51 กระตุ้นความต้องการของเด็กให้มาสัมพันธ์กับการอ่าน โดยชักนำให้เด็กอ่านมาก ๆ จะได้มีความรู้มากเพื่อจะ ได้นำไปพูดไปแสดงได้ 3) ประสบการณ์ของเด็ก เด็กที่มีฐานะทางบ้าน ทางสังคมและทางเศรษฐกิจดีจะทำให้เด็กมี ประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาก ตรงกันข้ามกับเด็กที่มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมไม่ดีจะขาด ประสบการณ์ในการอ่าน ดังนั้นครูจะต้องสร้างประสบการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น นำภาพสถานที่ ภาพพืช ภาพสัตว์ ภาพสิ่งของ ฯลฯ มาให้นักเรียนมีประสบการณ์มาก จะช่วยให้เด็กอ่านอย่างเข้าใจและมี ความหมายสำหรับเด็กมากยิ่งขึ้น 4) ความสามารถในการรับรู้ของเด็ก เด็กมีความสามารถรับรู้แตกต่างกันตามระดับสติปัญญา ประสบการณ์และการเรียนรู้ บางคนรับรู้ได้เร็ว จำได้ดี ทำให้มีประสบการณ์มาก ดังนั้น ครูจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับความสามารถของเด็กแต่ละคน จึงจะสามารถปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริมให้เด็กมีการรับรู้ได้ ดีขึ้น 6.6 ปัจจัยที่ทำให้การอ่านสัมฤทธิ์ผล คณาจารย์ภาควิชาภาษาไทยเพื่อการสื่อสาร คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (2541) กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้การอ่านสัมฤทธิ์ผล มีดังนี้ 1) ประสบการณ์ ประสบการณ์ที่ต่างกันทำให้ผลสัมฤทธิ์ในการอ่านต่างกัน จากการวิจัย พบว่า บุคคลที่ครอบครัวปลูกฝังให้รักการอ่านหนังสือ ได้ยินได้ฟังภาษาที่ดีหรือมีคนอ่านหนังสือให้ฟังจะพัฒนา ความสามารถในการอ่านได้ดีกว่าบุคคลที่ไม่มีประสบการณ์ในการอ่าน 2) วุฒิภาวะ วุฒิภาวะจะเป็นสิ่งแสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการเรียนรู้ของบุคคล การเปลี่ยนแปลงของวุฒิภาวะจะเป็นไปตามลำดับขั้นตอน ความพร้อมด้านวุฒิภาวะอาจสังเกตจากข้อสรุป ดังต่อไปนี้ 2.1 อยู่ในวัยที่เหมาะสมกับการเรียนรู้นั้นหรือไม่ 2.2 ได้รับการสะสมประสบการณ์มามากน้อยเพียงใด 2.3 มีพัฒนาการทางร่างกายเป็นปกติหรือไม่ 3) สติปัญญา สติปัญญามีส่วนสำคัญที่ทำให้การอ่านประสบความสำเร็จเพราะสติปัญญาเป็น เครื่องแสดงถึงความสามารถในการเรียนรู้ ผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการอ่านต้องสามารถจำรูปคำต่าง ๆ สามารถคิดในสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ สามารถลำดับเรื่องราวตามขั้นตอนได้ ตลอดจนสามารถตีความและ แสดงความคิดเห็นด้วยคำพูดของตนได้ ซึ่งความสามารถเหล่านี้ล้วนอาศัยสติปัญญาทั้งสิ้น 6.7 ปัญหาสำคัญที่มีผลต่อการอ่าน สุนันทา มั่นเศรษฐกิจวิทย์ (2549) ได้กล่าวถึงปัญหาที่มีผลต่อการอ่าน ดังนี้ 1) ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตัวครู ครูไม่เข้าใจวิธีการสอนอ่านอย่างแท้จริง ส่วนมากจะกำหนด วัตถุประสงค์ให้นักเรียนอ่านเอาเรื่องโดยไม่มีวัตถุประสงค์อื่น ซึ่งถ้าครูสอนให้นักเรียนบรรลุวัตถุประสงค์ของ การอ่านในลักษณะต่าง ๆ ตามความสามารถ นักเรียนจะนำเอาวิธีการอ่านไปใช้ประโยชน์ในการเรียน นอกจากนี้ยังพบว่าครูที่สอนมีความรู้ไม่เพียงพอ
52 2) ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับตัวนักเรียนซึ่งมาจากสังคมที่มีลักษณะแตกต่างกันและระดับ ความสามารถในการอ่านแตกต่างกันด้วย บางคนอาจมีปัญหาในครอบครัวที่ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่จาก บิดามารดา ในทางตรงกันข้ามก็มีนักเรียนอีกจำนวนหนึ่งที่บิดามารดาดูแลเอาใจใส่มาก เมื่อมาอยู่ในห้อง เดียวกันความสามารถในการอ่านและประสบการณ์ทางภาษาจึงแตกต่างกัน ทำให้ครูต้องจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนให้เหมาะสมกับลักษณะและความสามารถของแต่ละคน สภาพแวดล้อมในครอบครัวมิใช่จะเป็น ปัญหาแต่กับนักเรียนเท่านั้น บางคนยังมีปัญหากับสภาพร่างกายและจิตใจ ซึ่งมีผลทำให้การอ่านไม่พัฒนา เท่าที่ควร 3) ปัญหาเกี่ยวกับทางโรงเรียน เช่น วัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้ในการพัฒนาการอ่านไม่เพียงพอ รัฐไม่ สามารถจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับความต้องการ ครูจึงเป็นบุคคลสำคัญที่ควรริเริ่มหา สื่อทางอื่นมา ช่วยพัฒนาการอ่านให้เพิ่มมากขึ้น 7. การสร้างแบบฝึกทักษะ 7.1 ความหมายและความสำคัญของแบบฝึกทักษะ วิมลรัตน์ สุนทรวิโรจน์ (2549) และ พนมวัน วรดลย์ (2542)ได้กล่าวถึงความหมายและ ความสำคัญของแบบฝึก คือ แบบฝึกเป็นอุปกรณ์การสอนอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการเรียนการสอน เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ได้วางไว้ แบบฝึกเป็นเทคนิคการสอนที่สนุกวิธีหนึ่ง กล่าวคือ การให้นักเรียนได้ทำ แบบฝึกมาก ๆ สิ่งที่จะช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการทางการเรียนรู้ในเนื้อหาวิชานั้นได้ดีขึ้น เพราะนักเรียนมี โอกาสนำความรู้ที่เรียนมาแล้ว มาฝึกให้เกิดความเข้าใจกว้างขวางยิ่งขึ้น ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของครูผู้สอน โดยตรงที่จะต้องสร้างแบบฝึกให้เหมาะสมกับเรื่องที่สอน เพื่อให้เกิดทักษะและเข้าใจมากขึ้น ครูจึงต้อง คำนึงถึงวิธีการสอนการเตรียมบทเรียนและเลือกแบบฝึกหัดประกอบนอกจากแบบเรียนเพื่อให้การสอน ประสบผลดียิ่งขึ้นและให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ สรุป แบบฝึกหรือแบบฝึกหัด หรือแบบฝึกเสริมทักษะ หรือแบบฝึกทักษะ คือ แบบฝึกที่ให้ ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติเพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และมีทักษะเพิ่มขึ้น ผู้ศึกษาได้นำแนวคิดดังกล่าว มาสร้างแบบ ฝึก การอ่านจับใจความ จำนวน 10ชุด 40 แบบฝึก เพื่อให้ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกฝนเพิ่มเติมจากที่ เรียนในชั้นเรียน 7.2 ลักษณะที่ดีของแบบฝึกทักษะ วิมลรัตน์ สุนทรวิโรจน์ (2549) และ วิไล พิพัฒน์มงคลพร (2544) กล่าวถึง ลักษณะที่ดีของ แบบฝึกดังนี้ควรมีคำชี้แจงหรือตัวอย่างที่ใช้ภาษาที่ง่าย ๆสั้น ๆ นักเรียนสามารถทำตามได้ ประโยคและ คำศัพท์ควรใกล้เคียงกับที่ใช้ในชีวิตประจำวันและเหมาะสมกับวัยของนักเรียน เนื้อหาควรเชื่อมโยงสิ่งที่ เรียนรู้แล้วกับสิ่งที่ต้องการให้เรียนรู้ใหม่ และควรมีโครงสร้างหรือรูปแบบที่หลายๆ ลักษณะในเรื่องเดียวกัน ควรใช้คำถามในเนื้อหาที่กำลังเรียนอยู่ หรือที่เรียนมาแล้ว หรือที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ตั้งจุดหมายในเรื่องที่จะ ฝึกให้ชัดเจนและฝึกเป็นเรื่องๆไป จัดเนื้อหาที่จะฝึกให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายและมีจำนวนพอเหมาะที่จะ ทำให้การฝึกนั้นเกิดทักษะตามต้องการ แบบฝึกควรสอดคล้องกับจิตวิทยา พัฒนาการและลำดับขั้นการเรียนรู้ ของนักเรียนในระดับประถมศึกษาตอนต้น แบบฝึกควรมีรูปภาพ สีสวยจูงใจ กระตุ้นให้นักเรียนสนใจ สิ่งที่จะ
53 ฝึกแต่ละครั้งควรเป็นบทฝึกสั้น ๆ ใช้เวลาน้อย เพราะความสนใจของนักเรียนระดับประถมศึกษามีเพียง 15- 20 นาที และแบบฝึกควรมีความยากง่ายพอเหมาะแบบฝึกที่ดีควรแนะวิธีสอนของครู และวิธีที่ทำให้นักเรียน เกิดการเรียนรู้ได้ ส่งเสริมให้นักเรียนได้ฝึกความทรงจำ วิเคราะห์ สังเคราะห์ การนำไปใช้ ฝึกความคิด สร้างสรรค์ ส่งเสริมให้นักเรียนมีนิสัยรักการอ่านและรู้จักค้นคว้าด้วยตนเอง และเนื้อหาที่จะนำมาสร้างแบบ ฝึกก็ควรมีลักษณะ ดังนี้ เป็นเนื้อหาที่นักเรียนเรียนมาแล้ว เหมาะสมกับระดับวัยหรือความสามารถของ ผู้เรียน เป็นสิ่งที่น่าสนใจ ท้าทายให้นักเรียนแสดงความสามารถ เปิดโอกาสให้นักเรียนเลือกทั้งแบบตอบอย่าง จำกัดและตอบอย่างเสรีควรมีหลายรูปแบบ มีความหมายแก่นักเรียนที่ทำแบบฝึกหัด ผู้เรียนสามารถทราบผล การทำแบบฝึกได้โดยง่ายหรือโดยเร็ว มีผลป้อนกลับให้กับผู้เรียน ฝึกให้คิดได้เร็วและสนุกสนาน ปลุกความ สนใจหรือเร้าใจ เหมาะสมกับวัยและความสามารถ สามารถศึกษาด้วยตนเองได้ จากลักษณะของแบบฝึกทักษะที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะที่ดีควรมีคำ ชี้แจงที่ชัดเจน มีรูปภาพประกอบเหมาะสมกับวัย มีความหลากหลาย เรื่องที่ฝึกควรเกี่ยวข้องกับบทเรียน ฝึก ให้นักเรียนได้นำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นแบบฝึกที่ท้าทายความสามารถ จากลักษณะของแบบ ฝึกดังกล่าว ผู้ศึกษาได้นำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบแบบฝึกการอ่านโดยแบบฝึกการอ่านมีความ หลากหลายในรูปแบบการฝึก เนื้อหาสาระผู้เรียนผ่านการเรียนรู้มาแล้ว ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตามศักยภาพ ของตน มีภาพประกอบ มีความยากง่ายเหมาะสม สามารถใช้ฝึกได้ทั้งรายบุคคลและกิจกรรมกลุ่ม 7.3 ลักษณะที่ดีของแบบฝึกหัดเสริม แบบฝึกหัดเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยเสริมทักษะให้กับผู้เรียน การสร้างแบบฝึกให้มี ประสิทธิภาพจึงจำเป็นจะต้องศึกษาองค์ประกอบและลักษณะของแบบฝึกเพื่อเลือกใช้ให้เหมาะสมกับระดับ ความสามารถของนักเรียน วรสุดา บุญยไวโรจน์ (2536) กล่าวแนะนำให้ผู้สร้างแบบฝึกได้ยึดลักษณะของแบบฝึกที่ดีไว้ดังนี้ 1) แบบฝึกหัดที่ดี ควรมีความชัดเจนทั้งคำสั่งและวิธีทำ คำสั่งหรือตัวอย่างแสดงวิธีทำที่ใช้ไม่ควร ยาวเกินไป เพราะจะทำให้เข้าใจยาก ควรปรับปรุงให้ง่ายเหมาะสมกับผู้ใช้ ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนสามารถศึกษา ด้วยตนเองได้ถ้าต้องการ 2) แบบฝึกหัดที่ดีควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดมุ่งหมายของการฝึก ลงทุนน้อย ใช้ได้นานและทันสมัยอยู่เสมอ 3) ภาษาและภาพที่ใช้ในแบบฝึกหัด ควรเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรู้ของผู้เรียน 4) แบบฝึกหัดที่ดีควรแยกฝึกเป็นเรื่องๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป แต่ควรมีกิจกรรมหลาย รูปแบบ เพื่อเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจ และไม่น่าเบื่อหน่ายในการทำ และเพื่อฝึกทักษะใดทักษะหนึ่งจน เกิดความชำนาญ 5) แบบฝึกหัดที่ดี ควรมีทั้งแบบกำหนดคำตอบให้แบบให้ตอบโดยเสรี การเลือกใช้คำ ข้อความ หรือรูปภาพในแบบฝึกหัด ควรเป็นสิ่งที่นักเรียนคุ้นเคยและตรงกับความในใจของนักเรียน เพื่อว่าแบบฝึกหัด ที่สร้างขึ้นจะก่อให้เกิดความเพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้ ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรู้ที่ว่าเด็กมักจะเรียนรู้ได้เร็ว ในการกระทำที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจ
54 6) แบบฝึกหัดที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง ให้รู้จักค้นคว้า รวบรวมสิ่งที่พบ เห็นบ่อยๆ หรือตัวเองเคยใช้ จะทำให้นักเรียนเข้าใจเรื่องนั้น ๆ มากยิ่งขึ้น และจะรู้จักนำความรู้ไปใช้ใน ชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์และมองเห็นว่าสิ่งที่เขาได้ฝึกนั้นมีความหมายต่อเขาตลอดไป 7) แบบฝึกหัดที่ดี ควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่าง กันในหลายๆ ด้าน เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปัญญาและประสบการณ์ ฯลฯ ฉะนั้นการทำแบบฝึกหัดแต่ละเรื่องควรจะทำให้มากพอและมีทุกระดับตั้งแต่ง่าย ปานกลาง จนถึงระดับ ค่อนข้างยาก เพื่อว่าทั้งเด็กเก่ง ปานกลาง และอ่อน จะได้เลือกทำได้ตามความสามารถ ทั้งนี้เพื่อให้เด็กทุกคน ประสบความสำเร็จในการทำแบบฝึกหัด 8) แบบฝึกหัดที่ดี สามารถเร้าความสนใจของนักเรียนได้ตั้งแต่หน้าปกไปจนถึงหน้าสุดท้าย 9) แบบฝึกหัดที่ดีควรได้รับการปรับปรุงควบคู่ไปกับหนังสือแบบเรียนอยู่เสมอและควรใช้ได้ดีทั้ง ในและนอกห้องเรียน 10) แบบฝึกหัดที่ดีควรเป็นแบบฝึกหัดที่สามารถประเมิน และจำแนกความเจริญงอกงามของเด็ก ได้ง่าย วิไล พิพัฒน์มงคลพร (2544) กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกหัดที่ดีไว้ดังนี้ 1) ควรมีคำชี้แจงหรือตัวอย่างที่ใช้ภาษาที่ง่าย ๆ สั้น ๆ นักเรียนสามารถทำตามได้ ประโยคและ คำศัพท์ควรใกล้เคียงกับที่ใช้ในชีวิตประจำวันและเหมาะสมกับวัยของนักเรียน 2) เนื้อหาควรเชื่อมสิ่งที่เรียนรู้แล้วกับสิ่งที่เรียนรู้ใหม่ และควรมีโครงสร้างหรือรูปแบบหลาย ๆ ลักษณะในเรื่องเดียวกัน ควรใช้คำถามในเนื้อหาที่กำลังเรียนอยู่ ที่เรียนมาแล้วหรือใช้ในชีวิตประจำวัน 3) ตั้งจุดหมายในเรื่องที่จะฝึกให้ชัดเจนและฝึกเป็นเรื่องๆ ไป จัดเนื้อหาที่จะฝึกให้สอดคล้องกับ จุดมุ่งหมายและมีจำนวนพอเหมาะที่จะทำให้การฝึกนั้นเกิดทักษะตามที่ต้องการ 4) แบบฝึกควรสอดคล้องกับจิตวิทยา พัฒนาการและลำดับขั้นการเรียนของนักเรียนในระดับ ประถมศึกษาตอนต้น แบบฝึกควรมีรูปภาพ สีสวยจูงใจ กระตุ้นให้นักเรียนสนใจ 5) สิ่งที่จะฝึกแต่ละครั้งควรเป็นแบบฝึกสั้น ๆ ใช้เวลาน้อย เพราะความสนใจของนักเรียนระดับ ประถมศึกษามีเพียง 15-20 นาที และแบบฝึกควรมีความยากง่ายพอเหมาะ 6) แบบฝึกหัดที่ดีควรแนะวิธีสอนของครูและมีวิธีที่ทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ส่งเสริมให้ นักเรียนได้ฝึกความจำ วิเคราะห์ สังเคราะห์ การนำไปใช้ฝึกความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้นักเรียนมีนิสัยรัก การอ่านและรู้จักค้นคว้าด้วยตนเอง จากลักษณะของแบบฝึกหัดที่ดี จึงควรนึกถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง ควรครอบคลุมและสอดคล้องกับเนื้อหา รูปแบบน่าสนใจ คำสั่งชัดเจน เหมาะสมกับวัย มีความหลากหลาย เรื่องที่ฝึกควรเกี่ยวข้องกับบทเรียน ฝึกให้นักเรียนได้นำความรู้ไปใช้ในชีวิต ประจำวันและเป็นแบบฝึกที่ท้า ทายความสามารถ 7.4 ส่วนประกอบของแบบฝึกหรือแบบฝึกหัด
55 7.4.1 คู่มือการใช้แบบฝึกหัด เป็นเอกสารสำคัญประกอบการใช้แบบฝึกหัดว่าใช้เพื่ออะไรและมี วิธีการใช้อย่างไร เช่น ใช้เป็นงานฝึกท้ายบทเรียน ใช้เป็นการบ้าน หรือใช้สอนซ่อมเสริม ควรประกอบด้วย 1) ส่วนประกอบของแบบฝึกจะระบุว่าในแบบฝึกหัดชุดนี้ มีแบบฝึกหัดทั้งหมดกี่ชุด อะไรบ้าง และมีส่วนประกอบอื่น ๆ หรือไม่ เช่น แบบทดสอบหรือแบบบันทึกผลการประเมิน 2) สิ่งที่ครูหรือนักเรียนต้องเตรียม (ถ้ามี) จะเป็นการบอกให้ครูหรือนักเรียนเตรียมตัวให้ พร้อมล่วงหน้าก่อนเรียน 3) จุดประสงค์ในการใช้แบบฝึก 4) ขั้นตอนในการใช้บอกข้อความตามลำดับการใช้และอาจเขียนในรูปของแนวการสอนหรือ แผนการสอนจะชัดเจนยิ่งขึ้น 5) เฉลยแบบฝึกในแต่ละชุด 7.4.2 แบบฝึกเป็นสื่อที่สร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนฝึกทักษะเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ที่ถาวร ควรมี องค์ประกอบ ดังนี้ - ชื่อชุดฝึกในแต่ละชุดย่อย - จุดประสงค์ - คำสั่ง - ตัวอย่าง - ชุดฝึก - ภาพประกอบ - ข้อทดสอบก่อนและหลังเรียน - แบบประเมินบันทึกผลการใช้ 7.5 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ วิมลรัตน์ สุนทรวิโรจน์ (2549) และ วิไล พิพัฒน์มงคลพร (2544) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบ ฝึกทักษะ ดังนี้ ช่วยเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทน ใช้เป็นเครื่องมือวัดความก้าวหน้าและประเมินตนเองของ นักเรียนได้ หลังจากที่เรียนจบบทเรียนในแต่ละครั้ง การทำแบบฝึกหัดทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียน ในบทเรียนนั้น ๆ เพราะมองเห็นจุดเด่น จุดบกพร่องของนักเรียนได้อย่างชัดเจนประโยชน์ในแง่ความแตกต่าง ระหว่างบุคคล นักเรียนแต่ละคนมีความสามารถทางภาษา ต่างกัน การให้แบบฝึกที่เหมาะสมกับความสามารถ จะทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการเรียนมากขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจในบทเรียน เพื่อฝึกทักษะ มี คำถามพลิกแพลงหลายรูปแบบที่นักเรียนจะต้องใช้ความคิดในการตอบ หากนักเรียนได้ทำแบบฝึกบ่อยๆ จะ ช่วยฝึกฝนสติปัญญาไหวพริบให้เกิดความคล่องแคล่วชำนาญยิ่งขึ้น ช่วยให้นักเรียนเกิดความรอบรู้ รู้จักเหตุ และผล รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งจะช่วยให้นักเรียนมีทักษะและประสบการณ์เพียงพอที่จะนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน ส่งเสริมให้เกิดความมั่นใจในตนเอง เพราะนักเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเองได้ค้นคว้า แก้ไขปรับปรุงงานของตนเองอยู่เสมอ ฝึกฝนให้นักเรียนรู้จักการทำงานตามลำพัง รับผิดชอบงานที่ได้รับ มอบหมาย ทำให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น ทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อ การเรียน ครู
