การพัฒนาทกั ษะการอ่านคำในภาษาไทยโดยใช้แบบฝกึ การอ่าน อา่ นคล่อง ล่องคำไทย
ของนักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 โรงเรียนบา้ นนา
นางสาวรชั นา หมดั เหลม็
รายงานวิจัยเล่มนี้เป็นส่วนหน่ึงของรายวชิ า 262-511 การปฏิบตั ิการสอนในสถานศึกษา 1
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์
ปีการศกึ ษา 2564
ก
ช่ือเรื่อง การพฒั นาทักษะการอา่ นคำในภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกการอา่ น อ่านคล่อง ล่องคำไทย
ของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนบ้านนา
ชื่อผู้วิจัย นางสาวรชั นา หมัดเหล็ม
อาจารย์ที่ปรกึ ษา นางสาวเกศกนก เผา่ มุนี
ปริญญา ศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา การประถมศึกษา
มหาวิทยาลัย มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ ปีการศึกษา 2564
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิภาพแบบฝึกการอ่าน อ่านคล่อง ล่องคำไทย
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนา ใหมีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80/80 และ
เปรยี บเทียบทักษะการอา่ นคำในภาษาไทยก่อนและหลังการใช้แบบฝึกการอ่าน อา่ นคลอ่ ง ล่องคำไทยของ
นักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรยี นบ้านนา โดยกล่มุ เป้าหมายทีใ่ ช้ในการวิจัยครั้งนี้ ไดแ้ ก่ นกั เรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1)
แผนการจดั การเรียนรู้ประกอบการพฒั นาทักษะการอ่านคำในภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกการอ่าน อ่านคล่อง
ล่องคำไทย 2) แบบทดสอบการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 3) แบบบันทึกการอ่านของ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 4)แบบฝึกการอ่าน อ่านคล่อง ล่องคำไทย วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉล่ีย
(mean) สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน (standard deviation) และการทดสอบทีแบบกลมุ่ ตวั อย่างไม่เป็นอิสระ
จากกัน (dependent samples t-test)
ผลการวจิ ยั พบว่า
1. แบบฝึกการอ่าน อ่านคล่อง ล่องคำไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนา
เปน็ แบบฝกึ ทักษะทม่ี ีประสิทธิภาพ (E1/E2) เฉล่ยี เทา่ กบั 82.00/81.00 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑ 80/80
2. ผลการเปรียบเทียบคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนจากการพัฒนาทักษะการอ่านคำใน
ภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกการอ่าน อ่านคลอ่ ง ล่องคำไทย ของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนบ้าน
นา พบว่า คะแนนทดสอบก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 5.20และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.27
คะแนนทดสอบหลังเรียนมีค่าเฉลี่ยเทา่ กับ 16.20 และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.64 ผลการเรียน
เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน สรุปได้ว่าคะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียนสูงกว่า
ก่อนเรียนอย่างมนี ยั สำคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ .05
คำสำคญั : แบบฝกึ การอ่าน อ่านคล่อง ล่องคำไทย, ทกั ษะการอา่ นคำในภาษาไทย
ข
กติ ตกิ รรมประกาศ
งานวิจัยเล่มนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี เพราะได้รับความกรุณาให้คำเสนอแนะที่มีคุณค่าและ
การช่วยเหลืออย่างดีจาก นางสาวเกศกนก เผ่ามุนี รองผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนา และนางสุพรรณี
หนิแส๊ะ ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนบ้านนา ซึ่งได้สละเวลาอันมีค่าให้คำปรึกษาและให้
ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในการจัดทำวิจัยครั้งนี้ทุกขั้นตอน ผู้วิจัยรู้สึกเป็นพระคุณอย่างยิ่ง จึงขอกราบ
ขอบพระคณุ เปน็ อยา่ งสงู ไว้ ณ โอกาสนี้
ขอขอบคุณ นางณัฐธิดา โชโต ครูสอนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 นางสาวซาเร๊าะ
หมันหลี ครูสอนวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 และนางสาวรวิภา จันอิ ครูสอนวิชาภาษาไทย
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1/5 โรงเรยี นบา้ นนา ทค่ี อยใหค้ ำปรึกษา เป็นกำลงั ใจทด่ี ี รวมไปถึงเปน็ ผู้เชีย่ วชาญใน
การตรวจสอบเครอ่ื งมือในการจดั ทำวจิ ยั ในชั้นเรียนครง้ั น้ีใหเ้ รยี บรอ้ ยสมบูรณ์
ขอขอบคุณครูประจำชั้นและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนบ้านนา ปีการศึกษา
2564 กลุ่มเป้าหมายที่ให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทำให้งานวิจัยดำเนินไปได้ด้วยความ
เรียบร้อยเป็นอย่างดี และขอขอบคุณผู้ที่ให้ความช่วยเหลือด้านต่าง ๆ อีกหลายท่าน ซึ่งไม่สามารถกล่าว
นามในที่นไ้ี ดท้ ้ังหมด
คุณค่าและประโยชน์ของงานวิจัยเล่มน้ี ผู้วิจัยขอมอบแด่ทุกท่านที่ให้การศึกษา สั่งสอน อบรม
ให้สติปัญญาและคุณธรรมอนั เป็นเครือ่ งมอื ชี้นำความสำเรจ็ ในชวี ติ
ค
สารบญั
เร่อื ง หน้า
บทคดั ย่อ ก
กิตติกรรมประกาศ ข
สารบัญ ค
สารบญั ตาราง จ
สารบัญภาพ ฉ
บทท่ี 1 บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1
วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย 2
สมมตฐิ านทางการวิจัย 2
ขอบเขตการวจิ ยั 3
ตวั แปรในการวจิ ัย 3
นยิ ามศัพท์เฉพาะ 3
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กยี่ วข้อง
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551 กล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย 5
การเรียนการสอนภาษาไทย 7
การอ่าน 15
แบบฝกึ ทักษะ 24
งานวจิ ยั ที่เกยี่ วขอ้ ง 33
บทที่ 3 วิธีดำเนนิ การวจิ ยั
แบบแผนการทดลอง 35
ประชากรและกล่มุ เปา้ หมาย 36
ตัวแปรท่ีใชใ้ นการวิจัย 36
เครอื่ งมอื ที่ใชใ้ นการรวบรวมข้อมลู 36
ขน้ั ตอนการสรา้ งและหาคุณภาพของเครื่องมือ 37
วิธกี ารเกบ็ รวบรวมข้อมลู 39
การวเิ คราะห์ข้อมลู 40
สถิติทใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ 40
สารบัญ (ตอ่ ) ง
เรอ่ื ง หน้า
บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู
45
สัญลกั ษณ์ที่ใชใ้ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู 45
การวิเคราะห์ขอ้ มลู เพื่อตอบวัตถปุ ระสงคก์ ารวจิ ัย
บทท่ี 5 สรุปผลการวจิ ัย อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ 48
สรปุ ผลการวจิ ยั 49
อภปิ รายผล 50
ขอ้ เสนอแนะ 52
บรรณานกุ รม 55
ภาคผนวก 132
ประวตั ผิ วู้ จิ ัย
จ
สารบัญตาราง
เรื่อง หน้า
ตารางท่ี 1 ตารางแสดงแบบแผนการทดลอง แบบ One Group Pretest-Posttest Design 35
ตารางท่ี 2 ตารางแสดงคะแนนกอ่ นและหลงั การใชแ้ บบฝกึ การอา่ น อ่านคล่อง ล่องคำไทย 45
ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนบา้ นนา
ตารางที่ 3 ตารางแสดงคา่ เฉลยี่ x̅ และคา่ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน S.D. ของการใชแ้ บบฝกึ การอ่าน 46
อา่ นคล่อง ลอ่ งคำไทย ของนกั เรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรียนบ้านนา
ตารางท่ี 4 ตารางแสดงค่า t-test และคา่ Sig-(1-tailed) ของการใช้แบบฝกึ การอ่าน 46
อา่ นคล่อง ลอ่ งคำไทย ของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนบา้ นนา
ตารางท่ี 5 ตารางแสดงคะแนนพัฒนาการสมั พทั ธจ์ ากการใช้แบบฝกึ การอ่าน อ่านคล่อง ล่องคำไทย 47
ของนกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรยี นบ้านนา
ตารางที่ 6 คา่ ดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบการพัฒนาทกั ษะการอ่านคำในภาษาไทย 108
โดยใช้แบบฝึกการอ่าน อ่านคลอ่ ง ล่องคำไทย ของนกั เรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนบ้านนา
ตารางที่ 7 ตารางแสดงคา่ เฉล่ยี การประเมนิ ผลแผนการจดั การเรียนรู้การอา่ นคำในภาษาไทย 109
โดยใช้แบบฝึกการอ่าน อา่ นคลอ่ ง ล่องคำไทย ของนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 1
โรงเรยี นบา้ นนา โดยผู้เชยี่ วชาญ
ตารางท่ี 8 แสดงผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกการอา่ น อา่ นคล่อง ล่องคำไทย 110
ตารางท่ี 9 ตารางแสดงการหาคา่ ความยากง่าย (p) และอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบ 111
ตารางท่ี 10 ผลการวเิ คราะห์คา่ ความยากง่าย (p) และคา่ อำนาจจำแนก (r) รายขอ้ ของข้อสอบ 113
แบบองิ กล่มุ
ตารางที่ 11 สรุปผลการหาคุณภาพแบบทดสอบการอา่ นโดยพจิ ารณาจากคา่ ความยาก (p) 114
และคา่ อำนาจจำแนก (r)
ตารางที่ 12 ค่าความยากง่าย (p) และคา่ อำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบการอา่ นทน่ี ำมาใชจ้ ริง 114
ตารางที่ 13 ตารางแสดงการวิเคราะหค์ า่ ความเชอ่ื ม่นั ของแบบทดสอบ ดว้ ยวิธี Kuder-Richardson 115
จากสตู ร
ตารางที่ 14 ตารางแสดงคะแนนหลงั เรยี น 119
ตารางที่ 15 ความแตกต่างของคะแนนเรยี นและหลงั เรียน 121
ฉ
สารบัญภาพ
เรอ่ื ง หนา้
ภาพประกอบ 1 แผนภูมแิ ท่งแสดงคะแนนของนกั เรยี นกอ่ นและหลังการใชแ้ บบฝึกการอ่าน 46
