The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by somsamaiboonsong, 2024-02-24 22:29:22

แนวทางการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์

แก้ไข 25 กุมภาพันธ์ 2567

Keywords: ป้องกันการติดเชื้อ รพ.สรรพสิทธิประสงค์

แนวทางการปองกันและควบคุมการติดเชื้อ โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค คณะกรรมการปองกันและควบคุมการติดเชื้อ กุมภาพันธ 2567 สมสมัย บุญสอง บรรณาธิการ


ข คำนำ ปจจุบันโลกมีการเปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว ดวยปจจัยหลายๆ อยาง การเปลี่ยนแปลงทั้งดานภูมิ ประเทศ ภูมิอากาศ การคมนาคมสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ ทำใหเกิดความรูใหมๆเพิ่มขึ้นมากมาย จึงจำเปน อยางยิ่งที่บุคลากรที่เกี่ยวของในทีมใหบริการทางสุขภาพ จะตองมีความรู ความเขาใจ และแมนยำในการเฝาระวัง การวินิจฉัยการติดเชื้อที่สัมพันธกับการดูแลรักษา (Healthcare-associated Infections : HAI) เพื่อการวางแผน ควบคุมปองกันการติดเชื้ออยางมีประสิทธิภาพ ดังนั้นงานควบคุมและปองกันการติดเชื้อจึงไดจัดทำคูมือเพื่อประกอบการควบคุมและปองกันการติด เชื้อดังกลาวขึ้น ซึ่งในเนื้อหาประกอบไปดวยแนวทางการ มาตรฐาน และวิธีปฏิบัติตามหลักการของการควบคุม และปองกันการติดเชื้อ ซึ่งทบทวนและปรับปรุงมาจาก ศูนยควบคุมและปองกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention : CDC) และสมาคมโรคติดเชื้อแหงประเทศไทย เพื่อใหสอดคลองกับความเสี่ยงตาม บริบท หวังวาจะเปนประโยชนตอบุคลากรเพื่อใชเปนแนวทางในการปฏิบัติการเพื่อลดความสูญเสียจากการติดเชื้อ ดังกลาว งานควบคุมและปองกันการติดเชื้อ กุมภาพันธ 2567


ค สารบัญ คำนำ ข สารบัญ ค บทที่ 1 การเฝาระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล หนา หลักการทั่วไป การเฝาระวังการติดเชื้อในผูปวย การเฝาระวังการติดเชื้อในบุคลากร การเฝาระวังการแพรกระจายเชื้อในสิ่งแวดลอม 1 3 13 17 บทที่ 2 การสอบสวนการระบาด 18 บทที่ 3 การปองกันและควบคุมการติดเชื้อ - การปองกันการแพรกระจายเชื้อ - การทำความสะอาดมือ - การปองกันการแพรกระจายเชื้อแบคทีเรียดื้อยากลุมควบคุม - การปองกันการแพรกระจายเชื้อทางอากาศ - แนวทางการดูแลรักษาผูปวยวัณโรคและที่สงสัยวาเปนวัณโรค - การปองกันการติดเชื้อปอดอักเสบที่สัมพันธกับการใชเครื่องชวยหายใจ - การปองกันการติดเชื้อทางเดินปสสาวะที่สัมพันธกับการคาสายสวนปสสาวะ - การปองกันการติดเชื้อแผลผาตัด - การปองกันการติดเชื้อในกระแสโลหิตที่สัมพันธกับการคาสายสวนหลอดเลือดดำ สวนกลาง - การปองกันการเกิดหลอดเลือดดำสวนปลายอักเสบ 21 32 36 44 49 61 69 78 90 97 บทที่ 4 แนวทางการปองกันการติดเชื้อในพื้นที่เสี่ยง - มาตรฐานงานซักฟอก - มาตรฐานงานจายกลาง/ ศูนยลางสาย - มาตรฐานงานโภชนาการ - มาตรฐานหองปฏิบัติการจุลชีววิทยา - ขั้นตอนการทำความสะอาดกลองสองอวัยวะภายใน - การจัดการมูลฝอย - มาตรฐานหองสุขติ - มาตรฐานงานทันตกรรม 106 111 127 133 139 140 144 148


ง สารบัญ (ตอ) - มาตรฐานการผลิตยาเตรียมปราศจากเชื้อ - มาตรฐานหอง Cath Lab/ รังสีวินิจฉัย 155 158 บทที่ 5 มาตรฐานอื่นๆ - มาตรฐานการดูแลผูปวยเปลี่ยนถายไขกระดูก 160 - การเจาะเก็บโลหิตเพื่อเพาะเชื้อ 165 - แนวทางการสงผูปวยใชเครื่องชวยหายใจที่บาน Home Ventilator 170


1


1 บทที่ 1 การเฝาระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล การเฝาระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล เปนสิ่งที่มีความสำคัญ เนื่องจากทำใหโรงพยาบาลทราบ สถานการณการติดเชื้อในโรงพยาบาล เกี่ยวกับขนาดและความสำคัญของปญหาการติดเชื้อในโรงพยาบาล เพื่อนำ ขอมูลไปใชประโยชนในการแกไขปญหาโรคติดเชื้อ ในโรงพยาบาลนั้นๆ นอกจากนี้ยังทำใหไดขอมูลซึ่งสามารถ นำไปเปรียบเทียบกับโรงพยาบาลอื่นๆ ได หลักการทั่วไป 1. คณะกรรมการปองกันและควบคุมการติดเชื้อ ตองกำหนดเปาหมาย วัตถุประสงคของโรงพยาบาลโดย นโยบายที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งคือ ขอมูลของการเฝาระวังการติดเชื้อ ตองมีประโยชนตอการปองกันและ ควบคุมการติดเชื้อของโรงพยาบาลนั้นๆ 2. เกณฑการวินิจฉัยหรือคำจำกัดความของการติดเชื้อในโรงพยาบาล ตองสอดคลองกับเกณฑการวินิจฉัย ซึ่งเปนที่ยอมรับในระดับสากล ทั้งนี้ตองมีหลักการที่เหมือนกัน แตความหลากหลายของขอมูลที่ตองใชสำหรับ การวินิจฉัยการติดเชื้อในโรงพยาบาลตองปรับใหเหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลแตละแหง เชน การตรวจ พิเศษบางอยางจะมีเฉพาะในโรงพยาบาลขนาดใหญบางแหงเทานั้น มิอาจนำมาใชเปนเกณฑการวินิจฉัยใน โรงพยาบาลที่ไมมีการตรวจพิเศษนั้นๆ อยางไรก็ตามการวินิจฉัยตองอาศัยขอมูลทางคลินิก และการตรวจทาง หองปฏิบัติการบางอยางที่มีน้ำหนักสำหรับการวินิจฉัยการติดเชื้อในโรงพยาบาลมากกวา 3. ผูทำหนาที่เฝาระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล ตองมีความรูเรื่องการติดเชื้อในโรงพยาบาล และสถิติ เบื้องตน พอสมควร มีเวลาเพียงพอสำหรับการปฏิบัติงานและมีใจในการปองกันและควบคุมการติดเชื้อ ไมควรทำ การเฝาระวังโดยคนที่ไมมีความรู ไมมีเวลาและไมมีใจ ในการปองกันและควบคุมการติดเชื้อ เพราะจะนำไปสูการ ไดมาซึ่งขอมูลไมครบถวน ไมถูกตอง 4. การเฝาระวังควรทำแบบ Prospective active surveillance คือ ทำการเฝาระวังขณะที่ผูปวยยังอยูใน โรงพยาบาล เพื่อจะไดขอมูลที่จะนำไปใชในการปองกัน ควบคุมและปญหาได ถามีขอซักถาม ตองการขอมูลอะไร เพิ่มก็สามารถการะทำได ไมควรเฝาระวังโดยใชขอมูลในเวชระเบียน หรือในผูปวยที่จำหนายแลว (retrospective passive surveillance ) 5. วิธีการเฝาระวังที่ไดรับการพิสูจนแลววามีประโยชนและเปนที่ยอมรับเพื่อการปองกันและควบคุมการ ติดเชื้อในโรงพยาบาล ซึ่งโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงคนำมาปรับใช ประกอบดวย 5.1 การเฝาระวังอัตราชุก (Period prevalence survey) ของการติดเชื้อ เปนการเก็บรวบรวม และวิเคราะหขอมูลของการเกิดโรคติดเชื้อในโรงพยาบาลอยางมีระบบ ณ เวลาใด เวลาหนึ่ง (Point prevalence


2 survey) หรือชวงเวลาหนึ่ง (Period prevalence survey) เพื่อใหทราบขนาด และชนิดของปญหาของ โรงพยาบาลนั้นๆ อันจะนำไปสูการแกไขปญหาตอไป โดยควรทำอยางนอยปละ 1 ครั้ง 5.2 การเฝาระวังแบบจำเพาะเจาะจง (Targeted surveillance ) เปนการเฝาระวังการติดเชื้อซึ่ง เปนปญหาที่สำคัญของหนวยงาน หรือตำแหนงการติดเชื้อ หรือเชื้อกอโรค หรือปจจัยที่เกี่ยวของกับการติดเชื้อที่ได จากขอมูลการเฝาระวังความชุก จึงเปนประโยชนในการติดตามประสิทธิภาพของการดำเนินงานเพื่อปองกันและ ควบคุมการติดเชื้อ 5.3 การเฝาระวัง Hospital-wide surveillance เปนการเฝาระวังการติดเชื้อในทุกหอผูปวยและ ทุกตำแหนง จะชวยใหทราบสถานการณแนวโนม ขนาดปญหา ลักษณะทางระบาดวิทยาทั้งยังชวยใหสามารถ คนหาการระบาดไดอยางรวดเร็ว แตตองใชเวลาและบุคลากรที่มากเพราะสิ้นเปลืองทรัพยากรอยางมากและ ขอมูลที่ไดไมมีความแมนยำ ใชเพื่อคนหาการระบาดไดอยางคราวๆ 6. ผูทำหนาที่เฝาระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาล ซึ่งทางโรงพยาบาลกำหนดใหผูที่ดูแลใกลชิดผูปวยซึ่ง ประกอบดวย พยาบาลวิชาชีพเจาของไข แพทยผูรักษา พยาบาลควบคุมโรคติดเชื้อประจำหนวยงาน (Infection Control Ward Nurse: ICWN) จะไดขอมูลการเฝาระวังการติดเชื้อในโรงพยาบาลจาก 6.1 การตรวจเยี่ยมอาการ อาการแสดงของผูปวยรวมกับความคิดเห็นของผูใหการรักษาพยาบาล ไดแก แพทย พยาบาล 6.2 เวชระเบียน 6.3 รายงานผลการตรวจทางหองปฏิบัติการ/ภาพถายรังสี อาการ/อาการแสดงที่เขาเกณฑการ วินิจฉัย 7. รวบรวมขอมูลที่ได นำมาวิเคราะห แปลผล และสังเคราะห เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของขอมูล จากปกติ และรายงานไปยังคณะกรรมการควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล เพื่อรับทราบและแกไขปญหา ตอไปในกรณีที่พบปญหาสำคัญและเรงดวน ตองรายงานทันที เชน พบการระบาด การปนเปอนของยา การ ปนเปอนในเครื่องมือ เครื่องใชเปนตน โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงคเปนโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ 1188 เตียง การเฝาระวังแบบ จำเพาะเจาะจง (Targeted surveillance ) มี ICN ที่มีบทบาทเฝาระวัง 4 คน จึงจำเปนตองมีการเฝาระวัง แบบ Passive surveillance


3 การเฝาระวังการติดเชื้อในผูปวย ขั้นตอนการเฝาระวัง ขอสำคัญ - ขอมูลถูกตอง - ขอมูลสามารถนำไปใชแกปญหาได กำหนดเปาหมาย กําหนดแบบฟอร์ม (google form) เฝาระวัง Prospective active surveillance - prevalence survey อยางนอยปละ 1 ครั้ง - Targeted surveillance เพื่อติดตามและแกไขปญหา - Hospital-wide surveillance เพื่อคนหาการระบาด รวบรวม วิเคราะหแปลผล สังเคราะห คืนขอมูลให PCT/หนวยงาน ทาง Intranet และที่ประชุม PCT รายงานผูบังคับบัญชาตามลำดับชั้น PCT/หนวยงาน ทบทวนแกไขเพิ่มมาตรการ


4 ลำดับการปฏิบัติเพื่อเฝาระวังผูปวยจากการติดเชื้อในโรงพยาบาล 1. สำรวจวามีการติดเชื้อหรือไม โดยใชขอมูลตอไปนี้ - ใช ( อุณหภูมิกาย 38 องศาเซลเซียส หรือมากกวา ) - อาการอื่นๆ เชน ไอ อุจจาระรวง มีหนองไหล เปนตน - การติดเชื้อในเด็กอายุนอยกวา 1 ป ประกอบดวยไข ( อุณหภูมิทวารหนักตำกวา 37 องศา เซลเซียสหรือสูงกวา ) หรือตัวเย็น ( อุณหภูมิกาย วัดทางทวารหนักต่ำกวา 37 องศาเซลเซียส ) หยุด หายใจ หัวใจเตนชา ซึม อาเจียน เปนตน - เม็ดเลือดขาวสูงปกติ ( ≥ 12,000 wbc/mm3 ) - ผลการตรวจทางหองปฏิบัติการอื่นๆ เชน การยอมเชื้อ การเพาะเชื้อ ภาพถายรังสี อุลตราซาวด การตรวจทางอิมมูนวิทยา เปนตน 2. ถามีการติดเชื้อ เปนการติดเชื้อที่อวัยวะใดและเชื้อกอโรคเปนเชื้ออะไร 3. จากขอ 2. จะทราบระยะฟกตัวของการติดเชื้อนั้นๆ ถาผูปวยมีอาการภายในระยะฟกตัวของการติด เชื้อ ( ระยะเวลาตั้งแตเขาโรงพยาบาลจนถึงมีอาการ ) ใหถือวาเปนการติดเชื้อนอกโรงพยาบาล (Community – acquired infection) ถาพนระยะนี้แลวนาจะเปนการติดเชื้อในโรงพยาบาล (hospitalacquired infection ) ในกรณีที่รับยายผูปวยจากโรงอื่นใหใชเกณฑในการวินิจฉัยเชนเดียวกัน คำจำกัดความของการติดเชื้อในโรงพยาบาล การติดเชื้อในโรงพยาบาล ประกอบดวย 1. การติดเชื้อที่ผูปวยไดรับเชื้อขณะรับการตรวจ/รักษาในสถานพยาบาล ไมรวมถึงการติดเชื้อที่ ผูปวยไดรับเชื้อมากอนและเขาโรงพยาบาลในระยะฟกตัวของโรค ประมาณ 2 วันปฏิทินและ 2. การติดเชื้อของบุคลากรทางการแพทย อันเนื่องมาจากการปฏิบัติงาน ผูวินิจฉัยการติดเชื้อในโรงพยาบาล คือ แพทยผูใหการรักษาหรือผูเชี่ยวชาญดานโรคติดเชื้อ


