The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศาสนาในประเทศไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ศาสนาในประเทศไทย

ศาสนาในประเทศไทย

149 ศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาที่มีผู้นับถือมากที่สุดในโลก ราว ๒.๑ พันล้านคน สำหรับ ประเทศไทย จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๓ ประชาชนนับถือคริสต์ศาสนา ทั่วประเทศ จำนวน ๗๘๙,๓๗๖ คน คิดเป็นร้อยละ ๑.๑๙ ของประชากรทั้งหมด (จำนวน ๖๕,๙๘๑,๖๖๐ คน) ศาสนาคริสต์ในประเทศไทยมีนิกายหลักอยู่ ๒ นิกาย คือ นิกายโรมันคาทอลิก (Roman Catholic Church) และนิกายโปรเตสแตนท์ (Protestant Christian Church) ๑ บริเวณลานโบสถ์ของอาสนวิหาร แม่พระปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี ๒ ภายในโบสถ์ของอาสนวิหาร แม่พระปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี ๑ ๒


150 ๑ โบสถ์วัดนักบุญยอแซฟ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๒ ภายในโบสถ์วัดนักบุญยอแซฟ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๓ ภายในอาสนวิหารแม่พระบังเกิด จังหวัดสมุทรสงคราม ๑ ๒ ๓ ๑. นิกายโรมันคาทอลิก (Roman Catholic Church) เดิมเรียกว่า นิกายคาทอลิกแต่อย่างเดียว คำว่า “คาทอลิก” มาจากภาษากรีก แปลว่า “สากล” หรือ “ทั่วไป” เมื่อกล่าวถึงนิกายนี้จึงหมายถึงศาสนจักรที่เป็นสากลและเป็นที่ยึดเหนี่ยวสำหรับ คริสต์ศาสนิกชนโดยทั่วไป ต่อมาเมื่อศาสนจักรเกิดแตกแยกออกเป็นศาสนจักรตะวันออกและศาสนจักร ตะวันตก เมื่อ พ.ศ. ๑๕๙๗ ศูนย์กลางของศาสนาทั้งสองฝ่ายจึงแยกออกจากกัน ฝ่ายตะวันตก ซึ่งมี ศูนย์กลางที่กรุงโรม ใช้ภาษาละตินเป็นภาษาหลักทางศาสนาจึงเรียกว่า โรมันคาทอลิก ส่วนฝ่ายตะวันออก เรียกว่า ออร์โธด็อกซ์ นิกายนี้มีความเชื่อและปฏิบัติตามคำสอนและประเพณีอย่างเคร่งครัดมีศูนย์กลาง อยู่ที่กรุงคอนสแตนติโนเปิล หรือกรุงอิสตันบุลในปัจจุบัน นิกายโรมันคาทอลิกนี้มีผู้นับถืออย่างแพร่หลาย ในกลุ่มประเทศทางยุโรปตะวันตก โดยเฉพาะในอิตาลี โปรตุเกส สเปน และฝรั่งเศส ผู้นำสูงสุดของศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก คือพระสันตะปาปา (Pope) ซึ่งมาจากภาษาละตินว่า Papa และในภาษากรีกว่า Pappas หรือ โป๊ป นั่นเอง แปลว่าบิดา ประทับอยู่ที่นครรัฐวาติกันอันมี สถานะเป็นรัฐเอกราชอยู่ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี อันเป็นศูนย์กลางการปกครองของนิกายนี้ด้วย นิกาย โรมันคาทอลิกเชื่อว่า พระเยซูเป็นผู้มอบสถานะผู้แทนของพระองค์ให้นักบุญเปโตร (St. Peter) และถือว่า ท่านเป็นพระสันตะปาปาองค์แรก นิกายโรมันคาทอลิกปกครองกันเป็นลำดับชั้น เหตุมาจากในยุคเริ่ม แรกของศาสนาคริสต์ เกิดการรวมตัวของคริสต์ศาสนิกชนในแต่ละท้องถิ่นที่เรียกกันว่า คริสตจักร ทำให้ ต้องมีบุคคลหรือคณะบุคคลเป็นผู้ปกครอง บทบาทหน้าที่ของผู้ทำหน้าที่ดูแลปกครองนี้มาชัดเจนขึ้นใน ช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๒ เมื่อศาสนาคริสต์ขยายตัวออกไปมากขึ้น จึงต้องมีตำหน่งสังฆราช หรือมุขนายก (Bishop) เพื่อปกครองแต่ละเขตที่เรียกว่า “สังฆมณฑล” (Diocese) มุขนายกประจำมุขมณฑล เป็นผู้ แต่งตั้งบาทหลวงให้ปกครองดูแลโบสถ์คริสต์แต่ละแห่ง และยังมีตำแหน่งอัครมุขนายก (Archbishop) หรือในไทยเรียกว่า อัครสังฆราช ทำหน้าที่ดูแลมุขมณฑลที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ


151


152 ในโครงสร้างการปกครองของนิกายโรมันคาทอลิกยังมี พระคาร์ดินัล (Cardinal) เป็นตำแหน่งสมณศักดิ์ที่สูงรองจากพระสันตะปาปา มีหน้าที่เป็นที่ปรึกษาพระสันตะปาปาในการปกครองพระศาสนจักร สากล ตำแหน่งคาร์ดินัลในสมัยแรกๆ อาจจะเป็นฆราวาสก็ได้ นับตั้งแต่ ตรากฎหมายพระศาสนจักร ฉบับ ค.ศ. ๑๙๑๗ และ ฉบับ ค.ศ. ๑๙๘๓ พระสงฆ์และพระสังฆราชเท่านั้นที่มีสิทธิ์ได้รับการยกสมณศักดิ์เป็นพระ คาร์ดินัลได้ พระคาร์ดินัลมีหน้าที่ในการเข้าร่วมประชุมลับเพื่อเลือก พระสันตะปาปาองค์ใหม่แทนตำแหน่งที่ว่างลง และพระคาร์ดินัลแต่ละ องค์ก็มีสิทธิ์ได้รับเลือกเป็นพระสันตะปาปาได้เช่นกัน พระคาร์ดินัลอาจมี ตำแหน่งเป็นมุขนายกในการปกครองหรือไม่ก็ได้ พระคาร์ดินัลชาวไทยคน แรก ได้แก่ พระอัครสังฆราช ไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู ประมุขเขตการปกครอง อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ประกาศแต่งตั้งเมื่อวันที่ ๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๖ และมีพิธีสถาปนาเป็นทางการเมื่อวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๒๖ ณ มหา วิหารนักบุญเปโตร กรุงโรม นครรัฐวาติกัน และในปัจจุบันมีพระคาร์ดินัล องค์ที่ ๒ คือพระอัครสังฆราชฟรังซิสเซเวียร์ เกรียงศักดิ์ โกวิทวาณิช พระอัครสังฆราชแห่งเขตปกครองกรุงเทพฯ ได้รับการประกาศแต่งตั้งเมื่อ วันที่ ๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘ และมีพิธีแต่งตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อ วันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๘ ส่วนพระสันตะปาปาพระองค์ปัจจุบัน คือ สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส (Pope Francis) มีพระนามเดิมว่า ฮอร์เฆ่ มารีโอ แบร์โกลิโอ เป็นสมเด็จพระสันตะปาปา องค์ที่ ๒๖๖ สืบ ต่อจากนักบุญเปโตร ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ทรงเป็นพระสันตะปาปาองค์แรกที่มาจากภูมิภาคละตินอเมริกา ทรงมี ชาติกำเนิดเป็นชาวอาร์เจนตินา และนับเป็นครั้งแรกในรอบ ๑,๓๐๐ ปี ที่พระสันตะปาปาไม่ได้เป็นชาวยุโรป ประเทศไทยมีการตั้งมิสซังสยาม (สังฆมณฑลหรือเขต ปกครองของศาสนจักรคาทอลิกในสยาม) มาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๒๑๒ ส่วนตำแหน่งมุขนายก หรือบิช็อป จะเรียกว่า พระสังฆราช ตามความคุ้นชิน ของชาวไทยมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในยุคแรกผู้เป็นประมุขของสังฆมณฑล สยามล้วนแต่มาจากต่างประเทศ คนไทยคนแรกที่ได้รับแต่งตั้งตำแหน่งมุข นายก ได้แก่ มุขนายก ยาโกเบ แจง เกิดสว่าง ประมุขมิสซังจันทบุรี ได้รับการ แต่งตั้งเมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๗ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๒๑๒ มิสซังสยาม ปกครองโดย สังฆราชคนแรกคือ บาทหลวงหลุยส์ ลาโน ได้รับการอภิเษก เป็นสังฆราช เมื่อวันที่ ๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๑๗ รูปแบบการปกครองมิสซัง สยามใช้มาจนถึง พ.ศ. ๒๕๐๘ มีการจัดรูปแบบการปกครองของมิสซังสยาม ใหม่ โดยแบ่งเป็น ๒ แขวงทางพระศาสนจักร (Ecclesiastical Provinces) คือแขวงกรุงเทพฯ และแขวงท่าแร่-หนองแสง ดังนั้น กรุงเทพฯ และ ท่าแร่ - หนองแสงจึงถูกยกขึ้นมาสู่ระดับอัครสังฆมณฑล (Archdiocese - Metropolitan) ซึ่งจะมีปริสังฆมณฑล (Suffragan Diocese) ที่อยู่ ภายใต้แขวง และมีผู้ปกครองแต่ละเขตมีสมณศักดิ์เป็นสังฆราชแยก จากกัน (ส่วนเขตการปกครองในปัจจุบันนั้นแบ่งออกเป็น ๑๐ เขต) ในประเทศไทยปัจจุบันนิกายโรมันคาทอลิก บริหาร งานโดยสภาสูงสุดเรียกว่า “สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่ง ประเทศไทย” (Catholic Bishops’ Conference of Thailand - CBCT) ประกอบไปด้วยมุขนายกของสังฆมณฑลทั้ง ๑๐ เขต นิกายโรมันคาทอลิก มีผู้นับถือในประเทศไทย จำนวน ๓๖๙,๖๓๖ คน (จากการสำรวจของ องค์กรคริสต์ศาสนาในนิกายต่างๆ) ๑ ๒


153 ๒. นิกายโปรเตสแตนท์ (Protestant Christian Church) นิกายโปรเตสแตนท์เกิดจากการปฏิรูปทางศาสนาในการประชุมของสภาแห่งสปีเยอร์ (Diets of Speyer) พ.ศ. ๒๑๓๕ สภาดังกล่าวได้ออกกฎหมายกีดกันผู้ที่เชื่อตามแนวคิดของ มาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther) จนเกิดการประท้วงขึ้นและนำไปสู่การแตกแยกของศาสนาในที่สุด มาร์ติน ลูเธอร์ เป็นบาทหลวงชาวเยอรมันในคณะออกุสติเนียน ตีความคัมภีร์ไบเบิ้ลในภาค พันธสัญญาใหม่ว่า มนุษย์สามารถกลับไปมีความสัมพันธ์อันดีกับพระเจ้าได้ด้วยตนเองหรือด้วยพิธีกรรม และความศรัทธาอย่างจริงใจในพระเยซู การทำบุญหรือล้างบาปกับนักบวชนั้นไม่สามารถทำให้คนที่ไม่มี ศรัทธาอย่างแท้จริงกลับไปคืนดีกับพระเจ้าได้ ใน พ.ศ. ๒๐๖๐ มาร์ติน ลูเธอร์ ได้เสนอข้อเสนอเพื่อการ ปฏิรูป ๙๕ ข้อ นับเป็นต้นกำเนิดของโปรเตสแตนท์ เนื่องจากในช่วงเวลานั้นเกิดความขัดแย้งเรื่องอำนาจ และผลประโยชน์ระหว่างศาสนจักรและอาณาจักรบ่อยครั้ง รวมไปถึงการที่นักบวชในศาสนาคริสต์ได้ ทำการซื้อขายใบไถ่บาป ทำให้คนไม่ศรัทธาต่อพระเยซูอย่างแท้จริง มาร์ติน ลูเธอร์ ถูกขับออกไปจาก ชุมชนของคริสต์ศาสนิกชนเมื่อ พ.ศ. ๒๐๖๔ แต่ก็มีผู้เห็นด้วยกับเขาเป็นจำนวนมากจึงถูกเรียกว่าเป็น กลุ่มโปรเตสแตนท์ นิกายนี้ถือการปฏิบัติตามคัมภีร์ไบเบิ้ลอย่างเคร่งครัด ไม่ยอมรับบัญญัติอื่นๆ หรือคำ สั่งใดๆ ของพระสันตะปาปาจากกรุงโรม ไม่ยอมรับการมีอำนาจเด็ดขาดของสำนักวาติกันในการตีความ พระคัมภีร์ ไม่มีนักบวชถือพรหมจรรย์ ไม่ยกย่องแม่พระมารีย์และนักบุญต่างๆ ว่ามีความสำคัญเท่ากับ พระเยซู ไม่มีการสักการบูชาพระแม่และนักบุญอื่นๆ นิกายโปรเตสแตนท์แพร่หลายในทวีปอเมริกาเหนือ และในยุโรปบางพื้นที่ เช่น เยอรมนี อังกฤษ และประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ๑-๒ อัครสังฆราช ไมเกิ้ล มีชัย กิจบุญชู ประมุข เขตการปกครองอัครสังฆมณฑล กรุงเทพฯ ประกอบพิธีอภิเษกพระสังฆราช ๓-๔ ภายในโบสถ์ของคริสตจักรไคร้สตเชิร์ช (Christ Church) เป็นโบสถ์ในนิกาย แองกลิกันเชิร์ช เป็นนิกายของประเทศอังกฤษ จัดอยู่ในคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนท์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ มีความแปลก จากโบสถ์นิกายโปแตสแตนท์แห่งอื่นๆ ตรงที่ใช้ภาพของพระเยซูถูกตรึงกางเขนเป็น ภาพประดับในโบสถ์ ซึ่งโดยทั่วไปมักไม่นิยม ใช้รูปเคารพ ๓ ๔


154 นิกายโปรเตสแตนท์ในประเทศไทยประกอบไปด้วยนิกายย่อยหลายนิกาย เข้ามาทำงาน เผยแผ่จริงจังในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๗๑ กลุ่มมิชชันนารีที่เข้า มาทำงานจากหลายประเทศ เช่น อังกฤษ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา คณะที่เข้ามาก็มีหลากหลาย กลุ่ม เช่น ลอนดอนมิชชันนารีโซไซเอ็ทตี้ อเมริกันเพรสไบเทเรียน คณะกรรมาธิการพันธกิจคริสตจักร โพ้นทะเลแห่งอเมริกา คณะอเมริกันแบ๊บติสต์ คณะแองกลิกันเชิร์ช ฯลฯ ซึ่งต่อมากลุ่มมิชชันนารี ที่เข้ามาในช่วงแรกได้รวมตัวกันตั้งเป็นสภาคริสตจักรในประเทศ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๗ เพื่อให้เป็น คริสตจักรของชนพื้นเมืองอย่างแท้จริง หลังจากนั้นกลุ่มมิชชันนารีอื่นๆ ก็จัดตั้งเป็นองค์กรอีก ๓ กลุ่มคือ สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย สหคริสตจักรแบ๊บติสต์ และคริสตจักร (เซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีส) ปัจจุบันองค์กรคริสเตียนในฝ่ายโปรเตสแตนท์ที่ได้รับการรับรองจากกรมการศาสนามีอยู่ ๔ องค์กร คือ ๑. สภาคริสตจักรในประเทศไทย ปกครองคณะเพรสไบเทเรียน คณะคริสเตียนเชิร์ช (ดิสไซเปิลส์ออฟไครส์) คณะลูเทอแรนเชิร์ชออฟอเมริกาในประเทศไทย เป็นต้น ๒. สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย ปกครองคณะคริสเตียนแอนด์มิชชันนารีอัลไลแอนซ์ คณะเวิร์ลด์ไวด์อีแวนเจไลเซชั่นครูเสด นอกจากนี้ยังกลุ่มอื่นๆ อีก เช่น นิกายลูเธอร์แรน เป็นต้น ๓. มูลนิธิคริสตจักรคณะแบ๊บติสต์ ปกครองคริสตจักรแบ๊บติสต์ในประเทศไทย ๔. มูลนิธิคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย ๑ คริสตจักรที่ ๑ สำเหร่ เป็นคริสตจักรแห่งแรก ของนิกายโปรเตสแตนท์ ก่อตั้งโดย คณะเพรสไบเทเรียน ใน พ.ศ. ๒๔๐๐ ๒ คณะบาทหลวงพร้อมด้วยกางเขนที่ใช้แห่เพื่อ ประกอบพิธีกรรม (Processional Cross) เป็นการแสดงสัญลักษณ์ว่าเป็นพิธีกรรมที่เนื่อง ด้วยพระเยซู ๓ โบสถ์วัดอัครเทวดามีคาแอล ซ่งแย้ จังหวัด ยโสธร ซึ่งเป็นโบสถ์ไม้ในนิกายโรมันคาทอลิกที่ ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ๑ ๒ ๓


