The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศาสนาในประเทศไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ศาสนาในประเทศไทย

ศาสนาในประเทศไทย

99 หลักค�ำสอนและหลักปฏิบัติของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแบบอเทวนิยม (Atheism) ไม่เน้นความสำคัญของพระเจ้าและเทพเจ้า ไม่มีหลักคำสอนที่ให้พึ่งพา หรืออ้อนวอนเทพเจ้าเพื่อให้มาช่วยเหลือตนเอง สอนให้พึ่งตนเอง “ตน เป็นที่พึ่งแห่งตน” เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาคือ การขจัดชำระ กิเลส ตัณหา อวิชชา และอกุศลทั้งปวงให้หมดไปโดยสิ้นเชิง ทำให้จิต วิญญาณของผู้เข้าถึงหลุดพ้นจากสังสารวัฏ การเวียนว่ายตายเกิด เรียก ว่า “นิพพาน” อันเป็นการหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างแท้จริง ความเชื่อ หลักคำสอน และหลักปฏิบัติที่สำคัญของพุทธศาสนิกชน ได้แก่ พระรัตนตรัย ความเชื่อในศักยภาพของมนุษย์ ความเชื่อเรื่องกรรม พระรัตนตรัย คือ แก้ว ๓ ประการ หมายถึง สิ่งที่มีคุณค่ายิ่ง ในพระพุทธศาสนา ๓ ประการ ได้แก่ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซึ่งพุทธศาสนิกชนถือว่า พระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งอันสูงสุด พุทธศาสนิกชน ชาวไทยจึงแสดงตนเป็นอุบาสก อุบาสิกาด้วยแสดงความเลื่อมใสในพระ รัตนตรัย และกล่าวคำปฏิญาณขอถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ (ที่พึ่ง) ซึ่ง พระรัตนตรัยตามความเข้าใจของพุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปนั้น มีความ หมายในเชิงรูปธรรมคือ พระพุทธเจ้า พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า และพระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า แต่ความจริงแล้วความหมายใน นามธรรม “พุทธ” หมายถึง ศักยภาพสูงสุดที่มีอยู่ในมนุษย์ ในแต่ละ บุคคล “ธรรม” หมายถึง ธรรมดาแห่งเหตุปัจจัยที่รู้แล้วจะบรรลุธรรมที่ เหนือเหตุปัจจัย และ “สงฆ์” หมายถึง สังคมอุดมคติแห่งอริยชนผู้ดำเนิน อยู่ในขั้นต่างๆ แห่งการรู้ธรรมและก้าวตามวิถีแห่งพุทธ พระพุทธศาสนาเถรวาทถือว่า มนุษย์เป็นสัตว์หรือสิ่งมีชีวิต อันสั่งสอนอบรมได้ ถ้ามีผู้แนะนำ มีเพื่อนที่ดี และมีความเพียรอย่างจริงจัง ก็สามารถพัฒนาตนให้บรรลุความพ้นทุกข์ได้ มนุษย์มีเจตนาและมีกรรม เป็นของตนเอง มนุษย์สามารถเปลี่ยนแปลงตนเองได้ มนุษย์ประกอบ ด้วยร่างกายและจิตใจ โดยจิตใจมีอำนาจและมีความสำคัญเหนือร่างกาย ความสุขหรือความทุกข์ ความดีและความชั่วจึงขึ้นอยู่กับจิตใจเป็นสำคัญ ๑ จิตรกรรมฝาผนัง เล่าเรื่องพุทธประวัติ ตอนเสวยวิมุตติสุข ภายหลังการตรัสรู้ วัดชลธาราสิงเห จังหวัดนราธิวาส ๒ จิตรกรรมฝาผนัง เล่าเรื่องพุทธประวัติ เสด็จโปรดพระประยูรญาติ ณ กรุงกบิลพัสด์ุ วัดราชสิทธาราม กรุงเทพมหานคร ๒ ๑


100 พระพุทธศาสนามุ่งเน้นเรื่องการพ้นทุกข์ และสอนให้รู้จักทุกข์และวิธีการดับทุกข์ ให้พ้น จากความไม่รู้ความจริงในธรรมชาติ อันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์จากกิเลสทั้งปวงคือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง รวมทั้งเน้นการศึกษาทำความเข้าใจ พิจารณาอย่างรอบคอบแยบคายด้วยปัญญา และพิสูจน์ ทราบข้อเท็จจริง เห็นเหตุผลว่าสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี จนเห็นตามความเป็นจริงว่าสรรพสิ่งในธรรมชาติเป็นไป ตามกฎไตรลักษณ์ และสัตว์โลกที่เป็นไปตามกฎแห่งกรรม แล้วเลือกใช้หลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่ เหมาะกับผลที่จะได้สิ่งที่ปรารถนาอย่างถูกต้อง ด้วยความไม่ประมาทในชีวิตให้มีความสุขในทั้งชาติ นี้และชาติต่อๆ ไป ตลอดจนปรารถนาในนิพพานของผู้มีปัญญา ซึ่งความหลุดพ้นหรือนิพพานเป็น เรื่องเฉพาะตัวที่มนุษย์จะต้องปฏิบัติด้วยตนเองตามมรรค และตามหลักไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เมื่อปฏิบัติแล้วจะบรรลุความรู้แจ้ง และหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง พระพุทธศาสนาสอนเน้นให้เชื่อเรื่อง “กรรม” คือการกระทำ ซึ่งกรรมเป็นคำกลางๆ ทำดี เรียกว่า กุศลกรรม ทำไม่ดีเรียกว่า อกุศลกรรม แบ่งออกเป็น ๓ ทาง คือ ทางกาย ทางวาจา และทางใจ เชื่อผลแห่งกรรม คือทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และเชื่อว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตัวเอง ผลแห่งกรรมจึงเป็น สมบัติเฉพาะตัว ใครทำคนนั้นได้ จะแบ่งปันเผื่อแผ่กันไม่ได้ ส่วนคำสอนในพระพุทธศาสนามหายานมีแกนร่วมอยู่กับพระพุทธศาสนาเถรวาท คือ ยอมรับว่า นิพพานเป็นอุดมการณ์สูงสุดของศาสนา อริยสัจ ๔ ยังคงเป็นหลักคำสอนสำคัญ แต่แตกต่างกัน ในวิธีการเข้าถึงอุดมการณ์สูงสุด ซึ่งคำสอนสำคัญที่เป็นจุดเด่นของมหายาน ได้แก่ คติเรื่องพระโพธิสัตว์ คติเรื่องพระพุทธเจ้า คติความเชื่อเรื่องพุทธเกษตร และคติเรื่องพุทธจริต นอกจากนี้ หลักธรรมที่สำคัญในพระพุทธศาสนา ได้แก่ ไตรลักษณ์ (อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา) อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท มรรค ๘ และนิพพาน ซึ่งหลักธรรมสำคัญต่างๆ นี้อยู่ในสูตรที่สำคัญ เช่น ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร อนัตตลักขณสูตร กาลามสูตร เป็นต้น ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร หรือ ปฐมเทศนา พระพุทธเจ้าทรงแสดงโปรดปัญจวัคคีย์ เป็นครั้ง แรกจนทำให้พระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม ซึ่งในพระสูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ ๑ เหตุที่ให้เกิดทุกข์ ๑ การดับทุกข์ ๑ และทางที่จะดำเนินไปสู่ความดับทุกข์ ๑ ซึ่งทางที่จะ ดำเนินไปสู่ความดับทุกข์นี้ เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือทางสายกลาง อนัตตลักขณสูตร พระพุทธเจ้าทรงแสดงให้เห็นถึงความไม่เที่ยงของสิ่งต่างๆ คือสิ่งทั้ง หลายทั้งปวงจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่สามารถทนอยู่ในสภาพเดิมตลอดไปได้ ทั้งเป็น สิ่งที่ไม่มีตัวตนจริงๆ เลย เป็นการสมมุติขึ้นมาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเราจึงไม่สามารถบังคับให้มันอยู่ ในอำนาจของเราได้ พระพุทธสิหิงค์ ภายในพระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร


