8.2 สงั เกตพฤติกรรมการสง่ งาน (็ ณฑ
)
สงั เกตพฤตกิ รรมการลงมือทำ แบบบนั ทึกพฤติกรรมการสง่ งาน รอ้ ยละ 60
ความรบั ผิดชอบ กิจกรรมหรือการทดลอง ผ่านเกณฑ์
แบบสังเกตพฤติกรรมการลงมือทำ รอ้ ยละ 60
การลงมอื ทำกิจกรรม ประเมินการนำเสนอผลงาน/ กจิ กรรมหรือการทดลอง ผา่ นเกณฑ์
หรือการทดลอง กิจกรรม ร้อยละ 60
แบบประเมนิ การนำเสนอผลงาน/ ผา่ นเกณฑ์
การนำเสนอผลงาน/ กิจกรรม
กิจกรรม
ความร้แู ละความเข้าใจ ตรวจแบบทดสอบประจำหน่วย แบบทดสอบแบบอัตนยั และปรนยั รอ้ ยละ 60
ของนักเรยี นในเรื่อง การเรียนรู้ ผา่ นเกณฑ์
ฟสิ ิกส์อะตอม
/ภ
1. ความรับผิดชอบ (4) ณภ /บ บ (1)
(3) ใ (2) สง่ งานไ บ
ส่งงานครบ และไ
และ สง่ งานครบ สง่ งานไ บ
และไ แต่ ทำกจิ กรรมหรือ
2. การลงมือทำกิจกรรม ทำกิจกรรมหรอื บ ทดลองไ ถ
ทำกิจกรรมหรือ ทำกิจกรรมหรือ และไ บถ
หรือการทดลอง ทดลองได้ถ ทดลองได้ถ ทดลองได้ถ
บ และ บ และไ การนำเสนอผลงาน/
บถ กจิ กรรม ไ ถ
บถ บถ และไ บถ
3. การนำเสนอผลงาน/ การนำเสนอ
กจิ กรรม ผลงาน/กจิ กรรม การนำเสนอ การนำเสนอ
ไดถ้ และ ผลงาน/กจิ กรรม ผลงาน/กจิ กรรม
ไดถ้ ็ ไดถ้ ็
บถ
และ แตไ่
บถ บถ
ณฑ ณภ
บ ณภ
10-12 ดีมาก
7-9 ดี
4-6 พอใช้
1-3 ปรบั ปรุง
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 48 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
9.
เร่อื งท่ี 2 ชือ่ เร่ือง ฟิสิกสอ์ ะตอม
จำนวนเวลาเรียน 36 ชั่วโมง
บบ บ (Inquiry Method : 5E)
1ใ
1. นกั เรียนร่วมกนั ยกตวั อย่างเหตกุ ารณ์ทเ่ี กิดขึ้นในชีวติ ประจำวนั ซง่ึ มีปรมิ าณใดทเี่ กยี่ วข้องเกดิ ขึ้น
2. นักเรียนร่วมกนั แสดงความคดิ เห็นต่อลกั ษณะต่างๆ ว่ามลี กั ษณะแตกตา่ งกันอย่างไร
2ำ
1. ครูให้นักเรยี นแยกกลุ่มทำกจิ กรรมการทดลองตามทไ่ี ด้รับมอบหมายโดยใหน้ ักเรยี นเลือกสมาชิก
กลุม่ เอง
2. นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ร่วมกันศกึ ษาความร้เู รื่อง ฟสิ กิ ส์อะตอม เอกสารประกอบการเรียน รวมทั้ง
Smart Phone และแหลง่ สารสนเทศอน่ื ๆ
3บ
1. นักเรียนแต่ละกลมุ่ ส่งตวั แทนนำเสนอและอภิปรายความร้ทู ไี่ ดจ้ ากการทำการทดลอง และ
สรปุ ผลการทดลอง
2. นักเรยี นทุกคนร่วมกันซกั ถาม อธิบายและนำความรทู้ ไ่ี ด้
3. ครเู พมิ่ เตมิ ความร้ใู ห้กับนักเรยี นในสว่ นที่ยังเกดิ ความไม่ชัดเจนและมขี ้อคำถามท่สี งสยั เกดิ ข้นึ ใน
ระหว่างการนำเสนอ
4
1. นักเรยี นแต่ละกลุ่มร่วมกันจดบันทึกความรู้ทไ่ี ด้รับจากการนำเสนอลงในสมุดผลงานของกลุ่ม
และเอกสารประกอบการเรยี น
2. รว่ มกันสรุปประเด็นสำคัญเก่ยี วกับเร่ือง ฟิสิกส์อะตอม และนำมาเขียนเปน็ แผนผัง
มโนทศั นข์ องแตล่ ะคน
5บ
1. นกั เรียนทำแบบฝึกหดั เพิ่มเติมในเอกสารประกอบการเรียน
2. นักเรียนทำแบบทดสอบประจำหน่วยเพ่ือตรวจสอบความรทู้ ่ไี ด้รับ
10. /
10.1 สื่อการเรียนรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรียน วิชาฟสิ ิกส์
10.1.2 VDO ประกอบการจัดการเรียนรแู้ ละสารสนเทศอืน่ ๆ
10.1.3 อุปกรณ์การทดลองเร่ือง ฟิสกิ ส์อะตอม
10.2 แหล่งการเรยี นรู้
10.2.1 หอ้ งสมดุ โรงเรียน
10.2.3 อินเตอรเ์ นต็ และ smart phone
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 49 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
2
1 บ็
30205 6
ภ2 2564
6
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เขา้ ใจความสัมพนั ธ์ระหวา่ งพลังงานกบั การดำรงชีวิต การเปล่ยี นรูปพลังงาน ปฏิสมั พันธร์ ะหวา่ งสาร
และพลังงาน ผลของการใช้พลงั งานตอ่ ชีวติ และสิ่งแวดลอ้ ม มกี ระบวน การสบื เสาะหาความรู้ สอ่ื สารส่ิงท่ีเรียนรแู้ ละ
นำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
อธบิ ายการคน้ พบอิเล็กตรอนและอธิบายโครงสร้างอะตอมตามแบบจำลองของทอมสัน รัทเทอร์ฟอรด์ และ
ของโบรไ์ ด้ คำนวณหารศั มแี ละระดบั พลังงานของอิเล็กตรอนของอะตอมไฮโดรเจนในวงโคจรตา่ งๆตามทฤษฎีของโบร์
ได้ อธิบายการเกดิ รังสเี อกซ์และปรากฏการณโ์ ฟโตอิเล็กทริกพร้อมทั้งคำนวณหาปริมาณต่างๆ ที่เก่ยี วข้องได้
2.
1. สบื คน้ อภปิ ราย และสำรวจตรวจสอบ เกี่ยวกับอะตอมและการคน้ พบอิเล็กตรอน อธิบายความหมายของ
แบบจำลองอะตอม (K)
2. จำแนกประเภทหรอื สร้างเกณฑ์เก่ียวกบั อะตอมได้ (P)
3. มีความอยากรู้อยากเห็น สนใจใฝร่ ู้ในสถานการณห์ รอื เหตุการณ์ท่ีกำหนด (A)
3. ำ ญ / บ
ทอมสันพบรังสีแคโทดซึ่งเบี่ยงเบนได้ในสนามแม่เหล็ก ต่อมาทอมสันพบว่าลำของรังสีแคโทดมีประจุไฟฟ้าลบ
เรียกว่าอนุภาครังสีแคโทด และสามารถวัดอัตราส่วนระหว่างประจุต่อมวลได้ด้วย และนำไปเปรียบเทียบกับแรง
เนื่องจากสนามแม่เหลก็ และแรงเข้าสศู่ ูนย์กลาง ต่อมาจึงต้ังช่อื รังสนี ี้วา่ อิเลก็ ตรอนซึ่งเป็นองคป์ ระกอบของอะตอมทุก
ชนดิ มลิ ลแิ กนทดลองหาค่าประจุไฟฟ้าจากหยดนำ้ มนั เลก็ ๆ ในสนามไฟฟา้ รทั เทอร์ฟอรด์ ยงิ อนุภาคแอลฟาเข้าไปใน
อะตอมทองคำ จึงเสนอแบบจำลองอะตอมว่ามีนิวเคลยี สมวลมากอยูต่ รงกลาง โดยมอี ิเลก็ ตรอนมวลนอ้ ยมากเคล่ือนที่
อยู่รอบนอก
4.
4.1 (ใ ำ ฐ)
-
4.2 ถ / ถ
-
4.3 บ ณ ญฐ (3 2 ไ )
พอประมาณ มเี หตผุ ล มีภมู คิ ้มุ กันในตวั ทด่ี ี
ความรู้ คณุ ธรรม
5. ถ ำ ญ (ใ บ)
ความสามารถในการสอ่ื สาร ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแกป้ ัญหา ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 50 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
6. ฒ ณภ 21
6.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอา่ น)
(W) Riting (การเขยี น)
(A) Rithmetics (การคดิ คำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทกั ษะในการแกป้ ญั หา)
Creativity and innovation
(ทกั ษะด้านการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม)
Cross-cultural understanding
(ทกั ษะดา้ นความเข้าใจต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์)
Collaboration, teamwork and leadership
(ทักษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผนู้ ำ)
Communications, information and media literacy
(ทกั ษะด้านการสอื่ สาร สารสนเทศ และร้เู ทา่ ทนั สอ่ื )
Computing and ICT literacy
(ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่ือสาร)
Career and learning skills
(ทกั ษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นรู้)
Compassion
(ความมเี มตตา กรุณา วินยั คุณธรรม จริยธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทักษะการเรียนรู้)
Leader Ship
(ทักษะด้านภาวะผูน้ ำ)
6.2 ณ ณ ใ 21
คณุ ลักษณะด้านการทำงาน ไดแ้ ก่ การปรับตัวและความเป็นผูน้ ำ
คุณลักษณะดา้ นการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ การชีน้ ำตนเอง การตรวจสอบการเรียนรูข้ องตนเอง
คุณลักษณะดา้ นศลี ธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผอู้ ่นื ความซอ่ื สัตย์ สำนกึ พลเมือง
7. ณ ณ
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซอื่ สัตย์ สจุ ริต มวี นิ ัย
ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพยี ง มุ่งม่ันในการทำงาน
รกั ความเป็นไทย มจี ิตสาธารณะ เป็นเลิศวชิ าการ
สอ่ื สารได้อยา่ งนอ้ ยสองภาษา ลำ้ หน้าทางความคิด ผลิตงานอยา่ ง
สร้างสรรค์ รว่ มกันรบั ผิดชอบตอ่ สงั คมโลก
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 51 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
8. ใบ บบ บ ( Inquiry Method : 5E)
1 ใ (Engagement)
(1) ใหน้ กั เรียนสังเกตปรากฎการณใ์ นหลอดรงั สแี คโทด
(2) นักเรียนท้ังหมดรว่ มกันยกตัวอย่างแบบจำลองอะตอมตา่ ง ๆ ร่วมกันอภปิ รายถึงองค์ประกอบ
รวมท้ังการนำไปใชป้ ระโยชน์
(3) ใหน้ กั เรยี นร่วมกนั ตั้งคำถามเก่ียวกับสงิ่ ทต่ี อ้ งการรู้ จากเน้อื หาทีเ่ กยี่ วกบั เรอื่ งอะตอมและการ
ค้นพบอเิ ล็กตรอน
2ำ (Exploration)
(1) แบง่ นักเรียนเปน็ กลุ่มละ 4 คน
(2) นักเรยี นแต่ละกลมุ่ ร่วมกนั ศกึ ษาอะตอมและการคน้ พบอิเล็กตรอน
(3) นักเรียนแตล่ ะกล่มุ อภปิ รายร่วมกนั ถึงอะตอมและการค้นพบอิเล็กตรอน
3บ (Explanation)
(1) นักเรียนแตล่ ะกลุม่ นำเสนอผลการสบื คน้ อะตอมและการค้นพบอิเล็กตรอน
(2) นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ ไดผ้ ลการสืบค้นเหมือนกนั หรือต่างกันอยา่ งไร เพราะเหตใุ ด
(3) ครตู ้ังคำถามวา่
- ในการทดลองเพื่อหาอัตราสว่ น q/m ของอนุภาครังสแี คโทดตามแบบของทอมสัน เม่ือใช้
สนามแม่เหล็กขนาด 0.004 เทสลา พบว่ารัศมีความโค้งของลำอนุภาครังสีแคโทดเท่ากับ 4.2
เซนติเมตร เมื่อต่อความต่างศักย์ 480 โวลต์ เข้ากับแผ่นโลหะท่ีอยู่ห่างกัน 4.0 เมตร สนามไฟฟ้าท่ี
เกิดตั้งฉากกับสนามแม่เหล็กจะทำให้อนุภาครังสีแคโทดเคล่ือนท่ีเป็นเส้นตรง จงหาอัตราส่วนประจุ
ตอ่ มวลของอนภุ าครงั สแี คโทด
- จากการทดลองของมิลลิแกน หยดน้ำมนั ท่เี คลอื่ นท่ีขึ้น มีประจุไฟฟ้าชนดิ ใด
- ถา้ ตอ้ งการใหห้ ยดน้ำมันที่กำลงั เคลื่อนที่ข้ึนหยดุ นงิ่ จะตอ้ งทำอย่างไร
- จงแสดงการคำนวณหามวลของอิเล็กตรอนตามวิธีของมลิ ลิแกน
- ในการทดลองของมิลลิแกน เม่ือใชส้ นามไฟฟ้าทศิ ข้ึนขนาด 1.96 x 104 นวิ ตัน/คลู อมบ์ ทำให้
หยดน้ำมนั มวล 6.5 x 10-16 กิโลกรัมหยุดน่ิง
ก. หยดนำ้ มันไดร้ ับหรือเสียอเิ ล็กตรอนไปกีต่ ัว
ข. ถ้าแผ่นโลหะขนาน 2 แผ่น ห่างกนั 0.05 เมตร ความต่างศักย์ระหว่างแผ่นท้งั สองเป็น
เท่าใด จึงจะได้ค่าสนามไฟฟ้าดังกล่าว
- แบบจำลองอะตอมของทอมสนั เป็นอยา่ งไร
- วิเคราะหผ์ ลการทดลองของไกเกอร์และมาร์สเดน โดยใช้แบบจำลองของทอมสัน
ได้หรือไม่
- ถา้ นวิ เคลียสมเี สน้ ผา่ ศนู ย์กลาง 1 เซนตเิ มตร อะตอมจะมเี สน้ ผา่ นศูนยก์ ลางก่ีกโิ ลเมตรการส่ง
คล่นื โทรทัศน์ผา่ นดาวเทยี มทำอยา่ งไร
- แบบจำลองอะตอมของรทั เทอรฟ์ อร์ดเป็นอย่างไร
(4) นกั เรยี นท้งั หมดรว่ มกันสรปุ ผลจากการสบื ค้นอะตอมและการค้นพบอเิ ล็กตรอน
4 (Elaboration)
(1) ครถู ามว่า จงเสนอแนวคดิ ในการนำความเขา้ ใจเกี่ยวกับอะตอมและการคน้ พบอเิ ล็กตรอนไปใช้
ประโยชน์
(2) นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ รว่ มกันสรุปเช่ือมโยงความคิดเกย่ี วกบั อะตอมและการคน้ พบอิเล็กตรอน
5 (Evaluation) 52 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้
(1) ให้นักเรยี นแตล่ ะคนยอ้ นกลบั ไปอ่านบนั ทกึ ประสบการณ์เดิม สิ่งท่ตี ้องการรู้ และขอบเขต
เป้าหมาย แล้วตรวจสอบวา่ ไดเ้ รยี นร้ตู ามท่ีต้ังเป้าหมายครบถ้วนหรือไม่เพียงใด ถา้ ยังไมค่ รบถว้ น
จะทำอยา่ งไรตอ่ ไป (อาจสอบถามใหค้ รูอธบิ ายเพิ่มเตมิ สอบถามใหเ้ พ่ือนอธบิ าย หรือวางแผน
สบื ค้นเพม่ิ เตมิ )
(2) นักเรียนรว่ มกนั แสดงความคิดเหน็ เกีย่ วกับประโยชนท์ ่ไี ด้รบั จากการปฏบิ ัติกจิ กรรม และการนำ
ความรอู้ ะตอมและการค้นพบอเิ ลก็ ตรอนที่ไดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
(3) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนโดยการใหต้ อบคำถาม
(4) นักเรยี นร่วมกันทำแบบทดสอบในเอกสารประกอบการเรยี นเรอ่ื ง อะตอมและการค้นพบ
อเิ ล็กตรอน
9.
