49
50
51 ศาสนาซิกข์ ศาสนาซิกข์เผยแผ่เข้าสู่ดินแดนไทยในสมัยรัตนโกสินทร์ ด้วยชาวชิกข์เดินทางเข้า มาในประเทศไทย ดังพบการกล่าวถึงชาวซิกข์ครั้งแรกในพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องระยะทางเสด็จพระราชดำเนินประพาสทางบก ทางเรือรอบ แหลมมลายู ร.ศ. ๑๐๙ ซึ่งทรงบันทึกไว้ขณะเสด็จประพาสเมืองภูเก็ต เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๓ ว่าทรงพบ ตำรวจแขกซิกข์มาร่วมรับเสด็จด้วย ดังความในพระราชหัตถเลขาฯ ว่า “ที่หน้าตึกเจ้าท่ามีทหาร กรุงเทพฯ ที่ออกมาอยู่กับกรมการและพวกจีน หัวหน้าต้นแซ่มาคอยรับหลายสิบคน มีโปลิศแขกซิกข์ รับแถวหนึ่งด้วย” ทำให้ทราบได้ว่าชาวซิกข์เดินทางเข้ามาทางภาคใต้ของประเทศไทยตั้งแต่ก่อน พ.ศ. ๒๔๓๓ สอดคล้องกับหลักฐานการรายงานจำนวนชาวอินเดียที่เข้ามารับราชการเป็นพลตระเวน ในประเทศไทย ซึ่งระบุว่า ใน พ.ศ. ๒๔๔๑ มีชาวซิกข์รับจ้างเป็นกองตระเวนในประเทศไทยจำนวน ๒๘ คน ๑ ซิกข์ศาสนิกชนกำลังสวดอธิษฐานขอพร จากองค์พระผู้เป็นเจ้าที่หน้าบัลลังก์ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานที่ประทับของ องค์พระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ พระศาสดานิรันดร์กาลแห่งศาสนาซิกข์ และ กำลังอัรดาส กล่าวคือ นอกจากจะขอความ สุขความเจริญให้แก่ตนเองแล้ว ยังอุทิศบุญ กุศลเผื่อแผ่ให้ทุกชีวิตได้รับโดยทั่วกัน ๒ ซิกข์ศาสนิกชน กำลังสวดอธิษฐาน ขอพรจากองค์พระผู้เป็นเจ้า กรฺตาปุรุข ดลบันดาลให้สรรพสิ่งมีชีวิตทั้งหมดอยู่เย็น เป็นสุขตลอดไป พิธีนี้เรียกว่า อัรดาส คือการอุทิศบุญกุศลเผื่อแผ่ให้ทุกชีวิตโดยทั่วกัน ไม่จำกัดชั้น วรรณะ ๑ ๒
52 อนึ่ง ตามหลักฐานของสมาคมศรีคุรุสิงห์สภาได้บันทึกการตั้งถิ่นฐานของชาวซิกข์คนแรก ในดินแดนไทยไว้ว่า เดินทางเข้ามายังประเทศไทยประกอบอาชีพค้าขายผ้าแพรพรรณในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อมาได้ชักชวนญาติมิตรเข้ามาตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัย ในประเทศไทยอย่างถาวรเพิ่มมากขึ้น ในเวลาต่อมาได้เปิดร้านแห่งแรกขึ้นที่บริเวณบ้านหม้อ เรียก ว่า “ร้านแขก” เมื่อชาวซิกข์เข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยมีลูกหลานถือกำเนิดขึ้นบนแผ่นดินไทย เป็นชาวไทยถือสัญชาติไทย แต่ทว่ายังคงนับถือศาสนาซิกข์ตามบรรพบุรุษ จึงเรียกว่า ชาวไทยซิกข์ ซึ่งนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่แห่งพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าในพระบรมราชจักรีวงศ์ ที่ชาวไทยซิกข์ได้พึ่งพระบรมโพธิสมภารตลอดมา ทำให้ครอบครัวชาวไทยซิกข์ได้รับความสงบสุข ร่มเย็นพร้อมมูล ทั้งในการทำมาหาเลี้ยงชีพ ตลอดทั้งได้ประกอบศาสนกิจตามความเชื่อในหลัก ธรรมแห่งศาสนาของตนอย่างเสรี ๑ ๒ ๑ อาคารหินอ่อน ๖ ชั้น เป็นที่ตั้ง ของวัดซิกข์ ระหว่างถนนจักรเพชร-พาหุรัด กรุงเทพมหานคร ชาวซิกข์ขนานนาม ศาสนสถานแห่งนี้ว่า “คุรุดวารา” ๒ ศาสนาจารย์กำลังนำสวดโดยมีเครื่อง ดนตรีประกอบ มีศาสนิกชนนั่งพื้นฟัง การสวด พิธีนี้เรียกว่า พิธีสวดแบบ กีรตัน หมายความว่า เป็นการสวดแบบ มีดนตรีประกอบ
53
54
55 บทที่ ๒ อัครศาสนูปถัมภก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับการอุปถัมภ์ศาสนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภก หมายถึงทรงให้ความอุปถัมภ์ บำรุงทุกศาสนา และให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา แม้ว่าประเทศไทยจะมีความ หลากหลายทางวัฒนธรรมในภูมิภาคต่างๆ มีการดำรงชีวิตและคติความเชื่อที่แตกต่างกัน แต่ผู้คนบน ผืนแผ่นดินไทยก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขภายใต้ร่มพระบารมี ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย ทั้งชาติ ทรงดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรม ในฐานะอัครศาสนูปถัมภก ได้พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ แก่ศาสนาต่างๆ อย่างทั่วถึง
56
57 พระพุทธศาสนา สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกพระองค์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็น เอกอัครศาสนูปถัมภก พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์พระพุทธศาสนาและศาสนาต่างๆ ใน พระราชอาณาจักร ในส่วนพระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาประจำชาตินั้น มีพระราชศรัทธาเลื่อมใส อย่างลึกซึ้ง ทรงประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ในการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาท และฝ่ายมหายาน ซึ่งมีรายละเอียดโดยสังเขปดังนี้ ทรงพระผนวชในพระบวรพุทธศาสนา พระราชกรณียกิจสำคัญประการหนึ่งของพระมหากษัตริย์ไทยคือ การทรงพระผนวชใน พระพุทธศาสนา บางพระองค์ทรงพระผนวชก่อนขึ้นครองราชสมบัติ เช่น สมเด็จพระมหาธรรมราชา ที่ ๑ (ลิไทย) แห่งกรุงสุโขทัย สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แห่งกรุงศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธ เลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นต้น และบางพระองค์ทรงพระผนวช หลังจากขึ้นครองราชสมบัติ เช่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ทรงพระผนวชเมื่อ วันที่ ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ โดยมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็น พระอุปัชฌาย์ ทรงพระผนวชอยู่ ๑๕ วัน ประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ๑ “ภูมิพโล ภิกขุ” พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงพระผนวช พุทธศักราช ๒๔๙๙ ๒ พระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกรับบิณฑบาต ๑ ๒
58 การสร้างและปฏิสังขรณ์พระอาราม พุทธสถาน พระพุทธปฏิมาและศาสนวัตถุอื่นๆ การสร้างและปฏิสังขรณ์พระอารามต่างๆ เป็นพระราชกรณียกิจสำคัญที่สมเด็จ พระมหากษัตริยาธิราชเจ้าตั้งแต่อดีตทรงบำเพ็ญสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เช่น สมเด็จ พระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดให้สถาปนาวัดไชยวัฒนาราม พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้สร้างและบูรณปฏิสังขรณ์วัดสำคัญหลายแห่ง ได้แก่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม วัดสระเกศ วัดโพธาราม (วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม) เป็นต้น พระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้สร้างวัดขึ้นใหม่ ๓ วัด ได้แก่ วัดเทพธิดาราม วัดราชนัดดาราม และวัดเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนนทบุรี ทั้งมีพระราชศรัทธาโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดอีก ๓๓ วัด หลายวัดเป็นการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ทั้งพระอารามเหมือนสร้างใหม่ เช่น วัดราชโอรสาราม (วัดจอมทอง) วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ บูรณปฏิสังขรณ์พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้ สถาปนาวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม วัดอัษฎางคนิมิต วัดจุฑาทิศธรรมสภาราม พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน โปรดให้สร้างวัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษก เป็นต้น ส่วนวัดในพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานในประเทศไทย เช่น วัดมงคลสมาคม หรือวัด ญวน (วัดโหย่คั้นตื้อ) ซึ่งเป็นวัดคณะสงฆ์อนัมนิกาย และวัดมังกรกมลาวาส (เล่งเน่ยยี่) ซึ่งเป็นวัด คณะสงฆ์จีนนิกาย ฝ่ายมหายาน ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ล้วนแล้วแต่ ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทั้งสองอาราม ๑ พระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ๒ พระศรีรัตนเจดีย์ และพระมณฑป บริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ในพระบรมมหาราชวัง ๑ ๒
59
60
61 ทรงอุปถัมภ์พระไตรปิฎก พระไตรปิฎก คือพระคัมภีร์ซึ่งรวบรวม พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไว้ พระพุทธองค์ทรงมอบ ให้เป็นศาสดาของชาวพุทธหลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับ ขันธปรินิพพาน พระอรหันต์ได้สังคายนารวบรวมไว้เป็น ตัวแทนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและคณะสงฆ์เถรวาท ได้ท่องจำรักษาไว้อย่างบริสุทธิ์บริบูรณ์มาจนถึงปัจจุบัน สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าโปรดให้ ตรวจสอบชำระสังคายนาพระไตรปิฎกและพิมพ์พระ ไตรปิฎกเพื่อรักษาพระธรรมวินัยให้บริสุทธิ์ รวมทั้งโปรดให้ รวบรวมอรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา ตลอดถึงปกรณ์พิเศษต่างๆ เพื่อให้พระพุทธศาสนาประดิษฐานอย่างมั่นคงในพระราช อาณาจักร เช่น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรด ให้สังคายนาพระไตรปิฎก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว โปรดให้ตรวจสอบชำระและจัดพิมพ์พระไตรปิฎก รวมทั้งโปรดเกล้าฯ ให้ประชุมนักปราชญ์ราชบัณฑิต แต่ง หรือแปลคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา เช่น สมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถแห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดให้นักปราชญ์ ราชบัณฑิตแต่ง “มหาชาติค�ำหลวง” พระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้แต่งเรื่อง “ไตรภูมิโลกย วินิจฉัย” และโปรดให้แปล “พระคัมภีร์มหาวงศ์” จากภาษา บาลีเป็นภาษาไทย เป็นต้น นอกจากนี้ สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า บางพระองค์ ยังทรงพระราชนิพนธ์วรรณกรรมที่เกี่ยวเนื่อง กับพระพุทธศาสนาอีกด้วย เช่น สมเด็จพระมหาธรรมราชา ที่ ๑ (ลิไทย) ทรงพระราชนิพนธ์เรื่อง “ไตรภูมิพระร่วง” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ทรงพระราช นิพนธ์ เรื่อง “พระมหาชนก” เป็นต้น ๑ โลหะปราสาท วัดราชนัดดาราม กรุงเทพมหานคร ๒ สมุดภาพไตรภูมิ สมัยกรุงธนบุรี ๒ ๑