101


102


103 ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสถานสำคัญเนื่องในพระพุทธศาสนา ได้แก่ วัด ส่วนศาสนวัตถุสำคัญ ได้แก่ พระพุทธ รูป ปูชนียสถานสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า ๔ แห่ง หรือเรียกว่า “สังเวชนียสถาน” ได้แก่ สวนลุมพินี สถานที่ประสูติ พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (สารนาถ) สถานที่แสดง ปฐมเทศนา และกุสินารา สถานที่ดับขันธปรินิพพาน ศาสนสถาน วัดเป็นศาสนสถานที่สำคัญของพระพุทธศาสนา เป็นสถานที่อยู่อาศัย หรือที่จำพรรษาของ พระภิกษุ และสามเณร เพื่อใช้ประกอบกิจกรรมประจำวันของพระภิกษุสงฆ์ เช่น การทำวัตรเช้าและเย็น และสังฆกรรมในอุโบสถ อีกทั้งยังใช้ประกอบพิธีกรรมในวันสำคัญทางศาสนา เช่น การเวียนเทียน การสวดมนต์ การทำสมาธิ เป็นต้น และยังเป็นศูนย์รวมในการมาร่วมกันทำกิจกรรมช่วยกันส่งเสริม พระพุทธศาสนา เช่น การมาทำบุญในวันพระของแต่ละท้องถิ่นของพุทธศาสนิกชน เป็นต้น วัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนาคือ วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ ซึ่งพระเจ้าพิมพิสาร แห่งแคว้น มคธสร้างถวายพระพุทธเจ้า ส่วนวัดที่พระพุทธเจ้าประทับจำพรรษานานที่สุดถึง ๑๙ พรรษา คือ วัดเชตวันมหาวิหาร ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของกรุงสาวัตถี ซึ่งอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างถวาย วัดมีความผูกพันกับวิถีชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวไทยอย่างแนบแน่นตั้งแต่เกิดจนตาย เพราะวัดเป็นศูนย์กลางของสังคม เช่น เป็นสถานที่จัดงานเทศกาลและมหรสพของชาวบ้าน เป็นสถาน ที่ศึกษาของกุลบุตรที่ชาวบ้านส่งมารับใช้พระ รับการฝึกอบรมทางศีลธรรมและวิชาการต่างๆ ทั้งยังเป็น ศูนย์กลางวัฒนธรรมที่รวบรวมศิลปกรรมของชาติ เป็นต้น ๑ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทรงเครื่องฤดูฝน วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ๒ พุทธอุทยานเขากง จังหวัดนราธิวาส ๒ ๑


104 ภายในวัดประกอบด้วยสถาปัตยกรรมหลายประเภท ได้แก่ โบสถ์ หรือ อุโบสถ วิหาร ศาลา การเปรียญ สถูป เจดีย์ เป็นต้น ภายในวัดมีศาสนสถานสำคัญ ได้แก่ วิหาร อุโบสถ เจดีย์ นอกจากนี้ บางพระอารามยังมีต้นพระศรีมหาโพธิ ซึ่งเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขของโพธิตรัสรู้ ที่อัญเชิญหน่อมาจากพระศรีมหาโพธิจากเมืองอนุราธปุระ ประเทศศรีลังกา และพระศรีมหาโพธิจาก พุทธคยา ประเทศอินเดีย วัดโดยส่วนใหญ่นิยมแบ่งเขตภายในวัดออกเป็น ๒ ส่วน คือ เขตพุทธาวาส และ เขตสังฆาวาส โดยส่วนพุทธาวาสจะเป็นที่ตั้งของสถูปเจดีย์อุโบสถ สถานที่ประกอบกิจกรรมทาง พระพุทธศาสนา ส่วนสังฆาวาส จะเป็นส่วนกุฏิสงฆ์สำหรับภิกษุสามเณรจำพรรษา อย่างไรก็ดี ใน ปัจจุบันแทบทุกวัดจะเพิ่มพื้นที่เขตสาธารณะเพื่อใช้ในกิจกรรมสาธารณะต่างๆ ของชุมชน เช่น ฌาปนสถาน หรือที่เผาศพ ในอดีตส่วนนี้จะเป็นป่าช้า ซึ่งอยู่ติดหรือใกล้วัด ตามธรรมเนียมของแต่ละ ท้องถิ่น ๑ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ทรงเครื่องฤดูหนาว วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ๒ พระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช ๑ ๒


105


106


107 พระอารามหลวง วัดในประเทศไทยแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท ได้แก่ พระอารามหลวง หรือ วัดหลวง คือ วัดที่พระเจ้าแผ่นดินทรงสร้าง หรือทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เข้าจำนวนในบัญชีเป็นพระอารามหลวง และวัดราษฎร์ คือวัดที่ประชาชนศรัทธาสร้างขึ้น แต่มิได้เข้าบัญชีเป็นพระอารามหลวง พระอารามหลวงมี ๓ ชั้น ได้แก่ ชั้นเอก มี ๓ ชนิด ได้แก่ ราชวรมหาวิหาร ราชวรวิหาร และวรมหาวิหาร ชั้นโท มี ๔ ชนิด ได้แก่ ราชวรมหาวิหาร ราชวรวิหาร วรมหาวิหาร และวรวิหาร ชั้นตรี มี ๓ ชนิด ได้แก่ ราชวรวิหาร วรวิหาร และสามัญ (ไม่มีสร้อยต่อท้าย) ๑ พระพุทธไสยาสน์ ในพระวิหาร พระพุทธไสยาสน์ วัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร ๒ พระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ ๑ ๒


108 วัดประจำพระบรมมหาราชวังในสมัยกรุงศรีอยุธยา คือ วัดพระศรีสรรเพชญ์ และในสมัย กรุงรัตนโกสินทร์ คือ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว อุโบสถ หรือ โบสถ์ เป็นอาคารสำคัญภายในวัดเนื่องจากเป็นสถานที่ที่พระภิกษุสงฆ์ใช้ทำ สังฆกรรมตามพระวินัย เช่น สวดพระปาติโมกข์ การอุปสมบท มีสีมาเป็นเครื่องกำหนดขอบเขต ซึ่งแต่ เดิมในการทำสังฆกรรมของพระภิกษุสงฆ์จะใช้เพียงพื้นที่โล่งๆ ที่กำหนดขอบเขตพื้นที่สังฆกรรมโดยการ กำหนดตำแหน่ง “สีมา” เท่านั้น ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธานที่เป็นพระพุทธรูปสำคัญๆ ทำให้มีผู้มาสักการบูชาและร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก อุโบสถจึงถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวรและมักมี การประดับตกแต่งอย่างสวยงาม วิหาร คืออาคารที่ประดิษฐานพระพุทธรูปคู่กับอุโบสถ แต่ไม่มีวิสุงคามสีมาเหมือนอุโบสถ คำว่า วิหาร แต่เดิมใช้ในความหมายว่า วัด เช่นเดียวกับคำว่า อาราม อาวาส เช่น เวฬุวันวิหาร เชตวัน มหาวิหาร เป็นต้น นอกจากนี้ คำว่า “วิหาร” ยังกำหนดใช้เป็นคำลงท้ายสร้อยนามพระอารามหลวงต่างๆ เพื่อแสดงให้รู้ว่าวัดที่มีสร้อยนามอย่างนี้เป็นพระอารามหลวงสำคัญ ๑ พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพมหานคร ๒ ปราสาทพระเทพบิดร วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กรุงเทพมหานคร ๑ ๒


109


110


111 เจดีย์ หมายถึง สิ่งก่อสร้างหรือสิ่งของที่สร้างขึ้น เพื่อเป็น ที่เคารพบูชา เจดีย์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้ามี ๔ อย่าง คือ ธาตุเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ บริโภคเจดีย์ คือ สิ่งหรือสถานที่ที่พระพุทธเจ้า เคยทรงใช้สอย ธรรมเจดีย์ ที่บรรจุพระธรรม และอุทเทสิกเจดีย์ ของที่ สร้างขึ้นแทนพระพุทธเจ้า เช่น บัลลังก์สร้างให้หมายแทนพระพุทธองค์ รอยพระพุทธบาท เป็นต้น ซึ่งในบรรดาเจดีย์นับร้อยนับพันในประเทศไทย มีเจดีย์สำคัญเพียง ๘ แห่ง ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “จอมเจดีย์” “จอมเจดีย์” ในประเทศไทย จอมเจดีย์นั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรง ราชานุภาพ ทรงเรียกว่า “จอมเจดีย์แห่งสยาม” ซึ่งเป็นภาพเขียนอยู่ในซุ้ม คูหาภายในพระอุโบสถวัดเบญจมพิตรดุสิตวนาราม โดยออกแบบและ เขียนโดยศิลปินของกรมศิลปากร แล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๔๘๙ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงอธิบายถึงความสำคัญของจอมเจดีย์ แต่ละองค์ ดังนี้ ๑. พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม สร้างเมื่อแรกพระพุทธ ศาสนาเข้ามาประดิษฐานในสยามประเทศ ๒. พระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี เป็นสถูปองค์แรกใน การประดิษฐานพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานในสยามประเทศ ๓. พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน เป็นเจดีย์ที่สร้างก่อน เจดีย์องค์อื่นในแคว้นล้านนาไทย๑ พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม๒ ปรางค์ประธานวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดลพบุรี๓ พระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน ๑ ๒๓


