The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยโรงเรียนวัดห้วยทราย ปีการศึกษา 2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by piyapronyeeporm, 2022-08-31 03:45:50

หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยโรงเรียนวัดห้วยทราย ปีการศึกษา 2565

หลักสูตรสถานศึกษาปฐมวัยโรงเรียนวัดห้วยทราย ปีการศึกษา 2565

๖. เพ่อื ฝึกการเป็นผู้นําและผตู้ ามท่ีดี
๗. เพือ่ พฒั นาด้านสังคม การปรับตัวและความร่วมมอื ในกลมุ่
๘. เพ่ือให้โอกาสเด็กได้แสดงออก มีความเช่ือมั่นในตนเอง และความคิดริเริ่ม
สร้างสรรค์
๙. เพื่อใหเ้ กดิ ความสนุกสนาน ผ่อนคลายความตงึ เครียดทงั้ ร่างกายและจติ ใจ
ขอบขา่ ยของการจดั กจิ กรรมเคล่ือนไหวและจังหวะ
๑. การเคลอ่ื นไหวร่างกาย
๒. การฟังสัญญาณและการปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลง
๓. การฝกึ การเป็นผนู้ าํ และผตู้ ามท่ีดี
๔. การฝึกจินตนาการและความคดิ สร้างสรรค์
๕. ความมีระเบยี บวนิ ัย
๖. การเรียนรู้จังหวะ
๗. ความเพลดิ เพลินสนุกสนาน
๘. การฝกึ ความจาํ
๙. การแสดงออก
๑๐. เน้ือหาของหน่วยการสอน
รูปแบบการเคลอ่ื นไหว
๑. การเคลื่อนไหวพ้ืนฐาน เป็นกิจกรรมท่ีต้องฝึกทุกครั้งก่อนที่จะเร่ิมฝึกกิจกรรมอื่นๆต่อไป
ลักษณะการจัดกิจกรรมมีจุดเน้นในเรื่องจังหวะและการเคลื่อนไหวหรือท่าทางอย่างอิสระ การ
เคลื่อนไหวตาม ธรรมชาติของเดก็ มี ๒ ประเภท ได้แก่
๑.๑ การเคลื่อนไหวอยู่กับที่ เช่น ปรบมือ ผงกศีรษะ ขยิบตา ชันเข่า ขยับมือและแขน
มอื และ น้วิ มือ เทา้ และปลายเท้า
๑.๒ การเคล่ือนไหวเคล่ือนท่ี เช่น คลาน คืบ เดิน ว่ิง กระโดด ควบม้า ก้าวกระโดด
เขย่ง ก้าวชดิ
๒. การเคล่ือนไหวท่ีสัมพันธ์กับเนื้อหา เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคล่ือนไหวร่างกายโดย
เน้น การทบทวนเรื่องที่ได้รับรู้จากกิจกรรมอื่นและนํามาสัมพันธ์กับสาระการเรียนรู้ หรือเร่ืองอื่นๆ ท่ี
เด็กสนใจ ได้แก่
๒.๑ การเคลื่อนไหวเลียนแบบ เป็นการเคล่ือนไหวเลียนแบบส่ิงต่างๆ รอบตัว เช่น การ
เลียนแบบ ท่าทางสัตว์ การเลียนแบบท่าทางคน การเลียนแบบเครื่องยนต์กลไกและเครื่องเล่น และ
การเลียนแบบ ปรากฏการณธ์ รรมชาติ
๒.๒ การเคลื่อนไหวตามบทเพลง เป็นการเคลื่อนไหวหรือทําท่าทางประกอบเพลง เช่น
เพลงไก่ เพลงขา้ มถนน เพลงสวสั ดี
๒.๓ การทําท่าทางกายบริหารประกอบเพลงหรือคําคล้องจอง เป็นการเคลื่อนไหวแบบ
กายบริหาร อาจจะมีท่าทางไม่สัมพันธ์กับเนื้อหาของเพลงหรือคําคล้องจอง เช่น เพลงกํามือแบมือ
เพลงออกกาํ ลงั คาํ คล้องจองฝนตกพราํ พรํา

๒.๔ การเคล่ือนไหวเชิงสร้างสรรค์ เป็นการเคลื่อนไหวที่ให้เด็กคิดสร้างสรรค์ท่าทางขึ้น
เอง หรอื อาจใช้คําถามหรือคําสั่ง หรือใชอ้ ุปกรณป์ ระกอบ เชน่ ห่วงหวาย แถบผ้า รบิ บนิ้ ถงุ ทราย

๒.๕ การเคล่ือนไหวหรือการแสดงท่าทางตามคําบรรยายที่ครูเล่า หรือเรื่องราว หรือ
นิทาน

๒.๖ การเคลื่อนไหวหรือการแสดงท่าทางตามคําส่ัง เป็นการเคล่ือนไหวหรือทําท่าทาง
ตามคําสัง่ ของครู เชน่ การจัดกลมุ่ ตามจํานวน การทาํ ท่าทางตามคําสั่ง

๒.๗ การเคล่ือนไหวหรือการแสดงท่าทางตามข้อตกลง เป็นการเคลื่อนไหวหรือทํา
ทา่ ทาง ตามข้อตกลงทไี่ ด้ตกลงไว้ก่อนเริม่ กจิ กรรม

๒.๘ การเคล่ือนไหวหรือการแสดงท่าทางเป็นผู้นํา ผู้ตาม เป็นการคิดท่าทางการ
เคลอ่ื นไหว อยา่ งสร้างสรรค์ของเดก็ เองแล้วใหเ้ พ่ือนปฏบิ ัตติ าม

จากขอบข่ายของการจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะข้างต้น ผู้สอนควรตระหนักถึงลักษณะ
ของการ เคลื่อนไหวโดยการใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกายให้ประสานสัมพันธ์กันอย่างสมบูรณ์ ด้วยการ
เคลือ่ นไหวลักษณะ
ช้า เร็ว นุ่มนวล ทําท่าทางขึงขัง ร่าเริง มีความสุข หรือเศร้าโศก เสียใจ และเคล่ือนไหวในทิศทางที่
แตกต่างกัน เพ่ือเป็นการฝึกให้เด็กได้เคลื่อนที่อิสระโดยใช้บริเวณที่อยู่รอบๆ ตัวเด็ก ได้แก่ การ
เคล่ือนไหวไปข้างหน้าและ ข้างหลัง ไปข้างซ้ายและข้างขวา เคลื่อนตัวขึ้นและลง หรือหมุนไปรอบตัว
โดยให้มรี ะดบั ของการเคล่อื นไหวสูง กลาง และ ตาํ่ ในบริเวณพ้ืนทท่ี ีเ่ ดก็ ตอ้ งการเคล่อื นไหว

สอ่ื กิจกรรมเคลอื่ นไหวและจงั หวะ
๑. เคร่ืองเคาะจงั หวะ เช่น นิง่ เหลก็ สามเหล่ียม กรบั ราํ มะนา กลอง
๒. อุปกรณ์ประกอบการเคลื่อนไหว เช่น หนังสือพิมพ์ ริบบ้ิน แถบผ้า ห่วงหวาย

หว่ งพลาสติก ฮูลาฮบู ถงุ ทราย
แนวการจัดกิจกรรมเคลอื่ นไหวและจังหวะ
๑. เริ่มจากการทํากิจกรรมเคลื่อนไหวพื้นฐาน เพ่ือเป็นการเตรียม โดยการแตะสัมผัสส่วน

ตา่ งๆ ของรา่ งกาย สํารวจการใชส้ ว่ นต่างๆ ของรา่ งกายในการเคลอ่ื นไหว
๒. อธิบายหรือสร้างข้อตกลงร่วมกันในการกําหนดสัญญาณ การใช้เคร่ืองให้จังหวะ และการ

กําหนด จังหวะ เช่น ข้อตกลงเก่ียวกับสัญญาณและจังหวะ จะใช้เคร่ืองเคาะจังหวะเป็นการกําหนด
จงั หวะใหส้ ํมา่ เสมอ และชัดเจน อาจจะกําหนดดังน้ี

๒.๑ ให้จังหวะ ๑ คร้ัง สมํ่าเสมอ แสดงว่า ให้เด็กเดินหรือเคล่ือนไหวไปเรื่อยๆ ตาม
จงั หวะ

๒.๒ ให้จังหวะ ๒ คร้ังติดกัน แสดงว่า ให้เด็กหยุดการเคล่ือนไหว โดยเด็กจะต้องหยุดนิ่ง
จริงๆ หากกาํ ลงั อยู่ในทา่ ใด ก็ตอ้ งหยดุ นิ่งในทา่ นน้ั จะเคล่อื นไหวหรือเปลีย่ นทา่ ไม่ได้

๒.๓ ให้จังหวะรัว แสดงว่า ให้เด็กเคล่ือนไหวอย่างเร็ว หรือเคลื่อนที่เร็วขึ้นแต่ไม่ใช่การวิ่ง

และส่ง เสียงดัง บางกจิ กรรมอาจจะหมายถึงการเปล่ียนตําแหนง่ การทาํ ตามคาํ ส่ัง หรอื ข้อตกลง
๓. ให้เด็กเคล่ือนไหวอย่างอิสระตามความคิด หรือจินตนาการของตนเอง โดยใช้ส่วนต่างๆ

ของ ร่างกายให้มากท่ีสุด ในขณะเดียวกันต้องคํานึงถึงองค์ประกอบพ้ืนฐานในการเคลื่อนไหว ได้แก่
การใช้ร่างกาย ตนเอง การใชพ้ ืน้ ที่ การเคลื่อนไหวอย่างมีอสิ ระ มีระดับและทศิ ทาง

๔. ให้เดก็ ทดลองปฏิบัติและปฏบิ ตั เิ พอื่ ให้เด็กไดเ้ คล่อื นไหวหลากหลายรูปแบบ
๕. หลังจากปฏิบัติกิจกรรมให้เด็กได้พักผ่อนตามอัธยาศัย โดยให้เด็กนั่งกับพ้ืนห้อง ผู้สอนเปิด
เพลงเบาๆ

ข้อเสนอแนะ
๑. ควรเริ่มกิจกรรมจากการเคลื่อนไหวท่ีเป็นอิสระ และมีวิธีการที่ไม่ยุ่งยากมากนัก เช่น ให้
เดก็ ได้ กระจายอย่ภู ายในห้องหรอื บรเิ วณท่ฝี กึ และให้เคลอ่ื นไหวไปตามธรรมชาติของเด็ก
๒. ควรให้เด็กได้แสดงออกด้วยตนเองอย่างอิสระและเป็นไปตามความนึกคิดของเด็กเอง ครู
ไม่ควรช้ีแนะ
๓. ควรเปิดโอกาสให้เด็กคิดหาวิธีเคลื่อนไหวทั้งที่ต้องเคลื่อนท่ีและไม่ต้องเคลื่อนท่ีเป็น
รายบุคคล เปน็ คู่ เปน็ กลมุ่ ตามลาํ ดับและกล่มุ ไมค่ วรเกิน ๕ - ๖ คน
๔. ควรใช้ส่ิงของท่ีหาได้ง่าย เช่น ของเล่น กระดาษ หนังสือพิมพ์ เศษผ้า เชือก ท่อนไม้
ประกอบการ เคล่อื นไหวและการใหจ้ งั หวะ
๕. ควรกําหนดจังหวะสัญญาณนัดหมายในการเคลื่อนไหวต่าง ๆ หรือเปล่ียนท่า หรือหยุดให้
เดก็ ทราบ เม่อื ทาํ กิจกรรมทกุ คร้งั เช่น เม่อื ให้จังหวะ ๑ จงั หวะ ให้เด็กทําทา่ ทาง ๑ ท่าทาง ฯลฯ
๖. ควรสร้างบรรยากาศอย่างอิสระ ช่วยให้เด็กรู้สึกอบอุ่น เพลิดเพลิน และรู้สึกสบายและ
สนุกสนาน
๗. ควรจดั ใหม้ รี ปู แบบของการเคลื่อนไหวทหี่ ลากหลาย เพ่ือช่วยใหเ้ ดก็ สนใจมากข้ึน
๘. กรณีเด็กไม่ยอมเข้าร่วมกิจกรรม ครูไม่ควรใช้วิธีบังคับ ควรให้เวลาและโน้มน้าวให้เด็ก
สนใจเขา้ รว่ ม กิจกรรมด้วยความสมัครใจ
๙. หลังจากเด็กได้ทํากิจกรรมแล้ว ต้องให้เด็กได้พักและผ่อนคลายอิริยาบถ โดยเปิดเพลง
จงั หวะชา้ ๆ เบาๆ
๑๐. การจัดกิจกรรมควรจัดตามตารางกิจวัตรประจําวัน และควรจัดให้เป็นที่น่าสนใจ เกิด
ความ สนุกสนาน

๒. กิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม
กิจกรรมเสริมประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม เป็นกิจกรรมท่ีมุ่งเน้นให้เด็กได้พัฒนา

ทักษะการ เรียนรู้ มีทักษะการฟัง การพูด การอ่าน การสังเกต การคิดแก้ปัญหา การใช้เหตุผล โดย
การฝึกปฏิบัติร่วมกัน และการทํางานเป็นกลุ่ม ทั้งกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ เพื่อให้เกิดความคิดรวบยอด
เกี่ยวกับเรอ่ื งทไ่ี ดเ้ รียนรู้ สอดคลอ้ งกับจุดประสงคด์ งั นี้

จดุ ประสงค์
๑. เพื่อใหเ้ ด็กเข้าใจเนอ้ื หาและเรื่องราวในหน่วยการจดั ประสบการณ์
๒. เพอื่ ฝกึ การใชภ้ าษาในการฟัง พดู และการถ่ายทอดเรอ่ื งราว
๓. เพอ่ื ฝึกมารยาทในการฟัง การพูด
๔. เพ่ือฝึกความมรี ะเบียบวินัย
๕. เพื่อให้เดก็ เรียนรู้ผา่ นการสังเกต เปรียบเทยี บ
๖. เพื่อส่งเสริมความสามารถในการคิดรวบยอด การคดิ แก้ปญั หาและตัดสนิ ใจ
๗. เพ่อื ส่งเสริมการเรยี นรู้วิธีแสวงหาความรู้ เกิดการเรยี นรจู้ ากการค้นพบดว้ ยตนเอง
๘. เพอื่ ฝึกใหก้ ลา้ แสดงความคิดเห็น รว่ มแสดงความคดิ เห็นอยา่ งมเี หตผุ ลและยอมรบั ฟัง

ความ คิดเหน็ ของผอู้ น่ื
๙. เพือ่ ฝกึ ให้มลี ักษณะนิสัยใฝร่ ูใ้ ฝเ่ รยี น
๑๐. เพ่ือฝึกลกั ษณะนสิ ัยให้มคี ุณธรรม จริยธรรม
ขอบข่ายสาระของกิจกรรมเสริมประสบการณ์/กจิ กรรมในวงกลม

สาระที่ควรเรียนรู้ สาระในส่วนน้ีกําหนดเฉพาะหัวข้อไม่มีรายละเอียด ทั้งนี้เพื่อ
ประสงค์จะให้ ผู้สอนสามารถกําหนดรายละเอียดขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัย ความต้องการ ความสนใจ
ของเด็ก อาจยืดหยุ่น เน้ือหาได้โดยคํานึงถึงประสบการณ์ และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงของเด็ก ผู้สอน
สามารถนําสาระท่ีควรเรียนรู้มา บูรณาการจัดประสบการณ์ต่างๆ ให้ง่ายต่อการเรียนรู้ ท้ังนี้มิได้
ประสงค์ให้เด็กท่องจําเนื้อหา แต่ต้องการให้ เด็กเกิดแนวคิดหลังจากนําสาระการเรียนรู้น้ันๆมาจัด
ประสบการณ์ให้เด็กเพ่ือให้บรรลุจุดหมายท่ีกําหนดไว้ นอกจากนี้สาระที่ควรเรียนรู้ยังใช้เป็นแนวทาง
ช่วยผู้สอนกําหนดรายละเอียดและความยากง่ายของเน้ือหาให้ เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก สาระ
ที่ควรเรียนรู้ประกอบด้วยเร่ืองราวเก่ียวกับตัวเด็ก เร่ืองราวเกี่ยวกับบุคคล และสถานท่ีแวดล้อมเด็ก
ธรรมชาติรอบตัว และสิ่งตา่ งๆรอบตวั เดก็ ดงั น้ี

๑. เรื่องราวเก่ียวกับตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ นามสกุล รูปร่างหน้าตา
อวัยวะต่างๆ วิธีระวังรักษาร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี การรับประทานอาหารท่ีเป็น
ประโยชน์ การรักษาความ ปลอดภัยของตนเอง รวมท้ังการปฏิบัติต่อผู้อ่ืนอย่างปลอดภัย การรู้จัก
ประวัติความเป็นมาของตนเองและ ครอบครัว การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกท่ีดีของครอบครัวและ
โรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น การรู้จัก แสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟังความ
คิดเห็นของผู้อื่น การกํากับตนเอง การเล่นและทําส่ิงต่างๆ ด้วยตนเองตามลําพังหรือกับผู้อื่น การ
ตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การสะท้อนการรับรู้ อารมณ์และความรู้สึกของ
ตนเองและผู้อ่ืน การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเหมาะสม การแสดง มารยาทท่ีดี การมี
คณุ ธรรมจริยธรรม

๒. เรื่องราวเก่ียวกับบุคคลและสถานท่ีแวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เก่ียวกับครอบครัว
สถานศึกษา ชุมชน และบุคคลต่างๆ ท่ีเด็กต้องเก่ียวข้องหรือใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ในชีวิตประจําวัน
สถานที่สําคัญ วันสําคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนธรรมในชุมชน สัญลักษณ์สําคัญ
ของชาติไทย และการปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย หรือแหล่งเรียนรู้จากภูมิปัญญา
ทอ้ งถนิ่ อนื่ ๆ

๓. ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เก่ียวกับช่ือ ลักษณะ ส่วนประกอบ การ
เปล่ียนแปลงและ ความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน น้ํา ท้องฟ้า สภาพ
อากาศ ภัยธรรมชาติ แรง และพลังงานในชีวิตประจําวันที่แวดล้อมเด็ก รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
และการรกั ษาสาธารณสมบัติ

๔. สิ่งต่างๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาเพื่อส่ือความหมาย ใน
ชีวิตประจําวัน ความรู้พื้นฐานเก่ียวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักช่ือ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส
ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร น้ําหนัก จํานวน ส่วนประกอบ การเปล่ียนแปลงและความสัมพันธ์ของ
ส่ิงต่างๆ รอบตัว เวลา เงิน ประโยชน์ การใช้งาน และการเลือกใช้สิ่งของเคร่ืองใช้ ยานพาหนะ การ
คมนาคม เทคโนโลยีและการ สื่อสารต่างๆ ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจําวันอย่างประหยัด ปลอดภัยและรักษา
สิ่งแวดล้อม

ส่อื กจิ กรรมเสรมิ ประสบการณ์ /กจิ กรรมในวงกลม
๑. สื่อของจริงท่ีอยู่ใกล้ตัวและส่ือจากธรรมชาติหรือวัสดุท้องถ่ิน เช่น ต้นไม้ใบไม้ เปลือก
หอย เส้อื ผ้า
๒. ส่ือที่จาํ ลองขึน้ เช่น ตน้ ไม้ ตกุ๊ ตาสตั ว์
๓. สือ่ ประเภทภาพ เช่น ภาพพลกิ ภาพโปสเตอร์ หนังสือภาพ
๔. ส่ือ เทคโนโลยี เช่น เครื่องบันทึกเสียง เคร่ืองขยายเสียง โทรศัพท์ แม่เหล็ก แว่น
ขยาย เครอื่ งชงั่ กล้องถา่ ยรปู ดิจิตอล
๕. ส่ือ แหล่งเรียนรู้ เช่น แหล่งเรียนรู้ภายในและนอกสถานศึกษา เช่น แปลงเกษตร
สวนผัก สมนุ ไพร รา้ นคา้ สวนสตั ว์ แหล่งประกอบการในทอ้ งถิน่
แนวการจัดกิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม
การจัดกิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์/กจิ กรรมในวงกลม จดั ไดห้ ลายวธิ ี ไดแ้ ก่
๑. การสนทนาหรือการอภิปราย เป็นการพูดคุย ซักถามระหว่างเด็กกับครู หรือเด็กกับ
เด็ก เป็น การส่งเสริมพัฒนาการทางภาษาด้านการพูดและการฟัง โดยการกําหนดประเด็นในการ
สนทนาหรืออภิปราย เด็กจะได้แสดงความคิดเห็นและยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ครูหรือผู้สอน
เปิดโอกาสให้เด็กซักถาม โดยใช้คําถามกระตุ้นหรือเล่าประสบการณ์ที่แปลกใหม่ นําเสนอปัญหาที่ ท้า
ทายความคิด การยกตัวอย่าง การ ใช้สื่อประกอบการสนทนาหรือการอภิปรายควรใช้สื่อของจริง ของ
จําลอง รูปภาพ หรอื สถานการณจ์ าํ ลอง
๒. การเล่านิทาน และการอ่านนิทาน เป็นกิจกรรมท่ีครูหรือผู้สอนเล่าหรืออ่านเร่ืองราว
จาก นิทาน โดยการใช้ํน้าเสียงประกอบการเล่าแตกต่างตามบุคลิกของตัวละคร ซึ่งครูหรือผู้สอนควร
เลือกสาระของ นิทานให้เหมาะสมกับวัย สื่อท่ีใช้อาจเป็นหนังสือนิทาน หนังสือภาพ แผ่นภาพ หุ่นมือ
หุ่นนิ้วมือ หรือการแสดง ท่าทางประกอบการเล่าเรื่อง โดยครูใช้คําถามเพื่อกระตุ้นการเรียนรู้ เช่น ใน
นิทานเร่ืองนี้มีตัวละครอะไรบ้าง เหตุการณ์ในนิทานเรื่องน้ีเกิดท่ีไหน เวลาใด หรือ ลําดับเหตุการณ์ท่ี
เกิดขนึ้ ในนทิ าน นทิ านเรอ่ื งนีม้ ปี ัญหา อะไรบา้ ง และเดก็ ๆชอบเหตุการณใ์ ดในนอทานเรือ่ งน้มี ากท่สี ดุ
๓. การสาธิต เป็นกิจกรรมท่ีเด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง โดยแสดงหรือทําส่ิงที่
ต้องการให้ เด็กได้สังเกตและเรียนรู้ตามขั้นตอนของกิจกรรมนั้นๆ และเด็กได้อภิปรายและร่วมกันสรุป
การเรียนรู้ การสาธิต ในบางครั้งอาจให้เด็กอาสาสมัครเป็นผู้สาธิตร่วมกับครูหรือผู้สอน เพ่ือนําไปสู่

การปฏิบัติจริงด้วยตนเอง เช่น การเพาะเมล็ดพืช การประกอบอาหาร การเป่าลูกโป่ง การเล่นเกม
การศกึ ษา

๔. การทดลองปฏิบัติการ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง จากการลงมือ
ปฏิบัติ ทดลอง การคิดแก้ปัญหา มีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะคณิตศาสตร์ ทักษะ
ภาษา ส่งเสริมให้เด็ก เกิดข้อสงสัย สืบค้นคําตอบด้วยตนเอง ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์อย่างง่าย
สรุปผลการทดลอง อภิปรายผล การทดลอง และสรุปการเรียนรู้ โดยกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์
งา่ ย ๆ เช่น การเลีย้ งหนอนผีเส้อื การปลูกพชื ฝึก การสังเกตการณ์ไหลของนํา้

๕. การประกอบอาหาร เป็นกิจกรรมท่ีจัดให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการทดลองโดยเปิดโอกาส
ให้เด็กได้ ลงมือทดสอบและปฏิบัติการด้วยตนเองเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของผัก เนื้อสัตว์ ผลไม้ด้วย
วิธีการต่างๆ เช่น ต้ม น่ึง ผัด ทอด หรือการรับประทานสด เด็กจะได้รับประสบการณ์จากการสังเกต
การเปลี่ยนแปลงของอาหาร การรับรู้รสชาติและกล่ินของอาหาร ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสและการ
ทํางานร่วมกนั เชน่ การทาํ อาหารจากไข่

๖. การเพาะปลูก เป็นกิจกรรมท่ีเน้นกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ซ่ึง
เด็กจะได้ เรียนรู้การบูรณาการจะทําให้เด็กได้รับประสบการณ์โดยทําความเข้าใจความต้องการของ
ส่ิงมีชีวิตในโลก และ ช่วยให้เด็กเข้าใจความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งท่ีอยู่รอบตัวโดยการสังเกต
เปรยี บเทียบ และการคดิ อย่างมเี หตผุ ล ซง่ึ เปน็ การเปิดโอกาสใหเ้ ดก็ ได้ค้นพบและเรยี นรดู้ ้วยตนเอง

๗. การศึกษานอกสถานที่ เป็นการจัดกิจกรรมทัศนศึกษาท่ีให้เด็กได้เรียนรู้สภาพความ
เป็นจริง นอกห้องเรียน จากแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา หรือ แหล่งเรียนรู้ในชุมชน เช่น ห้องสมุด
สวนสมุนไพรวัด ไปรษณีย์ พิพิธภัณฑ์ เพ่ือเป็นการเพ่ิมพูนประสบการณ์แก่เด็ก โดยครูและเด็กร่วมกัน
วางแผนศึกษาส่ิงที่ต้องการเรียนรู้การ เดินทาง และสรุปผลการเรียนรู้ที่ได้จากการไปศึกษานอก
สถานท่ี