62 ทรงริเริ่มศาสนพิธีพระพุทธศาสนา สมเด็จพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทรงเข้า พระราชหฤทัยในความสำคัญของศาสนพิธีจึงทรงมีบทบาท สำคัญในการริเริ่มและปรับปรุงศาสนพิธีและประเพณีต่างๆ ทาง พระพุทธศาสนาให้เป็นเครื่องยึดโยงศรัทธาของพุทธศาสนิกชน เช่น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โปรดให้ฟื้นฟู “การพระราชกุศลวิสาขบูชา” พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว โปรดให้กำหนดการบำเพ็ญ “พระราชกุศลมาฆบูชา” ขึ้นเป็นครั้งแรก และพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้จัดพระราชพิธีแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะสำหรับ พระราชโอรสที่จะเสด็จไปทรงศึกษายังทวีปยุโรป เป็นต้น ทรงบ�ำเพ็ญพระราชกุศลเนื่องในวันส�ำคัญ และเทศกาลส�ำคัญทางพระพุทธศาสนา พระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ทรงบำเพ็ญพระราช กุศลเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันธรรมสวนะ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้า พระกฐิน อีกทั้งโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ เสด็จแทน พระองค์ในพิธีสำคัญทางพระพุทธศาสนาดังกล่าวข้างต้น นอกจากนี้ ยังมีพระราชกรณียกิจเกี่ยวกับ พระพุทธศาสนาอีกเป็นจำนวนมาก เช่น ด้านการศึกษาของ คณะสงฆ์ ด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นต้น ๑
63 ศาสนาอิสลาม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระมหากรุณาธิคุณในการ สนับสนุนส่งเสริมศาสนาอิสลามนานาประการ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตร รวมทั้งทรงศึกษาหลักคำสอน หลักปฏิบัติของศาสนาอิสลาม พระราชทานพระราชทรัพย์ พระราชทานที่ดินในการสร้างมัสยิด ทำให้ชาว มุสลิมปลื้มปีติและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ที่สำคัญคือ การแปลพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานจากภาษาอาหรับเป็นภาษาไทย และจัดพิมพ์พระราชทานไปยังมัสยิดทั่วราชอาณาจักร เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ ให้นายต่วน สุวรรณศาสน์ จุฬาราชมนตรีในขณะนั้น แปลพระมหาคัมภีร์ อัลกุรอาน จากภาษาอาหรับเป็นภาษาไทย ทั้งทรงติดตามความคืบหน้าจน สำเร็จ ใช้ระยะเวลาในการแปล ๑ ปี ๗ เดือน ๘ วัน มีพระราชดำรัส พระราชทาน ในงานเฉลิมฉลอง ๑๔ ศตวรรษแห่งคัมภีร์อัลกุรอาน เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ ว่า “คัมภีร์อัลกุรอาน มิใช่จะเป็นคัมภีร์ที่ส�ำคัญในศาสนาอิสลาม เท่านั้น แต่ยังเป็นวรรณกรรมส�ำคัญของโลกเล่มหนึ่ง ซึ่งมหาชนรู้จักยกย่องและ ได้แปลเป็นภาษาต่างๆ อย่างแพร่หลายแล้ว ด้วยการที่ท่านทั้งหลายได้ด�ำเนิน การแปลออกเผยแพร่เป็นภาษาไทยครั้งนี้ เป็นการสมควรชอบด้วยเหตุผล อย่างแท้จริง เพราะจะเป็นการช่วยเหลือให้อิสลามบริษัทในประเทศไทยที่ไม่รู้ ภาษาอาหรับ ได้ศึกษาเล่าเรียนธรรมะในศาสนาได้สะดวกและแพร่หลาย ทั้ง ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนผู้สนใจทั่วไปได้ศึกษาท�ำความเข้าใจหลักค�ำ สอนของศาสนาอิสลามอย่างถูกต้องและกว้างขวางยิ่งขึ้น...” เมื่อการจัดพิมพ์คัมภีร์แล้วเสร็จสมบูรณ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานไปยังมัสยิดทั่วราชอาณาจักร นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างยิ่ง พระมหาคัมภีร์อัลกุรอานฉบับแปลนี้มีการพิมพ์เผยแพร่อีกหลายครั้ง ในวาระ และโอกาสสำคัญของชาติ เช่น พ.ศ. ๒๕๓๙ เนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี และ พ.ศ. ๒๕๔๘ เนื่องใน โอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ๖ รอบ ๑๒ สิงหาคม ๒๕๔๗ เป็นต้น ๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายผ้าพระกฐิน ๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และจุฬาราชมนตรี ต่วน สุวรรณศาสน์ ๒
64 การแต่งตั้งจุฬาราชมนตรี เพื่อบริหารงานศาสนา ตำแหน่งจุฬาราชมนตรี มีหน้าที่ดูแลผู้นับถือศาสนาอิสลาม กำหนดไว้ ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการศาสนูปถัมภ์ฝ่ายอิสลาม “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง จุฬาราชมนตรี...” โปรดเกล้าฯ พระราชทานเข็มพระปรมาภิไธย ประดับตามตำแหน่ง ส่วน ดะโต๊ะยุติธรรม๑ โปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เช่นเดียวกับข้าราชการ ตุลาการ ยกย่องผู้น�ำศาสนาและครูสอนศาสนา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดและ อิหม่ามเข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานรางวัลผู้นำดีเด่น นอกจากนี้ ยังพระราชทานรางวัลแก่ โต๊ะครู๒ และผู้บริหารโรงเรียนสอนศาสนาภาคใต้อีกด้วย การจัดงานเฉลิมฉลอง ๑๔ ศตวรรษแห่งคัมภีร์อัลกุรอาน เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๑ ครบ ๑๔ ศตวรรษแห่งคัมภีร์อัลกุรอาน ประเทศมุสลิมทั่ว โลกต่างจัดงานเฉลิมฉลอง แม้ว่าประเทศไทยจะมิใช่ประเทศมุสลิม แต่ได้จัดงานเฉลิมฉลอง ด้วยเช่นกัน เมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๑ ณ สนามกีฬากิตติขจร หัวหมาก๓ และเป็น โอกาสที่ได้นำพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานฉบับแปลภาษาไทยทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว เพื่อพระราชทานแก่สถาบันต่างๆ มีพระราชดำรัสชมเชยและยกย่อง ความตอนหนึ่งว่า “ เป็นที่ทราบกันอย่างกว้างขวางว่า คัมภีร์อัลกุรอานมีอรรถรสลึกซึ้ง ยากที่ จะแปลออกเป็นภาษาอื่นใดให้ตรงตามภาษาเดิมได้ เมื่อท่านมีศรัทธาและวิริยะอุตสาหะอัน แรงกล้าแปลออกเป็นภาษาไทย โดยพยายามรักษาใจความแห่งพระคัมภีร์เดิมไว้ให้บริสุทธิ์ และพิมพ์ขึ้นให้แพร่หลายเช่นนี้ จึงเป็นที่ควรอนุโมทนาสรรเสริญและร่วมมือสนับสนุน อย่างยิ่ง” ทั้งได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท เป็น ทุนในการดำเนินงานต่อไป และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมการศาสนาสนับสนุน งบประมาณในการจัดพิมพ์ จนในที่สุดได้จัดพิมพ์แล้วเสร็จ พระราชทานให้คณะกรรมการ อิสลามประจำจังหวัดต่างๆ โดยพระราชทานให้จังหวัดนราธิวาสเป็นแห่งแรก “เพื่อ เป็นนิมิตหมายแห่งความเจริญแพร่หลายของการศึกษาหลักธรรมในศาสนาอิสลามใน ประเทศไทยของเราในกาลสืบไป” (พระราชด�ำรัสในพิธีพระราชทาน ณ พลับพลาพิธี ศาลากลาง จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๑๓) ๑ คือ ข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม มีอำ นาจหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อกฎหมายอิสลามในศาลยุติธรรม๒ คือ ครูสอนศาสนาอิสลาม ๓ คือ อินดอร์ สเตเดียม หัวหมาก ในปัจจุบัน
65 งานเมาลิดกลาง งานเมาลิดกลาง คือ งานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดของท่าน ศาสดามุฮัมมัด เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงคำสอนและแบบอย่าง ของท่านศาสดา นิยมจัดตรงกับวันเกิดหรือเดือนเกิดของท่านศาสดา ซึ่งตรงกับ วันที่ ๑๒ เดือนรอบีอุ้ลเอาวัล (เดือนที่ ๓ ตามปฏิทินอิสลาม) ในงานมีการอ่าน บทร้อยแก้วร้อยกรองเกี่ยวกับชีวประวัติท่านศาสดา การจัดเลี้ยงอาหาร การให้ ความรู้วิชาการ นิทรรศการ การบรรยาย การอภิปรายทางวิชาการ และอื่นๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเป็น ประธานในพิธี ตั้งแต่การจัดงานในปีแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๑ หลังจากนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้แทนพระองค์ และตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นต้นมา สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทน พระองค์จนถึงปัจจุบัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัส ซึ่งล้วนแต่ทำให้พสกนิกรชาวไทยมุสลิมตระหนักถึงความสำคัญของศาสนาอิสลาม สร้างสัมพันธภาพอันดีระหว่างศาสนา ทั้งทรงเป็นแบบอย่างในฐานะอัคร ศาสนูปถัมภกอย่างแท้จริง “ ท่านนบีมูฮ�ำหมัด ผู้เป็นศาสดาแห่ง ศาสนาอิสลาม เป็นมหาบุรุษคนหนึ่ง ได้ท�ำคุณ ประโยชน์แก่โลก พระศาสดาสรรเสริญยกย่องความ ฉลาด ความไตร่ตรองรอบคอบและความบริสุทธิ์ ทั้ง กายและใจว่าเป็นหลักส�ำคัญของชีวิต ฉะนั้นขอให้ พสกนิกรทุกคนจงพยายามปฏิบัติตามค�ำสั่งสอน เพื่อ จะได้ประสบความสุขความเจริญ (พระราชด� ” ำรัสในงานเมาลิดกลาง เมื่อพุทธศักราช ๒๕๐๗ ณ ลุมพินีสถาน) ๑-๒ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ในงานเมาลิดกลาง ณ สวนอัมพร ๑ ๒
66 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้ชนะเลิศ การอ่านพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน เข้าเฝ้าฯ มุสลิมทั้งชายหญิง เด็กผู้ใหญ่ ต่างสนใจอ่านพระมหาคัมภีร์ อัลกุรอานให้เป็น ถูกต้อง มีอรรถรสและเข้าใจความหมาย ซึ่งต้องใช้เวลาฝึกฝน ทั้งการใช้ไวยากรณ์ถูกต้องตามอักขรวิธี หลักภาษา และอ่านได้อย่างต่อเนื่อง ชัดเจน ทั้งท่วงทำนอง ทั้งน้ำเสียง ผู้อ่านคัมภีร์ที่เป็นชาย เรียกว่า กอรี เป็น หญิงเรียกว่า กอรีอะห์ สืบเนื่องจากเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๔ ประเทศมาเลเซียได้เชิญประเทศไทย เข้าร่วมการทดสอบการอ่านพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานระหว่างประเทศ แม้ว่าไทย จะไม่ใช่ประเทศมุสลิม แต่ก็มีประชากรมุสลิมเป็นที่ ๒ รองจากพุทธศาสนิกชน และเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะด้านศาสนา ประเทศไทยจึงได้ส่งกอรีและกอรีอะห์เข้าร่วม ผลปรากฏว่าได้รับรางวัลชนะเลิศ รับพระราชทานรางวัลจากสมเด็จพระราชาธิบดีมาเลเซีย พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าเฝ้าฯ นำรางวัลดังกล่าวถวาย ทอดพระเนตรด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอีกประการหนึ่งและเป็นสิริมงคล แก่ผู้เข้าเฝ้าฯ อย่างยิ่ง หลังจากนั้น ประเทศไทยได้ส่งกอรีและกอรีอะห์ เข้าร่วม ทดสอบการอ่านเป็นประจำ และเป็นผลให้เกิดสมาคมกอรีขึ้นในประเทศไทย ในลำดับต่อมา การเสด็จฯ เปิดมัสยิดกลางในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด มัสยิดสำคัญหลายแห่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เช่น มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล นอกจากนี้ยัง ทรงเยี่ยมมัสยิด เมื่อเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยม ราษฎรในภูมิภาคต่างๆ ก็พระราชทานที่ดินเพื่อจดทะเบียนเป็นของมัสยิด เช่น มัสยิดนูรุ้ลเอียะห์ซาน ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้านมุสลิม ตำบลสามพระยา อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ทุกครั้งที่เสด็จเยี่ยมจะพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ เพื่อสมทบทุนในการสร้างโรงเรียนสอนศาสนา และทรงรับมัสยิดแห่งนี้ไว้ใน พระราชูปถัมภ์อีกด้วย ชาวบ้านเรียกมัสยิดแห่งนี้ว่า “มัสยิดในหลวง” นอกจากนี้ ยังทรงสนับสนุนส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชนมุสลิมในจังหวัดต่างๆ พระราชทาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แก้ไขปัญหาด้านเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพ หลักของราษฎร อาทิ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทองฯ จังหวัดนราธิวาส ศูนย์ ศึกษาการพัฒนาห้วยทรายฯ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แก่ราษฎร ๑๒