155


156


157 ศาสดา และบรรดาอัครสาวก ศาสนาคริสต์ มีศาสดาคือ พระเยซูคริสต์ (Jesus Christ) พระเยซู ตามเนื้อความในพระคัมภีร์ พระองค์ทรงเป็นชาวยิวและทรงบังเกิดที่เมืองเบ็ธเลเฮม (Bethlehem) แคว้นยูเดีย ปัจจุบันอยู่ในเขต ของกรุงเยรูซาเลม (Jerusalem) ประเทศอิสราเอล พระเยซูเป็นบุตรชายของ โยเซฟ และ มารีย์ แห่ง เมืองนาซาเร็ท (Nazareth) ซึ่งอยู่ตอนเหนือของอิสราเอลในปัจจุบัน กล่าวกันว่าบิดามารดาของท่านสืบ เชื้อสายมาจากกษัตริย์เดวิดที่ยิ่งใหญ่ของชาวยิว โยเซฟ นั้นเป็นช่างไม้ แต่งงานกับมารีย์ หญิงพรหมจรรย์ ซึ่งได้ตั้งครรภ์พระเยซูโดยพระอานุภาพแห่งพระเจ้า ในเวลานั้นจักรพรรดิซีซาร์ ออกัสตุส สั่งให้มีการจด ทะเบียนสำมะโนประชากรทั่วแผ่นดินในอาณาจักร โยเซฟจึงพามารีย์ออกเดินไปบ้านเกิดคือเมือง เบ็ธเลเฮม แต่ไม่มีที่ว่างในโรงแรมจึงไปพักกันในคอกสัตว์ของโรงแรม พระเยซูคริสต์ได้ถือกำเนิด ณ ที่นั้น ปัจจุบันถือว่าวันที่พระเยซูคริสต์ถือกำเนิดคือในวันที่ ๒๕ ธันวาคม (เชื่อกันว่าเป็นการ กำหนดขึ้นภายหลัง) ส่วนปีที่เกิดนั้นมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่ คัมภีร์ไบเบิ้ลมีเนื้อหาเกี่ยวกับชีวิตของ พระองค์อยู่ในพระวรสาร (Gospel) ในวัยเด็กพระองค์อาศัยอยู่ที่เมืองนาซาเร็ท เมื่ออายุ ๑๒ ปี พระองค์ได้ เดินทางไปฉลองพระวิหารที่เยรูซาเล็ม ณ ที่นั่นพระองค์ได้แสดงให้ผู้คนทั้งหลายได้รู้ถึงเส้นทางที่พระองค์ จะเติบโตไปในอนาคต ด้วยการไปนั่งฟังและไถ่ถามบรรดานักปราชญ์ในศาสนาของชาวยิวในพระวิหาร บิดาและมารดาของพระองค์ต้องตามหาเป็นเวลาถึง ๓ วัน พระคัมภีร์ไม่ได้บันทึกรายละเอียดของพระองค์ มากนักในช่วงอายุตั้งแต่ ๑๒ ปี จนถึง ๓๐ ปี ทราบเพียงแต่ว่าพระองค์ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย มีอาชีพ เป็นช่างไม้อยู่ในบ้านเกิดของมารดาที่พากันย้ายไปอยู่ หลังจากบิดาเสียชีวิต พระคัมภีร์บอกว่าพระองค์ ทรงไปทำพิธีล้างบาปที่แม่น้ำจอร์แดนกับยอห์น บับติสท์ (John the Baptist) ซึ่งเป็นผู้ประกาศแก่ชาว อิสราเอลว่าจะมีผู้มาช่วยให้รอดพ้นจากบาปในไม่ช้า และพระองค์เป็นพระแมสซีอาห์ จึงขอให้เตรียม รับเสด็จพระเจ้าที่กำลังจะมา ขณะที่พระองค์มีอายุได้ ๓๐ ปี หลังจากรับพิธีล้างบาปแล้ว พระองค์เริ่ม พันธกิจที่บังเกิดเป็นมนุษย์ เพื่อมาไถ่บาปมวลมนุษย์ โดยการเดินทางไปยังถิ่นกันดาร จำศีลภาวนา ไม่ดื่ม กิน เป็นเวลา ๔๐ วัน ในช่วงนี้เป็นช่วงที่พระองค์ต้องต่อสู้กับมารที่มาผจญด้วยการท้าทายต่างๆ เพื่อ ยั่วยุให้พระองค์หลงทาง แต่ในที่สุดมารก็พ่ายแพ้และจากไป พระองค์จึงได้เริ่มออกเทศนาสั่งสอนสาวกตาม ที่ต่างๆ พระเยซูทรงมีสาวกที่ใกล้ชิดในรุ่นแรกทั้งหมด ๑๒ คน สาวกรุ่นแรกของพระองค์นี้เป็นสามัญชน ส่วนใหญ่เป็นชาวประมง พวกเขาได้ละทิ้งทุกอย่างในชีวิตและพากันติดตามพระองค์ไปในที่ต่างๆ สาวกทั้ง ๑๒ คนนั้น ได้แก่ เปโตร (ซีโมน เปโตร) อันดรูว์ ยากอบ (บุตรเศเบดี) ยอห์น ฟิลิป บาร์โธโลมิว โธมัส มัทธิว ยากอบ (บุตรอัลเฟอัส) ยูดาส (เลบเบอัส, ธัคเคอัส) ซีโมนผู้รักชาติ ยูดาส อิสคาริโอท (ซึ่งเป็นผู้ทรยศ ขายพระองค์) สาวกทั้ง ๑๒ คนของพระเยซูนี้ ถูกเรียกว่า อัครสาวก (Apostles) ๑ พระเยซูถูกตรึงกางเขนในโบสถ์วัดอัครเทวดา มีคาแอล ซ่งแย้ จังหวัดยโสธร ๒ สมเด็จพระสันตะปาปา ฟรังซิส พระสันตะปาปา องค์ที่ ๒๖๖ ดำรงตำแหน่ง เมื่อวันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ๑ ๒


158 สังคมชาวยิวเวลานั้นอยู่ภายใต้การปกครองและเป็นเมือง ขึ้นของอาณาจักรโรมัน ประชาชนทั่วไปได้รับความทุกข์นานัปการ จากหลายสาเหตุ ชื่อเสียงของพระเยซูคริสต์เริ่มเป็นที่รู้จักกันมากขึ้น เนื่องจากวิธีการที่พระองค์ใช้ในการประกาศความเชื่อคือการช่วยเหลือ ผู้ที่เป็นทุกข์จากโรคต่างๆ เช่น คนที่เดินไม่ได้หรือเป็นง่อย คนที่ถูกผี เข้า คนเป็นลมบ้าหมู คนตาบอด คนเป็นใบ้ ให้หายจากโรค ทำให้คน ทั้งหลายเกิดความเลื่อมใสศรัทธาต่อพระองค์ และรับฟังคำสอนของ พระองค์เพิ่มมากขึ้นเรื่อย บัญญัติสำคัญสูงสุดคือบัญญัติแห่งความรัก รัก พระเจ้าอย่างสูงสุดโดยการแสดงออกทางความรักต่อเพื่อนมนุษย์ และ เน้นศักดิ์ศรีการเป็นมนุษย์นั้นเท่าเทียมกันหมด คือการเป็นลูกพระเจ้า เนื่องจากพระองค์ยกฐานะคนที่ตกขอบสังคมให้มีความหวังในชีวิต ดังนั้น คำสอนของพระองค์จึงขัดแย้งกับบรรดาธรรมาจารย์ และพวกฟารีสีซึ่ง เป็นกลุ่มที่ถือความเชื่อตามโมเสสอย่างเคร่งครัด แต่กระทำเพื่อเอาหน้า เอารัดเอาเปรียบสังคม แบบพวกหน้าซื่อใจคด ความนิยมชมชอบต่อพระ เยซูคริสต์ของคนทั้งหลายเพิ่มมากขึ้น จึงทำให้พระองค์ถูกกลุ่มนักบวช ที่เห็นต่างและไม่พอใจที่พระองค์ได้อ้างว่าเป็นบุตรของพระเจ้าที่จะนำ มนุษย์ไปสู่ความรอด จึงวางแผนสังหารพระองค์ ช่วงเวลาของการเผยแผ่ คำสอนของพระองค์ดำเนินไปในช่วงเวลาเพียงแค่ ๓ ปีก่อนจะสิ้นพระชนม์ จากการถูกประหารโดยถูกจับตรึงกางเขน ในวันที่พระองค์ถูกจับโดยทหารโรมันคืนวันก่อนฉลอง เทศกาลปัสกาอันเป็นเทศกาลของชาวยิวที่ระลึกถึงการเดินทางออกจาก การเป็นทาสในประเทศอียิปต์ ระลึกถึงการข้ามทะเลแดง (ปัสกา หรือการ ข้ามผ่าน Pass over) จากการเป็นทาสสู่การเป็นไท ตามประเพณีผู้คน จะมารับประทานเนื้อแกะและขนมปังไม่มีเชื้อร่วมกัน ในวันนั้นพระองค์ ได้สั่งให้อัครสาวกทั้ง ๑๒ จัดโต๊ะอาหารตามประเพณี และประกาศในที่นั้น ว่าจะมีสาวกคนหนึ่งทรยศต่อพระองค์ก่อนจะรับประทานอาหารร่วม กัน หลังจากรับประทานอาหารค่ำครั้งสุดท้าย (The Last Supper ซึ่งต่อมากลายเป็นพิธีมิสซาในปัจจุบัน) แล้วพระองค์ได้พาสาวกไปสวด ภาวนาร่วมกันที่สวนเยทเซมานี ในเวลาไม่นานยูดาส อิสคาริโอทได้พา ชาวยิวและทหารโรมันมาจับกุมพระองค์ด้วยข้อกล่าวหาว่า พระองค์อ้างตน ว่าเป็นบุตรของพระเจ้าพร้อมกับดูหมิ่นพระเจ้าและศาสนาตามประเพณี ยิว พระองค์ถูกนำตัวไปสอบสวนต่อหน้ามหาปุโรหิตและข้าหลวงของ โรมันผู้ที่มีชื่อว่า ปิลาโต ระหว่างการสอบสวนพระองค์ถูกโบยและกล่าว คำด่าว่าต่างๆ ใส่ร้ายป้ายสี ปิลาโตเองก็มองไม่เห็นความผิดและไม่อยาก เข้าไปยุ่งกับกฎศาสนายิว จึงเอาน้ำมาล้างมือ เป็นสัญลักษณ์ประกาศว่า ไม่ขอรับผิดชอบในเรื่องนี้ และปล่อยให้ชาวยิวจัดการกันเอง ท้ายที่สุด พระเยซูถูกตัดสินให้ประหารชีวิตด้วยการตรึงกางเขนยังบริเวณนอกเมือง ณ เนินเขา ชื่อ กัลวารีโอ พระเยซูถูกประหารพร้อมกับโจร ๒ คน เมื่อ พระองค์สิ้นพระชนม์ บรรดาสาวกได้นำศพของพระองค์เข้าไปฝังไว้ใน ถ้ำ ในพระคัมภีร์ได้ยืนยันถึงการฟื้นคืนชีพของพระเยซู ๓ วันหลังจากถูก ประหารชีวิต และการไปปรากฏตัวต่อหน้าสาวกหลายๆ คน กล่าวกันว่า มีคนเห็นพระองค์กว่า ๕๐๐ คน เป็นเวลา ๔๐ วัน ก่อนจะเสด็จกลับสู่ สวรรค์ หลังจากนั้นบรรดาสานุศิษย์ และบรรดาผู้ที่มีความเชื่อในพระองค์ ได้อยู่ร่วมกันอธิษฐานภาวนาวอนขอพระคุณจากองค์พระจิตเจ้า (Holy Spirit) ต่อมาผู้ที่ได้รับฟังการเทศนาของเซนต์ปีเตอร์ (นักบุญเปโตร) ที่ ทำหน้าที่เป็นดังหัวหน้าของอัครสาวกทั้งหลายเป็นประจักษ์พยานในคำ สอนของพระเยซูคริสต์ ประชาชนเกิดความเลื่อมใสเป็นจำนวนนับพันคน และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ขณะเดียวกันก็สร้างความไม่พอใจให้กับผู้นำใน ศาสนายูดายจนต้องถูกเบียดเบียนทำร้ายด้วยวิธีการต่างๆ นานา แต่ก็นับ ได้ว่าศาสนาคริสตร์เริ่มหยั่งรากในจิตใจของผู้คนและเริ่มแพร่หลายออก ไปในที่ต่างๆ นับแต่นั้นมา บรรดาอัครสาวกที่สำคัญได้แก่ เปโตร หรือ ปีเตอร์ สันตะปาปาองค์แรก ยอห์น ผู้นิพนธ์พระวรสาร อันดรูว์ อัครสาวก ฟิลิป อัครสาวก มัทธิว อัครสาวก โธมัส อัครสาวก มัทธีอัส ๓ อัครสาวก ยากอบ (บุตรเศเบดี) หรือ เจมส์ อัครสาวก ยากอบ (บุตรอัลเฟอัส) อัครสาวก ยูดาส (ธัคเดอัส) อัครสาวก บาร์โธโลมิว อัครสาวก ซีโมน อัครสาวก เปาโล อัครสาวก หรือ เซ็นต์ปอล (Saint Paul) ส่วนสตรีในยุคแรกๆ ที่มีบทบาท มากนอกเหนือจาก พระนางมารีย์ มารดาพระเยซูคริสต์ ได้แก่ มารีย์ แห่ง มักดาเลน มาร์ธา ลิเดีย ฯลฯ ๓ ได้รับเลือกจากอัครสาวกที่เหลืออยู่ ๑๑ คน เพื่อแทน ยูดาส อิสคาริโอท ที่ทรยศพระเยซู และฆ่าตัวตายไปในที่สุด


159


160


161 ๑ พระแท่นในวัดพระคริสตหฤทัยวัดเพลง จังหวัดราชบุรี พระแท่น (Altar) เป็นสัญลักษณ์ที่แทนองค์พระเยซู เป็นสิ่งแรกที่ต้องทำความเคารพเมื่อเข้าโบสถ์ มักคลุมด้วยผ้าลินินสีขาวเป็นเสมือนสัญลักษณ์ สื่อไปถึงผ้าห่อพระศพของพระเยซู ๒ นักบุญเปโตร (หรือเซนต์ปีเตอร์) เดิมชื่อซีโมนเป็น ๑ ใน ๑๒ อัครสาวก พระเยซูได้กล่าวกับท่านว่า “เราจะตั้งท่าน เป็นหัวหน้าแทนเรา ทั้งจะมอบกุญแจอาณาจักรสวรรค์” ดังนั้นรูปเคารพของท่านจะถือลูกกุญแจในมือ ๒ ๑ ศาสนธรรม หลักค�ำสอน หลักปฏิบัติ คัมภีร์หลักของศาสนาคริสต์คือ คัมภีร์ไบเบิ้ล (The Bible หรือ Holy Bible) หรือพระคริสตธรรมคัมภีร์ในภาษาไทย ซึ่งมีที่มา จากภาษากรีกโบราณคำว่า บลิบิออน แปลว่าหนังสือ คัมภีร์ไบเบิ้ลไม่ใช่ หนังสือที่เรียบเรียงเขียนขึ้นมาเป็นเล่มเดียวในคราวเดียว แต่เป็นชุด หนังสือหลายเล่มที่เขียนโดยผู้เขียนหลายคนและเขียนขึ้นในช่วงเวลาที่ ต่างกัน มีการประมวลชุดหนังสือทั้งหมดนั้นรวมกันเป็นสารบบเรียกว่า สารบบของคัมภีร์ (Canon of Scripture) เนื้อหาของคัมภีร์ไบเบิ้ลแยก ออกมาแบ่งออกเป็น ๒ ภาค ได้แก่ ภาคพันธสัญญาเดิม (Old Testaments) และภาคพันธสัญญาใหม่ (New Testaments) ในภาคพันธสัญญาเดิมนั้น ประกอบด้วยพระคัมภีร์ทั้งหมด หากนับตามฝ่ายคาทอลิกมี ๔๖ เล่ม ส่วนโปรเตสแตนท์มี ๓๙ เล่ม เป็น เรื่องราวก่อนที่พระเยซูจะทรงบังเกิดขึ้นในโลก เนื่องจากศาสนาคริสต์ พัฒนามาจากศาสนายูดายอันเป็นศาสนาดั้งเดิมของชาวยิว จึงได้รับเอา คัมภีร์ของศาสนายูดายมาเป็นส่วนหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิ้ลด้วยโดยอยู่ใน ภาคพันธสัญญาเดิม โดยในคัมภีร์ ๕ เล่มแรกของภาคพันธสัญญาเดิม นับเป็นหนึ่งชุด และถือเป็นความเชื่อร่วมกันของศาสนาคริสต์และศาสนา ยูดาย ได้แก่ ปฐมกาล อพยพ เลวีนิติ กันดารวิถี และ เฉลยธรรมบัญญัติ โดยรวมเป็นเรื่องราวนับแต่กำเนิดโลกจนไปถึงประวัติศาสตร์ของ มนุษยชาติ และประวัติศาสตร์ของชาวยิว ที่อธิบายอิงมิติความเชื่อทาง ศาสนารวมไปถึงกฎเกณฑ์ทางสังคมต่างๆ ของชาวยิวแต่เดิม ประกอบ ไปกับคัมภีร์อื่นๆ จนรวมเป็นพระคัมภีร์ซึ่งมีอยู่ในปัจจุบัน