๘. การเล่นบทบาทสมมติ เป็นกิจกรรมให้เด็กสมมติตนเองเป็นตัวละคร และแสดง
บทบาทต่างๆ ตามเนื้อเรื่องในนิทาน เร่ืองราวหรือสถานการณ์ต่าง ๆ โดยใช้ความรู้สึกของเด็กในการ
แสดง เพื่อให้เด็กเข้าใจ เรื่องราว ความรู้สึกและพฤติกรรมของตนเองและผู้อ่ืน ๆ ควรใช้สื่อ
ประกอบการเล่นสมมติ เช่น หุ่นสวมศีรษะ ท่ีคาดศีรษะรูปคนและสัตว์รูปแบบต่างๆ เคร่ืองแต่งกาย
และอุปกรณ์ของจรงิ ชนิดต่าง ๆ

๙. การร้องเพลง ท่องคําคล้องจอง เป็นกิจกรรมท่ีจัดให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาษา
จังหวะ และ การแสดงท่าทางให้สัมพันธ์กับเนื้อหาของเพลงหรือคําคล้องจอง ครูหรือผู้สอนควรเลือก
ใหเ้ หมาะกบั วยั ของเดก็

๑๐. การเล่นเกม เป็นกิจกรรมที่นําเกมการเรียนรู้เพื่อฝึกทักษะการคิด การแก้ปัญหา และ
การทํางานเปน็ กล่มุ เกมที่นํามาเลน่ ไมค่ วรเน้นการแข่งขนั

๑๑. การแสดงละคร เป็น กิจกรรมท่ีเด็กจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการลําดับเรื่องราว การเรียง
ลําดับเหตุการณ์ หรือเรื่องราวจากนิทาน การใช้ภาษาในการส่ือสารของตัวละคร เพ่ือให้เด็กได้เรียนรู้
และทําความเข้าใจบุคลิกลักษณะของตัวละครที่เด็กสวมบทบาท ส่ือที่ใช้ เช่น ชุดการแสดงท่ี
สอดคล้องกับ บทบาททไี่ ด้รบั บทสนทนาทเี่ ด็กใช้ฝึกสนทนาประกอบการแสดง

๑๒. การใช้สถานการณ์จําลอง เป็นกิจกรรมท่ีเด็กได้เรียนรู้แนวทางการปฏิบัติตนเม่ืออยู่
ใน สถานการณ์ท่ีครูหรือผู้สอนกําหนด เพื่อให้เด็กได้ฝึกการแก้ปัญหา เช่น นํ้าท่วม โรคระบาด พบคน
แปลกหน้า

ข้อเสนอแนะ
๑. การจัดกิจกรรมควรให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าและมีโอกาส
ค้นพบดว้ ยตนเองใหม้ ากที่สุด
๒. ผู้สอนควรยอมรับความคิดเห็นท่ีหลากหลายของเด็กและให้โอกาสเด็กได้ฝึกคิดแสดง
ความ คดิ เห็น ฝึกตัง้ คาํ ถาม
๓. การจัดกิจกรรมอาจเชิญวิทยากรมาให้ความรู้เพ่ิมเติม เพ่ือช่วยให้เด็กสนใจและ
สนุกสนานยง่ิ ขนึ้
๔. ในขณะท่ีเด็กทํากิจกรรม หรือหลังจากทํากิจกรรมเสร็จแล้ว ผู้สอนควรใช้คําถาม
ปลายเปิด ที่ชวนให้เด็กคิดหลีกเล่ียงการใช้คําถามที่มีคําตอบ“ใช่”“ไม่ใช่”หรือมีคําตอบให้เด็กเลือก
และผ้สู อนควรใหเ้ วลาเด็กคิดคําตอบ
๕. ช่วงระยะเวลาที่จัดกิจกรรมสามารถยืดหยุ่นได้ตามความเหมาะสม โดยคํานึงถึงความ
สนใจของเด็กและความเหมาะสมของกิจกรรมน้ัน ๆ เช่น กิจกรรมการศึกษานอกสถานท่ี การ
ประกอบอาหาร การปลกู พชื อาจใช้เวลานานกว่าทก่ี าํ หนดไว้
๖. ควรสรุปส่ิงต่างๆที่ได้เรียนรู้ให้เด็กเข้าใจ ซ่ึงครูหรือผู้สอน อาจใช้คําถาม เพลง คําคล้อง
จอง เกมการเรียนรู้ แผนภมู ิ แผนผงั กราฟิก ฯลฯ เพ่อื นาํ ไปใช้ในชีวติ ประจําวนั

๓. กิจกรรมศิลปะสรา้ งสรรค์
กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนากระบวนการคิด การรับรู้เกี่ยวกับความงาม และ
ส่งเสริม กระตุ้นให้เด็กแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการ โดย
ใช้กิจกรรมศิลปะ หรือกิจกรรมอ่ืนที่เหมาะกับพัฒนาการของเด็กแต่ละวัยและสอดคล้องกับ
จุดประสงค์ดังนี้
จดุ ประสงค์

๑. เพื่อพัฒนากลา้ มเน้อื มอื และตาให้ประสานสมั พันธ์กนั
๒. เพอื่ ใหเ้ กดิ ความเพลดิ เพลนิ ชื่นชมในสิ่งทสี่ วยงาม
๓. เพื่อสง่ เสรมิ การปรบั ตวั ในการทํางานรว่ มกับผอู้ ืน่
๔. เพ่ือส่งเสรมิ การแสดงออกและความมัน่ ใจในตนเอง
๕. เพอื่ สง่ เสรมิ คณุ ธรรม จริยธรรม และทกั ษะทางสงั คม
๖. เพ่อื สง่ เสริมทกั ษะทางภาษา
๗. เพอ่ื ฝกึ ทกั ษะการสังเกต และการแกป้ ัญหา
๔. เพื่อสง่ เสริมความคดิ ริเริ่มสร้างสรรค์ และจนิ ตนาการ

ขอบข่ายการจดั กิจกรรมศลิ ปะสร้างสรรค์
การจดั กจิ กรรมสรา้ งสรรค์ ประกอบดว้ ย
๑. การวาดภาพและระบายสี เช่น การวาดภาพดว้ ยสีเทียน หรือสีไม้ การวาดภาพด้วยสนี าํ้
๒. การเล่นกับสีนาํ้ เชน่ การหยดสี การเทสี การเป่าสี ละเลงสดี ้วยนว้ิ มือ
๓. การพมิ พภ์ าพ เช่น การพมิ พ์ภาพด้วยพชื การพิมพภ์ าพดว้ ยวสั ดุตา่ งๆ
๔. การปนั้ เช่น การป้ันดนิ เหนียว การปนั้ แปง้ ปนั้ การป้ันดนิ น้ํามัน การปนั้ แปง้ ขนมปัง
๕. การพับ ฉกี ตดั ปะ เช่น การพับใบตอง การฉีกกระดาษเส้น การตัดภาพต่างๆ
๖. การปะตดิ วัสดุ
๗. การประดิษฐ์ เชน่ การประดิษฐเ์ ศษวัสดุ การรอ้ ย การสาน
สือ่ กจิ กรรมศิลปะสรา้ งสรรค์
๑. การวาดภาพและระบายสี
๑.๑ สีเทยี นแท่งใหญ่ สไี ม้ สีชอล์ก สีนํ้า
๑.๒ พกู่ ันขนาดใหญ่ (ประมาณเบอร์ ๑๒)
๑.๓ กระดาษ
๑.๔ เสอ้ื คลุม หรอื ผ้ากนั เปอื้ น
๒. การเล่นกับสี
๒.๑ การเป่าสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ สีนาํ้
๒.๒ การหยดสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ พกู่ ัน สนี ้ํา
๒.๓ การพับสี มี กระดาษ สีนา้ํ พู่กนั
๒.๔ การเทสี มี กระดาษ สีนาํ้
๒.๕ การละเลงสี มี กระดาษ สีนาํ้ แป้งเปียก
๓. การพิมพ์ภาพ
๓.๑ แมพ่ ิมพต์ ่าง ๆ จากของจรงิ เชน่ น้ิวมอื ใบไม้ ก้านกลว้ ย
๓.๒ แมพ่ มิ พจ์ ากวัสดุอนื่ ๆ เชน่ เชอื ก เสน้ ด้าย ตรายาง
๓.๓ กระดาษ ผา้ เชด็ มือ สีโปสเตอร์ (สนี ้ํา สฝี นุ่ ฯลฯ)
๔. การปน้ั เช่น ดนิ น้ํามัน ดนิ เหนยี ว แป้งโดว์ แผน่ รองป้ัน แม่พิมพ์รปู ตา่ งๆ ไมน้ วดแป้ง
๕. การพับ ฉีก ตัดปะ เช่น กระดาษ หรือวัสดุอื่นๆที่จะใช้พับ ฉีก ตัด ปะ กรรไกรขนาดเล็ก

ปลายมน กาวนํา้ หรอื แป้งเปยี ก ผา้ เชด็ มอื
๖. การประดิษฐ์เศษวัสดุ เช่น เศษวัสดุต่าง ๆ มีกล่องกระดาษ แกนกระดาษ เศษผ้า เศษ

ไหม กาว กรรไกร สี ผ้าเช็ดมอื
๗. การรอ้ ย เช่น ลูกปดั หลอดกาแฟ หลอดด้าย
๘. การสาน เชน่ กระดาษ ใบตอง ใบมะพร้าว

แนวการจัดกิจกรรมศลิ ปะสร้างสรรค์
๑. เตรียมจัดโต๊ะและอุปกรณ์ให้พร้อม และเพียงพอก่อนทํากิจกรรม โดยจัดไว้หลายๆ

กจิ กรรม และอย่างน้อย ๓-๕ กิจกรรม เพอ่ื ใหเ้ ด็กมีอิสระในการเลือกทํากิจกรรมที่สนใจ
๒. ควรสรา้ งขอ้ ตกลงในการทํากิจกรรม เพ่อื ฝกึ ใหเ้ ด็กมวี ินัยในการอยรู่ ่วมกนั
๓. การจัดให้เด็กทํากิจกรรม ควรให้เด็กเลือกทํากิจกรรมอย่างมีระเบียบ และทยอยเข้า

ทาํ กจิ กรรม โดยจดั โต๊ะละ ๕-๖ คน
๔. การเปลี่ยนและหมุนเวียนทํากิจกรรม ต้องสร้างข้อตกลงกับเด็กให้ชัดเจน เช่น หาก

กิจกรรมใด มเี พือ่ นครบจาํ นวนท่กี าํ หนดแล้ว ให้คอยจนกวา่ จะมีท่ีวา่ ง หรอื ใหท้ ํากิจกรรรมอืน่ กอ่ น
๕. กิจกรรมใดเป็นกิจกรรมใหม่ หรือการใช้วัสดุ อุปกรณ์ใหม่ ครูจะต้องอธิบายวิธีการทํา

วิธีการใช้ วธิ ีการทาํ ความสะอาด และการเกบ็ ของเข้าที่
๖. เมื่อทํางานเสร็จหรือหมดเวลา ควรเตือนให้เด็กเก็บวัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้

เข้าที่ และช่วยกนั ดูแลหอ้ งให้สะอาด

ข้อเสนอแนะ
๑. ควรจดั การจัดกิจกรรมศิลปะสรา้ งสรรค์ ใหเ้ ดก็ ทาํ ทกุ วัน วนั ละ ๓-๕ กิจกรรม และให้ เด็ก
เลือกทําอย่างน้อย ๑-๒ กิจกรรมตามความสนใจ ควรเน้นกระบวนการทางศิลปะของเด็กและไม่เน้น
ให้ เดก็ ทําเหมือนกันทัง้ ห้อง
๒. การจัดเตรยี มวัสดอุ ุปกรณ์ ควรพยายามหาวสั ดทุ อ้ งถ่ินมาใชก้ ่อนเป็นอันดับแรก
๓. ก่อนให้เด็กทํากิจกรรม ต้องอธิบายวิธีใช้วัสดุที่ถูกต้องให้เด็กทราบพร้อมทั้งสาธิตให้ดูจน
เข้าใจ เช่น การใช้พู่กันหรือกาว จะต้องปาดหูกันหรือกาวนั้นกับขอบภาชนะที่ใส่ เพ่ือไม่ให้กาวหรือสี
ไหลเลอะเทอะ
๔. ควรให้เด็กทํากิจกรรมอิสระ หรือเป็นกลุ่มย่อย เพ่ือฝึกการวางแผน และการทํางาน
รว่ มกันกบั ผอู้ ืน่
๕. ควรแสดงความสนใจ และชื่นชมผลงานของเด็กทุกคน และนําผลงานของเด็กทุกคน
หมุนเวียนจดั แสดงทปี่ า้ ยนิเทศ
๖. หากพบว่าเด็กคนใดสนใจทํากิจกรรมเดียวทุกคร้ัง ควรชักชวนให้เด็กเปล่ียนทํากิจกรรม
อ่ืนบ้าง เพราะกิจกรรมสร้างสรรค์แต่ละประเภทพัฒนาเด็กแต่ละด้านแตกต่างกัน และเม่ือเด็กทํา
ตามทแี่ นะนาํ ได้ ควร ให้แรงเสรมิ ทางบวกทุกครั้ง
๗. เมื่อเด็กทํางานเสร็จ ควรให้เล่าเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ทําหรือภาพท่ีวาด โดยครูหรือผู้สอน
บันทึกเร่ืองราว ที่เด็กเล่า และวันท่ีท่ีทํา เพื่อให้ทราบความก้าวหน้าและระดับพัฒนาการของเด็ก โดย
เขยี นด้วยตัวบรรจงและให้ เด็กเหน็ ลลี ามือในการเขยี นทถ่ี ูกตอ้ ง
๘. เก็บผลงานชิ้นท่ีแสดงความก้าวหน้าของเด็กเป็นรายบุคคลเพื่อเป็นข้อมูลสังเกตพัฒนาการ
ของเด็ก
๔. กิจกรรมการเลน่ ตามมุม
กิจกรรมการเล่นตามมุม เป็นกิจกรรมท่ีเปิดโอกาสให้เด็กเล่นอิสระตามมุมเล่น หรือมุม
ประสบการณ์ หรือกําหนดเป็นพื้นท่ีเล่นที่จัดไว้ในห้องเรียน ซ่ึงพ้ืนท่ีหรือมุมต่างๆเหล่านี้เด็กมีโอกาส

เลือกเล่นได้อย่างเสรีตาม ความสนใจและความต้องการของเด็ก ท้ังเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่มย่อย
เด็กอาจจะเลือกทํากิจกรรมท่ีครูจัด เสริมขึ้น เช่น เกมการศึกษา เครื่องเล่นสัมผัส โดยจัดให้สอดคล้อง
กบั จดุ ประสงค์ ดังน้ี

จดุ ประสงค์
๑. เพ่อื สง่ เสริมพฒั นาการดา้ นกล้ามเนอ้ื ใหญ่ กลา้ มเนือ้ เลก็ และการประสานสัมพันธ์
ระหว่างมอื กบั ตา
๒. เพื่อส่งเสริมให้รจู้ ักปรับตัวอยู่ร่วมกบั ผู้อืน่ มวี ินัยเชงิ บวกร้จู กั การรอคอย เอือ้ เฟอื้ เผือ่ แผ่
และใหอ้ ภยั
๓. เพ่ือสง่ เสริมให้เด็กมีโอกาสปฏสิ มั พนั ธก์ บั เพื่อน ครู และส่งิ แวดลอ้ ม
๔. เพอ่ื สง่ เสริมพฒั นาการทางด้านภาษา
๕. เพื่อสง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ มนี สิ ัยรกั การอา่ น
๖. เพ่ือส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองจากการสํารวจ การสังเกต และการ

ทดลอง
๗. เพ่ือสง่ เสรมิ ใหเ้ ดก็ พฒั นาความคดิ สรา้ งสรรคแ์ ละจินตนาการ
๘. เพ่อื สง่ เสรมิ การคิดแก้ปญั หา การคดิ อยา่ งมเี หตผุ ลเหมาะสมกบั วยั
๙. เพื่อสง่ เสริมใหเ้ ดก็ ฝกึ คดิ วางแผน และตัดสนิ ในการทํากิจกรรม
๑๐. เพือ่ สง่ เสรมิ ใหม้ ีทักษะพ้นื ฐานทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
๑๑. เพ่อื ฝกึ การทํางานรว่ มกนั ความรบั ผิดชอบ และระเบยี บวนิ ัย

ขอบขา่ ยของการจัดกจิ กรรมการเล่นตามมมุ
๑. เปิดโอกาสให้เด็กเลือกทํากิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ และเล่นตามมุมเล่นในช่วงเวลา
เดยี วกัน อยา่ งอิสระ
๒. การจัดมุมเล่นหรือมุมประสบการณ์ ควรจัดอย่างน้อย ๓-๕ มุม ดังตัวอย่างมุมเล่นหรือ
มุมประสบการณ์ ดังน้ี

๒.๑ มมุ บลอ็ ก เปน็ มมุ ที่ส่งเสริมใหเ้ ดก็ เรียนรเู้ กีย่ วกับมิติสมั พันธผ์ ่านการสรา้ ง
๒.๒ มุมหนังสือ เป็นมุมที่เด็กเรียนรู้เก่ียวกับภาษา จากการฟัง การพูด การอ่าน การเล่า
เรื่อง หรอื การยืม – คนื หนงั สอื
๒.๓ มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติศึกษา เป็นมุมท่ีเด็กได้เรียนรู้ธรรมชาติรอบตัว
ผา่ นการ เล่นทดลองอยา่ งง่าย
๒.๔ มุมเคร่ืองเล่นสัมผัส เป็นมุมที่เด็กจะได้ฝึกการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา
การ สรา้ งสรรค์ เช่น การร้อย การสาน การต่อเขา้ การถอดออก ฯลฯ
๒.๕ มุมบทบาทสมมติ เป็นมุมที่เด็กได้เรียนรู้เก่ียวกับบทบาทของแต่ละอาชีพหรือแต่ละ
หน้าที่ที่เดก็ ๆเลยี นแบบบทบาท

สือ่ กจิ กรรมการเลน่ ตามมุม
๑. มุมบทบาทสมมติ อาจจัดเป็นมุมเลน่ ตา่ งๆ เชน่
๑.๑ มุมบ้าน
๑) ของเล่นเครื่องใช้ในครัวขนาดเล็ก หรือของจําลอง เช่น เตา กระทะ ครก กาน้ํา

เขยี ง มดี พลาสติก หมอ้ จาน ชอ้ น ถว้ ยชาม กะละมงั
๒) เครอ่ื งเล่นตกุ๊ ตา เส้อื ผา้ ต๊กุ ตา เตยี ง เปลเด็ก ตุ๊กตา
๓) เครื่องแต่งบ้านจําลอง เช่น ชุดรับแขก โต๊ะเคร่ืองแป้ง หมอนอิง หวี ตลับแป้ง

กระจก ขนาดเห็นเตม็ ตวั
๔) เครื่องแต่งกายบุคคลอาชีพต่าง ๆ ที่ใช้แล้ว เช่น ชุดเคร่ืองแบบทหาร ตํารวจ ชุด

เสือ้ ผ้า ผูใ้ หญช่ ายและหญิง รองเทา้ กระเป๋าถอื ที่ไมใ่ ช้แล้ว
๕) โทรศัพท์ เตารดี จําลอง ที่รดี ผ้าจาํ ลอง
๖) ภาพถา่ ยและรายการอาหาร

๑.๒ มมุ หมอ
๑) เครื่องเล่นจําลองแบบเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์การรักษาผู้ป่วย เช่น หูฟัง เสื้อ

คลมุ หมอ
๒) อปุ กรณส์ ําหรบั เลียนแบบการบันทึกขอ้ มูลผู้ปว่ ย เชน่ กระดาษ ดินสอ ฯลฯ
๓) เครอ่ื งช่ังนํ้าหนัก วัดสว่ นสูง

๑.๓ มมุ รา้ นคา้
๑) กล่องและขวดผลติ ภณั ฑต์ ่างๆ ทใี่ ช้แล้ว
๒) ผลไม้จาํ ลอง ผกั จําลอง
๓) อปุ กรณป์ ระกอบการเล่น เช่น เครอื่ งคดิ เลข ลูกคิด ธนบัตรจําลอง ฯลฯ
๔) ปา้ ยชอ่ื รา้ น
๕) ปา้ ยช่อื ผลไม้ ผกั จาํ ลอง

๒. มุมบลอ็ ก
๒.๑ ไม้บล็อกหรือแท่งไม้ท่ีมีขนาดและรูปทรงต่างๆกัน เช่นบล็อกตัน บล็อกโต๊ะ จํานวน

ตงั้ แต่ ๙๐๐ ช้ินข้นึ ไป
๒.๒ ของเล่นจําลอง เชน่ รถยนต์ เครอ่ื งบิน รถไฟ คน สัตว์ ต้นไม้
๒.๓ ภาพถ่ายต่างๆ
๒.๔ ท่ีจัดเก็บไม้บล็อกหรือแท่งไม้อาจเป็นชั้น ลังไม้หรือพลาสติก แยกตาม รูปทรง

ขนาด
๓. มุมหนังสือ
๓.๑ หนงั สอื ภาพนทิ าน หนังสอื ภาพทม่ี ีคําและประโยคส้ันๆ พร้อมภาพ
๓.๒ ชน้ั หรอื ที่วางหนงั สอื
๓.๓ อปุ กรณ์ตา่ ง ๆ ทีใ่ ช้ในการสรา้ งบรรยากาศการอ่าน เชน่ เสือ้ พรม หมอน

๓.๔ สมุดเซ็นยมื หนงั สือกลบั บ้าน
๓.๕ อปุ กรณส์ าํ หรับการเขียน
๓.๖ อุปกรณเ์ สริม เช่น เคร่ืองเสียง แผ่นนิทานพร้อมหนังสือนทิ าน หฟู ัง
๔. มมุ วทิ ยาศาสตร์ หรอื มมุ ธรรมชาตศิ ึกษา
๔.๑ วัสดุตา่ ง ๆ จากธรรมชาติ เช่น เมลด็ พืชตา่ งๆ เปลือกหอย ดิน หนิ แร่ ฯลฯ
๔.๒ เครอื่ งมือเคร่ืองใชใ้ นการสํารวจ สังเกต ทดลอง เช่น แวน่ ขยาย แม่เหล็ก เข็มทศิ

เครือ่ งชง่ั
แนวการจัดกิจกรรมการเลน่ ตามมมุ

๑. แนะนํามมุ เล่นใหม่ เสนอแนะวธิ ใี ช้ การเล่นของเล่นบางชนิด
๒. เด็กและครูรว่ มกันสร้างขอ้ ตกลงเกยี่ วกับการเลน่
๓. ครูเปิดโอกาสให้เด็กคิด วางแผน ตัดสินใจเลือกเล่นอย่างอิสระ เลือกทํากิจกรรมที่จัด
ข้ึน ตามความสนใจของเด็กแต่ละคน
๔. ขณะเด็กเล่น / ทํางาน ครูอาจชแ้ี นะ หรือมีส่วนรว่ มในการเลน่ กับเด็กได้
๕. เด็กต้องการความช่วยเหลือและคอยสังเกตพฤติกรรมการเล่นของเด็กพร้อมทั้งจด
บนั ทกึ พฤตกิ รรมทน่ี ่าสนใจ
๖. เตอื นให้เดก็ ทราบลว่ งหน้าก่อนหมดเวลาเล่น ประมาณ ๓ - ๕ นาที
๗. ใหเ้ ดก็ เกบ็ ของเลน่ เข้าท่ใี ห้เรียบร้อยทุกครง้ั เมือ่ เสร็จสน้ิ กจิ กรรม
ขอ้ เสนอแนะ
๑. ขณะเด็กเล่น ครูต้องสังเกตความสนใจในการเล่นของเด็ก หากพบว่ามุมใด เด็กส่วน
ใหญ่ ไม่สนใจที่จะเล่นควรเปลี่ยนหรือจัดส่ือในมุมเล่นใหม่ เช่น มุมบ้าน อาจดัดแปลงหรือเพิ่มเติม
หรอื เปลยี่ นเป็น มมุ ร้านค้า มุมเสรมิ สวย มุมหมอ ฯลฯ
๒. หากมมุ ใดมีจํานวนเดก็ ในมุมมากเกนิ ไปควรเปดิ โอกาสใหเ้ ดก็ เลือกเลน่ มมุ ใหม่
๓. หากเด็กเลือกมุมเล่นมุมเดียวเป็นระยะเวลานาน ควรชักชวนให้เด็กเลือกมุมอื่นๆ
ด้วย เพ่อื ใหเ้ ดก็ มีประสบการณก์ ารเรยี นร้ใู นดา้ นอ่ืนๆดว้ ย
๔. การจัดส่ือหรือเครื่องเล่นในแต่ละมุม ควรมีการทําความสะอาด และสับเปลี่ยนหรือ
เพิ่มเตมิ เปน็ ระยะโดยคํานึงถึงลําดบั ขนั้ การเรยี นรู้ เพอ่ื ใหเ้ ด็กเกดิ การเรยี นรูท้ ่หี ลากหลาย
๕. กจิ กรรมการเล่นกลางแจ้ง
กิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง เป็นกิจกรรมท่ีจัดให้เด็กได้มีโอกาสออกไปนอกห้องเรียนเพ่ือ
เคลื่อนไหว ร่างกายออกกําลัง และแสดงออกอย่างอิสระ โดยยึดความสนใจและความสามารถของเด็ก
แตล่ ะคนเปน็ หลัก โดยจัดให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ ดงั นี้

