30205
6
ำำ
แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาฟิสิกส์ รหัสวิชา ว ๓๐๒๐๕ ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ ๖ จัดทำขึ้นตาม
มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางของหลักสูตรการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑
โดยมีเน้ือหาคลอบคลมุ และตรงตามวตั ถปุ ระสงคข์ องการจัดการเรียนในราย วชิ าฟิสกิ ส์ ทีม่ ุ่งเน้นให้นกั เรยี นทุกคนเกิด
การพัฒนาวิธีคิด ทั้งในด้านความคิดเป็นเหตุเป็นผล ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะท่ีสำคัญใน
การค้นคว้าความรู้ มีความสามารถในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้แหล่งข้อมูลที่
หลากหลาย นอกจากนี้ยังช่วยให้เข้าใจธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษยส์ ร้างข้ึนและสามารถนำไปใช้อย่างสร้างสรรค์
มีเหตผุ ล และมคี ุณธรรมรวมท้ังมคี วามรู้และความเข้าใจทีถ่ ูกต้องเกยี่ วกบั การใชป้ ระโยชน์ การดูแลรกั ษาตลอดจนการ
พัฒนาสิ่งแวดลอ้ มและทรัพยากรธรรมชาตอิ ย่างสมดลุ และยัง่ ยืน
เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ครูผู้สอน แผนการจัดการเรียนรู้เล่มนี้จึงได้เสนอเนื้อหาที่ทันสมัย มีกิจกรรมการ
เรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติอันจะนำไปสู่การวัดและประเมินผลที่ตรงตามตัวชี้วัด มีการพัฒนากระบวนการ
คิดและสอดแทรกทักษะทส่ี ำคัญในการดำเนนิ ชวี ิตและมีความจำเปน็ ต่อการประกอบอาชีพ
แผนการจัดการเรียนรู่เล่มน้ีจึงเปรียบเสมือนมวลประสบการณ์ทางด้านวิชาการและแนวปฏิบัติสำหรับ
ครูผู้สอนในการจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียน ตลอดจนดูแลสุขภาวะของผู้เรียน ครอบครัว ชุมชนและสังคมรวมท้ัง
ก่อให้เกิดประโยชน์ในการจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ให้บรรลุ
จุดมงุ่ หมายอยา่ งแท้จริง
(นายแวอิสวาดี หะยีสอเฮาะ)
ครกู ล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ผูจ้ ัดทำ
คำอธิบายรายวชิ า บญ 1
โครงสรา้ งรายวิชา ไฟฟ้ากระแสสลับ 2
ฟสิ กิ ส์อะตอม
1 ฟสิ ิกส์นวิ เคลียร์ 4
แผนการเรียนร้ทู ี่ 1 11
แผนการเรียนรทู้ ่ี 2 18
แผนการเรียนรทู้ ี่ 3 24
แผนการเรยี นรู้ท่ี 4 30
แผนการเรียนรทู้ ่ี 5 36
แผนการเรียนรู้ท่ี 6 42
48
2 55
แผนการเรยี นรทู้ ่ี 1 62
แผนการเรยี นรู้ที่ 2 69
แผนการเรยี นรู้ที่ 3 75
แผนการเรยี นรทู้ ่ี 4 81
แผนการเรียนรู้ที่ 5 87
แผนการเรยี นรู้ท่ี 6 93
99
3 106
แผนการเรยี นรทู้ ี่ 1 113
แผนการเรียนรทู้ ่ี 2 120
แผนการเรียนรู้ท่ี 3
แผนการเรียนร้ทู ี่ 4
ำบ
ศึกษา ทดลองและวิเคราะหห์ ลกั การของไฟฟ้า – แมเ่ หลก็ สนามแม่เหล็ก กฎของฟาราเดยเ์ ก่ียวกับการเกิด
กระแสไฟฟา้ เหน่ยี วนำในขดลวด แกลวานอมิเตอร์ เครือ่ งกำเนดิ ไฟฟ้ากระแสตรงและกระแสสลบั 3 เฟส หม้อแปลง
ไฟฟ้า ฟิสกิ ส์อะตอมและฟิสิกสน์ วิ เคลียร์ ในเร่ืองประวตั ิการคน้ พบอเิ ล็กตรอน แนวคิดเก่ียวกับแบบจำลองอะตอม
ทฤษฎอี ะตอม ปรากฏการณ์โฟโตอิเลก็ ทรกิ และแนวคิดพน้ื ฐานของกลศาสตร์ควอนตมั กัมมันตภาพรังสี ธาตุ
กมั มนั ตรงั สี มวลพร่อง พลงั งานยึดเหนย่ี ว ปฏกิ ริ ยิ านิวเคลียร์ การป้องกันอนั ตรายและการนำไปใช้ประโยชนจ์ าก
กมั มันตภาพรงั สี เพื่อใหเ้ กิดความเชือ่ มั่นอย่างเพยี งพอมีกระบวนการ สืบเสาะหาความรู้สอื่ สารส่ิงท่ีรู้และนำความรูไ้ ป
ใชป้ ระโยชน์ สามารถใชท้ รพั ยากรธรรมชาติการอนรุ กั ษ์ส่งิ แวดล้อม ในท้องถ่ินอยา่ งยง่ั ยนื ตามปรชั ญาเศรษฐกจิ
พอเพยี ง และการประหยัดพลังงานสมู่ าตรฐานสากล โดยใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสืบเสาะหาความรู้ การ
สำรวจตรวจสอบ การสืบคน้ ข้อมลู และการอภิปราย เพือ่ ให้เกิดความรู้ ความคิดความเข้าใจ สามารถส่อื สารสงิ่ ท่ี
เรียนรู้ มคี วามสามารถในการตัดสินใจ นำความร้ไู ปใช้ในชวี ิตประจำวัน มีจิตวทิ ยาศาสตร์ จรยิ ธรรม คณุ ธรรมและ
ค่านิยมที่เหมาะสมโดยใชท้ ฤษฎคี วามรู้ (Theory of knowledge) ในเชิงบูรณาการ เพ่ือใหผ้ เู้ รียนมีความสามารถและ
ทักษะของผู้เรยี นศตวรรษที่21 (3R+8C+2L) ตามผลการเรียนรตู้ อ่ ไปน้ี
1. อภปิ รายและคำนวณหาค่าของแรงแมเ่ หลก็ ต่ออนภุ าคท่ีมีประจไุ ฟฟ้าแรงกระทำต่อลวดตวั นำและขดลวด
กฎของฟาราเดย์เก่ยี วกับการเกดิ กระแสไฟฟ้าเหนี่ยวนำในขดลวดแกลเวนอมิเตอร์ หม้อแปลงไฟฟา้ การผลิตและการ
สง่ พลังงานไฟฟ้า
2. อธิบายการค้นพบอเิ ล็กตรอนและอธิบายโครงสรา้ งอะตอมตามแบบจำลองของทอมสัน รัทเทอรฟ์ อรด์
และของโบรไ์ ด้ คำนวณหารศั มแี ละระดบั พลงั งานของอเิ ลก็ ตรอนของอะตอมไฮโดรเจนในวงโคจรต่างๆตามทฤษฎีของ
โบร์ได้ อธิบายการเกิดรงั สเี อกซแ์ ละปรากฏการณ์โฟโตอิเลก็ ทรกิ พร้อมทัง้ คำนวณหาปรมิ าณต่างๆ ทเี่ กี่ยวข้องได้
3. บอกสมบัตทิ ีส่ ำคญั ของรงั สีแอลฟาบีตาและแกมมาได้นำกฎการสลายของธาตุกมั มันตรังสี ไปใชค้ ำนวณหา
ปริมาณตา่ งๆที่เกี่ยวข้องได้ ทำการทดลองอปุ มาอปุ มยั การทอดลูกเต๋ากับการสลายของนวิ เคลียร์และหาครงึ่ ชีวิตและ
คา่ คงตวั การสลายได้ พร้อมท้ังคำนวณหามวลพร่อง พลงั งานยดึ เหนย่ี วและหาพลังงานนิวเคลยี ร์จากปฏกิ ริ ิยา
นิวเคลยี รไ์ ด้
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 1 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
6
ำ ญ/ บ ำ
()
1 ไฟฟา้ บอกลกั ษณะของกราฟระหวา่ งความตา่ ง สนามแมเ่ หล็กและแรงกระทำตอ่ 24 20
กระแสสลบั ศกั ยก์ บั เวลาในวงจรความสัมพันธ์ อนุภาคทม่ี ีประจุไฟฟ้า ซง่ึ
ระหว่างกระแสกบั เวลา และความตา่ ง เคลือ่ นท่ใี นบริเวณท่มี ี
ศักย์กับเวลา ท่ีมีการเปลย่ี นค่าในรปู ของ สนามแมเ่ หลก็ แรงที่กระทำต่อ
ฟังก์ชนั ไซน์ อธิบายความสมั พนั ธ์ระหว่าง ลวดตวั นำท่ีมีกระแสไฟฟา้ ผ่าน
ค่าสูงสดุ กับค่ารากท่สี องของค่าเฉล่ียของ หม้อแปลงการนำความรเู้ กย่ี วกับ
กำลงั สองของกระแสไฟฟา้ และความตา่ ง แม่เหลก็ ไฟฟ้าไปใชใ้ ห้เกดิ
ศกั ยไ์ ฟฟา้ วิเคราะห์และเปรียบเทียบ ประโยชน์ในชีวิตประจำวนั
กราฟระหวา่ งความตา่ งศักย์ไฟฟา้ กบั เวลา
ของตวั ต้านทานและตัวเกบ็ ประจไุ ฟฟ้า
เขียนแผนภาพเฟสเซอร์ แกป้ ัญหา
เกยี่ วกบั ไฟฟ้ากระแสสลับโดยใช้แผนภาพ
เฟสเซอร์ได้
2 ฟสิ กิ ส์ อธิบายการค้นพบอิเล็กตรอนและอธิบาย การคน้ พบอเิ ล็กตรอน 18 20
อะตอม โครงสร้างอะตอมตามแบบจำลองของ แบบจำลองอะตอม
ทอมสนั รทั เทอร์ฟอร์ด และของโบรไ์ ด้ ทวิภาพของคล่ืนและอนุภาค
คำนวณหารัศมีและระดบั พลังงานของ กลศาสตร์ควอนตัม
อเิ ลก็ ตรอนของอะตอมไฮโดรเจนในวง
โคจรตา่ งๆตามทฤษฎีของโบร์ได้ อธิบาย
การเกิดรงั สเี อกซ์และปรากฏการณ์โฟโตอิ
เลก็ ทริกพรอ้ มทงั้ คำนวณหาปริมาณต่างๆ
ท่เี ก่ยี วข้องได้
บภ 1 30
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 2 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ำ ญ/ บ ำ
()
2 ฟสิ ิกส์ อธบิ ายการคน้ พบอเิ ล็กตรอนและอธิบาย การค้นพบอเิ ล็กตรอน 18 20
อะตอม โครงสร้างอะตอมตามแบบจำลองของ แบบจำลองอะตอม
ทอมสนั รทั เทอร์ฟอรด์ และของโบร์ได้ ทวภิ าพของคล่นื และอนุภาค
คำนวณหารัศมีและระดับพลังงานของ กลศาสตรค์ วอนตมั
อิเล็กตรอนของอะตอมไฮโดรเจนในวง
โคจรต่างๆตามทฤษฎีของโบร์ได้ อธบิ าย
การเกดิ รงั สีเอกซ์และปรากฏการณโ์ ฟ
โตอเิ ล็กทรกิ พร้อมทัง้ คำนวณหาปริมาณ
ต่างๆ ท่เี กี่ยวข้องได้
3 ฟสิ กิ ส์ บอกสมบตั ิทส่ี ำคญั ของรงั สแี อลฟาบตี า การค้นพบกมั มันตรงั สี การสลาย 20 10
นิวเคลียร์ และแกมมาได้นำกฎการสลายของธาตุ นิวเคลยี สกมั มนั ตรังสี
กมั มนั ตรังสี ไปใชค้ ำนวณหาปรมิ าณ เสถยี รภาพของนวิ เคลียส
ต่างๆทเี่ กย่ี วขอ้ งได้ ทำการทดลองอปุ มา ปฏกิ ริ ยิ านวิ เคลียร์
อปุ มัยการทอดลูกเต๋ากับการสลายของ
นิวเคลยี ร์และหาครงึ่ ชีวิตและคา่ คง
ตวั การสลายได้ พร้อมทงั้ คำนวณหามวล
พร่อง พลังงานยึดเหนย่ี วและหาพลงั งาน
นิวเคลยี รจ์ ากปฏิกริ ยิ านิวเคลียร์ได้
บภ 1 20
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 3 – 126 ฉบบั ท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
1 ไ้ บ
30205 6
ภ2 2564
24
1. ฐ /
ฐ
ว 4.1 เขา้ ใจธรรมชาติของแรงแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ แรงโนม้ ถว่ งและแรงนวิ เคลยี ร์ มีกระบวนการสบื เสาะหาความรู้
สอ่ื สารส่ิงที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ประโยชนอ์ ยา่ งถูกตอ้ งและมีคณุ ธรรม
1. บอกลักษณะของกราฟระหว่างความต่างศักย์กับเวลาในวงจรความสัมพันธ์ระหว่างกระแสกับเวลา และ
ความต่างศักย์กับเวลา ที่มีการเปลี่ยนค่าในรูปของฟังก์ชันไซน์ อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างค่าสูงสุดกับค่ารากที่สอง
ของค่าเฉลี่ยของกำลงั สองของกระแสไฟฟ้าและความตา่ งศกั ย์ไฟฟ้า วเิ คราะห์และเปรียบเทียบกราฟระหวา่ งความต่าง
ศักย์ไฟฟ้ากับเวลาของตัวต้านทานและตัวเก็บประจุไฟฟ้า เขียนแผนภาพเฟสเซอร์ แก้ปัญหาเก่ียวกับไฟฟ้า
กระแสสลบั โดยใชแ้ ผนภาพเฟสเซอรไ์ ด้
2. อธิบายการค้นพบอิเล็กตรอนและอธิบายโครงสร้างอะตอมตามแบบจำลองของทอมสัน รัทเทอร์ฟอร์ด
และของโบร์ได้ คำนวณหารศั มแี ละระดบั พลงั งานของอเิ ล็กตรอนของอะตอมไฮโดรเจนในวงโคจรตา่ งๆตามทฤษฎขี อง
โบรไ์ ด้ อธบิ ายการเกดิ รงั สเี อกซ์และปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทรกิ พร้อมท้ังคำนวณหาปริมาณตา่ งๆ ท่เี กย่ี วข้องได้
3. บอกสมบัตทิ ี่สำคญั ของรังสีแอลฟาบตี าและแกมมาได้นำกฎการสลายของธาตกุ มั มันตรงั สี ไปใช้คำนวณหา
ปรมิ าณต่างๆท่ีเกย่ี วข้องได้ ทำการทดลองอปุ มาอุปมัยการทอดลูกเต๋ากับการสลายของนิวเคลยี รแ์ ละหาคร่ึงชีวติ และ
ค่าคงตัวการสลายได้ พร้อมทั้งคำนวณหามวลพร่อง พลังงานยึดเหนี่ยวและหาพลังงานนิวเคลียร์จากปฏิกิริยา
นวิ เคลยี รไ์ ด้
2. ำ ญ / บ
การหาปริมาณต่าง ๆ ท่ีเก่ยี วข้องกับไฟฟ้ากระแสสลบั ได้แก่ ความต่างศักย์จากเคร่ืองกำเนิดไฟฟ้า อัตราเร็ว
เชงิ มุม กระแสไฟฟ้า ความตา่ งศกั ย์ กำลังไฟฟ้า ค่าเฉลีย่ ของกำลังสองกระแสไฟฟ้า กำลงั ไฟฟ้าเฉลีย่ ค่ายงั ผลหรือค่า
มิเตอร์ ตัวต้านทานในวงจรไฟฟ้ากระแสสลับกับกระแสไฟฟ้ามีเฟสเดียวกัน ถ้ามีตัวเก็บประจุในวงจร กระแสไฟฟ้าท่ี
ผ่านตัวเก็บประจุจะมีเฟสนำความต่างศักย์ท่ีคร่อมตัวเก็บประจุ 90 องศา ถ้ามีตัวเหนี่ยวนำในวงจร กระแสไฟฟ้าท่ี