56 ได้แนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนเพื่อช่วยให้นักเรียนได้ดีที่สุดตามความสามารถของตนเอง ฝึกให้ นักเรียนมีความเชื่อมั่นและสามารถประเมินความสามารถของตนเองได้ ฝึกให้นักเรียนได้ทำงานด้วยตนเอง ฝึกให้นักเรียนรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลโดยเปิดโอกาสให้ นักเรียนได้ฝึกทักษะของตนเองโดยไม่ต้องคำนึงเวลาและความกดดันอื่น ๆ รัชนี ศรีไพรวรรณ (2547) กล่าวว่า แบบฝึกมีประโยชน์หลายประการ ดังนี้ 1) ทำให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น 2) ทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียน อันเป็นแนวทางในการปรับปรุงการเรียนการ สอนต่อไป ตลอดจนสามารถช่วยให้นักเรียนเรียนได้ดีที่สุดตามความสามารถของเขาด้วย 3) ฝึกให้นักเรียนมีความเชื่อมั่น และสามารถประเมินผลงานของเขาได้ 4) ฝึกให้นักเรียนทำงานได้ตามลำพังโดยมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย ยุพา ยิ้มพงษ์ (2542) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกเสริมทักษะไว้ดังนี้ 1) เป็นส่วนเพิ่มเติมหรือเสริมทักษะในการเรียน 2) ช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษาให้ดียิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้จะต้องอาศัยการส่งเสริมและความช่วยเหลือจาก ครูผู้สอนด้วย 3) ช่วยในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะการให้นักเรียนทำแบบฝึกทักษะที่เหมาะสม กับความสามารถของเขา จะช่วยให้นักเรียนประสบความสำเร็จทางจิตใจมากขึ้น 4) แบบฝึกช่วยเสริมทักษะทางภาษาคงทน ลักษณะการฝึกที่จะช่วยให้เกิดผลดังกล่าว คือ 4.1 ฝึกทันทีหลังจากที่นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องนั้น 4.2 ฝึกซ้ำหลาย ๆ ครั้ง 4.3 เน้นเฉพาะเรื่องที่ฝึก 5) การที่ให้นักเรียนทำแบบฝึกช่วยให้ครูได้มองเห็นจุดเด่น จุดบกพร่องของนักเรียนได้ชัดเจน ซึ่งจะ ช่วยให้ครูได้แก้ไขปัญหานั้น ๆ ได้ทันท่วงที 6) แบบฝึกทักษะที่จัดพิมพ์เรียบร้อยแล้วจะช่วยให้ครูประหยัดแรงงานและเวลาในการที่จะเตรียม สร้างแบบฝึก ในด้านผู้เรียนไม่ต้องเสียเวลาในการออกแบบฝึกหัด ทำให้มีเวลาและโอกาส ในการฝึกทักษะ ด้านอื่น ๆ มากขึ้น ยุพดี พูลเวชประชาสุข (2545) กล่าวว่า แบบฝึกการเขียนสะกดคำช่วยให้นักเรียนสนใจและช่วยฝึก ทักษะให้เขียนสะกดคำได้ถูกต้อง เพราะแบบฝึกหัดช่วยให้นักเรียนรู้คำศัพท์และความหมายของคำซึ่งจะช่วย แก้ปัญหาการอ่านและการเขียนของนักเรียนเป็นรายบุคคลได้และช่วยให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อภาษาไทย วรรณา เครืองเนียม (2541) กล่าวว่า แบบฝึกเป็นเครื่องมือที่จำเป็นต่อการฝึกทักษะทางภาษาของ นักเรียน เป็นประโยชน์สำหรับครูในการสอนทำให้ทราบพัฒนาการทางทักษะทั้ง 4 คือ ฟัง พูด อ่าน และ เขียน โดยเฉพาะทักษะการเขียนครูสามารถรู้ข้อบกพร่องในการใช้ภาษาของนักเรียน ซึ่งจะได้หาทางแก้ไข ปรับปรุงได้อย่างทันท่วงที ทำให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการเรียน วิไล พิพัฒน์มงคลพร (2544) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะไว้ดังนี้
57 1) ช่วยเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทน 2) ใช้เป็นเครื่องมือวัดความก้าวหน้าและประเมินตนเองของนักเรียนได้ หลังจากที่เรียนจบบทเรียน ในแต่ละครั้ง การทำแบบฝึกหัดทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนในบทเรียนนั้น ๆ เพราะมองเห็นจุดเด่น จุดบกพร่องของนักเรียนได้อย่างชัดเจน 3) ประโยชน์ในแง่ความแตกต่างระหว่างบุคคล นักเรียนแต่ละคนมีความสามารถทางภาษาต่างกัน การให้แบบฝึกที่เหมาะสมกับความสามารถจะทำให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการเรียน มากขึ้น 4) เพื่อให้เกิดความเข้าใจในบทเรียน 5) แบบฝึกทักษะมีคำถามพลิกแพลงหลายรูปแบบที่นักเรียนจะต้องใช้ความคิดในการตอบ หากนักเรียน ได้ทำแบบฝึกบ่อย ๆ จะช่วยฝึกฝนสติปัญญาไหวพริบให้เกิดความคล่องแคล่วชำนาญยิ่งขึ้น 6) ช่วยให้นักเรียนเกิดความรอบรู้ รู้จักเหตุและผล รู้จักแก้ปัญหาเฉพาะหน้าซึ่งจะช่วยให้นักเรียน เกิดทักษะและประสบการณ์เพียงพอที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน 7) ส่งเสริมให้เกิดความมั่นใจในตนเอง เพราะนักเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเองได้ค้นคว้า แก้ไข ปรับปรุงงานของตนอยู่เสมอ 8) ฝึกให้นักเรียนรู้จักการทำงานตามลำพัง รับผิดชอบงานที่ได้รับมอบหมาย จากประโยชน์ของแบบฝึก สรุปว่า แบบฝึกที่มีประโยชน์ต่อผู้เรียนและครู คือ ทำให้ผู้เรียนได้มี การฝึกฝนหลังจากการเรียน ซึ่งช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้มากขึ้น ช่วยให้ครูรู้ปัญหาการเรียนของ นักเรียน แล้วนำไปปรับปรุงการเรียนการสอน ช่วยแก้ปัญหาการเรียนของนักเรียนที่มีระดับสติปัญญาและ ความสามารถแตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนมีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย 7.6 การสร้างแบบฝึกทักษะ กระทรวงศึกษาธิการ (2552) ได้เสนอขั้นตอนการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะภาษาไทยไว้ดังนี้ สำรวจปัญหาและความต้องการ เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไปแล้ว ครูผู้สอนย่อมทราบ ดีว่าบรรลุผล ตามวัตถุประสงค์หรือไม่ รวบรวมปัญหา และความต้องการในการแก้ไขปัญหา หรือความต้องการที่จะ พัฒนาการเรียนการสอนในแต่ละจุดประสงค์กำหนดจุดประสงค์ในการสร้างแบบฝึกทักษะให้ชัดเจน เพื่อตอบ คำถามว่าสร้างแบบฝึกเพื่ออะไร ต้องการให้นักเรียนเป็นอย่างไร วิเคราะห์คำที่เรียนในแต่ละจุดประสงค์ว่า ประกอบด้วยคำ และความหมายอย่างไร คำใดที่มักจะมีปัญหาในการอ่านและเขียนรวบรวมคำเหล่านั้นไว้ ศึกษา จิตวิทยาการเรียนรู้ จิตวิทยาการอ่าน การเขียนของนักเรียนในแต่ละขั้นว่าเด็กแต่ละวัยมีความสนใจเรื่อง อะไร ตัวอย่างเช่น จิตวิทยาการอ่าน การเขียนที่นำมาใช้ในการสร้างแบบฝึกทักษะ ประกอบด้วยความ ใกล้ชิด คือ ถ้าใช้สิ่งเร้าการตอบสนองเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันจะสร้างความพอใจให้แก่ผู้เรียน การฝึกหัด คือ การให้ผู้เรียนได้ทำซ้ำ ๆ เพื่อช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจที่แม่นยำ กฎแห่งผล คือ การที่ผู้เรียนได้ทราบผลการทำงานของตนด้วยการเฉลยคำตอบ จะช่วยให้ ผู้เรียนทราบข้อบกพร่อง เพื่อปรับปรุงและเป็นการสร้างความพอใจให้แก่นักเรียน
58 การจูงใจ คือ การจัดแบบฝึกเรียงลำดับจากแบบฝึกง่ายและสั้น ไปสู่เรื่องยากและยาวขึ้น ควรมี ภาพประกอบและมีหลายรูปแบบ เป็นต้น การกำหนดกรอบการสร้างแบบฝึกทักษะ ควรประกอบด้วยเรื่องอะไรบ้าง แต่ละเรื่อง ควรมี ลักษณะอย่างไร มีกิจกรรมอะไรบ้าง มีความยาวเพียงไร มีภาพประกอบหรือไม่ นำแบบฝึกทักษะไปให้ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความถูกต้องตรงตามเนื้อหา หรือนำไปทดลองใช้กับนักเรียนจำนวน 1-5 คน เพื่อ รวบรวมข้อมูลมาปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง จัดพิมพ์หรืออัดสำเนาแบบฝึกทักษะเพื่อให้นักเรียนนำไปใช้เสริม การเรียนการสอนต่อไป จากการศึกษาแนวคิดในการสร้างแบบฝึกทักษะสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะควรมีจุดประสงค์ กำหนดไว้อย่างชัดเจน มีคำแนะนำในการทำกิจกรรม เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้สติปัญญาในทางสร้างสรรค์ คำนึงถึงหลักจิตวิทยา ครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการฝึก ฝึกให้นักเรียนนำความรู้ที่เคย เรียนมาไปใช้ และ กิจกรรมมีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งผู้ศึกษาได้นำแนวคิดจากการสร้างแบบฝึกทักษะมาสร้างแบบฝึกการอ่านจับ ใจความ โดยกำหนดให้แบบฝึกประกอบด้วยคำชี้แจงที่ใช้ภาษาง่ายๆ รูปประโยคและคำศัพท์เหมาะสมกับวัย ของนักเรียน คำถามและเนื้อหาสัมพันธ์กับสิ่งที่ต้องการให้ผู้เรียนเรียนรู้ มีการกระตุ้นให้นักเรียนสนใจและเป็น แบบฝึกที่สั้น ใช้เวลาในการฝึกน้อย 7.7 ขั้นตอนในการสร้างแบบฝึก 7.7.1 ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกจะคล้ายคลึงกับการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาประเภทอื่น ๆ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ 1) วิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เช่น ปัญหาที่ เกิดขึ้นในขณะทำงาน - ปัญหาการผ่านจุดประสงค์ของนักเรียน - ผลจากการสังเกตพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) ศึกษารายละเอียดในหลักสูตรเพื่อวิเคราะห์เนื้อหา จุดประสงค์แต่ละกิจกรรม 3) พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อ 1 โดยการสร้างแบบฝึกและเลือกเนื้อหา ในส่วนที่จะสร้างแบบฝึกนั้นว่าจะทำเรื่องใดบ้าง กำหนดเป็นโครงเรื่องไว้ 4) ศึกษารูปแบบของการสร้างแบบฝึกจากเอกสารตัวอย่าง 5) ออกแบบชุดฝึกแต่ละชุดให้มีรูปแบบที่หลากหลาย น่าสนใจ 6) ลงมือสร้างแบบฝึกในแต่ละชุด พร้อมทั้งข้อทดสอบก่อนและหลังเรียนให้สอดคล้อง กับเนื้อหา และจุดประสงค์การเรียนรู้ 7) ส่งให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ 8) นำไปทดลองใช้ แล้วบันทึกผลเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขส่วนที่บกพร่อง 9) นำไปใช้จริงและเผยแพร่ต่อไป
59 7.7.2 การหาประสิทธิภาพของแบบฝึก สุนันทา สุนทรประเสริฐ (2543) ได้กล่าวถึงวิธีการคำนวณหาประสิทธิภาพไว้ดังนี้ โดยใช้วิธีการคำนวณธรรมดาหากไม่อยากใช้สูตร สามารถใช้วิธีการคำนวณธรรมดาหา ค่า และได้ดังนี้ การหาค่า E1 ซึ่งค่าประสิทธิภาพของงานหรือแบบฝึกหัด กระทำได้โดยการเอาคะแนน งานทุกชิ้นของนักเรียนแต่ละคนมารวม แล้วหาค่าเฉลี่ยและเทียบส่วนเป็นร้อยละ การหาค่า E2 ซึ่งก็คือค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ จะไม่มีปัญหาในการคำนวณมากนัก เพราะอาจทำได้โดยการเอาคะแนนของนักเรียนทั้งหมดรวมกันหาค่าเฉลี่ย แล้วเทียบส่วน เพื่อหาค่าเฉลี่ย 7.8 ข้อเสนอแนะในการสร้างแบบฝึก การสร้างแบบฝึกเพื่อใช้ประกอบในการจัดการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ นั้นจะเน้นสื่อการสอน ใน ลักษณะเอกสารแบบฝึกหัดเป็นส่วนสำคัญ ดังนั้น การสร้างจึงควรให้มีความสมบูรณ์ที่สุด ทั้งในด้านเนื้อหา รูปแบบและกลวิธีในการนำไปใช้ ซึ่งควรเป็นเทคนิคของแต่ละคน ในที่นี้จะขอเสนอแนะ ดังนี้ 1) พึงระลึกเสมอว่าต้องให้ผู้เรียนศึกษาเนื้อหาก่อนใช้แบบฝึก 2) ในแต่ละแบบฝึกอาจมีเนื้อหาสรุปย่อ หรือเป็นหลักเกณฑ์ไว้ให้ผู้เรียนได้ศึกษาทบทวนก่อนก็ ได้ 3) ควรสร้างแบบฝึกให้ครอบคลุมเนื้อหา และจุดประสงค์ที่ต้องการและไม่ยากหรือง่าย จนเกินไป 4) คำนึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ของเด็ก ต้องใช้เหมาะสมกับวุฒิภาวะและความแตกต่าง ของผู้เรียน 5) ควรศึกษาแนวทางการสร้างแบบฝึกให้เข้าใจก่อนปฏิบัติ การสร้างอาจนำหลักการของผู้อื่น หรือทฤษฎีการเรียนรู้ของนักการศึกษาหรือนักจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับเนื้อหา และสภาพ สถานการณ์ได้ 6) ควรมีคู่มือการใช้แบบฝึก เพื่อให้ผู้สอนคนอื่นนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวางหากไม่มีคู่มือต้องมี คำชี้แจงขั้นตอนการใช้ที่ชัดเจนแนบไปในแบบฝึก 7) การสร้างแบบฝึก ควรพิจารณารูปแบบให้เหมาะสมกับธรรมชาติของแต่ละเนื้อหา วิชา รูปแบบจึงควรแตกต่างตามสภาพการณ์ 8) การออกแบบชุดฝึกควรมีหลากหลาย ไม่ซ้ำซาก ไม่ใช้รูปแบบเดียว เพราะจะทำให้ผู้เรียน เกิดความเบื่อหน่าย ควรมีแบบฝึกหลาย ๆ เพื่อฝึกให้ผู้เรียนได้เกิดทักษะอย่างกว้างขวางและส่งเสริมความคิด สร้างสรรค์อีกด้วย 9) การใช้ภาพประกอบเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยให้แบบฝึกนั้นน่าสนใจ และยังเป็นการพัก สายตาให้กับผู้เรียนอีกด้วย 10) การสร้างแบบฝึก หากต้องการให้สมบูรณ์ครบถ้วน ควรสร้างในลักษณะของเอกสาร ประกอบการสอน แต่จะเน้นความหลากหลายของแบบฝึกมากกว่า และเนื้อหาที่สรุปไว้จะมีเพียงย่อ ๆ
60 11) แบบฝึกต้องมีความถูกต้อง อย่าให้มีข้อผิดพลาด เพราะเหมือนกับยื่นยาพิษให้กับลูกศิษย์ โดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เขาจะจำในสิ่งที่ผิด ๆ ตลอดไป 12) คำสั่งในแบบฝึกเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามไป เพราะคำสั่งคือประตูบานใหญ่ที่จะไข ความรู้ ความเข้าใจของผู้เรียนไปสู่ความสำเร็จ คำสั่งจึงต้องสั้นกะทัดรัด และเข้าใจง่าย ไม่ทำให้ผู้เรียนสับสน 13) การกำหนดเวลาในการใช้แบบฝึกแต่ละชุด ควรใช้เหมาะสมกับเนื้อหาและความสนใจของ ผู้เรียน 14) กระดาษที่ใช้ ควรมีคุณภาพเหมาะสม มีความเหนียวและทนทาน ไม่เปราะบางหรือขาด ง่ายจนเกินไป กิฟลี วรรณจิยี (2545) ได้สรุปหลักในการสร้างแบบฝึก ดังนี้ 1) คำนึงถึงหลักจิตวิทยา คือ ความเหมาะสมกับวัย 2) แบบฝึกควรมีหลาย ๆ รูปแบบ หลาย ๆ กิจกรรม 3) เนื้อหาที่นำมาใช้ในแบบฝึกต้องไม่ยากเกินความสามารถของเด็ก 4) แบบฝึกควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้สติปัญญา ความคิดเห็นในการตอบคำถาม มากกว่า การเน้นความรู้ความจำ 5) แบบฝึกที่สร้างขึ้นควรส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของผู้เรียน 6) แบบฝึกต้องมีความเชื่อมั่น มีความเที่ยงตรง สามารถใช้ฝึกและวัดผลได้ตรงตามจุดประสงค์ ที่ตั้งไว้ 7) แบบฝึกต้องมีประสิทธิภาพ ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนให้ดียิ่งขึ้น Haless (n.d) กล่าวถึงหลักในการสร้างแบบฝึกหัด คือ 1) ใช้แบบฝึกหลายๆ ชนิดเพื่อเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจ 2) แบบฝึกที่จะทำขึ้นนั้นต้องให้นักเรียนสามารถพิจารณาได้ว่า แต่ละแบบฝึกแต่ละข้อต้องทำ อย่างไร 3) ให้นักเรียนได้ฝึกการตอบแบบฝึกแต่ละชนิด แต่ละรูปแบบว่ามีการตอบอย่างไร 4) ให้นักเรียนมีโอกาสตอบสนองต่อสิ่งเร้าดังกล่าว ด้วยการแสดงออกทางความสามารถและ ความเข้าใจลงในแบบฝึก 5) นักเรียนได้นำสิ่งที่เรียนจากบทเรียนมาตอบในแบบฝึกให้ตรงเป้าหมายมากที่สุด จากการศึกษาแนวคิดในการสร้างแบบฝึก สรุปได้ว่า แบบฝึกควรมีจุดประสงค์กำหนดไว้อย่าง ชัดเจน มีคำแนะนำในการทำกิจกรรม เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้สติปัญญาในทางสร้างสรรค์ คำนึงถึงหลัก จิตวิทยา ครอบคลุมเนื้อหาที่ต้องการฝึก ฝึกให้นักเรียนนำความรู้ที่เรียนไปแล้วมาใช้ในหลายรูปแบบ หลาย กิจกรรม มีคำตอบเฉลยเพื่อให้นักเรียนได้ทราบความก้าวหน้าของตนเองและ มีความคงทน นอกจากนี้แบบ ฝึกเสริมทักษะสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาควรจะมีภาพประกอบด้วย เพราะเด็กในวัยนี้ชอบให้มีภาพและ มีคำบรรยายประกอบ
61 7.9 จิตวิทยาการเรียนรู้กับการสร้างแบบฝึก การศึกษาในเรื่องจิตวิทยาการเรียนรู้เป็นสิ่งที่ผู้สร้างแบบฝึกไม่ควรละเลย เพราะการเรียนรู้จะ เกิดขึ้นได้ต้องขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์ของจิต และพฤติกรรมที่ตอบสนองนานาประการ โดยอาศัยกระบวนการ ที่เหมาะสมและเป็นวิธีที่ดีที่สุด การศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้จากข้อมูลที่นักจิตวิทยาได้ทำการค้นพบและ ทดลองไว้แล้ว สำหรับการสร้างแบบฝึกในส่วนที่มีความสัมพันธ์กันมีดังนี้ ทฤษฎีการลองผิดลองถูกของ ธอร์นไดค์ ซึ่งได้สรุปเป็นกฎเกณฑ์การเรียนรู้คือ 1) กฎความพร้อม หมายถึง การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลพร้อมที่จะกระทำ 2) กฎผลที่ได้รับ หมายถึง การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเพราะบุคคลกระทำซ้ำ และยิ่งทำมาก ความชำนาญจะเกิดขึ้นได้ง่าย ไพบูลย์ เทวรักษ์ (2549) ได้กล่าวถึงกฎการฝึกหัดไว้ว่า การฝึกหัดให้บุคคลทำกิจกรรมต่าง ๆ นั้น ผู้ฝึกจะต้องควบคุมและจัดสภาพการใช้ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของตนเอง บุคคลจะถูกกำหนด ลักษณะพฤติกรรมที่แสดงออก ทฤษฎีพฤติกรรมนิยมของสกินเนอร์ ซึ่งมีความเชื่อว่าสามารถควบคุมบุคคลให้ทำตามความ ประสงค์หรือแนวทางที่กำหนดได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกทางด้านจิตใจของบุคคลนั้นว่า จะรู้สึกนึกคิด อย่างไร เขาจึงได้ทดลองและสรุปได้ว่าบุคคลสามารถเรียนรู้ได้ด้วยการกระทำโดยมีการเสริมแรงเป็นตัวการ เมื่อบุคคลตอบสนองการเร้าของสิ่งเร้าควบคู่กันในช่วงเวลาที่เหมาะสม สิ่งเร้านั้นจะรักษาระดับหรือเพิ่มการ ตอบสนองให้มากขึ้น วิธีการสอนของกาเย่ ซึ่งมีความเห็นว่าการเรียนรู้มีลำดับขั้นและผู้เรียนจะต้องเรียนรู้เนื้อหาที่ ง่ายไปหายาก พรรณี ช.เจนจิต (2548) ได้กล่าวถึงแนวคิดของกาเย่ ไว้ดังนี้ จะต้องเรียนรู้ความคิดรวบยอดหรือ กฎเกณฑ์มาก่อน ซึ่งการสอนให้เด็กได้ความคิดรวบยอดหรือกฎเกณฑ์นั้น จะทำให้เด็กเป็นผู้สรุปความคิดรวบ ยอดด้วยตนเอง แทนที่ครูจะเป็นคนบอก การสร้างแบบฝึกจึงควรคำนึงถึงการฝึกตามลำดับขั้นจากง่ายไปหา ยาก แนวคิดของบลูม ซึ่งกล่าวถึงธรรมชาติของผู้เรียนแต่ละคนว่ามีความแตกต่างกัน ผู้เรียนสามารถ เรียนรู้เนื้อหาในหน่วยย่อยต่าง ๆ ได้โดยใช้เวลาเรียนที่แตกต่างกัน ดังนั้น การสร้างแบบฝึกจึงต้องมีการกำหนดเงื่อนไขที่จะช่วยให้ผู้เรียนทุกคนสามารถผ่านลำดับ ขั้นตอนของทุกหน่วยการเรียนได้ ถ้านักเรียนได้เรียนตามอัตราการเรียนของตนก็จะทำให้นักเรียนประสบ ความสำเร็จมากขึ้น 7.10 จุดประสงค์การเรียนรู้กับการสร้างแบบฝึก การสร้างแบบฝึกต้องยึดจุดประสงค์ของการเรียนรู้เป็นสำคัญ เพราะจุดประสงค์การเรียนคือ เป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการให้ผู้เรียนได้หรือเป็น ดังนั้น การนำจุดประสงค์มาเป็นเครื่องนำทาง จึงเป็นสิ่งที่ ถูกต้อง