162 ภายในอาสนวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมล จังหวัดจันทบุรี ส่วนภาคพันธสัญญาใหม่ ประกอบด้วยพระคัมภีร์ทั้งหมด ๒๗ เล่ม เป็นเรื่องราวของ พระเยซูไปจนถึงภายหลังการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระเยซู แบ่งออกเป็น ๕ ประเภท ได้แก่ ๑) พระวรสาร ๔ เล่ม ประกอบด้วยการบันทึกโดยนักบุญมัทธิว นักบุญมาร์โก นักบุญลูกา และ นักบุญยอห์น ๒) หนังสือกิจการอัครสาวก เรื่องราวของพระศาสนจักรในยุคแรกๆ ๓) จดหมายของเซนต์ปอล ประกอบ ด้วยจดหมายนักบุญเปาโล ที่เขียนไปยังคริสตชนในหลายเมือง เช่น ถึงชาวโรม ถึงชาวโครินทร์ ถึงชาว เอเฟซัส ถึงชาวกาลาเทีย ถึงชาวเทสโลนีกิ ฯลฯ ๔) จดหมายทั่วไปของสาวกท่านอื่นๆ เพื่อสอนและ ตักเตือนคริสตชน ๕) หนังสือวิวรณ์ เขียนโดย นักบุญยอห์น อัครสาวก ที่หมายถึงการเปิดเผยของพระเจ้า ถึงเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากคัมภีร์ไบเบิ้ลแล้ว ชาวคริสต์คาทอลิกยังยึดมั่นในธรรมประเพณีอีกด้วย อันได้แก่ การปฏิบัติและบันทึกจากบรรดาปิตาจารย์ ธรรมเนียมศาสนาที่ปฏิบัติสืบต่อมาอันเป็นแบบแผน ยาวนาน อำนาจของสันตะปาปา และสังคายนา ฯลฯ


163 หลักค�ำสอนที่ส�ำคัญของคริสต์ศาสนา คำสอนของพระเยซูคริสต์ปรากฏอยู่ในบันทึกเรื่องราวของ การออกเทศนาสั่งสอนซึ่งจดจำและบันทึกไว้โดยอัครสาวก บรรดาสาวก ที่เลื่อมใสศรัทธา แต่ก็มีลักษณะปะปนไปกับเหตุการณ์ต่างๆ ส่วนคำสอน ที่เป็นระบบที่สุดคือคำเทศนาบนภูเขาซึ่งมีผู้จัดกลุ่มคำสอนในเรื่องนี้ไว้ เป็น ๗ เรื่องคือ ๑. “ผู้เป็นสุข” ที่อธิบายว่า ผู้ที่เป็นสุขนั้นต้องมีคุณสมบัติ ทางจิตใจเป็นอย่างไร เช่น บุคคลใดมีสมถะในจิต ผู้นั้นเป็นสุข เพราะ แผ่นดินสวรรค์เป็นของเขา...บุคคลใดมีใจกรุณา ผู้นั้นเป็นสุข เพราะว่าเขาจะ ได้พระกรุณาตอบ... เป็นต้น ๒. “เกลือดองแผ่นดินและแสงสว่างของโลก” พระเยซู ใช้สัญลักษณ์จากชีวิตประจำวัน เพื่อสอนว่าผู้ที่เชื่อฟังและปฏิบัติตาม คำสอนจะเป็นผู้ทำประโยชน์แก่โลกและช่วยนำทางผู้อื่นสู่ความรอดด้วย ๓. “กฎหมายสังคมใหม่” เป็นคำสอนที่บอกว่าพระองค์ไม่ ได้เสด็จมาเพื่อลบล้างกฎหมายดั้งเดิมของชาวยิว แต่มาทำให้สมบูรณ์ขึ้น ๔. “กฎแห่งพระอาณาจักรพระเจ้า” เป็นคำสอนถึงแนว ปฏิบัติและการบำเพ็ญตนเพื่อจะได้ซื่อสัตย์และมั่นคงในอาณาจักรของ พระเจ้า เน้นหลัก ๓ ประการคือ การให้ทานที่หมายถึง ความรักต่อเพื่อน มนุษย์ การภาวนาที่หมายถึง ศรัทธาต่อพระเจ้า การอดอาหารที่หมายถึง การเสียสละ โดยประยุกต์จากการปฏิบัติที่มีอยู่เดิมในประเพณีของชาวยิว ๕. “บทภาวนาข้าแต่พระบิดาของเรา” เป็นคำสอนถึง การภาวนาในพระเจ้าที่มีเนื้อหาสมบูรณ์ หากจะวิเคราะห์หลักธรรมใน ศาสนาคริสต์โดยสรุปก็สามารถวิเคราะห์ได้จากบทภาวนาบทนี้ ๖. “การไม่ยึดมั่นถือมั่นและความไว้ใจในพระเจ้า” คำสอน นี้สอนเรื่องการละซึ่งความโลภในทรัพย์สินและสมบัติต่างๆ ในโลกนี้ และ มุ่งให้สะสมสมบัติในสวรรค์ ๗. “เรื่องอื่น ๆ” นอกจากเรื่องข้างต้น ยังมีคำสอนใน ประเด็นต่างๆ ปลีกย่อยไปอีกหลายประเด็น เช่น การตัดสินผู้อื่น การ วิงวอนในพระเจ้า การปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างที่ท่านปรารถนาให้เขาปฏิบัติ ต่อท่าน เป็นต้น นอกจากนี้ มีผู้ประมวลหลักคำสอนที่สำคัญของพระเยซู คริสต์ว่าเป็นคำสอนที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของพระเจ้า มนุษย์ และ จริยธรรมทางสังคม ซึ่งอาจจำแนกโดยย่อได้เป็น ๓ เรื่องที่เป็นหลักคือ ๑. หลักความเชื่อ เรื่อง พระตรีเอกภาพ (Holy Trinity) ศาสนจักรให้คำจำกัดความของ “ตรีเอกภาพ” ว่าหมายถึง ความเชื่อเรื่องพระเจ้าทรงมี ๓ บุคคลในองค์เดียวกัน เชื่อว่านิยามความ หมายนี้ถือกำเนิดในราวคริสต์ศตวรรษที่ ๔ ถึงคริสต์ศตวรรษที่ ๕ และไม่ ได้ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิ้ล (หรือพระคริสตธรรม) มาตั้งแต่แรก ภาคทั้งสาม ของพระเจ้านั้นได้แก่ พระบิดา (The Father) พระบุตร (The Son) และพระจิต (The Holy Spirit) ซึ่งหมายถึง พระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่งและ ทรงรักมนุษย์มากกว่าสิ่งสร้างอื่นใด พระเยซูคริสต์ซึ่งมีฐานะเป็นพระบุตร ของพระเจ้าที่เสด็จมาในโลกนี้เพื่อไถ่บาปของมนุษย์ผู้หลงผิดให้กลับคืนไป หาพระเจ้า และพระจิตเจ้า ที่มีพลังอำนาจของพระเจ้าเป็นพลังของความ รักที่เชื่อมพระบิดาและพระบุตรเข้าด้วยกัน ๒. หลักแห่งความรัก (Love หรือ Agapé) พระเจ้าคือ องค์ความรัก คำสอนที่สำคัญด้านจริยธรรมของ ศาสนาคริสต์ที่สูงสุดคือ ความรัก หมายถึง การมอบชีวิตทั้งหมดให้ ด้วย รักซึ่งให้ไม่หวังสิ่งใดตอบแทน ความเป็นมิตรและความปรารถนาให้ผู้อื่น มีสันติความสุข คำสอนในคัมภีร์ไบเบิ้ลหรือพระคริสตธรรมคัมภีร์ทั้งภาค พันธสัญญาเดิมและพันธสัญญาใหม่ล้วนแต่มีคำสอนเรื่องความรัก อัน แยกได้เป็น ๒ แบบคือ ความรักระหว่างมนุษย์กับพระเจ้า และความรัก ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ เช่น “จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง” การให้ อภัยแม้แต่ศัตรู ฯลฯ


164 ๓. หลักอาณาจักรของพระเจ้า คำสอนเรื่องอาณาจักรของพระเจ้าเป็นคำสอนที่สืบเนื่อง มาจากแนวคิดของชาวฮิบรู หรือชาวยิว ซึ่งอพยพตามโมเสสมาใน ดินแดนปาเลสไตน์ ชาวยิวเรียกตนเองว่า อิสราเอล อันเป็นชื่อของหลาน ชายของอับราฮัม ต้นตระกูลของชาวยิว หมายถึงผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า ศาสนาที่ชาวยิวนับถือคือศาสนายูดาย อันเป็นศาสนาที่สัมพันธ์กับศาสนา คริสต์อย่างใกล้ชิด ศาสนายูดายเชื่อว่าพระเจ้าเป็นกษัตริย์แห่งสวรรค์ และ อาณาจักรของพระเจ้ายังไม่ปรากฏแก่โลกมนุษย์ ส่วนคำสอนของพระเยซู ในเรื่องอาณาจักรของพระเจ้า เป็นคำสอนหลักเรื่องหนึ่งที่พระเยซูให้ ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยเน้นว่าความดีต่างๆ ที่บุคคลได้ทำแล้วจะเป็น สิ่งที่นำพาบุคคลนั้นให้ไปสู่อาณาจักรของพระเจ้าไม่ว่าจะในโลกนี้หรือโลก หน้า คำสอนเรื่องอาณาจักรของพระเจ้าในคัมภีร์ไบเบิ้ลภาคพันธสัญญาใหม่ มีนักพระคัมภีร์ตีความออกมาหลายนัย ดังมีผู้สรุปออกมาเป็น ๓ นัย ได้แก่ ๑. อาณาจักรของพระเจ้า คือศาสนจักรหรือดินแดนที่เต็ม ไปด้วยความรักและความสุขในโลกนี้ ๒. อาณาจักรของพระเจ้า คือสวรรค์ที่อยู่เหนือโลก ๓. อาณาจักรของพระเจ้า คืออาณาจักรแห่งความรักและ สันติสุขภายในจิตใจของมนุษย์ในปัจจุบันขณะ อย่างไรก็ตาม ชาวคริสต์มีความเชื่อว่า จะมีวันสิ้นพิภพ พระเยซูคริสต์จะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อพิพากษาทั้งผู้ที่ยังมีชีวิตและวิญญาณ ผู้ล่วงลับไปแล้ว ความยุติธรรมและสันติสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ในอาณาจักร พระเจ้า ไม่ใช่ในโลกนี้ ชาวคริสต์เชื่อเรื่องการถูกพิพากษาครั้งสุดท้าย (The Last Judgement) รูปปั้นของพระแม่มารีย์สวมมงกุฎพร้อมกับอุ้มพระเยซูในวัยเยาว์ มงกุฎเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงชัยชนะหรือเชื้อสายแห่งกษัตริย์ มงกุฎของพระแม่แสดงถึงความเป็นราชินีแห่งสวรรค์ ด้านหลังเป็นภาพมรณสักขีชาวไทยทั้ง ๖ ท่าน วัดสองคอน จังหวัดมุกดาหาร


165 ๑ โบสถ์วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์) กรุงเทพมหานคร ๒ โบสถ์เวียงเชียงราย จังหวัดเชียงราย ๑๒ ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสถานที่ใช้ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ของศาสนาคริสต์ แยกย่อยออกไปได้หลายแบบ ซึ่งจะยกตัวอย่างมาจำนวนหนึ่ง ได้แก่ มหาวิหาร (Basilica) ปกติแล้วจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ประจำตำแหน่งของ พระสันตะปาปา หรือเป็นวัดที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แห่งพระ ศาสนจักร และสันตะปาปาได้สถาปนาฐานันดรให้เป็น Basilica เช่น มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ มหาวิหารเซ็นต์จอห์น แห่งลาเตรัน มหาวิหาร ซางตา มารีอา มาร์จอเร่ มหาวิหารเซ็นต์ปอล นอกกำแพงกรุงโรม ฯลฯ อาสนวิหาร (Cathedral) เป็นโบสถ์ประจำตำแหน่งของพระสังฆราชประจำท้องถิ่น ถือเป็นโบสถ์แม่ประจำสังฆมณฑล พระสังฆราชท้องถิ่นอภิบาลประกาศ สั่งสอนและบริหารงานในเขตปกครองจากอาสนวิหารแห่งนี้ เป็น สัญลักษณ์ของอำนาจพระสังฆราชในฐานะผู้อภิบาล (Pastor) อาสนวิหาร จะมีอาสนะหรือบัลลังก์ที่ประทับ (Cathedra) ของพระสังฆราชประดิษฐาน อยู่ อาสนวิหารในประเทศไทยก็มีอยู่ทุกเขตปกครองสังฆมณฑล เช่น อาสนวิหารอัสสัมชัญ (Assumption Cathedral) บางรัก กรุงเทพฯ ซึ่งใช้เป็นที่พักของพระคาร์ดินัลและประมุขมิสซังในประเทศไทย อาสนวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมล จันทบุรี อาสนวิหารพระหฤทัยพระเยซูเจ้า เชียงใหม่ อาสนวิหารนักบุญราฟาแอล สุราษฎร์ธานี ฯลฯ