67 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังเสด็จฯ ไปใน งานสังคมมุสลิม เช่น งานการกุศล ของสมาคมสตรีไทยมุสลิมแห่งประเทศไทย ทั้งทรงเปิดโอกาสให้มุสลิมปฏิบัติตนตามวัฒนธรรม อิสลาม อาทิ การแต่งกายตามศาสนนิยม การคลุมศีรษะของสตรีมุสลิม การแสดงความเคารพตาม ที่ศาสนาอนุญาต เป็นต้น การจัดตั้งศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ แห่งนี้ นายประเสริฐ มะหะหมัด จุฬาราชมนตรีขณะนั้น ขอให้กระทรวงมหาดไทยจัดหาสถานที่เพื่อใช้เป็นศูนย์รวมในการ ประกอบกิจการทางศาสนาอิสลาม รัฐบาลจึงให้ที่ดินราชพัสดุ บริเวณแขวงคลองสิบ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร จำนวน ๕๐ ไร่ เพื่อสร้างศูนย์ฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนาม ว่า “ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดอาคาร ใน โอกาสเสด็จฯ เปิดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๐ ปัจจุบัน ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ แห่งนี้ได้ดำเนินการ ตามวัตถุประสงค์ เช่น เป็นที่ทำการของสำนักงานจุฬาราชมนตรี เป็นสถานที่จัดงานเมาลิด กลาง เป็นศูนย์กลางบริหารกิจการศาสนาอิสลาม เป็นศูนย์กลางประสานงานและให้ความรู้เกี่ยว กับการไปประกอบพิธีฮัจย์ เป็นศูนย์ประสาน แลกเปลี่ยนข่าวสารและส่งเสริมความสัมพันธ์กับ ประเทศมุสลิม เป็นต้น ๑ พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมราษฎรในภาคใต้ ๓ ศูนย์บริหารกิจการอิสลามแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ๓
68 เสด็จพระราชด�ำเนินไปประทับฟังการพิจารณาคดีของกฎหมาย อิสลาม ณ ศาลจังหวัดปัตตานี พ.ศ. ๒๕๐๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จ พระราชดำเนินไปศาลจังหวัดปัตตานี เพื่อทรงร่วมในการพิพากษา คดีฟ้องหย่าตามกฎหมายอิสลาม การพิจารณาในครั้งนี้ทำให้ โจทก์ (ภรรยา) และจำเลย (สามี) คืนดีกัน ด้วยความซาบซึ้งใน พระมหากรุณาธิคุณ การส่งเสริมการศึกษาของชาวไทยมุสลิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยในการศึกษา ของเยาวชนไทยมุสลิมภาคใต้ ซึ่งเดิมมีการศึกษาภาคสามัญอย่างสูง เพียงชั้นประถมปีที่ ๔ จากนั้นเข้าเรียนภาคศาสนา คือ โรงเรียนปอเนาะ เนื่องจากผู้ปกครองต้องการให้รู้ศาสนาเพื่อปฏิบัติศาสนกิจ ไปอยู่กับโต๊ะ ครู โรงเรียนปอเนาะไม่มีหลักสูตรในการเรียน ทำให้เยาวชนถนัดภาษา ถิ่นไม่สามารถเขียนอ่านภาษาไทยและใช้ภาษาไทยได้ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้กระทรวงศึกษาธิการหาแนวทางในการ ส่งเสริมปรับปรุงการเรียนการสอน และพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้อง กับสภาพเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันนักเรียนปอเนาะมีคุณภาพ สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น เกิดความเท่าเทียมทางการศึกษา และนำความรู้ไปประกอบวิชาชีพได้ พระมหากรุณาธิคุณที่กล่าวมา ทรงมีต่อชาวมุสลิมใน ประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง ทรงถ่องแท้ในหลักศาสนาอิสลามอย่าง ลึกซึ้ง พระราชทานความเมตตากรุณาแด่ชาวมุสลิมเฉกเช่นเดียว กับศาสนิกชนอื่นๆ ตลอดจนโปรดให้พระราชวงศ์เสด็จแทน พระองค์ในภารกิจของศาสนาอิสลามอีกด้วย จึงทรงเป็นธรรมราชา ผู้ปกครองอาณาประชาราษฎร์ทุกเชื้อชาติและศาสนา ทรงเป็น ศูนย์รวมจิตใจของประชาชนทุกหมู่เหล่า กล่าวได้ว่าทรงเป็นอัคร ศาสนูปถัมภกอย่างแท้จริง ๑ พระนามสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อักษรอาหรับ ๒ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงลงพระนามเป็นอักษรอาหรับ ณ อิสลามวิทยาลัยแห่ง ประเทศไทย เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ๑ ๒
69 ศาสนาคริสต์ แม้จะเป็นที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่าพระมหากษัตริย์ของไทย นับแต่อดีตที่ผ่านมาทรงเป็นพุทธมามกะ แต่มีพระบรมราชานุญาต ให้เผยแผ่และอุดหนุนศาสนาต่างๆ อยู่เสมอ ศาสนาคริสต์ก็ได้รับ พระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์นับตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมา กล่าว เฉพาะในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบรมราชวงศ์จักรีได้มีการอุดหนุน คริสต์ศาสนามาโดยตลอด ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว คณะมิชชันนารีในนิกายโปรเตสแตนท์คณะต่างๆ ได้เดิน ทางเข้ามาปฏิบัติงานเผยแผ่คริสต์ศาสนาในประเทศไทยก็ได้รับการ อุดหนุนเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายโปรเตสแตนท์หรือโรมันคาทอลิก มิชชันนารีโปรเตสแตนท์อย่างเช่น หมอบรัดเล หรือมิชชันนารี คาทอลิกอย่างเช่น พระสังฆราชปัลเลอกัวซ์ ล้วนแต่มีความสนิทสนม คุ้นเคยกับพระมหากษัตริย์ในพระบรมราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อเสด็จประพาสยุโรป พ.ศ. ๒๔๔๐ ได้ เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา เลโอ ที่ ๑๓ ในรัชกาลดังกล่าว มีการออก “พระราชบัญญัติว่าด้วยลักษณะฐานะวัดบาทหลวง โรมันคาทอลิก” (ร.ศ. ๑๒๘) ให้มีฐานะเป็นนิติบุคคลด้วย ทางฝ่าย โปรเตสแตนท์เองได้พระราชทานที่ดินให้ตั้งสถานีมิชชันนารีหรือโบสถ์ ในบางพื้นที่ รวมไปถึงการสนับสนุนกิจการด้านการศึกษา การแพทย์ การสาธารณสุขของคริสต์ศาสนาทั้งสองนิกาย ๑-๒ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ที่ ๒ ณ นครรัฐวาติกัน เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ ๑๒
70 ในรัชกาลปัจจุบัน คริสต์ศาสนาได้รับพระราชทาน พระบรมราชูปถัมภ์ไม่ต่างจากศาสนาอื่น โดยส่วนพระองค์เองทรงมี ความคุ้นเคยกับคริสต์ศาสนามาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงเข้าศึกษา ในระดับอนุบาลที่โรงเรียนมาแตร์เดอี กรุงเทพฯ ต่อมาเมื่อเสด็จขึ้น ครองราชย์แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จพระราชดำเนิน เยือนนครรัฐวาติกัน และเข้าเฝ้าสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ที่ ๒๓ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๓ ซึ่งสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ที่ ๒๓ มีพระดำรัสถึงความสัมพันธ์อันดีและพระบรมราชูปถัมภ์ ของพระมหากษัตริย์ไทยในอดีตจนปัจจุบันกับสำนักวาติกันที่มีมา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๒๓๑ ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการระหว่างสำนัก วาติกันและราชอาณาจักรไทยได้เจริญแน่นแฟ้นขึ้นมาอีก เมื่อมี การเจริญสัมพันธไมตรีทางการทูตระดับเอกอัครราชทูต มีการ แต่งตั้งเอกอัครราชทูตไทยไปประจำนครรัฐวาติกัน พร้อมกันนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ อาร์คบิชอบ ยัง ยาโดต์ เอกอัครสมณทูตวาติกันประจำประเทศไทย คนแรก เข้าเฝ้าฯ ถวายสาสน์ตราตั้งจากสมเด็จพระสันตะปาปา เปาโล ที่ ๖ เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ ความสัมพันธ์ระหว่าง สำนักวาติกันและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยิ่งแน่นแฟ้นมาก ขึ้น เมื่อสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ ๒ ซึ่งเป็นสมเด็จ พระสันตะปาปา องค์ที่ ๒๖๔ เสด็จเยือนประเทศไทยในฐานะพระราช อาคันตุกะ ถือเป็นวาระที่น่ายินดียิ่ง เพราะยังไม่เคยปรากฏมาก่อนว่า ประมุขคริสตจักรโรมันคาทอลิกเสด็จมาเยือนประเทศไทย ระหว่าง วันที่ ๑๐ – ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง หลังจากการเสด็จเยือนประเทศไทยของสมเด็จพระสันตะปาปา ยอห์น ปอล ที่ ๒ พระบรมวงศานุวงศ์ก็ได้เสด็จเยือนสมเด็จ พระสันตะปาปา ณ นครรัฐวาติกันเป็นระยะเมื่อมีโอกาสสำคัญๆ เพื่อเสริมสร้างสัมพันธไมตรีให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในฝ่ายของนิกายโปรเตสแตนท์ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันทรงมีพระบรมราชูปถัมภ์ไม่ยิ่งหย่อน ไปกว่ากัน เช่น ในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประกอบ พระราชพิธีบรมราชาภิเษก ผู้แทนของประธานสภาคริสตจักรแห่ง ประเทศไทยพร้อมผู้แทนคริสตจักรต่างๆ ได้รับพระบรมราชานุญาต ให้ร่วมกันเข้าเฝ้าถวายสาสน์ และมีพระบรมราชานุญาตให้ผู้นำองค์กร คริสต์ศาสนาเข้าเฝ้า ฯ ถวายพระพรเนื่องในพระราชพิธีสำคัญในราช สำนักอยู่อย่างสม่ำเสมอ เมื่อคริสตจักรไคร้สตเชิร์ช กรุงเทพฯ ฉลอง ครบรอบ ๕๐ ปี พ.ศ. ๒๔๘๙ ได้มีพระราชสาสน์ไปแสดงความยินดี และเมื่อครบ ๕๐ ปี ของการเผยแพร่คริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนท์ ในประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๑ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยาม มกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปเปิดงานเฉลิม ฉลองดังกล่าว ณ โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๑๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๑ เรื่องราวทั้งหมดที่กล่าวถึงเป็นเพียงตัวอย่าง ส่วนหนึ่งของพระบรมราชูปถัมภ์ที่มีต่อคริสต์ศาสนา อันแสดงให้เห็น ถึงความเป็นอัครศาสนูปถัมภกของพระมหากษัตริย์ไทยสืบเนื่องตลอด มาจนถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน ๑