อ่านคลอ่ ง ล่องคำไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นบา้ นนา
ภาพประกอบ 2 กราฟคะแนนพัฒนาการสัมพทั ธข์ องการใช้แบบฝกึ การอ่าน อ่านคลอ่ ง ลอ่ งคำไทย 47
ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรยี นบา้ นนา
บทท่ี 1
บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติ เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและ
เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ
และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคม
ประชาธปิ ไตยได้อย่างสันตสิ ุข และเปน็ เครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณจ์ ากแหล่งข้อมูลสารสนเทศ
ต่าง ๆ เพอื่ พฒั นาความรู้ กระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรคใ์ ห้ทันต่อการเปลีย่ นแปลงทางสังคม
และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคงทาง
เศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ
เป็นสมบัติล้ำค่าควรแก่การเรียนรู้ อนุรักษ์ และสืบสานให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป (กระทรวงศึกษาธิการ,
2551)
จากความสำคัญดังกล่าว หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้กำหนดให้
ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ และเพ่อื นำไปใช้ในชีวิตจริง (กระทรวงศกึ ษาธิการ, 2551)
การจัดการเรียนการสอนให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถและมีประสิทธิภาพนั้น วิชาภาษาไทยจึงมี
ความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนไทย ที่จะเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง
การอ่านและการเขียนเป็นทักษะที่สำคัญ และมีบทบาทในการเรียนรู้ การอ่านเป็นหัวใจสำคัญของกิ จกรรม
ทั้งหลายในการเรียนของนักเรียน ครูจึงให้ความสำคัญและจำเป็นต้องสอนควบคู่กันไปกับการสอนอ่าน ดังนัน้
การฝึกทักษะด้านการอ่านและการเขียนให้ถูกต้องแม่นยำ จะสามารถอ่านและเขียนได้อย่างคล่องแคล่วจึง
นบั ว่าเป็นการปูพน้ื ฐานของการอา่ นการเขียนท่ีมปี ระสิทธผิ ล (กาญจนา นาคสกลุ , 2550)
การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้ การรู้และใช้วิธีอ่านที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งจำเป็น
สำหรับผู้อ่านทุกคน การรู้จักฝึกฝนอ่านอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้อ่านมีพื้นฐานในการอ่านที่ดี ทั้งจะช่วยให้
เกิดความชํานาญและความรูก้ ว้างขวางดว้ ย ดังนั้นการที่นักเรียนจะเป็นผู้อ่านที่ดีจึงข้ึนอยู่กับสภาพแวดล้อมที่
ครูเป็นผู้จัดเตรียมให้ อีกทั้งยังต้องผสมผสานกับความสนใจของผู้อ่าน เพื่อเป็นแรงจูงใจที่ช่วยให้นักเรียนได้
อา่ นอยา่ งสมำ่ เสมอ (สุนนั ทา ม่นั เศรษฐวทิ ย์, 2543)
การอา่ นสำหรบั นกั เรียนทเี่ ร่ิมต้นอ่านควรเร่ิมจากการอา่ นแจกลูกสะกดคำ ดงั ที่ กรมวชิ าการ (2546)
ได้อธิบายว่า การอ่านแจกลูกและการสะกดคำเป็นกระบวนการขั้นพื้นฐานของการนำเสียงพยัญชนะต้น สระ
วรรณยุกต์และตัวสะกด มาประสมเสียงกัน ทำให้ออกเสียงคำต่าง ๆ ที่มีความหมายในภาษาไทย การแจกลูก
และสะกดคำบางครั้งรวมเรียกว่าการแจกลูกสะกดคำจะดำเนินไปด้วยกันอย่างประสมกลมกลืน เพื่อให้
นักเรียนได้หลักเกณฑ์ทางภาษาทั้งการอ่านและการเขียนไปพร้อมกัน และยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการ
แจกลูกสะกดคำ เป็นเรื่องที่จำเป็นมากสำหรับผู้เริ่มเรียน หากครูไม่ได้สอนการแจกลูกสะกดคำแก่นักเรียนใน
ระยะเริ่มเรียนการอ่าน นักเรียนจะขาดหลักเกณฑ์การประสมคำ ทำให้เมื่ออ่านหนังสือมากข้ึนจะสับสน
2
อ่านหนังสือไม่ออกเขียนหนังสือผิด ซ่ึงเป็นปัญหามากของเด็กนักเรียนไทยในปัจจุบัน ผลจากการอ่านไม่ออก
เขียนไมไ่ ด้ยอมส่งผลกระทบตอ่ การเรียนวิชาอ่นื ๆ ด้วย
ในการสอนภาษาไม่ว่าภาษาใด ต้องเน้นการสอนทักษะเบื้องต้น คือการฟัง พูด อ่านและเขียนเพราะ
ถือว่า ทักษะทางภาษาดังกล่าว เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดในการดำรงชีวิต ซึ่งการอ่านก็เป็นเครื่องมือสำคัญ
อย่างหนึ่งในการแสวงหาความรู้ การรู้และใช้วิธีอ่านที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้อ่านทุกคน การรู้จัก
ฝึกฝน อ่านอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้อ่านมีพื้นฐานในการอ่านที่ดี ทั้งจะช่วยให้เกิดความชำนาญและความรู้
กว้างขวางด้วย ดังนัน้ การที่นกั เรยี นจะเป็นผู้อ่านทด่ี ีจึงขนึ้ อยกู่ ับสภาพแวดล้อมทีค่ รูเป็นผจู้ ดั เตรียมให้ อีกท้ังยัง
ต้องผสมผสานกับความสนใจของผู้อ่าน เพื่อเป็นแรงจูงใจที่ช่วยให้นกั เรยี นได้อ่านอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ในการ
จัดการเรียนการสอนจึงต้องมุ่งฝึกฝนให้นักเรียนเกิดทักษะการอ่าน ซึ่งต้องอาศัยการฝึกฝนการอ่านสะกดคำ
เพื่อที่นักเรียนสามารถอ่านหนังสือต่าง ๆ ได้อย่างคล่องแคล่วและรวดเร็ว การฝึกทักษะดังกล่าว จึงจำเป็นที่
จะต้องอาศัยแบบฝึกการอ่านเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกอ่านซ้ำ ๆ ให้เกิดความคล่องแคล่วและชำนาญ เป็นการ
ฝึกฝนในสิ่งที่นักเรียนยังบกพร่องอยู่ ให้เกิดการพัฒนาขึ้นตามความสามารถของนักเรียนแต่ละบุคคลอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ
จากการที่ผู้วิจัยได้จัดการเรียนการสอนกลุ่มสาระภาษาไทยในชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่านักเรียน
ส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาในเรื่องการขาดทักษะการอ่าน ซึ่งเป็นทักษะที่มีความสำคัญ เหตุอาจเนื่องมาจาก
ไม่ได้รับการสง่ เสรมิ อย่างต่อเนื่อง ทำให้นักเรียนไมส่ ามารถอ่านคำได้ถูกต้องและแม่นยำ สาเหตุดังกล่าวจึงทำ
ใหผ้ ้วู ิจัยเกดิ ความสนใจท่จี ะนำแบบฝกึ การอา่ น อ่านคล่อง ล่องคำไทย มาพฒั นาทักษะการอา่ นคำในภาษาไทย
ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 1 เพอ่ื ทจ่ี ะนำไปพัฒนาทักษะการอา่ นภาษาไทยของนกั เรยี นใหด้ ยี ่ิงขนึ้
วตั ถุประสงคข์ องการวิจัย
1. เพอื่ ศึกษาประสิทธภิ าพแบบฝกึ การอ่าน อ่านคล่อง ลอ่ งคำไทย ของนักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 1
โรงเรยี นบา้ นนา ใหมีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านคำในภาษาไทยก่อนและหลังการใช้แบบฝึกการอ่าน อ่านคล่อง
ล่องคำไทยของนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรียนบา้ นนา
สมมติฐานของการวจิ ัย
1. แบบฝึกการอ่าน อ่านคล่อง ล่องคำไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนา มี
ประสิทธิภาพ ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80
2. จากการใช้แบบฝกึ การอ่าน อ่านคลอ่ ง ลอ่ งคำไทย ในการพฒั นาทักษะการอา่ นคำในภาษาไทยของ
นกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนา มคี ะแนนหลังเรยี นสูงกวา่ กอ่ นเรียน
3
ขอบเขตการวิจยั
1. ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนา ภาคเรียนที่ 2
ปีการศกึ ษา 2564 จำนวน 5 หอ้ ง รวมทั้งส้ิน 177 คน
2. กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 5 คน ได้มาโดย
การเลอื กแบบเจาะจง เน่อื งจากเปน็ นกั เรยี นทีข่ าดทกั ษะการอ่าน
3. ระยะเวลาในการศกึ ษา คือ ภาคการศึกษาท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 8 ชว่ั โมง
4. เน้ือหาทใี่ ชใ้ นการศึกษา คอื มาตรฐานการเรยี นรู้กลุ่มสาระภาษาไทย ระดบั ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
สาระท่ี 1 การอา่ น
ตัวชี้วัด ท 1.1 ป.1/1 อ่านออกเสียงคำ คำคลอ้ งจอง และข้อความสั้น ๆ
ตัวแปรในการวิจยั
1. ตวั แปรต้น คือ แบบฝึกการอา่ น อ่านคล่อง ล่องคำไทย
2. ตวั แปรตาม คือ ทักษะการอ่านคำในภาษาไทยของนกั เรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรยี นบา้ นนา
นิยามศัพทเ์ ฉพาะ
1. ทักษะการอ่าน หมายถึง ความสามารถในการอ่านออกเสียงคำที่ประสมด้วยสระอา สระอี
และสระอู ที่อยู่ในมารตราแม่ ก กา และไม่มีวรรณยุกต์ ซึ่งได้มาจากการทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน โดย
เป็นขอ้ สอบท่ีผ้วู ิจัยสรา้ งขึน้ จำนวน 20 คำ
2. คำในภาษาไทย หมายถึง คำที่ประสมดว้ ยสระอา สระอี และสระอู ที่อยู่ในมารตราแม่ ก กา และ
ไม่มีวรรณยุกต์ ซง่ึ เปน็ คำทเ่ี ลอื กมาจากบญั ชีคำพน้ื ฐานช้ันประถมศึกษาปีที่ 1
3. แบบฝึกการอ่าน อ่านคล่อง ล่องคำไทย หมายถึง แบบฝึกการอ่านที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้
ประกอบการสอนสำหรับครูใช้กับผู้เรียน เพื่อพัฒนาการอ่านสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ซึ่ง
ประกอบด้วยคำทปี่ ระสมด้วยสระอา สระอี และสระอู ท่ีอยูใ่ นมารตราแม่ ก กา และไมม่ ีวรรณยุกต์
4. ประสิทธิภาพของแบบฝึกการอ่าน หมายถึง ความสามารถและคุณภาพ ของแบบฝึกการอ่าน
อ่านคล่อง ล่องคำไทย ซึ่งเมื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอนจะทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขนึ้
ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
80 ตวั แรก หมายถึง คา่ เฉลยี่ คิดเป็นร้อยละของคะแนนทีน่ กั เรียนได้จากการทำกจิ กรรมระหว่างเรียน
จากการเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่าน อ่านคล่อง ลอ่ งคำไทย