112 ๔. พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม เป็นเจดีย์ที่สร้างก่อนองค์อื่นในภาคอีสาน ๕. พระบรมธาตุ จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นเมื่อพระพุทธศาสนา ลังกาวงศ์สถาปนาในสยามประเทศ ๖. พระศรีรัตนมหาธาตุเชลียง อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เป็นเจดีย์องค์แรกในการ สถาปนาอาณาจักรสุโขทัย ๗. พระเจดีย์ช้างล้อม อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย เป็นเจดีย์ที่พ่อขุนรามคำแหง มหาราชทรงสร้างเฉลิมพระเกียรติ ๘. พระเจดีย์วัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นเจดีย์ที่สมเด็จพระนเรศวร มหาราชทรงสร้างเฉลิมพระเกียรติ เมื่อครั้งทรงกระทำยุทธหัตถีมีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชาแห่ง กรุงหงสาวดี นอกจากนี้ ในประเทศไทยยังมีเจดีย์ที่สำคัญอีกเป็นจำนวนมาก เช่น พระบรมธาตุไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี พระธาตุดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ พระธาตุดอยตุง จังหวัดเชียงราย เป็นต้น ๑ พระเจดีย์ช้างล้อม อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ๒ พระธาตุพนม จังหวัดนครพนม ๑ ๒


113


114 ศาสนวัตถุ ศาสนวัตถุสำคัญในพระพุทธศาสนา ได้แก่ พระพุทธรูป เดิมในอินเดียโบราณไม่สร้างรูป พระพุทธเจ้าเป็นรูปมนุษย์ แต่จะใช้รูปสิ่งของ หรือรูปภาพอื่นๆ เป็นสัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้า เช่น ดอกบัว สถูป รอยพระพุทธบาท เป็นต้น ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ ๖ ช่างอินเดียโบราณได้เริ่มสร้าง พระพุทธรูปขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งคติการสร้างพระพุทธรูปได้เข้ามายังดินแดนประเทศไทยเมื่อราวพุทธ ศตวรรษที่ ๘ - ๙ และเป็นที่นิยมแพร่หลายและมีพัฒนาการรูปแบบสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน พระพุทธรูปสร้างด้วยวัสดุและเทคนิคต่างๆ กัน เช่น พระพุทธรูปศิลา พระพุทธรูปไม้แกะ พระพุทธรูปที่ได้รับการยกย่องว่างดงามที่สุดเห็นจะได้แก่ พระพุทธชินราชที่ประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร หลวง วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จังหวัดพิษณุโลก ดังใน “พระราชปรารภเรื่องพระพุทธชินราช” ของพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวว่า “...จะหาพระพุทธรูปองค์ใดให้งามเสมอพระพุทธชินราชนั้นไม่มี แล้ว...” แต่อย่างไรก็ดี สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ผู้ได้รับการยกย่องว่า “สมเด็จครู นายช่างใหญ่แห่งกรุงรัตนโกสินทร์” ทรงเห็นว่าพระพุทธชินสีห์ ซึ่งประดิษฐานอยู่ด้านหน้าพระพุทธสุวรรณเขต ภายในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหารนั้น เป็นฝีมือช่างเดียวกับพระพุทธชินราช และหล่อขึ้นทีหลัง ช่าง จึงได้เห็นที่เสียพระพุทธชินราชตรงไหน ได้แก้ให้พระชินสีห์ที่ตรงนั้นดีขึ้นทุกแห่ง ๑ พระพุทธรูปทรงเครื่อง วัดหน้าพระเมรุ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๒ พระพุทธสิหิงค์ ภายในวิหารลายคำ วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงใหม่ ๓ พระพุทธชินสีห์ (ด้านหน้า) พระพุทธสุวรรณเขต (ด้านหลัง) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร ๑ ๒ ๓


115


116 ศาสนวัตถุที่พบเป็นจำนวนมากในประเทศไทยอีกอย่าง หนึ่งคือ รอยพระพุทธบาท ดังพบคติการบูชารอยพระพุทธบาทมาตั้งแต่ สมัยทวารวดี สมัยสุโขทัย สมัยอยุธยา สืบเนื่องมาในสมัยรัตนโกสินทร์ จนถึงปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นรอยพระพุทธบาทที่พุทธศาสนิกชนจำลอง แบบมาจากรอยพระพุทธบาทอันแท้จริง ที่พระพุทธเจ้าทรงประทับรอย พระบาท ณ สถานที่ต่างๆ สร้างด้วยวัสดุต่างๆ เช่น หิน ไม้ ทองแดง เป็นต้น รอยพระพุทธบาทจำลองนี้เป็นปูชนียวัตถุประเภท “บริโภคเจดีย์ โดยสมมุติ” แต่ก็มีพระพุทธบาทบางแห่งที่เชื่อว่า เป็นรอยพระพุทธบาท ที่พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาและได้ประทับรอยพระพุทธบาทไว้ จึงเป็น พุทธเจดีย์ประเภท “บริโภคเจดีย์” ได้แก่ พระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี และพระพุทธบาทคู่ จังหวัดปราจีนบุรี นอกจากนี้ ศาสนวัตถุสำคัญยังมีอีกหลายประเภท เช่น พระบรมสารีริกธาตุ พระพิมพ์ เป็นต้น ๑ รอยพระพุทธบาทในมณฑปพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ๒ มณฑปพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี ๓ วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จังหวัดเพชรบูรณ์ ๑ ๒ ๓


117


118


119 ศาสนพิธี วันส�ำคัญทางศาสนา ศาสนพิธีในพระพุทธศาสนา คือ แบบอย่าง หรือแบบแผนต่างๆ ที่พุทธศาสนิกชนพึงปฏิบัติ ซึ่งเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมเกี่ยวเนื่องกับชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย ส่วนวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นวัน ที่พุทธศาสนิกชนไปวัดเพื่อทำบุญและปฏิบัติศาสนกิจ ได้แก่ วันธรรมสวนะ (วันอุโบสถหรือวันพระ) วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วันออกพรรษา วันธรรมสวนะ วันธรรมสวนะ วันอุโบสถ หรือวันพระ เป็นวันประชุมของพุทธศาสนิกชนเพื่อจัดกิจกรรม ทางพระพุทธศาสนาประจำสัปดาห์ คำว่า “ธรรมสวนะ” หมายถึง การฟังธรรม วันธรรมสวนะ หรือ วันพระ จึงหมายถึง วันที่พุทธศาสนิกชนไปถือศีลฟังธรรมที่วัด และเป็นวันที่พระภิกษุลงอุโบสถ ซึ่งใน ๑ เดือน กำหนดไว้ ๔ วัน วันขึ้น ๘ ค่ำ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ วันแรม ๘ ค่ำ และวันแรม ๑๕ ค่ำ แต่ถ้าหากเดือน ใดเป็นเดือนขาดถือเอาวันแรม ๑๔ ค่ำ พุทธศาสนิกชนในอดีต และชาวชนบทในปัจจุบันถือว่าวันพระเป็นวันสำคัญที่จะถือโอกาส ไปวัดเพื่อทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ ฟังพระธรรมเทศนา สวดมนต์ และเจริญจิตภาวนา ในส่วน พุทธศาสนิกชนผู้เคร่งครัดอาจถือศีล ๘ หรืออุโบสถศีลในวันพระ นอกจากนี้ ชาวพุทธยังถือว่า วันพระ ไม่ควรทำบาปใดๆ เพราะเชื่อว่า การทำบาปในวันพระเป็นบาปมากกว่าวันอื่น จิตรกรรมฝาผนัง เล่าเรื่องพุทธประวัติ ตอนพระพุทธเจ้าแสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์ พระอุโบสถ วัดราชสิทธาราม กรุงเทพมหานคร


