The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by icepaphitchaya, 2023-07-04 00:13:24

วิจัย

วิจัย

ผลของการใช้สื่อการสอนออนไลน์Google Site ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษาและความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนป่าติ้ววิทยา อ าเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ปพิชญา สายสุด เสนอต่อมหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ดเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา ปีการศึกษา 2565


ก ชื่อเรื่อง ผลของใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา สังคมศึกษาและความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนป่าติ้ว วิทยา อ าเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ผู้วิจัย นางสาวปพิชญา สายสุด กรรมการควบคุม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปริญ รสจันทร์ ที่ปรึกษางานวิจัยหลัก คุณครูชยุตม์พงศ์ โสมณวัตร ที่ปรึกษางานวิจัยร่วม ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา สังคมศึกษา สถานศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมก่อนและหลังการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site จากการวิเคราะห์ข้อมูลได้ผลการวิจัย ดังนี้ 1. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยสื่อการสอนออนไลน์ Google Site พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. พบว่า ภาพรวมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อสื่อการสอนออนไลน์ Google Site อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.56 เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ วิธี สอนท าให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาการเรียนได้ง่าย และนักเรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.80 รองลงมา คือ ใช้วิธีสอดคล้องสัมพันธ์กับจุดประสงค์ เนื้อหา และการวัดผลประเมินผล กิจกรรมการเรียนการ สอนฝึกให้ผู้เรียนท างานทั้งแบบคนเดียวและท างานแบบกลุ่ม มีการมอบหมายงานให้ผู้เรียนได้ท าแบบฝึกหัด หรืองานเพิ่มเติม และมีการอบรมและคสบคุมระเบียบวินัยเพิ่มเติมนอกเหนือจากการสอนในรายวิชา ซึ่งมี ค่าเฉลี่ย 4.60


ข กิตติกรรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้ส าเร็จลุล่วงด้วยดี เพราะได้รับความกรุณาให้ค าแนะน าช่วยเหลืออย่างดี จากท่าน อาจารย์ปริญ รสจันทร์ที่ได้ให้ความเมตตาให้ค าปรึกษา แนะน าตรวจสอบ ตลอดจนข้อคิดเห็นต่างๆ เพื่อให้ งานวิจัยครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ และขอขอบคุณอาจารย์ประจ าสาขาวิชาสังคมศึกษา ที่คอยอบรมสั่งสอนให้มีความ รอบรู้ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาของท่าน จึงขอกราบขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้ ขอกราบขอบพระคุณ ผู้อ านวยการโรงเรียนป่าติ้ววิทยา และคณะครูที่คอยให้การสนับสนุน และขอ กราบขอบพระคุณนายชยุตม์พงศ์ โสมณวัตร นางกรองทิพย์ ค าจีนศรีนางสุรัตติญา ทิพย์อักษร ที่ช่วย ตรวจสอบและให้ค าแนะน าในการสร้างเครื่องมือวิจัย ขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนป่าติ้ววิทยา อ าเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ที่ให้ความ ร่วมมือมาเป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คุณค่าและประโยชน์ของรายงานการวิจัยฉบับนี้ ขอมอบบูชาพระคุณบิดา มารดา ครู อาจารย์ที่มีส่วน ให้ชีวิต และปัญญา แก่ผู้วิจัยจนประสบผลส าเร็จ ปพิชญา สายสุด 2565


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ........................................................................................... ............................................... ก กิตติกรรมประกาศ........................................................................................................................... ข สารบัญ............................................................................................................................. ............... ค สารบัญตาราง..................................................................................................... ............................. จ สารบัญภาพ................................................................................................................. .................... ฉ บทที่ 1 บทน า...................................................................................................................... ....... ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา................................................................ 1 วัตถุประสงค์การวิจัย.......................................................................................... ... 2 สมมติฐานการวิจัย.............................................................................................. ... 2 ขอบเขตการวิจัย.................................................................................................... 3 นิยามศัพท์เฉพาะ................................................................................................ .. 3 ประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย..................................................................................... 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.................................................................................. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551................................. 5 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม.......................... 9 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน......................................................................................... 14 สื่อการสอนออนไลน์ Google Site....................................................................... 17 แผนการจัดการเรียนรู้........................................................................................... 20 ความพึงพอใจ....................................................................................................... 22 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง............................................................................................... 24 กรอบแนวคิดการวิจัย........................................................................................... 25 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย....................................................................................................... . ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย................................................................................. 26 รูปแบบการวิจัย.................................................................................................. .. 27 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย....................................................................................... 27 การสร้างและตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ............................................................ 27 การเก็บรวบรวมข้อมูล........................................................................................ .. 31 การวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................. .. 31 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................................. 32 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................................................. สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................... 33 ล าดับขั้นในการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................ 33 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................................ .. 34


ง สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 5 สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ................................................................................. สรุปผล................................................................................................................ .. 38 อภิปรายผล......................................................................................................... .. 38 ข้อเสนอแนะ...................................................................................................... ... 39 บรรณานุกรม............................................................................................................................. .. 41 ภาคผนวก............................................................................................................................. ....... ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ........................................................................... 44 ภาคผนวก ข ผลการวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ.................................................. 45 ภาคผนวก ค ผลการวิเคราะห์ข้อมูล..................................................................... 55 ภาคผนวก ง แผนการจัดการเรียนรู้..................................................................... 56 ภาคผนวก จ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา................. 131 ประวัติผู้วิจัย............................................................................................................................. ... 136


จ สารบัญตาราง ตาราง หน้า 4.1 ตารางแสดงคะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วย Google Site................................................................................................................................ 34 4.2 ตารางผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วย Google Site................................................................................................................................ 35 4.3 ตารางผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อ Google Site ................................................................................................................ 36


ฉ สารบัญภาพประกอบ ภาพ หน้า 2.1 กรอบแนวคิดการวิจัย..................................................................................................... 25 2.2 ภาพแสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนกับหลังเรียนโดยใช้สื่อการสอน ออนไลน์Google Site โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากโปรแกรม SPSS................................... 55


บทที่ 1 บทน ำ 1. ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 2. วัตถุประสงค์การวิจัย 3. สมมติฐานการวิจัย 4. ขอบเขตการวิจัย 5. นิยามศัพท์เฉพาะ 6. ประโยชน์ที่ได้จากการวิจัย ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ โลกในปัจจุบัน มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลบนฐานข้อมูล ทั่วโลกได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ท าให้รูปแบบการศึกษาเกิดการเปลี่ยนแปลงไป ชาติตะวันตกมีการ พัฒนาองค์ความรู้ใหม่ๆ ในขณะที่ประเทศไทยยังขาดความกระตือรือร้นในการศึกษาค้นคว้าจนท าให้ ประเทศไทยอยู่ท่ามกลางภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจ ความผันผวนทางการเมือง ความผุกร่อนทาง วัฒนธรรมและศีลธรรม คนไทยเริ่มตื่นตัว ที่จะติดตามความเปลี่ยนแปลงดังวิกฤตการณ์ฟองสบู่แตกที่ เกิดขึ้นในประเทศไทย ในช่วงปีพ.ศ.2540 ได้ให้บทเรียนที่มีคุณค่าแก่ประเทศไทย ท าให้ประเทศ ตระหนักได้ว่า การมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจโดยละเลยการพัฒนาการศึกษานั้นไม่สามารถท าให้ประเทศ เจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนได้เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความส าคัญของการพัฒนาการศึกษาใน ฐานะที่เป็นเครื่องมือส าคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (ทิศนา แขมมณี, 2555: 167) จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 ของคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ส านักนายกรัฐมนตรีได้ก าหนดแนวทางในการจัดการศึกษาโดยมีจุดมุ่งหมาย เพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเป็น มนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้มีคุณธรรม จริยธรรม และมีวัฒนธรรมในการ ด ารงชีวิต สามารถอยู่กับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข การจัดการศึกษาให้ยึดหลักให้ผู้เรียนทุกคนมี ความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ กระบวนการเรียนรู้ต้องมาจากการฝึกทักษะ กระบวนการ คิด การจัดการการเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ใช้ความรู้จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จาก ประสบการณ์จริง ให้ท าได้คิดเป็น ท าเป็น รักการอ่าน พัฒนาการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง โดยค านึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคลผู้สอนต้องส่งเสริมบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้(วิภารัตน์ สุวรรณไวพัฒนะ. 2554 : 18) ในปัจจุบันบทเรียนคอมพิวเตอร์ได้เข้ามามีบทบาทในการเรียนการสอนมากขึ้น เพราะรัฐบาล ได้ส่งเสริม สนับสนุนการผลิตและพัฒนาแบบเรียนสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาโดยให้มีการแข่งขัน อย่างเสรี และพัฒนาบุคลากรผู้ผลิตและผู้ใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ซึ่งท าให้ผู้เรียนมีสิทธิ์ได้รับการ พัฒนาการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาด้วยตนเองตลอดชีวิต (life longlearning) เช่น เทคโนโลยี มัลติมีเดีย เทคโนโลยีด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์ เป็นต้น เทคโนโลยีการติดต่อสื่อสาร ข้อมูลท าให้สามารถผลิตบทเรียนคอมพิวเตอร์และเผยแพร่บทเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น


2 เพราะความสามารถในการท างานของระบบคอมพิวเตอร์นั้นประสิทธิภาพค่อนข้างสูง อีกทั้งมีความ สะดวกสบายในการใช้งาน เพราะในปัจจุบันบทเรียนคอมพิวเตอร์ก็สามารถเผยแพร่ให้มาอยู่บน เครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยใช้เครื่องมือในการสร้างเว็บไซต์มาพัฒนาและปรับปรุงท าให้เกิดเป็นรูปแบบ ของบทเรียนผ่านเครือข่าย และเครือข่ายอินเทอร์เน็ตก็ได้กลายเป็นสังคมการเรียนรู้ออนไลน์ ซึ่ง สามารถเข้าใช้งานจากที่ไหนก็ได้ไม่ได้จ ากัดอยู่แต่เฉพาะในห้องเรียนอย่างสมัยก่อน การเรียนการสอน ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตนั้นมีมากมายหลายรูปแบบ เช่น การเรียนการศึกษาผ่านเว็บไซต์ (Webbased Education) การเรียนการสอนผ่านเว็บไซต์ (WBI) เป็นต้น การใช้งานบทเรียน คอมพิวเตอร์ในรูปแบบของสื่อออนไลน์นั้น ผู้ออกแบบสามารถล าดับความส าคัญของเนื้อหาที่จะต้อง ท าความเข้าใจก่อนเรียนในบทเรียนอื่น ๆ อีกทั้งสื่อการเรียนการสอนผ่านเว็บไซต์ก็จะเพิ่มพูนทักษะใน การใช้งานเทคโนโลยี และเนื้อหาที่น าเสนอผ่านเครือข่ายอินเตอร์นั้นก็สามารถปรับปรุงได้ตลอดเวลา เพื่อให้นักเรียนได้มีความสามารถที่เพิ่มขึ้นและสามารถเรียนรู้ก้าวทันในโลกยุคสังคมออนไลน์ (ธนพงศ์ จันทร์สุข, 2557:23) การจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site เป็นวิธีการหนึ่งที่มีส่วนช่วยใน การพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน นักเรียนสามารถใช้เวลาใดก็ได้สถานที่ใดก็ได้ขึ้นอยู่กับความพร้อม ของ นักเรียน โดยไม่จ ากัดการปฏิสัมพันธ์ไว้แต่เพียงในห้องเรียน ผู้สอนสามารถให้ผลย้อนกลับแก่ นักเรียนได้ ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงเวลาเรียน (พัทธพล ฟุ้งจันทึก, 2553 : 2) ซึ่งการจัดการเรียนการ สอนในปัจจุบันได้ น าโปรแกรมส าเร็จรูปโปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอน การเรียนการสอนทางไกล และการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายออนไลน์ (ทิศนา แขมมณี, 2556 : 86) เข้ามาเป็นสื่อช่วยในการ เรียน การสอนให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น Google Site เป็นแอปพลิเคชันออนไลน์หนึ่งที่ช่วยในการเรียน การสอนของครูโดยสามารถเชื่อมโยง เนื้อหา แหล่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ ไฟล์เสียง วีดิทัศน์ที่ นักเรียนสามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่าย และไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาใด ก็สามารถเกิดการเรียนรู้ด้วย ตนเองได้ (อิงอร นิลประเสริฐ และคณะ, 2557: 33) จากเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะน าสื่อการสอนออนไลน์ Google Site มาใช้ใน การเรียนการสอนในรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนป่าติ้ววิทยา อ าเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้น วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมก่อนและ หลังการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการใช้สื่อการสอน ออนไลน์ Google Site สมมติฐำน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 น่าจะมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรมหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนสื่อการสอนออนไลน์ Google Site