จดุ ประสงค์
๑. เพอื่ พฒั นากลา้ มเนื้อใหญ่กล้ามเนอื้ เลก็ และการประสานสมั พนั ธข์ องอวัยวะตา่ งๆ
๒. เพื่อส่งเสริมใหม้ ีร่างกายแขง็ แรง สุขภาพดี
๓. เพอ่ื ส่งเสรมิ ใหเ้ กดิ ความสนกุ สนาน ผ่อนคลายความเครียด
๔. เพื่อปรบั ตัว เลน่ และทํางานร่วมกบั ผู้อืน่
๕. เพอ่ื เรียนรกู้ ารระมดั ระวัง รักษาความปลอดภยั ทงั้ ของตนเองและผอู้ ่ืน

๖. เพอ่ื ฝึกการตดั สินใจ และแกป้ ัญหาดว้ ยตนเอง
๗. เพอ่ื ส่งเสรมิ ใหม้ คี วามอยากรูอ้ ยากเห็นสง่ิ ต่างๆ ที่แวดล้อมรอบตัว
๘. เพ่อื พัฒนาทักษะการเรยี นรู้ตา่ ง ๆ เช่น การสงั เกต การเปรียบเทียบ การจําแนก

ขอบขา่ ยของกิจกรรมการเล่นกลางแจ้ง
ลกั ษณะกจิ กรรมการเล่นกลางแจง้ ท่คี รคู วรจัดให้เดก็ ได้เลน่ ได้แก่
๑. การเล่นเครอ่ื งเลน่ สนาม

เคร่ืองเล่นสนาม หมายถึง เครื่องเล่นท่ีเด็กอาจปีนป่าย หมุน ซ่ึงทําออกมาใน
รปู แบบต่างๆ เชน่

๑.) เครอ่ื งเลน่ สําหรับปนี ปา่ ย หรือตาขา่ ยสําหรับปนื เล่น
๒.) เคร่ืองเล่นสาํ หรับโยกหรือไกว เช่น ม้าไม้ ชิงช้า ม้านง่ั โยก ไม้กระดก
๓.) เครอื่ งเลน่ สาํ หรับหมนุ เชน่ ม้าหมุน พวงมาลยั รถสําหรับหมนุ เล่น
๔.) ราวโหนขนาดเล็กสาํ หรับเด็ก
๕.) ตน้ ไม้สําหรบั เดนิ ทรงตัว หรือไมก้ ระดานแผ่นเดียว
๖.) เครือ่ งเล่นประเภทลอ้ เล่อื น เช่น รถสามล้อ รถลากจงู
๒. การเลน่ ทราย
ทรายเป็นสิ่งท่ีเด็กๆ ชอบเล่น ท้ังทรายแห้ง ทรายเปียก นํามาก่อเป็นรูปต่างๆ ได้
และสามารถนําวัสดุอ่ืนมาประกอบการเล่นตกแต่งได้ เช่น ก่ิงไม้ ดอกไม้ เปลือกหอย พิมพ์ขนม ท่ีตัก
ทรายปกติบ่อทรายจะอยู่กลางแจ้ง โดยอาจจัดให้อยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้หรือสร้างหลังคา ทําขอบกั้น
เพ่ือมิให้ทรายกระจัดกระจาย บางโอกาสอาจพรมน้ําให้ขึ้นเพ่ือเด็กจะได้ก่อเล่น นอกจากน้ี ควรมี
วธิ กี ารปิดกนั้ มใิ หส้ ัตวเ์ ลี้ยงลงไปทําความสกปรกในบอ่ ทรายได้
๓. การเลน่ นาํ้
เด็กท่ัวไปชอบเล่นน้ํามาก การเล่นนํ้านอกจากสร้างความพอใจและคลาย
ความเครียด ให้เด็กแล้วยังทําให้เด็กเกิดการเรียนรู้อีกด้วย เช่น เรียนรู้ทักษะการสังเกต จําแนก
เปรียบเทียบปริมาตรอุปกรณ์ที่ใส่น้ําอาจเป็นถังท่ีสร้างข้ึนโดยเฉพาะหรืออ่างนํ้าวางบนขาต้ังท่ีม่ันคง
ความ สงู พอทเ่ี ด็กจะยืนได้พอดี และควรมีผ้าพลาสติกกนั เสื้อผ้าเปยี กให้เดก็ ใช้คลมุ ระหวา่ งเล่น
๔. การเล่นสมมตใิ นบ้านตกุ๊ ตาหรอื บ้านจําลอง
เป็นบ้านจําลองสําหรับให้เด็กเล่น จําลองแบบจากบ้านจริงๆ อาจทําด้วยเศษวัสดุ
ประเภทผ้าใบ กระสอบป่าน ของจริงท่ีไม่ใช้แล้ว เช่น หม้อ เตา ชาม อ่าง เตารีด เครื่องครัว ตุ๊กตา
สมมติ เป็นบุคคลในครอบครัว เส้ือผ้าผู้ใหญ่ท่ีไม่ใช้แล้วสําหรับผลัดเปล่ียน มีการตกแต่งบริเวณ
ใกล้เคียงให้เหมือนบ้าน จริง ๆ บางครั้งอาจจัดเป็นร้านขายของ สถานที่ทําการต่าง ๆ เพื่อให้เด็กเล่น
สมมติตามจินตนาการของเด็กเอง
๕. การเล่นในมุมช่างไม้
เด็กต้องการออกแรงเคาะ ตอก กิจกรรมการเล่นในมุมช่างไม้น้ีจะช่วยในการ
พัฒนา กล้ามเนื้อให้แข็งแรง ช่วยฝึกการใช้มือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา นอกจากนี้ยัง

ฝึกให้รักงาน และสง่ เสรมิ ความคดิ สรา้ งสรรคอ์ ีกด้วย
๖. การเล่นเกมการละเล่น
กิจกรรมการเล่นเกมการละเล่นท่ีจัดให้เด็กเล่น เช่น เกมการละเล่นของไทย เกม

การละเล่นของท้องถ่ิน เช่น มอญซ่อนผ้า รีรีข้าวสาร แม่งู โพงพาง ฯลฯ การละเล่นเหล่าน้ี ต้องใช้
บริเวณท่ี กว้าง การเล่นอาจเล่นเป็นกลุ่มเล็ก/กลุ่มใหญ่ก็ได้ ก่อนเล่นครูอธิบายกติกาและสาธิตให้เด็ก
เข้าใจ ไม่ควรนํา เกมการละเล่นที่มีกติกายุ่งยากและเน้นการแข่งขันแพ้ชนะ มาจัดกิจกรรมให้กับเด็ก
วยั น้ี เพราะเด็กจะเกดิ ความเครียดและสร้างความรูส้ ึกที่ไมด่ ีตอ่ ตนเอง

ส่ือกิจกรรมการเลน่ กลางแจง้
๑. การเลน่ เคร่อื งเล่นสนาม
เครื่องเล่นสนาม หมายถึง เครื่องเล่นที่เด็กอาจปีนป่าย หมุน ซึ่งทําออกมาใน

รปู แบบตา่ งๆเชน่
๑.๑ เครอ่ื งเลน่ สําหรับปีนป่าย หรือตาข่ายสําหรบั ปืนเล่น
๑.๒ เคร่อื งเลน่ สําหรบั โยกหรือไกว เชน่ มา้ ไม้ ชงิ ช้า มา้ น่งั โยก ไมก้ ระดก
๑.๓ เครือ่ งเลน่ สําหรบั หมนุ เชน่ ม้าหมุน พวงมาลัยรถสาํ หรบั หมนุ เลน่
๑.๔ ราวโหนขนาดเลก็ สําหรับเดก็
๑.๕ ต้นไม้สาํ หรับเดนิ ทรงตัว หรือไม้กระดานแผน่ เดียว
๑.๖ เคร่ืองเลน่ ประเภทล้อเลือ่ น เช่น รถสามล้อ รถลากจูง

๒. การเล่นทราย
ทรายเป็นสิ่งท่ีเด็กๆ ชอบเล่น ทั้งทรายแห้ง ทรายเปียก นํามาก่อเป็นรูปต่างๆ ได้

และ สามารถนําวัสดุอ่ืนมาประกอบการเล่นตกแต่งได้ เช่น ก่ิงไม้ ดอกไม้ เปลือกหอย พิมพ์ขนม ที่ตัก
ทรายปกติบ่อทรายจะอยู่กลางแจ้ง โดยอาจจัดให้อยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้หรือสร้างหลังคา ทําขอบกั้น
เพ่ือมิให้ทรายกระจัดกระจาย บางโอกาสอาจพรมนํ้าให้ขึ้นเพื่อเด็กจะได้ก่อเล่น นอกจากน้ี ควรมี
วธิ ีการปิดกัน้ มใิ ห้สัตว์เล้ียงลงไปทาํ ความสกปรกในบอ่ ทรายได้

๓. การเล่นน้าํ
เด็กทั่วไปชอบเล่นน้ํามาก การเล่นนํ้านอกจากสร้างความพอใจและคลาย

ความเครียดให้ เด็กแล้วยังทําให้เด็กเกิดการเรียนรู้อีกด้วย เช่น เรียนรู้ทักษะการสังเกต จําแนก
เปรียบเทียบปริมาตร อุปกรณ์ ท่ีใส่นํ้าอาจเป็นถังท่ีสร้างขึ้นโดยเฉพาะหรืออ่างน้ําวางบนขาต้ังที่มั่นคง
ความสูงพอทเ่ี ด็กจะยืนไดพ้ อดี และควร มีผ้าพลาสตกิ กันเสอ้ื ผา้ เปยี กใหเ้ ด็กใชค้ ลุมระหว่างเล่น

๔. การเลน่ สมมติในบา้ นตุก๊ ตาหรือบา้ นจําลอง
เป็นบ้านจําลองสําหรับให้เด็กเล่น จําลองแบบจากบ้านจริงๆ อาจทําด้วยเศษวัสดุ

ประเภท ผ้าใบ กระสอบป่าน ของจริงที่ไม่ใช้แล้ว เช่น หม้อ เตา ชาม อ่าง เตารีด เครื่องครัว ตุ๊กตา
สมมติเป็นบุคคลใน ครอบครัว เส้ือผ้าผู้ใหญ่ที่ไม่ใช้แล้วสําหรับผลัดเปล่ียน มีการตกแต่งบริเวณ
ใกล้เคียงให้เหมือนบ้านจริงๆ บางครั้งอาจจัดเป็นร้านขายของ สถานท่ีทําการต่าง ๆ เพื่อให้เด็กเล่น
สมมติตามจินตนาการของเด็กเอง

๕. การเล่นในมมุ ช่างไม้

เด็กต้องการออกแรงเคาะ ตอก กิจกรรมการเล่นในมุมช่างไม้น้ีจะช่วยในการ
พัฒนากล้ามเนื้อ ให้แข็งแรง ช่วยฝึกการใช้มือและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา นอกจากน้ียัง
ฝึกใหร้ ักงานและสง่ เสริม ความคดิ สร้างสรรคอ์ ีกด้วย

๖. การเลน่ เกมการละเลน่
กิจกรรมการเล่นเกมการละเล่นท่ีจัดให้เด็กเล่น เช่น เกมการละเล่นของไทย เกม

การละเล่น ของท้องถิ่น เช่น มอญซ่อนผ้า รีรีข้าวสาร แม่งู โพงพาง ฯลฯ การละเล่นเหล่านี้ ต้องใช้
บริเวณที่กว้าง การเล่นอาจเล่นเป็นกลุ่มเล็ก/กลุ่มใหญ่ก็ได้ ก่อนเล่นครูอธิบายกติกาและสาธิตให้เด็ก
เข้าใจ ไม่ควรนํา เกมการละเล่นท่ีมีกติกายุ่งยากและเน้นการแข่งขันแพ้ชนะ มาจัดกิจกรรมให้กับเด็ก
วัยน้ี เพราะเดก็ จะเกิด ความเครียดและสร้างความรสู้ ึกท่ีไมด่ ีตอ่ ตนเอง

แนวการจัดกจิ กรรม
๑. เด็กและครูรว่ มกนั สรา้ งขอ้ ตกลง
๒. จดั เตรยี มวสั ดอุ ุปกรณ์ประกอบการเลน่ ใหพ้ รอ้ ม
๓. สาธติ การเล่นเคร่อื งเล่นสนามบางชนดิ
๔. ให้เด็กเลือกเล่นอิสระตามความสนใจและใหเ้ วลาเล่นนานพอควร
๕. ครูควรจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัย (ไม่ควรจัดกิจกรรมพลศึกษา) เช่น การเล่นนํ้า เล่น
ทราย เล่นบ้านตุ๊กตา เล่นในมุมช่างไม้ เล่นบล็อกกลวง เคร่ืองเล่นสนาม เกมการละเล่น เล่นอุปกรณ์
กีฬา สาํ หรับเด็ก เลน่ เครอ่ื งเล่นประเภทล้อเล่ือน เลน่ ของเล่นพน้ื บ้าน (เดนิ กะลา ฯลฯ)
๖. ขณะเด็กเล่นครูต้องคอยดูแลความปลอดภัยและสังเกตพฤติกรรมการเล่น การอยู่ร่วมกัน
กับเพอ่ื นของเดก็ อย่างใกลช้ ดิ
๗. เมื่อหมดเวลาควรให้เด็กเกบ็ ของใช้หรือของเลน่ ให้เรียบร้อย
๘. ใหเ้ ดก็ ทาํ ความสะอาดรา่ งกายและดแู ลเครอื่ งแต่งกายให้เรียบรอ้ ยหลังเลน่
ข้อเสนอแนะ
๑. หม่ันตรวจตราเครื่องเล่นสนามและอุปกรณ์ประกอบให้อยู่ในสภาพท่ีปลอดภัยและใช้การ
ได้ดีอยเู่ สมอ
๒. ใหโ้ อกาสเดก็ เลอื กเล่นกลางแจ้งอยา่ งอสิ ระทกุ วนั อย่างนอ้ ยวนั ละ ๓๐ นาที
๓. ขณะเด็กเล่นกลางแจ้ง ครูต้องคอยดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อระมัดระวังความ ปลอดภัยในการ
เล่น หากพบว่าเด็กแสดงอาการเหน่ือย ออ่ นลา้ ควรใหเ้ ดก็ หยุดพัก
๔. ไม่ควรนํากิจกรรมพลศึกษาสําหรับเด็กระดับประถมศึกษามาใช้สอนกับเด็กระดับปฐมวัย
เพราะยังไมเ่ หมาะสมกบั วัย
๕. หลังจากเลิกกิจกรรมกลางแจ้ง ควรให้เด็กได้พักผ่อนหรือนั่งพัก ไม่ควรให้เด็ก รับประทาน
อาหารกลางวันหรอื ด่ืมนมทันที เพราะอาจทาํ ให้เด็กอาเจยี น เกิดอาการจุกแน่นได้
๖. เกมการศกึ ษา

เกมการศึกษา (Didactic games) เป็นเกมที่ช่วยพัฒนาสติปัญญาช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิด
การเรียนรู้ เป็นพื้นฐานการศึกษา มีกฎเกณฑ์กติกาง่ายๆ เด็กสามารถเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่มได้

ช่วยให้เด็กรู้จัก สังเกต คิดหาเหตุผลและเกิดความคิดรวบยอด เกี่ยวกับสี รูปร่าง จํานวน ประเภท
และความสัมพันธ์ เก่ียวกับพ้ืนท่ี ระยะ เกมการศึกษาท่ีเหมาะสมจะช่วยฝึกทักษะความพร้อมทางด้าน
รา่ งกาย อารมณ์ สังคม และสตปิ ัญญาสําหรับเด็กวัย ๓-๖ ปี มีจดุ ประสงค์ ดังน้ี

จุดประสงค์
๑. เพอื่ ฝึกทกั ษะการสงั เกต จําแนกและเปรียบเทียบ
๒. เพ่อื ฝกึ การแยกประเภท การจัดหมวดหมู่
๓. เพ่ือสง่ เสริมการคดิ หาเหตผุ ล และตดั สินใจแกป้ ญั หา
๔. เพอ่ื สง่ เสริมให้เด็กเกิดความคิดรวบยอดเก่ยี วกบั สิง่ ทีไ่ ด้เรยี นรู้
๕. เพื่อส่งเสริมการประสานสัมพันธ์ระหวา่ งมือกบั ตา
๖. เพอ่ื ปลกู ฝังคณุ ธรรมและจรยิ ธรรมตา่ งๆ เชน่ ความรบั ผดิ ชอบ
ความเอ้อื เฟ้อื เผ่ือแผ่

ประเภทของเกมการศึกษา
๑. เกมจับคู่ เช่น จับคู่ภาพเหมือน จับคู่ภาพกับเงา จับคู่ภาพกับโครงร่าง จับคู่ภาพท่ีซ่อนอยู่

ใน ภาพหลัก จับคู่ภาพที่มีความสัมพันธ์กัน จับคู่ภาพสัมพันธ์แบบตรงกันข้าม จับคู่ภาพท่ีสมมาตร
จับคู่ ภาพแบบอนกุ รม ฯลฯ

๒. เกมตอ่ ภาพใหส้ มบูรณ์ (Jigsaws) หรอื ภาพตัดต่อ
๓. เกมวางภาพต่อปลาย (โดมิโน)
๔. เกมเรยี งลําดบั
๕. เกมการจดั หมวดหมู่
๖. เกมการศึกษารายละเอียดของภาพ (ลอตโต้)
๗. เกมจับคแู่ บบตารางสัมพันธ์ (เมตริกเกม)
๘. เกมพน้ื ฐานการบวก
๙. เกมหาความสัมพนั ธ์ตามลําดับทก่ี าํ หนด
สือ่ เกมการศกึ ษา
๑. เกมจบั คู่

เพ่ือให้เด็กได้ฝึกสังเกตส่ิงที่เหมือนกันหรือต่างกันซ่ึงอาจเป็นการเปรียบเทียบภาพต่างๆ
แลว้ จัดเปน็ คๆู่ ตามจดุ มุ่งหมายของเกมแต่ละชุด เกมประเภทจบั ค่นู ้สี ามารถแบง่ ไดห้ ลายแบบ ดงั นี้

๑.๑ เกมจับค่ภู าพทเ่ี หมือนกนั หรือจับคู่ส่งิ ของเดยี วกนั
๑.๒ เกมจับคภู่ าพสงิ่ ทมี่ คี วามสัมพันธก์ ัน
๑.๓ เกมจบั คู่ภาพชนิ้ สว่ นท่หี ายไป
๑.๔ เกมจับคู่ภาพท่ีสมมาตรกนั
๑.๕ เกมจบั คู่ภาพทสี่ มั พนั ธ์กันแบบอปุ มาอุปไมย
๑.๖ เกมจับคู่แบบอนกุ รม
๒. เกมภาพตดั ต่อ
๒.๑ ภาพตดั ตอ่ ท่ีสัมพันธก์ บั หน่วยการเรยี นต่าง ๆ เช่น ผลไม้ ผัก
๒.๒ ภาพตัดต่อแบบมิตสิ มั พันธ์

๓. เกมจัดหมวดหมู่
๓.๑ ภาพสิ่งตา่ ง ๆ ทีน่ าํ มาจดั เป็นพวก ๆ
๓.๒ ภาพเกยี่ วกับประเภทของใชใ้ นชีวติ ประจําวนั
๓.๓ ภาพจดั หมวดหมตู่ ามรูปร่าง สี ขนาด รปู ทรงเรขาคณติ

๔. เกมวางภาพตอ่ ปลาย (โดมโิ น)
๔.๑ โดมิโนภาพเหมือน
๔.๒ โดมโิ นภาพสัมพันธ์

๕. เกมเรียงลาํ ดับ
๕.๑ เรียงลาํ ดบั ภาพเหตุการณ์ต่อเนือ่ ง
๕.๒ เรียงลําดับขนาด

๖. เกมศกึ ษารายละเอยี ดของภาพ (ลอตโต)
๗. เกมจับคู่แบบตารางสมั พนั ธ์ (เมตริกเกม)
๘. เกมพ้ืนฐานการบวก
แนวการจดั กิจกรรมเกมการศึกษา
๑. แนะนาํ กจิ กรรมใหม่
๒. สาธติ / อธิบาย วิธีเลน่ เกมอย่างเป็นขน้ั ตอนตามประเภทของเกม
๓. ให้เด็กหมนุ เวยี นเขา้ มาเล่นเป็นกลมุ่ หรือรายบุคคล
๔. ขณะท่เี ดก็ เลน่ เกม ครูเปน็ เพยี งผู้แนะนาํ
๕. เมอ่ื เดก็ เลน่ เกมแตล่ ะชดุ เสรจ็ เรียบร้อย ควรใหเ้ ดก็ ตรวจสอบความถกู ตอ้ งด้วยตนเอง หรอื
ร่วมกันตรวจกับเพอื่ น หรือครเู ปน็ ผชู้ ่วยตรวจ
๖. ใหเ้ ด็กนําเกมทเ่ี ล่นแลว้ เกบ็ ใสก่ ล่อง เข้าท่ใี ห้เรียบรอ้ ยทุกคร้งั ก่อนเลน่ เกมชุดอ่นื
ข้อเสนอแนะ
๑. การจัดประสบการณ์เกมการศึกษาในระยะแรก ควรเร่ิมสอนโดยใช้ของจริง เช่น การจับคู่
กระปอ๋ งแป้งทเี่ หมอื นกัน หรอื การเรยี งลาํ ดบั กระป๋องแปง้ ตามลาํ ดบั สูง - ตา่ํ
๒. การเลน่ เกมในแตล่ ะวนั อาจจดั ใหเ้ ลน่ ทั้งเกมชดุ ใหม่และเกมชุดเกา่
๓. ครอู าจให้เด็กหมุนเวียนเขา้ มาเลน่ เกมกบั ครทู ีล่ ะกลุ่ม หรอื สอนทั้งชั้นตามความเหมาะสม
๔. ครอู าจใหเ้ ดก็ ท่เี ลน่ ได้แลว้ มาชว่ ยแนะนํากติกาการเล่นในบางโอกาสได้
๕. การเล่นเกมการศึกษา นอกจากใช้เวลาในช่วงกิจกรรมเกมการศึกษาตามตารางกิจกรรม
ประจําวนั แลว้ อาจใหเ้ ด็กเลือกเลน่ อิสระในชว่ งเวลากจิ กรรมการเล่นตามมุมได้
๖. การเก็บเกมที่เล่นแล้ว อาจเก็บใส่กล่องเล็กๆ หรือใส่ถุงพลาสติกหรือใช้ยางรัดแยก แต่ละ
เกม แลว้ จดั ใส่กลอ่ งใหญร่ วมไวเ้ ปน็ ชดุ

หลักสูตรตา้ นทจุ ริตศกึ ษา (Anti-Corruption Education) ในระดับปฐมวยั
กรอบการจัดทาํ หลักสูตรหรอื ชดุ การเรียนรูแ้ ละส่อื ประกอบการเรยี นรู้ ด้านการป้องกันการ

ทุจริต โดยทป่ี ระชุม ได้เหน็ ชอบร่วมกันในการจดั ทาํ หลักสูตรหรือชุดการเรยี นรแู้ ละสื่อประกอบการ
เรียนรู้ ดา้ นการปอ้ งกนั การทุจริต หวั ข้อวิชา 4 วิชา ประกอบดว้ ย

1) การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนกับผลประโยชน์สว่ นรวม
2) ความอายและความไม่ทนตอ่ การทุจรติ
3) STRONG : จติ พอเพยี งต้านทุจริต
4) พลเมอื งและความรับผดิ ชอบตอ่ สังคม
หลักสตู รต้านทุจรติ ศกึ ษา ระดับปฐมวยั จะใช้เวลาเรียนทั้งปี จาํ นวน 40 ชว่ั โมง จดั ทาํ
เนอ้ื หาและกจิ กรรมการเรียนการสอน ตามความเหมาะสมและการเรียนรู้ในชว่ งวัย โดยมี
รายละเอียดดงั น้ี
๑. ช่อื หลักสูตรตา้ นทจุ ริตศึกษา (Anti-Corruption Education) ในระดับปฐมวัย “รายวชิ า
เพิม่ เติม การปอ้ งกนั การทุจรติ ”
ตามทส่ี ํานักงานคณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจริตแหง่ ชาติ รว่ มกบั สาํ นกั งาน
คณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน และหน่วยงานทีเ่ กี่ยวข้อง ดําเนินการจดั ทําหลักสตู รหรอื ชดุ การ
เรยี นรู้และส่อื ประกอบการเรียนรู้ ดา้ นการป้องกนั การทจุ ริต สาํ หรับใชเ้ ป็นเน้ือหามาตรฐานกลางให้
สถาบันการศึกษาหรือหนว่ ยงานทีเ่ กีย่ วขอ้ งนาํ ไปใชใ้ นการเรียนการสอนใหก้ ับกลุ่มเปา้ หมายในระดบั
ปฐมวยั เพื่อปลกู ฝังจิตสํานึกในการแยกประโยชน์สว่ นบคุ คลและประโยชน์ส่วนรวม จติ พอเพียง การ
ไมย่ อมรับและไมท่ นต่อการทุจรติ โดยใช้ชื่อวา่ หลกั สตู รต้านทุจรติ ศกึ ษา (Anti-Corruption
Education) หลักสูตรท่ี ๑ หลักสตู รการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน โดยมีแนวทางการนําไปใชต้ ามความ
เหมาะสมของแต่ละโรงเรยี น ดงั น้ี
๑.นําไปจดั เป็นรายวิชาเพ่มิ เตมิ ของโรงเรียน
๒.นาํ ไปจดั ในชั่วโมงลดเวลาเรียนเพม่ิ เวลารู้
๓.นาํ ไปบูรณาการกบั การจดั การเรยี นการสอนในกลมุ่ สาระการเรียนร้สู งั คมศึกษา ศาสนา
และวฒั นธรรม (สาระหนา้ ที่พลเมือง) หรอื นําไปบูรณาการกบั กลมุ่ สาระการเรียนรอู้ ื่น ๆ
๒. จดุ มุ่งหมายของรายวชิ า เพอ่ื ให้นกั เรยี นปฐมวยั
๒.๑ มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั การแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนกับผลประโยชน์
สว่ นรวม
๒.๒ มคี วามรู้ ความเข้าใจเกย่ี วกบั ความละอายและความไมท่ นต่อการทจุ รติ
๒.๓ มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกบั STRONG / จิตพอเพยี งต่อต้านการทจุ รติ
๒.๔ มคี วามรู้ ความเข้าใจเกย่ี วกับพลเมืองและมีความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม
๒.๕ สามารถคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนกบั ผลประโยชนส์ ว่ นรวมได้
๒.๖ ปฏิบตั ติ นเปน็ ผูล้ ะอายและไม่ทนตอ่ การทจุ รติ ทุกรปู แบบ
๒.๗ ปฏิบัตติ นเปน็ ผู้ท่ี STRONG / จิตพอเพยี งต่อตา้ นการทจุ ริต
๒.๘ ปฏิบตั ิตนตามหน้าที่พลเมืองและมคี วามรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม

๓. คําอธิบายรายวิชา
ศกึ ษาเก่ียวกับการแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนกับผลประโยชนส์ ่วนรวม ความ

ละอายและความไมท่ นตอ่ การทจุ ริต STRONG / จติ พอเพยี งต่อตา้ นการทุจรติ รหู้ นา้ ท่ขี องพลเมือง
และรับผดิ ชอบต่อสงั คมในการต่อต้านการทจุ ริต

โดยใช้กระบวนการคดิ วิเคราะห์ จําแนก แยกแยะ การฝกึ ปฏิบัตจิ รงิ การทําโครงงาน
กระบวนการเรียนรู้ ๕ ข้ันตอน (๕ STEPs) การอภิปราย การสืบสอบ การแกป้ ญั หา ทกั ษะการอ่าน
และการเขยี น เพือ่ ใหม้ คี วามตระหนักและเหน็ ความสําคญั ของการต่อตา้ นและการป้องกันการทุจรติ

๔.ผลการเรียนรู้
๑. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเก่ียวกับการแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตน กบั ผลประโยชน์

สว่ นรวม
๒. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกย่ี วกบั ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจรติ
๓. มีความรู้ ความเข้าใจเกย่ี วกับ STRONG / จิตพอเพยี งต่อต้านการทุจริต
๔. มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกี่ยวกบั พลเมืองและมคี วามรบั ผิดชอบต่อสังคม
๕. สามารถคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตน กับผลประโยชนส์ ว่ นรวมได้
๖. ปฏิบัตติ นเปน็ ผลู้ ะอายและไม่ทนต่อการทุจรติ ทุกรปู แบบ
๗. ปฏบิ ัติตนเปน็ ผู้ท่ี STRONG / จติ พอเพยี งตอ่ ต้านการทจุ รติ
๘. ปฏิบตั ติ นตามหน้าทพ่ี ลเมืองและมคี วามรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม
๙. ตระหนกั และเหน็ ความสาํ คัญของการต่อตา้ นและปอ้ งกันการทุจริต
รวมทงั้ หมด ๙ ผลการเรียนรู้

๘.๔ ตารางกจิ กรรมประจาํ วัน
เวลา กจิ กรรมประจาํ วนั หมายเหตุ
๐๘.๓๐ - ๐๘.๔๕ น. รับเดก็ เปน็ รายบุคคล
๐๘.๔๕ - ๐๙.๐๐ น. เคารพธงชาตแิ ละสวดมนต์
๐๙.๐๐ - ๐๙.๑๐ น. สนทนา ข่าว เหตุการณ์ ตรวจสุขภาพ
๐๙.๑๐ - ๐๙.๓๐ น. กจิ กรรมเคล่อื นไหวและจงั หวะ
๐๙.๓๐ - ๑๐.๒๐ น. กจิ กรรมสรา้ งสรรค์และกิจกรรมเสรี
๑๐.๒๐ - ๑๐.๔๐ น. กจิ กรรมเสรมิ ประสบการณ์
๑๐.๔๐ - ๑๑.๐๐ น. กจิ กรรมกลางแจ้ง
๑๑.๐๐ - ๑๒.๐๐ น. พักรบั ประทานอาหารกลางวนั
๑๒.๐๐ - ๑๒.๓๐ น. แปรงฟนั
๑๒.๓๐ - ๑๔.๐๐ น. นอนพกั ผอ่ น
๑๔.๐๐ - ๑๔.๒๐ น. เก็บท่นี อน ลา้ งหน้า
๑๔.๒๐ - ๑๔.๔๐ น. พกั (รับประทานอาหารเสรมิ ( นม) )
๑๔.๔๐ - ๑๕.๐๐ น. กิจกรรมเกมการศกึ ษา
๑๕.๐๐ - เปน็ ตน้ ไป เตรียมตัวกลับบ้าน

๘.๕ หนว่ ยการจดั ประสบการณ์
๘.๕.๑ หนว่ ยการจดั ประสบการณ์ ชน้ั อนุบาลปที ี่ ๒ ( ๔ ปี )
สปั ดาห์ที่ สาระการเรยี นรู้ ช่อื เรือ่ ง/ชือ่ หนว่ ย หมาย
เหตุ
ปฐมนิเทศ บรู ณา
การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนและ การ
๑ เรือ่ งราวเกี่ยวกับตัวเดก็ ผลประโยชนส์ ว่ นรวม บูรณา
การ
- การคิดแยกแยะ บรู ณา
โรงเรยี น การ
บคุ คลและสถานทีแ่ วดลอ้ ม การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตนและ บรู ณา
๒ เดก็ ผลประโยชนส์ ว่ นรวม การ
บรู ณา
- การคดิ แยกแยะ การ
ตัวเรา บูรณา
การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและ การ
๓ เรอื่ งราวเกยี่ วกับตวั เดก็ ผลประโยชนส์ ่วนรวม บรู ณา
การ
- ระบบคิดฐาน ๒ บูรณา
หนูทําได้ การ
การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและ
๔ เรอ่ื งราวเก่ยี วกบั ตวั เดก็ ผลประโยชน์ส่วนรวม

- ระบบคดิ ฐาน ๒
ครอบครวั มสี ขุ
บคุ คลและสถานทแ่ี วดลอ้ ม การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและ
๕ เด็ก ผลประโยชนส์ ว่ นรวม

- ของเล่น
อาหารดมี ปี ระโยชน์
สงิ่ ตา่ งๆรอบตัวเดก็ สิ่งต่างๆ การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนและ
๖ รอบตัวเดก็ ผลประโยชน์ส่วนรวม

- ของเล่น
ฝน
การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและ
๗ ธรรมชาตริ อบตวั เด็ก ผลประโยชน์สว่ นรวม

- การรบั ประทานอาหาร
ข้าว
๘ สง่ิ ต่างๆรอบตวั เด็ก การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและ

ผลประโยชน์สว่ นรวม - การเขา้ แถว
สัปดาห์ ชือ่ เรื่อง/ชือ่ หนว่ ย หมาย
ท่ี สาระการเรยี นรู้ เหตุ
บูรณา
๙ สง่ิ ต่างๆรอบตัวเดก็ ปลอดภัยไวก้ อ่ น การ
- การเกบ็ ของใชส้ ว่ นตัว บูรณา
วนั เฉลมิ พระชนมพรรษา การ
การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและ
๑๐ สงิ่ ตา่ งๆรอบตวั เด็ก ผลประโยชนส์ ่วนรวม บรู ณา
การ
- ทาํ งานท่ีได้รับมอบหมาย
รักเมืองไทย บรู ณา
การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตนและ การ
๑๑ สิ่งต่างๆรอบตวั เดก็ ผลประโยชน์สว่ นรวม
บรู ณา
- การแบ่งปัน การ
ของเลน่ ของใช้
การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและ บูรณา
๑๒ สิ่งต่างๆรอบตวั เดก็ ผลประโยชน์สว่ นรวม การ
บรู ณา
- การแตง่ กาย การ
วันแม่ บูรณา
บุคคลและสถานทแี่ วดล้อม การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและ การ
๑๓ เด็ก ผลประโยชน์สว่ นรวม บูรณา
การ
- การทาํ กิจวตั รประจําวัน บรู ณา
ชมุ ชนของเรา การ
๑๔ บุคคลและสถานที่แวดลอ้ ม ความละอายและความไมท่ นต่อการทุจรติ
เด็ก - ของเลน่

ตน้ ไมท้ ่ีรัก
๑๕ สิ่งตา่ งๆรอบตวั เดก็ ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจรติ
- การรบั ประทานอาหาร
ดนิ หิน ทราย
๑๖ สง่ิ ต่างๆรอบตัวเด็ก ความละอายและความไมท่ นต่อการทุจรติ
- การเขา้ แถว
สตั ว์นา่ รกั
๑๗ สง่ิ ตา่ งๆรอบตวั เดก็ ความละอายและความไมท่ นต่อการทจุ ริต
- การเกบ็ ของใชส้ ่วนตวั
คมนาคม
๑๘ สง่ิ ตา่ งๆรอบตัวเดก็ ความละอายและความไมท่ นต่อการทจุ ริต

- ทาํ งานที่ไดร้ บั มอบหมาย
สปั ดาห์ ชอ่ื เรอ่ื ง/ชือ่ หนว่ ย หมาย
ท่ี สาระการเรียนรู้ เหตุ
บรู ณา
ร้รู อบ ปลอดภยั การ
๑๙ สง่ิ ต่างๆรอบตวั เดก็ ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทุจรติ บรู ณา
- ทาํ งานที่ไดร้ ับมอบหมาย การ
ลอยกระทง บรู ณา
๒๐ สง่ิ ตา่ งๆรอบตวั เด็ก ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทุจรติ การ
- การแบ่งปัน บูรณา
กลางวนั กลางคืน การ
๒๑ ธรรมชาติรอบตัวเดก็ พลเมอื งกับความรบั ผิดชอบต่อสงั คม บูรณา
- การตรงตอ่ เวลา การ
คา่ นยิ มไทย บูรณา
๒๒ สิ่งตา่ งๆรอบตัวเดก็ ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทุจรติ การ
- การแตง่ กาย บูรณา
วนั ชาติ การ
๒๓ บุคลลและสถานท่ีแวดล้อม ความละอายและความไม่ทนต่อการทจุ ริต บรู ณา
เดก็ - การแตง่ กาย การ
บรู ณา
เศรษฐกจิ พอเพียง การ
๒๔ สง่ิ ตา่ งๆรอบตวั เด็ก ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ รติ บูรณา
- การทาํ กิจวตั รประจาํ วัน การ
เทคโนโลยีการสอ่ื สาร บรู ณา
๒๕ ส่งิ ต่างๆรอบตวั เดก็ พลเมืองกบั ความรับผิดชอบต่อสงั คม การ
- การช่วยเหลอื ตนเอง
วนั ขึ้นปใี หม่
๒๖ ส่ิงตา่ งๆรอบตัวเด็ก STRONG / จติ พอเพยี งต่อต้านการทจุ ริต
- ความพอเพยี ง
สนกุ กับตวั เลข
๒๗ สิ่งตา่ งๆรอบตัวเด็ก STRONG / จติ พอเพียงตอ่ ต้านการทจุ รติ
- ความโปรง่ ใส
วันเด็ก วันครู
๒๘ บุคคลและสถานทแ่ี วดลอ้ ม STRONG / จิตพอเพยี งต่อต้านการทจุ รติ
เด็ก - ความต่ืนรู้ / ความรู้

๒๙ ส่ิงต่างๆรอบตัวเด็ก ขนาด รปู รา่ ง รปู ทรง

STRONG / จิตพอเพยี งตอ่ ต้านการทจุ รติ
- ต้านทุจรติ

สปั ดาห์ สาระการเรยี นรู้ ชื่อเรอ่ื ง/ชื่อหนว่ ย หมาย
ที่ สง่ิ ตา่ งๆรอบตัวเด็ก โลกสวยดว้ ยสสี ัน เหตุ
๓๐ สิง่ ต่างๆรอบตัวเดก็ พลเมอื งกับความรับผดิ ชอบตอ่ สงั คม บรู ณา
๓๑ ส่งิ ต่างๆรอบตวั เดก็ - การทาํ ความสะอาดห้องเรียน การ
๓๒ สิ่งตา่ งๆ รอบตวั เดก็ ฤดูหนาว บูรณา
๓๓ ส่งิ ต่างๆ รอบตวั เดก็ - ความเอื้ออาทร การ
๓๔ ส่ิงต่างๆ รอบตวั เดก็ แรงและพลงั งาน บรู ณา
๓๕ STRONG / จิตพอเพียงตอ่ ต้านการทุจรติ การ
สิ่งต่างๆ รอบตวั เดก็ - การรบั ประทานอาหาร บรู ณา
๓๖ เสยี งรอบตวั การ
STRONG / จิตพอเพยี งต่อตา้ นการทุจริต บูรณา
- การชว่ ยเหลอื เพื่อน การ
รกั การอา่ น บรู ณา
STRONG / จติ พอเพยี งตอ่ ตา้ นการทุจริต การ
- การใช้กระดาษ บูรณา
ปริมาตร นาํ้ หนัก การ
พลเมอื งกับความรบั ผิดชอบต่อสังคม
- ความรับผดิ ชอบตอ่ ตนเอง
ฤดรู อ้ น
ประเมินผลหลักสูตรตา้ นทจุ รติ ศึกษาระดับ
ปฐมวยั

๘.๕.๒ หนว่ ยการจดั ประสบการณ์ ช้นั อนบุ าลปีที่ ๓ ( ๕ - ๖ ปี )

สัปดาห์ที่ สาระการเรยี นรู้ ชือ่ เร่ือง/ชอ่ื หน่วย หมาย
เหตุ
ปฐมนิเทศ บูรณา
การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและ การ
๑ เรอ่ื งราวเกี่ยวกับตัวเด็ก ผลประโยชนส์ ว่ นรวม บูรณา
การ
- การคิดแยกแยะ บูรณา
โรงเรยี น การ
บุคคลและสถานทแ่ี วดลอ้ ม การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตนและ บูรณา
๒ เด็ก ผลประโยชนส์ ว่ นรวม การ
บูรณา
- การคิดแยกแยะ การ
ตวั เรา บูรณา
การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนและ การ
๓ เรอ่ื งราวเกย่ี วกับตัวเดก็ ผลประโยชนส์ ว่ นรวม บรู ณา
การ
- ระบบคิดฐาน ๒ บูรณา
หนูทําได้ การ
การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและ
๔ เรอื่ งราวเกย่ี วกบั ตวั เด็ก ผลประโยชนส์ ว่ นรวม

- ระบบคิดฐาน ๒
ครอบครวั มสี ุข
บุคคลและสถานทีแ่ วดลอ้ ม การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและ
๕ เด็ก ผลประโยชน์ส่วนรวม

- ของเล่น
อาหารดีมีประโยชน์
ส่งิ ต่างๆรอบตวั เด็กสง่ิ ต่างๆ การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนและ
๖ รอบตวั เด็ก ผลประโยชนส์ ว่ นรวม

- ของเล่น
ฝน
การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนและ
๗ ธรรมชาตริ อบตัวเดก็ ผลประโยชน์สว่ นรวม

- การรับประทานอาหาร
ขา้ ว
การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ่วนตนและ
๘ สิ่งตา่ งๆรอบตวั เด็ก ผลประโยชนส์ ว่ นรวม

- การเขา้ แถว

สปั ดาห์ สาระการเรียนรู้ ชื่อเรอ่ื ง/ช่อื หน่วย หมาย
ท่ี เหตุ
ปลอดภยั ไว้กอ่ น บรู ณา
๙ สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก - การเก็บของใช้ส่วนตวั การ
บูรณา
วนั เฉลิมพระชนมพรรษา การ
การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและ
๑๐ สงิ่ ต่างๆรอบตัวเดก็ ผลประโยชน์ส่วนรวม บรู ณา
การ
- ทาํ งานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
รักเมอื งไทย บรู ณา
การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและ การ
๑๑ สิ่งตา่ งๆรอบตวั เดก็ ผลประโยชน์ส่วนรวม
บรู ณา
- การแบง่ ปัน การ
ของเล่น ของใช้
การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและ บูรณา
๑๒ สิ่งตา่ งๆรอบตวั เดก็ ผลประโยชน์ส่วนรวม การ
บรู ณา
- การแต่งกาย การ
วันแม่ บูรณา
บุคคลและสถานที่แวดลอ้ ม การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ว่ นตนและ การ
๑๓ เด็ก ผลประโยชนส์ ่วนรวม บรู ณา
การ
- การทํากจิ วัตรประจาํ วัน บูรณา
ชมุ ชนของเรา การ
๑๔ บคุ คลและสถานท่ีแวดลอ้ ม ความละอายและความไมท่ นต่อการทจุ รติ
เดก็ - ของเล่น

ต้นไมท้ ่รี กั
๑๕ ส่งิ ต่างๆรอบตวั เดก็ ความละอายและความไมท่ นต่อการทุจริต
- การรบั ประทานอาหาร
ดิน หนิ ทราย
๑๖ สงิ่ ตา่ งๆรอบตวั เดก็ ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทุจรติ
- การเขา้ แถว
สตั วน์ า่ รัก
๑๗ สง่ิ ตา่ งๆรอบตวั เดก็ ความละอายและความไมท่ นต่อการทจุ ริต
- การเก็บของใชส้ ่วนตวั
คมนาคม
๑๘ สง่ิ ตา่ งๆรอบตัวเดก็ ความละอายและความไมท่ นต่อการทจุ ริต
- ทาํ งานทีไ่ ด้รับมอบหมาย

สปั ดาห์ สาระการเรียนรู้ ช่อื เรื่อง/ชอื่ หน่วย หมาย
ท่ี เหตุ
รู้รอบ ปลอดภัย บูรณา
๑๙ สง่ิ ตา่ งๆรอบตัวเด็ก ความละอายและความไมท่ นต่อการทุจรติ การ
- ทํางานท่ีได้รบั มอบหมาย บูรณา
ลอยกระทง การ
๒๐ สิ่งต่างๆรอบตวั เดก็ ความละอายและความไมท่ นต่อการทจุ ริต บูรณา
- การแบง่ ปนั การ
กลางวันกลางคืน บูรณา
๒๑ ธรรมชาตริ อบตัวเด็ก พลเมืองกบั ความรับผดิ ชอบต่อสงั คม การ
- การตรงต่อเวลา บูรณา
ค่านิยมไทย การ
๒๒ สิ่งตา่ งๆรอบตัวเด็ก ความละอายและความไม่ทนต่อการทจุ รติ บูรณา
- การแตง่ กาย การ
วันชาติ บรู ณา
๒๓ บคุ ลลและสถานที่แวดล้อม ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต การ
เดก็ - การแตง่ กาย บูรณา
การ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง บูรณา
๒๔ สง่ิ ต่างๆรอบตัวเด็ก ความละอายและความไมท่ นตอ่ การทุจริต การ
- การทาํ กจิ วัตรประจาํ วนั บรู ณา
เทคโนโลยกี ารสือ่ สาร การ
๒๕ สงิ่ ตา่ งๆรอบตัวเด็ก พลเมืองกบั ความรับผดิ ชอบต่อสังคม บูรณา
- การช่วยเหลอื ตนเอง การ
วันขน้ึ ปีใหม่ หมาย
๒๖ สิง่ ต่างๆรอบตวั เด็ก STRONG / จติ พอเพยี งตอ่ ต้านการทุจรติ
- ความพอเพียง
สนุกกับตัวเลข
๒๗ สง่ิ ตา่ งๆรอบตวั เดก็ STRONG / จติ พอเพยี งตอ่ ต้านการทุจรติ
- ความโปรง่ ใส
วันเด็ก วันครู
๒๘ บุคคลและสถานทแี่ วดลอ้ ม STRONG / จิตพอเพียงต่อต้านการทจุ ริต
เดก็ - ความตนื่ รู้ / ความรู้

๒๙ ส่ิงตา่ งๆรอบตัวเด็ก ขนาด รปู รา่ ง รูปทรง

STRONG / จติ พอเพียงต่อตา้ นการทจุ ริต
- ต้านทจุ ริต
สปั ดาห์ สาระการเรยี นรู้ ชอื่ เร่ือง/ชอ่ื หน่วย

ที่ โลกสวยด้วยสสี นั เหตุ
บูรณา
๓๐ สิง่ ต่างๆรอบตวั เดก็ พลเมืองกับความรับผดิ ชอบต่อสังคม การ
- การทําความสะอาดหอ้ งเรียน บรู ณา
ฤดหู นาว การ
๓๑ สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก - ความเออ้ื อาทร บูรณา
การ
แรงและพลงั งาน บรู ณา
๓๒ สง่ิ ต่างๆรอบตัวเดก็ STRONG / จิตพอเพยี งต่อตา้ นการทุจรติ การ
- การรับประทานอาหาร บรู ณา
เสียงรอบตัว การ
๓๓ ส่ิงต่างๆ รอบตวั เดก็ STRONG / จติ พอเพยี งต่อต้านการทุจริต บูรณา
- การชว่ ยเหลอื เพือ่ น การ
รกั การอ่าน บูรณา
๓๔ สง่ิ ตา่ งๆ รอบตวั เด็ก STRONG / จติ พอเพยี งตอ่ ตา้ นการทจุ ริต การ
- การใช้กระดาษ
ปริมาตร นํา้ หนกั
๓๕ ส่งิ ตา่ งๆ รอบตัวเดก็ พลเมืองกับความรบั ผิดชอบตอ่ สงั คม
- ความรบั ผดิ ชอบตอ่ ตนเอง
ฤดูรอ้ น
ประเมนิ ผลหลกั สูตรตา้ นทจุ รติ ศึกษาระดับ
๓๖ ส่งิ ตา่ งๆ รอบตัวเด็ก ปฐมวัย

๙. การจัดสภาพแวดลอ้ ม สือ่ และแหล่งเรียนรู้

๙.๑ การจดั สภาพแวดล้อม
การจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้สําหรับการจัดการศึกษาระดับปฐมวัย มี

ความสําคัญต่อเด็กเนื่องจากธรรมชาติของเด็กในวัยน้ีสนใจท่ีจะเรียนรู้ ค้นคว้า ทดลองและต้องการ
สัมผัสกับส่ิงแวดล้อมรอบๆ ตัวอีกคร้ังสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ เป็นตัวกลางนําความรู้จาก
ผู้สอนสู่เด็ก ทําให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ท่ีวางไว้ ช่วยให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง ทําให้
สิ่งที่เป็นนามธรรมเข้าใจยากเปล่ียนเป็นรูปประธรรมท่ีเด็กเข้าใจง่าย เรียนรู้ได้ง่าย รวดเร็ว เพลิดเพลิน
เด็กสามารถเรียนรู้จากการเล่นท่ีเป็นประสบการณ์ตรงท่ีเกิดจากการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง ๕ เกิด
การเรียนรู้และค้นพบด้วยตนเอง ดังนั้น การจัดสภาพแวดล้อมและแหล่งเรียนรู้ ตามความต้องการ
ของเด็ก จึงมีความสําคัญที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมและกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ทั้งในห้องเรียนและ
นอกห้องเรียนของสถานศึกษา ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ของหลักสูตรสถานศึกษาการศึกษาปฐมวัย
ตามบริบทของสถานศึกษาและท้องถ่ินอย่างเหมาะสม เพื่อส่งผลให้บรรลุจุดหมายในการพัฒนาเด็ก
ปฐมวยั ต่อไป

การจดั สภาพแวดล้อม
การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ ถ้าหากเด็กอยู่ใน
สภาพแวดล้อมท่ีเหมาะสม มีการสนับสนุนอํานวยความสะดวกจากผู้ใหญ่ ภายใต้บรรยากาศท่ีมี
ความสุขไม่เคร่งเครียดด้วยกฎระเบียบที่เคร่งครัดหรือยากต่อการปฏิบัติ การจัดบรรยากาศการเรียนรู้
จึงจัดแบง่ เปน็ ๓ ด้าน
การจัดสภาพแวดล้อมด้านกายภาพ เป็นการจัดสภาพแวดล้อมตามแนวคิดเร่ือง การ
ตอบสนองความต้องการพื้นฐาน และการเรียนรู้โดยการปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อม การจัดการจึงมี
เป้าหมายให้เด็กอยู่ร่วมกันอย่างมีสุข อนามัยที่ดีมีพ้ืนที่ในการตอบสนอง การทํากิจกรรมต่างๆ อย่าง
คล่องตัว และตอบสนองการทํากิจกรรมที่หลากหลาย ลักษณะการจัดการจึงเน้นในเรื่องความสะอาด
ความปลอดภัย ความอิสระอย่างมีขอบเขตในการเล่น ความสะดวกท่ีจะทําให้รู้สึกคล่องตัว สดใส
กระฉับกระเฉง ความพร้อมของห้องเรียนในสถานศึกษาที่มีลักษณะกายภาพที่ดีคือ มีการถ่ายเท
อากาศท่ีดี มีอุณหภูมิที่เหมาะสม มีแสงสว่างพอเพียง มีความสงบที่จะทํากิจกรรมอย่างสบายและมี
สมาธิ มีท่ีให้เก็บวัสดุของใช้และผลงาน มีท่ีจัดแสดงเพ่ือการสื่อสารข้อมูล แต่ละจุดของพ้ืนที่จะต้อง
สะดวกในการเขา้ ออก พ่อแมผ่ ู้ปกครองสามารถเขา้ ไปดูแลไดอ้ ย่างทวั่ ถงึ ในทกุ พ้ืนที่
สภาพแวดล้อมในห้องเรียน หลักการสําคัญในการจัดต้องคํานึงถึงความปลอดภัยความ
สะอาด เป็นเป้าหมายการพัฒนาเด็ก ความเป็นระเบียบ ความเป็นตัวของเด็กเอง ให้เด็กเกิดความรู้สึก
อบอุ่นมนั่ ใจ และมคี วามสุข โดยคาํ นึงถงึ เรอ่ื งต่อไปน้ี
๑)การจัดวางวัสดุ อุปกรณ์ สื่อ เคร่ืองเล่น คุรุภัณฑ์ ควรจัดให้เหมาะสมสอดคล้องกับวัยและ
พฒั นาการเพอ่ื ให้เดก็ สามารถใชห้ รอื ทาํ กจิ กรรม ได้สะดวกด้วยตนเอง
๒)วัสดุ อปุ กรณ์ ส่อื เคร่อื งเลน่ ครุ ุภณั ฑ์ ควรให้มีขนาดเหมาะสมกับเด็กปฐมวัย
๓)การจัดพื้นท่ีในห้องเรียนควรจัดให้เหมาะสม เลือกที่ตั้งคุรุภัณฑ์ อุปกรณ์ต่างๆ และมุม
ประสบการณ์ โดยคํานึงถึงทิศทางลม แสงสว่างพอเพียงต่อการทํากิจกรรม ไม่มีแสงสว่างส่งรบกวน
สายตาเดก็ ขณะปฏิบตั ิกิจกรรม ทกุ จดุ ของหอ้ งควรให้มองเหน็ ได้โดยรวม