การประเมินชิน้ งาน / ภาระงาน
ฤ ณฑใ
1. พุทธิพิสยั ตรวจใบงาน/ตอบคำถาม ใบงาน/ตอบคำถาม 0-4 คะแนน ปรบั ปรุง
ตรวจใบงาน/ทำการทดลอง ใบงาน/แบบฝกึ หดั 5-6 คะแนน พอใช้
2. ทักษะพสิ ยั สงั เกตพฤติกรรมนักเรยี น แบบสงั เกตพฤติกรรม 7-10 คะแนน ดีมาก
3.จิตพิสยั 0-4 คะแนน ปรบั ปรงุ
-คุณลกั ษณะอันพ่ึง 5-6 คะแนน พอใช้
ประสงค์ 7-10 คะแนน ดีมาก
0-4 คะแนน ปรบั ปรุง
5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
บบ ฤ ฏบ บ
ฤใ บ บำ
็ ำถ ั ไบ
บ
- 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
เกณฑ์การวดั ผล ใหค้ ะแนนระดับคณุ ภาพของแต่ละพฤตกิ รรมดังนี้
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 53 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ดีมาก = 4 สนใจฟงั ไม่หลบั ไม่พูดคยุ ในช้นั มคี ำถามทด่ี ี ตอบคำถามถูกต้อง ทำงานสง่ ครบตรง
เวลา
ดี = 3 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 70%
ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยู่ในเกณฑป์ ระมาณ 50%
ปรบั ปรงุ = 1 เข้าช้ันเรียน แตก่ ารแสดงออกนอ้ ยมาก สง่ งานไม่ครบ ไม่ตรงเวลา
ลงชอ่ื ..........................................ผูส้ งั เกต
(..............................................)
............./.............../..................
*หมายเหตุ คะแนนนำมาเฉลยี่ ให้เหลอื 10 คะแนน ตอ่ การประเมิน
10. /
10.1 สือ่ การเรียนรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรยี น วิชา ฟิสิกส์
10.2 แหลง่ การเรยี นรู้
10.2.1 หอ้ งสมดุ โรงเรียน
10.2.3 อินเตอรเ์ น็ต และ smart phone
ำ 54 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้
ำ
1. (นายแวอสิ วาดี หะยีสอเฮาะ)
็
ไดท้ ำการตรวจแผนการจดั การเรยี นรู้ของ.............................................แลว้ มคี วามคดิ เหน็ ดงั นี้
1. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดมี าก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรุงพฒั นาต่อไป
3. เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
นำไปใช้ไดจ้ รงิ
ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้
4. ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
ลงชื่อ.................................................
(นางจริ นนั ต์ วุฒสิ มัย)
หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
็ำ บ
ทราบ
...............................................................................
ลงชือ่ .................................................
(นายฮาฟซี ี อับดลุ เลาะ)
รองผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ
็ำ
อนุมตั ิ
.................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นายนิรตั น์ นราฤทธพิ นั ธ์)
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนนราธิวาส
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 55 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
2
2 ๊ ฏณ ็
30205 6
ภ2 2564
6
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เข้าใจความสัมพนั ธ์ระหว่างพลังงานกบั การดำรงชีวิต การเปลย่ี นรูปพลังงาน ปฏิสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสาร
และพลังงาน ผลของการใชพ้ ลงั งานต่อชวี ิตและสิ่งแวดลอ้ ม มีกระบวน การสืบเสาะหาความรู้ สอื่ สารสงิ่ ทเี่ รียนรแู้ ละ
นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
อธิบายการค้นพบอิเล็กตรอนและอธบิ ายโครงสรา้ งอะตอมตามแบบจำลองของทอมสัน รทั เทอร์ฟอรด์ และ
ของโบรไ์ ด้ คำนวณหารัศมีและระดบั พลงั งานของอิเลก็ ตรอนของอะตอมไฮโดรเจนในวงโคจรตา่ งๆตามทฤษฎขี องโบร์
ได้ อธิบายการเกดิ รังสเี อกซ์และปรากฏการณโ์ ฟโตอิเล็กทริกพร้อมท้ังคำนวณหาปริมาณต่างๆ ท่เี กย่ี วข้องได้
2.
1. สืบค้น อภิปราย และสำรวจตรวจสอบเก่ียวกับสเปกตรัมของแก๊สและปรากฎการณ์ โฟโตอิเลคตริก (K)
2. ทดลองเกี่ยวกับโฟโตอิเลก็ ทรกิ (P)
3. มีความอยากรู้อยากเห็น สนใจใฝ่รใู้ นสถานการณห์ รือเหตกุ ารณ์ท่ีกำหนด (A)
3. ำ ญ / บ
เส้นสวา่ งทม่ี คี วามยาวคลนื่ เรียงกันอยู่กันเปน็ กลุ่มอยา่ งมีระเบียบเรียกว่าอนุกรม
บลั เมอร์ รดิ เบิรก์ หาคา่ คงตวั ได้ ต่อมาพลังคต์ งั้ สมมติฐานวา่ พลังงานท่ีอิเล็กตรอนรบั เข้าไปหรือปล่อยออกมามคี า่ ได้
เฉพาะบางค่าเทา่ นน้ั ทอมสนั เรยี กอนุภาคทหี่ ลุดออกจากแคโทดในปรากฏการณ์โฟโตอเิ ลกทริกว่าโฟโตอิเลก็ ตรอน
และพบวา่ พลังงานสงู สดุ ของโฟโตอิเล็กตรอนจึงไม่ขนึ้ กับความเข้มแสงแต่ขึน้ กับความถีแ่ สงท่ีตกกระทบโลหะ โฟโต
อิเลก็ ตรอนจะเกิดขึน้ เม่ือแสงตกกระทบโลหะมีความถ่ีอย่างนอ้ ยเทา่ กบั ความถข่ี ีดเร่ิม และจำนวนโฟโตอเิ ลก็ ตรอนจะ
เพม่ิ ขึ้นถ้าแสงทใ่ี ชม้ ีความเขม้ แสงมากข้ึน พลงั งานจลนส์ งู สุดของอิเล็กตรอนไมข่ น้ึ กบั ความเขม้ ของแสง แต่ขน้ึ กับ
ความถีข่ องแสง ไอสไตน์เรียกแสงวา่ โฟตอน อิเลก็ ตรอนตอ้ งเสียพลังงานจำนวนหนึง่ เท่ากบั พลงั งานทย่ี ึดอเิ ล็กตรอนไว้
เรยี กวา่ ฟงั ก์ชนั งาน เราสามารถนำหลกั การของโฟโตอเิ ลก็ ทรกิ ไปควบคุมการทำงานของวงจรต่าง ๆ ได้
4.
4.1 (ใ ำ ฐ)
-
4.2 ถ / ถ
-
4.3 บ ณ ญฐ (3 2 ไ )
พอประมาณ
มเี หตุผล มีภูมิคุม้ กันในตัวท่ดี ี
ความรู้
คุณธรรม
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 56 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
5. ถ ำ ญ (ใ บ)
ความสามารถในการสอ่ื สาร ความสามารถในการคิด
ความสามารถในการแกป้ ัญหา ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
6. ฒ ณภ 21
6.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอ่าน)
(W) Riting (การเขียน)
(A) Rithmetics (การคิดคำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทักษะด้านการคดิ อยา่ งมีวิจารณญาณ และทกั ษะในการแกป้ ญั หา)
Creativity and innovation
(ทกั ษะด้านการสรา้ งสรรค์ และนวตั กรรม)
Cross-cultural understanding
(ทกั ษะด้านความเขา้ ใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน)์
Collaboration, teamwork and leadership
(ทกั ษะด้านความร่วมมือ การทำงานเปน็ ทมี และภาวะผนู้ ำ)
Communications, information and media literacy
(ทักษะดา้ นการส่อื สาร สารสนเทศ และรูเ้ ทา่ ทันสือ่ )
Computing and ICT literacy
(ทักษะด้านคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสือ่ สาร)
Career and learning skills
(ทกั ษะอาชีพ และทักษะการเรียนรู้)
Compassion
(ความมเี มตตา กรณุ า วินัย คณุ ธรรม จรยิ ธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทกั ษะการเรียนรู้)
Leader Ship
(ทักษะด้านภาวะผนู้ ำ)
6.2 ณ ณ ใ 21
คณุ ลักษณะดา้ นการทำงาน ได้แก่ การปรบั ตัวและความเป็นผู้นำ
คุณลักษณะดา้ นการเรยี นรู้ ไดแ้ ก่ การชี้นำตนเอง การตรวจสอบการเรยี นร้ขู องตนเอง
คณุ ลักษณะดา้ นศลี ธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผอู้ ่นื ความซอ่ื สัตย์ สำนกึ พลเมือง
7. ณ ณ
รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ซ่ือสตั ย์ สจุ ริต มวี ินยั
ใฝเ่ รยี นรู้ อยู่อย่างพอเพียง มงุ่ มนั่ ในการทำงาน
รกั ความเป็นไทย มจี ติ สาธารณะ เป็นเลศิ วิชาการ
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 57 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
สือ่ สารไดอ้ ยา่ งน้อยสองภาษา ลำ้ หนา้ ทางความคดิ ผลิตงานอย่าง
สรา้ งสรรค์ รว่ มกันรับผดิ ชอบตอ่ สงั คมโลก
8. ใบ บบ บ ( Inquiry Method : 5E)
1 ใ (Engagement)
(1) ให้นกั เรียนสงั เกตสเปกตรมั ของแกส๊ รอ้ น
(2) นักเรยี นท้ังหมดรว่ มกนั ยกตวั อย่างอุปกรณท์ ใ่ี ช้แก๊สรอ้ นเปน็ สว่ นประกอบร่วมกนั อภปิ รายถึง
สเปกตรมั ของแกส๊ และปรากฎการณโ์ ฟโตอเิ ลคตรกิ รวมท้ังการนำไปใชป้ ระโยชน์
(3) ให้นักเรยี นรว่ มกันตงั้ คำถามเกย่ี วกับส่ิงที่ตอ้ งการรู้ จากเนอื้ หาท่ีเกยี่ วกบั เรอ่ื งสเปกตรัมของแกส๊
และปรากฎการณโ์ ฟโตอเิ ลคตรกิ
2ำ (Exploration)
(1) แบง่ นักเรยี นเปน็ กลุ่มละ 8 คน
(2) นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกนั ศกึ ษาสเปกตรมั ของแก๊สและปรากฎการณโ์ ฟโตอเิ ลคตริก
(3) นักเรยี นแต่ละกลมุ่ อภปิ รายรว่ มกันถึงสเปกตรัมของแก๊สและปรากฎการณโ์ ฟโตอิเลคตริก
(4) นักเรียนและครูร่วมกันตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมูลท่ีไดจ้ ากกจิ กรรม
3บ (Explanation)
(1) นักเรียนแต่ละกลมุ่ นำเสนอผลการศึกษาสเปกตรัมของแก๊สและปรากฎการณโ์ ฟโตอเิ ลคตรกิ
(2) นักเรียนแตล่ ะกลุ่มได้ผลการศึกษาเหมือนกันหรอื ต่างกันอย่างไร เพราะเหตใุ ด
(3) ครูตง้ั คำถามวา่
- จงบันทกึ ผลการศกึ ษาสเปกตรมั ของแก๊สและปรากฎการณโ์ ฟโตอิเลคตรกิ ความยาวคลืน่ ของ
สเปกตรมั เส้นสว่างของบัลเมอร์หาได้อย่างไร
- จากการทดลองการแผ่รังสขี องวัตถุดำ พลังงานในการแผ่รังสตี ามแนวคดิ ของพลงั คเ์ ป็น
อยา่ งไรและหาได้อย่างไร
- ความต่างศกั ย์หยดุ ยั้งหาได้อย่างไร
- ถา้ ให้แสงความถ่ี f0 ตกกระทบแผน่ โลหะ พลงั งานจลน์สงู สดุ ของโฟโตอเิ ลคตรอนจะมีค่า
เท่าใด
- ถา้ ใชแ้ สงความถ่ตี ำ่ กวา่ f0 แต่เพมิ่ เพม่ิ ความเข้มแสง จะทำให้อิเลคตรอนหลุดออกจากผิวโลหะ
หรือไม่ เพราะเหตุใด
- จากผลการศึกษาปรากฎการณโ์ ฟโตอิเลคตริก สรปุ ไดอ้ ย่างไร
- ควอนตัมของพลังงานหรอื โฟตอนคืออะไร
- พลังงานจลนส์ ูงสุดของอิเลคตรอนหาได้อยา่ งไร
- ความถข่ี ดี เรมิ่ คืออะไร และหาได้อย่างไร
(4) นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั สรปุ สรปุ ผลจากการศึกษาอะตอมและการค้นพบอิเลคตรอน
4 (Elaboration)
(1) นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มเสนอแนวคดิ ในการแกป้ ญั หาโจทย์เร่ืองสเปกตรัมของแกส๊ แลปรากฏการณ์โฟ
โตอิเล็กตรกิ
(2) ครถู ามว่า จงเสนอแนวคิดในการนำความเขา้ ใจเกีย่ วกับสเปกตรัมของแก๊สและปรากฏการณโ์ ฟ
โตอเิ ล็กตริกไปใช้ประโยชน์
(3) นกั เรียนแต่ละกลมุ่ ร่วมกันสรปุ เชื่อมโยงความคดิ เกย่ี วกับสเปกตรัมของแก๊สและปรากฏการณ์โฟ
โตอเิ ล็กตริก
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 58 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
5 (Evaluation)
(1) ครูใหน้ ักเรยี นแต่ละคนพิจารณาว่า จากหวั ขอ้ ที่เรียนมาและการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม มจี ดุ ใดบ้างท่ียงั
ไมเ่ ขา้ ใจหรอื ยังมขี ้อสงสยั ถา้ มคี รชู ว่ ยอธบิ ายเพ่ิมเตมิ ใหน้ ักเรยี นเข้าใจ
(2) นกั เรียนร่วมกนั ประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มวา่ มีปัญหาหรืออปุ สรรคใด และไดม้ ีการแกไ้ ข
อย่างไรบ้าง
(3) นักเรยี นรว่ มกนั แสดงความคิดเห็นเกยี่ วกับประโยชนท์ ไ่ี ดร้ ับจากการปฏิบัติกิจกรรม และการนำ
ความรู้เรือ่ งสเปกตรมั ของแก๊สและปรากฏการณโ์ ฟโตอิเล็กตรกิ ทไี่ ดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรยี นโดยการให้ตอบคำถาม
(5) นักเรียนรว่ มกันทำแบบทดสอบในเอกสารประกอบการเรียนเร่อื ง สเปกตรัมของแกส๊ และ
ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กตรกิ
9.