120 วันวิสาขบูชา วันวิสาขบูชา หรือ “วิสาขปุรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ” ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ถ้าปีใดเป็นปีอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน ก็เลื่อนไปทำ พิธีในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ เป็นวันคล้ายวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญที่สุดในพระพุทธศาสนา ๓ เหตุการณ์ด้วยกัน คือ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ทั้ง ๓ เหตุการณ์ เกิดขึ้น ณ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ หรือวันเพ็ญแห่งเดือนวิสาขะ (ต่างปีกัน) ชาวพุทธทั่วโลกจึง ถือว่า เป็นวันที่รวมเหตุการณ์อัศจรรย์ยิ่ง วันวิสาขบูชาจึงเป็นวันสำคัญสากลทางพระพุทธศาสนา ทุกนิกายทั่วโลก ทั้งเป็นวันหยุดราชการในหลายประเทศ และต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ ที่ประชุมใหญ่ สมัชชาสหประชาชาติได้กำหนดให้วันวิสาขาบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก ในประเทศไทยปรากฏหลักฐานว่ามีการจัดพิธีวิสาขบูชามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และต่อมา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์โปรดให้รื้อฟื้น พุทธศาสนิกชน ทั้งพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์ และประชาชน จะมีการประกอบพิธีต่างๆ เช่น การตักบาตร การฟัง พระธรรมเทศนา การเวียนเทียน เป็นต้น เพื่อเป็นการบูชารำลึกถึงพระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญ ๓ เหตุการณ์ดังกล่าว ที่ถือได้ว่าเป็นวันคล้ายวันที่ “ประสูติ” ของเจ้าชายสิทธัตถะ ผู้ซึ่งต่อมาได้ “ตรัสรู้” เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงกอปรไปด้วย “พระบริสุทธิคุณ” “พระปัญญาคุณ” ผู้ซึ่งได้ทรงสั่งสอน ประกาศพระสัจธรรม คือ ความจริงของโลกแก่ชนทั้งปวงโดย “พระมหากรุณาคุณ” จวบจน “เสด็จดับ ขันธปรินิพพาน” ในวาระสุดท้าย ทั้งสามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสืบเนื่องในวันเพ็ญเดือน ๖ นี้ ทำให้พระพุทธ ศาสนาได้บังเกิดและสืบต่อมาอย่างมั่นคงจนถึงปัจจุบัน


121 วันมาฆบูชา วันมาฆบูชา หรือ “มาฆปูรณมีบูชา” หมายถึง “การบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะ” ซึ่งตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ถ้าปีใดมีเดือนอธิกมาส คือ มีเดือน ๘ สองหน (ปีอธิกมาส) ก็เลื่อนไปทำในวันเพ็ญเดือน ๓ หลัง (วันเพ็ญ เดือน ๔) เหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในวันมาฆบูชาคือ ในพรรษา แรก เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ เมื่อ ๒,๕๐๐ กว่าปีก่อน ณ วัดเวฬุวัน มหาวิหาร ใกล้กรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธ พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ท่ามกลางที่ ประชุมมหาสังฆสันนิบาตครั้งใหญ่ โดยมีเหตุการณ์เกิดขึ้น พร้อมกัน ๔ ประการ คือ พระสงฆ์สาวก ๑,๒๕๐ รูปได้มาประชุม พร้อมกันยังวัดเวฬุวันโดยมิได้นัดหมาย พระสงฆ์ที่มาประชุม ทั้งหมดเป็น “เอหิภิกขุอุปสัมปทา” หรือผู้ได้รับการอุปสมบท จากพระพุทธเจ้าโดยตรง พระสงฆ์ที่มาประชุมล้วนเป็น พระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา ๖ และวันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญ มาฆปุรณมีดิถี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ และพระพุทธเจ้าประทาน โอวาทปาติโมกข์ ซึ่งกล่าวถึงหลักคำสอนอันเป็นหัวใจของ พระพุทธศาสนา ได้แก่ การไม่ทำความชั่วทั้งปวง การบำเพ็ญ ความดีให้ถึงพร้อม และการทำจิตของตนให้ผ่องใส เพื่อเป็น หลักปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนทั้งมวล ดังนั้นจึงเรียกวันนี้อีก อย่างหนึ่งว่า “วันจาตุรงคสันนิบาต” หรือ วันที่มีการประชุม พร้อมด้วยองค์ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาล ที่ ๔) ได้ทรงปรารภถึงเหตุการณ์ครั้งพุทธกาลในวันเพ็ญ เดือน ๓ ดังกล่าวว่า เป็นวันที่เกิดเหตุการณ์สำคัญยิ่ง ควรประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา เพื่อเป็นที่ตั้งแห่งความ ศรัทธาเลื่อมใส จึงโปรดเกล้าฯ ให้จัดการพระราชกุศลมาฆบูชา ขึ้น ต่อมาพิธีมาฆบูชาได้ขยายออกไปทั่วราชอาณาจักร วันมาฆบูชา พุทธศาสนิกชนชาวไทยนิยมทำบุญ ตักบาตรในตอนเช้า และตลอดวันจะมีการบำเพ็ญบุญกุศล ความดีอื่นๆ เช่น ไปวัดรับศีล งดเว้นการทำบาปทั้งปวง ถวาย สังฆทาน ให้อิสระทาน (ปล่อยนกปล่อยปลา) ฟังพระธรรม เทศนา และไปเวียนเทียนรอบอุโบสถในเวลาเย็น


122


123 วันอาสาฬหบูชา วันอาสาฬหบูชา หรือ “อาสาฬหปูรณมีบูชา” แปลว่า “การบูชาในวันเพ็ญเดือนอาสาฬหะ” ตรงกับวันเพ็ญ เดือน ๘ แต่ถ้าในปีใดมีเดือน ๘ สองหน ก็ให้เลื่อนไปทำในวันเพ็ญ เดือน ๘ หลังแทน ในวันนี้ เมื่อ ๔๕ ปี ก่อนพุทธศักราช หลังจากวันตรัสรู้ ๒ เดือน ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น ณ ป่า อิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสีแคว้นมคธ คือ พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมธรรมเทศนา “พระธัมม จักกัปปวัตตนสูตร” โปรดปัญจวัคคีย์ ซึ่งมีใจความสำคัญคือ ให้ละเว้นทางสุดโต่งทั้งสอง แล้วปฏิบัติ ตามทางสายกลาง (มัชฌิมาปฏิปทา) หรืออริยมรรคมีองค์ ๘ และพราหมณ์โกณฑัญญะได้ดวงตาเห็น ธรรมสำเร็จพระโสดาบันแล้วทูลขอบวชในพระพุทธศาสนา วันนี้จึงเป็นวันที่มีพระรัตนตรัยครบองค์ สามบริบูรณ์เป็นครั้งแรกในโลก คือ มีทั้งพระพุทธ พระธรรมและพระสงฆ์ วันนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่ง ว่า “วันพระสงฆ์” คือวันที่มีพระสงฆ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกอีกด้วย เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๑ คณะสังฆมนตรีได้มีมติให้เพิ่มวันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธ ศาสนาในประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก ตามคำแนะนำของพระธรรมโกศาจารย์ (ชอบ อนุจารี) โดยมีพิธี ปฏิบัติเทียบเท่ากับวันวิสาขบูชา นอกจากการเวียนเทียน ทำบุญตักบาตร ในวันอาสาฬหบูชาแล้ว ใน ปัจจุบัน ยังมีหน่วยงานภาครัฐ องค์กรทางศาสนา และภาคประชาชน ร่วมกันจัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้น มากมาย เพื่อเป็นการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและประชาสัมพันธ์กิจกรรมทางพระพุทธศาสนาต่างๆ ให้ แก่ประชาชน เช่น กิจกรรมสัปดาห์เผยแผ่พระพุทธศาสนาวันอาสาฬหบูชา เป็นต้น พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ พุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม


124 วันเข้าพรรษา วันเข้าพรรษาตรงกับวันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ และสิ้นสุดออกพรรษาใน วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ เป็นเวลา ๓ เดือน เรียกกันทั่วไปว่า “เทศกาลเข้าพรรษา” พระสงฆ์จะทำพิธีอธิษฐานอยู่ในวัดตลอด ๓ เดือน ในฤดูฝน จะไปค้างแรมคืนที่อื่น ไม่ได้ นอกจากมีเหตุจำเป็นเท่านั้น ในเทศกาลเข้าพรรษานี้ พุทธศาสนิกชนโดยทั่วไปถือโอกาสบำเพ็ญ กุศลเป็นพิเศษ มีการจัดถวายผ้าอาบนำ้ฝน และจตุปัจจัยแก่ภิกษุสามเณรได้ใช้สอย ระหว่างเข้าพรรษา ตลอด ๓ เดือน บางคนรักษาอุโบสถศีล บางคนละเว้นในสิ่งที่ ควรเว้น เช่น งดดื่มสุรา เป็นต้น ๑ ตักบาตรดอกไม้ในวันเข้าพรรษา วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กรุงเทพมหานคร ๒ แห่นาคบนหลังช้าง ของชาวไทยพวน อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ๒ ๑


125


126 เทศกาลส�ำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา เทศกาลสำคัญที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนา ได้แก่ การทอดกฐิน การทอดผ้าป่า การทอดกฐินคือ การทำบุญถวายผ้ากฐินที่เรียกว่า กฐิน ทาน มีการปฏิบัติมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล ซึ่งพระพุทธเจ้ามีพุทธานุญาตให้ พระภิกษุผู้อยู่จำพรรษาครบสามเดือนแล้วรับผ้าที่พุทธศาสนิกชนนำมา ถวายหลังจากออกพรรษาซึ่งเป็นฤดูจีวรกาล คือช่วงระยะเวลาการทำ จีวรของพระภิกษุ เพื่อเปลี่ยนผ้านุ่งห่มใหม่แทนผ้าเก่ามากหรือขาดชำรุด มีกำหนดระยะเวลาเพียง ๑ เดือน คือ ระหว่างวันแรม ๑ ค่ ำ เดือน ๑๑ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ ำ เดือน ๑๒ วัดหนึ่งรับกฐินได้เพียงปีละ ๑ ครั้งเท่านั้น การ ทำบุญกฐินนี้ถือว่าได้อานิสงส์มากเพราะทำในระยะเวลาจำกัด และเป็น งานบุญใหญ่ มีทั้งกฐินราษฎร์ และกฐินหลวง ส่วนการทอดผ้าป่าไม่ได้กำหนดช่วงระยะเวลาไว้ ๑๒