62 หากจะกล่าวถึงการแบ่งชนิดของจุดประสงค์ทางการเรียน สามารถแบ่งได้ตามลักษณะของ พฤติกรรม คือ • พฤติกรรมทางด้านพุทธิพิสัย • พฤติกรรมทางด้านจิตพิสัย • พฤติกรรมทางด้านทักษะพิสัย การใช้คำสั่งในแบบฝึกจึงควรคำนึงถึงพฤติกรรมที่จะนำไปสู่จุดประสงค์ในแต่ละด้านด้วย จึงขอนำ พฤติกรรมซึ่งเป็นกริยาที่บ่งถึงการกระทำอันจะนำไปสู่จุดประสงค์ในแต่ละด้านเสนอไว้ เพื่อนำไปใช้ประกอบ ในการสร้างแบบฝึก ดังนี้ วิชัย วงษ์ใหญ่ (2547) ได้กล่าวว่าพฤติกรรมด้านพุทธิพิสัยนั้นเป็นกิจกรรมทางสมอง ซึ่ง บลูม (Bloom) และคณะ ได้จำแนกไว้ 6 ระดับ เรียงจากพฤติกรรมที่ต่ำที่สุดถึงสูงสุด คำกริยาที่สามารถนำมา ประยุกต์ใช้กับระดับต่าง ๆ ของการกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ 1) ความรู้ความจำ คำกริยาที่บ่งถึงการกระทำ เช่น บรรยาย จัดเข้าพวก ระบุชื่อจำได้ บอกให้ คำจำกัดความ ท่องจำ อธิบายความสำคัญ ให้รายการจับคู่ เรียงลำดับ ระลึกได้ 2) ความเข้าใจ คำกริยาที่บ่งถึงการกระทำ เช่น เปลี่ยนรูป จำแนก แสดง เรียบเรียงใหม่ ขยาย อธิบาย พิสูจน์ เลือก สรุป จัดเรื่องใหม่ อภิปราย ตีความ ยกตัวอย่าง รายงาน ย่อความ 3) การประยุกต์ใช้ คำกริยาที่บ่งถึงการกระทำ เช่น เลือก จัดการ ใช้เครื่องมือ วางโครงร่าง ประยุกต์ใช้ วางโครงการ แต่งเรื่อง แก้ปัญหา สาธิต แสดงภาพ ผลิต ปรับปรุง ทำนาย ปฏิบัติการ คำนวณ ติดต่อ 4) การวิเคราะห์ คำกริยาที่บ่งถึงการกระทำ เช่น วิจารณ์ หาองค์ประกอบ คำนวณ เปรียบเทียบ วิเคราะห์ บอกความแตกต่าง ประดิษฐ์ ประเมินค่า คัดเลือก ทำแผนผัง ตั้งคำถาม หาความสัมพันธ์ อ้างถึง แยกประเภท ตรวจสอบ ทดลอง 5) การสังเคราะห์ คำกริยาที่บ่งถึงการกระทำ เช่น พิสูจน์ได้ จัดเข้าพวก สร้างสรรค์จัดเข้ากลุ่ม สรุปได้ รวบรวม ออกแบบ วางแผน อ้างถึงได้ ประกอบ จัดการต่อเติมเสริมแต่ง อนุมานได้แสดงความคิดเห็นได้ 6) การประเมินค่า คำกริยาที่บ่งถึงการกระทำ เช่น ประเมินค่า ควบคุมตัวแปรได้ ตัดสินให้ คะแนน อ้างเหตุผล ตีความได้ ถามได้ ประเมินผล เปรียบเทียบ ให้ความสำคัญ โต้แย้ง เลือกพฤติกรรม ทางด้านจิตพิสัย เป็นเรื่องเกี่ยวกับทัศนคติ ความสนใจคุณค่าการพัฒนา ความซาบซึ้งและการปรับปรุง การ เขียนจุดประสงค์การเรียนทางด้านเจตคติ เพื่อให้สามารถสังเกตและวัดได้ อย่างชัดเจน เป็นสิ่งที่ทำได้ ค่อนข้างยาก เพราะพฤติกรรมบางอย่างของด้านนี้มีความซับซ้อนคลุมเครือที่จะแสดงออกมาให้สังเกตและวัด ได้อย่างตรงกัน แต่อย่างไรก็ตามจุดประสงค์การเรียน ด้านจิตพิสัยนี้ ก็สามารถจะวัดและสังเกตได้โดยวิธีการ โน้มน้าว (approach tendencies) ซึ่งหมายถึง การแสดงจิตพิสัยต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือในสถานการณ์ใด สถานการณ์หนึ่ง คำกริยาต่าง ๆ ซึ่งสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการระบุจุดประสงค์การเรียนมีดังนี้ 1) การรับรู้ เช่น ถาม ติดตาม ชี้บ่ง ชี้ ใช้เลือก รับฟัง บอกที่ตั้ง ตอบ สะสม บรรยาย ยึดถือ ให้ชื่อ คัดเลือก ยอมรับ เป็นต้น
63 2) การตอบสนอง เช่น ยินยอม ทำตาม บัญญัติ แสดง ตอบโต้ ช่วยเหลือ อภิปราย เล่น อ่าน ทำให้เหมือนกัน คัดเลือก ช่วย ปฏิบัติ รายงาน ต้อนรับ มีส่วนร่วม เป็นต้น 3) การเกิดคุณค่า เช่น อธิบาย ทำให้สมบูรณ์ ร่วมด้วย ช่วยเหลือ สาธิต ติดตาม ให้เหตุผล รายงาน ทำงาน บรรยาย เป็นต้น 4) การจัดระบบคุณค่าหรือรวบรวมพินิจ เช่น สลับ ทำให้สมบูรณ์ ปรับปรุง สังเคราะห์ จัดแจง ป้องกัน ประสาน เตรียม รวบ อธิบาย เป็นต้น 5) การประเมินคุณค่า เช่น ประเมิน เสนอ อธิบาย สนับสนุน เปรียบเทียบ วิจารณ์ จำแนก เปลี่ยนแปลง โต้แย้ง แปลความหมาย บรรยาย ตัดสินใจ สรุป สรุปความ ให้เหตุผล เรียบเรียงใหม่ พฤติกรรมทางด้านทักษะพิสัย เป็นเรื่องเกี่ยวกับกิจกรรมทางกล้ามเนื้อและระบบประสาท ซึ่ง พรีสแมน (Fleishman) ได้วิเคราะห์องค์ประกอบเกี่ยวกับความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ สรุปได้ 11 องค์ประกอบ คือ 1) ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อส่วนเล็กในการทำงาน เป็นความสามารถใน การกระทำสิ่งที่ เล็กละเอียด โดยการใช้กล้ามเนื้อที่ละเอียดทางมือและเท้า ทำการควบคุม ให้เคลื่อนไหว และทำได้อย่าง รวดเร็ว 2) ความสามารถในการประสานระหว่างกล้ามเนื้อใหญ่กับกล้ามเนื้อเล็ก 3) ความสามารถในการตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างถูกต้อง คือ รู้จักเลือกปฏิบัติหรือการกระทำ ได้ อย่างตรงต่อภาวะนั้น ๆ 4) ความสามารถตอบสนองสิ่งเร้าที่ปรากฏได้รวดเร็วทันที 5) ความสามารถในการเคลื่อนไหวแขนได้รวดเร็วทันที 6) ความสามารถในการควบคุมอัตราการทำงานของกล้ามเนื้อได้ถูกต้อง รวดเร็ว ทุกขณะที่ เปลี่ยนไป 7) ความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวของมือและแขน ให้สามารถทำงานได้อย่างมีทักษะ 8) ความสามารถในการควบคุมการทำงานของนิ้วมือให้ทำงานได้อย่างมีทักษะ 9) ความสามารถที่ใช้มือและแขนได้อย่างแน่นอนแม่นยำ เที่ยงตรง 10) ความสามารถในการหมุนข้อมือได้รวดเร็ว 11) ความสามารถในการคาดคะเนได้อย่างตรงเป้าหมาย อนึ่ง พฤติกรรมทางด้านทักษะหรือการกระทำ มีคำกริยาต่าง ๆ ดังนี้ ประกอบ สร้าง หุ้ม ก่อน ประดิษฐ์ กวน ย้ำ แต่ง ออกแบบ ร่าง ป้ายสี เปลี่ยน ปลดสิ่งปกคลุม เลื่อย ผสม ทำความสะอาด ฝึกหัด ตอก ถ่วงน้ำหนัก ทำให้เกี่ยวพัน ห่อ กระดาษ เกี่ยวขอ แก้ไข
64 ทำ เย็บ เริ่มต้น ใช้ เหลา รับ ติดตาม พิมพ์ ซ่อม ผูก ตีด้วยค้อน เผา 8. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 8.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการที่ผู้ศึกษาได้ศึกษาค้นคว้า พบว่า ได้มีนักวิชาการได้กล่าวถึงความหมายของผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ดังนี้ พวงแก้ว โคจรานนท์ (2550) ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความเข้าใจ ความสามารถและทักษะทางด้านวิชาการ รวมทั้งสมรรถภาพทางสมองด้านต่าง ๆ เช่น ระดับสติปัญญาการ คิดการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของนักเรียน ซึ่งแสดงให้เห็นด้วยคะแนนที่ได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน หรือการทำงานที่ได้รับมอบหมายตลอดจนการทำการบ้านในแต่ละรายวิชา จากการศึกษาค้นคว้า สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความเข้าใจ ความสามารถและทักษะทางด้านวิชาการ รวมทั้งสมรรถภาพทางสมองด้านต่างๆ เช่น ระดับสติปัญญา การ คิด การแก้ปัญหาต่างๆ ของนักเรียน 8.2 จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการที่ผู้ศึกษาได้ศึกษาค้นคว้า พบว่า ได้มีนักวิชาการได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของการวัดของ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดังนี้ พวงรัตน์ทวีรัตน์ (2543) ได้กล่าวว่าจุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ ว่าเป็นการตรวจสอบ ระดับความสามารถของสมรรถภาพของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถในด้านใดมากน้อย เท่าไร เช่น พฤติกรรมด้านความจำความเข้าใจการนำไปใช้การวิเคราะห์ การสังเคราะห์และการประเมินค่ามาก น้อยอยู่ในระดับใด นั่นคือ การวัดผลสัมฤทธิ์เป็นการตรวจสอบพฤติกรรมของผู้เรียนในด้านพุทธิพิสัย ซึ่งเป็น การวัด 2 องค์ประกอบตามจุดมุ่งหมาย และลักษณะของวิชาที่เรียน คือ 1.การวัดด้านการปฏิบัติเป็นการตรวจสอบความรู้ ความสามารถทางการปฏิบัติโดยให้ผู้เรียนได้ ลงมือปฏิบัติจริงให้เห็นเป็นผลงานปรากฏออกมา ให้ทำการสังเกตและวัดได้เช่น วิชาศิลปศึกษาการช่างเป็น ต้น การวัดแบบนี้จึงต้องวัดโดยใช้“ข้อสอบภาคปฏิบัติ” (Performance Test) ซึ่งการประเมินผลจะ พิจารณาที่กระบวนการ (Procedure) และผลงานที่ปฏิบัติ(Product) 2. การวัดด้านเนื้อหาเป็นการตรวจสอบความรู้ ความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหาวิชา (Content) รวมถึงพฤติกรรมความสามารถในด้านต่างๆ อันเป็นผลมาจากการเรียนการสอน มีวิธีการสอบวัดได้2 ลักษณะ คือ 2.1 การสอบปากเปล่า (Oral Test) การสอบแบบนี้มักกระทำเป็นรายบุคคล ซึ่งเป็นการ สอบที่ดูผลเฉพาะอย่าง เช่น การสอบอ่าน ฟังเสียง การสอบสัมภาษณ์ซึ่งต้องการดูการใช้ถ้อยคำในการตอบ คำถาม รวมทั้งการแสดงความคิดเห็นและบุคลิกภาพต่างๆ เช่น การสอบวิทยานิพนธ์ซึ่งต้องการวัดความรู้ความ
65 เข้าใจในเรื่องที่ทำ ตลอดจนแง่มุมต่างๆ การสอบปากเปล่า สามารถสอบวัดได้ละเอียดลึกซึ้ง และคำถามก็ สามารถเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมได้ตามต้องการ 2.2 แบบสอบแบบให้เขียนตอบ (Paper-Pencil Test or Written Test) เป็นการสอบวัดที่ ให้ผู้สอบเขียนเป็นตัวหนังสือ ซึ่งมีรูปแบบการตอบอยู่ 2 แบบ คือ 2.2.1 แบบไม่จำกัดคำตอบ (Free Response Type) ซึ่งได้แก่การสอบวัดที่ใช้ข้อสอบ แบบอัตนัยหรือความเรียง (Essay Type) 2.2.2 แบบจำกัดคำตอบ (Fixed Response Type) ซึ่งเป็นการสอบที่กำหนดขอบเขต ของคำถามที่จะให้ตอบ หรือกำหนดคำตอบมาให้เลือก ซึ่งมีรูปแบบของคำถาม คำตอบอยู่ 4 รูปแบบ คือ แบบเลือกทางใดทางหนึ่ง (Alternative) แบบจับคู่ (Matching) แบบเติมคำ (Completion) และแบบเลือกตอบ (Multiple Choice) การวัดผลสัมฤทธิ์ด้านเนื้อหา โดยการเขียนตอบนั้น เป็นที่นิยมใช้กันแพร่หลายในโรงเรียน ซึ่ง เครื่องมือที่ใช้ในการสอบวัด เรียกว่า “ข้อสอบวัดผลสัมฤทธิ์” หรือ “แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์” (Achievement Test) จากการศึกษาค้นคว้า สรุปได้ว่า จุดมุ่งหมายของการวัดผลสัมฤทธิ์ ว่าเป็นการตรวจสอบระดับ ความสามารถของสมรรถภาพของบุคคลว่า เรียนแล้วรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถในด้านใดมากน้อยเท่าไร เช่น พฤติกรรมด้านความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมินค่ามาก น้อยอยู่ในระดับใด 8.3 ประเภทของการทดสอบผลสัมฤทธิ์ พวงรัตน์ทวีรัตน์ (2543) ได้กล่าวว่า การทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนโดยการ เขียนตอบนั้นสามารถกระทำได้ 2 ลักษณะ คือ 1. การทดสอบแบบอิงกลุ่มหรือการวัดผลแบบอิงกลุ่ม (Norm Referenced Testing or Norm Referenced Measurement) เป็นการทดสอบที่เกิดจากแนวความเชื่อในเรื่องความแตกต่างระหว่าง บุคคลที่ว่าความสามารถของบุคคลใดๆ ในเรื่องใดนั้นมีไม่เท่ากัน บางคนมีความสามารถเด่น บางคนมี ความสามารถด้อย และส่วนใหญ่จะมีความสามารถปานกลาง การกระจายความสามารถของบุคคล ถ้านำมา เขียนกราฟจะมีลักษณะคล้ายๆ โค้งรูประฆังหรือที่เรียกว่าโค้งปกติ (Normal Curve) ดังนั้นการทดสอบแบบ นี้จึงยึดคนส่วนใหญ่เป็นหลักในการเปรียบเทียบ โดยพิจารณาคะแนนผลการสอบของบุคคลเทียบกับคนอื่นๆ ในกลุ่มคะแนนจะมีความหมายก็ต่อเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับคะแนนของบุคคลอื่นที่สอบด้วยข้อสอบฉบับ เดียวกัน จุดมุ่งหมายของการทดสอบแบบนี้ก็เพื่อจะกระจายบุคคลทั้งกลุ่มไปตามความสามารถของแต่ละ บุคคล นั่นคือ คนที่มีความสามารถสูงจะได้คะแนนสูง คนที่มีความสามารถด้อยกว่าก็จะได้คะแนนลดหลั่นลง มาถึงคะแนนต่ำสุด 2. การทดสอบแบบอิงเกณฑ์หรือการวัดผลแบบอิงเกณฑ์ (CriterionReferenced Testingor Criterion ReferencedMeasurement)ยึดความเชื่อในเรื่องการเรียนเพื่อรอบรู้ กล่าวคือ ยึดหลักการว่าใน การเรียนการสอนนั้น จะต้องมุ่งเสริมให้ผู้เรียนทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดประสบความสำเร็จในการเรียน แม้ว่า
66 ผู้เรียนจะมีลักษณะแตกต่างกันก็ตาม แต่ทุกคนควรได้รับการส่งเสริมให้พัฒนาไปถึงขีดความสามารถสูงสุดของตน โดยอาจใช้เวลาที่แตกต่างกันในแต่ละบุคคลดังนั้น การทดสอบแบบอิงเกณฑ์จึงมีการกำหนดเกณฑ์ขึ้นแล้วนำผล การสอบวัดของแต่ละบุคคลเทียบกับเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ไม่ได้มีการนำผลไปเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นๆในกลุ่ม ความสำคัญของการทดสอบแบบนี้จึงอยู่ที่การกำหนดเกณฑ์(Criteria) เป็นสำคัญ เกณฑ์หมายถึง กลุ่มของ พฤติกรรมที่ได้กำหนดไว้ในแต่ละรายวิชาตามจุดมุ่งหมายของการสอนแต่ละบทหรือแต่ละหน่วยการเรียนของ รายวิชานั้น ซึ่งอาจเป็นจุดมุ่งหมายเชิงพฤติกรรม (Behavioral Objective) หรือกลุ่มของพฤติกรรม (Domain of Behavior) ก็ได้จุดมุ่งหมายของการทดสอบแบบนี้จึงเป็นการตรวจสอบดูว่า ใครเรียนได้ถึงเกณฑ์และใครยัง เรียนไม่ถึงเกณฑ์ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขต่อไป เช่น อาจให้มีการเรียนซ่อมเสริม เป็นต้น จากการศึกษาค้นคว้าสรุปได้ว่า การทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนโดยการเขียนตอบ 9. การหาประสิทธิภาพสื่อ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2547) ได้ให้ความหมายของเกณฑ์ประสิทธิภาพของสื่อ หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของสื่อที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ เป็นระดับที่ผู้จัดทำสื่อจะพึงพอใจว่าหากสื่อมี ประสิทธิภาพระดับนั้นแล้วสื่อนั้นก็มีคุณค่าที่จะนำไปสอนกับนักเรียนให้เกิดสัมฤทธิ์สูงสุด เกณฑ์การหา ประสิทธิภาพกำหนดเป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนคาดเดาว่าผู้เรียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เรียนทั้งหมดต่อร้อยละ ของผลการทดสอบหลังเรียนของผู้เรียนทั้งหมด นั่นคือ E1/E2 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ ประสิทธิภาพของการบวนการ (E1 ) คือ การประเมินพฤติกรรมต่อเนื่อง (Transitional Behavior) ของ ผู้เรียน ได้แก่ การประกอบกิจกรรมกลุ่ม งานที่มอบหมายและกิจกรรมอื่น ๆ ที่ผู้สอนกำหนดไว้ ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) คือ การประเมินพฤติกรรมขั้นสุดท้าย (Terminal Behavior) โดย พิจารณาจากการทดสอบหลังเรียน หรือการสอบไล่ ตัวอย่าง 80/80 หมายความว่า เมื่อเรียนจากหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความแล้ว ผู้เรียนจะ สามารถทำแบบฝึกหัด กิจกรรม หรืองาน ได้ผลเฉลี่ยร้อยละ 80 และข้อสอบปลายภาคเรียนหรือสอบไล่ได้ผล เฉลี่ยร้อยละ 80 การที่กำหนดเกณฑ์ E1/E2 ให้มีค่าเท่าใดนั้น ให้ผู้สอนเป็นผู้พิจารณาตามความเหมาะสม โดย ปกติเนื้อหาที่เป็นความรู้ความจำ มักจะตั้งไว้ 80/80 หรือ 90/90 ส่วนเนื้อหาที่เป็นทักษะหรือเจตคติ อาจตั้ง ไว้ให้ต่ำกว่านี้ เช่น 75/75 เป็นต้น เผชิญ กิจระการ (2544) ได้กล่าวว่า การหาประสิทธิภาพของสื่อการสอนใดๆ มีกระบวนการสำคัญ อยู่ 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนของการหาประสิทธิภาพตามวิธีการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล (Rational Approach) และขั้นตอนการหาประสิทธิภาพตามวิธีการหาประสิท ธิภาพเชิงประจักษ์ (Empirical Approach) ทั้งสองวิธีนี้ควรทำควบคู่กันไป จึงจะมั่นใจได้ว่าสื่อหรือเทคโนโลยีการเรียนการสอนที่ผ่าน กระบวนการหาประสิทธิภาพจะเป็นที่ยอมรับได้มีรายละเอียด ดังนี้ 1. วิธีการหาประสิทธิภาพเชิงเหตุผล (Rational Approach) กระบวนการนี้เป็นการหา ประสิทธิภาพโดยใช้หลักของความรู้ และเหตุผลในการตัดสินคุณค่า ซึ่งเป็นการหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา
67 (Content Validity) และความเหมาะสมในด้านความถูกต้องของการนำไปใช้ (Usability) ผลจากการ ประเมินของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนจะนำมาหาประสิทธิภาพโดยใช้สูตร ดังนี้ CVR = N Ne เมื่อ CVR แทน ประสิทธิภาพเชิงเหตุผล Ne แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญที่ยอมรับ (Number of panelists Who had Agreement) N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด (Total Number of panelists) ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินสื่อการเรียนการสอนตามแบบประเมินที่สร้างขึ้นในลักษณะของ แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) (นิยมใช้มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ) นำ ค่าเฉลี่ยที่ได้จากแบบประเมินของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนไปแทนค่าในสูตร สำหรับค่าเฉลี่ย ของผู้เชี่ยวชาญที่ ยอมรับจะต้องอยู่ระดับมากขึ้นไป คือ ค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 3.50–5.00 ค่าที่คำนวณได้ต้อง สูงกว่าค่าในตาราง ตามจำนวนผู้เชี่ยวชาญ ถ้าค่าที่คำนวณได้ไม่ถึงเกณฑ์ที่กำหนดจะต้องปรับปรุงแก้ไขสื่อและนำไปให้ ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาใหม่ 2. วิธีการหาประสิทธิภาพเชิงประจักษ์ (Empirical Approach) วิธีการนี้จะนำสื่อไปทดลองใช้กับกลุ่มนักเรียนเป้าหมาย การหาประสิทธิภาพของสื่อส่วนใหญ่ใช้วิธีนี้ ประสิทธิภาพส่วนใหญ่จะพิจารณาจากเปอร์เซ็นต์การทำแบบฝึกหัดหรือกระบวนการเรียน หรือแบบทดสอบย่อย โดยแสดงเป็นค่าตัวเลข 2 ตัว เช่น E1/E2 = 80/80, E1/E2 = 85/85, E1/E2 = 90/90เป็นต้น เกณฑ์ ประสิทธิภาพ (E1/E2 ) มีความหมายแตกต่างกันหลายลักษณะ ในที่นี้จะยกตัวอย่าง E1/E2 = 80/80 ดังนี้ 2.1 เกณฑ์ 80/80 ในความหมายที่ 1 ตัวเลข 80 ตัวแรก (E1 ) คือ นักเรียนทั้งหมดทำแบบฝึกหัด หรือแบบทดสอบย่อยได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ถือเป็นประสิทธิภาพของผลลัพธ์ส่วนการหา E1 และ E2 ใช้สูตร ดังนี้ E1 = A 100 N X เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ X แทน คะแนนของแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบย่อยทุกชุดรวมกัน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบย่อยทุกชุดรวมกัน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด E2 = B 100 N X