3 ขอบเขต ประชำกร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนป่าติ้ว วิทยา อ าเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 115 คน กลุ่มตัวอย่ำง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนป่าติ้ว วิทยา อ าเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 38 คน ได้มาโดยวิธีการ สุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม ตัวแปร ตัวแปรต้น คือ สื่อการสอนออนไลน์ Google Site ตัวแปรตำม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และความพึงพอใจ ระยะเวลำ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 (เดือนพฤษภาคม 2565 ถึง เดือนกันยายน 2565) นิยำมศัพท์เฉพำะ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม หมายถึง ความสามารถ ของผู้เรียนในการเรียนรู้สังคมศึกษา 2. ความพึงพอใจ หมายถึง สิ่งที่เกิดจากแรงจูงใจซึ่งเป็นพฤติกรรมภายในที่ผลักดันให้เกิด ความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ยินดี ไม่ยินดี เมื่อได้รับการตอบสนองความต้องการ และ ความคาดหวัง ที่เกิดจากการประมาณค่า อันเป็นการเรียนรู้ประสบการณ์จากการกระท ากิจกรรม เพื่อให้เกิดการตอบสนองความต้องการตามเป้าหมายของแต่ละบุคคล 3. สื่อการสอนออนไลน์ Google Site หมายถึง การสร้างบทเรียนด้วยโปรแกรมของ Google ที่ให้บริการสร้างเว็บไซต์ฟรี สามารถสร้างเว็บไซต์ได้ง่าย น าเสนอเนื้อหา โดยยึดหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นโดยเสนอเนื้อหาวิชา และแบบทดสอบ ในรูปข้อความ วีดิโอ การท าแบบทดสอบออนไลน์วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อทดสอบหรือประเมินความรู้ ความ เข้าใจของผู้เรียนด้วยตนเอง 4. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนป่าติ้ววิทยา อ าเภอป่าติ้ว จังหวัด ยโสธร ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2565 จ านวน 115 คน 5. โรงเรียน หมายถึง โรงเรียนป่าติ้ววิทยา อ าเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ส านักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร


4 ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site ในรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในการจัดการเรียนการสอน 2. ได้สื่อที่มีประสิทธิภาพที่นักเรียนสามารถน าไปศึกษาได้ด้วยตนเอง ตามความสะดวกและ ความสนใจทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลา 3. เป็นแนวทางในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยสื่อการสอนออนไลน์Google Site ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นต่อไป


บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง วิจัยเรื่อง ผลของการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสังคมศึกษาและความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนป่าติ้ววิทยา อ าเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ผู้วิจัยได้ด าเนินการศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. สื่อการสอนออนไลน์ Google Site 5. แผนการจัดการเรียนรู้ 6. ความพึงพอใจ 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 8. กรอบแนวคิดการวิจัย 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนซึ่งเป็น ก าลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้คุณธรรม โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็น ส าคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ ดัง รายละเอียด ดังนี้(กระทรวงศึกษาธิการ. 2551) 1.1 หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่ส าคัญ ดังนี้ 1.1.1 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและ มาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายส าหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และ คุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 1.1.2 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ 1.1.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอ านาจให้สังคมมีส่วนร่วมในการ จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 1.1.4 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่น ทั้งด้านสาระการเรียนรู้เวลาและ การจัดการเรียนรู้ 1.1.5 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ 1.1.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาส าหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตาม อัธยาศัยครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์


6 สรุปได้ว่า หลักสูตรมีหลักการ คือ เพื่อปวงชนได้รับการศึกษาอย่างเสมอภาค มีความยืดหยุ่น เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ มีรูปแบบการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยมีจุดหมายและ มาตรฐานการเรียนรู้ เพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ 1.2 จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดีมีปัญญา มีความสุข มี ศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพจึงก าหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ.2551) 1.2.1 มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง 1.2.2 มีความรู้ความสามารถในการสื่อสารการคิด การแก้ปัญหาการใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 1.2.3 มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดีมีสุขนิสัย และรักการออกก าลังกาย 1.2.4 มีความรักชาติ มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลกยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 1.2.5 มีจิตส านึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งท าประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มีความสุข สรุปได้ว่า หลักสูตรมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณธรรม จริยธรรม มีความรู้มีสุขภาพ กายและสุขภาพจิตที่ดีมีจิตส านึกความเป็นพลเมืองดี 1.3 สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียนให้มี สมรรถนะส าคัญ 5 ประการ ดังนี้(กระทรวงศึกษาธิการ. 2551) 1.3.1 ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสารมี วัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคมรวมทั้ง การเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูล ข่าวสารด้วย หลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยค านึงถึง ผลกระทบที่มีต่อตนเองและสังคม 1.3.2 ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิด สังเคราะห์การคิดอย่างสร้างสรรค์การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อน าไปสู่การ สร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 1.3.3 ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและ อุปสรรคต่างๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูล สารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู้


7 ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยค านึงถึง ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 1.3.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการน ากระบวนการ ต่างๆ ไปใช้ในการด าเนินชีวิตประจ าวัน การเรียนรู้ด้วยตนเองการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องการท างาน และ การอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลการจัดการปัญหา และ ความขัดแย้งต่างๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และ สภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 1.3.5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้าน การเรียนรู้การสื่อสาร การท างาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม สรุปได้ว่า สมรรถนะตามหลักสูตร ก าหนดให้ผู้เรียนมีความสามารถในการสื่อสาร มี ความสามารถในการคิด มีความสามารถในการแก้ปัญหา มีความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และมี ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 1.4 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ.2551) 1. รักชาติศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการท างาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้สถานศึกษาสามารถก าหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้ สอดคล้องตามบริบทและจุดเน้นของตนเอง สรุปได้ว่า หลักสูตรได้ก าหนดให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ และสถานศึกษา สามารถเพิ่มเติมให้สอดคล้องตามบริบทและจุดเน้นของตนเอง 1.5 การจัดการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ (2551) การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการส าคัญในการน าหลักสูตรสู่ การปฏิบัติหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู้สมรรถนะ ส าคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์เป็นเป้าหมายส าคัญส าหรับพัฒนาเด็กและเยาวชน ผู้สอนต้องพยายามคัดสรรความรู้ จัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการ เรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระเรียนรู้รวมทั้งปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์พัฒนาทักษะต่างๆ อันเป็นสมรรถนะส าคัญที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียน


8 1.5.1 หลักการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ ตามมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะส าคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามที่ก าหนดไว้ในหลกัสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยยึดหลักว่าผู้เรียนมีความส าคัญมากที่สุดเชื่อว่าทุกคนมี ความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ยึดประโยชน์ที่เกิดกับผู้เรียน กระบวนการจัดการเรียนรู้ต้อง ส่งเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ค านึงถึงความแตกต่างระหว่าง บุคคลและพัฒนาการทางสมอง เน้นให้ความส าคัญทั้งความรู้และคุณธรรม 1.5.2 กระบวนการเรียนรู้การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ ผู้เรียนจะต้อง อาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายเป็นเครื่องมือที่จะน าพาตนเองไปสู่เป้าหมายของหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ที่จ าเป็นส าหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการสร้าง ความรู้ กระบวนการคิด กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง กระบวนการปฏิบัติ ลงมือท าจริง กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัย กระบวนการเรียนรู้การเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย กระบวนการเหล่านี้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควรได้รับการฝึกฝน พัฒนา เพราะจะ สามารถช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร ดังนั้น ผู้สอนจึงจ าเป็นต้อง ศึกษาท าความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้สามารถเลือกใช้ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.5.3 การออกแบบการจัดการเรียนรู้ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจ ถึงมาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการ เรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียน แล้วจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเลือกใช้วิธีสอนและ เทคนิคการสอน สื่อ/แหล่งเรียนรู้การวัดและประเมินผล เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพและ บรรลุตามเป้าหมายที่ก าหนด 1.5.4 บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตาม เป้าหมายของหลักสูตร ทั้งผู้สอน และผู้เรียนควรมีบทบาท ดังนี้ 1.5.4.1 บทบาทของผู้สอน 1) ศึกษาวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคล แล้วน าข้อมูลมาใช้ในการ วางแผนการจัดการเรียนรู้ที่ท้าทายความสามารถของผู้เรียน 2) ก าหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน ด้านความรู้และ ทักษะกระบวนการที่เป็นความคิดรวบยอด หลักการและความสัมพันธ์รวมทั้งคุณลักษณะอันพึง ประสงค์ 3) ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองความ แตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เพื่อน าผู้เรียนไปสู่เป้าหมาย 4) จัดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และดูแลช่วยเหลือผู้เรียนให้ เกิดการเรียนรู้ 5) จัดเตรียมและเลือกใช้สื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม น าภูมิปัญญา ท้องถิ่น เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน


9 6) ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาติของวิชาและระดับพัฒนาการของผู้เรียน 7) วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนา ผู้เรียนรวมทั้งปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนของตนเอง 1.5.4.2 บทบาทของผู้เรียน 1) ก าหนดเป้าหมาย วางแผน และรับผิดชอบการเรียนรู้ของตนเอง 2) เสาะแสวงหาความรู้เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้วิเคราะห์สังเคราะห์ ข้อความรู้ตั้งค าถาม คิดหาค าตอบหรือหาแนวทางแก้ปัญหาด้วยวิธีการต่างๆ 3) ลงมือปฏิบัติจริง สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ด้วยตนเอง และน าความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ 4) มีปฏิสัมพันธ์ท างาน ท ากิจกรรมร่วมกับกลุ่มและครู 5) ประเมินและพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของตนเองอย่างต่อเนื่อง สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการส าคัญ โดยยึดหลักการจัดการเรียนรู้การจัดการ เรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานการเรียนรู้สมรรถนะส าคัญและคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ตามที่ก าหนดไว้ในหลักสูตรเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ 2. หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โรงเรียนป่าติ้ววิทยา ได้กล่าวถึงหลักสูตรว่าท าไมต้องเรียนสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม เกณฑ์การจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สาระและมาตรฐานตัวชี้วัดไว้ซึ่งมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 2.1 วิสัยทัศน์ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มุ่งสร้างผู้เรียนให้เป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีความรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด แก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี มีทักษะชีวิต ยึดมั่นในการปกครองใน ระบอบประชาธิปไตย อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น มีจิตสาธารณะ มุ่งท า ประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามให้แก่สังคม และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขเพื่อก้าวสู่สากล 2.2 ท าไมต้องเรียนสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ การด ารงชีวิตของมนุษย์ทั้งในฐานะปัจเจกบุคคลและการอยุ๋ร่วมกันนสังคม การปรับตัวตาม สภาพแวดล้อม การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจ ากัด เข้าในถึงการพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย กาลเวลา ตามเหตุปัจจัยต่างๆ เกิดความเข้าใจในตนเองและผู้อื่น มีความอดทน อดกลั้น ยอมรับใน ความแตกต่าง และมีคุณธรรม สามารถน าความรู้ไปปรับใช้ในการด าเนินชีวิต เป็นพลเมืองดีของ ประเทศชาติ และสังคมโลก 2.3 เรียนรู้อะไรในสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ว่าด้วยการอยู่ร่วมกันใน สังคมที่มีความเชื่อมสัมพันธ์กัน และความแตกต่างกันอย่างหลากหลายเพื่อช่วยให้สามารถปรับตนเอง


10 กับบริบทสภาพแวดล้อม เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ มีความรู้ ทักษะ คุณธรรม และค่านิยมที่ เหมาะสม โดยได้ก าหนดสาระต่างๆ ไว้ ดังนี้ 2.3.1 ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม แนวคิดพื้นฐานเกี่ยวกับศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ การน าหลักธรรมค าสอนไป ปฏิบัติในการพัฒนาตนเอง และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขเป็นผู้กระท าความดีมีค่านิยมที่ดีงาม พัฒนาตนเองอยู่เสมอ รวมทั้งบ าเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมและส่วนรวม 2.3.2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการด าเนินชีวิต ระบบการเมืองการ ปกครอง ในสังคมปัจจุบันการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ลักษณะและความส าคัญการเป็นพลเมืองดีความแตกต่างและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ค่านิยม ความเชื่อ ปลูกฝังค่านิยมด้านประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ การด าเนินชีวิตอย่างสันติสุขในสังคมไทยและสังคมโลก 2.3.3 เศรษฐศาสตร์ การผลิต การแจกจ่าย และการบริโภคสินค้าและ บริการ การบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจ ากัดอย่างมีประสิทธิภาพ การด ารงชีวิตอย่างมีดุลย ภาพ และการน าหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในชีวิตประจ าวัน 2.3.4 ประวัติศาสตร์ เวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ วิธีการทาง ประวัติศาสตร์ พัฒนาการของมนุษย์ชาติจากอดีตถึงปัจจุบัน ความสัมพันธ์และเปลี่ยนแปลงของ เหตุการณ์ต่างๆ ผลกระทบที่เกิดจากเหตุการณ์ส าคัญในอดีต บุคคลส าคัญที่มีอิทธิพลต่อการ เปลี่ยนแปลงต่างๆ ในอดีต ความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย แหล่งอารยธรรมที่ ส าคัญของโลก 2.3.5 ภูมิศาสตร์ ลักษณะของโลกทางกายภาพ ลักษณะทางกายภาพ แหล่ง ทรัพยากรและภูมิอากาศของประเทศไทย และภูมิภาคต่างๆ ของโลก การใช้แผนที่และเครื่องมือทาง ภูมิศาสตร์ ความสัมพันธ์กันของสิ่งต่างๆ ในระบบธรรมชาติความสัมพันธ์ของมนุษย์กับ สภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การน าเสนอข้อมูลภูมิสารสนเทศ การอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สรุปได้ว่า หลักสูตรก าหนดให้เรียนรู้ศาสนา ศีลธรรมและจริยธรรม หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการด าเนินชีวิต เศรษฐศาสตร์ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ 2.4 สาระ มาตรฐานและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเข้าใจประวัติ ความส าคัญ ศาสดา หลักธรรมของ พระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือและศาสนาอื่น มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏิบัติตาม หลักธรรม เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนักและปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี และธ ารง รักษาพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการด าเนินชีวิตในสังคม