127 นอกจากนี้ ยังมีเทศกาลที่ไม่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาโดยตรง แต่พุทธศาสนิกชนนิยม บำเพ็ญกุศลตามแบบพระพุทธศาสนา เช่น เทศกาลตรุษ วันสงกรานต์ วันสารท อย่างไรก็ตาม ในพระพุทธศาสนามหายานทั้งจีนนิกายและอนัมนิกาย ศาสนพิธีเช่นเดียว กับพระพุทธศาสนาเถรวาท เช่น พิธีบรรพชา - อุปสมบท พิธีเข้าพรรษา พิธีทอดกฐิน แต่มีรายละเอียด ที่แตกต่างกันออกไป ส่วนพิธีที่แตกต่างไปจากพระพุทธศาสนาเถรวาทและเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธ ศาสนาจีนนิกายและอนัมนิกาย ได้แก่ พิธีกินเจ และพิธีกงเต็ก ๑-๒ ประเพณีรับบัวหรือโยนบัว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ๓ การแต่งกายของผู้บรรพชาเป็นสามเณรของ ชาวไทยใหญ่หรือที่เรียกว่าบวชลูกแก้วหรือ ปอยส่างลอง จังหวัดแม่ฮ่องสอน ๓


128


129 ศาสนาอิสลาม หลังจากท่านนบีมุฮัมมัด สิ้นชีวิต เกิดความขัดแย้งในเรื่องการเป็นคอลีฟะห์ (ผู้ปกครองอาณาจักรอิสลามต่อจากท่านนบีมุฮัมมัด หรือกาหลิบ) จึงทำให้ศาสนาอิสลามแยกออกเป็น นิกายต่างๆ ที่สำคัญ ได้แก่ นิกายซุนนี หรือซุนนะห์ นิกายนี้เคร่งครัดปฏิบัติตามพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานและ อัลฮะดีษ และถือว่าคอลีฟะห์ มีเพียง ๔ คน คือ อบูบักร์ โอมาร อุสมาน และอาลี มุสลิมส่วนใหญ่ในโลก รวมทั้งประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซียและไทยนับถือนิกายนี้ นิกายชีอะห์ ชีอะห์ แปลว่า พรรคพวก หมายถึงพรรคพวกท่านอาลี นิกายนี้ถือว่าท่านอาลี บุตรเขยของท่านนบีมุฮัมมัด คนเดียวเท่านั้นเป็นผู้ที่ถูกต้อง ผู้ถือนิกายนี้ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศอิหร่าน อิรัก เยเมน อินเดียและประเทศในทวีปแอฟริกาด้านตะวันออก มุสลิมในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นนิกายซุนนีนิกายชีอะห์ก็มีบ้าง แต่เดิมมุสลิมนิกาย ซีอะห์เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในสังคมไทย โดยเฉพาะในสมัยอยุธยาได้สืบสาแหรกต่อเนื่องกันมา ได้แก่ สกุลบุนนาค ศรีเพ็ญ อหะหมัดจุฬา จุฬารัตน์ และสายสกุลอื่นๆ ตำแหน่งจุฬาราชมนตรีในสายเจ้าพระยา รัตนราชเศรษฐี (เฉกอะหมัด) ซึ่งเป็นมุสลิมนิกายซีอะห์มาสิ้นสุดที่จุฬาราชมนตรีสอน อหะหมัดจุฬา ใน สมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ก่อนเปลี่ยนมาเป็นมุสลิมนิกายซุนนี (จุฬาราชมนตรี แช่ม พรหมยงค์) สมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร ๑ มัสยิดกลาง จังหวัดสงขลา ๒ ภายในมัสยิดกลาง จังหวัดสงขลา ๒ ๑


130


131 ศาสดา ศาสนบุคคล ศาสดาของศาสนาอิสลามคือ ท่านนบีมุฮัมมัด เกิดที่นครมักกะห์ เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือนเราะบิอุลเอาวัล ซึ่งตรงกับวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๑๑๑๔ ท่านนบีได้โองการจากอัลลอฮ์ โดยผ่านสื่อเทวทูตญิบรออีล และได้รับบัญชา ให้นำหลักการศาสนาออกเผยแผ่แก่มวลมนุษย์ หลังจากได้รับแต่งตั้งเป็นนบี ๖ เดือน ท่านนบีทำหน้าที่ประกาศสอนศาสนาเริ่มจากครอบครัวและขยายวง กว้างออกไปยังเพื่อนฝูงและญาติมิตร ท่านต้องเผชิญอุปสรรคนานาจากการต่อ ต้านของพวกกุเรซ ใช้เวลาประกาศศาสนาอยู่ที่มักกะห์ ๑๓ ปี จนในที่สุดต้อง อพยพไปเมืองมะดีนะฮ์ การอพยพจากมักกะห์ไปยังเมืองมะดีนะฮ์ของท่านนบี มุฮัมมัด ถือเป็นจุดเริ่มต้นของศักราชอิสลาม เรียกว่า ฮิจญ์เราะห์ศักราช ท่านนบี ประกาศศาสนาที่เมืองนี้ระยะหนึ่งจึงเดินทางกลับมักกะห์ สิ้นชีวิตเมื่ออายุ ๖๓ ปี ณ เมืองมะดีนะฮ์ รวมเวลาที่เป็นศาสนทูต ๒๓ ปี ท่านนบีมุฮัมมัด ถือเป็นศาสดา คนสุดท้ายของศาสนาอิสลาม ศาสนาอิสลามไม่มีนักบวชเพื่อทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมและเผยแผ่ ศาสนาโดยเฉพาะ ถือว่ามุสลิมทุกคนมีหน้าที่ในการสืบทอดศาสนา ด้วยการปฏิบัติ ตนตามหลักการศาสนา ศึกษาและเรียนรู้หลักคำสอนของศาสนาให้รู้แจ้งเห็นจริง และทำหน้าที่เผยแผ่ตามกำลังความรู้ของตน อย่างไรก็ตาม ในการบริหารกิจการต่างๆ เกี่ยวกับศาสนาใน ประเทศไทย มีคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เป็นผู้กำกับดูแล โดยมี จุฬาราชมนตรี เป็นประธานกรรมการ ถือเป็นผู้นำสูงสุดด้านการบริหารกิจการมุสลิม ในประเทศไทย๑ นอกจากนี้ยังมีกรรมการอิสลามประจำจังหวัด กรรมการมัสยิด ซึ่ง ดูแลกิจการต่างๆ ในมัสยิด มีอิหม่ามเป็นผู้นำประจำมัสยิด คอเต็บเป็นผู้แสดงธรรม ประจำมัสยิด และบิหลั่นเป็นผู้ประกาศเชิญชวนให้มุสลิมปฏิบัติศาสนกิจตามเวลา ๑ จุฬาราชมนตรีปัจจุบัน (๒๕๕๘) คือ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล ได้รับพระบรมราชโองการแต่งตั้ง เมื่อวันที่ ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๕๓ ๑ มัสยิดกลาง จังหวัดปัตตานี ๒ นายอาศิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรีปัจจุบัน ๓ คอเต็บ แสดงธรรมเทศนาในการละหมาด ๒ ๓ ๑


132 ๑


133 ศาสนธรรม หลักค�ำสอน หลักปฏิบัติ คัมภีร์สูงสุดของศาสนาอิสลามคือ พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน เป็นพระดำรัสของอัลลอฮ์ ที่ประทานผ่านญิบรออีล ให้แก่ท่านศาสดามุฮัมมัด เพื่อถ่ายทอดมายังมนุษย์ พระมหาคัมภีร์ อัลกุรอาน เป็นภาษาอาหรับ แบ่งเป็น ๓๐ ภาค (เรียกว่า ญุซอ์) ซึ่งมีบทต่างๆ (เรียกว่า ซูเราะห์) จำนวน ๑๑๔ บท แต่ละบทมีชื่อเรียกตามเนื้อหาและประกอบด้วยวรรค (ที่เรียกว่า อายะฮ์) จำนวน ๖,๒๓๖ วรรค มุสลิมถือว่าทุกคำทุกตัวอักษรของคัมภีร์มาจากอัลลอฮ์ และเป็นความจริงที่บริสุทธิ์และ เป็นธรรมนูญสำหรับชีวิต นอกจากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานแล้ว ยังถือว่า อัลฮะดีษ ซึ่งเป็นโอวาทและ จริยวัตรของท่านศาสดามุฮัมมัด เป็นแบบแผนในการประพฤติปฏิบัติตนอันดีงามอีกด้วย หลักคำสอนที่สำคัญของศาสนาอิสลามปรากฏในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานและอัลฮะดีษ กล่าวถึง หลักศรัทธา ๖ ประการ หลักปฏิบัติ ๕ ประการ ซึ่งชาวมุสลิมยึดถือปฏิบัติ ๑ พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ภาษาอาหรับ ๒ ซูเราะห์ “ฟาติฮะห์” บทเริ่มต้นของ พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ๒


