ประกาศโรงเรยี นวัดหว้ ยทราย
เรอื่ ง ใหใ้ ช้หลักสตู รสถานศึกษาปฐมวัย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๕
ตามหลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐
โรงเรยี นวัดหว้ ยทราย
******************
เพื่อให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโรงเรียนวัดห้วยทราย สํานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
ประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต ๑ สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม
และความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ สนองนโยบาย คุณธรรมนําความรู้ ตอบสนองความต้องการ
ของผู้เรียน ชุมชน ท้องถ่ินและสังคม ยึดหลกั เศรษฐกิจพอเพยี งตามแนวพระราชดาํ ริ
โรงเรียนวัดห้วยทราย ได้ดําเนินการเพ่ือให้เป็นไปตามตามคําส่ังกระทรวงศึกษาธิการ ที่
สพฐ ๑๒๒๓/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๖๐ เร่ือง ให้ใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช
๒๕๖๐ จึงประกาศให้ใช้หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลักสูตร
การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โรงเรียนวัดห้วยทราย ตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๖๕ เป็นต้นไป
ท้ังนี้ หลักสูตรโรงเรียนได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เมื่อวันที่ ๑๖
เดือน พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕ จงึ ประกาศให้ใชห้ ลักสูตรโรงเรยี น ตัง้ แตบ่ ดั นเี้ ป็นต้นไป
ประกาศ ณ วนั ที่ ๑๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๕
(ลงช่ือ)
( นายปรชี า พลู ทาจกั ร์ )
ผอู้ ํานวยการโรงเรียนวัดหว้ ยทราย
คาํ นาํ
กระทรวงศึกษาธิการ ประกาศให้สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกสังกัด ใช้หลักสูตร
การศึกษาปฐมวัย ตามคําส่ังกระทรวงศึกษาธิการ ท่ี สพฐ. ๑๒๒๓/๒๕๖๐ ลงวันท่ี ๓ สิงหาคม ๒๕๖๐ เร่ือง
ให้ใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยนําหลักสูตรน้ีไปใช้ และปรับปรุงให้เหมาะสมกับเด็ก
และสภาพทอ้ งถ่นิ
โรงเรียนวัดห้วยทราย จึงได้จัดทําหลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลักสูตร
การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ โดยใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เป็นแกนหลักเพ่ือ
กําหนดการจัดทําโครงสร้างและสาระหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา และ
สอดคล้องกับสภาพการเปล่ียนแปลงในปัจจุบัน ซ่ึงในการจัดทําหลักสูตรสถานศึกษาคร้ังน้ี เป็นการสร้าง
หลักสูตรท่ีอาศัยการมีส่วนร่วมของนักเรียน คณะครู ผู้ปกครองและชุมชน ท้ังน้ีเพื่อให้สามารถขับเคล่ือนไปสู่
การจัดการประสบการณ์ ท่ีส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณภาพครบทุกด้าน เพ่ือสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กปฐมวัย
พฒั นาไปส่คู วามเป็นมนษุ ย์ทสี่ มบรู ณ์ เกิดคุณคา่ ต่อตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สังคมและประเทศชาติสืบไป
ขอขอบคุณ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมือและมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรฉบับนี้
ให้มีความสมบูรณ์และเหมาะสมตามบริบทต่อการจัดการศึกษาในโรงเรียนวัดห้วยทราย ต้ังแต่ ภาคเรียนท่ี ๑
ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕ เป็นตน้ ไป
(ลงชอื่ )
( นายปรชี า พลู ทาจกั ร์ )
ผู้อํานวยการโรงเรยี นวดั หว้ ยทราย
๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕
สารบัญ หนา้
เรอื่ ง ๒
ความนาํ ๓
๓
สาระสําคญั หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พทุ ธศักราช ๒๕๖๐ ๓
ปรชั ญาการศกึ ษาปฐมวยั ๔
วสิ ยั ทัศน์ ๔
หลกั การ ๖
แนวคิดการจดั การศึกษาปฐมวยั
๖
หลกั สูตรสถานศกึ ษาปฐมวัย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๕ ๖
ตามหลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช ๒๕๖๐ ๖
โรงเรยี นวดั หว้ ยทราย ๘
๑๐
๑. ปรัชญา ๑๙
๒. วสิ ัยทศั น์ ๑๙
๓. จุดหมาย ๔๕
๔. พัฒนาการเดก็ ปฐมวัย ๖๘
๕. มาตรฐานคุณลกั ษณะที่พึงประสงค์ ๗๙
๖. ระยะเวลาเรียน ๙๘
๗. สาระการเรียนรู้รายปี ๑๐๕
๘. การจดั ประสบการณ์ ๑๐๖
๙. การจัดสภาพแวดล้อม ส่ือและแหลง่ เรียนรู้ ๑๐๙
๑๐.การประเมินพฒั นาการเด็กปฐมวัย ๑๑๐
๑๑.การบริหารจัดการหลกั สูตร
๑๒.การจัดการศึกษาปฐมวัย(เดก็ อาย๔ุ -๕ปี)สําหรบั กล่มุ เป้าหมายเฉพาะ
๑๓.การเชอื่ มตอ่ ของการศึกษาระดับปฐมวัย กบั ระดับประถมศึกษาปที ี่ ๑
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก
ความนํา
สภาพการเปล่ียนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ รวมท้ังกรอบยุทธศาสตร์ชาติ
ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๐-๒๕๗๙) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี ๑๒ (พ.ศ.
๒๕๖๐-๒๕๖๔) แผนการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.๒๕๕๒-๒๕๖๕ ) แผนยุทธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัย
(พ.ศ.๒๕๖๐-๒๕๖๔)นําไปสู่การกําหนดทักษะสําคัญสําหรับเด็กในศตวรรษที่ ๒๑ ที่มีความสําคัญใน
การกําหนดเป้าหมายในการพัฒนาเดก็ ปฐมวยั ให้มีความสอดคล้องและทนั ต่อการเปล่ียนแปลงทกุ ด้าน
กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้มีการพัฒนาการศึกษาปฐมวัยอย่างจริงจังและต่อเน่ืองโดย
ได้แต่งตั้งคณะทํางานพิจารณาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพ่ือปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพการ
เปล่ียนแปลงดังกล่าว หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ เป็นหลักสูตรสถานศึกษา
สถาบันพัฒนาเด็กปฐมวัย และหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง นําไปใช้เป็นกรอบและทิศทางในการพัฒนา
หลักสูตรสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานตามจุดหมาย หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พุทธศักราช ๒๕๖๐ ท่ีกําหนดเป้าหมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์
จิตใจ สังคม และสติปัญญา ครอบครวั ชมุ ชน สังคม และประเทศชาติในอนาคต
โรงเรยี นวดั ห้วยทราย
สาระสําคญั
หลักสตู รการศึกษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐
ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย
การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กต้ังแต่แรกเกิดถึง ๖ ปี บริบูรณ์ อย่างเป็นองค์รวม บน
พ้ืนฐานการอบรมเล้ียงดู และส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการตามวัย
ของเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมท่ีเด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก
ความเอ้ืออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพ่ือสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็น
มนษุ ย์ทีส่ มบูรณเ์ กดิ คณุ ค่าต่อตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติ
วสิ ัยทัศน์
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ
สังคม และสติปญั ญาอย่างมีคุณภาพและต่อเน่ือง ไดร้ ับการจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้อย่างมคี วามสุข
และเหมาะสมตามวัย มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มี
วินัย และสํานึกความเป็นไทย โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุก
ฝา่ ยทเ่ี กีย่ วขอ้ งกบั การพฒั นาเด็ก
หลักการ
เด็กทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการอบรมเล้ียงดูและส่งเสริมพัฒนาการตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิ
เด็ก ตลอดจนไดรบั การจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้อย่างเหมาะสม ด้วยปฏิสัมพันธ์ท่ีดีระหวา่ งเดก็ กบั
พ่อแม่ เด็กกับผู้สอน เด็กกับผู้เล้ียงดูหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในการอบรมเล้ียงดู การพัฒนา และให้
การศึกษาแก่เด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลําดับขั้นของพัฒนาการทุกด้าน อย่าง
เป็นองคร์ วม มีคุณภาพ และเต็มตามศักยภาพโดยมหี ลักการดังน้ี
๑. ส่งเสรมิ กระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการท่ีครอบคลุมเดก็ ปฐมวยั ทกุ คน
๒. ยึดหลักการอบรมเล้ียงดูและให้การศึกษาท่ีเน้นเด็กเป็นสําคัญ โดยคํานึงถึงความแตกต่าง
ระหวา่ งบุคคลและวถิ ีชวี ิตของเดก็ ตามบริบทของชมุ ชน สังคม และวัฒนธรรมไทย
๓. ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นอย่างมีความหมายและมี
กิจกรรมที่หลากหลาย ได้ลงมือกระทําในสภาพแวดล้อมท่ีเอื้อต่อการเรียนรู้ เหมาะสมกับวัย และมี
การพักผอ่ นทเ่ี พียงพอ
๔. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตามหลักปรัชญา
ของเศรษฐกจิ พอเพียง เป็นคนดี มวี ินัย และมีความสุข
๕. สร้างความรู้ ความเข้าใจและประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็กระหว่างสถานศึกษา
กบั พอ่ แม่ ครอบครัว ชมุ ชน และทกุ ฝา่ ยท่เี กีย่ วขอ้ งกับการพฒั นาเด็กปฐมวยั
แนวคดิ การจัดการศกึ ษาปฐมวัย
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ พัฒนาขึ้นบนแนวคิดหลักสําคัญเก่ียวกับ
พัฒนาการเด็กปฐมวัย โดยถือว่าการเล่นของเด็กเป็นหัวใจสําคัญของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้
ภายใต้การจัดสภาพแวดล้อมท่ีเอื้อต่อการทํางานของสมอง ผ่านสื่อท่ีต้องเอ้ือให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการ
เล่นประสาทสัมผัสท้ังห้า โดยครูจําเป็นต้องเข้าใจและยอมรับว่าสังคมและวัฒนธรรมที่แวดล้อมตัว
เด็กมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ท้ังน้ี หลักสูตร
ฉบับน้ีมแี นวคิดในการจดั การศึกษาปฐมวัย ดงั น้ี
๑. แนวคิดเก่ียวกับพัฒนาการเด็ก พัฒนาการของมนุษย์เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงท่ี
เกิดขึ้นต่อเน่ืองในตัวมนุษย์เริ่มต้ังแต่ปฏิสนธิไปจนตลอดชีวิต พัฒนาการของเด็กแต่ละคนจะมีลําดับ
ข้ันตอนลักษณะเดียวกัน แต่อัตราและระยะเวลาในการผ่านขั้นตอนต่างๆอาจแตกต่างกันได้ข้ันตอน
แรกๆจะเป็นพื้นฐานสําหรับพัฒนาการข้ันต่อไป พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและ
สติปัญญา แต่ละส่วนส่งผลกระทบซ่ึงกันและกัน เม่ือด้านหน่ึงก้าวหน้าอีกด้านหนึ่งจะก้าวหน้าตาม
ด้วยในทํานองเดียวกันถ้าด้านหนึ่งด้านใดผิดปกติจะทําให้ด้านอ่ืนๆผิดปกติตามด้วย แนวคิดเก่ียวกับ
ทฤษฎีพัฒนาการด้านร่างกายอธิบายว่าการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็กมีลักษณะต่อเนื่องเป็น
ลําดับช้ัน เด็กจะพัฒนาถึงข้ันใดจะต้องเกิดวุฒิภาวะของความสามารถด้านน้ันก่อน สําหรับทฤษฎีด้าน
อารมณ์ จิตใจ และสังคมอธิบายว่า การอบรมเลี้ยงดูในวัยเด็กส่งผลต่อบุคลิกภาพของเด็ก เม่ือเติบโต
เป็นผู้ใหญ่ ความรักและความอบอุ่นเป็นพ้ืนฐานของความเช่ือมั่นในตนเอง เด็กท่ีได้รับความรักและ
ความอบอุ่นจะมีความไว้วางใจในผู้อื่น เห็นคุณค่าของตนเอง จะมีความเช่ือมั่นในความสามารถของตน
ทํางานร่วมกับผู้อื่นได้ดี ซ่ึงเป็นพื้นฐานสําคัญของความเป็นประชาธิปไตยและความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์
และทฤษฎีพัฒนาการด้านสติปัญญาอธิบายว่า เด็กเกิดมาพร้อมวุฒิภาวะ ซึ่งจะพัฒนาข้ึนตามอายุ
ประสบการณ์ รวมทัง้ ค่านยิ มทางสังคมและส่งิ แวดลอ้ มที่เดก็ ได้รับ
๒. แนวคิดเก่ียวกับการเล่นของเด็ก การเล่นเป็นหัวใจสําคัญของการจัดประสบการณ์การ
เรียนรู้ การเล่นอย่างมีจุดมุ่งหมายเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานท่ีถือเป็นองค์ประกอบสําคัญใน
กระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ขณะที่เด็กเล่นจะเกิดการเรียนรู้ไปพร้อมๆกันด้วย จากการเล่นเด็กจะมี
โอกาสเคลื่อนไหวส่วนต่างๆของร่างกาย ได้ใช้ประสาทสัมผัสและการรับรู้ผ่อนคลายอารมณ์ และ
แสดงออกของตนเอง เรียนรู้ความรู้สึกของผู้อื่น เด็กจะรู้สึกสนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต มีโอกาส
ทําการทดลอง คิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วยตนเอง การเล่นช่วยให้เด็กเรียนรู้
สิ่งแวดล้อม และช่วยให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคมและสติปัญญา ดังน้ัน
เดก็ ควรมีโอกาสเล่น ปฏิสัมพนั ธ์กบั บุคคล ส่ิงแวดลอ้ มรอบตวั และเลือกกิจกรรมการเล่นดว้ ยตนเอง
๓. แนวคิดเก่ียวกับการทํางานของสมอง สมองเป็นอวัยวะที่มีความสําคัญท่ีสุดในร่างกาย
ของคนเรา เพราะการท่ีมนุษย์สามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้นั้นต้องอาศัยสมองและระบบประสาทเป็น
พื้นฐานการรับรู้ รับความรู้สึกจากประสาทสัมผัสทั้งห้า การเชื่อมโยงต่อกันของเซลล์สมองส่วนมาก
เกิดขึ้นก่อนอายุ ๕ ปี และปฏิสัมพันธ์แรกเร่ิมระหว่างเด็กกับผู้ใหญ่ มีผลโดยตรงต่อการสร้างเซลล์
สมองและจุดเช่ือมต่อ โดยในช่วง ๓ ปีแรกของชีวิต สมองเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก มีการสร้าง
เซลล์สมองและจุดเชื่อมต่อข้ึนมามากมาย มีการสร้างไขมันหรือมันสมองหุ้มล้อมรอบเส้นใยสมองด้วย
พอเด็กอายุ ๓ ปี สมองจะมีขนาดประมาณ ๘๐ % ของสมองผู้ใหญ่ มีเซลล์สมองนับหม่ืนล้านเซลล์