11 มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดีมี ค่านิยมที่ดีงามและธ ารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ด ารงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคม โลกอย่างสันติสุข มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธาและธ ารงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ มาตรฐาน ส 3.1 เข้าใจและสามารถบริหารจัดการทรัพยากรในการผลิต และการบริโภค การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่จ ากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทั้งเข้าใจหลักการ ของเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อการด ารงชีวิตอย่างมีดุลยภาพ มาตรฐาน ส 3.2 เข้าใจระบบและสถาบันทางเศรษฐกิจต่างๆ ความสัมพันธ์ ทางเศรษฐกิจและความจ าเป็นของการร่วมมือกันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ มาตรฐาน ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความส าคัญของเวลาและยุคสมัยทาง ประวัติศาสตร์สามารถใช้วิธีการทางประวัติศาสตร์มาวิเคราะห์เหตุการณ์ต่างๆ อย่างเป็นระบบ มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ใน ด้านความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ตระหนักถึงความส าคัญและ สามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้น มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเป็นมาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มีความรัก ความภูมิใจและธ ารงความเป็นไทย สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลักษณะทางกายภาพของโลกและความสัมพันธ์ของ สรรพสิ่งซึ่งมีผลต่อกัน ใช้แผนที่และเครื่องมือทางภูมิศาสตร์ในการค้นหา วิเคราะห์และสรุปข้อมูล ตามกระบวนการทางภูมิศาสตร์ตลอดจนใช้ภูมิสารสนเทศอยางมีประสิทธิภาพ มาตรฐาน ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมทาง กายภาพที่ก่อให้เกิดการสร้างสรรค์วิถีการด าเนินชีวิต มีจิตส านึกและมีส่วนร่วมในการจัดการ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน สรุปได้ว่า หลักสูตรได้ก าหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ไว้เป็นหลัก 5 สาระ คือ สาระที่ 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และการด าเนินชีวิตใน สังคม สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์และสาระที่ 5 ภูมิศาสตร์ 2.5 คุณภาพของผู้เรียนโรงเรียนป่าติ้ววิทยา จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2.5.1 ได้เรียนรู้และศึกษาความเป็นไปของโลกอย่างกว้างขวางและ ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 2.5.2 ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้พัฒนาตนเองเป็นพลเมืองที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม ปฏิบัติตามหลักธรรมของศาสนาที่ตนนับถือ รวมทั้งมีค่านิยมอันพึงประสงค์


12 สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข รวมทั้งมีศักยภาพเพื่อการศึกษาต่อในชั้นสูง ตามความประสงค์ได้ 2.5.3 ได้เรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาไทย ความภูมิใจในความเป็นไทย ประวัติศาสตร์ของชาติไทย ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2.5.4 ได้รับการส่งเสริมให้มีนิสัยที่ดีในการบริโภค เลือกและ ตัดสินใจบริโภคได้อย่างเหมาะสม มีจิตส านึก และมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ ประเพณีวัฒนธรรมไทย และสิ่งแวดล้อม มีความรักท้องถิ่นและประเทศชาติ มุ่งท าประโยชน์ และสร้างสิ่งที่ดีงามให้กับสังคม เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ของตนเอง ชี้น าตนเองได้ และสามารถแสวงหา ความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ต่างๆ ในสังคมได้ตลอดชีวิต สรุปได้ว่า คุณภาพผู้เรียนที่จะจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ต้องได้เรียนรู้ ศึกษาความ เป็นไปของโลกอย่างกว้างขวาง เป็นพลเมืองที่ดี ได้เรียนรู้เรื่องภูมิปัญญาไทย และได้รับการส่งเสริมให้ มีนิสัยที่ดีในการบริโภค 2.6 สาระ มาตรฐาน ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางที่ใช้ในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนและจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ เนื้อหาสาระที่ใช้ในการวิจัย เป็นเนื้อหาสาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรม และ การด าเนินชีวิตในสังคม ดังนี้ สาระที่ 2 มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดีมีค่านิยมที่ดี งามและธ ารงรักษาประเพณีและวัฒนธรรมไทย ด ารงชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคมไทยและสังคมโลกอย่าง สันติสุข ตัวชี้วัด / ผล การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง น าไปสู่ ความรู้ (K) (ผู้เรียนรู้อะไร) ทักษะ / กระบวนการ (P) (ผู้เรียนท าอะไร ได้) คุณลักษณะ (A) สมรรถนะ ส าคัญผู้เรียน (C) 1.วิเคราะห์ และปฏิบัติตน ตามกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับ ตนเอง ครอบครัว ชุมชน ประเทศชาติ และสังคมโลก -กฎหมายเพ่งเกี่ยวกับนิติ กรรม สัญญา เช่นซื้อขาย ขาย ฝาก เช่าทรัพย์ เช่าซื้อ กู้ยืมเงิน จ าน า จ านอง -กฎหมายอาญา เช่น ความผิด เกี่ยวกับทรัพย์ความผิด เกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย -กฎหมายอื่นที่ส าคัญ เช่น -วิเคราะห์ -ปฏิบัติตน - ใฝ่เรียนรู้ - มีวินัย - มุ่งมั่นใน การท างาน - ความสามารถ ในการสื่อสาร - ความสามารถ ในการคิด - ความสามารถ ในการใช้ทักษะ ชีวิต


13 รัฐธรรมนูญแห่งาช อาณาจักร ไทยฉบับปัจจุบัน กฎหมายการรับ ราชการทหาร กฎหมาย ภาษีอากร กฎหมาย คุ้มครองผู้บริโภค -ข้อตกลงระหว่างประเทศ เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วย สิทธิมนุษยชนกฎหมาย มนุษยธรรมระหว่าง ประเทศ มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดมั่น ศรัทธา และธ ารงรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตั ว ชี้ วัด / ผ ล การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง น าไปสู่ ความรู้ (K) (ผู้เรียนรู้อะไร) ทักษะ / กระบวนการ (P) (ผู้เรียนท าอะไร ได้) คุณลักษณะ (A) สมรรถนะ ส าคัญผู้เรียน (C) 1. วิเคราะห์ ปัญหาการเมือง ที่ส าคัญใน ประเทศจาก แหล่งข้อมูลต่าง ๆ พร้อมทั้ง เสนอแนว ทางแก้ไข -ปัญหาการเมืองส าคัญที่ เกิดขึ้นภายในประเทศ -สถานการณ์การเมืองการ ปกครองของสังคมไทย และสังคมโลก และการ ประสานประโยชน์ร่วมกัน อิทธิพลของระบบ การเมืองการปกครอง ที่มีผลต่อการด าเนินชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ -วิเคราะห์ - ใฝ่เรียนรู้ - มีวินัย - มุ่งมั่นใน การท างาน -ความสามารถ ในการสื่อสาร -ความสามารถ ในการคิด -ความสามารถ ในการใช้ทักษะ ชีวิต 2. เสนอ แนวทาง ทาง การเมืองการ ปกครองที่ น าไปสู่ความ -การประสานประโยชน์ ร่วมกันระหว่างประเทศ เช่น การสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างไทย กับประเทศต่าง ๆ การ - การเสนอ แนวทาง - การแลกเปลี่ยน -การประสาน - ใฝ่เรียนรู้ - มีวินัย - มุ่งมั่นใน การท างาน -ความสามารถ ในการคิด -ความสามารถ ในการสื่อสาร


14 เข้าใจ และการ ประสาน ประโยชน์ ร่วมกันระหว่าง ประเทศ แลกเปลี่ยนเพื่อช่วยเหลือ และส่งเสริมด้าน วัฒนธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ สังคม 3. วิเคราะห์ ความส าคัญและ ความจ าเป็นที่ ต้องธ ารงรักษา ไว้ซึ่งการ ปกครองตาม ระบอบ ประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข -การปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข - รูปแบบของรัฐ - ฐานะและพระราช อ านาจของ พระมหากษัตริย์ - วิเคราะห์ - การรวบรวม ข้อมูล - ใฝ่เรียนรู้ - มีวินัย - มุ่งมั่นใน การท างาน -ความสามารถ ในการคิด -ความสามารถ ในการสื่อสาร 4. เสนอ แนวทางและมี ส่วนร่วม ใน การตรวจสอบ การใช้อ านาจรัฐ -การตรวจสอบการใช้ อ านาจรัฐ ตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย ฉบับ ปัจจุบัน ที่มีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม เช่น การตรวจสอบโดย องค์กรอิสระ การ ตรวจสอบโดยประชาชน -การเสนอ แนวทาง -การมีส่วนร่วม - ใฝ่เรียนรู้ - มีวินัย - มุ่งมั่นใน การท างาน -ความสามารถ ในการสื่อสาร -ความสามารถ ในการคิด 3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่างๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับ ประสบการณ์ จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและ ประเมินผล การสร้างเครื่องมือวัดให้มีคุณภาพนั้น ได้มีผู้ให้ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ ดังนี้ พวงรัตนทวีรัตน์ (2530: 29) ไดใหความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไววา หมายถึง คุณลักษณะรวมทั้งความรูความสามารถหรือมวลประสบการณทั้งปวงที่บุุคคลไดรับจากประสบการณ์ การเรียนการสอน ท าใหบุคคลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดานตางๆ


15 ไพศาล หวังพานิช (2526: 9) กล่าวถึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนพอสรุปได้ว่า เป็นพฤติกรรม หรือความสามารถของบุคคลที่เกิดจากการเรียนการสอน เปนคุณลักษณะของผูเรียนที่พัฒนาขึ้นมา จากการฝกอบรมสั่งสอนโดยตรง คือ พฤติกรรมที่เปนผลการเรียนของเด็กซึ่งไดแก ความจ า ความ เข้าใจ การน าไปใช การวิเคราะห สังเคราะหและการประเมินคา อารมณเพชรชื่น ( 2527: 46) กลาววา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดขึ้นจากการ เรียนการสอน การฝกฝนหรือประสบการณตางๆ ทั้งที่โรงเรียน ที่บาน และสิ่งแวดลอมอื่นๆ สรุปไดวา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ ความรูความสามารถของบุคคลที่มี การพัฒนาขึ้น หลังจากไดรับการจัดการเรียนรูการฝกฝนและการอบรมจนประสบความส าเร็จในด้าน ความรู้ทักษะและสรรถภาพดานตางๆ 3.2 ความส าคัญของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา สุนทร สุนันท์ชัย (2541: 10 - 14) ผลจากความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิชาการและ เทคโนโลยีในโลกยุคปัจจุบัน ส่งผลท าให้สังคมไทยได้รับการเปลี่ยนแปลงทั้งในทางที่ดีขึ้นและทางที่ เสื่อมลง การเรียนการสอนวิชาสังคมศึกษาจึงมีความส าคัญอย่างยิ่งในการด ารงชีวิต เพราะการเรียน วิชาสังคมศึกษานั้นจะช่วยท าให้บุคคลสามารถเข้ามามีบทบาทในสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมที่ตนด ารงชีวิตอยู่ได้อย่างเหมาะสม สันต์ ธรรมบ ารุง (2523: 78) กล่าวถึง การเรียนการสอนสังคมศึกษาไว้ว่าไม่ได้มุ่งให้นักเรียน ได้เรียนรู้ในศาสตร์ทางสังคมทุกสาขาหรือเพียงเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาการเฉพาะสาขาแต่ อย่างใด แต่เป็นการเรียนรู้เพื่อให้มนุษย์สามารถด ารงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมทุกๆ ด้านที่เกี่ยวกับตนเอง ดังนั้นกิจกรรมการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จึงต้องเน้นประสบการณ์การเรียนรู้ ของผู้เรียน โดยถือว่าผู้เรียนมีความส าคัญ สมบูรณ์ วิชิตพงศ์ (2523: 7 – 8) กล่าวว่า สังคมเป็นแกนน าในการฝึกให้ผู้เรียนได้มองเห็น สังคมอนาคต เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงอันแท้จริงของสังคม ตลอดจนเข้าใจ ยุทธวิธีต่างๆ ที่ด ารงชีวิตอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้นักเรียน สามารถมองเห็นทิศทางที่ควรเลือกปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมมีชีวิตอย่างเป็นสุขในสังคมนั้น สุรศักดิ์ หลาบมาลา (2527: 15) กล่าวว่า สังคมศึกษาเป็นแกนน าในการฝึกให้นักเรียนได้ มองเห็นสังคมอนาคต เพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อสภาพการเปลี่ยนแปลงอันแท้จริงของสังคมตลอดจน เข้าใจยุทธวิธีต่างๆ ที่ด ารงชีวิตอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อให้ นักเรียนสามารถมองเห็นทิศทางที่ควรเลือกปฏิบัติได้อย่างเหมาะสม มีชีวิตอย่างเป็นสุขในสังคมนั้น ดังนั้นการเรียนการสอนสังคมศึกษา จึงมีความส าคัญอย่างยิ่งในการด ารงชีวิตของนักเรียน ดังนี้ 1. ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนเป็นพลเมืองดี มีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมอันดีงาม 2. ท าให้ผู้เรียนเข้าใจสภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง 3. ช่วยท าให้ผู้เรียนเข้าใจสังคม และสามารถท างานร่วมกับผู้อื่นได้ 4. ช่วยฝึกทักษะในการวิเคราะห์ วิจารณ์และแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล 5. เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจการเมืองและการปกครอง 6. เพื่อให้ผู้เรียนมีความภูมิใจในความเป็นไทยและเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์