134 หลักศรัทธา ๖ ประการ ๑. ศรัทธาในอัลลอฮ์ มุสลิมศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว คือ อัลลอฮ์ และยึดมั่นว่าพระองค์ทรงบันดาล ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเองโดยลำพัง พระองค์ทรงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุด ทรงเอกสิทธิ์ในการปกครอง และการบริหาร ทรงเป็นที่พึ่งของทุกสรรพสิ่ง ทรงกำหนดการดำเนินชีวิตของมนุษย์และสัตว์ รวมทั้ง สรรพสิ่งทั้งมวล ทั้งเชื่อว่า เมื่อมนุษย์มีความศรัทธาต่อพระเจ้าอย่างจริงใจ คำวิงวอนของมนุษย์ย่อมได้ รับการตอบสนองจากพระเจ้า มุสลิมแต่ละคนสามารถติดต่อกับพระเจ้าได้โดยตรง เช่น โดยการขอพร (ดุอาอ์) และโดย การกระทำนมัสการ (ละหมาด) เป็นต้น ๒. ศรัทธาในมะลาอิกะฮ์ อัลลอฮ์ ทรงสร้างมะลาอิกะฮ์ (เทวทูต หรือ ทูตสวรรค์) ขึ้น ทำหน้าที่ตามพระบัญชา ของพระองค์ มะลาอิกะฮ์ เป็นเทพไร้ตัวตน ไม่มีเพศ ไม่กินไม่นอน ไม่มีคู่ครอง ไม่มีบุตร สามารถ จำแลงร่างได้ทุกอย่าง มีความบริสุทธิ์จากความผิดบาปทั้งปวง ไม่มีตัณหา พระองค์อัลลอฮ์ ทรงสร้าง มะลาอิกะฮ์ จำนวนมากเพื่อรับใช้ตามหน้าที่แตกต่างกันไป และมีชื่อเรียกต่างๆ กัน ๓. ศรัทธาในคัมภีร์ พระเจ้าได้ประทานคัมภีร์อันเป็นบัญญัติของพระองค์ผ่านศาสนทูตมาแล้วรวมทั้งสิ้น ๑๐๔ เล่ม แต่ที่สำคัญมี ๔ เล่ม ได้แก่ เตารอฮ์ ซะบูร อินญีลและอัลกุรอาน ซึ่งเป็นคัมภีร์ฉบับสุดท้ายที่ พระเจ้าประทานให้แก่ท่านนบีมุฮัมมัด โดยผ่านศาสนทูต ญิบรออีล และเป็นคัมภีร์ที่ยังมีเนื้อหาสาระ คงเดิมทุกประการ ไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง


135 ๔. ศรัทธาต่อศาสนทูต ศาสนทูต หรือรอซู้ล ศาสนทูตเป็นผู้ที่แจ้งให้มนุษย์รับรู้ผลอันเป็นรางวัลของการทำดี และ โทษอันได้รับจากการทำชั่ว โดยอาศัยคำสั่งสอนและบัญญัติต่างๆ ของพระเจ้าในคัมภีร์เป็นแนวทาง ศาสนทูต จึงเป็นคนธรรมดาที่พระเจ้าทรงเลือก เพื่อให้เป็นตัวอย่างในการประพฤติปฏิบัติตนตาม แต่ศาสนทูต ต้องมีคุณสมบัติพิเศษกว่าบุคคลอื่น ๔ ประการ คือ ๑) ความซื่อสัตย์สุจริต เป็นที่วางใจของบุคคลทั่วไป ไม่คดโกง ไม่ตระบัดสัตย์ ๒) มีสัจจะ พูดจริงทำจริง ไม่โกหก ไม่หลอกลวงใคร ๓) มีสติปัญญาเป็น อัจฉริยะ ๔) ทำหน้าที่เผยแผ่บัญญัติจากพระเจ้าแก่คนทั่วไปโดยไม่ปิดบัง ด้วยความตั้งใจสูง มีมานะอดทน เพียรพยายาม ไม่ย่อท้อต่อการขัดขวางของผู้ใดทั้งสิ้น ศาสนทูตที่ปรากฏในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน มีจำนวน ๒๕ ท่าน โดยมีอาดัมเป็นศาสนทูตคนแรก และท่านนบีมุฮัมมัด เป็นคนสุดท้าย ๕. ศรัทธาในวันสิ้นโลก มุสลิมต้องศรัทธาว่า โลกนี้พระเจ้าสร้างขึ้นชั่วคราว และต้องดับสลาย ไม่วันใดวันหนึ่ง และ พระเจ้าจะพิพากษาความดี ความชั่วของมนุษย์ ทุกคนควรเตรียมพร้อมที่จะทำความดี หลีกเลี่ยงความ ชั่ว เมื่อวันพิพากษามาถึง ผู้ที่ทำความดีย่อมมีโอกาสได้รับผลตอบแทนในโลกหน้าตามความปรารถนา ๖. ศรัทธาในกฎแห่งสภาวการณ์ พระเจ้าเป็นผู้กำหนดสภาวะทางธรรมชาติและการดำเนินชีวิตของมนุษย์ อุปสรรคต่างๆ ที่มนุษย์ต้องเผชิญจะทำให้มนุษย์แข็งแกร่ง แก้ปัญหาต่างๆ ได้ การประสบภัยแห่งชีวิตและความเดือด ร้อน จึงเป็นเพียงข้อทดสอบของพระเจ้า เพื่อหล่อหลอมชีวิตมนุษย์ให้เข้มแข็ง


136 หลักปฏิบัติ ๕ ประการ เป็นหลักพื้นฐานที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติ ประกอบด้วย ๑. การปฏิญาณตน การเป็นมุสลิมจะต้องกล่าวคำปฏิญาณตนอย่างเปิดเผย ชัดเจนและ ศรัทธาเลื่อมใสอย่างแท้จริง คำกล่าวปฏิญาณตน มีดังนี้ “ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮ์ และมุฮัมมัด เป็นศาสนทูตของพระองค์” ๒. การละหมาด คือ การแสดงความเคารพต่ออัลลอฮ์ ทั้งจิตใจ วาจาและร่างกาย พร้อมกัน และต้องปฏิบัติละหมาดวันละ ๕ ครั้ง ได้แก่ ช่วงเช้าก่อนแสงอรุณขึ้น ช่วงเที่ยง ช่วงบ่ายคล้อย ช่วงเย็นดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า และช่วงคำ่ เมื่อจิตใจสำรวมอยู่กับพระเจ้า ระลึกถึงแต่พระองค์ ก็ไม่มี โอกาสทำความชั่ว ความผิด หรือฝืนบทบัญญัติ ๓. การจ่ายซะกาต คือทรัพย์สินจำนวนหนึ่งที่มุสลิมจะต้องจ่ายให้บุคคลผู้มีสิทธิ์รับเป็น ประจำเมื่อครบรอบปีตามอัตราที่กฎหมายอิสลามกำหนด เพื่อเป็นศาสนทานให้แก่คนยากจน เด็กกำพร้า ผู้เริ่มเข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม คนเดินทาง ในประเทศไทยนิยมจ่ายชะกาตเป็นข้าวสาร แต่ถ้าเป็น จำนวนเงินหรือทองคำ จะจ่ายในอัตราร้อยละ ๒.๕ ของทรัพย์สินมีค่านั้น ๔. การถือศีลอด – ถือบวช หมายถึง การงดเว้น การระงับ การหักห้ามตัวเอง กระทำทุกวัน เฉพาะในเดือนรอมฎอน เดือนที่ ๙ ทางจันทรคติแห่งปีอิสลาม เริ่มตั้งแต่เวลาแสงอรุณขึ้น จนถึงตะวัน ตกดิน เป็นการขัดเกลากิเลส ฝึกความอดทนและความซื่อสัตย์ ๕. การประกอบพิธีฮัจย์ ณ นครมักกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ครั้งหนึ่งในชีวิตของ มุสลิมที่มีความพร้อมทั้งร่างกายและการเงินจะเดินทางไปทำพิธีตามแบบอย่างของท่านนบีมุฮัมมัด กำหนดตั้งแต่วันที่ ๘ – ๑๓ เดือน ๑๒ ตามปฏิทินอิสลาม ๑ ๒