เซลล์สมองและจุดเชื่อมต่อเหล่านี้ยิ่งได้รับการกระตุ้นมากเท่าใด การเช่ือมต่อกันระหว่างเซลล์สมองย่ิง
มีมากขึ้นและความสามารถทางการคิดย่ิงมีมากขึ้นเท่าน้ัน ถ้าหากเด็กขาดการกระตุ้นหรือส่งเสริมจาก
สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม เซลล์สมองและจุดเชื่อมต่อท่ีสร้างข้ึนมาก็จะหายไป เด็กที่ได้รับความเครียด
อยู่ตลอดเวลาจะทําให้ขาดความสามารถที่จะเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ส่วนต่างๆของสมองเจริญเติบโต
และเริ่มมีความสามารถในการทําหน้าที่ในช่วงเวลาต่างกัน จึงอธิบายได้ว่าการเรียนรู้ทักษะบางอย่าง
จะเกิดข้ึนได้ดีท่ีสุดเฉพาะในช่วงเวลาหนึ่งท่ีเรียกว่า”หน้าต่างของโอกาสการเรียนรู้” ซึ่งเป็นช่วงท่ีพ่อ
แม่ ผู้เล้ียงดูและครูสามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาสิ่งน้ันๆได้ดีที่สุด เม่ือพ้นช่วงนี้ไปแล้วโอกาส
น้ันจะฝึกยากหรือเด็กอาจทําไม่ได้เลย เช่น การเชื่อมโยงวงจรประสาทของการมองเห็นและรับรู้ภาพ
จะต้องได้รับการกระตุ้นทํางานต้ังแต่ ๓ หรือ ๔ เดือนแรกของชีวิตจึงจะมีพัฒนาการตามปกติ
ช่วงเวลาของการเรียนภาษาคือ อายุ ๓ – ๕ ปีแรกของชีวิต เด็กจะพูดได้ชัด คล่องและถูกต้อง โดย
การพฒั นาจากการพูดเปน็ คําๆ มาเป็นประโยคและเลา่ เร่อื งได้ เป็นต้น
๔. แนวคิดเกี่ยวกับส่ือการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้ทําให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ท่ี
วางไว้ ทําให้ส่ิงท่ีเป็นนามธรรมเข้าใจยากกลายเป็นรูปธรรมที่เด็กเข้าใจและเรียนรู้ได้ง่าย รวดเร็ว
เพลิดเพลิน เกิดการเรียนรู้และค้นพบด้วยตนเอง การใช้สื่อการเรียนรู้ต้องปลอดภัยต่อตัวเด็กและ
เหมาะสมกับวัย วุฒิภาวะ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ความสนใจ และความต้องการของเด็กที่
หลากหลาย ส่ือประกอบการจัดกิจกรรมเพ่ือพัฒนาเด็กปฐมวัยควรมีสื่อท้ังท่ีเป็นประเภท ๒ มิติและ/
หรือ ๓ มิติ ท่ีเป็นส่ือของจริง ส่ือธรรมชาติ ส่ือท่ีอยู่ใกล้ตัวเด็ก ส่ือสะท้องวัฒนธรรม ส่ือภูมิปัญญา
ท้องถ่ิน สื่อเพ่ือพัฒนาเด็กในด้านต่างๆให้ครบทุกด้าน ท้ังนี้ ส่ือต้องเอื้อให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสาท
สัมผัสท้ังห้าโดยการจัดการใช้สื่อสําหรับเด็กปฐมวัยต้องเริ่มต้นจากสื่อของจริง ของจําลอง ภาพถ่าย
ภาพโครงร่างและสัญลักษณ์ตามลําดบั
๕. แนวคิดเกี่ยวกับสังคมและวัฒนธรรม เด็กเม่ือเกิดมาจะเป็นส่วนหน่ึงของสังคมและ
วัฒนธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับอิทธิพลจากการปฏิบัติแบบด้ังเดิมตามประเพณี มรดก และความรู้
ของบรรพบุรุษ แต่ยังได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ ค่านิยมและความเชื่อของบุคคลในครอบครัว
และชุมชนของแต่ละที่ด้วย บริบทของสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่หรือแวดล้อมตัวเด็กทําให้
เด็กแต่ละคนแตกต่างกันไป ครูจําเป็นต้องเข้าใจและยอมรับว่าสังคมและวัฒนธรรมท่ีแวดล้อมตัวเด็ก
มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพและพัฒนาการของเด็กแต่ละคน ครูควรต้องเรียนรู้บริบท
ทางสังคมและวัฒนธรรมของเด็กท่ีตนรับผิดชอบ เพื่อช่วยให้เด็กได้รับการพัฒนา เกิดการเรียนรู้และ
อยู่ในกลุ่มคนที่มาจากพ้ืนฐานเหมือนหรือต่างจากตนได้อย่างราบรานมีความสุข เป็นการเตรียมเด็กไป
สู้สังคมในอนาคตกับการอยู่ร่วมกับผู้อ่ืน การทํางานร่วมกับผู้อ่ืนท่ีมีความหลากหลายทางความคิด
ความเชื่อและวัฒนธรรมเช่น ความคล้ายคลึงและความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมไทยกับประเทศ
เพ่ือนบ้านเรื่องศาสนา ประเทศ พม่า ลาว กัมพูชาก็จะคล้ายคลึงกับคนไทยในการทําบุญตักบาตร การ
สวดมนต์ไหว้พระ การให้ความเคารพพระสงฆ์ การทําบุญเลี้ยงพระ การเวียนเทียนเนื่องในวันสําคัญ
ทางศาสนา ประเพณีเข้าพรรษา สําหรับประเทศมาเลเซีย บรูไน อินโดนีเซีย ประชากรส่วนใหญ่นับถือ
ศาสนาอิสลามจึงมีวัฒนธรรมแบบอิสลาม ประเทศฟิลิปปินส์ได้รับอิทธิพลจากคริสต์ศาสนา ประเทศ
สงิ คโปร์และเวยี ดนามนับถือหลายศาสนา โดยนบั ถอื ลทั ธธิ รรมเนียมแบบจนี เปน็ หลัก เปน็ ตน้
หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๕
ตามหลักสตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐
โรงเรยี นวดั หว้ ยทราย
………………………………………………………………………………
๑. ปรัชญาการศกึ ษาปฐมวยั โรงเรยี นวดั ห้วยทราย
ปรัชญาการศึกษาปฐมวยั โรงเรยี นวัดหว้ ยทราย
โรงเรียนวัดห้วยทราย จัดการพัฒนาเด็ก อายุ ๔ – ๖ ปี บนพ้ืนฐานการอบรมเล้ียงดูและ
ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับการพัฒนาการทางสมองของเด็กแต่ละคนให้เต็มตาม
ศักยภาพภายใต้บริบทของสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร ความ
เข้าใจของทุกคน เพ่ือสร้างรากฐานคุณภาพชีวิต ท่ีเด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เกิดคุณค่า
ตอ่ ตนเองและสังคม
๒. วิสยั ทศั น์ พนั ธกจิ เปา้ หมาย
๒.๑ วิสัยทศั น์
ภายในปี ๒๕๖๕ ของโรงเรียนวัดห้วยทราย มุ่งพัฒนาปฐมวัยอายุ ๔ – ๖ ปี ให้มี
พัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น การลง
มือปฏิบัติ ผ่านสื่อท่ีหลากหลายและเรียนรู้อย่างมีความสุข น้อมนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
มาใช้อย่างเหมาะสมกับวัย เป็นคนดี มีวินัย สํานึกรักชุมชนแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และมีเจต
คตทิ ่ดี ภี ายใต้ความรว่ มมือของสถานศกึ ษา พอ่ แม่ ครอบครวั ชมุ ชน และทกุ ฝ่ายท่เี กีย่ วข้อง
๒.๒ พนั ธกจิ
๑. พัฒนาหลักสตู รสถานศึกษาทีม่ ุ่งเน้นพัฒนาการเด็กปฐมวัยท้ัง ๔ ด้าน อย่างสมดุลและ
เตม็ ศกั ยภาพมเี จตคติทีด่ ีตอ่ ทอ้ งถ่ิน สนใจใฝ่รู้ และเรยี นรูอ้ ยา่ งมีความสขุ
๒. พฒั นาครูและบุคลากรด้านการจดั ประสบการณ์ทีส่ ง่ เสรมิ การเรยี นรผู้ า่ นการเล่นและการ
ลงมือปฏิบัตทิ ่หี ลากหลาย สอดคล้องกบั พฒั นาการเด็ก
๓. ส่งเสรมิ การจดั สภาพแวดล้อม ส่ือ เทคโนโลยแี ละแหลง่ เรยี นร้ใู นการพัฒนาเดก็ ปฐมวัย
๔. จัดประสบการณก์ ารเรยี นรูท้ หี่ ลากหลายซงึ่ สอดคล้องกับพฒั นาการทางสมองของเดก็
โดยนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถ่ิน มาใช้เสริมสร้าง
พัฒนาการและการเรียนร้ขู องเด็ก
๕. ส่งเสรมิ การมีส่วนรว่ มของผู้ปกครองและชมุ ชนในการพัฒนาเด็กปฐมวยั
๒.๓ เปา้ หมาย
๑. เด็กปฐมวยั ทุกคนไดร้ ับการพัฒนาด้านรา่ งกาย อารมณ์ จติ ใจ สงั คม และสติปญั ญาเปน็
องคร์ วมอยา่ งสมดลุ มเี จตคติท่ีดตี อ่ ท้องถนิ่ สนใจใฝร่ ู้ และเรียนรูอ้ ยา่ งมคี วามสขุ
๒. ครมู ีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถจัดประสบการณท์ ่สี ง่ เสรมิ การเรียนรผู้ ่านการเล่น
โดยใช้กระบวนการวางแผน การปฏบิ ตั ิ และสอดคล้องกับพัฒนาการเด็ก
๓. มีสภาพแวดลอ้ ม สื่อ เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรทู้ ีเ่ ออ้ื ต่อการส่งเสรมิ พฒั นาการเดก็
ปฐมวยั อยา่ งพอเพียง
๔. ครูน้อมนําหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและแหล่งเรียนรู้ ภูมิปัญญาท้องถ่ิน มาใช้
ในการจัดประสบการณ์ให้กับเดก็ อย่างเหมาะสมกบั วัยและบรบิ ทของสถานศกึ ษา
๕. มเี ครือขา่ ย พ่อแม่ ผปู้ กครอง ชุมชน และหนว่ ยงานที่เกี่ยวขอ้ งมสี ว่ นร่วมในการพัฒนา
เด็กปฐมวยั ดว้ ยวิธกี ารที่หลากหลายและมีความต่อเนือ่ งในทิศทางเดยี วกันกับสถานศกึ ษา
๓. จดุ หมาย
หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย มุ่งให้เด็กมีพัฒนาการตามวัยเต็มตามศักยภาพ และเม่ือมีความ
พรอ้ มในการเรียนร้ตู อ่ ไป จงึ กาํ หนดจุดหมายเพอ่ื ใหเ้ กดิ กบั เดก็ เมอ่ื เดก็ จบการศึกษาระดบั ปฐมวัย ดงั นี้
๑. มรี ่างกายเจรญิ เตบิ โตตามวัย แข็งแรง และมสี ขุ นิสยั ท่ีดี
๒. มีสุขภาพจิตดี มสี ุนทรียภาพ มีคุณธรรม จริยธรรมและจติ ใจที่ดงี าม
๓. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู่ร่วมกับ
ผู้อน่ื ไดอ้ ย่างมีความสุข
๔. มที ักษะการคดิ การใชภ้ าษาสอ่ื สาร และการแสวงหาความรู้ไดเ้ หมาะสมกับวัย
๔. พฒั นาการเดก็ ปฐมวยั
พัฒนาการของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสติปัญญาแสดงให้เห็นถึงการ
เปลี่ยนแปลงที่เกิดข้ึนตามวุฒิภาวะและสภาพแวดล้อมที่เด็กได้รับ พัฒนาการเด็กในแต่ละช่วงวัยอาจ
เรว็ หรือชา้ แตกต่างกันไป
ในเด็กแตล่ ะคน มีรายละเอียด ดงั น้ี
๑. พัฒนาการด้านร่างกาย เป็นพัฒนาการที่เป็นผลมาจากการเปล่ียนแปลงในทางที่ดีข้ึน
ของร่างกายในด้านโครงสร้างของร่างกาย ด้านความสามารถในการเคลื่อนไหว และด้านการมีสุขภาพ
อนามัยที่ดี รวมถึงการใช้สัมผัสรับรู้ การใช้ตาและมือประสานกันในการทํากิจกรรมต่างๆ เด็กอายุ ๓-
๕ ปีมีการเจริญเติบโตรวดเร็วโดยเฉพาะในเร่ืองนํ้าหนักและส่วนสูง กล้ามเน้ือใหญ่จะมีความก้าวหน้า
มากกว่ากล้ามเน้ือเล็ก สามารถบังคับการเคล่ือนไหวของร่างกายได้ดี มีความคล่องแคล่วว่องไวในการ
เดิน สามารถว่ิง กระโดด ควบคุมและบังคับการทรงตัวได้ดี จึงชอบเคล่ือนไหว ไม่หยุดน่ิง พร้อมท่ีจะ
ออกกําลังและเคลื่อนไหวในลักษณะต่างๆส่วนกล้ามเน้ือเล็กและความสัมพันธ์ระหว่างตาและมือยังไม่
สมบูรณ์ การสัมผัสหรือการใช้มือมีความละเอียดข้ึน ใช้มือหยิบจับสิ่งของต่างๆได้มากขึ้น ถ้าเด็กไม่
เครียดหรือกงั วลจะสามารถทาํ กจิ กรรมทพี่ ฒั นากล้ามเนอ้ื เลก็ ไดด้ ีและนานข้นึ
๒. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นความสามารถในการรู้สึกและแสดงความรู้สึกของเด็ก
เช่นพอใจ ไม่พอใจ รัก ชอบ สนใจ เกียด โดยที่เด็กรู้จักควบคุมการแสดงออกอย่างเหมาะสมกับวัย
และสถานการณ์ เผชิญกับเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดจนการสร้างความรู้สึกท่ีดีและการนับถือตนเอง เด็ก
อายุ ๓-๕ ปีจะแสดงความรู้สึกอย่างเต็มที่ไม่ปิดบัง ช่อนเร้น เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธแต่จะเกิดเพียงช่ัว
ครู่แล้วหายไปการที่เด็กเปลี่ยนแปลงอารมณ์ง่ายเพราะมีช่วงความสนใจระยะส้ัน เม่ือมีส่ิงใดน่าสนใจก็
จะเปลี่ยนความสนใจไปตามส่ิงน้ัน เด็กวันน้ีมักหวาดกลัวส่ิงต่างๆ เช่น ความมืด หรือสัตว์ต่างๆ ความ
กลัวของเด็กเกิดจากจินตนาการ ซึ่งเด็กว่าเป็นเรื่องจริงสําหรับตน เพราะยังสับสนระหว่างเร่ืองปรุง
แต่งและเร่ืองจริง ความสามารถแสดงอารมณ์ได้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างเหมาะสมกับวัย
รวมถึงช่ืนชมความสามารถและผลงานของตนเองและผู้อื่น เพราะยึดตัวเองเป็นศูนย์กลางน้อยลงและ
ต้องการความสนใจจากผู้อน่ื มากขึ้น
๓. พัฒนาการด้านสังคม เป็นความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ทางสังคมคร้ังแรกในครอบครัว
โดยมีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่และพี่น้อง เม่ือโตขึ้นต้องไปสถานศึกษา เด็กเร่ิมเรียนรู้การติดต่อและการมี
สัมพันธ์กับบุคคลนอกครอบครัว โดยเฉพาะอย่างย่ิงเด็กในวัยเดียวกัน เด็กได้เรียนรู้การปรับตัวให้เข้า
สังคมกับเด็กอ่ืนพร้อมๆกับรู้จักร่วมมือในการเล่นกับกลุ่มเพื่อน จัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพ่ือ
ปลูกฝังและสร้างวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริตให้แก่นักเรียนสร้างความตระหนักให้นักเรียน ยึดถือ
ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีจิตพอเพียงต้านทุจริต ละอายและเกรงกลัวที่จะไม่
ทุจริตและไม่ทนต่อการทุจริตทุกรูปแบบ เจตคติและพฤติกรรมทางสังคมของเด็กจะก่อข้ึนในวัยน้ี
และจะแฝงแน่นยากท่ีจะเปลี่ยนแปลงในวัยต่อมา ดังน้ัน จึงอาจกล่าวได้ว่าพฤติกรรมทางสังคมของ
เด็กวัยนี้ มี ๒ ลักษณะ คือลักษณะแรกนั้น เป็นความสัมพันธ์กับผู้ใหญ่และลักษณะท่ีสองเป็น
ความสัมพนั ธ์กบั เด็กในวัยใกล้เคียงกัน
๔. ด้านสติปัญญา ความคิดของเด็กวัยน้ีมีลักษณะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง ยังไม่สามารถ
เข้าใจความรู้สึกของคนอ่ืน เด็กมีความคิดเพียงแต่ว่าทุกคนมองสิ่งต่างๆรอบตัว และรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ
เหมือนตนเอง ความคิดของตนเองเป็นใหญ่ท่ีสุด เมื่ออายุ ๔-๕ ปี เด็กสามารถโต้ตอบหรือมีปฏิสัมพันธ์
กับวัตถุส่ิงของท่ีอยู่รอบตัวได้ สามารถจําสิ่งต่างๆ ท่ีได้กระทําซํ้ากันบ่อยๆ ได้ดี เรียนรู้ส่ิงต่างๆ ได้ดีขึ้น
แต่ยังอาศัยการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ แก้ปัญหาการลองผิดลองถูกจากการรับรู้มากกว่าการใช้เหตุผล
ความคิดรวบยอดเก่ียวกับส่ิงต่างๆ ท่ีอยู่รอบตัวพัฒนาอย่างรวดเร็วตามอายุท่ีเพ่ิมข้ึน ในส่วนของ
พัฒนาการทางภาษา เด็กวัยน้ีเป็นระยะเวลาของการพัฒนาภาษาอย่างรวดเร็ว โดยมีการฝึกฝนการใช้
ภาษาจากการทํากิจกรรมต่าง ๆ ในรูปของการพูดคุย การตอบคําถาม การเล่าเรื่อง การเล่านิทานและ
การทํากิจกรรมต่าง ๆ ท เก่ียวข้องกับการใช้ภาษาในสถานศึกษา เด็กปฐมวัยสามารถ ใช้ภาษาแทน
ความคิดของตนและใช้ภาษาในการติดต่อสัมพันธ์กับคนอ่ืนได้คําพูดของเด็กวัยนี้ อาจจะทําให้ผู้ใหญ่
บางคนเข้าใจว่าเด็กรู้มากแล้วแตท่ ี่จริงเดก็ ยงั ไมเ่ ขา้ ใจความหมายของคาํ และเร่อื งราวลึกซ้งึ นกั
๕. มาตรฐานคุณลกั ษณะท่ีพงึ ประสงค์
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ กําหนดมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์
จาํ นวน ๑๒ มาตรฐาน ประกอบด้วย