16 3.3 วิธีวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ไพศาล หวังพานิช (2526: 89) ไดแบ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามจุดหมาย และลักษณะ สาระที่จัดการเรียนรูซึ่งสามารถวัดได 2 แบบ ตามจุดมุงหมายและลักษณะสาระ ดังนี้ 1. การวัดผลดานปฏิบัติเปนการตรวจสอบความสามารถในการปฏิบัติหรือทักษะของ ผูเรียน โดยมุงเนนใหผูเรียนได้แสดงความสามารถในรูปแบบของการกระท าจริงเปนผลงาน เชน วิชา ศิลปศึกษา พลศึกษาการงาน เปนตน การวัดผลแบบนี้จึงตองใชขอสอบภาคปฏิบัติ (Performance Test) 2. การวัดผลดานเนื้อหา เปนการตรวจสอบความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหา อันเป็น ประสบการณของการเรียนรูของผูเรียน อันรวมถึงพฤติกรรมความสามารถดานตางๆ สามารถวัดผลได้ โดยใชขอสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ( Achievement Test) บลูม (Bloom. 1976: 139) กลาววาการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจะตองสอดคล้องกับวัตถุ ประสงคเชิงพฤติกรรม 3 ดาน คือ 1. ดานความรูความคิด (Cognitive Domain) พฤติกรรมดานนี้เกี่ยวกับกระบวนการ ตางๆ ทางดานสติปญญาและสมอง ประกอบดวยพฤติกรรม 6 ดาน ดังนี้ 1.1 ดานความรูความจ า หมายถึง ความสามารถระลึกถึงเรื่องราว ประสบการณ์ที่ผานมา 1.2 ดานความเขาใจ หมายถึง ความสามารถในการจับใจความ การแปล ความการตีความ การขยายความของเรื่องได 1.3 การน าไปใช หมายถึง ความสามารถในการน าความรู้หรือหลักวิชาที่ เรียนมาแลวในการสรางสถานการณจริงๆ หรือสถานการณที่คลายคลึงกัน 1.4 การวิเคราะห หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวต่างๆ หรือวัตถุสิ่งของเพื่อตองการคนหาสาเหตุเบื้องตน หาความสัมพันธระหวางใจความ ระหวางส่วนรวม ระหวางตอนตลอดจนหาหลักการที่แฝงอยูในเรื่อง 1.5 การสังเคราะห์หมายถึง ความสามารถในการน าความรู้มาจัดระบบ ใหมเปนเรื่องใหมที่ไมเหมือนเดิม มีความหมายและประสิทธิภาพสูงกวาเดิม 1.6 การประเมินค่า หมายถึง การวินิจฉัยคุณค่าของบุคคลเรื่องราว วัสดุ สิ่งของอยางมีหลักเกณฑ์ 2. ดานความรูสึก (Affective Domain) พฤติกรรมดานนี้เกี่ยวของกับการ เจริญเติบโตและพัฒนาการในดานความสนใจ คุณคาความซาบซึ้งและเจตคติตางๆ ของนักเรียน 3. ดานการปฏิบัติการ (Psycho – motor Domain) พฤติกรรมด้านนี้เกี่ยวของกับ การพัฒนาทักษะในการปฏิบัติและการด าเนินการ เชน การทดลอง สรุปไดวา การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้น สามารถวัดไดทั้งดานทักษะปฏิบัติโดย การใชแบบทดสอบภาคปฏิบัติและการวัดทางดานเนื้อหาโดยใชแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนใหสอดคลองกับวัตถุประสงคเชิงพฤติกรรม 3 ดาน ได้แก่ 1. ดานความรูความคิด (Cognitive Domain) โดยวัดพฤติกรรมดานความรู – ความจ าความเขาใจการน าไปใช การวิเคราะหและการประเมินคา


17 2. ดานความรูสึก (Affective Domain) พฤติกรรมดานนี้เกี่ยวข้องกับการ เจริญเติบโตและพัฒนาการในดานความสนใจ คุณคาความซาบซึ้งและเจตคติตางๆของนักเรียน 3. ดานการปฏิบัติการ (Psycho – motor Domain) พฤติกรรมด้านนี้ เกี่ยวของกับการพัฒนาทักษะในการปฏิบัติและการด าเนินการ 4. สื่อการสอนออนไลน์ Google Site 4.1 ความรู้เกี่ยวกับโปรแกรม Google Site สุกิจ สุวิริยะชัยกุล (2558: 65) Google Sites คือโปรแกรมของ Google ที่ให้บริการสร้าง เว็บไซต์ฟรีสามารถสร้างเว็บไซต์ได้ง่าย และสามารถรวบรวมความหลากหลายของข้อมูลไว้ในที่เดียว กนกพร ฉันทนารุ่งภักดิ์(2553: 48-49) ได้กล่าวว่า Google Site เป็นหนึ่งใน Google Apps for Education ของ Google ที่ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่อสนับสนับสนุนการเรียนการสอน 4.2 รู้จัก Google Sites 1. Google Sites ให้บริการครั้งแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2551 2. สร้างเว็บไซต์ได้สุดแสนจะง่ายดาย ใช้เวลาไม่กี่นาทีก็โชว์ผลงานได้ 3. ไม่จ าเป็นต้องรู้ภาษาเขียนเว็บ (HTML) ให้ปวดหัว แค่ใช้เวิร์ดพิมพ์งานเป็นก็เริ่มได้เลย แถมเมนูเป็นภาษาไทยอีกต่างหาก 4. มีแบบเทมเพลตส าเร็จรูปให้เลือกมากมาย คล้าย ๆ กับแบบส าเร็จเพาเวอร์พอยต์ 5. สามารถแชร์เว็บได้ 6. เป็นระบบที่ครอบคลุม เอามาใช้ด้วยกันได้เลย เช่น อีเมล์ (email) ปฏิทิน (Calendar) 7. เอกสาร (Documents) ยูทูป (YouTube) อัลบั้มภาพ (Picasa) แผนที่ (Map) ฯลฯ 8. Free Account ไว้ที่100 MB พื้นที่จัดเก็บ 10 GB* (GB=กิกะไบต์) ขนาดไฟล์สูงสุด 10 MB (MB=เมกกะไบต์) จ านวนหน้าเว็บเพจไม่จ ากัดการใช้งาน Google site 4.3 วิธีการสร้างสื่อการสอนออนไลน์ Google Site บทเรียนออนไลน์มีการน าเสนอรูปแบบที่หลากหลายเพื่อให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้ที่ง่ายต่อ ความเข้าใจ ซึ่งผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง จึงจ าเป็นต้องมีการออกแบบการเรียนการสอนตาม ขั้นตอนต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ดิลลอน (Dillon, 1997 : 221-224) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับขั้นตอนในการสร้างบทเรียนที่มี ลักษณะเป็นสื่อหลายมิติ (Hypermedia) ซึ่งหลักการนี้สามารถน าไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบและ พัฒนาเว็บเพื่อการเรียนการสอนแนวคิดดังกล่าวมีขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาเกี่ยวกับผู้เรียนและเนื้อหาที่จะน ามาพัฒนาเพื่อก าหนดวัตถุประสงค์และ แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียน 2. วางแผนเกี่ยวกับการจัดรูปแบบโครงสร้างของเนื้อหาศึกษาคุณลักษณะของ เนื้อหาที่จะน ามาใช้เป็นบทเรียนว่าควรจะน าเสนอในลักษณะใด 3. ออกแบบโครงสร้างเพื่อการเข้าถึงข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพโดยผู้ออกแบบควร ศึกษาท าความเข้าใจกับโครงสร้างของบทเรียนแบบต่างๆ โดยพิจารณาจากลักษณะผู้เรียนและเนื้อหา ว่าโครงสร้างลักษณะใดจะเอื้ออ านวยต่อการเข้าถึงข้อมูลของผู้เรียนได้ดีที่สุด


18 4. ทดสอบรูปแบบเพื่อหาข้อผิดพลาดจากนั้นท าการปรับปรุงแก้ไขและทดสอบซ้ า อีกครั้งจนแน่ใจว่าเป็นบทเรียนที่มีประสิทธิภาพก่อนที่จะน าไปใช้งาน อาแวนิติส (Arvanitis, 1997) ได้ให้ข้อเสนอแนะว่าในการสร้างเว็บไซต์นั้น ควรจะด าเนินการ ตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. ก าหนดวัตถุประสงค์ โดยพิจารณาว่าเป้าหมายของการสร้างเว็บไซต์นี้เพื่ออะไร 2. ศึกษาคุณลักษณะของผู้ที่จะเข้ามาใช้ว่ากลุ่มเป้าหมายใดที่ผู้สร้างต้องการสื่อสาร ข้อมูลอะไรที่พวกเขาต้องการ โดยขั้นตอนนี้ควรจะปฏิบัติควบคู่ไปกับขั้นตอนที่หนึ่ง 3. วางลักษณะโครงสร้างของเว็บ 4. ก าหนดรายละเอียดให้กับโครงสร้าง ซึ่งพิจารณาจากวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้โดยตั้ง เกณฑ์ในการใช้ เช่น ผู้ใช้ควรจะท าอะไรบ้าง จ านวนหน้าควรมีเท่าใด มีการเชื่อมโยงมากน้อยเพียงไร 5. หลังจากนั้นจึงท าการสร้างเว็บแล้วน าไปทดลอง เพื่อหาข้อผิดพลาดและท าการ ปรับปรุง แก้ไข แล้วจึงค่อยน าเข้าสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นขั้นตอนสุดท้าย เพอร์นิสิ และ คาสาติ (Pernici and Casati, 1997) ได้แยกย่อยกระบวนออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การวิเคราะห์องค์ประกอบต่าง ๆ ที่จ าเป็นต่อการออกแบบ ซึ่งประกอบด้วยการ ตั้งวัตถุประสงค์ การก าหนดผู้เรียน และสิ่งที่จ าเป็นในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ 2. ผู้สอนต้องก าหนดแนวทางในการสร้างเว็บไซต์ ได้แก่ เนื้อหาที่จะใช้ กิจกรรมต่าง ๆ ขั้นตอนการเรียนการสอน 3. เป็นการออกแบบในแนวกว้าง (Design in the Large) โดยผู้สอนจะต้องวางแผน ลักษณะการเข้าสู่เนื้อหา (Navigation) ซึ่งรวมถึงการก าหนดรายการต่าง ๆ (Menus) และการ เรียงล าดับของข้อมูล 4. เป็นการออกแบบในแนวแคบ (Design in the Small) คือการก าหนดรายละเอียด ต่าง ๆ ที่มีในแต่ละหน้า ไบเลย์และไบรท์ (Bailey and Blythe, 19100) ได้เสนอกระบวนการ 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ใน การน าไปใช้ออกแบบเว็บไซต์เพื่อการเรียนการสอน ดังนี้ 1. ร่างเค้าโครงแนวคิดเบื้องต้นในด้านการน าเสนอ การเชื่อมโยงและจัดเรียงเนื้อหา 2. การวางแผนผังแสดงโครงสร้างของเว็บไซต์ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีโครงสร้างอยู่ 3 ลักษณะ คือ โครงสร้างแบบเส้นตรง (Linear) ซึ่งก าหนดเส้นทางเดียวให้แก่ผู้เรียนคือเริ่มจากหน้าแรก ไปสู่หน้าต่อ ๆ ไปโครงสร้างแบบล าดับขั้น (Hierarchical) ซึ่งจะแบ่งระดับความส าคัญของข้อมูล ลดหลั่นกันลงมาเป็นขั้น ๆ และโครงสร้างแบบแตกกิ่ง (Branching) ซึ่งจะมีเส้นทางที่แตกต่างกันใน การเข้าสู่เนื้อหาแต่ละส่วน 3. เขียนแผนโครงเรื่อง โดยแสดงรายละเอียดที่จะมีอยู่ในแต่ละหน้าไม่ว่าจะเป็น ตัวอักษร เสียง วีดิทัศน์ และกราฟิก ฮอลล์ (Hall, 1910) ได้กล่าวถึงการใช้เว็บในด้านการเรียนการสอนว่า การศึกษาทดลองหา วิธีการสร้างเว็บอย่างมีประสิทธิภาพยังอยู่ในระดับที่น้อย แต่จากการรวบรวมจากประสบการณ์และ