166


167 โบสถ์ หรือวัด (Church) เป็นสถานศักดิ์สิทธิ์หรือ “บ้านของพระเจ้า”สำหรับ ประกอบศาสนพิธี เพื่อประโยชน์ของคริสต์ศาสนิกชน ปกติการสร้าง โบสถ์จะต้องได้รับอนุญาตจากพระสังฆราชที่ปกครองเขตหรือพื้นที่นั้นๆ (Parish church) อย่างเป็นทางการก่อน การสร้างโบสถ์จะต้องมีการ เสกและให้ชื่อ (Title) สำหรับโบสถ์นั้นๆ ซึ่งชื่อดังกล่าวจะคงอยู่ไปตลอด ไม่มีการเปลี่ยน โบสถ์นั้นจะหมดหน้าที่ต่อเมื่อเกิดความเสียหายอย่าง มากไม่อาจจะซ่อมแซมหรือบูรณะได้อีก แต่ยังสามารถจะปรับเปลี่ยนไป ทำประโยชน์หรือหน้าที่อื่นๆ ได้หากได้รับอนุญาต แต่เดิมในยุคเริ่มแรกชาว คริสต์ไปประกอบศาสนพิธีกันตามบ้านเรือนของคริสต์ศาสนิกชนด้วยกันเอง คริสต์ศาสนิกชนในนิกายโรมันคาทอลิกชาวไทยนิยมเรียกโบสถ์ว่า วัด เช่น วัดแม่พระลูกประคำ (กาลหว่าร์) วัดเซนต์หลุยส์ สาทร เป็นต้น รูปแบบ สถาปัตยกรรมมักเป็นแบบยุโรป สำหรับนิกายโปรเตสแตนท์จะเรียกโบสถ์ ว่า คริสตจักร เช่น คริสตจักรไม้กางเขน คริสตจักรแห่งความหวัง คริสตจักร รวมพระพร เป็นต้น ลักษณะสถาปัตยกรรมออกแบบให้เห็นความเรียบง่าย ไม่เน้นรูปเคารพหรือรูปปั้น มักจะมีไม้กางเขนเรียบๆ ประดับเพื่อแสดงถึง สถานที่ทางศาสนา วัดน้อย (Private chapel) เป็นสถานที่กำหนดไว้สำหรับประกอบศาสนพิธีเพื่อ ประโยชน์ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือบางคน ไม่ใช้เพื่อการอื่นนอกจาก ศาสนพิธี พระสังฆราชแต่ละองค์ สามารถมีวัดน้อยเป็นของตนเองได้ แต่ ถ้าจะให้วัดน้อยนี้เป็นประโยชน์สำหรับคริสต์ศาสนิกชนอื่นด้วย ก็ต้องได้ รับอนุญาตจากพระสังฆราชผู้ปกครองก่อน เช่น วัดน้อยในโรงพยาบาล โบสถ์ประจ�ำสถาบัน หรือวัดเล็ก (Oratory) เป็นโบสถ์ประจำโรงเรียน มหาวิทยาลัย โบสถ์ประจำบ้าน นักบวชต่างๆ ฯลฯ เป็นสถานที่มีลักษณะย่อยลงมาอีก สำหรับประกอบ ศาสนพิธีเพื่อประโยชน์ของกลุ่มคริสต์ศาสนิกชนบางกลุ่ม คริสต์ศาสนิกชน คนอื่นๆ สามารถเข้าร่วมศาสนพิธีในโบสถ์ประจำสถาบัน (Oratory) ได้ ถ้าผู้ดูแลของสถาบันนั้นยินยอม มีลักษณะใกล้เคียงกับวัดน้อย อาคารสิ่งก่อสร้างในทางศาสนาคริสต์ที่สร้างขึ้นด้วยน้ำมือ มนุษย์นั้น อาจกล่าวได้ว่าไม่ได้เป็นวิหารหรือโบสถ์ที่แท้จริง ในเชิง สัญลักษณ์แล้วความเป็นมนุษย์หรือมนุษยภาพของพระเยซูคริสต์ถือเป็น วิหารของพระเจ้า คริสต์ศาสนิกชนทุกๆ คนก็เป็นวิหารของพระจิตเจ้า ด้วยผ่านทางพิธีกรรมศีลล้างบาป และยังถือว่า พระตรีเอกภาพประทับ อยู่ในคนที่รับศีลล้างบาปทุกคน โบสถ์ยังมีองค์ประกอบหลายอย่างทั้งที่เป็นลักษณะของ การออกแบบบเชิงสถาปัตยกรรมของอาคารและพื้นที่ หรือรูปแบบการ ประดับตกแต่ง รวมไปถึงวัตถุสัญลักษณ์ต่างๆ ที่ใช้ในโบสถ์ ซึ่งเชื่อมโยง ไปยังแนวคิดของศาสนา เช่น ลานหน้าโบสถ์ (Church Courtyard) โบสถ์ส่วนใหญ่มักมี ลานหน้าโบสถ์ที่เป็นเหมือนพื้นที่ต้อนรับผู้ที่จะมาประกอบพิธีกรรม บาง ที่ก็ใช้ประกอบพิธีกรรมด้วย การมีพื้นที่ตรงกลางก่อนเข้าสู่โบสถ์เป็นสิ่งที่ จะช่วยให้ผู้ที่มาประกอบพิธีกรรมได้ปรับตัวปรับใจจากชีวิตปกติที่มีความ วุ่นวายเข้าสู่พื้นที่แห่งความสงบ บริเวณสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (Sanctuary) หรือบริเวณ พระแท่นบูชา ภายในโบสถ์มักจะจัดพื้นที่แยกออกไปเป็นสัดส่วน ออก ห่างจากพื้นที่ที่คริสต์ศาสนิกชนมาใช้กัน เพราะเป็นพื้นที่ที่พระสงฆ์ หรือ บาทหลวงประกอบพิธีกรรม มีการตั้งพระแท่น (Altar) ไว้เป็นศูนย์กลาง ของการฉลองพิธีบูชาต่างๆ และใช้วัสดุในการก่อสร้างให้มีความงามและ เหมาะสมมากที่สุด มีบรรณฐาน (Lectern) ตั้งประกอบอยู่เพื่อใช้วาง หนังสือพระคัมภีร์ ซึ่งบรรณฐานนี้จะจัดสร้างขึ้นในลักษณะที่พิเศษและมี เอกลักษณ์ เพื่อแสดงออกว่าเป็นที่ประทับของพระวาจาพระเจ้า หอระฆัง (Bell Tower) และระฆังโบสถ์ (Bell) โดยทั่วไป โบสถ์มักจะมีหอระฆัง เพื่อใช้เสียงเป็นสัญญาณเรียกคริสต์ศาสนิกชนให้ มาชุมนุมกันในวันพระเจ้า หรือเป็นสัญญาณถึงวันฉลองและสมโภชต่างๆ รวมทั้งเป็นการสื่อสารให้ทราบถึงวาระต่างๆ ด้วยการใช้สัญญาณการเคาะ ระฆัง เช่น ระฆังเข้าโบสถ์วันธรรมดา ระฆังพรหมถือสาร ระฆังวันสมโภช ระฆังผู้ตาย ฯลฯ


168 นอกจากศาสนสถานแล้ว คริสต์ศาสนายังมีศาสนวัตถุต่างๆ เช่นเดียวกับอีกหลายๆ ศาสนา จะขอยกมาเป็นตัวอย่างบางประเภท เช่น ไม้กางเขนและรูปพระเยซูถูกตรึงบนกางเขน เป็นสัญลักษณ์ในศาสนาคริสต์เก่าแก่และแพร่หลายที่สุด สัญลักษณ์หนึ่ง แม้ว่าจะพบสัญลักษณ์กางเขนได้ในหลายศาสนา แต่ สำหรับศาสนาคริสต์ ไม้กางเขนใช้เป็นสื่อสัญลักษณ์ไปถึงพระเยซูคริสต์ ได้ดีที่สุด เพราะทรงถูกลงโทษให้ตรึงพระองค์ไว้บนไม้กางเขนจนสิ้นชีวิต กล่าวกันว่าไม้กางเขนถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของศาสนาคริสต์มาตั้งแต่ราว คริสต์ศักราชที่ ๒๐๐ นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องหมายของศาสนาคริสต์ การชดใช้บาป ความรอดจากบาป และการที่ศาสนาคริสต์ช่วยไถ่บาปให้ แก่มนุษย์ ไม้กางเขนมีหลายรูปแบบ รูปศักดิ์สิทธิ์ คริสต์ศาสนามีการใช้รูปศักดิ์สิทธิ์เป็นเสมือนสิ่งกระตุ้น เตือนคริสต์ศาสนิกชนให้เกิดศรัทธาและทำการตอบสนองต่อความเชื่อ ความศรัทธานั้น รูปศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นอาจจะเป็นรูปปั้นหรือรูปวาดที่เป็น สื่อไปถึงความศักดิ์สิทธิ์ในศาสนา เช่น พระรูปของพระเยซู พระแม่มารีย์ และนักบุญที่ได้รับการเคารพนับถือ ในโบสถ์ยังนิยมตกแต่งด้วย รูปสิบสี่ภาค (Stations of the Cross) อันหมายถึงรูปแสดงเรื่องราวของ พระเยซูตอนถูกตรึงกางเขน ที่กล่าวมาเป็นแบบแผนธรรมเนียมของนิกายโรมันคาทอลิก เป็นส่วนมาก แต่เนื่องจากคริสต์ศาสนาในประเทศไทยมีอยู่หลายนิกาย แต่ละนิกายจะมีแบบแผนการปฏิบัติแตกต่างกันไป ในส่วนของโบสถ์ นิกายโปรเตสแตนท์ มักจะมีลักษณะเรียบง่ายไม่เน้นความหรูหรา เน้น ประโยชน์ใช้สอยคือ การเทศนาฟังธรรมเป็นหลัก ในประเทศไทยบางแห่ง ภาพประดับกระจกสีที่โบสถ์วัดซางตาครู้ส กรุงเทพมหานคร ก็มีลักษณะสถาปัตยกรรมท้องถิ่นปะปนด้วย เล่าเรื่องอับราฮัมถูกพระเจ้าลองใจให้บูชาพระเจ้าด้วยบุตรของตนเอง


169


170 ศาสนพิธี วันส�ำคัญทางศาสนา ศาสนาคริสต์ในประเทศไทยนั้นประกอบไปด้วยหลายนิกาย จึงมีแบบแผนธรรมเนียมใน การปฏิบัติศาสนกิจไม่เหมือนกันไปทั้งหมด ในฝ่ายของนิกายโรมันคาทอลิกมีพิธีกรรมหลักอยู่ ๗ พิธี ซึ่งเรียกว่า ศีลศักดิ์สิทธิ์ (Sacraments) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ภายนอก ที่เป็นเครื่องมือเพื่อสื่อไปถึงการรับ พระพรจากพระเจ้าทางชีวิตฝ่ายจิต กล่าวคือพระเจ้าประทับอยู่เพื่อช่วยให้ชีวิตรอดตั้งแต่เกิดจนตาย ได้แก่ ๑. พิธีรับศีลล้างบาป (Baptism) เป็นพิธีกรรมในการรับผู้มีศรัทธาเข้าเป็นชาวคริสต์ บางทีก็เรียกกันว่า ศีลจุ่ม โดยเฉพาะเวลาทำพิธีให้กับเด็กทารก ทารกนั้นจะถูกจุ่มลงไปในน้ำเมื่อยาม รับศีล ที่มาของศีลล้างบาปนี้มาจากความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทั้งหลายเกิดมาพร้อมกับบาปกำเนิด (original sin) หรือความโน้มเอียงที่ทำบาปเพราะชีวิตมนุษย์ไม่มีความสมบูรณ์ ซึ่งเป็นมรดกมาจากมนุษย์คู่แรก ของโลก คือ อาดัมและเอวา ได้ทำการละเมิดคำสั่งของพระเจ้า คริสต์ศาสนิกชนมักจะนำเด็กที่เกิดใหม่ ไปรับศีลล้างบาปโดยมี “พ่อทูนหัว” (Godfather) และ “แม่ทูนหัว” (Godmother) มาร่วมพิธีด้วย เนื่องจากทั้งสองคนจะเป็นผู้รับผิดชอบการเลี้ยงดูให้เด็กนั้นเติบโตขึ้นมาอย่างมีความศรัทธาต่อศาสนา


171 ๒. พิธีรับศีลมหาสนิท (Eucharist or Holy Communion) เป็นพิธีกรรม หลักอย่างหนึ่งของนิกายโรมันคาทอลิก พิธีกรรมนี้เป็นการรำลึกถึงอาหารมื้อสุดท้าย (The Last Supper) ที่พระเยซูทรงรับประทานร่วมกับบรรดาสาวกใกล้ชิด ๑๒ ท่าน ก่อนถูกจับ ตรึงกางเขน ในวันดังกล่าวพระเยซูได้ทรงหยิบขนมปังหักแบ่งให้ผู้ร่วมมื้ออาหารและเปรียบ ว่าเป็นกายของพระองค์ ที่มอบให้ทุกคนเพื่อระลึกถึงพระองค์ จากนั้นทรงหยิบถ้วยเหล้าองุ่น มาเทแบ่งให้ทุกคนในทำนองเดียวกัน โดยกล่าวว่าเป็นเหมือนกับโลหิตของพระองค์ ดังนั้น ผู้เข้าร่วมการรับศีลมหาสนิทจะประกอบพิธีกรรมที่เรียกว่า “มิสซา” โดยการรับเอาขนมปังและ เหล้าองุ่นมารับประทานร่วมกัน อันเป็นสัญลักษณ์ว่าได้รับเอาพระวรกายและพระโลหิตของ พระเยซูเจ้าเข้าไปเป็นหนึ่งเดียวกับตน กลายเป็นประชากรของพระเจ้า และมีความเชื่อมโยงกับ คริสต์ศาสนิกชนคนอื่นด้วยสายสัมพันธ์แห่งความรักที่มีต่อกัน คริสตชนคาทอลิกเชื่อแน่นอนว่า พระเยซูคริสต์ประทับอยู่จริงในปัจจุบัน ในพิธีบูชาขอบพระคุณ หรือพิธีบูชามิสซา พิธีนี้ปกติ พระสงฆ์คาทอลิกกระทำทุกวัน โดยเฉพาะในวันอาทิตย์เป็นวันที่ระลึกถึงพระเยซูคริสต์กลับ คืนพระชนมชีพ อาจมีพิธีหลายรอบเพื่อบริการสัตบุรุษเพื่อการฟังพระวจนะพระเจ้า ฟังเทศน์ อธิษฐานสรรเสริญพระเจ้าพร้อมกัน และการรับแผ่นขนมปังทรงชีวิต อาหารฝ่ายจิต พิธีกรรม มีความเข้มข้นโดยเฉพาะช่วงเทศกาลสำคัญทางศาสนาคือ ในช่วงต้นเดือนธันวาคม โอกาส คริสตสมภพ และช่วงประมาณมีนาคมหรือเดือนเมษายน ซึ่งเป็นเทศกาลสมโภชปัสกาที่เป็นการรำลึกถึงวันคืนชีพของพระเยซูคริสต์ หรือเทศกาลอีสเตอร์ (Easter) ๓. พิธีรับศีลกำลัง (Confirmation) พิธีกรรมนี้เป็นการสื่อให้เห็นว่า พระพร นานัปการของพระจิตเจ้าประทับอยู่กับผู้ที่เข้าพิธีการเป็นคริสต์ศาสนิกชนอย่างสมบูรณ์ พร้อมทั้งเป็นการยืนยันถึงความเชื่อและศรัทธาของบุคคลนั้นๆ ว่าจะเป็นชาวคริสต์ที่แท้จริง และพร้อมที่จะประกาศโดยการเป็นพยานแห่งการเจริญชีวิต โดยในการทำพิธีจาก พระสังฆราช หรือบาทหลวงผู้ประกอบพิธีจะนำเอามือไปวางบนศีรษะของผู้เข้าร่วมพิธีและ เจิมน้ำมันที่หน้าผากเป็นรูปไม้กางเขน ปกติน้ำมันมะกอกเป็นสัญลักษณ์ภายนอกบ่งถึงการให้ พละกำลังให้เข้มแข็ง น้ำมันนี้ได้รับการเสกให้ศักดิ์สิทธิ์ เรียกว่า น้ำมันคริสมา ๔. พิธีรับศีลแก้บาปหรือศีลอภัยบาป (Penance or Sacrament of Reconciliation) เป็นพิธีกรรมที่ทำให้คริสต์ศาสนิกชนที่ได้ประพฤติผิดไปแล้ว สามารถที่จะ กลับใจ เริ่มต้นชีวิตใหม่ได้ ไม่ต้องสิ้นหวัง เพราะพระเจ้าทรงให้โอกาสอยู่เสมอ ทำให้มนุษย์สามารถ “คืนดี” กับพระเจ้าได้อยู่ตลอด การแก้บาปจะกระทำกับบาทหลวงที่เป็นตัวแทนของพระเจ้า ที่จะอ้างอำนาจของพระองค์ในการให้อภัยต่อบาปที่คนทั้งหลายได้ทำลงไป การสารภาพบาป มักจะทำพร้อมๆ กันก่อนพิธีบูชามิสซา ๑ พิธีรับศีลมหาสนิท๒ พิธีรับศีลกำลัง๒๑