ผ่านตัวเหน่ยี วนำจะมเี ฟสตามความต่างศักยค์ ร่อมตัวเหนยี่ วนำ 90 องศา
เป็นวิธีการท่ีจะช่วยในการรวมค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าของวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ โดยการเขียนลูกศรแทน
ความต่างศักย์ไฟฟ้าหรือกระแสไฟฟ้า ให้ความยาวของลูกศรแทนขนาดและตำแหน่งของลูกศรแสดงเฟสเริ่มต้นของ
ปรมิ าณนั้น
เมื่อนำตัวต้านทาน ขดลวดเหนี่ยวนำ และตัวเก็บประจุ มาต่ออนุกรม แล้วต่อปลายทั้งสองท่ีเหลือของวงจร
เข้ากับแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับ ท่ีมีแรงเคลื่อนไฟฟ้า v = Vm sin ωt ผลรวมของความต่างศักย์ท่ีตกคร่อม
อปุ กรณ์ท้ังสามชนิ้ ไม่สามารถรวมกันแบบ พีชคณิตเพราะต่างมีเฟสไม่ตรงกัน จะต้องใช้แผนภาพแสดงเฟสช่วยในการ
รวม
ตัวต้านทาน R โอหม์ ตวั เหนีย่ วนำ L เฮนรี และตวั จุ C ฟารดั ตอ่ ขนานกนั และต่อกบั ไฟฟ้ากระแสสลับ
V = ความต่างศักย์ ตวั เหนย่ี วนำมคี วามตา้ นเชงิ เหนี่ยวนำ XL ตัวจุมีความต้านเชิงความจุ XC
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 4 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
วงจรรีโซแนนท์ (Resonance) หมายถึง วงจรที่ตอบสนองความถ่ีหน่ึงได้ดีน่ันเองซึ่งการตอบสนอง ก็คือ
การมีกระแสไฟฟ้าไหลไดส้ งู สดุ ณ ความถ่ีน้ัน โดยอมิ พีแดนซข์ องวงจรจะตำ่ สดุ Z = R , XL = XC
ในวงจรรโี ซแนนซอ์ นุกรมขณะท่ีเกิดสภาวะรีโซแนนซ์ ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ของวงจรเท่ากบั หน่ึงหรอื วงจร
จะประกอบด้วยความต้านทาน R เพียงอย่างเดียวเท่าน้ัน ภายในวงจรจะเกิดการหักล้างกันหมดไปเพราะฉะนั้นค่า
อิมพแี ดนซ์ Z ของวงจรจะเท่ากับค่าความตา้ นทานเพยี งอยา่ งเดยี ว
กำลังไฟฟ้าเฉลี่ย (Average Power) หรือกำลังไฟฟ้าจริง คือ กำลังไฟฟ้าที่นำไปใช้งานจริง ๆ กำลังไฟฟ้า
เฉล่ียที่เกิดขึ้นกับวงจรไฟสลับที่มีตัวต้านทานเพียงอย่างเดียว กระแสและแรงดันไฟฟ้าจะมีเฟสเดียวกัน กำลังไฟฟ้า
เฉล่ียเกิดจากผลคูณของกระแสกับแรงเคลื่อนไฟฟ้าเกิดเป็นกำลังไฟฟ้าขึ้น ส่วนวงจร ไฟฟ้ากระแสสลับท่ีมีโหลดเป็น
ตวั เหน่ียวนำเพียงอยา่ งเดียววงจรจะอยู่ในสภาวะล้าหลัง (กระแสล้าหลังแรงดัน 90 องศา) กำลังไฟฟ้าเฉลี่ยของวงจร
จะเท่ากับศูนย์ และวงจรไฟสลับที่มีตัวเก็บประจุเป็นโหลดเพียงอย่างเดียว วงจรจะอยู่ในสภาวะนำหน้า (กระแส
นำหน้าแรงดัน 90 องศา) กำลังไฟฟ้าเฉล่ยี ของวงจรจะเท่ากับศูนยเ์ หมือนกับวงจรตวั เหน่ียวนำอย่างเดยี ว
3.
3.1
-
3.2 ถ/ถ (ถ )
-
3.3 ญ ฐ
พอประมาณ มเี หตุผล มีภูมิค้มุ กนั ในตัวที่ดี
ความรู้ คณุ ธรรม
4. ถ ำ ญ (เขยี นใหส้ อดคลอ้ งกับหนว่ ยการเรยี นรู้)
ความสามารถในการสอื่ สาร ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5. ฒ ณภ 21
5.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอา่ น)
(W) Riting (การเขยี น)
(A) Rithmetics (การคดิ คำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทกั ษะด้านการคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ และทกั ษะในการแก้ปัญหา)
Creativity and innovation
(ทกั ษะดา้ นการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)
Cross-cultural understanding
(ทักษะดา้ นความเขา้ ใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน)์
Collaboration, teamwork and leadership
(ทักษะด้านความรว่ มมือ การทำงานเปน็ ทีม และภาวะผนู้ ำ)
Communications, information and media literacy
(ทกั ษะดา้ นการสอื่ สาร สารสนเทศ และรู้เทา่ ทนั ส่อื )
Computing and ICT literacy
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 5 – 126 ฉบบั ท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
(ทกั ษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศ และการสือ่ สาร)
Career and learning skills
(ทกั ษะอาชีพ และทกั ษะการเรยี นรู้)
Compassion
(ความมเี มตตา กรณุ า วินัย คณุ ธรรม จริยธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทกั ษะการเรียนรู้)
Leader Ship
(ทักษะด้านภาวะผนู้ ำ)
5.2 ณ ณ ใ 21
คุณลกั ษณะด้านการทำงาน ไดแ้ ก่ การปรบั ตวั และความเป็นผูน้ ำ
คณุ ลักษณะดา้ นการเรยี นรู้ ได้แก่ การชี้นำตนเอง การตรวจสอบการเรยี นรขู้ องตนเอง
คณุ ลกั ษณะด้านศีลธรรม ได้แก่ ความเคารพผอู้ ืน่ ความซ่อื สัตย์ สำนึกพลเมือง
6. ณ ณ
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซือ่ สตั ย์ สจุ รติ มีวนิ ยั
ใฝ่เรยี นรู้ อยู่อยา่ งพอเพยี ง มุ่งมน่ั ในการทำงาน
รกั ความเป็นไทย มีจติ สาธารณะ เปน็ เลิศวิชาการ
ส่อื สารไดอ้ ยา่ งนอ้ ยสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลติ งานอย่าง
สร้างสรรค์ รว่ มกนั รับผิดชอบต่อสังคมโลก
7. / ภ
7.1 งานท่มี อบหมาย เชน่ การทำกจิ กรรม ผลการสืบคน้ ข้อมลู การทำแบบฝึกในเอกสารประกอบการเรยี นรู้
(งานเดย่ี ว)
7.2 การลงมอื ทำกจิ กรรม/การทดลอง และนำเสนอผลการทำกจิ กรรม/การทดลอง (งานกลุ่ม)
7.3 สรุปแผนผงั มโนทศั น์ เร่อื ง ไฟฟ้ากระแสสลบั (งานเด่ียว)
7.4 แบบทดสอบท้ายหนว่ ยการเรยี นรเู้ ร่อื ง ไฟฟ้ากระแสสลบั (งานเดี่ยว)
8.
8.1 / ภ / ( บ )
8.1 วธิ กี าร การตรวจแบบฝกึ ในเอกสารประกอบการเรียน , การสังเกตพฤติกรรมการทำงานเป็นกลุ่ม,
การประเมินการนำเสนอผลงาน/กิจกรรม
8.2 เครื่องมือ แบบทดสอบประจำหนว่ ยการเรียนรู้ , แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานเปน็ กลุม่ , แบบ
ประเมินการนำเสนอผลงาน/กิจกรรม
8.3 เกณฑ์การประเมนิ การประเมนิ ตามสภาพจรงิ และการประเมนิ แบบรูบคิ
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 6 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
8.2 ( ็
)
ณฑ
ความรับผดิ ชอบ สงั เกตพฤตกิ รรมการส่งงาน แบบบันทึกพฤติกรรมการส่ง รอ้ ยละ 70 ผ่าน
งาน เกณฑ์
การลงมือทำกิจกรรม สังเกตพฤตกิ รรมการลงมือทำ
หรอื การทดลอง กิจกรรมหรือการทดลอง แบบสังเกตพฤติกรรมการลงมือ ร้อยละ 70 ผา่ น
ทำกิจกรรมหรอื การทดลอง เกณฑ์
การนำเสนอผลงาน/ ประเมินการนำเสนอผลงาน/
กิจกรรม กิจกรรม แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน/ ร้อยละ 70 ผ่าน
กจิ กรรม เกณฑ์
ความรแู้ ละความเข้าใจ ตรวจแบบทดสอบประจำหน่วย
ของนักเรยี นในเร่ือง การเรียนรู้ แบบทดสอบแบบอัตนัย และ รอ้ ยละ 70 ผา่ น
ไฟฟ้ากระแสสลับ ปรนัย เกณฑ์
/ภ
1. ความรบั ผิดชอบ (4) ณภ /บ บ (1)
(3) ใ (2) ส่งงานไ บ
สง่ งานครบ และไ
และ สง่ งานครบ สง่ งานไ บ
และไ แต่ ทำกจิ กรรมหรอื
2. การลงมอื ทำกจิ กรรม ทำกจิ กรรมหรือ บ ทดลองไ ถ
ทำกิจกรรมหรอื ทำกจิ กรรมหรือ และไ บถ
หรือการทดลอง ทดลองได้ถ ทดลองได้ถ ทดลองได้ถ
บ และ บ และไ การนำเสนอผลงาน/
บถ กิจกรรม ไ ถ
บถ บถ และไ บถ
3. การนำเสนอผลงาน/ การนำเสนอ
กิจกรรม ผลงาน/กิจกรรม การนำเสนอ การนำเสนอ
ไดถ้ และ ผลงาน/กิจกรรม ผลงาน/กจิ กรรม
ไดถ้ ็ ไดถ้ ็
บถ
และ แตไ่
บถ บถ
ณฑ ณภ
บ ณภ
10-12 ดมี าก
7-9 ดี
4-6 พอใช้
1-3 ปรับปรงุ
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 7 – 126 ฉบบั ที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
9.
เรอื่ งท่ี 1 ชอ่ื เรือ่ ง ไฟฟ้ากระแสสลบั
จำนวนเวลาเรียน 24 ช่ัวโมง
บบ บ (Inquiry Method : 5E)
1ใ
1. นักเรยี นรว่ มกันยกตวั อย่างเหตุการณ์ท่เี กดิ ข้ึนในชวี ิตประจำวันซ่ึงมีปรมิ าณใดท่เี กีย่ วข้องเกดิ ขน้ึ
2. นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเห็นต่อลกั ษณะต่างๆ ว่ามลี กั ษณะแตกตา่ งกันอย่างไร
2ำ
1. ครใู หน้ กั เรยี นแยกกลุ่มทำกจิ กรรมการทดลองตามท่ไี ด้รบั มอบหมายโดยใหน้ ักเรียนเลือกสมาชกิ
กลุ่มเอง
2. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกันศึกษาความรเู้ ร่ือง ไฟฟา้ กระแสสลบั จากเอกสารประกอบการเรียน
รวมทัง้ Smart Phone และแหลง่ สารสนเทศอืน่ ๆ
3บ
1. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ สง่ ตวั แทนนำเสนอและอภิปรายความรู้ที่ได้จากการทำการทดลอง และ
สรปุ ผลการทดลอง
2. นกั เรยี นทกุ คนร่วมกันซักถาม อธบิ ายและนำความรทู้ ี่ได้
3. ครเู พ่ิมเตมิ ความรู้ให้กับนักเรียนในสว่ นท่ยี งั เกดิ ความไม่ชัดเจนและมีข้อคำถามทส่ี งสยั เกดิ ข้ึนใน
ระหว่างการนำเสนอ
4
1. นักเรียนแต่ละกลุ่มรว่ มกันจดบนั ทึกความรู้ทไี่ ดร้ บั จากการนำเสนอลงในสมดุ ผลงานของกลมุ่
และเอกสารประกอบการเรียน
2. ร่วมกันสรปุ ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับเรื่อง ไฟฟา้ กระแสสลับ และนำมาเขยี นเปน็ แผนผงั
มโนทศั นข์ องแตล่ ะคน
5บ
1. นกั เรียนทำแบบฝกึ หัดเพิ่มเติมในเอกสารประกอบการเรยี น
2. นกั เรยี นทำแบบทดสอบประจำหนว่ ยเพื่อตรวจสอบความรู้ทไ่ี ด้รับ
10. /
10.1 ส่ือการเรียนรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรียน วิชา ฟิสกิ ส์
10.1.2 VDO ประกอบการจัดการเรยี นร้แู ละสารสนเทศอนื่ ๆ
10.1.3 อุปกรณก์ ารทดลองเร่ือง แรงและการเคลือ่ นท่ี
10.2 แหลง่ การเรียนรู้
10.2.1 ห้องสมุดโรงเรียน
10.2.3 อนิ เตอร์เน็ต และ smart phone
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 8 – 126 ฉบบั ที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
1 ไ้ บ
1 ณ บไ ้ บ
30205 6
ภ2 2564
4
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เข้าใจความสมั พนั ธร์ ะหว่างพลังงานกับการดำรงชีวิต การเปลย่ี นรปู พลงั งาน ปฏิสมั พนั ธ์ระหวา่ งสาร
และพลงั งาน ผลของการใชพ้ ลงั งานต่อชีวิตและสิ่งแวดลอ้ ม มกี ระบวน การสบื เสาะหาความรู้ ส่อื สารส่ิงท่ีเรยี นรูแ้ ละ
นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
บอกลกั ษณะของกราฟระหวา่ งความต่างศักย์กบั เวลาในวงจรความสมั พนั ธร์ ะหว่างกระแสกับเวลา และความ
ตา่ งศกั ย์กบั เวลา ทีม่ ีการเปลี่ยนคา่ ในรปู ของฟังก์ชนั ไซน์ อธิบายความสมั พันธ์ระหวา่ งค่าสงู สุดกบั คา่ รากที่สองของ
คา่ เฉล่ียของกำลังสองของกระแสไฟฟ้าและความตา่ งศักย์ไฟฟา้ วิเคราะห์และเปรยี บเทียบกราฟระหวา่ งความตา่ ง
ศักยไ์ ฟฟ้ากับเวลาของตวั ต้านทานและตัวเก็บประจุไฟฟา้ เขียนแผนภาพเฟสเซอร์ แกป้ ัญหาเกี่ยวกบั ไฟฟา้
กระแสสลับโดยใชแ้ ผนภาพเฟสเซอรไ์ ด้
2.