๑. พัฒนาการดา้ นร่างกาย ประกอบด้วย ๒ มาตรฐานคือ
มาตรฐานที่ ๑ รา่ งกายเจรญิ เติบโตตามวัยและมสี ุขนิสัยทด่ี ี
มาตรฐานท่ี ๒ กลา้ มเน้อื ใหญแ่ ละกล้ามเน้ือเลก็ แขง็ แรงใชไ้ ด้อย่างคล่องแคลว่ และ
ประสานสัมพนั ธ์กัน
๒. พฒั นาการดา้ นอารมณ์ จติ ใจ ประกอบด้วย ๓ มาตรฐานคอื
มาตรฐานที่ ๓ มีสุขภาพจิตดแี ละมคี วามสขุ
มาตรฐานที่ ๔ ช่ืนชมและแสดงออกทางศลิ ปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว
มาตรฐานท่ี ๕ มคี ุณธรรม จริยธรรม และมจี ติ ใจที่ดีงาม
๓. พัฒนาการดา้ นสงั คม ประกอบดว้ ย ๓ มาตรฐานคือ
มาตรฐานที่ ๖ มที กั ษะชวี ิตและปฏิบตั ติ นตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
มาตรฐานท่ี ๗ รกั ธรรมชาติ สง่ิ แวดลอ้ ม วฒั นธรรม และความเป็นไทย
มาตรฐานท่ี ๘ อยู่รว่ มกบั ผ้อู ่นื ไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ และปฏบิ ัตติ นเปน็ สมาชิกที่ดีของสงั คม
ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข รวมท้ังเกิดวัฒนธรรมต่อต้านการทุจริต
สร้างความตระหนักให้นักเรียน ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีจิตพอเพียงต้าน
ทุจรติ ละอายและเกรงกลวั ทจ่ี ะไม่ทุจรติ และไม่ทนตอ่ การทุจริตทกุ รปู แบบ
๔. พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย ๔ มาตรฐานคือ
มาตรฐานท่ี ๙ ใชภ้ าษาสื่อสารได้เหมาะสมกบั วัย
มาตรฐานที่ ๑๐ มีความสามารถในการคิดที่เป็นพน้ื ฐานการเรยี นรู้
มาตรฐานท่ี ๑๑ มจี นิ ตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์
มาตรฐานที่ ๑๒ มีเจตคติท่ดี ตี ่อการเรียนรแู้ ละมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้
เหมาะสมกับวัย
๕.๑ ตัวบ่งชี้
ตัวบ่งชี้เป็นเป้าหมายในการพัฒนาเด็กที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับมาตรฐานคุณลักษณะท่ี
พึงประสงค์
๕.๒ สภาพทพี่ งึ ประสงค์
สภาพที่พึงประสงค์เป็นพฤติกรรมหรือความสามารถตามวัยที่คาดหวังให้เด็กเกิด บนพ้ืนฐาน
พัฒนาการตามวัยหรือความสามารถตามธรรมชาติในแต่ละระดับอายุเพ่ือนําไปใช้ในการกําหนดสาระ
เรียนรู้ใน การจัดประสบการณ์ กิจกรรมและประเมินพัฒนาการเด็ก โดยมีรายละเอียดของมาตรฐาน
มาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ ตัวบง่ ช้ี และสภาพทพ่ี ึงประสงค์ ดงั น้ี
มาตรฐานคุณลักษณะท่พี งึ ประสงค์
๑.พัฒนาการด้านร่างกาย
มาตรฐานที่ ๑ ร่างกายเจรญิ เตบิ โตตามวัยเด็กมสี ขุ นสิ ัยทด่ี ี
ตัวบ่งชี้ อายุ ๔ - ๕ ปี สภาพท่ีพงึ ประสงค์
๑.๑ มีนํา้ หนักและสว่ นสงู อายุ ๕ - ๖ ปี
ตามเกณฑ์ -นํ้าหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ -นํ้าหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์ของ
๑.๒ มีสุขภาพอนามยั สขุ ของกรมอนามยั กรมอนามัย
นสิ ัยท่ีดี -รั บ ป ร ะ ท า น อ า ห า ร ที่ มี -รับประทานอาหารที่มีประโยชน์
ประโยชน์และดื่มน้ําสะอาดด้วย ได้หลายชนิดและดื่มนํ้าสะอาดได้
๑.๓ รักษาความปลอดภยั ตนเอง ดว้ ยตนเอง
ของตนเองและผอู้ น่ื -ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร -ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร
และหลังจากใช้ห้องนํ้าห้องส้วม และหลังจากใช้ห้องนํ้าห้องส้วม
ด้วยตนเอง ด้วยตนเอง
-นอนพักผอ่ นเปน็ เวลา -นอนพักผ่อนเปน็ เวลา
-ออกกําลังกายเปน็ เวลา -ออกกําลังกายเปน็ เวลา
-เล่นและทํากิจกรรมอย่าง -เล่นและทํากิจกรรมและปฏิบัติต่อ
ปลอดภัยด้วยตนเอง ผ้อู ่นื อย่างปลอดภัย
มาตรฐานที่ ๒ กลา้ มเน้อื ใหญ่และกลา้ มเน้อื เล็กแข็งแรงใชไ้ ด้อยา่ งคล่องแคล่ว
และประสานสมั พันธก์ ัน
ตัวบง่ ชี้ สภาพทพี่ งึ ประสงค์
อายุ ๔ - ๕ ปี อายุ ๕ - ๖ ปี
๒.๑ เคล่อื นไหว -เดิ นต่ อเ ท้ าไ ปข้ าง หน้ า เป็ น -เดินต่อเท้าถอยหลังเป็นเส้นตรงได้โดย
รา่ งกายอย่าง เสน้ ตรงไดโ้ ดยไมต่ ้องกางแขน ไมต่ ้องกางเกง
คลอ่ งแคล่วประสาน -กระโดดขาเดียวอยู่กับท่ีได้โดยไม่ -กระโดดขาเดียว ไปข้างหน้าได้อย่าง
สมั พันธแ์ ละทรงตวั เสียการทรงตัว ตอ่ เนือ่ งโดยไม่เสยี การทรงตวั
ได้ -วิง่ หลบหลีกสง่ิ กดี ขวางได้ -ว่ิ ง ห ล บ ห ลี ก ส่ิ ง กี ด ข ว า ง ไ ด้ อ ย่ า ง
คล่องแคล่ว
-รบั ลูกบอลได้ด้วยมอื ทัง้ สองขา้ ง -รบั ลกู บอลทก่ี ระดอนข้ึนจากพื้นได้
๒.๒ ใชม้ อื -ตา -ใช้กรรไกรตัดกระดาษตามแนว -ใช้กรรไกรตัดกระดาษตามแนวเส้น
ประสานสัมพันธ์กัน เสน้ ตรงได้ โค้งได้
-เขียนรูปสี่เหล่ียมตามแบบได้ -เขียนรูปสามเหลี่ยมตามแบบได้อย่าง
อยา่ งมมี มุ ชดั เจน มมี ุมชดั เจน
-ร้อยวัสดุท่ีมีรูขนาดเส้นผ่านศูนย์ -ร้อยวัสดุที่มีรูขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง
๐.๕ ซม.ได้ ๐.๒๕ ซม.ได้
๒.พัฒนาการดา้ นอารมณ์ จิตใจ สภาพท่ีพึงประสงค์
มาตรฐานที่ ๓ มีสุขภาพจิตดีและมีความสขุ
ตวั บ่งช้ี
อายุ ๔ - ๕ ปี อายุ ๕ - ๖ ปี
๓.๑ แสดงออกทาง -แสดงอารมณ์ ความรู้สึกได้ตาม -แสดงอารมณ์ ความรู้สึกได้สอดคล้อง
อารมณอ์ ย่าง สถานการณ์ กับสถานการณ์อย่างเหมาะสม
เหมาะสม
๓.๒ มคี วามรสู้ ึกที่ดี -กล้าพูดกล้าแสดงออกอย่าง -กล้าพูดกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม
ตอ่ ตนเองและผู้อื่น เหมาะสมบางสถานการณ์ ตามสถานการณ์
-แสดงความพอใจในผลงานและ -แสดงความพอใจในผลงานและ
ความสามารถของตนเอง ความสามารถของตนเองและผ้อู นื่
มาตรฐานที่ ๔ ช่นื ชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลอื่ นไหว
ตวั บ่งชี้ สภาพทพี่ งึ ประสงค์
อายุ ๔ - ๕ ปี อายุ ๕ - ๖ ปี
๔.๑ สนใจและมี -ส น ใ จ แ ล ะ มี ค ว า ม สุ ข แ ล ะ -สนใจและมีความสุขและแสดงออก
ความสุขและ แสดงออกผ่านงานศลิ ปะ ผา่ นงานศลิ ปะ
แสดงออกผา่ นงาน
ศิลปะ ดนตรแี ละการ -สนใจ มีความสุขและแสดงออก -สนใจ มีความสุขและแสดงออกผ่าน
เคล่ือนไหว ผ่านเสียงเพลง ดนตรี เสียงเพลง ดนตรี
-สนใจ มีความสุขและแสดง -สนใจ มีความสุขและแสดงท่าทาง/
ท่าทาง/เคลื่อนไหวประกอบเพลง เคล่ือนไหวประกอบเพลง จังหวะและ
จังหวะและ ดนตรี ดนตรี
มาตรฐานที่ ๕ มคี ุณธรรม จรยิ ธรรมและมจี ิตใจทดี่ งี าม
ตวั บ่งชี้ สภาพทพ่ี ึงประสงค์
อายุ ๔ - ๕ ปี อายุ ๕ - ๖ ปี
๕.๑ ซ่อื สัตย์ - ขออนุญาตหรือรอคอยเมื่อต้องการ - ขออนุญาตหรือรอคอยเมื่อต้องการ
สุจริต สิ่งของของผอู้ ่ืนเมอื่ มผี ชู้ แี้ นะ ส่งิ ของของผู้อ่ืนด้วยตนเอง
๕.๒ มีความ -แสดงความรักเพ่ือนและมีเมตตาสัตว์ -แสดงความรักเพื่อนและมีเมตตาสัตว์
เมตตา กรณุ า มี เล้ียง เลีย้ ง
นํา้ ใจและ
ชว่ ยเหลือ -ช่วยเหลือและแบ่งปันผู้อ่ืนได้เมื่อมีผู้ -ช่วยเหลือและแบ่งปันผู้อื่นได้ด้วย
แบ่งปัน ชแี้ นะ ตนเอง
๕.๓ มีความเหน็ -แสดงสีหน้าหรือท่าทางรับรู้ความรู้สึก -แสดงสีหน้าหรือท่าทางรับรู้ความรู้สึก
อกเห็นใจผอู้ น่ื ผอู้ ่ืน ผู้อน่ื อยา่ งสอดคล้องกบสถานการณ์
๕.๔ มีความ -ทํางานที่ได้รับมอบหมายจนสําเร็จเม่ือ -ทํางานท่ีได้รับมอบหมายจนสําเร็จ
รับผิดชอบ มผี ชู้ แ้ี นะ ด้วยตนเอง
๓.พัฒนาการด้านสงั คม
มาตรฐานท่ี ๖ มที กั ษะชีวติ และปฏบิ ัตติ นตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ตัวบ่งช้ี สภาพทพี่ ึงประสงค์
๖.๑ อายุ ๔ - ๕ ปี อายุ ๕ - ๖ ปี
ช่วยเหลือ - แต่งตัวด้วยตนเอง - แตง่ ตัวด้วยตนเองไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคล่ว
ตนเองในการ -รบั ประทานอาหารดว้ ยตนเอง - รบั ประทานอาหารดว้ ยตนเองอย่างถกู วิธี
ปฏิบัติกจิ วตั ร -ใชห้ ้องนา้ํ ห้องสว้ มดว้ ยตนเอง -ใช้และทําความสะอาดหลังใช้ห้องน้ําห้อง
ประจาํ วนั ส้วมด้วยตนเอง
๖.๒ มวี นิ ัยใน
ตนเอง -เก็บของเล่นของใช้เข้าท่ีด้วย -เก็บของเล่นของใช้เข้าที่อย่างเรียบร้อยด้วย
๖.๓ ประหยัด ตนเอง ตนเอง
และพอเพียง -เข้าแถวตาลําดับก่อนหลังได้ด้วย -เข้าแถวตาลาํ ดับก่อนหลงั ได้ดว้ ยตนเอง
ตนเอง
-ใช้ส่ิงของเคร่ืองใช้อย่างประหยัด -ใช้ส่ิงของเครื่องใช้อย่างประหยัดและ
และพอเพียงเมือ่ มีผ้ชู ้ีแนะ พอเพียงด้วยตนเอง
มาตรฐานท่ี ๗ รกั ธรรมชาติ ส่งิ แวดล้อม วฒั นธรรม และความเป็นไทย
ตวั บ่งชี้ สภาพทีพ่ ึงประสงค์
๗.๑ ดูแล อายุ ๔ - ๕ ปี อายุ ๕ - ๖ ปี
รกั ษา -มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาธรรมชาติ -มีส่วนร่วมในการดูแลรักษาธรรมชาติ
ธรรมชาติและ และสิง่ แวดลอ้ มเมอื่ มีผู้ชีแ้ นะ และส่ิงแวดลอ้ มด้วยตนเอง
สง่ิ แวดลอ้ ม
-ทิ้งขยะไดถ้ ูกท่ี -ทิง้ ขยะไดถ้ ูกที่
๗.๒ มมี ารยาท -ปฏิบัติตนตามมารยาทไทยได้ด้วย -ปฏิบัติตนตามมารยาทไทยได้ ตาม
ตามวฒั นธรรม ตนเอง กาลเทศะ
ไทยและรกั
ความเปน็ ไทย -กล่าวคําขอบคณุ และขอโทษดว้ ยตนเอง -ก ล่ า ว คํ า ข อ บ คุ ณ แ ล ะ ข อ โ ท ษ ด้ ว ย
ตนเอง
-หยุดเมื่อได้ยินเพลงชาติไทยและเพลง -ยืนตรงและร่วมร้องเพลงชาติไทยและ
สรรเสรญิ พระบารมี เพลงสรรเสริญพระมารมี
มาตรฐานท่ี ๘ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกท่ีดีของสังคมในระบอบ
ประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมขุ
ตวั บง่ ช้ี สภาพท่ีพงึ ประสงค์
อายุ ๔ - ๕ ปี อายุ ๕ - ๖ ปี
๘.๑ ยอมรบั ความ -เล่นและทํากิจกรรมร่วมกับกลุ่ม -เล่นและทํากิจกรรมร่วมกับเด็กที่
เหมอื นและความ เด็กทแี่ ตกตา่ งไปจากตน แตกตา่ งไปจากตน
แตกต่างระหวา่ งบุคคล
๘.๒ มปี ฏสิ ัมพันธ์ทด่ี ี -เล่นหรือทํางานร่วมกับเพ่ือนเป็น -เล่นหรือทํางานร่วมกับเพื่อนอย่างมี
กบั ผ้อู ื่น กล่มุ เป้าหมาย
-ยิ้มหรือทักทายหรือพูดคุยกับ -ยิ้มหรือทักทายหรือพูดคุยกับผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่และบุคคลที่คุ้นเคยได้ด้วย และบุคคลท่ีคุ้นเคยได้เหมาะสมกับ
ตนเอง สถานการณ์
๘.๑ ยอมรับความ -เล่นและทํากิจกรรมร่วมกับกลุ่ม -เล่นและทํากิจกรรมร่วมกับเด็กที่
เหมอื นและความ เดก็ ท่แี ตกตา่ งไปจากตน แตกต่างไปจากตน
แตกตา่ งระหว่าง
บุคคล
๘.๒ มีปฏิสมั พันธ์ท่ดี ี -เล่นหรือทํางานร่วมกับเพ่ือนเป็น -เล่นหรือทํางานร่วมกับเพื่อนอย่างมี
กบั ผอู้ น่ื กลุ่ม เปา้ หมาย
-ย้ิมหรือทักทายหรือพูดคุยกับ -ย้ิมหรือทักทายหรือพูดคุยกับผู้ใหญ่
ผู้ใหญ่และบุคคลที่คุ้นเคยได้ด้วย และบุคคลที่คุ้นเคยได้เหมาะสมกับ
ตนเอง สถานการณ์
๘.๓ ปฏบิ ตั ิตน -มีส่วนร่วมสร้างข้อตกลงและ -มีส่วนร่วมสร้างข้อตกลงและปฏิบัติ
เบ้อื งตน้ ในการเป็น ปฏิบัตติ ามขอ้ ตกลงเมอื่ มีผชู้ แี้ นะ ตามข้อตกลงด้วยตนเอง
สมาชิกทดี่ ขี องสังคม
-ปฏิบัติตนเป็นผู้นําและผู้ตามท่ีดี -ปฏิบัติตนเป็นผู้นําและผู้ตามได้
ได้ด้วยตนเอง เหมาะสมกับสถานการณ์
๔. พัฒนาการดา้ นสติปญั ญา
มาตรฐานที่ ๙ ใช้ภาษาสอื่ สารได้เหมาะสมกับวยั
ตวั บ่งช้ี สภาพที่พงึ ประสงค์
๙.๑ สนทนา อายุ ๔ - ๕ ปี อายุ ๕ - ๖ ปี
โตต้ อบและเลา่ -ฟั ง ผู้ อื่ น พู ด จ น จ บ แ ล ะ ส น ท น า -ฟังผู้อ่ืนพูดจนจบและสนทนาโต้ตอบ
เรอื่ งใหผ้ ู้อืน่ เขา้ ใจ โต้ตอบสอดคลอ้ งกับเรอื่ งทฟี่ งั อย่างตอ่ เนื่องเช่ือมโยงกบั เร่อื งที่ฟัง
-เลา่ เรอื่ งเป็นประโยคอย่างตอ่ เนือ่ ง -เล่าเป็นเร่อื งราวตอ่ เน่ืองได้
๙.๒ อ่าน เขยี น -อ่านภาพ สัญลักษณ์ คํา พร้อมทั้ง -อ่านภาพ สัญลักษณ์ คํา ด้วยการช้ี
ภาพ และ ช้ี หรือกวาดตามองข้อความตาม หรือกวาดตามองจุดเร่ิมต้นและจุดจบ
สญั ลักษณ์ได้ บรรทัด ของข้อความ
-เขียนคล้ายตวั อักษร -เขียนช่ือของตนเอง ตามแบบ เขียน
ขอ้ ความด้วยวิธที คี่ ิดข้ึนเอง
มาตรฐานที่ ๑๐ มคี วามสามารถในการคิดที่เป็นพืน้ ฐานในการเรียนรู้
ตวั บ่งช้ี สภาพทพ่ี ึงประสงค์
อายุ ๔ - ๕ ปี อายุ ๕ - ๖ ปี
๑๐.๑ มีความ -บอกลักษณะและส่วนประกอบ -บอกลักษณะ ส่วนประกอบ การ
สามารถในการคดิ ของสิ่งของต่างๆจากการสังเกต เปล่ียนแปลง หรือความสัมพันธ์ของ
รวบยอด โดยใช้ประสาทสมั ผสั ส่ิงของต่างๆจากการสังเกตโดยใช้
ประสาทสัมผสั
-จับคู่และเปรียบเทียบความ -จับคู่และเปรียบเทียบความแตกต่าง
แตกต่างหรือความเหมือนของสิ่ง หรือความเหมือนของส่ิงต่างๆโดยใช้
ต่างๆโดยใช้ลักษณะท่ีสังเกตพบ ลักษณะที่สังเกตพบสองลักษณะขึ้น
เพยี งลักษณะเดยี ว ไป
-จําแนกและจัดกลุ่มส่ิงต่างๆโดย -จําแนกและจัดกลุ่มส่ิงต่างๆโดยใช้
ใช้อย่างน้อยหนึ่งลักษณะเป็น ตง้ั แตส่ องลักษณะข้นึ ไปเปน็ เกณฑ์
เกณฑ์
-เรียงลําดับสิ่งของหรือเหตุการณ์ -เรียงลําดับส่ิงของหรือเหตุการณ์
อยา่ งนอ้ ย ๔ ลาํ ดบั อยา่ งน้อย ๕ ลาํ ดับ
๑๐.๒ มคี วาม -ระบุสาเหตุหรือผลที่เกิดข้ึนใน -อธิบายเชื่อมโยงสาเหตุและผลท่ี
สามารถในการคิดเชงิ เหตุการณ์หรือ การกระทําเมื่อมีผู้ เกิดข้ึนในเหตุการณ์หรือการกระทํา
เหตผุ ล ชแ้ี นะ ด้วยตนเอง
-คาดเดา หรือคาดคะเนส่ิงที่ -คาดคะเนส่ิงท่ีอาจจะเกิดข้ึน และมี
อาจจะเกิดข้ึน หรือมีส่วนร่วมใน ส่วนร่วมในการลงความเห็นจาก
การลงความเห็นจากขอ้ มลู ข้อมลู อย่างมเี หตุผล
๑๐.๓ มีความ -ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆและเริ่ม -ตัดสินใจในเรื่องง่ายๆและยอมรับผล
สามารถในการคิด เรยี นรผู้ ลทเ่ี กดิ ข้ึน ท่ีเกดิ ขึน้
แก้ปัญหาและ
ตดั สนิ ใจ -ระบุปัญหา และแก้ปัญหาโดย -ระบุปัญหาสร้างทางเลือกและเลือก
ลองผิดลองถูก วิธแี ก้ปัญหา
มาตรฐานท่ี ๑๑ มจี นิ ตนาการและความคิดสรา้ งสรรค์ สภาพท่พี งึ ประสงค์
ตัวบ่งช้ี
อายุ ๔ - ๕ ปี อายุ ๕ - ๖ ปี
๑๑.๑ เล่น/ทาํ งานศลิ ปะ -สร้างผลงานศิลปะเพื่อ -สร้างผลงานศิลปะเพ่ือสื่อสาร
ตามจินตนาการและ ส่ือสารความคิด ความรู้สึก ความคิด ความรู้สึกของตนเองโดย
ความคิดสรา้ งสรรค์ ข อ ง ต น เ อ ง โ ด ย มี ก า ร มีการดัดแปลงและแปลกใหม่จาก