5 เกณฑการพิจารณา HAI CAI = Community -associated infections = การติดเชื้อจากชุมชน HAI = Healthcare-Associated Infection = การติดเชื้อที่เกี่ยวของกับการบริการสุขภาพเปนชวงหลังรับไว รักษาในโรงพยาบาลตั้งแตวันที่ 3 ปฏิทิน จนกกระทั่งจำหนายแลวภายใน 2 วันปฏิทิน POA = present on Admission = เปนชวงของการรับไวรักษาในโรงพยาบาล นับตั้งแตกอนเขามาโรงพยาบาล จนกระทั่งรับไวรักษาภายใน 2 วันปฏิทิน นับวันแรกที่รับไวรักษาเปนวันที่ 1 ของปฏิทิน DOE = Date of Event = วันที่เริ่มมีอาการ อาการแสดงหรือผลการตรวจยืนยันการติดเชื้อเกิดขึ้นอยางนอย 1 เงื่อนไข ตามเกณฑวินิจฉัยการติดเชื้อ IWP = Infection Window Period เปนชวงเวลาของอาการ อาการแสดงและผลการตรวจยืนยันการติดเชื้อครบตาม เงื่อนไขการวินิจฉัยการติดเชื้อ 7วันปฏิทิน (โดยนับจากวันที่ยืนยันผลเปน 1วันและกอน 3วันปฏิทิน หลัง 3วัน RIT = Repeat infection Timeframe ชวงเวลา 14 วันนับจาก DOE (ทั้ง POA และ HAI) เปนชวงที่จะไมนับ การติดเชื้อในตำแหนงเดิมซ้ำอีกแมจะเปนการติดเชื้อตัวใหม บันทึกเฉพาะเชื้อที่พบใหมเทานั้น -2 -1 1 2 3 ไอ หายใจเหนื่อย 4 Fever >38.4 o C 5 CXR : infiltrate 6 Fever >38.2 o C 7 Fever >38.5 o C 8 Sputum c/s พบ A. baumannii 9 K. pneumonii 10 11 12 13 14 H/C พบ K. pneumonii 15 16 17 18 POA HAI CAI RIT 2 nd BS I I W P 1 HAI นับ 2 เชื้อ Diagnostics


6 เกณฑการวินิจฉัยการติดเชื้อในโรงพยาบาล เกณฑการวินิจฉัยการติดเชื้อในโรงพยาบาล เรียงลำดับตามขอมูลที่ไดจากการสำรวจความชุกของ การติดเชื้อในโรงพยาบาลในประเทศไทย ซึ่งพบตำแหนงของการติดเชื้อจากมากไปหานอย ตามลำดับ ดังนี้ 1. ปอด 2. ทางเดินปสสาวะ 3. ตำแหนงผาตัด 4. ผิวหนังและเนื้อเยื่อใตผิวหนัง 5. กระแสโลหิต 6. ทางเดินอาหาร 7. อื่นๆ เชน หัวใจและหลอดเลือด ประสาทกลาง กระดูกและขอ เปนตน การติดเชื้อที่ปอด ( Pneumonia ) อาการทางคลินิก - ไข - ไอ มีเสมหะ - หายใจหอบเหนื่อย - เจ็บหนาอก - การตรวจรางกายพบ อาการแสดง Consolidation ของปอด เชน เคาะทึบ พบ rale หรือ bronchial breath sound เปนตน การตรวจทางหองปฏิบัติการ - ภาพถายรังสีปอด พบความผิดปกติ ไดแก เงาทึบ โพรงในเนื้อปอด น้ำในชองเยื่อหุมปอด ที่ เกิดขึ้นใหม หรือ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม - การตรวจอื่นๆ พบเชื้อกอโรค เชน การเพาะเชื้อจากเสมหะ เลือด น้ำในชองเยื่อหุมปอด และการตรวจทางวิทยาอิมมูน เปนตน การติดเชื้อที่ปอดสัมพันธกับการใชเครื่องชวยหายใจ (Ventilator–associated Pneumonia) คือ การติดเชื้อที่ปอดหลังการใชเครื่องชวยหายใจ หลัง 2 วันปฏิทินขึ้นไปหรือภายใน 2 วันปฏิทิน หลังถอดเครื่องชวยหายใจ ซึ่งคณะกรรมการปองกันและควบคุมการติดเชื้อไดกำหนด Trigger tools ตาม Early Warnning signs เพื่อใหการรายงานขอมูลการติดเชื้อมีประสิทธิภาพ ดังนี้


7 การติดเชื้อทางเดินปสสาวะ (urinary tract infection) 1. การติดเชื้อทางเดินปสสาวะที่มีอาการ (Symptomatic tract infection) อาการทางคลินิก - ไข อาจมีอาการหนาวสั่น - ปสสาวะบอย ปวดหัวหนาว หรือทอปสสาวะ ขณะหรือหลังถายปสสาวะ - กดเจ็บเหนือหัวหนาวหรือบริเวณไต การตรวจทางหองปฏิบัติการ การตรวจปสสาวะ : ปสสาวะที่ไมปนพบเม็ดเลือดขาวมากกวา 10 ตัว/ลบ.มม. พบแบคทีเรียจากการยอมสีแกรม : ปสสาวะที่ปน พบเม็ดเลือดขาวมากวา 3 ตัว/hing power field - เพาะเชื้อจากปสสาวะที่ถายออกมาใหมๆพบเชื้อแบคทีเรีย 105 /มล.หรือมากกวา 2. การติดเชื้อทางเดินปสสาวะที่ไมมีอาการ (asymptomatic urinary tract infection) - ไมมีอาการทางคลินิก - เพาะเชื้อจากปสสาวะที่ถายออกมาใหมๆพบแบคทีเรีย 105 /มล.หรือมากกวา การติดเชื้อทางเดินปสสาวะที่สัมพันธกับการใสสายสวนปสสาวะ (Catheter associated urinary tract infection: CAUTI)


8 เปนการเพาะเชื้อจากปสสาวะไดเชื้อ 105 /มล.หรือมากกวาในผูปวยที่ใสสายสวนปสสาวะหลัง 2 วันปฏิทินขึ้นไปหรือภายใน 2 วันปฏิทิน หลังถอดสายสวนปสสาวะ การติดเชื้อที่ตำแหนงผาตัด (Surgical site infection) อาการทางคลินิก - ไข - ปวด บวม แดง รอน บริเวณแผลผาตัด - แผลผาตัดแยก - มีหนองไหลออกจากแผลผาตัด การตรวจทางหองปฏิบัติการ - ยอมสีแกรมหรือเพาะเชื้อจากน้ำเหลือง เนื้อเยื่อที่เก็บโดยวิธีปลอดเชื้อไดผลบวก การติดเชื้อที่ตำแหนงผาตัด ใหเฝาระวังจนครบ 30 วัน ในบางหัตถการ เชน การผาตัดไสติ่ง หรืออาจนานถึง 90 วัน ในการผาตัดสมอง และเปลี่ยนขอเขา เปนตน การติดเชื้อที่ตำแหนงผาตัด มีปจจัยเสี่ยงหลายประการ แตที่สำคัญคือ แบคทีเรียประถิ่นบริเวณผาตัด ถาผาตัด ผานผิวหนังหรือเยื่อเมือกที่มีแบคทีเรียมาก โอกาสการติเชื้อที่ตำแหนงผาตัดจะสูง ดังนั้นเพื่อเปนการประเมินความ เสี่ยงตอการติดเชื้อที่ตำแหนงผาตัดละเปรียบเทียบกับการผาตัดที่มีความเสี่ยงใกลเคียงกัน คือ จำนวนแบคทีเรีย ประจำถิ่นบริเวณผาตัด โดยแบงประเภทของบาดแผลผาตัดเปน 4 ประเภทดังนี้


9 1. บาดแผลผาตัดสะอาด (Clean wound) ไดแก 1.1 แผลผาตัดที่ผาผานเนื้อเยื่อที่ไมซ้ำ ไมติดเชื้อ 1.2 แผลผาตัดที่ไมไดผาผานทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ทางเดินปสสาวะ และอวัยวะ สืบพันธุ 1.3 แผลผาตัดที่เตรียมการผาตัดไวลวงหนา เย็บปดแผลทันทีหลังผาตัด อาจใสทอระบาย ระบบปด (Close drain) และระหวางผาตัดไมมีเหตุการณที่ละเมิดมาตรการปลอดเชื้อ (aseptic technique) 2. บาดแผลผาตัดปนเปอนเชื้อโรคเล็กนอย (Clean – contaminated wound) ไดแก 2.1 แผลผาตัดที่ผาผานเนื้อเนื้อที่ช้ำ หรือผาผานทางเดินอาหาร ทางเดินหายใจ ทางเดินปสสาวะ อวัยวะสืบพันธุ และ/หรือ 2.2 แผลผาตัดชนิดแผลสะอาดที่ใสทอระบายชนิดเปดสูขางนอก (Open drain) 2.3 แผลผาตัดชนิดสะอาดมีการละเมิดมาตรการปลดเชื้อเล็กนอยระหวางผาตัด 3. บาดแผลผาตัดปนเปอน (Contaminated wound) ไดแก 3.1 แผลผาตัดผานแผลภยันตราย (traumatic wound) ที่เกิดขึ้นใหมๆ ไมเกิน 4 ชม. 3.2 แผลผาตัดผานเนื้อเยื้อที่มีการอักเสบ เชน ไสติ่งอักเสบ แตยังไมมีหนองและ/หรือ 3.3 ระหวางผาตัดมีเหตุการณที่ละเมิดมาตรการปลอดเชื้ออยางมาก ซึ่งเห็นการปน เปอนอยางชัดเจน 4. บาดแผลผาตัดสกปรก (dirty wound) ไดแก 4.1 บาดแผลผาตัดผานแผลภยันตรายที่เกิดขึ้นนานเกิน 4 ชั่วโมง 4.2 บาดแผลผาตัดผานเนื้อเยื่อที่เปนหนอง เชน ผาตัดหนองในชองเยื่อหุมปอด ผาฝ 4.3 บาดแผลผาตัดชองทองกรณีอวัยวะภายในทะลุ อัตราการติดเชื้อที่ตำแหนงผาตัดพบไดนอยในแผลผาตัดประเภทที่ 1 และพบมากขึ้นในประเภท ที่ 2, 3, 4 ตามลำดับ การติดเชื้อที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อใตผิวหนัง (Skin and soft tissue infection) อาการทางคลินิก - ปวด บวม แดง รอนที่ผิวหนังและเนื้อเยื่อใตผิวหนัง ประกอบดวย - Cellulitis : การอักเสบใตผิวหนัง - Necrotizing fasciitis : การอักเสบลึกถึงพังผืดหุมกลามเนื้อ - Myositis : การอักเสบลึกถึงกลามเนื้อ - Gangrene : การเนาตายของกลามเนื้อ


10 การติดเชื้อที่แผลกดทับ (infected decubitus ulcer) อาการทางคลินิก - ไข - ปวด บวม แดง รอน รอบๆ แผลกดทับ หรือมีหนองไหลจากแผลกดทับ การตรวจทางหองปฏิบัติการ - พบแบคทีเรียโดยการยอมหรือเพาะเชื้อจากการดูดสารน้ำจากเนื้อเยื่อขางแผลหรือจากการ ตัดเนื้อเยื่อขางแผล - เพาะไดเชื้อแบคทีเรียจากเลือด การติดเชื้อที่แผลไฟไหม น้ำรอนลวก (infected burn wound) อาการทางคลินิก - ไข - แผลไฟไหม – น้ำรอนลวก มีหนอง - บวมรอบๆ แผลไฟไหม น้ำรอนลาก การตรวจทางหองปฏิบัติการ - เพาะเชื้อไดจากสารน้ำที่ดูดจากเนื้อเยื่อขางแผล เตานมอักเสบและฝในเตานม (mastitis and breast abscess) อาการทางคลินิก - ไข - ปวด บวม แดง รอน ที่เตานม การตรวจทางหองปฏิบัติการ - อาจพบเชื้อจากหนองที่ไหลออกมาหรือที่เจาะออกมาจากเตานม การอักเสบที่สะดือทารก (Omphalitis) อาการทางคลินิก - สะดือ บวม แดง มีน้ำเหลืองหรือหนองไหลออกมา การตรวจทางหองปฏิบัติการ - เพาะเชื้อไดจากน้ำเหลือง หรือหนอง - เพาะเชื้อไดจากเลือด


11 การติดเชื้อในกระแสโลหิต (Primary bloodstream infection) อาการทางคลินิก - ไข หนาวสั่น ความดันโลหิตลดลง - ในผูปวยอายุนอยกวา 1 ป : ไข หรือตัวเย็น หยุดหายใจ หัวใจเตนชา การตรวจทางหองปฏิบัติการ - เพาะเชื้อจากเลือดไดผลบวก (ไมมีการติดเชื้อที่สวนอื่นของรางกายที่เปนแหลงของเชื้อที่พบ ในเลือด) การติดเชื้อในกระแสโลหิตที่สัมพันธกับการคาสายสวนหลอดเลือดดำสวนกลาง (Central line -Associated Bloodstream Infection: CLBSI) หมายถึง การติดเชื้อในกระแสโลหิตหลัง 2 วันปฏิทินขึ้น ไปหรือภายใน 2 วันปฏิทิน หลังถอดสายสวนหลอดเลือดดำสวนกลาง การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร (Alimentary system infection) ก. โรคอุจจาระรวง (gastroenteritis) อาการทางคลินิก - ไข - อุจจาระรวง หรือ ถายเปนมูกเลือด - คลื่นไส อาเจียน การตรวจทางหองปฏิบัติการ - เพาะเชื้อกอโรคไดจากอุจจาระหรือเลือด หรือตรวจพบเชื้อกอโรคโดยการตรวจทางวิทยา อิมมูน ข. ตับอักเสบ (hepatitis) อาการทางคลินิก - ไข - เบื่ออาหาร คลื่นไส - ตัวเหลือง ตาเหลือง การตรวจทางหองปฏิบัติการ - พบ Bilirubin, SGOT, SGPT มีคาสูงกวาปกติ - พบเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด เอ หรือบี หรือซี ค. การติดเชื้อในชองทอง (intra – abdominal infection) ประกอบดวย การติดเชื้อของถุงน้ำดี ตับ มาม ตับออน หรือเยื่อบุชองทอง อาการทางคลินิก