1. สืบคน้ และอภิปรายเก่ียวกบั ค่าของปรมิ าณท่เี ก่ยี วข้องกบั ไฟฟา้ กระแสสลบั อธิบายความหมายของคา่ ยัง
ผล คา่ มเิ ตอร์ และตวั เหนย่ี วนำ (K)
2. นำความรคู้ วามเขา้ ใจเกยี่ วกับค่าของปรมิ าณท่เี ก่ียวขอ้ งกับไฟฟ้ากระแสสลับ ไปใชป้ ระโยชนใ์ น
ชวี ติ ประจำวัน (P)
3. มคี วามอยากร้อู ยากเหน็ สนใจใฝ่รูใ้ นสถานการณ์หรอื เหตุการณท์ ่ีกำหนด (A)
3. ำ ญ / บ
การหาปริมาณต่าง ๆ ที่เกยี่ วข้องกับไฟฟ้ากระแสสลับ ได้แก่ ความต่างศักย์จากเคร่ืองกำเนิดไฟฟ้า อัตราเร็ว
เชงิ มุม กระแสไฟฟา้ ความตา่ งศักย์ กำลังไฟฟ้า ค่าเฉล่ยี ของกำลงั สองกระแสไฟฟา้ กำลงั ไฟฟ้าเฉลย่ี ค่ายังผลหรือค่า
มิเตอร์ ตัวต้านทานในวงจรไฟฟ้ากระแสสลับกับกระแสไฟฟ้ามีเฟสเดียวกัน ถ้ามีตัวเก็บประจุในวงจร กระแสไฟฟ้าที่
ผ่านตัวเก็บประจุจะมีเฟสนำความต่างศักย์ท่ีคร่อมตัวเก็บประจุ 90 องศา ถ้ามีตัวเหน่ียวนำในวงจร กระแสไฟฟ้าท่ี
ผ่านตวั เหนย่ี วนำจะมเี ฟสตามความต่างศักยค์ ร่อมตัวเหนยี่ วนำ 90 องศา
4.
4.1 (ใ ำ ฐ)
-
4.2 ถ / ถ
-
4.3 บ ณ ญฐ (3 2 ไ )
พอประมาณ มเี หตุผล มภี ูมคิ ุ้มกนั ในตัวทดี่ ี
ความรู้ คุณธรรม
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 9 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
5. ถ ำ ญ (ใ บ)
ความสามารถในการส่อื สาร ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแกป้ ัญหา ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
6. ฒ ณภ 21
6.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอ่าน)
(W) Riting (การเขียน)
(A) Rithmetics (การคดิ คำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทกั ษะดา้ นการคิดอย่างมวี จิ ารณญาณ และทกั ษะในการแกป้ ญั หา)
Creativity and innovation
(ทกั ษะด้านการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม)
Cross-cultural understanding
(ทกั ษะด้านความเข้าใจต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์)
Collaboration, teamwork and leadership
(ทกั ษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผนู้ ำ)
Communications, information and media literacy
(ทักษะดา้ นการสือ่ สาร สารสนเทศ และรเู้ ท่าทนั สอ่ื )
Computing and ICT literacy
(ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศ และการสื่อสาร)
Career and learning skills
(ทกั ษะอาชีพ และทักษะการเรยี นรู้)
Compassion
(ความมเี มตตา กรุณา วินัย คุณธรรม จรยิ ธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทกั ษะการเรยี นรู้)
Leader Ship
(ทักษะด้านภาวะผูน้ ำ)
6.2 ณ ณ ใ 21
คุณลกั ษณะด้านการทำงาน ได้แก่ การปรบั ตวั และความเปน็ ผู้นำ
คณุ ลักษณะดา้ นการเรยี นรู้ ได้แก่ การชน้ี ำตนเอง การตรวจสอบการเรยี นรู้ของตนเอง
คุณลักษณะด้านศีลธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผู้อน่ื ความซอ่ื สตั ย์ สำนึกพลเมือง
7. ณ ณ
รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ซอ่ื สัตย์ สจุ ริต มวี นิ ัย
ใฝ่เรียนรู้ อยอู่ ย่างพอเพียง มุ่งม่ันในการทำงาน
รกั ความเป็นไทย มจี ิตสาธารณะ เป็นเลิศวชิ าการ
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 10 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
สือ่ สารไดอ้ ย่างนอ้ ยสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลติ งานอยา่ ง
สร้างสรรค์ ร่วมกนั รับผิดชอบต่อสังคมโลก
8. ใบ บบ บ ( Inquiry Method : 5E)
1 ใ (Engagement)
(1) ให้นักเรียนสังเกตตวั เลขในมิเตอรไ์ ฟฟ้า
(2) นักเรียนทั้งหมดร่วมกันยกตัวอย่างมิเตอร์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน ร่วมกันอภิปรายถึงการ
เหนี่ยวนำไฟฟ้าและหลกั การทำงาน รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์
(3) ให้นักเรียนร่วมกันต้ังคำถามเกี่ยวกับส่ิงที่ต้องการรู้ จากเน้ือหาท่ีเก่ียวกับเร่ืองค่าของปริมาณที่
เก่ียวขอ้ งกับไฟฟา้ กระแสสลบั
2ำ (Exploration)
(1) แบ่งนักเรียนเปน็ กลุ่มละ 8 คน
(2) นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกนั ศกึ ษาคา่ ของปริมาณที่เก่ียวข้องกบั ไฟฟ้ากระแสสลับ
(3) นกั เรียนแต่ละกลมุ่ อภิปรายรว่ มกนั ถงึ ค่าของปริมาณทีเ่ ก่ียวข้องกับไฟฟา้ กระแสสลับ
3บ (Explanation)
(1) นักเรียนแต่ละกล่มุ นำเสนอผลการสืบคน้ ค่าของปริมาณทเี่ ก่ียวข้องกับไฟฟา้ กระแสสลับ
(2) นกั เรียนแต่ละกลุ่มไดผ้ ลการสบื คน้ เหมอื นกนั หรอื ต่างกันอยา่ งไร เพราะเหตใุ ด
(3) ครตู ้งั คำถามว่า
- แรงเคล่ือนไฟฟา้ เหนยี่ วนำตามกฎของฟาราเดย์และกฎของเลนสเ์ ป็นอย่างไร
- ความถเี่ ชงิ มุมของแรงเคลอ่ื นไฟฟา้ หรืออัตราเรว็ เชงิ มมุ ของขดลวดเป็นอยา่ งไร
- ค่ากระแสไฟฟา้ หาได้อย่างไร
- คา่ ความต่างศกั ย์หาไดอ้ ย่างไร
- คา่ กำลังไฟฟ้าหาได้อย่างไร
- ค่ามเิ ตอรค์ ืออะไร
- แอมมิเตอรก์ ระแสสลับวัดกระแสไฟฟา้ ได้ 10 mA จงหากระแสไฟฟ้าสูงสดุ
- ตัวตา้ นทานและความตา่ งศกั ย์กระแสสลบั มีเฟสเดยี วกนั หรือไม่ อยา่ งไร
- ตัวเกบ็ ประจแุ ละกระแสไฟฟา้ ทผี่ ่านตัวเกบ็ ประจุ มีเฟสเดยี วกนั หรือไม่ อยา่ งไร
- ตวั เหน่ยี วนำและกระแสไฟฟ้าทผี่ า่ นตัวเหน่ยี วนำ มีเฟสเดียวกนั หรอื ไม่ อย่างไร
- ในวงจรไฟฟ้ากระแสสลบั ท่ีประกอบด้วยตวั ตา้ นทาน ตัวเกบ็ ประจุ และตวั เหน่ยี วนำ ซึง่ ต่อกัน
แบบอนกุ รม และต่อกบั แหลง่ กำเนิดกระแสสลับ โดยมแี อมมิเตอร์วัดกระแสสลับ และโวลต์
มิเตอร์วดั ความตา่ งศกั ยส์ ลับในวงจร ถา้ แอมมิเตอรว์ ัดกระแสไฟฟ้าได้ 5.0 mA โวลต์มิเตอร์วดั
ความต่างศกั ยร์ ะหวา่ งปลายของตวั ต้านทาน ตวั เกบ็ ประจุ และตวั เหนีย่ วนำได้ 4.0 6.0 และ
3.0 โวลต์ ตามลำดบั จงหาความตา้ นทาน ความต้านทานเชงิ ความจุ และความตา้ นทานเชงิ
ความเหนยี่ วนำของวงจร
(4) นกั เรยี นทัง้ หมดรว่ มกันสรปุ ผลจากการศกึ ษาคา่ ของปริมาณท่เี กี่ยวขอ้ งกับไฟฟา้ กระแสสลับ
4 (Elaboration)
(1) ครถู ามว่า จงเสนอแนวคิดในการนำความเข้าใจเกีย่ วกบั สรุปผลจากการศึกษาค่าของปริมาณที่
เกีย่ วขอ้ งกับไฟฟ้ากระแสสลบั ไปใชป้ ระโยชน์
(2) นกั เรียนแต่ละกลุม่ ร่วมกันสรุปเชอื่ มโยงความคดิ เกย่ี วกบั ค่าของปริมาณที่เก่ียวข้องกับไฟฟา้
กระแสสลับ
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 11 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
5 (Evaluation)
(1) ใหน้ กั เรียนแตล่ ะคนยอ้ นกลบั ไปอา่ นบันทกึ ประสบการณเ์ ดิม สง่ิ ท่ีต้องการรู้ และขอบเขต
เปา้ หมาย แลว้ ตรวจสอบวา่ ได้เรยี นรตู้ ามท่ตี ้งั เป้าหมายครบถว้ นหรอื ไมเ่ พียงใด ถา้ ยังไมค่ รบถ้วน
จะทำอย่างไรต่อไป (อาจสอบถามใหค้ รูอธบิ ายเพ่ิมเติม สอบถามใหเ้ พ่ือนอธิบาย หรือวางแผน
สืบค้นเพิ่มเติม)
(2) นักเรยี นรว่ มกันแสดงความคิดเห็นเกยี่ วกบั ประโยชน์ที่ไดร้ ับจากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม และ
การนำ
ความรู้คา่ ของปริมาณท่ีเกยี่ วข้องกับไฟฟา้ กระแสสลบั ที่ได้ไปใช้ประโยชน์
(3) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นโดยการให้ตอบคำถาม
(4) นกั เรียนรว่ มกันทำแบบทดสอบในเอกสารประกอบการเรียนเรอื่ ง ค่าของปริมาณทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั
ไฟฟา้ กระแสสลับ
9.
การประเมนิ ชนิ้ งาน / ภาระงาน
ฤ ณฑใ
1. พุทธิพิสัย ตรวจใบงาน/ตอบคำถาม ใบงาน/ตอบคำถาม 0-4 คะแนน ปรบั ปรงุ
ตรวจใบงาน/ทำการทดลอง ใบงาน/แบบฝึกหดั 5-6 คะแนน พอใช้
2. ทกั ษะพิสัย สงั เกตพฤติกรรมนักเรยี น แบบสงั เกตพฤติกรรม 7-10 คะแนน ดีมาก
3.จติ พิสัย 0-4 คะแนน ปรับปรุง
-คณุ ลกั ษณะอันพ่ึง 5-6 คะแนน พอใช้
ประสงค์ 7-10 คะแนน ดีมาก
0-4 คะแนน ปรบั ปรุง
5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
บบ ฤ ฏบ บ
ฤใ บ บำ
็ ำถ ั ไบ
บ
- 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 12 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
เกณฑ์การวัดผล ใหค้ ะแนนระดบั คุณภาพของแต่ละพฤตกิ รรมดงั นี้
ดีมาก = 4 สนใจฟงั ไม่หลบั ไม่พดู คุยในชน้ั มคี ำถามท่ีดี ตอบคำถามถูกต้อง ทำงานสง่ ครบตรงเวลา
ดี = 3 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 70%
ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 50%
ปรบั ปรุง = 1 เขา้ ชนั้ เรียน แต่การแสดงออกนอ้ ยมาก สง่ งานไม่ครบ ไมต่ รงเวลา
ลงชื่อ..........................................ผสู้ งั เกต
(..............................................)
............./.............../..................