172 ๕. พิธีรับศีลสมรส (Matrimony) เป็นพิธีกรรมที่จะทำการผูกผัน หญิงชายไว้ด้วยกัน การประกอบพิธีกรรมจะกระทำโดยบาทหลวง ดังนั้นการทำ พิธีการสมรสจึงกลายเป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา เมื่อสมรสกันไปแล้วการหย่าจะ เป็นเรื่องต้องห้าม เหตุเพราะในคริสต์ศาสนาความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาเป็น ความสัมพันธ์ตามกฎของพระเจ้า ครอบครัวที่คู่สมรสแต่ละคู่ตั้งขึ้นมาจึงเป็นสถาบัน ศักดิ์สิทธิ์ เป็นความสัมพันธ์ที่ยกเลิกไม่ได้ พิธีกรรมการแต่งงานจะทำระหว่างพิธี มิสซา บาทหลวงจะไปอยู่หน้าคู่บ่าวสาวและจะมีพยานเป็นชายหญิงอีกคู่หนึ่ง เมื่อ บาทหลวงประกาศความเป็นคู่แต่งงานไปแล้ว จะมีการแลกแหวนที่มีการเสกแล้วให้ ระหว่างกัน ความศักดิ์สิทธิ์ของการสมรสอยู่ที่คู่บ่าวสาวให้คำมั่นสัญญาด้วยตนเอง ว่าเขาทั้งสองจะเป็นเลือดเนื้อเดียวกัน ยกย่องให้เกียรติซึ่งกันและกัน ทั้งในยาม ทุกข์ ยามสุข เวลาเจ็บไข้หรือเวลาสบายดี จนตลอดชีวิต การสมรสจึงต้องมีใจอิสระ ๖. พิธีรับศีลบวช (Ordinations) เป็นพิธีกรรมในการรับผู้ที่จะ ปวารณาตัวเข้าเป็นศาสนบริกรของศาสนจักรและรับใช้ประชากรพระเจ้า ผู้ที่จะเข้า รับการบวชเป็นบาทหลวงได้ ต้องผ่านการรับศีลล้างบาปและศีลกำลังมาแล้วและมี คุณสมบัติในเรื่องการมีศีลธรรมอันดีพร้อมทั้งเชื่อมั่นว่าตนเองได้รับการดลใจจาก พระเจ้าให้มาเป็นสมาชิกศาสนบริกรพิเศษของศาสนจักร ซึ่งการบวชนั้นมีหลาย ขั้นตอน และหลายระดับ ๗. พิธีรับศีลเจิมคนไข้ (Anointing of the Sick) เป็นพิธีกรรมที่ สืบเนื่องมาจากสมัยก่อนที่มุ่งหมายจะให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาทั้งทางกายและทาง วิญญาณ แต่เดิมจะเป็นญาติพี่น้องของผู้ป่วยที่เจิมเขาด้วยน้ำมันศักดิ์สิทธิ์ แต่หาก ผู้ป่วยมีอาการหนักจะเจิมโดยพระสังฆราชหรือบาทหลวง พิธีกรรมจะเริ่มด้วยการ อ่านพระคัมภีร์ การเทศน์เพื่อเตือนใจ จากนั้นจึงทำการปกมือเหนือศรีษะผู้ป่วย ก่อน จะเสกน้ำมันและนำน้ำมันนั้นมาเจิมที่หน้าผากและมือเพื่อขอให้เขามีกำลังทางจิต วิญญาณ และแน่วแน่ในความเชื่อแม้ทนทุกข์จากความเจ็บป่วย ส่วนในฝ่ายของนิกายโปรเตสแตนท์ถือว่าศีลล้างบาปและศีลมหาสนิท มีความสำคัญมากกว่าเรื่องอื่นๆ นอกนั้นชาวคริสต์ โดยเฉพาะคาทอลิกยังมีพิธีกรรมอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การสวดทำวัตร การเข้าเงียบ พิธีปฏิญาณตนเป็นนักบวชคณะต่างๆ เพื่อรับใช้ พระเจ้าและเพื่อนมนุษย์ตามจิตตารมณ์ของผู้ตั้งคณะนักบวช อธิษฐานภาวนา ฯลฯ ๒ ๑


173 เทศกาลส�ำคัญของศาสนาคริสต์ คริสต์ศาสนิกชนมีวันสำคัญหรือเทศกาลสำคัญทางศาสนาอยู่เป็น จำนวนไม่น้อย ในที่นี้จะยกกล่าวเป็นบางวันหรือเทศกาล ทั้งในส่วนของนิกาย โรมันคาทอลิกและนิกายโปรเตสแตนท์ ๑ พิธีรับศีลสมรส ๒ พิธีรับศีลบวช ๓ พิธีกรรมในโบสถ์วัดซางตาครู้ส กรุงเทพมหานคร ๓


174 เทศกาลคริสต์มาส (Christmas) หรือวันสมโภช พระคริสตสมภพ (Feast of the Nativity) จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันที่ ๒๕ ธันวาคม เพื่อเฉลิม ฉลองการประสูติของพระเยซูคริสต์ คำว่า “คริสต์มาส” เป็นคำทับ ศัพท์ภาษาอังกฤษ มีที่มาจากภาษาอังกฤษโบราณว่า “Christes Maesse” หมายถึงการบูชามิสซาของพระคริสต์ ธรรมเนียมการเฉลิม ฉลองนี้มาจากการฉลองของพระเสาร์ (Saturn) และเรียกเทศกาลเฉลิม ฉลองนี้ว่า “Saturnalia” เริ่มตั้งแต่กลางเดือนธันวาคมจนถึงวันที่ ๑ มกราคมของทุกปี พอมาถึงรัชสมัยของจักรพรรดิคอนสแตนตินที่นับถือ ศาสนาคริสต์ จึงกำหนดให้วันที่ ๒๕ ธันวาคมของทุกปีเป็นวันฉลองการ ประสูติของพระเยซู ดังนั้นประเพณีนี้จึงเริ่มจากกรุงโรมนับตั้งแต่คริสต์ ศตวรรษที่ ๔ ในปัจจุบันเทศกาลนี้เป็นเทศกาลที่ผู้คนทั่วโลกทั้งคริสต์ ศาสนิกชนและคนอื่นๆ ถือเป็นเทศกาลของการให้ของขวัญระหว่าง กัน มีการประดับตบแต่งต้นคริสต์มาสให้สวยงามเพื่อการเฉลิมฉลอง ในประเทศไทยมีประเพณีการฉลองเทศกาลคริสต์มาสในกลุ่มคริสต์ ศาสนิกชนทั่วไป และมีประเพณีที่พิเศษที่ไม่มีในที่อื่นๆ ของโลกคือ เทศกาลแห่ดาวคริสต์มาส ที่ตำบลท่าแร่ อำเภอเมืองฯ จังหวัดสกลนคร เริ่มจัดครั้งแรก เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ เพื่อการประสูติของพระเยซู เนื่องจาก มีตำนานว่า ยามที่พระเยซูประสูตินั้น มีโหราจารย์ได้มองเห็นดาว ลักษณะพิเศษที่มีความสุกสว่างกว่าดาวทั่วไปปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า จึง ออกเดินทางตามดาวนั้นไป จนพบสถานที่ประสูติของพระเยซูที่เมือง เบ็ธเลเฮม ในดินแดนปาเลสไตน์ ชาวคริสต์จึงถือว่า “ดาว” คือสัญลักษณ์ ของการเสด็จลงมาในโลกมนุษย์ของพระเยซู หรือที่เรียกกันในชื่อว่า “Star of Bethlehem” ชาวบ้านจะพากันประดิษฐ์ดวงดาวด้วยการ เหลาไม้ไผ่เป็นโครงรูปดาวแล้วนำมาติดกระดาษแก้วหลากสีนำมาประดับ ตามโบสถ์ บ้าน รวมไปถึงขบวนรถแห่ดาวซึ่งจะออกแห่ในตอนกลางคืน นับร้อยคัน เทศกาลปัสกาของคริสต์ หรืออีสเตอร์ (Easter) เทศกาล “ปัสกา” (Pasqua) แต่เดิมเป็นการฉลองของชาวยิว โดยมีพิธีการกินขนมปังไร้เชื้อกับเนื้อแกะ ในภาษาฮิบรู แปลว่า การ ข้ามหรือการกระโดดผ่าน เพื่อระลึกที่พระเจ้าช่วยให้พวกเขารอดพ้นจาก การเป็นทาสของชาวอียิปต์ แต่เทศกาลปัสกาของชาวคริสต์ เป็นการฉลอง เหตุการณ์ที่พระเยซู ทรงไถ่บาปของมนุษย์ด้วยการยอมการรับทรมานจน สิ้นพระชนม์ และการฟื้นคืนชีพ ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว โดยมีเครื่องหมาย ผ่านจากความตาย และกลับคืนชีพเป็นสัญลักษณ์ของการ “ข้ามผ่าน” จากความทุกข์สู่ความยินดี จากบาปและความตายสู่ชีวิตใหม่ เทศกาล นี้มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า อีสเตอร์ (Easter) ในวันดังกล่าวจะมีการ ฉลองด้วยการกินไก่งวงและไข่ ในพระศาสนจักรเริ่มแรกนั้น ไข่ได้เคย ห้ามรับประทานเป็นอาหาร ระหว่างเทศกาลมหาพรต แต่เมื่อจบเทศกาล มหาพรตแล้ว คริสตชนก็ต่างดีใจ ที่จะได้กินไข่อีกครั้งหนึ่ง และตั้งแต่ นั้นมา ก็เป็นประเพณีกินไข่อีสเตอร์ และแจกไข่ในเวลาต่อมา ปัจจุบันจะ มีธรรมเนียมเอาไข่ไปย้อมสีหรือวาดรูปและเขียนคำอวยพรต่างๆ นำไป ซ่อนไว้ตามพุ่มไม้หรือกอหญ้า เพื่อให้ผู้ไปร่วมฉลองได้มีโอกาสหาไข่ อีสเตอร์ เพื่อความสนุกสนาน วันพุธรับเถ้า เป็นวันเทศกาลมหาพรต คือช่วงเวลาสี่สิบวันที่เตรียมการ ก่อนการสมโภชปัสกาของศาสนาคริสต์ เทศกาลนี้มีชื่อเป็นภาษาละติน ว่า “Quadragesima” ซึ่งแปลว่า “ที่สี่สิบ” (ภาษาอังกฤษเรียกเทศกาล นี้ว่า “Lent”) ปัจจุบันนี้เทศกาลมหาพรตเริ่มตั้งแต่วันพุธรับเถ้าซึ่งมีพิธี เสกและโปรยเถ้าบนศีรษะของคริสต์ศาสนิกชนระหว่างพิธีมิสซาหรืออาจ จะไม่มีมิสซาก็ได้ การใช้เถ้าโปรยศีรษะเป็นเครื่องหมายแสดงการไว้ทุกข์ หรือการกลับใจของชาวยิวแต่โบราณ พร้อมทั้งมีการอดอาหารจำพวกเนื้อ ลดอาหารเหลือมื้อเดียว ปฏิบัติศาสนกิจ บริจาคทาน อดออมและละเว้น จากสิ่งฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เทศกาลนี้จะสิ้นสุดลงในวันปัสกาหรือวันอีสเตอร์


175 วันฉลองพระแม่และนักบุญต่างๆ ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก มีความเคารพนับถือในพระแม่มารีย์เนื่องจากเป็น พระมารดาของพระเยซู และบรรดานักบุญทั้งหลาย ทางศาสนจักรโรมันคาทอลิกจัดให้มีการฉลองเพื่อ เป็นการระลึกถึงคุณงามความดี และเพื่อเป็นกำลังใจแก่คริสต์ศาสนิกชนในการเดินตามพระเจ้าและ บรรดานักบุญต่างๆ เหล่านั้น ศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกในประเทศไทย จะมีวันฉลองดังนี้ วันที่ ๑ มกราคม วันสมโภชพระนางมารีย์ พระมารดาของพระเยซู วันที่ ๖ มกราคม วันสมโภชพระเยซูคริสต์แสดงตน วันที่ ๒๙ มิถุนายน วันสมโภชนักบุญเปโตรและเปาโล อัครสาวก วันที่ ๑ พฤศจิกายน วันสมโภชนักบุญทั้งหลาย วันที่ ๘ ธันวาคม วันสมโภชพระนางมารีย์ผู้ปฏิสนธินิรมล วันที่ ๒๕ ธันวาคม วันสมโภชพระคริสตสมภพ


176


177 ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู สกุลพราหมณ์จากสายภาคใต้เป็นหลักในการก่อตั้งเทวสถานประจำพระนคร มีการตั้ง เสาชิงช้า ตามคติการสร้างบ้านเมืองของพิธีพราหมณ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๗ หลังจากพระบาทสมเด็จพระพุทธ ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ สร้างพระบรมมหาราชวัง มนเทียร พระราชฐาน และวัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้วเสร็จ มีการประกอบพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย และพิธี โล้ชิงช้า เพื่อพระผู้เป็นเจ้าเสด็จมาประสิทธิ์ประสาทสวัสดิมงคล อันอุดมด้วยความมั่นคงไพบูลย์แห่ง พระราชอาณาจักร พราหมณ์ ณ เทวสถานแห่งนี้ คือกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมทั้งหลายใน การพระราชพิธีแห่งพระมหากษัตริยาธิราชเจ้าทุกรัชกาลของแผ่นดิน ตลอดทั้งพิธีของพระราชวงศ์ หน่วยราชการและอาณาประชาราษฎร์ ให้ศานติสุข ให้ความร่มเย็นธำรงอยู่ในสังคมไทยสืบเนื่องต่อมาไม่ขาด สายตราบปัจจุบัน ซึ่งการพระราชพิธีหรือพิธีนั้นๆ จะมีพิธีสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเป็นหลัก ทำให้พิธีกรรม ทั้งสองศาสนาได้ผสมผสานเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แสดงเอกลักษณ์ความกลมกลืนไปด้วยกันตลอดมา อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าบ้านเมือง สังคมไทยจะก้าวเข้าสู่สถานการณ์ใด หรือบ้านเมือง มีผลกระทบจากสังคมโลกสถานใด บทบาทความสำคัญของคติพราหมณ์แห่งเทวสถานก็มิได้ลด หรือตัดทอนสิ่งที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิมครั้งประเทศไทยยึดถือการปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ตั้งแต่โบราณกาลกระทั่งถึงรัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ๑ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือวัดแขกสีลม กรุงเทพมหานคร ๒ จิตรกรรมแสดงรูปพราหมณ์ประกอบพิธี จรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อสวัสดิมงคลแก่พืชพันธุ์ธัญญาหาร ๑ ๒


178 หลังจาก พ.ศ. ๒๔๗๕ ประเทศไทยเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จารีตอันเป็นโบราณ ราชประเพณีอันงดงาม แม้มิได้รับความนิยมและเห็นชอบในคติพราหมณ์ตามกระแสของระบอบ ประชาธิปไตยในเบื้องต้นก็ตาม ระเบียบประเพณีตามคติพราหมณ์ก็ยังคงรักษาและถือปฏิบัติแสดง ความเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของชาติไทยเสมอมา คติพราหมณ์แห่งเทวสถานคงสนองภารกิจที่เกิด ขึ้นใหม่ตามสมัย ซึ่งได้มีการพัฒนาปรับรูปแบบดั้งเดิมให้สอดคล้องตามความประสงค์ให้สัมฤทธิ์ผล อย่างสมบูรณ์ตลอดมา จึงได้เห็นวิวัฒนาการ การปรุงแต่งคติความดีงามที่คณะพราหมณ์ยึดมั่นและผจง สร้างสรรค์สรรพสิ่งมงคลนานาประการ ทั้งในสถาบันชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ในทุกๆ โอกาส เพื่อความร่มเย็น ศานติสุข เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการธำรงความเจริญรุ่งเรืองให้ยั่งยืนสืบไป


179 คุณสมบัติของพราหมณ์ในสังคมไทย ผู้มีสิทธิ์ในการ ประกอบพิธีกรรม คือพราหมณ์ทวิชาติ ถือว่าเป็นพราหมณ์ที่แท้จริง หมายถึงผู้ได้มีการเกิด ๒ ครั้ง กำเนิดพราหมณ์ครั้งแรกจากบิดามารดา กำเนิดครั้งที่ ๒ จากการบวช เพื่อปฏิบัติบูชาและประกาศพระคุณของ เทพเจ้า เพื่อนำชีวิตของศาสนิกชนให้กลับไปอยู่กับพรหม พรหมัน มีคุณสมบัติ ๕ ประการคือ ๑. ชาติหรือกำเนิด ต้องเกิดจากบิดามารดาผู้อยู่ในวรรณะ พราหมณ์มาโดยตลอด ๗ ชั่วอายุ ๒. มนตร์ ต้องเรียนจบไตรเพทและคัมภีร์ต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่อง กับคัมภีร์ไตรเพทจนมีความรู้ความชำนาญ ๓. วรรณะ หมายถึงรูปร่างหน้าตา ผิวพรรณงดงามผุดผ่อง คล้ายพรหม ๔.ศีล คือปฏิบัติรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย รู้จักควบคุม อารมณ์ ๕. ปัญญา หมายถึง ความรอบรู้ ความฉลาดที่เกิดจากการ เรียน ชนทั่วไปนับถือว่าเป็นอาจารย์ ลักษณะดังกล่าวคือรูปแบบพราหมณ์ของเทวสถาน ซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย สังเกตได้จากการไว้มวยผม แต่งกายนุ่งขาว ตลอดเวลา เมื่อประกอบพิธีกรรมจะนุ่งโจง สวมเสื้อราชปะแตน ไม่บริโภค เนื้อโค ไม่ปฏิเสธการปฏิบัติกิจทางพระพุทธศาสนา การปฏิบัติธรรมเนื่องตาม ข้อบัญญัติในศาสนาและมีการประสานสัมพันธ์สมาคมกับคณะพราหมณ์ – ฮินดูในนิกายอื่น ๆ ทุกแห่งอย่างดี เฉพาะในกรุงเทพมหานคร มีคณะพราหมณ์ – ฮินดูใน นิกายอื่น ซึ่งเป็นแหล่งที่ชาวอินเดียที่เดินทางเข้ามาประกอบอาชีพค้าขาย และพำนักอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานจำนวนมาก ได้สร้างศาสน สถานขึ้น สำหรับปฏิบัติศาสนกิจและประกอบพิธีสักการบูชาพระผู้เป็น เจ้าและเทพยดาด้วย ปรากฏว่า เริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมาตราบ ถึงรัชกาลปัจจุบัน ได้เผยแพร่ศาสนกิจในกลุ่มชนชาวอินเดียอย่างเสรีขึ้น หลายกลุ่ม ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ได้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางทั้งชาว ไทยและชาวจีน เมื่อถึงเทศกาลสำคัญจะมีผู้ไปสักการะร่วมงานนอกจาก ชาวอินเดียแล้ว ยังมีประชาชนในศาสนาอื่นด้วย อันแสดงศรัทธาความ เชื่ออย่างแท้จริงในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดูนั่นเอง