การประเมินชิน้ งาน / ภาระงาน
ฤ ณฑใ
1. พุทธพิ สิ ัย ตรวจใบงาน/ตอบคำถาม ใบงาน/ตอบคำถาม 0-4 คะแนน ปรบั ปรุง
ตรวจใบงาน/ทำการทดลอง ใบงาน/แบบฝึกหดั 5-6 คะแนน พอใช้
2. ทักษะพิสยั สงั เกตพฤติกรรมนกั เรยี น แบบสงั เกตพฤติกรรม 7-10 คะแนน ดีมาก
3.จติ พิสยั 0-4 คะแนน ปรับปรงุ
-คณุ ลกั ษณะอนั พึง่ 5-6 คะแนน พอใช้
ประสงค์ 7-10 คะแนน ดีมาก
0-4 คะแนน ปรับปรงุ
5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
บบ ฤ ฏบ บ
ฤใ บ บำ
็ ำถ ั ไบ
บ
- 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 59 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
เกณฑ์การวัดผล ให้คะแนนระดับคณุ ภาพของแตล่ ะพฤตกิ รรมดังนี้
ดีมาก = 4 สนใจฟงั ไมห่ ลับ ไม่พดู คยุ ในช้ัน มีคำถามที่ดี ตอบคำถามถูกต้อง ทำงานสง่ ครบตรง
เวลา
ดี = 3 การแสดงออกอยู่ในเกณฑป์ ระมาณ 70%
ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 50%
ปรับปรุง = 1 เขา้ ช้ันเรยี น แตก่ ารแสดงออกนอ้ ยมาก สง่ งานไม่ครบ ไม่ตรงเวลา
ลงช่ือ..........................................ผู้สงั เกต
(..............................................)
............./.............../..................
*หมายเหตุ คะแนนนำมาเฉลี่ย ให้เหลือ 10 คะแนน ตอ่ การประเมนิ
10. /
10.1 ส่อื การเรยี นรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรียน วชิ า ฟิสกิ ส์
10.2 แหล่งการเรียนรู้
10.2.1 หอ้ งสมดุ โรงเรยี น
10.2.3 อนิ เตอร์เน็ต และ smart phone
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 60 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ำ
1. (นายแวอสิ วาดี หะยีสอเฮาะ)
็
ไดท้ ำการตรวจแผนการจดั การเรยี นรู้ของ.............................................แลว้ มคี วามคดิ เหน็ ดงั นี้
1. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดมี าก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรุงพฒั นาต่อไป
3. เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
นำไปใช้ไดจ้ รงิ
ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้
4. ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
ลงชื่อ.................................................
(นางจริ นนั ต์ วุฒสิ มัย)
หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
็ำ บ
ทราบ
...............................................................................
ลงชือ่ .................................................
(นายฮาฟซี ี อับดลุ เลาะ)
รองผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ
็ำ
อนุมตั ิ
.................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นายนิรตั น์ นราฤทธพิ นั ธ์)
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนนราธิวาส
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 61 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
2
3 ฤฎ บ
30205 6
ภ2 2564
6
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เข้าใจความสมั พนั ธ์ระหวา่ งพลังงานกบั การดำรงชวี ิต การเปลี่ยนรปู พลงั งาน ปฏิสมั พันธ์ระหวา่ งสาร
และพลังงาน ผลของการใช้พลงั งานต่อชวี ิตและส่ิงแวดลอ้ ม มีกระบวน การสบื เสาะหาความรู้ ส่อื สารสิ่งท่ีเรียนรู้
และ นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
อธิบายการคน้ พบอเิ ลก็ ตรอนและอธบิ ายโครงสร้างอะตอมตามแบบจำลองของทอมสัน รัทเทอร์ฟอร์ด และ
ของโบร์ได้ คำนวณหารศั มแี ละระดับพลังงานของอิเล็กตรอนของอะตอมไฮโดรเจนในวงโคจรต่างๆตามทฤษฎีของ
โบรไ์ ด้ อธิบายการเกิดรงั สเี อกซ์และปรากฏการณโ์ ฟโตอเิ ลก็ ทริกพร้อมท้ังคำนวณหาปรมิ าณตา่ งๆ ทเ่ี กย่ี วข้องได้
2.
1. สืบคน้ และอภิปรายเกย่ี วกบั ทฤษฎอี ะตอมของโบร์ อธบิ ายความหมายของสถานะพื้นและสถานะกระต้นุ
อธิบายความสัมพันธข์ องรศั มวี งโคจรของอเิ ลคตรอนกบั แรงเขา้ สู่ศูนย์กลาง (K)
2. นำความรู้ความเข้าใจเกยี่ วกบั ทฤษฎีอะตอมของโบร์ไปใช้ในชีวิตประจำวนั (P)
3. มคี วามอยากร้อู ยากเหน็ สนใจใฝร่ ใู้ นสถานการณห์ รอื เหตกุ ารณท์ ่ีกำหนด (A)
3. ำ ญ / บ
นีล โบร์ เสนอแบบจำลองอะตอม ให้อิเล็กตรอนท่ีเคลื่อนที่รอบนิวเคลียสไม่ได้ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา
อเิ ล็กตรอนมีโมเมนตัมเชงิ มุมคงตัวเป็นจำนวนเท่าของค่าคงตัวมูลฐาน และอิเล็กตรอนจะคายหรือรบั พลังงานใน
รูปคล่ืนแม่เหล็กไฟฟ้าเม่ือเปลี่ยนวงโคจร สภาวะของอะตอมที่พลังงานต่ำสุดเรียกว่าสถานะพื้น ท่ีพลังงานสูงสุด
เรยี กว่าสถานะกระตนุ้
4.
4.1 (ใ ำ ฐ)
-
4.2 ถ / ถ
- ญฐ (3 2 ไ )
4.3 บ ณ มเี หตผุ ล มีภมู ิคมุ้ กนั ในตวั ทีด่ ี
พอประมาณ
ความรู้ คณุ ธรรม
5. ถ ำ ญ (ใ บ)
ความสามารถในการส่ือสาร ความสามารถในการคิด
ความสามารถในการแกป้ ัญหา ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 62 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
6. ฒ ณภ 21
6.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอา่ น)
(W) Riting (การเขยี น)
(A) Rithmetics (การคดิ คำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทกั ษะในการแกป้ ญั หา)
Creativity and innovation
(ทกั ษะด้านการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม)
Cross-cultural understanding
(ทกั ษะดา้ นความเข้าใจต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์)
Collaboration, teamwork and leadership
(ทักษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผนู้ ำ)
Communications, information and media literacy
(ทกั ษะด้านการสอื่ สาร สารสนเทศ และร้เู ทา่ ทนั สอ่ื )
Computing and ICT literacy
(ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่ือสาร)
Career and learning skills
(ทกั ษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นรู้)
Compassion
(ความมเี มตตา กรุณา วินยั คุณธรรม จรยิ ธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทักษะการเรียนรู้)
Leader Ship
(ทักษะด้านภาวะผูน้ ำ)
6.2 ณ ณ ใ 21
คณุ ลักษณะด้านการทำงาน ไดแ้ ก่ การปรับตัวและความเปน็ ผูน้ ำ
คุณลักษณะดา้ นการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ การชีน้ ำตนเอง การตรวจสอบการเรียนรูข้ องตนเอง
คุณลักษณะดา้ นศลี ธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผอู้ ่นื ความซอ่ื สตั ย์ สำนกึ พลเมือง
7. ณ ณ
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซอื่ สัตย์ สจุ ริต มวี นิ ัย
ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพยี ง มุ่งม่ันในการทำงาน
รกั ความเป็นไทย มจี ิตสาธารณะ เป็นเลิศวชิ าการ
สอ่ื สารได้อยา่ งนอ้ ยสองภาษา ลำ้ หน้าทางความคิด ผลิตงานอยา่ ง
สร้างสรรค์ รว่ มกันรับผิดชอบตอ่ สงั คมโลก
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 63 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
8. ใบ บบ บ ( Inquiry Method : 5E)
1 ใ (Engagement)
(1) ให้นกั เรยี นสงั เกตสเปกตรมั ทีไ่ ดจ้ ากเคร่ืองตรวจสเปกตรมั
(2) นักเรียนท้งั หมดร่วมกันยกตัวอย่างการเปล่ียนระดับพลงั งานของอะตอม ร่วมกันอภิปรายถึงรัศมี
วงโคจร และระดับพลังงาน รวมท้ังการนำไปใชป้ ระโยชน์
(3) ให้นักเรยี นรว่ มกันตัง้ คำถามเก่ียวกบั ส่ิงท่ีต้องการรู้จากเน้ือหาท่เี กี่ยวกบั เรื่องทฤษฎีอะตอมของโบร์
2ำ (Exploration)
(1) แบง่ นักเรยี นเปน็ กลุ่มละ 8 คน
(2) นกั เรียนแต่ละกลุม่ รว่ มกันศึกษาทฤษฎีอะตอมของโบร์
(3) นักเรยี นแต่ละกลมุ่ อภิปรายร่วมกนั ศกึ ษาทฤษฎอี ะตอมของโบร์
(4) นกั เรียนและครรู ว่ มกนั ตรวจสอบความถูกตอ้ งของข้อมูลทไ่ี ดจ้ ากกิจกรรม
3บ (Explanation)
(1) นักเรียนแต่ละกลมุ่ นำเสนอผลการศึกษาทฤษฎีอะตอมของโบร์
(2) นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มไดผ้ ลการศกึ ษาเหมอื นกนั หรอื ต่างกันอยา่ งไร เพราะเหตใุ ด
(3) ครตู งั้ คำถามวา่ - สมมตฐิ านใหม่ 2 ข้อของโบร์เป็นอย่างไร
- รศั มขี องอิเลคตรอนหาได้อย่างไร
- จงแสดงวธิ ีการหาคา่ รัศมวี งโคจรทน่ี ้อยทีส่ ุดของอิเลคตรอน
- พลังงานของอเิ ลคตรอนหาไดอ้ ยา่ งไร
- ถา้ อิเลคตรอนถูกกระตุน้ ให้ไปอยทู่ ร่ี ะดบั พลงั งาน n=1 แล้วกลบั สสู่ ถานะพ้ืนที่
จะเกิดเส้นสเปกตรัมทง้ั หมดก่ีเสน้ แต่ละเสน้ มีความถี่ทา่ ใด
- อะตอมไฮโดรเจนได้รบั พลงั งานทำใหร้ ะดับพลังงานเปลย่ี นจาก n = 1 ไปยัง n =
4 เมอื่ อะตอมกลับสูส่ ถานะพื้นตามเดิม จะปลอ่ ยคลน่ื แมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ออกมา
ก) การกลบั สสู่ ถานะพื้นอาจเเกิดได้ก่แี บบ และคล่นื แม่เหลก็ ไฟฟ้าทถี่ ูกปล่อยออกมา
ท้งั หมดกี่ความถี่
ข) จงหาคา่ คงตัวของพลังค์ในหน่วยอิเลคตรอนโวลตต์ อ่ วนิ าที
(4) นักเรยี นและครูรว่ มกนั สรุปสรปุ ผลจากการศึกษาทฤษฎีอะตอมของโบร์
4 (Elaboration)
(1) นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ เสนอแนวคดิ ในการแกป้ ัญหาโจทยเ์ ร่ืองทฤษฎีอะตอมของโบร์
(2) ครูถามว่า จงเสนอแนวคิดในการนำความเข้าใจเกี่ยวกบั ทฤษฎอี ะตอมของโบร์
ไปใช้ประโยชน์
(3) นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ รว่ มกันสรปุ เชื่อมโยงความคดิ เกย่ี วกับทฤษฎอี ะตอมของโบร์
5 (Evaluation)
(1) ครูใหน้ ักเรยี นแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวขอ้ ท่เี รยี นมาและการปฏบิ ัติกจิ กรรม มีจดุ ใดบ้างทีย่ งั
ไมเ่ ข้าใจหรือยังมีข้อสงสยั ถา้ มีครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรยี นเข้าใจ
(2) นักเรียนรว่ มกันประเมนิ การปฏบิ ตั กิ ิจกรรมกล่มุ ว่ามีปัญหาหรอื อุปสรรคใด และไดม้ ีการแกไ้ ข
อย่างไรบ้าง
(3) นักเรยี นร่วมกันแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกบั ประโยชน์ท่ีไดร้ บั จากการปฏิบตั ิกจิ กรรม และการนำ
ความรู้เรอื่ งทฤษฎีอะตอมของโบร์ท่ีไดไ้ ปใชป้ ระโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเขา้ ใจของนกั เรียนโดยการให้ตอบคำถาม
(5) นกั เรียนร่วมกันทำแบบทดสอบในเอกสารประกอบการเรยี นเร่ือง ทฤษฎอี ะตอมของโบร์
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 64 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
9. ณฑใ
การประเมินชน้ิ งาน / ภาระงาน
ฤ
1. พุทธิพสิ ัย ตรวจใบงาน/ตอบคำถาม ใบงาน/ตอบคำถาม 0-4 คะแนน ปรบั ปรุง
ใบงาน/แบบฝกึ หดั 5-6 คะแนน พอใช้
2. ทักษะพิสัย ตรวจใบงาน/ทำการทดลอง แบบสังเกตพฤติกรรม 7-10 คะแนน ดีมาก
3.จติ พสิ ัย สังเกตพฤติกรรมนกั เรยี น 0-4 คะแนน ปรบั ปรงุ
-คุณลักษณะอันพึง่ 5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
ประสงค์
0-4 คะแนน ปรับปรงุ
5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
บบ ฤ ฏบ บ
ฤใ บ บำ
็ ำถ ั ไบ
บ
- 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
เกณฑ์การวัดผล ให้คะแนนระดับคุณภาพของแต่ละพฤติกรรมดังนี้
ดมี าก = 4 สนใจฟัง ไม่หลบั ไม่พดู คุยในชนั้ มีคำถามทีด่ ี ตอบคำถามถูกต้อง ทำงานสง่ ครบตรง
เวลา
ดี = 3 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 70%
ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 50%
ปรับปรงุ = 1 เขา้ ช้นั เรยี น แตก่ ารแสดงออกน้อยมาก สง่ งานไม่ครบ ไมต่ รงเวลา
ลงช่อื ..........................................ผู้สังเกต
(..............................................)