*หมายเหตุ คะแนนนำมาเฉลย่ี ใหเ้ หลือ 10 คะแนน ต่อการประเมนิ
10. /
10.1 สื่อการเรยี นรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรียน วิชา ฟิสิกส์
10.2 แหลง่ การเรียนรู้
10.2.1 หอ้ งสมดุ โรงเรยี น
10.2.3 อินเตอรเ์ นต็ และ smart phone
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 13 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ำ
1. (นายแวอสิ วาดี หะยีสอเฮาะ)
็
ไดท้ ำการตรวจแผนการจดั การเรยี นรู้ของ.............................................แลว้ มคี วามคดิ เหน็ ดงั นี้
1. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดมี าก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรุงพฒั นาต่อไป
3. เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
นำไปใช้ไดจ้ รงิ
ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้
4. ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
ลงชื่อ.................................................
(นางจริ นนั ต์ วุฒสิ มัย)
หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
็ำ บ
ทราบ
...............................................................................
ลงชือ่ .................................................
(นายฮาฟซี ี อับดลุ เลาะ)
รองผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ
็ำ
อนุมตั ิ
.................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นายนิรตั น์ นราฤทธพิ นั ธ์)
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนนราธิวาส
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 14 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
1 ไ้ บ
2 ภซ
30205 6
ภ2 2564
4
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เขา้ ใจความสัมพนั ธ์ระหวา่ งพลงั งานกบั การดำรงชวี ิต การเปล่ียนรปู พลงั งาน ปฏิสมั พันธร์ ะหว่างสาร
และพลงั งาน ผลของการใชพ้ ลังงานต่อชีวติ และสิง่ แวดลอ้ ม มกี ระบวน การสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารส่งิ ทเ่ี รียนรู้และ
นำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
บอกลักษณะของกราฟระหว่างความต่างศักย์กบั เวลาในวงจรความสมั พนั ธ์ระหวา่ งกระแสกับเวลา และความ
ต่างศกั ย์กบั เวลา ที่มีการเปล่ียนค่าในรูปของฟงั ก์ชันไซน์ อธิบายความสมั พันธ์ระหวา่ งคา่ สงู สุดกบั คา่ รากทส่ี องของ
ค่าเฉลีย่ ของกำลังสองของกระแสไฟฟา้ และความต่างศักยไ์ ฟฟ้า วเิ คราะห์และเปรียบเทียบกราฟระหว่างความต่าง
ศักยไ์ ฟฟ้ากับเวลาของตวั ตา้ นทานและตวั เก็บประจุไฟฟ้า เขยี นแผนภาพเฟสเซอร์ แกป้ ัญหาเกีย่ วกับไฟฟา้
กระแสสลับโดยใชแ้ ผนภาพเฟสเซอรไ์ ด้
2.
1. เขียนแผนภาพเฟสเซอรแ์ ละใช้แผนภาพเฟสเซอรใ์ นการแก้ปญั หาเกย่ี วกับไฟฟา้ กระแสสลบั (K)
2. นำความรู้ความเข้าใจเกยี่ วกับเขียนแผนภาพเฟสเซอร์ไปใชป้ ระโยชน์ (P)
3. มีความอยากรอู้ ยากเห็น สนใจใฝ่รใู้ นสถานการณ์หรือเหตกุ ารณท์ ี่กำหนด (A)
3. ำ ญ / บ
เป็นวิธีการที่จะช่วยในการรวมค่าความต่างศักย์ไฟฟ้าของวงจรไฟฟ้ากระแสสลับ โดยการเขียนลูกศรแทน
ความต่างศักย์ไฟฟ้าหรือกระแสไฟฟ้า ให้ความยาวของลูกศรแทนขนาดและตำแหน่งของลูกศรแสดงเฟสเร่ิมต้นของ
ปริมาณนั้น
4.
4.1 (ใ ำ ฐ)
-
4.2 ถ / ถ
-
4.3 บ ณ ญฐ (3 2 ไ )
พอประมาณ มเี หตุผล มีภมู ิค้มุ กนั ในตวั ท่ดี ี
ความรู้ คุณธรรม
5. ถ ำ ญ (ใ บ)
ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 15 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
6. ฒ ณภ 21
6.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอา่ น)
(W) Riting (การเขยี น)
(A) Rithmetics (การคดิ คำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทกั ษะในการแกป้ ญั หา)
Creativity and innovation
(ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม)
Cross-cultural understanding
(ทกั ษะดา้ นความเข้าใจต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน)์
Collaboration, teamwork and leadership
(ทักษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผนู้ ำ)
Communications, information and media literacy
(ทกั ษะด้านการสอื่ สาร สารสนเทศ และร้เู ทา่ ทนั สอ่ื )
Computing and ICT literacy
(ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่ือสาร)
Career and learning skills
(ทกั ษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นรู้)
Compassion
(ความมเี มตตา กรุณา วินยั คุณธรรม จรยิ ธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทกั ษะการเรียนรู้)
Leader Ship
(ทักษะด้านภาวะผูน้ ำ)
6.2 ณ ณ ใ 21
คณุ ลักษณะด้านการทำงาน ไดแ้ ก่ การปรับตัวและความเปน็ ผูน้ ำ
คณุ ลักษณะดา้ นการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ การชีน้ ำตนเอง การตรวจสอบการเรียนรูข้ องตนเอง
คณุ ลักษณะดา้ นศลี ธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผ้อู น่ื ความซอ่ื สตั ย์ สำนกึ พลเมือง
7. ณ ณ
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซ่อื สัตย์ สจุ ริต มวี นิ ัย
ใฝเ่ รยี นรู้ อยู่อย่างพอเพยี ง มุ่งม่ันในการทำงาน
รักความเป็นไทย มีจติ สาธารณะ เป็นเลิศวชิ าการ
สอ่ื สารได้อยา่ งนอ้ ยสองภาษา ล้ำหน้าทางความคิด ผลิตงานอยา่ ง
สรา้ งสรรค์ รว่ มกันรบั ผิดชอบตอ่ สงั คมโลก
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 16 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
8. ใบ บบ บ ( Inquiry Method : 5E)
1 ใ (Engagement)
(4) ให้นกั เรียนสงั เกตกราฟรูปของฟงั กช์ ันไซน์
(5) นกั เรียนทง้ั หมดรว่ มกันอภิปรายถึงกราฟรูปของฟังกช์ ันไซน์
(6) ให้นกั เรียนร่วมกนั ตั้งคำถามเก่ยี วกับสง่ิ ท่ตี ้องการรู้ จากเนอ้ื หาท่ีเกยี่ วกับเรื่องแผนภาพเฟสเซอร์
2ำ (Exploration)
(1) แบง่ นักเรยี นเปน็ กลุ่มละ 8 คน
(2) นกั เรยี นแต่ละกลุ่มรว่ มกันศึกษาแผนภาพเฟสเซอร์
(3) นักเรียนแต่ละกล่มุ อภปิ รายร่วมกันถงึ แผนภาพเฟสเซอร์
3บ (Explanation)
(1) นักเรียนแตล่ ะกลุ่มนำเสนอผลการสบื คน้ แผนภาพเฟสเซอร์
(2) นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ ได้ผลการสบื คน้ เหมือนกนั หรอื ต่างกันอย่างไร เพราะเหตุใด
(3) ครูต้ังคำถามวา่
- ตัวต้านทานและความต่างศักย์กระแสสลบั มีเฟสเดยี วกันหรอื ไม่ อย่างไร
- ตัวเกบ็ ประจุและกระแสไฟฟ้าท่ผี ่านตัวเก็บประจุ มีเฟสเดียวกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร
- ตัวเหนี่ยวนำและกระแสไฟฟ้าท่ผี ่านตวั เหนี่ยวนำ มเี ฟสเดยี วกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร
(4) นกั เรยี นท้งั หมดร่วมกนั สรุปผลจากการศกึ ษาแผนภาพเฟสเซอร์
4 (Elaboration)
(1) ครูถามว่า จงเสนอแนวคิดในการนำความเขา้ ใจเก่ียวกบั สรุปผลจากการศึกษาแผนภาพเฟสเซอร์
ไปใชป้ ระโยชน์
(2) นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ ร่วมกันสรุปเช่ือมโยงความคิดเกยี่ วกับแผนภาพเฟสเซอร์
5 (Evaluation)
(1) ให้นักเรียนแตล่ ะคนย้อนกลับไปอา่ นบันทึกประสบการณเ์ ดมิ ส่งิ ท่ตี ้องการรู้ และขอบเขต
เปา้ หมาย แล้วตรวจสอบวา่ ไดเ้ รยี นรู้ตามท่ตี ง้ั เปา้ หมายครบถ้วนหรือไม่เพยี งใด ถ้ายังไมค่ รบถว้ น
จะทำอย่างไรตอ่ ไป (อาจสอบถามใหค้ รูอธบิ ายเพิ่มเติม สอบถามใหเ้ พื่อนอธิบาย)
(2) นักเรยี นร่วมกันแสดงความคดิ เหน็ เก่ยี วกับประโยชนท์ ี่ได้รับจากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม และการนำ
ความรู้แผนภาพเฟสเซอร์ทไ่ี ด้ไปใชป้ ระโยชน์
(3) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบคำถาม
(4) นกั เรียนร่วมกนั ทำแบบทดสอบในเอกสารประกอบการเรียนเรือ่ ง แผนภาพเฟสเซอร์
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 17 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
9. ณฑใ
การประเมินชน้ิ งาน / ภาระงาน
ฤ
1. พุทธิพสิ ัย ตรวจใบงาน/ตอบคำถาม ใบงาน/ตอบคำถาม 0-4 คะแนน ปรบั ปรุง
ใบงาน/แบบฝกึ หดั 5-6 คะแนน พอใช้
2. ทักษะพิสัย ตรวจใบงาน/ทำการทดลอง แบบสังเกตพฤติกรรม 7-10 คะแนน ดีมาก
3.จติ พสิ ัย สังเกตพฤติกรรมนกั เรยี น 0-4 คะแนน ปรบั ปรงุ
-คุณลักษณะอันพึง่ 5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
ประสงค์
0-4 คะแนน ปรับปรงุ
5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
บบ ฤ ฏบ บ
ฤใ บ บำ
็ ำถ ั ไบ
บ
- 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
เกณฑ์การวัดผล ให้คะแนนระดับคุณภาพของแต่ละพฤติกรรมดังนี้
ดมี าก = 4 สนใจฟัง ไม่หลบั ไม่พดู คุยในชนั้ มีคำถามทีด่ ี ตอบคำถามถูกต้อง ทำงานสง่ ครบตรง
เวลา
ดี = 3 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 70%
ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 50%
ปรับปรงุ = 1 เขา้ ช้นั เรยี น แตก่ ารแสดงออกน้อยมาก สง่ งานไม่ครบ ไมต่ รงเวลา
ลงช่อื ..........................................ผู้สังเกต
(..............................................)
............./.............../..................
*หมายเหตุ คะแนนนำมาเฉลยี่ ใหเ้ หลือ 10 คะแนน ต่อการประเมนิ
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 18 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
10. /
10.1 สอ่ื การเรยี นรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรยี น วชิ า ฟสิ ิกส์
10.2 แหลง่ การเรยี นรู้
10.2.1 หอ้ งสมดุ โรงเรยี น
10.2.3 อนิ เตอร์เน็ต และ smart phone
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 19 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ำ
1. (นายแวอสิ วาดี หะยีสอเฮาะ)
็
ไดท้ ำการตรวจแผนการจดั การเรยี นรู้ของ.............................................แลว้ มคี วามคดิ เหน็ ดงั นี้
1. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดมี าก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรุงพฒั นาต่อไป
3. เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
นำไปใช้ไดจ้ รงิ
ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้
4. ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
ลงชื่อ.................................................
(นางจริ นนั ต์ วุฒสิ มัย)
หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
็ำ บ
ทราบ
...............................................................................
ลงชือ่ .................................................
(นายฮาฟซี ี อับดลุ เลาะ)
รองผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ
็ำ
อนุมตั ิ
.................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นายนิรตั น์ นราฤทธพิ นั ธ์)
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนนราธิวาส
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 20 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
1 ไ้ บ
3 RLC บบ
30205 6
ภ2 2564
4
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธร์ ะหวา่ งพลังงานกับการดำรงชีวิต การเปลี่ยนรปู พลงั งาน ปฏิสมั พันธ์ระหว่างสาร
และพลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวติ และส่ิงแวดล้อม มกี ระบวน การสบื เสาะหาความรู้ ส่ือสารสง่ิ ทีเ่ รียนรู้และ
นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
บอกลกั ษณะของกราฟระหวา่ งความตา่ งศักย์กับเวลาในวงจรความสมั พนั ธร์ ะหว่างกระแสกบั เวลา และความ
ต่างศกั ย์กบั เวลา ท่มี ีการเปล่ียนคา่ ในรปู ของฟังก์ชันไซน์ อธิบายความสัมพันธ์ระหวา่ งค่าสูงสุดกับคา่ รากท่ีสองของ
คา่ เฉลย่ี ของกำลังสองของกระแสไฟฟ้าและความตา่ งศักยไ์ ฟฟา้ วเิ คราะห์และเปรียบเทียบกราฟระหว่างความตา่ ง
ศักย์ไฟฟ้ากับเวลาของตัวต้านทานและตัวเก็บประจุไฟฟ้า เขยี นแผนภาพเฟสเซอร์ แก้ปัญหาเกย่ี วกับไฟฟา้
กระแสสลบั โดยใชแ้ ผนภาพเฟสเซอรไ์ ด้
2.
1. สืบคน้ อภปิ ราย กระแสไฟฟ้าในวงจร RLC ทต่ี ่อแบบอนุกรม (K)
2. ทำการทดลองวดั ค่าความตา่ งศักย์ไฟฟา้ และกระแสไฟฟา้ ในวงจร RLC ที่ต่อแบบอนุกรม (P)
3. มคี วามอยากรู้อยากเห็น สนใจใฝร่ ูใ้ นสถานการณ์หรือเหตกุ ารณ์ที่กำหนด (A)
3. ำ ญ / บ
เม่ือนำตัวต้านทาน ขดลวดเหนี่ยวนำ และตัวเก็บประจุ มาต่ออนุกรม แล้วต่อปลายท้ังสองท่ีเหลือของวงจร
เข้ากับแหล่งจ่ายไฟฟ้ากระแสสลับ ที่มีแรงเคลื่อนไฟฟ้า v = Vm sin ωt ผลรวมของความต่างศักย์ท่ีตกคร่อม
อุปกรณ์ท้ังสามช้นิ ไม่สามารถรวมกันแบบ พีชคณิตเพราะต่างมีเฟสไม่ตรงกัน จะต้องใช้แผนภาพแสดงเฟสช่วยในการ
รวม
4.