ดัดแปลงและแปลกใหม่จาก เดมิ และมรี าย ละเอียดเพ่มิ ข้นึ
เดิมหรือมีราย ละเอียด
เพ่ิมข้นึ
๑๑.๒ แสดงทา่ ทาง/ -เค ล่ือ นไ หวท่าทา งเพ่ือ -เคล่ือนไหวท่าทางเพื่อส่ือสาร
เคลอื่ นไหวตามจนิ ตนาการ ส่ือสารความคิด ความรู้สึก ความคิด ความรู้สึกของตนเอง
อย่างสร้างสรรค์ ของตนเองอย่างหลากหลาย อย่างหลากหลายและแปลกใหม่
หรือแปลกใหม่
มาตรฐานท่ี ๑๒ มีเจตคติท่ีดีต่อการเรียนรู้ และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสม
กับวยั
ตวั บง่ ช้ี สภาพที่พึงประสงค์
อายุ ๔ - ๕ ปี อายุ ๕ - ๖ ปี
๑๒.๑ มีเจตคติที่ดตี ่อการ -ส น ใ จ ซั ก ถ า ม เ กี่ ย ว กั บ -หยิบหนังสือมาอ่านและเขียนสื่อ
เรยี นรู้ สัญลักษณ์หรือตัวหนังสือที่พบ ความคิดด้วยตนเองเป็นประจําอย่าง
เห็น ตอ่ เนอ่ื ง
-กระตือรือร้นในการเข้าร่วม -กระตือรือร้นในการร่วมกิจกรรม
กจิ กรรม ต้งั แตต่ น้ จนจบ
๑๒.๒ มคี วามสามารถในการ -ค้นหาคําตอบของข้อสงสัย -ค้นหาคําตอบของข้อสงสัยต่างๆ ตาม
แสวงหาความรู้ ต่างๆ ตามวธิ กี ารของตนเอง วธิ ีการทห่ี ลากหลายดว้ ยตนเอง
-ใช้ประโยคคําถามว่า “ท่ี -ใช้ประโยคคําถามว่า “เมื่อไร”
ไหน” “ทําไม” ในการค้นหา อยา่ งไร” ในการค้นหาคาํ ตอบ
คาํ ตอบ
๖. ระยะเวลาเรยี น
หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๕ ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
พุทธศักราช ๒๕๖๐ โรงเรียนวัดห้วยทราย กําหนดกรอบโครงสร้างเวลาในการจัดประสบการณ์
ให้กับเด็ก ๒ ปีการศึกษา ปีการศึกษาละ ๒ ภาคเรียน โดยมีเวลาเรียนสําหรับเด็กปฐมวัยไม่น้อย
กว่า ๑๘๐ วัน ต่อ ๑ ปีการศึกษา ในแต่ละวันจะใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๕ ช่ัวโมง โดยสามารถ
ปรบั เปลีย่ นใหเ้ หมาะสมตามบรบิ ทและสถานการณ์ ดังน้ี
๖.๑ การจดั ชัน้ เรียน
๖.๑.๑ ช้นั อนบุ าลปที ่ี ๒ ช่ือยอ่ อ.๒ เด็กชว่ งอายุ ๔-๕ ปี
๖.๑.๒ ช้ันอนบุ าลปีที่ ๓ ชอื่ ยอ่ อ.๓ เด็กชว่ งอายุ ๕-๖ ปี
๖.๒ โครงสร้างเวลาในการจัดประสบการณ์ ปีการศึกษาละ ๒ ภาคเรียน
๖.๒.๑ ภาคเรียนท่ี ๑ (๑๖ พฤษภาคม - ๑๐ ตลุ าคม)
๖.๒.๑ ภาคเรยี นที่ ๒ (๑ พฤศจกิ ายน - ๓๑ มนี าคม)
๖.๓ เวลาเรียน สาํ หรับเด็กปฐมวยั ๑ ปีการศกึ ษาไม่นอ้ ยกวา่ ๑๘๐ วัน
๖.๓.๑ ภาคเรยี นที่ ๑ ไมน่ อ้ ยกว่า ๙๐ วัน ในแตล่ ะวันเวลาไมน่ อ้ ยกว่า ๕ ชว่ั โมง
๖.๓.๑ ภาคเรียนที่ ๒ ไม่นอ้ ยกว่า ๙๐ วนั ในแตล่ ะวนั เวลาไม่นอ้ ยกวา่ ๕ ช่วั โมง
๗. สาระการเรยี นร้รู ายปี
สาระการเรียนรู้ใช้เป็นส่ือกลางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็กเพื่อส่งเสริม
พัฒนาการทุกด้าน ให้เป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตรท่ีกําหนด ประกอบด้วย ประสบการณ์สําคัญ
และสาระท่ีควรเรียนรู้ ดังน้ี
๑. ประสบการณส์ าํ คญั
ประสบการณ์สําคัญเป็นแนวทางสําหรับผู้สอนไปใช้ในการออกแบบการจัดประสบการณ์
ใหเ้ ดก็ ปฐมวยั เรียนรู้ ลงมอื ปฏิบัติ และไดร้ บั การสง่ เสรมิ พฒั นาการครอบคลุมทุกดา้ น ดงั นี้
๑.๑ ประสบการณ์สําคัญท่ีส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้
มีโอกาสพัฒนาการใช้กล้ามเน้ือใหญ่ กล้ามเน้ือเล็ก และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและ
ระบบประสาท ในการทํากิจวัตรประจําวันหรือทํากิจกรรมต่างๆ และสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสดูแล
สขุ ภาพและสุขอนามัย และการรกั ษาความปลอดภัย ดงั น้ี
๑.๑.๑ การใชก้ ลา้ มเน้อื ใหญ่
๑.๑.๑.๑ การเคล่ือนไหวอยกู่ ับท่ี
๑.๑.๑.๒ การเคลือ่ นไหวเคลอ่ื นที่
๑.๑.๑.๓ การเคล่อื นไหวพรอ้ มวสั ดอุ ุปกรณ์
๑.๑.๑.๔ การเคล่ือนไหวที่ใช้การประสานสัมพันธ์ของการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ใน
การ ขวา้ ง การจบั การโยน การเตะ
๑.๑.๑.๕ การเล่นเคร่อื งเล่นสนามอย่างอสิ ระ
๑.๑.๒ การใช้กล้ามเนือ้ เลก็
๑.๑.๒.๑ การเล่นเคร่อื งเลน่ สัมผสั และการสรา้ งจากแท่งไม้ บล็อก
๑.๑.๒.๒ การเขียนภาพและการเลน่ กบั สี
๑.๑.๒.๓ การป้ัน
๑.๑.๒.๔ การประดษิ ฐส์ ่ิงตา่ งๆด้วย เศษวัสดุ
๑.๑.๒.๕ การหยิบจบั การใชก้ รรไกร การฉกี การตดั การปะ และการร้อยวสั ดุ
๑.๑.๓ การรกั ษาสุขภาพอนามยั ส่วนตัว
๑.๑.๓.๑ การปฏบิ ัติตนตามสุขอนามัย สุขนสิ ัยที่ดใี นกจิ วัตรประจําวนั
๑.๑.๔ การรกั ษาความปลอดภัย
๑.๑.๔.๑ การปฏิบัตติ นใหป้ ลอดภัยในกจิ วตั รประจาํ วนั
๑.๑.๔.๒ การฟังนิทาน เร่ืองราว เหตุการณ์ เก่ียวกับการป้องกันและรักษาความ
ปลอดภยั
๑.๑.๔.๓ การเล่นเครือ่ งเล่นอย่างปลอดภยั
๑.๑.๔.๔ การเล่นบทบาทสมมติเหตกุ ารณต์ า่ งๆ
๑.๑.๕ การตระหนักรเู้ ก่ยี วกบั รา่ งกายตนเอง
๑.๑.๕.๑ การเคล่อื นไหวเพอ่ื ควบคมุ ตนเองไปในทิศทาง ระดบั และพน้ื ที่
๑.๑.๕.๒ การเคลื่อนไหวข้ามสงิ่ กีดขวาง
๑.๒ ประสบการณ์สําคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจเป็นการสนับสนุนให้
เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของตนเองท่ีเหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษ
เฉพาะท่ีเป็นอัตลักษณ์ ความเป็นตัวของตัวเอง มีความสุข ร่าเริงแจ่มใส การเห็นอกเห็นใจผู้อ่ืนได้
พัฒนาคุณธรรม จริยธรรม สุนทรียภาพ ความรู้สึกท่ีดีต่อตนเอง และความเชื่อมั่นในตนเองขณะปฏิบัติ
กจิ กรรมตา่ งๆ ดงั น้ี
๑.๒.๑ สนุ ทรยี ภาพ ดนตรี
๑.๒.๑.๑ การฟงั เพลง การรอ้ งเพลง และการแสดงปฏกิ ิรยิ าโตต้ อบเสยี งดนตรี
๑.๒.๑.๒ การเคลื่อนไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี
๑.๒.๑.๓ การเล่นบทบาทสมมติ
๑.๒.๑.๔ การทาํ กิจกรรมศลิ ปะต่างๆ
๑.๒.๑.๕ การสรา้ งสรรค์ส่ิงสวยงาม
๑.๒.๒ การเลน่
๑.๒.๒.๑ การเล่นอิสระ
๑.๒.๒.๒ การเล่นรายบคุ คล กลุม่ ย่อย กลมุ่ ใหญ่
๑.๒.๒.๓ การเล่นตามมมุ ประสบการณ์
๑.๒.๒.๔ การเลน่ นอกหอ้ งเรียน
๑.๒.๓ คณุ ธรรม จริยธรรม
๑.๒.๓.๑ การปฏิบัตติ นตามหลักศาสนาที่นบั ถือ
๑.๒.๓.๒ การฟงั นิทานเก่ยี วกบั คุณธรรม จริยธรรม
๑.๒.๓.๓ การร่วมสนทนาแลกเปลย่ี นความคิดเหน็ เชงิ จรยิ ธรรม
๑.๒.๔ การแสดงออกทางอารมณ์
๑.๒.๔.๑ การสะท้อนความรู้สึกของตนเองและผูอ้ น่ื
๑.๒.๔.๒ การเล่นบทบาทสมมติ
๑.๒.๔.๓ การเคล่ือนไหวตามเสยี งเพลง/ดนตรี
๑.๒.๔.๔การรอ้ งเพลง
๑.๒.๔.๕ การทาํ งานศิลปะ
๑.๒.๕ การมอี ตั ลกั ษณเ์ ฉพาะตนและเช่อื ว่าตนเองมคี วามสามารถ
๑.๒.๕.๑ การปฏิบัติกิจกรรมต่างๆตามความสามารถของตนเอง
๑.๒.๖ การเห็นอกเห็นใจผู้อน่ื
๑.๒.๖.๑ การแสดงความยนิ ดเี มือ่ ผอู้ น่ื มีความสุขเห็นอกเหน็ ใจเมือ่ ผู้อน่ื เศร้าหรือ
เสยี ใจและการช่วยเหลือปลอบโยนเมือ่ ผูอ้ ื่นได้รับบาดเจบ็
๑.๓ ประสบการณ์สําคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้มี
โอกาสปฏิสัมพันธ์กับบุคลและส่ิงแวดล้อมต่างๆรอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ผ่านการเรียนรู้
ทางสงั คม เช่น การเลน่ การทํางานกบั ผอู้ ่นื การปฏิบัติกิจวตั รประจาํ วัน การแก้ปญั หาข้อขัดแย้งต่างๆ
๑.๓.๑ การปฏิบัตกิ จิ วัตรประจาํ วัน
๑.๓.๑.๑ การช่วยเหลือตนเองในกจิ วตั รประจําวนั
๑.๓.๑.๒การปฏบิ ัตติ นตามแนวทางหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
๑.๓.๒ การดแู ลรกั ษาธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อม
๑.๓.๒.๑ การมีส่วนร่วมรับผิดชอบดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมท้ังภายในและภายนอก
หอ้ งเรยี น
๑.๓.๒.๒ การทํางานศิลปะที่ใช้วัสดุหรือส่ิงของท่ีใช้แล้วมาใช้ซ้ําหรือแปรรูปแล้วนํา
กลบั มาใช้ใหม่
๑.๓.๒.๓ การเพาะปลูกและดแู ลต้นไม้
๑.๓.๒.๔ การเลีย้ งสัตว์
๑.๓.๒.๕ การสนทนาขา่ วและเหตุการณ์ทีเ่ ก่ยี วกับธรรมชาติและส่งิ แวดลอ้ มใน
ชีวิตประจาํ วนั
๑.๓.๓ การปฏิบัตติ ามวฒั นธรรมท้องถ่ินทอี่ าศยั และความเปน็ ไทย
๑.๓.๓.๑ การเล่นบทบาทสมมุตกิ ารปฏบิ ตั ติ นในความเป็นคนไทย
๑.๓.๓.๒ การปฏิบตั ิตนตามวฒั นธรรมท้องถ่นิ ท่อี าศัยและประเพณไี ทย
๑.๓.๓.๓ การประกอบอาหารไทย
๑.๓.๓.๔ การศกึ ษานอกสถานท่ี
๑.๓.๓.๕ การละเล่นพน้ื บา้ นของไทย
๑.๓.๔ การมีปฏิสมั พันธ์ มีวินยั มีสวนรว่ ม และบทบาทสมาชิกของสังคม
๑.๓.๔.๑ การร่วมกาํ หนดข้อตกลงของหอ้ งเรยี น
๑.๓.๔.๒ การปฏิบตั ิตนเป็นสมาชทิ ี่ดีของห้องเรียน
๑.๓.๔.๓ การให้ความร่วมมือในการปฏิบตั ิกิจกรรมตา่ ง ๆ
๑.๓.๔.๔ การดูแลห้องเรยี นร่วมกนั
๑.๓.๔.๕ การร่วมกิจกรรมวนั สําคัญ
๑.๓.๕ การเลน่ แบบรว่ มมอื รว่ มใจ
๑.๓.๕.๑ การรว่ มสนทนาและแลกเปลยี่ นความคิดเหน็
๑.๓.๕.๒ การเล่นและทํางานร่วมกบั ผอู้ น่ื
๑.๓.๕.๓ การทาํ ศลิ ปะแบบรว่ มมอื
๑.๓.๖ การแก้ปัญหาความขัดแย้ง
๑.๓.๖.๑ การมีส่วนรว่ มในการเลือกวธิ ีการแก้ปญั หา
๑.๓.๖.๒ การมีส่วนร่วมในการแกป้ ัญหาความขดั แยง้
๑.๓.๗ การยอมรบั ในความเหมือนและความแตกต่างระหว่างบุคคล
๑.๓.๗.๑ การเล่นหรือ ทาํ กจิ กรรมรว่ มกับกลุม่ เพ่ือน
๑.๓.๘ ความรู้ความเข้าใจเกีย่ วกับการป้องกนั การทุจรติ
๑.๓.๘.๑ มกี ารคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนกับผลประโยชน์สว่ นรวม
๑.๓.๘.๒ มคี วามอายและความไมท่ นต่อการทุจรติ
๑.๓.๘.๓ เกิด STRONG : จิตพอเพยี งตา้ นทจุ ริต
๑.๓.๘.๔ เป็นพลเมอื งและความรบั ผิดชอบต่อสังคม
๑.๔ ประสบการณ์สําคัญท่ีส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้รับรู้ เรียนรู้
สิ่งต่างๆรอบตัวผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม บุคคลและส่ือต่างๆ ด้วยกระบวนการเรียนรู้ท่ี
หลากหลาย เพ่ือเปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาการใช้ภาษา จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา
การคิดเชิงเหตุผล และการคิดรวบยอดเก่ียวกับส่ิงต่างๆ รอบตัวและมีความคิดรวบยอดทาง
คณติ ศาสตรท์ เี่ ปน็ พื้นฐานของการเรียนรู้ในระดบั ท่ีสูงขนึ้ ต่อไป
๑.๔.๑ การใช้ภาษา
๑.๔.๑.๑ การฟงั เสยี งต่างๆ ในส่ิงแวดล้อม
๑.๔.๑.๒ การฟังและปฏิบตั ิตามคําแนะนาํ
๑.๔.๑.๓ การฟังเพลง นทิ าน คําคล้องจอง บทร้อยกรงหรอื เรื่องราวตา่ งๆ
๑.๔.๑.๔ การแสดงความคดิ ความรสู้ ึก และความตอ้ งการ
๑.๔.๑.๕ การพูดกบั ผอู้ นื่ เก่ยี วกบั ประสบการณ์ของตนเอง หรือพดู เลา่ เร่ืองราว
เกี่ยวกับตนเอง
๑.๔.๑.๖ การพูดอธิบายเกี่ยวกับสิง่ ของ เหตุการณ์ และความสัมพนั ธข์ องสิ่งตา่ งๆ
๑.๔.๑.๗ การพูดอยา่ งสร้างสรรค์ในการเลน่ และการกระทาํ ตา่ งๆ
๑.๔.๑.๘ การรอจงั หวะท่ีเหมาะสมในการพูด
๑.๔.๑.๙ การพดู เรยี งลําดบั เพือ่ ใช้ในการสื่อสาร
๑.๔.๑.๑๐ การอา่ นหนังสอื ภาพ นทิ าน หลากหลายประเภท/รูปแบบ
๑.๔.๑.๑๑ การอา่ นอิสระตามลําพงั การอา่ นรว่ มกัน การอ่านโดยมผี ู้ชแ้ี นะ
๑.๔.๑.๑๒ การเหน็ แบบอย่างของการอ่านที่ถกู ตอ้ ง
๑.๔.๑.๑๓ การสงั เกตทศิ ทางการอ่านตวั อกั ษร คํา และข้อความ
๑.๔.๑.๑๔ การอ่านและช้ีข้อความ โดยกวาดสายตาตามบรรทัดจากซ้ายไปขวา จาก
บนลงล่าง
๑.๔.๑.๑๕ การสังเกตตัวอกั ษรในชือ่ ของตน หรอื คาํ คนุ้ เคย
๑.๔.๑.๑๖ การสงั เกตตัวอกั ษรทปี่ ระกอบเป็นคาํ ผา่ นการอา่ นหรอื เขียนของผใู้ หญ่
๑.๔.๑.๑๗ การคาดเดาคํา วลีหรือประโยค ท่ีมีโครงสร้างซ้ําๆกัน จากนิทาน เพลง คํา
คลอ้ งจอง
๑.๔.๑.๑๘ การเลน่ เกมทางภาษา
๑.๔.๑.๑๙ การเห็นแบบอยา่ งของการเขียนทถ่ี กู ตอ้ ง
๑.๔.๑.๒๐ การเขยี นรว่ มกนั ตามโอกาส และการเขียนอสิ ระ
๑.๔.๑.๒๑ การเขยี นคาํ ทีม่ ีความหมายกับตัวเด็ก/คาํ คนุ้ เคย
๑.๔.๑.๒๒ การคิดสะกดคําและเขยี นเพอื่ ส่ือความหมายดว้ ยตนเองอย่างอิสระ
๑.๔.๒ การคดิ รวบยอด การคิดเชิงเหตผุ ล การตดั สนิ ใจและแก้ปัญหา
๑.๔.๒.๑ การสังเกตลักษณะ ส่วนประกอบ การเปล่ียนแปลง และความสัมพันธ์ของ
สิ่งตา่ งๆ
โดยใชป้ ระสาทสัมผสั อย่างเหมาะสม
๑.๔.๒.๒ การสังเกตสงิ่ ต่างๆ และสถานทจี่ ากมมุ มองที่ตา่ งกัน
๑.๔.๒.๓ การบอกและแสดงตําแหน่ง ทิศทาง และระยะทางของสิ่งต่างๆด้วยการ
กระทาํ ภาพวาด ภาพถ่าย และรปู ภาพ
๑.๔.๒.๔ การเล่นกับสื่อต่างๆท่ีเป็นทรงกลม ทรงส่ีเหล่ียมมุมฉาก ทรงกระบอก
กรวย
๑.๔.๒.๕ การคัดแยก การจัดกลุ่ม และการจําแนกสิ่งต่างๆตามลักษณะและรูปร่าง
รูปทรง
๑.๔.๒.๖ การตอ่ ของช้นิ เลก็ เติมในชน้ิ ใหญ่ให้สมบูรณ์ และการแยกชิ้นสว่ น
๑.๔.๒.๗ การทาํ ซ้ํา การตอ่ เตมิ และการสร้างแบบรปู
๑.๔.๒.๘ การนับและแสดงจํานวนของสงิ่ ตา่ งๆในชวี ติ ประจําวัน
๑.๔.๒.๙ การเปรียบเทยี บและเรยี งลาํ ดับจาํ นวนของสิ่งตา่ งๆ
๑.๔.๒.๑๐ การรวมและการแยกสิง่ ต่างๆ
๑.๔.๒.๑๑ การบอกและแสดงอนั ดับท่ีของส่ิงต่างๆ
๑.๔.๒.๑๒ การชง่ั ตวง วัดสิ่งต่างๆโดยใชเ้ คร่ืองมอื และหนว่ ยทไ่ี ม่ใชห่ นว่ ยมาตรฐาน
๑.๔.๒.๑๓ การจับคู่ การเปรียบเทียบ และการเรียงลําดับ สิ่งต่างๆ ตามลักษณะ
ความยาว/ความสูงนา้ํ หนกั ปรมิ าตร
๑.๔.๒.๑๔ การบอกและเรยี งลาํ ดบั กจิ กรรมหรือเหตูการณต์ ามชว่ งเวลา
๑.๔.๒.๑๕ การใช้ภาษาทางคณติ ศาสตร์กับเหตกุ ารณใ์ นชวี ติ ประจําวัน
๑.๔.๒.๑๖ การอธบิ ายเชือ่ มโยงสาเหตุและผลทีเ่ กิดขึน้ ในเหตุการณห์ รอื การกระทํา
๑.๔.๒.๑๗ การคาดเดาหรอื การคาดคะเนสงิ่ ท่อี าจเกดิ ขึน้ อย่างมีเหตุผล
๑.๔.๒.๑๘ การมีสว่ นรว่ มในการลงความเหน็ จากข้อมูลอยา่ งมเี หตผุ ล
๑.๔.๒.๑๙ การตดั สินใจและมีส่วนรว่ มในกระบวนการแกป้ ญั หา
๑.๔.๓ จนิ ตนาการและความคิดสร้างสรรค์
๑.๔.๓.๑ การรบั รู้ และแสดงความคดิ ความรูส้ ึกผ่านสือ่ วสั ดุ ของเลน่ และชิ้นงาน
๑.๔.๓.๒ การแสดงความคิดสร้างสรรค์ผ่านภาษา ท่าทาง การเคลื่อนไหว และ
ศิลปะ