137 ข้อห้าม ศาสนาอิสลามกำหนดข้อห้ามหลัก อาทิ ๑. ห้ามรับประทานเนื้อหมู เลือดของสัตว์ และสัตว์ตายเองโดยมิได้เชือดด้วยการกล่าว นามพระเจ้า ๒. ห้ามให้เงินกู้โดยคิดดอกเบี้ย ๓. ห้ามเสพสุราและสิ่งเสพติดทั้งหลาย ตลอดจนบุหรี่ ๔. ห้ามเล่นการพนันและการเสี่ยงทายทุกชนิด ๕. ห้ามตั้งภาคีหรือนำสิ่งอื่นเทียบเคียงอัลลอฮ์พระผู้เป็นเจ้า ๖. ห้ามกราบไหว้บูชารูปปั้น วัตถุ ต้นไม้ ก้อนอิฐ ก้อนหิน ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ แม่น้ำ ภูเขา ผีสางเทวดา ๗. ห้ามเชื่อดวง ผูกดวง ห้ามเสี่ยงทายถือโชคลางและใช้เครื่องรางของขลัง ๘. ห้ามผิดประเวณี ๙. ห้ามกักตุนสินค้า ๑๐. ห้ามประกอบอาชีพที่ไม่ถูกต้องศีลธรรม ๑๑. ห้ามฆ่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยไม่มีเหตุผลตามที่ศาสนากำหนด ๑๒. ห้ามใส่ร้ายป้ายสี นินทาหรือกระทำการใดๆ ที่จะสร้างความเดือดร้อนต่อตนเอง เพื่อนบ้าน สังคมและประเทศชาติ ฯลฯ ๑-๒ การละหมาดในมัสยิด ๓ สตรีมุสลิมกำลังละหมาด ๔ การบริจาคชะกาต ๓ ๔


138


139 ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ ศาสนสถานในศาสนาอิสลาม ได้แก่ มัสยิด ซึ่งหมายถึง สถานที่สำหรับแสดงความภักดีต่อพระเจ้าและดำเนินกิจกรรมต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับศาสนาและการดำเนินชีวิตประจำวันตามแนวทางของ ศาสนาอิสลามมัสยิด ยังเรียกต่างกันอีกว่า กุฎี สุเหร่า อิหม่ามบารา และบาแล มัสยิด สร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์กลางการจัดกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เช่น ปฏิบัติศาสนกิจ การประชุม การศึกษา การบริหาร การตัดสินคดีความ พิธีกรรม ฯลฯ มัสยิดมักมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ โถงละหมาด มิห์รอบ ที่สำหรับอิหม่ามยืนนำละหมาด ซึ่งมักจะสร้าง เป็นส่วนเว้าลึกขนาดเล็กตรงด้านหน้าสุดของมัสยิด มิมบัร แท่นสำหรับ อิหม่ามหรือคอเต็บขึ้นไปกล่าวคุตบะฮ์หรือคำอบรมสั่งสอนก่อนละหมาด มักซูเราะห์ ฉากไม้หรือโลหะทำเป็นลวดลายใช้กั้นพื้นที่หน้าซุ้มมิห์รอบ แท่นส�ำหรับผู้ขานสัญญาณ เพื่อให้ผู้ขานสัญญาณ (มุบัลลิก) ส่งเสียงให้ สัญญาณต่อจากอิหม่ามในกรณีที่มีผู้มาละหมาดจำนวนมากเพื่อให้ได้ยิน อย่างทั่วถึง ลานหรือโถงอเนกประสงค์ ที่อาบน�้ำละหมาด หออะซาน สำหรับประกาศเมื่อถึงเวลาละหมาด และ ซุ้มประตู กะอ์บะฮ์ อาคารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ตั้งอยู่ใจกลางมัสยิด อัลฮะรอม นครมักกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย เป็นศูนย์กลางในการ ปฏิบัติศาสนกิจของมุสลิมทั่วโลก ทั้งยังเป็นจุดหมายในการผินหน้าไป ของมุสลิมขณะละหมาด และเป็นสถานที่เดินเวียนรอบ (ฏอวาฟ) ในการ ประกอบพิธีฮัจย์และอุมเราะฮ์ ๒ และที่มุมหนึ่งของกะอ์บะฮ์มีหินดำที่ใช้ เป็นจุดกำหนดเริ่มและสิ้นสุดการเดินฏอวาฟ ๒ หมายถึง การเยี่ยมเยียนสถานที่พำ นักของศาสดามุฮัมมัด ซึ่งถือเป็นการ แสวงบุญย่อย แตกต่างจากพิธีฮัจย์ซึ่งมุสลิมทุกคนควรปฏิบัติ แต่อุมเราะฮ์ ไม่ได้เป็นข้อ บังคับ แต่แนะนำ ให้ปฏิบัติ ๑ พิธีฮัจย์ ณ มัสยิดอัลฮะรอม นครมักกะห์ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ๒ ส่วนประกอบตกแต่งเหนือมิห์รอบ มีอักษรนาม อัลลอฮ์ และศาสดามุฮัมมัด ๓ มิห์รอบ และมิมบัร ภายในมัสยิดกุฎีช่อฟ้า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๒ ๓ ๑


140 พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน “กุรอาน” ภาษาอาหรับแปลว่า “การอ่าน” หมายถึงหนังสือ หรือคัมภีร์ซึ่งเป็นบัญญัติของพระเจ้า แบ่งเป็น ๓๐ ภาค ๑๑๔ บท และวรรคต่างๆ ๖,๐๐๐ กว่าวรรค ในสมัยท่านนบีมุฮัมมัด ยังไม่ได้มีการจัดหมวดหมู่ ต่อมาในสมัยอบูบักร์ คอลีฟะห์คนแรก ได้รวบรวมบันทึก เป็นรูปเล่ม และคัดลอกกันเผยแพร่ไปยังดินแดนต่างๆ ที่นับถือศาสนาอิสลาม มุสลิมถือว่าพระมหาคัมภีร์ อัลกุรอานเป็นธรรมนูญแห่งชีวิต มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ เนื้อหาในคัมภีร์ให้ความรู้ ในเรื่องศาสตร์ต่างๆ ตลอดจนวิชาการ การดำรงชีวิต กฎเกณฑ์ความประพฤติและบทบัญญัติในศาสนา อิสลามที่มุสลิมต้องถือปฏิบัติตาม อัลฮะดีษ โอวาทและจริยวัตรของท่านนบีมุฮัมมัด ซึ่งสาวกของท่านเป็นผู้รวบรวม มีเนื้อหาสรุปได้คือ แสดงอุปนิสัยของท่านนบีมุฮัมมัด เพื่อเป็นแบบอย่างแก่มุสลิม แสดงจรรยา บรรณตามหน้าที่ต่อบุคคลผู้ใกล้ชิด เช่น บิดามารดา ครูอาจารย์ มิตรสหาย เป็นต้น แสดงมารยาท ทางสังคม เช่น การกิน การร่วมประชุม การเข้ามัสยิด ให้มีความสำรวมตนเพื่อมิให้รับโทษทางศาสนา ให้พัฒนาคุณธรรมให้เกิดขึ้น เพื่อได้รับพรจากพระเจ้า พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ต้นฉบับเขียนด้วยลายมือ