4.1 (ใ ำ ฐ)
-
4.2 ถ / ถ
-
4.3 บ ณ ญฐ (3 2 ไ )
พอประมาณ มีเหตผุ ล มีภูมคิ มุ้ กนั ในตัวที่ดี
ความรู้ คณุ ธรรม
5. ถ ำ ญ (ใ บ)
ความสามารถในการสอ่ื สาร ความสามารถในการคิด
ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 21 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
6. ฒ ณภ 21
6.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอา่ น)
(W) Riting (การเขยี น)
(A) Rithmetics (การคดิ คำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทกั ษะในการแกป้ ญั หา)
Creativity and innovation
(ทกั ษะด้านการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม)
Cross-cultural understanding
(ทกั ษะดา้ นความเข้าใจต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์)
Collaboration, teamwork and leadership
(ทักษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผนู้ ำ)
Communications, information and media literacy
(ทกั ษะด้านการสอื่ สาร สารสนเทศ และร้เู ทา่ ทนั สอ่ื )
Computing and ICT literacy
(ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่ือสาร)
Career and learning skills
(ทกั ษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นรู้)
Compassion
(ความมเี มตตา กรุณา วินยั คุณธรรม จรยิ ธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทักษะการเรียนรู้)
Leader Ship
(ทักษะด้านภาวะผูน้ ำ)
6.2 ณ ณ ใ 21
คณุ ลักษณะด้านการทำงาน ไดแ้ ก่ การปรบั ตัวและความเปน็ ผูน้ ำ
คุณลักษณะดา้ นการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ การชีน้ ำตนเอง การตรวจสอบการเรียนรูข้ องตนเอง
คุณลักษณะดา้ นศลี ธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผอู้ ่นื ความซอ่ื สตั ย์ สำนกึ พลเมือง
7. ณ ณ
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซอื่ สัตย์ สจุ ริต มวี นิ ัย
ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพยี ง มุ่งม่ันในการทำงาน
รกั ความเป็นไทย มจี ิตสาธารณะ เป็นเลิศวชิ าการ
สอ่ื สารได้อยา่ งนอ้ ยสองภาษา ลำ้ หน้าทางความคิด ผลิตงานอยา่ ง
สร้างสรรค์ รว่ มกันรบั ผิดชอบตอ่ สงั คมโลก
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 22 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
8. ใบ บบ บ ( Inquiry Method : 5E)
1 ใ (Engagement)
(3) ใหน้ กั เรียนสังเกตกระแสไฟฟ้าในวงจร RLC ทตี่ ่อแบบอนุกรม
(4) นักเรียนทั้งหมดร่วมกนั อภิปรายถึงกระแสไฟฟ้าในวงจร RLC ที่ตอ่ แบบอนกุ รม
(5) ให้นักเรียนร่วมกันตั้งคำถามเกี่ยวกับส่ิงท่ีต้องการรู้ จากเนื้อหาท่ีเกี่ยวกับเรื่องกระแสไฟฟ้าใน
วงจร RLC ทตี่ ่อแบบอนุกรม
2ำ (Exploration)
(1) แบง่ นักเรยี นเป็นกลุ่มละ 8 คน
(2) นกั เรยี นแต่ละกลุ่มรว่ มกันศกึ ษากระแสไฟฟา้ ในวงจร RLC ท่ตี ่อแบบอนุกรม
(3) นักเรียนแตล่ ะกลุ่มอภปิ รายรว่ มกนั ถงึ กระแสไฟฟา้ ในวงจร RLC ที่ต่อแบบอนุกรม
3บ (Explanation)
(1) นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ นำเสนอผลการสบื คน้ กระแสไฟฟา้ ในวงจร RLC ทตี่ อ่ แบบอนุกรม
(2) นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ได้ผลการสบื ค้นเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร เพราะเหตุใด
(3) ครตู ง้ั คำถามวา่
- ตัวตา้ นทานและความตา่ งศกั ย์กระแสสลับมเี ฟสเดยี วกนั หรอื ไม่ อย่างไร
- ตวั เกบ็ ประจุและกระแสไฟฟา้ ท่ผี า่ นตวั เกบ็ ประจุ มเี ฟสเดยี วกันหรือไม่ อย่างไร
- ตวั เหน่ยี วนำและกระแสไฟฟ้าที่ผา่ นตัวเหน่ียวนำ มีเฟสเดียวกันหรอื ไม่ อยา่ งไร
(4) นกั เรียนทง้ั หมดรว่ มกันสรุปผลจากการศกึ ษากระแสไฟฟ้าในวงจร RLC ที่ต่อแบบอนุกรม
4 (Elaboration)
(1) ครถู ามว่า จงเสนอแนวคิดในการนำความเข้าใจเก่ียวกบั สรุปผลจากการศึกษากระแสไฟฟ้าใน
วงจร RLC ทต่ี ่อแบบอนุกรม ไปใช้ประโยชน์
(2) นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มร่วมกนั สรุปเช่อื มโยงความคดิ เกี่ยวกบั กระแสไฟฟ้าในวงจร RLC ที่ต่อแบบ
อนุกรม
5 (Evaluation)
(1) ใหน้ กั เรยี นแตล่ ะคนย้อนกลับไปอ่านบนั ทกึ ประสบการณ์เดมิ ส่ิงท่ีต้องการรู้ และขอบเขต
เปา้ หมาย แล้วตรวจสอบวา่ ได้เรยี นรู้ตามท่ีตัง้ เปา้ หมายครบถ้วนหรอื ไมเ่ พยี งใด ถ้ายังไม่ครบถว้ น
จะทำอยา่ งไรต่อไป (อาจสอบถามใหค้ รูอธิบายเพิ่มเตมิ สอบถามให้เพ่ือนอธบิ าย หรือวางแผน
สืบคน้ เพมิ่ เตมิ )
(2) นกั เรียนรว่ มกนั แสดงความคิดเห็นเกีย่ วกบั ประโยชนท์ ่ไี ดร้ บั จากการปฏบิ ัติกิจกรรม และการนำ
ความรู้กระแสไฟฟ้าในวงจร RLC ท่ีตอ่ แบบอนุกรม ที่ได้ไปใช้ประโยชน์
(3) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรยี นโดยการให้ตอบคำถาม
(4) นกั เรียนรว่ มกันทำแบบทดสอบในเอกสารประกอบการเรยี นเรือ่ ง กระแสไฟฟ้าในวงจร RLC ที่
ต่อแบบอนกุ รม
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 23 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
9. ณฑใ
การประเมินชน้ิ งาน / ภาระงาน
ฤ
1. พุทธิพสิ ัย ตรวจใบงาน/ตอบคำถาม ใบงาน/ตอบคำถาม 0-4 คะแนน ปรบั ปรุง
ใบงาน/แบบฝกึ หดั 5-6 คะแนน พอใช้
2. ทักษะพิสัย ตรวจใบงาน/ทำการทดลอง แบบสังเกตพฤติกรรม 7-10 คะแนน ดีมาก
3.จติ พสิ ัย สังเกตพฤติกรรมนกั เรยี น 0-4 คะแนน ปรบั ปรงุ
-คุณลักษณะอันพึง่ 5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
ประสงค์
0-4 คะแนน ปรับปรงุ
5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
บบ ฤ ฏบ บ
ฤใ บ บำ
็ ำถ ั ไบ
บ
- 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
เกณฑ์การวัดผล ให้คะแนนระดับคุณภาพของแต่ละพฤติกรรมดังนี้
ดมี าก = 4 สนใจฟัง ไม่หลบั ไม่พดู คุยในชนั้ มีคำถามทีด่ ี ตอบคำถามถูกต้อง ทำงานสง่ ครบตรง
เวลา
ดี = 3 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 70%
ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 50%
ปรับปรงุ = 1 เขา้ ช้นั เรยี น แตก่ ารแสดงออกน้อยมาก สง่ งานไม่ครบ ไมต่ รงเวลา
ลงช่อื ..........................................ผู้สังเกต
(..............................................)
............./.............../..................
*หมายเหตุ คะแนนนำมาเฉลยี่ ใหเ้ หลือ 10 คะแนน ต่อการประเมนิ
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 24 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
10. /
10.1 สอ่ื การเรยี นรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรยี น วชิ า ฟสิ ิกส์
10.2 แหลง่ การเรยี นรู้
10.2.1 หอ้ งสมดุ โรงเรยี น
10.2.3 อนิ เตอร์เน็ต และ smart phone
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 25 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ำ
1. (นายแวอสิ วาดี หะยีสอเฮาะ)
็
ไดท้ ำการตรวจแผนการจดั การเรยี นรู้ของ.............................................แลว้ มคี วามคดิ เหน็ ดงั นี้
1. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดมี าก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรุงพฒั นาต่อไป
3. เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
นำไปใช้ไดจ้ รงิ
ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้
4. ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
ลงชื่อ.................................................
(นางจริ นนั ต์ วุฒสิ มัย)
หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
็ำ บ
ทราบ
...............................................................................
ลงชือ่ .................................................
(นายฮาฟซี ี อับดลุ เลาะ)
รองผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ
็ำ
อนุมตั ิ
.................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นายนิรตั น์ นราฤทธพิ นั ธ์)
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนนราธิวาส
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 26 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
1 ไ้ บ
4 RLC บบ
30205 6
ภ2 2564
4
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เข้าใจความสมั พนั ธ์ระหว่างพลังงานกบั การดำรงชีวิต การเปล่ียนรูปพลงั งาน ปฏิสัมพันธร์ ะหวา่ งสาร
และพลังงาน ผลของการใช้พลงั งานตอ่ ชีวิตและสงิ่ แวดลอ้ ม มกี ระบวน การสืบเสาะหาความรู้ สื่อสารส่ิงทเี่ รียนรแู้ ละ
นำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
บอกลกั ษณะของกราฟระหวา่ งความตา่ งศักย์กบั เวลาในวงจรความสมั พันธ์ระหว่างกระแสกบั เวลา และความ
ต่างศักย์กบั เวลา ที่มีการเปล่ียนคา่ ในรูปของฟงั กช์ นั ไซน์ อธิบายความสมั พันธ์ระหวา่ งค่าสูงสดุ กับค่ารากท่สี องของ
คา่ เฉล่ียของกำลังสองของกระแสไฟฟา้ และความต่างศักย์ไฟฟ้า วเิ คราะห์และเปรยี บเทยี บกราฟระหว่างความตา่ ง
ศกั ยไ์ ฟฟา้ กบั เวลาของตวั ตา้ นทานและตวั เก็บประจุไฟฟ้า เขียนแผนภาพเฟสเซอร์ แก้ปัญหาเกย่ี วกบั ไฟฟ้า
กระแสสลบั โดยใชแ้ ผนภาพเฟสเซอร์ได้
2.
1. สืบค้น อภปิ ราย กระแสไฟฟ้าในวงจร RLC ทีต่ อ่ แบบขนาน (K)
2. ทำการทดลองวัดค่าความต่างศกั ย์ไฟฟ้าและกระแสไฟฟา้ ในวงจร RLC ท่ีต่อแบบขนาน (P)
3. มีความอยากรอู้ ยากเหน็ สนใจใฝ่ร้ใู นสถานการณ์หรือเหตกุ ารณ์ที่กำหนด (A)
3. ำ ญ / บ
ตัวตา้ นทาน R โอห์ม ตัวเหน่ียวนำ L เฮนรี และตัวจุ C ฟารดั ตอ่ ขนานกนั และตอ่ กบั ไฟฟา้ กระแสสลบั
V = ความต่างศกั ย์ ตัวเหน่ยี วนำมคี วามต้านเชงิ เหน่ียวนำ XL ตวั ประจุมคี วามต้านเชงิ ความจุ XC
4.