80 ตัวหลัง หมายถึง ค่าเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของคะแนนที่นักเรียนได้จากการทำแบบทดสอบวัดผล
สัมฤทธ์ิหลังเรียนจากการเรียนโดยใชแ้ บบฝกึ การอ่าน อ่านคลอ่ ง ล่องคำไทย
4. นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบ
เจาะจง
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจยั ที่เกี่ยวข้อง
ในการการพัฒนาทักษะการอ่านคำในภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกการอ่าน อ่านคล่อง ล่องคำไทย ของ
นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนา ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยทีเ่ กีย่ วข้อง และได้
นำเสนอผลการศกึ ษาดงั หวั ข้อต่อไปนี้
1. หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กลุม่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย
1.1 ทำไมตอ้ งเรียนภาษไทย
1.2 เรียนรู้อะไรในภาษาไทย
1.3 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
1.4 ตวั ชี้วัดชั้นปี สำหรบั ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 1
2. การเรียนการสอนภาษาไทย
2.1 หลักการและทฤษฎีท่เี กีย่ วข้องกบั การเรียนร้ภู าษา
2.2 การจัดการเรียนการสอนภาษาไทยระดับประถมศกึ ษา
2.3 สอ่ื การเรยี นการสอนภาษาไทย
3. การอ่าน
3.1 ความหมายของการอ่าน
3.2 ความสำคัญของการอ่าน
3.3 กระบวนการของการอ่าน
3.4 การอา่ นแจกลกู สะกดคำ
3.5 การพัฒนาทักษะการอ่าน
4. แบบฝกึ ทกั ษะ
4.1 ความหมายของแบบฝกึ ทกั ษะ
4.2 ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ
4.3 ลกั ษณะของแบบฝึกทักษะทด่ี ี
4.4 ประโยชนข์ องแบบฝึกทกั ษะ
4.5 หลกั การสร้างแบบฝึกทักษะ
4.6 ส่วนประกอบของแบบฝกึ ทักษะ
4.7 รูปแบบการสร้างแบบฝึกทักษะ
4.8 ขั้นตอนการสร้างแบบฝกึ ทักษะ
4.9 แนวคดิ หลกั การท่ีเกีย่ วข้องกบั แบบฝกึ ทกั ษะ
5. งานวิจยั ที่เกยี่ วข้อง
5
1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
1.1 ทำไมต้องเรยี นภาษาไทย
ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ของชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพและ
เสริมสร้างบุคลิกภาพของคนในชาติให้มีความเป็นไทย เป็นเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ
และความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทำให้สามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดำรงชีวิตร่วมกันในสังคม
ประชาธิปไตยได้อย่างสันติสุข และเป็นเครื่องมือในการแสวงหาความรู้ ประสบการณ์จากแหล่งข้อมูล
สารสนเทศต่าง ๆ เพื่อพัฒนาความรู้ พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์ วิจารณ์ และสร้างสรรค์ให้ทันต่อ
การเปลี่ยนแปลงทางสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ตลอดจนนำไปใช้ในการพัฒนา
อาชีพให้มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเป็นสื่อแสดงภูมิปัญญาของบรรพบุรุษด้านวัฒนธรรม
ประเพณี และสุนทรียภาพ เป็นสมบตั ลิ ้ำค่าควรแก่การเรยี นรู้ อนุรกั ษ์ และสืบสานให้คงอยูค่ ่ชู าติไทยตลอดไป
1.2 เรยี นรู้อะไรในภาษาไทย
ภาษาไทยเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนจนเกิดความชำนาญในการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู้อย่าง
มปี ระสิทธิภาพ และเพื่อนำไปใช้ในชีวติ จริง
• การอ่าน การอ่านออกเสียงคำ ประโยค การอ่านบทร้อยแก้ว คำประพันธ์ชนิดต่าง ๆ
การอา่ นในใจเพอ่ื สร้างความเขา้ ใจ และการคดิ วิเคราะห์ สงั เคราะห์ความรจู้ ากสิง่ ท่อี า่ น เพื่อนำไป
ปรบั ใชใ้ นชีวิตประจำวนั
• การเขียน การเขียนสะกดคำตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ การเขียนเรียงความ
ย่อความ เขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้า การเขียนตามจินตนาการ เขียนวิเคราะห์ วิจารณ์
และเขยี นเชิงสรา้ งสรรค์
• การฟัง การดู และการพูด การฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น
ความรสู้ กึ พดู ลำดบั เรื่องราวต่าง ๆ อย่างเป็นเหตเุ ป็นผล การพดู ในโอกาสต่าง ๆ ทั้งเป็นทางการ
และไม่เป็นทางการ และการพูดเพ่อื โนม้ น้าวใจ
• หลักการใช้ภาษาไทย ศึกษาธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของภาษาไทย การใช้ภาษาให้ถูกต้อง
เหมาะสมกับโอกาสและบุคคล การแต่งบทประพันธ์ประเภทต่าง ๆ และอิทธิพลของ
ภาษาต่างประเทศในภาษาไทย
• วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะห์วรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาข้อมูล แนวความคิด
คุณค่าของงานประพันธ์ และเพื่อความเพลิดเพลิน การเรียนรู้และทำความเข้าใจบทเห่
บทร้องเล่นของเด็ก เพลงพื้นบ้านที่เป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าของไทย ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้สึก
นึกคิด ค่านิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา
เพือ่ ใหเ้ กิดความซาบซ้ึงและภูมใิ จในบรรพบุรษุ ทไ่ี ด้ส่งั สมสืบทอดมาจนถึงปัจจบุ ัน
6
1.3 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระท่ี 1 การอา่ น
มาตรฐาน ท 1.1 ใชก้ ระบวนการอา่ นสร้างความรู้และความคิดเพ่ือนำไปใช้ตัดสนิ ใจ แก้ปัญหาในการ
ดำเนินชีวิตและมนี สิ ัยรกั การอา่ น
สาระที่ 2 การเขยี น
มาตรฐาน ท 2.1 ใช้กระบวนการเขียนเขียนสื่อสาร เขียนเรียงความ ย่อความ และเขียนเรื่องราวใน
รปู แบบต่าง ๆ เขยี นรายงานขอ้ มลู สารสนเทศและรายงานการศึกษาคน้ ควา้ อยา่ งมีประสิทธภิ าพ
สาระท่ี 3 การฟงั การดู และการพูด
มาตรฐาน ท 3.1 สามารถเลือกฟังและดูอย่างมีวิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้ ความคิด และ
ความรู้สึกในโอกาสตา่ งๆ อยา่ งมวี จิ ารณญาณและสร้างสรรค์
สาระท่ี 4 หลกั การใช้ภาษาไทย
มาตรฐาน ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษา และพลัง
ของภาษา ภูมปิ ญั ญาทางภาษา และรักษาภาษาไทยไว้เปน็ สมบตั ขิ องชาติ
สาระที่ 5 วรรณคดแี ละวรรณกรรม
มาตรฐาน ท 5.1 เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเหน็ คุณค่า
และนำมาประยุกตใ์ ช้ในชีวติ จริง
1.4 ตัวช้วี ัดช้ันปี สำหรบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 มีดงั น้ี
สาระที่ 1 การอ่าน
1. อ่านออกเสยี งคำ คำคลอ้ งจอง และขอ้ ความสนั้ ๆ
2. บอกความหมายของคำ และข้อความที่อ่าน
การอ่านออกเสียงและบอกความหมายของคำ คำคล้องจอง และข้อความที่ประกอบด้วย คำ
พื้นฐาน คือ คำที่ใช้ในชีวิตประจำวันไม่น้อยกว่า 600 คำ รวมทั้งคำที่ใช้เรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้อ่ื น
ประกอบดว้ ย
2.1 คำที่มรี ปู วรรณยกุ ตแ์ ละไม่มรี ปู วรรณยุกต์
2.2 คำทม่ี ตี วั สะกดตรงตามมาและไมต่ รงตามมาตรา
2.3 คำทม่ี พี ยัญชนะควบกล้ำ
2.4 คำทม่ี ีอกั ษรนำ
3. ตอบคำถามเก่ยี วกับเร่ืองท่ีอ่าน
4. เลา่ เรือ่ งย่อจากเรื่องท่ีอ่าน
5. คาดคะเนเหตุการณจ์ ากเรื่องท่ีอา่ น
การอา่ นจับใจความจากสือ่ ตา่ ง ๆ เช่น นทิ าน เร่อื งส้ัน ๆ บทรอ้ งเลน่ และบทเพลง เร่อื งราว
จากบทเรียนในกลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทยและกลมุ่ สาระการเรยี นรู้อืน่
7
6. อา่ นหนังสือตามความสนใจอย่างสมำ่ เสมอและนำเสนอเร่ืองท่ีอ่าน เช่น
6.1 หนงั สือทีน่ กั เรียนสนใจและเหมาะสมวยั
6.2 หนงั สอื ทีค่ รูและนักเรียนกำหนดร่วมกนั
7. การอ่านและบอกความหมายของเครือ่ งหมาย หรือสญั ลักษณ์สำคัญท่มี ักพบเห็นใน
ชีวติ ประจำวันเคร่อื งหมายแสดงความปลอดภยั และแสดงอันตราย
8. มีมารยาทในการอา่ น เช่นไมอ่ า่ นเสียงดังรบกวนผอู้ ื่น ไมเ่ ลน่ กันขณะท่ีอา่ นไม่ทำลาย
หนงั สอื
สรุปได้วา่ หลักสูตรกลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ใหค้ วามสำคญั กับสาระการอ่าน การเขยี น
การฟงั การดู การพูด หลักการใช้ภาษา วรรณคดีและวรรณกรรม ซ่งึ การสอนให้ไดผ้ ลจำเป็นตอ้ งใช้สือ่ และ
กิจกรรมท่ีเหมาะสมกับวัยของผู้เรยี น
2. การเรียนการสอนภาษาไทย
2.1 หลักการและทฤษฎีท่เี กี่ยวข้องกับการเรยี นรู้ภาษา
ในการจัดการเรียนการสอนสำหรับนักเรียน ครูจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับจิตวิทยาที่เกี่ยวกับ
การเรยี นการสอน เพอ่ื ใหเ้ ด็กมคี วามสนใจและเกิดการเรียนรู้ได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ดงั ท่ี กรรณิการ์ พวงเกษม
(2535) ได้ศึกษาเกยี่ วกบั ทฤษฎีจิตวิทยา สรปุ ไดด้ งั ต่อไปนี้
2.1.1 ความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล (Individual Different)
การเรียนการสอนภาษาไทย ต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลมาก เพราะ
นอกจากการใช้ภาษาของเด็กที่แตกต่างกันแล้ว สภาพแวดล้อมของเด็กมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการเรียนภาษา
เพราะเดก็ บางคนเตบิ โตมาในกลุ่มที่มิได้ใช้ภาษาไทยเปน็ ภาษาหลักในการดำรงชีวิตประจำวันหรือเด็กบางกลุ่ม
ใชภ้ าษาถ่ินเป็นภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เดก็ ทอ่ี ยู่ในสง่ิ แวดล้อมทีต่ ่างกนั ย่อมมีทักษะในการใช้ภาษาต่างกัน
และมีความสามารถในการรบั รทู้ ตี่ ่างกนั
2.1.2 ความพร้อม (Readiness)