๔) สภาพแวดล้อมในห้องปลอดภัยจากสัตว์ แมลง พืช และสารเคมีท่ีมีพิษ คุรุภัณฑ์ โต๊ะ
เก้าอ้ี ไมค่ วรเปน็ มุมแหลมทเ่ี ปน็ อนั ตราย

๕) การแบ่งพ้นื ในห้องเรียนให้เหมาะสมกับการจดั กจิ กรรมมีดงั นี้
๕.๑ พ้นื ท่อี ํานวยความสะดวกเพื่อเดก็ และผู้สอน
๑) ที่แสดงผลงานของเด็ก อาจจัดเป็นแผน่ ปา้ ย หรือทแ่ี ขวนผลงาน
๒) ทเ่ี กบ็ แฟม้ ผลงานของเดก็ อาจจะทาํ เป็นกล่อง หรือจะใสเ่ ปน็ รายบคุ คล
๓) ทีเ่ ก็บเคร่อื งใชส้ ่วนตัวของเด็ก อาจทาํ เป็นชอ่ งครบตามจํานวนเด็ก
๔) ท่ีเก็บเคร่ืองใช้ของผู้สอน เช่น อุปกรณ์การสอน ของใช้ส่วนตัวผู้สอน
๕) ป้ายนเิ ทศตามหน่วยการสอนหรอื สง่ิ ทเี่ ด็กสนใจ
๕.๒ พื้นท่ีปฏิบัติกิจกรรมและการเคลื่อนไหว ควรกําหนดให้ชัดเจน ควรมีพื้นที่ท่ีเด็ก

สามารถจะทํางานได้ด้วยตนเอง และทํากิจกรรมด้วยกันในกลุ่มเล็ก หรือกลุ่มใหญ่ เด็ก
สามารถเคลือ่ นไหวไดอ้ ยา่ งอสิ ระจากกิจกรรมหนึ่งไปยังกจิ กรรมหนึ่งโดยไมร่ บกวนผู้อืน่

๕.๓ พื้นที่จัดมุมเล่นหรือมุมประสบการณ์ สามารถจัดได้ตามความเหมาะสม ข้ึนอยู่
กับสภาพของห้องเรียน จัดแยกส่วนที่ใช้เสียงดังและเงียบออกจากกัน ต้องมีของเล่น วัสดุ
อุปกรณ์ในมุมอย่างพอเพียงต่อการเรียนรู้ของเด็ก การเล่นในมุมเล่นอย่างมีเสรีมักถูกกําหนด
ไว้ในตารางกิจกรรมประจําวัน เพื่อให้โอกาสเด็กได้เล่นอย่างเสรี ประมาณวันละ ๑ ชั่วโมง
การจดั มุมเล่นต่างๆ ผู้สอนควรคํานงึ ถงึ สง่ิ ต่อไปน้ี

๑) ในหอ้ งเรียนควรมมี มุ เลน่ อย่างนอ้ ย ๓-๕ มุมทง้ั น้ี ข้ึนอยกู่ ับพืน้ ท่ีและขนาดของ
หอ้ ง

๒) ควรมีการเปลย่ี นสขี องเลน่ ตามมมุ ตามหนว่ ยการจัดประสบการณ์การเรยี นรู้
และตามความสนใจของเดก็

๓) ควรจัดให้มีสื่อและผลงานที่เด็กได้เรียนรู้ไปแล้ว จัดวางอยู่ในมุมเล่น เช่น การ
ทดลองอย่างง่าย เรื่องการเปล่ียนแปลงของสี เป็นต้น โดยผู้สอนจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้
เดก็ ได้แล่น

๔) ควรเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดมุมเล่น เพื่อจูงใจให้เด็กรู้สึกเป็น
เจ้าของ อยากเรยี นรู้ อยากเข้าเลน่

๕) ควรสร้างข้อตกลงในการทํากิจกรรม เพื่อเสริมสร้างวินัยเชิงบวกให้กับเด็ก เช่น
สรา้ งข้อตกลงรว่ มกนั ว่า เม่ือเลน่ เสร็จแล้วจะตอ้ งจัดเก็บอปุ กรณ์ทุกอย่างเข้าท่ใี หเ้ รียบร้อย

๖) การจัดแสดงผลงานและการเก็บของควรคาํ นงึ ถึงเร่อื งตอ่ ไปน้ี
- จะให้มีท่ีแสดงผลงาน เสนอภาพวาด งานเขียนอิสระหรืองานป้ัน งาน

ประดษิ ฐข์ องเดก็ ๆ
- จัดทแ่ี สดงผลงานใหน้ า่ สนใจและสดช่นื
- ให้เด็กเหน็ ของแปลกๆ ใหมๆ่ ท่เี ด็กไมเ่ คยเห็น
- ส่งเสริมใหเ้ ด็กๆ รจู้ กั เลอื กสรรหาว่าจะทําอะไร จะแสดงอะไร
- กระตุ้นให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น

- สอนให้รู้จักจัดของเป็นตาม ชนิด/ ประเภท และเลือกของออกมาใช้ตาม
ความตอ้ งการ

- สรา้ งนิสยั ในการเก็บของให้เปน็ ทีเ่ ปน็ ทาง
ตวั อย่างมมุ เล่นหรอื มมุ ประสบการณ์ทคี่ วรจัดมีดังน้ี

มุมบล็อก
เป็นมุมที่จัดเก็บบล็อกไม้ตันที่มีขนาดและรูปทรงต่างๆกัน เด็กสามารถนํามาเล่นต่อ
ประกอบกันเป็นส่ิงต่างๆ ตามจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ของตนเอง นอกจากนี้ควรมีส่ืออื่นๆ
เชน่ ยานพาหนะ หรือสัตว์จาํ ลอง ฯลฯ เพ่อื ประกอบการเล่น
แนวทางการจดั
มุมบล็อกเป็นมุมท่ีควรจัดให้อยู่ห่างจากมุมที่ต้องการความสงบ เช่น มุมหนังสือ ทั้งนี้
เพราะเสียงจากการเล่นต่อไม้บล็อก อาจรบกวนสมาธิเด็กที่อยู่ในมุมหนังสือได้ นอกจากน้ีควรอยู่ห่าง
จากทางเดินผ่านหรือทางเข้าออกของห้อง เพ่ือไม่ให้กีดขวางทางเดินหรือเกิดอันตรายจากการเดิน
สะดุดไม้บล็อกถ้ากรณีเด็กยังเล่นไม่เสร็จครูหรือเด็กร่วมกันกําหนดพื้นท่ีโดยใช้สัญลักษณ์สีหรือ
เครอ่ื งหมายการจราจรมากั้นไวเ้ พื่อใหเ้ ด็กกลับมาเล่นตอ่ ได้
การจัดเก็บไม้บล็อกเรานี้ ควรจะวางไว้ในระดับที่เด็กสามารถหยิบมาเล่น หรือนํา
เก็บด้วยตนเองได้อย่างสะดวก ปลอดภัย และควรฝึกให้เด็กหัดจัดเก็บเป็นหมวดหมู่เพื่อความเป็น
ระเบียบ และสะดวกต่อการหยิบใช้และเก็บคืนโดยทําภาพสัญลักษณ์ รูปร่างของไม้บล็อกติดไว้ที่ช่อง
จดั เกบ็
มมุ หนงั สือ
ในห้องเรียนควรมีบริเวณที่เงียบ สําหรับให้เด็กได้ดูรูปภาพ อ่านหนังสือนิทาน ฟัง
นิทาน ผู้สอนควรจัดมุมหนังสือให้เด็กได้คุ้นเคยกับตัวหนังสือ และทํากิจกรรมตามลําพังหรือเป็นกลุ่ม
เล็กๆ
แนวทางการจัด
มุมหนังสือ เป็นมุมที่ต้องการความสงบ ควรจัดห่างจากมุมท่ีมีเสียง เช่น มุมบล๊อก
มุมบทบาทสมมุติ ฯลฯ และควรจัดบรรยากาศจูงใจให้เด็กได้เข้าไปใช้เกิดความรักและทะนุถนอม
หนังสือและ ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน มีจํานวนหนังสือเพียงพอกับเด็กและเหมาะสมกับวัยของเด็ก ควร
มีการเปล่ียนหนงั สือทุกสปั ดาห์ และเลือกหนงั สือท่สี ง่ เสรมิ คุณธรรมจรยิ ธรรมใหก้ บั เด็กด้วย
มุมบทบาทสมมุติ
มุมบทบาทสมมุติ เป็นมุมท่ีจัดขึ้นเพ่ือให้เด็กมีโอกาสได้นําเอาประสบการณ์ท่ีได้รับ
จากบ้านหรือชุมชนมาเล่น แสดงบทบาทสมมุติ เลียนแบบบุคคลต่างๆ ตามจินตนาการของตน เช่น
เป็นพ่อแม่ในมุมบ้าน เป็นหมอ ในมุมหมอเป็น พ่อค้าแม่ค้าในมุมร้านค้า ฯลฯ การเล่นดังกล่าวเป็น
การปลูกฝงั ความสาํ นึกถึงบทบาททางสงั คมที่เด็กไดพ้ บเห็นในชวี ติ จรงิ
แนวทางการจดั
มุมบทบาทสมมติน้ี ควรอยู่ใกล้มุม บล๊อก หรืออาจจะให้เป็นสถานที่ต่างๆ
นอกเหนือจากการจัดเป็นบ้านโดยสังเกตการเล่นและความสนใจของเด็กว่ามีการเปล่ียนแปลงบทบาท
การเล่นจากบทบาทเดิมไปสู่รูปแบบการเล่นอื่นหรือไม่ อุปกรณ์ที่นํามาจัดควรเปลี่ยนไปตามความ

สนใจของเด็กเช่นกัน มุมบทบาทสมมุติอาจจะเป็นบ้าน/ร้านอาหาร/ร้านขายของ ร้านเสริมสวย
โรงพยาบาล ฯลฯ ในขณะเดียวกันอุปกรณ์ท่ีนํามาจัดให้เด็กควรหมั่นดูแลและทําความสะอาดทุก
สปั ดาห์ ไม่เป็นอนั ตราย และความเหมาะสมกบั สภาพทอ้ งถนิ่

มมุ วทิ ยาศาสตร์/มมุ ธรรมชาติ
มุมวิทยาศาสตรห์ รอื มุมธรรมชาติ เป็นมุมเลน่ ทผ่ี สู้ อนจะรวบรวมส่ิงของต่างๆหรอื สงิ่
ท่ีมีในธรรมชาติมาให้เด็กได้สํารวจ สังเกต ทดลอง ค้นพบด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการช่วยพัฒนาทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตรใ์ หก้ บั เด็ก
แนวทางการจัด
มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติ อาจจะไว้ใกล้ มุมหนังสือ ส่ิงของที่จัดวางต้องคํานึงถึงความ
ปลอดภัยของเด็กในขณะท่ีใช้หรือเก็บควรอยู่ในระดับท่ีเด็กหยิบ จับ ดูวัสดุอุปกรณ์ เหล่านั้นได้โดย
สะดวกควรจะปรับเปล่ียนสิ่งของที่นํามาจัดแสดง อาจมีการจําลองการทดลองอย่างง่าย เพ่ือให้เด็กได้
เรยี นรู้
สภาพแวดล้อมนอกห้องเรียน คือการจัดสภาพแวดล้อมบริเวณในสถานศึกษา
รวมทั้งจัดสนามเด็กเล่น พร้อมเครื่องเล่นสนาม จะระวังรักษาความปลอดภัยภายในสถานศึกษา ดูแล
รักษาความสะอาด ปลูกต้นไม้ให้ความร่มรื่นรอบๆ บริเวณสถานศึกษา สิ่งต่างๆ เหล่าน้ีเป็นส่วนหน่ึงท่ี
สง่ ผลตอ่ การเรยี นร้แู ละพฒั นาการของเด็ก
สภาพแวดล้อมนอกหอ้ งเรยี น ประกอบดว้ ย
๑) สนามเด็กเล่น ควรมีพ้ืนผิว หลายประเภท เช่น ดิน ทราย หญ้า พื้นท่ีสําหรับเล่น
ของเล่นที่มีล้อรวมท้ังที่ร่ม ที่โล่งแจ้ง พ้ืนดินสําหรับขุด ท่ีเล่นน้ํา บ่อทรายพร้อมอุปกรณ์ประกอบการ
เล่น เครื่องเล่นสนามสําหรับปีนป่าย การทรงตัว ฯลฯ ท้ังนี้ต้องไม่ติดกับบริเวณที่มีอันตราย ต้องหมั่น
ตรวจตราเคร่ืองเล่นใหอ้ ยใู่ นสภาพแขง็ แรง ปลอดภัยอยู่เสมอและหมนั่ ดแู ลเรอ่ื งความสะอาด
๒) ท่ีนั่งเล่นพักผ่อน จัดท่ีนั่งไว้ใต้ต้นไม้มีร่มเงา อาจใช้กิจกรรมย่อยๆ หรือกิจกรรม
ท่ีต้องการความสงบ หรืออาจจัดเป็นพ้ืนที่ให้ความรู้ ประชาสัมพันธ์ ป้ายนิเทศ เพื่อให้ความรู้แก่เด็ก
และผ้ปู กครอง
๓) บริเวณธรรมชาติ ปลูกไม้ดอก ไม้ประดับ แปลงปลูกพืชสวนครัว หากบริเวณ
สถานศกึ ษามไี มม่ ากนักอาจปลูกพชื ในกระบะหรือกระถาง หรือเศษวัสดใุ นทอ้ งถ่ิน
๔) ห้องปฏิบัติการ และอาคารประกอบต่างๆ เช่น โรงอาหาร เรือนเพาะชํา
ห้องสมุดห้องปฏิบัติการต่างๆ ควรจัดให้มีพ้ืนท่ีสําหรับให้เด็กทํากิจกรรมและเรียนรู้ ที่สะอาดและ
ปลอดภัยสําหรับเด็ก
การจัดสภาพแวดล้อมด้านจิตภาพ เป็นการจัดห้องเรียนตามแนวคิดเร่ืองการ
เรียนรู้อย่างมีความสุข การจัดสภาพแวดล้อมจึงเป็นการจัดเพื่อให้เกิดบรรยากาศที่ดีในการอยู่ร่วมกัน
ซึ่งจะเกิดความสะดวก ปลอดภัย ราบร่ืนจากการทํากิจกรรมในห้อง ที่มีลักษณะทางกายภาพท่ี
เหมาะสมและมีการปฏิบัติต่อกันที่เหมาะสมของผู้ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมทั้งเด็กและผู้สอน นอกจากน้ี
ยังรวมถึงกฎ ระเบียบ กติกา ข้อตกลงท่ีทุกคนสามารถปฏิบัติร่วมกันได้และเกิดความสุขในการอยู่
ร่วมกัน การจัดบรรยากาศด้านจิตภาพ จึงเป็นเป้าหมายเพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกันในสระภาพ
แวดลอ้ มแหง่ ความสขุ ผสู้ อนมที ่าทีที่อบอุน่ ให้ความมัน่ ใจแก่เด็กสนับสนนุ ให้เด็กได้ประสบความสําเร็จ

ในกิจกรรมต่างๆ มีสถานท่ีท่ีเด็กสามารถมีความเป็นส่วนตัว หรือเม่ือต้องการอยู่ตามลําพัง ต้องการ
ความสงบ ให้อิสระเด็กในการสื่อสาร เคล่ือนไหว ทํากิจกรรมต่างๆ รวมท้ังข้อตกลงต่างๆ สามารถ
ยดื หยุ่นได้เม่ือจาํ เป็น การจดั สภาพแวดล้อมทางจติ ภาพมีรายละเอยี ดดังน้ี

บุคลิกภาพผู้สอน
บุคลิกภาพผู้สอนช่วยเสริมบรรยากาศในการเรียนรู้ให้เกิดข้ึนในห้องได้เป็นอย่างดี ยิ้มแย้ม
แจ่มใส มีกิริยามารยาทแบบไทย แต่งกายเหมาะสมกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ใช้ภาษาถูกต้องชัดเจน เต็ม
ใจตอบคําถามของเด็ก พูดกับเด็กด้วยเสียงนุ่มนวลเป็นมิตร และพูดช้ีแจงเหตุผลแก่เด็กด้วยน้ําเสียง
ปกติ
การจัดการชน้ั เรยี นของผู้สอน
ผู้สอนควรใส่ใจดูแลให้เด็กอยู่ร่วมกันในห้องเรียนอย่างมีความสุข พร้อมท้ังเรียนรู้สิทธิและ
หน้าท่ีของตน มีการสร้างข้อตกลงในการปฏิบัติตนร่วมกันระหว่างครูกับเด็ก และเด็กกับเด็ก การแบ่ง
หน้าที่ความรับผิดชอบ แนวทางปฏิบัติเม่ือเด็กไม่ทําตามข้อตกลง และแก้ไขปัญหาเมื่อมีข้อขัดแย้ง
เกดิ ขนึ้
การสรา้ งความสมั พนั ธร์ ะหว่างผสู้ อนกบั เดก็
ความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้สอนกับเด็กช่วยเสริมสร้างให้เด็กรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย สร้างความ
มั่นใจในตนเอง และเกิดความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ผู้สอนควรสร้างความสัมพันธ์กับเด็กด้วยท่าทาง เช่น
ยิ้ม สัมผัส ทักทาย และพูดคุยกับเด็ก ดูแลเด็กที่มีปัญหาสุขภาพ ไม่สบาย หรือต้องการกําลังใจ รับฟัง
เม่ือเด็กพูดด้วย ให้โอกาสเด็กท่ีต้องการพูดคุยกับผู้สอน ตอบเม่ือเด็กถาม และยอมรับการช่วยเหลือ
ของเดก็
การสร้างความสัมพนั ธ์ระหวา่ งเด็กกบั เด็ก
ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับเด็กในสถานศึกษา จะทําให้เด็กอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข
และลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างเด็กกับเด็ก ผู้สอนควรจัดให้มีกิจกรรมท่ีส่งเสริมความสัมพันธ์ท่ีดี
ระหว่างเด็กกับเด็ก โดยการจัดกิจกรรมท่ีส่งเสริมการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สร้างความรับผิดชอบใน
การทํางาน ให้เด็กได้ร่วมคิด ร่วมทํา และร่วมแก้ปัญหา เช่น การจัดของเล่นการดูแลความสะอาดการ
ทาํ งานกลมุ่ เป็นต้น
การสร้างความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งผู้ปกครองและสถานศกึ ษา
ผู้สอนมีบทบาทสําคัญย่ิงในการสนับสนุนและส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครอง
กับสถานศึกษา ผู้สอนจึงควรสร้างความสัมพันธ์กับผู้ปกครองด้วยการจัดทําป้ายนิเทศซ่ึงมีสาระ
เก่ียวกับเด็ก ผู้ปกครอง ชุมชน และโรงเรียน จัดทําจดหมายข่าวถึงผู้ปกครอง หรือการส่ือสารผ่านส่ือ
และเทคโนโลยี กระตุ้นให้ผู้ปกครองแลกเปล่ียนเรียนรู้กับทางโรงเรียน สนับสนุนให้ผู้ปกครองเย่ียมชั้น
เรียนของเด็กจัดประชุมพบปะระหว่างผู้ปกครองและผู้สอน รวมท้ังเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้ทํางาน
อาสาสมคั รร่วมกบั ทางโรงเรียน
การจัดสภาพแวดล้อมด้านสังคม เป็นการจัดสภาพแวดล้อมท่ีเกิดจากแนวคิดเร่ืองการ
เรียนรู้ทางสังคมของเด็กปฐมวัยท่ีเรียนรู้ทางสังคมจากการเล่น การทํากิจกรรมและการทํางานร่วมกับ
ผู้อ่ืนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ การจัดสภาพแวดล้อมด้านสังคมจึงเป็นการจัดการที่ให้เด็กร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง

มีความสุข สนับสนุนให้ปฏิบัติตนในลักษณะท่ีสังคมยอมรับและเกิดทักษะทางสังคม มีสัมพันธภาพท่ีดี
กับผู้สนับสนุนให้เกิดการแบ่งปันกันท้ังในด้านความคิด ความรู้สึก พ้ืนท่ีและอุปกรณ์ต่างๆ จัดให้มี
บรรยากาศแบบประชาธิปไตย เด็กได้แสดงความเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่างๆ เช่น การ
กําหนดขอ้ ตกลง กตกิ า กฎ ระเบียบต่างๆ การแบง่ หนา้ ที่ การฝึกการมวี นิ ัยในตนเอง

การเรียนรู้ของเด็กที่ได้ปฏิสัมพันธ์สิ่งแวดล้อมท้ังด้านวัตถุและบุคคล ผู้สอนจะต้องพยายาม
จัดสภาพแวดล้อมให้สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก ให้เด็กทํากิจกรรมร่วมกับผู้อื่น กับสิ่งของและ
กระบวนการต่างๆรวมถึงให้เด็กได้ปฏิสัมพันธ์กับประสบการณ์ต่างๆ และผู้สอนจะต้องมีการวาง
แผนการจัดกิจกรรมประจําวันให้เด็กได้พัฒนาทางร่างกายและสังคม โดยการเตรียมส่ือ วัสดุ ที่
เหมาะสม เพ่ือกระตุ้นให้เด็กได้เกิดกระบวนการคิด ให้เด็กได้เห็นความสัมพันธ์ของส่ิงต่างๆ โดยจัด
สภาพแวดล้อมให้เด็กได้ปฏิสัมพันธ์กับผู้คนและกระบวนการต่างๆ อย่างกว้างขวาง การที่เด็กอยู่ใน
สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เด็กจะพัฒนาความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง เกิดความเชื่อม่ันในตนเองและมี
ความคิดสรา้ งสรรค์

๙.๒ สือ่
สื่อเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก เป็นตัวกลางกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ตาม
จุดมุ่งหมายที่กําหนดการเรียนรู้ ของเด็กอายุ ๔-๖ ปีจําเป็นต้องผ่านการลงมือปฏิบัติจริงหรือเกิดการ
ค้นพบด้วยตนเองเป็นประสบการณ์ตรง ซ่ึงเด็กจะเรียนรู้จากส่ิงที่เป็นรูปประธรรมหรือมองเห็น จับ
ต้องได้ไปสู่ส่ิงท่ีเป็นนามธรรม เพื่อเข้าสู่อายุที่สูงข้ึน การเรียนรู้ของเด็กวัยน้ีจึงขึ้นอยู่กับของจริงท่ีพบ
เหน็ ของเล่นทเ่ี ลยี นแบบของจรงิ นิทานและเพลงดงั นี้

๑) ของเลน่
ของเล่นเป็นสิ่งท่ีประกอบการเล่นของเด็ก ของเล่นช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้
และเกิดความม่ันใจในการเล่น ของเล่นอาจจัดทําข้ึนเองจากวัสดุ ส่ิงของ เศษวัสดุเหลือใช้รอบตัวใน
ชีวิตประจําวันหรือเป็นการเลือกซ้ือของเล่นที่มีขายในท้องตลาด ซ่ึงมีการจัดหาของเล่นให้เด็กต้อง
คาํ นึงถึงความปลอดภัยและเหมาะสมกบั วยั ของเดก็
๑.๑ ลกั ษณะของเลน่ เด็ก ของเล่นเกีย่ วขอ้ งกบั การเลน่ ของเดก็ แบง่ เป็น
๑.๑.๑ ของจริง เป็นของเล่นท่ีเป็นส่ิงหรือเครื่องใช้ในชีวิตจริง ของจริงที่เด็กเล่นได้
เชน่ ช้อน
ถ้วย พลาสตกิ หมอ้ จาน
๑.๑.๒ ของเล่นเลียนแบบของจรงิ เปน็ ของเลน่ ทท่ี าํ ข้นึ ใหม้ รี ปู แบบเหมือนของจรงิ
ท่ีมีอยู่ในชีวิตประจําวัน ทําจากวัสดุประเภทไม้ พลาสติก โลหะ กระดาษ ก็ได้ เช่น ตุ๊กตาสัตว์ขนนุ่ม
ตุ๊กตาคน ลูกบอลเด็กเล่น รถเดก็ เล่น ของเล่นเครอื่ งครัว/ เครอื่ งใชใ้ นบา้ น
๑.๑.๓ ของเล่นสร้างสรรค์ เปน็ ของเลน่ ท่ที ําข้นึ ไม่มรี ปู แบบท่แี น่นอนตายตวั
สามารถประกอบเข้าด้วยกันให้เป็นอะไรก็ได้ตามความต้องการหรือจินตนาการของผู้เล่น เช่น ตัวต่อ
พลาสติก พลาสตกิ สรา้ งสรรค์ บล็อกพลาสติก/ ไม้ วสั ดุที่ใชใ้ นการวาดภาพ/ การป้ัน/การประดษิ ฐ์
๑.๑.๔ ของเลน่ เพื่อการศกึ ษา เป็นของเลน่ ท่ที าํ ขึ้น มีรูปแบบช่วยพัฒนาทกั ษะการ