180 ศาสดา ศาสนบุคคล ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู เป็นศาสนาเดียวที่ไม่มีบรมศาสดาที่เป็นบุคคล อุบัติมาเพื่อประกาศศาสนาและทำหน้าที่เผยแผ่หลักธรรมคำสอนแก่มวลมนุษยชาติ อย่างเช่นหลาย ๆ ศาสนา หากมีแต่พระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น ความเก่าแก่ของศาสนา พราหมณ์ - ฮินดู ไม่อาจประมาณเวลาได้ คาดว่าน่าจะมีอายุมากกว่า ๕,๐๐๐ ปี ด้วย “พระพรหม” ผู้สร้างโลก แล้วก็ดับสูญ เกิดดับมามาก โลกของเราจะเป็นโลก ที่เท่าใดแล้ว ไม่สามารถคำนวณได้ เมื่อเริ่มต้นเรียกศาสนาว่า “สนาตนธรรม” แปลว่า กายอันไม่รู้จักตาย หมายถึง พระวิษณุ มีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า วิษณุธรรม คือคำสั่งสอนของพระวิษณุเป็น เจ้า ต่อมาอีกหลายพันปี เรียกว่า “ไวทิกธรรม” อีกหลายพันปีต่อมา มีผู้ตั้งชื่อศาสนานี้ใหม่ว่า “อารยธรรม” แปลว่า ความเจริญด้วยขนบธรรมเนียมอันดีงาม ต่อมาอีกหลายพันปี ศาสนาสนาตนธรรม เปลี่ยนไปเรียกว่า “พราหมณธรรม” แม้จะมีชื่อตามยุคต่างๆ ตามที่สาธยายมา แท้จริงแล้วคือธรรมะอันเดียวกันทั้งสิ้น ๒ ๑


181 เมื่อ ๗๐๐ ปี มานี้ ศาสนาเปลี่ยนมาเรียกชื่อใหม่ว่า “สินธุ” และ “หินทู” และ “ฮินดู” แปลว่า ธรรมที่สอนลัทธิอหิงสา แม้ไม่อาจสอบค้นได้ว่า สนาตนธรรม เกิดขึ้นเมื่อใดก็ตาม ในคัมภีร์ พระเวทบอกว่า คือธรรมอันไม่มีต้นไม่มีปลาย เกิดขึ้นมาตั้งแต่สร้างโลกแล้ว นับว่าเป็นเวลานานอย่าง เหลือที่จะคณานับ เมื่อสนาตนธรรมเป็นศาสนาของตน จึงแปลว่า ศาสนาที่มีมาแต่นิรันดรกาล คือมี มาตั้งแต่ดั้งเดิม ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเริ่มต้นเมื่อใด การได้เรียนธรรมจากสนาตนธรรม เชื่อว่ากล่าวไว้ในคัมภีร์ พระเวท ซึ่งมิใช่เป็นคัมภีร์ที่มนุษย์แต่ง หากพวกฤๅษีได้ยินมาโดยตรงจากพระผู้เป็นเจ้า คัมภีร์จึงมีชื่อ เรียกรวมๆ ว่า ศรุติ แปลว่า “การได้ยิน” ฤๅษีผู้ได้ยินคัมภีร์พระเวทเป็นผู้มีญาณวิเศษเหนือมนุษย์ธรรมดา ดังนั้น พราหมณ์ - ฮินดูจึงเป็นศาสนาที่สืบทอดมาจากการนับถือคัมภีร์พระเวทอันศักดิ์สิทธิ์ของพระผู้ เป็นเจ้า เป็นศาสนาที่ไม่มีศาสดาเป็นผู้ก่อตั้งเหมือนศาสนาอื่นทั่วไป ได้นำความเก่าแก่ของคัมภีร์ที่แต่ง ขึ้นมาเป็นเกณฑ์กำหนดยุคของศาสนาด้วย เล่าว่าจุดเริ่มต้นของศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู เกิดขึ้นเมื่อ ประมาณ ๓,๕๐๐ ปีมาแล้ว ชาวอารยันอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอินเดียบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ อันเป็นที่มา ของคำว่าฮินดู ต้นน้ำเกิดจากภูเขาหิมาลัยในเขตประเทศอินเดีย ไหลผ่านประเทศปากีสถานไปลงทะเล อาหรับ ชาวอารยันมีคัมภีร์ทางศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก เรียกว่า เวทะ หรือ พระเวท แรกทีเดียวมี ๓ คัมภีร์ คือ ฤคเวท สามเวท และ ยชุรเวท ต่อมา มีคัมภีร์อาถรรพเวทเพิ่มขึ้นมาอีกคัมภีร์หนึ่ง คัมภีร์ของ พราหมณ์ - ฮินดูมีจำนวนเพิ่มขึ้นตามสมัยในกาลต่อมา ซึ่งกำหนดไว้เป็น ๓ สมัยคือ สมัยแรก เรียกว่า สมัยพระเวท แรกทีเดียว มี ๓ คัมภีร์ คือ ฤคเวท สามเวท และ ยชุรเวท ต่อมา มีคัมภีร์อาถรรพเวทเพิ่มขึ้นมาอีกคัมภีร์หนึ่ง สมัยที่ ๒ เรียกว่า สมัยอิติหาสะ มี ๒ คัมภีร์ คือ รามายณะและมหาภารตะ สมัยที่ ๓ เรียกว่า สมัยปุราณะ มีคัมภีร์ปุราณะเกิดขึ้น ๑๘ คัมภีร์ และคัมภีร์อุปปุราณะ เกิดขึ้นอีก ๑๘ คัมภีร์ นับแล้วมีมากกว่า ๑๐๐ คัมภีร์จนไม่สามารถกล่าวได้หมด ๑ จารึกภาษาทมิฬที่เขาพระนารายณ์ พบที่เขาพระนารายณ์ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา พุทธศตวรรษที่ ๑๔ ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช ๒ พระกฤษณะและชายา ณ วัดเทพมณเทียร สมาคมฮินดูสมาช ๓ ห้องสักการะ ของสมาคมฮินดูธรรมสภา ๓


182 คัมภีร์ทั้ง ๓ สมัย คือ สมัยพระเวท สมัยอิติหาสะ และ สมัยปุราณะ เป็นคัมภีร์ที่ใช้ภาษาสันสกฤตทั้งสิ้น ผู้รู้ภาษาสันสกฤต และสามารถประกอบพิธีทางศาสนาคือพราหมณ์เท่านั้น ต่อมาได้มีการ เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ได้มีการแต่งคัมภีร์และบทสวดบูชาพระเป็นเจ้าและ เทพเจ้าด้วยภาษาท้องถิ่น เพื่อให้ชนในท้องถิ่นนั้นๆ เข้าใจในศาสนาง่าย ขึ้น เช่น เรื่องรามเกียรติ์ นิกายไวษณพจะนับถือพระนารายณ์เป็นเจ้า แต่งด้วยภาษาอวธี ในอินเดียภาคใต้ มีผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ทั้งนิกายที่นับถือพระวิษณุเป็นพระเจ้าสูงสุดและนิกายที่นับถือพระศิวะ เป็นพระเจ้าสูงสุด ซึ่งทั้งสองกลุ่มนี้แต่งกวีบทสวดสรรเสริญพระเป็นเจ้า ที่ตนนับถือด้วยภาษาทมิฬ พราหมณ์ - ฮินดูถือว่า ในสนาตนธรรม มีตำราหรือคัมภีร์ ที่ยกย่องในศาสนา ดังนี้ พระเวท ๔ เล่ม อุปเวท ๔ เล่ม ศาสตร์ ๖ เล่ม อุปนิษัท ๓๘ เล่ม ปุราณะ ๑๘ เล่ม อุปปุราณะ ๑๘ เล่ม นอกจากนั้น มีคัมภีร์อื่นๆ ทำนองอรรถาธิบายจำนวนมากนับได้หลายพันเล่ม และมี คัมภีร์ที่เป็นสาระแห่งคัมภีร์ทั้งหลายอีก ๒ เล่ม คือ คัมภีร์มหาภารตะ ซึ่ง มีศรีมัทภควัทคีตาเป็นตอนที่สำคัญที่สุด และคัมภีร์รามายณะ ว่าด้วย พระรามเป็นอวตารปางที่ ๗ ของพระวิษณุ ในปัจจุบันกล่าวได้ว่า ทุกๆ ครอบครัวชาวอินเดีย ทั้งในและนอกประเทศ มีพระคัมภีร์เหล่านี้ไว้ใน ครอบครองของตน นอกจากจะถือเป็นวรรณกรรมสำคัญแล้ว ยังเป็น คัมภีร์ที่ให้บทเรียนทางปรัชญา ทางศาสนา และจริยธรรมหลากหลาย ด้าน ด้วยเป็นคัมภีร์แห่งมนุษยธรรม จึงมีการแปลเผยแผ่ออกไปหลาย ภาษา ด้วยหลักคำสอนที่ว่า ชีวะ คือ วิญญาณ ไม่มีวันตายและไม่เคยมี วันสูญสลายไปเลย ย่อมมีอยู่ตลอดกาล เพียงแต่หมุนเวียนอยู่ในกรรม คติที่กระทำอยู่ตลอดเวลา ดังได้กล่าวมาแล้วว่า วรรณะพราหมณ์ได้รับมอบหมาย หน้าที่เป็นสื่อกลางสำหรับการสื่อสารระหว่างมนุษย์และพระผู้เป็นเจ้า และเชื่อว่า พราหมณ์ถือกำเนิดมาจากพระโอษฐ์ของพระพรหม เป็นผู้มี ความรู้คัมภีร์พระเวท สัจธรรมความรู้สูงสุดอันเป็นแก่นแท้ของศาสนา การสื่อสารกับพระผู้เป็นเจ้าด้วยการประกอบพิธีบวงสรวงบูชา อ้อนวอน พระผู้เป็นเจ้าให้บันดาลความสุขแก่มนุษย์ได้ความสำเร็จ จึงถือว่าเป็นผู้ที่ เกี่ยวข้องกับศาสนาอย่างใกล้ชิด แม้พราหมณ์ – ฮินดู จะเป็นศาสนาเทวนิยม ที่เน้นพิธีกรรม และการสวดอ้อนวอนบูชาพระผู้เป็นเจ้า แต่ก็มีการปฏิบัติเพื่อให้ถึงความ หลุดพ้นตามหลักขององค์ประกอบ ๓ ประการ คือ กรรมโยค คือ การ ประพฤติกรรมดีละเว้นกรรมชั่ว ชญานโยค คือ ความรู้ความเห็นที่ถูกต้อง เป็นเกณฑ์ ภักติโยค คือ ความภักดีแด่องค์ภควานโดยไม่หวังผลตอบแทน การปฏิบัติตามหลักธรรมนี้ จะนำไปสู่จุดหมายสูงสุด คือ ความหลุดพ้นจากกองทุกข์ กองกิเลส อันเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมัน ซึ่ง ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏต่อไป และพราหมณ์เท่านั้นจะเป็น ผู้เผยแผ่พระเวทและหนทางไปสู่การหลุดพ้นนั้นได้


183 ศาสนธรรม หลักค�ำสอน หลักปฏิบัติ หลักคำสอน ยึดอหิงสา คือการไม่เบียดเบียนทั้งตนเอง และผู้อื่น หลักปฏิบัติ เป็นการกระทำทั้งกาย วาจา ใจ ด้วยจิตที่มีความ สงบ สุข สำราญใจ อันเกิดขึ้นจากการภาวนาในข้อธรรม ที่กำหนดไว้ใน หมวดต่าง ๆ ธรรมสำคัญของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู คือ “พรหมธรรม” เป็นการปฏิบัติธรรมของพระพรหม ๔ ประการ คือ เมตตา ๑ กรุณา ๑ มุทิตา ๑ อุเบกขา ๑ ผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องนำจิตให้ถึงพรหม โดยแม่นมั่น แน่วแน่อยู่ในความสงบ โดยไม่มีสิ่งใด ๆ จูงจิตไปสู่กิเลสอันเป็นเครื่องนำ ไปสู่ความทุกข์โทมนัส จุดมุ่งหมายของ ศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู กล่าวอย่างตรง ไปตรงมาคือ เพื่อนำบุคคลไปสู่ความหลุดพ้น เป็นความหลุดพ้นทั้งจากกอง กิเลสและกองทุกข์ ซึ่งเมื่อหลุดพ้นไปแล้วจะกลายเป็นเอกภาพ มีภาวะ เป็นอันหนึ่งอันเดียวไปกับปรมาตมันด้วย ภาวะเช่นนี้เรียกว่า โมกษะ จะไม่มีการเวียนว่ายตายเกิดอีก มีสภาพไปกลมกลืนรวมอยู่กับปรมาตมัน เป็นการสอนให้รู้จักและเข้าใจในกรรมของตน มิใช่ขอพึ่งพระเป็นเจ้าอย่าง เดียว ดังนั้นคัมภีร์พระเวทจึงบัญญัติว่า มนุษยชาติทั้งหลายควรปฏิบัติ ตามคติ ๔ ประการ คือ ในทุกช่วง “อาศรม” ของชีวิต ช่วงอาศรมของชีวิต มี ๔ ช่วง ๑. ศึกษากาล เรียกว่า พรหมจรยาศรม ช่วงแรกตั้งแต่ เกิด – อายุ ๒๕ ปี หมายถึง เวลาแห่งการกระทำให้ตนเอง ได้แก่ ศึกษา เล่าเรียน ๒. บริวารกาล เรียกว่า คฤหัสถาศรม อายุ ๒๕ - ๕๐ ปี ประกอบอาชีพ แต่งงาน เป็นเวลากระทำให้ครอบครัว ๓. สังคมกาล เรียกว่า วานปรัสถาศรม อายุ ๕๑ - ๗๕ ปี เป็นเวลาแห่งการกระทำเพื่อสังคมและประเทศชาติ ๔. วิศวกาล เรียกว่า สันยัสตาศรม เป็นช่วงอายุ ๗๕ ปี ขึ้นไป เป็นเวลาแห่งการกระทำเพื่อมนุษยชาติทั้งปวง เป็นนักบวช ณ วัดเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช


184 คติธรรม ที่มนุษยชาติควรถือปฏิบัติ ๔ ประการ คือ ๑. ธรรมะ คือ การดำรงชีวิตภายใต้กรอบคำสอนของศาสนา ๒. อรรถะ คือ การแสวงหาทรัพย์ ดำรงชีวิตภายในกรอบ ของศาสนา ๓. กามะ คือ การแสวงหาความสุขทางโลก ภายใต้กรอบ คำสอนของศาสนา ๔. โมกษะ คือ ในที่สุด ต้องแสวงหาความหลุดพ้นจากการ เวียนว่ายตายเกิด หน้าที่ของศาสนิกพราหมณ์ – ฮินดู แท้จริง มีกิจประจำ วันที่ต้องปฏิบัติ ๗ ข้อ ดังนี้ ๑. บูชาเทพประจำครอบครัว สวดบูชา ทำสมาธิ ไปไหว้ พระที่เทวาลัย เดินทางไปแสวงบุญ ณ สถานศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้ใจจดจ่อ อยู่ที่พระผู้เป็นเจ้า ๒. ศึกษาคัมภีร์ทางศาสนา ดำเนินชีวิตส่วนตัว ชีวิต ที่เกี่ยวข้องกับสังคมให้เป็นไปตามคำสอน จะต้องจำให้ได้เสมอว่ามนุษย์ มีจุดมุ่งหมายของชีวิต ๔ ประการ คือ มีหนี้ที่ต้องชำระ ๑ ช่วงชีวิตที่ เรียกว่า “อาศรม” ๔ ช่วง ต้องใช้หลักศีลธรรมกำกับ เพื่อดำเนินชีวิตไป สู่จุดหมาย ได้แก่ ธรรมะ อรรถะ กามะ และโมกษะ คือการดำรงชีวิต ภายใต้กรอบคำสอนของศาสนาตามที่กล่าวมาแล้ว ๓. เชื่อในคำสอนที่สืบทอดต่อๆ กันมา ๔. เชื่อในเทพทั้งหลายที่แท้ คือ หลายรูปของพระเป็นเจ้า สูงสุดพระองค์เดียว ๕. เคารพนับถือมุนีผู้บรรลุธรรม นักพรต ทั้งบุรุษและสตรี เคารพครู พ่อแม่ และคนสูงอายุ ๖. ช่วยเหลือคนที่ขาดแคลนยากจน คนพิการที่ช่วยเหลือ ตนเองไม่ได้ คนป่วย คนด้อยโอกาส ๗. ต้อนรับแขกด้วยความรัก ความนับถือ พร้อมที่จะบริการ ให้ความสะดวก นอกจากนั้นจะต้องทำกิจประจำวันเรียกว่า ปัญจมหา ยัชญะ คือการบูชาที่ยิ่งใหญ่ ๕ ประการ ได้แก่ ๑. พรหมยัชญะ ท่องคัมภีร์พระเวทและคัมภีร์ทางศาสนา อื่นๆ ทุกวัน เพื่อรักษาความรู้เก่าและเพิ่มความรู้ใหม่ ๒. ปิตฤยัชญะ นึกถึงบรรพบุรุษผู้ที่ล่วงลับไปแล้วทุกวัน เพื่อสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมที่ท่านสร้างสรรค์ไว้ ๓. เทวยัชญะ ระลึกถึงพระเป็นเจ้า โดยการสวดมนต์ ทุกวันและทำสมาธิ ๔. ภูตยัชญะ ให้อาหารแก่คนหิวโหย เป็นการพัฒนาให้ รู้จักการแบ่งปัน อันเป็นธรรมสูงสุดสำหรับช่วงชีวิตของทุกอาศรม รวมทั้ง การดูแลเอาใจใส่สัตว์เลี้ยงและพืชพันธุ์ ซึ่งถือเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย ๕. นรยัชญะ ให้ความรัก ความเคารพ นับถือแขกผู้มาเยือน เปรียบเสมือนเทพ ทั้งหลักคำสอนและหลักปฏิบัติ มีรายละเอียดที่จำแนก คุณและโทษเพื่อความลึกซึ้งในข้อธรรมทุกลักษณะ อันเป็นศรัทธา ความ เข้าใจให้ยึดมั่นให้เชื่อมโยงจิตวิญญาณไว้กับพระเป็นเจ้าแน่นแฟ้นสืบทอด จากรุ่นสู่รุ่นตลอดไป ศิวลึงค์ทองคำบนฐานเงิน พุทธศตวรรษที่ ๑๑ - ๑๒ พบในถ้ำเขาพลีเมือง อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันจัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ นครศรีธรรมราช


185


186 วัดวิษณุ ณ สมาคมฮินดูธรรมสภา กรุงเทพมหานคร


187 ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ วัดพระศรีมหาอุมาเทวี ตั้งอยู่ที่ เลขที่ ๒ ถนนปั้น ตำบลสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร สร้างโดยคณะชาวอินเดียเผ่าทมิฬจากอินเดียภาคใต้เมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้ว เป็นเทวาลัย ได้ก่อตั้งเป็นวัดที่สมบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ เดิมชื่อว่า วัดพระศรีมหามรีอัมมัน บูชาพระศรีมหาอุมาเทวี ต่อมาเรียก ชื่อวัดใหม่ว่า “วัดพระศรีมหาอุมาเทวี” ชาวไทยเรียก “วัดแขกสีลม” จัดพิธีบูชาพระอุมาในเทศกาลนวราตรี เป็นการเฉลิมฉลองที่เอิกเกริก เลื่องลือมาก ได้นำเทวรูปสำคัญ ๆ จากประเทศอินเดียมาสักการะ ได้แก่ พระอิศวร พระอุมา พระพรหมธาดา นอกจากนั้นได้สร้างพระพุทธชินราช เรียกว่า “พระพุทธชินราชวัดแขก” เพื่อเวียนประทักษิณในวันสำคัญทาง พระพุทธศาสนาด้วย วัดวิษณุ และสมาคมฮินดูธรรมสภา ตั้งอยู่ที่ เลขที่ ๕๐ ซอยวัดปรก แขวงทุ่งวัดดอน เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นโดยชาวอุตตรประเทศจากอินเดีย เดิมเป็น สมาคมฮินดูธรรมสภา ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ มีโบสถ์ใหญ่และโบสถ์เล็ก ประดิษฐานเทวรูป พระวิษณุ และเทพในคัมภีร์รามายณะหลายองค์ รวมทั้งศิวลึงค์ พระแม่ทุรคา เป็นต้น สมาคมอารยสมาช ตั้งอยู่ที่ เลขที่ ๙ ซอยดอนกุศล ๓ แขวงทุ่งวัดดอน เขต ยานนาวา เป็นบริเวณที่ติดต่อกับสมาคมฮินดูธรรมสภา คีตาอาศรมแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ เลขที่ ๑๔๕ ซอยพร้อมศรี ๑ ซอยที่ ๓๙ ถนน สุขุมวิท กรุงเทพมหานคร นับถือพระกฤษณะและคัมภีร์ศรีมัทภควัทคีตา เป็นหลักในการปฏิบัติ สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมพราหมณ์ฮินดู ตั้งอยู่ที่ ซอยสมประสงค์ ถนนเพชรบุรี กรุงเทพมหานคร กิจกรรมเผยแพร่พระธรรมโดยสังคีตและนาฏศิลป์ตามคติศาสนา ต่อมา ได้อยู่ในอุปถัมภ์ของอาศรมวัฒนธรรมไทย - ภารต สอนโยคะทางศาสนา พราหมณ์ - ฮินดู เพื่อประโยชน์ของมนุษย์ทั้งปวง วัดเทพมณเฑียร ณ สมาคมฮินดูสมาช ตั้งอยู่ที่ เลขที่ ๑๓๖/๒ ถนนศิริพงษ์ แขวงเสาชิงช้า กรุงเทพมหานคร เริ่มด้วยงานด้านสมาคมเป็นกิจกรรมสงเคราะห์ที่ให้ ทั้งความรู้และทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนเป็นหลักสำคัญ ส่วน ด้านการศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู คือโบสถ์เทพมณเฑียร ได้ประดิษฐาน เทวรูปสัญลักษณ์แห่งการรักษาความดีงามทั้งปวง จำนวน ๙ องค์ คือ พระนารายณ์และพระแม่ลักษมี พระรามและภควดีสีดา พระกฤษณะและ พระนางราธา พระพุทธเจ้า ปางอวตารที่ ๙ แห่งพระวิษณุ พระศิวะหรือ พระอิศวรในท่านาฏราช พระแม่ทุรคาสัญลักษณ์แห่งความเข้มแข็ง พระ พิฆเนศวร หนุมาน และพระแม่สตี วัดและสมาคมทั้งหลายล้วนตั้งปณิธานเข้าร่วมมือใน กิจกรรมต่าง ๆ ในสังคมไทยตลอดมา อีกทั้งได้แสดงความจงรักภักดี ในสถาบันพระมหากษัตริย์ในวาระมหามงคลสมัยสำคัญๆ แห่งองค์ พระประมุขที่เวียนมาทุกโอกาสโดยประสานผ่านพราหมณ์เทวสถานตลอด มา จึงได้เห็นความสัมพันธ์ของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู ในแผ่นดินไทย แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นสืบไป วัดเทพมณเฑียร ณ สมาคมฮินดูสมาช กรุงเทพมหานคร


188 เทวสถานโบสถ์พราหมณ์ เทวสถานสำหรับพระนครก่อตั้งมาพร้อมกรุงรัตนโกสินทร์ ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตุถสถานสำคัญของชาติ ประกาศในราชกิจจา นุเบกษา เล่ม ๖๖ ตอนที่ ๖๔ หน้า ๕๒๘๐ - ๕๒๘๑ วันที่ ๒๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๙๒ ระบุ โบราณสถาน (โบสถ์พราหมณ์) และเสาชิงช้า เป็นโบราณ วัตถุสถานสำคัญของชาติ ประกอบด้วย เทวาลัย สถานพระอิศวร สถาน พระนารายณ์ สถานพระพิฆเนศวร และหอเวทวิทยาคม มีเทวรูปพระเป็น เจ้าแต่ละพระองค์ประดิษฐานอยู่ภายในแต่ละสถาน เทวรูปส�ำคัญ แบ่งออกได้ ๓ กลุ่มคือ กลุ่มที่ ๑ เทวรูปประธานในสถานทั้ง ๓ หลัง คือเทวรูป พระอิศวร ในสถานพระอิศวร เทวรูปพระพิฆเนศวร ในสถานพระพิฆเนศวร และเทวรูปพระนารายณ์ พระลักษมี พระมเหศวรี ในสถานพระนารายณ์ กลุ่มที่ ๒ เทวรูปขนาดย่อมลงมา สำหรับอัญเชิญไปในการ ประกอบพระราชพิธีสำคัญ พระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญที่ท้อง สนามหลวง อยู่ที่เบ็ญจาในสถานพระอิศวร กลุ่มที่ ๓ เทวูปขนาดเล็กสำหรับอัญเชิญไปประกอบพิธี ในต่างจังหวัดอยู่ในหอเวทวิทยาคม รวมทั้งเทวดานพเคราะห์ขนาดเล็ก ซึ่งจะอัญเชิญไปในพระราชพิธีสำคัญ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ๑ เทวาลัยท้าวมหาพรหม เทวสถานโบสถ์พราหณ์ กรุงเทพมหานคร ๒ สถานพระนารายณ์๓ ภายในสถานสักการะ วัดเทพมณเทียร ณ สมาคมฮินดูสมาช พระนารายณ์ และพระลักษมีอยู่กลาง พระพิฆเนศวร อยู่ด้านซ้าย และหนุมานอยู่ด้านขวา ๒๑ ๓


189


190 ศาสนวัตถุ นิกายใหญ่ๆ ในศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู มี ๔ นิกาย ดังนี้ ๑. นิกายไศวะ ถือพระศิวะเป็นใหญ่ และนับถือ พระนารายณ์ พระพรหม และเทพอื่นๆ ด้วย ๒. นิกายไวษณพ ถือพระนารายณ์เป็นใหญ่และนับถือ พระศิวะ พระพรหมและเทวดาอื่นๆ ด้วย ๓. นิกายศากติ ถือว่าพระแม่อาทิศักตี หรือพระแม่ ปราศักตี เป็นใหญ่ องค์เทวีทั้งปวงเป็นปางของพระแม่อาทิศักตี หรือพระแม่ ปราศักตีนั่นเอง และนับถือพระพรหม พระนารายณ์ พระศิวะ และ องค์เทพอื่นๆ ด้วย ๔. นิกายสมารต ถือห้าพระองค์ด้วยกัน คือ พระพิฆเนศวร พระแม่ภวานี คือ พระแม่อาทิศักตี พระพรหมา พระนารายณ์ พระศิวะ ไม่มีองค์ใหญ่กว่าโดยเฉพาะ ทั้ง ๔ นิกายนี้ถือว่าเป็นปรมาตมันไม่มีรูป ไม่มีตน เป็นพระเจ้าสูงสุด และพลังของปรมาตมัน คือ พระแม่อาทิศักตี บางตำราก็เรียกชื่อปรมาตมันว่า อาทิปุรุษและปรพรหมด้วย นอกจากนั้น ยังมีลัทธิที่แยกจากทั้ง ๔ นิกาย อีกมากมาย แต่ละนิกายมีเทวดาสำหรับบูชาสักการะ มีพระปรมาจารย์ผู้กำเนิดนิกาย ซึ่งทุกนิกายต่างถือว่า ปรมาตมันเป็นพระเจ้าสูงสุด มีตัวอักษรรูปโอม เป็นสัญลักษณ์ สรุปความว่า ไม่ว่าจะมีนิกายมากมายเพียงใดก็ตาม ล้วน เป็นครอบครัวเดียวกันทั้งสิ้น ศาสนวัตถุในนิกายดังกล่าว ที่ปรากฏในเทวสถานแต่ละแห่ง ย่อมสืบเนื่องตามคติความเชื่อของแต่ละนิกายเป็นหลัก มีรูปเคารพ ที่ต่างๆ กัน ตามผู้สร้างแต่ละยุคสมัย ซึ่งรวมเอาความนับถือในสัตว์พาหนะ ของแต่ละพระองค์ด้วย ความเชื่อดั้งเดิมตั้งแต่ยุคพระเวท “พระพรหม” คือพระผู้ เป็นเจ้าสูงสุด เป็นผู้สร้างสรรพสิ่ง กำหนดดวงชะตามนุษย์ แบ่งภาคออก เป็นรูป ๓ หรือพระผู้เป็นเจ้าสูงสุด ๓ องค์ ได้แก่ - พระพรหมธาดา เทพนิรมิตสรรพสิ่ง - พระศิวะหรือพระอิศวร เทพผู้ทำลายและทำให้เกิดใหม่ - พระวิษณุหรือพระนารายณ์ เทพผู้ปกปักรักษา ทั้ง ๓ องค์รวมกันเรียกรวมว่า ตรีมูรติ สิ่งเคารพที่ กล่าวมา ได้มีการสร้างเป็นรูปเคารพ ในรูปแบบต่างๆ นอกจากเจาะจง เฉพาะเทพเจ้าแล้ว ยังมีเครือญาติที่มีอิทธิฤทธิ์มหิทธานุภาพยิ่งใหญ่ ที่สร้างคุณูปการแก่มวลมนุษย์ อันเป็นทั้งพระอัครชายา พระโอรส และ ทวยเทพอื่นๆ ที่สถิตปกปักรักษาแผ่นดิน ธรรมชาติ ภูเขา ทะเล มหาสมุทร อันกว้างใหญ่ นำมาสร้างรูปเคารพเพื่อสักการบูชาด้วย เช่น พระอาทิตย์ พระจันทร์ พระแม่คงคา พระแม่ธรณี เทพประจำจตุรทิศ เป็นอาทิ


191 ศาสนพิธี วันสคัญทางศาสนา พราหมณ์ - ฮินดูเป็นศาสนาเก่าแก่อยู่คู่ประเทศไทยมายาวนาน ตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา ธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตราบปัจจุบัน พระมหากษัตริย์ทรงพระมหากรุณาส่งเสริมอุปถัมภ์กิจกรรม ของศาสนาตลอดมา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๙ แห่ง พระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงรื้อฟื้นพิธีกรรมเพื่อความมั่นคงแก่ชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์ อันเป็น สถาบันหลักของประเทศ สอดคล้องตามคติของโบราณราชประเพณี ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่สั่งสมผูกพัน และสืบทอดกับวิถีชีวิตของชาวไทย พราหมณ์ของเทวสถานทำหน้าที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญๆ เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีถือนำ้พระพิพัฒน์สัตยา พระราชพิธีฉัตรมงคล การบวงสรวงพระมหา กษัตริยาธิราชเจ้า เทพยดา อารักษ์ที่ปกปักรักษาบ้านเมือง ซึ่งจะอำนวยความร่มเย็นเป็นสุขมาสู่ปวงชน ในแผ่นดิน พระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เพื่อความไพบูลย์แห่งเกษตรกรรมของชาติ พระราชพิธีสมโภชเดือนขึ้นพระอู่ เป็นต้น