ความพร้อมคือสภาพความเจริญเติบโตของร่างกาย ความรู้สึกพ้นื ฐานความสนใจท่ีจะ
รับรสู้ งิ่ ทคี่ รสู อนให้ ซ่ึงองค์ประกอบของความพร้อมของเด็กมหี ลายประการ ไดแ้ ก่
1. วฒุ ภิ าวะ (Maturation) คือ ความพรอ้ มที่จะรบั รู้เร่ืองราวต่าง ๆ ตามอายุของเขา
เด็กยิ่งมีอายุมากขึน้ ความพร้อมทจ่ี ะรับรู้จะมีมากขน้ึ
2. ประสบการณ์เดิม (Experience) หมายถึง ประสบการณ์ที่เด็กมอี ยู่ก่อน ที่จะรับรู้
สิ่งที่ครูสอนใหม่ ถ้าประสบการณ์เดิมเกีย่ วข้องกับประสบการณ์ใหม่ที่ครูสอน เด็กจะรับรู้ประสบการณ์ใหม่ได้
เร็วขน้ึ
3. ความสัมพันธ์ของบทเรียนกับตัวเด็ก หมายถึง จดั บทเรียนที่มธี รรมชาติสัมพันธ์กับ
ความสนใจของเดก็ เด็กจะรบั รไู้ ด้รวดเร็วขนึ้
8
2.1.3 กระบวนการเรียนรู้ (Learning Process)
การเรียนรู้ คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่มีผลมาจากการที่บุคคลได้รับ
ประสบการณ์ท่มี ีผลต่อความเจรญิ งอกงามของบุคคลทงั้ ในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสตปิ ญั ญา ซึ่งทำให้
สามารถปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั สง่ิ แวดลอ้ มได้
ลกั ษณะของการเรยี นรู้
กรรณิการ์ พวงเกษม (2535: 36-39) ได้ศึกษางานของ Robert Gagne (1965)
กล่าวว่า เด็กจะเรียนรู้ได้นั้นเกิดจากประสบการณ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมและได้จำแนกชนิดของ การเรียนรู้
เพื่อแนะสภาวะและเงื่อนไข ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาไว้
8 ประการ คอื
1. การเรียนรู้จากสัญญาณ (Signal Learning) การให้สัญญาณในการเรียนรู้เป็น
การเรียนรู้ โดยมีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าที่เป็นเงื่อนไข ผู้เรียนจะมีการตอบสนอง รับสัญญาณหรือเงื่อนไขที่ให้โดย
การกระทำทีซ่ ำ้ ๆ กนั
2. การเรียนรจู้ ากความสัมพนั ธข์ องสง่ิ เร้าและการตอบสนอง (Stimulus Response)
การเรยี นจะเกดิ ขน้ึ ไดด้ เี ม่ือมกี ารตอบสนองที่เฉพาะเจาะจง
3. การเรียนรู้จากปฏิกิริยาการตอบสนองหลายช่วง (Motor Chaining) การเรียนรู้
จะตอ้ งกระทำต่อเนือ่ งกนั ไปในสถานการณ์ท่ีเรง่ ให้ผู้เรียนตอบสนอง โดยผเู้ รยี นรูจ้ ดุ มงุ่ หมายของการเรียน
4. การเรยี นรจู้ ากความสมั พันธห์ ลายชว่ งภาษา (Verbal Association) การเรียนรู้จะ
เกิดขน้ึ ได้ ถา้ ถ้อยคำทีใ่ ชส้ มั พนั ธต์ อ่ เนอ่ื งกับผู้เรยี น
5. การเรียนสามารถแยกแยะความแตกต่างได้ ( Multiple Discrimination)
การเรียนจะต้องมีความเข้าใจอย่างกว้างขวางลึกซึ้งตามลำดับขั้นต่าง ๆ ที่จะเรียนรู้จนสามารถแยกแยะ
ความซับซ้อนได้
6. ความคิดรวบยอดของการเรียนรู้ (Concept Learning) การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้
ตรงตามวตั ถปุ ระสงคท์ ่ีเราจัดสภาพการเรยี นรู้ เพ่ือให้เกิดการตอบสนอง เกิดแนวคดิ หลกั การแตกต่างจากสิ่งที่
ปรากฏอยู่อยา่ งธรรมดาสามญั
7. การเรียนรู้กฎเกณฑ์หรือหลักการ (Principle Learning) ลำดับของการเรียนรู้
จะต้องต่อเนื่องกันอย่างชัดเจน สามารถสัมพันธ์ความคิดรวบยอดหลายความคิดรวบยอดเข้าด้วยกันและ
สามารถแยกแยะจำแนกสรปุ เปน็ หลกั เกณฑใ์ นส่ิงทเ่ี รยี นรู้ออกมาได้
8. การแก้ปัญหา (Problem Solving) การเรียนรู้ต้องอาศัยหลักการเบื้องต้นเป็น
พื้นฐานที่เข้าใจอันจะเป็นทางนำไปสู่กระบวนการคิดใหม่ ๆ เกิดการคิด สามารถนำกฎเกณฑ์หรือหลักการ
นำไปใช้คิดอยา่ งสร้างสรรค์และแกป้ ัญหาได้
9
2.1.4 เปา้ หมายการเรยี นรู้ (Purposeful Learning)
การตัง้ เป้าหมายของครูก่อนสอนเป็นส่ิงจำเป็นอยา่ งยง่ิ เพือ่ จะไดด้ ำเนนิ การให้เป็นไป
ตามเปา้ หมายทว่ี างไว้ เป็นการกระต้นุ ความสนใจในบทเรยี นให้มากขึ้น เมอื่ นักเรยี นร้วู า่ จุดหมายของการเรียน
คอื อะไร เรียนแลว้ จะได้รับสารประโยชน์อย่างไร ดงั น้ันครผู ้สู อนจึงต้องตั้งจุดมุ่งหมายเชงิ พฤติกรรมไว้ในแต่ละ
บทเรยี น วิธีทีด่ ี อีกประการหนง่ึ คอื ให้นักเรียนชว่ ยกันตงั้ เป้าหมายในการเรยี นแตล่ ะเร่อื งไว้
2.1.5 การเรียนรโู้ ดยการฝึกฝน (Law of Exercise)
การฝึกหัดบ่อย ๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้ได้ผลเร็วยิ่งขึ้น ภาษาไทยเป็นวิชาทักษะ
การฝกึ ฝนบ่อย ๆ จะทำให้เกดิ ความแม่นยำในเนื้อหาได้ดีข้นึ โดยเฉพาะในเรื่องการใชภ้ าษา การเรียนการอ่าน
ต่าง ๆ ถ้าได้ทำบ่อย ๆ ความชำนาญจะเกิดขึ้น เขียนคำผิดน้อยลง ออกเสียงได้ถูกต้องชัดเจนยิ่งขึ้น ดัง
รายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
1. ถ้ายิ่งได้รับการฝึกซ้ำมากเท่าไรจะจำได้นานขึ้น ถ้าหยุดฝึกเมื่อไรการเรียนรู้จะ
หายไป
2. การฝกึ เขม้ ขน้ เทา่ ไร การเรียนรจู้ ะดีย่งิ ขึ้น และจะอยู่ได้นาน
3. การเรยี นรู้จะเกดิ ไดง้ ่ายขน้ึ ถ้านำสงิ่ เรา้ ใหมไ่ ปสมั พนั ธ์กบั ส่งิ เร้าเก่าทคี่ ล้ายคลึงกนั
4. ในการเรียนสงิ่ ใด ถ้าผลการเรียนนั้นเป็นทีน่ า่ พอใจของผ้เู รียน การเรียนน้ันก็จะอยู่
คงทน และถา้ ผลที่เกิดขน้ึ ใหมไ่ ม่เป็นทีน่ ่าพอใจ สง่ิ ที่เรยี นรมู้ ากกจ็ ะถกู ลมื
2.1.6 การเรียนรู้โดยการลงมือกระทำด้วยตนเอง (Learning by Doing) การได้ทำกิจกรรม
ต่าง ๆ เองจะเกดิ การเรยี นรู้ เพราะมีประสบการณต์ รง
2.1.7 กฎแหง่ ผล (Law of Effect)
กฎแห่งผล กล่าวถึงผลที่ได้รับเมื่อแสดงพฤติกรรมการเรียนรู้แล้ว ถ้าได้รับผลที่
พึงพอใจย่อมอยากท่จี ะเรยี นรู้อกี ต่อไป แตถ่ า้ ได้รับผลทไ่ี ม่พงึ พอใจ กไ็ ม่อยากจะเรยี นรหู้ รอื เกดิ ความเบ่ือหน่าย
การตรวจผลการทำงานของนักเรียน และแจ้งผลให้นักเรียนทราบอย่างสม่ำเสมอทำ
ให้นักเรยี นเหน็ ข้อดีและข้อด้อยของตนเองย่อมเกดิ กำลังใจท่จี ะแก้ไขข้อบกพร่องของตน และแสวงหาวิถีทางท่ี
ถูกตอ้ งในการแก้ปัญหาในการเรียนการใช้ภาษา ท้ังการพูดและการเขยี น หากมกี ารวัดผลโดยใหน้ ักเรียนมีส่วน
ร่วมดว้ ยจะเปน็ การดี เพราะนอกจากจะทำใหน้ ักเรยี นทราบผลของการฝึกหดั หรือการเรียนของตนโดยรวดเร็ว
แล้ว ยงั ทำใหเ้ กิดความภมู ใิ จวา่ นกั เรียนมสี ่วนคน้ พบ ข้อถกู ต้องและขอ้ คดิ ด้วยตนเอง
2.1.8 กฎแหง่ การนำไปใช้ (Law of Use and Disuse)
การเรียนรู้จะเกิดผลดี เมื่อนำความรู้นั้นไปใช้ ภาษาไทยเป็นวิชาที่มีทักษะอย่างแน่น
แฟ้นในเนื้อหาวิชาที่ขึ้นอยู่กับการฝึกฝนและการนำไปใช้ ถ้าฝึกฝนไว้ดีแล้วแต่ไม่มีโอกาสใช้ ไม่ช้าก็จะลืม ใน
การจัดการเรียนการสอนควรให้นักเรียนได้มีโอกาสฝึกฝนบ่อย ๆ เพราะเมื่อนักเรียนได้ฝึกฝนบ่อย ๆ จะเกิด
ความคล่องแคล่ว หรือเกิดทักษะ เช่น ให้นักเรียนฝึกพูดข้อความ สั้น ๆ บ่อย ๆ นักเรียนจะเป็นคนที่กล้าพูด
และพดู ใหค้ นฟงั รู้เร่ือง
10
2.1.9 กฎแหง่ แรงจูงใจ (Law of Motivation)
ภาษาไทยเป็นวิชาทีน่ ักเรยี นมักไม่สนใจหรือใหค้ วามสนใจน้อย เพราะนกั เรียนต่างคิด
ว่าเป็นเรื่องที่รู้อยู่แล้ว และใช้อยู่เป็นประจำ ดังนั้นการสอนที่จะให้ได้ผล ต้องอาศัยแรงจูงใจเป็นสำคัญ
แรงจูงใจทีส่ ำคัญทจี่ ะทำใหเ้ กดิ การเรยี นรู้ คอื
1. บุคลกิ ภาพของครู
2. วิธีสอน
3. ความสำเรจ็ ผลในการเรียนรูข้ องผู้เรยี น
4. การยกยอ่ งชมเชยหรือการตำหนิ
5. สอ่ื การเรียน
6. การไดม้ ีโอกาสรว่ มกิจกรรม
7. การไดม้ ีโอกาสเป็นตัวอยา่ งทด่ี แี กผ่ ูอ้ ่ืน
8. ผลงานมีโอกาสไดร้ ับการเผยแพร่
2.1.10 การเสรมิ กำลังใจ (Reinforcement)
การเสริมกำลังใจเป็นการให้นักเรียน เกิดความภูมิใจในตนเองที่ตนทำอะไรถูกต้อง
เหมาะสมแล้ว ไดร้ ับคำชมเชย การเสรมิ กำลังใจ ทำได้โดยการพดู ยกย่องชมเชย การใหร้ างวัล การให้นกั เรยี นมี
สว่ นรว่ มในการทำกจิ กรรม และการสนับสนุนให้ทำเม่อื ทราบวา่ นกั เรยี นมคี วามสามารถ
สรุปได้ว่าในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทย ครูจำเป็นตอ้ งรู้เกี่ยวกบั หลักการ ทฤษฎีและจิตวิทยา
ที่เกี่ยวกับการเรียนการสอน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ความพร้อมกระบวนการเรียนรู้
เป้าหมายการเรียนรู้ การเรียนรู้โดยการฝึกฝน การเรียนรู้โดยการลงมือกระทำด้วยตนเอง กฎแห่งผล กฎแห่ง
การนำไปใช้ กฎแห่งแรงจูงใจ และการเสริมกำลังใจ เพื่อให้เด็กมีความสนใจและเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ
2.2 การจดั การเรยี นการสอนภาษาไทยระดบั ประถมศึกษา
การจัดการเรยี นการสอนภาษาไทยในระดับประถมศึกษา มีแนวในการจดั มากมายเพ่ือเอ้ือให้
นักเรียนได้พัฒนาทักษะทางภาษา และสนองให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่หลักสูตรกำหนด ซึ่ง บันลือ
พฤกษะวัน (2534: 107) ได้กล่าวว่า ในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยโดยทั่วไป มีเป้าหมายที่สำคัญ
ที่สุดคือ การให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาเพ่ือการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความสามารถในการฟัง พูด
อ่าน และเขียนให้ถูกต้อง เน้นการฝึกทักษะทงั้ 4 ให้สมั พันธ์กัน ทักษะท่ผี ู้เรียนควรได้รับการส่งเสรมิ และฝึกฝน
เปน็ อนั ดับแรก คือ การอ่านโดยถอื วา่ การอ่านเป็นศนู ย์กลางหรือหวั ใจที่จะชว่ ยพฒั นาทักษะทางภาษา ส่งเสริม
ให้ผู้เรียนรู้จักใช้กระบวน การคิดอันเป็นทางนำไปสู่การพัฒนาการฟัง การพูดการเขียน และใช้หลักภาษาได้
เปน็ อย่างดี
2.2.1 อัจฉรา ชีวพันธ์ (2535) ได้กล่าวว่าในการจัดกิจกรรมการสอนภาษาไทยระดับ