68 เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ X แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 2.2 เกณฑ์ 80/80 ในความหมายที่ 2ตัวเลข 80ตัวแรก (E1 ) คือ จำนวนนักเรียน ร้อยละ 80 ทำ แบบทดสอบหลังเรียน (Posttest) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ทุกคน ส่วนตัวเลข 80 ตัวหลัง (E2 ) คือ นักเรียนทั้งหมดทำแบบทดสอบหลังเรียนครั้งนั้น ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 2.3 เกณฑ์ 80/80 ในความหมายที่ 3 ตัวเลข 80 ตัวแรก (E1 ) คือ จำนวนนักเรียน ร้อยละ 80 ทำแบบทดสอบหลังเรียน (Posttest) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ทุกคน ส่วนตัวเลข 80 ตัวหลัง (E2 ) คือ คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ที่นักเรียนทำเพิ่มขึ้นจากแบบทดสอบหลังเรียนครั้งนั้นได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 นักเรียนทั้งหมดทำแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบย่อยได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 (Posttest) โดยเทียบกับ คะแนนที่ทำได้ก่อนเรียน (Pretest) 2.4 เกณฑ์ 80/80 ในความหมายที่ 4 ตัวเลข 80 ตัวแรก (E1 ) คือ นักเรียนทั้งหมด ทำ แบบทดสอบหลังเรียน (Posttest) ได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 80 ทุกคน ส่วนตัวเลข 80 ตัวหลัง (E2 ) คือ นักเรียนทั้งหมดทำแบบทดสอบหลังเรียน (Posttest) แต่ละข้อถูกมีจำนวนร้อยละ 80 ถ้านักเรียน ทำ ข้อสอบข้อใดถูก มีจำนวนนักเรียนไม่ถึงร้อยละ 80 แสดงว่าสื่อไม่มีประสิทธิภาพและชี้ให้เห็นว่าจุดประสงค์ที่ ตรงกับข้อนั้นมีความบกพร่อง สรุปได้ว่าการหาประสิทธิภาพของสื่อประสมเป็นกระบวนการตรวจสอบว่าสื่อประสมที่จะนำไปใช้ จริงมีประสิทธิภาพเพียงใด ผู้สอนพอใจเพียงใด โดยพิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งก็คือ เกณฑ์การหา ประสิทธิภาพ โดยกำหนดเป็นเกณฑ์ที่ผู้สอนประเมินจากพฤติกรรมต่อเนื่องหรือกระบวนการ (E1 ) ต่อการ ประเมินผลลัพธ์หรือการทดสอบหลังเรียน (E2 ) เกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพของสื่อประสมจะนิยมตั้งเป็น ตัวเลข ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับธรรมชาติของวิชาและเนื้อหาที่นำไปสร้างสื่อประสมนั้น ถ้าเป็นวิชาที่ค่อนข้างยากวัด ทักษะหรือเจตคติก็อาจตั้งเกณฑ์ไว้75/75 หรือ 80/80 หรือ 85/85 สำหรับวิชาที่มีเนื้อหาง่าย วัดความรู้ ความจำ ก็อาจตั้งเกณฑ์ไว้ 90/90สื่อประสมต้องได้รับการทดลองใช้ตามขั้นตอน เมื่อทราบค่าประสิทธิภาพที่ผ่าน การทดลองแล้ว มีการปรับปรุงและพัฒนาให้ได้ประสิทธิภาพเพื่อนำไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียน เกิดผลสัมฤทธิ์สูงสุด 10. ดัชนีประสิทธิผล ผู้ศึกษาได้ศึกษาเรื่องความหมายของดัชนีประสิทธิผลและสูตรการคำนวณ ดัชนีประสิทธิผล รายละเอียดดังนี้ เมธา พงศ์ศาสตร์(2549) ได้กล่าวถึงดัชนีประสิทธิผลว่า ดัชนีประสิทธิผลเป็นค่าสถิติที่ใช้ในการ ประเมินสื่อประกอบการเรียนการสอน ซึ่งอาจเป็นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน สื่อประสมต่างๆ แบบเรียน
69 สำเร็จรูป แบบฝึกทักษะ หรือแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยกลวิธีสอนต่างๆ ก็ได้ ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่แสดง ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งเรียนรู้จากสื่อหรือแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้สอนพัฒนาขึ้นมาด้วย กลวิธีสอนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับเนื้อหาโดยมีสูตรคำนวณ ดังนี้ ผลรวมของคะแนนทดสอบหลังเรียน – ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน (จำนวนนักเรียน คะแนนเต็ม) – ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน หรือ ดัชนีประสิทธิผลสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อประเมินผลสื่อในการจัดการเรียนรู้ที่ผลิตขึ้นโดย Hovland (เผชิญ กิจระการ, 2544; อ้างอิงมาจาก Hovland, 1944 : unpaged) ได้เสนอดัชนีประสิทธิผล ซึ่งคำนวณได้จากการหาค่าความแตกต่างของการทดสอบก่อนการทดลอง และการทดสอบหลังการทดลอง ด้วยคะแนนสูงสุดที่สามารถทำเพิ่มขึ้นได้ เสนอค่าความสัมพันธ์ของ การทดลองจะสามารถกระทำได้อย่าง ถูกต้องและแน่นอน จะต้องคำนึงถึงความแตกต่างของคะแนนพื้นฐาน (คะแนนก่อนเรียน) และคะแนนที่ สามารถกระทำได้สูงสุด ดัชนีประสิทธิผลจะเป็นตัวชี้ถึงขอบเขต และประสิทธิภาพสูงสุดของสื่อ ค่าดัชนี ประสิทธิภาพจะมีค่าอยู่ระหว่าง -1.00 ถึง 1.00 ในสภาพการเรียนเพื่อรอบรู้ ซึ่งนักเรียนแต่ละคนจะต้อง เรียนให้ถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งในกรณีค่าดัชนีประสิทธิผลอาจจะมีค่าได้ถึง 1.00 1. การวิเคราะห์ค่าและตีความหมาย 1.1 ถ้าดัชนีประสิทธิผลมีค่าเป็นลบเกิดขึ้นเมื่อใด/มีความหมายว่าอย่างไร ดัชนีประสิทธิผลมีค่า เป็นลบจะเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ผลรวมของคะแนนหลังเรียนทุกคน ซึ่งเป็นตัวตั้งของเศษในสูตรมีค่าน้อยกว่า ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน หมายความว่า ก่อนเรียนผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานติดตัวมาอยู่ระดับหนึ่ง ตามคะแนนที่ทำได้ในการสอบก่อนเรียนและหลังจากเรียนตามแผน การจัดการเรียนรู้ของเราแล้ว และสอบ หลังเรียนปรากฏว่าคะแนนสอบยิ่งได้น้อยลงกว่าการสอบ ก่อนเรียนจึงสรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ของ เราไม่มีประสิทธิภาพเพราะทำให้ผู้เรียนสับสนและยังไปทำลายความรู้เดิม ของผู้เรียนอีกด้วย ไม่มี ความก้าวหน้าทางการเรียน ซึ่งในความเป็นจริง คงเป็นไปได้ยากที่คะแนนสอบหลังเรียนจะมีค่าน้อยกว่า คะแนนสอบก่อนเรียน แต่ถ้าวิเคราะห์ตามทฤษฎีก็จะเป็นดังกล่าว 1.2 ถ้าดัชนีประสิทธิผลมีค่าเป็น 0เกิดขึ้นเมื่อใด/มีความหมายว่าอย่างไร ดัชนีประสิทธิผล มีค่าเป็น 0 จะเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ผลรวมของคะแนนหลังเรียนทุกคน ซึ่งเป็นตัวตั้งของเศษในสูตรมีค่าเท่ากันกับผลรวม ของคะแนนก่อนเรียนทุกคน หมายความว่าก่อนเรียนผู้เรียนมีความรู้พื้นฐานติดตัวมาอยู่ระดับหนึ่งตามคะแนน ที่ทำได้ในการสอบก่อนเรียน หลังจากเรียนจากแผนการจัดการเรียนรู้ของเราแล้ว และสอบหลังเรียน ปรากฏว่า ผลรวมของคะแนนสอบหลังเรียนทุกคนเท่ากับผลรวมของคะแนนสอบก่อนเรียนทุกคน สรุปได้ว่าแผนการ E.I. = ดัชนีประสิทธิผล =
70 จัดการเรียนรู้ของเราไม่มีประสิทธิภาพ เพราะความรู้ของผู้เรียน ไม่มีความก้าวหน้าขึ้นเลย ถึงแม้จะไม่ไป ทำลายความรู้เดิมของผู้เรียนเหมือนกรณีแรกก็ตาม 1.3 ถ้าดัชนีประสิทธิผลมีค่าเป็นบวกเกิดขึ้นเมื่อใด/มีความหมายว่าอย่างไร ดัชนีประสิทธิผล มีค่า เป็นบวกจะเกิดขึ้นได้ในกรณีที่ผลรวมของคะแนนหลังเรียนทุกคน ซึ่งเป็นตัวตั้งของเศษในสูตร มีค่ามากกว่า ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน ซึ่งเราต้องการประเด็นนี้มากที่สุด เพราะสรุปได้ว่า สื่อประสมของเรามี ประสิทธิภาพ คือ ผลการสอบหลังเรียนสูงกว่าการสอบก่อนเรียน แสดงว่าหลังจากเรียนจากสื่อประสมที่เรา จัดให้ทำให้ผู้เรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนตามตัวเลขบวกของดัชนีประสิทธิผลที่ออกมา นิยมแสดงค่า ดัชนีประสิทธิผลในรูปทศนิยม 4 ตำแหน่ง และแสดงเป็นร้อยละด้วยเช่น “ดัชนีประสิทธิผลในการเรียนรู้ของ ผู้เรียนจากสื่อประสม กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่องเส้นขนาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เท่ากับ 0.4235 หรือคิดเป็นร้อยละ 42.35” เป็นต้น 1.4 ถ้าดัชนีประสิทธิผลมีค่าสูงสุดเท่าใด และเกิดขึ้นเมื่อใด ดัชนีประสิทธิผลจะมีค่าสูงสุดเมื่อ คะแนนสอบหลังเรียนของผู้เรียนได้เต็มทุกคน ไม่ว่าคะแนนสอบก่อนเรียนของผู้เรียนแต่ละคน จะได้เท่าไรก็ ตาม กรณีนี้เมื่อแทนค่าสูตรเพื่อหาดัชนีประสิทธิผล เศษและส่วนจะมีค่าเท่ากัน ซึ่งจะทำให้ “ค่าดัชนี ประสิทธิผลมีค่าเท่ากับ 1.00 หรือคิดเป็นร้อยละ 100” 2. ขั้นตอนในการนำค่าดัชนีประสิทธิผลไปใช้ในการสอน 2.1 สร้างเครื่องมือหลัก คือ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่มีประสิทธิภาพครอบคลุม เนื้อหาทั้งหมดที่เราจะทดลอง สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้หรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง มีอำนาจ จำแนก ความยากง่ายพอเหมาะ และมีความเชื่อมั่นตามเกณฑ์ 2.2 นำแบบทดสอบฯ ไปสอบนักเรียนก่อนเรียน แล้วบันทึกผลการสอบไว้ 2.3 สอนนักเรียนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่เตรียมไว้จนจบเนื้อหาทั้งหมด 2.4 นำแบบทดสอบฯ ชุดเดิม ไปสอบนักเรียนอีกครั้งหลังเรียน 2.5 นำผลการสอบก่อนเรียน และผลการสอบหลังเรียนไปคำนวณหาค่าดัชนีประสิทธิผล แล้ว วิเคราะห์/รายงานผล เผชิญ กิจระการ และสมนึก ภัททิยธนี (2545) ได้เสนอการคำนวณหาค่าแบบ t-test (แบบ Dependent Samples) หรือหาค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index :E.I.) มีรายละเอียดดังนี้ 1. การหาพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นของผู้เรียนโดยอาศัยการหาค่า t-test (แบบDependentSamples) เป็นการพิจารณาว่านักเรียนมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างเชื่อถือได้หรือไม่ โดยทำการทดสอบนักเรียนทุกคนก่อน เรียน (Pretest) และหลังเรียน (Posttest)แล้วนำมาหาค่า t-test (แบบ DependentSamples) หากมี นัยสำคัญทางสถิติก็ถือได้ว่านักเรียนกลุ่มที่ผู้วิจัยกำลังศึกษามีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างเชื่อถือได้ 2. การหาพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นของผู้เรียนโดยอาศัยการหาค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index: E.I.) มีสูตรดังนี้
71 P2 -P1 total - P1 เมื่อ P1 แทน ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน P2 แทน ผลรวมของคะแนนหลังเรียนทุกคน total แทน ผลคูณของจำนวนนักเรียนกบคะแนนเต็ม ข้อสังเกตบางประการเกี่ยวกับค่า E.I. 1. E.I. เป็นเรื่องอัตราส่วนของผลต่าง จะมีค่าสูงสุดเป็น 1.00 ส่วนค่าต่ำสุดไม่สามารถกำหนดได้เพราะมี ค่าต่ำกว่า -1.00 ก็ได้ และถ้าเป็นค่าลบแสดงว่า คะแนนผลสอบก่อนเรียนมากกว่าหลังเรียน ซึ่งมีความหมาย ว่าระบบการเรียนการสอนหรือสื่อที่ใช้ไม่มีคุณภาพ 2. การแปลผล ถ้า E.I. ในตารางในบทที่ 4 (ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของวิทยานิพนธ์) (Thesis) หรือ การค้นคว้าอิสระ (IndependentStudy) มักจะใช้ข้อความไม่เหมาะสมทำให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของ E.I. ผิด จากความเป็นจริง เช่น E.I. มีค่าเท่ากับ 0.6240 ก็มักจะกล่าวว่า “ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ0.6240ซึ่งแสดง ว่านักเรียนมีคะแนนเพิ่มขึ้นร้อยละ 62.40” ซึ่งในความเป็นจริง ค่า E.I. เท่ากับ 0.6240 เพราะคิดเทียบจาก ค่า E.I. จะมีค่า 62.40 จึงควรใช้ข้อความว่า “ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.6240 แสดงว่านักเรียนมีคะแนน เพิ่มขึ้น 0.6240 หรือคิดเป็นร้อยละ 62.40” (ไม่ใช่แสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 62.40) 3. ถ้าค่าของ E1/E2 ของแผนการเรียนรู้สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และเมื่อหา E.I. พบว่ามีพัฒนาการเพิ่มขึ้น ถึงระดับหนึ่งที่ผู้วิจัยพอใจ หากคำนวณค่าความคงทนด้วยโดยใช้สูตร t-test (แบบDependent Samples) ก็ไม่ได้ แปลว่าจะมีนัยสำคัญ (เพราะผู้วิจัยคาดหวังว่าหากสื่อหรือแผนการเรียนรู้มีคุณภาพ ผลการเรียนหลังสอนเมื่อ ผ่านไประยะหนึ่ง เช่น ผ่านไป 2 สัปดาห์ กับผลการเรียนหลังเรียนจบจะต้องไม่แตกต่างกัน) จากการศึกษาค้นคว้าสรุปได้ว่า ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ตัวเลขแสดงความก้าวหน้าในการเรียน ของผู้เรียน โดยเปรียบเทียบจากคะแนนที่เพิ่มขึ้นจากคะแนนการทดสอบก่อนเรียนกับคะแนนที่ได้จากการ ทดสอบหลังเรียน และคะแนนเต็มหรือคะแนนสูงสุดกับคะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียน 11. หลักการ แนวคิด และทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 1. ความหมายของความพึงพอใจ มีนักวิชาการและนักการศึกษาได้ให้ความหมายของคำว่าความพึง พอใจ ไว้หลายทัศนะ ดังนี้ เดสเลอร์ (Desller 1983; อ้างถึงใน จรูญศักดิ์ พันธวิศิษฎ์, 2543) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความรู้สึกต่องาน เพื่อความต้องการที่สำคัญของคนเรา เช่น การมีสุขภาพดี มีความมั่นคง มีความ สมบูรณ์พูนสุข มีพวกพ้อง มีคนยกย่องต่าง ๆ ที่ได้รับการตอบสนองแล้วทำให้มีผลต่องาน กู๊ด (Good 1973; อ้างถึงใน จรูญศักดิ์ พันธวิศิษฎ์, 2543) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง คุณภาพ สภาพ หรือระดับความพึงพอใจที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากความสนใจต่างๆ และทัศนคติของบุคคลที่มีต่อ กิจกรรม E.I. =
72 มอส (Morse, 1995) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ทุกสิ่งทุกอย่างที่สามารถลดความเครียดของ บุคคลให้น้อยลง ถ้ามีความเครียดมากจะทำให้เกิดความไม่พึงพอใจในการกระทำกิจกรรม จรูญศักดิ์ พันธวิศิษฎ์ (2543) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรุนแรงของความต้องการของ ผู้ปฏิบัติงานสำหรับผลลัพธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง กัลยาณี พันธ์นรา (2540)ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจ หมายถึงการลดความเครียดให้น้อยลง หากคนมีความเครียดจะทำให้เกิดความไม่พอใจในการทำงาน ซึ่งความเครียดนั้นได้รับการตอบสนองทั้งหมด หรือแค่เพียงบางส่วน ความเครียดจะลดน้อยลงและในทางกลับกันถ้าความต้องการนั้นไม่ได้รับการตอบสนอง ความเครียดและความไม่พอใจก็จะเกิดขึ้น เรียม ศรีทอง (2542) ให้ความหมายของความพึงพอใจ หมายถึงความรู้สึกนึกคิดโดยรวมของ บุคคล ในเชิงบอกพฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกถึงความพอใจ สังเกตได้จาก 1. ความคิด : คิดถึงงานในแง่ท้าทาย น่าทำ มีคุณค่า ประโยชน์ 2. อารมณ์ความรู้สึก : พอใจ ตื่นเต้น สนุก เพลิดเพลิน มีกำลังใจ 3. การกระทำ :ตั้งใจทำงาน อดทน กระตือรือร้น ขยัน มุ่งมั่น มีความสนใจทำให้งานสำเร็จและมี คุณภาพ บรรลุวัตถุประสงค์ สมนึก พรเจริญ (2544) ให้ความหมายของความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกพอใจและเต็มใจใน การปฏิบัติงานนั้นให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุขกับการทำงาน ประยง กำประโคน (2542) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความรู้สึกพอใจโดยการได้ บรรลุหรือการได้ตอบสนองในความต้องการ ความคาดหวัง ความปรารถนา ความอยากของบุคคล ซึ่งเป็นผล มาจากความชอบ ความสนใจ มีทัศนคติที่ดีต่อสถานการณ์หรือสิ่งใดๆ และเห็นว่า สิ่งนั้นเป็นประโยชน์และ มีคุณค่า จรูญศักดิ์ พันธวิศิษฎ์ (2543) กล่าวว่าสภาพการปฏิบัติงาน และกำลังใจในการปฏิบัติงานเป็นแรงที่ เกิดขึ้นจากสภาพภายใน และภายนอกของตัวบุคคล แต่มูลเหตุอันสำคัญของบุคคลคือ ความต้องการ (Needs) จากความหมายความพึงพอใจดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า ความพึงพอใจ เป็นระบบของความรู้สึกที่ เกิดขึ้นจากการได้บรรลุในความต้องการ ความคาดหวัง ความปรารถนา ความอยากของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือต่อสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง และเห็นว่าสิ่งนั้นมีประโยชน์และมีคุณค่า 2. แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ 2.1 ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของ Maslow มาสโลว์ (Maslow, 1970) กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนมีความต้องการเหมือนกัน แต่ความ ต้องการนั้นเป็นลำดับขั้น เขาได้ตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับความต้องการของมนุษย์ไว้ดังนี้ 1. มนุษย์มีความต้องการ ความต้องการมีอยู่เสมอ และไม่มีที่สิ้นสุด 2. ความต้องการที่ได้รับการตอบสนองแล้วจะไม่เป็นสิ่งจูงใจสำหรับพฤติกรรมต่อไป ความ ต้องการที่ได้รับการตอบสนองเท่านั้นที่เป็นสิ่งจูงใจของพฤติกรรม