๑.๔.๓.๓ การสรา้ งสรรคช์ ิ้นงานโดยใชร้ ปู ร่างรปู ทรงจากวสั ดุที่หลากหลาย
๑.๔.๔ เจตคตทิ ่ีดตี ่อการเรียนรแู้ ละการแสวงหาความรู้
๑.๔.๔.๑ การสาํ รวจสิง่ ตา่ งๆ และแหล่งเรยี นรู้รอบตวั
๑.๔.๔.๒ การต้งั คาํ ถามในเร่ืองทส่ี นใจ
๑.๔.๔.๓ การสืบเสาะหาความรู้เพอื่ คน้ หาคาํ ตอบของข้อสงสยั ตา่ งๆ
๑.๔.๔.๔ การมีส่วนร่วมในการรวบรวมข้อมูลและนําเสนอข้อมูลจากการสืบเสาะหา
ความรู้ในรปู แบบตา่ งๆและแผนภูมอิ ย่างง่าย
๒. สาระทีค่ วรเรยี นรู้
สาระที่ควรเรียนรู้ เป็นเร่ืองราวรอบตัวเด็กท่ีนํามาเป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้เด็กเกิด
แนวคิดหลังจากนําสาระการเรียนรู้นั้น ๆ มาจัดประสบการณ์ให้เด็ก เพื่อให้บรรลุจัดหมายท่ีกําหนดไว้
ท้งั น้ี ไมเ่ นน้ การทอ่ งจาํ เนื้อหา ครูสามารถกาํ หนดรายละเอยี ดข้นึ เองให้สอดคลอ้ งกบั วัย ความตอ้ งการ
และความสนใจของเด็ก โดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์สําคัญ ทั้งนี้ อาจยืดหยุ่นเนื้อหาได้โดย
คาํ นึงถึงประสบการณ์และสงิ่ แวดล้อมในชวี ิตจริงของเดก็ ดงั น้ี
๒.๑ เร่ืองราวเกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรรู้จักช่ือ นามสกุล รูปร่างหน้าตา รู้จักอวัยวะต่างๆ วิธี
ระวังรักษาร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี การรับประทานอาหารท่ีเป็นประโยชน์ การ
ระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองจากผู้อื่นและภัยใกล้ตัว รวมท้ังการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างปลอดภัย
การรู้จักความเป็นมาของตนเองและครอบครัว การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกท่ีดีของครอบครัวและ
โรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและผู้อ่ืน การรู้จักแสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟังความคิด
เห็นของผู้อื่น การกํากับตนเอง การเล่นและทําส่ิงต่างๆด้วยตนเองตามลําพังหรือกับผู้อ่ืน การตระหนัก
รู้เก่ียวกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การสะท้อนการรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและ
ผู้อ่ืน การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเหมาะสม การแสดงมารยาทที่ดี การมีคุณธรรม
จรยิ ธรรม
๒.๒ เรื่องราวเก่ียวกับบุคคลและสถานท่ีแวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับครอบครัว
สถานศึกษา ชุมชน และบุคคลต่างๆ ท่ีเด็กต้องเก่ียวข้องหรือใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจําวัน
สถานที่สําคัญ วันสําคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนาธรรมในชุมชน สัญลักษณ์สําคัญ
ของชาติไทยและการปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถ่ินและความเป็นไทย หรือแหล่งเรียนรู้จากภูมิปัญญา
ทอ้ งถิน่ อืน่ ๆ
๒.๓ ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับช่ือ ลักษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลง
และความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน น้ํา ท้องฟ้า สภาพอากาศ ภัย
ธรรมชาติ แรง และพลังงานในชีวิตประจําวันที่แวดล้อมเด็ก รวมท้ังการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมและการ
รักษาสาธารณสมบัติ
๒.๔ สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เก่ียวกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายใน
ชีวิตประจําวัน ความรู้พ้ืนฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักชื่อ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส
ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร น้ําหนัก จํานวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของ
ส่ิงต่างๆรอบตัว เวลา เงิน ประโยชน์ การใช้งาน และการเลือกใช้ส่ิงของเครื่องใช้ ยานพาหนะ การ
คมนาคม เทคโนโลยีและการส่ือสารต่างๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจําวันอย่างประหยัด ปลอดภัยและรักษา
สง่ิ แวดล้อม
พัฒนาการดา้ นรา่ งกาย การวิเคราะหส์ าระการเรียนรรู้ ายปี
มาตรฐานท่ี ๑ ร่างกายเจรญิ เตบิ โตตามวยั
สภาพท่ีพงึ ประสงค์ สาระการเรียนรู้รายปี
ตัวบ่งชี้ ช้ัน อ.๒ ชั้น อ.๓
(๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ปี) ประสบการณส์ าํ คัญ สาระท่คี วรเรยี นรู้
๑.๑.๑ ๑.๑.๑ นาํ้ หนัก ๑.๑.๑ น้ําหนกั ๑. การวดั ๑. การเจริญเตบิ โต
นาํ้ หนักและ และสว่ นสงู ตาม และสว่ นสงู ตาม ๒. การปฏบิ ัตติ นตาม ของรา่ งกาย
ส่วนสงู ตาม เกณฑ์ของกรม เกณฑ์ของกรม สุขอนามยั สุขนสิ ัยทีด่ ี ๒. อาหารทช่ี ว่ ยให้
เกณฑ์ของ อนามัย อนามยั ในกิจวัตรประจาํ วนั รา่ งกายเจริญเตบิ โต
กรมอนามัย ๓. นา้ํ หนกั
๔. ส่วนสูง
๑.๒ ๑.๒.๑ ๑.๒.๑ ๑. การรกั ษาสขุ ภาพ ๑. การปฏิบตั กิ ิจวตั ร
มีสุขภาพ รบั ประทาน รบั ประทาน และการรกั ษาความ ประจําวนั
อนามยั และ อาหารที่มี อาหารท่ีมี ปลอดภยั ๒. อาหารทีม่ ี
สขุ นิสยั ท่ีดี ประโยชน์และ ประโยชน์ได้ ๒. การปฏบิ ตั ิตนตาม ประโยชนแ์ ละไมม่ ี
ด่ืมนํ้าสะอาดได้ หลายชนิดและ สขุ อนามยั สุขนสิ ยั ทีด่ ี ประโยชน์
ตนเอง ดื่มนํ้าสะอาดได้ ใน ๓. อาหารหลัก ๕ หมู่
ดว้ ยตนเอง ๓. การประกอบอาหาร ๔. การมีเจตคตทิ ี่ดี
ไทย ตอ่ การรบั ประทาน
๔. การปฏิบัตติ นตาม อาหารท่ีมปี ระโยชน์
สขุ อนามัย สุขนสิ ัยท่ีดี ๔. มารยาทในการ
ในกิจวัตรประจําวนั รับประทานอาหาร
มาตรฐานที่ ๑ ร่างกายเจริญเติบโตตามวยั (ตอ่ )
ตวั บง่ ช้ี สภาพท่พี งึ ประสงค์ สาระการเรยี นรรู้ ายปี
๑.๒ ชนั้ อ.๒ ชนั้ อ.๓
มีสุขภาพ (๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ปี) ประสบการณ์สําคัญ สาระท่คี วรเรียนรู้
อนามยั และ
สขุ นิสัยท่ีดี ๑.๒.๒ ๑.๒.๒ ๑. การปฏบิ ัตติ นตาม ๑. การปฏิบตั ิ
(ต่อ) ล้างมือกอ่ น ลา้ งมือกอ่ น สุขอนามยั สุขนิสยั ท่ดี ีใน กจิ วตั รประจาํ วนั
รับประทาน รับประทาน กจิ วัตรประจาํ วนั ๒. การมีสขุ นสิ ยั ท่ดี ี
อาหารและ อาหารและ ๒. การชว่ ยเหลือตนเองใน ในการรบั ประทาน
หลังจากใช้ หลังจากใช้ กิจวัตรประจําวัน อาหาร
ห้องนา้ํ ห้อง หอ้ งนาํ้ หอ้ งสว้ ม ๓. การขบั ถา่ ย ๓. การทําความ
ส้วมดว้ ย ดว้ ยตนเอง ๔. การปฏบิ ตั ติ นให้ สะอาดอวยั วะตา่ งๆ
ตนเอง ปลอดภยั ของตนเองและ ของรา่ งกายและ
ผู้อน่ื ในกิจวัตรประจําวัน การรกั ษาความ
๕. การฟังนิทานเรือ่ งราว ปลอดภัย
เก่ยี วกับสุขนิสยั ทด่ี ี ๔. วิธรี ะวงั รักษา
ร่างกายใหส้ ะอาด
และมีสขุ ภาพ
อนามัยทดี่ ี
๑.๒.๓ ๑.๒.๓ การปฏิบตั ติ นตาม ประโยชน์ของการ
นอนพักผอ่ น นอนพักผ่อน สุขอนามยั สุขนสิ ัยทดี่ ใี น นอนหลบั พักผ่อน
เป็นเวลา เปน็ เวลา กจิ วตั รประจําวัน
๑.๒.๔ ๑.๒.๔ ๑. การเล่นอิสระ ๑. ประโยชน์ของ
ออกกําลงั กาย ออกกาํ ลังกาย ๒. การเคลื่อนไหวขา้ มสง่ิ การออกกาํ ลงั กาย
เป็นเวลา เป็นเวลา กีดขวาง ๒. การเลน่ เครื่อง
๓. การเล่นเครอื่ งเลน่ อย่าง เลน่ สนามอย่างถูก
ปลอดภัย วิธี
๔. การละเล่นพื้นบ้านไทย
๕. การเลน่ นอกหอ้ งเรยี น
๖. การเล่นเครือ่ งเล่น
สนาม
มาตรฐานที่ ๑ รา่ งกายเจริญเติบโตตามวยั (ต่อ)
ตัวบ่งชี้ สภาพทพ่ี งึ ประสงค์ สาระการเรยี นรู้รายปี
๑.๓ ช้ัน อ.๒ ชัน้ อ.๓
รกั ษาความ (๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ปี) ประสบการณ์สําคัญ สาระทค่ี วรเรียนรู้
ปลอดภยั ของ
ตนเองและ ๑.๓.๑ ๑.๓.๑ ๑. การปฏิบัตติ นให้ ๑. การรกั ษาความ
ผู้อืน่ เล่นและทํา เลน่ และทํา ปลอดภยั ในกจิ วัตร ปลอดภัยของตนเอง
กิจกรรมอย่าง กจิ กรรมและ ประจาํ วนั และการปฏบิ ตั ติ ่อ
ปลอดภัยด้วย ปฏบิ ตั ติ ่อผูอ้ ืน่ ๒. การฟังนิทาน ผู้อน่ื อย่างปลอดภยั
ตนเอง อยา่ งปลอดภัย เรอื่ งราวเหตกุ ารณ์ ในชวี ิตประจําวัน
เกี่ยวกับการปอ้ งกัน ๒. การปฏบิ ัตติ น
และรกั ษาความ อยา่ งเหมาะสมเมือ่
ปลอดภัย เจบ็ ปว่ ย
๓. การเลน่ บทบาท ๓. การระวังภัยจาก
สมมติเหตกุ ารณต์ ่างๆ คนแปลกหนา้ และ
๔. การพดู กบั ผอู้ ื่น อุบัตภิ ยั ต่างๆ
เกี่ยวกบั ประสบการณ์
ของตนเองหรือพูดเลา่
เร่ืองราวเกีย่ วกับ
ตนเอง
๕. การเล่นเคร่ืองเล่น
อยา่ งปลอดภัย
๖. การเลน่ และ
ทาํ งานร่วมกับผู้อ่นื
พัฒนาการด้านรา่ งกาย
มาตรฐานที่ ๒ กล้ามเน้ือใหญ่และกล้ามเน้ือเล็กแข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และประสาน
สัมพันธก์ นั
ตัวบ่งชี้ สภาพท่ีพงึ ประสงค์ สาระการเรยี นร้รู ายปี
๒.๑ ช้ัน อ.๒ ช้นั อ.๓
เคลอื่ นไหว (๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ปี) ประสบการณส์ ําคญั สาระทีค่ วรเรียนรู้
ร่างกายอย่าง
คล่องแคลว่ ๒.๑.๑ เดนิ ต่อ ๒.๑.๑ เดินต่อ ๑. การทรงตวั และการ ๑. การทรงตัวขณะ
ประสาน เทา้ ไปขา้ งหน้า เท้าไปขา้ งหน้า ประสานสัมพนั ธข์ อง เดนิ ตามแนวทีก่ ําหนด
สัมพนั ธ์และ เป็นเสน้ ตรงได้ เป็นเส้นตรงได้ กลา้ มเน้ือมดั ใหญ่ ๒. การทดลองขน้ึ –
ทรงตวั ได้ โดยไม่ตอ้ งกาง โดยไมต่ ้องกาง ๒. การเคลอ่ื นไหวอยกู่ บั ที่ ลงบนั ได
แขน แขน และการเคลือ่ นไหว ๓. เดินตอ่ เทา้ และเดนิ
เคลื่อนที่ ถอยหลงั ตามเสน้ ได้
๔. การเคล่อื นไหว
รา่ งกายในลกั ษณะ
ต่างๆ
๒.๑.๒ ๒.๑.๒ ๑. การทรงตวั และ ๑. การทรงตวั ขณะ
กระโดดขาเดยี ว กระโดดขา เคล่ือนไหวอยู่กับท่ี กระโดดตามท่ีกําหนด
อยกู่ ับทีไ่ ดโ้ ดย เดยี วไป ได้
ไม่เสยี การทรง ข้างหน้าได้
ตวั อยา่ งต่อเน่อื ง
โดยไมเ่ สยี การ
ทรงตวั
๒.๑.๓ ๒.๑.๓ วงิ่ หลบ ๑. การเลน่ ในหอ้ งเรียน ๑. การเริ่มตน้ และ
วง่ิ หลบหลกี สง่ิ หลกี ส่งิ กีด และนอกหอ้ งเรียน หยุดโดยมสี ัญญาณ
กีดขวางได้ ขวางไดอ้ ย่าง ๒. การทรงตวั และการ
คลอ่ งแคล่ว เคลอ่ื นไหวเคลอ่ื นที่
๒.๑.๔ ๒.๑.๔ ๑. การทรงตวั ๑. การทรงตวั และการ
รับลูกบอลโดย รับลูกบอลที่ ๒. การเคลอ่ื นไหวเคล่ือนที่ รบั ลกู บอลโดยการใช้
ใชม้ อื ทง้ั ๒ ข้าง กระดอนข้นึ ๓. การประสานสมั พนั ธ์ การประสานสมั พันธ์
จากพนื้ ได้ ระหวา่ งมือกับตา ระหวา่ งมอื กับตา
๔. การโยนรับลูกบอล
พัฒนาการดา้ นรา่ งกาย
มาตรฐานท่ี ๒ กล้ามเน้ือใหญ่และกล้ามเน้ือเล็กแข็งแรง ใช้ได้อย่างคล่องแคล่ว และประสาน
สัมพนั ธ์กนั (ต่อ)
ตวั บ่งชี้ สภาพท่ีพึงประสงค์ สาระการเรยี นรรู้ ายปี
๒.๒ ใชม้ ือ ช้ัน อ.๒ ชนั้ อ.๓
ตาประสาน (๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ปี) ประสบการณ์สําคัญ สาระที่ควรเรยี นรู้
สมั พันธ์กัน ๒.๒.๑ ๒.๒.๑
ใชก้ รรไกรตดั ใชก้ รรไกรตดั ๑. การประสานสัมพันธ์ ๑. การใชม้ ือทําสิ่ง
กระดาษตาม กระดาษตาม ของกล้ามเนื้อเล็ก ต่างๆ
แนวเสน้ ตรง แนวเส้นโคง้ ได้ ๒. การหยบิ จบั
ได้ ๓. การใช้กรรไกรตัด ๑. การเขยี นภาพ
กระดาษตามแนวเส้นได้ เป็นลักษณะ
๒.๒.๒ เขียน ๒.๒.๒ เขียน ๔. การประสานสมั พนั ธ์ รูปรา่ งตา่ งๆ
รปู สีเหล่ยี ม รปู สามเหลยี่ ม ระหวา่ งมอื กับตา ๒. การใช้มอื ทําสง่ิ
ตามแบบได้ ตามแบบได้ ๑. การประสานสมั พันธ์ ตา่ งๆ
อย่างมมี ุม อยา่ งมีมมุ ของกลา้ มเน้อื มัดเล็ก ๑. การร้อยลูกปัด
ชดั เจน ชดั เจน ๒. การประสานสมั พนั ธ์ ๒. การใช้มือทาํ สงิ่
ระหว่างมือกับตา ต่างๆ
๒.๒.๓ ๒.๒.๓ ๓. การเขียนรปู ส่เี หลี่ยม
ร้อยวสั ดุทม่ี รี ู ร้อยวัสดุที่มรี ู และสามเหลี่ยม
ขนาดเสน้ ผา่ น ขนาดเสน้ ผา่ น ๔. ฉีกปะกระดาษเปน็ รูป
ศูนยก์ ลาง ๐. ศูนย์กลาง ๐. ต่างๆได้
๕ เซนตเิ มตร ๒๕ ๑. การประสานสัมพนั ธ์
ได้ เซนตเิ มตร ได้ ของกลา้ มเน้ือมดั เลก็
๒. การประสานสัมพันธ์
ระหวา่ งมือกับตา
๓. รอ้ ยวัสดทุ ่มี ีรขู นาดเลก็
พัฒนาการด้านอารมณ์ จติ ใจ
มาตรฐานท่ี ๓ มสี ขุ ภาพจติ ดแี ละมคี วามสุข
ตวั บง่ ชี้ สภาพที่พงึ ประสงค์ สาระการเรยี นรู้รายปี
๓.๑ แสดงออก ชั้น อ.๒ ชน้ั อ.๓
ทาง อารมณ์ได้ (๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ปี) ประสบการณ์สาํ คญั สาระทคี่ วรเรียนรู้
อยา่ งเหมาะสม
๓.๑.๑ แสดง ๓.๑.๑ แสดง ๑. การพูดสะท้อน ๑. การแสดงออกทาง
๓.๒ อารมณ์ความรู้สกึ อารมณ์ความรสู้ กึ ความรสู้ ึกของตนเอง อารมณ์ที่เหมาะสม
มคี วามร้สู กึ ทีด่ ี ไดต้ าม ได้สอดคลอ้ งกบั และผู้อน่ื กบั สถานการณ์ตา่ งๆ
ตอ่ ตนเองและ สถานการณ์ สถานการณ์อยา่ ง ๒. การคิด การรูส้ กึ ถงึ ๒. การแสดงทา่ ทาง
ผ้อู ืน่ เหมาะสม ความตอ้ งการของ ประกอบเรื่องราว
ร่างกายและจิตใจ หรือเหตกุ ารณ์ต่างๆ
๓.๒.๑ กลา้ พูด ๓.๒.๑ กล้าพดู ๑. การเล่นรายบุคคล ๑. ความแตกต่าง
กล้าแสดงออก กล้าแสดงออก ๒. การเลน่ เป็นกลมุ่ ระหว่างบุคคล รปู รา่ ง
อยา่ งเหมาะสม อยา่ งเหมาะสม ๓. การแสดงบทบาท หน้าตา อารมณ์และ
บางสถานการณ์ ตามสถานการณ์ สมมติ ความรู้สกึ
๒. การสอ่ื สารกับ
บุคคลอ่ืน
๓.๒.๒ แสดง ๓.๒.๒ แสดง ๑. การทํากจิ กรรม ๑. การแสดงออก
ความพอใจใน ความพอใจใน ศลิ ปะตา่ งๆ ทางด้านอารมณข์ อง
ผลงานและ ผลงานและ ๒. การเคลอ่ื นไหว ตนเอง
ความสามารถของ ความสามารถของ ๓. การรอ้ งเพลง ๒. การทํากจิ กรรม
ตนเอง ตนเองตนเองและ ๔. การแสดงความ รว่ มกันกับผูอ้ ื่น
ผู้อื่น ภาคถมู ิใจในสง่ิ ตา่ งๆท่ี ๓. การเลน่ หรือการ
ตนเองกระทําแลว้ ทําสง่ิ ต่างๆดว้ ย
ประสบความสําเร็จ ตนเองและผ้อู ่นื
๕. การสรา้ งสรรคส์ ิง่
สวยงาม
พัฒนาการดา้ นอารมณ์ จิตใจ
มาตรฐานท่ี ๔ ช่ืนชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลอื่ นไหว
ตวั บ่งช้ี สภาพทีพ่ ึงประสงค์ สาระการเรียนรรู้ ายปี
๔.๑ สนใจ ช้ัน อ.๒ ช้นั อ.๓