............./.............../..................
*หมายเหตุ คะแนนนำมาเฉลยี่ ใหเ้ หลือ 10 คะแนน ต่อการประเมนิ
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 65 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
10. /
10.1 สอ่ื การเรยี นรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรยี น วชิ า ฟสิ ิกส์
10.2 แหลง่ การเรยี นรู้
10.2.1 หอ้ งสมดุ โรงเรยี น
10.2.3 อนิ เตอร์เน็ต และ smart phone
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 66 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ำ
1. (นายแวอสิ วาดี หะยีสอเฮาะ)
็
ไดท้ ำการตรวจแผนการจดั การเรยี นรู้ของ.............................................แลว้ มคี วามคดิ เหน็ ดงั นี้
1. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดมี าก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรุงพฒั นาต่อไป
3. เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
นำไปใช้ไดจ้ รงิ
ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้
4. ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
ลงชื่อ.................................................
(นางจริ นนั ต์ วุฒสิ มัย)
หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
็ำ บ
ทราบ
...............................................................................
ลงชือ่ .................................................
(นายฮาฟซี ี อับดลุ เลาะ)
รองผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ
็ำ
อนุมตั ิ
.................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นายนิรตั น์ นราฤทธพิ นั ธ์)
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนนราธิวาส
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 67 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
2
4ซ
30205 6
ภ2 2564
6
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เข้าใจความสมั พันธร์ ะหว่างพลังงานกับการดำรงชวี ิต การเปล่ียนรปู พลังงาน ปฏิสัมพันธ์ระหวา่ งสาร
และพลังงาน ผลของการใช้พลงั งานต่อชวี ติ และสิ่งแวดลอ้ ม มีกระบวน การสืบเสาะหาความรู้ ส่อื สารสงิ่ ทีเ่ รียนรู้
และ นำความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
อธบิ ายการคน้ พบอเิ ลก็ ตรอนและอธบิ ายโครงสร้างอะตอมตามแบบจำลองของทอมสนั รทั เทอร์ฟอรด์ และ
ของโบร์ได้ คำนวณหารัศมแี ละระดบั พลังงานของอเิ ล็กตรอนของอะตอมไฮโดรเจนในวงโคจรต่างๆตามทฤษฎีของ
โบรไ์ ด้ อธิบายการเกิดรงั สีเอกซ์และปรากฏการณโ์ ฟโตอเิ ลก็ ทริกพร้อมท้ังคำนวณหาปรมิ าณต่างๆ ท่เี ก่ียวข้องได้
2.
1. สบื ค้นและอภิปรายเก่ียวกบั การทดลองของฟรังก์และเฮิรตซ์ อธิบายความหมายของรังสีเอกซ์ อธบิ าย
ความสมั พันธข์ องพลงั งานในอะตอมกบั ความถ่ีและความต่างศักย์ (K)
2. นำความรู้ความเขา้ ใจเกย่ี วกบั การทดลองของฟรังกแ์ ละเฮิรตซไ์ ปใชใ้ นชีวิตประจำวนั ประเมนิ ความสำคัญ
ของการทดลองของฟรงั กแ์ ละเฮริ ตซ์ (P)
3. มีความอยากรู้อยากเห็น สนใจใฝ่รูใ้ นสถานการณ์หรือเหตุการณท์ ่ีกำหนด (A)
3. ำ ญ / บ
นีล โบร์ เสนอแบบจำลองอะตอม ให้อิเล็กตรอนท่ีเคลื่อนที่รอบนิวเคลียสไม่ได้ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา
อเิ ล็กตรอนมีโมเมนตัมเชิงมุมคงตัวเป็นจำนวนเท่าของค่าคงตัวมูลฐาน และอิเล็กตรอนจะคายหรือรับพลังงานใน
รูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเม่ือเปล่ียนวงโคจร สภาวะของอะตอมท่ีพลังงานต่ำสุดเรียกว่าสถานะพ้ืน ท่ีพลังงานสูงสุด
เรียกวา่ สถานะกระตุ้น
4.
4.1 (ใ ำ ฐ)
-
4.2 ถ / ถ
-
4.3 บ ณ ญฐ (3 2 ไ )
พอประมาณ มีเหตผุ ล มีภูมคิ มุ้ กันในตัวที่ดี
ความรู้ คณุ ธรรม
5. ถ ำ ญ (ใ บ)
ความสามารถในการสอื่ สาร ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 68 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
6. ฒ ณภ 21
6.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอา่ น)
(W) Riting (การเขียน)
(A) Rithmetics (การคิดคำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทกั ษะดา้ นการคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ และทกั ษะในการแก้ปญั หา)
Creativity and innovation
(ทักษะดา้ นการสรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม)
Cross-cultural understanding
(ทักษะด้านความเขา้ ใจต่างวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทัศน)์
Collaboration, teamwork and leadership
(ทักษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผนู้ ำ)
Communications, information and media literacy
(ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรูเ้ ทา่ ทนั สอื่ )
Computing and ICT literacy
(ทักษะด้านคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศ และการส่ือสาร)
Career and learning skills
(ทักษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นรู้)
Compassion
(ความมเี มตตา กรณุ า วนิ ัย คุณธรรม จรยิ ธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทกั ษะการเรียนรู้)
Leader Ship
(ทักษะด้านภาวะผนู้ ำ)
6.2 ณ ณ ใ 21
คุณลักษณะดา้ นการทำงาน ได้แก่ การปรับตวั และความเปน็ ผูน้ ำ
คุณลักษณะดา้ นการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ การชี้นำตนเอง การตรวจสอบการเรียนรูข้ องตนเอง
คณุ ลักษณะด้านศีลธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผู้อ่นื ความซ่ือสัตย์ สำนกึ พลเมือง
7. ณ ณ
รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ซ่อื สัตย์ สุจริต มวี นิ ัย
ใฝ่เรยี นรู้ อยู่อยา่ งพอเพยี ง มุ่งม่ันในการทำงาน
รักความเป็นไทย มีจติ สาธารณะ เป็นเลิศวชิ าการ
สื่อสารได้อย่างนอ้ ยสองภาษา ล้ำหนา้ ทางความคิด ผลิตงานอยา่ ง
สรา้ งสรรค์ ร่วมกันรับผดิ ชอบตอ่ สังคมโลก
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 69 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
8. ใบ บบ บ ( Inquiry Method : 5E)
1 ใ (Engagement)
(1) ให้นกั เรียนสงั เกตรงั สีเอกซ์
(2) นักเรียนทั้งหมดร่วมกันยกตัวอย่างการเกิดรังสีเอกซ์ ร่วมกันอภิปรายถึงสเปกตรัม รวมท้ังการ
นำไปใชป้ ระโยชน์
(3) ให้นักเรียนร่วมกนั ตง้ั คำถามเกีย่ วกับสงิ่ ทตี่ ้องการรู้ จากเนอื้ หาทีเ่ กี่ยวกบั เรอ่ื งการทดลองของ
ฟรงั กแ์ ละเฮิรตซ์
2ำ (Exploration)
(1) แบง่ นักเรยี นเป็นกลุ่มละ 8 คน
(2) นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มร่วมกันศกึ ษาการทดลองของฟรังก์และเฮริ ตซ์
(3) นกั เรียนแต่ละกลุ่มอภิปรายรว่ มกันถงึ การทดลองของฟรังก์และเฮิรตซ์
(4) นักเรียนและครูร่วมกนั ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลท่ไี ดจ้ ากกจิ กรรม
3บ (Explanation)
(1) นักเรยี นแต่ละกล่มุ นำเสนอผลการศึกษาการทดลองของฟรงั กแ์ ละเฮิรตซ์
(2) นักเรียนแต่ละกลุม่ ได้ผลการศกึ ษาเหมอื นกนั หรือต่างกันอยา่ งไร เพราะเหตุใด
(3) ครูต้ังคำถามวา่
- การทดลองของฟรังกแ์ ละเฮริ ตซส์ นบั สนุนทฤษฎีอะตอมของโบร์อย่างไร
- เรนิ ต์เกนคน้ พบรังสเี อกซไ์ ดอ้ ย่างไร
- พลังงานจลน์สูงสุดของอิเลคตรอนของรังสเี อกซ์หาได้อยา่ งไร
- หลอดรังสีเอกซ์ทีม่ คี วามตา่ งศักย์ไฟฟ้าระหวา่ งขว้ั 1.24 104 โวลต์ จะผลติ รงั สีเอกซท์ ่ีมีความ
ยาวคล่นื ต่ำสุดเทา่ ใด
- ผลต่างระหว่างระดบั พลงั งานหาได้อยา่ งไร
- การเกิดรงั สเี อกซ์ยืนยนั ความคิดของโบร์อยา่ งไร
- ความไมส่ มบูรณใ์ นทฤษฎขี องโบร์เปน็ อยา่ งไร
(4) นักเรียนและครรู ่วมกันสรปุ สรปุ ผลจากการศึกษาการทดลองของฟรังกแ์ ละเฮิรตซ์
4 (Elaboration)
(1) นักเรียนแตล่ ะกลุ่มเสนอแนวคดิ ในการแก้ปญั หาโจทยเ์ รื่องการทดลองของฟรงั ก์และเฮิรตซ์
(2) ครถู ามวา่ จงเสนอแนวคดิ ในการนำความเขา้ ใจเก่ยี วกบั การทดลองของฟรังกแ์ ละเฮริ ตซ์ไปใช้
ประโยชน์
(3) นักเรยี นแต่ละกลมุ่ รว่ มกันสรปุ เชอื่ มโยงความคดิ เก่ยี วกับการทดลองของฟรังกแ์ ละเฮิรตซ์
5 (Evaluation)
(1) ครูใหน้ ักเรยี นแตล่ ะคนพิจารณาว่า จากหวั ข้อท่ีเรียนมาและการปฏบิ ัติกิจกรรม มจี ดุ ใดบา้ งท่ยี ัง
ไมเ่ ข้าใจหรอื ยังมขี ้อสงสยั ถ้ามคี รูชว่ ยอธบิ ายเพิ่มเตมิ ใหน้ ักเรียนเขา้ ใจ
(2) นักเรียนรว่ มกนั ประเมนิ การปฏบิ ตั ิกจิ กรรมกล่มุ ว่ามปี ญั หาหรืออปุ สรรคใด และได้มีการแก้ไข
อยา่ งไรบ้าง
(3) นักเรียนรว่ มกันแสดงความคิดเหน็ เก่ยี วกับประโยชน์ที่ไดร้ บั จากการปฏบิ ัติกิจกรรม และการนำ
ความรู้เรอื่ งเกีย่ วกบั การทดลองของฟรงั กแ์ ละเฮริ ตซ์ที่ไดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเข้าใจของนกั เรยี นโดยการให้ตอบคำถาม
(5) นักเรียนรว่ มกันทำแบบทดสอบในเอกสารประกอบการเรียนเรอ่ื ง เกยี่ วกับการทดลองของฟรงั ก์
และเฮริ ตซ์
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 70 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
9. ณฑใ
การประเมินชน้ิ งาน / ภาระงาน
ฤ
1. พุทธิพสิ ัย ตรวจใบงาน/ตอบคำถาม ใบงาน/ตอบคำถาม 0-4 คะแนน ปรบั ปรุง
ใบงาน/แบบฝกึ หดั 5-6 คะแนน พอใช้
2. ทักษะพิสัย ตรวจใบงาน/ทำการทดลอง แบบสังเกตพฤติกรรม 7-10 คะแนน ดีมาก
3.จติ พสิ ัย สังเกตพฤติกรรมนกั เรยี น 0-4 คะแนน ปรบั ปรงุ
-คุณลักษณะอันพึง่ 5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
ประสงค์
0-4 คะแนน ปรับปรงุ
5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
บบ ฤ ฏบ บ
ฤใ บ บำ
็ ำถ ั ไบ
บ
- 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
เกณฑ์การวัดผล ให้คะแนนระดับคุณภาพของแต่ละพฤติกรรมดังนี้
ดมี าก = 4 สนใจฟัง ไม่หลบั ไม่พดู คุยในชนั้ มีคำถามทีด่ ี ตอบคำถามถูกต้อง ทำงานสง่ ครบตรง
เวลา
ดี = 3 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 70%
ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 50%
ปรับปรงุ = 1 เขา้ ช้นั เรยี น แตก่ ารแสดงออกน้อยมาก สง่ งานไม่ครบ ไมต่ รงเวลา
ลงช่อื ..........................................ผู้สังเกต
(..............................................)
............./.............../..................
*หมายเหตุ คะแนนนำมาเฉลยี่ ใหเ้ หลือ 10 คะแนน ต่อการประเมนิ
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 71 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
10. /
10.1 สอ่ื การเรยี นรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรยี น วชิ า ฟสิ ิกส์
10.2 แหลง่ การเรยี นรู้
10.2.1 หอ้ งสมดุ โรงเรยี น
10.2.3 อนิ เตอร์เน็ต และ smart phone
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 72 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ำ
1. (นายแวอสิ วาดี หะยีสอเฮาะ)
็
ไดท้ ำการตรวจแผนการจดั การเรยี นรู้ของ.............................................แลว้ มคี วามคดิ เหน็ ดงั นี้
1. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดมี าก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรุงพฒั นาต่อไป
3. เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
นำไปใช้ไดจ้ รงิ
ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้
4. ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
ลงชื่อ.................................................