12 - ไข - ปวดทอง - คลื่นไส อาเจียน - กดเจ็บบริเวณที่อักเสบ การตรวจทางหองปฏิบัติการ - การตรวจพบตำแหนงการติดเชื้อทางรังสีวิทยา อุลตราซาวด หรือการสองกลอง - ตรวจพบเชื้อจากหนองโดยการดูดหนอง หรือปายหนองที่ไดจากการผาตัด การติดเชื้อทางรางกาย (systemic infection) อาการทางคลินิก - ไข - อาการที่เกิดจากความผิดปกติของหลายอวัยวะ เชน ขอ กลามเนื้อ ผิวหนัง ระบบทางเดิน หายใจ ระบบทางเดินอาหาร เปนตน การตรวจทางหองปฏิบัติการ - ตรวจพบสาเหตุของโรค เชน ไขหวัดใหญ ไขสุกใส หัด หัดเยอรมัน เปนตน หมายเหตุ : ไมรวมการติดเชื้อแบคทีเรียที่แพรกระจาย เชน การติดเชื้อในกระแสเลือด ลิ้นหัวใจอักเสบ เปนตน : ใหรายงานวาเปน systemic infection แลวตอดวยชื่อโรค เชน chickenpox เปนตน การติดเชื้อที่ตำแหนงอื่น ๆ (other infection) พบไดนอย ประกอบดวย - การติดเชื้อระบบหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular system) - การติดเชื้อระบบประสาทสวนกลาง (Central nervous system) - การติดเชื้อที่ หู ตา คอ จมูก (ear, eye, nose, throat) - การติดเชื้อกระดูกและขอ (bone and joint) - การติดเชื้ออวัยวะสืบพันธุสตรี (female genital system) รวมถึงการติดเชื้อที่แผลฝเย็บ จากการคลอด (episiotomy) เกณฑการวินิจฉัย อาศัยอาการทางคลินิก และการตรวจพบทางหองปฏิบัติการของแตละตำแหนง อาจ สอบถามแพทยผูใหการรักษา ถามีการติดเชื้อในโรงพยาบาลใหรายงาน : other infection (ตอดวยตำแหนงของ การติดเชื้อ)


13 การเฝาระวังการติดเชื้อในบุคลากร งานปองกันและควบคุมการติดเชื้อจะเฝาระวังใน 2 ประเด็นหลัก คือ อุบัติเหตุจากการปฏิบัติงานจาก ของมีคมและสิ่งคัดหลั่ง และ วัณโรคในบุคลากร 1. การเฝาระวังบุคลากรจากการติดเชื้อจากอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงานจากของมีคม และสิ่งคัดหลั่ง แนวทางการปองกันอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงานจากของมีคมและสิ่งคัดหลั่ง แนวปฏิบัตินี้พัฒนาจากแนวปฏิบัติสำหรับบุคลากรในการปองกันการไดรับบาดเจ็บจากเข็มทิ่มตำและของมี คมบาดและการสัมผัสถูกเลือดหรือสารคัดหลั่งของผูปวยในโรงพยาบาล ของศูนยปองกันและควบคุมโรคประเทศ สหรัฐอเมริกา (CDC, 2008) โดยรายละเอียด มี ดังนี้ กอนทำหัตถการที่เสี่ยงตอการไดรับอุบัติเหตุจากเข็มทิ่มตำและของมีคมบาด 1. จัดสิ่งแวดลอมในการทำงานใหปลอดภัยโดยใหแสงสวางในหนวยงานควรมีคาความเขมของแสง สวาง 200 ลักซ บริเวณที่จัดเตรียมอุปกรณในการทำหัตถการตองกำหนดเปนเขตสะอาด และบริเวณที่ทำหัตถการ มีพื้นที่กวางขวางเพียงพอ 2. หัตถการที่มีการใชของมีคมตองเตรียมอุปกรณใหครบ และวางไวบริเวณที่สามารถหยิบจับไดสะดวก 3. การใชของมีคมหลายชนิดในระหวางทำหัตถการควรจัดวางไวในบริเวณที่ผูทำหัตถการสามารถเห็น ไดชัด เชน วางบนถาด เปนตน 4. การจัดบริเวณที่ทิ้งของมีคมตองจัดใหอยูใกลจุดที่สะดวกในการใชและสามารถทิ้งของมีคมไดทันที หากมีการนำของมีคมกลับมาใชซ้ำ ใหกำหนดสถานที่รองรับและ เก็บอยางปลอดภัยหลังจากใชงานแลว 5. ประเมินผูปวยกอนทำกิจกรรม หากผูปวยไมใหความรวมมือหรือผูปวยสับสนใหขอความรวมมือจาก ผูรวมงานหรือญาติผูปวยในการทำใหผูปวยสงบ หรือผูกมัดหากมีความจำเปน 6. ชี้แจงผูปวยและญาติใหทราบถึงหัตถการที่จะทำและขอความรวมมือจากผูปวยไมใหดิ้นขณะทำ หัตถการ 7. สวมอุปกรณปองกันดวงตาทุกครั้งที่มีโอกาสที่สิ่งคัดหลั่งจะกระเด็นเขาตาเชน ทำคลอด ผาตัด สวมถุงมือทุกครั้งที่ทำหัตถการที่มีการใชเข็มหรือของมีคม เชน การแทงเข็มใหสารน้ำ และ การเจาะเลือด เปนตน 8. การใชยาชนิดบรรจุหลอด ควรมีการปองกันการถูกหลอดแกวบาดมือขณะหักหลอดยา โดยใชกอซ หรือสำลีปราศจากเชื้อรองมือกอนหักหลอดแกวบรรจุยา 9. ขณะทำหัตถการที่เสี่ยงตอการไดรับอุบัติเหตุจากเข็มทิ่มตำหรือของมีคมบาด 9.1 จัดลำดับการปฏิบัติงาน การใชเข็มหรือของมีคม เพื่อปองกันความสับสนในการใชของมีคม และ ปองกันอุบัติเหตุอันจะเกิดทั้งแกผูปฏิบัติงานและผูรวมงาน 9.2 ขณะปฏิบัติหัตถการที่ใชเข็มและของมีคม ผูปฏิบัติตองมีสติและไมควรละสายตาจากบริเวณ ตำแหนงที่ทำหัตถการ


14 9.3 ขณะถือเข็มและของมีคมใหระวังการชน กระทบ กระแทกจากบุคคลที่อยูใกลเคียง 9.4 ไมสงเข็มและ/ หรือ ของมีคมดวยมือตอมือโดยตรง ใหวางบนถาดหรือบริเวณที่จัดไว เมื่อมีการนำ ของมีคมกลับคืนไวบนถาดใหแจงเพื่อนรวมงานทราบกอนทุกครั้ง 9.5 หลีกเลี่ยงการสวมปลอกเข็มคืนโดยการใชมือจับปลอกเข็ม กรณีไมมีที่ทิ้งเข็มอยูใกลหรือไมสะดวก ทิ้ง อาจจำเปนตองสวมปลอกเข็มกลับคืน ตองสวมโดยใชเทคนิคมือเดียว 9.6 หากหัตถการนั้นมีความจำเปนจะตองใชเข็มซ้ำในผูปวยรายเดิม เชนการฉีดยาชา ใหสวมปลอกเข็ม กลับคืนโดยใชเทคนิคมือเดียว หรือทำใหปลอกเข็มติดแนนโดยใชมือเดียว 9.7 การเย็บแผล 9.7.1 ไมจับเข็มดวยมือโดยตรงใหใชคีมจับเข็ม (needle holder) จับทุกครั้ง 2.7.2 ขณะเย็บแผลไมใชนิ้วมือขางหนึ่งกดแผลไวแลวเย็บผานระหวางนิ้วมือควรใชคีมคีบ (forceps/ sponge forceps) แทนนิ้วมือกด โดยเฉพาะการเย็บแผลที่อยูลึกตองระมัดระวังเปนพิเศษ 9.7.2 ระหวางที่มีการใชเข็มเย็บแผล ขณะพักใหซอนปลายเข็มโดยใชคีมจับเข็มบริเวณใกลกับ ปลายเข็มคว่ำไว 9.8 การใสใบมีด ใหใชคีมจับใบมีดสวมเขากับดามมีด หลังทำหัตถการที่เสี่ยงตอการไดรับอุบัติเหตุจากเข็มทิ่มตำและของมีคมบาด 1. แยกเครื่องมือที่มีคม ออกจากอุปกรณชนิดอื่น 2. เมื่อทำหัตถการเสร็จสิ้นลง ตองตรวจนับเครื่องมือ เชน จำนวนเข็มเย็บ ใบมีด ที่ใชใหครบกอนนำไป เก็บเพื่อปองกันอันตรายจากเข็มหรือของมีคมที่ลืมทิ้งไว 3. เครื่องมือที่ใชแลวใหใสในภาชนะที่มีฝาปด เพื่อปองกันการตกหลน กอนนำไปทำใหปราศจากเชื้อ 4. การทิ้งเข็มและของมีคมลงใน 4.1 ปลดเข็มฉีดยาหรือใบมีดออกจากดามมีด โดยใช clamp หรือใชอุปกรณสำหรับปลดเข็ม 4.2 ทิ้งเข็ม ใบมีดและของมีคมที่ใชแลวลงในภาชนะสำหรับทิ้งเข็มและของมีคมที่ปองกัน 4.3 หามวางหรือหงายสวนแหลมคมของเข็มขึ้น หรือยื่นออกมานอกภาชนะรองรับ 5. ภาชนะที่ทิ้งเข็มหรือของมีคม 5.1 ภาชนะที่ทิ้งเข็มและของมีคมตองมีขนาดเหมาะสม กับอุปกรณของมีคม และตองเปนภาชนะที่ เข็มและของมีคมไมสามารถแทงทะลุได 5.2 วางภาชนะรองรับเข็มและของมีคมไวในที่ปลอดภัย มองเห็นไดงายและมือเอื้อมถึง ซึ่งผูใช สามารถทิ้งไดทันที ไมวางบนพื้น 5.3 บรรจุเข็มหรือของมีคมไมเกิน 3 ใน 4 ของภาชนะ เมื่อบรรจุถึงระดับที่กำหนดแลวใหปดฝาและ ปดผนึกกอนนำไปทำลาย


15 5.4 การทิ้งเข็มและของมีคมไมควรใหมือหรือนิ้วเขาไปในภาชนะ 5.5 การนำเข็มและของมีคมไปกำจัดตองมีเสนทางการเดินทางที่สะดวกและปลอดภัย 5.6 ตรวจดูภาชนะที่ทิ้งเข็มและของมีคม หากพบวาสกปรกหรือมีน้ำขังใหเปลี่ยนภาชนะใหม 5.7 ตรวจดูเข็มหรือของมีคมที่ลนหรือตกอยูบริเวณรอบๆภาชนะ หากพบใหใชคีมเพื่อนำไปใส ภาชนะทิ้งเข็มหรือของมีคม 5.8 ปดผนึกภาชนะที่บรรจุเข็มและของมีคมซึ่งเต็มแลวนำไปไวในบริเวณที่ปลอดภัย 5.9 หลังปดภาชนะแลวหามเปดเพื่อเทเข็มและของมีคมทิ้งแลวนำกลับไปใชซ้ำหรือนำไปจำหนาย 5.10 ควบคุมการจัดการมูลฝอยที่เปนของมีคมอยางมีประสิทธิภาพและปลอดภัยตอประชาชนที่อาจ ไดรับอุบัติเหตุ และไมเปนอันตรายตอสิ่งแวดลอม แนวทางหลังประสบอุบัติเหตุ


16


17 การเฝาระวังการแพรกระจายเชื้อในสิ่งแวดลอม 1. ระยะหางระหวางเตียงผูปวยหางกันอยางนอย 1 เมตร 2. มีการระบายอากาศเปนไปตามมาตรฐานของแตละหนวยงาน https://www.cdc.gov/infectioncontrol/guidelines/environmental/appendix/air.html#ta bleb1 (cdc,2003) หรือมีการเพิ่มการระบายอากาศตามแนวทาง 3. มีการแบงโซนสะอาด สกปรกชัดเจน ในหนวยงานสำคัญ เชน หองผาตัด ซักฟอก จายกลาง เปนตน 4. ไมมีชองทางการเดินทางการเดินทางสวนทางกันระหวางสิ่งของสกปรก กับสิ่งของสะอาด 5. สิ่งของสกปรกมี คอนเทนเนอรใสมิดชิด


18 บทที่ 2 แนวทางการสอบสวนการระบาด 1. วัตถุประสงค เพื่อเปนแนวทางทางในการสอบสวนการระบาด เพื่อหาสาเหตุในการติดเชื้อ หรือแพรกระจายเชื้อเพื่อ วางแนวทางในการปองกันตอไป 2. ขอบขาย ผูปวย บุคลากร และผูมาเยือนในโรงพยาบาลในโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค 3. ความรับผิดชอบ คณะกรรมการควบคุมและปองกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล (Infection Control Committee :ICC) หรือบุคลากรที่เกี่ยวของ 4. คำจำกัดความ การระบาดของการติดเชื้อ หมายถึง การเพิ่มขึ้นของการพบเชื้อ หรือการติดเชื้อจากอัตรา พื้นฐาน โดยอาจเปนการติดเชื้อที่ตำแหนงใดตำแหนงหนึ่งมากอยางผิดปกติ หรือการติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อ โรคชนิดหนึ่งเพิ่มมากขึ้นอยางผิดปกติ หรือการติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อโรคชนิดใดชนิดหนึ่งเพิ่มมากขึ้นอยาง ผิดสังเกต คือมากกวา 2 เทาของสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หรือเกิน 3 รายในหอผูปวยเดียวกัน หรือพบเชื้อ ใหม รุนแรง 1 ราย ก็ถือวาเปนการระบาด บุคลากร หมายถึง แพทย พยาบาลประจำการ นักเทคนิคการแพทย หรือผูมีความชำนาญ และสามารถปฏิบัติตามหลักปลอดเชื้อไดอยางถูกตอง 5. วัตถุประสงค 5.1 เพื่อเปนแนวทางในการสอบสวนการระบาดโรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค 6. เปาหมาย 6.1 เพื่อหยุดการระบาดของเชื้อ 6.2 เพื่อหาสาเหตุการระบาดและเปนแนวทางในการปองกันการระบาดในอนาคต 7. ตัวชี้วัด 1. บุคลากรปฏิบัติตามแนวทางการสอบสวนการระบาดมากกวา รอยละ 80 2. หยุดการระบาดของเชื้อ 3. มีมาตรการหลังการสอบสวนการระบาด