ประถมศึกษาที่มีคุณภาพนั้น จะช่วยให้นักเรียนได้รับประโยชน์ในการเรียนรู้อย่างเต็มที่ ดังนั้นครูผู้สอนควร
จะต้องมีความรู้ ความเขา้ ใจในหลกั การจดั กิจกรรมการสอนภาษาไทยในระดับชั้นประถมศึกษาดงั นี้
11
1. การจัดกิจกรรมการสอนภาษาไทย ต้องจัดให้สอดคล้องกับจุดประสงค์ของ
การสอนตามหลักสูตร หรือบทเรียนนั้น ๆ เพื่อช่วยให้นักเรียนสามารถบรรลุจุดประสงค์ในด้านความรู้
ความเข้าใจ ด้านเนื้อหาสาระ ด้านเจตคตแิ ละดา้ นทักษะทางภาษา
2. ควรจัดอย่างมีลำดับขั้นตอน เพื่อช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ที่ต่อเนื่อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาษาไทยเป็นทักษะที่จะต้องมีการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญ สามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง
คล่องแคล่ว กิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อฝึกทักษะทางภาษา ควรจัดให้เรียนจากสิ่งทีง่ ่ายไปสู่สิง่ ที่ยากและซับซ้อนข้ึน
จากสิ่งทีใ่ กล้ตวั ไปยงั ส่ิงท่ีไกลตวั และจากสิ่งทีเ่ ปน็ รปู ธรรมไปสู่สงิ่ ที่เป็นนามธรรม
3. ควรจัดให้สอดคล้องและเหมาะสมกับวัย ความสามารถและความต้องการของ
นักเรียน เช่น นักเรียนในระดับประถมศึกษา มีความต้องการความสำเร็จ ดังนั้นผู้สอนควรคำนึงถึงการจัด
กิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนประสบความสำเร็จมากกว่าความล้มเหลว ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดีต่อ
การเรยี น และกจิ กรรมที่จดั กไ็ ม่ควรยากเกินไป และควรเป็นส่งิ ท้าทายความสามารถของนกั เรียนเพ่ือกระตุ้นให้
เกดิ ความอยากรูอ้ ยากเหน็
4. การจัดกิจกรรมการสอน จะต้องใช้เวลาไม่ยาวนานเกินไป เพราะนักเรียนในวัย
ประถมศึกษามีช่วงความสนใจค่อนขา้ งส้ัน
5. ควรจัดกิจกรรมใหอ้ ยูใ่ นรูปของทักษะสัมพนั ธ์ เพอื่ ใหน้ ักเรยี นไดม้ รดกโอกาสฝึกฝน
ทักษะทางภาษาในด้านการฟัง การพูด การอ่าน การเขียนได้อย่างสอดคลอ้ งกัน ทั้งนี้เนื่องจากการใช้ภาษาใน
ชวี ิตประจำวัน จะตอ้ งมีการรบั สารและส่งสารอย่ตู ลอดเวลา ดงั นั้นการจัดกจิ กรรมในเชิงทักษะสัมพันธ์จะช่วย
ให้นักเรยี นได้มโี อกาสฝกึ ฝนทกั ษะตา่ ง ๆ ไดม้ าก และมีความหมายมากขนึ้
6. การจัดกจิ กรรมการสอนภาษาไทยในระดับประถมศึกษา ควรคำนึงเสมอว่าสื่อการ
เรียนที่จะนำมาใช้ในการจัดกิจกรรมนั้น ควรจะต้องเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่จัดหาได้ง่าย ในท้องถิ่นแต่ละแห่ง
ควรเป็นวัสดอุ ุปกรณ์ท่ีราคาถกู และควรใช้ให้คุม้ ค่า
7. การจัดกิจกรรมการสอนภาษาไทยควรจัดในรูปกิจกรรมต่าง ๆ โดยพยายาม
ดัดแปลงหรือเปลี่ยนแปลงให้น่าสนใจ ไม่ควรใช้การสอนโดยใช้กิจกรรมแบบเดียวที่ซ้ำซาก เพราะจะทำให้
นกั เรียนเกดิ ความเบื่อหน่าย ไม่สนใจบทเรยี นเทา่ ทค่ี วร
8. ในการจัดกิจกรรมการสอนภาษาไทย ควรให้นักเรียนทุกคนได้มีส่วนรวมใน
การแสดงออกอย่างทั่วถึง ให้นักเรียนได้รับโอกาสอย่างเท่าเทียมกัน เพราะจะทำให้เขาได้ฝึกฝนและได้ร่ วม
กิจกรรมได้อยา่ งเต็มที่
2.2.2 สมปัต ตัญตรัยรตั น์ (2538) ได้กลา่ วถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทย
ว่าควรจัดให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน สัมพันธ์ทักษะและประสบความสำเร็จ จัดกิจกรรมให้สนุก เพื่อให้
ผู้เรียนเกิดความพอใจท่ีจะเรียน เรียนด้วยความรู้สึกไม่เบือ่ หนา่ ย ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูควร
จัดให้ผู้เรียนฝกึ ทักษะรวมกันทั้งชั้น ฝึกทักษะเป็นกลุ่ม แล้วจึงฝึกเป็นรายบุคคลด้วยการทำแบบฝกึ หัด เพื่อให้
ผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทำให้ผู้เรียนมีโอกาสประสบความสำเรจ็ ในการ
เรยี นและเกดิ เจตคตทิ ด่ี ีในการเรยี นมากข้ึน
12
2.2.3 กรมวิชาการ (2545) ได้เสนอแนะการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทยไว้ว่า
ให้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยฝึกทักษะทั้ง 4 ให้สัมพันธ์กัน และควรฝึกซ้ำบ่อย ๆ จนเกิ ด
ความชำนาญ และหมั่นฝึกทบทวนอยู่เสมอ และควรฝึกให้นักเรียนรู้กฎเกณฑ์ทางภาษาควบคู่ไปกับการใช้
ภาษาและให้รู้วัฒนธรรมทางภาษา นอกจากนั้นครูยังตอ้ งส่งเสริมให้นักเรยี นนำความรู้และทักษะที่ได้จากการ
เรยี นภาษาไทยไปใช้เป็นเคร่ืองมือส่ือสารในชวี ติ ประจำวนั และใช้เป็นพ้ืนฐานในการเรียนกลมุ่ ประสบการณ์อ่ืน
ๆ สง่ เสรมิ ให้ผเู้ รียนมีความพอใจในความงดงามของภาษาเพ่ือให้เกิดความจรรโลงใจ สง่ เสริมให้ผเู้ รียนมีนิสัยรัก
การอ่านใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ นอกจากนั้นครูต้องสอดแทรกคุณธรรมต่าง ๆ ให้กับนักเรียนอยู่เสมอ ตลอดจน
สอื่ ที่พบเห็นรอบ ๆ ตวั เป็นเครือ่ งชว่ ยในการเรียนรู้และสง่ เสริมใหม้ ีเจตคติทีด่ ีตอ่ การอา่ นภาษาไทย รวมทั้งครู
ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีแก่นักเรียนโดยเฉพาะในเรื่องการใช้ภาษาของครูในการสอน และสื่อความหมายใน
โรงเรียน โดยสรปุ ได้ดงั นี้
1. การจัดการเรียนการสอนภาษาไทย ตอ้ งจดั อยา่ งมกี ระบวนการ
2. เลือกใชว้ ิธีสอนให้เหมาะสมกบั การสอนภาษาไทย
3. ทักษะที่จำเป็นในการสอนภาษาไทย ได้แก่ การกระตุ้นให้คิด การใช้คำถาม
การเล่าเรือ่ ง การบรรยาย อธิบายและแสดงความคดิ เหน็
ขัน้ ตอนในการจดั การเรียนการสอนภาษาไทยพอทจ่ี ะสรปุ ไดด้ ังน้ี
1. ให้นักเรียนคิดวิเคราะห์วิจารณ์ อภิปราย เกี่ยวกับเนื้อเรื่องเพื่อให้เกิด
ความตระหนกั และเหน็ ความจำเปน็ ของการใชภ้ าษาสื่อสาร ให้ถูกต้องเหมาะสมกับกาลเทศะและบุคคล
2. ให้ผเู้ รียนวางแผนกำหนดวธิ ีการนำเสนอ
3. ใหผ้ ู้เรยี นปฏิบัติตามแผนทกี่ ำหนดไว้ดว้ ยความชนื่ ชม
4. ขณะทผ่ี เู้ รียนปฏบิ ตั กิ ารเรียน ผสู้ อนคอยสงั เกต แนะนำใหเ้ หน็ ถงึ จุดที่ตอ้ งพัฒนา
5. เมื่อผู้เรียนรู้ถึงจุดที่ต้องพัฒนาตนเองแล้วก็พัฒนาวิชาการ และนำเสนอซ้ำ ๆ
จนกระท่งั เกิดทักษะ เปน็ ความเข้าใจทถ่ี ูกต้อง เกิดความภมู ิใจในตนเอง
2.2.4 วรรณี โสมประยูร (2553) ไดก้ ลา่ วถึง การจดั กิจกรรมการเรียนการสอนภาษาไทย มี
ดังนี้
1. ฝกึ ทกั ษะการฟงั ดู พูด อา่ น และเขียนให้ถูกต้องคล่องแคล่ว โดยการฝึกทักษะแต่
ละอย่างให้แม่นยำ แล้วจึงฝึกทักษะทั้ง 4 ให้สัมพันธ์กัน รวมทั้งส่งเสริมความคิดควบคู่กันไปด้วย ในขั้นของ
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนจะมีการอ่าน คือ มีคนอ่านให้ฟัง และมีการพูดเพื่อตอบคำถามแสดงความ
เข้าใจ นอกนน้ั อาจมีการเขียนตอบคำถาม ดังน้ันจะเห็นไดว้ า่ ทกั ษะทางภาษาจะสมั พนั ธ์กันตามธรรมชาติ
2. สอนให้ถูกต้องตามหลักการสอนภาษา การเรียนภาษาเป็นการเลียนแบบอย่าง
หนึ่ง ผเู้ รยี นจะตอ้ งเรียนภาษาท่ีเป็นต้นแบบจากครูผสู้ อน ต่อจากนั้นผู้เรียนจะรู้จักปรบั ปรุงหรือเปลี่ยนแบบให้
เปน็ ภาษาของตนเอง จากการฝกึ ทักษะทางภาษาบ่อย ๆ และทา้ ยสุดผ้เู รยี นจะพัฒนาการใชภ้ าษาจากความคิด
สรา้ งสรรค์ เพ่ือใหไ้ ดร้ ูปแบบการใชภ้ าษาใหม่ ๆ
13
กระบวนการเรียนภาษาโดยทั่วไปอาจจะเริ่มต้นจากการเรียนคำก่อน ผู้เรียนจะต้อง
ฝึกอ่านและเข้าใจความหมายของคำ รู้จักนำคำไปใช้แต่งประโยคให้ถูกต้องได้ใจความ จากนั้นฝึกการนำ
ประโยคไปเรียงต่อกันให้เป็นเรื่องราวหรือเป็นข้อความตามลำดับ การฝึกทักษะการใช้ภาษาเน้นการสื่อ
ความหมายให้ตรงกัน ตลอดจนสง่ เสริมให้มคี วามคดิ รเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์
1. ฝึกให้ผู้เรียนรู้หลักเกณฑ์ทางภาษาควบคู่ไปกับการใช้ภาษาและวัฒนธรรมทาง
ภาษา
2. ส่งเสริมให้ผู้เรียนนำความรู้ และทักษะที่ได้จากการเรียนภาษาไทยไปใช้เป็น
เครือ่ งมือส่ือสารในชวี ติ ประจำวนั และใชเ้ ป็นพน้ื ฐานในการเรียนกลุม่ ประสบการณ์อืน่ ๆ
3. นำภาษาท่ีใช้ในสังคมแวดล้อมมาเป็นสื่อประกอบการเรียนการสอน เพื่อให้
สมั พนั ธ์กับการเรียนและสามารถนำไปใช้ไดจ้ ริงในชวี ติ ประจำวัน
4. ปลูกฝังเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทย โดยสอนให้เห็นคุณภาพและตระหนักใน
ความสำคัญของภาษาไทย ทั้งในส่วนที่จำเป็นต้องใช้เพื่อการสื่อสาร และในด้านการอนุรักษ์มรดกทาง
วฒั นธรรมท่สี ำคัญของชาติ
5. ส่งเสริมให้ผู้เรียน เกิดความพึงพอใจในความงามของภาษา เพื่อให้เกิด
ความจรรโลงใจโดยใช้ธรรมชาติ บทร้อยแก้ว ร้อยกรอง ที่เหมาะสมกับวัยและระดับชั้น มาเป็นสื่อการเรียน
การสอน
6. จัดทำหนังสือที่เหมาะสมมาให้ผู้เรียนอ่านมาก ๆ หรือส่งเสริมการอ่านหนังสือ
เพื่อให้ผู้เรยี นอ่านคล่องและมีความกว้างขวาง
จะเห็นได้ว่า การจัดการเรียนการสอนภาษาไทยนั้น ไม่ใช่จัดโดยให้ผู้เรียนท่องจำ
นำไปทำข้อสอบ แต่ต้องจัดการให้ผู้เรียนฝึกปฏิบัติจริงทำจริง และค้นหาจุดพัฒนาของตนแล้วนำมาพัฒนา
ทำซ้ำ ๆ จนกระทั่งเกิดทักษะ มีความเข้าใจที่ถูกต้อง จนเกิดความภูมิใจในตนเอง นั่นคือผู้สอนจะต้องสอนให้
ผู้เรียน พูด อ่าน เขียน และคิดซ้ำ ๆ บ่อย ๆ ด้วยวิธีการสอนที่หลากหลาย เพื่อให้นักเรียนสามารถใช้ภาษาใน
การสื่อสารด้วยการฟัง พูด อ่าน และเขียน อย่างถูกต้องชัดเจนและเหมาะสมกับระดับที่เรียน ฟัง พูด และ
สนทนาเป็นภาษาไทยไดอ้ ย่างถกู ต้อง อา่ น เขยี น สะกดคำไดถ้ ูกต้อง และมีเจตคติท่ีดีตอ่ การเรียนภาษาไทย
2.3 สอ่ื การเรียนการสอนภาษาไทย