มีความสขุ (๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ปี) ประสบการณส์ ําคัญ สาระท่ีควรเรียนรู้
และแสดงออก
ผา่ นงานศิลปะ ๔.๑.๑ สนใจ ๔.๑.๑ สนใจ ๑. การช่ืนชมสง่ิ ๑. การทํางาน
ดนตรี และการ มีความสขุ และ มคี วามสุขและ สวยงามและ ศลิ ปะ
เคลอ่ื นไหว แสดงออกผา่ น แสดงออกผ่าน สรา้ งสรรค์ผลงาน
งานศลิ ปะ งานศลิ ปะ ศลิ ปะของตนเองและ
ผอู้ น่ื
๒. การเลน่ บทบาท
สมมติ
๓. การทาํ กิจกรรม
ศิลปะตา่ งๆ
๔.๑.๒ สนใจ ๔.๑.๒ สนใจ ๑. การแสดงออก ๑. การฟังเพลง
มคี วามสุขและ มคี วามสขุ และ อยา่ งสนกุ สนานกบั ดนตรี
แสดงออกผ่าน แสดงออกผ่าน เสียงเพลง ดนตรี ๒. การรจู้ กั เพลง
เสียงเพลงดนตรี เสยี งเพลงดนตรี เคลอ่ื นไหว ดนตรปี ระเภทตา่ งๆ
๒. การรอ้ งเพลงและ
การแสดงปฏิกริ ยิ า
โตต้ อบเสยี งดนตรี
๔.๑.๓ สนใจ ๔.๑.๓ สนใจ ๑. การฟังเพลง ๑. การร้องเพลง
มคี วามสุขและ มคี วามสขุ และ ๒. การรอ้ งเพลงและ ประกอบท่าทาง
แสดงทา่ ทาง/ แสดงทา่ ทาง/ การแสดงปฏิกริ ิยา ๒. การเคลือ่ นไหว
เคลื่อนไหว เคลื่อนไหว โตต้ อบเสยี งดนตรี อิสระ
ประกอบเพลง ประกอบเพลง ๓. การเคลื่อนไหว
จังหวะและ จงั หวะและ ตามเสยี งเพลงและ
ดนตรี ดนตรี ดนตรี
พัฒนาการดา้ นอารมณ์ จิตใจ
มาตรฐานท่ี ๕ มีคุณธรรม จรยิ ธรรม และมจี ิตใจทด่ี ีงาม
ตัวบง่ ช้ี สภาพทพี่ ึงประสงค์ สาระการเรยี นร้รู ายปี
๕.๑ ซอ่ื สตั ย์ ชั้น อ.๒ ช้นั อ.๓
สจุ รติ (๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ปี) ประสบการณ์สาํ คญั สาระที่ควรเรยี นรู้
๕.๒ มีความ ๕.๑.๑ บอก ๕.๑.๑ บอก ๑. การฟังนทิ าน เกย่ี วกับ ๑. คุณธรรม
เมตตากรณุ า หรอื ชี้ได้วา่ ส่ิง หรอื ช้ีได้วา่ สงิ่ คุณธรรม จรยิ ธรรม จริยธรรม
มนี า้ํ ใจและ ใดเป็นของ ใดเปน็ ของ ๒. การร่วมสนทนาและ - ความซ่อื สัตว์
ชว่ ยเหลือ ตนเองและสิ่ง ตนเองและสง่ิ แลกเปลยี่ นความคดิ เหน็ สุจรติ
แบ่งปัน ใดเปน็ ของผอู้ ืน่ ใดเปน็ ของ เชงิ จริยธรรม - ความเกรงใจ
เมอื่ มีผู้ชีแ้ นะ ผูอ้ ่ืนด้วย ๓. การเล่นบทบาทสมมติ ๒. การเคารพสิทธิ
ตนเอง ๔. การปฏิบตั ติ นเปน็ ของตนเองและ
สมาชกิ ท่ีดีของหอ้ งเรยี น ผอู้ น่ื
๕. การปฏิบัตติ นตาม ๓. การมีมารยาทท่ี
ศาสนาท่ตี นเองนับถอื ดี
๖. การปฏบิ ัตติ นตาม
มารยาทท่ดี ี
๕.๒.๑ แสดง ๕.๒.๑ แสดง ๑. การฟังนทิ าน เกี่ยวกับ ๑. คณุ ธรรม
ความรักเพอ่ื น ความรกั เพอ่ื น ความเมตตากรุณา จริยธรรม
และมเี มตตา และมเี มตตา ๒. การเล่นบทบาทสมมติ - ความเมตตา
สตั วเ์ ลยี้ ง สัตว์เลยี้ ง ๓. การเลย้ี งสตั ว์ กรุณา
เอือ้ เฟื้อเผื่อแผ่
ผอู้ ื่น
๕.๒.๒ ๕.๒.๒ ๑. การฟังนิทาน เกย่ี วกบั ๑. คุณธรรม
ช่วยเหลอื และ ช่วยเหลอื และ คณุ ธรรม จรยิ ธรรม จรยิ ธรรม
แบ่งปันผ้อู นื่ ได้ แบ่งปันผูอ้ น่ื ได้ ๒. การเลน่ บทบาทสมมติ - ความมีน้ําใจ
เมือ่ มผี ชู้ แ้ี นะ ด้วยตนเอง ๓. การปฏบิ ตั ิตนเปน็ ชว่ ยเหลอื แบง่ ปัน
สมาชกิ ทีด่ ีของห้องเรียน - ความกตัญญู
พฒั นาการด้านอารมณ์ จิตใจ
มาตรฐานท่ี ๕ มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และมีจิตใจท่ดี งี าม (ตอ่ )
ตวั บ่งชี้ สภาพท่พี งึ ประสงค์ สาระการเรยี นรู้รายปี
๕.๓ ช้นั อ.๒ ช้นั อ.๓
มีความเหน็ อก (๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ปี) ประสบการณส์ ําคัญ สาระทีค่ วรเรยี นรู้
เหน็ ใจผู้อ่นื
๕.๓.๑แสดง ๕.๓.๑ แสดง ๑. การเลน่ และทํางาน ๑. คุณธรรม
๕.๔ มีความ สีหนา้ และ สหี น้าและ รว่ มกบั ผ้อู ืน่ จรยิ ธรรม
รบั ผิดชอบ ท่าทางรบั รู้ ทา่ ทางรบั รู้ ๒. การเล่นบทบาท - ความเห็นอกเห็น
ความรู้สึก ความรูส้ กึ ผูอ้ น่ื สมมติ ใจผูอ้ นื่
ผ้อู นื่ อย่างสอดคล้อง
กบั สถานการณ์
๕.๔.๑ ๕.๔.๑ ทํางานที่ ๑. การทาํ กิจกรรม ๑. คณุ ธรรม
ทาํ งานทไี่ ดร้ ับ ได้รับมอบหมาย ศิลปะตา่ งๆ จรยิ ธรรม
มอบหมายจน จนสําเรจ็ ดว้ ย ๒. การดแู ลหอ้ งเรยี น - ความรบั ผดิ ชอบ
สาํ เร็จเมอื่ มีผู้ ตนเอง ร่วมกัน - ความอดทน มงุ่ ม่นั
ชแ้ี นะ ๓. การมสี ่วนร่วม - ความเพยี ร
รบั ผิดชอบดรู กั ษา
สง่ิ แวดลอ้ มทง้ั ภายใน
และภายนอกหอ้ งเรียน
๔. การร่วมกาํ หนด
ขอ้ ตกลงของห้องเรียน
พัฒนาการด้านสงั คม
มาตรฐานที่ ๖ มที กั ษะชีวิตและปฏบิ ัติตนตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
ตวั บง่ ช้ี สภาพทีพ่ ึงประสงค์ สาระการเรียนรู้รายปี
๖.๑ ชว่ ยเหลอื ชัน้ อ.๒ ชั้น อ.๓ ประสบการณ์
ตนเองในการ (๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ป)ี สําคัญ สาระท่ีควรเรียนรู้
ปฏบิ ัตกิ จิ วตั ร
ประจาํ วนั ๖.๑.๑ แต่งตัวดว้ ย ๖.๑.๑ แตง่ ตวั ดว้ ย ๑. การปฏิบตั ิ ๑. การแต่งกาย
ตนเอง ตนเองไดอ้ ย่าง กจิ วัตรประจําวนั
๖.๒ มีวนิ ยั ใน คล่องแคล่ว ของตนเอง
ตนเอง ๖.๑.๒ ๖.๑.๒ รบั ประทาน ๑. การปฏบิ ตั ิ ๑. การรับประทาน
รับประทานอาหาร อาหารด้วยตนเอง กจิ วัตรประจําวัน อาหาร
๖.๓ ประหยัดและ ดว้ ยตนเอง อย่างถูกวธิ ี ของตนเอง
พอเพียง ๖.๑.๓ ใช้หอ้ งนํา้ ๖.๑.๓ ใช้และทาํ ๑. การปฏบิ ตั ิ ๑. การใช้หอ้ งนาํ้
ห้องสว้ มดว้ ย ความสะอาดหลัง กิจวตั รประจําวัน หอ้ งส้วม
ตนเอง ใช้หอ้ งน้าํ หอ้ งสว้ ม ของตนเอง ๒. การดูแลรักษา
ด้วยตนเอง ความสะอาด
ห้องน้ําห้องส้วม
๖.๒.๑ เก็บของ ๖.๒.๑ เกบ็ ของเลน่ ๑. การปฏบิ ตั ิ ๑. การเก็บของเล่น
เล่นของใช้เขา้ ดว้ ย ของใช้เขา้ ทอ่ี ยา่ ง กจิ วตั รประจําวนั เขา้ ท่ใี หเ้ รยี บร้อย
ตนเอง เรยี บร้อยด้วย ของตนเอง
ตนเอง ๒. การมีระเบียบ
วินยั
๖.๒.๒ เข้าแถว ๖.๒.๒ เขา้ แถว ๑. การมรี ะเบยี บ ๑. การเข้าแถว
ตามลําดบั ตามลําดับก่อนหลงั วินยั
ก่อนหลังไดด้ ้วย ได้ด้วยตนเอง
ตนเอง
๖.๓.๑ ใช้สงิ่ ของ ๖.๓.๑ ใชส้ งิ่ ของ ๑. การใช้วัสดุและ ๑. การเปดิ – ปิด
เครอ่ื งใช้อย่าง เครอ่ื งใช้อย่าง ส่งิ ของเครื่องใช้ น้ํา และไฟโดยการ
ประหยดั และ ประหยดั และ อยา่ งคมุ้ ค่า ใช้อย่างพอเพยี ง
พอเพียงเมอ่ื มีผู้ พอเพยี งดว้ ยตนเอง
ชีแ้ นะ
พฒั นาการดา้ นสงั คม
มาตรฐานท่ี ๗ รักธรรมชาติ สิง่ แวดลอ้ ม วฒั นธรรม และความเปน็ ไทย
สภาพทพ่ี ึงประสงค์ สาระการเรยี นรรู้ ายปี
ตัวบ่งช้ี ชั้น อ.๒ ช้นั อ.๓ สาระทคี่ วร
(๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ปี) ประสบการณส์ ําคญั เรียนรู้
๗.๑ ๗.๑.๑ ๗.๑.๑ ๑. การมสี ่วนร่วมในการดูแลรกั ษา ๑. สง่ิ แวดลอ้ ม
ดูแลรกั ษา มสี ่วนรว่ ม มสี ่วนร่วม สง่ิ แวดลอ้ มท้ังภายในและ ในโรงเรียน และ
ธรรมชาติ ดแู ลรักษา ดูแลรกั ษา ภายนอกหอ้ งเรียน การดแู ลรักษา
และ ธรรมชาติ ธรรมชาติ ๒. การสนทนาข่าวและเหตกุ ารณ์ ๒. สิง่ แวดลอ้ ม
สง่ิ แวดลอ้ ม และ และ ทีเ่ กีย่ วกับธรรมชาติและ ตามธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม สง่ิ แวดล้อม สิ่งแวดล้อมในชวี ิตประจาํ วัน และการอนุรักษ์
เมื่อมผี ู้ ดว้ ยตนเอง ๓. การเพาะปลกู และดูแลตน้ ไม้ ส่ิงแวดล้อม
ชีแ้ นะ ๔. การอธิบายเชื่อมโยงสาเหตแุ ละ ๓. การรกั ษา
ผลที่เกดิ ข้ึนในเหตกุ ารณ์หรอื การก สาธารณะ
ระทาํ สมบัติใน
๕. การตดั สนิ ใจและมสี ่วนร่วมใน ห้องเรียน
กระบวนการแก้ปญั หา
๗.๑.๒ ทง้ิ ๗.๑.๒ ทิ้ง ๑. การคัดแยก การจัดกลุม่ และ ๑. ขยะและการ
ขยะไดถ้ ูกที่ ขยะไดถ้ ูกที่ จําแนกสงิ่ ต่างๆตามลักษณะและ คัดแยกขยะ
รปู รา่ ง รูปทรง ๒. การดูแล
๒. การใชว้ สั ดุและส่ิงของเครื่องใช้ รักษา
อยา่ งคมุ้ คา่ สง่ิ แวดลอ้ ม
๓. การทํางานศิลปะทีน่ าํ วัสดุหรอื
ส่ิงของ เครื่องใชท้ ่ีใช้แลว้ มาใช้ซาํ้
หรอื แปรรปู แล้วนํากลับมาใช้ใหม่
๔. การสรา้ งสรรค์ช้ินงานโดยใช้
รปู ร่าง รปู ทรงจากวสั ดทุ ี
หลากหลาย
๕. การปฏบิ ัตติ นเปน็ สมาชิกทีด่ ี
ของหอ้ งเรยี น
พัฒนาการดา้ นสงั คม
มาตรฐานที่ ๗ รกั ธรรมชาติ ส่งิ แวดลอ้ ม วฒั นธรรม และความเป็นไทย (ต่อ)
ตวั บง่ ช้ี สภาพท่ีพงึ ประสงค์ สาระการเรยี นรรู้ ายปี
๗.๒ ชั้น อ.๒ ชัน้ อ.๓
มมี ารยาท (๔ – ๕ ป)ี (๕ – ๖ ป)ี ประสบการณ์สําคัญ สาระทค่ี วรเรยี นรู้
ตาม ๗.๒.๑ ปฏบิ ตั ิ ๗.๒.๑ ปฏบิ ัติ
วัฒนธรรม ตนตาม ตนตาม ๑. การปฏบิ ัตติ นตามวฒั นธรรม ๑. การปฏิบตั ติ นตาม
ไทยและรัก มารยาทไทย มารยาทไทย ทอ้ งถน่ิ ที่อาศยั และประเพณี มารยาทและวฒั นธรรม
ความเป็น ไดด้ ว้ ยตนเอง ไดต้ าม ไทย ไทย
ไทย ๒. การเลน่ บทบาทสมมติการ - การแสดงความเคารพ
กาลเทศะ ปฏิบัตติ นในความเปน็ ไทย - การพูดสุภาพ
๗.๒.๒ กล่าว ๗.๒.๒ กล่าว - การกลา่ วคาํ ขอบคณุ
คําขอบคุณ คาํ ขอบคุณ และขอโทษ
และขอโทษ และขอโทษ ๒. การมีระเบียบวนิ ยั
ด้วยตนเอง ด้วยตนเอง ๑. การปฏบิ ัติตนตามวัฒนธรรม ๑. การปฏิบัตติ นตาม
ทอ้ งถิน่ ทอ่ี าศยั และประเพณี มารยาทและวัฒนธรรม
๗.๒.๓ ยืน ๗.๒.๓ ยืน ไทย ไทย
ตรงเมอ่ื ได้ยนิ ตรงและรว่ ม ๒. การเล่นบทบาทสมมติการ - การพดู สภุ าพ
เพลงชาตไิ ทย รอ้ งเพลงชาติ ปฏิบัตติ นในความเป็นคนไทย - การกล่าวคาํ ขอบคณุ
และเพลง ไทยและเพลง ๓. การพดู สะทอ้ นความรู้สึก และขอโทษ
สรรเสริญพระ สรรเสรญิ พระ ของตนเองและผู้อ่นื
บารมี บารมี ๑. การปฏิบัติตนตามวัฒนธรรม ๑. วันสําคัญของชาติ
ท้องถิ่นทอี่ าศัยและประเพณี ศาสนา
ไทย พระมหากษตั ริย์
๒. การเลน่ บทบาทสมมติการ ๒. สัญลักษณส์ ําคัญ
ปฏบิ ัตติ นในความเปน็ คนไทย ของชาตไิ ทย
๓. การร่วมกจิ กรรมวันสาํ คัญ ๓. การแสดงความ
จงรกั ภกั ดีต่อชาติ
ศาสนา
พระมหากษัตรยิ ์
พัฒนาการด้านสงั คม
มาตรฐานที่ ๘ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นมาสมาชิกท่ีดีของสังคมใน
ระบอบประชาธิปไตย อนั มพี ระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมขุ
ตวั บง่ ชี้ สภาพทพ่ี ึงประสงค์ สาระการเรยี นรรู้ ายปี
ชนั้ อ.๒ ชั้น อ.๓
(๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ปี) ประสบการณ์สําคญั สาระทคี่ วรเรยี นรู้
๘.๑ ยอมรบั ๘.๑.๑ เล่น ๘.๑.๑ เลน่ ๑. การเล่นและการ ๑. การเล่นและการ
ความ และทาํ และทาํ ทาํ งานรว่ มกบั ผอู้ ่ืน ทาํ งานร่วมกบั ผู้อนื่
เหมือนและ กจิ กรรม กิจกรรม ๒. การมีโอกาสได้รับ ๒. การรับฟงั ความ
ความ รว่ มกับเดก็ รว่ มกบั เดก็ ท่ี ความรู้ความรสู้ กึ ความ คิดเห็นของผอู้ น่ื
แตกต่าง ทแ่ี ตกตา่ งไป แตกต่างไป สนใจ และความต้องการ
ระหวา่ ง จากตน จากตน ของตนเองและผูอ้ นื่
บุคคล
๘.๒ ๘.๒.๑ เล่น ๘.๒.๑ เล่น ๑. การเล่นและทํางาน ๑. การเล่นและการ
มี หรือทํางาน หรือทํางาน รว่ มกบั ผอู้ ืน่ ทํางานรว่ มกับผอู้ นื่
ปฏิสัมพนั ธ์ ร่วมกับ ร่วมมอื กับ ๒. การแลกเปลี่ยนความ ๒. การรับฟังความ
ที่ดกี ับผู้อน่ื เพื่อนเปน็ เพือ่ นอยา่ งมี คดิ เห็นและเคารพความ คิดเหน็ ของผ้อู น่ื
กลุม่ เปา้ หมาย คดิ เห็นของผอู้ นื่ ๓. การมี ๓. รูจ้ ักแบ่งปัน
โอกาสได้รับความรู้ ๔. การเหลือผอู้ ืน่
ความรสู้ กึ ความสนใจ ๕. การมีนํา้ ใจ
และความต้องการของ ๖. ร้จู กั การรอคอย
ตนเองและผอู้ ่ืน
๘.๒.๒ ย้มิ ๘.๒.๒ ย้มิ ๑. การปฏิบตั ติ าม ๑. การไหว้
ทักทาย ทกั ทาย และ วฒั นธรรมทอ้ งถน่ิ ท่ี ๒. การกลา่ วทักทาย
หรอื พูดคยุ พดู คุยกับ อาศยั อย่แู ละความเป็น “สวัสดีคะ่ ” “สวัสดคี รบั ”
กับผใู้ หญ่ ผใู้ หญ่และ ไทย ๓. การความเคารพ การ
และบคุ คลท่ี บคุ คลท่ี ๒. การมปี ระสบการณ์ กลา่ วคําขอบคุณและขอ
คุ้นเคยได้ คนุ้ เคยได้ วัฒนธรรมทอ้ งถ่นิ และ โทษ
ดว้ ยตนเอง เหมาะสมกบั ความเป็นไทย ๔. การมีมารยาทตาม
สถานการณ์ วัฒนธรรมไทย
พัฒนาการด้านสังคม
มาตรฐานท่ี ๘ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นมาสมาชิกท่ีดีของสังคมใน
ระบอบประชาธิปไตยอนั มพี ระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมขุ (ตอ่ )
ตัวบง่ ช้ี สภาพที่พงึ ประสงค์ ชน้ั อ.๓ สาระการเรยี นรู้รายปี
๘.๓ ปฏิบัตติ น ช้นั อ.๒
เบือ้ งต้นในการ (๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ป)ี ประสบการณ์สาํ คญั สาระท่ีควรเรียนรู้
เป็นสมาชกิ ที่
ดขี องสังคม ๘.๓.๑ มสี ่วนรว่ มสร้าง ๘.๓.๑ มีสว่ นรว่ มสร้าง ๑. การแลกเปล่ียนความคิดเห็น ๑. การปฏิบตั ิตาม
ข้อตกลงและปฏบิ ัตติ าม ข้อตกลงและปฏบิ ตั ิ และเคารพความคิดเห็นของ ขอ้ ตกลงรว่ มกนั
ข้อตกลงเมื่อมผี ้ชู ้ีแนะ ตามขอ้ ตกลงด้วย ผอู้ น่ื
ตนเอง ๒. การเลน่ และการทํางาน ๑. รู้จักการเป็น
รว่ มกับผู้อน่ื ผนู้ าํ – ผู้ตามที่ดี
๘.๓.๒ ปฏบิ ัติตนเป็น ๘.๓.๒ ปฏบิ ัติตนเปน็ ๓. เดก็ มโี อกาสไดร้ ับรคู้ วามรู้สึก ๒. การรอคอย
ผู้นําและผตู้ ามได้ดัวย ผนู้ าํ และผูต้ ามได้ ความสนใจ และความต้องการ ๑. การทาํ กิจกรรม
ตนเอง เหมาะสมกับ ของตนเองและผอู้ ืน่ กลมุ่ ย่อย และกลุ่ม
สถานการณ์ ๑. การวางแผน ตัดสินใจเลอื ก ใหญ่
และลงมือปฏิบตั ิ ๑. การเลน่ และ
๘.๓.๓ ประนปี ระนอม ๘.๓.๓ ประนปี ระนอม ๒. การเล่นและการทาํ งาน การทํางานร่วมกบั
แก้ไขปัญหาโดย แก้ไขปัญหาโดย รว่ มกบั ผู้อ่ืน ผอู้ ่ืน
ปราศจากการใชค้ วาม ปราศจากการใช้ความ ๓. เดก็ มโี อกาสได้รบั รู้ความรสู้ ึก ๒. การรบั ฟงั ความ
รุนแรงเม่ือมีผ้ชู แี้ นะ รุนแรงดว้ ยตนเอง ความสนใจ และความตอ้ งการ คดิ เหน็ ของผ้อู ่ืน
ของตนเองและผูอ้ ื่น
๘.๓.๔ การคดิ แยกแยะ ๘.๓.๔ การคิด ๑. การแกป้ ัญหาในการเล่นหรอื
ระหว่างผลประโยชน์ แยกแยะระหวา่ ง ทาํ กจิ กรรม
สว่ นตน กับ ผลประโยชน์สว่ นตน ๒. การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
ผลประโยชน์สว่ นรวม กับผลประโยชน์ และเคารพความคดิ เหน็ ของ
ความอายและความไม่ สว่ นรวม ความอาย ผู้อื่น
ทนตอ่ การทจุ รติ และความไม่ทนต่อ ๑. การวางแผน ตดั สนิ ใจเลือก
STRONG : จติ พอเพยี ง การทุจรติ STRONG : และลงมอื ปฏบิ ตั ิ