71 ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู อยู่ใกล้ชิดกับชาวไทยมานานกว่า ๗๐๐ ปี คู่กับพระพุทธศาสนา ประเทศไทยสมัยโบราณ เมื่ออยู่ภายใต้การปกครอง ของอาณาจักรขอม ซึ่งนับถือทั้งพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานและสลับ กับการนับถือศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ตามความพอใจของกษัตริย์แต่ละ พระองค์ ครั้นชาวไทยมีอิสระหลุดพ้นจากอำนาจขอม สร้างกรุงสุโขทัยเป็น ราชธานีแห่งแรก เมื่อ พ.ศ. ๑๘๐๐ คงนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท กับศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูสืบเนื่องคู่กันมา แม้ในรัชกาลพ่อขุนรามคำแหง มหาราช พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทลัทธิลังกาวงศ์ได้แพร่เข้ามาสู่กรุง สุโขทัยอย่างมั่นคงก็ตาม อิทธิพลแต่โบราณของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ก็ยังคงแน่นแฟ้นอยู่ในวิถีชีวิตชาวไทยไม่เสื่อมคลายตลอดมาตราบถึงกรุง รัตนโกสินทร์ การปฏิบัติพิธีกรรมในศาสนา พราหมณ์เท่านั้นคือผู้ประกอบพิธี ด้วยมีข้อกำหนดเป็นแบบแผนชัดเจนในคัมภีร์พระเวท ระบุหน้าที่ คือวรรณะ ของสังคมอินเดียไว้ ๔ ลักษณะ คือ หน้าที่ของพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ และ ศูทร ซึ่งต่างมีหน้าที่ไม่ก้าวก่ายกันและกัน ดังนี้ พราหมณ์ คือ นักบวช ผู้ได้รับพรให้ปฏิบัติหน้าที่เชื่อมระหว่าง มนุษย์กับเทพยดา ในการสวดบวงสรวงพระผู้เป็นเจ้า จึงมีหน้าที่ประกอบ พิธีกรรม เป็นที่ปรึกษา เป็นครูอาจารย์ ทั้งแก่ราชสำนักและชุมชนทั้งปวง กษัตริย์ คือ นักรบ นักปกครอง มีหน้าที่ดูแลระเบียบสังคม ปกป้องคุ้มครองประชากรในชุมชนน้อยใหญ่ในปกครองให้มีความร่มเย็นเป็นสุข ประกอบด้วย ความกล้าหาญ สามารถเสียสละชีวิตเพื่อส่วนรวม ๑ สมเด็จพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ ๒ เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวาระที่เสด็จเยือนประเทศไทยในฐานะพระราชอาคันตุกะ ระหว่างวันที่ ๑๐ - ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ ๒ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ชวิน รังสิพราหมณกุล) ทูลเกล้าฯ ถวายน้ำเทพมนตร์ แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ๓ พระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ๒๓
72 แพศย์ คือ นักจัดสรรทรัพยากรให้สมดุล มีหน้าที่เป็นพ่อค้า จัดหา สิ่งที่ขาดแคลนให้กระจายไปสู่ชุมชนต่างๆ ด้วยความยุติธรรม เพื่อได้ใช้ประโยชน์ อย่างทั่วถึง ศูทร คือ ผู้ให้บริการ มีหน้าที่ทำให้สังคมในชุมชนได้รับทั้งความ สะดวกสบายด้านสาธารณูปโภค มีสุขภาพ ปราศจากโรคภัย ในการดำรงชีวิต ได้แก่ อาชีพวิศวะ การช่าง การแพทย์ อนามัย และอื่นๆ ที่บริการให้บังเกิด ความสุขในชุมชน ความหมายของ “วรรณะ” จึงเป็น “หน้าที่” ของแต่ละกลุ่มและ ต่างให้ความนับถือกันและกัน มิใช่การแบ่งชนชั้นตามที่เข้าใจเช่นปัจจุบัน ด้วย หน้าที่ดังกล่าวมานี้ พิธีกรรมบูชาพระผู้เป็นเจ้าเพื่อขอพรให้แก่ส่วนรวม ให้แก่ ทุกวรรณะ จึงเป็นหน้าที่ของพราหมณ์เท่านั้น ดังคำกล่าวว่า “ทวยเทพย่อมไม่ รับเครื่องสังเวยจากพระราชาผู้ไม่มีพราหมณ์ปุโรหิต” ด้วยหน้าที่ของพราหมณ์ ตามที่กล่าวมา จึงเกิดตำแหน่งพราหมณ์ปฏิบัติงานในราชสำนักของไทยหลาย อย่างในเวลาต่อมา การที่พราหมณ์ทำหน้าที่ในพิธีกรรมทั้งหลาย จึงเป็นเหตุให้ ชาวไทยเรียกพราหมณ์เป็นชื่อศาสนาตลอดมาและชาวไทยก็คุ้นกับชื่อศาสนา พราหมณ์มาแต่โบราณเช่นกัน ทำเนียบนามข้าราชการไทยแต่โบราณปรากฏตำแหน่งพราหมณ์ ทำหน้าที่ต่าง ๆ เช่น สมัยสุโขทัย มีพราหมณ์ปุโรหิต ตำแหน่งพระศรีมโหสถ มีเกียรติ ยิ่งกว่านักปราชญ์ราชบัณทิตทั้งปวง มีหน้าที่ตกแต่งพระนครและทำพระราช พิธี ๑๒ เดือน สมัยอยุธยา พราหมณ์ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรม เป็นที่ปรึกษา เป็นครูอาจารย์ มีพระมหาราชครูปุโรหิต และพระมหาราชครูมหิธร ทำหน้าที่ ปรึกษาราชการ ประกอบพิธีการ เป็นครู เป็นโหราจารย์ เป็นผู้ให้ฤกษ์ยาม ประกอบพระราชพิธี เป็นผู้เชี่ยวชาญในพระคัมภีร์ธรรมศาสตร์ พิจารณาตัวบท กฎหมาย จึงมีพราหมณ์รับราชการตำแหน่งต่างๆ ปรากฏในพระราชพงศาวดาร เช่น พระมหาราชครู พระโหราธิบดี พระศรีมโหสถ เป็นต้น ๑
73 สมัยกรุงธนบุรี ได้สืบทอดขนบธรรมเนียมประเพณีและ วัฒนธรรมอันดีงามมาจากสมัยอยุธยา ลัทธิ ความเชื่อ และประเพณี พราหมณ์ ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อบ้านเมือง ช่วยเสริมสร้างขวัญและ กำลังใจให้แก่อาณาประชาราษฎร์ จรรโลงรักษาไว้ซึ่งโบราณราชประเพณี และสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้แก่สถาบันพระมหากษัตริย์ สมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ มีพระราชหฤทัยมุ่งมั่น จะทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม มีพระบรมราชโองการรวบรวมตำราเกี่ยวกับพิธีต่างๆ ของพราหมณ์ เชิญ พราหมณ์ที่หลบลี้หนีภัยสงครามจากทั่วทุกสารทิศ เช่น ที่นครศรีธรรมราช พัทลุง มาเป็นพราหมณ์ประจำราชสำนัก เพื่อประกอบพระราชพิธีและ พิธีสำคัญของบ้านเมือง ล้วนเป็นพราหมณ์ที่มาจากเชื้อสายตระกูลเก่า ดังปรากฏหลักฐานในกฎหมายตราสามดวง “พระมหาราชครู พระราชครู พระอาลักษณ พระโหราธิบดี พระศรีมโหสถ พระศรีศักดิ์ ให้ท�ำก�ำหนด ราชประเพณีโดยขบวนโบราณ“ มีชั้นยศและหน้าที่ในราชสำนักหลาย ตำแหน่งซึ่งแบ่งหน้าที่ของพราหมณ์ออกเป็น ๓ ฝ่ายตามที่มีมาแต่สมัย อยุธยา ดังนี้ ๑. พราหมณ์โหรดาจารย์ มีหน้าที่บูชาตามลัทธิ ๒. พราหมณ์อุทาคาดา มีหน้าที่สวดขับดุษฎีสังเวย ๓. พราหมณ์อัชวรรยุ มีหน้าที่จัดทำพิธีในลัทธิ จากหน้าที่ทั้ง ๓ ประการ จำแนกภารกิจออกอย่างกว้างขวาง ครอบคลุมทั้งการบูชา การขับสวดสังเวยดุษฎี และการจัดพระราชพิธี จึงมีตำแหน่งพราหมณ์ตามหมวดหมู่หลากหลายตำแหน่งสืบมา เช่น พระมหาราชครู พราหมณ์ปุโรหิต พราหมณ์พฤฒิบาศ ทำหน้าที่เกี่ยว กับพระราชพิธี ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี กฎหมายตาม พระธรรมศาสตร์ อันเป็นบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมไทยสืบมา ๑ จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แสดงภาพพราหมณ์ที่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ๒ พราหมณ์ประกอบพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ๓ พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ (ชวิน รังสิพราหมณกุล) แกว่งคันประทีปบูชาเทวรูป และกระทำอาคมวิสุทธิ์ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ในการพระราชพิธี จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ๒ ๓
74 ศาสนาซิกข์ ศาสนาซิกข์ เป็น ๑ ใน ๕ ศาสนาหลัก ที่ได้รับการยอมรับตามรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทย ได้แก่ พระพุทธศาสนา อิสลาม คริสต์ พราหมณ์ - ฮินดู และซิกข์ แม้ว่าศาสนิกชนชาวไทยซิกข์ที่อาศัยพึ่งพระบรมโพธิสมภาร แห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน มีจำนวนประมาณ ๕๐,๐๐๐ ครอบครัว แต่พระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมี ต่อพสกนิกรชาวไทยซิกข์มิได้ย่อหย่อนไปกว่าศาสนาอื่นๆ ทรงห่วงใยในวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของศาสนิกชนชาวไทยซิกข์ ทรงช่วยเหลือสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมด้านศาสนา ตลอดทั้งเกื้อกูลอุปถัมภ์พิธีกรรมของศาสนาซิกข์ เพื่อให้ ศาสนิกชนชาวไทยซิกข์สามารถครองตนอยู่ในศาสนวินัยของตนได้ พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันที่นำความปลาบปลื้มปีติยินดีมาสู่ พสกนิกรชาวไทยซิกข์เป็นล้นพ้น คือ เสด็จฯ ไปเป็นประธานในงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติครบ ๕๐๐ ปี ของ องค์ปฐมบรมศาสดาคุรุนานักเทพ เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๒ ซึ่งศาสนิกชนชาวไทยซิกข์ พร้อมด้วย สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา องค์กรกลางของชาวไทยที่นับถือศาสนาซิกข์ ได้ร่วมกันจัดขึ้น ณ โรงละครแห่งชาติ พระราช ดำรัสที่ได้พระราชทานต่อศาสนิกชนชาวไทยซิกข์ในวันนั้น แสดงถึงความรัก ความห่วงใยที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทย อย่างเท่าเทียมและเสมอภาค ทำให้ชาวไทยซิกข์ทุกคนภาคภูมิใจที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย เป็นการอยู่ร่วมกันอย่าง สมัครสมานสามัคคี ปราศจากความขัดแย้งทางศาสนาบนแผ่นดินอันสงบร่มเย็นด้วยพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ดังความตอนหนึ่งในพระราชดำรัส ว่า “ ข้าพเจ้ายินดีและพอใจที่ผู้เป็นประธานของท่านกล่าวยืนยันว่า ชาวซิกข์ใน ประเทศไทยได้รับความสะดวก และได้รับความอุปถัมภ์ให้มีความสุขร่มเย็นเป็นสุขพร้อมมูล ในการท�ำมาหากินเลี้ยงชีพ ตลอดจนการประกอบศาสนกิจตามความเชื่อถือ ฐานะความ มั่นคง พร้อมทั้งความสุขของบุคคลนั้นจะเกิดมีได้ก็ด้วยความปฏิบัติชอบ ปฏิบัติเป็นธรรม และปฏิบัติเกื้อกูลกันและกันของแต่ละบุคคล ท่านทั้งปวงได้รับความสุขสงบเพราะต่างตั้งตน ไว้ในทางที่ถูกที่ควร มีความมุ่งหมายที่จะปลูกฝังสร้างเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างมนุษย์ โดยมิได้ถือชาติ ถือชั้น ถือลัทธิศาสนา และได้พยายามด�ำเนินตามหลักการนั้นด้วยดีตลอดมา โดยถือว่าสังคมหรือส่วนรวมนั้นเป็นที่ตั้งอาศัยของบุคคล ”
75 พ.ศ. ๒๕๕๐ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานเงินจำนวน ๕ ล้าน บาท ให้แก่สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา เพื่อนำไปทำนุบำรุงและบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถานคุรุดวารา สถานที่ประกอบศาสนกิจที่สำคัญของชาวซิกข์ ซึ่งชำรุดทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา ด้วยเหตุที่ทรง ตระหนักถึงความประสงค์และความเดือดร้อนของพสกนิกรชาวไทยซิกข์ จึงทรงสนับสนุนทุนทรัพย์ ในการทำนุบำรุงศาสนสถานคุรุดวาราให้กลับมางดงามดังเดิม ถือเป็นพระบรมราชูปถัมภ์ครั้งสำคัญ ที่นำความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณมาสู่ชาวไทยซิกข์เป็นอันมาก กล่าวได้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ศาสนิกชนชาวไทยซิกข์ได้ประกอบอาชีพและ ดำเนินชีวิตอย่างสงบสุขร่มเย็น สามารถจัดตั้งศาสนสถานและประกอบศาสนกิจตามหลักศรัทธา ความเชื่อได้โดยเสรี ก็ด้วยพระบารมีและพระมหากรุณาธิคุณแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้พสกนิกรทุกเชื้อชาติ ศาสนา ที่ได้เข้ามาอาศัยและพึ่งพระบรมโพธิสมภารต่างอยู่ร่วมกันอย่าง สงบสุขในประเทศไทยสืบมา สถานที่ประทับ ขององค์พระมหาคัมภีร์ คุรุครันถ์ซาฮิบ ซึ่งชาวซิกข์ถือเป็น พระศาสดานิรันดร์กาล โดยมีศาสนิกชน ท่านหนึ่งปรนนิบัติ ด้านขวามือ จะมีเตียงตั่งซึ่งต่ำกว่าที่ประทับ ขององค์พระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ โดยมีคณะศาสนาจารย์นั่งทำพิธีสวดแบบ กีรตัน คือสวดแบบมีดนตรีประกอบ