141 ข้อก�ำหนดประเพณี พิธีที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย ได้แก่ งานฉลอง ทารกแรกเกิด เมื่อทารกคลอดจากครรภ์มารดา สิ่งแรกที่มุสลิมปฏิบัติ คือ กล่าวถ้อยคำที่ข้างหูขวาและหูซ้ายของทารก เพื่อปลูกฝังคำสอนเรื่อง ความศรัทธาในพระเจ้าและศาสดาของอิสลาม จากนั้นตั้งชื่อที่มี ความหมายดีงามแก่ทารก หลังจากคลอดได้ ๗ วัน โกนผมไฟแก่ทารก หากผู้ปกครองมีความสามารถก็จะจัดงานเลี้ยงฉลองโดยทำอาหารจาก เนื้อแพะและเนื้อแกะ จากนั้นต้องเลี้ยงดูให้มีสุขภาพพลานามัย มีความสุข ความอบอุ่น ฝึกฝนให้ปฏิบัติศาสนา อบรมมารยาทและให้ความรู้ เมื่อครบ ๗ ขวบ ฝึกให้ทำละหมาดเพื่อสร้างศาสนธรรม การแต่งงาน มุสลิมมีขั้นตอนง่ายๆ ได้แก่ การสู่ขอ ฝ่ายชาย จะพาผู้ใหญ่ไปเจรจาสู่ขอหญิงสาวและตกลงกำหนดพิธี เรือนหอ งานเลี้ยง ฉลอง ฯลฯ สิ่งสำคัญคือ ตกลงเรื่องมะฮัร (ทรัพย์สิน) ที่ฝ่ายชายจะมอบ ให้แก่เจ้าสาว ซึ่งถือเป็นสิทธิ์เฉพาะของเจ้าสาว พิธีแต่งงาน หรือเรียกว่า พิธีนิก๊ะห์ จัดขึ้นที่บ้านเจ้าสาว หรือมัสยิดในชุมชนของเจ้าสาว หรือที่ใด ตามความสะดวกทั้งสองฝ่าย ผู้อยู่ในพิธีคือผู้ปกครองของเจ้าสาวและตัว เจ้าบ่าว โดยมีมะฮัรวางอยู่ตรงหน้า มีพยานเป็นชายชาวมุสลิม ๒ คน เมื่อ ผู้ปกครองเจ้าสาวกล่าวยกเจ้าสาวให้เจ้าบ่าวโดยอ้างถึงมะฮัรที่ตกลงกัน เจ้าบ่าวกล่าวรับเป็นอันเสร็จพิธี ทั้งนี้ก่อนเริ่มพิธีมักอ่านพระมหาคัมภีร์ อัลกุรอาน และอิหม่ามหรือผู้อาวุโสแสดงธรรมเกี่ยวกับบทบาทและหน้าที่ ของสามีภรรยาและหลักการครองเรือน งานเลี้ยงฉลอง หลังพิธีแต่งงาน เจ้าภาพจะจัดงานเลี้ยงฉลอง (งานวะลีมะห์) ซึ่งไม่นิยมจัดหรูหราเกิน กำลังจนเป็นหนี้สิน พิธีสุหนัต หรือ คิตาน ในภาษาอาหรับ หมายถึงการขลิบ หนังหุ้มปลายอวัยวะเพศชายตามหลักการอิสลาม เพื่อเป็นไปตามจริยวัตร ท่านนบีมุฮัมมัด ผู้ปกครองจะพิจารณาว่าเมื่อใดสมควรทำคิตาน การตาย เมื่อคนใกล้ชิด ญาติมิตรเสียชีวิต ก็จัดพิธี ตั้งศพ และเยี่ยมเยียนศพ การตั้งศพ จะตั้งไว้ที่บ้านหรือที่มัสยิด เพื่อให้ญาติมิตร ได้มาเยี่ยมและขอพรจากพระเจ้าให้แก่ผู้ตายและถามทุกข์สุขเป็นกำลังใจ แก่ครอบครัวของผู้ตาย อาบน�้ำศพ ให้สะอาดทั้งร่างกาย ห่อศพด้วยผ้า ขาวให้มิดชิด ต่อจากนั้นวางศพบนแคร่หรือใส่โลง แล้วเคลื่อนศพไปยัง มัสยิด เพื่อทำพิธีละหมาดขอพรให้ศพ ซึ่งใช้เวลาสั้นๆ ประมาณ ๕ นาที เมื่อเสร็จแล้วจะเคลื่อนศพไปฝังในหลุมที่กุโบร์ หรือสุสาน จะฝังทั้งโลง หรือเฉพาะศพก็ได้ โดยวางศพให้นอนตะแคงขวาหันหน้าไปยังทิศทาง เดียวกับเวลาที่มุสลิมละหมาดประจำวัน หลังจากนั้นผู้เข้าร่วมพิธีซึ่งยืน เรียงรายรอบหลุมศพจะขอพรจากพระเจ้าให้แก่ผู้ตายอีกครั้ง มุสลิมบัญญัติให้ทำพิธีศพโดยเร็ว หากไม่มีเหตุจำเป็น จะกระทำให้แล้วเสร็จภายใน ๑ วัน (๒๔ ชั่วโมง) หลังจากเสียชีวิต การแต่งกาย อิสลามกำหนดไว้อย่างรัดกุม มิให้เปิดเผย เน้นสัดส่วน ห้ามผู้ชายแต่งตัวเป็นหญิงและหญิงทำตัวเป็นชาย เพศชาย ต้องปกปิดร่างกายอย่างน้อยตั้งแต่สะดือจนถึงหัวเข่า ห้ามใส่ผ้าไหม ห้ามใส่ทองคำ เพศหญิง ต้องปกปิดร่างกายทั้งหมดและคลุมศีรษะ เปิดเผยได้เฉพาะใบหน้าและมือทั้ง ๒ ข้าง อาหารการกิน อิสลามวางข้อจำกัดในการบริโภค เช่น จำแนกระหว่างสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม) และสิ่งอนุมัติตามที่ศาสนากำหนด และรวมถึงสุขอนามัยด้วย (ฮะลาล) ก่อนรับประทานอาหารและสิ้นสุด การรับประทาน ให้กล่าวพระนามอัลลอฮ์ และขอบคุณอัลลอฮ์


142


143 วันส�ำคัญทางศาสนา วันศุกร์ เป็นวันสำคัญในรอบสัปดาห์ที่มุสลิมจะต้องไปรวมตัวกันเพื่อฟังธรรมกถา (คุตบะฮ์) ละหมาดวันศุกร์ และดุอาอ์ คือ การขอพรจากพระเจ้า ซึ่งถือว่าจำเป็นเพื่อแสดงออกถึงการรำลึก ถึงอัลลอฮ์ ใช้เวลาประมาณ ๓๐ นาที ในการไปร่วมละหมาดวันศุกร์ มุสลิมต้องอาบน้ำและแต่งกาย ด้วยเสื้อผ้าที่สะอาด ตั้งใจรับฟังคำสั่งสอนและนำมาปฏิบัติ เดือนรอมฎอน รอมฎอน เป็นเดือนแห่งการถือศีลอด (เดือนที่ ๙ ทางจันทรคติตามปฏิทินอิสลาม) มุสลิม ทุกคนต้องงดกิน งดดื่ม และงดเพศสัมพันธ์ นับแต่ย่ำรุ่งเมื่อแสงตะวันเริ่มปรากฏ จนถึงยำ่คำ่ เมื่อพระอาทิตย์ ลับขอบฟ้า บุคคลบางประเภท เช่น ผู้ป่วย หญิงมีครรภ์ หญิงที่ให้นมบุตร ผู้เดินทาง ผู้ป่วยเรื้อรัง ละเว้น การถือศีลอดได้และให้ถือชดใช้ภายหลังหรือชดใช้เป็นอาหารแก่คนยากจน การละหมาดของมุสลิมในวันศุกร์


144


145 วันอีดิ้ลฟิตร์ ตรงกับวันที่ ๑ เดือนเชาวาล (เดือนที่ ๑๐ ทางจันทรคติตามปฏิทินอิสลาม) เป็นวันเฉลิม ฉลองหลังจากการถือศีลอดตลอดเดือนรอมฎอนมักเรียกกันว่า วันออกบวช ในวันดังกล่าวมีการละหมาด อีดิ้ลฟิตร์ ฟังคุตบะฮ์ การบริจาคทาน การเลี้ยงอาหารและเยี่ยมเยียนกัน วันอะรอฟะฮ์ ตรงกับวันที่ ๙ เดือนซุ้ลฮิจยะห์ (เดือนที่ ๑๒ ทางจันทรคติอิสลาม) เป็นวันร่วมชุมนุมใหญ่ ของผู้ไปประกอบพิธีฮัจย์ที่ทุ่งอะรอฟะฮ์ ส่วนผู้ที่ไม่ได้ไปประกอบพิธีฮัจย์จะถือศีลอดในวันนั้น วันอีดิ้ลอัฏฮา ตรงกับวันที่ ๑๐ เดือนซุ้ลฮิจยะห์ เป็นวันเฉลิมฉลองเมื่อบรรดาผู้ประกอบพิธีฮัจย์ เดินทางกลับจากการพักที่ทุ่งอะรอฟะฮ์ ในวันดังกล่าวมีการละหมาดอีดิ้ลอัฏฮาและมีการเชือดสัตว์พลีทาน วันอาซูรออ์ คือวันที่ ๑๐ เดือนมุหัรรอม (เดือนที่ ๑ ทางจันทรคติอิสลาม) เป็นวันที่ควรถือศีลอดเพื่อ จะได้กุศลอันยิ่งใหญ่ ๑ ศูนย์กลางอิสลามแห่งประเทศไทย เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร ๒ การละหมาดร่วมกันในวันอีดิ้ลฟิตร์ ๒ ๑


146 ๑ การกล่าวตักบีรสรรเสริญ พระองค์อัลลอฮ์ ในวันตรุษอีดิ้ลฟิตร์ ๒ หลังจากละหมาดเสร็จแล้ว ก็มีการขออภัยซึ่งกันและกัน ในสิ่งที่ล่วงเกินกัน ๑๒


147


148


Click to View FlipBook Version