สอื่ การเรียนการสอนภาษาไทยมีความสำคัญต่อการเรียนการสอนมาก เพราะส่ือเป็นตัวกลาง
ท่จี ะชว่ ยใหก้ ารสื่อสารระหว่างครูกับนักเรยี นใหเ้ ขา้ ใจตรงกัน และนกั เรียนกส็ ามารถทำความเขา้ ใจกับบทเรียน
ได้ง่ายขึ้น ทำให้นักเรียนมีความสนใจบทเรียนมากกว่าการสอนที่มีแต่ครูอธิบายเพียงอย่างเดียว สื่อการเรียน
การสอนจะช่วยนำความมีประสทิ ธภิ าพมาสูก่ ารเรยี นการสอนและนำความสำเรจ็ มาส่วู ัตถุประสงคท์ ่ีต้ังไว้
สื่อการสอน หมายถึง วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ วิธีการ และกิจกรรมต่าง ๆ ที่ครูผู้สอนใช้
ถา่ ยทอดความรู้และประมวลประสบการณ์ไปสผู่ ู้เรียนอย่างมปี ระสิทธิภาพ เพือ่ ให้บรรลุตามจุดประสงค์ท่ีต้ังไว้
พอจำแนกส่อื การสอนออกเป็น 3 ประเภทดังน้ี
14
1. สื่อประเภทวัสดุ (Materials) หรือบางทีเรยี กว่าสือ่ ประเภทเบา (Software) หมายถึง ส่ือ
ที่เกบ็ ความรู้อยูใ่ นตวั เอง ซ่ึงจำแนกยอ่ ยออกเป็น 2 ลกั ษณะ คือ
ก. สื่อประเภทที่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตนเองไม่จำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์
อนื่ ชว่ ย เช่น แผนท่ี ลูกโลก รปู ภาพ ห่นุ จำลอง ฯลฯ
ข. วัสดุที่ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้ได้โดยตัวเองจำเป็นต้องอาศัยอุปกรณ์อื่นช่วย
เชน่ แผน่ เสียง ฟิลม์ ภาพยนตร์ สไลด์ ฯลฯ
2. สือ่ ประเภทอุปกรณ์หรือเครื่องมือ (Equipment) หมายถึง ส่วนที่เปน็ ตวั กลางหรือตัวผ่าน
ทำให้ข้อมูลหรือความรู้ที่บันทึกไว้ในวัสดุ สามารถถ่ายทอดออกมาให้เห็นหรือได้ยิน เช่น เครื่องฉายแผ่นภาพ
โปร่งใส เครอื่ งฉายสไลด์ เครือ่ งฉายภาพยนตร์ เคร่อื งรับโทรทัศน์ เคร่อื งเล่น แผน่ เสียง เป็นตน้
3. สื่อประเภทเทคนิคหรือวธิ ีการ (Techniques or methods) หมายถึง สื่อที่มีลักษณะเป็น
แนวคิดหรอื รปู แบบข้ันตอนในการเรียนการสอน โดยสามารถนำส่ือวสั ดแุ ละอุปกรณ์มาชว่ ยในการสอนได้ เช่น
เกมและสถานการณจ์ ำลอง การสอนแบบจุลภาค การสาธติ เป็นตน้
สือ่ การเรียนการสอนภาษาไทยมีหลายชนิด ซึ่งจะขอกล่าวดังน้ี
1. เกมต่าง ๆ การเล่นเป็นสิ่งที่เด็ก ๆ ชอบเป็นชีวิตจิตใจอยู่แล้ว ผู้สอนสามารถพลิกแพลง
การเล่นแบบต่าง ๆ ของเด็กมาใช้เสริมทักษะทางภาษาของเด็กได้มากมาย เช่น การเล่นเกมกระซิบฝึกทักษะ
การฟัง การเล่นทักทายฝึกทักษะการพูด นอกจากนี้ยังมีเกมอีกมากมายที่ผู้สอนจะประยุกต์ให้เหมาะสมกับ
เนอ้ื หาท่จี ะสอน เกมต่าง ๆ สามารถใช้ไดท้ ุกขน้ั ตอนของการสอน ไม่ว่าจะเปน็ ขนั้ นำเข้าสบู่ ทเรียน ขัน้ สอน ข้ัน
สรุปบทเรียน การเล่นเกมในแต่ละครัง้ ผู้สอนควรบอกจุดมุ่งหมายให้ผู้เรยี นทราบแน่ชัดว่าฝึกทกั ษะใด กำหนด
กติกา และเวลาในการเล่นให้แน่นอน การเล่นเกมทั้งที่ไม่ต้องใช้วัสดุอุปกรณ์และต้องใช้ เกมที่ต้องใช้วัสดุ
อุปกรณ์ ผู้สอนต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า หรือให้ผู้เรียนเตรียมและเก็บให้อยู่ในสภาพเรียบร้อยเมื่อเล่นเสร็จ
ตัวอย่างเกมต่าง ๆ เช่น เกมบิงโก แข่งเครื่องบิน ตกปลา ต่อบัตรคำ จ่ายตลาด เกมกระซิบ เรียงคำ ยี่สิบ
คำถาม ฯลฯ
2. บัตรคำ เป็นสื่อการเรียนการสอนที่ใช้ฝึกทักษะด้านการอ่านและการเขียนได้ดีเป็นสื่อที่
ผู้สอนนิยมใช้กันมาก เพราะใช้ประกอบการเรียนการสอนได้หลายลักษณะ เช่น สอนคัดลายมือ สอนคำใหม่
สอนคำยาก สอนอ่านออกเสียง สอนอ่านในใจ เลน่ เกมเสรมิ ทกั ษะตา่ ง ๆ
3. ปริศนาคำทาย เป็นการเล่นของคนไทยมาแต่โบราณนิยมเล่นกันในหมู่เด็กและผู้ใหญ่
การทายปัญหานั้นฝึกทักษะหลายด้าน ทั้งการฟัง การพูด การคิด ไหวพริบในการแก้ปัญหา จินตนาการ
การแสดงออกทางภาษา ปริศนาคำทาย มีการจัดหมวดหมู่ไว้หลายหมวดหมู่ เช่น ประเภทสัตว์ ของใช้ พืช
เปน็ ต้น
4. เทปบันทึกเสียง เป็นสื่อการเรียนการสอนที่โรงเรียนจัดหามาไว้ให้ครูผู้สอนเพราะใช้ง่าย
เคลื่อนย้ายได้สะดวก ราคาไม่แพง ครูใช้เทปบันทึกเสียงประกอบการสอนภาษาไทย โดยใช้สอนอ่านทำนอง
เสนาะ สัมภาษณ์ บนั ทึกข่าว นิทาน เป็นตน้
15
5. แผ่นป้ายสำลี เหมาะสำหรับใช้เป็นสื่อการสอนในระดับชั้นเด็กเล็กชั้นประถมศึกษา แต่ก็
อาจนำไปใช้ในระดับชั้นมัธยมหรืออุดมศึกษาก็ได้ แผ่นป้ายสำลีสามารถใชต้ ิดบัตรคำ บัตรภาพหรือรูปภาพได้
แตเ่ ราต้องยอมรบั วา่ บัตรคำ หรอื บัตรภาพทต่ี ิดบนปา้ ยสำลนี ั้นอาจจะไม่มั่นคง อาจรว่ งหล่นได้
6. สไลด์ประกอบเสียง นำมาใช้ง่ายและสามารถนำมาเรียนแบบเอกัตบุคคลหรือประกอบ
การเรียนการสอนเป็นกลุ่ม สไลด์ประกอบเสียงชุดใดที่จัดทำอย่างดีก็จะให้คุณค่าต่อกระบวนการเรียนรู้
อย่างมาก
7. กระเป๋าผนัง เป็นแผ่นไม้บาง ๆ ที่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดเท่ากับแผ่นป้ายผ้าสำลี
ใชก้ ระดาษแข็งทำเปน็ ร่องหรือกระเป๋าขนาดใหญพ่ อทีจ่ ะเสยี บบตั รคำได้ วธิ ใี ช้กระเป๋าผนังก็จะใชค้ ลา้ ยกับแผ่น
ปา้ ยผนังสำลี คือ ใช้กบั บตั รคำ บตั รขอ้ ความ บตั รภาพ
8. สถานการณ์จำลอง เปรียบเหมือนนามธรรมของชีวิตจริง หรือการทำให้สภาพแวดล้อม
หรือกระบวนการของชีวิตจริงให้ง่ายขึ้น โดยทั่วไปสถานการณ์จำลองจะเป็นการแสดงบทบาทที่เกี่ยวข้องกับ
บคุ คลหรือสง่ิ แวดลอ้ มทีส่ มมตุ ขิ น้ึ เช่น อาชีพต่าง ๆ ความเป็นอยู่ ฯลฯ
3. การอา่ น
3.1 ความหมายของการอา่ น
การอา่ นเป็นทักษะท่ีสำคญั ในการสอนภาษาไทย เปน็ ความสามารถของมนุษย์ทเี่ ข้าใจการส่ือ
ความหมายของสัญลักษณ์ต่าง ๆ เข้าใจในเนื้อเรื่อง และแนวความคิดจากสิ่งท่ีอ่าน ดังนั้นจึงได้มีนักการศึกษา
และผเู้ ชีย่ วชาญทางดา้ นการอ่าน ได้ให้ความหมายของการอา่ นดังน้ี
3.1.1 เรวดี อาษานาม (2537) ได้ให้ความหมายของการอ่าน ดงั นี้
การอ่าน หมายถงึ กระบวนการในการแบ่งความหมายของตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่
มีการจดบันทึกอย่างมีเหตุผลและเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่าน ตลอดจนการพิจารณาเลือกความหมายที่ดี
ที่สุดขึ้นไปใช้เป็นประโยชน์ด้วย จะเห็นได้ว่าการอ่านไม่ใช่การรับเอาความคิดจากหนังสือที่อ่านเฉย ๆ ผู้อ่าน
ไม่ใช่ผู้รับแต่เป็นผู้กระทำ สรุปได้ว่าเป็นผู้ใช้ความคิดไตร่ตรองเรื่องราวที่ตนเองอ่านเสียก่อน แล้วจึงรับเอา
ใจความของเรื่องที่ตนอ่านไปเก็บไว้หรือนำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อไป ดังนั้นหัวใจของการอ่านจึงอยู่ที่การ
เข้าใจความหมายของคำ
การอ่านในโรงเรียนประถมที่ปรากฏก็คือการที่ครูให้นักเรียนคนหนึ่งอ่านประโยค
หรือข้อความนำแล้วให้คนอื่น ๆ อ่านตาม ผู้อ่านนำตั้งใจอ่านให้เสียงดังได้ยินทั่วท้ังช้ันเพื่อเพ่ือนจะอ่านตามได้
ถูก ผู้อา่ นตามมหี น้าที่อา่ นอยา่ งเดียว ตาอาจจะมองสิ่งต่าง ๆ รอบตวั หฟู ังเพอ่ื นคุย ฯลฯ อ่านแลว้ จำไม่ได้และ
ไมร่ ู้ความหมายของข้อความท่ีอ่าน ถ้าวเิ คราะห์ตามความหมายข้างต้นแล้ว ลักษณะแบบนีย้ ังไม่เรียกว่าอ่านได้
อย่างสมบรู ณ์
การท่คี นเราจะอ่านหนังสอื ได้เร็วหรือชา้ น้ัน องคป์ ระกอบอยา่ งหนงึ่ ของการอ่าน คอื
การเคลื่อนไหวสายตาในการอ่านและความเข้าใจความหมายอย่างถอ่ งแท้ ในการอ่านจะต้องมกี ารฝึกอยูเ่ สมอ
และถกู ต้องตามวิธีการด้วย
16
ความเข้าใจความหมายของการอ่านมีความหมายต่าง ๆ กัน เมื่อเอ่ยถึงการอ่านต้อง
มีความเข้าใจมาเก่ียวข้องคอื เข้าใจในถ้อยคำที่อา่ น เช่น ถ้ามีเด็กเห็นคำวา่ กา แล้วเปล่งเสียงว่ากา ก็เข้าใจวา่
เป็นการอ่าน เช่นนี้เป็นการเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เพราะเด็กอาจไม่เข้าใจ กา ที่เปล่งเสียงออกมานั้น หมายถึง นก
ชนดิ หนึ่งท่ีมีสดี ำ ร้อง กา กา กา หรืออาจหมายถงึ กาทใี่ ช้ในการต้มน้ำ หรืออาจไมเ่ ข้าใจท้งั สองความหมาย
กไ็ ด้ เมอื่ เปน็ เช่นน้ี จงึ ยังไมเ่ รยี กว่าการอา่ น แต่เปน็ เพยี งการเปล่งเสยี งเท่านนั้ ดังน้ันส่ิงทนี่ กั เรยี นควรเข้าใจกับ
ความหมายของการอ่าน ถ้าเป็นการอ่านที่ต้องเข้าใจความหมายของคำ ซึ่งจะทำให้นักเรียนสามารถอ่านเรื่อง
และสรุปเร่ืองใหถ้ กู ต้อง
3.1.2 สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2543) ได้ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่านเป็นลำดบั
ขั้นที่เกี่ยวข้องกับการทำความเข้าใจความหมายของคำ กลุ่มคำ ประโยค ข้อความและเรื่องราวของสารที่ผู้อ่นื
สามารถบอกความหมายได้
3.1.3 วรรณี โสมประยูร (2544) ได้ให้ความหมายของการอ่านว่า การอ่านเป็น
กระบวนการทางสมองที่ใช้สายตาสัมผัสตัวอักษรหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ รับรู้และเข้าใจความหมายของคำหรือ
สญั ลักษณ์โดยแปลออกเป็นความหมายท่ีใช้ส่อื ความคดิ และความร้รู ะหวา่ งผู้เขียนกับผู้อา่ นให้เข้าใจตรงกันและ
ผอู้ า่ นสามารถนำความหมายนั้น ๆ ไปใช้ประโยชน์ได้
3.1.4 บันลอื พฤกษะวัน (2532) ไดใ้ หค้ วามหมายการอ่านไว้ดังน้ี
1. การอ่าน เป็นการแปลสัญลักษณ์ออกมาเป็นคำพูด โดยการผสมเสียงเพื่อใช้ใน
การออกเสียงให้ตรงกับคำพูด การอ่านแบบนี้มุ่งให้สะกดตัวผสมคำอ่านเป็นคำ ๆ ไม่สามารถใช้สื่อความโดย
การฟังไดท้ นั ที เปน็ การอา่ นเพอ่ื การอา่ นออก ม่งุ ให้อา่ นหนงั สอื ไดแ้ ตกฉานเทา่ น้ัน
2. การอ่าน เป็นการใช้ความสามารถในการผสมผสานของตัวอักษร ออกเสียงเป็นคำ
หรือเป็นประโยค ทำใหเ้ ข้าใจความหมายในการสื่อความโดยการอ่าน หรอื ฟงั ผู้อืน่ อ่านแลว้ รเู้ รือ่ งเรียกว่า อ่าน
ได้ ซึ่งมงุ่ ใหอ้ ่านแล้วรเู้ รือ่ งส่งิ ทีอ่ า่ น