สังเกต ทักษะกล้ามเน้ือมือ ประสานสัมพันธ์กับตา ทักษะการคิด เช่น ไม้บล็อก เกมภาพตัดต่อ เกมโด
มโิ น่

๑.๑.๕ ของเล่นพืน้ บา้ น เป็นของเลน่ ทท่ี ําจากวัสดตุ ามธรรมชาติหรือวสั ดุทีม่ ีอยู่ใน
ท้องถิ่นด้วยเช่น โมบายปลาตะเพียน ตะกร้อใบลาน ตุ๊กตาสัตว์ทําจากฟาง กังหันลมใบตาล ล้อกลิ้งไม้
ไผ่ นก/ ตั๊กแตนสานใบมะพร้าว กะลารองเท้า ปี่ใบมะพร้าว และปั้นดินเหนียวรูปสัตว์

๑.๒ ประเภทของเล่นเดก็ ของเล่นเดก็ มหี ลากหลายรปู แบบ ขนึ้ อยกู่ บั วัตถปุ ระสงค์
ของการใชเ้ ล่นแบ่งเป็น
๑.๒.๑ ของเล่นฝึกประสาทสมั ผสั เป็นของเล่นท่ีดงึ ดดู ความสนใจของเดก็ ในการ
มองเห็น ได้ยินและสัมผัส เช่น ของเล่นท่ีมีผิวสัมผัสเรียบ- ขรุขระ ของเล่น หยิบจับไว้ในมือได้
เสียงเพลง
๑.๒.๒ ของเลน่ ฝกึ การเคล่ือนไหว เป็นของเล่นทเ่ี คลือ่ นทีไ่ ปมาได้ กระตุ้นให้เดก็
ใช้กล้ามเนอื้ แขน ขา เชน่ ลกู บอล ของเล่นลากจูงได้ ของเล่นไขลาน ของเล่นมลี ้อเล่ือน
๑.๒.๓ ของเล่นฝึกความสัมพันธ์มือตา เป็นของเล่นที่ฝึกให้เด็กได้พัฒนาการ
ประสานสัมพันธ์ระหว่างการใช้กล้ามเน้ือมือและตาอย่างมีจุดหมาย เช่น กระดานค้อนตอก กล่อง
หยอดรูปทรง ของเลน่ รอ้ ยลกู ปดั เมด็ โต ของเลน่ รอ้ ยเชอื กตามรู ของเล่นผกู เชอื ก/รูดซปิ /ตดิ กระดุม
๑.๒.๔ ของเลน่ ฝกึ ภาษา เป็นของเลน่ ทีช่ ่วยในการฟัง การสื่อสารทางด้านการฟัง
การพดู เล่าเร่อื ง เชน่ หนังสอื ภาพนทิ าน เทป เพลงเดก็ เครื่องดนตรี หนุ่ มือ
๑.๒.๕ ของเลน่ ฝกึ การสงั เกต เป็นของเล่นฝึกทกั ษะการเปรยี บเทยี บ การจําแนก
หรอื จัดกลมุ่ ของ เช่น ของเลน่ รปู ทรงเรขาคณติ แผ่นภาพจับคู่ บลอ็ กตา่ งสตี ่างขนาด
๑.๒.๖ ของเล่นฝึกการคิด เป็นของเล่นสอนใหเ้ ด็กมีสมาธิและร้จู ักแกป้ ญั หา คดิ ใช้
เหตผุ ล เช่น ภาพตดั ต่อ ตัวตอ่ ภาพ ปริศนา บล็อกไม้
๑.๒.๗ ของเลน่ ฝกึ ความคดิ สรา้ งสรรค์ เปน็ ของเล่นท่สี ่งเสรมิ ให้เด็กสรา้ ง
จินตนาการตามความนึกคิดหรือแสดงบทบาทสมมุติ เช่น บล็อกไม้ ตัวต่อ ของเล่นเคร่ืองครัว ของเล่น
ร้านคา้ ของเลน่ เครอื่ งมอื แพทย์
๑.๓ การเลอื กของเล่นเดก็ หลักเกณฑ์ทค่ี วรคาํ นึงถงึ มีดงั น้ี
๑.๓.๑ ความปลอดภัยในการเล่น ของเลน่ สาํ หรับเดก็ อาจทําดว้ ยไม้ ผ้า พลาสตกิ
หรือโลหะ ท่ีไม่มีอันตรายเกี่ยวกับผิวสัมผัสท่ีแหลมคม หรือมีชิ้นส่วนที่หลุดหรือแตกหักได้ ตลอดจน
ทําให้วัสดุท่ีไม่มีพิษมีภัยต่อเด็กในสีท่ีทา หรือส่วนผสมในการผลิตมีขนาดไม่เล็กเกินไป จนทําให้เด็ก
กลนื หรือหยิบใสร่ จู มกู หรือเขา้ ปากได้ รวมทง้ั มนี า้ํ หนกั พอเหมาะท่ีเด็กสามารถหยิบเล่นเองได้
๑.๓.๒ ประโยชน์ในการเล่น ของเล่นท่ีดีควรช่วยเร้าความสนใจของเด็กให้อยากรู้อยากเห็น มี
สีสันสวยงามสะดุดตาเด็ก มีการออกแบบท่ีส่งเสริมให้เด็กใช้ความคิดและจินตนาการท่ีจะเล่นอย่าง
ริเร่ิมสร้างสรรค์หรือแก้ปัญหาช่วยในการพัฒนากล้ามเนื้อ การเคล่ือนไหว และการใช้มือได้อย่าง
คลอ่ งแคลว่ ทงั้ ยงั เสริมสรา้ งการพฒั นาประสาทมอื และตาใหส้ ัมพนั ธ์กัน ๑.
๓.๓ ประสิทธิภาพในการใช้เล่น ของเล่นที่เหมาะในการเล่นควรมีความยากง่ายกับอายุและ
ความสามารถตามพัฒนาการของเด็ก ของเล่นที่ยากเกินไปจะบ่ันทอนความสนใจในการเล่นของเด็ก

และทําให้เด็กรู้สึกท้อถอยได้ง่าย ส่วนของเล่นท่ีง่ายเกินไปก็ทําให้เด็กเบื่อไม่อยากเล่นได้ นอกจากน้ี
ของเล่นควรทําให้เด็กได้ใช้ประสบการณ์ตรงและเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง มีความแข็งแรงทนทาน
และปรับเปลย่ี นแปลงใช้ประโยชน์ไดห้ ลายโอกาส หลายรปู แบบเล่นได้หลายคน

๑.๓.๔ ความประหยัดทรัพยากร ของเล่นท่ดี ีไม่จาํ เปน็ ตอ้ งมรี าคาแพงหรอื ผลติ ดว้ ย
เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีตราเคร่ืองหมายผลิตภัณฑ์ของบริษัทท่ีมีชื่อเสียงเป็นที่นิยมทั่วไป หากแต่เป็น
วัสดุของหรือของเล่นท่ีสามารถจัดหาง่ายๆ มีราคาย่อมเยา และมีอยู่ในท้องถิ่นน้ันโดยหาซื้อได้ง่าย
หรือทาํ ข้นึ เองได้จากภูมิปญั ญาพนื้ บ้านหรือวัฒนธรรมทอ้ งถิน่

ตารางเกณฑ์พจิ ารณาการเลือกซื้อของเล่นให้เด็ก
ประเด็นการพจิ ารณา

๑. ของเล่นท่มี ลี ักษณะปลอดภยั สาํ หรบั เด็กตามวยั สที ี่ใช้ เป็นสีท่ปี ลอดภัย ไมม่ ีช้นิ สว่ นแหลมคมหรอื แตกหกั งา่ ย
๒. ของเล่นเหมาะกบั วยั ของเด็กไมย่ ากหรอื ง่ายเกนิ ไปท่เี ดก็ จะเล่นได้เอง
๓. ของเลน่ ดึงดดู ความสนใจการเล่น ทา้ ทายความสามารถของเด็ก
๔. ของเล่นมีการออกแบบอย่างพิถพี ิถัน มองดูเหมาะกับธรรมชาตขิ องเดก็
๕. ของเลน่ สามารถปรบั เปลีย่ นรูปแบบได้หลากหลาย ใช้เล่นได้หลายแบบ หลายวิธีตามความตอ้ งการของผู้เล่น
๖. ของเล่นมีความคงทนใช้เลน่ ไดน้ าน ไม่บบุ สลายง่าย
๗. ของเลน่ ชว่ ยส่งเสริมทกั ษะการเรียนรขู้ องเด็ก ทาํ ใหเ้ ดก็ เรยี นรหู้ ลายๆด้านเก่ียวกับสง่ิ แวดลอ้ มรอบตวั
๘. ของเลน่ ช่วยขยายความคดิ สร้างสรรคข์ องเด็กทําให้เดก็ ใชจ้ นิ ตนาการ การคิดทําสง่ิ ใหมๆ่
๙. ของเล่นทาํ ใหเ้ ดก็ มสี มาธิ ใจจดจอ่ อยูก่ ับการเลน่ เป็นเวลานานพอควรตามช่วงความสนใจของวัย
๑๐. ของเลน่ ทาํ ความสะอาดไดง้ า่ ย หรอื นํากลับมาเลน่ ใหมไ่ ด้
๑๑. ของเล่นทาํ ใหเ้ ดก็ เกดิ ความรู้สึกดตี อ่ ตนเองและค้นพบความสาํ เรจ็
๑๒. ของเลน่ มรี าคาไม่แพงจนเกนิ ไป เมอ่ื เปรยี บเทยี บกับคณุ ภาพของวสั ดแุ ละการใชป้ ระโยชน์

๒.นิทาน
นิทานเป็นสื่อ เครื่องมือและวิธีการที่สําคัญในการพัฒนาเด็ก การอ่านหนังสือให้เด็กฟัง จะ

ช่วยสร้างความคุ้นเคยระหว่างเด็กกับหนังสือ ถือเป็นการบ่มเพาะนิสัยรักการอ่านหนังสือในเด็กได้
อย่างแยบยล

๒.๑ ประโยชนข์ องนทิ าน นิทานมีบทบาทสําคัญต่อการเสริมสรา้ งพัฒนาการเดก็ ดงั นี้
๒.๑.๑ ด้านร่างกาย การอ่านหนังสือให้เด็กฟัง เด็กจะได้บริหารร่างกายตามเร่ืองราว

ของนิทาน ทาํ ให้อวยั วะส่วนตา่ งๆของร่างกายแขง็ แรง
๒.๑.๒ ด้านอารมณ์ จิตใจ การอ่านหนังสือให้เด็กฟังเด็กจะรู้สึกสนุกสนานมีความสุขท่ี

ได้ฟังเรื่องราวหรือท่องบทกลอนและแสดงท่าทางอย่างอิสระตามความต้องการ เด็กจะมีอารมณ์ดี ยิ้ม
แย้ม แจม่ ใส

๒.๑.๓ ดา้ นสงั คม สร้างความสมั พนั ธใ์ นครอบครวั และสงั คมรอบดา้ น
๒.๑.๔ ด้านสติปัญญา การอ่านหนังสือจะช่วยให้เด็กสามารถจดจําถ้อยคํา จําประโยค

และเรื่องราวในหนังสือได้ รู้จักเรียนแบบคําพูด เข้าใจความหมายของเร่ืองท่ีจะอ่าน รู้จักคิดและรู้จัก
จนิ ตนาการ

๒.๒ วิธกี ารเลา่ นทิ านและเรอ่ื งราวสําหรบั เด็ก
เมื่อเลือกนิทานเรื่องราวที่เหมาะสมกับวัยของเด็กได้แล้ว วิธีการเล่านิทาน

หรือเรื่องราวเพื่อให้เด็กเกิดความสนใจติดตามฟังเนื้อเรื่องจนจบ จึงจําเป็นต้องทําให้เหมาะสมกับเร่ือง
ทีจ่ ะเล่าดว้ ย ในการเล่าเรอ่ื งนทิ านทน่ี ยิ มใชม้ ี ๒ วิธีดังนี้

๒.๒.๑ การเล่าเรื่องโดยไม่มีอุปกรณ์ เป็นการเล่านิทานเรื่องการบอกเล่าด้วยนํ้าเสียง
และลีลาของผ้เู ล่า ซ่งึ มีรายละเอยี ดดงั น้ี

๑) การข้ึนต้นเรื่องท่ีจะเล่าควรดึงดูดความสนใจเด็ก โดยค่อยๆ เร่ิมเล่าด้วยเสียงพูดที่ชัดเจน
ลีล่าของการเลา่ ชา้ ช้า และเรมิ่ เรว็ ขน้ึ จนเปน็ การเลา่ ดว้ ยจังหวะปกติ

๒) ระดับเสียงที่ใช้ควรดัง และประโยคท่ีเล่าควรแบ่งเป็นประโยคส้ันๆ แต่ได้ใจความ การเล่า
ควรดําเนินไปอย่างต่อเน่ือง ไม่ควรจังหวะการเล่าให้นานและจะทําให้เด็กเบ่ือ อีกท้ังไม่ควรมีคําถาม
หรอื คําพูดอน่ื ๆ ที่เปน็ การขัดจงั หวะทําใหเ้ ดก็ หมดสนุก

๓) การใช้น้ําเสียง สีหน้า ท่าทาง ควรแสดงให้สอดคล้องกับลักษณะของตัวละคร ไม่ควรพูด
เนอื่ ยๆ เร่อื ยๆ เพราะขาดให้ความตื่นเตน้

๔) การนั่งเล่าเรื่อง ควรจัดหาเก้าอ้ีน่ังให้เหมาะกับระดับสายตาเด็ก ควรเว้นระยะห่างของการ
นง่ั เผชิญหนา้ เด็กพอประมาณที่จะสามารถสบตาเด็กขณะเล่าเรื่องได้ท่ัวถึง

๕) การใช้เวลาไม่ควรเกิน ๒๐ นาที โดยสังเกตจากท่าทางการแสดงออกของเด็ก ซ่ึงไม่ได้ให้
ความสนใจจดจ่อกับเร่อื งทเี่ ล่า

๖) การเปิดโอกาสให้เด็กได้คิดและวิจารณ์เร่ืองที่เล่า ควรใช้คําถามสอบถามความคิดของเด็ก
เกี่ยวกบั เรื่องราวทไ่ี ด้ฟัง ให้เดก็ มีโอกาสแสดงความคดิ เหน็ ภายหลังที่เรือ่ งเล่าจบลง

๒.๒.๒ การเลา่ เรอื่ งโดยมีอปุ กรณช์ ว่ ย อปุ กรณ์ที่ช่วยในการเล่าเรอ่ื งมหี ลายประเภท ไดแ้ ก่
๑) ส่ิงแวดล้อมรอบตัวเด็ก ซึ่งสามารถนํามาเล่าเร่ืองราวประสบการณ์ได้แก่เด็กได้ อุปกรณ์ท่ี
เป็นส่ิงแวดล้อมได้แก่สัตว์ พืช บุคคลสําคัญ สถานท่ีสําคัญ ข่าวและเหตุการณ์ ตลอดจนสิ่งท่ีมีอยู่ตาม
ธรรมชาติ
๒) วัสดุเหลือใช้ ส่ิงของที่ไม่เป็นที่ต้องการ แต่ยังมีประโยชน์ เช่น ภาพจากหนังสือนิตยสาร
ก่งิ ไม้ ของกระดาษ สงิ่ เหล่านี้อาจนาํ มาใชป้ ระโยชน์ในการเล่าเรื่องได้
๓) ภาพ ใช้รูปภาพท่ีมีเรื่องราวเล่าได้ เช่น ภาพที่มีเรื่องราวรวมอยู่ในแผ่นเดียวหรือทําเป็น
แผ่นภาพพลกิ หลายๆแผ่น ขนาดใหญพ่ อควรและมเี นอื้ เรอ่ื งเขยี นไว้ด้านหลัง
๔) หุ่นจําลอง ใช้หนุ่ ทท่ี าํ ด้วยผ้าหรือกระดาษทาํ เปน็ ละครหนุ่ มือ หนุ่ เชิด หุ่นชกั
๕) สไลดป์ ระกอบการเลา่ เรอ่ื ง ใช้ภาพถา่ ยเป็นสไลด์เเผ่นฉายใช้ทีละภาพ
๖) หนา้ กาก ทาํ เปน็ รูปตัวละคร ใชว้ สั ดุทําเป็นหน้ากากรูปตวั ละครต่างๆ
๗) เทปนทิ านหรือเร่อื งราว ใช้การเปดิ เทปทีม่ เี สียงเลา่ เรื่องราว
๘) น้ิวมือประกอบการเล่าเรอ่ื ง ใช้นว้ิ มอื เคลอ่ื นไหวเปน็ ตวั ละครต่างๆ

๒.๓ การอา่ นนทิ าน
การสร้างนิสัยรักการอ่านให้เด็กเป็นหน้าที่สําคัญประการหน่ึงของผู้สอน เพราะ

หนังสือคืออาหารสมองและอาหารใจ หนังสือคือความสุข หนังสือคือเพ่ือน หนังสือคือแหล่งเรียนรู้
ของเด็กไปตลอดชีวิต การสร้างนิสัยรักการอ่านให้เด็ก จึงเป็นการสร้างพ้ืนฐานสําคัญของชีวิตให้เด็ก
เด็กจะรักหนังสือได้จากการท่ีผู้สอนอ่านหนังสือที่เด็กชอบให้ฟังซํ้าแล้วซ้ําเล่าเท่าที่เด็กเรียกร้อง
ต้องการ เด็กจะรู้สึกพอใจและมีความสุขมากในขณะที่ผู้ใหญ่อ่านหนังสือให้ฟัง และจะตื่นโตข้ึนมาเป็น
คนรักหนังสือ และรักการอ่านหนังสือ การการอ่านนิทานให้เด็กฟัง คือการอ่านหนังสือที่ไม่ปล่อยให้
เด็กเดินทางไปคนเดียว หรือเป็นผู้รับฟังเพียงอย่างเดียว แต่ผู้สอนต้องมีส่วนร่วมไปกับเด็กด้วย นิทาน
เป็นส่ือสําหรับผู้สอนในการสร้างปฏิสัมพันธ์ท่ีดีเด็กท่ีเติบโตมาด้วยการหล่อหลอมให้ฟังนิทาน มักจะ
เป็นเด็กที่ใช้ภาษาได้ดีมากกว่าเด็กในวัยเดียวกันท่ีไม่ได้ถูกหล่อหลอมมาด้วยหนังสือหรือนิทาน อีกท้ัง
เด็กที่มีนิสัยรักการอ่านจะพัฒนาในด้านอื่นๆได้อย่างรวดเร็วตามมา เช่นสมองพฤติกรรมและอารมณ์ท่ี
ดี
การพัฒนาสอ่ื

การพัฒนาสื่อเพื่อใช้ประกอบการจัดกิจกรรมในระดับปฐมวัยน้ัน ก่อนอ่ืนควรได้สํารวจข้อมูล
สภาพปัญหาต่างๆของสื่อทุกประเภทท่ีใช้อยู่ว่ามีอะไรบ้างที่จะต้องปรับปรุงแก้ไข เพื่อจะได้ปรับเปล่ียน
ให้เหมาะสมกบั ความตอ้ งการ

แนวทางการพัฒนาสอื่ ควรมลี ักษณะเฉพาะ ดงั น้ี
๑. ปรับปรุงส่ือให้ทันสมัยเข้ากับเหตุการณ์ ใช้ได้สะดวก ไม่ซับซ้อนเกินไป เหมาะสมกับวัย
ของเดก็
๒. รักษาความสะอาดของสื่อ ถ้าเป็นวัสดุที่ล้างน้ําได้ เมื่อใช้แล้วควรได้ล้างเช็ด หรือ ปัดฝุ่น
ให้สะอาด เก็บไวเ้ ปน็ หมวดหมู่ วางเป็นระเบยี บหยิบใช้งา่ ย
๓. ถ้าเป็นส่ือที่ผู้สอนผลิตขึ้นมาใช้เองและผ่านการทดลองใช้มาแล้ว ควรเขียนคู่มือ
ประกอบการใช้สื่อน้ัน โดยบอกช่ือส่ือ ประโยชน์และวิธีใช้สื่อ รวมทั้งจํานวนช้ินส่วนของส่ือในชุดน้ัน
และเก็บคู่มอื ไวใ้ นซองหรือถุง พร้อมส่อื ทีผ่ ลิต
๔. พฒั นาสอ่ื ท่ีสรา้ งสรรค์ ใชไ้ ด้เอนกประสงค์ คอื เป็นไดท้ ัง้ สอ่ื เสรมิ พัฒนาการ
และเป็นของเลน่ สนุกสนานเพลิดเพลิน

๙.๓ แหล่งเรยี นรู้
แหล่งเรียนรู้เพ่ือส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก แหล่งเรียนรู้มีความสําคัญคือ
เป็นแหล่งการศึกษาตามความสนใจและความต้องการตามอัธยาศัยปลูกฝันิสัยรักการอ่าน การสืบเสาะ
หาความรู้ การแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง การสร้างเสริมประสบการณ์ด้วยประสบการณ์ตรง เพื่อ
ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สภาพแวดล้อมท่ีเป็นแหล่งเรียนรู้สําหรับเด็กปฐมวัยขอเสนอแหล่ง
เรียนรู้ท่ีเป็นตัวอย่างแหล่งวิทยาการการเรียนรู้ในชุมชน และกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีจัดในชุมชนและ
ธรรมชาติดงั น้ี แหล่งเรียนรู้ในชุมชน เช่น วัดและในชุมชน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ เ?สบาล
ตําบล สถานีตํารวจ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติ ต่างๆ เป็นต้น แหล่งเรียนรู้ในชุมชนอีกประเภทหน่ึง เป็น
สถาบันของชุมชนท่ีมีอยู่ในวิถีชีวิตและการทํามาหากินในชุมชน เช่น โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญใน
วัด หรือ ศาสนสถาน ซ่ึงเป็นสถานที่ทําบุญตามประเพณี ตลาด ร้านขายของชํา ซึ่งเป็นแหล่งชุมชน
ชาวบ้าน สถานีอนามัย ป่าทุกแห่ง ล้วนเป็นห้องเรียนธรรมชาติท่ีเปิดกว้างสร้างบรรยากาศและ
จนิ ตนาการการเรยี นรูข้ องเดก็
แหล่งเรียนรู้ภายใน แหล่งเรียนรู้ภายนอก
 อาคารเรยี นต่างๆ  ศูนยพ์ ัฒนาเดก็ เล็กบา้ นห้วยทราย
 หอ้ งสมุด / ICT  โรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตาํ บลแม่ทา
 หอ้ งคอมพวิ เตอร์  กลุ่มนวดแผนโบราณตําบลแม่ทา
 ห้องประชมุ  วัดหว้ ยทราย
 ห้องแนะแนว วดั ศรีบุญเรอื ง
 ห้องพยาบาล วดั บ้านมอ่ น
 สวนเกษตรพอเพยี ง วัดป่าน๊อต
 หอ้ งวิชาการ วัดดอนชัย
 หอ้ งสหกรณโ์ รงเรียน หอ้ งสมดุ กศน. ตําบลแมท่ า
 สนามเดก็ เลน่ กลมุ่ แมท่ าออแกนคิ
 สวนสุขภาพ องคก์ ารบรหิ ารสว่ นตาํ บลแม่ทา
 สนามกีฬา กลุ่มเกษตรกรยง่ั ยนื ตําบลแม่ทา
 บ่อปลา กันธะดาฟารม์ ( สวนผักออแกนิค )
 โรงเรือนเล้ียงไกพ่ นั ธุ์ไข่และเปด็ โรงสีขา้ วโชคชํานาญ

ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิน่

ปราชญ์ชาวบ้าน / ภูมิปัญญาท้องถ่ิน / ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่สถานศึกษาเชิญมาให้ความรู้แก่ ครู /
นกั เรยี น ได้แก่ การทําไร่นาสวนผสม การเลีย้ งไก่ การเลยี้ งปลา การทาํ นา การตัดผม ฯลฯ
๑๐. การประเมินพัฒนาการ

การประเมินพฒั นาการเด็กอายุ ๔-๖ปี เปน็ การประเมินพัฒนาการทางด้านรา่ งกาย
อารมณ์ จิตใจ สงั คม และสติปัญญาของเด็ก ถือเป็นสว่ นหนงึ่ ของการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้และ
การปฏบิ ตั ิกจิ วัตรประจําวันเปน็ ความรับผดิ ชอบของผ้สู อนท่ีต้องดาํ เนินการตอ่ เนื่อง โดยเปิดโอกาสให้
ผเู้ ก่ยี วข้องมีสว่ นร่วมวธิ กี ารประเมินทเ่ี หมาะสม ไดแ้ ก่ การสงั เกต การบนั ทกึ พฤติกรรม การ
สนทนาหรือสัมภาษณ์ การวเิ คราะหข์ อ้ มลู จากผลงานเดก็ และสรุปผลการประเมนิ เพ่อื ใหไ้ ด้ขอ้ มูลวา่
เด็กบรรลุตามสภาพทพ่ี งึ ประสงค์ ตวั บ่งช้ี และมาตรฐานคุณลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์หรอื ไมเ่ พียงใด
ผสู้ อนควรวางแผนและพัฒนาการจดั ประสบการณ์อยา่ งไรต่อไป โดยมกี ารประเมนิ พฒั นาการเด็ก
ปฐมวัยควรยดึ หลกั การ ดังน้ี