19 6.0 วิธีปฏิบัติขั้นตอนการสอบสวนโรค ICWN ICN ICN, ICC, HE แพทยที่เกี่ยวของ N ICN, HE เกิดการระบาด รวบรวมขอมูล / ปญหา รายงาน ICC รวบรวมขอมูล / ปญหา ยืนยันการ เฝาระวัง ลงพื้นที่สอบสวนโรค วิเคราะหขอมูล, สรุป รายงานผล ICC. กำหนดนโยบายและวิธีปฏิบัติ Y


20 1. ICN เฝาระวังขอมูลการติดเชื้อประจำเดือน การเฝาระวังของหองตรวจเพาะเชื้อ 2. รวบรวมขอมูลตามเวลา สถานที่ และบุคคลที่เชื่อมโยงสัมพันธกัน พรอมตั้งสมมุติฐานสาเหตุการ แพรกระจายเชื้อ 3. รายงานคณะกรรมการควบคุมและปองกันการติดเชื้อเพื่อนำเสนอขอมูลพื้นฐาน และระดมสมองเพื่อ ยืนยันการระบาด พรอมกับหาแนวทางสอบสวนการระบาดและแนวทางควบคุมการระบาด 4. ดำเนินตามแนวทางควบคุมการระบาด เชนการเก็บสิ่งสงตรวจจากสิ่งแวดลอม บุคคลตางๆ การสังเกตการ ปฏิบัติงานตามมาตรฐาน เปนตน 5. นำขอมูลมาวิเคราะห นำขอมูลยอนกลับในหนวยงานที่เกี่ยวของ ปรับแนวทางการปฏิบัติงานพรอมให หนวยงานปฏิบัติตามแนวทางใหม พรอมเก็บขอมูลการปฏิบัติตามแนวทาง 6. สรุปผลการปฏิบัติตามแนวทางและ การระบาดตอคณะกรรมการควบคุมและปองกันการติดเชื้อ 7. กำหนดเปนนโยบาย หรือแนวทางปฏิบัติที่เปนลายลักษณอักษร


21 บทที่ 3 การปองกันและควบคุมการติดเชื้อ การปองกันการแพรกระจายเชื้อ 1.0 คำจำกัดความ การปองกันการแพรกระจายเชื้อ (Isolation precautions) หมายถึง การปฏิบัติเพื่อปองกันการ แพรกระจายเชื้อโรคจากผูปวย ผูติดเชื้อหรือผูที่เปนพาหะไปสูผูปวยอื่น ญาติผูปวย รวมถึงบุคลากรในทีมสุขภาพ เชื้อโรคสามารถแพรกระจายจากผูปวยที่เปนโรคหรือผูที่เปนพาหะของโรคไปสูผูอื่นไดดวยวิธีการตางๆ เชื้อโรคบาง ชนิดสามารถแพรกระจายไดมากกวา1วิธีบุคลากรผูใหการดูแลผูปวยจำเปนตองมีความรูเกี่ยวกับวิธีการ แพรกระจายเชื้อเพื่อใหสามารถปองกันผูปวยไมใหไดรับเชื้อและปองกันตนเองใหปลอดภัยจากการติดเชื้อ ขณะ ปฏิบัติงาน วิธีการแพรกระจายเชื้อ มี 3 วิธี ดังนี้ 1. การแพรกระจายเชื้อโดยการสัมผัส (Contact transmission) แบงออกเปนสองวิธี คือ การสัมผัสทางตรง (Direct contact transmission) การสัมผัสทางออม (Indirect contact transmission) 2. การแพรกระจายเชื้อโดยละอองฝอยน้ำมูกน้ำลาย (Droplet transmission) 3. การแพรกระจายเชื้อทางอากาศ (Airborne transmission) การปองกันการแพรกระจายเชื้อ ประกอบดวย 1. หลักการพื้นฐานในการปองกันการแพรกระจายเชื้อ (Fundamentals of Isolation Precautions) เหมาะ สำหรับบุคลากรที่จะขึ้นฝกงาน เชนนักศึกษาพยาบาลชั้นปที่ 2 ผูชวยพยาบาล เปนตน และผูปฏิบัติงานในสถาน บริการพยาบาลเบื้องตน 2. การปองกันแบบมาตรฐาน Standard precautions หมายถึงการปฏิบัติในการดูแลผูปวย ทุกรายที่เขารับการ รักษาในโรงพยาบาล ไมวาผูปวยจะมีอาการติดเชื้อหรือไม หรือไดรับการวินิจฉัยวาปวยเปนโรคใด โดยมุงเนนการ ปองกันการแพรกระจายเชื้อ จากเลือด สารน้ำสารคัดหลั่งของรางกาย (Blood Body fluid) ผิวหนังที่มีรอยฉีกขาด (Non intact skin) และ เยื่อบุเมือก (Mucous membrane) รวมถึงการปฏิบัติตอชิ้นเนื้อหรือสารคัดหลั่งทาง หองปฏิบัติการ 3. การปองกันตามวิธีการที่แพรกระจายเชื้อ Transmission-based precautions หมายถึง วิธีการปองกันการ แพรกระจายของโรคติดเชื้อในผูปวยที่ทราบการวินิจฉัยแลว โดยปองกันตามกลวิธีการติดตอเพิ่มเติมจากการดูแล ผูปวยดวย Standard precautions ดังนี้ 3.1 Airborne precautions 3.2 Droplet precautions 3.3 Contact precautions


22 2.0 วัตถุประสงค 1. เพื่อใหบุคลากรทราบวิถีการแพรกระจายเชื้อในแตละโรค 2. เพื่อใหบุคลากรปฏิบัติการปองกันการแพรกระจายเชื้อไดถูกตอง 3.0 เปาหมาย เพื่อควบคุมการแพรกระจายเชื้อในโรงพยาบาล 4.0 ตัวชี้วัด บุคลากรปฏิบัติการปองกันการแพรกระจายเชื้อไดถูกตองมากกวา 80 % 5.0 การประเมิน โดยการนิเทศโดยหัวหนาหอผูปวย 6. วิธีปฏิบัติ 1. หลักการพื้นฐานในการปองกันการแพรกระจายเชื้อ (Fundamentals of Isolation Precautions) มีทั้งหมด 8 หัวขอ ดังนี้ 1.1 การลางมือและการสวมถุงมือ (Hand washing and gloving) การลางมือเปนวิธีการที่ดีที่สุด ในการปองกันการแพรกระจายเชื้อ จากคนหนึ่งสูคนอื่นๆ การลางมืออยางถูกวิธีกอนใหการดูแลผูปวย กอนการสัมผัสผูปวยแตละราย หลังจากสัมผัสสารคัดหลั่งหรืออุปกรณที่แปดเปอนเชื้อและหลังสัมผัสผูปวย เปนองคประกอบสำคัญในการปองกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล นอกจากนี้ถุงมือยังมีสวนชวย ในการลดการแพรกระจายเชื้อได เหตุผลหลักในการสวมถุงมือคือ


23 - ถุงมือชวยในการปองกันการสัมผัสเลือดสารคัดหลั่ง อุจจาระ ปสสาวะ หนอง เยื่อบุ และผิวหนังที่มี บาดแผล ของผูปวยโดยตรง - ถุงมือชวยลดการแพรกระจายเชื้อจากมือบุคลากรไปสูผูปวย ขณะที่ผูปวยไดรับการสอดใสเครื่องมือ หรืออุปกรณทางการแพทยเขาสูรางกายและการตองสัมผัสกับเยื่อบุหรือผิวหนังที่มีบาดแผลของผูปวย - การสวมถุงมือชวยลดการสัมผัสกับเชื้อจุลชีพที่มาจากตัวผูปวยหรือสิ่งของเครื่องใชของผูปวยที่มี เชื้อโรคแปดเปอนอยู การสวมถุงมืออาจทำใหเกิดการแพรกระจายเชื้อสูผูปวยอื่นได ดังนั้น บุคลากรจึงตองเปลี่ยนถุงมือเมื่อตองสัมผัสผูปวยแตละราย และตองลางมือหลังจากถอดถุงมือ อยางไรก็ตาม การสวมถุงมือไมสามารถแทนการลางมือได เนื่องจากถุงมืออาจมีรูรั่ว มีรอยฉีกขาดขนาดเล็ก ซึ่งมองไมเห็น หรือมีการฉีกขาดขณะใชงาน รวมทั้งมืออาจเกิดการปนเปอนเชื้อขณะถอดถุงมือ การไมเปลี่ยนถุงมือ เมื่อสัมผัสผูปวยแตละราย/สิ่งแวดลอมตางๆ อาจทำใหเกิดการแพรกระจายเชื้อได 1.2 การจัดสถานที่ใหผูปวย (Patient Placement) การจัดสถานที่ใหผูปวยอยางเหมาะสมชวยลดการ แพรกระจายเชื้อ สิ่งสำคัญที่ควรพิจารณา เชนจัดระยะหางระหวางเตียง 1 เมตร ผูใหบริการอยูเหนือลม มีการ ระบายอากาศอยางเพียงพอ 1.3 การเคลื่อนยายผูปวยที่มีการติดเชื้อ (Transport of Infection Patient) ผูปวยที่ยังไมติดเชื้อ สัมผัส ผูปวยใหนอยที่สุด แลวทำความสะอาดมือตามแนวทางฯ สวนผูปวยติดเชื้อ ใหเคลื่อนยายนอยที่สุด ถาจำเปนตอง เคลื่อนยาย ใหสวม อุปกรณปองกันอยางเหมาะสมตามชองทางการแพรกระจายเชื้อของผูปวยรายนั้น แจง ปลายทางกอนยาย 1.4 อุปกรณปองกันสวนบุคคล (Personal Protective Equipment) ควรสวมหรือใชเมื่อคาดวา จะสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งของผูปวย เพื่อปองกันผิวหนังหรือเยื่อบุสัมผัสกับเลือด หรือสารคัดหลั่งจากตัวผูปวย เชน การสวมผาปดปาก ปดจมูก (Mask) หนากาก (Face shield) แวนตา (Goggle) เสื้อคลุม (Gown) และถุงมือ (Glove) รองเทา บูท 1.5 เครื่องมือแพทยและสิ่งของที่ใชกับผูปวย (Patient care equipment and Articles) อุปกรณที่เปอนเลือด สารคัดหลั่งจากตัวผูปวย ควรบรรจุลงภาชนะหรือถุงเพื่อปองกันไมใหผูปวย บุคลากร หรือญาติสัมผัสและปองกันมิใหเกิดการแพรกระจายเชื้อจากอุปกรณสูสิ่งแวดลอม การทำความสะอาดดวย ความระมัดระวังและมีการทำลายเชื้อหรือทำใหปราศจากเชื้ออยางถูกตอง ตอไป 1.6 เครื่องผาและการซักผา (Linen and laundry) ผาที่ใชในการดูแลผูปวยอาจมีการปนเปอน เลือด สารคัดหลั่ง ใชกับผูปวยที่มีเชื้อดื้อยาตานจุลชีพ และสิ่งขับถายใหถือและจับตอง ดวยความระมัดระวัง ทิ้งในถังผาเปอนที่มีถุงสีแดงรองรับ แลวสงไปซักลางหรือทำลายเชื้อที่งานซักฟอกตอไป 1.7 อุปกรณที่ใชในการรับประทานอาหาร (Eating utensils) ไดแก จาน ชาม ชอน สอม การลาง ทำความสะอาดดวยน้ำยาลางจาน และลางดวยน้ำรอน ก็เพียงพอ


24 1.8 การทำความสะอาดเตียงผูปวยและสิ่งของเครื่องใชภายในหองผูปวยตลอดจนสิ่งแวดลอมรอบๆผูปวย (Routine and terminal cleaning /Environmental control) การดูแลทำความสะอาด และ ทำลายเชื้อในสิ่งแวดลอม เตียง ที่กั้นเตียง อุปกรณขางเตียง หองและหอผูปวยใหเช็ดทำความสะอาด ดวยผงซักฟอกและน้ำตามปกติ ถาเปอนเลือดหรือสารคัดหลั่งหรืออุจจาระของผูปวย ขจัดออกใหมากที่สุด แลวเช็ดทำความสะอาดดวยผงซักฟอกและน้ำตามปกติตอไป พื้นที่ผูปวยทำความสะอาดอยางนอยวันละครั้ง 2. การปองกันแบบมาตรฐาน Standard precautions มีทั้งหมด 10 หัวขอ ดังนี้ 2.1 การทำความสะอาดมือ (Hand Hygiene) ใชแนวทางของ WHO ป ค.ศ.2009 ตามวิธีปฏิบัติการทำ ความสะอาดมือ 2.2 อุปกรณปองกันสวนบุคคล (Personal Protective Equipment) สวมใสเมื่อมีความเสี่ยงที่จะสัมผัส สิ่งสกปรก ตามเอกสารแนบ ประเด็นสำคัญคือ 1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณใบหนา (Keeping hands away from face.) 2. สัมผัสพื้นผิวผูปวยเทาที่จำเปน (Limiting surfaces touched.) 3. ถอด PPE เมื่อจะออกจากพื้นที่ผูปวย (Removing PPE when leaving work areas.) 4. ทำความสะอาดมือ (Performing hand hygiene.) 2.3 สุขอนามัยทางเดินหายใจและการไอจาม (Respiratory Hygiene/Cough Etiquette) ในการไอจาม ปดปากและจมูกดวยกระดาษทิชชู และทำความสะอาดมือ กรณีดวนหาไมทันไอจามใสเสื้อตนเองบริเวณที่ผูอื่น สัมผัสนอยที่สุด 2.4 การปองกันอุบัติเหตุจากของมีคม หรือสิ่งคัดหลั่งกระเด็นใสใบหนาขณะปฏิบัติงาน (Sharps Safety) (รายละเอียดตามบทที่ 1 หมวดการเฝาระวังบุคลากร) 2.5 การจัดการอุปกรณเครื่องมือ และการทำใหปราศจากเชื้อ (Sterilization and Disinfection of Patient-Care Items and Devices) ตามมาตรฐานงานจายกลาง หนวยงานจัดวางสูงจากพื้น 8 นิ้ว หางจากผนัง 2 นิ้ว หางจากเพดาน 18 นิ้ว และไมมีสิ่งของอยางอื่นมาปะปน หากมีตะกราใหใชตะกราทึบเช็ดทำความสะอาดได 2.6 การดูแลสิ่งแวดลอม (Environmental Infection Prevention and Control) - ทำความสะอาดสิ่งแวดลอมผูปวยอยางนอย 1 ครั้งตอวัน - ใช detergent ในการทำความสะอาดสิ่งแวดลอม ยกเวนกรณีผูปวยโรคติดเชื้อใหใชน้ำยาทำลายเชื้อ เชน Surfanos เช็ดบริเวณที่สะอาด ไปสูบริเวณที่สกปรก จากสูงลงต่ำ บนมาลาง - กรณีมีสิ่งคัดหลั่งใหเช็ดออกดวยกระดาษ หรือผา แลวเช็ดถูทำความสะอาดดวย detergent ตามปกติ - โรงพยาบาลเด็กใหเลือกของเลนที่ทำความสะอาดไดงาย ไมควรมีลักษณะเปนขนทำความสะอาดอยาง นอยวันละครั้ง ดวย detergent หรือเมื่อสกปรก