4.1 (ใ ำ ฐ)
-
4.2 ถ / ถ
-
4.3 บ ณ ญฐ (3 2 ไ )
พอประมาณ มเี หตผุ ล มภี มู ิคมุ้ กันในตัวท่ีดี
ความรู้ คุณธรรม
5. ถ ำ ญ (ใ บ)
ความสามารถในการส่ือสาร ความสามารถในการคิด
ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 27 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
6. ฒ ณภ 21
6.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอา่ น)
(W) Riting (การเขยี น)
(A) Rithmetics (การคดิ คำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทกั ษะในการแกป้ ญั หา)
Creativity and innovation
(ทกั ษะด้านการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม)
Cross-cultural understanding
(ทกั ษะดา้ นความเข้าใจต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์)
Collaboration, teamwork and leadership
(ทักษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผนู้ ำ)
Communications, information and media literacy
(ทกั ษะด้านการสอื่ สาร สารสนเทศ และร้เู ทา่ ทนั สอ่ื )
Computing and ICT literacy
(ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่ือสาร)
Career and learning skills
(ทกั ษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นรู้)
Compassion
(ความมเี มตตา กรุณา วินัย คุณธรรม จรยิ ธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทักษะการเรียนรู้)
Leader Ship
(ทักษะด้านภาวะผูน้ ำ)
6.2 ณ ณ ใ 21
คณุ ลักษณะด้านการทำงาน ไดแ้ ก่ การปรับตัวและความเปน็ ผูน้ ำ
คุณลักษณะดา้ นการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ การชีน้ ำตนเอง การตรวจสอบการเรียนรูข้ องตนเอง
คุณลักษณะดา้ นศลี ธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผอู้ ่นื ความซ่ือสตั ย์ สำนกึ พลเมือง
7. ณ ณ
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซอื่ สัตย์ สจุ รติ มวี นิ ัย
ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพยี ง มุ่งม่ันในการทำงาน
รกั ความเป็นไทย มจี ิตสาธารณะ เป็นเลิศวชิ าการ
สอ่ื สารได้อยา่ งนอ้ ยสองภาษา ลำ้ หน้าทางความคิด ผลิตงานอยา่ ง
สร้างสรรค์ รว่ มกันรบั ผิดชอบตอ่ สงั คมโลก
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 28 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
8. ใบ บบ บ ( Inquiry Method : 5E)
1 ใ (Engagement)
(3) ให้นักเรยี นสังเกตกระแสไฟฟา้ ในวงจร RLC ท่ตี อ่ แบบขนาน
(4) นักเรยี นทั้งหมดร่วมกันอภปิ รายถึงกระแสไฟฟา้ ในวงจร RLC ทต่ี ่อแบบขนาน
(5) ให้นักเรียนร่วมกันต้ังคำถามเกี่ยวกับส่ิงที่ต้องการรู้ จากเน้ือหาที่เกี่ยวกับเรื่องกระแสไฟฟ้าใน
วงจร RLC ทต่ี ่อแบบขนาน
2ำ (Exploration)
(1) แบง่ นักเรียนเป็นกลุ่มละ 8 คน
(2) นกั เรียนแต่ละกลุ่มรว่ มกนั ศึกษากระแสไฟฟา้ ในวงจร RLC ทีต่ ่อแบบขนาน
(3) นกั เรยี นแต่ละกล่มุ อภิปรายรว่ มกันถึงกระแสไฟฟ้าในวงจร RLC ท่ีต่อแบบขนาน
3บ (Explanation)
(1) นักเรยี นแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการสบื ค้นกระแสไฟฟ้าในวงจร RLC ทต่ี ่อแบบขนาน
(2) นักเรียนแต่ละกลุ่มได้ผลการสืบค้นเหมือนกันหรือต่างกันอยา่ งไร เพราะเหตุใด
(3) ครูตัง้ คำถามวา่
- ตวั ตา้ นทานและความตา่ งศกั ย์กระแสสลับมเี ฟสเดยี วกนั หรอื ไม่ อยา่ งไร
- ตัวเกบ็ ประจุและกระแสไฟฟา้ ท่ีผ่านตัวเก็บประจุ มเี ฟสเดียวกนั หรือไม่ อยา่ งไร
- ตัวเหนย่ี วนำและกระแสไฟฟา้ ท่ผี ่านตวั เหนยี่ วนำ มเี ฟสเดียวกนั หรอื ไม่ อย่างไร
(4) นักเรียนทั้งหมดร่วมกนั สรุปผลจากการศกึ ษากระแสไฟฟา้ ในวงจร RLC ทต่ี ่อแบบขนาน
4 (Elaboration)
(1) ครูถามว่า จงเสนอแนวคดิ ในการนำความเขา้ ใจเกย่ี วกบั สรุปผลจากการศึกษากระแสไฟฟ้าใน
วงจร RLC ทตี่ ่อแบบขนาน ไปใช้ประโยชน์
(2) นักเรียนแตล่ ะกล่มุ ร่วมกนั สรุปเชือ่ มโยงความคิดเก่ยี วกับกระแสไฟฟา้ ในวงจร RLC ท่ีต่อแบบ
ขนาน
5 (Evaluation)
(1) ใหน้ ักเรียนแตล่ ะคนย้อนกลบั ไปอา่ นบันทกึ ประสบการณเ์ ดมิ สง่ิ ที่ต้องการรู้ และขอบเขต
เปา้ หมาย แลว้ ตรวจสอบวา่ ไดเ้ รยี นร้ตู ามทตี่ ง้ั เป้าหมายครบถ้วนหรอื ไมเ่ พยี งใด ถ้ายงั ไมค่ รบถว้ น
จะทำอยา่ งไรต่อไป (อาจสอบถามใหค้ รูอธิบายเพ่ิมเตมิ สอบถามให้เพื่อนอธิบาย หรือวางแผน
สบื คน้ เพิ่มเตมิ )
(2) นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกยี่ วกบั ประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏบิ ัติกจิ กรรม และการนำ
ความรู้กระแสไฟฟ้าในวงจร RLC ที่ตอ่ แบบขนานท่ีได้ไปใช้ประโยชน์
(3) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบคำถาม
(4) นกั เรยี นร่วมกนั ทำแบบทดสอบในเอกสารประกอบการเรยี นเรื่อง กระแสไฟฟ้าในวงจร RLC ท่ี
ตอ่ แบบขนาน
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 29 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
9. ณฑใ
การประเมินชน้ิ งาน / ภาระงาน
ฤ
1. พุทธิพสิ ัย ตรวจใบงาน/ตอบคำถาม ใบงาน/ตอบคำถาม 0-4 คะแนน ปรบั ปรุง
ใบงาน/แบบฝกึ หดั 5-6 คะแนน พอใช้
2. ทักษะพิสัย ตรวจใบงาน/ทำการทดลอง แบบสังเกตพฤติกรรม 7-10 คะแนน ดีมาก
3.จติ พสิ ัย สังเกตพฤติกรรมนกั เรยี น 0-4 คะแนน ปรบั ปรงุ
-คุณลักษณะอันพึง่ 5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
ประสงค์
0-4 คะแนน ปรับปรงุ
5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
บบ ฤ ฏบ บ
ฤใ บ บำ
็ ำถ ั ไบ
บ
- 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
เกณฑ์การวัดผล ให้คะแนนระดับคุณภาพของแต่ละพฤติกรรมดังนี้
ดมี าก = 4 สนใจฟัง ไม่หลบั ไม่พดู คุยในชนั้ มีคำถามทีด่ ี ตอบคำถามถูกต้อง ทำงานสง่ ครบตรง
เวลา
ดี = 3 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 70%
ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 50%
ปรับปรงุ = 1 เขา้ ช้นั เรยี น แตก่ ารแสดงออกน้อยมาก สง่ งานไม่ครบ ไมต่ รงเวลา
ลงช่อื ..........................................ผู้สังเกต
(..............................................)
............./.............../..................
*หมายเหตุ คะแนนนำมาเฉลยี่ ใหเ้ หลือ 10 คะแนน ต่อการประเมนิ
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 30 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
10. /
10.1 สอ่ื การเรยี นรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรยี น วชิ า ฟสิ ิกส์
10.2 แหลง่ การเรยี นรู้
10.2.1 หอ้ งสมดุ โรงเรยี น
10.2.3 อนิ เตอร์เน็ต และ smart phone
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 31 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ำ
1. (นายแวอสิ วาดี หะยีสอเฮาะ)
็
ไดท้ ำการตรวจแผนการจดั การเรยี นรู้ของ.............................................แลว้ มคี วามคดิ เหน็ ดงั นี้
1. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดมี าก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรุงพฒั นาต่อไป
3. เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
นำไปใช้ไดจ้ รงิ
ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้
4. ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
ลงชื่อ.................................................
(นางจริ นนั ต์ วุฒสิ มัย)
หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
็ำ บ
ทราบ
...............................................................................
ลงชือ่ .................................................
(นายฮาฟซี ี อับดลุ เลาะ)
รองผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ
็ำ
อนุมตั ิ
.................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นายนิรตั น์ นราฤทธพิ นั ธ์)
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนนราธิวาส
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 32 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
1 ไ้ บ
5 ซซ RLC
30205 6
ภ2 2564
4
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เขา้ ใจความสัมพนั ธ์ระหวา่ งพลงั งานกับการดำรงชีวิต การเปลีย่ นรูปพลังงาน ปฏิสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสาร
และพลังงาน ผลของการใช้พลงั งานตอ่ ชีวติ และสง่ิ แวดลอ้ ม มกี ระบวน การสบื เสาะหาความรู้ สอื่ สารสงิ่ ที่เรียนรูแ้ ละ
นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
บอกลักษณะของกราฟระหว่างความตา่ งศักย์กบั เวลาในวงจรความสมั พนั ธร์ ะหว่างกระแสกับเวลา และความ
ตา่ งศักย์กบั เวลา ทม่ี ีการเปลย่ี นคา่ ในรูปของฟงั ก์ชันไซน์ อธิบายความสัมพันธร์ ะหวา่ งค่าสงู สุดกับค่ารากที่สองของ
ค่าเฉลยี่ ของกำลังสองของกระแสไฟฟ้าและความต่างศักย์ไฟฟ้า วเิ คราะห์และเปรยี บเทยี บกราฟระหว่างความตา่ ง
ศกั ยไ์ ฟฟ้ากับเวลาของตัวตา้ นทานและตัวเก็บประจุไฟฟา้ เขียนแผนภาพเฟสเซอร์ แก้ปัญหาเกย่ี วกับไฟฟ้า
กระแสสลบั โดยใช้แผนภาพเฟสเซอร์ได้
2.
1. อธิบายเงอ่ื นไขทจี่ ะเกิดสภาวะเรโซแนนซ์ (K)
2. คำนวณหาค่าตา่ งๆ เมือ่ ต่อวงจร RLC ในแบบต่างๆ (P)
3. มคี วามอยากรอู้ ยากเห็น สนใจใฝ่รใู้ นสถานการณห์ รือเหตกุ ารณ์ท่ีกำหนด (A)
3. ำ ญ / บ
วงจรรีโซแนนท์ (Resonance) หมายถึง วงจรท่ีตอบสนองความถ่ีหน่ึงได้ดีน่ันเองซ่ึงการตอบสนอง ก็คือ
การมกี ระแสไฟฟา้ ไหลไดส้ งู สุด ณ ความถี่นน้ั โดยอมิ พีแดนซข์ องวงจรจะต่ำสดุ Z = R , XL = XC
ในวงจรรโี ซแนนซอ์ นุกรมขณะท่เี กดิ สภาวะรีโซแนนซ์ ค่าเพาเวอร์แฟคเตอร์ของวงจรเทา่ กับหนึ่งหรือวงจร
จะประกอบด้วยความต้านทาน R เพียงอย่างเดียวเท่าน้ัน ภายในวงจรจะเกิดการหักล้างกันหมดไปเพราะฉะน้ันค่า
อิมพีแดนซ์ Z ของวงจรจะเทา่ กับค่าความต้านทานเพยี งอยา่ งเดยี ว
4.
4.1 (ใ ำ ฐ)
-
4.2 ถ / ถ
-
4.3 บ ณ ญฐ (3 2 ไ )
พอประมาณ มีเหตผุ ล มีภมู ิคมุ้ กันในตัวที่ดี
ความรู้ คุณธรรม
5. ถ ำ ญ (ใ บ)
ความสามารถในการส่อื สาร ความสามารถในการคิด
ความสามารถในการแกป้ ัญหา ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 33 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
6. ฒ ณภ 21
6.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอา่ น)
(W) Riting (การเขียน)
(A) Rithmetics (การคิดคำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทกั ษะดา้ นการคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ และทกั ษะในการแก้ปญั หา)
Creativity and innovation
(ทกั ษะดา้ นการสร้างสรรค์ และนวัตกรรม)
Cross-cultural understanding
(ทักษะดา้ นความเขา้ ใจต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์)
Collaboration, teamwork and leadership
(ทักษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผูน้ ำ)
Communications, information and media literacy
(ทกั ษะดา้ นการสอ่ื สาร สารสนเทศ และรเู้ ท่าทันสอื่ )
Computing and ICT literacy
(ทกั ษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศ และการส่อื สาร)
Career and learning skills
(ทักษะอาชพี และทักษะการเรียนรู้)
Compassion
(ความมีเมตตา กรณุ า วินัย คณุ ธรรม จรยิ ธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทกั ษะการเรยี นรู้)
Leader Ship
(ทักษะดา้ นภาวะผู้นำ)
6.2 ณ ณ ใ 21
คุณลกั ษณะด้านการทำงาน ไดแ้ ก่ การปรับตัวและความเปน็ ผนู้ ำ
คุณลกั ษณะดา้ นการเรยี นรู้ ได้แก่ การชน้ี ำตนเอง การตรวจสอบการเรยี นรูข้ องตนเอง
คุณลกั ษณะด้านศีลธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผอู้ ื่น ความซื่อสตั ย์ สำนึกพลเมือง
7. ณ ณ
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ซ่อื สตั ย์ สจุ ริต มีวนิ ัย
ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพยี ง มุ่งมน่ั ในการทำงาน
รักความเป็นไทย มีจติ สาธารณะ เป็นเลิศวชิ าการ
ส่ือสารได้อยา่ งน้อยสองภาษา ลำ้ หน้าทางความคดิ ผลิตงานอย่าง
สรา้ งสรรค์ ร่วมกนั รบั ผดิ ชอบตอ่ สงั คมโลก
8. ใ บ บบ บ ( Inquiry Method : 5E)
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 34 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
1 ใ (Engagement)
(1) ให้นกั เรียนสังเกตกระแสไฟฟ้าในวงจร RLC ทต่ี อ่ แบบอนกุ รมและขนาน
(2) นกั เรยี นทัง้ หมดรว่ มกนั อภิปรายถึงกระแสไฟฟา้ ในวงจร RLC ทีต่ อ่ แบบอนกุ รมและขนาน
(3) ให้นักเรียนร่วมกันตั้งคำถามเก่ียวกับสิ่งที่ต้องการรู้ จากเนื้อหาท่ีเกี่ยวกับเรื่องกระแสไฟฟ้าใน
วงจร RLC ท่ตี อ่ แบบอนกุ รมและขนาน การเกดิ สภาวะเรโซแนนซ์
2ำ (Exploration)
(1) แบง่ นักเรยี นเปน็ กลุ่มละ 8 คน
(2) นกั เรียนแตล่ ะกลุ่มร่วมกันศกึ ษาสภาวะเรโซแนนซ์ในวงจร RLC
(3) นกั เรียนแต่ละกลุ่มอภิปรายร่วมกันถงึ สภาวะเรโซแนนซ์ในวงจร RLC
3บ (Explanation)
(1) นักเรยี นแต่ละกลมุ่ นำเสนอผลการสืบคน้ สภาวะเรโซแนนซใ์ นวงจร RLC
(2) นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ ได้ผลการสบื คน้ เหมือนกันหรือต่างกันอยา่ งไร เพราะเหตใุ ด
(3) ครูต้ังคำถามวา่
- กระแสไฟฟา้ ในวงจร RLC ทต่ี อ่ แบบอนุกรม
- กระแสไฟฟ้าในวงจร RLC ที่ต่อแบบขนาน
- สภาวะเรโซแนนซใ์ นวงจร RLC
(4) นักเรียนทั้งหมดร่วมกนั สรุปผลจากการศึกษาสภาวะเรโซแนนซใ์ นวงจร RLC
4 (Elaboration)
(1) ครถู ามวา่ จงเสนอแนวคิดในการนำความเขา้ ใจเก่ยี วกับสรุปผลจากการศึกษาสภาวะเรโซแนนซ์
ในวงจร RLC ไปใชป้ ระโยชน์
(2) นักเรียนแต่ละกล่มุ ร่วมกันสรุปเชอ่ื มโยงความคดิ เก่ยี วกบั สภาวะเรโซแนนซใ์ นวงจร RLC
5 (Evaluation)
(1) ใหน้ กั เรยี นแตล่ ะคนยอ้ นกลับไปอา่ นบันทึกประสบการณ์เดิม สงิ่ ทีต่ ้องการรู้ และขอบเขต
เปา้ หมาย แลว้ ตรวจสอบวา่ ไดเ้ รยี นรู้ตามที่ตั้งเป้าหมายครบถว้ นหรอื ไม่เพียงใด ถา้ ยงั ไมค่ รบถ้วน
จะทำอย่างไรตอ่ ไป (อาจสอบถามใหค้ รูอธิบายเพ่ิมเตมิ สอบถามใหเ้ พ่ือนอธิบาย หรือวางแผน
สืบคน้ เพมิ่ เตมิ )
(2) นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเห็นเก่ียวกบั ประโยชน์ทไี่ ด้รบั จากการปฏิบตั ิกิจกรรม และการนำ
ความรู้สภาวะเรโซแนนซใ์ นวงจร RLC ท่ีได้ไปใชป้ ระโยชน์
(3) ครทู ดสอบความเข้าใจของนกั เรียนโดยการใหต้ อบคำถาม
(4) นกั เรียนร่วมกันทำแบบทดสอบในเอกสารประกอบการเรยี นเร่ือง สภาวะเรโซแนนซใ์ นวงจร
RLC
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 35 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
9. ณฑใ
การประเมินชน้ิ งาน / ภาระงาน
ฤ
1. พุทธิพสิ ัย ตรวจใบงาน/ตอบคำถาม ใบงาน/ตอบคำถาม 0-4 คะแนน ปรบั ปรุง
ใบงาน/แบบฝกึ หดั 5-6 คะแนน พอใช้
2. ทักษะพิสัย ตรวจใบงาน/ทำการทดลอง แบบสังเกตพฤติกรรม 7-10 คะแนน ดีมาก
3.จติ พสิ ัย สังเกตพฤติกรรมนกั เรยี น 0-4 คะแนน ปรบั ปรงุ
-คุณลักษณะอันพึง่ 5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
ประสงค์
0-4 คะแนน ปรับปรงุ
5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
บบ ฤ ฏบ บ
ฤใ บ บำ
็ ำถ ั ไบ
บ
- 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
เกณฑ์การวัดผล ให้คะแนนระดับคุณภาพของแต่ละพฤติกรรมดังนี้
ดมี าก = 4 สนใจฟัง ไม่หลบั ไม่พดู คุยในชนั้ มีคำถามทีด่ ี ตอบคำถามถูกต้อง ทำงานสง่ ครบตรง
เวลา
ดี = 3 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 70%
ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 50%
ปรับปรงุ = 1 เขา้ ช้นั เรยี น แตก่ ารแสดงออกน้อยมาก สง่ งานไม่ครบ ไมต่ รงเวลา
ลงช่อื ..........................................ผู้สังเกต
(..............................................)