3. การอ่าน เป็นการสื่อความหมายที่จะถ่ายโยงความคิดความรู้จากผู้เขียน ถึงผู้อ่าน
การอ่านลักษณะนี้เรียกว่า อ่านเป็น ผู้อ่านย่อมเข้าใจถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้เขียน โดยอ่านแล้วสามารถ
ประเมนิ ผลของสิง่ ท่ีอ่านได้
3.1.5 ราชบัณฑิตยสถาน (2546) การอ่าน คือ ว่าตามตัวหนังสือ ถ้าออกเสียงเรียกวา่ อ่าน
ออกเสียง ถ้าไม่ต้องออกเสียง เรียกว่า อ่านในใจ หรือการสังเกต หรือพิจารณาให้เข้าใจความหมายของ
ตวั อักษร ซ่งึ เกิดจากการรบั ภาพทเี่ ห็น และมที ักษะในการตคี วามหมายของคำหรือสญั ลักษณ์
3.1.6 กรมวิชาการ (2544) ให้ความหมายของการอ่าน คือ ความคิดที่สามารถเข้าใจใน
เรื่องที่อ่านได้ดี ย่อมนำไปสู่ความคิดที่ดี เพราะผู้อ่านจะได้ทราบแนวคิดต่าง ๆ จากเรื่องที่อ่านเกิดความรู้จาก
เร่ืองที่อา่ น แล้วนำมาจดั แยกแยะตคี วามหมายกอ่ นทจี่ ะเกดิ เป็นความคิดของตนเอง
17
3.1.7 สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2549) ได้กล่าวถึง ความหมายของ
การอ่านว่าเป็นการแปลความหมายของตัวอักษรที่อ่านมาเป็นความรู้ ความคิด และเกิดความเข้าใจเร่ืองราวท่ี
อา่ นตรงกับเรื่องราวที่ผู้เขียน เขยี น ผู้อา่ นสามารถนำความรู้ ความคิดหรือสาระจากเรื่องราวท่ีอ่านไปใช้ให้เกิด
ประโยชนไ์ ด้
สรุปได้ว่า การอ่าน หมายถึง การแปลความหมายของตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ที่เขียนให้มี
ความหมายตรงตามวัตถปุ ระสงค์ของผู้เขียน ผา่ นกระบวนการทางสมองท่ีใชส้ ายตาสัมผสั ตัวอักษรหรือส่ิงพิมพ์
อืน่ ๆ รับรู้และเขา้ ใจความหมายของคำหรือสญั ลักษณโ์ ดยแปลออกเป็นความหมายทใ่ี ชส้ ื่อความคดิ และความรู้
ระหวา่ งผู้เขียนกบั ผ้อู า่ นใหเ้ ข้าใจตรงกันและผู้อา่ นสามารถนำความหมายนน้ั ๆ ไปใชป้ ระโยชนไ์ ด้
3.2 ความสำคัญของการอ่าน
3.2.1 วรรณี โสมประยูร (2544) ได้อธิบายถึงความสำคัญของการอ่านหนังสือมีผลต่อ
ผู้อ่าน 2 ประการ คือ ประการแรก อ่านแล้วได้ “อรรถ” ประการที่สอง อ่านแล้วได้ “รส” ถ้าผู้อ่านสำนึกอยู่
ตลอดเวลาถึงผลสำคัญของสองประการนี้ ย่อมจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่จากหนังสือตรงตามเจตนารมณ์
ของผู้เขยี นเสมอ การอา่ นมคี วามสำคญั ตอ่ ทกุ คนทุกเพศทกุ วัยและทกุ สาขาอาชีพ ซึง่ พอสรปุ ได้ดังน้ี
1. การอ่านเปน็ เคร่ืองมือทสี่ ำคัญยง่ิ ในการศึกษาเล่าเรียนทุกระดับ ผู้เรยี นจำเป็นต้อง
อาศัยทกั ษะการอา่ นทำความเข้าใจเนื้อหาสาระของวชิ าการตา่ ง ๆ เพอ่ื ให้ตนเองไดร้ บั ความรแู้ ละประสบการณ์
ตามทตี่ ้องการ
2. ในชีวิตประจำวันโดยทั่วไป คนเราต้องอาศัยการอ่านติดต่อสื่อสาร เพื่อทำความ
เข้าใจกับบุคคลอื่นร่วมไปกับทกั ษะการฟัง การพูด การเขียน ทั้งในด้านภารกิจส่วนตัวและการประกอบอาชพี
การงานต่าง ๆ ในสงั คม
3. การอา่ นสามารถช่วยให้บุคคลสามารถนำความรู้และประสบการณจ์ ากสิ่งท่ีอ่านไป
ปรับปรุง และพัฒนาอาชีพหรือธุรกิจการงานที่ตัวเองกระทำอยู่ให้เจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จได้ใน
ทีส่ ดุ
4. การอ่านสามารถสนองความตอ้ งการพื้นฐานของบุคคลในดา้ นต่าง ๆ ได้เป็นอย่าง
ดี เช่น ช่วยให้ความมั่นคงปลอดภัย ช่วยให้ได้รับประสบการณ์ใหม่ ช่วยให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ช่วยให้มี
เกียรติยศและชอื่ เสียง ฯลฯ
5. การอ่านทั้งหลายจะส่งเสริมให้บุคคลได้ขยายความรู้และประสบการณ์เพิ่มข้ึน
อย่างลึกซึ้งและกว้างขวาง ทำให้เป็นผู้รอบรู้ เกิดความมั่นใจในการพูดปราศรัย การบรรยายหรืออภิปราย
ปญั หาต่าง ๆ นบั ว่าเป็นการเพม่ิ บุคลกิ ภาพและความนา่ เช่อื ถอื ให้แกต่ วั เอง
6. การอ่านหนังสือหรือสิ่งพิมพ์หลายชนิดนับว่าเป็นกิจกรรมนันทนาการที่น่าสนใจ
มาก เช่น อ่านหนังสือพิมพ์ นิตยสาร วารสาร นวนิยาย การ์ตูน ฯลฯ เป็นการช่วยให้บุคคลรู้จักใช้เวลาว่างให้
เกิดประโยชน์ และเกดิ ความเพลดิ เพลินสนุกสนานไดเ้ ปน็ อยา่ งดี
18
7. การอ่านเรอ่ื งราวต่าง ๆ ในอดตี เชน่ อา่ นศลิ าจารึก ประวัติศาสตร์ เอกสารสำคัญ
วรรณคดี ฯลฯ จะชว่ ยให้อนุชนร่นุ หลังรู้จักอนรุ ักษ์มรดกทางวฒั นธรรมของคนไทยเอาไว้และสามารถพัฒนาให้
เจรญิ รุ่งเรอื งตอ่ ไปได้
3.2.2 สุนันทา มั่นเศรษฐวิทย์ (2543) ได้อธิบายความสำคัญของการอ่านว่าการอ่านเป็น
เครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้ การรู้และใช้วิธีอ่านที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้อ่านทุกคน
การรู้จักฝึกฝนอ่านอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้อ่านมีพืน้ ฐานในการอ่านทีด่ ี ทั้งจะช่วยใหเ้ กิดความชำนาญและ
ความรู้กว้างขวางด้วย ดังนั้นการที่นักเรียนจะเป็นผู้อ่านที่ดีจึงขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ครูเป็นผู้จัดเตรียมให้
อีกทัง้ ยังตอ้ งผสมผสานกบั ความสนใจของผู้อา่ น เพอื่ เปน็ แรงจงู ใจทีช่ ว่ ยให้นักเรียนได้อ่านอยา่ งสม่ำเสมอ
สรปุ ไดว้ ่า การอ่านเป็นเครื่องมอื สำคัญในการแสวงหาความรแู้ ละประสบการณ์ มีความสำคัญ
ต่อทุกคนทุกเพศทุกวัยและทุกสาขาอาชีพ การใช้วิธีอ่านที่ถูกต้อง จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้อ่านทุกคน การ
รู้จักฝึกฝนอ่านอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้ผู้อ่านมีพื้นฐานในการอ่านที่ดี ทั้งจะช่วยให้เกิดความชำนาญและ
ความร้กู วา้ งขวางอีกด้วย
3.3 กระบวนการของการอ่าน
กระบวนการอ่านเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการสื่อสารของมนุษย์ และเป็นกระบวนการ
ถ่ายทอดความหมายจากตัวอักษรออกมาเป็นความคิด มีนักการศึกษาได้กล่าวถึงกระบวนการของการอ่านไว้
ดงั น้ี
3.3.1 โกชยั สารกิ บุตร (2521) กลา่ วไว้วา่ กระบวนการอา่ นเปน็ สว่ นหนึ่งของกระบวนการ
ส่ือสารของมนษุ ย์ อนั ประกอบดว้ ย การส่งสาร และการรับสารกระบวนการของการอ่านจึงประกอบดว้ ย
1. การมองเห็นคำ และตวั อักษรอย่างชัดเจน
2. การแปลความหมาย และเข้าใจความหมายของคำนัน้ ๆ
3. การรู้จักเลอื กใชค้ วามหมายท่ถี กู ตอ้ งตรงกบั ผแู้ ตง่ ตง้ั ใจไว้
4. การนำความหมายนัน้ ไปใช้
จากความหมายการอ่านข้างตน้ ไดส้ รุปเรอ่ื งของการอ่านเป็นสูตรได้ดงั นี้
การอ่าน = การมองตัวอักษรให้ชัดเจน + การเข้าใจความหมายของคำ +
การพจิ ารณาเลือกเอาความหมายทีด่ ีท่ีสุดซงึ่ เหมาะกับข้อความและเนื้อเร่ืองตรงนั้น + การนำความหมายไปใช้
ให้เป็นประโยชน์
3.3.2 กัลยา ยวนมาลัย (2539) ได้ศึกษาทฤษฎีของ William S. Gray และสรุปกระบวน
การอ่านไว้ 4 ระดบั ดงั นี้
1. รู้จักคำ การรู้จักคำและการสะกดคำได้ ไม่เหมือนกัน บางคนสะกดคำได้โดยไม่รู้
ความหมายก็มี เพราะจำเอา การรจู้ ักคำนี้ หมายถงึ การตระหนกั หรอื ระลึกรูป้ ระสบการณ์จากการกระตุ้นด้วย
สัญลักษณ์ นั่นก็คือ ผู้อ่านต้องรู้สึกและรู้จักคำท่ีปรากฏน้ัน พอที่จะเข้าใจความหมายเมื่ออ่าน นั่นคือ การรู้จัก
คำนน้ั หมายถึง การถอดความได้มลี ำดบั ดังน้ี
19
1.1 จำคำศัพท์โดยการท่องจำเป็นส่วนใหญ่ถ่ายทอดเสียงได้โดยการโยงหน่วย
เสียง (Phoneme) กบั หน่วยคำ (Morpheme) ถา่ ยทอดความหมายของคำตา่ ง ๆ ในบริบทน้ไี ด้
2. เข้าใจความหมายของคำ ได้แก่ วลี ประโยค คือ เมื่อเห็นคำต่าง ๆ ซึ่งประกอบ
เป็นข้อความแล้วเข้าใจความหมายไปตามลำดับ โดยเน้นว่าผู้อ่านต้องใช้ประสบการณ์เดิมของตนมาช่วย
ตีความหมายของคำในบริบทนั้น นอกจากนั้นผู้อ่านต้องพิจารณาจุดประสงค์ของผูเ้ ขียน อคติหรือความรู้สึกที่
ผู้เขยี นตอ้ งการสือ่ ให้เขา้ ใจด้วย
3. ปฏิกิริยา คือ อ่านไปคิดไปว่าผู้เขียนหมายถงึ อะไรแน่ ในกรณีที่ขอ้ เขยี นหนึง่ อาจ
มีนัยได้มากกว่าหนึ่งนัย ต้องอ่านโดยมีทั้งสติปัญญาและความรู้สึก ประเมินได้ว่าข้อความนั้นผู้อ่านจะยอมรับ
หรือปฏิเสธด้วยเหตุผลใด ข้อนี้ต้องอาศัยดึงประสบการณ์เดิมมาช่วยประกอบการพิจารณ์ ดังนั้น นักอ่านที่มี
ความรอบรู้จะเข้าใจได้ลึกซึ้งกว่า อาจจะลำดับเรื่องราวใหม่ให้ตนเองเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นได้ อาจจะเปรียบเทียบ
ความคิดหรือเรื่องราวต่าง ๆ แยกแยะได้ว่า เรื่องนี้สำคัญกว่าเรื่องนั้น เรื่องใดเป็นความจริง หรือเป็นความ
คดิ เห็นตลอดจนถงึ หาข้อสรุปเปน็ แนวความคดิ กว้าง ๆ ได้และสรุปเนอ้ื หาทง้ั หมดได้
4. บูรณาการ ขั้นนี้ผู้อ่านต้องทำความเข้าใจจากข้อความที่อ่านไป สร้างความคิด
ใหมข่ น้ึ ได้อย่างที่เรียกเกดิ “ประจกั ษ์” ขึ้น อาจทำให้ผู้อ่านเปลี่ยนความคิดเกยี่ วกับเร่ืองน้ัน ๆ ไปเลยหรือเกิด
ความสนใจใหม่ ๆ ขึ้นมา แล้วศกึ ษาโดยละเอยี ดตอ่ ไป
3.3.3 ฉวีวรรณ คูหาภินนั ทน์ (2542: 16) ได้กล่าวถึงกระบวนการอ่านมี 4 ขนั้ ตอน ดังน้ี
1. อา่ นออก อา่ นได้ รู้จักคำศพั ท์ตา่ ง ๆ อ่านออกเสียงไดถ้ กู ตอ้ ง
2. เข้าใจความหมายของคำ วลี และประโยค ตีความได้ สรปุ ได้
3. รู้จักใช้ความคิด สามารถวิเคราะห์ และออกความคิดเห็นอาจจะขัดแย้งหรือเห็น
ดว้ ยกบั ความคิดของผเู้ รยี นอยา่ งมเี หตผุ ล
4. นำไปใช้ นำไปประยุกต์ เพื่อกอ่ ให้เกดิ ความคดิ สรา้ งสรรค์
สรปุ การอา่ น มใิ ช่แต่เพยี งการออกเสียงตามตัวอักษรอย่างเดียว การอา่ นจงึ เป็นกระบวนการ
ถ่ายทอดความหมายจากตัวอักษรออกมาเป็นความคิด และจากความคิดที่ได้จากการอ่านผสมผสานกับ