25 2.7 การจัดการเครื่องผา (Linen and laundry) แยกผาสะอาดใสในถุงผา ผาติดเชื้อใสในถุงสีแดง เพื่อสง ซักตามมาตรฐาน (การซักผาติดเชื้อ ใชอุณหภูมิของน้ำไมต่ำกวา 71 องศาเซลเซียส นาน 25 นาที 2.8 การปฏิบัติในการฉีดยาปลอดภัย (Safe injection practices) มีมาตรฐานรถฉีดยา อุปกรณใชครั้ง เดียวทิ้ง เชน syringe เข็มฉีดยา เข็มแทงน้ำเกลือ ฯลฯ 2.9 การปฏิบัติการปองกันการติดเชื้อจากการเจาะหลัง หรือการเจาะอวัยวะที่มีโอกาสที่สิ่งคัดหลั่ง กระเด็นใสใบหนา (Infection control practices for special lumbar puncture procedures) CDC แนะนำ ใหสวม surgical mask และถุงมือ แตเพื่อความปลอดภัยของบุคลากรในโรงพยาบาลแนะนำใหสวมแวนตา หรือ face shield ดวย 2.10 การจัดสถานที่สำหรับผูปวย (Patient placement) วิธีปฏิบัติในการแยกผูปวย สำหรับผูปวยที่ทราบหรือสงสัยวามีการติดเชื้อหรือเปนแหลงเชื้อโรคที่สามารถแพรกระจายเชื้อไดโดยแยกผูปวย ตามวิถีทางการแพรกระจายเชื้อ Mode of transmission สถานที่ใหการดูแลผูปวยตองมีการระบายอากาศตาม มาตรฐาน ทิศทางลมพยายามใหตามทิศทางจากบุคลากรสูผูปวย และออกสูธรรมชาติในหองปรับอากาศใหมีอัตรา การถายเทอากาศตามมาตรฐาน เชน หองผูปวยทั่วไป >6 ACH หองผูปวยหนัก ER หองแยกโรค หองชันสูตร >12 ACH และหองผาตัด >20-25 ACH เปนตน 3. การปองกันตามวิธีการที่แพรกระจายเชื้อ Transmission-based precautions 3.1 Contact precautions เปนวิธีการปองกันการแพรกระจายเชื้อโรคที่ติดตอไดโดยการสัมผัสทั้งทางตรงและทางออม ไดแก Infectious diarrhea, Infectious wound, Abscess, Viral hemorrhagic infections, Lice, Scabies รวมทั้งเชื้อที่ตองมีทั้ง Airborne และ Contract precautions เชน โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง (SARS) โรคไขหวัดนก (Avian Influenza) และโรคสุกใส ไขหวัดใหญรวมทั้งผูปวยที่มีการติดเชื้อหรือ Colonization ของเชื้อที่ดื้อยา เชน Methicillin-resistant Staphylococcus aureus (MRSA) และเชื้อ Multidrug-resistant gram negative bacilli (MDR-GNB) เปนตน 1) ปฏิบัติตามหลัก Standard precautions ในการดูแลผูปวย 2) แยกของใชผูปวยไวในหองแยกจนพนระยะแพรเชื้อ (ผลเพาะเชื้อไมพบเชื้อติดตอกัน 2 สัปดาห ในกลุมผูปวยดื้อยา) หองแยกควรมีการถายเทอากาศสูภายนอกอาคาร ไดดีและมีแสงแดดสองถึง 3) ถาไมมีหองแยก จัดใหผูปวยอยูในหองเดียวกับผูปวยอื่นที่ติดเชื้อโรคชนิดเดียวกัน หรือจัดเตียงผูปวย ไวมุมใดมุมหนึ่งของหอผูปวยที่มีอากาศถายเทไดดี 4. ใหแขวนปาย Contact precautions/สัญลักษณ ไวที่หนาหองแยกหรือที่เตียงผูปวย 5. สวมถุงมือและถอดถุงมือทันทีหลังใหการรักษาพยาบาลผูปวยแตละครั้ง และตองลางมือแบบ Hygienic hand washing หลังถอดถุงมือทันที


26 6. สวมเสื้อคลุม หรือผากันเปอนพลาสติกเมื่ออยูใกลชิดผูปวย หรือคาดวาจะตองสัมผัสกับสิ่งแวดลอม และสารคัดหลั่งจากตัวผูปวย โดยเปลี่ยนเสื้อคลุมตัวใหมทุกครั้งที่จะดูแลผูปวยในแตละกิจกรรม 7. ไมควรเคลื่อนยายผูปวยออกจากหองหรือหอผูปวยโดยไมจำเปน ถาจำเปนตองเคลื่อนยายใหหอหุม หรือปดสวนที่มีการติดเชื้อหรือมีสารคัดหลั่งปนเปอนเชื้อโรคออกมาเพื่อปองกันการแพรกระจายเชื้อ ไปสูผูอื่นและการปองกันการปนเปอนของเชื้อตอสิ่งแวดลอม 8. อุปกรณ เครื่องมือ – เครื่องใช ใหแยกใชกับผูปวยเฉพาะราย หลังใชงานตองลางใหสะอาดและ ทำลายเชื้อหรือทำใหปราศจากเชื้ออยางเหมาะสมกอนนำมาใชตอไป 9. แนะนำการปฏิบัติตัวแกญาติในการเขาเยี่ยม โดยใหลางมือกอน – หลังสัมผัสผูปวย และควรจำกัดคน เขาเยี่ยมผูที่ติดเชื้อไดงายไมควรเขาเยี่ยม เชน เด็ก ผูสูงอายุ และผูที่มีภูมิคุมกันโรคต่ำ เปนตน 3.2 Droplet precautions เปนวิธีการปองกันการแพรกระจายเชื้อโรคจากละอองฝอย เสมหะ ที่มีขนาดใหญกวา 5 ไมครอน นอกจากนี้ ยังติดตอจากการสัมผัส เยื่อบุตา เยื่อบุปากและจมูก ไดแก หัดเยอรมัน (Rubella) คางทูม (Mumps) ไอกรน (Pertussis) ไขหวัดใหญ (Influenza) ไขกาฬหลังแอน (Meningococcal infection) เปนตน วิธีปฏิบัติ มีดังนี้ 1. ปฏิบัติตามหลัก Standard precautions ในการดูแลผูปวย 2. แยกผูปวยไวในหองแยกจนพนระยะแพรเชื้อ หองแยกควรมีการถายเทอากาศสูภายนอกอาคารไดดี และมี แสงแดดสองถึง 3. ถาไมมีหองแยก จัดใหผูปวยอยูในหองเดียวกับผูปวยอื่นที่ติดเชื้อโรคชนิดเดียวกัน หรือจัดเตียงผูปวยไวมุมใดมุมหนึ่งของหอผูปวยที่มีอากาศถายเทไดดี และควรจัดระยะหางจากเตียงผูปวยอื่น มากกวา 3 ฟุต 4. ใหแขวนปาย Droplet precautions/สัญลักษณ ไวที่หนาหองแยกหรือที่เตียงผูปวย 5. ใหสวมผาปดปาก-จมูก ชนิด Surgical mask เมื่อตองเขาใกลผูปวยภายในระยะ 3 ฟุต 6. ไมควรเคลื่อนยายผูปวยออกจากหองหรือหอผูปวยโดยไมจำเปน ถาจำเปนตองเคลื่อนยายใหผูปวย สวมผาปดปาก ปดจมูก ชนิด Surgical mask เพื่อปองกันเชื้อโรคแพรกระจาย และแจงหนวยงานที่รับยาย 7. แนะนำใหผูปวยใชผาหรือกระดาษเช็ดหนาปดปากปดจมูกขณะไอ จามและใหบวนเสมหะใน ภาชนะที่มีถุงพลาสติกรองรับ และปดฝามิดชิด 8. แนะนำการปฏิบัติตัวแกญาติในการเขาเยี่ยมผูปวย เชน ใหสวมผาปดปากปดจมูก เมื่อเขาใกลผูปวย ภายในระยะ 3 ฟุต ลางมือกอน-หลังสัมผัสผูปวย ควรจำกัดคนเขาเยี่ยม ผูที่ติดเชื้อไดงาย ไมควรเขาเยี่ยม เชน เด็ก ผูสูงอายุ และผูที่มีภูมิคุมกันโรคต่ำ เปนตน


27 3.3 Airborne precautions เปนวิธีการปองกันการแพรกระจายเชื้อโรคที่แพรทางอากาศที่มีขนาดเล็กกวา 5 ไมครอน ไดแก วัณโรค (TB) หัด (Measles) สุกใส (Chickenpox) งูสวัดและเริมแบบแพรกระจาย (Disseminated herpes zoster and Disseminated herpes simplex) ในกลุมผูปวยภูมิคุมกันบกพรอง โรคทางเดินหายใจ เฉียบพลันรุนแรง (Severe Acute Respiratory Syndrome ; SARS) และ โรคไขหวัดนก (Avian Influenza) ซึ่งโรค 2 ชนิดหลังนี้ตองมีการปฏิบัติตามหลัก Contact precautions รวมดวย วิธีปฏิบัติ มีดังนี้ 1.ปฏิบัติตามหลัก Standard precautions ในการดูแลผูปวย 2.แยกผูปวยไวในหองแยกจนพนระยะแพรเชื้อ หองแยกควรมีการถายเทอากาศสูภายนอกอาคารไดดี และมีแสงแดดสองถึง รวมทั้งประตูหองแยกตองปดไวตลอดเวลา 3.ถาไมมีหองแยก จัดใหผูปวยอยูในหองเดียวกับผูปวยอื่นที่ติดเชื้อโรคชนิดเดียวกัน หรือ จัดเตียงผูปวยไวมุมใดมุมหนึ่งของหอผูปวยที่มีอากาศถายเทไดดี และใหหางจากเตียงผูปวยอื่น และควรจำกัดบริเวณผูปวยเทาที่ทำได 4.ใหแขวนปาย airborne precautions/สัญลักษณ ไวที่หองแยกหรือที่เตียงผูปวย 5.สวมผาปดปาก ปดจมูก ที่มีคุณสมบัติกรองเชื้อโรค เมื่อเขาไปในหองผูปวย หรือเขาใกลผูปวยจนกวา ผูปวยจะพนระยะการแพรเชื้อ เชน สวม Particulate mask (N95) ในกรณีของผูปวยวัณโรค หรือสวม surgical mask ในกรณีอื่น เชน ผูปวยโรคสุกใส ผูปวยงูสวัด เปนตน 6.ไมควรเคลื่อนยายผูปวยออกจากหอง หรือหอผูปวยโดยไมจำเปน ถาจำเปนตองเคลื่อนยายใหผูปวย สวมผาปดปากปดจมูก ชนิด Surgical mask เพื่อปองกันเชื้อโรคแพรกระจาย 7.แนะนำใหผูปวยใชผาหรือกระดาษเช็ดหนาปดปากปดจมูกขณะไอหรือจาม และใหบวนเสมหะ ในภาชนะที่จัดไวให โดยตองมีถุงพลาสติกรองรับและมีฝาปดมิดชิด 8. แนะนำการปฏิบัติตัวแกญาติ ในการเขาเยี่ยมผูปวย เชน ใหสวมผาปดปาก ปดจมูกอยางถูกตอง และควรจำกัดคน เขาเยี่ยม ผูที่ติดเชื้อไดงายไมควรเขาเยี่ยม เชน เด็ก ผูสูงอายุ และผูที่มีภูมิคุมกันโรคต่ำ เปนตน 7.0 เอกสารอางอิง แนวปฏิบัติเพื่อปองกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวง สาธารณสุข ฉบับป พ.ศ.2563 อะเคื้อ อุณหเลชกะ. แนวทางการปองกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล โรงพิมพมิ่งเมือง จังหวัดเชียงใหม มกราคม 2560 CDC. standard precautions for All Patient care คนเมื่อ 17/11/2566 from https://www.cdc.gov/infectioncontrol/basics/standard-precautions.html