ตา้ นทุจริต และพลเมอื ง จติ พอเพยี งต้านทุจริต ๒. การเล่นและการทํางาน
กบั ความรบั ผิดชอบตอ่ และพลเมือง กบั ความ รว่ มกับผอู้ ื่น
สงั คม รบั ผดิ ชอบตอ่ สังคม ๓. เดก็ มีโอกาสไดร้ บั รูค้ วามรสู้ กึ
ความสนใจ และความต้องการ
ของตนเองและผู้อ่ืน
พฒั นาการดา้ นสติปญั ญา
มาตรฐานท่ี ๙ ใช้ภาษาสอื่ สารได้เหมาะสมกับวัย
สภาพท่ีพงึ ประสงค์ สาระการเรยี นรู้รายปี
ตวั บง่ ชี้ ชนั้ อ.๒ ชั้น อ.๓
(๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ปี) ประสบการณส์ ําคัญ สาระทค่ี วรเรียนรู้
๙.๑ ๙.๑.๑ ฟังผอู้ ่ืน ๙.๑.๑ ฟังผู้อื่นพูด ๑. การสนทนาโต้ตอบและเลา่ ๑. การแสดงบทบาทสมมติ
สนทนา พูดจนจบและ จนจบและ เรือ่ งราวต่างๆ ๒. การเล่าข่าว
โตต้ อบและ สนทนาโต้ตอบ สนทนาโตต้ อบ ๒. การคดิ ๓. การแสดงความคดิ เหน็
เล่าเรื่องให้ สอดคลอ้ งกบั อย่างตอ่ เนื่อง ๓. การใชภ้ าษา ๔. การส่อื สาร
ผู้อืน่ เร่อื งทฟ่ี งั เชือ่ มโยงกับเร่อื ง ๔. การแสดงความรู้สึกด้วยคาํ พูด
เข้าใจ ท่ีฟงั
๙.๑.๒ เล่า ๙.๑.๒ เล่าเปน็ ๑. การคดิ ๑. การแสดงบทบาทสมมติ
เร่อื งเปน็ เรอ่ื งราวตอ่ เนื่อง ๒. การใชภ้ าษา ๒. การเล่าข่าว เลา่ เร่อื ง
ประโยคอยา่ ง ได้ ๓. การพูดกับผ้อู ่นื เกี่ยวกับ ๓. การแสดงความคิดเห็น
ต่อเนื่อง ประสบการณข์ องตนเองหรอื เลา่ ๔. เล่าประสบการณข์ อง
เรื่องราวเกยี่ วกับตนเอง ตนเอง
๕. การสนทนากบั ผู้อ่ืน
๙.๒ อ่าน ๙.๒.๑ อ่าน ๙.๒.๑ อ่านภาพ ๑. การคดิ ๑. การแสดงบทบาท
เขียนภาพ ภาพ สัญลักษณ์ คาํ ๒. การอ่านภาพ หรือสัญลกั ษณ์ สมมติ
และ สญั ลกั ษณ์ คาํ ด้วยการช้หี รือ จากนทิ าน หรือเร่อื งราวที่สนใจ ๒. การเลา่ นทิ านประกอบ
สญั ลักษณ์ พร้อมทัง้ ชห้ี รอื กวาดตามอง ๓. การใช้ภาษา ภาพ
ได้ กวาดตามอง จุดเร่ิมต้นและจด ๔. การอา่ นในหลายรูปแบบผา่ น ๓. การแสดงความคดิ เห็น
ขอ้ ความตาม จบขอ้ ความ ประสบการณท์ ส่ี ือ่ ความหมายตอ่ ๔. เล่าประสบการณ์ของ
บรรทัด เดก็ ตนเอง
๖. หนงั สือตา่ งๆ
๙.๒.๒ เขียน ๙.๒.๒ เขยี นช่ือ ๑. การเขียนในหลายรูปแบบผ่าน ๑. การรจู้ กั ช่อื ตนเอง
คลา้ ยตวั อักษร ของตนเองตาม ประสบการณ์ทส่ี อ่ื ความหมายต่อ
แบบ เขียน เด็ก
ข้อความดว้ ยวธิ ีที่ ๒. การเขียนภาพ เขยี นคล้าย
คดิ ขึน้ เอง ตวั อักษร เขียนสัญลกั ษณ์ เขยี น
ชอื่ ตนเอง
พฒั นาการด้านสติปัญญา
สภาพท่พี งึ ประสงค์ สาระการเรยี นร้รู ายปี
ตัวบง่ ช้ี ช้ัน อ.๒ ช้นั อ.๓ ประสบการณ์
(๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ป)ี สําคญั สาระท่คี วรเรยี นรู้
๑๐.๑ มี ๑๐.๑.๑ บอก ๑๐.๑.๑ บอกลักษณะ ๑. การคดิ ๑. กิจกรรมเกม
ความสาม ลักษณะและ ส่วนประกอบ การ ๒. การใช้ภาษา การศกึ ษา
ารถในการ สว่ นประกอบของ เปลี่ยนแปลงหรอื ๓. การสังเกต ๒. กิจกรรสรา้ งสรรค์
คดิ รวบ สิ่งต่างๆจากการ ความสัมพนั ธ์ของสง่ิ การจาํ แนก และ ๓. การทดลอง
ยอด สงั เกตโดยใช้ ตา่ งๆจากการสงั เกต การเปรียบเทยี บ
ประสาทสัมผัส โดยใชป้ ระสาทสัมผัส
๑๐.๑.๒ จับคู่และ ๑๐.๑.๒ จับคแู่ ละ ๑. การคดิ ๑. กิจกรรมเกม
เปรียบเทยี บความ เปรียบเทียบความ ๒. มิตสิ ัมพนั ธ์ การศึกษา
แตกตา่ งหรอื แตกตา่ งและความ ๓. การสงั เกต ๒. กิจกรรมเสริม
ความเหมอื นของ เหมือนของส่งิ ตา่ งๆ การจําแนก และ ประสบการณ์
ส่ิงตา่ งๆโดยใช้ โดยใชล้ กั ษณะที่สังเกต การเปรยี บเทยี บ
ลักษณะท่ีสงั เกต พบ ๒ ลักษณะเดยี ว
พบเพียงลักษณะ
เดยี ว
๑๐.๑.๓ จําแนก ๑๐.๑.๓ จาํ แนกและ ๑. การคิด ๑. กิจกรรมเกม
และจดั กลุม่ สงิ่ จัดกลุ่มสิ่งตา่ งๆโดยใช้ ๒. มติ สิ ัมพนั ธ์ ศึกษา
ตา่ งๆโดยใช้อยา่ ง ตั้งแต่ ๒ ลกั ษณะข้นึ ไป ๓. การสงั เกต ๒. กิจกรรมกลางแจง้
นอ้ ย ๑ ลักษณะ เปน็ เกณฑ์ การจาํ แนก และ ๓. กิจกรรมเสริม
เปน็ เกณฑ์ การเปรียบเทียบ ประสบการณ์
๑๐.๑.๔ ๑๐.๑.๔ เรยี งลําดับ ๑. การคดิ ๑. กจิ กรรมเกม
เรียงลาํ ดับสิ่งของ ส่งิ ของหรอื เหตุการณ์ ๒. มิติสมั พนั ธ์ ศกึ ษา
หรือเหตกุ ารณ์ อย่างน้อย ๕ ลาํ ดับ ๓. การสังเกต ๒. กจิ กรรมกลางแจง้
อยา่ งนอ้ ย ๔ การจาํ แนก และ ๓. กิจกรรมเสริม
ลําดบั การเปรียบเทียบ ประสบการณ์
มาตรฐานท่ี ๑๐ มคี วามสามารถในการคิดท่ีเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้
พัฒนาการด้านสตปิ ัญญา
มาตรฐานที่ ๑๐ มคี วามสามารถในการคดิ ที่เปน็ พนื้ ฐานในการเรยี นรู้ (ตอ่ )
ตัวบง่ ชี้ สภาพทพ่ี ึงประสงค์ สาระการเรียนรรู้ ายปี
๑๐.๒ มี ชัน้ อ.๒ ชน้ั อ.๓
ความสามารถใน (๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ปี) ประสบการณส์ าํ คัญ สาระที่ควรเรียนรู้
การคดิ เชงิ
เหตุผล ๑๐.๒.๑ ระบุ ๑๐.๒.๑ อธบิ าย ๑. การคิด ๑. สี
สาเหตุ หรือผลที่ เชื่อมโยงสาเหตุ ๒. การรูจ้ กั ส่งิ ต่างๆด้วย ๒. รปู รา่ ง รปู ทรง
๑๐.๓ มี เกดิ ขึ้นใน และผลที่เกดิ ขน้ึ ประสาทสมั ผัสทง้ั ๕ ๓. ขนาด
ความสามารถใน เหตุการณ์หรือ ในเหตุการณ์หรือ ๓. การสงั เกต การจาํ แนก ๔. น้ําหนัก
การคดิ แกป้ ัญหา การกระทาํ เมอื่ มี การกระทําด้วย และการเปรียบเทียบ ๑. สี
และตัดสินใจ ผชู้ แี้ นะ ตนเอง ๔. การเรียงลําดับ ๒. รูปรา่ ง รปู ทรง
เหตุการณก์ อ่ น – หลัง ๓. ขนาด
๑๐.๒.๒ คาดเดา ๑๐.๒.๒ ๑. การคิด ๔. นา้ํ หนกั
หรอื คาดคะเนสง่ิ คาดคะเนส่ิงท่ี ๒. มิตสิ ัมพนั ธ์ ๕. การทดลอง
ทอ่ี าจจะเกดิ ขึ้น อาจจะเกดิ ขึน้ ๓. การสังเกต การจําแนก วิทยาศาสตร์
หรือมสี ่วนร่วม และมีส่วนรว่ มใน และการเปรียบเทยี บ
ในการลง การลงความเหน็ ๔. เวลา
ความเหน็ จาก จากข้อมลู อยา่ งมี
ขอ้ มลู เหตผุ ล
๑๐.๓.๑ ๑๐.๓.๑ ๑. การคดิ ๑. การเลน่ หรอื ทํา
ตดั สินใจในเรือ่ ง ตดั สินใจในเร่อื ง ๒. การวางแผนตัดสินใจ สิง่ ต่างๆดว้ ยตนเอง
ง่ายๆและเริ่ม งา่ ยๆและยอมรบั เลือกและลงมือปฏิบัติ และผอู้ ่ืน
เรยี นรผู้ ลท่ี ผลทเ่ี กิดขนึ้ ๓. การแก้ปญั หาในการ ๒. การทดลอง
เกดิ ขึน้ เล่น วทิ ยาศาสตร์
๑๐.๓.๒ ระบุ ๑๐.๓.๒ ระบุ ๑. การคิด ๑. การขอความ
ปญั หาและ ปัญหาสรา้ ง ๒. การวางแผนตัดสนิ ใจ ชว่ ยเหลอื จากผูอ้ ่นื
แกป้ ัญหาโดย ทางเลอื กและ เลอื กและลงมอื ปฏบิ ตั ิ ๒. การทดลอง
ลองผิดลองถูก เลือกวิธี ๓. การแกป้ ญั หาในการ วทิ ยาศาสตร์
แก้ปญั หา เล่น
พัฒนาการด้านสติปัญญา
มาตรฐานที่ ๑๑ มจี ินตนาการและความคดิ สร้างสรรค์
สภาพทีพ่ งึ ประสงค์ สาระการเรยี นรู้รายปี
ตัวบ่งชี้ ช้ัน อ.๒ ช้ัน อ.๓ สาระท่คี วร
(๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ปี) ประสบการณส์ าํ คญั เรียนรู้
๑๑.๑ ๑๑.๑.๑ ๑๑.๑.๑ ๑. การแสดงความคดิ สรา้ งสรรค์ผ่าน ๑. วิธีการใช้
ทาํ งานศิลปะ สร้างผลงาน สร้างผลงาน ศลิ ปะ เคร่อื งมอื
ตาม ศิลปะเพื่อ ศลิ ปะเพ่ือ ๒. การเขยี นและการเล่นกบั สี เครอ่ื งใช้ในการ
จินตนาการ ส่อื สาร ส่อื สาร ๓. การป้ัน ทํางานศิลปะ
และความคิด ความคิด ความคดิ ๔. การประดิษฐส์ ่ิงตา่ งๆด้วยเศษวัสดุ อย่างถูกวธิ แี ละ
สร้างสรรค์ ความรู้สกึ ความรูส้ ึก ๕. การทํางานศิลปะท่ีนําวสั ดุ หรือ ปลอดภยั เช่น
ของตนเอง ของตนเอง สงิ่ ของเครือ่ งใช้ท่ีใชแ้ ล้วมาใชซ้ ํา้ หรือแปร กรรไกร
โดยมกี าร โดยมกี าร รปู แลว้ นํากลับมาใชใ้ หม่
ดัดแปลงและ ดดั แปลงและ ๖. การหยบิ จับ การใช้กรรไกร การฉกี
แปลกใหม่ แปลกใหม่ การตัด การปะและการร้อยวสั ดุ
จากเดิม จากเดิมและ ๗. การแสดงความคิดสร้างสรรคผ์ ่านงาน
หรือมี มี ศลิ ปะ
รายละเอยี ด รายละเอียด ๘. การสรา้ งสรรค์ช้นิ งานโดยใช้
เพม่ิ ขึ้น เพม่ิ ขึน้ รปู รา่ งรปู ทรง จากวัสดทุ หี่ ลากหลาย
๑๑.๒ แสดง ๑๑.๒.๑ ๑๑.๒.๑ ๑. การเคลอ่ื นไหวอยกู่ บั ที่ ๑. การ
ท่าทาง/ เคลือ่ นไหว เคล่ือนไหว ๒. การเคล่ือนไหวเคลอ่ื นท่ี เคลอื่ นไหว
เคล่ือนไหว ทา่ ทางเพอ่ื ท่าทางเพอ่ื ๓. การเคลอ่ื นไหวพร้อมวสั ดุอปุ กรณ์ ร่างกายใน
ตาม สื่อสาร สื่อสาร ๔. การแสดงความคิดสรา้ งสรรคผ์ ่าน ทศิ ทางระดบั
จนิ ตนาการ ความคดิ ความคดิ ภาษา ทา่ ทางการเคลอ่ื นไหวและศลิ ปะ และพื้นทตี่ ่างๆ
อยา่ ง ความรู้สึก ความรสู้ ึก ๕. การเคลอ่ื นไหวโดยควบคมุ ตนเองไป ๒. การแสดง
สรา้ งสรรค์ ของตนเอง ของตนเอง ในทิศทาง ระดับและพน้ื ท่ี ท่าทางต่างๆตาม
อย่าง อยา่ ง ๖. การเคล่อื นไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี ความคิดของ
หลากหลาย หลากหลาย ๗. การฟงั เพลง การรอ้ งเพลงและการ ตนเอง
หรือแปลก และแปลก แสดงปฏิกริ ิยาโตต้ อบเสียงดนตรี
ใหม่ ใหม่
พฒั นาการดา้ นสตปิ ัญญา
มาตรฐานท่ี ๑๒ มีเจตคติท่ีดีต่อการเรียนรู้ และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสม
กับวยั
สภาพท่พี งึ ประสงค์ สาระการเรยี นร้รู ายปี
ตวั บง่ ชี้ ชนั้ อ.๒ ช้ัน อ.๓ ประสบการณ์
(๔ – ๕ ปี) (๕ – ๖ ป)ี สําคัญ สาระทค่ี วรเรยี นรู้
๑๒.๑ มีเจต ๑๒.๑.๑ สนใจ ๑๒.๑.๑ สนใจ ๑. การคดิ ๑. ศึกษาแหล่งเรยี นรู้
คติทด่ี ตี ่อการ ซักถามเก่ียวกบั หยิบหนงั สอื มา ๒. การรบั รแู้ ละ หอ้ งสมุด
เรยี นรู้ สัญลกั ษณ์ อา่ นและเขยี นสอ่ื แสดงความรสู้ กึ ๒. มมุ นทิ านหรอื มุมตา่ งๆ
ตัวหนังสอื ทพี่ บเห็น ความคดิ ดว้ ย ผา่ นส่ือ วสั ดุ ของ ๓. การทาํ กจิ กรรม เล่นเกม
ตนเองเป็นประจาํ เล่น และผลงาน และการละเลน่ ตา่ งๆ
อย่างตอ่ เนือ่ ง ๓. การ
กระตอื รือรน้
๑๒.๑.๒ ๑๒.๑.๒ กระตอื ๑. การมีความ ๑. ศึกษาแหล่งเรียนรู้
กระตือรือรน้ ในการ รอื รน้ ในการเข้า รับผิดชอบ ห้องสมุด
เข้าร่วมกจิ กรรม ร่วมกิจกรรมตั้งแต่ ๒. การมีระเบยี บ ๒. มุมนิทานหรอื มุมตา่ งๆ
ต้นจนจบ วนิ ัย ๓. การทํากจิ กรรม เล่นเกม
และการละเลน่ ตา่ งๆ
๑๒.๒ มี ๑๒.๒.๑ ค้นหา ๑๒.๒.๑ คน้ หา ๑. การคดิ ๑. ศกึ ษาแหล่งเรียนรู้
ความสามารถ คําตอบของข้อ คําตอบของขอ้ สง- ๒. การสงั เกต ห้องสมุด
ในการ สงสัยตา่ งๆตาม สยั ต่างๆโดยใช้ การจาํ แนก และ ๒. มมุ นทิ านหรอื มุมต่างๆ
แสวงหา วธิ กี ารของตนเอง วธิ กี ารทหี่ ลาก การเปรียบเทยี บ ๓. การทาํ กิจกรรม เล่นเกม
ความรู้ หลายด้วยตนเอง และการละเล่นต่างๆ
๑๒.๒.๒ ใช้ประโยค๑๒.๒.๒ ใช้ประ ๑. การคดิ ๑. ศึกษาแหล่งเรียนรู้
คาํ ถามวา่ “ท่ไี หน” โยคคาํ ถามว่า ๒. การสังเกต ห้องสมุด
“ทําไม” ในการ “เมอ่ื ไร” “อย่างไร”การจําแนก และ ๒. มุมนิทานหรือมุมต่างๆ
ค้นหาคําตอบ ในการค้นหา การเปรยี บเทียบ ๓. การทํากิจกรรม เลน่ เกม
คาํ ตอบ ๓. การสื่อสาร และการละเล่นตา่ งๆ
๘. การจดั ประสบการณ์
การจัดประสบการณ์สําหรับเด็กวัย ๔-๖ ปี จะจัดในรูปแบบของกิจกรรมบูรณาการผ่านการเล่น
ด้วยการ ปฏิบัติจริงโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เพ่ือให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง เกิดความรู้ ทักษะ
และเจตคติ ในการเรียนรู้ ได้พัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ดังน้ันการจัด
กิจกรรมจะต้อง ครอบคลุมประสบการณ์สําคัญและสาระที่ควรเรียนรู้ที่กําหนดในหลักสูตรการศึกษา
ปฐมวัย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐ (ปรับปรงุ พทุ ธศักราช๒๕๖๕)
การจัดประสบการณ์ควรยึดหยุ่นให้มีสาระที่ควรเรียนรู้ท่ีเด็กสนใจและการกําหนดกิจกรรมให้
เด็ก ในแต่ละวันไม่จัดเป็นรายวิชา และอาจใช้ช่ือเรียกกิจกรรมแตกต่างกันไปในแต่ละหน่วยงาน การ
นําแนวคิดการ จัดการศึกษาปฐมวัยต่างๆมาประยุกต์ใช้ในการจัดประสบการณ์ ผู้สอนต้องทําความ
เข้าใจแนวคิดการจัด การศึกษาปฐมวัยนั้นๆ ซ่ึงแต่ละแนวคิดการจัดการศึกษาปฐมวัยจะมีจุดเด่นของ
ตนเอง แต่โดยภาพรวมแล้ว แนวคิดการจัดการศึกษาปฐมวัยส่วนใหญ่ยึดเด็กเป็นสําคัญ การลงมือ
ปฏิบัติจริงด้วยตัวเด็กจึงเป็นหัวใจสําคัญ ของการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม นอกจากนี้ผู้สอนต้องศึกษา
และทําความเข้าใจในหลักการจัดประสบการณ์ แนวการจัดประสบการณ์ และการจัดกิจกรรมประจํา
วัน เพอื่ นาํ หลกั สูตรสถานศึกษาลงสู่การปฏบิ ัติ ดังน้ี
๘.๑ หลกั การจดั ประสบการณ์
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยโรงเรียนวัดห้วยทราย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (ปรับปรุง พุทธศักราช
๒๕๖๕) ได้กําหนดหลกั การจดั ประสบการณ์ไว้ ดงั นี้
๘.๑.๑ จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรู้อย่างหลากหลาย เพ่ือพัฒนาเด็กโดยองค์รวม
อย่างสมดุล และตอ่ เนอื่ ง
๘.๑.๒ เน้นเด็กเป็นสําคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคล
และ บรบิ ทของสงั คมท่ีเดก็ อาศยั อยู่
๘.๑.๓ จัดให้เด็กได้รับการพัฒนา โดยให้ความสําคัญทั้งด้านกระบวนการเรียนรู้และ
พฒั นาการของเดก็
๘.๑.๔ จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเน่ือง และเป็นส่วนหนึ่งของ
การจัด ประสบการณ์ พรอ้ มท้งั นําผลการประเมนิ มาพฒั นาเดก็ อย่างตอ่ เนอ่ื ง
๘.๑.๕ ให้พ่อแม่ ครอบครวั ชมุ ชน และทกุ ฝา่ ยท่เี กย่ี วข้อง มีสว่ นรว่ มในการพัฒนาเดก็
๘.๒ แนวทางการจัดประสบการณ์
การจดั ประสบการณส์ าํ หรบั เดก็ ปฐมวยั ควรดาํ เนินการตามแนวทางดังต่อไปน้ี
๘.๒.๑ จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการและการทํางานของสมอง ท่ี
เหมาะสมกับ อายุ วฒุ ิภาวะ และระดบั พัฒนาการ เพ่อื ใหเ้ ด็กทกุ คนได้พฒั นาเต็มตามศักยภาพ
๘.๒.๒ จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องกับแบบการเรียนรู้ของเด็ก เด็กได้ลงมือกระทํา เรียนรู้
ผ่าน ประสาทสัมผัสทั้งห้า ได้เคล่ือนไหว สํารวจ เล่น สังเกต สืบค้น ทดลอง และคิดแก้ปัญหาด้วย
ตนเอง
๘.๒.๓ จัดประสบการณ์แบบบูรณาการ โดยบูรณาการทั้งกิจกรรม ทักษะ และสาระการ