76 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กับหลักธรรมของศาสนา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นหลักในการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรไทยมา โดยตลอดยาวนานกว่า ๓๐ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ และต่อมาได้ทรงเน้นย้ำถึงแนวทางการแก้ไขเพื่อให้รอดพ้นจาก ปัญหาต่าง ๆ สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแส โลกาภิวัตน์และความเปลี่ยนแปลงต่างๆ กล่าวได้ว่า ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงนี้เกิดขึ้นจาก พระปรีชาญาณในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมองการณ์ไกล และทรงตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจ สังคมโลกยุคโลกาภิวัตน์ จึงพระราชทานแนวทางการดำเนินชีวิตแก่ พสกนิกรไทยมาโดยตลอด ด้วยทรงมุ่งหวังให้ราษฎรสามารถดำรง ตนได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน รู้จักความสมถะ พึ่งพาตนเองทาง เศรษฐกิจสังคม และรู้จักใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า บนพื้นฐานของหลัก เศรษฐกิจพอเพียง ๖ ประการ คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดี มีคุณธรรม ใช้หลักวิชาความรู้ และดำเนินชีวิตด้วย ความเพียร เศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญา หรือแนวทางการดำรง ชีวิตและปฏิบัติตนของประชาชนในสังคมตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับ ชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนิน ไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวหน้าต่อ โลกยุคโลกาภิวัตน์ ความพอเพียงหมายถึงความพอประมาณ ความมี เหตุผล ซึ่งเป็นเสมือนภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว โดยมีเงื่อนไขสำคัญ ๒ ประการคือ เงื่อนไขความรู้ คือ รอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง และเงื่อนไข คุณธรรม คือ ซื่อสัตย์ ขยัน อดทน สติปัญญา แบ่งปัน อันนำไปสู่ชีวิต เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกิดความสมดุล มั่นคง และยั่งยืน
77 พระพุทธศาสนา ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวสอดคล้องกับอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งหมายถึง ทางมีองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ หลักมัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง เพราะ เป็นข้อปฏิบัติอันพอดีที่จะนำไปสู่จุดหมายแห่งความหลุดพ้นเป็นอิสระ ดับทุกข์ ปลอดปัญหา ไม่ติดข้องในที่สุดทั้งสอง คือ กามสุขัลลิกานุโยค (การหมกมุ่นอยู่ด้วยกามสุข) และอัตตกิลมถานุโยค (การประกอบ ความลำบากเดือดร้อนแก่ตนเอง หรือการบีบคั้นทรมานตนเองให้ เดือดร้อน) มรรคมีองค์ ๘ ได้แก่ ๑. สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ ได้แก่ ความรู้อริยสัจ ๔ หรือเห็นไตรลักษณ์ หรือรู้กุศล อกุศล กุศลมูล อกุศลมูล หรือเห็น ปฏิจจสมุปบาท ๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ ได้แก่ ความดำริที่ปลอดจาก ราคะ ความดำริไม่พยาบาท ความดำริไม่เบียดเบียน ๓. สัมมาวาจา วาจาชอบ ได้แก่ วจีสุจริต ๔ ๔. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ ได้แก่ กายสุจริต ๓ ๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ ได้แก่ เว้นมิจฉาชีพ ประกอบสัมมาชีพ ๖. สัมมาวายามะ พยายามชอบ ได้แก่ ปธาน หรือ สัมมัปปธาน ๔ ๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ ได้แก่ สติปัฏฐาน ๔ ๘. สัมมาสมาธิ ตั้งจิตมั่นชอบ ได้แก่ ฌาน ๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวม ในการที่จะพระราชทานพระราชดำริโครงการต่างๆ จะทรงมอง อย่างบูรณาการ มองเหตุและปัจจัยถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น และ แนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยงกันครบวงจร เช่น โครงการ “ทฤษฎีใหม่” ทรงมองตั้งแต่การถือครองที่ดินของประชาชน การบริหารจัดการ ที่ดิน แหล่งน้ำอันเป็นปัจจัยพื้นฐานในการทำเกษตรกรรม การจัดการ และการตลาดของผลผลิต จนไปถึงการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อให้ เกิดความเข้มแข็ง เพื่อพร้อมที่จะออกสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคม ภายนอกได้อย่างครบวงจร ซึ่งก็คือ ทฤษฎีใหม่ขั้นที่ ๑, ๒ และ ๓ ซึ่งเป็นไปตามหลักอริยสัจ ๔ นั่นเอง
78 ศาสนาอิสลาม ๔ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงยึดหลักธรรมในการ ดูแลประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า รวมทั้งชาวไทยมุสลิมให้ร่มเย็น เป็นสุขโดยเสมอเหมือนกัน พระราชทานแนวคิดสำคัญในการถือ ปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขต่อตนเอง ผู้อื่นและประเทศชาติ โดยเฉพาะ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีความสอดคล้องต้องกันกับหลัก คำสอนในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานและอัลฮะดีษ๕ หลายประการ แนวพระราชดำริในการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง มีแนวทางดังนี้ ๑. ยึดความประหยัด ตัดทอนค่าใช้จ่ายในทุกด้าน ลดละความฟุ่มเฟือยในการใช้ชีวิต ปรากฏในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานว่า “และพวก สูเจ้าจงกินจงดื่ม และพวกสูเจ้าอย่าได้สุรุ่ยสุร่าย แท้จริงพระองค์ มิทรงรักบรรดาผู้ที่สุรุ่ยสุร่าย” (ซูเราะฮฺ ๖ อัล – อะอฺรอฟ อายะฮฺ ๗ ที่ ๓๑) “และ (คือ) บรรดาผู้ซึ่งเมื่อพวกเขาใช้จ่าย พวกเขาก็ไม่ สุรุ่ยสุร่ายและพวกเขาก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียวและปรากฏว่าระหว่างสิ่ง ดังกล่าวคือความเป็นกลาง (ระหว่างการสุรุ่ยสุร่ายและความตระหนี่)” (ซูเราะฮฺ อัล – ฟุรุกอน อายะฮฺ ที่ ๖๗) “แท้จริงบรรดาผู้ที่สุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือยในการใช้จ่ายนั้น พวกเขาเป็นพี่น้องกับเหล่ามารร้าย และ มารร้ายนั้นมันเนรคุณต่อพระผู้อภิบาลของมัน” (ซูเราะฮฺ อัล - อิสรออฺ อายะฮฺ ที่ ๒๗) เป็นต้น ๔ สรุปความจาก “เศรษฐกิจพอเพียงกับหลักการอิสลาม” โดย อาลี เสือสมิง http:// alisuasaming.com๕ พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน เป็นโองการของพระเจ้าที่ประทานแก่มนุษย์โดยผ่าน ท่านศาสดามุฮัมมัด ส่วนอัลฮะดีษ เป็นโอวาทและจริยวัตรของท่านศาสดามุฮัมมัด๖ หมายถึง บท ๗ หมายถึง วรรค ๒. ยึดถือการประกอบอาชีพด้วยความถูกต้อง ซื่อสัตย์ สุจริต อิสลามถือการประกอบอาชีพเป็นสิ่งมีเกียรติและความ เกียจคร้านเป็นเรื่องที่ควรประณาม ดังนั้น มุสลิมจะแสวงหาปัจจัย ยังชีพด้วยการประกอบอาชีพหลากหลาย เกษตรกรรมเป็นอาชีพหลัก ของคนไทยมาช้านาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน “ทฤษฎีใหม่” ซึ่งสอดคล้องกับหลักคำสอนในศาสนาอิสลาม อาทิ ในอัลฮะดีษ ระบุว่า “ผู้ใดพัฒนาผืนดินหนึ่งซึ่งมิใช่กรรมสิทธิ์ของผู้ใด ให้มีความเจริญ เขาผู้นั้นย่อมมีสิทธิต่อที่ดินผืนนั้น” “มุสลิมคนใดได้ ปลูกต้นไม้หรือท�ำการเพาะปลูกแล้วมีนก หรือมนุษย์ หรือสัตว์มากิน ย่อมถือได้ว่าเป็นการท�ำทานจากเขาผู้นั้นแล้ว” “พวกท่านจงแสวงหา ปัจจัยยังชีพจากสิ่งที่ปกปิดไว้ในผืนดิน” การประกอบอาชีพด้วยความถูกต้องซื่อสัตย์สุจริต โดย เฉพาะอาชีพเกษตรกรรมเป็นสิ่งที่ศาสนาอนุมัติและส่งเสริมให้กระทำ อีกทั้งการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทฤษฎีใหม่ซึ่งมีลักษณะผสม ผสานทั้งการเกษตร เลี้ยงสัตว์ ล้วนแต่อยู่ในกรอบของศาสนา ๓. ละเลิกการแก่งแย่งผลประโยชน์และแข่งขันใน ทางการค้าแบบต่อสู้กันอย่างรุนแรง ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน กำหนดไว้ว่า “ โอ้บรรดา ศรัทธาชนทั้งหลาย พวกท่านอย่าได้กินทรัพย์สินของพวกท่าน ระหว่าง พวกท่านโดยมิชอบ ยกเว้นที่เป็นการค้าขายอันเกิดจากความพึงพอใจ จากพวกท่าน และพวกท่านอย่าได้ฆ่าตัวของพวกท่านทั้งหลาย แท้จริง พระองค์อัลลอฮ์นั้นทรงเมตตาต่อพวกท่านเสมอ และผู้ใดกระท�ำสิ่งดัง กล่าวโดยละเมิดและอธรรม เราจะน�ำเขาผู้นั้นเข้าสู่นรก” (ซูเราะฮฺ อัล – นิสาอฺ อายะฮฺ ที่ ๒๙ – ๓๐) และในอัลฮะดีษ กล่าวว่า “ผู้ค้าขายที่ มีความสุจริต ซื่อสัตย์ ย่อมได้อยู่พร้อมกับบรรดาผู้พลีชีพเพื่อปกป้อง ศาสนาในวันกิยามะฮฺ”
79 การค้าขายใดๆ ก็ตามที่มีการเอารัดเอาเปรียบ หลอกลวง ฉวยโอกาส ฯลฯ เป็นสิ่งต้องห้ามทางศาสนา ในขณะ เดียวกันผู้ใดทำการค้าขายสิ่งที่อนุมัติด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ย่อมได้รับการยกย่อง ๔. ไม่หยุดนิ่งที่จะหาทางให้ชีวิตหลุดพ้นจากความ ทุกข์ยากด้วยการขวนขวายใฝ่หาความรู้ให้มีรายได้เพิ่มพูนขึ้นถึง ขั้นพอเพียงเป็นเป้าหมายสำคัญ ข้อนี้สอดคล้องกับหลักคำสอนของอิสลามในพระมหา คัมภีร์อัลกุรอาน ดังนี้ “และจงกล่าวเถิดว่า พวกท่านจงท�ำงานเถิด แล้วต่อไปพระองค์อัลลอฮ์ ตลอดจนศาสนทูตของพระองค์ และมวล ผู้ศรัทธาจักได้ประจักษ์ถึงงานของพวกท่าน” (ซูเราะฮฺ อัล – เตา บะฮฺ อายะฮฺ ที่ ๑๐๕) ในอัลฮะดีษ ว่า “แท้จริงพระองค์อัลลอฮ์ ทรง โปรดปรานเมื่อคนหนึ่งในหมู่พวกท่านได้กระท�ำงานหนึ่งในการที่เขา มีความประณีต” เป็นต้น ๕. ปฏิบัติตนในแนวทางที่ดี ลดละสิ่งชั่ว ประพฤติตน ตามหลักศาสนา พระราชดำริในการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงข้อนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ซึ่งหลักคำสอนของ ศาสนาที่สอนให้ประพฤติดี และหลีกห่างความชั่วย่อมเป็นสิ่งที่มี อิทธิพลสูงสุดในการควบคุมพฤติกรรมของบุคคล ในอัลฮะดีษ ระบุว่า “แน่แท้ผู้ที่ยอมจ�ำนนตามวิถีอิสลามย่อมได้รับความส�ำเร็จ อีกทั้งเขา ได้รับปัจจัยยังชีพที่พอเพียงและอัลลอฮ์ได้ให้เขาผู้นั้นมีความพึงพอใจ ต่อสิ่งที่พระองค์ทรงน�ำมาให้แก่เขา” หากมุสลิมสามารถนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประยุกต์ใช้และปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาแล้ว การดำเนินชีวิต ก็จะสงบสุขและเจริญรุ่งเรือง