19 การน าเสนอของบรรดานักออกแบบเว็บเพื่อการเรียนการสอน สรุปได้ว่าเว็บเพื่อการเรียนการสอนที่ดี จะต้องมีลักษณะดังนี้ 1. ต้องสะดวกและไม่ยุ่งยากต่อการสืบค้นของผู้เรียน 2. ต้องมีความสอดคล้องตรงกันในแต่ละเว็บรวมถึงการเชื่อมโยงระหว่างเว็บต่าง ๆ 3. เวลาในการแสดงผลแต่ละหน้าจอจะต้องน้อยที่สุด หลีกเลี่ยงการใช้ภาพกราฟิก ขนาดใหญ่ที่จะท าให้เสียเวลาในการดาวน์โหลด 4. มีส่วนที่ท าหน้าที่ในการจัดระบบในการเข้าสู่เว็บ นักออกแบบควรก าหนดให้ ผู้เรียนได้เข้าสู่หน้าจอแรกที่มีค าอธิบาย มีการแสดงโครงสร้างภายในเว็บ เพื่อทราบถึงขอบเขตที่ ผู้เรียนจะสืบค้น 5. ควรมีความยืดหยุ่นในการสืบค้น แม้จะมีการแนะน าว่าผู้เรียนควรจะเรียนอย่างไร ตามล าดับขั้นตอนก่อนหลังแต่ก็ควรเพิ่มความยืดหยุ่นให้ผู้เรียนสามารถก าหนดเส้นทางการเรียนรู้ได้ เอง 6. ต้องมีความยาวในหน้าจอให้น้อย แม้นักออกแบบส่วนใหญ่จะบอกว่าสามารถใช้ ไฮเปอร์เท็กซ์ช่วยในการเลื่อนไปมาในพื้นที่ส่วนต่าง ๆ ในหน้าจอ แต่ในความเป็นจริงแล้วหน้าจอที่สั้น เป็นสิ่งที่ดีที่สุด 7. ไม่ควรมีจุดจบหรือก าหนดจุดสิ้นสุดที่ผู้เรียนไปไหนต่อไม่ได้ ควรมีการสร้างใน แบบวนเวียนให้ผู้เรียนสามารถหาเส้นทางไปกลับระหว่างหน้าต่างๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ยังควรให้ผู้เรียน สามารถกลับไปเรียนในจุดเริ่มต้นได้ด้วยโดยการคลิกเพียงครั้งเดียว สรุปได้ว่าการออกแบบสื่อการสอนออนไลน์เป็นการจัดการอย่างจงใจและน าเสนอข้อมูลที่มี เป้าหมายเพื่อพัฒนาการเรียนรู้โดยเฉพาะ ดังนั้นการออกแบบสื่อการสอนออนไลน์ Google Site ใน รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ควรจัดเตรียม บทเรียน กิจกรรม แบบฝึกหัดและแบบทดสอบ เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.4 ข้อดีหรือจุดเด่นของสื่อการสอนออนไลน์ Google Site ข้อดีของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site มีดังนี้(ใจทิพ ณ สงขลา, 2554: 41) 1. ช่วยตอบสนองความแตกต่างในการเรียนรู้ของบุคคลและสามารถให้สาระได้ มากกว่าการใช้เพียงสื่อชนิดเดียว 2. ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยหลาย ๆ วิธีการ ท าให้เรียนรู้ได้ดีกว่าและมีความ คงทนในความได้นานกว่า 3. ช่วยสนองความแตกต่างของสไตล์การเรียนรู้และความชอบของผู้เรียน 4. ช่วยสร้างแรงจูงใจกับผู้เรียน สรุปได้ว่า ข้อดีของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site นั้น เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ไม่จ ากัดเวลาและสถานที่ ผู้เรียนและผู้สอนไม่จ าเป็นจัดการสอนใน ห้องเรียนปกติ สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สามารถเรียนซ้ าในส่วนที่ต้องการเรียนในบทเรียนเดิม และยังสามารถหาความรู้เพิ่มเติมหามีข้อสงสัยจากครูผู้สอนผ่านไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์หรือการ


20 พูดคุยบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ทันที ซึ่งช่วยให้แก้ไขปัญหาการเรียนของผู้เรียนได้ ผู้สอนสามารถ ปรับปรุงบทเรียนของตนเองได้ตลอดเวลาเพื่อให้เกิดการพัฒนาบทเรียนให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ 5. แผนการจัดการเรียนรู้ 5.1 ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ วันชัย แยมจันทร์ฉาย (2554: 26) กล่าวสรุปไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้หมายถึง การ วางแผนล่วงหน้าเพื่อจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยจัดท าเป็นเอกสารเนื้อหาความรู้สื่อ การเรียน การสอน กิจกรรมและการประเมินผล อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550: 205) ได้ให้ความหมายของแผนการจดัการเรียนรู้ว่า แผนการสอน คือแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้การใช้สื่อการสอน การวัดผล ประเมินผลให้สอดคลองกับเนื้อหา และจุดประสงค์ที่ก าหนดไว้ในหลักสูตร สุวิทย์ มูลค า และคณะ (2549: 58) กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้คือ แผนการเตรียมการ สอนหรือการก าหนดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบและจัดท าไว้เป็นลายลักษณ์อักษร โดยมีการรวบรวมข้อมูลต่างๆ มาก าหนดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายที่ ก าหนดไว้โดยเริ่มจากการก าหนดวัตถุประสงค์จะให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านใด (สติปัญญา/ เจตคติ/ทักษะ) จะจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิธีใด ใช้สื่อการสอนหรือแหล่งการเรียนรู้ใด และจะ ประเมินอย่างไร ส าลี รักสุทธี (2553: 16) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ว่า แผนการจัดการ เรียนรู้คือ แผนการหรือโครงสร้างที่จัดท าเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อการปฏิบัติการสอนในวิชาหนึ่ง เป็นการเตรียมการสอนอย่างเป็นระบบ และเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ไปสู่จุดมุ่งหมายการเรียนรู้และจุดมุ่งหมายของหลักสูตรอย่างมีประสิทธิภาพ รัชนี ภาเข็ม (2543: 40) ได้กล่าวถึงแผนการจดัการเรียนรู้ว่า หมายถึงแผนการสอนหรือ โครงงานที่จัดท าเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าและเป็นเครื่องมืออันส าคัญที่จะช่วยให้นักเรียนไปสู่ จุดมุ่งหมายที่หลักสูตรก าหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ สมนึก ภัททิยธนี(2549: 160) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ว่า การเตรียมการ สอน หมายถึงการท าโครงการสอนและแผนการสอน (หรือที่เรียกว่า แผนการจัดการเรียนรู้) ประจ า บทเรียน ควบคู่กันครั้งละ 1 บท โดยครูผู้สอนท าล่วงหน้าก่อนถึงการสอนบทนั้น จะช่วยให้ครูวางแผน และท าการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ การท าโครงการสอนถือเป็นเรื่องส าคัญของการวางแผนการเรียน การสอน และการสร้างแบบทดสอบ เปรียบได้กับพิมพ์เขียวของการสร้างอาคาร สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้หมายถึงกรอบหรือทิศทางในการก าหนดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้ด าเนินการเป็นไปตามล าดับขั้นตอน โดยมีการเตรียมข้อมูลต่างๆ ไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ น ามาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายหรือเป้าหมายที่ได้ก าหนดไว้อัน จะส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนด้านความรู้ทักษะกระบวนการ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 5.2 ความส าคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ วันชัย แยมจันทร์ฉาย (2554: 27) กล่าวสรุปไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ถือว่าเป็นหัวใจ ส าคัญของการจัดการเรียนการสอน เพราะจะเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนของครู จะท าให้


21 ครูด าเนินการสอนไปตามล าดับไม่หลงทาง มีระยะเวลาในการท ากิจกรรมของนักเรียนที่ชัดเจนอัน จะ ท าให้การเรียนการสอนเป็นไปตามที่คาดหวัง สุวิทย์ มูลค า และคณะ (2549: 58) กล่าวถึงความส าคัญของแผนการจดัการเรียนรู้ไว้ดังนี้ 1. ท าให้เกิดการวางแผนวิธีสอนที่ดีวิธีเรียนที่ดีที่เกิดจากการผสมผสานความรู้และ จิตวิทยาศาสตร์การศึกษา 2. ช่วยให้ครูผู้สอนมีคู่มือการจัดการเรียนรู้ที่ท าไว้ล่วงหน้าด้วยตนเองและท าให้ครูมี ความมั่นใจในการจัดการเรียนรู้ได้ตามเป้าหมาย 3. ช่วยให้ครูผู้สอนทราบว่าการสอนของตนได้เดินไปในทิศทางใด หรือทราบว่าจะ สอนอะไร ด้วยวิธีใด สอนท าไม สอนอย่างไร จะใช้สื่อและแหล่งเรียนรู้อะไร และจะวัดและประเมินผล อย่างไร 4. ส่งเสริมให้ครูผู้สอนใฝ่ศึกษาหาความรู้ทั้งเรื่องหลักสูตร วิธีจัดการเรียนรู้จะจัดหา และใช้สื่อแหล่งเรียนรู้ตลอดจนการวัดและประเมินผล 5. ใช้เป็นคู่มือส าหรับครูที่มาสอน (จัดการเรียนรู้) แทนได้ 6. แผนการจัดการเรียนรูที่น าไปใช้และพัฒนาแล้วจะเกิดประโยชน์ต่อวงการศึกษา 7. เป็นผลงานทางวิชาการที่แสดงถึงความช านาญและความเชี่ยวชาญของครูผู้สอน ส าหรับ ประกอบการประเมินเพื่อขอเลื่อนต าแหน่งและวิทยฐานะครูให้สูงขึ้น อาภรณ์ใจเที่ยง (2550: 206) กล่าวไว้ว่า แผนการสอนเปรียบได้กับพิมพ์เขียวของวิศวกร หรือสถาปนิกที่ใช้เป็นหลักในการควบคุมงานก่อสร้าง วิศวกรหรือสถาปนิกจะขาดพิมพ์เขียวไม่ได้ฉัน ใด ผู้เป็นครูก็จะขาดแผนการสอนไม่ได้ฉันนั้น ยิ่งผู้สอนได้จัดท าแผนการสอนด้วยตนเองก็ยิ่งให้ ประโยชน์แก่ตนเองมากเพียงนั้น สรุปได้ดังนี้ 1. ท าให้เกิดการวางแผนวิธีสอนวิธีเรียนที่มีความหมายยิ่งขึ้น เพราะเป็นการจัดท า อย่างมีหลักการที่ถูกต้อง 2. ช่วยให้ครูมีคู่มือการสอนที่ท าด้วยตนเอง ท าให้เกิดความสะดวกในการจัดการ เรียนการสอน ท าให้สอนได้ครบถ้วนตรงตามหลักสูตร และสอนได้ทันเวลา 3. เป็นผลงานวิชาการที่สามารถเผยแพร่เป็นตัวอย่างได้ 4. ช่วยให้ความสะดวกแก่ครูผู้มาสอนแทนในกรณีที่ผู้สอนไม่สามารถเข้าสอนได้ สรุปได้ว่า ความส าคัญของแผนการจัดการเรียนรู้มีดังต่อไปนี้ 1. ครูกระตือรือร้นในการศึกษาขอมูลต่างๆ จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายในการ น ามาใช้ประกอบการจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ให้มีความหลากหลาย 2. ครูมีการวางแผนการจัดการเรียนรูที่ดีมีความพร้อมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 3. ท าให้ครูมีคู่มือหรือเอกสารต่างๆ ประกอบการสอนเป็นแนวทางในการด าเนินการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ล่วงหน้า 4. ครูสามารถก าหนดกรอบหรือทิศทางวิธีการสอน รูปแบบการสอนว่าต้องการให้มี ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนเป็นอย่างไร ท าให้ครูมีความมั่นใจและสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. ครูใช้แผนการจัดการเรียนรู้ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสอน รูปแบบการ สอนต่างๆ กับเพื่อนร่วมงานในองค์กรเพื่อปรับปรุง พัฒนาให้ดีขึ้น


22 6. ท าให้ผู้สอนมีเอกสารไว้ให้แนวทางแก่ผู้ที่เขาสอนแทนในกรณีจ าเป็น เมื่อผู้สอน ไม่สามารถเข้าสอนเองได้ผู้เรียนจะได้รับความรู้และประสบการณ์ที่ได้จัดเตรียมไว้แล้วอย่างต่อเนื่อง 7. ครูมีผลงานทางวิชาการที่แสดงถึงความช านาญและความเชี่ยวชาญส าหรับ ประกอบการประเมินเพื่อขอเลื่อนต าแหน่งและวิทยฐานะครูให้สูงขึ้น จนเกิดความภาคภูมิใจและสร้าง ชื่อเสียง ให้กับนักเรียน ตนเอง สถานศึกษา 8. เป็นหลักฐานแสดงข้อมูลด้านการจัดการเรียนการสอน เพื่อแสดงความก้าวหน้าที่ จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอนต่อไป 9. สถานศึกษา หรือหน่วยงานการศึกษาที่เกี่ยวของมีผลงานทางวิชาการมีความ พร้อมในการรับการประเมินในระดับต่างๆ และสร้างเครือข่ายสังคมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างองค์กร ต่างๆ 10. ท าให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อผู้สอนและต่อวิชาที่เรียน 11. น าผลที่ได้จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มาด าเนินการท าวิจัยในชั้นเรียนเพื่อ แก้ปัญหานักเรียนที่เกิดขึ้นในการจัดการเรียนการสอนได้ 6. ความพึงพอใจ 6.1 ความหมายของความพึงพอใจ นัยนา ตรีเนตรสัมพันธ์(2551: 30) ได้กล่าวว่าความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกในทางบวก หรือความรู้สึกในทางที่ดีต่อสิ่งต่าง ๆ ที่ท าให้ความต้องการของบุคคลได้รับการตอบสนองทั้งทางด้าน ร่างกาย จิตใจ อารมณ์สังคม และความเชื่อที่เหมาะสม อัมรัตน์อนวัช (2552: 49) ได้กล่าวไว้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึงความรู้สึกเชิงบวกของบุคคล ที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แล้วส่งผลต่อการกระท าหรือพฤติกรรมของบุคคลนั้น วงเดือน เจริญ (2553: 13) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง สภาวะจิตใจที่ปราศจาก ความเครียด ทั้งนี้เพราะธรรมชาติของมนุษย์มีความต้องการ ถ้าความต้องการนั้นได้รับการตอบสนอง ทั้งหมดหรือบางส่วน ความเครียดก็จะน้อยลงความพึงพอใจก็จะเกิดขึ้น และในทางกลับกันถ้าความ ต้องการนั้นไม่ได้รับการตอบสนอง ความเครียดและความไม่พึงพอใจก็จะเกิดขึ้น ศรีเรือน ใกล้ชิด (2557: 40) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ผลการเรียนที่มี ความสัมพันธ์กันทางบวก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่นักเรียนได้ปฏิบัติท าให้นักเรียนได้รับการตอบสนอง ความต้องการด้านร่างกาย และจิตใจซึ่งเป็นส่วนส าคัญที่จะท าให้เกิดความสมบูรณ์ของชีวิตมากน้อย เพียงใด นั่นคือสิ่งที่ต้องค านึงถึงองค์ประกอบต่าง ๆ ในการส่งเสริมความพึงพอใจในการเรียนรู้ให้กับ นักเรียน ศันทนีย์ มีนาค (2557: 43) ได้กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติของ บุคคลที่แสดงออกทางพฤติกรรมต่อสภาพแวดล้อมในด้านต่าง ๆ หรือเป็นความรู้สึกที่พอใจต่อสิ่งที่ท า ให้เกิดความชอบ ความสบายใจและเป็นความรู้สึกที่บรรลุถึงความต้องการ สรุปได้ว่า ความพึงพอใจในงาน เป็นความรู้สึกหรือทัศนคติส่วนบุคคลที่จะท างานด้วยความ ภูมิใจและเต็มใจเพื่อให้งานนั้นได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้โดยจะเป็นประโยชน์ต่อบุคคลและ องค์การ