28 CDC. (2007) Guideline for Isolation Precautions: Preventing Transmission of Infectious Agents in Healthcare Settings from https://www.cdc.gov/infectioncontrol/guidelines/isolation/index.html 8.0 เอกสารแนบ 1.แนวทางการใชอุปกรณปองกันรางกาย 2.แบบประเมินการใชเครื่องปองกัน แนวทางการใชอุปกรณปองกันรางกายแตละชนิด โดยยึดหลัก ถูกตอง เหมาะสม 1. ถุงมือ 1. เลือกใชชนิดถุงมือใหสอดคลองกับกิจกรรม ดังนี้ ถุงมือปราศจากเชื้อ: ผาตัด ทำหัตถการ ลวงรกทำคลอดและการตรวจที่ตองการความ ปราศจากเชื้อ ถุงมือสะอาด: ตรวจทั่วไป หยิบจับสิ่งของสกปรก/มีเชื้อโรค การจับ/สัมผัสผูปวย หรืออวัยวะ สวนใดสวนหนึ่งของผูปวยที่คาดวาจะมีเชื้อโรค 2. สวมถุงมือทุกครั้งที่มือมีบาดแผล 3. ใหเปลี่ยนถุงมือคูใหมกอนจับผูปวยรายใหม โดยเฉพาะผูปวยที่มีบาดแผล หรือมีภูมิคุมกันต่ำ หรือเมื่อถุงมือเกิดการปนเปอนขณะกำลังใชงานอยู 4. ลางมือใหสะอาดกอนและหลังใสถุงมือ หมายเหตุ: การใชถุงมือแบบไมมีแปงชวยลดอาการภูมิแพ และสามารถถูมือดวย Alcohol Hand rub หลังถอดถุงมือได 2. เสื้อคลุม 1. ใชในการทำหัตถการ เชน ผาตัด ทำคลอด หรือขณะดูแลผูปวยที่มีบาดแผลไหม 2. ใชในการทำหัตถการตางๆ เมื่อเสร็จภารกิจแลวใหถอดทันทีและเมื่อจะทำภารกิจใหมใหใสตัวใหม 3. ใชเสื้อคลุม 1 ตัว ตอการดูแลผูปวย 1 คน 3. ผาปดปาก – จมูก 1. เพื่อปองกันการแพรกระจายเชื้อจากจมูกและปากของบุคลากรสูคนที่อยูใกลเคียง เชน ผูปวย/ทารก 2. เพื่อปองกันเลือด/สารน้ำ จากรางกายผูปวยกระเด็นเขาปากจมูกของบุคลากร 3. ใชในการทำหัตถการ เชน ผาตัด ทำคลอดหรือขณะดูแลผูปวยที่มีบาดแผลไหม 4. ปฏิบัติงานในหองคลอดที่อาจมีเลือด สารน้ำ/ละออง กระเด็นเขาปาก/จมูก 5. เมื่อบุคลากร/ผูมาเยี่ยมผูปวย เปนโรคที่ติดตอทางลมหายใจ เชน ไขหวัด วัณโรคปอด


29 4. แวนตา 1. ใชเพื่อปองกันสิ่งปนเปอนเชื้อโรคที่เปนน้ำ/ละออง กระเด็นหรือพุงเขาตา 2. ใชในกรณี ผาตัด ทำคลอด กรอฟน เลื่อยกระดูก การปฏิบัติงานในหองปฏิบัติการ 3. ภายหลังใชงานแลวตองทำลายเชื้อทุกครั้งกอนนำกลับมาใชอีก 5.ผากันเปอน 1. ใชเมื่อคาดวาจะสัมผัสกับสิ่งสกปรกหรือมีเชื้อโรค เชน ลางสิ่งปนเปอนเชื้อโรค 2. การทำความสะอาด: กรณีเปนชนิดใชครั้งเดียวทิ้ง ใหทิ้งในขยะติดเชื้อ หากเปนชนิดผา สงโรงซักฟอก โดยใสถุงผาติดเชื้อ (ถุงแดง) ซักลางดวยน้ำและผงซักฟอกตากใหแหง 6. หมวก 1. ใชเพื่อปองกันการแพรกระจายเชื้อจากบุคลากรสูผูปวย 2. ใชในกรณีทำหัตถการ: ผาตัด ทำคลอด ทำหัตถการชนิดใสสายสวนหลอดเลือดดำสวนกลาง 3. การทำความสะอาด เมื่อใชแลวนำไปซักดวยน้ำและผงซักฟอกตากแหง นำกลับมาใชไดอีก 7. รองเทา 1. ใชเพื่อปองกันสารน้ำที่ปนเปอนเชื้อโรค 2. สถานที่ใชรองเทาพิเศษ (รองเทาสะอาด): หองผาตัด หองคลอด สวนที่ใชรองเทายางหุมขอ (รองเทาบูท) ไดแก บริเวณที่เปยกแฉะ/สกปรกมีเชื้อโรค เชน หองน้ำ หองสวม และเรือนพักขยะ 3. ไมสวมรองเทาที่ใชในบริเวณสะอาดไปเดินในที่สกปรก 4. การทำความสะอาด ลางดวยน้ำและผงซักฟอก นำไปผึ่งใหแหง และเช็ดทำความสะอาดเมื่อสกปรก


ตัวอยางการสวมอุปกรณปองกันรางกาย กิจกรรม ชนิดของอุปกรณปองกันรางกาหมวก คลุมผม แวนตาห รือFace shiled เสื้อกาSteril1. การใสทอชวยหายใจ +/- + - 2. การเจาะหลัง( L u m b a r p u n c t u r e ) / การเจาะปอด(Thoracocentesis)/ การใสสายระบายทรวงอก (Intercostal drainage_ICD) +/- +/- - 3. การใสสายสวนทางหลอดเลือดดำ(Central Venous Conducter:CVC) รวมทั้ง PIC LINE + +/- + 4. การใหสารน้ำทางหลอดเลือดดำ/ เจาะเลือด - - - 5. การหามเลือดจากบาดแผลภายนอก เลือดกำเดาการทำแผล เย็บแผล 5.1 แผล Active bleeding - + - 5.2 แผลไม Active bleeding - +/- - 6. การ scrub แผลไฟไหม น้ำรอนลวก + - - 7. การชำระลางรางกายผูปวยเปอนเลือด / สิ่งสกปรก - +/- - 8. การเคลื่อนยายผูปวยที่รางกายเปอนเลือด/สิ่งสกปรก - - - 9. การลางทองผูปวยกินยาพิษ - +/- - 10. การผาฝ, จี้หูด, ผาสิ่งแปลกปลอมออกจากรางกาย +/- +/- - 11. การชวยฟนคืนชีพขั้นพื้นฐาน (CPR) - +/- - 12. การแตงศพ - - - หมายเหตุ : ความหมายของสัญลักษณ + หมายถึง ใหใช, - หมายใชในกรณีผูปวยแพรกระจายเชื้อทางอากาศ (Airborne transmission) เชน วัณโรค,สุกงานควบคุมและปองกันการติดเชื้อในโรงพยาบาล โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค ก


30 าย าวน le เ ส ื ้ อ ก า ว น Plastic หรือ ผายางกันเปอน ถ ุ ง มื อ Sterile ถุงมือสะอาด ผาปดปากจมูก(Surgic al mask) ผ  า ป ด ปาก-จมูก (N.95) รองเทาบูท +/- + - + * - +/- + - + * - + + - + * - - - +/- - * - + + - + * +/- +/- + - +/- * - +/- + - + * - + - + - * +/- + - + - * - + - + + * - +/- + - + * - +/- - +/- +/- * - + - + + - - ยถึง ไมตองใช, +/- หมายถึง ใหพิจารณาเปนกรณี, * หมายถึง กใส รกฎาคม 2565


31 แบบประเมินผลการดำเนินงานตามโครงการ standard precaution รายการนิเทศหนวยงานของพยาบาลควบคุมการติดเชื้อ (ICN) หัวหนาหอผูปวย/หัวหนางาน หนวยงาน...........................................................วันที่......................................................... คำชี้แจง ใหทำเครื่องหมาย ถาผาน = 1 ไมผาน = 0 ลำดับ หัวขอ รายการประเมิน ผลการประเมิน หมายเหตุ 1 Hand hygiene alcohol ครบตาม patient care บุคลากรทำความสะอาดมือตาม 5 moments 2 PPE บุคลากรสวม PPE ไดถูกตอง เหมาะสม กรณีขัดหองน้ำ บุคลากรสวม PPE ไดถูกตอง เหมาะสม ในการดูแลผูปวยเชื้อ ดื้อยา กรณีดูดเสมหะ 3 Cough etiquette & Respiratory hygiene แยกผูปวยที่มีอาการไอ จาม หางจากผูปวยอื่นอยางนอย 1 เมตร สวมหนากากอนามัยตลอดเวลายกเวนตอนรับประทานอาหาร 4 Patient placement จัดวางผูปวยเหมาะสม direct air flow บุคลากรอยูเหนือลม มีการแยกโซนผูปวยเชื้อดื้อยากลุมควบคุม 5 Patient - C a r e Equipment and Instruments) อุปกรณปราศจากเชื้อจัดวางถูกตอง เหมาะสม ไมมีอุปกรณ อื่นปะปน สูง 8 นิ้ว หางจากผนัง 2 นิ้ว เพดาน 8 นิ้ว ไมมีอุปกรณหมดอายุ 6 R o u t i n e a n d terminal cleaning /Environmental control Patient Zone ทำความสะอาดอยางนอยวันละครั้ง (สอบถาม) สิ่งแวดลอมสะอาด มีการแยกขยะไดถูกตอง ไมมีการพักขยะรวมภายในพื้นที่ผูปวย ถังขยะสะอาด และปดอยูเสมอ 7 Linen and laundry มีการแยกผาเปอนไดถูกตอง แกะปมผา 8 S a f e i n j e c t i o n practices รถฉีดยาสะอาด ไมมีเข็มเสียบคาไว การจัดการมูลฝอยในรถฉีดยาเหมาะสม 9 Worker safety หลีกเลี่ยงการสวมปลอกเข็มกลับ ถาไมไดใหใช one hand technique 10 special lumbar p u n c t u r e procedures ใชเครื่องปองกันสารคัดหลั่งกระเด็นใสใบหนา กรณีทำหัตถการ ที่มีโอกาสกระเด็น


32 การทำความสะอาดมือ 1.0 คำจำกัดความ การทำความสะอาดมือ หมายถึง การปฏิบัติเพื่อลดจำนวนเชื้อจุลชีพที่อยูบนมือดวยวิธีถูมือดวย แอลกอฮอลหรือลางมือดวยสบูหรือสบูผสมน้ำยาฆาเชื้อ การทำความสะอาดมือ แบงเปน 2 ประเภท คือ 1. การลางมือ (Hand washing or Hand antisepsis) 1.1 การลางมือธรรมดา (Normal hand washing) การลางมือดวยสบู เปนการปฏิบัติในชีวิต ประจำวันเมื่อมือเปอน วิธีการลางมือที่ถูกตองใชเวลาอยางนอย 15 วินาที(WHO,2020) 1.2 การลางมือดวยน้ำยาฆาเชื้อ (Hygienic hand washing) เปนการลางมือดวยสารที่มีฤทธิ์ ในการฆาเชื้อโรค เชน Hibi scrub ใชในกรณีกอนทำหัตถการปลอดเชื้อ หรือหลังสัมผัสผูปวยติดเชื้อ หรือ กิจกรรมที่เปอนสิ่งคัดหลั่งไมวาจะใสถุงมือหรือไมก็ตาม โดยใชเวลา อยางนอย 20 วินาที 1.3 การลางมือกอนทำการผาตัด (Surgical hand washing) โดยใชน้ำยาทำลายเชื้อตาม วิธีการลางมือที่ถูกตองใชเวลา 2 – 5 นาที(Category IB) 2. การถูมือดวยแอลกอฮอล (Alcohol - based hand rubs) แอลกอฮอลที่ใชทำความสะอาดมือมีความ เข็มขน 60%-95% มีฤทธิ์ทำใหสารโปรตีนแข็งตัวและทำลายเยื่อหุมเซลลของเชื้อจุลชีพ แอลกอฮอลถูมือ มี ประสิทธิภาพในการลดเชื้อแบคทีเรียบนมือไดดีถาผสมแอลกอฮอลกับคลอเฮกซิดีนจะทำใหฤทธิ์ฆาเชื้อไดนาน ขึ้นจึงเหมาะที่จะใชในการทำความสะอาดมือเพื่อการผาตัด ขอจำกัดคือแอลกอฮอลไมสามารถทำลายเชื้อใน ขณะที่มีคราบสกปรกที่มองเห็นไดชัดเจนบนมือ หรือไมสามารถทำลายสปอรของแบคทีเรีย ไวรัส แบบ nonenveloped และ protozoa cysts ได 3.0 วัตถุประสงค เพื่อลดจำนวนจุลชีพที่อยูบนมือ ปองกันการแพรกระจายเชื้อในโรงพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ จาก มือบุคลากรสูผูปวย และสิ่งแวดลอม 4.0 เปาหมาย : บุคลากรทำความสะอาดมืออยางถูกตอง และมีประสิทธิภาพ 5.0 ตัวชี้วัด : อัตราการทำความสะอาดมือของบุคลากรถูกตองตามมาตรฐานวิธีปฏิบัติ > 80 % 2.0 การประเมิน : อยางนอยทุก 6 เดือน วิธีปฏิบัติ 6.1 ขอบงชี้ในการทำความสะอาดมือในเวลาสำคัญ 5 เวลา ( 5 moments for hand hygiene )ไดแก 1. กอนสัมผัสผูปวย ( Before touching a patient ) (Category IB) 2. หลังสัมผัสผูปวย ( After touching a patient ) (Category IB) 3. กอนทำหัตถการ ( Before Clean / Aseptic Procedure ) (Category IB) 4. หลังทำหัตถการ/สัมผัสสิ่งคัดหลั่ง ( After Body fluid Exposure task ) (Category IA)