80 คริสต์ศาสนา ๑. หัวใจของหลักคำสอน หัวใจของหลักคำสอนในเรื่องคริสตชนและการดำเนิน ชีวิตบนพื้นฐานของความพอเพียง ปรากฏชัดเจนในช่วงเวลาเริ่มสร้าง โลก ที่พระเจ้าทรงสร้างสรรพสิ่งต่างๆ และสร้างมนุษย์ พร้อมกับมี พระประสงค์ให้มนุษย์บริหารจัดการสิ่งสร้างต่างๆ อย่างเหมาะสม เพื่อการ ดำรงชีวิตของมนุษย์แต่ละคนและมนุษย์ทุกคนที่อยู่ร่วมกันในสังคม “มนุษย์ถูกก�ำหนดให้อยู่ในสวนเพื่อหว่านไถและดูแล ใช้ประโยชน์ จากสวนนั้น ตามข้อจ�ำกัดที่มีไว้ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะท�ำให้สมบูรณ์ขึ้น เพื่อที่จะเป็นประจักษ์พยานแห่งความยิ่งใหญ่และความดีของ องค์พระผู้สร้าง” มนุษย์เดินไปสู่อิสรภาพสมบูรณ์ตามที่พระเจ้าทรง เรียก การบริหารจัดการอย่างดีกับสิ่งของประทานที่ได้รับมารวมทั้ง วัตถุสิ่งของทั้งหลาย คืองานแห่งความยุติธรรม และความรับผิดชอบ ที่มีต่อตนเองและต่อผู้อื่น สิ่งที่ได้รับมาก็ควรมีการใช้อย่างเหมาะสม มีการปกป้องและดูแลรักษาไว้ให้ดี หรือทำให้เพิ่มพูนขึ้น เพื่อยังความ ผาสุกให้แก่ทุกคน และสามารถส่งมอบต่อคนรุ่นหลัง เพราะทุกสิ่งบน พิภพนี้มีไว้สำหรับทุกคน ๒. หลักเกณฑ์สำคัญๆ ของคำสอนด้านสังคม ในการดำเนินชีวิตของคริสตชน บนพื้นฐานของความพอ เพียง จำเป็นต้องเข้าใจถึงหลักเกณฑ์สำคัญๆ ของคำสอนด้านสังคมซึ่ง คริสตชนยึดถือเป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิต นั่นคือ การเคารพศักดิ์ศรีของมนุษย์ มนุษย์ทุกคนถูกสร้างมา ตามฉายาของพระเจ้า มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีและสิทธิ ซึ่งสูญเสียไป ไม่ได้ ไม่ว่าจากสภาวะความยากจน ปัญหาเรื่องเพศ เชื้อชาติ ศาสนา หรือความแตกต่างทางสถานะทางเศรษฐกิจ สังคม ภาวะด้อยโอกาส และความสามารถ หรือแม้กระทั่งวัย และอายุ ซึ่งเป็นเรื่องที่เน้นว่า มนุษย์อยู่เหนือทุกสิ่ง และเป็นผู้ที่อยู่ในภาวะของ “การเป็น” มากกว่า “การมี” ดังนั้น ด้วยความตระหนักต่อหลักเกณฑ์นี้ การดำเนินชีวิต ในสังคม และการปฏิบัติใดๆ ของมนุษย์จะไม่เป็นเหตุต่อการละเมิด ศักดิ์ศรีของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
81 ชุมชนและความดีส่วนรวม (ประโยชน์ส่วนรวม) บุคคล มนุษย์เป็นผู้สังกัดศาสนาและเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เราตระหนัก ถึงศักดิ์ศรีและสิทธิในการมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น ในชุมชน “เราเป็น ร่างกายเดียวกัน เมื่อผู้หนึ่งเจ็บป่วย เราก็เจ็บปวดด้วย” ดังนั้น ในการ กระทำกิจกรรมใด หรือประกอบอาชีพใดๆ โดยเฉพาะในทางเศรษฐกิจ เราต้องไม่เอาเปรียบ หรือไปเบียดบัง หรือหาประโยชน์เพื่อตนเอง จน เป็นเหตุให้ผู้อื่นเดือดร้อน สิทธิและความรับผิดชอบ ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานในเรื่อง การดำรงชีวิต อาหาร ที่อยู่อาศัย สุขภาพอนามัย การศึกษา และการ ทำงาน เฉพาะอย่างยิ่ง ในมิติเศรษฐกิจพอเพียง มนุษย์ทุกคนยังมีสิทธิ ที่จะมีส่วนในการตัดสินใจต่อเรื่องที่เป็นผลกระทบต่อชีวิตของพวกเขา เมื่อมีสิทธิแล้ว มนุษย์ยังมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อการเคารพใน สิทธิของผู้อื่นในสังคมวงกว้างอีกด้วย เพื่อช่วยให้แต่ละคนสามารถ ดำรงชีวิตอยู่เข้าถึงประโยชน์ทางสังคมอย่างสร้างสรรค์ การอยู่เคียงข้างคนจน เป็นบททดสอบทางศีลธรรม ของการดำเนินชีวิตด้วยกรอบความคิดเศรษฐกิจพอเพียง เราจะมอง โลกด้วยสายตาของคนยากจนและร่วมเดินในบริบทที่ทุกข์ยากกับ คนยากจนได้หรือไม่ เราจะปฏิบัติต่อผู้ยากไร้อย่างไร แนวทาง เศรษฐกิจพอเพียง เรียกร้องให้ผู้ที่เลือกใช้ชีวิตและประกอบอาชีพ แบบพอเพียง ช่วยกันตรวจสอบถึงการตัดสินใจเชิงนโยบาย ที่บ่อยครั้ง ไปสร้างความเดือดร้อน และผลกระทบต่อคนยากจน ความเป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวกัน เราเป็นครอบครัว มนุษยชาติ ดังนี้เราต้องมีความรับผิดชอบต่อกันและกัน ในภาวะที่เรามี ความแตกต่างกันทางด้านเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ เศรษฐกิจ หรือแม้แต่ความ แตกต่างกันทางด้านอุดมการณ์ นอกจากนี้ เราทุกคนได้รับการเรียก ร้องให้รับผิดชอบต่อกันและกันบนพื้นฐานของความยุติธรรม การพิทักษ์รักษาสิ่งสร้างของพระเจ้า การดำเนินชีวิต ด้วยเศรษฐกิจพอเพียง เป็นวิถีปฏิบัติที่สะท้อนถึงแผนการสร้าง การ ดำเนินชีวิตที่เคารพต่อพระเจ้าพระผู้สร้าง การเป็นผู้ดูแลรักษาสิ่ง สร้าง และดำรงชีวิตความเชื่อของเราในความสัมพันธ์กับสิ่งสร้างของ พระเจ้า นี่เป็นข้อท้าทายมิติพื้นฐานด้านศีลธรรมและจริยธรรม ซึ่ง เราจะมองข้ามไม่ได้
82 ความรักและความยุติธรรม ความรักและความยุติธรรม เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กัน การรักเพื่อนบ้านในบริบทของเศรษฐกิจพอเพียง เรียกร้องให้ปฏิบัติความยุติธรรมและความรักเมตตาออกมาในการกระทำ ด้วยการเคารพศักดิ์ศรี และปกป้องสิทธิมนุษยชน และเอื้ออำนวย ให้การพัฒนามนุษย์เป็นไป ขณะเดียวกัน การส่งเสริมความยุติธรรม เป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อความรัก และ ช่วยให้คุณค่าและความหมายของสภาวะพอเพียงในชีวิตมนุษย์ ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจมีไว้เพื่อ ประชาชน และทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกนี้ ควรได้รับการจัดสรรแบ่งปัน อย่างเท่าเทียมกัน มนุษย์ผู้ทำงานต้องมีความสำคัญกว่าทุน และต้อง ได้รับค่าตอบแทนที่ยุติธรรม รวมทั้งมีสิทธิที่จะรวมตัวกันเป็นองค์กร หรือสหภาพ และการกระทำเช่นนี้ต้องได้รับการเคารพจากผู้อื่น ๓. คำสอนด้านสังคมของพระศาสนจักร เพราะมนุษย์เป็นบ่อเกิด เป็นศูนย์กลาง และเป็นจุด หมายปลายทางของชีวิตทางสังคมและเศรษฐกิจ ด้วยเหตุนี้ ทรัพย์สิน ทั้งมวล ถูกกำหนดไว้ตามแผนการของพระเป็นเจ้า นั่นคือ ทรัพยากร ของโลกมีไว้เพื่อแจกจ่ายแก่ประชากรทั้งหมด และแก่แต่ละบุคคล เพื่อ เป็นเครื่องมือสำหรับพัฒนาชีวิตมนุษย์อย่างแท้จริง ๑. การดำเนินชีวิตอยู่อย่างพอเพียง เรียกร้องคริสตชน ฆราวาสต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนให้สำเร็จด้วยความสามารถในงาน อาชีพ ด้วยความซื่อสัตย์ และด้วยจิตใจของคริสตชนที่เปิดกว้าง และเรียบง่าย ซึ่งเป็นหนทางที่นำไปสู่ความศักดิ์สิทธิ์ของชีวิตตนเอง อาศัยการทำงานของมนุษย์ มนุษย์หาเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว มนุษย์สมาคมกับเพื่อนร่วมงาน และคอยรับใช้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นการแสดงความเมตตากรุณาต่อผู้อื่นอย่างแท้จริง และนี่คือการ มีส่วนร่วมในงานสร้างของพระผู้เป็นเจ้า ๒. การดำเนินชีวิตอยู่บนหลักการของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเบื้องต้นให้ความสำคัญต่อมิติการทำงานของทุกคน และด้วยการ ทำงานนี้ มนุษย์จึงเป็นผู้ผดุงความเป็นไปของสังคม ดังที่สังคายนา วาติกันครั้งที่ ๒ ยืนยันเรื่องการทำงานของมนุษย์ว่า เนื่องจากการ ทำงานของมนุษย์กำเนิดมาจากมนุษย์ ดังนั้น งานจึงมีไว้สำหรับมนุษย์ เพราะเมื่อเขาทำงาน เขาไม่เพียงเปลี่ยนแปลงทรัพยากรและสังคม เท่านั้น มนุษย์ยังพัฒนาตนเองอีกด้วย มนุษย์เรียนรู้มากมาย มนุษย์ ดัดแปลงทรัพยากรของเขา มนุษย์ออกจากตนเอง และออกไปสู่การ ช่วยเหลือผู้อื่นอีกด้วย ๓. เศรษฐกิจพอเพียง ต้องให้ความสำคัญต่อคนงานทุกคน เพราะด้วยการทำงานทำให้มนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีในฐานะชายและ หญิงในบริบทสังคมของตน ทั้งชายและหญิงมีงานที่เลือกทำโดยเสรี และดำเนินไปพร้อมกันกับการพัฒนาชุมชนของเขา งานที่ทำให้คน งานได้รับการเคารพ ไร้ซึ่งรูปแบบการเลือกปฏิบัติ งานที่ครอบครัว สามารถได้รับสิ่งที่จำเป็น สามารถให้การศึกษาสำหรับบุตรได้ งานที่ ให้คนงานจัดตั้งกลุ่มของตนเองอย่างอิสระ และสามารถมีสิทธิมีเสียง งานที่ทำให้เขามีรากเหง้าของตนทั้งในระดับส่วนตัวและครอบครัว และระดับจิตวิญญาณ ๔. ในการส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง และพัฒนาการ ทำงานภาคธุรกิจและสังคม ต้องมีกระบวนการให้สังคมได้จัดการ ตนเอง ซึ่งได้แก่การมีส่วนร่วม ความร่วมมือกัน และการบริหารจัดการ ด้วยตนเอง และต้องมีองค์ประกอบอื่นๆ อาทิ การอบรมทักษะ การ เข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ บริการขั้นพื้นฐานทางสังคม และการแสดงออก ทางวัฒนธรรม ๕. การส่งเสริมเศรษฐกิจพอเพียง ควรใช้หลักการของ การพัฒนาที่ส่งเสริมความครบครันของมนุษย์แต่ละคนและทุกคน โดยนัยมีการปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นนอกเหนือจากการที่มนุษย์ ชาย/หญิง มีความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ สามารถเข้าถึงการ “มี” ทาง วัตถุ และได้รับผลประโยชน์ ตามความเหมาะสมแล้ว มนุษย์แต่ละคน ควรมีการแบ่งสันปันส่วนในทางสังคม และสามารถแสดงออกอย่าง มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบ และมีความเอื้ออาทรแก่กัน และกันภายในสังคม อีกด้วย หลักคำสอนของคริสต์ศาสนา ชี้นำให้ดำรงชีวิตตามหลัก ของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานไว้