เรยี นรู้
๘.๒.๔ จัดประสบการณ์ให้เด็กได้คิดริเร่ิม วางแผน ตัดสินใจ ลงมือกระทําและนําเสนอ
ความคิด โดยผู้สอน หรือผู้จัดประสบการณ์เป็นผู้สนับสนุน อํานวยความสะดวก และเรียนรู้ร่วมกับ
เด็ก
๘.๒.๕ จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอ่ืน กับผู้ใหญ่ ภายใต้สภาพแวดล้อมท่ี
เอ้ือต่อ การเรียนรู้ในบรรยากาศท่ีอบอุ่น มีความสุข และเรียนรู้การทํากิจกรรมแบบร่วมมือในลักษณะ
ต่างๆ
๘.๒.๖ จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับส่ือ และแหล่งการเรียนรู้ท่ีหลากหลายและอยู่
ในวถิ ชี ีวติ ของเด็ก สอดคล้องกบั บรบิ ท สงั คม และวัฒนธรรมทีแ่ วดล้อมเดก็
๘.๒.๗ จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมลักษณะนิสัยท่ีดีและทักษะการใช้ชีวิตประจําวัน ตาม
แนวทาง หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม และการมีวินัย
ใหเ้ ป็นส่วนหน่งึ ของ การจัดประสบการณ์การเรยี นรอู้ ยา่ งตอ่ เนอื่ ง
๘.๒.๘ จัดประสบการณ์ท้ังในลักษณะท่ีมีการวางแผนไว้ล่วงหน้าและแผนที่เกิดข้ึนในสภาพ
จริง โดยไมไ่ ดค้ าดการณไ์ ว้
๘.๒.๙ จัดทําสารนิทัศน์ด้วยการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก
เป็น รายบคุ คล นาํ มาไตรต่ รองเพ่อื ใชป้ ระโยชนใ์ นการพฒั นาเด็กและการวิจัยในช้นั เรยี น
๘.๒.๑๐ จัดประสบการณ์โดยให้พ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วม ท้ังการวางแผน
การสนับสนนุ ส่อื แหลง่ เรียนรู้ การเข้ารว่ มกิจกรรม และการประเมนิ พัฒนาการ
๘.๓. การจัดกจิ กรรมประจําวัน
การจัดประสบการณ์ในกิจกรรมประจําวันสําหรับเด็กอายุ ๓-๖ ปี สามารถนํามาจัดได้หลาย
รูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการนําไปใช้ของแต่ละหน่วยงาน ซ่ึงเป็นการช่วยให้ผู้สอนทราบว่า
ในแต่ละวันจะทํา กิจกรรมอะไร เมื่อใด และอย่างไร และท่ีสําคัญผู้สอนต้องคํานึงถึงการจัดกิจกรรมให้
ครอบคลุมพัฒนาการ ทกุ ดา้ น การจัดกจิ กรรมประจาํ วันมีหลักการจดั และขอบข่ายของกิจกรรม ดังน้ี
๘.๓.๑ หลักการจดั กิจกรรมประจําวัน
การจัดกิจกรรมประจําวันจะต้องคํานึงถึง อายุ และความสนใจของเด็กในแต่ละช่วงวัย
ดงั นี้
๘.๓.๑.๑. การกําหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัย
ของเด็กในแต่ละวนั แตย่ ืดหย่นุ ได้ตามความตอ้ งการและความสนใจของเด็ก เช่น
เด็กวยั ๓-๔ ปี มคี วามสนใจประมาณ ๘ ๑๒ นาที
เดก็ วัย ๔-๕ ปี มคี วามสนใจประมาณ ๑๒-๑๕ นาที
เด็กวยั ๕-๖ ปี มีความสนใจประมาณ ๑๕-๒๐ นาที
๘.๓.๑.๒. กิจกรรมท่ีต้องใช้ความคิดท้ังในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ไม่ควรใช้เวลาต่อเน่ือง
นานเกินกว่า ๒๐ นาที
๘.๓.๑.๓. กิจกรรมท่ีเด็กมีอิสระเลือกเล่นอย่างเสรี เพ่ือช่วยให้เด็กเรียนรู้การเลือก การ
ตัดสินใจ การคิดแก้ปัญหา และความคิดสร้างสรรค์ ใช้เวลาประมาณ ๔๐-๖๐ นาที เช่น กิจกรรมการ
เลน่ ตามมมุ กจิ กรรม การเล่นกลางแจ้ง กิจกรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์
๘.๓.๑.๔. กิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรมในห้องและนอกห้อง กิจกรรมท่ีใช้
กล้ามเน้ือใหญ่ และกล้ามเน้ือเล็ก กิจกรรมท่ีเป็นรายบุคคล กลุ่มย่อย และกลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่เด็ก
เป็นผู้ริเริ่มและผู้สอนเป็น ผู้ริเริ่ม กิจกรรมท่ีใช้กําลังและไม่ใช้กําลัง จัดให้ครบทุกประเภท ท้ังนี้
กิจกรรมท่ีต้องออกกําลังกายควรจัดสลับกับ กิจกรรมที่ไม่ต้องออกกําลังมากนัก เพื่อเด็กจะได้ไม่
เหนือ่ ยเกินไป
๘.๓.๒ ขอบข่ายของกิจกรรรมประจําวัน
การเลือกกิจกรรมที่จะนํามาจัดในแต่ละวัน สามารถจัดได้หลายรูปแบบ ทั้งนี้ ข้ึนอยู่กับ
ความ เหมาะสมในการนําไปใช้ของแต่ละหน่วยงานและสภาพชุมชน ที่สําคัญผู้สอนต้องคํานึงถึงการ
จดั กิจกรรมให้ ครอบคลมุ พัฒนาการทุกด้านดงั ต่อไปน้ี
๘.๓.๒.๑ การพัฒนากล้ามเน้ือใหญ่ เป็นการพัฒนาความแข็งแรง การทรงตัว การ
ยืดหยุ่น ความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่างๆ การประสานสัมพันธ์ และจังหวะการเคล่ือนไหวใน
การใช้กล้ามเนื้อใหญ่ โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นอิสระกลางแจ้ง เล่นเคร่ืองเล่นสนาม เล่นปีนป่าย
อย่างอสิ ระ และเคลือ่ นไหว รา่ งกายตามจังหวะดนตรี
๘.๓.๒.๒ การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เปน็ การพฒั นาความแขง็ แรงของกลา้ มเนอ้ื มอื นิ้ว
มือ และ การประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตาได้อย่างคล่องแคล่ว โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นเคร่ือง
เล่นสัมผัส ฝึกช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย การหยิบจับส่ิงของ และอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ช้อนส้อม สี
เทียน กรรไกร พูก่ นั ดนิ เหนยี ว
๘.๓.๒.๓ การพัฒนาอารมณ์ จิตใจ และปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เป็นการ
ปลูกฝังให้เด็กมี ความรู้สึกท่ีดีต่อตนเองและผู้อ่ืน มีความเช่ือมั่น กล้าแสดงออก มีวินัย รับผิดชอบ
ซื่อสัตย์ ประหยัด เมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อ แบ่งปัน มีมารยาท และปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทยและ
ศาสนาที่นับถือ โดยจัดกิจกรรมต่างๆ ผ่านการเล่นให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือก ได้รับการ
ตอบสนองตามความตอ้ งการ ได้ฝกึ ปฏบิ ัตโิ ดยสอดแทรก คณุ ธรรม จริยธรรมอยา่ งตอ่ เน่อื ง
๘.๓.๒.๔ การพัฒนาสังคมนิสัย เป็นการพัฒนาให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ดี แสดงออก
อย่าง เหมาะสมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเองในการทํากิจวัตรประจําวัน มี
นิสัยรักการทํางาน รักษาความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น รวมท้ังระมัดระวังอันตรายจากคนแปลก
หน้า ให้เด็กได้ปฏิบัติ กิจวัตรประจําวันอย่างสมํ่าเสมอ รับประทานอาหาร พักผ่อนนอนหลับ ขับถ่าย
ทําความสะอาดร่างกาย เล่นและทํางานร่วมกับผู้อ่ืน ปฏิบัติตามกฎกติกา ข้อตกลงของส่วนรวม เก็บ
ของเข้าท่ีเมอ่ื เลน่ หรือทาํ งานเสรจ็
๘.๓.๒.๕ การพัฒนาการคิด เป็นการพัฒนาให้เด็กมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหา
การคิดรวบยอดและการคิดเชิงเหตุผลทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้
สังเกต จําแนก เปรียบเทียบ สืบเสาะหาความรู้ สนทนา อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เชิญ
วิทยากรมาพูดคุยกับเด็กศึกษานอกสถานท่ี เล่นเกมการศึกษา ฝึกแก้ปัญหาในชีวิตประจําวัน ฝึก
ออกแบบและสร้างชิน้ งาน และ ทาํ กจิ กรรมเปน็ รายบุคคล กลุม่ ยอ่ ย และกล่มุ ใหญ่
๘.๓.๒.๖ การพัฒนาภาษา เป็นการพัฒนาให้เด็กใช้ภาษาในการส่ือสารถ่ายทอด
ความรู้สึก ความคิด ความเข้าใจในสิ่งต่างๆ ท่ีเด็กมีประสบการณ์ โดยสามารถตั้งคําถามในส่ิงท่ีสงสัย
ใคร่รู้ จัดกิจกรรม ทางภาษาให้มีความหลากหลายในสภาพแวดล้อมที่เอ้ือต่อการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังให้
เด็กได้กล้าแสดงออกใน การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน มีนิสัยรักการอ่าน และบุคคลแวดล้อมต้อง
เป็นแบบอย่างท่ีดีในการใช้ภาษา ท้ังนี้ต้องคํานึงถึงหลักการจัดกิจกรรมทางภาษาที่เหมาะสมกับเด็ก
เป็นสําคัญ
๘.๓.๒.๗ การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เป็นการส่งเสริมให้เด็กมี
ความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ ได้ถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกและเห็นความสวยงามของสิ่งต่างๆ โดยจัด
กิจกรรม ศิลปะสร้างสรรค์ การเคล่ือนไหวและจังหวะตามจินตนาการ ประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ อย่างอิสระ
เลน่ บทบาทสมมติ เลน่ นาํ้ เลน่ ทราย เลน่ บล็อก และเล่นกอ่ สร้าง
๘.๓.๓ รูปแบบการจดั กิจกรรมประจาํ วนั
การจัดตารางกิจกรรมประจําวันสามารถจัดได้หลายรูปแบบ ท้ังนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม
ในการนําไปใช้ของแต่ละหน่วยงาน ที่สําคัญผู้สอนต้องคํานึงถึงการจัดกิจกรรมให้ครอบคลุมพัฒนาการ
ทุกด้าน จึงขอเสนอแนะสัดสว่ นเวลาในการพัฒนาเดก็ แตล่ ะวัน ดงั น้ี
อายุ ๓-๔ ปี อายุ ๔-๕ ปี อายุ ๕-๖ ปี
การพฒั นา ช่ัวโมง : วัน ช่ัวโมง : วนั ชั่วโมง : วัน
(ประมาณ) (ประมาณ) (ประมาณ)
๑. การพฒั นาทกั ษะพนื้ ฐานในชวี ติ ประจําวนั
(รวมท้ังการช่วยตนเองในการแต่งกาย การ ๓ ๒ ๑/๒ ๒ ๑/๔
รบั ประทานอาหาร สุขอนามยั และการนอนพักผอ่ น)
๒. การเล่นตามมมุ ประสบการณ์/มมุ เลน่ ๑๑๑
๓. การคิดและความคิดริเริม่ สร้างสรรค์ ๑๑๑
๔. กิจกรรมด้านสงั คม การทํางานร่วมกับผ้อู น่ื ) ๑/๒ ๓/๔ ๑
๕.กิจกรรมพัฒนากล้ามเน้ือใหญ่ ๓/๔ ๓/๔ ๓/๔
๖.กิจกรรมที่มีการวางแผนโดยผสู้ อน ๓/๔ ๑ ๑
เวลาโดยประมาณ ๗๗๗
จากตารางกจิ กรรมประจาํ วนั ผสู้ อนต้องจัดกจิ กรรมโดยคาํ นงึ ถึงประเด็นดังต่อไปน้ี
๑. การจัดสัดส่วนของเวลาในแต่ละวันที่เสนอไว้สามารถปรับและยืดหยุ่นได้ ทั้งนี้ ข้ึนอยู่กับ
ผูส้ อนและ สภาพการณ์ โดยยึดหลักการจดั กจิ กรรมประจาํ วนั
๒. การจัดกิจกรรมประจําวันควรจัดเพื่อส่งเสริมทักษะพ้ืนฐานในชีวิตประจําวันของเด็ก โดย
ผู้สอนต้องให้ ความสําคัญในการส่งเสริมให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อเล็กในการหยิบ จับ วัสดุต่างๆเพื่อ
ช่วยเหลือตนเองในการปฏิบัติ กิจวัตรประจําวันและถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย
เช่น เด็กอายุ ๓ ปีต้องให้เวลาในการทํา กิจวัตรประจําวันมากและเมื่อเด็กอายุมากข้ึนเวลาท่ีทํากิจวัตร
ประจาํ วนั จะนอ้ ยลงตามลําดับเนื่องจากเด็ก ช่วยเหลอื ตนเองได้มากขนึ้
๓. การจัดกิจกรรมพัฒนากล้ามเน้ือใหญ่ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กมีร่างกายแข็งแรง มีการทรง
ตัวท่ีดี มีการยืดหยุ่นและความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่าง ๆ ตามจังหวะการเคลื่อนไหวและการ
ประสานสมั พนั ธ์กัน
๔. การจัดกิจกรรมการเล่นอิสระ เป็นส่ิงสําคัญและจําเป็นสําหรับเด็กปฐมวัย ช่วยให้เด็กเลือก
ตัดสินใจ คิดแก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ในแต่ละวัน เด็กทุกวัยควรมีโอกาสเล่นอิสระกลางแจ้งอย่างน้อย
๑ ชั่วโมง : วนั
๕. การคิดและความคิดสร้างสรรค์ ทําให้เด็กเกิดความคิดรวยยอด การคิดเชิงเหตุผล มี
ความสามารถ ในการแก้ปญั หาและตดั สนิ ใจ มจี ินตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์
๖. กิจกรรมพัฒนาทักษะทางสังคม เป็นกิจกรรมที่เด็กได้พัฒนาลักษณะนิสัยที่ดี แสดงออก
อย่างเหมาะสม มีปฏิสัมพันธ์และอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนได้อย่างมีความสุข เด็กท่ีอายุน้อยยังยึดตัวเองเป็น
ศูนย์กลาง ดังน้ัน การให้เวลา ในช่วงวัย ๓ ขวบจึงให้เวลาน้อยในการทํากิจกรรมกลุ่ม เนื่องจากเด็กยัง
ยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง และจะเพ่ิมเวลาเมื่อเด็กอายุมากข้ึน เพราะเด็กต้องการเวลาในการเล่นและ
ทํากจิ กรรมรว่ มกบั คนอ่ืนมากขึ้น
๗. กิจกรรมที่มีการวางแผนโดยครูผู้สอน ให้คิดรวบยอดโดยครูผู้สอน จะช่วยให้เด็กเกิดทักษะ
หรือ ความคิดรวบยอดในเรื่องใดเร่ืองหน่ึงตามสาระการเรียนรู้ที่กําหนดไว้ในหลักสูตร เช่นผู้สอน
ต้องการให้เกิด ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับนํ้า ผู้สอนต้องวางแผนกิจกรรมล่วงหน้า เวลาที่ใช้ในแต่ละ
วันท่ีกําหนดไว้ ๓/๔ ช่ัวโมง (๔๕ นาที) ท้ังน้ีมิได้หมายความว่าให้ผู้สอนสอนต่อเน่ือง ๔๕ นาทีใน ๑
กิจกรรม ผู้สอนต้องพิจารณาว่า เด็กมีช่วงความสนใจส้ันตามพัฒนาการ จําเป็นต้องจัดแบ่งเวลาเป็น
หลายช่วงและในหลากหลายกิจกรรม กิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดท้ังในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ไม่ควรใช้
เวลาต่อเนอ่ื งนานกวา่ ๒๐ นาที
๘.๓.๔ แนวทางการจดั กจิ กรรมประจําวนั
การจัดกิจกรรมประจําวัน ครูสามารถนําไปปรับใช้ได้ หรือนํานวัตกรรมต่างๆมาปรับใช้ใน
การจัด กิจกรรมประจําวันให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของสถานศึกษา โดยมีแนวทางในการจัด
กจิ กรรม และ การใช้สอ่ื ดงั น้ี
๑. กจิ กรรมเคลอื่ นไหวและจงั หวะ
การเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมท่ีจัดให้เด็กได้เคล่ือนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกาย
อย่าง อิสระตามจังหวะ โดยใช้เสียงเพลง คําคล้องจอง เครื่องเคาะจังหวะ และอุปกรณ์อ่ืนๆ มา
ประกอบการ เคลื่อนไหว ซ่ึงจังหวะและเครื่องดนตรีประกอบ ได้แก่ การปรบมือ การร้องเพลง การ
เคาะไม้ กรุ้งกร่ิง รํามะนา กลอง กรับ เพ่ือส่งเสริมให้เด็กพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเน้ือเล็ก
อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เกิดจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ สอดคล้องกับจุดประสงค์
ดงั นี้
จดุ ประสงค์
๑. เพื่อพัฒนาอวยั วะทุกสว่ นให้มคี วามสัมพนั ธก์ นั อยา่ งดีในการเคลอื่ นไหว
๒. เพอ่ื ฝึกทกั ษะภาษา ฝึกฟังคาํ สัง่ และขอ้ ตกลง
๓. เพ่ือฝึกใหเ้ กดิ ทกั ษะในการฟงั ดนตรี หรือจงั หวะตา่ ง ๆ
๔. เพื่อให้เกิดความซาบซง้ึ และสุนทรียภาพ
๕. เพอื่ ฝกึ ความจาํ และเสรมิ สรา้ งประสบการณ์