............./.............../..................
*หมายเหตุ คะแนนนำมาเฉลยี่ ใหเ้ หลือ 10 คะแนน ต่อการประเมนิ
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 36 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
10. /
10.1 สอ่ื การเรยี นรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรยี น วชิ า ฟสิ ิกส์
10.2 แหลง่ การเรยี นรู้
10.2.1 หอ้ งสมดุ โรงเรยี น
10.2.3 อนิ เตอร์เน็ต และ smart phone
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 37 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ำ
1. (นายแวอสิ วาดี หะยีสอเฮาะ)
็
ไดท้ ำการตรวจแผนการจดั การเรยี นรู้ของ.............................................แลว้ มคี วามคดิ เหน็ ดงั นี้
1. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดมี าก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรุงพฒั นาต่อไป
3. เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
นำไปใช้ไดจ้ รงิ
ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้
4. ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
ลงชื่อ.................................................
(นางจริ นนั ต์ วุฒสิ มัย)
หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
็ำ บ
ทราบ
...............................................................................
ลงชือ่ .................................................
(นายฮาฟซี ี อับดลุ เลาะ)
รองผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ
็ำ
อนุมตั ิ
.................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นายนิรตั น์ นราฤทธพิ นั ธ์)
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนนราธิวาส
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 38 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
1 ไ้ บ
6 ำ ไ ้ใ ไ ้ บ
30205 6
ภ2 2564
4
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธร์ ะหวา่ งพลังงานกับการดำรงชวี ิต การเปลีย่ นรูปพลงั งาน ปฏิสัมพนั ธร์ ะหว่างสาร
และพลังงาน ผลของการใชพ้ ลงั งานต่อชวี ิตและสงิ่ แวดล้อม มีกระบวน การสบื เสาะหาความรู้ สือ่ สารสง่ิ ท่เี รยี นรแู้ ละ
นำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
บอกลกั ษณะของกราฟระหวา่ งความตา่ งศกั ย์กับเวลาในวงจรความสมั พนั ธ์ระหวา่ งกระแสกับเวลา และความ
ตา่ งศักย์กบั เวลา ท่ีมีการเปลย่ี นค่าในรปู ของฟังกช์ นั ไซน์ อธิบายความสัมพันธร์ ะหวา่ งค่าสงู สุดกบั คา่ รากที่สองของ
คา่ เฉล่ยี ของกำลังสองของกระแสไฟฟา้ และความต่างศักย์ไฟฟ้า วิเคราะห์และเปรียบเทียบกราฟระหวา่ งความตา่ ง
ศักย์ไฟฟา้ กับเวลาของตวั ตา้ นทานและตวั เก็บประจุไฟฟา้ เขียนแผนภาพเฟสเซอร์ แกป้ ัญหาเกีย่ วกบั ไฟฟา้
กระแสสลับโดยใชแ้ ผนภาพเฟสเซอรไ์ ด้
2.
1. สืบค้น อธบิ ายเกี่ยวกับกำลังเฉลย่ี และตัวประกอบกำลังในวงจรไฟฟ้ากระแสสลบั (K)
2. คำนวณหาปรมิ าณตา่ งๆ ทเ่ี กี่ยวข้องจากสถานการณท์ ่ีกำหนดให้ (P)
3. มีความอยากรอู้ ยากเห็น สนใจใฝร่ ้ใู นสถานการณ์หรือเหตกุ ารณ์ที่กำหนด (A)
3. ำ ญ / บ
กำลังไฟฟ้าเฉล่ีย (Average Power) หรือกำลังไฟฟ้าจริง คือ กำลังไฟฟ้าท่ีนำไปใช้งานจริง ๆ กำลังไฟฟ้า
เฉล่ียท่ีเกิดขึ้นกับวงจรไฟสลับท่ีมีตัวต้านทานเพียงอย่างเดียว กระแสและแรงดันไฟฟ้าจะมีเฟสเดียวกัน กำลังไฟฟ้า
เฉล่ียเกิดจากผลคูณของกระแสกับแรงเคล่ือนไฟฟ้าเกิดเป็นกำลังไฟฟ้าข้ึน ส่วนวงจร ไฟฟ้ากระแสสลับที่มีโหลดเป็น
ตัวเหน่ียวนำเพยี งอย่างเดียววงจรจะอยู่ในสภาวะล้าหลัง (กระแสล้าหลงั แรงดัน 90 องศา) กำลังไฟฟ้าเฉลี่ยของวงจร
จะเท่ากับศูนย์ และวงจรไฟสลับท่ีมีตัวเก็บประจุเป็นโหลดเพียงอย่างเดียว วงจรจะอยู่ในสภาวะนำหน้า (กระแส
นำหน้าแรงดนั 90 องศา) กำลังไฟฟา้ เฉลี่ยของวงจรจะเท่ากับศนู ย์เหมือนกับวงจรตวั เหน่ยี วนำอยา่ งเดยี ว
4.
4.1 (ใ ำ ฐ)
-
4.2 ถ / ถ
-
4.3 บ ณ ญฐ (3 2 ไ )
พอประมาณ
มเี หตุผล มีภมู คิ ุ้มกันในตวั ท่ดี ี
ความรู้
คณุ ธรรม
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 39 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
5. ถ ำ ญ (ใ บ)
ความสามารถในการส่อื สาร ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแกป้ ัญหา ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
6. ฒ ณภ 21
6.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอ่าน)
(W) Riting (การเขียน)
(A) Rithmetics (การคดิ คำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทกั ษะดา้ นการคิดอย่างมวี จิ ารณญาณ และทักษะในการแก้ปญั หา)
Creativity and innovation
(ทกั ษะด้านการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม)
Cross-cultural understanding
(ทกั ษะด้านความเข้าใจต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์)
Collaboration, teamwork and leadership
(ทกั ษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผนู้ ำ)
Communications, information and media literacy
(ทักษะดา้ นการสือ่ สาร สารสนเทศ และรเู้ ท่าทนั สอื่ )
Computing and ICT literacy
(ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศ และการสื่อสาร)
Career and learning skills
(ทกั ษะอาชีพ และทักษะการเรยี นรู้)
Compassion
(ความมเี มตตา กรุณา วินัย คุณธรรม จรยิ ธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทกั ษะการเรียนรู้)
Leader Ship
(ทักษะด้านภาวะผูน้ ำ)
6.2 ณ ณ ใ 21
คุณลกั ษณะด้านการทำงาน ได้แก่ การปรบั ตัวและความเปน็ ผู้นำ
คณุ ลักษณะด้านการเรยี นรู้ ได้แก่ การชน้ี ำตนเอง การตรวจสอบการเรยี นรู้ของตนเอง
คุณลักษณะด้านศีลธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผู้อน่ื ความซอ่ื สตั ย์ สำนึกพลเมือง
7. ณ ณ
รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ ซอ่ื สตั ย์ สจุ ริต มวี นิ ัย
ใฝ่เรียนรู้ อยอู่ ย่างพอเพียง มุ่งม่ันในการทำงาน
รกั ความเป็นไทย มจี ิตสาธารณะ เป็นเลิศวชิ าการ
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 40 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ส่อื สารได้อย่างน้อยสองภาษา ลำ้ หน้าทางความคิด ผลติ งานอยา่ ง
สร้างสรรค์ ร่วมกนั รบั ผิดชอบตอ่ สังคมโลก
8. ใบ บบ บ ( Inquiry Method : 5E)
1 ใ (Engagement)
(1) ให้นักเรียนสบื คน้ กำลังเฉล่ยี และตัวประกอบกำลังในวงจรไฟฟา้ กระแสสลบั
(2) นกั เรยี นทง้ั หมดรว่ มกนั อภิปรายถงึ กำลงั เฉลยี่ และตวั ประกอบกำลงั ในวงจรไฟฟา้ กระแสสลบั
(3) ให้นักเรยี นรว่ มกนั ต้ังคำถามเกี่ยวกับสิง่ ท่ีตอ้ งการรู้ จากเนื้อหาที่เก่ียวกับเรือ่ งกำลังเฉลี่ยและตัว
ประกอบกำลงั ในวงจรไฟฟา้ กระแสสลบั
2ำ (Exploration)
(1) แบ่งนักเรยี นเปน็ กลุ่มละ 8 คน
(2) นักเรยี นแตล่ ะกลุม่ ร่วมกนั ศกึ ษากำลงั เฉลีย่ และตัวประกอบกำลงั ในวงจรไฟฟา้ กระแสสลับ
(3) นักเรียนแต่ละกลมุ่ อภิปรายรว่ มกันถงึ กำลังเฉลี่ยและตวั ประกอบกำลังในวงจรไฟฟ้ากระแสสลบั
3บ (Explanation)
(1) นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ นำเสนอผลการสืบคน้ กำลังเฉลย่ี และตวั ประกอบกำลังในวงจรไฟฟา้
กระแสสลบั
(2) นักเรียนแต่ละกลมุ่ ได้ผลการสบื ค้นเหมือนกันหรอื ต่างกันอยา่ งไร เพราะเหตใุ ด
(3) ครูต้งั คำถามวา่
- กำลงั เฉลยี่ หมายถงึ
- ตวั ประกอบกำลงั ในวงจรไฟฟ้ากระแสสลบั หมายถึง
(4) นกั เรยี นทั้งหมดร่วมกันสรุปผลจากการศึกษากำลังเฉลย่ี และตัวประกอบกำลงั ในวงจรไฟฟ้า
กระแสสลบั
4 (Elaboration)
(1) ครถู ามวา่ จงเสนอแนวคดิ ในการนำความเขา้ ใจเกย่ี วกบั สรุปผลจากการศึกษากำลงั เฉลี่ยและตวั
ประกอบกำลงั ในวงจรไฟฟา้ กระแสสลบั ไปใช้ประโยชน์
(2) นักเรยี นแต่ละกลุม่ รว่ มกนั สรุปเช่อื มโยงความคิดเกีย่ วกับกำลังเฉลีย่ และตัวประกอบกำลังใน
วงจรไฟฟ้ากระแสสลบั
5 (Evaluation)
(1) ใหน้ ักเรยี นแต่ละคนยอ้ นกลับไปอา่ นบนั ทึกประสบการณ์เดิม ส่ิงทต่ี ้องการรู้ และขอบเขต
เป้าหมาย แลว้ ตรวจสอบวา่ ไดเ้ รียนรตู้ ามท่ตี งั้ เปา้ หมายครบถว้ นหรือไมเ่ พยี งใด ถ้ายงั ไม่ครบถ้วน
จะทำอยา่ งไรตอ่ ไป (อาจสอบถามให้ครูอธิบายเพ่ิมเตมิ สอบถามให้เพื่อนอธบิ าย หรือวางแผน
สืบคน้ เพ่ิมเติม)
(2) นักเรียนรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นเก่ียวกบั ประโยชน์ท่ีไดร้ ับจากการปฏบิ ตั ิกิจกรรม และการนำ
ความรู้กำลังเฉลี่ยและตัวประกอบกำลงั ในวงจรไฟฟา้ กระแสสลับทไี่ ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
(3) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรยี นโดยการใหต้ อบคำถาม
(4) นกั เรียนร่วมกันทำแบบทดสอบในเอกสารประกอบการเรียนเร่ือง กำลงั เฉล่ยี และตัวประกอบ
กำลังในวงจรไฟฟา้ กระแสสลบั
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 41 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
9. ณฑใ
การประเมินชน้ิ งาน / ภาระงาน
ฤ
1. พุทธิพสิ ัย ตรวจใบงาน/ตอบคำถาม ใบงาน/ตอบคำถาม 0-4 คะแนน ปรบั ปรุง
ใบงาน/แบบฝกึ หดั 5-6 คะแนน พอใช้
2. ทักษะพิสัย ตรวจใบงาน/ทำการทดลอง แบบสังเกตพฤติกรรม 7-10 คะแนน ดีมาก
3.จติ พสิ ัย สังเกตพฤติกรรมนกั เรยี น 0-4 คะแนน ปรบั ปรงุ
-คุณลักษณะอันพึง่ 5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
ประสงค์
0-4 คะแนน ปรับปรงุ
5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
บบ ฤ ฏบ บ
ฤใ บ บำ
็ ำถ ั ไบ
บ
- 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
เกณฑ์การวัดผล ให้คะแนนระดับคุณภาพของแต่ละพฤติกรรมดังนี้
ดมี าก = 4 สนใจฟัง ไม่หลบั ไม่พดู คุยในชนั้ มีคำถามทีด่ ี ตอบคำถามถูกต้อง ทำงานสง่ ครบตรง
เวลา
ดี = 3 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 70%
ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 50%
ปรับปรงุ = 1 เขา้ ช้นั เรยี น แตก่ ารแสดงออกน้อยมาก สง่ งานไม่ครบ ไมต่ รงเวลา
ลงช่อื ..........................................ผู้สังเกต
(..............................................)