83 ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ถือว่า ชาติ ศาสนา พระมหา กษัตริย์ เป็นสถาบันที่สำคัญยิ่งเกี่ยวเนื่องกัน ศาสนาเป็นแม่บทในการ ชี้นำแนวการประพฤติปฏิบัติด้านจริยธรรม ให้คนในชาติเดินไปตามวิถี ทางที่ถูกที่ควรตามแนวทางที่ศาสนาบัญญัติไว้ พระมหากษัตริย์ทรง เป็นสมมุติเทพ คือ เทวดาบนพื้นโลก ทรงเป็นประมุขของนรชน พระผู้ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรม ผู้ทรงนำให้ชาติ ศาสนา เจริญรุ่งเรือง เป็นปึกแผ่นมาตั้งแต่โบราณจนถึงบัดนี้ คำว่า “ธรรม” ของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู หมายถึง หน้าที่ หรือสิ่งที่ควรกระทำ เป็นพระธรรมศาสตร์ ๑๐ ประการ ที่ ควบคุมความประพฤติ ความคิดทั้งกาย วาจา และ ใจ ให้ประณีต สะอาด บริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่ปล่อยอินทรีย์ไปในการมัวเมาไร้ขอบเขต ไม่ใช้วาจาล่วงเกิน และมีความคิดสร้างสรรค์ดีงามเพื่อความสันติสุข เนืองนิตย์ รู้จักมีความพอ ซึ่งในความพอนั้น มีความหมายกว้าง รวมถึง การยึดถือ ความมี ความมั่นคง ความกล้า ความสุข ตั้งความพยายาม อยู่ด้วยความมั่นคง แม้ยังไม่สำเร็จประโยชน์ตามต้องการ ก็เพียรอยู่ เสมอ รู้สึกยินดีและพอใจในสิ่งที่ตนมีโดยปราศจากละโมบ หลักพระ ธรรมศาสตร์ ๑๐ ประการ ได้สอนให้วิถีชีวิตของศาสนิกชนตั้งตนอยู่ ในหลักของเศรษฐกิจพอเพียงแห่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่าง สมบูรณ์ ด้วยข้อธรรมทั้งหลายที่เป็นวัตรปฏิบัติของศาสนา ความหมายของเศรษฐกิจพอเพียง เมื่อแยกออกเป็น ๒ คำ คำว่า “เศรษฐกิจ” และคำว่า “พอเพียง” นั้น เศรษฐกิจคือ กิจกรรม ที่เกี่ยวข้องกับการเงินที่ได้มาจากการประกอบอาชีพที่เป็นสินค้า แปล ความหมายให้ตรงเพื่อความเข้าใจง่าย คือ เศรษฐกิจที่ดี หมายรวมถึง การมีรายได้ที่ดี ส่วนความพอเพียง คือ สิ่งปฏิบัติที่ทำด้วยความตั้งใจ จริงอย่างเต็มความสามารถด้วยการไม่ละโมบโลภอยากได้เกินความ จำเป็น เพราะส่วนที่เกินย่อมเป็นโทษทั้งตนเองและส่วนรวม ประดุจ ได้ว่า การทำธุรกิจการค้าเกินกว่าเหตุ หวังกำไรเกินควร ย่อมทำให้ เกิดความเดือดร้อน การตั้งราคาสูง ผู้ซื้อต้องรับภาระมาก ควรทำให้ เกิดความสมดุล สังคมย่อมอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ไม่เสพสิ่งชอบ สิ่งปรารถนาเกินปริมาณตน เพราะสิ่งที่เกินนั้นคือภัยและหายนะทั้ง ตนเองและผู้อื่น สืบเนื่องจากการไม่เอารัดเอาเปรียบ ทำให้รู้จักการแบ่งปัน ปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์สุขเช่นตน เมื่อคุณความดีนั้น บังเกิดในตน เป็นความรู้สึกที่เติบโตภายในจิตใจและเผื่อแผ่ไปสู่บุคคล ทั่วไป ทำให้เกิดความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ความสันติสุข ก็จะบังเกิดทั่วไป เพราะเป็นความดีอย่างที่สุด เมื่อนำเอาธรรมส่วน นี้มาใช้ในการทำให้เศรษฐกิจดำเนินไปในกรอบของศีลธรรม กระทั่ง เจริญงอกงามรุ่งเรืองดี นั่นหมายความว่า ได้แบ่งปันทรัพยากรให้ลูก หลานได้มีโอกาสใช้ร่วมกันด้วยอย่างทั่วถึง เมื่อมีความเมตตา ย่อมสร้างความพอเพียงทั้งผู้ให้และ ผู้รับ ความพอเพียงย่อมไม่เกิดความโลภ จึงไม่หมกมุ่นมุ่งหวังทุ่มเท กระทำในสิ่งที่เกินความจำเป็นให้เกิดโทษ ไม่เจ็บป่วย มีเวลาดูแล ตนเอง ให้สุขภาพดี เมื่อทำได้สันติสุขก็จะบังเกิดในสังคมทั่วถึง เมื่อความเพียงพออันเป็นธรรมะตั้งมั่นเนื่องอยู่ภายใน จิตใจ ย่อมจะพัฒนาตนให้ก้าวหน้าได้ตามศักยภาพของแต่ละบุคคล ทำให้เกิดวิริยะ อุตสาหะ ขยันหมั่นเพียรตามความสามารถ เมื่อมี ความเพียรในการประกอบอาชีพ นั่นย่อมหมายความว่า ได้ส่งเสริม เศรษฐกิจในสังคมให้เติบโตอย่างถูกต้อง ขยายกว้างเป็นเศรษฐกิจ ชาติในที่สุด ดังนั้นข้อธรรมทั้งหลายของพราหมณ์ - ฮินดูได้สนองแนว พระราชดำริแห่งองค์พระประมุขผู้ทรงอุปถัมภกศาสนาทั้งปวงใน ประเทศ
84 ศาสนาซิกข์ ศาสนาซิกข์มีหลักคำสอนที่ชี้ให้เห็นว่า “ความพอ” เป็นคุณธรรมความดีที่สำคัญประการหนึ่ง เพราะจิตใจที่พอนั้น ย่อมเป็นจิตที่มีเสรีภาพ พ้นจากความทะยานอยาก ความอิจฉา ริษยา และความละโมบทั้งปวง ย่อมนำไปสู่จิตใจที่เป็นสุขสงบ ศาสนาซิกข์จัดว่า “ความโลภ” ซึ่งหมายรวมถึง ความอยาก ได้เงินทองเกินพอดี โดยเฉพาะเงินทองที่ได้มาจากการคดโกง หรือหลอกลวงนั้น ถือเป็น ๑ ใน ๕ การกระทำบาปขั้นรุนแรง ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การมีเงินทองมากเกินพอดีก่อให้เกิดความ โลภเป็นทวีคูณไม่สิ้นสุด และนำไปสู่การใช้เงินทองในทางชั่วร้าย ทั้งนี้ บุคคลสามารถควบคุมความโลภของตนได้ด้วยการมีความพอเพียง หรือความสันโดษ ตามหลักปรัชญาของศาสนาซิกข์ซึ่งสนับสนุนการดำเนิน ชีวิตทางฆราวาส ยังเน้นย้ำว่า ผู้ครองเรือนทุกคนต้องยึดมั่นในการ ประกอบสัมมาชีพอย่างพากเพียร มีคุณธรรม และมีความสมดุล กล่าว คือ ไม่ทำงานเกินกำลังกายและกำลังทรัพย์ รู้จักใช้ปัญญาในการต่อสู้ กับอุปสรรค ไม่ท้อถอย มีความรับผิดชอบต่อสังคมและศาสนา ดังพระ วจนะตอนหนึ่งในพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ พระศาสดานิรันดร์ กาลแห่งศาสนาซิกข์ ความว่า โม่แป้งใส่กระสอบ ออกไปขาย เดินสะดุดหลุดกระจาย ลงในตม แสนระทมทรัพย์สลาย กลายเป็นจุณ โชคยังดีที่เคยลิ้ม ชิมตอนต�ำ จงตั้งมั่นท�ำกิน อย่างพอเพียง จากพระมหาคัมภีร์คุรุครันถ์ซาฮิบ หน้า ๑,๓๗๖ การพัฒนาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้เกิด ขึ้นได้ จำเป็นต้องทำให้คนในสังคมตระหนักถึงการดำรงชีวิตอย่าง มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน สอดคล้องกับหลักการของ ศาสนาซิกข์ที่เชื่อในความเสมอภาคและเท่าเทียมกันของมนุษย์ โดยไม่แบ่งแยกเพศ ฐานะ เชื้อชาติ ศาสนา หรือรูปลักษณ์ภายนอก ตามคำสอนที่ว่า “ทุกคนมีเกียรติเท่ากันเพราะเขาเป็นคนมาจาก พระผู้เป็นเจ้า” กล่าวได้ว่า แนวทางคำสอนของศาสนาซิกข์มีความ สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ทั้งในแง่ของแนวคิดและวิถีการปฏิบัติ ซึ่งล้วนเป็น ประโยชน์ต่อการน้อมนำมาปรับใช้เพื่อการดำรงตนอย่างมั่นคงและ ยั่งยืนภายใต้กระแสสังคมยุคโลกาภิวัตน์ ๑
85 ศาสนิกสัมพันธ์ ความหมาย ศาสนิกสัมพันธ์ หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนิกชนของศาสนาต่างๆ ประสาน ความร่วมมือกันจัดทำกิจกรรมภายใต้บริบทแห่งศาสนา และอีกนัยหนึ่ง หมายความถึง การเสวนา รวมทั้งความสัมพันธ์ทางบวก และสร้างสรรค์ระหว่างศาสนา แบบบุคคลต่อบุคคล และแบบหมู่คณะ ต่อหมู่คณะของผู้ที่มีความเชื่อต่างกัน เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจและเพิ่มพูนกันและกัน โดยกระทำไป ในบรรยากาศของความเคารพต่อความจริงและอิสรภาพ รวมทั้งการเป็นพยานยืนยัน และการออก ค้นหาความเชื่อในศาสนาของตน กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับองค์กรศาสนาต่างๆ ในประเทศไทย ได้แก่ องค์การพระพุทธศาสนา ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู และศาสนาซิกข์ จัดกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมอื่นๆ เนื่องในวาระและโอกาสสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมหา มงคลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดย มีวัตถุประสงค์เพื่อนำพลังศาสนามาสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างองค์กรทางศาสนาทั้ง ๕ ศาสนา ศาสนิกชนได้นำหลักธรรมคำสอนทางศาสนาของตนมากล่อมเกลาจิตใจให้ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม ดำเนินกิจกรรมทางศาสนาที่เป็นประโยชน์แก่สังคมประเทศชาติ รวมทั้งสร้างความสมานฉันท์ แก่คนในชาติ และเสริมสร้างความรักความสามัคคีโดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจ มีการจัดกิจกรรมทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ ดังปรากฏความร่วมมือสมานฉันท์ในหลาย วาระที่ผ่านมา คือ ๑ ซิกข์ศาสนิกชน กำลังยืนสวดอธิษฐาน ขอพรจากองค์พระผู้เป็นเจ้า เรียกว่า การอัรดาส คือ การอุทิศส่วนบุญให้ แก่สรรพสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจงมีสุขทุก ประการ ๒ งาน “รวมพลังทางศาสนาเสริมสร้าง ความสมานฉันท์” ณ ศูนย์วัฒนธรรม แห่งประเทศไทย วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ๒
86 งานพิธีมหามงคลเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา และโอกาสฉลองสิริราชสมบัติ นอกเหนือจากการที่ผู้นำทางศาสนาได้เข้าเฝ้าฯ ถวายพระพรชัยมงคลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการเสด็จออกมหาสมาคมรับการถวาย พระพรชัยมงคล จากพระบรมวงศานุวงศ์ นายกรัฐมนตรี ประธานศาล ฎีกา ประธานรัฐสภา ข้าราชการ ทหาร ตำรวจและประชาชนทุกหมู่เหล่า ในพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาแล้ว องค์กรทางศาสนาต่างๆ ยังร่วมกับกรมการศาสนา จัดพิธีทางศาสนาถวายเป็นราชสักการะ และจัด กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติในรูปแบบต่างๆ ทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคทุก จังหวัด อาทิ การเดินเทิดพระเกียรติ พิธีถวายชัยมงคลและถวายสัตย์ปฏิญาณ ปฏิบัติตามพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พิธีศาสนามหามงคล การลงนามถวายพระพร การบริจาคโลหิต บริจาคทาน กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ การจัดอภิปราย สัมมนา การจัดนิทรรศการ การบรรพชาอุปสมบท ฯลฯ งานรวมพลังทางศาสนาเสริมสร้างความสมานฉันท์ เฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ งานศาสนิก สัมพันธ์นี้จัดขึ้นหลายครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๔๖ จนถึงปัจจุบัน กิจกรรม มีอาทิ การถวายราชสักการะและถวายพระพรชัยมงคล การจัดพิธีทางศาสนา มหามงคล ๕ ศาสนา ถวายพระราชกุศล การจัดนิทรรศการ การฉายวีดิทัศน์ การแสดงผลิตภัณฑ์และวิถีชีวิตชุมชน การแสดงศิลปวัฒนธรรม การบรรยาย อภิปราย การลงนามถวายพระพร ฯลฯ โอกาสอื่นๆ อาทิ การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติต่างๆ ใน รูปแบบ “คาราวานศาสนิกสัมพันธ์สัญจร” ด้วยการนำเครื่องอุปโภค บริโภค เวชภัณฑ์ เครื่องนุ่งห่ม ผ้าห่ม และอื่นๆ ช่วยผู้ประสบภัยในที่ต่างๆ ที่ได้รับ ภัยพิบัติ เช่น จากคลื่นยักษ์สึนามิ จากดินโคลนถล่ม จากภัยหนาว เป็นต้น การสร้างความปรองดองสมานฉันท์ “ปั่นจักรยาน รวมพลังศาสนิกสัมพันธ์ สร้างความสมานฉันท์สู่ชุมชน” วัตถุประสงค์เพื่อเยี่ยมชมศาสนสถาน การท่องเที่ยว เชิงนิเวศ เรียนรู้วัฒนธรรม และสัมผัสวิถีชีวิตชุมชน นอกจากนี้ในส่วนของพระศาสนจักรคาทอลิก ยังมีหน่วยงาน ด้านศาสนิกสัมพันธ์โดยเฉพาะ ชื่อว่า “สมณสภาเพื่อการเสวนาระหว่าง ศาสนา” (Pontifical Council for Interreligious Dialogue) แห่งสันตะสำนัก ณ นครรัฐวาติกัน ทุกๆ ปี ทางสันตะสำนัก นครรัฐวาติกัน จะส่งสาส์นแสดงความ ยินดีโอกาสเฉลิมฉลองสำคัญๆ ของแต่ละศาสนา เช่น วันวิสาขบูชาแด่พี่น้อง ชาวพุทธ สาส์นปิดเดือนรอมฎอนแด่พี่น้องมุสลิม สาส์นเทศกาลดีวาปารีแด่พี่ น้องฮินดู สาส์นแด่พี่น้องชาวซิกข์ ฯลฯ นอกจากนั้นคริสตชนยังร่วมจัดกิจกรรม มากมายในงานด้านศาสนสัมพันธ์กับศาสนิกอื่นๆ ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
87 งานรวมพลังทางศาสนาเสริมสร้างความสมานฉันท์ วันที่ ๒๘ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๘ ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
88