192 นอกจากพระราชพิธีที่กล่าวมาในเบื้องต้นแล้ว ปรากฏว่า วันสำคัญทางศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู อันถือเป็นพระราชพิธีที่เกี่ยวเนื่อง ในราชประเพณีไทยด้วยคือ พระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย การสวด สรรเสริญต้อนรับพระอิศวรและพระนารายณ์ที่เสด็จลงมาเยี่ยมโลกมนุษย์ ประจำปี ในเดือนยี่ของทุกปี อันถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของพราหมณ์ ระหว่าง ที่เสด็จอยู่ในโลก พราหมณ์จะทำพิธีต้อนรับ มีการจัดงานรับรองพระเป็นเจ้า อย่างสนุกสนาน ตรียัมปวาย คือการรับรองพระอิศวร เริ่มตั้งแต่วันขึ้น ๗ ค่ำ เดือนยี่ กำหนด ๑๐ วัน เสด็จกลับวันแรม ๑ ค่ำ เดือนยี่ ส่วนตรีปวาย คือวันที่พระนารายณ์เสด็จลงมาต่อจาก พระอิศวร ในวันแรม ๑ ค่ำ เดือนยี่และเสด็จกลับในวันแรม ๕ ค่ำ เดือน เดียวกัน ซึ่งจะกระทำอย่างเรียบ ๆ วันสำคัญทางศาสนานอกจากพิธีตรียัมปวายและตรีปวาย ของเทวสถานโบสถ์พราหมณ์แล้ว มีพิธีอีกมากมาย จัดลำดับการประกอบ พิธีตามวันเวลาทางจันทรคติ ประมวลพิธีตลอดทั้งปี มี ๓๖ พิธี ซึ่งแต่ละ พิธีที่เรียกว่าวันสำคัญ กำหนดวันในการทำพิธีที่แตกต่างกันด้วย บางพิธี จะทำต่อเนื่องกัน ๓ วัน ๗ วัน ๙ วัน กล่าวได้ว่า การบูชาสักการะในแต่ละ พิธีนั้น มุ่งหมายให้ศาสนิกชนตั้งอยู่ในการปฏิบัติกุศลตลอดเวลา เนื่องจาก ศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู เคารพบูชาเทพเจ้า ฉะนั้น วันสำคัญต่างๆ จึง เกี่ยวข้องกับพระเป็นเจ้า ในที่นี้ จะยกมาเป็นบางพิธี ดังนี้ วันนวราตรี ช่วงแรก เป็นการบูชาพระอุมา พระชายา พระศิวะ มี ๙ ปาง จัดขึ้นระหว่างวันขึ้น ๑ - ๙ ค่ำ เดือน ๕ แต่ละราตรี ทำการบูชาแต่ละปาง ดังนี้ ๑. ไศลปุตรี เป็นปางแรก พระแม่เจ้าอุมาเป็นบุตรีของภูเขา คือเป็นธิดาของหิมวัต ราชาแห่งภูเขาทั้งหลาย ๒. พรหมจาริณี ปางที่สอง พระแม่เจ้าอุมาเกิดขึ้นเอง ไม่มี พ่อแม่ อยู่เป็นโสดตลอดกาล ๓. จันทรฆัณฏา ปางที่สาม พระแม่เจ้าอุมาเกิดมาปราบ อสูรด้วยเสียงระฆัง ๔. กูษามาณฑา ปางที่สี่ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปางทุรคา พระแม่เจ้าอุมาเกิดมาปราบอสูรด้วยอาวุธ ทั้ง ๔ กร ๕. ษกันทมาตา ปางที่ห้า พระแม่เจ้าอุมาเป็นปางเลี้ยง พระขันธกุมาร พระโอรสพระศิวะกับอุมาเทวี หรือปารวตี ซึ่งจะไปปราบอสูร ต่อไป ๖. กาตยายนี ปางที่หก พระแม่เจ้าอุมาเกิดเป็นเทวีของ ปีศาจ ใช้พวกภูตผีปีศาจเป็นพลพรรคไปปราบอสูร พระนางทุรคา หรือเจ้าแม่กาลี ปางหนึ่งของพระอุมา ๗. กาลราตรี หรือกาลี ปางที่เจ็ด พระแม่เจ้าอุมาเสวยเลือด ของอสูร ๘. มหาเคารี ปางที่แปด พระแม่เจ้าอุมาผู้ทรงเป็นเจ้าแม่ แห่งธัญชาติ จึงเรียกว่า อันนปูรณา หมายถึง เจ้าแม่ที่ทำให้ธัญชาติสมบูรณ์ ๙. สิทธิทาตรี ปางที่เก้า พระแม่เจ้าอุมากลับเป็นเจ้าแม่ แห่งความสำเร็จทุกอย่าง เมื่อทำการบูชา ๙ วัน ๙ ปาง เสร็จแล้ว ก็ทำการบูชาไฟ และเชิญกุมารี ๙ คน แทนปางทั้ง ๙ (เด็กผู้หญิงมีอายุไม่เกิน ๑๐ ปี ตาม ลำดับดังนี้ ปางแรกเด็กผู้หญิงมีอายุ ๒ ปี ปางที่สอง เด็กมีอายุ ๓ ปี จนถึง ปางที่ ๙ ) เมื่อเสร็จพิธีแล้ว ประชาชนทั้งหลายก็ถวายสิ่งของแก่เด็กทั้ง ๙ คน ประชาชนผู้นับถือศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู เชื่อว่า เมื่อทำพิธีนี้เสร็จ จะได้ความศักดิ์สิทธิ์ทั้งกายและใจ วันนวราตรี ช่วงที่ ๒ เป็นการบูชาพระทุรคารอบที่ ๒ ระหว่างวันขึ้น ๑ - ๙ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นเวลา ๙ วัน ทำพิธีเหมือนวัน นวราตรีในช่วงแรก นอกจากนี้ ยังมีวันสำคัญอื่นๆ อีกเช่น วันไวศาขีปูรณิมา วันคเณศจตุรถี วันมหาลัยปูรณิมา วันมาฆีปูรณิมา วันศิวราตรี วัน พระราชพิธีตรียัมพวาย - ตรีปวาย วันโหลิหรือโหลี เป็นตัน


193 พระนารายณ์ และพระลักษมีภายในสถานสักการะ วัดเทพมณเทียร ณ สมาคมฮินดูสมาช


194 ๒๑


195 ๑ พระศิวะ และพระอุมาเทวี ณ วัดวิษณุ สมาคมฮินดูธรรมสภา ๒ พระศิวะ ณ วัดเทพมณเทียร สมาคมฮินดูสมาช ๓ เทวรูปหนุมาน ณ วัดเทพมณเฑียร สมาคมฮินดูสมาช ๔-๕ การสรงน้ำศิวลึงค์ ๖ การเจิมหน้าผากให้พร ๓ ๔ ๖ ๕


196


197 ศาสนาซิกข์ ศาสนาซิกข์กำเนิดขึ้นในแคว้นปัญจาบ ทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย เมื่อ พ.ศ. ๒๐๑๒ ๔ เป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม คือ นับถือพระเจ้าพระองค์เดียว โดยเชื่อว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและ มีอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุด คำว่า “ซิกข์” เป็นภาษาปัญจาบ ตรงกับคำภาษาสันสกฤตว่า “ศิษฺย” แปลว่า ผู้ศึกษา หรือศิษย์ หมายความว่า ชาวซิกข์หรือผู้นับถือศาสนาซิกข์ทุกคนเป็นศิษย์ของ “คุรุ” หรือครู ซึ่งหมายถึง ศาสดาของศาสนาซิกข์ นิกายของศาสนาซิกข์ที่สำคัญแบ่งออกเป็น ๒ นิกาย คือ นิกายขาลสาและนิกายสหัชธรี นิกายขาลสาหรือสิงห์นิกายจะเน้นตามคำสอนของพระศาสดาคุรุโควินทสิงห์เป็นหลัก ชาวซิกข์ในนิกาย นี้ต้องผ่านพิธีรับอมฤตและรับศาสนสัญลักษณ์ ๕ ประการ จึงมีการไว้ผมและหนวดเครา โดยไม่ตัดหรือ โกนตลอดชีวิต ส่วนนิกายสหัชธรีนั้น มีผู้สันนิษฐานว่าอาจเป็นนิกายเดียวกับนามธารี ซึ่งหมายถึง การเทิดทูนพระผู้ศักดิ์สิทธิ์หรือพระผู้เป็นเจ้า ชาวซิกข์เดินทางเข้ามาสู่ดินแดนไทยครั้งแรกเมื่อใดนั้น ยังไม่ปรากฏหลักฐานระบุแน่ชัด แต่ สามารถอนุมานได้ว่า ชาวซิกข์เริ่มเดินทางเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว การเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวซิกข์ในกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่เริ่มตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณ พาหุรัดกระจายออกไปตลอดแนวตั้งแต่ถนนบ้านหม้อมาจนจดถนนพาหุรัด จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๔๔๑ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำริให้ปลูกสร้างอาคารตึกแถวริมถนนพาหุรัดขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์ในกิจการต่างๆ พ่อค้าชาวซิกข์จึงเริ่มเข้าไปจับจองเพื่อเปิดร้านค้าขายผ้าและสินค้า นำเข้าจากประเทศอินเดีย ทำให้พาหุรัดกลายเป็นย่านการค้าที่สำคัญเรื่อยมาจนปัจจุบัน ๔ นับตามปีเกิดของคุรุนานักเทพ พระศาสดาองค์แรกของศาสนานี้ หลังจากประกอบพิธีกรรมทางศาสนาสิ้นสุดลง อย่างสมบูรณ์แล้ว ศาสนาจารย์ และศาสนิกชน ลุกขึ้นยืนสวดอัรดาส ซึ่งจะกระทำการอัรดาส ในทุกครั้งที่สวดคุรุมนต์จบโดยสมบูรณ์


198 อนึ่ง การสร้างตึกแถวบริเวณถนนพาหุรัดในช่วงแรกคงจะ ทำการก่อสร้างเฉพาะตึกแถวริมถนนเท่านั้น ส่วนด้านในยังคงเป็นบ้านไม้ หลังคามุงแฝก หรือบ้านไม้ฝาไม้ไผ่ขัดแตะเช่นเดิม จนเกิดเพลิงไหม้ครั้ง ใหญ่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๗ จึงมีประกาศห้ามการก่อสร้างอาคารไม้ในบริเวณ พื้นที่เพลิงไหม้ ทำให้อาคารตึกแถวที่สร้างขึ้นใหม่บริเวณริมถนนพาหุรัด กลายเป็นอาคารคอนกรีตที่มีรูปแบบทันสมัยมากขึ้น เมื่อประกอบกับ การเป็นย่านการค้าและย่านชุมชนมาแต่เดิม ส่งผลให้บริเวณนี้มีความ เจริญมากขึ้นเป็นลำดับ ดังปรากฏภาพความเจริญของย่านนี้ในหนังสือ เรื่อง นิราศบางกอก ตอน “นิราศชมตลาดส�ำเพ็ง” ของนายบุศย์ ซึ่งแต่ง ขึ้นระหว่าง พ.ศ. ๒๔๕๕ – ๒๔๖๔ บทกลอนดังกล่าวสะท้อนภาพความ เจริญทางการค้าและความคับคั่งของผู้คนในย่านถนนจักรเพชร ถนน พาหุรัด สะพานหัน สำเพ็ง เรื่อยไปจนถึงบริเวณวัดเกาะ (วัดสัมพันธวงศ์) ซึ่งบริเวณนั้นมีการจำหน่ายสินค้าหลากชนิด ทั้งผ้าและผลไม้จากต่าง ประเทศ ร้านยาไทยและจีน เครื่องแก้ว เครื่องกระป๋อง หนังสัตว์ และ เครื่องเทศ ฯลฯ จากการที่พาหุรัดกลายเป็นย่านการค้าที่สำคัญ ทำให้มีชาว ซิกข์เข้ามาทำการค้าและสร้างที่อยู่อาศัยในบริเวณนี้มากขึ้น ดังปรากฏ หลักฐานการจดทะเบียนพาณิชย์ของชาวซิกข์ที่มาประกอบการค้าใน ย่านนี้ อาทิ ๑. ร้านเกียปาซิงห์อาร์มาซิงห์ จดทะเบียนวันที่ ๒๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ จำหน่ายผ้าต่างๆ ๒. ร้านจำปาซิงห์มาเกตราม จดทะเบียนวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๓ จำหน่ายผ้าต่างๆ ๓. ร้าน อาร์. เอส. บัลบีร์ซิงห์ จดทะเบียนวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ จำหน่ายผ้าต่างๆ อนึ่ง ปรากฏหลักฐานว่าชาวซิกข์บางคนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ทำการค้าในย่านพาหุรัด และมีเงินทุนสะสมมากพอ ได้ทำคำร้องขอซื้อ บ้านและที่ดินจากเจ้าของกรรมสิทธิ์ชาวไทยเพื่อใช้เป็นที่พักอาศัยถาวร จึง ทำให้ทราบว่า บุคคลดังกล่าวได้เข้ามาพักอาศัยในดินแดนไทยเป็นเวลาไม่ น้อยกว่า ๑๐ ปีแล้ว เนื่องจากตามหลักกฎหมายที่ดินไทยว่าด้วยการขาย ที่ดินให้แก่ชาวต่างประเทศ ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้กำหนดไว้ว่า ที่ดินภายในกำแพงพระนครและ ห่างจากกำแพงพระนครโดยรอบออกไป ๒๐๐ เส้น ห้ามผู้เป็นเจ้าของที่ดิน ขายที่ดินนั้นเป็นสิทธิขาดแก่ชาวต่างประเทศ ซึ่งยังเข้ามาพักอาศัยอยู่ใน ประเทศไทยไม่ถึง ๑๐ ปี นอกจากบริเวณพาหุรัดและถนนจักรเพชรแล้ว ยังมีชาว ซิกข์บางส่วนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัยในบริเวณบ้านหม้อ ถนนราชวงศ์และ บริเวณใกล้เคียงอีกด้วย เมื่อชาวซิกข์ได้เข้ามาพำนักอาศัยในกรุงเทพฯ เพิ่มมากขึ้น จึงนำไปสู่การมีศาสนสถาน ๕ แห่งแรกในบริเวณถนนบ้านหม้อ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ โดยศาสนิกชนชาวซิกข์ได้เช่าบ้านเรือนไม้ ๑ คูหา แล้วจัดตกแต่งสถานที่ให้เหมาะสม แต่เนื่องจากความไม่สะดวกในการ ประกอบศาสนกิจบางประการ ศาสนิกชนชาวซิกข์จึงประกอบศาสนกิจ กันเองสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง ต่อมาเมื่อชุมชนขยายตัวขึ้น ชาวซิกข์จึงได้ย้ายจากสถาน ที่เดิมมาเช่าบ้านหลังใหญ่ขึ้น ณ บริเวณหัวมุมถนนพาหุรัดและถนน จักรเพชร หลังจากตกแต่งแก้ไขจนสามารถประกอบศาสนกิจได้แล้ว ก็พร้อมใจกันอัญเชิญพระมหาคัมภีร์มาประดิษฐานเป็นประธาน และสวด มนต์ปฏิบัติศาสนกิจเป็นประจำทุกวัน ไม่มีวันหยุด นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๖ พ.ศ. ๒๔๗๕ สังคมชาวซิกข์เติบโตมากขึ้น ศาสนิกชน ชาวซิกข์จึงเห็นถึงความจำเป็นในการมีศาสนสถานถาวรแทนการเช่า สถานที่เพื่อทำเป็นศาสนสถาน ดังนั้น จึงมีการรวบรวมทุนทรัพย์เพื่อจัด ซื้อที่ดินและก่อสร้างศาสนสถาน เป็นอาคารขนาด ๓ ชั้น ใช้ชื่อว่า “ศาสน สถานสมาคมศรีคุรุสิงห์สภา” ครั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ ๒ บริเวณย่าน พาหุรัดได้รับความเสียหายจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร แรงสั่น สะเทือนทำให้ศาสนสถานคุรุดวาราบางส่วนเสียหายจนไม่สามารถประกอบ ศาสนกิจได้อีกต่อไป จนกระทั่ง พ.ศ. ๒๕๒๒ ชาวไทยซิกข์ พร้อมด้วย สมาคมศรีคุรุสิงห์สภาได้ร่วมใจกันก่อสร้างศาสนสถานคุรุดวาราขึ้นใหม่ บนพื้นที่เดิม ถือเป็นศูนย์รวมของซิกข์ศาสนิกชนในประเทศไทยสืบมา ตราบจนปัจจุบัน องค์การศาสนาซิกข์ ที่กรมการศาสนาให้การรับรอง ปัจจุบันมี ๒ องค์การ คือ ๑. สมาคมศรีคุรุสิงห์สภา ๒. สมาคมนามธารีสังคัตแห่งประเทศไทย ๕ ศาสนสถานของชาวซิกข์ เรียกว่า คุรุดราวา หมายถึงประตูหรือทางที่ทอดไปสู่ พระศาสดา


Click to View FlipBook Version