73 3. ความต้องการของมนุษย์จะซ้ำซ้อนกัน บางทีความต้องการหนึ่งได้รับการตอบสนอง ยังไม่ สิ้นสุดก็เกิดความต้องการด้านอื่นขึ้นมาอีก 4. ความต้องการของคนมีลักษณะเป็นลำดับขั้นตามลำดับความสำคัญ กล่าวคือเมื่อ ความ ต้องการในระดับต่ำได้รับการตอบสนองแล้ว ความต้องการระดับสูงก็จะเรียกร้องให้มีการตอบสนอง ซึ่งลำดับขั้น ความต้องการของ Maslow มี 5 ลำดับขั้นจากต่ำไปสูง ดังนี้ 4.1 ความต้องการด้านร่างกาย 4.2 ความต้องการด้านความปลอดภัยหรือความมั่นคง 4.3 ความต้องการทางด้านสังคม 4.4 ความต้องการการยอมรับในสังคมหรือได้รับการยกย่องในสังคม 4.5 ความต้องการบรรลุเป้าหมายสูงสุดในชีวิต 2.2 ทฤษฎีแรงจูงใจของ Herzberg เฮิร์กเบิร์ก (Herzberg, 1984; อ้างถึงในวิโรจน์ สารรัตนะ, 2548) ให้แนวคิดเกี่ยวกับปัจจัย ที่ทำให้เกิดความพึงพอใจในการทำงานกับปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่พึงพอใจในการทำงาน ดังนี้ 2.2.1 ปั จ จั ย ค้ ำจุ น ห รือ ปั จจั ย ธ ำรงรัก ษ า (Hygiene or Maintenance Factors) ประกอบด้วย นโยบายและการบริหารองค์การ การนิเทศงาน ความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชากับเพื่อน ร่วมงาน และกับผู้ใต้บังคับบัญชา เงินเดือน ความมั่นคงในงาน ชีวิตส่วนตัว สภาพของงาน และสถานภาพ 2.2.2 ปัจจัยจูงใจ (Motivational Factors) ประกอบด้วย ความสำเร็จ การได้รับการ ยอมรับ ความก้าวหน้าในตำแหน่ง ลักษณะของงาน โอกาสความก้าวหน้าส่วนบุคคลและความรับผิดชอบ 2.3 ทฤษฎีความต้องการความสำเร็จของ McCalland แมกคอนแลน (McCallan, 1985; อ้างถึงในวิโรจน์ สารรัตนะ, 2548) ได้ทำวิจัยเรื่องความ ต้องการความสำเร็จ พบว่า ผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงแตกต่างกับบุคคลอื่นโดยทั่วไปจะมีลักษณะดังนี้ 2.3.1 มีความรับผิดชอบสูง 2.3.2 มีเป้าหมายระดับกลาง 2.3.3 ต้องการได้รับข้อมูลย้อนกลับที่ทันการเกี่ยวกับงานของตนว่าสำเร็จ หรือล้มเหลว 2.3.4 ต้องการทำงานร่วมกับผู้ที่มีความสามารถ นอกจากนี้ McCalland ได้ตั้งสมมติฐานไว้ว่า บุคคลใดมีความต้องการความสำเร็จสูงต่ำ เพียงใดนั้นขึ้นอยู่กับการอบรมหรือประสบการณ์ในวัยเด็ก หากในวัยเด็กเขาจำต้องต่อสู้แข่งขันหรือถูกผู้อื่น อิจฉาริษยา เมื่อเจริญวัยประสบการณ์ในวัยเด็กจะทำให้เขามีความมานะพยายามสูง และต่อสู้ไม่ยอมแพ้ใคร 2.4 ทฤษฎี ERG ของ Alderfer ออเดอร์เฟอร์ (Alderfer, 1981; อ้างถึงในวิโรจน์ สารรัตนะ, 2548) ได้นำพื้นฐานความรู้จาก ทฤษฎีของ Maslow และ Herzberg มาสร้างรูปแบบการจูงใจขึ้นใหม่ที่คล้ายคลึงกัน โดยแบ่งความต้องการ ของมนุษย์ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ดังนี้
74 2.4.1 ความต้องการการอยู่รอด (E-existence) เป็นความต้องการทางร่างกาย สิ่งของ เครื่องใช้ต่างๆ เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย เป็นต้น หรือในองค์กรก็เป็น ค่าจ้าง โบนัส ผลประโยชน์ตอบแทน สภาพการทำงานที่ดี และสัญญาว่าจ้าง เป็นต้น 2.4.2 ความต้องการความสัมพันธ์ (R-relatedness) เป็นความต้องการความสัมพันธ์ที่มีต่อ กันกับบุคคลในองค์การ เป็นความต้องการทุกชนิดในเชิงมนุษยสัมพันธ์ 2.4.3 ความต้องการก้าวหน้าและเติบโต (G-growth) เป็นความต้องการเกี่ยวกับ การพัฒนา การเปลี่ยนแปลงสภาพ และความเติบโตด้วยความรู้ ความสามารถในองค์การ ความต้องการ ความรับผิดชอบเพิ่ม การทำกิจกรรมใหม่ที่มีโอกาสใช้ความรู้ความสามารถใหม่ และการมีโอกาสสัมผัสงานใหม่หลายด้านมากขึ้น 2.5 ทฤษฎีของ Roe โรว์(Roe, 1956; อ้างถึงในเทพวรรณ สิงหบุตร,2550) จัดอยู่ในกลุ่มของทฤษฎีของความ ต้องการ (Need theory) ได้กล่าวถึงความต้องการเป็นสิ่งกระตุ้นให้บุคคลเลือกที่จะเรียน คนทุกคนอยู่ภายใต้ อิทธิพลของความต้องการ ซึ่งสามารถสนองความพอใจได้และความต้องการนี้ได้รับจากพันธุกรรมและ สิ่งแวดล้อมตอนต้น โรว์เน้นว่าการได้เรียนวิชาที่สนองความต้องการจะสร้างความพึงพอใจให้แก่บุคคลได้ 2.6 ทฤษฎีความคาดหวังของ Vroom วรูม (Vroom, 1998; อ้างถึงในวิโรจน์ สารรัตนะ, 2548) ได้ชี้ให้เห็นว่าการที่คนจะมี แรงจูงใจที่ทุ่มเทความพยายาม (effort) เพื่อการปฏิบัติงาน (Performance) เพื่อให้ได้ผลงานตามที่ต้องการ หรือไม่นั้น จะพิจารณาจากองค์ประกอบ 3 ประการ คือ 2.6.1 ความคาดหวังเกี่ยวกับความพยายามกับการปฏิบัติงาน เป็นการประเมินความ เป็นไปได้ว่าจะปฏิบัติงานได้หรือไม่ ซึ่งมักจะประเมินถึงความสามารถ และความเพียงพอของปัจจัยบริบท อื่นๆ เช่น ทรัพยากรที่จะจัดหามาได้ เป็นต้น 2.6.2 ความคาดหวังเกี่ยวกับปฏิบัติงานกับผลลัพธ์ เป็นการประเมินความเป็นไปได้ว่า เมื่อ ปฏิบัติงานสำเร็จแล้วจะได้รับรางวัลตอบแทนอะไร เช่น โบนัส การเลื่อนตำแหน่งเป็นต้น 2.6.3 ความคาดหวังเกี่ยวกับคุณค่าของผลลัพธ์ ความคาดหวังนี้ขึ้นอยู่กับว่ามีความสำคัญ มากน้อยแค่ไหน หากมีมากความคาดหวังก็จะสูง แต่ความคาดหวังนี้อาจถูกลบล้างด้วยคุณค่าของสิ่งที่จะ ได้รับในทางลบได้ เช่น การสูญเสียเวลา เป็นต้น โดยสรุป ทฤษฎีได้นำมาใช้ในการทำนายพฤติกรรม และทำความเข้าใจการตัดสินใจที่จะ เลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จึงจะประสบความสำเร็จมาก และมีพื้นฐานมาจากความจริงที่ว่าบุคคลตัดสินใจกระทำสิ่ง ใดสิ่งหนึ่งจากความเชื่อของเขาที่มีต่อสิ่งนั้นว่าจะทำให้เขาได้รับสิ่งที่ก่อให้เกิดความพอใจ หรือประโยชน์ต่อ ตัวเขามากที่สุด
75 12. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความและการสร้างแบบ ฝึกทักษะ พบว่า มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ จุฬาลักษณ์วงศ์นาค (2552) ได้ศึกษาผลสัมฤทธิ์การเขียนสะกดคำยากโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนอนุบาลนครปฐม จังหวัดนครปฐม จำนวน 91 คน พบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่านักเรียนที่เรียนโดยใช้วิธีสอนแบบ ปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทัศนีย์ ใจแก้ว (2552) ได้ศึกษาเรื่องการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำยากและ กลุ่มคำที่ควรศึกษา โดยใช้แบบฝึกกับการสอนตามปกติชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดช้างเทกระจาด (จันทร์ จำนง) อำเภอชะอำ จังหวัดชลบุรี พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในกลุ่มทดลอง สูงกว่ากลุ่ม ควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จึงสรุปได้ว่า การเขียนสะกดคำยากและกลุ่มคำที่ควรศึกษาโดย ใช้แบบฝึกทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น นิพล ศรีแพง (2553) ได้ศึกษาเรื่องผลการสอนภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะทางภาษาเพื่อพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านสว่าง อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ จำนวน 52 คน พบว่า นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะมีคะแนนความคิดสร้างสรรค์ทางการเรียนสูงกว่า ก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ประพัฒน์โพธิ์ทอง (2553) ได้สร้างแบบฝึกทักษะวิชาภาษาไทยเรื่องตัวสะกดตามมาตรา แม่กน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนชุมชนประทาย อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 59 คน ความก้าวหน้าทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนในกลุ่มทดลอง สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 อภิเดช ใจปลื้ม (2553) ได้ศึกษาเรื่องการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเขียนสะกดคำของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนชุมชนสามัคคีราษฎร์บำรุง อำเภอหนองกุงศรี จังหวัดกาฬสินธุ์ จำนวน 60 คน โดยใช้แบบฝึกที่จัดคำเป็นกลุ่มคำ คละคำ พบว่า นักเรียนที่เรียนแบบ โดยใช้แบบฝึกที่จัดทำเป็น กลุ่มคำสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับการสอนโดยจัดคละคำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 นพพร จิตศักดิ์(2553) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบ การเรียน ภาษาไทย เรื่องหมาเก้าหาง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ภาค เรียนที่ 2ปีการศึกษา 2552 จำนวน 24คน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 ผลการวิจัย พบว่า แบบฝึกทักษะ ประกอบการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.64/86.25 แสดงว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ มีค่าดัชนี ประสิทธิผลเท่ากับ 0.82และนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือเรียนและแบบฝึกทักษะมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ราตรีพิมพ์ทอง (2553) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบ การ เรียนภาษาไทย เรื่องหลวงปู่ขาว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1โรงเรียนโนนสังวิทยาสรรค์ จังหวัดหนองบัวลำภู ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 22 คน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ผลการวิจัย พบว่า แบบฝึก
76 ทักษะประกอบการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.12/84.09แสดงว่า มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้และกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.93และนักเรียน ที่เรียนด้วยหนังสือเรียนและแบบฝึกทักษะมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ขนิษฐา แสงศักดิ์ (2554) ได้ศึกษาการใช้แบบฝึกพัฒนาทักษะการเขียนสรุปความจากบทร้อยกรองของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหมอพัฒนานุกูล จังหวัดสระบุรี พบว่าคะแนนก่อนเรียน และหลัง เรียนของกลุ่มทดลองต่างกันไปอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งแสดงว่านักเรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ 25.57 ยุพิน พลคำ (2554) ได้สร้างแบบฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพในการแสดงออกเสียงพยัญชนะ ช ฉ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่พูดภาษาถิ่นส่วยในโรงเรียนบ้านเหล่าหมากคำ อำเภอยางสีสุราช จังหวัดมหาสารคาม จำนวน 25 คน พบว่า นักเรียนที่พูดภาษาถิ่นส่วยหลังจากได้รับ การฝึกโดยใช้แบบฝึก เสริมทักษะมีผลสัมฤทธิ์ของการออกเสียงพยัญชนะ ช ฉ สูงกว่าก่อนได้รับการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 นันทิพร จิตยุติ (2554) ได้ทำการวิจัยเพื่อศึกษาผลของเทคนิคการชี้แนะเพื่อเป็นนักคิดที่มีต่อ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่า ผลของ เทคนิคการชี้แนะเพื่อเป็นนักคิดที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนหลังการ ทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วรรณา ทองทัด (2554) ได้สร้างแบบฝึกหัดการเขียนสะกดคำสำหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดทรพสโมสร เขตหนองจอก กรุงเทพฯ จำนวน 30 คน พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนของ นักเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกหัดการเขียนสะกดคำสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด วิไลพร พรมตา (2554) ผลของการเรียนการสอนแบบผสมผสานด้วยการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ในบทเรียนภาษาอังกฤษที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีบุคลิกภาพแตกต่าง กัน พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จรัล สุขเกษม (2554) ได้สร้างแบบฝึกการสอนซ่อมเสริมการอ่านออกเสียงภาษาไทยกับนักเรียน โรงเรียนบ้านระโนด (ธัญเจริญ) อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา จำนวน 30 คน พบว่าผลสัมฤทธิ์การออกเสียง ก่อนและหลังการใช้แบบฝึกของกลุ่มตัวอย่างแตกต่างกัน โดยหลังการใช้แบบฝึกสูงขึ้น อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ณัฐพงศ์ สาวงค์ตุ้ย (2554) ได้พัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำยากวิชาภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไทยสามัคคีและโรงเรียนบ้านโนนสูง จำนวน 36 คน พบว่านักเรียนที่เรียน ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะมีความสามารถในการสะกดคำ มีความหมายคงทนในการเรียนรู้ มีเจตคติต่อแบบฝึก
77 ทักษะการสะกดคำยากสูงกว่านักเรียนที่เรียนจากแบบฝึกทักษะตามคู่มือครูอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ. 01 บังอร แก่นเพชร (2555)ได้ทำการวิจัยเรื่องการสร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียน ภาษาไทย เรื่องเที่ยวงานพนมรุ้ง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1)สร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะ ประกอบการเรียนภาษาไทย เรื่องเที่ยวเขาพนมรุ้ง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) หาค่าดัชนี ประสิทธิผลของหนังสือ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนไตรภูมิวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า หนังสือเรียนมีประสิทธิภาพ 84.55/82.40 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .5416 แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนภาษาไทยมีประสิทธิภาพ 84.08/82.40 และนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือเรียน และแบบฝึกทักษะมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึง พอใจในระดับมากที่สุด ณัฐกานต์ทองย้อม (2555) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การสร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบ การ เรียนภาษาไทย เรื่องเที่ยวงานแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี ชั้นประถมศึกษาปีที่2 ที่มีคุณภาพโดย สร้างแบบฝึกทักษะประกอบการเรียนภาษาไทยที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และหาค่าดัชนี ประสิทธิผลของการเรียนรู้โดยใช้หนังสือและแบบฝึกทักษะและแผนการสอน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่2จำนวน 45คน โรงเรียนโพนทอง อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า หนังสือและ แบบฝึกทักษะโดยภาพรวมและเป็นรายด้าน คือ ด้านการจัดรูปเล่ม ด้านการจัดภาพ ด้านการดำเนินเรื่อง และเนื้อหาของเรื่องอยู่ในระดับดีมากทุกด้าน หนังสือแบบฝึกทักษะและแผนการสอนประกอบการเรียน ภาษาไทย มีประสิทธิภาพ 84.86/84.80 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ และค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.5928 แสดงว่านักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ภาษาไทย ร้อยละ 59.28 ของคะแนนที่เหลือและ นักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือเรียนและแบบฝึกทักษะ มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องข้างต้น สรุปได้ว่า หนังสือส่งเสริมการอ่านที่สร้างขึ้นมี ประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 80/80และมีค่าดัชนีประสิทธิผลมากกว่า 0.50ขึ้นไป นั่นหมายความว่าผู้เรียน ที่เรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้และมีคะแนน ความก้าวหน้ามากกว่าร้อยละ 50 ของคะแนนที่เหลือ จากประโยชน์ของหนังสือส่งเสริม การอ่านดังกล่าว ทำ ให้ผู้ศึกษาได้นำข้อดีดังกล่าวมาใช้ในการสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่าน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองเสี้ยว สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น กรม ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย 8.2 งานวิจัยต่างประเทศ โบดร๊อก (Bodreaux,2005) ได้วิจัยเรื่องประสิทธิภาพในการสอนภาษาไทย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาและศึกษาทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการสอนระหว่างการสอน ปกติ การสอนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และการสอนด้วยชุดการสอนแบบกิจกรรม ผลการวิจัยปรากฏ
78 ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และที่เรียนด้วย ชุดการสอนแบบกิจกรรมสูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยการสอนปกติอย่างมีนัยสำคัญ โคว (Kuo, 2008) ได้ใช้ภาพเคลื่อนไหวในสถานการณ์จำลองบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อ ศึกษาปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมของมนุษย์เพื่อตรวจสอบปฏิกิริยาตอบสนองของผู้คนที่ผ่านสถานการณ์ที่ กำหนดให้ ผลการวิจัย พบว่า ภาพเคลื่อนไหวเป็นสื่อที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมและเสนอกระบวนการที่ ซับซ้อนได้ดี ลี (Lee, 2009) ได้ศึกษาประสิทธิภาพบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับระบบการศึกษาในการใช้ภาษา โดยมีความมุ่งหมายเพื่อประเมินผลกระทบของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนในการพัฒนาความสามารถของ ผู้เรียนและหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่จะให้ผู้เรียนบรรลุตามวัตถุประสงค์โดยแบ่ง ผู้เรียนเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลองเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน กลุ่มควบคุมเรียนโดยไม่มีบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุมมีค่าคาดคะเนแตกต่างกันอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ฮัสซิน (Hutchins,2009) ได้ศึกษาการใช้Softwareในการนำเสนอบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ใน การถ่ายทอดทางการศึกษาและการฝึกอบรม ผลการศึกษา พบว่า นักวิชาการและผู้ให้การฝึกอบรม ซึ่งทำ หน้าที่ประจำอยู่ในสถาบัน ได้มีการใช้ Software ในการนำเสนอบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน และชุดของ Software ที่ใช้มากที่สุด คือ Software Power Point บราวเลย์ (Brawlay,2010) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับประสิทธิภาพของชุดการสอนบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเพื่อใช้สอนเรื่องการบอกเวลาสำหรับเด็กเรียนช้า ผู้วิจัยได้สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอน 12 ชุด ใช้เวลาสอน 15 วัน ผลการวิเคราะห์การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนระหว่างกลุ่ม ควบคุมและกลุ่มทดลองพบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มควบคุม โจนส์ (Jones, 2011) ได้ศึกษาความเข้าใจในการฟังจากการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ของนักเรียนที่เรียนวิชาภาษาไทยในภาคเรียนที่ 2 จำนวน 171 คน ที่สอนวิธีการฟังข้อความภาษาไทยเชิง ประวัติศาสตร์จำนวน 331 คำ โดยใช้หน่วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนระหว่างกลุ่มนักเรียนที่ได้รับ คำอธิบายประกอบคำสำคัญ เพื่อค้นหาสารสนเทศที่ช่วยได้เพื่อประกอบเนื้อหาที่ฟัง ที่ต่างกัน คือ นักเรียนที่ ไม่ได้รับคำอธิบายประกอบเป็นเอกสารแต่ได้รับคำอธิบายประกอบด้วยคำพูด ได้รับคำอธิบายประกอบที่เป็น ภาพหรือได้รับทั้งสองอย่าง ผู้วิจัยทำการศึกษาความแตกต่างในความต้องการความเข้าใจ และคำศัพท์ ระหว่างกลุ่มทั้งสอง โดยใช้แบบทดสอบก่อนและหลังการทดลองและใช้แบบทดสอบหลังการทดลองแบบพิธี การระลึกได้ และใช้วิธีการสัมภาษณ์เกี่ยวกับเจตคติแนวความคิดความเชื่อของนักเรียน ผลการศึกษา พบว่า การบอกลักษณะคำแปลของคำศัพท์และการระลึกข้อความได้ สำหรับนักเรียนที่ไม่ได้รับคำอธิบายประกอบ คำศัพท์อยู่ในระดับต่ำ ส่วนนักเรียนที่ได้รับคำอธิบายประกอบคำศัพท์เพียงอย่างเดียวอยู่ในระดับปานกลาง และนักเรียนที่ได้รับคำอธิบายประกอบคำศัพท์ทั้งสองประเภทอยู่ในระดับดีที่สุด ในด้านความเข้าใจในการฟัง ผู้เรียนที่มีความสามารถทางมิติสัมพันธ์ รู้พิธีการระลึกได้นั้น ผู้เรียนที่มีความสามารถทางการพูดสูงปฏิบัติได้ ดีกว่าผู้เรียนที่มีความสามารถทางการพูดต่ำเมื่อผู้เรียนได้รับคำอธิบายประกอบคำศัพท์ด้วยภาพอย่างเดียว
