 1) ความพร้อมของเด็ก ในการสอนครูจะต้องตรวจและสร้างความพร้อมทางร่างกายเกี่ยวกับ สายตา เช่น การกวาดสายตาจากซ้ายไปขวา ความพร้อมเกี่ยวกับการสังเกต เปรียบเทียบ จำแนกแยกแยะ สิ่งของ การรู้จักสิ่งของทั้งของจริงและภาพ การออกเสียงเรียกชื่อสิ่งของต่างๆ รวมทั้งครูจะต้องทำให้การ อ่านง่ายและสนุกสนานไปด้วย 2) ความต้องการของเด็ก ครูจะต้องทราบความต้องการของเด็กเป็นรายบุคคล ครูผู้สอน อาจจะต้องรู้และเข้าใจธรรมชาติของเด็กว่า เด็กทุกคนอยากรู้ อยากโต อยากโชว์ อยากช่วย ครูจะต้องรู้จัก