33 5. หลังสัมผัสสิ่งแวดลอมรอบผูปวย ( After touching patient surroundings) (Category IB) 6.2 การลางมือ จะลางมือเมื่อมีคราบสกปรกที่มองเห็นไดชัดเจน เชนคราบเลือด สารคัดหลั่ง (Category IB) หลังดูแลผูปวยทองเสีย (Category IB) หรือหลังใชหองน้ำ (Category II) 1) ถอดแหวน เครื่องประดับ ที่อยูบนนิ้วมือ (Category II) 2) เปดน้ำเบาๆ ใสมือ เพื่อปองกันน้ำกระเด็น 3) กดสบูเหลว (กรณีที่เปนสบูกอนตองอยูในภาชนะที่ทำใหสบูแหงตลอด) / สบูผสมน้ำยาฆา เชื้อฟอกมือ (Category II) 4) ฟอกมือตามขั้นตอน 7 ขั้นตอน (กรมอนามัย, 2562) ดังนี้ ทาที่ 1 ฝามือถูฝามือ คือประกบฝามือเขาหากัน ฟอกถูฝามือใหทั่ว ทาที่ 2 ฝามือถูหลังมือและถูซอกนิ้ว คือ กางนิ้วมือทั้งสองขาง วางฝามือบนหลังมือ ถูหลังมือและซอก นิ้วมือ ทำทั้งสองขาง ทาที่ 3 ฝามือถูฝามือและนิ้วถูซอกนิ้ว คือประกบฝามือและถูระหวางซอกนิ้วมือ ทาที่ 4 ฝามือถูหลังขอนิ้วมือ คือ จับล็อคนิ้วมือเขาหากัน ใชฝามือถูหลังขอนิ้วมือ ทำทั้งสองขาง ทาที่ 5 ถูนิ้วหัวแมมือ โดยรอบดวยฝามือคือ คว่ำนิ้วหัวแมมือลง มือขางหนึ่งกำรอบนิ้วหัวแมมือถูวนรอบๆ ทำ ทั้งสองขาง ทาที่ 6 ปลายนิ้วถูขวางฝามือ คือฟอกปลายนิ้วมือทั้ง5 นิ้วถูวนรอบเสนฝามือ ทั้งสองขาง ทาที่ 7 ถูวนรอบๆ ขอมือ คือ มือขางหนึ่งกำรอบขอมืออีกขางหนึ่ง ทั้งสองขาง 5) ลางมือดวยน้ำที่ไหลผานตลอดถาเปนไปได(Category II) 6) ใชผา/กระดาษเช็ดมือปดกอกน้ำ กรณีเปนกอกน้ำแบบหมุน (Category IB) 7) เช็ดมือดวยผาสะอาดชนิดใชครั้งเดียว 1 ผืน/ครั้ง (Category IB) 6.3 การถูมือดวย Alcohol ทำในกรณีที่มือไมมีคราบสกปรกที่มองเห็นชัดเจน (Category IA) หรือหลัง สัมผัสเชื้อโรคที่มีสปอร (Category II) การทำความสะอาดใหใช Alcohol ปริมาณ 1 อุงมือ ลูบมือใหทั่ว (7 ขั้นตอน) จนแหง (Category IB) ใชเวลาอยางนอย 15 วินาที (Daniela Pires, 2017)


34 7.0 ขอปฏิบัติอื่นๆที่เกี่ยวของกับการทำความสะอาดมือ 7.1 การใสถุงมือ - การใสถุงมือไมสามารถปองกันการปนเปอนได 100 % เนื่องจากถุงมืออาจรั่วระหวางใช งานและ ขณะถอดถุงมืออาจมีการปนเปอน ดังนั้นควรทำความสะอาดมือกอนใส และถอดถุงมือทุกครั้ง (Category IB) - หามใสถุงมือคูเดียวในการทำกิจกรรมกับผูปวยมากกวา 1 คน หรือทำกิจกรรมที่สกปรกแลวไปทำ กิจกรรมสะอาดในผูปวยคนเดียวกัน ใหเปลี่ยนถุงมือ (Category IB) - ไมควรทำความสะอาดมือโดยลางน้ำ หรือถูดวยแอลกอฮอลบนถุงมือที่สวมอยูเพื่อใชถุงมือซ้ำอีก 7.2 หามใสแหวน - การใสแหวนขณะปฏิบัติงาน ทำใหเกิดการปนเปอนเชื้อจุลชีพบนมือมากขึ้นและ ลางออกไมหมด (Category II) 7.3 หามตอเล็บในการดูแลผูปวย (Category IA) แนะนำใหเปนเล็บธรรมชาติความยาวไมเกิน 0.5 เซนติเมตร หรือ ¼ นิ้ว (Category II) 7.4 ไมแนะนำใหใชแปรงในการลางมือในการผาตัด (Category IB)


35 7.5 ไมแนะนำใหเขียนหรือกำหนดวันหมดอายุของแอลกอฮอลถูมือ แตใหเขียนวันเปดใชเพื่อการนิเทศ ติดตามการทำความสะอาดมือ 8.0 เอกสารอางอิง ก ร ม อ น า ม ั ย . ( 2 5 6 2 ) . ล  า ง ม ื อ 7 ข ั ้ น ต อ น ส ื ่ อ ม ั ล ต ิ ม ี เ ด ี ย ก ร ม อ น า ม ั ย . ค  น จ า ก https://multimedia.anamai.moph.go.th/infographics/wash-hands-7-steps/ สถาบันบำราศนราดูร กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข : แนวปฏิบัติการทำความสะอาดมือสำหรับบุคลากรสุขภาพ ในโรงพยาบาล , 2563 อะเคื้อ อุณหเลขกะ. (2560). แนวทางการปองกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล. เชียงใหม: โรงพิมพ มิ่งเมือง. CDC : Center for Disease infection Control and Prevention , 2010 Danie Bellissime-Rodrigues., (2017). Hand Hygiene With Alcohol-Based Hand Rub: How long is Long Enough?. 38(5): 547-552. From https://pubmed.ncbi.nlm.nih.gov/28264743/ W0rld health Organization.2009.WHO guidelines on hand hygiene in health care. Geneva: WHO. 9.0 เอกสารแนบ : แบบประเมินการทำความสะอาดมือ


36 การปองกันการแพรกระจายเชื้อดื้อยาตานจุลชีพกลุมควบคุม 1.0 คำจำกัดความ เชื้อดื้อยาตานจุลชีพ หมายถึง เชื้อแบคทีเรียที่มีการดื้อยาปฏิชีวนะมาตรฐานที่เคยใชรักษาแลวไม ไดผลสวนมากเปนผลจากการใชยาตานจุลชีพที่ไมเหมาะสม เชน การใชยาตานจุลชีพเกินความจำเปนและไม เหมาะสมทั้งในคนและในสัตว เชื้อดื้อยาตานจุลชีพ ลุมควบคุม หมายถึง เชื้อแบคทีเรียทุกชนิดที่จำเปนตองควบคุม ที่มีการรายงาน ผล ดังนี้ 1. Acinetobacter spp. ที่ดื้อตอยาเกือบทุกชนิดที่มีใชในโรงพยาบาล แตยังไวตอยาไมเกิน 2 ชนิด (Extensively drug-resistant (XDR) bacteria) 2. Pseudomonas spp. ที่ดื้อตอยาเกือบทุกชนิดที่มีใชในโรงพยาบาล แตยังไวตอยาไมเกิน 2 ชนิด (Extensively drug-resistant (XDR) bacteria) 3. Carbapenem – Resistant Enterobactereceae ( CRE ) คือ เชื้อกลุม E coli , Klebsiella pneumonia, Enterobacter ที่ดื้อตอยา Imipenem , Meropenem หรือ Etarpenem 4. Vancomycin – Resistant Enterococci ( VRE ) เชน เชื้อ Enterococcus ที่ดื้อตอยา Vancomycin เปนตน 2.0 วัตถุประสงค 1. เพื่อเปนแนวทางปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางการแพทยในการดูแลผูปวยที่ติดเชื้อดื้อยาตานจุลชีพ กลุมควบคุม 2. เพื่อลดอัตราการติดเชื้อดื้อยาตานจุลชีพกลุมควบคุม 3.0 เปาหมาย 1. บุคลากรทางการแพทยที่ดูแลผูปวยที่ติดเชื้อดื้อยาตานจุลชีพกลุมควบคุมปฏิบัติ เปนไปใน แนวทางเดียวกัน 2. อัตราการติดเชื้อดื้อยาตานจุลชีพกลุมควบคุมลดลง 4.0 ตัวชี้วัด 1. บุคลากรปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติเพื่อปองกันและควบคุมเชื้อดื้อยาตานจุลชีพ 2. อัตราการติดเชื้อดื้อยาตานจุลชีพกลุมควบคุม < 0.5 ตอ 1000 วันนอน 5.0 การประเมิน ใชแบบประเมินแนวทางปฏิบัติเพื่อปองกันและควบคุมเชื้อดื้อยาตานจุลชีพ (เอกสารแนบ)


37 6.0 วิธีปฏิบัติ 1.การเฝาระวังเชื้อดื้อยาตานจุลชีพกลุมควบคุม 1.1 ทุกหนวยเฝาระวังผลการตรวจทางหองปฏิบัติการสำหรับเชื้อดื้อยากลุมควบคุมในผูปวยตั้งแต แรกรับ จนกระทั่งจำหนายในผูปวยกลุมเสี่ยง ไดแก ผูปวยที่เขารับการรักษาที่ หออภิบาลผูปวย ผูปวยเแผล ไหม ผูปวยที่ไดรับการเปลี่ยนถายไขกระดูกหรือ stem cell และผูปวยที่เขารับการรักษาในหนวย oncology ผูปวยที่รับยายจากหนวยงานที่มีความชุกของการติดเชื้อดื้อยาสูง ผูปวยที่อยูหองเดียวกับผูปวยที่เคยมีการติด เชื้อดื้อยาหรือมีเชื้อดื้อยากอนิคม (colonize) อยู มีระบบการกำกับติดตามการใหยาปฏิชีวนะ อยางสมเหตุผล 1.2 กรณีตรวจพบเชื้อดื้อยากลุมควบคุม หองปฏิบัติการจะปฏิบัติดังนี้ - สงผลเชื้อ VRE , CRE ทุก specimen และ ทุก site เขาProgram AMR alert - กรณีเชื้อ Acinetobacter baumannii และ Pseudomonas aeruginosa (MDR) หอง Lab จะรายงานเขากลุมไลนเฉพาะ Sterile site 1.3 ICN ลงติดตามเยี่ยมผูปวยเพื่อประเมินมาตรการการปองกันการแพรกระจายเชื้อ 1.4 การยกเลิกมาตรการ - ผลการเพาะเชื้อในสิ่งสงตรวจชนิดเดียวกันไมพบเชื้อ - กรณีไมสามารถสงสิ่งสงตรวจได ใหยกเลิกมาตรการเมื่อครบ 3 เดือน หลังการรักษาดวยยา ตานจุลชีพ 2. การสื่อสารและการใหขอมูล 2.1 การใหขอมูลแกผูปวย แพทยเจาของไข/พยาบาลเปนผูใหขอมูลแกผูปวยและญาติตามความ เหมาะสม เชน การกระจายของเชื้อดื้อยามาจากทั้งในชุมชนและในโรงพยาบาล พยาบาลแนะนำญาติ ในเรื่อง - หามเด็กอายุนอยกวา 3 ขวบ และ ผูสูงอายุเขาเยี่ยม การปองกันและควบคุมการแพรกระจายเชื้อดื้อยาตานจุลชีพกลุมควบคุม การเฝาระวังเชื้อดื้อยาตานจุลชีพกลุมควบคุม การสื่อสารและการใหขอมูล การปองกันและควบคุมการแพรกระจายเชื้อ การรับและการสงตอผูปวยติดเชื้อดื้อยา


38 - การทำความสะอาดมือกอนและหลังสัมผัสผูปวย สิ่งแวดลอมรอบตัวผูปวย - ไมไปสัมผัสผูปวยและสิ่งแวดลอมผูปวยรายอื่น - จำกัดสิ่งของที่จะนำมาใชกับผูปวย ใหนำมาเฉพาะที่จำเปนเทานั้น - สิ่งของที่ใชกับผูปวยแลวตองทิ้ง ใหทิ้งในมูลฝอยติดเชื้อทั้งหมด 2.2 การสื่อสารและใหขอมูลบุคลากรตางๆทราบ - สหสาขาวิชาชีพที่เขามาปฏิบัติงานและนักศึกษาในสาขาตางๆที่เขามาฝกงาน ในหนวยงาน โดย หัวหนาตึกหรือตัวแทนปฐมนิเทศ - ติดสัญลักษณ MDR ที่หนา Chart , Kardex และเตียงผูปวย เพื่อใหทราบวาผูปวยรายนี้พบเชื้อ ดื้อยา และใหปฏิบัติเพื่อปองกันการแพรกระจายเชื้ออยางเครงครัด 3. การปฏิบัติเพื่อปองกันการแพรกระจายเชื้อตามหลัก contact precautions อยางเครงครัด 3.1 การแยกผูปวย จัดผูปวยเขาหองแยกหรือ แยกโซนแยกผูปวยเชื้อดื้อยา (Patient zone) โดยใชฉากกั้นอะคริลิค เพื่อเปนการเตือน พรอมทั้งติดปายแนวทางการดูแลผูปวยที่ฉากกั้นอะคริลิคดวย จัด อุปกรณตางๆเพื่อปองกันการแพรกระจายเชื้อดื้อยา ไดแก Stethoscope เครื่องวัดความดันโลหิต Cuff BP ปรอท วัดไข Bed pan ขวดรองรับปสสาวะหรือ Urinal ชุดอุปกรณ Bed bath ใหใชอุปกรณดังกลาวเฉพาะกับผูปวย รายนั้นๆ 3.2 การทำความสะอาดอุปกรณทางการแพทย เครื่องมือ เครื่องใชและสิ่งแวดลอม - อุปกรณ พื้นผิว ไดแก เตียง ปุมปรับเตียง โตะขางเตียง Pipeline สวิทซไฟ โตะขางเตียง Over bed เครื่องวัดความดันโลหิต อุปกรณทางการแพทยทุกชิ้นที่ใชกับผูปวย ปุมเปดพัดลม เคานเตอร พยาบาล เช็ดดวย น้ำยาฆาเชื้อ อยางนอยวันละ 1 ครั้ง และทุกครั้งที่จำหนายหรือยายผูปวย - อุปกรณการแพทยที่จำเปนตองใชรวมกับผูปวยอื่น เชน stethoscope , เครื่องตรวจน้ำตาล เครื่องตรวจคลื่นหัวใจ ใหเช็ดดวย 70 % alcohol - มานพลาสติกหรือฉากกั้น เช็ดดวยน้ำยาทำลายเชื้อ อยางนอยวันละ 1 ครั้ง และทุกครั้งที่ จำหนาย หรือยายผูปวยใหทำความสะอาด - ทำความสะอาด Slide pad และหมอนอน ( bed pan ) ดวยน้ำยาทำลายเชื้อ ทันทีหลังใชงาน กับผูปวยเชื้อดื้อยา 3.3 ทำความสะอาดมือตามขอบงชี้ในการลางมือ (5 Moment) โดยทำความสะอาดมือกอนและหลัง สัมผัสผูปวย กอนและหลังทำหัตถการ และหลังสัมผัสสิ่งแวดลอมรอบตัวผูปวย ดวยสบูผสมน้ำยาทำลายเชื้อ หรือกรณีที่มือไมเปอนใชแอลกอฮอลทำความสะอาดมือประมาณ 3 – 5 มล. ถูมือทั้งสองขางใหทั่วและรอจน น้ำยาแหง (7 ขั้นตอน ใชเวลา 15-20 วินาที) โดย จัดใหมีแอลกอฮอลลูบมือไวที่เตียงผูปวย และ/หรือหนาหอง ตามจุดใหบริการตางๆ (point of care) เช็ดตัวผูปวย พรอมๆ กับการทำความสะอาดเตียง เปลี่ยนผาปูเตียง ทุกวัน โดยแยกอุปกรณในการทำความสะอาดเปนรายคน 3.4 เก็บผาที่ใชกับผูปวยดวยความระมัดระวังโดยใชวิธีมวนเก็บบริเวณที่สกปรก/เปอนเลือด/สารคัด หลั่งไวดานในสุดของผากอนทิ้งลงในถังผาเปอนติดเชื้อ (ถุงสีแดง) หามทิ้งผาเปอนลงพื้น