(นางจริ นนั ต์ วุฒสิ มัย)
หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
็ำ บ
ทราบ
...............................................................................
ลงชือ่ .................................................
(นายฮาฟซี ี อับดลุ เลาะ)
รองผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ
็ำ
อนุมตั ิ
.................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นายนิรตั น์ นราฤทธพิ นั ธ์)
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนนราธิวาส
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 73 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
2
5ภ ภ
30205 6
ภ2 2564
6
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เขา้ ใจความสัมพนั ธร์ ะหว่างพลังงานกบั การดำรงชีวิต การเปลยี่ นรปู พลังงาน ปฏิสมั พันธ์ระหว่างสาร
และพลงั งาน ผลของการใชพ้ ลงั งานต่อชีวิตและส่ิงแวดลอ้ ม มกี ระบวน การสบื เสาะหาความรู้ สื่อสารสิง่ ทเ่ี รียนรู้
และ นำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
อธิบายการคน้ พบอเิ ลก็ ตรอนและอธิบายโครงสรา้ งอะตอมตามแบบจำลองของทอมสัน รทั เทอร์ฟอร์ด และ
ของโบรไ์ ด้ คำนวณหารัศมีและระดบั พลังงานของอเิ ล็กตรอนของอะตอมไฮโดรเจนในวงโคจรต่างๆตามทฤษฎีของ
โบรไ์ ด้ อธบิ ายการเกดิ รงั สเี อกซแ์ ละปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกพร้อมท้ังคำนวณหาปรมิ าณตา่ งๆ ทเ่ี ก่ยี วข้องได้
2.
1. สบื ค้นและอภปิ รายเก่ียวกับทวิภาพของคลื่นและอนุภาค อธบิ ายความหมายของทวิภาพของคลื่นและ
อนภุ าค อธบิ ายความสัมพันธข์ องความยาวคลืน่ กบั มวลและความเร็ว (K)
2. นำความร้คู วามเขา้ ใจเกี่ยวกบั ทวิภาพของคลน่ื และอนุภาค ประเมินความสำคัญของทวภิ าพของคลื่นและ
อนภุ าค (P)
3. มคี วามอยากรอู้ ยากเห็น สนใจใฝร่ ใู้ นสถานการณ์หรอื เหตุการณท์ ี่กำหนด (A)
3. ำ ญ / บ
คอมป์ตันฉายรังสีเอกซ์ความยาวคลื่นค่าเดียวกระทบอิเล็กตรอนในแท่งแกรไฟต์ จะมีอิเล็กตรอนและรังสี
เอกซ์กระเจิงออกมาท้ังความยาวคลื่นค่าเดิมและมากกว่าเดิม ซ่ึงค่าที่มากกว่าเดิมจะแปรผันกับมุมที่กระเจิง เขา
จึงเสนอว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแสดงสมบัติการเป็นอนุภาคได้ การท่ีคล่ืนแสดงสมบัติเป็นอนุภาคได้ และอนุภาคก็
แสดงสมบัติเป็นคล่ืนได้ เรียกว่าทวิภาพของคลื่นและอนุภาค และอิเล็กตรอนจะแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเมื่อความ
ยาวของเสน้ รอบวงมีคา่ เป็นจำนวนเตม็ เทา่ ของความยาวคลืน่ ของอิเลก็ ตรอน
4.
4.1 (ใ ำ ฐ)
-
4.2 ถ / ถ
-
4.3 บ ณ ญฐ (3 2 ไ )
พอประมาณ มเี หตุผล มีภมู ิคมุ้ กนั ในตัวท่ีดี
ความรู้ คณุ ธรรม
5. ถ ำ ญ (ใ บ)
ความสามารถในการส่อื สาร ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 74 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
6. ฒ ณภ 21
6.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอา่ น)
(W) Riting (การเขยี น)
(A) Rithmetics (การคดิ คำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทกั ษะในการแกป้ ญั หา)
Creativity and innovation
(ทกั ษะด้านการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม)
Cross-cultural understanding
(ทกั ษะดา้ นความเข้าใจต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์)
Collaboration, teamwork and leadership
(ทักษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผนู้ ำ)
Communications, information and media literacy
(ทกั ษะด้านการสอื่ สาร สารสนเทศ และร้เู ทา่ ทนั สอ่ื )
Computing and ICT literacy
(ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่ือสาร)
Career and learning skills
(ทกั ษะอาชพี และทกั ษะการเรียนรู้)
Compassion
(ความมเี มตตา กรุณา วินยั คุณธรรม จรยิ ธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทักษะการเรียนรู้)
Leader Ship
(ทักษะด้านภาวะผูน้ ำ)
6.2 ณ ณ ใ 21
คณุ ลักษณะด้านการทำงาน ไดแ้ ก่ การปรับตัวและความเปน็ ผูน้ ำ
คุณลักษณะดา้ นการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ การชีน้ ำตนเอง การตรวจสอบการเรียนรูข้ องตนเอง
คุณลักษณะดา้ นศลี ธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผอู้ ่นื ความซอ่ื สตั ย์ สำนกึ พลเมือง
7. ณ ณ
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซอื่ สัตย์ สุจริต มวี นิ ัย
ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพยี ง มุ่งม่ันในการทำงาน
รกั ความเป็นไทย มจี ิตสาธารณะ เป็นเลิศวชิ าการ
สอ่ื สารได้อยา่ งนอ้ ยสองภาษา ลำ้ หน้าทางความคิด ผลิตงานอยา่ ง
สร้างสรรค์ รว่ มกันรบั ผิดชอบตอ่ สงั คมโลก
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 75 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
8. ใบ บบ บ ( Inquiry Method : 5E)
1 ใ (Engagement)
(1) ใหน้ กั เรียนสงั เกตภาพการเล้ียวเบนและการแทรกสอดของรงั สเี อกซ์
(2) นักเรียนท้งั หมดร่วมกนั ยกตัวอย่างการเล้ียวเบนและการแทรกสอดของรังสเี อกซ์ ร่วมกัน
อภิปรายถงึ สมบัติของรังสีเอกซ์ รวมทงั้ การนำไปใช้ประโยชน์
(3) ใหน้ กั เรียนร่วมกันตั้งคำถามเกี่ยวกบั สิ่งที่ตอ้ งการรู้ จากเนอ้ื หาท่ีเกยี่ วกับเร่อื งทวภิ าพของคลื่น
และอนุภาค
2ำ (Exploration)
(1) แบง่ นักเรยี นเป็นกลุ่มละ 8 คน
(2) นักเรยี นแต่ละกลุ่มร่วมกันศึกษาทวภิ าพของคล่นื และอนุภาค
(3) นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ อภปิ รายรว่ มกนั ถึงทวิภาพของคล่นื และอนุภาค
(4) นกั เรยี นและครรู ่วมกนั ตรวจสอบความถกู ตอ้ งของข้อมูลทีไ่ ดจ้ ากกิจกรรม
3บ (Explanation)
(1) นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ นำเสนอผลการศึกษาทวภิ าพของคลื่นและอนภุ าค
(2) นักเรยี นแตล่ ะกลุ่มไดผ้ ลการศกึ ษาเหมือนกันหรอื ตา่ งกันอยา่ งไร เพราะเหตุใด
(3) ครูตง้ั คำถามวา่
- ถา้ รังสีเอกซม์ ีความยาวคล่นื โฟตอนของรังสีเอกซ์มพี ลงั งานเทา่ ใด
- จากกฎการอนรุ ักษ์พลังงานและกฎการอนุรักษ์โมเมนตมั เป็นไปได้หรอื ไมท่ ี่การทดลองของ
คอมป์ตันจะพบว่าความยาวคล่นื ของโฟตอนของรังสีเอกซ์ทก่ี ระเจิงออกมามีคา่ น้อยกว่าความ
ยาวของคลน่ื รงั สีเอกซ์ท่ีพงุ่ กระทบ
- ความยาวคลื่นเดอบรอยดห์ าไดอ้ ย่างไร
- ทวภิ าพของคล่นื และอนุภาคเปน็ อยา่ งไร
- จงหาความยาวเดอบรอยล์ของ ก. วตั ถุมวล 1 kg เคล่ือนที่ดว้ ยอัตราเร็ว 1 m/s
ข. อิเลคตรอนเคล่อื นท่ดี ้วยอัตราเรว็ 2.0 x 106 m/s
(4) นักเรียนและครรู ่วมกันสรปุ สรุปผลจากการศกึ ษาทวภิ าพของคลน่ื และอนุภาค
4 (Elaboration)
(1) นกั เรยี นแต่ละกลุ่มเสนอแนวคดิ ในการแก้ปญั หาโจทย์เร่ืองทวภิ าพของคลนื่ และอนภุ าค
(2) ครูถามว่า จงเสนอแนวคิดในการนำความเข้าใจเกย่ี วกับทวภิ าพของคลื่นและอนภุ าคไปใช้
ประโยชน์
(3) นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ ร่วมกนั สรปุ เชือ่ มโยงความคดิ เกยี่ วกับทวิภาพของคลนื่ และอนภุ าค
5 (Evaluation)
(1) ครูใหน้ ักเรียนแต่ละคนพิจารณาวา่ จากหวั ข้อท่เี รยี นมาและการปฏิบัติกจิ กรรม มีจุดใดบา้ งที่ยัง
ไมเ่ ข้าใจหรือยงั มขี ้อสงสยั ถา้ มคี รูชว่ ยอธบิ ายเพ่ิมเติมให้นักเรียนเข้าใจ
(2) นักเรยี นรว่ มกนั ประเมินการปฏิบัตกิ จิ กรรมกลมุ่ ว่ามีปัญหาหรืออปุ สรรคใด และได้มีการแกไ้ ข
อยา่ งไรบ้าง
(3) นกั เรยี นร่วมกันแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกับประโยชนท์ ี่ได้รับจากการปฏบิ ตั ิกจิ กรรม และการนำ
ความรู้เร่อื งเก่ยี วกับทวิภาพของคลื่นและอนภุ าคท่ไี ดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคำถาม
(5) นกั เรียนรว่ มกันทำแบบทดสอบในเอกสารประกอบการเรียนเรอื่ ง เก่ยี วกับทวิภาพของคลืน่ และ
อนุภาค
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 76 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
9. ณฑใ
การประเมินชน้ิ งาน / ภาระงาน
ฤ
1. พุทธิพสิ ัย ตรวจใบงาน/ตอบคำถาม ใบงาน/ตอบคำถาม 0-4 คะแนน ปรบั ปรุง
ใบงาน/แบบฝกึ หดั 5-6 คะแนน พอใช้
2. ทักษะพิสัย ตรวจใบงาน/ทำการทดลอง แบบสังเกตพฤติกรรม 7-10 คะแนน ดีมาก
3.จติ พสิ ัย สังเกตพฤติกรรมนกั เรยี น 0-4 คะแนน ปรบั ปรงุ
-คุณลักษณะอันพึง่ 5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
ประสงค์
0-4 คะแนน ปรับปรงุ
5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
บบ ฤ ฏบ บ
ฤใ บ บำ
็ ำถ ั ไบ
บ
- 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
เกณฑ์การวัดผล ให้คะแนนระดับคุณภาพของแต่ละพฤติกรรมดังนี้
ดมี าก = 4 สนใจฟัง ไม่หลบั ไม่พดู คุยในชนั้ มีคำถามทีด่ ี ตอบคำถามถูกต้อง ทำงานสง่ ครบตรง
เวลา
ดี = 3 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 70%
ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 50%
ปรับปรงุ = 1 เขา้ ช้นั เรยี น แตก่ ารแสดงออกน้อยมาก สง่ งานไม่ครบ ไมต่ รงเวลา
ลงช่อื ..........................................ผู้สังเกต
(..............................................)
............./.............../..................
*หมายเหตุ คะแนนนำมาเฉลยี่ ใหเ้ หลือ 10 คะแนน ต่อการประเมนิ
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 77 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
10. /
10.1 สอ่ื การเรยี นรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรยี น วชิ า ฟสิ ิกส์
10.2 แหลง่ การเรยี นรู้
10.2.1 หอ้ งสมดุ โรงเรยี น
10.2.3 อนิ เตอร์เน็ต และ smart phone
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 78 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ำ
1. (นายแวอสิ วาดี หะยีสอเฮาะ)
็
ไดท้ ำการตรวจแผนการจดั การเรยี นรู้ของ.............................................แลว้ มคี วามคดิ เหน็ ดงั นี้
1. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดมี าก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรุงพฒั นาต่อไป
3. เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
นำไปใช้ไดจ้ รงิ
ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้
4. ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
ลงชื่อ.................................................
(นางจริ นนั ต์ วุฒสิ มัย)
หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
็ำ บ
ทราบ
...............................................................................
ลงชือ่ .................................................
(นายฮาฟซี ี อับดลุ เลาะ)
รองผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ
็ำ
อนุมตั ิ
.................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นายนิรตั น์ นราฤทธพิ นั ธ์)
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนนราธิวาส
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 79 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
2 6
6 2564
30205 6
ภ2
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เข้าใจความสมั พันธ์ระหวา่ งพลังงานกบั การดำรงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน ปฏิสมั พันธร์ ะหวา่ งสาร
และพลังงาน ผลของการใช้พลังงานตอ่ ชวี ิตและส่งิ แวดลอ้ ม มกี ระบวน การสืบเสาะหาความรู้ สอื่ สารส่งิ ทเ่ี รียนรู้
และ นำความร้ไู ปใช้ประโยชน์
อธบิ ายการค้นพบอิเล็กตรอนและอธบิ ายโครงสรา้ งอะตอมตามแบบจำลองของทอมสนั รัทเทอร์ฟอรด์ และ
ของโบร์ได้ คำนวณหารศั มีและระดบั พลงั งานของอิเลก็ ตรอนของอะตอมไฮโดรเจนในวงโคจรตา่ งๆตามทฤษฎีของ
โบรไ์ ด้ อธิบายการเกดิ รงั สีเอกซแ์ ละปรากฏการณโ์ ฟโตอเิ ลก็ ทริกพร้อมท้ังคำนวณหาปริมาณตา่ งๆ ทีเ่ ก่ยี วข้องได้
2.