23 6.2 แนวคิดด้านการวัดความพึงพอใจ พิทักษ์ ตรุษทิบ (2551, หน้า 5) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นเพียงปฏิกิริยาด้านความรู้สึกต่อ สิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นที่แสดงออกมาในลักษณะของผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการประเมิน โดยบ่ง บอกทิศทางของผลการประเมินว่าเป็นไปในลักษณะทิศทางบวกหรือทิศทางลบ หรือไม่มีปฏิกิริยาคือ เฉยๆ ต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งที่มากระตุ้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกสองแบบของมนุษย์คือความรู้สึกในทางบวกและ ความรู้สึกในทางลบ 6.3 ความส าคัญของความพึงพอใจ ความพึงพอใจมีความส าคัญต่อการด าเนินการกิจกรรมหรือการปฏิบัติงานต่างๆ ดังนี้ (อเนก สุวรรณบัณฑิต และภาสกร อดุลพัฒนกิจ 2548 ปภาวดี ดุลยจินดา, 2540) 1. ช่วยเสริมสร้างคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงานหรือท ากิจกรรมต่างๆ หากมีความพึง พอใจจะส่งผลต่อความตั้งใจในการปฏิบัติงานหรือท ากิจกรรมส่งผลให้เกิดผลงานที่ดีน ามาซึ่ง ผลตอบแทนที่สูงขึ้น มีการด ารงชีวิตและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 2. เกิดความรู้สึกกระตือรือร้น มีความเชื่อมั่นและความมุ่งมั่นในการท างาน ความพึง พอใจท าให้เกิดความสุขจากการปฏิบัติงานต้องการให้งานมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ช่วย ให้ประสบความส าเร็จในการปฏิบัติงาน 3. เป็นสิ่งก าหนดลักษณะการด าเนินงานหรือการปฏิบัติงานที่ดี มีคุณภาพ ตอบสนองต่อความต้องการและความคาดหวังของผู้รับบริการที่เหมาะสมเกิดความประทับใจ 4. ช่วยพัฒนาคุณภาพของงาน หากมีความพึงพอใจจะเกิดความเต็มใจทุ่มเท สร้างสรรค์ และส่งเสริมมาตรฐานของงานที่สูงขึ้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจมีความส าคัญต่อบุคคล ต่องานและหน่วยงาน ท าให้เป็นสุขเกิด แรงจูงใจและก าลังใจที่ดี มีความเชื่อมั่นในการปฏิบัติงาน ผู้ปฏิบัติงานได้แสดงศักยภาพของตนเอง อย่างเต็มที่เกิดความส าเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดความร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติงาน ท าให้ ระบบงานด าเนินไปด้วยความราบรื่นเรียบร้อย และหน่วยงานมีบรรยากาศและภาพลักษณ์ที่ดี อีกทั้ง ช่วยให้เกิดความรักความสามัคคีมีพลังผลักดันให้หน่วยงานเจริญก้าวหน้าที่ส าคัญที่สุดผู้รับบริการเกิด ความพึงพอใจในระดับสูงสุด 6.4 การวัดความพึงพอใจ โยธิน แสวงดี (2551,หน้า 9) กล่าวว่า มาตราวัดความพึงพอใจสามารถกระท าได้หลายวิธี ได้แก่ 1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ตอบแบบสอบถามจะออกแบบสอบถามเพื่อต้องการ ทราบ ความคิดเห็น ซึ่งสามารถท าได้ในลักษณะที่ก าหนดค าตอบให้เลือกหรือตอบค าถามอิสระ ค าถามดังกล่าวอาจถามความพึงพอใจในด้านต่างๆ เช่น การบริหารและการควบคุมงาน และเงื่อนไข ต่างๆ เป็นต้น 2. การสัมภาษณ์เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและ วิธีการที่ดีจึงจะท าให้ข้อมูลที่เป็นจริงได้


24 3. การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าจะแสดงออกจากการพูด กิริยาท่าทางวิธีนี้จะต้องอาศัยการกระท าอย่างจริงจังและการสังเกต อย่างมีระเบียบแบบแผน สรุปได้ว่า การวัดความพึงพอใจสามารถวัดได้จากการใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์และการ สังเกต 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ปาณิสรา สิงหพงษ์ (2560 : 61) การจัดการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Site เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาโครงงานคอมพิวเตอร์ (ง31231) ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสายปัญญารังสิต ผลการวิจัย พบว่า 1) การสร้างบทเรียน ออนไลน์มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 91.60/88.65 สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้และสูงกว่า เกณฑ์ที่ก าหนดไว้(80/80) 2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการเรียนรู้จาก บทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Site รายวิชาโครงงานคอมพิวเตอร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสายปัญญารังสิต กับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูง กว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Site ด้านภาพรวม พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก (x= 4.29, S.D.=0.52) บุญญานี เพชรสีเงิน (2560: บทคัดย่อ) สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และแบบส ารวจพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียน คอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ สถิติทดสอบ Pair sample t-test ผลการวิจัย พบว่า ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ ผ่านเว็บด้วยGoogle Site รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site รายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เว็บไซต์มีความน่าสนใจและน่าเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (x = 4.60) รองลงมา คือ สื่อเสริมสร้างความเข้าใจในบทเรียนอยู่ในระดับมาก (x = 4.40) และมีความ สนุกสนานระหว่างในการชมเว็บไซต์อยู่ในระดับมาก (x = 4.30) ลักษ์ณภา แก้วค าแจ้ง (2561 : 65) การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บ โดยใช้การเรียนรู้แบบ โครงงานเป็นฐาน เรื่อง การสร้างเว็บเพจ ด้วยภาษา HTML ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิจัย เรื่อง พัฒนาบทเรียนผ่านเว็บ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็น ฐาน เรื่อง การสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปรากฏว่าบทเรียน ผ่านเว็บ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐาน เรื่อง การสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML มี ประสิทธิภาพ 90.09/92.00 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้90/ 90 2) ผลการเปรียบเทียบ คะแนนจากการทดสอบก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนผ่านเว็บ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงาน


25 เป็นฐาน เรื่อง การสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปรากฏว่า คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้ง ไว้ผลการศึกษาความคิดเห็นของผู้เรียน ที่มีต่อบทเรียนผ่านเว็บ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็น ฐาน เรื่อง การสร้างเว็บเพจด้วยภาษา HTML ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปรากฏว่า ผู้เรียน มีทัศนะทางบวกอยู่ในระดับมาก มะลิ จรรยากรณ์ (2563 : 68) การพัฒนาห้องเรียนดิจิทัลด้วย Google Sites รายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการจัดการอาชีพ รหัสวิชา 30001-2001 ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพของห้องเรียนดิจิทัลด้วย Google Sites รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการ อาชีพ รหัสวิชา30001-2001 พบว่า มีประสิทธิภาพโดยรวม เท่ากับ 82.75/81.11 ซึ่งผ่านเกณฑ์ ประสิทธิภาพที่ตั้งไว้ที่ระดับ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักศึกษาที่ เรียนโดยใช้ ห้องเรียนดิจิทัลด้วย Google Sites มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ.05 3) ความพึงพอใจของนักศึกษาที่เรียนรู้โดยใช้ห้องเรียนดิจิทัลด้วย Google Site โดยมีค่าเฉลี่ยผลการประเมินรวมทั้งต่อการใช้ห้องเรียนดิจิทัลด้วย Google Site โดย ภาพรวม อยู่ระดับมาก ค่าเฉลี่ย4.40 จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจะเห็นได้ว่า สื่อการสอนออนไลน์ Google Site เป็นสื่อที่ประกอบด้วย การจัดกิจกรรมที่หลากหลาย และการใช้สื่อหลายรูปแบบ สามารถ น าไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนที่สามารถเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจใน เนื้อหาบทเรียนได้ดีกว่าการเรียนแบบปกติ และช่วยส่งเสริมให้นักเรียนสามารถเรียนด้วยตนเอง สามารถสนอง ความแตกต่างระหว่างบุคคลได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ยังช่วยแบ่งเบาภาระของครูผู้สอน ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนสื่อการสอน การเรียนรู้เรื่องโครงงานอาชีพ ช่วยให้นักเรียนรู้ถึงผลกระทบ ของสื่อในสังคมปัจจุบัน และมีความรู้เท่าทันสื่อประเภทต่าง ๆ ดังนั้นผู้วิจัยจึงจัดท าสื่อการสอน ออนไลน์ Google Site ในรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมให้มี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่สูงขึ้น 8. กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพ 2.1 กรอบแนวคิดการวิจัย จากภาพ 2.1 ตัวแปรต้น คือ สื่อการสอนออนไลน์ Google Site ส่งผลต่อตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ความพึงพอใจ สื่อการสอนออนไลน์ Google Site ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ความพึงพอใจ


บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรมก่อนและหลังการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site ผู้วิจัยได้ด าเนินการตามล าดับขั้นตอนดังต่อไปนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง รูปแบบการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การสร้างและการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล รายละเอียดแต่ละขั้นตอนมีดังนี้ ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง ประชำกร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนป่าติ้ววิทยา อ าเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 115 คน กลุ่มตัวอย่ำง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนป่าติ้ววิทยา อ าเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 จ านวน 38 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม ซึ่งมีวิธีการดังนี้ เขียนหมายเลขใส่ กระดาษให้เท่ากับจ านวนห้องเรียนเพื่อจัดท าเป็นสลาก จากนั้นน าสลากไปใส่ลงในขวดโหล เขย่าและคน ให้ทั่ว ผู้วิจัยจับสลาก 1 ใบ ได้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 1 จึงน ามาเป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ครั้งนี้


27 รูปแบบกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยก่อนการทดลอง (Pre-Experimental Designs) รูปแบบการศึกษา กลุ่มเดียววัดสองครั้ง (The One Group Pretest-Posttest Design) ซึ่งมีแบบแผนดังนี้ กลุ่มทดลอง ทดสอบก่อนเรียน ให้สิ่งทดลอง ทดสอบหลังเรียน E O1 X O2 เมื่อ E คือ นักเรียนกลุ่มทดลอง (นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 3) O1 คือ การทดสอบก่อนเรียน X คือ การเรียนด้วยสื่อการสอนออนไลน์ Google Site O2 คือ การทดสอบหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. เครื่องมือจัดกระท า ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้และสื่อการสอนออนไลน์ Google Site 2. เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคม ศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และแบบวัดความพึงพอใจ กำรสร้ำงและกำรตรวจสอบคุณภำพเครื่องมือ แผนการจัดการเรียนรู้ 1. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ปรับปรุง2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม และหลักการแนวคิดในการสร้างแผนการจัดการ เรียนรู้ 2. ด าเนินการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการสอนโดยใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 ใช้เวลาในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้จ านวน 26 ชั่วโมง 3. น าแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการสอนโดยใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่จัดท าเสร็จแล้ว ไปให้ผู้เชี่ยวชาญ ประเมินคุณภาพด้านเนื้อหา ด้านกิจกรรม ด้านสื่อและอุปกรณ์การสอน ด้านการวัดประเมินผลโดยใช้ มาตรประมาณค่า 5 ระดับ (บุญชม ศรีสะอาด.2556:99-101) ดังนี้ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมมากที่สุด 4 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก


28 3 หมายถึง มีความเหมาะสมปานกลาง 2 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อย 1 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อยที่สุด 4. วิเคราะห์คุณภาพโดยน าความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากการประเมินแผนการจัดการ เรียนรู้ในแต่ละข้อรายการมาหาค่าเฉลี่ย (x)̅และแปลความหมาย โดยก าหนดค่าเฉลี่ยเป็น 5 ระดับ (บุญ ชม ศรีสะอาด, 2549 : 100) ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 - 4.50 หมายถึง เหมาะสมมาก ค่าเฉลี่ย 2.51 - 3.50 หมายถึง เหมาะสมปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายถึง เหมาะสมน้อย ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.50 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด ผลการประเมินค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.50 แสดงว่าแผนการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมอยู่ใน ระดับ เหมาะสมมาก 5. ท าการปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามค าแนะน าของผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะให้ ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบอีกครั้ง 6. น าไปทดลองพร้อมกับสื่อการสอนออนไลน์ Google Site รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 7. น าไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง สื่อการสอนออนไลน์ Google Site 1. ศึกษาปัญหาจดบันทึกเก็บ และรวบรวมข้อมูล 2. ศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 3. ศึกษาเอกสารต ารา และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม พร้อมทั้งศึกษาเทคนิควิธีการสร้างและพัฒนาการสร้างกระบวนการจัดการเรียนการสอนโดย การใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site 4. ศึกษาสาระการเรียนรู้ที่ 2 หน้าที่พลเมืองในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม การจัดสาระการเรียนรู้ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 5 ค าอธิบายรายวิชา มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลาง สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน ตลอดจนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ของผู้เรียน 5. ก าหนดหน่วยการเรียนรู้