๑. วางแผนการประเมนิ พฒั นาการอย่างเปน็ ระบบ การวางแผนการประเมินพฒั นาการอย่าง
เปน็ ระบบ เป็นภารกิจหนึง่ ของผสู้ อนโดยเร่มิ ต้นจาก

๑.๑ นาํ หลกั สูตรสถานศกึ ษาระดบั ปฐมวยั ไปสู่การปฏิบตั ิดว้ ยการออกแบบและจดั ทําหน่วย
การเรียนรูแ้ ละแผนการจัดการประสบการณเ์ รียนรู้

๑.๒ กาํ หนดวตั ถปุ ระสงคก์ ารประเมนิ วิธกี ารและเครอื่ งมอื ท่ใี ชใ้ นการประเมิน
๑.๓ เกบ็ รวบรวมข้อมลู ซ่งึ ผสู้ อนจะต้องวางแผนและออกแบบว่าในแตล่ ะวัน แต่ละ
กจิ กรรมจะสังเกตพฤตกิ รรมใด สงั เกตเดก็ คนใดบ้าง และนําขอ้ มลู ทไี่ ดไ้ ปสูก่ ารวิเคราะห์ขอ้ มูลและ
การแปลผลต่อไป
๒. ประเมินพฒั นาการเด็กครบทุกดา้ น การประเมนิ พฒั นาการเด็กครบทกุ ดา้ นตามหลักการ
นี้ คอื การประเมินพัฒนาการเด็กดา้ นร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สงั คม และสติปัญญา ซ่ึงตอ้ ง
สอดคลอ้ งและครอบคลุมมาตรฐานคณุ ลกั ษณะที่พงึ ประสงค์ ตวั บง่ ช้ี และสภาพที่พงึ ประสงคแ์ ตล่ ะ
วยั ท่กี าํ หนดไว้ในหลกั สตู รสถานศึกษา และสอดคลอ้ งกบั วิสยั ทัศนข์ องหลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย ที่
มุง่ เน้นพัฒนาเดก็ ทุกคนใหไ้ ดร้ ับการพัฒนาด้านรา่ งกาย อารมณ์ จติ ใจ สงั คม และสติปญั ญาอยา่ ง
มีคณุ ภาพและต่อเน่ืองนัน่ เอง
๓. ประเมินพัฒนาการเดก็ เป็นรายบุคคลอย่างสม่าํ เสมอต่อเนือ่ งตลอดปี จุดมุ่งหมายของ
การประเมินพฒั นาการเด็ก เพอื่ พฒั นาความกา้ วหนา้ ของเดก็ เป็นรายบคุ คลให้เตม็ ตามศักยภาพ
ทั้งนี้ ความนา่ เชื่อถอื ของผลการประเมินจงึ เป็นส่ิงสําคัญ ผสู้ อนตอ้ งสังเกตพฤตกิ รรมหรอื การปฏิบตั ิ
ตนของเด็กเป็นระยะๆ ตลอดปกี ารศกึ ษา มจี าํ นวนครัง้ ในการสงั เกตพฤตกิ รรมอยา่ งเหมาะสมและ
เพียงพอก่อนจะสรุปหรือให้ระดบั คุณภาพของพฤตกิ รรมตามสภาพทีพ่ ึงประสงคใ์ นแต่ละวยั
๔.ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกจิ กรรมประจาํ วนั ด้วยเครื่องมือและวธิ ีการท่ี
หลากหลาย ไม่ควรใชแ้ บบทดสอบ เน่อื งจากแนวคิดการจดั การศกึ ษาปฐมวยั ให้ความสําคญั กับตัว
เด็ก ทงั้ การพัฒนาเด็กโดยองค์รวมและการปฏิบตั ทิ ี่เหมาะสมกับพฒั นาการ การอบรมเลย้ี งดแู ละให้
การศึกษา การเล่นและการเรียนรขู้ องเดก็ ภายใตบ้ ริบทสงั คมและวัฒนธรรมทีเ่ ดก็ อาศัยอยู่ ดงั นัน้
การประเมนิ พัฒนาการตามสภาพจรงิ จากการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้ หรือการปฏิบตั กิ ิจวัตร
ประจําวัน ดว้ ยวธิ กี ารสังเกต การบนั ทึกพฤติกรรม การสนทนา การสัมภาษณ์ การวเิ คราะห์ขอ้ มูล

จากผลงานเดก็ จึงเปน็ วธิ กี ารประเมนิ ท่ีเหมาะสมและสอดคล้องกบั เด็กวยั นี้ ผ้สู อนจึงไม่ควรใช้
แบบทดสอบทใ่ี ชก้ ระดาษและดนิ สอในการเขยี นตอบ เพื่อประเมนิ พฒั นาเดก็ วยั นี้

๕. สรปุ ผลการประเมนิ จดั ทาํ ข้อมูลและนาํ ผลการประเมินไปใชพ้ ัฒนาเด็ก ขอ้ มูลทไี่ ดจ้ าก
การสงั เกตพฤตกิ รรมของเดก็ แต่ละคนตามสภาพที่พงึ ประสงค์ รวบรวมไดจ้ ากการจดั ประสบการณ์
การเรียนรูใ้ นแตล่ ะหน่วยการเรยี นรแู้ ละการปฏิบัตกิ จิ วัตรประจําวนั ผสู้ อนตอ้ งนาํ ไปเทยี บเกณฑ์การ
ให้ระดบั คุณภาพใจ แตล่ ะสภาพทพี่ ึงประสงค์ ตัวบง่ ช้แี ละมาตรฐานคณุ ลกั ษณ์ทพี่ ึงประสงค์ พร้อม
จดั ทําเป็นข้อมูลสารสนเทศในระดับหอ้ งเรียนวา่ เด็กแตล่ ะคนมีพฒั นาการใดบา้ งเปน็ จุดเด่นหรอื ควร
ได้รบั การสง่ เสริม และนาํ ไปใชใ้ นการพัฒนาเด็กเป็นรายบคุ คลและใช้เปน็ ข้อมูลส่อื สารกบั ผู้ปกครอง
ในการเสรมิ ศกั ยภาพเด็กเป็นรายบุคคลต่อไป
แนวทางการประเมินพฒั นาการตามหลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐
(ฉบับปรับปรงุ พุทธศักราช ๒๕๖๕)

หลกั สตู รการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (ฉบับปรับปรงุ พุทธศกั ราช ๒๕๖๕)
กําหนดเปา้ หมายคุณภาพของเด็กปฐมวัยโดยยดึ พฒั นาการเด็กปฐมวยั ดา้ นร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ
สงั คม และสตปิ ญั ญา ดังนี้

๑) พฒั นาการดา้ นร่างกาย เป็นการเปลี่ยนแปลงความสามารถของร่างกายในการ
เคลอ่ื นไหวสุขภาพอนามัยท่ีดรี วมถงึ การใชม้ อื กับตาที่ประสานสมั พันธ์กนั ในการทํากิจกรรมตา่ งๆ

การประเมินพัฒนาการดา้ นรา่ งกาย ประกอบดว้ ย การประเมนิ นาํ้ หนกั และสว่ นสงู ตาม
เกณฑ์ สุขภาพอนามยั สุขนิสยั ที่ดี การรูจ้ กั ความปลอดภัย การเคลอ่ื นไหวและการทรงตวั การ
เล่นและการออกกําลงั กายและการใชก้ ล้ามเนือ้ เล็กอย่างประสานสัมพันธ์กนั

๒) พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เปน็ ความสามารถในการแสดงอารมณแ์ ละความร้สู ึก
โดยที่เด็กรูจ้ กั ควบคมุ อารมณ์และแสดงออกอย่างเหมาะสมกบั วัยและสถานการณเ์ พอ่ื เผชญิ กบั
เหตุการณต์ า่ งๆ ตลอดจนการร้สู ึกทดี่ ีตอ่ ตนเองและผอู้ ่ืน

การประเมนิ พัฒนาการดา้ นอารมณ์ จติ ใจ ประกอบดว้ ย การประเมนิ ความสามารถใน
การแสดงออกทางอารมณ์อย่างเหมาะสมกบั วยั และสถานการณ์ ความรู้สกึ ทีด่ ตี ่อตนเองและผู้อื่น มี
ความเหน็ อกเหน็ ใจ ความสนใจ ความสามารถ และมีความสขุ ในการทํางานศลิ ปะ ดนตรี และการ
เคลอื่ นไหวความรับผดิ ชอบในการทาํ งาน ความซือ่ สตั ยส์ จุ รติ และรสู้ กึ ถูกผิด ความเมตตากรุณา มี
นาํ้ ใจและชว่ ยเหลอื แบ่งปนั ตลอดจนการประหยดั อดออม และพอเพยี ง

๓) พฒั นาการดา้ นสังคม เปน็ ความสามารถในการสรา้ งสมั พันธภาพกับผู้อื่น ปรับตวั ใน
การเล่นและอยู่รว่ มกบั ผู้อ่ืน สามารถทาํ หน้าท่ีตามบทบาทของตน ทาํ งานร่วมกบั ผู้อ่ืน มคี วาม
รบั ผดิ ชอบ ร้กู าลเทศะ สามารถชว่ ยเหลอื ตนเองในชีวติ ประจาํ วัน เรยี นรกู้ ารปรบั ตัวใหเ้ ข้ากับเด็ก
อ่นื รู้จกั รวมมอื ในการเล่นกบั กลุ่มเพือ่ น ปฏบิ ตั ติ ามข้อตกลงในการเลน่ รจู้ กั รอคอยตามลําดบั กอ่ น-
หลัง

การประเมินพฒั นาการดา้ นสังคม ประกอบด้วย การประเมนิ ความมวี นิ ยั ในตนเอง
การช่วยเหลอื ตนเองในการปฏิบตั ิกจิ วตั รประจําวนั การระวังภายจากคนแปลกหน้าและสถานการณท์ ่ี

เสี่ยงอนั ตราย การดแู ลรกั ษาธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดล้อม การมสี มั มาคาระและมารยาทตามวัฒนธรรม
ไทย รักความเปน็ ไทย การยอมรับความเหมือนความแตกต่างระหว่างบุคคล
การมีปฏิสมั พันธท์ ่ีดีกบั ผอู้ ื่นการปฏบิ ัติตนเบอ้ื งต้นในการเป็นสมาชกิ ท่ีดีของสงั คมในระบอบ
ประชาธปิ ไตยอนั มปี ระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมขุ
๔) พฒั นาการดา้ นสตปิ ัญญา เป็นการเปลีย่ นแปลงความสามารถทางสมองทเี่ กดิ ข้นึ จาก
การเรียนรู้สงิ่ ตา่ งๆ รอบตัว และความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งตนเองและส่งิ แวดลอ้ ม ดว้ ยการรับรู้ สงั เกต
จดจาํ วิเคราะห์ รูค้ ดิ รู้เหตุผล และแก้ปัญหา ทําใหส้ ามารถปรบั ตวั และเพิ่มทกั ษะใหม่ ซง่ึ
แสดงออกดว้ ยการใชภ้ าษา สอื่ ความหมายและการกระทํา เดก็ วยั นส้ี ามารถโตตอบหรอื มปี ฏสิ ัมพนั ธ์
กับวตั ถุและสง่ิ ของที่อยู่รอบตวั ได้ สามารถจําสง่ิ ต่างๆ ทีไ่ ดก้ ระทาํ ซาํ้ กนั บอ่ ยๆ ไดด้ ี เรยี นรู้สง่ิ ต่างๆ
ได้ดีขึ้นแต่ยังอาศัยการรบั รเู้ ปน็ สว่ นใหญแ่ ก้ปญั หาการลองผดิ ลองถกู จากการบั รู้มากกว่าการใชเ้ หตุผล
ความคดิ รวบยอดเก่ยี วกับสิง่ ต่างๆ ทอี่ ยรู่ อบตวั พฒั นาอยา่ งรวดเรว็ ตามอายทุ ่ีเพิ่มข้นึ ในสว่ นของ
พฒั นาการทางภาษาของเด็กวัยนี้ เปน็ ระยะพัฒนาภาษาอยา่ งรวดเรว็ โดยมโี อกาสใชภ้ าษาจากการ
ทํากจิ กรรมต่างๆ ในรูปของการสนทนา ตอบคาํ ถาม เลา่ เรื่องนทิ านและทํากิจกรรมต่างๆ
การประเมินพัฒนาการด้านสตปิ ญั ญา ประกอบดว้ ย การประเมนิ ความสามารถในการ
สนทนาโตต้ อบและเลา่ เรอ่ื งให้ผอู้ น่ื เข้าใจ ความสามารถในการอา่ น เขยี นภาพ และสญั ลักษณ์
ความสามารถในการคดิ รวบยอม การคดิ เชิงเหตุผล การคิดแก้ปัญหาและตัดสินใจ การทาํ งาน
ศลิ ปะ การแสดงท่าทาง/เคลอื่ นไหวตามจนิ ตนาการและความสร้างสรรค์ การมเี จตคตทิ ี่ดีตอ่ การ
เรียนร้แู ละความสามารถในการแสดงหาความรู้
สําหรบั หลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (ฉบบั ปรบั ปรงุ พทุ ธศักราช
๒๕๖๕)ไดก้ ําหนดมาตรฐานคุณลักษณะทพ่ี ึงประสงค์ท่ีตอ้ งการใหเ้ กิดข้ึนในตัวเดก็ เพื่อให้
สถานศึกษาและหนว่ ยงานท่เี กี่ยวขอ้ งท่มี หี น้าที่รบั ผิดชอบในการจัดการศึกษาระดับปฐมวยั ใช้เป็น
จุดหมายในการพัฒนาและการประเมนิ เด็กให้บรรลคุ ณุ ภาพตามมาตรฐานคุณลกั ษณะท่พี ึงประสงค์
จํานวน ๑๒ ขอ้ ดังน้ี

๑. พัฒนาการดา้ นร่างกาย ประกอบด้วย ๒ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานท่ี ๑ ร่างการเจรญิ เตบิ โตตามวยั และมสี ุขนสิ ยั ท่ดี ี
มาตรฐานที่ ๒ กลา้ มเนื้อใหญ่และกล้ามเนือ้ เล็กแข็งแรง ใช้ได้อยา่ งคล่องแคลว่ และ
ประสานสมั พันธ์กัน

๒. พัฒนาการดา้ นอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย ๓ มาตรฐาน คอื
มาตรฐานท่ี ๓ มสี ขุ ภาพจติ ดีและมีความสขุ
มาตรฐานท่ี ๔ ช่นื ชมและแสดงออกทางศลิ ปะ ดนตรี และการเคล่ือนไหว
มาตรฐานท่ี ๕ มคี ณุ ธรรม จริยธรรม และมีจติ ใจทด่ี งี าม

๓. พัฒนาการดา้ นสังคม ประกอบด้วย ๓ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ ๖ มีทกั ษะชวี ติ และปฏิบัติตนตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
มาตรฐานท่ี ๗ รกั ธรรมชาติ สงิ่ แวดลอ้ ม วฒั นธรรมและความเปน็ ไทย

มาตรฐานที่ ๘ อยู่รว่ มกับผอู้ ่ืนได้อย่างมคี วามสขุ และปฏิบตั ติ นเปน็ สมาชกิ ทดี่ ีของ
สังคมในระบอบประชาธิปไตย อนั มพี ระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมขุ รวมท้งั เกดิ วฒั นธรรมตอ่ ตา้ น
การทจุ รติ สร้างความตระหนักใหน้ กั เรยี น ยึดถือประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน มีจิต
พอเพียงตา้ นทุจริต ละอายและเกรงกลวั ทจ่ี ะไมท่ จุ รติ และไม่ทนตอ่ การทุจรติ ทกุ รปู แบบ

๔. พฒั นาการด้านสติปญั ญา ประกอบด้วย ๔ มาตรฐาน คือ
มาตรฐานที่ ๙ ใชภ้ าษาสือ่ สารได้เหมาะสมกับวัย
มาตรฐานที่ ๑๐ มคี วามสามารถในการคดิ ทเ่ี ปน็ พนื้ ฐานในการเรียนรู้
มาตรฐานท่ี ๑๑ มจี นิ ตนาการและความคดิ สรา้ งสรรค์
มาตรฐานที่ ๑๒ มเี จตคติทีด่ ตี ่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้

ได้เหมาะสมกบั วยั

แผนภาพแสดงความเชือ่ มโยงของหลกั สตู รสถานศกึ ษาปฐมวยั พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐
(ฉบบั ปรับปรุง พทุ ธศักราช ๒๕๖๕) กับการประเมินพฒั นาการ

หลักสตู รสถานศึกษา กจิ วัตรประจําวัน การประเมนิ พฒั นาการ
ปฐมวยั การจัดประสบการณ์
มาตรฐาน
หน่วยการจดั ๑. การวิเคราะห์มาตรฐาน
คณุ ลักษณะ ประสบการณ์ ตวั บง่ ช้ี สภาพทพ่ี งึ ประสงค์
ที่พงึ ประสงค์ และกาํ หนดการประเมนิ

ตัวบ่งช้ี

สภาพทพ่ี ึงประสงค์ แผนการจดั ๒. การกาํ หนดวิธกี ารและ
สาระการเรียนรู้ ประสบการณ์ เคร่ืองมือทีใ่ ชป้ ระเมนิ
- ประสบการณส์ ําคญั - จุดประสงค์การเรียนรู้ ๓. การกาํ หนดเกณฑก์ าร
- สาระท่ีควรเรยี นรู้ - สาระการเรยี นรู้ ประเมนิ และระดบั คณุ ภาพ
- กจิ กรรมการเรียนรู้ ๔. การดําเนินการเก็บ
- ส่ือ รวบรวมข้อมลู
- การประเมินผล ๕. การสรปุ ผลการประเมนิ
- บนั ทกึ หลงั การจัด พัฒนาการ
ประสบการณ์ ๖. การรายงานผลการ
ประเมนิ และการนําข้อมูลไป
ใช้

ขั้นตอนการประเมนิ พฒั นาการ
การประเมินพัฒนาการตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพน้ัน

เกิดขึ้นในห้องเรียนขณะจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการปฏิบัติกิจวัตรประจําวันของเด็ก มี
ขั้นตอนดังนี้

๑. การวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวบ่งชี้ สภาพที่พึงประสงค์ และการกําหนดประเด็นการ
ประเมนิ

ผู้สอนต้องวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวบ่งชี้ สภาพท่ีพึงประสงค์ และกําหนดส่ิงที่จะประเมิน
จากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้และการปฏิบัติกิจกวัตรประจําวัน เพ่ือวางแผนการประเมิน
พัฒนาการและการตรวจสอบทบทวนความถูกต้อง ความครอบคลุมและความเช่ือมโยง อันจะเป็น
ประโยชนใ์ นการดําเนนิ งานประเมนิ พัฒนาการเดก็ ปฐมวยั อย่างเป็นระบบ ดังน้ี

๑.๑ การวเิ คราะหม์ าตรฐาน ตวั บ่งช้ี สภาพท่ีพงึ ประสงค์
การนําหลักสูตรสถานศึกษาไปสู่การจัดประสบการณ์ ได้มีวิเคราะห์สาระการเรียนรู้

รายปีท่ีสอดคล้องของมาตรฐาน ตัวบ่งช้ี สภาพที่พึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้เพื่อกําหนดหน่วย
การเรียนรู้ โดยการนําสภาพที่พึงประสงค์ได้จากการวิเคราะห์มากําหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้
ของหน่วยการเรียนรู้น้ันๆ และกําหนดกิจกรรมหนัก ๖ กิจกรรม หรือใช้รูปแบบการจัด
ประสบการณ์ตามที่สถานศึกษากําหนดในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้บรรลุตามจุดประสงค์การเรียนรู้
ดังน้ัน ผู้สอนต้องวางแผนการประเมินพัฒนาการให้เหมาะสมและสอดคล้องกับมาตรฐาน ตัวบ่งชี้
และสภาพท่ีพงึ ประสงค์

๑.๒ การกําหนดประเด็นการประเมิน เป็นการกําหนดพัฒนาการที่ต้องการประเมิน
คือ สภาพท่ีพึงประสงค์ที่นํามากําหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้ซึ่งครอบคลุม
พัฒนาการทั้ง ๔ ด้านในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ และเชื่อมโยงไปยังจุดประสงค์ของแผนการจัด
ประสบการณ์ในแต่ละวัน ดังน้ันประเด็นการประเมินจึงประกอบไปด้วยจุดประสงค์ของแผนการจัด
ประสบการณ์ที่สอดคล้องกบั จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ของหนว่ ยการเรยี นรู้น้ันๆ

เม่ือกําหนดประเด็นการประเมินได้แล้วให้พิจารณาว่า ในแต่ละจุดประสงค์การ
เรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้สามารถเก็บข้อมูลการประเมินได้จากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และ
จากกิจวัตรประจําวันโดยการตรวจสอบข้อมูลที่เกิดจากจัดกิจกรรมในแต่ละแผนการจัดประสบการณ์
และการปฏิบัติกิจวัตรประจําวัน เน่ืองจากกิจวัตรประจําวันของเด็กเป็นสิ่งที่ปฏิบัติเป็นประจําซ้ําๆ
จนเกดิ เป็นทักษะและมีการพฒั นาจนเป็นลักษณะนิสยั

๒. การกําหนดวธิ ีการและเครือ่ งมือที่ใช้ในการประเมินพฒั นาการ
เม่ือผู้สอนกําหนดประเด็กการประเมินพัฒนาได้ชัดเจนแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือ การ

กําหนดวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินพัฒนาการ ครูผู้สอนต้องวางแผนและกําหนดวิธีการ
ประเมินให้เหมาะสมกับกิจกรรม เช่น ใช้การสังเกตพฤติกรรม การประเมินผลงาน/ชิ้นงาน การ

พูดคุยหรือสัมภาษณ์เด็ก ฯลฯ วิธีการที่ครูผู้สอนเลือกใช้ต้องมากกว่า ๒ วิธีการ หรือใช้วิธีการ
หลากหลาย ซึง่ วิธีการทเ่ี หมาะสมและนยิ มใชใ้ นการประเมินเดก็ ปฐมวยั มีดงั ต่อไปน้ี

๒.๑ การสังเกตและการบันทึก แบ่งออกเป็น ๒ แบบ ได้แก่ ๑) การสังเกตแบบ
เป็นทางการ คือ การสังเกตอย่างมีจุดมุ่งหมายท่ีแน่นอนตามแผนที่วางไว้ และ ๒) การสังเกตแบบ
ไมเ่ ปน็ ทางการ
คือ การสังเกตในขณะท่ีเด็กทํากิจกรรมประจําวันและเกิดพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น
ครูผู้สอนต้องจดบันทึกสิ่งที่รวบรวมได้จากการสังเกตอย่างเหมาะสม ท้ังนี้การบันทึกพฤติกรรม
ความสําคัญอย่างยิ่งท่ีต้องทําอย่างชัดเจนและสมํ่าเสมอ เนื่องจากเด็กเจริญเติบโตและมีเปลี่ยนแปลง
อยา่ งรวดเร็ว การสังเกตและบนั ทึกพัฒนาการเดก็ ปฐมวัยสามารถใช้แบบง่ายๆ ดงั นี้

๑) แบบบันทึกพฤติกรรมแบบเป็นทางการ โดยกําหนดประเด็นหรือพัฒนาการที่
ต้องการสังเกต (สอดคล้องกับสภาพที่พึงประสงค์หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้)
ระบุชื่อ นามสกุลเด็ก วัน เดือน ปี เกิด ไว้ล่วงหน้า รวมทั้งช่ือผู้ทําการสังเกต ดําเนินการสังเกต
โดยบรรยายพฤติกรรมเด็กที่สังเกตไว้ตามประเด็น ผู้สังเกตต้องบันทึกวัน เดือน ปีที่ทําการสังเกตแต่
ละคร้ัง ข้อมูลการสังเกตท่ีครูผู้สอนบันทึกลงในแบบบันทึกพฤติกรรมนี้จะช่วยให้ครูผู้สอนเข้าใจ
พฤติกรรมเด็กได้ดีขึ้น และทราบว่าเด็กแต่ละคนมีจุดเด่น มีความต้องการ มีความสนใจ หรือ
ต้องการความชว่ ยเกลอื ในเรือ่ งใดบ้าง

๒) แบบบันทึกพฤติกรรมแบบไม่เป็นทางการ เป็นการบันทึกพฤติกรรม
เหตุการณ์ หรือจากการจัดประสบการณ์ท่ีเกิดข้ึนในช้ันเรียนทุกวัน โดยระบุชื่อ นามสกุล วัน
เดือน ปีเกิดเด็ก ผู้สังเกต วัน เดือน ปีท่ีบันทึก อาจบันทึกโดยใช้การบรรยาย ใคร ทําอะไร ท่ีไหน
ทําอย่างไร ซ่ึงจะเน้นเฉพาะเด็กรายกรณีที่ต้องการศึกษา ควรมีรายละเอียดและข้อมูลท่ีชัดเจน
ครูผู้สอนควรบรรยายส่ิงท่ีเด็กทําได้มากกว่าส่ิงที่เด็กทําไม่ได้ และวิเคราะห์ประเด็นการประเมินตาม
สภาพที่พึงประสงค์อย่างเป็นระบบ ข้อมูลในการบันทึกต้องเป็นตามความเป็นจริง ซ่ึงข้อดีของการ
บันทึกรายวัน คือ การช้ีให้เห็นความสามารถเฉพาะอย่างของเด็ก จะช่วยครูผู้สอนได้พิจารณา
ปัญหาของเด็กเป็นรายบุคคล รวมท้ังช่วยให้ผู้เชี่ยวชาญมีข้อมูลสําหรับวินิจฉัยเด็กได้ชัดเจนขึ้นว่า
สมควรจะได้รับคําปรึกษาเพื่อลดปัญหา หรือส่งเสริมพัฒนาการของเด็กได้อย่างถูกต้องและเป็นข้อมูล
ในการพิจารณาปรบั ปรุงแก้ไขหรอื พัฒนาการจดั กิจกรรมและประสบการณ์ของครใู ห้ดีย่งิ ขน้ึ