79 พบว่า ผู้เรียนที่มีความสามารถทางการพูดสูง ปฏิบัติได้ดีกว่าผู้เรียนที่มีความสามารถทางการพูดต่ำ แนวโน้ม ของนักเรียนที่ได้รับคำอธิบายประกอบคำศัพท์ด้วยภาพ พบว่า นักเรียนที่มีความรู้ความเข้าใจต่ำมักปฏิบัติได้ ดีกว่านักเรียนที่มีความรู้ความเข้าใจสูงเมื่อมีการนำเสนอทั้ง 2รูปแบบ ส่วนนักเรียนที่ไม่ได้รับคำอธิบาย ประกอบ และได้รับคำอธิบายประกอบที่เป็นภาพ มีความรู้ความเข้าใจไม่แตกต่างกัน เจตคติและความเชื่อช่วย เสริมความรู้แต่ไม่ช่วยให้มีความเข้าใจเกี่ยวกับคำอธิบายประกอบคำเพื่อให้ได้ความรู้ใหม่จากเนื้อหาที่ฟัง ข้อเสนอแนะ ความเข้าใจในการฟังเมื่อใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่มุ่งเน้นสารสนเทศที่หลากหลาย เหมาะสำหรับนักเรียนที่มีความจำ ความเข้าใจและเจตคติที่ดีต่อการเรียน ซึ่งเป็นตัวเชื่อมโยงระหว่างภาษา พูดกับการมองเห็นได้ดีที่สุด 13. กรอบแนวคิดในการศึกษา ผู้ศึกษาได้ศึกษาเอกสาร ตำรา หลักสูตรการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วนำมาสังเคราะห์เป็น กรอบแนวคิดในการศึกษา ดังภาพที่ 1 ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม การเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน จับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้ หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน บ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น 2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสือ ส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการศึกษา
80 บทที่ 3 วิธีดำเนินงาน การพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ที่ผู้ศึกษา สร้างขึ้นมีวิธีการดำเนินการ ดังนี้ 1. แบบแผนการศึกษา 2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 4. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูล 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. แบบแผนการศึกษา การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพัฒนารูปแบบกลุ่มพัฒนากลุ่มเดียว วัดผลก่อนและหลังการพัฒนา (One-group Pretest–Posttest design) ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มพัฒนาเพียงกลุ่มเดียว มีการวัดผลก่อนการ พัฒนา (O1 ) หลังจากได้รับการจัดกระทำตามแบบโปรแกรม (X) แล้วมีการวัดผลหลังการพัฒนา (O2 ) ดังผัง การดำเนินการ ดังนี้(พิสุทธา อารีราษฎร์, 2551) แบบแผนการศึกษา O1 X O2 O1 หมายถึง การทดสอบก่อนเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน X หมายถึง การเรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ O2 หมายถึง การทดสอบหลังเรียนด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2.1 ประชากร เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่กำลังเรียน ในปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้อง ซึ่งจัดนักเรียนแบบคละความสามารถ จำนวน 16 คน 2.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพเครื่องมือ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 2 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 16 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) (บุญชม ศรีสะอาด, 2553) 3. เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ประกอบไปด้วย
81 3.1 แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 22 แผน 3.2 หนังสือส่งเสริมการอ่าน จำนวน 10 เล่ม 3.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 20 ข้อ 3.4 แบบฝึกทักษะการอ่าน จำนวน 10 ชุด 40 แบบฝึก 3.5 แบบสอบถามความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ 4. การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 4.1 แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 22 แผน มีวิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดังนี้ 4.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และคู่มือการจัดสาระ การเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เอกสาร ตำรา และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 4.1.2 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย ของกระทรวงศึกษาธิการ ตามเนื้อหาหลักสูตร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 4.1.3 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาความถูกต้องและ ความตรงเชิงเนื้อหา 4.1.4 นำแผนการจัดการเรียนรู้มาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม 4.1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้เสนอผู้บริหารโรงเรียนบ้านหนองเสี้ยว เพื่อขออนุมัติ ใช้สอน ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ นำแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของการจัดกิจกรรม การเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของกระทรวงศึกษาธิการ จำนวน 22 แผน การจัดการเรียนรู้ ที่สามารถสรุปได้ดังภาพที่ 2 ภาพที่2 สรุปขั้นตอนการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และคู่มือการจัดสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เอกสาร ตำรา และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของกระทรวงศึกษาธิการ ตามเนื้อหาหลักสูตร กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาความถูกต้องและความตรงเชิงเนื้อหา นำแผนการจัดการเรียนรู้มาปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม นำแผนการจัดการเรียนรู้เสนอผู้บริหารโรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) เพื่อขออนุมัติใช้สอน
82 4.2 การสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ มีวิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดังนี้ 4.2.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และคู่มือ การจัด สาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เอกสาร ตำรา และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 4.2.2 ออกแบบจัดทำหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ ซึ่งประกอบด้วยหนังสือจำนวน 10 เล่ม ดังนี้ เล่มที่ 1 เรื่อง น้องโด่งเด็กดี เล่มที่ 2 เรื่อง พีกับพัดจอมพลัง เล่มที่ 3 เรื่อง น้องโบจอมซน เล่มที่ 4 เรื่อง ปิงปองกลับใจ เล่มที่ 5 เรื่อง พี่พอกับน้องเพียง ตอนที่ 1 เล่มที่ 6 เรื่อง พี่พอกับน้องเพียง ตอนที่ 2 เล่มที่ 7 เรื่อง มัดหมี่กับไหมทอง เล่มที่ 8 เรื่อง สงกรานต์บ้านเรา เล่มที่ 9 เรื่อง สดใสรักสะอาด เล่มที่ 10 เรื่อง สามเกลอจอมพลัง 4.2.3 นำเสนอหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความถูกต้อง เหมาะสม 4.2.4 ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ และจัดทำเพิ่มเติมให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียนในชั้น เรียนเพื่อให้พร้อมในการนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริม การอ่านจับใจความ โดยนำไปใช้ทดสอบประสิทธิภาพ โดยได้ดำเนินการดังนี้ 4.2.4.1การทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One to One) (บุญชม ศรีสะอาด, 2553) ทำการทดลองใน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 กับนักเรียนจำนวน 3 คน เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคู ขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ผลการทดลอง พบว่า หนังสือส่งเสริมการ อ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.65/81.67และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7528 หลังจากปรับปรุง หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 แล้วนำไปทดลองแบบกลุ่มเล็ก (Small Group) ต่อไป 4.2.4.2 การทดลองแบบกลุ่มเล็ก (SmallGroup) (บุญชม ศรีสะอาด, 2553) โดยทำการ ทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ขอนแก่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการ อ่านจับใจความ ทำการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดยทำการทดลองกับนักเรียนจำนวน 9
83 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) และไม่ซ้ำกับการทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่ง ผลการ ทดลอง พบว่า หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.34/82.78 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7540 หลังจาก ปรับปรุงหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2แล้วนำไปทดลองแบบภาคสนาม (Field Testing)ต่อไป 4.2.4.3 การทดลองแบบภาคสนาม (Field Testing) (บุญชม ศรีสะอาด, 2553) โดยทำการ ทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ขอนแก่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย เพื่อหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการ อ่านจับใจความ ทำการทดลองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566โดยทำการทดลองกับนักเรียนจำนวน 16 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) (บุญชม ศรีสะอาด, 2553) และไม่ซ้ำกับการทดลอง แบบหนึ่งต่อหนึ่ง และแบบกลุ่มเล็กผลการทดลอง พบว่า หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.84/83.10และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7601 ซึ่งมีประสิทธิภาพ ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ และนำไปใช้ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 ต่อไป 4.2.5 นำหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ที่ปรับปรุงแล้วไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนบ้านคูขาด (สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ทำการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 16 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบ กลุ่ม (Cluster Random Sampling) (บุญชม ศรีสะอาด, 2553) ขั้นตอนการสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 สามารถสรุปได้ดังภาพที่ 3
84 ภาพที่3 สรุปขั้นตอนการสร้างหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ 4.3 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีวิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพดังนี้ 4.3.1 ศึกษาเทคนิควิธีการสร้างแบบทดสอบปรนัย 4.3.2 ศึกษาเนื้อหาบทเรียนของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความทั้ง 10 เล่มที่ผู้ศึกษาสร้าง ขึ้น 4.3.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ 4.3.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้น เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความครอบคลุมเนื้อหา จุดประสงค์ ความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ความเหมาะสมของเวลาที่ใช้ ทดสอบ ความยากง่าย และความเหมาะสมของคำถาม และตัวเลือก แล้วลงความคิดเห็นว่าข้อสอบแต่ละข้อ ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการวัดหรือไม่ 4.3.5 บันทึกความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนในแต่ละข้อ แล้วหาผลรวมคะแนนความ คิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดเป็นรายข้อ เพื่อนำไปหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ (IOC) (สมนึก ภัททิยธนี, 2546) ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และคู่มือการจัดสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เอกสาร ตำรา และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ออกแบบจัดทำหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ ซึ่งประกอบด้วยหนังสือจำนวน 10 เล่ม นำเสนอหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความถูกต้องเหมาะสม ปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ และจัดทำเพิ่มเติมให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียนในชั้นเรียนเพื่อให้พร้อม ในการนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่าน จับใจความ โดยนำไปใช้ทดสอบประสิทธิภาพ นำหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่2ไปทดลองกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์ อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ทำการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 16 คน ได้มาโดยการแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) การทดลองแบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One to One) การทดลองแบบกลุ่มเล็ก (Small Group) การทดลองแบบภาคสนาม (Field Testing)
85 4.3.6 คัดเลือกข้อสอบที่มีค่าดัชนีที่มีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ตั้งแต่ 0.80-1.00 ให้ครอบคลุมเนื้อหาและจุดประสงค์ ได้จำนวน 20 ข้อ 4.3.7 จัดพิมพ์แบบทดสอบเท่ากับจำนวนนักเรียนให้เพียงพอในการนำไปใช้ในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 16 คน ที่เรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 โรงเรียนบ้านคู ขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่เคยเรียนเนื้อหาสาระนี้มาแล้ว 4.3.8 นำคะแนนที่ได้มาหาค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งฉบับ ซึ่งมีค่าความยาก (P)อยู่ระหว่าง 0.53-0.67 ค่าอำนาจ จำแนก (B) อยู่ระหว่าง 0.81-1.00 และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฉบับจริง เท่ากับ 0.90 (สาคร แสงผึ้ง, 2550) 4.3.9 จัดพิมพ์ข้อสอบฉบับสมบูรณ์ให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียน เพื่อนำไปใช้ในการทดลอง ต่อไป ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สามารถ สรุปได้ดังภาพที่ 4 ศึกษาเทคนิควิธีการสร้างแบบทดสอบปรนัย สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้น เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความครอบคลุมเนื้อหา จุดประสงค์ ความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม บันทึกความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนในแต่ละข้อ แล้วหาผลรวมคะแนนความคิดเห็น ของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมดเป็นรายข้อ เพื่อนำไปหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับ จุดประสงค์ (IOC) คัดเลือกข้อสอบที่มีค่าดัชนีที่มีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ ตั้งแต่ 0.80-1.00 ให้ครอบคลุมเนื้อหาและจุดประสงค์ ได้จำนวน 20 ข้อ จัดพิมพ์แบบทดสอบเท่ากับจำนวนนักเรียนให้เพียงพอในการนำไปใช้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 คน ที่เรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองเสี้ยว สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ที่เคยเรียนเนื้อหาสาระนี้มาแล้ว ศึกษาเนื้อหาบทเรียนของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความทั้ง 10 เล่ม ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น