29 6. ศึกษาหลักการ ทฤษฎีวิธีการ รวมทั้งเทคนิค ตลอดจนขอค าแนะน าจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาแนวทางและประสบการณ์ในการสร้างกระบวนการจัดการเรียนการสอน โดยการใช้สื่อการสอน ออนไลน์ Google Site 7. เขียนโครงร่างของกระบวนการจัดการเรียนการสอน โดยการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site น าไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอค าแนะน า รูปแบบของการสร้าง กระบวนการจัดการเรียน การสอน 8. สร้างกระบวนการจัดการเรียนการสอนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียน โดยการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามองค์ประกอบต่าง ๆ 9. ปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในส่วนที่บกพร่องตาม ค าแนะน าจากผู้เชี่ยวชาญ ดังนี้คือค าสั่งไม่กระชับ ตัวเลือกไม่ชัดเจน และควรเรียงตัวเลือกจากข้อความ สั้นไปยังข้อความที่ยาวตามล าดับ สรุปได้ว่า ค่า IOC ของความสอดคล้องในการจัดการเรียนการสอนโดย ใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 โดยภาพรวมมีค่าเท่ากับ 0.88 ซึ่งข้อที่ต้อง ปรับปรุงแก้ไขคือ ค าชี้แจงการใช้คู่มือและความสอดคล้องของเนื้อหากับกิจกรรมการเรียนรู้ 10. น ากระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้วทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนป่าติ้ววิทยา อ าเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร จ านวน 38 คน 11. ผลการทดลองใช้กระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ได้ค าแนะน าต่างๆ ของนักเรียนจากการสังเกต และ สอบถามขณะที่นักเรียนได้เรียนตามกระบวนการแบบ โดยการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site นักเรียนมีความสนใจกระตือรือร้น ได้ให้ความร่วมมือในการท ากิจกรรมเป็นอย่างดีและท าให้กล้า แสดงออกมากยิ่งขึ้น ซึ่งผู้วิจัยได้ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของนักเรียน เพื่อจะได้กระบวนการจัดการเรียน การสอนโดยการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site ที่สามารถน าไปจัดการการเรียนรู้ได้ดีและมี ประสิทธิภาพ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา 1. ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยเกี่ยวกับการแบบทดสอบความรู้ 2. ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เพื่อให้เข้าใจรายละเอียดของหลักสูตร อาทิ วิสัยทัศน์ หลักการ จุดหมาย สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์มาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้เพื่อใช้เป็นแนวทางในการก าหนดพฤติกรรมที่ต้องพัฒนาให้บรรลุ จุดมุ่งหมายของหลักสูตร


30 3. วิเคราะห์เนื้อหา สาระ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด ที่เกี่ยวกับแบบทดสอบความรู้ รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site 4. เขียนโครงร่าง แบบทดสอบความรู้รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดย การใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site แล้วน าไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเพื่อขอค าแนะน าเกี่ยวกับ รูปแบบของแบบทดสอบความรู้รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยการใช้สื่อการสอน ออนไลน์ Google Site 5. ด าเนินการสร้างแบบทดสอบความรู้รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดย การใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 6. น าแบบทดสอบความรู้รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยการใช้สื่อการ สอนออนไลน์ Google Site ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม และด้านการวิจัย จ านวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบ ความตรง ความถูกต้อง ความเหมาะสมด้าน เนื้อหา สื่อกิจกรรม การวัดผล ประเมินผล น าผลการแสดงความคิดเห็นมาหาค่าความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) มีค่าเท่ากับ 0.82 7. น าแบบทดสอบที่สร้างขึ้นตามเกณฑ์ไปทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้อง 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โรงเรียนป่าติ้ววิทยา อ าเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร จ านวน 38 คน และ น าแบบทดสอบมาตรวจค าตอบโดยให้คะแนน 1คะแนน ส าหรับข้อที่ตอบถูก และให้คะแนน 0 ส าหรับข้อ ที่ตอบผิด 8. น าผลคะแนนที่ได้ไปวิเคราะห์ค่าความยากง่าย(p) และค่าอ านาจจ าแนก(r) ของ ข้อสอบแต่ละข้อ ผลการวิเคราะห์ได้ค่าความยากง่าย(p) ระหว่าง 0.50 – 0.83 และมีค่าอ านาจจ าแนก(r) ระหว่าง 0.33 - 1.00 9. ปรับปรุงแบบทดสอบความรู้รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม โดยการใช้ สื่อการสอนออนไลน์ Google Site ในส่วนที่บกพร่องตามค าแนะน าต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญ เกี่ยวกับรูปเล่ม ความทันสมัยของเนื้อหา ความหลากหลายของกิจกรรม ความสอดคล้องของแบบทดสอบและจุดประสงค์ แบบวัดความพึงพอใจ ปรับปรุงแบบวัดความพึงพอใจจาก จารุวรรณ เทวกุล พ.ศ. 2555 มีค่าความตรงตาม เนื้อหาเท่ากับ 0.67 – 1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.82 ดังตัวอย่าง รายการประเมิน ระดับความพึงพอใจ 5 4 3 2 1 1.ใช้วิธีสอดคล้องสัมพันธ์กับจุดประสงค์ เนื้อหา และการ วัดผลประเมินผล 2.วิธีสอนท าให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาการเรียนได้ง่าย


31 3.ใช้สื่อประกอบการเรียนการสอนที่หลากหลายช่วยกระตุ้น ความสนใจของผู้เรียนได้ 4.กิจกรรมการเรียนการสอนฝึกให้ผู้เรียนท างานทั้งแบบคน เดียวและท างานแบบกลุ่ม 5.กิจกรรมการฝึกปฏิบัติผู้สอนให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าและ ทดลองด้วยตนเอง 6.เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ซักถาม และแสดงออกในชั่วโมง เรียน 7.มีการมอบหมายงานให้ผู้เรียนได้ท าแบบฝึกหัดหรืองาน เพิ่มเติม 8.มีการอบรมและคสบคุมระเบียบวินัยเพิ่มเติม นอกเหนือจากการสอนในรายวิชา 9.นักเรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม 10.เวลาในการจัดการเรียนการสอนมีความเหมาะสม กำรเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้ ล ำดับที่ ขั้นตอนกำรเก็บข้อมูล วัน เดือน ปี 1 ทดสอบก่อนเรียน 17 มิ.ย. 65 2 เริ่มจัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 1 ก.ค. 65 3 จัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 8 ก.ค. 65 4 จัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 22 ก.ค. 65 5 จัดการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 5 ส.ค. 65 6 ทดสอบหลังเรียน 2 ก.ย. 65 กำรวิเครำะห์ข้อมูล เมื่อท าการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วผู้วิจัยได้ท าการตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของ ข้อมูล แล้วน าไปวิเคราะห์ผลดังนี้ 1. การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยสื่อการสอนออนไลน์ Google Site ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ Dependent Sample t-test วิเคราะห์ผลโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทาง สถิติ


32 2. การวิเคราะห์ผลความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยสื่อการสอน ออนไลน์ Google Site ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ผลโดยใช้ โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติ สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล 1. การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ด้วยสื่อการสอนออนไลน์ Google Site สถิติที่ใช้คือ Dependent Sample t-test ซึ่งมีสูตรดังนี้ t = ∑ D √ n ∑ D 2 -(∑ D) 2 n-1 df = n - 1 2. การวิเคราะห์ผลความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยสื่อการสอนออนไลน์ Google Site สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งมีสูตรดังนี้ สูตรค่าเฉลี่ย X̅ = ∑ X N สูตรส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. = √ ∑(X-X̅) 2 n-1


บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ท าการวิเคราะห์ข้อมูล และน าเสนอรายละเอียดดังต่อไปนี้ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตอนในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล N = จ านวนกลุ่มประชากร X̅ = ค่าเฉลี่ย S.D. = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน D̅ = ค่าเฉลี่ยของผลต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือด้วยเทคนิค Jigsaw S.D.D̅ = ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วย... ตัวแปรต้น t = ค่าสถิติทดสอบ Sig. = ระดับนัยส าคัญที่ค านวณได้ ล าดับขั้นตอนการวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อผู้วิจัยเก็บข้อมูลเรียบร้อยแล้ว จึงท าการตรวจสอบความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูล แล้วน ามาวิเคราะห์ผลตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมก่อนและหลัง การใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site ผู้วิจัยก าหนดสมมติฐานทางสถิติ ดังนี้ H0 : μ1 =μ2 H1 : μ2 >μ1 เมื่อ μ1 หมายถึง คะแนนก่อนเรียน μ2 หมายถึง คะแนนหลังเรียน ก าหนดนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 กรอกข้อมูลที่ได้ลงในโปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติ แล้วเลือกวิเคราะห์ผล โดยใช้ สถิติ Dependent Sample t-test น าค่า Sig. ที่ค านวณได้ มาเทียบกับ เลขนัยส าคัญทางสถิติ แล้วแปลผล


34 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site ผู้วิจัยกรอกข้อมูลลงในโปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติ แล้วเลือกวิเคราะห์ผล โดยเลือกใช้ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แล้วแปรผลตามเกณฑ์ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ด าเนินการเก็บข้อมูลได้ผลดังตาราง 4.1 ตาราง 4.1 แสดงคะแนนที่ได้จากการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยสื่อการสอนออนไลน์ Google Site นักเรียนคนที่ คะแนนก่อนเรียน (30) คะแนนหลังเรียน (30) 1 19 25 2 18 26 3 15 27 4 20 26 5 17 22 6 16 29 7 18 26 8 15 24 9 17 27 10 17 26 11 22 24 12 17 28 13 18 28 14 18 24 15 23 29 16 20 28 17 18 27 18 16 28 19 16 27 20 20 29 21 17 26 22 15 25


35 23 20 25 24 16 26 25 17 29 26 19 30 27 15 24 28 21 26 29 14 29 30 13 28 31 17 24 32 16 27 33 19 26 34 15 29 35 18 26 36 14 28 37 19 28 38 20 27 น าข้อมูลไปกรอกลงในโปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติ และวิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ย โดยใช้สถิติ Dependent Sample t-test ได้ผลดังตาราง 4.2 ตาราง 4.2 ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยสื่อการสอนออนไลน์ Google Site กลุ่มเปรียบเทียบ X̅ S.D. D̅ S.D.D̅ t Sig. คะแนนก่อนเรียน 17.50 2.287 9.158 3.000 18.816 .000 คะแนนหลังเรียน 26.66 1.849 ก าหนดระดับนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 จากตาราง 4.2 พบว่า คะแนนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่า เท่ากับ 2.287 คะแนนหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 26.66 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานมีค่าเท่ากับ 1.849 ผล การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย พบว่า สถิติ t มีค่าเท่ากับ 18.816 เมื่อพิจารณาค่า Sig. พบว่า ต่ ากว่าระดับ นัยส าคัญที่ก าหนด (Sig.=.000<.05) นั่นแสดงว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05


36 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อสื่อการสอนออนไลน์ Google Site ได้ผลดังตาราง 4.3 ตาราง 4.3 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อสื่อการสอนออนไลน์ Google Site รายการประเมิน ̅ S.D. แปลผล 1.ใช้วิธีสอดคล้องสัมพันธ์กับจุดประสงค์ เนื้อหา และ การวัดผลประเมินผล 4.60 0.89 มากที่สุด 2.วิธีสอนท าให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาการเรียนได้ง่าย 4.80 0.45 มากที่สุด 3.ใช้สื่อประกอบการเรียนการสอนที่หลากหลายช่วย กระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้ 4.40 0.89 มาก 4.กิจกรรมการเรียนการสอนฝึกให้ผู้เรียนท างานทั้ง แบบคนเดียวและท างานแบบกลุ่ม 4.60 0.89 มากที่สุด 5.กิจกรรมการฝึกปฏิบัติผู้สอนให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าและ ทดลองด้วยตนเอง 4.40 0.89 มาก 6.เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ซักถาม และแสดงออกใน ชั่วโมงเรียน 4.40 0.89 มาก 7.มีการมอบหมายงานให้ผู้เรียนได้ท าแบบฝึกหัดหรือ งานเพิ่มเติม 4.60 0.89 มากที่สุด 8.มีการอบรมและควบคุมระเบียบวินัยเพิ่มเติม นอกเหนือจากการสอนในรายวิชา 4.60 0.89 มากที่สุด 9.นักเรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม 4.80 0.45 มากที่สุด 10.เวลาในการจัดการเรียนการสอนมีความเหมาะสม 4.40 0.89 มาก เฉลี่ย 4.56 0.82 มากที่สุด จากตาราง 4.3 พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อสื่อการสอน ออนไลน์ Google Site อยู่ในระดับพึงพอใจมาก มีค่าเฉลี่ย 4.56 เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มี ค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ วิธีสอนท าให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาการเรียนได้ง่าย และนักเรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.80 รองลงมา คือ ใช้วิธีสอดคล้องสัมพันธ์กับจุดประสงค์ เนื้อหา และการวัดผลประเมินผล กิจกรรมการเรียนการสอนฝึกให้ผู้เรียนท างานทั้งแบบคนเดียวและท างานแบบกลุ่ม มีการมอบหมายงาน