1. สืบคน้ และอภปิ รายเก่ยี วกับกลศาสตร์ควอนตัม อธิบายความหมายของกลศาสตรค์ วอนตมั อธิบาย
ความสมั พนั ธข์ องหลกั ความไม่แน่นอนกบั มวลและความเรว็ (K)
2. นำความรคู้ วามเขา้ ใจเกีย่ วกับกลศาสตรค์ วอนตมั ไปใช้ จำแนกประเภทหรือสรา้ งเกณฑเ์ กย่ี วกบั กลศาสตร์
ควอนตมั ประเมินความสำคัญของกลศาสตร์ควอนตมั (P)
3. มคี วามอยากร้อู ยากเหน็ สนใจใฝ่รูใ้ นสถานการณ์หรือเหตุการณท์ ี่กำหนด (A)
3. ำ ญ / บ
การศึกษาธรรมชาติในระดับอะตอมเรียกว่ากลศาสตร์ควอนตัม ซ่ึงอธิบายอะตอมได้กว้างขวางกว่าทฤษฎี
อะตอมของโบร์มาก กลศาสตร์คล่ืนของชเรอดิงเงอร์ ถือว่าอิเล็กตรอนเป็นได้ทั้งอนุภาคและคลื่น สมการคลื่นจึง
แทนด้วยความเร็วของอนุภาคได้ หลักความไม่แน่นอนของไฮเซนเบิร์กอธิบายว่าความถูกต้องของสมการคล่ืนอยู่
ในขอบเขตจำกัดหนึ่งตามทฤษฎีความน่าจะเป็น โครงสร้างอะตอมตามแนวคิดกลศาสตร์ควอนตัมจึงเป็นแบบ
กล่มุ หมอกที่บอกความนา่ จะเปน็ ในการพบอิเลก็ ตรอนท่ตี ำแหนง่ ตา่ ง ๆ ของอะตอม
4.
4.1 (ใ ำ ฐ)
-
4.2 ถ / ถ
4.3 บ ณ ญฐ (3 2 ไ )
พอประมาณ มเี หตผุ ล มีภูมคิ ุ้มกนั ในตวั ที่ดี
ความรู้ คุณธรรม
5. ถ ำ ญ (ใ บ)
ความสามารถในการส่ือสาร ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแกป้ ัญหา ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวติ
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 80 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
6. ฒ ณภ 21
6.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอา่ น)
(W) Riting (การเขียน)
(A) Rithmetics (การคิดคำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทกั ษะดา้ นการคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ และทกั ษะในการแก้ปญั หา)
Creativity and innovation
(ทักษะดา้ นการสรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม)
Cross-cultural understanding
(ทักษะด้านความเขา้ ใจต่างวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทัศน)์
Collaboration, teamwork and leadership
(ทักษะดา้ นความรว่ มมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผนู้ ำ)
Communications, information and media literacy
(ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรูเ้ ทา่ ทนั สอื่ )
Computing and ICT literacy
(ทักษะด้านคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยสี ารสนเทศ และการส่ือสาร)
Career and learning skills
(ทักษะอาชีพ และทักษะการเรยี นรู้)
Compassion
(ความมเี มตตา กรณุ า วนิ ัย คุณธรรม จรยิ ธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทกั ษะการเรียนรู้)
Leader Ship
(ทักษะด้านภาวะผนู้ ำ)
6.2 ณ ณ ใ 21
คุณลักษณะดา้ นการทำงาน ได้แก่ การปรับตวั และความเปน็ ผูน้ ำ
คุณลักษณะดา้ นการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ การชี้นำตนเอง การตรวจสอบการเรียนรูข้ องตนเอง
คณุ ลักษณะด้านศีลธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผู้อ่นื ความซ่ือสัตย์ สำนกึ พลเมือง
7. ณ ณ
รกั ชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์ ซ่อื สัตย์ สุจริต มวี นิ ัย
ใฝเ่ รยี นรู้ อยู่อยา่ งพอเพยี ง มุ่งม่ันในการทำงาน
รักความเป็นไทย มีจติ สาธารณะ เป็นเลิศวชิ าการ
สื่อสารได้อย่างนอ้ ยสองภาษา ล้ำหนา้ ทางความคิด ผลิตงานอยา่ ง
สรา้ งสรรค์ ร่วมกันรับผดิ ชอบตอ่ สังคมโลก
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 81 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
8. ใบ บบ บ ( Inquiry Method : 5E)
1 ใ (Engagement)
(1) ให้นกั เรยี นสังเกตภาพแบบจำลองกลมุ่ หมอกของไฮโดรเจน
(2) นักเรียนทั้งหมดร่วมกันยกตัวอย่างโครงสร้างอะตอมของไฮโดรเจน รว่ มกันอภปิ รายถึงกลศาสตร์
ควอนตมั รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์
(3) ใหน้ ักเรยี นรว่ มกันตงั้ คำถามเก่ียวกบั สิง่ ทีต่ ้องการรู้ จากเนื้อหาทเี่ ก่ียวกบั เรอ่ื งกลศาสตร์ควอนตมั
2ำ (Exploration)
(1) แบง่ นักเรยี นเป็นกลุ่มละ 8 คน
(2) นกั เรียนแต่ละกลุม่ รว่ มกนั ศกึ ษากลศาสตร์ควอนตัม
(3) นกั เรยี นแต่ละกลุ่มอภปิ รายรว่ มกันถึงกลศาสตร์ควอนตัม
(4) นกั เรียนและครรู ว่ มกันตรวจสอบความถกู ต้องของข้อมูลที่ได้จากกิจกรรม
3บ (Explanation)
(1) นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ นำเสนอผลการศึกษากลศาสตร์ควอนตมั
(2) นกั เรียนแตล่ ะกลมุ่ ไดผ้ ลการศกึ ษาเหมอื นกนั หรอื ตา่ งกันอย่างไร เพราะเหตุใด
(3) ครตู ัง้ คำถามวา่
- กลศาสตรค์ วอนตมั อธบิ ายอะตอมได้กวา้ งขวางกว่าทฤษฎีอะตอมของโบร์อยา่ งไร
- หลกั ความไมแ่ น่นอนเป็นอย่างไร
- อนภุ าคแอลฟามวล 6.7 x 1027 kg เคลื่อนทด่ี ว้ ยความเรว็ 6.0 x 106 m/s ถ้าความไม่
แน่นอนของการวัดความเรว็ เปน็ 0.5 x 106 m/s ความไม่แนน่ อนของตำแหน่งอนภุ าคแอลฟาเป็น
เทา่ ใด
- โครงสรา้ งอะตอมตามแนวคดิ กลศาสตร์ควอนตัมเป็นอยา่ งไร
(4) นกั เรยี นและครรู ่วมกนั สรุปสรปุ ผลจากการศกึ ษากลศาสตร์ควอนตมั
4 (Elaboration)
(1) นกั เรยี นแตล่ ะกล่มุ เสนอแนวคิดในการแกป้ ญั หาโจทยเ์ รื่องกลศาสตรค์ วอนตัม
(2) ครถู ามวา่ จงเสนอแนวคดิ ในการนำความเขา้ ใจเก่ียวกับกลศาสตรค์ วอนตมั ไปใช้
ประโยชน์
(3) นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ ร่วมกนั สรุปเชือ่ มโยงความคิดเกีย่ วกับกลศาสตรค์ วอนตัม
5 (Evaluation)
(1) ครใู หน้ ักเรยี นแต่ละคนพิจารณาวา่ จากหวั ข้อท่เี รยี นมาและการปฏิบตั ิกจิ กรรม มจี ดุ ใดบา้ งทีย่ งั
ไมเ่ ข้าใจหรอื ยังมขี ้อสงสัย ถา้ มีครชู ่วยอธิบายเพิ่มเติมใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจ
(2) นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏบิ ตั ิกิจกรรมกลุ่มว่ามปี ัญหาหรืออุปสรรคใด และไดม้ ีการแก้ไข
อย่างไรบ้าง
(3) นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกับประโยชนท์ ่ไี ด้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และการนำ
ความรู้เรอื่ งเกี่ยวกับกลศาสตร์ควอนตมั ท่ีได้ไปใช้ประโยชน์
(4) ครทู ดสอบความเข้าใจของนักเรยี นโดยการใหต้ อบคำถาม
(5) นกั เรียนร่วมกนั ทำแบบทดสอบในเอกสารประกอบการเรียนเรอ่ื ง เก่ยี วกับกลศาสตร์ควอนตัม
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 82 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
9. ณฑใ
การประเมินชน้ิ งาน / ภาระงาน
ฤ
1. พุทธิพสิ ัย ตรวจใบงาน/ตอบคำถาม ใบงาน/ตอบคำถาม 0-4 คะแนน ปรบั ปรุง
ใบงาน/แบบฝกึ หดั 5-6 คะแนน พอใช้
2. ทักษะพิสัย ตรวจใบงาน/ทำการทดลอง แบบสังเกตพฤติกรรม 7-10 คะแนน ดีมาก
3.จติ พสิ ัย สังเกตพฤติกรรมนกั เรยี น 0-4 คะแนน ปรบั ปรงุ
-คุณลักษณะอันพึง่ 5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
ประสงค์
0-4 คะแนน ปรับปรงุ
5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
บบ ฤ ฏบ บ
ฤใ บ บำ
็ ำถ ั ไบ
บ
- 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
เกณฑ์การวัดผล ให้คะแนนระดับคุณภาพของแต่ละพฤติกรรมดังนี้
ดมี าก = 4 สนใจฟัง ไม่หลบั ไม่พดู คุยในชนั้ มีคำถามทีด่ ี ตอบคำถามถูกต้อง ทำงานสง่ ครบตรง
เวลา
ดี = 3 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 70%
ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 50%
ปรับปรงุ = 1 เขา้ ช้นั เรยี น แตก่ ารแสดงออกน้อยมาก สง่ งานไม่ครบ ไมต่ รงเวลา
ลงช่อื ..........................................ผู้สังเกต
(..............................................)
............./.............../..................
*หมายเหตุ คะแนนนำมาเฉลยี่ ใหเ้ หลือ 10 คะแนน ต่อการประเมนิ
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 83 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
10. /
10.1 สอ่ื การเรยี นรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรยี น วชิ า ฟสิ ิกส์
10.2 แหลง่ การเรยี นรู้
10.2.1 หอ้ งสมดุ โรงเรยี น
10.2.3 อนิ เตอร์เน็ต และ smart phone
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 84 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ำ
1. (นายแวอสิ วาดี หะยีสอเฮาะ)
็
ไดท้ ำการตรวจแผนการจดั การเรยี นรู้ของ.............................................แลว้ มคี วามคดิ เหน็ ดงั นี้
1. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดมี าก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรุงพฒั นาต่อไป
3. เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
นำไปใช้ไดจ้ รงิ
ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้
4. ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
ลงชื่อ.................................................
(นางจริ นนั ต์ วุฒสิ มัย)
หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
็ำ บ
ทราบ
...............................................................................
ลงชือ่ .................................................
(นายฮาฟซี ี อับดลุ เลาะ)
รองผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ
็ำ
อนุมตั ิ
.................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นายนิรตั น์ นราฤทธพิ นั ธ์)
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนนราธิวาส
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 85 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
3 6
2564
30205 20
ภ2
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เขา้ ใจความสมั พันธร์ ะหวา่ งพลงั งานกับการดำรงชวี ิต การเปลย่ี นรปู พลังงาน ปฏิสมั พันธ์ระหวา่ งสาร
และพลังงาน ผลของการใช้พลงั งานตอ่ ชีวติ และสง่ิ แวดล้อม มกี ระบวน การสบื เสาะหาความรู้ สอ่ื สารสิ่งทเ่ี รยี นรู้และ
นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
บอกสมบัติที่สำคัญของรังสีแอลฟาบีตาและแกมมาได้นำกฎการสลายของธาตุกัมมันตรังสี ไปใช้คำนวณหา
ปริมาณต่างๆที่เกีย่ วข้องได้ ทำการทดลองอุปมาอุปมัยการทอดลูกเต๋ากับการสลายของนิวเคลยี รแ์ ละหาคร่ึงชีวิตและ
ค่าคงตัวการสลายได้ พร้อมทั้งคำนวณหามวลพร่อง พลังงานยึดเหนี่ยวและหาพลังงานนิวเคลียร์จากปฏิกิริยา
นิวเคลยี ร์ได้
2. ำ ญ / บ
ธาตุแต่ละชนิดประกอบด้วยอะตอม ซ่ึงมีนิวเคลียสอยู่ตรงกลาง นิวเคลียสของอะตอมประกอบด้วยโปรตอน
และนวิ ตรอน มอี ิเล็กตรอนโคจรอยู่โดยรอบนวิ เคลียส
ธาตุท่ีมีสมบัติในการแผ่รังสีได้เองเรียกว่าธาตุกัมมันตรังสี และเรียกปรากฏการณ์การแผ่รังสีได้เองอย่าง
ตอ่ เนือ่ งวา่ กัมมันตภาพรังสี
ไอโซโทปกัมมันตรงั สีจะประกอบไปดว้ ยนิวเคลียสที่ไมเ่ สถียร คือนิวเคลยี สนจ้ี ะแผ่รงั สีหรือสลายตัวใหอ้ นภุ าค
แอลฟา อนุภาคบีตา หรือรังสีแกมมา เมอื่ แผ่รังสอี อกมาจากนวิ เคลียสแล้วจะได้นิวเคลียสใหม่ เรียกกระบวนการน้ีว่า
การสลายกมั มนั ตภาพรังสี
ระยะเวลาท่ีนิวเคลียสกมั มนั ตรงั สีสลายตัวจนเหลือคร่งึ หนึง่ ของปรมิ าณเดมิ เรียกวา่ ครึ่งชีวติ
กัมมันตภาพรังสีถกู นำมาใช้ประโยชน์มากมาย ท้ังทางด้านการแพทย์ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม ส่ิงแวดลอ้ ม
เป็นตน้
กมั มันตภาพรังสีมีอันตรายตอ่ ส่งิ มีชีวติ หากได้รับปริมาณรงั สเี กนิ เกณฑ์ทก่ี ำหนดไว้ ดงั น้ันเราจึงต้องป้องกันมิ
ใหร้ ่างกายไดร้ บั รงั สี
ปฏิกิริยานิวเคลียร์ ทำให้เกิดพลังงานนิวเคลียร์ 2 แบบ คือ ปฏิกิริยาท่ีนิวเคลียสของธาตุหนักแตกตัว และ
แตกตัวกันอย่างต่อเน่ืองเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ เรียกว่า ปฏิกิริยาฟิชชัน ส่วนปฏิกิริยานิวเคลียร์ที่เกิดจากการหลอม
รวมกันของนวิ เคลยี สของธาตเุ บา 2 ธาตุ ทำใหเ้ กิดธาตุทห่ี นักกวา่ เดิม เรยี กว่า ปฏิกิริยาฟวิ ชนั
3.