๓) แบบสํารวจรายการ โดยกําหนดประเด็กหรือพัฒนาการที่ต้องการสํารวจ
(สอดคล้องกับสภาพที่พึงประสงค์หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียนรู้) ระบุช่ือ นามสกุล
เด็ก วัน เดือน ปี เกิด ล่วงหน้า มีการกําหนดรายการพฤติกรรมที่ต้องการสํารวจละเอียดข้ึน และ
กําหนดเกณฑ์ในการสํารวจพฤติกรรม เช่น ปฏิบัติ-ไม่ปฏิบัติ ทําได้-ทําไม่ได้ เป็นต้น ช่วยให้ครู
สามารถบันทึกได้สะดวกข้ึน ควรมีการสํารวจพฤติกรรมในเรื่องเดียวกันอย่างน้อย ๓ ครั้ง เพื่อ
ยืนยนั วา่ เด็กทาํ ได้จรงิ
ขอ้ พงึ ระวงั ในการสงั เกตพฤตกิ รรมของเด็ก

ระหว่างการสงั เกต ไมค่ วรแปลความพฤติกรรมของเดก็ ใหส้ งั เกตการแสดงออกของเดก็ ทเี่ ดก็ ใช้
ประสาทสัมผัสท้งั ๕ คอื ตา หู จมูก ลน้ิ และรา่ งกายหรอื สมั ผสั การแปลความจะดําเนนิ การหลังเสรจ็ สิ้น
การสังเกตในสว่ นของการบันทกึ ครอู าจบันทึกยอ่ หรือทาํ สญั ลกั ษณ์ไว้และบนั ทึกเป็นหลักฐานทันทีเมื่อมีเวลา

๒.๒ การบันทึกการสนทนา เป็นการบันทึกการสนทนาทั้งแบบเป็นกลุ่มหรือรายบุคคล
เพื่อประเมินความสามารถในการแสดงความคิดเห็นและพัฒนาการด้านการใช้ภาษาของเด็ก
ความสามารถในการคิดรวบยอด การแก้ปัญหา รวมถึงพัฒนาการด้านสังคม อารมณ์ จิตใจ และ
บันทึกผลการสนทนาลงในแบบบันทึกพฤติกรรมหรือบันทึกรายวัน โดยระบุ ช่ือ นามสกุล อายุเด็ก
ภาคเรียนที่ และกิจกรรมที่ใช้สนทนา ช่องท่ีใช้ในการบันทึกในแบบสนทนาให้ระบุ วัน เดือน ปี /
คําพูดของเด็ก / ความคิดเห็นของครูผู้สอนท่ีสะท้อนพฤติกรรมท่ีแสดงออกของเด็กสอดคล้องกับ
สภาพที่พึงประสงค์หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วยการเรียน ซ่ึงข้อมูลเหล่านน้ีจะเป็นส่วนหน่ึง
ในการพิจารณาการผ่านสภาพทีพ่ งึ ประสงค์ทีเ่ กี่ยวข้องในแตล่ ะเร่อื ง

๒.๓ การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการพูดคุยกับเด็กเป็นรายบุคคลและควรจัดในสภาวะ
แวดล้อมท่ีเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดความเครียดและวิตกกังวล ครูผู้สอนควรใช้คําถามท่ีเหมาะสมเปิด
โอกาสให้เด็กได้คิดและตอบอย่างอิสระจะทําให้ครูผู้สอนสามารถประเมินความสามารถทางสติปัญญา
ของเด็กและค้นพบศักยภาพในตัวเด็กได้โดยบันทึกข้อมูลลงในแบบสัมภาษณ์ ครูผู้สอนควรปฏิบัติ
ดังนี้

การเตรียมการก่อนการสัมภาษณ์ โดยกําหนดวัตถุประสงค์ของการสัมภาษณ์
กําหนดคําพูด/คําถามทจ่ี ะพดู กบั เดก็ ควรเป็นคาํ ถามที่เดก็ สามารถตอบโต้หลากหลายไมม่ ีผดิ /ถูก

การปฏิบัติขณะสัมภาษณ์ ครูผู้สอนควรสร้างความคุ้นเคยเป็นกันเอง สร้าง
สภาพแวดล้อม ท่ีอบอุ่นไม่เคร่งเครียด ใช้คําถามท่ีกําหนดไว้ถามเด็กที่ละคําถาม ให้เด็กมีโอกาสคิด
และมีเวลาในการตอบคาํ ถามอยา่ งอสิ ระ ใชร้ ะยะเวลาสัมภาษณ์ไมค่ วรเกนิ ๑๐ นาที

หลังการสัมภาษณ์ บันทึกในแบบสัมภาษณ์ ให้บันทึกคําพูดของเด็กตามความเป็น
จริง หลังเสร็จการสัมภาษณ์ครูผู้สอนค่อยพิจารณาข้อมูลจากคําพูดเด็กและลงความคิดเห็นที่สะท้อน
พฤติกรรมท่ีแสดงออกของเด็ก สอดคล้องกับสภาพท่ีพึงประสงค์หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ของหน่วย
การเรียนรู้ที่กําหนดไว้ซ่ึงข้อมูลเหล่าน้ีจะเป็นส่วนหน่ึงในการพิจารณาการผ่านสภาพที่พึงประสงค์ที่
เก่ยี วขอ้ งในแตล่ ะเรอื่ ง

๒.๔ สารนิทัศนส์ าํ หรบั เด็กปฐมวยั เพ่อื การประเมินพัฒนาการ
การจัดทําสารนิทัศน์ (Documentation) เป็นการจัดทําข้อมูลที่เป็นหลักฐานหรือ

แสดงให้เห็นร่องรอยของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยจากการทํา
กิจกรรมท้ังรายบุคคลและรายกลุ่ม ซึ่งหลักฐานและข้อมูลที่บันทึกเป็นระยะๆ จะเป็นข้อมูลอธิบาย
ภาพเด็ก สามารถบ่งบอกถึงพัฒนาการท้ังด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา สาร
นิทัศน์จึงเป็นการประมวลผลที่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการจัดประสบการณ์ของครูและร่องรอยผลง
นของเด็ก จากการทํากิจกรรมท่ีสะท้อนถึงพัฒนาการในด้านต่างๆ การจัดทําสารนิทัศน์จึงเป็นส่วน
หน่งึ ของกระบวนการวดั และประเมนิ พฒั นากรเดก็ ปฐมวยั ซงึ่ มหี ลายรปู แบบ ได้แก่

๑) พอร์ตโฟลิโอสําหรับเด็กเป็นรายบุคคล เช่น การเก็บชิ้นงานหรือภาพถ่ายเด็ก
ขณะทํากิจกรรมมีการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ในการบันทึกเสียง บันทึกภาพที่แสดงให้เห็นถึง
ความกา้ วหน้าในงานทเ่ี ด็กทํา เปน็ ต้น

๒) การบรรยายเก่ียวกับเรื่องราวหรือประสบการณ์ที่เด็กได้รับ เช่น การสอน
แบบโครงการ (Project Approach) สามารถให้สารนิทัศน์เก่ียวกับพัฒนาการเด็กทุกด้าน ท้ัง
ประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กและการสะท้อนตนเองของครู เด็กกับเด็ก การบันทึกของครู การ
บรรยายของพ่อแม่ผู้ปกครองในรูปแบบหนังสือหรือจดหมาย แม้กระทั่งการจัดแสดงบรรยายสรุปให้
เหน็ ภาพการเรียนร้ทู ง้ั หมด

๓) การสังเกตและบันทึกพัฒนาการเด็ก เช่น ใช้แบบสังเกตพัฒนาการ การ
บนั ทึกสน้ั

๔) การสะท้อนตนเองของเด็ก เป็นคําพูดหรือข้อความที่สะท้อนความรู้ ความ
เข้าใจ ความรู้สึกจาการสนทนา การอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเด็กขณะทํากิจกรรม ซ่ึงอาจ
บนั ทึกด้วยเทคโนโลยบี นั ทึกเสียง หรอื บันทกึ ภาพ

๕) ผลงานรายบุคคลและรายกลุ่ม ท่ีแสดงให้เห็นถึงการเรียนรู้ ความสามารถ
ทักษะ จิตนินัยของเด็ก ครูสามารถนําผลงานของเด็กมาใช้พิจารณาพัฒนาการและกระบวนการ
ทํางานของเด็ก ครูส่วนใหญ่มักจะเก็บผลงานการเขียนและผลงานศิลปะ อย่างไรก็ตามครูควรเก็บ
ผลงานหลากหลายประเภทของเด็ก เช่น ภาพเขียน การร่วมระดมความคิดเห็นและเขียนออกมาใน
ลักษณะใยแมงมุม การแสดงออกทางดนตรี การก่อสร้างในรูปแบบต่างๆ ตัวอย่างคําพูด เป็นต้น
ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเก็บข้อมูลหลักฐานเพ่ือประเมินการเรียนรู้และประเมินพัฒนาการของเด็ก
วัยข้างต้น

 การจัดทําสารนิทัศน์ที่หลากหลายจะช่วยครูในแง่ของการตรวจสอบคุณภาพของการศึกษาท่ีดี
เน่ืองจากการศึกษาในปัจจุบันเน้นการประเมินเพ่ือตรวจสอบความเข้มแข็งของการศึกษา ซ่ึงส่งผลให้
สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและหน่วยงานท่ีจัดการศึกษาปฐมวัย ต้องปรับปรุงประสิทธิภาพ
ของการจัดการศึกษาอย่างสมํ่าเสมอ ทําให้บางหน่วยงานนําแบบทดสอบมาตรฐานซ่ึงไม่เหมาะสมมา
ประเมนิ เดก็ ปฐมวยั

 ผู้สอนที่จัดทําสารนิทัศน์อย่างสมํ่าเสมอ จะจัดประสบการณ์ให้กับเด็กได้สอดคล้องปัญหาและ
พัฒนาการเด็ก ซ่ึงนําไปสู่การพัฒนาสมองอย่างชัดเจน สารนิทัศน์สามารถช่วยครูให้จัดประสบการณ์ได้ตรง
ประเด็น เนื่องจากงานวิจัยเก่ียวกับสมอง พบว่า เด็กจะเกิดการเรียนรู้ได้ดี หากเข้าไปมีส่วนร่วมและลงมือ
ปฏิบัติ กระบวนการเรียนรู้ท่ีสัมพันธ์กับความรู้สึกและอาวรณ์มีความสําคัญอย่างย่ิงต่อการเรียนรู้ของเด็ก
เช่น เด็กรู้สึกต่อการอ่านอย่างไร? เด็กต้องการเรียนอ่านหรือไม่? ความรู้สึกนี้จะมีผลกระทบต่อการอ่าน
ของเด็กในระยะวาว ดังน้ันการทดสอบด้วยข้อสอบมาตรฐานไม่ช่วยเด็กเลยในด้านจิตใจและความสามารถ
ซึ่งต่างจากการใช้สารนิทัศน์ในการประเมิน จากผลการวิจับ พบว่า สมองจะทํางานต่อเน่ือง ไม่แยกส่วน
เป็นวิชาหรือเป็นเร่ือง ดังน้ัน การใช้แบบทดสอบประเมินเป็นการแยกส่วนของสมอง ซ่ึงจะไม่บอกถึง
ความสามารถในการบูรณาการความรู้ของเด็กที่แท้จริง แต่การรวบรวมผลงานของเด็กจะบอกให้ครูรู้ว่า
เดก็ คดิ และบูรณา๒ก.๕ารคกวาารมปครดิ ะขเมองนิ ตกนาอรยเจา่ รงิญไรเตบิ โตของเดก็ เป็นการประเมนิ การเจรญิ เติบโตด้าน

ร่างกายของเด็ก ซึ่งการพิจารณาการเจริญเติบโตในเด็กท่ีใช้ท่ัวๆ ไปอย่างต่อเน่ือง ได้แก่ น้ําหนัก
ส่วนสูง เส้นรอบศีรษะ ฟัน และการเจริญเติบโตของกระดูก สําหรับแนวทางประเมินการ
เจริญเติบโต มดี งั นี้

๒.๕.๑ การประเมินการเจริญเติบโต โดยการชั่งนํ้าหนักและวัดส่วนสูงเด็กแล้ว
นําไปเปรียบเทียบกับเกณฑ์ปกติในการแสดงนํ้าหนักตามเกณฑ์อายุของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งใช้
สําหรบั ติดตามการเจริญเติบโตโดยรวม

ขอ้ ควรคํานงึ ในการประเมนิ การเจริญเติบโตของเด็ก
๑) เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกันในด้านการเจริญเติบโต บางคนรูปร่างอ้วนบางคนผอม บางคน
ร่างใหญ่ บางคนร่างเลก็
๒) ภาวะโภชนาการเปน็ ตัวสําคัญที่เก่ียวขอ้ งกับขนาดของรปู ร่าง แตไ่ มใ่ ชส่ าเหตุเดยี ว
๓) กรรมพันธ์ุ เด็กอาจมีรูปร่างเหมือนพ่อหรือแม่คนใดคนหน่ึง ถ้าพ่อหรือแม่เตี้ย ลูกอาจเตี้ยและ
กรณีนอี้ าจมนี ้ําหนักตํ่ากว่าเกณฑ์เฉลีย่ ไดแ้ ละมักจะเป็นเดก็ ท่ีทานอาหารได้น้อย
๔) ช่วงคร่ึงหลังของขวบปีแรก น้ําหนักเด็กจะขึ้นช้า เนื่องจากห่วงเล่นมากข้ึนและความอยาก
อาหารลดลง

๒.๕.๒ การตรวจสุขภาพอนามัย เป็นการตรวจสอบท่ีแสดงคุณภาพชีวิตของเด็ก
โดยพิจารณาความสะอาด ส่ิงผิดปกติของร่างกายที่จะส่งผลต่อการดําเนินชีวิตและการเจริญเติบโต
ของเด็ก

๓. การกาํ หนดเกณฑก์ ารประเมนิ และระดบั คณุ ภาพ
การกําหนดเกณฑ์การประเมินและการให้ระดับคุณภาพ ผลการประเมินพัฒนาการของ

เด็กทั้ง ๔ ด้าน ในแต่ละสภาพที่พึงประสงค์ เพื่อเช่ือมโยงไปสู่การผ่านตัวบ่งช้ีและมาตรฐาน
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ ดังนั้น ในระดับชั้นเรียนและระดับสถานศึกษาควรกําหนดในลักษณะ
เดียวกัน สถานศึกษาสามารถกําหนดเกณฑ์การประเมินและการให้ระดับคุณภาพผลการประเมิน
พัฒนาการของเด็กที่สะท้อนมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งช้ี สภาพที่พึงประสงค์หรือ
พฤติกรรมท่ีจะประเมิน เป็นระบบตัวเลข เช่น ๓, ๒, ๑ หรือ เป็นระบบท่ีใช้คําสําคัญ เช่น ดี,
พอใช้, ควรส่งเสรมิ ตามที่สถานศกึ ษากําหนด

การกําหนดเกณฑ์การประเมินและการใหร้ ะดบั คุณภาพ
ระบบ ระบบที่ใช้
ตวั เลข คําสาํ คัญ ความหมาย

๓ ดี ปรากฏพฤตกิ รรมตามชว่ งอายุ เปน็ ไปตามสภาพที่พึงประสงค์
๒ พอใช้ ปรากฏพฤตกิ รรมตามชว่ งอายุ เป็นไปตามสภาพท่พี งึ ประสงค์ โดยมีการกระต้นุ
๑ ควรส่งเสรมิ ไมป่ รากฏพฤตกิ รรมตามช่วงอายทุ ี่เปน็ ไปตามสภาพท่พี งึ ประสงค์

เพ่ือนําไปสู่การกําหนดเกณฑ์การประเมินตามสภาพที่พึงประสงค์ท่ีกําหนดไว้ตามหลักสูตรการศึกษา
ปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ (ฉบับปรับปรุง พุทธศักราช ๒๕๖๕) สถานศึกษาอาจกําหนดคําอธิบายคุณภาพ
ตามระดบั คุณภาพของสภาพท่พี งึ ประสงคข์ องพัฒนาการแต่ละด้านเปน็ ๓ ระดบั ดงั น้ี

คาํ อธิบายคุณภาพตามระดบั คณุ ภาพ
ดา้ นร่างกาย : กระโดดขาเดยี วไปข้างหน้าอยา่ งตอ่ เน่อื งโดยไมเ่ สียการทรงตัว
ระดับคณุ ภาพ คาํ อธบิ ายคณุ ภาพ
๓ หรือ ดี กระโดดขาเดียวไปข้างหน้าอยา่ งตอ่ เนื่องโดยไมเ่ สียการทรงตวั ได้อยา่ งคลอ่ งแคลว่
๒ หรือ พอใช้ กระโดดขาเดยี วไปขา่ งหนา้ อยา่ งต่อเนื่องโดยไมเ่ สยี การทรงตัวเป็นบางครั้ง
๑ หรอื ควรส่งเสรมิ กระโดดขาเดยี วไปข้าหน้าอยา่ งต่อเนื่องไมไ่ ด้
ดา้ นอารมณ์ : สนใจ มีความสุข และแสดงออกผ่านงานศลิ ปะ
ระดับคุณภาพ คําอธบิ ายคุณภาพ
๓ หรอื ดี แสดงสีหนา้ ทา่ ทางสนใจ และมีความสุขขณะทํางานทกุ ชว่ งกจิ กรรมศิลปะ
๒ หรอื พอใช้ แสดงสีหนา้ ท่าทางสนใจ และมีความสุขขณะทาํ งานบางชว่ งกิจกรรมศิลปะ
๑ หรือ ควรส่งเสริม ไม่แสดงสหี นา้ ท่าทางสนใจ ขณะทาํ งานชว่ งกิจกรรมศลิ ปะ
ด้านสงั คม : ใช่สง่ิ ของเคร่ืองใช้อย่างประหยัดและเพียงพอด้วยตนเอง
ระดับคณุ ภาพ คาํ อธบิ ายคณุ ภาพ
๓ หรอื ดี ใชส้ ง่ิ ของเครือ่ งใชอ้ ยา่ งประหยัดและเพยี งพอตามความจาํ เปน็ ทุกคร้งั
๒ หรอื พอใช้ ใช้สงิ่ ของเครอื่ งใชอ้ ย่างประหยดั และเพยี งพอตามความจําเปน็ เป็นบางคร้ัง
๑ หรือ ควรส่งเสรมิ ใชส้ ่ิงของเครื่องใช้เกินความจําเปน็
ดา้ นสติปัญญา : เขียนชื่อของตนเองตามแบบ เขียนข้อความด้วยวิธีทีค่ ดิ ข้นึ เอง
ระดับคณุ ภาพ คาํ อธบิ ายคุณภาพ
๓ หรอื ดี เขียนชื่อตนเองตามแบบได้ ตัวอักษรไม่กลับหัว ไม่กลับด้าน ไม่สลับท่ี และเขียน
ข้อความด้วยวธิ ีทคี่ ดิ ขนึ้ เองได้
๒ หรอื พอใช้ เขียนช่ือตนเองตามแบบได้ มีอักษรตามตัวกลับหัว กลับด้านหรือสลับท่ีมีความ
พยายามที่จะเขียนข้อความทคี่ ดิ ข้ึนเอง
๑ หรือ ควรสง่ เสรมิ เขียนช่อื ตนเองไม่ได้ หรอื เขยี นเปน็ สญั ลกั ษณ์ทไ่ี มเ่ ป็นตวั อักษร

๔. การดาํ เนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
เมื่อผู้สอนวางแผนการประเมินพัฒนาการแล้วควรทําการสังเกตพฤติกรรมของเด็กเป็น

รายบุคคลหรือรายกลุ่ม ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การพูดคุย หรือสัมภาษณ์เด็ก หรือการ
ประเมินผลงาน/ชิ้นงานของเด็กอย่างเป็นระบบ เพื่อรวบรวมข้อมูลพัฒนาการของเด็กให้ครอบคลุม
เดก็ ทกุ คนแล้วสรปุ ลงในแบบบนั ทกึ ผลการประเมินสภาพท่พี ึงประสงค์

ในการเก็บรวบรวมข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการเด็กตามสภาพท่ีพึงประสงค์ ผู้สอน
ควรเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นรายบุคคล โดยสภาพที่พึงประสงค์ ๑ ตัว ควรได้รับการประเมิน
พัฒนาการอย่างน้อย ๒ ครั้งต่อ ๑ ภาคเรียน ระยะแรกควรเป็นประเมินเพ่ือความก้าวหน้าไม่ควร
เป็นการประเมินเพ่ือตัดสินพัฒนาการของเด็ก ดังน้ัน การเก็บรวบรวมข้อมูลการประเมินพัฒนาการ
ตามสภาพท่ีพึงประสงค์ จึงเป็นการสะสมเพื่อยืนยันว่าเด็กเกิดพัฒนาการตามสภาพท่ีพึงประสงค์นั้นๆ
ชดั เจนและมคี วามนา่ เชือ่ ถือ

๕. การสรุปผลการประเมินพฒั นาการเด็ก
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ กําหนดเวลาเรียนสําหรับเด็กปฐมวัย

ต่อปีการศึกษา ไม่น้อยกว่า ๑๘๐ วัน สถานศึกษาจึงควรบริหารจัดการเวลาเรียนให้เกิดประโยชน์
สูงสุดต่อการพัฒนาเด็กอย่างรอบด้านและสมดุล ผู้สอนต้องเก็บรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมที่แสดงถึง
พัฒนาการของเด็กอย่างต่อเนื่อง มีการประเมินซ้ําของพฤติกรรมน้ันๆ เพ่ือยืนยันความเช่ือม่ันของ
ผลการประเมิน สรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็กตามสภาพที่พึงประสงค์ให้ครบทุกสภาพที่พึง
ประสงค์ ซ่ึงจะเชื่อมโยงไปสู่การสรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็กรายตัวบ่งชี้ รายมาตรฐาน
คุณลกั ษณะทพี่ งึ ประสงค์และในภาพรวมพฒั นาการรายด้านของเดก็ แต่ละคนตามลาํ ดบั

สถานศึกษาควรสรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็กรายตัวบ่งช้ี รายมาตรฐานคุณลักษณ์
ท่ีพึงประสงค์ และในภาพรวมของพัฒนาการรายด้าน ภาคเรียนละ ๑ ครั้ง สําหรับแนวทางการ
สรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็กตามสภาพที่พึงประสงค์ในแต่ละตัวบ่งช้ีควรใช้ฐานนิยม (Mode) ไม่
ควรนําค่าระดับคุณภาพของสภาพที่พึงประสงค์มาหาค่าเฉล่ีย ในกรณีมีฐานนิยมมากกว่า ๑ ฐานนิยม
คือ มีระดับคุณภาพซํ้ามากกว่า ๑ ระดับคุณภาพ การสรุปผลการประเมินพัฒนาการเด็กในแต่ละ
ตัวบ่งชี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษา โดยคํานึงถึงปรัชญาการศึกษา และหลักการของหลักสูตร
การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช ๒๕๖๐ รวมท้ังการนําข้อมูลผลการประเมินไปใช้เพ่ือพัฒนาเด็ก
ตอ่ ไป

๖. การรายงานผลการประเมินพฒั นาการและการนําขอ้ มูลไปใช้
การรายงานผลการประเมินพัฒนาการเป็นการส่ือสารให้พ่อแม่ ผู้ปกครองและ

ผู้เกี่ยวข้องได้ทราบความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งสถานศึกษาต้องสรุปผลการประเมิน
พัฒนาการและจัดทําเอกสารรายงานให้ผู้ปกครองทราบเป็นระยะๆ หรืออย่างน้อยภาคเรียนละ ๑
คร้ัง การรายงานผลการประเมินพัฒนาการสามารถรายงานเป็นระดับคุณภาพตามพฤติกรรมที่
แสดงออกถึงพัฒนาการแต่ละด้านที่สะท้อนมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ท้ัง ๑๒ ข้อตาม
หลกั สตู รศกึ ษาปฐมวัย

๖.๑ จดุ มุ่งหมายการรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการ
๑) เพื่อให้พ่อ แม่ ผู้ปกครอง และผู้เก่ียวข้องใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไข
ส่งเสริม และพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพตามมาตรฐานคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ในหลักสูตรการศึกษา
ปฐมวัย
๒) เพ่ือให้ผู้สอนใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้มี
ประสิทธภิ าพย่ิงขนึ้
๓) เพ่ือเป็นข้อมูลสําหรับสถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาและหน่วยงานต้นสังกัดใช้
ประกอบในการกาํ หนดนโยบายวางแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา
๖.๒ ขอ้ มลู ในการรายงานผลการประเมนิ พัฒนาการ

๖.๒.๑ ข้อมูลระดับชั้นเรียน ประกอบด้วย เวลามาเรียน บันทึกผลการประเมิน
พัฒนาการตามหน่วยการเรียนรู้ บันทึกผลการประเมินพัฒนาการประจําชั้น และบันทึกผลการ
พัฒนาการรายบุคคล และจัดทําสารนทัศน์ท่ีสะท้อนการเรียนรู้ของเด็ก เป็นข้อมูลสําหรับรายงานให้
ผู้มีส่วนเก่ียวข้อง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ได้รับทราบ


Click to View FlipBook Version