37 ให้ผู้เรียนได้ท าแบบฝึกหัดหรืองานเพิ่มเติม และมีการอบรมและคสบคุมระเบียบวินัยเพิ่มเติม นอกเหนือจากการสอนในรายวิชา ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.60 และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ าสุด คือ ใช้สื่อประกอบการ เรียนการสอนที่หลากหลายช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้กิจกรรมการฝึกปฏิบัติผู้สอนให้ผู้เรียนได้ ค้นคว้าและทดลองด้วยตนเอง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ซักถาม และแสดงออกในชั่วโมงเรียน และเวลาใน การจัดการเรียนการสอนมีความเหมาะสม ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.40


บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สรุปผล การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมก่อนและหลังการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site 2) เพื่อศึกษาความพึง พอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site จากการ วิเคราะห์ข้อมูลได้ผลการวิจัยดังนี้ 1. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยสื่อการสอนออนไลน์ Google Site พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2. พบว่า ภาพรวมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อสื่อการสอนออนไลน์ Google Site อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.56 เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อที่มีค่าเฉลี่ย สูงสุด คือ วิธีสอนท าให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาการเรียนได้ง่าย และนักเรียนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม ซึ่งมี ค่าเฉลี่ย 4.80 รองลงมา คือ ใช้วิธีสอดคล้องสัมพันธ์กับจุดประสงค์ เนื้อหา และการวัดผลประเมินผล กิจกรรมการเรียนการสอนฝึกให้ผู้เรียนท างานทั้งแบบคนเดียวและท างานแบบกลุ่ม มีการมอบหมาย งานให้ผู้เรียนได้ท าแบบฝึกหัดหรืองานเพิ่มเติม และมีการอบรมและคสบคุมระเบียบวินัยเพิ่มเติม นอกเหนือจากการสอนในรายวิชา ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.60 อภิปรายผล จากผลการวิจัยผู้วิจัยได้ท าการสรุปผลการวิจัยมี 2 ประเด็น ซึ่งจะน ามาอภิปรายผล แต่ละประเด็นดังนี้ 1. ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยสื่อการสอนออนไลน์ Google Site พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ที่ ผลการวิจัยเป็นเช่นนี้เนื่องจากสื่อการสอนออนไลน์ Google Site ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมี ความสามารถต่างกันได้เรียนรู้ร่วมกัน และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกและเรียนรู้ทักษะทางสังคมโดยตรง เหมาะสมกับการเรียนการสอนในปัจจุบัน ที่มีนักเรียนเป็นศูนย์กลาง ข้อดีของสื่อการสอนออนไลน์ Google Site จึงท าให้ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นไปตามผลของการวิจัย และเป็นไปตามทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา (Cognitive theory) ซึ่งสอดคล้องกับวิจัยของบุญานี เพชรสีเงิน และมะลิ จรรยากรณ์ ที่ได้ท าการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยสร้างบทเรียน คอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site และการพัฒนาห้องเรียนดิจิทัลด้วย Google Sites ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกว่าหลังเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ .05 บุญญานี เพชรสีเงิน (2560: บทคัดย่อ) สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และแบบส ารวจพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียน คอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการทดสอบสมมติฐาน โดยใช้


39 สถิติทดสอบ Pair sample t-test ผลการวิจัย พบว่า ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหลังได้รับการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มะลิ จรรยากรณ์ (2563 : 68) การพัฒนาห้องเรียนดิจิทัลด้วย Google Sites รายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการจัดการอาชีพ รหัสวิชา 30001-2001 ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพของห้องเรียนดิจิทัลด้วย Google Sites รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการจัดการ อาชีพ รหัสวิชา30001-2001 พบว่า มีประสิทธิภาพโดยรวม เท่ากับ 82.75/81.11 ซึ่งผ่านเกณฑ์ ประสิทธิภาพที่ตั้งไว้ที่ระดับ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักศึกษาที่ เรียนโดยใช้ ห้องเรียนดิจิทัลด้วย Google Sites มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ.05 2. ผลการวิจัยพบว่า ภาพรวมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อสื่อการสอน ออนไลน์ Google Site อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.56 เมื่อพิจารณารายข้อ พบว่า ข้อ ที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ วิธีสอนท าให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาการเรียนได้ง่าย และนักเรียนได้มีส่วนร่วมใน กิจกรรม ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.80 รองลงมา คือ ใช้วิธีสอดคล้องสัมพันธ์กับจุดประสงค์ เนื้อหา และการ วัดผลประเมินผล กิจกรรมการเรียนการสอนฝึกให้ผู้เรียนท างานทั้งแบบคนเดียวและท างานแบบกลุ่ม มีการมอบหมายงานให้ผู้เรียนได้ท าแบบฝึกหัดหรืองานเพิ่มเติม และมีการอบรมและคสบคุมระเบียบ วินัยเพิ่มเติมนอกเหนือจากการสอนในรายวิชา ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.60 และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ าสุด คือ ใช้สื่อ ประกอบการเรียนการสอนที่หลากหลายช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียนได้ กิจกรรมการฝึกปฏิบัติ ผู้สอนให้ผู้เรียนได้ค้นคว้าและทดลองด้วยตนเอง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ซักถาม และแสดงออกใน ชั่วโมงเรียน และเวลาในการจัดการเรียนการสอนมีความเหมาะสม ซึ่งมีค่าเฉลี่ย 4.40 ที่ผลการวิจัย เป็นเช่นนี้เนื่องจากสื่อการสอนออนไลน์ Google Site ช่วยให้การจัดการเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น จาก กิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้สื่อเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอน ส่งเสริมให้นักเรียน ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ รวมไปถึงให้นักเรียนได้ท างานร่วมกันโดยในกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มี ความสามารถแตกต่างกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน และมี ความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งในส่วนตนและส่วนรวม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบ ความส าเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ ข้อเสนอในการน าผลการวิจัยไปใช้ จากผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนกับหลังเรียนด้วยสื่อการสอนออนไลน์ Google Site พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และภาพรวมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจต่อสื่อการสอนออนไลน์ Google Site อยู่ ในระดับพึงพอใจมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.56 ดังนั้นครูควรน าสื่อการสอนออนไลน์ Google Site ไปใช้ พัฒนาผู้เรียนให้มีผลสัมฤทธิ์ที่สูงขึ้น ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ 1. ครูผู้สอนควรมีการจัดเตรียมเครื่องคอมพิวเตอร์ให้พร้อมในการใช้งาน ตรวจเช็ค ประสิทธิภาพการท างาน ระบบสัญญาณอินเตอร์เน็ตให้มีความพร้อมและเหมาะสมกับการเรียน


40 2. การจัดการเรียนการสอนโดยใช้สื่อการสอนออนไลน์ Google Site ซึ่งมีล าดับการสอนเป็น ขั้นตอน ดังนั้นครูผู้สอนจึงต้องชี้แจงล าดับขั้นตอนในการสอนแก่นักเรียนให้ชัดเจน เพื่อให้นักเรียนมี ความเข้าใจการเรียนการสอนมากขึ้น ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. สื่อการสอนออนไลน์ Google Site เป็นเทคนิคในการจัดการเรียนการสอนที่สร้างความ น่าสนใจให้กับผู้เรียนเป็นอย่างดีและยังสามารถน าไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอนในเรื่อง ต่างๆ ได้อีกด้วย 2. ควรนน าสื่อการสอนออนไลน์ Google Site มาใช้ศึกษาเพื่อเพิ่มผลสัมฤทธิ์ในกลุ่มสาระ อื่นๆ นอกจากกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม


41 บรรณานุกรม กาญจนา จันทร์ช่วง. (2560). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา เรื่อง เศรษฐกิจ พอเพียง โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน. ปทุมธานี: มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี. กาญจนา ไชยพันธุ์. (2549). กระบวนการกลุ่ม. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์. กระทรวงศึกษาธิการ.(2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวชี้วัดและหลักสูตรแกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551. ส านักคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ, กรุงเทพมหานคร:โรงพิมพ์ชุมนุม สหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทยจ ากัด. คงฤทธิ์ นันทบุตร. (2552). ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสังคมศึกษา. สืบค้นจาก https://shorturl.asia/T7szm. สืบค้นวันที่ 10 มิถุนายน 2565. ใจทิพย์ ณ สงขลา. (2554). การออกแบบการเรียนการสอนบนเว็บในระบบการเรียนอิเล็กทรอนิกส์. กรุงเทพฯ : ศูนย์ต าราและเอกสารทางวิชาการ คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรมหาวิทยาลัย. ทิศนา แขมณี. (2555). ศาสตร์การสอน. พิมพ์ครั้งที่16. กรุงเทพมหานคร: ด่านสุทธาการพิมพ์. ธนพงศ์จันทร์สุข. (2557). การพัฒนาบทเรียนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อทบทวน เรื่องตัวแปร และค่าคงที่ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง. วิทยานิพนธ์วิทยาศาสตรมหาบัณฑิต. กรุงเทพฯ : สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง. นหทัย นันทวิสุทธิ์. (2552). การพัฒนาผลการเรียนรู้ เรื่อง ภูมิศาสตร์ โดยการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบโครงงาน ส าหรับนักเรียน ปวช. 2 ทวิภาคี วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา ภาควิชาหลักสูตรและวิธีสอน บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร.นครปฐม :มหาวิทยาลัย ศิลปากร. นิตยา มั่นศักดิ์. (2560). การพัฒนาบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง การสร้างและตก แต่งงานคอมพิวเตอร์กราฟิกด้วยแรแกรมกราฟิก ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา. พิษณุโลก :มหาวิทยาลัยนเรศวร. บุญชม ศรีสะอาด. (2554). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาสน์. บุญญานี เพชรสีเงิน. (2560). สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site รายวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และแบบส ารวจพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อบทเรียน คอมพิวเตอร์ผ่านเว็บด้วย Google Site รายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. สาขาคอมพิวเตอร์คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช. บุญเลิศ อรุณพิบูลย์. (2551). สร้างสรรค์เว็บเพจง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง. เข้าถึงได้จาก http ://www.nectec.or.th./courseware/pdf-documents/webdesign.pdf


42 บรรณานุกรม (ต่อ) บุปผชาติ ทัฬหิกรณ์ และคณะ. (2544). ความรู้เกี่ยวกับสื่อมัลติมีเดียเพื่อการศึกษา. กรุงเทพฯ :โรง พิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว. ปาณิสรา สิงหพงษ์. (2560). การจัดการเรียนรู้ผ่านบทเรียนออนไลน์ด้วยโปรแกรม Google Site เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาโครงงานคอมพิวเตอร์(ง31231) ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4 โรงเรียนสายปัญญารังสิต. ปทุมธานี : โรงเรียนสายปัญญารังสิต. พิมพันธ์ เตชะคุปต์. (2548). การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. กรุงเทพฯ: เดอะ มาสเตอร์กรุ๊ป แบเนจเม็นท์. พรทิพย์ ชูศรี. (2556). การพัฒนาบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง การถ่ายภาพส าหรับนิสิต ระดับปริญญาตรี สาขาเทคโนโลยีสื่อสารการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรี นครินทรวิโรฒ. หลักสูตรปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พิสนุ ฟองศรี. (2553). การสร้างและพัฒนาเครื่องมือ. (พิมพ์ครั้งที่2). กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์. ไพศาล หวังพานิช. (2536). การวัดผลการศึกษา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช. โยธิน แสวงดี. (2551). การวิจัยเชิงคุณภาพ. กรุงเทพฯ:ศูนย์ศึกษาและฝึกอบรมการวิจัย. ลักษ์ณภา แก้วค าแจ้ง. (2561). การพัฒนาบทเรียนผ่านเว็บ โดยใช้การเรียนรู้แบบโครงงานเป็น ฐานเรื่อง การสร้างเว็บเพจ ด้วยภาษา HTML ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. หลักสูตรการศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา. ลัดดาวรรณ ศรีฉิม. (2557). การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ผ่านเว็บ ด้วยโปรแกรม Google Site ตามแนวทฤษฎีสร้างสรรค์ความรู้เรื่อง หลักการทาโครงงานคอมพิวเตอร์ส าหรับชั้น มัธยมศึกษาปีที่3. สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน หลักสูตรครุศาสตรมหาบัณฑิต คณะครุ ศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม. วัฒนาพร ระงับทุกข์. (2542). แผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ. (พิมพค์รั้งที่3). กรุงเทพฯ วิมลสิทธิ์ หรยางกูร (2551). พฤติกรรมมนุษย์กับสภาพแวดล้อม. (พิมพค์รั้งที่8). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ศรีเรือน ใกล้ชิด. (2557). การพัฒนาบทเรียนส าเร็จรูป กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3. ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขา หลักสูตรและการสอนบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏร าไพพรรณี. สุกิจ สุวิริยะชัยกุล. (2558). การสร้างเว็บไซต์ด้วย Google Sites. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.


ภาคผนวก


Click to View FlipBook Version