86 ภาพที่4 สรุปขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4.4 การสร้างแบบประเมินคุณภาพหนังสือ แบบประเมินคุณภาพหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เป็นแบบประเมินแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ผู้ศึกษาดำเนิน การ สร้าง ดังนี้ 4.4.1 ศึกษาเกณฑ์การประเมินค่าหนังสือสำหรับเด็ก จากหนังสือการพัฒนาเกณฑ์การ ประเมินค่าวรรณกรรมไทย (กระทรวงศึกษาธิการ, 2553) 4.4.2 นำเกณฑ์การประเมินค่าหนังสือสำหรับเด็กของกรมวิชาการมาปรับและเขียนเป็นแบบ ประเมิน จำนวน 2 ด้าน รวม 10 ข้อ โดยให้ระดับการประเมินมีระดับคุณค่า 5ระดับ คือ 1ถึง 5 1 หมายถึง มีคุณค่าระดับ ปรับปรุง 2 หมายถึง มีคุณค่าระดับ พอใช้ 3 หมายถึง มีคุณค่าระดับ ปานกลาง 4 หมายถึง มีคุณค่าระดับ ดี 5 หมายถึง มีคุณค่าระดับ ดีมาก กำหนดเกณฑ์คุณภาพหนังสือ โดยประยุกต์มาจากเกณฑ์การให้คะแนนจากหนังสือ การวิจัยเบื้องต้น (บุญชม ศรีสะอาด, 2553) ดังนี้ ดีมาก มีค่าคะแนนเท่ากับ 4.51 – 5.00 ดี มีค่าคะแนนเท่ากับ 3.51 – 4.50 ปานกลาง มีค่าคะแนนเท่ากับ 2.51 – 3.50 พอใช้ มีค่าคะแนนเท่ากับ 1.51 – 2.50 ปรับปรุง มีค่าคะแนนเท่ากับ 0.00 – 1.50 4.4.3 นำแบบประเมินที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาประเมินความสอดคล้องและ ครอบคลุม แล้วปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ ได้ค่าคุณภาพเท่ากับ 4.75 4.4.4 นำแบบประเมินที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว จัดพิมพ์เป็นแบบประเมินฉบับสมบูรณ์จำนวน 3 ฉบับ สำหรับผู้เชี่ยวชาญในการประเมินคุณภาพหนังสือส่งเสริมการอ่าน ขั้นตอนการสร้างแบบประเมินคุณภาพหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สามารถสรุปได้ดังภาพที่ 5 นำคะแนนที่ได้มาหาค่าความยาก ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนทั้งฉบับ จัดพิมพ์ข้อสอบฉบับสมบูรณ์ให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียน เพื่อนำไปใช้ในการทดลองต่อไป
87 ภาพที่5 สรุปขั้นตอนการสร้างแบบประเมินคุณภาพหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ 4.5 การสร้างแบบฝึกทักษะการอ่าน มีวิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพ ดังนี้ 4.5.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และคู่มือการจัดสาระ การเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เอกสาร ตำรา และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง 4.5.2 ศึกษาการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่าน โดยใช้เนื้อหาจากหนังสือส่งเสริมการอ่านจับ ใจความทั้ง 10 เล่ม 4.5.3 กำหนดเนื้อหาในการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านเป็นเรื่อง ๆ ดังนี้ แบบฝึกชุดที่ 1 เรื่อง น้องโด่งเด็กดี แบบฝึกชุดที่ 2 เรื่อง พีกับพัดจอมพลัง แบบฝึกชุดที่ 3 เรื่อง น้องโบจอมซน แบบฝึกชุดที่ 4 เรื่อง ปิงปองกลับใจ แบบฝึกชุดที่ 5 เรื่อง พี่พอกับน้องเพียง ตอนที่ 1 แบบฝึกชุดที่ 6 เรื่อง พี่พอกับน้องเพียง ตอนที่ 2 แบบฝึกชุดที่ 7 เรื่อง มัดหมี่กับไหมทอง แบบฝึกชุดที่ 8 เรื่อง สงกรานต์บ้านเรา แบบฝึกชุดที่ 9 เรื่อง สดใสรักสะอาด แบบฝึกชุดที่ 10 เรื่อง สามเกลอจอมพลัง 4.5.4 นำแบบฝึกทักษะการอ่าน จำนวน 10 ชุด 40 แบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้นเสนอต่อ ผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาความเหมาะสม ความยากง่าย ได้ค่าคุณภาพเท่ากับ 4.68 ศึกษาเกณฑ์การประเมินค่าหนังสือสำหรับเด็กจากหนังสือการพัฒนาเกณฑ์การประเมินค่า วรรณกรรมไทย นำเกณฑ์การประเมินค่าหนังสือสำหรับเด็กของกรมวิชาการมาปรับและเขียนเป็นแบบประเมิน จำนวน 2 ด้าน รวม 10 ข้อ นำแบบประเมินที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาประเมินความสอดคล้องและครอบคลุม แล้วปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะ นำแบบประเมินที่ปรับปรุงแก้ไขแล้ว จัดพิมพ์เป็นแบบประเมินฉบับสมบูรณ์จำนวน 3 ฉบับ สำหรับผู้เชี่ยวชาญในการประเมินคุณภาพหนังสือส่งเสริมการอ่าน
88 4.5.5 นำแบบฝึกทักษะการอ่าน ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ และจัดทำเพิ่มเติมให้เพียงพอใน การใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สามารถสรุปได้ดังภาพที่ 6 ภาพที่6 สรุปขั้นตอนการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ 4.6 การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย โดยใช้หนังสือส่งเสริมการ อ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองเสี้ยว แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนวิชาภาษาไทย โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับ ใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) เป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 1 ชุด โดยได้ดำเนินการสร้าง ดังนี้ 4.6.1 ศึกษาวิธีสร้างแบบสอบถามและการสร้างเครื่องมือแบบมาตราส่วนประมาณค่า (บุญชม ศรี สะอาด, 2553) 4.6.2 วิเคราะห์ข้อมูลที่ต้องการวัดตามนิยามศัพท์เฉพาะ โดยพิจารณาว่าจะวัดความ พึงพอใจ ของนักเรียนในด้านความรู้สึก ความสนใจ เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ 4.6.3 กำหนดรูปแบบของคำถาม ข้อความที่จะถามเป็นข้อความที่เกี่ยวกับความรู้สึกของ ผู้ตอบ เป็นไปในทางบวก เป็นข้อความที่สั้น เข้าใจง่าย และชัดเจน 4.6.4 เขียนแบบสอบถามวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที่ 2 แบ่งเป็น 5 ระดับ ดังนี้ ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และคู่มือการจัดสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เอกสาร ตำรา และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ศึกษาการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่าน โดยใช้เนื้อหาจากหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความทั้ง 10 เล่ม กำหนดเนื้อหาในการสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านเป็นเรื่อง ๆ นำแบบฝึกทักษะการอ่าน จำนวน 10 ชุด 40 แบบฝึกทักษะที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาความเหมาะสม ความยากง่าย นำแบบฝึกทักษะการอ่าน ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ และจัดทำเพิ่มเติมให้เพียงพอในการใช้ จัดกิจกรรมการเรียนการสอน
89 มากที่สุด 5 คะแนน มาก 4 คะแนน ปานกลาง 3 คะแนน น้อย 2 คะแนน น้อยที่สุด 1 คะแนน กำหนดเกณฑ์การพิจารณาความพึงพอใจของนักเรียน ประยุกต์มาจากเกณฑ์การให้ คะแนนจากการวิจัยเบื้องต้น (บุญชม ศรีสะอาด, 2553) มากที่สุด มีค่าคะแนนเท่ากับ 4.51 – 5.00 มาก มีค่าคะแนนเท่ากับ 3.51 – 4.50 ปานกลาง มีค่าคะแนนเท่ากับ 2.51 – 3.50 น้อย มีค่าคะแนนเท่ากับ 1.51 – 2.50 น้อยที่สุด มีค่าคะแนนเท่ากับ 0.00 – 1.50 นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญเพื่อพิจารณาตรวจสอบการใช้ภาษา แล้ว นำมาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ ได้ค่าคุณภาพเท่ากับ 4.72 4.6.5 นำแบบสอบถามที่แก้ไขปรับปรุงแล้วจัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ให้เพียงพอกับ จำนวนนักเรียน ขั้นตอนการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สามารถสรุปได้ดังภาพที่ 7 ภาพที่7 สรุปขั้นตอนการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ ศึกษาวิธีสร้างแบบสอบถามและการสร้างเครื่องมือแบบมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลที่ต้องการวัดตามนิยามศัพท์เฉพาะ โดยพิจารณาว่าจะวัดความพึงพอใจของนักเรียน ในด้านความรู้สึก ความสนใจ เกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กำหนดรูปแบบของคำถาม ข้อความที่จะถามเป็นข้อความที่เกี่ยวกับความรู้สึกของผู้ตอบ เป็นไปในทางบวก เป็นข้อความที่สั้น เข้าใจง่าย และชัดเจน เขียนแบบสอบถามวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 นำแบบสอบถามที่แก้ไขปรับปรุงแล้วจัดพิมพ์แบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ ให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียน
90 5. การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ศึกษาได้ดำเนินการรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 5.1 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปทดสอบกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 16 คน ปีการศึกษา 2566 ที่เรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดขอนแก่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ตามลำดับ ล่วงหน้า 1 สัปดาห์ 5.2 ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1-22 แผน โดยใช้หนังสือ ส่งเสริมการอ่านจับใจความ 5.3 เมื่อสิ้นสุดการจัดกิจกรรมตามแผนการเรียนรู้ทั้ง 22แผนแล้ว ใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนชุดเดิม ทดสอบกับนักเรียนหลังเรียนทันที แล้วนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ ข้อมูลทางสถิติต่อไป 5.4 ทำการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้หนังสือ ส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยใช้แบบวัดความพึงพอใจที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้น 6. การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษาได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 6.1 วิเคราะห์หาค่าประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความโดยใช้การหาประสิทธิภาพ ของกระบวนการ (E1 ) ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) โดยการหาค่าร้อยละ 6.2 วิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.)ของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความโดยใช้การหาค่าร้อย ละ 6.3 วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ t-test (t-test dependent) 6.4 วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ โดยใช้ค่าเฉลี่ย ( X ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 7. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 7.1 ร้อยละ 7.2 การหาค่าเฉลี่ย ( X ) (บุญชม ศรีสะอาด, 2553) จากสูตร ค่า X = n ∑X เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ย ∑X แทน ผลรวมของคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนแต่ละคน n แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด
91 7.3 การหาค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) (บุญชม ศรีสะอาด, 2553) จากสูตร ค่า S.D. = ( ) n(n 1) n X X 2 2 - ∑ - ∑ เมื่อ S.D. แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน คะแนนสอบของนักเรียนแต่ละคน ∑X แทน ผลรวมของคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนของนักเรียนแต่ละคน 2 X แทน ผลรวมของคะแนนจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนของนักเรียนแต่ละคนที่ยกกำลังสองแล้ว n แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 7.4 การหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ การคำนวณหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ (ชัยยงค์ พรหมวงศ์, 2556) คำนวณจากสูตร (E1/E2 ) ดังนี้ ค่า E1 = 100 A n X ∑ เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ X แทน คะแนนรวมของการทำแบบฝึกหัดและคะแนนจากการปฏิบัติ กิจกรรมระหว่างเรียนของนักเรียน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดและคะแนนจากการปฏิบัติ กิจกรรมระหว่างเรียนของนักเรียน n แทน จำนวนผู้เรียน ค่า E2 = 100 B n F ∑ เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ F แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนของนักเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียน n แทน จำนวนผู้เรียน
92 7.5 สถิติที่ใช้ในการหาค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ ใช้วิธีของกูดแมน เฟลทเชอร์ และชไนเดอร์ (Goodman, Fletcher and Schneider, 1980 อ้างถึงในวชิระอินทร์อุดม, 2550) โดยใช้สูตร ดังนี้ ผลรวมของคะแนนหลังเรียนทุกคน - ผลรวมคะแนนก่อนเรียนทุกคน (จำนวนนักเรียน คะแนนเต็ม) – ผลรวมคะแนนก่อนเรียนทุกคน เมื่อ E.I. แทน ดัชนีประสิทธิผล 7.6 สถิติตรวจคุณภาพและความเที่ยงตรงของเครื่องมือ สถิติที่ใช้ตรวจสอบความเที่ยงตรง ของ เครื่องมือ ผู้ศึกษาหาความเที่ยงตรงของเครื่องมือ ตามวิธีการของโรลวิแนลลี่ (Rovinelli) และ แฮมเบิลตัน (Hambleton) (สมนึก ภัททิยธนี, 2546) โดยใช้สูตร ดังนี้ IOC = N R เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์กับเนื้อหา หรือระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญ 7.7 การเปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สูตรการหาค่าที (t – test dependent) ดังนี้(บุญชม ศรีสะอาด, 2553) ค่า t = ( ) (n 1) n D D D 2 2 − − เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่จะใช้เปรียบเทียบกับค่าวิกฤต D แทน ผลรวมของผลต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน 2 D แทน ผลรวมของผลต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน แต่ละตัวยกกำลังสอง ( ) 2 D แทน ผลรวมของผลต่างของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนทั้งหมด ยกกำลังสอง n แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด E.I. =
93 บทที่ 4 ผลการดำเนินการศึกษา การพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ผู้ศึกษา ขอ เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการแปลความหมายและนำเสนอผลการวิเคราะห์ได้ถูกต้องผู้ศึกษาได้ใช้ สัญลักษณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ N แทน จำนวนข้อมูล X แทน คะแนนเฉลี่ย S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน E.I. แทน ดัชนีประสิทธิผล E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ t แทน สถิติทดสอบที(t-test dependent) 2. ลำดับขั้นตอนในนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตอนในนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษานำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการหาประสิทธิภาพของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วน จังหวัดขอนแก่น ตอนที่ 2 ผลการหาค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วน จังหวัดขอนแก่น ตอนที่3 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนและก่อนเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียน บ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ตอนที่ 4 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้หนังสือ ส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น
94 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 ผลการหาประสิทธิภาพ (E1/E2 ) ตามเกณฑ์ 80/80ของหนังสือส่งเสริมการอ่าน จับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัด องค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ตารางที่ 1 แสดงประสิทธิภาพ (E1/E2 ) ของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความที่ทดลองกับ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 24 คน ประสิทธิภาพ คะแนนเต็ม X S.D. ร้อยละ ประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1 ) 600 546 0.87 91.00 ประสิทธิภาพของผลลัพธ์(E2 ) 20 18.00 0.92 90.00 ประสิทธิภาพ (E1/E2 ) หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ = 91.00/90.00 จากตารางที่ 1 พบว่า คะแนนจากการทำแบบฝึกหัดและคะแนนจากการทำกิจกรรมรวมทั้งหมด เฉลี่ยเท่ากับ 546จากคะแนนเต็มเฉลี่ย 600 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 91.00แสดงว่าประสิทธิภาพของ กระบวนการ (E1 ) เท่ากับ 91.00 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2 ) เท่ากับ 90.00ซึ่งแสดงว่าหนังสือส่งเสริม การอ่านจับใจความ มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์หาค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ ตารางที่ 2 แสดงค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความที่ทดลอง กับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 16 คน คะแนนการทดสอบ n คะแนนเต็ม ผลรวมของคะแนน E.I. คะแนนทดสอบก่อนเรียน 16 20 174 0.9314 คะแนนทดสอบหลังเรียน 16 20 252 จากตารางที่ 2 ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความเท่ากับ 0.9314 หรือ นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนร้อยละ 93.14 ซึ่งมีค่าดัชนีประสิทธิผลตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้จริง ตอนที่ 3 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนและก่อนเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบ้าน คูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น นำเสนอดังตารางที่ 3