3.1
-
3.2 ถ/ถ (ถ )
-
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 86 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
3.3 ญ ฐ มเี หตผุ ล มภี มู คิ ุ้มกันในตัวท่ีดี
พอประมาณ คุณธรรม
ความรู้
4. ถ ำ ญ (เขียนให้สอดคลอ้ งกับหนว่ ยการเรยี นรู้)
ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแกป้ ัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5. ฒ ณภ 21
5.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอ่าน)
(W) Riting (การเขยี น)
(A) Rithmetics (การคดิ คำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทกั ษะดา้ นการคดิ อย่างมวี ิจารณญาณ และทักษะในการแกป้ ัญหา)
Creativity and innovation
(ทักษะดา้ นการสรา้ งสรรค์ และนวัตกรรม)
Cross-cultural understanding
(ทกั ษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์)
Collaboration, teamwork and leadership
(ทักษะด้านความรว่ มมือ การทำงานเปน็ ทีม และภาวะผู้นำ)
Communications, information and media literacy
(ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสอื่ )
Computing and ICT literacy
(ทักษะด้านคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสอื่ สาร)
Career and learning skills
(ทักษะอาชีพ และทักษะการเรยี นรู้)
Compassion
(ความมเี มตตา กรณุ า วนิ ยั คุณธรรม จรยิ ธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทักษะการเรียนรู้)
Leader Ship
(ทักษะดา้ นภาวะผนู้ ำ)
5.2 ณ ณ ใ 21
คณุ ลกั ษณะดา้ นการทำงาน ได้แก่ การปรับตวั และความเปน็ ผ้นู ำ
คุณลักษณะดา้ นการเรยี นรู้ ได้แก่ การชน้ี ำตนเอง การตรวจสอบการเรยี นรู้ของตนเอง
คุณลกั ษณะดา้ นศีลธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผ้อู ่นื ความซ่อื สัตย์ สำนึกพลเมือง
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 87 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
6. ณ ณ
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ ซ่ือสัตย์ สจุ รติ มีวินัย
ใฝ่เรยี นรู้ อยู่อยา่ งพอเพยี ง มงุ่ ม่ันในการทำงาน
รักความเป็นไทย มจี ติ สาธารณะ เปน็ เลศิ วชิ าการ
ส่ือสารไดอ้ ยา่ งน้อยสองภาษา ลำ้ หน้าทางความคดิ ผลติ งานอย่าง
สร้างสรรค์ ร่วมกนั รับผิดชอบต่อสงั คมโลก
7. / ภ
7.1 งานทีม่ อบหมาย เช่น การทดลองหรือการทำกิจกรรม ผลการสืบค้นข้อมูล การทำแบบฝกึ ในเอกสาร
ประกอบการเรียนรู้ (งานเดย่ี ว)
7.2 การลงมอื ทำกจิ กรรม/การทดลอง และนำเสนอผลการทำกิจกรรม/การทดลอง (งานกลุ่ม)
7.3 สรุปแผนผังมโนทศั น์ เรอ่ื ง ฟสิ กิ ส์นวิ เคลยี ร์ (งานเดย่ี ว)
7.4 แบบทดสอบทา้ ยหนว่ ยการเรียนรเู้ รื่อง ฟิสิกสน์ วิ เคลยี ร์ (งานเด่ียว)
8.
8.1 / ภ / ( บ )
8.1 วิธกี าร การตรวจแบบฝกึ ในเอกสารประกอบการเรยี น , การสังเกตพฤตกิ รรมการทำงานเป็นกลุ่ม,
การประเมินการนำเสนอผลงาน/กิจกรรม
8.2 เคร่อื งมือ แบบทดสอบประจำหน่วยการเรยี นรู้ , แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานเปน็ กลุ่ม , แบบ
ประเมนิ การนำเสนอผลงาน/กจิ กรรม
8.3 เกณฑ์การประเมิน การประเมินตามสภาพจรงิ และการประเมนิ แบบรูบคิ
8.2 (็
)
สงั เกตพฤติกรรมการส่งงาน แบบบนั ทกึ พฤติกรรมการส่ง ณฑ
ความรับผดิ ชอบ งาน รอ้ ยละ 70
สงั เกตพฤติกรรมการลงมือทำ ผา่ นเกณฑ์
การลงมือทำกิจกรรมหรือการ กจิ กรรมหรือการทดลอง แบบสงั เกตพฤติกรรมการลง รอ้ ยละ 70
ทดลอง มือทำกจิ กรรมหรือการ ผา่ นเกณฑ์
ประเมินการนำเสนอผลงาน/ ทดลอง
การนำเสนอผลงาน/กิจกรรม กิจกรรม รอ้ ยละ 70
แบบประเมนิ การนำเสนอ ผา่ นเกณฑ์
ผลงาน/กิจกรรม
ความรแู้ ละความเข้าใจของ ตรวจแบบทดสอบประจำ แบบทดสอบแบบอัตนัย รอ้ ยละ 70
นกั เรียนในเร่อื ง ฟิสกิ ส์นวิ เคลียร์ หนว่ ยการเรยี นรู้ และปรนยั ผา่ นเกณฑ์
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 88 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
/ภ (4) ณภ /บ บ (1)
ส่งงานครบ ใ (2) ส่งงานไ บ
1. ความรบั ผดิ ชอบ และ (3) และไ
สง่ งานไ บ
2. การลงมือทำกิจกรรม ทำกจิ กรรมหรือ ส่งงานครบ แต่ ทำกิจกรรมหรือ
หรอื การทดลอง ทดลองได้ถ และไ ทดลองไ ถ
บ ทำกิจกรรมหรือ และไ บถ
3. การนำเสนอผลงาน/ บถ ทดลองได้ถ
กจิ กรรม ทำกิจกรรมหรอื บ และไ การนำเสนอผลงาน/
ทดลองได้ถ กิจกรรม ไ ถ
บ และ บถ และไ บถ
บถ
การนำเสนอ การนำเสนอ การนำเสนอ
ผลงาน/กิจกรรม ผลงาน/กิจกรรม ผลงาน/กจิ กรรม
ไดถ้ และ ไดถ้ ็ ไดถ้ ็
บถ และ แตไ่
บถ บถ
ณฑ ณภ
บ ณภ
10-12 ดมี าก
7-9 ดี
4-6 พอใช้
1-3 ปรับปรุง
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 89 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
9.
เรอ่ื งที่ 2 ชอ่ื เรือ่ ง ฟิสิกสน์ วิ เคลยี ร์
จำนวนเวลาเรียน 20 ชว่ั โมง
บบ บ (Inquiry Method : 5E)
1ใ
1. นักเรียนรว่ มกนั ยกตัวอยา่ งเหตกุ ารณ์ที่เกดิ ขน้ึ ในชีวิตประจำวนั
2. นกั เรยี นรว่ มกันแสดงความคดิ เหน็ ต่อลักษณะต่างๆ วา่ มีลกั ษณะแตกต่างกนั อย่างไร
2ำ
1. ครูให้นักเรียนแยกกลุ่มทำกิจกรรมการทดลองตามทีไ่ ด้รบั มอบหมายโดยให้นักเรยี นเลือกสมาชิก
กลมุ่ เอง
2. นักเรียนแตล่ ะกล่มุ รว่ มกนั ศกึ ษาความรเู้ ร่ือง ฟิสกิ สน์ วิ เคลียร์ เอกสารประกอบการเรียนรวมทง้ั
Smart Phone และแหลง่ สารสนเทศอ่นื ๆ
3บ
1. นกั เรียนแต่ละกลุ่มสง่ ตวั แทนนำเสนอและอภิปรายความร้ทู ไี่ ดจ้ ากการทำการทดลอง และ
สรปุ ผลการทดลอง
2. นกั เรยี นทุกคนร่วมกนั ซักถาม อธบิ ายและนำความรทู้ ไ่ี ด้
3. ครเู พมิ่ เตมิ ความรใู้ ห้กับนักเรียนในส่วนท่ยี ังเกดิ ความไม่ชดั เจนและมีข้อคำถามทสี่ งสัยเกิดข้นึ ใน
ระหวา่ งการนำเสนอ
4
1. นักเรยี นแต่ละกลุ่มรว่ มกันจดบนั ทกึ ความรูท้ ไ่ี ด้รบั จากการนำเสนอลงในสมุดผลงานของกลมุ่
และเอกสารประกอบการเรยี น
2. รว่ มกันสรปุ ประเด็นสำคัญเกี่ยวกบั เรื่อง ฟิสิกสน์ ิวเคลียร์ และนำมาเขียนเปน็ แผนผัง
มโนทศั น์ของแตล่ ะคน
5บ
1. นักเรียนทำแบบฝกึ หัดเพิ่มเติมในเอกสารประกอบการเรยี น
2. นกั เรียนทำแบบทดสอบประจำหนว่ ยเพื่อตรวจสอบความรทู้ ่ไี ด้รับ
10. /
10.1 สือ่ การเรยี นรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรยี น วิชาฟิสิกส์
10.1.2 VDO ประกอบการจดั การเรยี นรแู้ ละสารสนเทศอ่นื ๆ
10.1.3 อุปกรณ์การทดลองเรื่อง ฟสิ ิกส์นวิ เคลียร์
10.2 แหลง่ การเรียนรู้
10.2.1 หอ้ งสมุดโรงเรียน
10.2.3 อินเตอร์เน็ต และ smart phone
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 90 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
3 ภ
1 บบ ำ 6
30205
2564
ภ2 4
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เข้าใจความสัมพันธ์ระหวา่ งพลังงานกบั การดำรงชีวิต การเปลย่ี นรูปพลงั งาน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสาร
และพลังงาน ผลของการใชพ้ ลังงานตอ่ ชีวิตและสง่ิ แวดลอ้ ม มกี ระบวน การสบื เสาะหาความรู้ ส่อื สารสิ่งท่เี รียนร้แู ละ
นำความร้ไู ปใช้ประโยชน์
บอกสมบตั ิทีส่ ำคญั ของรงั สีแอลฟาบีตาและแกมมาได้นำกฎการสลายของธาตุกมั มนั ตรังสี ไปใชค้ ำนวณหา
ปรมิ าณต่างๆทเี่ กยี่ วขอ้ งได้ ทำการทดลองอุปมาอปุ มัยการทอดลูกเต๋ากบั การสลายของนวิ เคลียร์และหาคร่ึงชีวิตและ
ค่าคงตัวการสลายได้ พร้อมทั้งคำนวณหามวลพร่อง พลงั งานยดึ เหนย่ี วและหาพลังงานนิวเคลียรจ์ ากปฏิกิรยิ า
นวิ เคลียรไ์ ด้
2.
1. อธิบายแบบจำลองของอะตอมอยา่ งง่ายได้ อธบิ ายการค้นพบ และเกิดกมั มันตภาพรงั สีได้ (K)
2. สามารถสื่อสารและนำความรเู้ รอื่ งการเกิดกัมมันตภาพรงั สีไปใช้ในชีวิตประจำวนั ได้ (P)
3. มีความอยากรูอ้ ยากเหน็ สนใจใฝร่ ใู้ นสถานการณห์ รือเหตกุ ารณท์ ่ีกำหนด (A)
3. ำ ญ / บ
ธาตุแต่ละชนิดประกอบด้วยอะตอม ซ่ึงมีนิวเคลียสอยู่ตรงกลาง นิวเคลียสของอะตอมประกอบด้วยโปรตอน
และนวิ ตรอน มอี เิ ลก็ ตรอนโคจรอย่โู ดยรอบนวิ เคลยี ส
ธาตุที่มีสมบัติในการแผ่รังสีได้เองเรียกว่าธาตุกัมมันตรังสี และเรียกปรากฏการณ์การแผ่รังสีได้เองอย่าง
ต่อเนื่องวา่ กัมมันตภาพรังสี
4.