39 3.5 มูลฝอยทุกชนิดที่เกิดจากผูปวยติดเชื้อดื้อยาตานจุลชีพใหจัดเก็บเปนมูลฝอยติดเชื้อ 3.6 การใชเครื่องปองกัน เมื่อเสร็จกิจกรรมแลวใหถอดถุงมือและเสื้อคลุม (Gown)ทันทีแลวทำ ความสะอาดมือและเปลี่ยนเครื่องปองกันรางกายใหมทุกครั้งกอนที่จะใหการดูแลผูปวยรายอื่น 3.7 การลดปริมาณเชื้อดื้อยาที่ปนเปอนบนรางกาย ใหใชสบูผสมน้ำยาทำลายเชื้อ 4% chlorhexidine แทนสบูอาบน้ำวันละ 1 ครั้ง ยกเวนใบหนา 3 วันติดตอกัน (หากสงสัยวามีอาการแพ เชน ผื่น บวม แดงรอน ใหหยุดใชทันที) 3.8 การทำกิจกรรมตางๆ ไมวาจะทำกับผูปวยโดยตรงหรือกับสิ่งแวดลอมรอบเตียงผูปวย ใหทำเปน รายสุดทาย โดยพิจารณาสวมเครื่องปองกันดังนี้ 4. การรับและการสงตอผูปวยติดเชื้อดื้อยา 4.1 การยายผูปวยภายในโรงพยาบาล ตองแจงใหหนวยงานที่จะรับผูปวยทราบ เพื่อจัดเตรียม สถานที่ใหผูปวยและวางมาตรการปองกันการแพรกระจายเชื้อดื้อยารวมกัน 4.2 ระหวางเข็นเปลคอยดูแลไมสัมผัสผูอื่นหรือสิ่งแวดลอมขณะเดินทาง ทั้งผูปวยและ พนักงานเข็นเปล 4.3 ทำความสะอาด รถนั่ง เปลนอน ดวยน้ำยาทำลายเชื้อ เปลี่ยนผาทุกครั้งหลังเคลื่อนยาย ผูปวยเชื้อดื้อยากอนรับผูปวยรายตอไป 4.4 กรณีผูปวย Refer ใหแพทยสื่อสารเรื่องเชื้อดื้อยาในใบ Refer พยาบาลประทับสัญลักษณ “หยดน้ำ MDR” ในใบ Refer พรอมประทับหนาซองเพื่อการสื่อสารที่ชัดเจน 4.5 การ Refer กลับสถานพยาบาลใกลบาน โดยกลับพรอมรถ Refer ของโรงพยาบาลนั้นๆ ศูนย ประสาน สงตอ จะโทรรายงาน Case และแจงเรื่องผูปวยติดเชื้อดื้อยาดวย กิจกรรมการดูแลผูปวย เครื่องปองกันรางกาย 1. กรณีไมไดสัมผัสตัวผูปวยหรือสิ่งแวดลอมรอบตัวผูปวย เชน โตะ ขางเตียง มาน แกวน้ำ ราวกั้นเตียง ไมจำเปนตองใสเครื่อง ปองกันรางกาย 2. กรณีที่มือสัมผัสถูกผูปวยหรือสิ่งแวดลอมรอบตัวผูปวย แตสวนอื่น ของรางกายไมไดสัมผัส เชน เจาะเลือดปลายนิ้ว ฉีดยา วัดไข วัด BP ทำแผลขนาดเล็ก ถุงมือ 3. กรณีที่คาดวารางกายจะสัมผัสผูปวยหรือสิ่งแวดลอมรอบตัวผูปวย เชนการตรวจรางกาย วัด CVP ปอนขาว เจาะเลือด เช็ดตัว พลิก ตัวทำแผลขนาดใหญ ถุงมือ เสื้อคลุม 4. กรณีที่คาดวากิจกรรมที่ปฏิบัติมีการกระเด็นของเลือด หรือสารคัดหลั่ง เชน ใส ET-tube การดูดเสมหะ ถุงมือ เสื้อคลุม ผาปดปากจมูก face shield / แวน ปองกันตา


40 4.6 กรณีผูปวยนัด F/U โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงคใหประทับสัญลักษณ MDR ที่มุมขวา บนของใบนัด 4.7 กรณีนัด F/U ที่สถานพยาบาลใกลบานและมีเอกสารหรือบันทึกขอความจากโรงพยาบาล สรรพสิทธิประสงค ใหประทับสัญลักษณ MDR ที่มุมขวาบนเอกสาร 4.8 กายภาพบำบัด กรณีผูปวยมีเชื้อดื้อยาใหแจงหนวยกายภาพบำบัด เพื่อมาดูแลผูปวยที่ หนวยงาน 4.9 การทำ X-ray ใหใชปลอกหมอนหุมฟลม Cassette กอน เมื่อทำการ X-ray เสร็จแลว ใหทิ้ง ในถังผาติดเชื้อทำความสะอาดมือดวยแอลกอฮอล 7.0 เอกสารอางอิง ...................................................... Ben-David D, et al. (2012) Guidance for Control of Carbapenem-resistant Enterobacteriaceae (CRE) : CRE Toolkit Jane D. Siegel, MD; Emily Rhinehart, RN MPH CIC; at el. (2006) Management of MultidrugResistant Organisms In Healthcare Settings, Healthcare Infection Control Practices Advisory Committee (HICPAC). ดวงพร จินตโนทัยถาวร. (ธันวาคม 2557). การปองกันและควบคุมจุลชีพดื้อยา Prevention and control of MDROs. เอกสารประกอบการอบรมหลักสูตรการใหความรูสาหรับแพทย พยาบาล และนักเทคนิค การแพทย ครั้งที่ ๙ เรื่อง “การปองกันและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล” สำหรับพยาบาล ควบคุมโรคติดเชื้อ , น น ท บ ุ ร ี : ส ถ า บ ั น บ ำ ร า ศ น ร า ด ู ร . http://bamras.ddc.moph.go.th/userfiles/08_3010_30%20Prevent%20and%20Control %20of%20MDRO4.pdf 8.0 เอกสารแนบ 8.1 แบบประเมินการปฏิบัติเพื่อปองกันการแพรกระจายเชื้อดื้อยาตานจุลชีพ 8.2 แบบบันทึกการลงนิเทศ รพ.สรรพสิทธิประสงค 8.3 ปายสัญลักษณ “MDR”


41 แบบประเมินการปฏิบัติเพื่อปองกันการแพรกระจายเชื้อดื้อยาตานจุลชีพ หอผูปวย…………………………………………….. ทำเครื่องหมาย √ ในกรณีมีการปฏิบัติกิจกรรมนั้นถูกตอง X การปฏิบัติกิจกรรมนั้นไมถูกตอง NA ในกรณีไมมีเหตุการณ กิจกรรม ว/ด/ป ว/ด/ป ว/ด/ป ว/ด/ป ว/ด/ป …………. …………. ………..…. …….……. ………….. 1. จัดใหผูปวยอยูในหองแยก หรือแยกจัดไวใน Zone ที่เหมาะสม 2. ติดสัญลักษณ “MDR”ไวที่ 2.1 Chart 2.2 Kardex 2.3 เตียงผูปวย 3. ทำความสะอาดมือทุกครั้งกอนทำกิจกรรมการพยาบาล 4. สวมถุงมือ เสื้อกาวนปองกันรางกายในผูปวยที่มีเชื้อดื้อยา ควบคุมพิเศษ 5. ทำความสะอาดมือทุกครั้งหลังทำกิจกรรมการพยาบาล 6. จัดใหมีแอลกอฮอลลูบมือไวที่เตียงผูปวย หรือหนาหอง 7. แยกอุปกรณดังตอไปนี้ เปนรายบุคคล 7.1 หูฟง 7.2 ปรอทวัดไข 7.3 Cuff BP 8. เช็ดเทอรโมมิเตอรวัดไข ดวย 70% alcohol ทุกครั้งหลังใชงาน 9. ทำความสะอาดหูฟงดวย 70% alcohol วันละครั้ง 10. เปลี่ยนผาปูเตียง และทำความสะอาดเตียงพรอมการอาบน้ำ ผูปวยทุกวัน 11. ทำความสะอาดสิ่งแวดลอมบริเวณเตียงผูปวยดวยน้ำยาทำลาย เชื้อทุกวัน 12. ทำความสะอาดอุปกรณ พื้นผิวสิ่งแวดลอมทุกครั้งที่จำหนายหรือ ยายออก 13. ถอดซัก Cuff BP ทุกครั้งหลังการจำหนายหรือยายออก 14. ผาที่ใชกับผูปวยทิ้งลงในถังผาเปอนติดเชื้อ หามทิ้งผาเปอนลง พื้น


42 กิจกรรม ว/ด/ป ว/ด/ป ว/ด/ป ว/ด/ป ว/ด/ป …………. …………. ………..…. …….……. ………….. 15 .ทำความสะอาด Slide pad ดวยน้ำยาทำลายเชื้อ หลังใชกับ ผูปวยเชื้อดื้อยา 16. ผาเช็ดทำความสะอาดสิ่งแวดลอมใหใชเฉพาะราย 17. ทำความสะอาด รถนั่ง เปลนอน เปลี่ยนผาทุกครั้งหลัง เคลื่อนยายผูปวยเชื้อดื้อยา 18. ใหคำแนะนำญาติเกี่ยวกับการปองกันการแพรกระจายเชื้อดื้อ ยา 19. การเคลื่อนยายภายในโรงพยาบาลตองแจงใหหนวยงานที่จะรับ ผูปวยเชื้อดื้อยาทราบ 20. การ Refer กลับพื้นที่ ตองประทับสัญลักษณเชื้อดื้อยา “หยดน้ำ MDR” ที่ใบ Refer และหนาซองทุกครั้ง 21. กรณีผูปวยมีนัด F/U ตองประทับ MDR ที่ใบนัดมุมขวาบน ผูรับการประเมิน


43 แบบบันทึกการลงนิเทศ รพ.สรรพสิทธิประสงค เรื่อง การปองกันการแพรกระจายเชื้อดื้อยาตานจุลชีพ Ward …………………………………..……………. วันที่ ……………………………………………………. กิจกรรม ผลการตรวจเยี่ยม ขอเสนอแนะ วิธีการประเมิน ผาน ไมผาน 1. สุมถามบุคลากรทราบวาผูปวยติดเชื้อดื้อยา สัมภาษณ 2. มีการแยกผูปวย (หองแยกหรือเปนโซน) สังเกต 3. มีปายแจงเตือนที่ - เตียง สังเกต - Chart - Kardex 4. มีการแยกอุปกรณ cuff BP ปรอทวัดไข หูฟง สังเกต 5. มี Alcohol hand rub ที่หนาเตียงหรือ หนาหองผูปวย สังเกต 6. ทำความสะอาดเตียงดวยอุปกรณเฉพาะของ ผูปวยไมใชรวมกับคนอื่น สังเกต , สัมภาษณ 7. ใชน้ำยาทำลายเชื้อในการทำความสะอาด สิ่งแวดลอมผูปวย สังเกต 8. ญาติทราบวาผูปวยติดเชื้อดื้อยา สอบถาม 9. มีถังมูลฝอยติดเชื้อมีฝาปดมิดชิดในบริเวณ เตียงผูปวย สังเกต ผูตรวจเยี่ยม.................................................... ผูรับการตรวจเยี่ยม....................................................


44 การปองกันการแพรกระจายเชื้อทางอากาศ 1.0 คำจำกัดความ การแพรกระจายเชื้อทางอากาศ หมายถึง การที่เชื้อโรค แพรกระจายในอากาศ ไปกับละอองฝอยที่ มีโมเลกุลขนาดเล็กกวา 5 ไมครอน ซึ่งไมสามารถมองเห็นดวยตาเปลา ดวยน้ำหนักที่เบามาก ทำใหฟุงกระจาย ไปไดไกล และลองลอยอยูในอากาศไดนาน สามารถเขาถึง alveoli ได ทำใหเกิดความรุนแรงตอรางกาย เชื้อ โรคกลุมนี้ไดแก วัณโรค (TB) , ไขหวัดนก (Avian influenza) , โรคหัด (Measles), ไขสุกใส (Chickenpox), งูสวัด (Varicella) ไขทรพิษ ( Smallpox) , โรคซารส (SARS) , งูสวัด (Disseminated Herpes zoster), ไขหวัดโคโรนา (Corona virus) หรือ droplet transmission ที่รุนแรงเชน ไขหวัด 2009 (H1N1), ไขกาฬหลัง แอน (Meningococcemia) 2.0 วัตถุประสงค เพื่อเปนแนวทางปฏิบัติสำหรับบุคลากรทางการพยาบาล ในการดูแลผูปวยโรคติดเชื้อทางอากาศ เพื่อปองกันการแพรกระจายเชื้อ 3.0 เปาหมาย 1. บุคลากรทางการพยาบาลที่ดูแลผูปวยโรคติดเชื้อทางอากาศเพื่อปองกันการแพรกระจายเชื้อ 2. บุคลากรไมติดเชื้อจากการดูแลผูปวย 4.0 ตัวชี้วัด 1. บุคลากรปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติเพื่อปองกันการแพรกระจายเชื้อทางอากาศมากกวา รอยละ 80 2. ไมพบบุคลากรที่ติดเชื้อจากการดูแลผูปวย 5.0 การประเมิน ใชแบบประเมินแนวทางปฏิบัติวิธีปฏิบัติเพื่อปองกันการแพรกระจายเชื้อทางอากาศ (เอกสารแนบ ) 6.0 วิธีปฏิบัติ แนวทางการจัดสถานที่สิ่งแวดลอมในหนวยงานที่เกี่ยวกับผูปวยที่ติดเชื้อจากโรคติดเชื้อทางอากาศ 6.1 การคัดกรอง OPD และ ER


Click to View FlipBook Version