95 ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนและก่อนเรียน การทดสอบ N X S.D. t df p ก่อนเรียน 24 7.00 1.43 53.55 23 .000* หลังเรียน 24 18.00 0.92 *p< .05 จากตารางที่ 3 พบว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่เรียน โดยใช้ หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ สูงกว่าคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 ตอนที่ 4 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อหนังสือส่งเสริมการ อ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วน จังหวัดขอนแก่น หลังจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ผู้ศึกษาสอบถามนักเรียนโดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจ ของนักเรียนที่มีต่อการ เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สรุปผลดังตารางที่ 4 ตารางที่ 4 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบ้านคูขาด (สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ที่ รายการ ผลการวิเคราะห์ X S.D. แปลผล 1 ด้านเนื้อหาและการดำเนินเรื่อง เนื้อหาสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ 4.67 0.80 มากที่สุด 2 ผู้เรียนมีความเข้าใจเนื้อหาการเรียนจากหนังสือส่งเสริมการอ่าน 4.65 0.82 มากที่สุด 3 ผู้เรียนสามารถเรียนรู้เนื้อหาจากหนังสือส่งเสริมการอ่าน 4.64 0.83 มากที่สุด 4 ผู้เรียนสามารถอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาได้ด้วยตนเอง 4.58 0.85 มากที่สุด
96 ตารางที่ 4 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบ้านคูขาด (สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น (ต่อ) ที่ รายการ ผลการวิเคราะห์ X S.D. แปลผล 5 การดำเนินเรื่องน่าสนใจ 4.66 0.81 มากที่สุด เฉลี่ย 4.64 0.82 มากที่สุด 6 ภาพ ภาษา และตัวอักษร ความชัดเจนของภาพประกอบ 4.68 0.79 มากที่สุด 7 ความเหมาะสมของภาษา 4.59 0.84 มากที่สุด 8 ความถูกต้องของภาษาที่ใช้ 4.69 0.78 มากที่สุด 9 ขนาดของตัวอักษรเหมาะสม 4.66 0.81 มากที่สุด 10 ความเหมาะสมของการออกแบบกรอบภาพ 4.65 0.82 มากที่สุด เฉลี่ย 4.65 0.81 มากที่สุด เฉลี่ยรวมทั้งหมด 4.65 0.82 มากที่สุด จากตารางที่ 4 แสดงให้เห็นว่านักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่าน จับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหาร ส่วน จังหวัดขอนแก่น มีความพึงพอใจต่อหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยโรงเรียน บ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด( X = 4.65, S.D. = 0.82) ในด้านเนื้อหาและการดำเนินเรื่องโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.64, S.D. = 0.82)และเมื่อ พิจารณารายข้อ จะพบว่าสามลำดับที่นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ได้แก่ เนื้อหาสอดคล้องกับ จุดประสงค์การเรียนรู้( X = 4.67, S.D. = 0.80)รองลงมาได้แก่ การดำเนินเรื่องน่าสนใจ ( X = 4.66, S.D. = 0.81) และผู้เรียนมีความเข้าใจเนื้อหาการเรียนจากหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ ( X = 4.65, S.D. = 0.82) ใน ด้านภาพ ภาษาและตัวอักษร โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X = 4.65, S.D. = 0.81) และเมื่อพิจารณาราย ข้อ จะพบว่าสามลำดับที่นักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ได้แก่ ความถูกต้องของภาษาที่ใช้( X = 4.69, S.D. = 0.78) รองลงมาคือ ความชัดเจน ของภาพประกอบ ( X = 4.68, S.D. = 0.79) และขนาดของตัวอักษร เหมาะสม ( X = 4.66, S.D. = 0.81)
97 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นสรุปผลการ ดำเนินการศึกษาตามลำดับขั้นดังนี้ 1. สรุปผลการศึกษา 2. อภิปรายผลการศึกษา 3. ข้อเสนอแนะ 1. สรุปผลการศึกษา การพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นสามารถ สรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ 1.1 หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 นั่นคือ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 91.00/90.00 ซึ่ง เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 1.2 ค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัด ขอนแก่น มีค่าดัชนีประสิทธิผล 0.93.14 หรือผู้เรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียนร้อยละ 93.14 ซึ่งเป็นไป ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 1.3 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนรู้โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย มีคะแนนการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าคะแนนทดสอบ 1.4 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความกลุ่มสาระ การเรียนรู้ภาษาไทย มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด 2. อภิปรายผลการศึกษา จากผลการศึกษาครั้งนี้ ผู้ศึกษาขอเสนอการอภิปรายผล ดังนี้ การพัฒนาหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคูขาด(สถิตย์อุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่นสามารถ อภิปรายผลได้ดังนี้
98 2.1 หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ค่าประสิทธิภาพเท่ากับ 91.00/90.00 แสดงให้เห็นว่าหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ มีค่าประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ทั้งนี้เนื่องมาจากเป็นหนังสือส่งเสริมการอ่านที่มีเนื้อหา สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาได้ด้วยตนเอง และการ ดำเนินเรื่องน่าสนใจ ตลอดจนมีภาพประกอบชัดเจน ภาษาที่ใช้และการออกแบบกรอบงานเหมาะสม และ นักเรียนยังได้ปฏิบัติกิจกรรมการเรียนกลุ่มด้วย จึงทำให้นักเรียน ได้ทำกิจกรรมหลากหลาย สามารถช่วยให้ นักเรียนบรรลุผลตามความมุ่งหมายของรายวิชา (สมปัต ตัญตรัยรัตน์, 2554) จึงส่งผลทำให้ประสิทธิภาพ ของกระบวนการและประสิทธิภาพของผลลัพธ์สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษา ราตรี พิมพ์ ทอง (2553) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียนภาษาไทย เรื่อง หลวงปู่ขาว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโนนสังวิทยาสรรค์ จังหวัดหนองบัวลำภู ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2552 จำนวน 22 คน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ผลการวิจัย พบว่า แบบฝึกทักษะ ประกอบการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.12/84.09 แสดงว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ และกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนรู้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.93และนักเรียนที่ เรียนด้วยหนังสือเรียนและแบบฝึกทักษะมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01และมี ความพึงพอใจในระดับมากที่สุด สอดคล้องกับบังอร แก่นเพชร (2555) ได้ทำการวิจัยเรื่องการ สร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียนภาษาไทย เรื่องเที่ยวงานพนมรุ้ง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยมี จุดมุ่งหมายเพื่อ 1)สร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียนภาษาไทย เรื่องเที่ยวเขาพนมรุ้ง ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสือ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนไตรภูมิวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า หนังสือเรียนมีประสิทธิภาพ 84.55/82.40 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .5416 แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนภาษาไทย มี ประสิทธิภาพ 84.08/82.40และนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือเรียนและแบบฝึกทักษะมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด สอดคล้องกับณัฐกานต์ ทองย้อม (2555) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การสร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียนภาษาไทย เรื่อง เที่ยวงานแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 2ที่มีคุณภาพโดยสร้างแบบฝึกทักษะ ประกอบการเรียนภาษาไทยที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80และหาค่าดัชนีประสิทธิผลของการเรียนรู้โดย ใช้หนังสือและแบบฝึกทักษะและแผน การสอน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 45 คน โรงเรียนโพนทอง อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า หนังสือและแบบฝึกทักษะโดยภาพรวมและ เป็นรายด้าน คือ ด้านการจัดรูปเล่ม ด้านการจัดภาพ ด้านการดำเนินเรื่อง และเนื้อหาของเรื่องอยู่ในระดับดี มากทุกด้าน หนังสือแบบฝึกทักษะและแผนการสอนประกอบการเรียนภาษาไทย มีประสิทธิภาพ 84.86/84.80 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ และค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.5928 แสดงว่านักเรียนมี ความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ภาษาไทย ร้อยละ 59.28 ของคะแนนที่เหลือและนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือเรียน
99 และแบบฝึกทักษะ มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึง พอใจในระดับมากที่สุด 2.2 ดัชนีประสิทธิผลของหนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านหนองเสี้ยว สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น มีค่าดัชนี ประสิทธิผลเท่ากับ 0.93.14 แสดงว่านักเรียนมีคะแนนความก้าวหน้าทางการเรียน คิดเป็นร้อยละ 93.14แสดง ว่ามีค่าดัชนีประสิทธิผลสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้จริง เหตุที่ผลการศึกษาเป็นเช่นนี้เพราะหนังสือส่งเสริมการอ่านที่ผู้ ศึกษาพัฒนาขึ้น ทำให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหา ตลอดจนภาพประกอบที่ชัดเจน ภาษาที่ใช้เหมาะสม จึงทำให้ ผู้เรียนสนใจอ่านและทำความเข้าใจเนื้อหาได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้นักเรียนยังได้ทำแบบฝึกหัดและได้ทำ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อน ๆ จึงทำให้นักเรียนสามารถเข้าใจและจดจำสาระในหนังสือส่งเสริมการอ่าน ได้ดี ส่งผลให้นักเรียนเรียนรู้ได้มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ นพพร จิตศักดิ์ (2553) ได้ทำการวิจัย เกี่ยวกับการสร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียนภาษาไทย เรื่องหมาเก้าหาง สำหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 24 คน มี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80ผลการวิจัย พบว่า แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.64/86.25แสดงว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.82และนักเรียนที่ เรียนด้วยหนังสือเรียนและแบบฝึกทักษะมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด สอดคล้องกับราตรี พิมพ์ทอง (2553) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการ สร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียนภาษาไทย เรื่องหลวงปู่ขาว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน โนนสังวิทยาสรรค์ จังหวัดหนองบัวลำภู ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552จำนวน 22คน มีประสิทธิภาพตาม เกณฑ์ 80/80ผลการวิจัย พบว่า แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.12/84.09 แสดงว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้และกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ มี ค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.93และนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือเรียนและแบบฝึกทักษะมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด สอดคล้องกับบังอร แก่น เพชร (2555) ได้ทำการวิจัยเรื่องการสร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียนภาษาไทย เรื่องเที่ยวงาน พนมรุ้ง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1)สร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียน ภาษาไทย เรื่องเที่ยวเขาพนมรุ้ง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบ คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 23)หาค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสือ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนไตรภูมิวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า หนังสือเรียนมีประสิทธิภาพ 84.55/82.40และมีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ .5416 แบบฝึกทักษะประกอบการ เรียนภาษาไทยมีประสิทธิภาพ 84.08/82.40และนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือเรียนและแบบฝึกทักษะมีคะแนน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด และณัฐกานต์ทองย้อม (2555) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การสร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียน ภาษาไทย เรื่องเที่ยวงานแห่เทียนพรรษา จังหวัดอุบลราชธานี ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีคุณภาพโดยสร้าง แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนภาษาไทยที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 และหาค่าดัชนีประสิทธิผลของ
100 การเรียนรู้โดยใช้หนังสือและแบบฝึกทักษะและแผนการสอน กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 45 คน โรงเรียนโพนทอง อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า หนังสือและแบบฝึกทักษะโดย ภาพรวมและเป็นรายด้าน คือ ด้านการจัดรูปเล่ม ด้านการจัดภาพ ด้านการดำเนินเรื่อง และเนื้อหาของเรื่องอยู่ ในระดับดีมากทุกด้าน หนังสือแบบฝึกทักษะและแผนการสอนประกอบการเรียนภาษาไทยมีประสิทธิภาพ 84.86/84.80 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ และค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.5928 แสดงว่านักเรียนมี ความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ภาษาไทย ร้อยละ 59.28 ของคะแนนที่เหลือและนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือเรียน และแบบฝึกทักษะ มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึง พอใจในระดับมากที่สุด 2.3 ผลการเปรียบเทียบคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนและก่อนเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านคคูขาด(สถิตอุปถัมภ์) สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดขอนแก่น ที่เรียน โดยใช้หนังสือส่งเสริมการอ่านจับใจความ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เหตุที่ผลการศึกษาเป็นเช่นนี้ เนื่องมาจากหนังสือส่งเสริมการอ่านและการจัด กิจกรรมการเรียนมีความหลากหลาย ทั้งเนื้อหาสาระและการปฏิบัติกิจกรรมทั้งรายกลุ่มและรายบุคคลของ นักเรียน ซึ่งเป็นกระบวนการเรียนการสอนที่ทำให้นักเรียนบรรลุจุดประสงค์การเรียนและมีความรู้มากขึ้น ซึ่ง สอดคล้องกับการศึกษาของ นพพร จิตศักดิ์ (2553) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างหนังสือและแบบฝึก ทักษะประกอบการเรียนภาษาไทย เรื่องหมาเก้าหาง สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภูภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 24 คน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 ผลการวิจัย พบว่า แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 86.64/86.25 แสดงว่ามี ประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.82และนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือเรียนและ แบบฝึกทักษะมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจ ในระดับมากที่สุด สอดคล้องกับราตรี พิมพ์ทอง (2553) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการสร้างหนังสือและแบบฝึก ทักษะประกอบการเรียนภาษาไทย เรื่องหลวงปู่ขาว ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโนนสังวิทยาสรรค์จังหวัด หนองบัวลำภู ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จำนวน 22คน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 ผลการวิจัย พบว่า แบบฝึกทักษะประกอบการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.12/84.09 แสดงว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่า เกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้และกลุ่มที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้อยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.93 และนักเรียนที่เรียนด้วยหนังสือเรียนและแบบฝึกทักษะมีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุดสอดคล้องกับบังอร แก่นเพชร (2555) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การสร้าง หนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียนภาษาไทย เรื่องเที่ยวงานพนมรุ้ง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1)สร้างหนังสือและแบบฝึกทักษะประกอบการเรียนภาษาไทย เรื่องเที่ยวเขาพนมรุ้ง ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) หาค่าดัชนีประสิทธิผลของหนังสือ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2/1 โรงเรียนไตรภูมิวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ พบว่า หนังสือเรียนมีประสิทธิภาพ