............./.............../..................
*หมายเหตุ คะแนนนำมาเฉลยี่ ใหเ้ หลือ 10 คะแนน ต่อการประเมนิ
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 42 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
10. /
10.1 สอ่ื การเรยี นรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรยี น วชิ า ฟสิ ิกส์
10.2 แหลง่ การเรยี นรู้
10.2.1 หอ้ งสมดุ โรงเรยี น
10.2.3 อนิ เตอร์เน็ต และ smart phone
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 43 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ำ
1. (นายแวอสิ วาดี หะยีสอเฮาะ)
็
ไดท้ ำการตรวจแผนการจดั การเรยี นรู้ของ.............................................แลว้ มคี วามคดิ เหน็ ดงั นี้
1. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดมี าก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรุงพฒั นาต่อไป
3. เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
นำไปใช้ไดจ้ รงิ
ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้
4. ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
ลงชื่อ.................................................
(นางจริ นนั ต์ วุฒสิ มัย)
หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
็ำ บ
ทราบ
...............................................................................
ลงชือ่ .................................................
(นายฮาฟซี ี อับดลุ เลาะ)
รองผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ
็ำ
อนุมตั ิ
.................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นายนิรตั น์ นราฤทธพิ นั ธ์)
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนนราธิวาส
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 44 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
2 6
2564
30205 36
ภ2
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เข้าใจความสมั พันธร์ ะหวา่ งพลงั งานกับการดำรงชีวิต การเปลีย่ นรูปพลงั งาน ปฏิสมั พันธ์ระหวา่ งสาร
และพลังงาน ผลของการใช้พลงั งานตอ่ ชีวิตและสงิ่ แวดลอ้ ม มกี ระบวน การสบื เสาะหาความรู้ สื่อสารสิ่งทีเ่ รียนรู้และ
นำความรูไ้ ปใช้ประโยชน์
อธิบายการคน้ พบอิเล็กตรอนและอธิบายโครงสรา้ งอะตอมตามแบบจำลองของทอมสัน รทั เทอรฟ์ อร์ด และ
ของโบรไ์ ด้ คำนวณหารศั มีและระดับพลังงานของอเิ ล็กตรอนของอะตอมไฮโดรเจนในวงโคจรตา่ งๆตามทฤษฎีของโบร์
ได้ อธบิ ายการเกิดรงั สเี อกซแ์ ละปรากฏการณ์โฟโตอเิ ลก็ ทริกพร้อมทง้ั คำนวณหาปริมาณต่างๆ ท่ีเก่ยี วขอ้ งได้
2. ำ ญ / บ
ทอมสันพบรังสแี คโทดซ่ึงเบ่ยี งเบนได้ในสนามแม่เหล็ก ตอ่ มาทอมสนั พบว่าลำของรังสีแคโทดมีประจุไฟฟา้ ลบ
เรียกว่าอนุภาครังสีแคโทด และสามารถวัดอัตราส่วนระหว่างประจุต่อมวลได้ด้วย และนำไปเปรียบเทียบกับแรง
เน่ืองจากสนามแมเ่ หลก็ และแรงเข้าส่ศู ูนย์กลาง ตอ่ มาจึงต้ังช่ือรังสนี ้ีว่าอิเลก็ ตรอนซ่ึงเป็นองค์ประกอบของอะตอมทุก
ชนดิ มิลลิแกนทดลองหาค่าประจุไฟฟ้าจากหยดนำ้ มันเลก็ ๆ ในสนามไฟฟา้ รทั เทอรฟ์ อร์ดยงิ อนภุ าคแอลฟาเข้าไปใน
อะตอมทองคำ จงึ เสนอแบบจำลองอะตอมว่ามนี ิวเคลียสมวลมากอย่ตู รงกลาง โดยมีอิเล็กตรอนมวลนอ้ ยมากเคลอื่ นท่ี
อยรู่ อบนอก
เสน้ สว่างที่มคี วามยาวคลื่นเรียงกันอยู่กันเป็นกลุ่มอยา่ งมีระเบียบเรยี กว่าอนุกรมบลั เมอร์ ริดเบิร์กหาค่าคงตัว
ได้ ต่อมาพลังค์ตั้งสมมติฐานว่าพลังงานท่ีอิเล็กตรอนรับเข้าไปหรือปล่อยออกมามีค่าได้เฉพาะบางค่าเท่านั้น ทอมสัน
เรียกอนุภาคทหี่ ลดุ ออกจากแคโทดในปรากฏการณ์โฟโตอเิ ลกทริกว่าโฟโตอิเล็กตรอนและพบว่า พลงั งานสูงสุดของโฟ
โตอิเล็กตรอนจึงไม่ข้ึนกับความเข้มแสงแต่ขึ้นกับความถ่ีแสงที่ตกกระทบโลหะ โฟโตอิเล็กตรอนจะเกิดขึ้นเมื่อแสงตก
กระทบโลหะมีความถ่อี ย่างน้อยเท่ากับความถข่ี ดี เร่ิม และจำนวนโฟโตอิเลก็ ตรอนจะเพมิ่ ขึ้นถ้าแสงที่ใช้มคี วามเขม้ แสง
มากขึ้น พลังงานจลน์สูงสุดของอิเล็กตรอนไม่ขึ้นกับความเข้มของแสง แต่ขึ้นกับความถี่ของแสง ไอสไตน์เรียกแสง
ว่าโฟตอน อิเล็กตรอนต้องเสียพลังงานจำนวนหน่ึงเท่ากับพลังงานท่ียึดอิเล็กตรอนไว้เรียกว่าฟังก์ชันงาน เราสามารถ
นำหลักการของโฟโตอเิ ล็กทริกไปควบคมุ การทำงานของวงจรตา่ ง ๆ ได้
นีล โบร์ เสนอแบบจำลองอะตอม ให้อิเล็กตรอนท่ีเคล่ือนท่ีรอบนิวเคลียสไม่ได้ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ออกมา อิเล็กตรอนมีโมเมนตัมเชิงมุมคงตัวเปน็ จำนวนเทา่ ของค่าคงตัวมลู ฐาน และอิเล็กตรอนจะคายหรือรับพลังงาน
ในรูปคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าเมื่อเปลี่ยนวงโคจร สภาวะของอะตอมท่ีพลังงานต่ำสุดเรียกว่าสถานะพื้น ท่ีพลังงานสูงสุด
เรียกว่าสถานะกระตุ้น
ฟรังก์และเฮิร์ตสรุปว่าพลังงานของอะตอมปรอทมีค่าไม่ต่อเน่ืองกัน การที่อะตอมปรอทไม่รับพลังงานที่ต่ำ
กว่าค่าหนึ่ง และเมื่อได้รับพลังงานภายนอกจึงจะขึ้นไปอยู่ในระดับพลังงานที่สูงขึ้นถัดไปได้ เม่ืออะตอมลดระดับ
พลังงานลงมาท่ีระดับพลังงานต่ำสุดก็จะคายพลังงานออกมา เท่าท่ีรับไป จึงสนับสนุนว่าระดับพลังงานของอะตอมมี
คา่ ไมต่ ่อเนอ่ื ง ในการทดลองการเกดิ รังสเี อกซ์ของเรินตเ์ กน ค่าพลังงานจลน์สูงสุดของอิเลก็ ตรอนได้มาจากการเร่งด้วย
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 45 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ความตา่ งศกั ย์ จนไดร้ งั สีเอกซ์ความยาวคล่นื ต่ำสุด ซงึ่ เป็นไปตามกฎการอนุรักษ์พลังงาน การเกิดรังสีเอกซ์ที่มีความ
คลน่ื เฉพาะคา่ เป็นการยืนยันว่าอะตอมมรี ะดบั พลงั งานเปน็ ชน้ั ๆ
คอมป์ตันฉายรังสีเอกซ์ความยาวคล่ืนค่าเดียวกระทบอิเล็กตรอนในแท่งแกรไฟต์ จะมีอิเล็กตรอนและรังสี
เอกซ์กระเจิงออกมาทั้งความยาวคลื่นค่าเดิมและมากกว่าเดิม ซ่ึงค่าที่มากกว่าเดิมจะแปรผันกับมุมที่กระเจิง เขาจึง
เสนอว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแสดงสมบัติการเป็นอนุภาคได้ การท่ีคลื่นแสดงสมบัติเป็นอนุภาคได้ และอนุภาคก็แสดง
สมบัติเปน็ คลื่นได้ เรียกวา่ ทวภิ าพของคล่ืนและอนภุ าค และอิเล็กตรอนจะแผ่คลน่ื แม่เหลก็ ไฟฟา้ เมือ่ ความยาวของเส้น
รอบวงมคี ่าเปน็ จำนวนเตม็ เทา่ ของความยาวคลืน่ ของอเิ ลก็ ตรอน
การศึกษาธรรมชาติในระดับอะตอมเรียกว่ากลศาสตร์ควอนตัม ซ่ึงอธิบายอะตอมได้กว้างขวางกว่าทฤษฎี
อะตอมของโบร์มาก กลศาสตร์คล่ืนของชเรอดิงเงอร์ ถือว่าอิเล็กตรอนเป็นได้ท้ังอนุภาคและคล่ืน สมการคลื่นจึงแทน
ดว้ ยความเรว็ ของอนภุ าคได้ หลักความไมแ่ น่นอนของไฮเซนเบริ ก์ อธบิ ายว่าความถกู ตอ้ งของสมการคล่ืนอยใู่ นขอบเขต
จำกัดหน่ึงตามทฤษฎีความน่าจะเป็น โครงสร้างอะตอมตามแนวคิดกลศาสตร์ควอนตัมจึงเป็นแบบกลุ่มหมอกที่บอก
ความน่าจะเปน็ ในการพบอเิ ลก็ ตรอนท่ตี ำแหนง่ ตา่ ง ๆ ของอะตอม
3.
3.1
-
3.2 ถ/ถ (ถ )
-
3.3 ญ ฐ
พอประมาณ มเี หตุผล มภี มู ิคมุ้ กันในตวั ท่ดี ี
ความรู้ คณุ ธรรม
4. ถ ำ ญ (เขยี นใหส้ อดคลอ้ งกับหน่วยการเรียนรู)้
ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
5. ฒ ณภ 21
5.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอา่ น)
(W) Riting (การเขยี น)
(A) Rithmetics (การคดิ คำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทักษะด้านการคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ และทกั ษะในการแกป้ ัญหา)
Creativity and innovation
(ทกั ษะด้านการสรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม)
Cross-cultural understanding
(ทักษะด้านความเข้าใจต่างวฒั นธรรม ต่างกระบวนทัศน)์
Collaboration, teamwork and leadership
(ทักษะด้านความรว่ มมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ)
Communications, information and media literacy
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 46 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
(ทักษะดา้ นการสอ่ื สาร สารสนเทศ และรู้เทา่ ทนั ส่อื )
Computing and ICT literacy
(ทักษะด้านคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสอื่ สาร)
Career and learning skills
(ทกั ษะอาชพี และทกั ษะการเรียนรู้)
Compassion
(ความมเี มตตา กรณุ า วินยั คุณธรรม จริยธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทกั ษะการเรยี นรู้)
Leader Ship
(ทักษะด้านภาวะผนู้ ำ)
5.2 ณ ณ ใ 21
คุณลักษณะด้านการทำงาน ไดแ้ ก่ การปรับตวั และความเป็นผู้นำ
คุณลักษณะดา้ นการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ การชน้ี ำตนเอง การตรวจสอบการเรียนรูข้ องตนเอง
คณุ ลกั ษณะดา้ นศีลธรรม ได้แก่ ความเคารพผู้อื่น ความซ่ือสัตย์ สำนึกพลเมือง
6. ณ ณ
รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสตั ย์ สจุ ริต มีวนิ ัย
ใฝเ่ รียนรู้ อยอู่ ย่างพอเพียง ม่งุ มน่ั ในการทำงาน
รักความเป็นไทย มจี ิตสาธารณะ เป็นเลิศวชิ าการ
สื่อสารไดอ้ ย่างนอ้ ยสองภาษา ล้ำหน้าทางความคดิ ผลิตงานอย่าง
สรา้ งสรรค์ ร่วมกันรับผิดชอบต่อสงั คมโลก
7. / ภ
7.1 งานท่ีมอบหมาย เช่น การทดลองหรอื การทำกิจกรรม ผลการสบื ค้นข้อมลู การทำแบบฝึกในเอกสาร
ประกอบการเรยี นรู้ (งานเด่ยี ว)
7.2 การลงมอื ทำกิจกรรม/การทดลอง และนำเสนอผลการทำกิจกรรม/การทดลอง (งานกลุ่ม)
7.3 สรุปแผนผงั มโนทัศน์ เรื่อง ฟสิ ิกสอ์ ะตอม (งานเด่ียว)
7.4 แบบทดสอบทา้ ยหนว่ ยการเรยี นรู้เร่ือง ฟิสิกส์อะตอม (งานเดย่ี ว)
8.
8.1 / ภ / ( บ )
8.1 วธิ กี าร การตรวจแบบฝึกในเอกสารประกอบการเรียน , การสงั เกตพฤตกิ รรมการทำงานเป็นกลุ่ม,
การประเมนิ การนำเสนอผลงาน/กจิ กรรม
8.2 เครือ่ งมือ แบบทดสอบประจำหน่วยการเรยี นรู้ , แบบสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานเป็นกล่มุ , แบบ
ประเมินการนำเสนอผลงาน/กจิ กรรม
8.3 เกณฑ์การประเมนิ การประเมินตามสภาพจริง และการประเมินแบบรูบิค
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 47 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564