4.1 (ใ ำ ฐ)
-
4.2 ถ / ถ
-
4.3 บ ณ ญฐ (3 2 ไ )
พอประมาณ มีเหตผุ ล มีภูมิคุ้มกันในตวั ทดี่ ี
ความรู้ คุณธรรม
5. ถ ำ ญ (ใ บ)
ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคดิ
ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 91 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
6. ฒ ณภ 21
6.1 3R , 8C , 2L
3Rs
Reading (การอา่ น)
(W) Riting (การเขยี น)
(A) Rithmetics (การคดิ คำนวณ)
8Cs ไ
Critical thinking and problem solving
(ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทกั ษะในการแกป้ ญั หา)
Creativity and innovation
(ทกั ษะด้านการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม)
Cross-cultural understanding
(ทกั ษะดา้ นความเข้าใจต่างวฒั นธรรม ตา่ งกระบวนทัศน์)
Collaboration, teamwork and leadership
(ทักษะดา้ นความร่วมมือ การทำงานเป็นทมี และภาวะผนู้ ำ)
Communications, information and media literacy
(ทกั ษะด้านการสอื่ สาร สารสนเทศ และร้เู ทา่ ทนั สอ่ื )
Computing and ICT literacy
(ทักษะดา้ นคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ และการส่ือสาร)
Career and learning skills
(ทกั ษะอาชพี และทกั ษะการเรยี นรู้)
Compassion
(ความมเี มตตา กรุณา วินยั คุณธรรม จรยิ ธรรม)
2Ls ไ
Learning Skill
(ทักษะการเรียนรู้)
Leader Ship
(ทักษะด้านภาวะผูน้ ำ)
6.2 ณ ณ ใ 21
คณุ ลักษณะด้านการทำงาน ไดแ้ ก่ การปรับตัวและความเปน็ ผูน้ ำ
คุณลักษณะดา้ นการเรียนรู้ ไดแ้ ก่ การชีน้ ำตนเอง การตรวจสอบการเรียนรูข้ องตนเอง
คุณลักษณะดา้ นศลี ธรรม ไดแ้ ก่ ความเคารพผอู้ ่นื ความซอ่ื สตั ย์ สำนกึ พลเมือง
7. ณ ณ
รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซอื่ สัตย์ สจุ ริต มวี นิ ัย
ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่างพอเพยี ง มุ่งม่ันในการทำงาน
รกั ความเป็นไทย มจี ิตสาธารณะ เป็นเลิศวชิ าการ
สอ่ื สารได้อยา่ งนอ้ ยสองภาษา ลำ้ หน้าทางความคิด ผลิตงานอยา่ ง
สร้างสรรค์ รว่ มกันรบั ผิดชอบตอ่ สงั คมโลก
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 92 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
8. ใบ บบ บ ( Inquiry Method : 5E)
1 ใ (Engagement)
(1) ครพู ูดคุยและซักถามประสบการณ์เดิมของนักเรยี นเก่ยี วกบั เรื่องกัมมนั ตภาพรังสีทเี่ คยรับรู้มา
กอ่ น เพอ่ื เชือ่ มโยงไปส่กู ารจัดการเรียนรู้ โดยครูอาจใช้คำถามตอ่ ไปน้ี เช่น
– นักเรยี นรจู้ ักกมั มนั ตภาพรังสีหรือไม่ คืออะไร
– ธาตุกัมมนั ตรงั สแี ละกัมมันตภาพรงั สีเก่ียวขอ้ งกันในลักษณะใด
(2) นักเรยี นท้งั หมดรว่ มกันยกตวั อย่างธาตุกัมมนั ตรังสีและกมั มันตภาพรังสี รว่ มกนั อภปิ ราย
รวมท้ังการนำไปใช้ประโยชน์
(2) ให้นักเรียนร่วมกันตั้งคำถามเกี่ยวกับส่ิงที่ต้องการรู้ จากเน้ือหาท่ีเก่ียวกับเร่ืองธาตุกัมมันตรังสี
และกมั มนั ตภาพรังสี
2ำ (Exploration)
(1) ครูนำแผนภาพโครงสร้างอะตอมมาให้นกั เรยี นดู และอธบิ ายเกยี่ วกบั โครงสร้างอะตอม จากน้นั
ใหน้ ักเรียนศกึ ษาเกยี่ วกับ ธาตแุ ละอะตอม ไอโซโทปและเลขมวล ระดับพลงั งานหรือวง
อเิ ล็กตรอน
(2) ใหน้ ักเรียนแบ่งกลุ่ม สืบค้นข้อมลู จากแหลง่ ข้อมูลต่าง ๆ เช่น หนงั สือเรียน หนงั สอื อ้างอิง
หนังสืออา่ นประกอบ วารสารต่าง ๆ หรอื ทางอินเทอร์เน็ตที่มีเวบ็ ไซต์ทเี่ กีย่ วกับหัวเร่อื งต่อไปนี้
- ไอโซไทปกัมมนั ตรังสี
- การคน้ พบกัมมันตภาพรังสี
- การเกดิ กัมมันตภาพรังสี
(3) นำข้อมลู ที่ไดม้ าอภปิ รายร่วมกันภายในกล่มุ จนสมาชกิ ทกุ คนมีความรคู้ วามเขา้ ใจทตี่ รงกัน
สมาชิกกลุ่มช่วยกนั สรุปความรู้ท่ีไดท้ ง้ั หมดเป็นผลงานของกลุ่ม
3บ (Explanation)
(1) นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ นำเสนอข้อมลู ท่ีสบื ค้นไดใ้ หเ้ พื่อน ๆ ทราบหนา้ ชัน้ เรยี น
(2) ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายผลจากการปฏิบตั ิกจิ กรรม โดยใชแ้ นวคำถาม เช่น
- ไอโซโทปคืออะไร (อะตอมชนดิ เดยี วกนั ที่มจี ำนวนโปรตอนเทา่ กัน แตจ่ ำนวนนิวตรอน
ต่างกัน)
- ไอโซโทปกมั มันตรงั สี คืออะไร (ไอโซโทปที่ไม่เสถียร)
- ธาตกุ ัมมันตรังสี คืออะไร (ธาตทุ ่ีมีสมบตั ิในการแผ่รงั สีได้เอง)
- กมั มันตภาพรงั สี คืออะไร (ปรากฏการณ์ที่ธาตุแผร่ งั สีได้เองอย่างตอ่ เน่ือง)
(3) ครแู ละนกั เรียนร่วมกันสรปุ ผลจากการปฏบิ ัตกิ ิจกรรมและความรทู้ ี่ได้ โดยให้ได้ขอ้ สรุปว่า ดังน้ี
-โครงสรา้ งของอะตอมประกอบดว้ ยนิวเคลียสทมี่ ีมวลอยู่ตรงกลาง นิวเคลียสประกอบด้วย
โปรตอน และนิวตรอน มีอเิ ล็กตรอนโคจรอยู่โดยรอบนิวเคลยี ส
- นิวเคลยี สของธาตชุ นดิ เดียวกนั อาจจะมจี ำนวนโปรตอนเท่ากัน (มเี ลขอะตอมเท่ากัน) แต่
จำนวนนวิ ตรอนต่างกัน (มีเลขมวลตา่ งกัน) เรยี กธาตชุ นิดนั้นวา่ เป็นไอโซโทป
- ผู้ทีค่ น้ พบกัมมนั ตภาพรังสีในธรรมชาติ คอื อองรี แบก็ เกอแรล ปแี อร์ กรู ี และมารี กูรี
- ธาตุทมี่ สี มบัตใิ นการแผ่รงั สีไดเ้ องเรียกว่าธาตุกัมมันตรงั สี และเรียกปรากฏการณ์การแผ่
รงั สีได้เองอย่างต่อเน่ืองว่า กัมมนั ตภาพรังสี(4) นักเรยี นท้ังหมดร่วมกนั สรปุ ผลจากการสบื คน้ อะตอม
และการคน้ พบอิเล็กตรอน
4 (Elaboration)
(1) ครใู ห้ความร้เู พ่ิมเตมิ เกย่ี วกับธาตชุ นิดเดียวกนั ท่ีมจี ำนวนโปรตอนเทา่ กัน แต่อาจมจี ำนวน
โปรตอนตา่ งกนั ได้ เช่น ฮีเลยี ม ยเู รเนียม เพ่อื ให้นกั เรยี นเข้าใจเรอื่ งไอโซโทปตา่ งๆ ของธาตุ
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 93 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
(2) ครยู กตัวอย่างธาตุ จำนวนอิเล็กตรอน และจำนวนนิวตรอน แล้วให้นกั เรยี น บอกวา่ ธาตุใดบ้างท่ี
เป็นไอโซโทปกนั
(3) ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับรังสีทแ่ี ผ่ออกมาจากธาตกุ ัมมันตรงั สี ซ่ึงมี 3 ชนิด คือ แอลฟา เบตา
แกมมา โดยให้นักเรยี นได้ข้อสรปุ ดงั ข้อมลู ในตาราง
ชนดิ ของรงั สี สญั ลกั ษณ์ ประจุ ชนดิ ของอนภุ าค วัตถทุ ่ีกัน้ รังสีได้
แอลฟา +2 นวิ เคลียสของฮีเลยี ม กระดาษบาง ๆ
บีตา -1 อเิ ล็กตรอน ไม้หนา 0.5 ซม.
แกมมา 0 คล่นื แมเ่ หล็กไฟฟา้ ท่ีมพี ลงั งานสงู คอนกรีตหนา 10 ซม.
5 (Evaluation)
(1) ครูให้นักเรยี นแต่ละคนพิจารณาว่า จากหวั ข้อทเี่ รยี นมาและการปฏิบตั ิกจิ กรรม มจี ดุ ใดบ้างที่ยงั
ไมเ่ ข้าใจหรอื ยังมขี อ้ สงสัย ถา้ มีครูช่วยอธิบายเพิม่ เตมิ ให้นักเรยี นเขา้ ใจ
(2) นักเรยี นร่วมกันประเมนิ การปฏิบตั ิกจิ กรรมกลุม่ ว่ามีปัญหาหรอื อปุ สรรคใด และได้มีการแกไ้ ข
อยา่ งไรบา้ ง
(3) ครูและนักเรียนรว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ เก่ียวกับประโยชนท์ ไ่ี ด้รบั จากการปฏบิ ัติกิจกรรม และ
การนำความรทู้ ีไ่ ดไ้ ปใช้ประโยชน์
(4) ครูทดสอบความเขา้ ใจของนักเรียนโดยการใหต้ อบคำถาม เชน่
- ไอโซโทปเสถียรกบั ไอโซโทปกมั มนั ตรงั สตี ่างกนั อย่างไร
- รงั สที ่ีแผอ่ อกมาจากธาตุกัมมันตรงั สมี ีกี่ชนิด อะไรบ้าง
- รงั สีแอลฟาประกอบดว้ ยอนภุ าคชนดิ ใดบ้าง
- รงั สชี นิดใดทมี่ ีอำนาจในการทะลุทะลวงตำ่ ทส่ี ุด
(5) ครแู ละนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ เกีย่ วกบั แบบจำลองของอะตอมอยา่ งง่าย การค้นพบกมั มนั ตภาพรังสี
และการเกดิ กัมมนั ตภาพรังสี โดยรว่ มกันสรุปเขียนเป็นแผนที่ความคดิ หรอื ผังมโนทัศน์
9. ณฑใ
การประเมนิ ช้นิ งาน / ภาระงาน
ฤ
1. พุทธิพิสยั ตรวจใบงาน/ตอบคำถาม ใบงาน/ตอบคำถาม 0-4 คะแนน ปรับปรุง
ตรวจใบงาน/ทำการทดลอง ใบงาน/แบบฝึกหัด 5-6 คะแนน พอใช้
2. ทักษะพิสัย สงั เกตพฤตกิ รรมนกั เรียน แบบสงั เกตพฤติกรรม 7-10 คะแนน ดีมาก
3.จิตพสิ ัย 0-4 คะแนน ปรับปรุง
-คณุ ลักษณะอันพึง่ 5-6 คะแนน พอใช้
ประสงค์ 7-10 คะแนน ดีมาก
0-4 คะแนน ปรับปรงุ
5-6 คะแนน พอใช้
7-10 คะแนน ดีมาก
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 94 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564
บบ ฤ ฏบ บ
ฤใ บ บำ
็ ำถ ั ไบ
บ
- 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 4 3 2 1 20
เกณฑ์การวัดผล ให้คะแนนระดบั คณุ ภาพของแตล่ ะพฤตกิ รรมดังนี้
ดีมาก = 4 สนใจฟัง ไม่หลับ ไม่พูดคุยในชน้ั มคี ำถามที่ดี ตอบคำถามถูกต้อง ทำงานสง่ ครบตรง
เวลา
ดี = 3 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 70%
ปานกลาง = 2 การแสดงออกอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 50%
ปรับปรงุ = 1 เขา้ ชั้นเรียน แต่การแสดงออกน้อยมาก ส่งงานไม่ครบ ไม่ตรงเวลา
ลงช่ือ..........................................ผูส้ งั เกต
(..............................................)
............./.............../..................
*หมายเหตุ คะแนนนำมาเฉลีย่ ให้เหลือ 10 คะแนน ตอ่ การประเมิน
10. /
10.1 สือ่ การเรียนรู้
10.1.1 เอกสารประกอบการเรยี น วชิ า ฟิสิกส์
10.2 แหลง่ การเรยี นรู้
10.2.1 หอ้ งสมุดโรงเรยี น
10.2.3 อินเตอร์เนต็ และ smart phone
ร.ร.นราธวิ าส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 95 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
ำ
1. (นายแวอสิ วาดี หะยีสอเฮาะ)
็
ไดท้ ำการตรวจแผนการจดั การเรยี นรู้ของ.............................................แลว้ มคี วามคดิ เหน็ ดงั นี้
1. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ที่
ดมี าก
ดี
พอใช้
ควรปรบั ปรงุ
2. การจัดกจิ กรรมไดน้ ำเอากระบวนการเรียนรู้
เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั มาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม
ยงั ไม่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรบั ปรุงพฒั นาต่อไป
3. เปน็ แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี
นำไปใช้ไดจ้ รงิ
ควรปรบั ปรุงก่อนนำไปใช้
4. ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ
ลงชื่อ.................................................
(นางจริ นนั ต์ วุฒสิ มัย)
หวั หนา้ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
็ำ บ
ทราบ
...............................................................................
ลงชือ่ .................................................
(นายฮาฟซี ี อับดลุ เลาะ)
รองผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ
็ำ
อนุมตั ิ
.................................................................................
ลงช่ือ.................................................
(นายนิรตั น์ นราฤทธพิ นั ธ์)
ผอู้ ำนวยการโรงเรียนนราธิวาส
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 96 – 126 ฉบับท่ี 4 : 16 พฤษภาคม 2564
3 6
2 2564
30205 6
ภ2
1. ฐ /
ฐ
ว 5.1 เข้าใจความสมั พนั ธ์ระหวา่ งพลงั งานกบั การดำรงชีวิต การเปล่ียนรปู พลังงาน ปฏิสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสาร
และพลงั งาน ผลของการใชพ้ ลังงานตอ่ ชวี ติ และสิง่ แวดลอ้ ม มกี ระบวน การสบื เสาะหาความรู้ ส่ือสารส่ิงทเี่ รยี นรูแ้ ละ
นำความร้ไู ปใช้ประโยชน์
บอกสมบตั ิทีส่ ำคญั ของรังสแี อลฟาบีตาและแกมมาไดน้ ำกฎการสลายของธาตุกมั มนั ตรงั สี ไปใชค้ ำนวณหา
ปรมิ าณตา่ งๆทเ่ี กยี่ วขอ้ งได้ ทำการทดลองอปุ มาอุปมยั การทอดลูกเต๋ากับการสลายของนวิ เคลียร์และหาครง่ึ ชวี ิตและ
คา่ คงตัวการสลายได้ พร้อมทั้งคำนวณหามวลพร่อง พลังงานยึดเหนย่ี วและหาพลังงานนิวเคลียร์จากปฏกิ ริ ิยา
นวิ เคลียร์ได้
2.
1. อธิบายการสลายตวั ของธาตุกัมมันตรงั สีและครงึ่ ชวี ิตได้ (K)
2. สามารถส่ือสารและนำความรเู้ ร่ืองการสลายตัวของธาตุกัมมันตรงั สแี ละครงึ่ ชวี ติ ใชใ้ นชีวติ ประจำวันได้ (P)
3. มคี วามอยากรู้อยากเหน็ สนใจใฝร่ ู้ในสถานการณห์ รอื เหตุการณ์ท่ีกำหนด (A)
3. ำ ญ / บ
ไอโซโทปกัมมันตรงั สีจะประกอบไปด้วยนวิ เคลียสท่ีไม่เสถียร คือนวิ เคลียสนจ้ี ะแผ่รงั สีหรือสลายตัวใหอ้ นภุ าค
แอลฟา อนุภาคบีตา หรือรังสแี กมมา เมอ่ื แผ่รังสอี อกมาจากนวิ เคลียสแล้วจะได้นิวเคลียสใหม่ เรียกกระบวนการน้ีว่า
การสลายกัมมนั ตภาพรงั สี
ระยะเวลาทน่ี วิ เคลยี สกัมมันตรังสีสลายตัวจนเหลอื ครงึ่ หนงึ่ ของปรมิ าณเดิม เรยี กว่า ครึง่ ชวี ิต
4.
4.1 (ใ ำ ฐ)
-
4.2 ถ / ถ
-
4.3 บ ณ ญฐ (3 2 ไ )
พอประมาณ มเี หตุผล มีภูมคิ มุ้ กันในตัวทดี่ ี
ความรู้ คณุ ธรรม
5. ถ ำ ญ (ใ บ)
ความสามารถในการส่ือสาร ความสามารถในการคิด
ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ิต
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี
ร.ร.นราธิวาส / แผนการจดั การเรยี นรู้ 97 – 126 ฉบับที่ 4 : 16 พฤษภาคม 2564