89 พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร บทที่ ๓ ศาสนาในประเทศไทย พระพุทธศาสนา ในปัจจุบันชาวไทยส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ ๙๐ นับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เป็น พระพุทธศาสนาแบบดั้งเดิม เคร่งครัดในพระธรรมวินัย พยายามรักษาคติความเชื่อและแนวปฏิบัติถือตามที่ พระอรหันต์พุทธสาวกได้วางหลักธรรมวินัยเป็นแบบแผนไว้ตั้งแต่เมื่อครั้งปฐมสังคายนา ซึ่งนับถือแพร่หลาย ในประเทศไทย พม่า ลาว กัมพูชา และศรีลังกา ผู้คนส่วนใหญ่ในดินแดนประเทศไทยนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทมาตั้งแต่สมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๖ พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทประดิษฐานอย่างมั่นคงเป็นศาสนาหลักของ บ้านเมืองสืบมาในสมัยสุโขทัย อยุธยา จนถึงปัจจุบัน กล่าวได้ว่า เป็นศาสนาประจำชาติของชาวไทยมา ช้านานจึงมีอิทธิพลต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีของชาวไทยเป็นอันมาก ทั้งคติความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปะ วรรณคดี ค่านิยม เป็นต้น
90
91 ในปัจจุบันพระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทในประเทศไทยยังแบ่งออกเป็นคณะมหานิกาย ซึ่งเป็นคณะสงฆ์ที่มีอยู่เดิม และคณะธรรมยุต หรือธรรมยุติกนิกาย ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้น นอกจากนี้ พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานยังเป็นที่นับถือของชาวไทยอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง ซึ่งเจริญรุ่งเรืองควบคู่กันมากับฝ่ายเถรวาท ปัจจุบันพระพุทธศาสนามหายานมีจีนนิกายและอนัมนิกาย ตามทะเบียนวัดและสำนักสงฆ์จีนนิกายใน พ.ศ. ๒๕๕๔ รวมทั้งสิ้น ๑๗ แห่ง เช่น วัดโพธิ์แมนคุณาราม กรุงเทพฯ วัดมังกรกมลาวาส กรุงเทพฯ วัดบำเพ็ญจีนพรต กรุงเทพฯ วัดโพธิ์เย็น จังหวัดกาญจนบุรี วัดจีนประชาสโมสร จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นต้น ๑ จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องพุทธประวัติ ตอนพระพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดพุทธ บริษัท วัดราชสิทธาราม กรุงเทพมหานคร ๒ พระสงฆ์ประชุมปฏิบัติศาสนกิจ ในพระ อุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร ๑ ๒
92
93 พระบรมศาสดา ศาสนบุคคล พระพุทธศาสนามีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า ๒,๕๐๐ ปี นับตั้งแต่สมัยพุทธกาล ผู้ประกาศศาสนาและเป็นศาสดาคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมศาสดา พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระนามเดิมว่า เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระราชโอรสพระเจ้าสุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา แห่งแคว้นศากยะ (สักกะ) อันมีกรุงกบิลพัสดุ์เป็นราชธานี ประสูติเมื่อวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี ณ สวนลุมพินี (สวนลุมพินีและกรุงกบิลพัสดุ์ในปัจจุบัน อยู่ในเขตประเทศเนปาล) เมื่อพระชนมายุ ๕ วัน พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้เชิญพราหมณ์ ๑๐๘ คนมารับโภชนาหาร และได้เชิญพราหมณ์ ๘ คนเข้าพิจารณาพระลักษณะของพระกุมารเพื่อถวายคำพยากรณ์ พราหมณ์ ๗ คนในจำนวนนั้นทำนายเป็น ๒ ประการ คือหากพระราชกุมารครองราชย์จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ หากผนวชจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า เว้นแต่พราหมณ์อายุน้อยสุดชื่อ “โกณฑัญญะ” พยากรณ์ว่า พระราชกุมารจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน แล้วขนานพระนามพระราชกุมารว่า “สิทธัตถะ” แปลว่า “มีความต้องการส�ำเร็จ” และหลังจากประสูติแล้ว ๗ วัน พระพุทธมารดาก็เสด็จสวรรคต เจ้าชายสิทธัตถะราชกุมารทรงศึกษาศิลปศาสตร์ทั้ง ๑๘ สาขา ในสำนักอาจารย์วิศวามิตร ซึ่งเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงที่สุด พระเจ้าสุทโธทนะ ทรงสร้างปราสาท ๓ ฤดูให้ประทับ เมื่อพระชนม์ ได้ ๑๖ พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางยโสธรา หรือพิมพา ผู้เป็นธิดาของพระเจ้าสุปปพุทธะ แห่งกรุงเทวทหะ เมื่อพระชนมายุได้ ๒๙ พรรษา มีพระราชโอรสพระองค์หนึ่งพระนามว่า พระราหุล ซึ่ง แปลว่า บ่วง พระองค์ทอดพระเนตรเทวทูตทั้งสี่ คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ ทำให้ทรงสังเวช พระราชหฤทัยในเพศฆราวาส วันที่เจ้าชายราหุลประสูตินั้น เป็นวันที่เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกบรรพชา ณ ฝั่งแม่นำ้อโนมา หลังจากออกผนวชมา ๖ พรรษา ต่อมาในวันเพ็ญ เดือน ๖ ณ อุรุเวลาเสนานิคม แขวง เมืองพาราณสี ขณะมีพระชนม์ได้ ๓๕ พรรษา ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อตรัสรู้แล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จสั่งสอนประชาชนตามแว่นแคว้นต่างๆ ในอินเดีย เพื่อนำพาให้ประชาชนทั้งหลายไปสู่ความพ้นทุกข์อยู่เป็นระยะเวลา ๔๕ พรรษา ชาวอินเดียในสมัยนั้น ได้หันมานับถือพระพุทธศาสนา และเข้ามาบรรพชาอุปสมบทเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งพระพุทธองค์ พระชนมายุได้ ๘๐ พรรษา จึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน ๑ จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องพุทธประวัติ ตอนเสด็จโปรดพระประยูรญาติ วัดวัง จังหวัดพัทลุง ๒ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ๓ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโ) วัดปากน้ำ ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ๒ ๓ ๑
94 พุทธกิจประจ�ำวัน ๕ ประการ พุทธกิจที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญเป็นประจำในแต่ละวันมี ๕ ประการ ได้แก่ เวลาเช้า – เสด็จออกบิณฑบาต เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ เวลาเย็น – เสด็จออกพระคันธกุฎีแสดงพระธรรมเทศนาแก่ประชาชน เวลาค่ำ – ทรงตอบปัญหาธรรม แสดงธรรม ประทานโอวาทแก่เหล่าภิกษุทั้งหลาย เวลาเที่ยงคืน – ทรงตอบปัญหาเทวดา เวลาใกล้รุ่ง – ทรงตรวจพิจารณาสัตว์โลกที่สามารถและที่ยังไม่สามารถบรรลุธรรมอันควร จะเสด็จไปโปรดหรือไม่ ศาสนบุคคล ผู้สืบทอดในพระพุทธศาสนา คือ พุทธบริษัท ๔ ได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา อันหมายถึง พุทธศาสนิกชน พุทธมากะ พุทธสาวก อันเป็นกลุ่มผู้ร่วมกันนับถือ ร่วมกันศึกษา และรักษา สืบทอดพระพุทธศาสนาไว้ ภิกษุ หมายถึง ชายที่บวชในพระพุทธศาสนา ถือสิกขาบท ๒๒๗ ข้อ ภิกษุสาวกรูปแรก คือ พระอัญญาโกณฑัญญะ ภิกษุณี หมายถึง หญิงที่บวชเป็นพระในพระพุทธศาสนา มีสิกขาบทและขนบธรรมเนียม ทำนองเดียวกับภิกษุ แต่ถือสิกขาบทมากกว่าภิกษุ คือ ๓๑๑ ข้อ หญิงที่จะอุปสมบทเป็นภิกษุณีต้อง บรรพชาเป็นสามเณรีก่อน อายุ ๑๘ ปี แล้วพึงขอสิกขาสมมุติต่อภิกษุณีสงฆ์เพื่อกำหนดให้รักษาสิกขาบท ๖ ประการถ้วน ๒ ปี ภิกษุณีรูปแรก คือ พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี อุบาสก หมายถึง คฤหัสถ์ผู้ชายที่แสดงตนเป็นผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาโดยประกาศถึง พระรัตนตรัยเป็นสรณะ ปฐมอุบาสกผู้ถึงสรณะ ๒ (พระพุทธและพระธรรม) คือ ตปุสสะ และ ภัลลิกะ ปฐมอุบาสกผู้ถึงไตรสรณะ (พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์) คือ บิดาพระยสะ อุบาสิกา หมายถึง คฤหัสถ์ผู้หญิงที่แสดงตนเป็นผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนา โดยประกาศ ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ ปฐมอุบาสิกา คือ มารดาของพระยสะ และภรรยาเก่าพระยสะ อนึ่ง เด็กชายที่บวชในพระพุทธศาสนามีอายุยังไม่ครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ เรียกว่า “สามเณร” สามเณรองค์แรกในพระพุทธศาสนาคือ ราหุล ส่วนเด็กผู้หญิง เรียกว่า “สามเณรี” ซึ่งสามเณรและ สามเณรีถือสิกขาบท ๑๐ ลักษณะ การบวชของภิกษุและภิกษุณี เรียกว่า “อุปสมบท” ส่วนการบวชของ สามเณรหรือสามเณรี เรียกว่า “บรรพชา” จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องพุทธประวัติ ตอนเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถาน แห่งชาติ พระนคร
95
96 ศาสนธรรม หลักค�ำสอน หลักปฏิบัติ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่ หลักธรรมคำสอนต่างๆ ยังไม่ได้จัดเป็นหมวดหมู่หรือเป็นระเบียบแบบแผนที่เรียกว่า “พระไตรปิฎก” อย่าง ในปัจจุบัน เรียกพุทธวัจนะ หรือคำสอนของพระพุทธองค์ว่า “พรหมจรรย์” และ “ธรรมวินัย” การถ่ายทอดหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใช้วิธีการ ท่องจำ หรือมุขปาฐะ อย่างเป็นระบบ พระภิกษุรูปไหนต้องการเรียนพระวินัย ก็ต้อง ไปเรียนยังสำนักพระวินัยธรที่ท่านเชี่ยวชาญพระวินัยปิฎก หรือรูปใดต้องการเรียน พระสูตรก็ต้องไปเรียนกับพระอาจารย์ที่ชำนาญทางพระสูตร พระภิกษุจึงมีความ เชี่ยวชาญในแต่ละด้านช่วยกันจดจำและสืบทอดพระพุทธพจน์ไว้ จนถึงเมื่อพุทธ ศตวรรษที่ ๕ ในรัชสมัยพระเจ้าวัฏฏคามณี (พ.ศ. ๕๑๔ - ๕๒๖) โปรดให้สังคายนา พระไตรปิฎกแล้วจารึกลงในใบลาน ต่อมาพระไตรปิฎกที่ได้จารึกและเก็บรักษาไว้ในลังกาได้เผยแพร่ไป ยังประเทศต่างๆ เช่น พม่า ไทย ลาว และประเทศอื่นๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนา ฝ่ายเถรวาท แม้แต่ในประเทศอินเดียซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของพระพุทธศาสนาเองนั้น ภิกษุในฝ่ายเถรวาทยังใช้พระไตรปิฎกฉบับภาษาบาลีของลังกา รวมทั้งอรรถกถา และอาจริยวาทต่างๆ ซึ่ง “พระไตรปิฎก” แยกออกได้เป็น ๓ หมวดหลัก ได้แก่ ๑. พระวินัยปิฎก เนื้อหาว่าด้วยวินัยหรือศีลของภิกษุ ภิกษุณี นอกจากนี้ ยังมีพุทธประวัติตอนตรัสรู้จนถึงประกาศศาสนาอย่างละเอียด และการ สังคายนา ๒ ครั้ง ๒. พระสุตตันตปิฎก เนื้อหาว่าด้วยพระธรรมทั่วไป และเรื่องราวต่าง ๆ ซึ่งเป็นประมวลเทศนาของพระพุทธเจ้าที่แสดงแก่บุคคลต่างๆ แต่ละสูตรมีทั้งบทนำ เนื้อหาสาระของพระธรรมเทศนา และบทสรุปว่าหลังจบพระธรรมเทศนาแล้วผู้รับ ฟังได้รับผลอย่างไรบ้าง ๓. พระอภิธรรมปิฎก เนื้อหาว่าด้วยธรรมะที่เป็นปรมัตถธรรม หรือ ธรรมะที่แสดงถึงสภาวะล้วนๆ ไม่มีเกี่ยวข้องกับบุคคล เหตุการณ์ และสถานที่ จิตรกรรมฝาผนัง เล่าเรื่องเนมิราชชาดก
97
98