ประสบการณ์เดมิ ที่มีอยู่ เป็นเครือ่ งชว่ ยพิจารณาตัดสินนำแนวความคิดท่ีได้จากการอ่านไปใช้ให้เกิดประโยชน์
ต่อไป
3.4 การอา่ นแจกลกู สะกดคำ
3.4.1 วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2549) ได้อธิบายความหมายของการแจกลูกมีความหมาย
2 นัย คือ
นัยแรก หมายถึง การแจกลูกในมาตราตัวสะกดแม่ ก กา กง กน กม เกย เกอว กก
กด และกบ การแจกลูกจะเร่ิมต้นการสอนให้จำ และออกเสียงพยัญชนะและสระให้ได้ก่อน จากนั้นจะเร่ิมแจก
ลูกในมาตราแม่ ก กา จะใช้การสะกดคำไปทีละคำไล่ไปตามลำดับของสระ แล้วจึงอ่านโดยไม่สะกดคำ จึง
เรยี กวา่ แจกลูกสะกดคำ แลว้ อ่านคำในมาตราตวั สะกดทกุ มาตราจนคล่อง จากน้ันจะอา่ นเป็นเรือ่ งเพือ่ ประยุกต์
หลักการอ่านนำไปส่กู ารอา่ นคำท่เี ป็นเร่ืองอย่างหลากหลาย
20
นัยสอง หมายถึง การเทียบเสียง เป็นการแจกลูกวิธีหนึ่ง เมื่อนักเรียนอ่านคำได้แล้ว
ให้นำรูปคำมาแจกลูกโดยการเปลี่ยนพยัญชนะต้นหรือพยัญชนะท้าย เช่น บ้าน สูตรของคำ คือ ให้เปลี่ยน
พยัญชนะต้น เชน่ ก้าน ป้าน ร้าน ลา้ น ค้าน เปน็ ต้น หลกั การเทียบเสยี ง มดี งั น้ี
1. อา่ นสระเสียงยาวก่อนสระเสียงสน้ั
2. นำคำท่มี คี วามหมายมาสอนก่อน
3. เปล่ยี นพยญั ชนะท่เี ป็นพยญั ชนะตน้ และพยัญชนะเสียงทา้ ย
4. นำคำที่อ่านมาจัดทำแผนภูมิการอ่าน เช่น กา มา พา ลา ยา ค้า ม้า ช้า ล้า น้า
บา้ น กา้ น ปา้ น รา้ น ค้าน
วิธีอา่ นจะไม่สะกดคำให้อา่ นเป็นคำตามสตู รของคำ เช่น อ่าน กา
สตู รของคำ คอื -า นำพยัญชนะมาเติมและอา่ นเปน็ คำ เชน่ ยา ทา หา นา ตา อา
การสอนแบบการแจกลกู สำหรับนักเรียนแรกอา่ น (ช้ัน ป.1 และ ป. 2) มีหลักการสอนดงั น้ี
1. เริ่มจากสระที่งา่ ยท่สี ดุ คอื สระ -า
2. ใชแ้ ผนผังความคดิ แจกลกู โดยเลือกคำท่มี คี วามหมายก่อน
3. ผูเ้ รยี นอ่านออกเสยี งคำและทำความเข้าใจความหมาย
4. นำคำจากแผนผงั ความคดิ มาแต่งประโยค
5. อ่านประโยคทีแ่ ต่ง
6. เขยี นประโยคท่แี ตง่
สรุป การแจกลูก ในรปู แบบเช่นนี้ สามารถทจ่ี ะแจกตอ่ ไปไดอ้ ีก เชน่ แจกสระ เ- แ- โ-
ไ- ใ- เ-า ฯลฯ และนำมาแตง่ ประโยคโดยการบูรณาการกบั คำท่ีประสมกับสระอน่ื ซ่ึงจะชว่ ยใหน้ กั เรียนเกิดการ
เรียนรู้ และสามารถนำไปแต่งประโยคที่ยากและซับซ้อนขึ้นได้ เพราะเป็นการเรียนจากเรื่องที่ง่ายไปสู่เรื่องท่ี
ยากและยังได้ให้ความหมายของการสะกดคำ ดังนี้ การสะกดคำ หมายถึง การอ่านโดยนำเสียงพยัญชนะต้น
สระ วรรณยุกต์ และตัวสะกดมาประสมเป็นคำอ่าน การอ่านสะกดมาประสมเป็นคำอ่าน การอ่านสะกดคำ
จะตอ้ งให้นกั เรียนสังเกตรูปคำพร้อมกับการอ่าน การสอนอา่ นสะกดคำพร้อมกบั การเขียน ครูตอ้ งให้อ่านสะกด
คำแล้วเขียนคำไปพร้อมกัน การสอนสะกดคำโดยการนำคำที่มีความหมายมาสอนก่อน เมื่อสะกดคำจนจำได้
แล้วจึงแจกคำ เพราะการสะกดคำจะเป็นเครื่องมือการอ่านคำใหม่โดยเริ่มจากคำง่าย ๆ แล้วบอกทิศทางการ
ออกเสยี งแลว้ แจกคำโดยเปลีย่ นพยัญชนะตน้
3.4.2 เรวดี อาษานาม (2537) ได้อธิบายถึงการอ่านสำหรับเด็กที่ยังไม่เรียนหนังสือ ให้
สามารถอ่านและถ่ายทอดความรู้สกึ นกึ คดิ หรือคำพูดออกมาเป็นตวั หนังสือ นับตั้งแต่เรม่ิ มีการสอนหนังสือไทย
จนถึงปัจจุบนั ได้กล่าวถึง การอ่านแบบแจกลูกสะกดคำ ดังนี้ คือการสอนที่ถือว่าคำประกอบด้วยรูปและเสียง
ของพยัญชนะ สระ วรรณยกุ ต์ ตัวสะกด ฯลฯ เวลาสอนอา่ นแทนทจ่ี ะอ่านเป็นคำ ๆ มคี วามหมายเลยทีเ่ ดยี ว ก็
ต้องไลพ่ ยญั ชนะสระ ฯลฯ ให้ออกเสียงไดถ้ ูกต้องเปน็ คำ ๆ อกี ทีหนึ่งเป็นการชว่ ยให้อ่านคำได้ เพราะผู้อ่านรู้จัก
พยัญชนะ สระ ตวั สะกด แล้วช่วยพาไป เชน่
21
จาน นกั เรยี นสะกดคำว่า จอ -า - จา - จา - นอ - จาน
หรือ จ -า - น - จาน
บา้ น นักเรียนสะกดคำว่า บ -า - บา บา - น – บาน - บาน - ้ - บา้ น
หรอื บ -า - น – บาน - ้ - บ้าน
วิธีนี้ช่วยให้เด็กรู้จักหลักเกณฑ์ของการเรียงลำดับตัวอักษรภายในคำหนึ่ง ๆ เพื่อจะได้ออกเสียงได้ชัดเจนและ
เขียนคำน้นั ไดถ้ ูกตอ้ ง
3.4.3 กรมวชิ าการ (2546) ไดอ้ ธิบายการอ่านแจกลูกและการสะกดคำเป็นกระบวนการข้ัน
พืน้ ฐานของการนำเสียงพยัญชนะต้น สระ วรรณยกุ ตแ์ ละตัวสะกด มาประสมเสียงกันทำให้ออกเสยี งคำต่าง ๆ
ที่มีความหมายในภาษาไทย การแจกลูกและสะกดคำบางครั้งรวมเรียกว่าการแจกลูกสะกดคำจะดำเนินไป
ด้วยกันอย่างประสมกลมกลืน เพื่อให้นักเรียนได้หลักเกณฑ์ทางภาษาทั้งการอ่านและการเขียนไปพร้อมกัน
และยังได้กล่าวถึงความสำคัญของการแจกลูกสะกดคำ เป็นเรื่องที่จำเป็นมากสำหรับผู้เริ่มเรียน หากครูไม่ได้
สอนการแจกลูกสะกดคำแก่นักเรียนในระยะเร่ิมเรียนการอ่าน นกั เรยี นจะขาดหลักเกณฑ์การประสมคำ ทำให้
เมื่ออ่านหนังสือมากขึ้นจะสบั สน อ่านหนังสือไม่ออกเขียนหนังสือผิดซึ่งเปน็ ปัญหามากของเด็กนักเรียนไทยใน
ปัจจุบัน ผลจากการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรียนวิชาอื่น ๆ ด้วยการอ่านเป็นสิ่งที่มี
ความสำคัญตอ่ ทกุ คนท่จี ำเป็นอย่างยงิ่ ทต่ี ้องนำไปใชช้ ีวติ ประจำวนั
สรุปได้ว่า การอ่านแจกลูกสะกดคำเป็นกระบวนการข้ันพื้นฐานของการนำเสียงพยัญชนะตน้
สระ วรรณยุกต์ และตัวสะกด มาประสมเสียงกัน เริ่มการสอนสะกดคำโดยการนำคำที่มีความหมายมาสอน
ก่อน เม่ือสะกดคำจนจำไดแ้ ลว้ จึงแจกคำ เพราะการสะกดคำจะเปน็ เครือ่ งมือการอา่ นคำใหมโ่ ดยเรม่ิ จากคำง่าย
ๆ แล้วบอกทศิ ทางการออกเสยี งแลว้ แจกคำโดยเปล่ียนพยัญชนะตน้
3.5 การพัฒนาทักษะการอ่าน
ในการส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี นมีพัฒนาการในทักษะการอา่ น ผูส้ อนจะต้องพยายามสร้างบรรยากาศ
การเรียนการสอน ที่เอื้ออำนวยให้ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกการอ่านให้มากที่สุด มีนักการศึกษาได้กล่าวถึ งการ
พฒั นาทกั ษะการอ่านไว้ดงั นี้
3.5.1 บนั ลือ พฤกษะวนั (2532) ไดเ้ สนอวธิ กี ารสอนอ่านของเดก็ ไว้ ดงั น้ี
1. เด็กเรียนอ่านโดยอาศัยการฟังเสียงเป็นหลัก ถ้าเราจะสังเกตการณ์สอนของครูใน
ยุคก่อน ๆ ที่ใช้วิธีเขียนบนกระดานดำ 4–5 บรรทัด ให้เด็กอ่านนำและเพื่อน ๆ อ่านตาม (Synthetic
method) เด็กจะเรียนอ่านโดยการตะโกน เมื่อฟังการอ่านนำแล้วตะโกนเลียนเสียงตามกันเด็กผู้เรียนอาศัย
การฟังเสยี งเป็นจงั หวะ ๆ โยกตัวผงกหวั และอา่ นตาม เด็กเรยี นโดยอาศยั การฟังเพียงอย่างเดียวน้นั ก็เพราะว่า
เด็กใช้การฟังเสียงเป็นส่วนใหญ่ ส่วนสายตาจะจ้องดูหนังสือหรือไม่นั้นก็อาจใช้บ้าง แต่หูจะต้องฟังเป็นส่วน
ใหญ่ นับว่าเป็นวิธีการที่สอดคล้องกับรากภาษาไทย เพราะใช้เสียงพาไปได้ดีส่วนหนึ่งอาจสรุปได้ว่า เด็กเรียน
อา่ นโดยอาศัยฟังเสยี งย่อมสอดคลอ้ งกบั การสอนโดยวธิ สี ะกดตัวผสมคำของครู (Synthetic method)
22
2. เด็กเรียนอ่านโดยอาศัยการสังเกตภาพที่เคลื่อนไหวกับคำหรือประโยคการเรียน
อ่านแบบนี้ได้อาศัยภาพเป็นหลักในการเดาภาพ การอ่านภาพเป็นหลักสำคัญ เราจะสังเกตได้ว่าการเรยี นอ่าน
โดยวิธีนี้ นับตั้งแต่ 3-4 ขวบ เด็กจะเปิดหนังสือหรือสมุดภาพเพื่ออ่านภาพ ทำนองดูภาพเล่นเท่านั้น ต่อเม่ือ
เด็กได้คุ้นเคย เห็นแบบอย่างการอ่านของพี่ ๆ เด็กจึงฝึกอ่านภาพทำนองเล่าเรื่องจากภาพที่พบเห็นนั้น โดยวิธี
ลองผิดลองถกู หากจะกลา่ วใหช้ ัดเจนแล้ว ภาพยอ่ มช่วยภาษา ทำให้เกดิ ภาพพจน์และความเข้าใจการอ่านได้ดี
มาก เด็กจะอ่านด้วยความรู้สึกว่าง่าย ประสบความสำเร็จได้ง่าย เพราะภาพย่อมมีความหมายมากกว่า
สัญลักษณ์ในสายตาของเด็กผู้อ่าน อาจสรุปได้ว่า เด็กเรียนอ่านโดยอาศัยภาพช่วยนี้ย่อมสอดคล้องกับวิธีสอน
แบบอา่ น เป็นคำเป็นประโยค (Basal Reader’s Approach)
3. เด็กเรียนอ่านโดยอาศัยการจำรูปคำ (Word’s figuration) เด็กเรียนอ่านได้โดย
วิธีการจำรูปโครงร่างภายนอกของคำและเปรียบเทียบกบั คำใหม่ การสังเกตจำรปู คำน้ี เดก็ ไดเ้ ปรียบเทยี บความ
สั้นยาวของประโยคหรือคำ คำที่มีลักษณะแปลก ๆ และอื่น ๆ เด็กจะจำรูปคำดีนั้นก็โดยอาศัยความเข้าใจ
ความหมายของคำน้ัน ๆ เด็กจะต้องระลกึ ถึงประสบการณ์เดมิ เป็นเครื่องช่วยแปลความหมาย เด็กย่อมสนใจที่
จะอ่านส่งิ ท่มี คี วามหมายมากกวา่ ส่งิ ที่มีความหมายน้อยหรือไม่มีความหมายเลย หากจะทดลองดูความสนใจใน
การอ่านเป็นคำ ๆ ตามอักขรวิธีกับการอ่านเรื่องราวที่มีความหมายจะพบว่า เด็กสนใจอ่านเรื่องราวมากกว่า
เป็นคำ ๆ ฉะนนั้ การสอนอา่ นแบบใชแ้ ผนภมู ปิ ระสบการณ์ ยอ่ มใหค้ ุณภาพและสง่ ผลช่วยในการจำรูปคำได้เป็น
อย่างดี อาจสรุปได้ว่า เด็กเรียนอ่านโดยวิธีจำรูปคำ ย่อมสอดคล้องกับวิธีอ่านโดยใช้แผนภูมิประสบการณ์ได้ดี
(Experience Approach) เชน่ กัน
3.5.2 กลั ยา ยวนมาลยั (2539) ไดก้ ลา่ วถึง การพฒั นาการอ่านของเด็กในวัยเด็กตอนกลาง
เด็กหญิงจะมีอายุ 6-11 ปี และเด็กชาย 6-13 ปี เพราะวัยนี้เด็กจะเริ่มอ่านออกเสียงก่อนแล้วจึงอ่านในใจ
เด็กจะต้องสามารถมองเห็นคำและได้ยินเสียงผู้อื่นอ่านให้ฟัง ความพิการบางอย่างแม้แต่เล็กน้อยก็อาจทำให้
เด็กไมส่ นใจในการอ่านได้ เดก็ ทเี่ ปน็ ปญั หามกั อา่ นหนังสือได้ช้า เด็ก 10-11 ปี จะสะกดตัวได้ดีข้ึนเรื่อย ๆ ท่ีดี
ขนึ้ เพราะอวยั วะต่าง ๆ มวี ฒุ ภิ าวะดีขนึ้ อา่ นหนังสือดีขน้ึ อาจช่วยเหลือเดก็ โดยทำบัญชคี ำเพ่ือใหส้ ะกดตัวได้ถูก
ในด้านการอ่าน
3.5.3 Bush and Heubner (อา้ งถึงใน ฉวีลักษณ์ บุณยะกาญจน, 2535) กล่าวไว้ว่าระดับ
การอา่ นของคนทวั่ ๆ ไปนั้นควรจะแยกออกได้เป็น 6 ระดับ ซ่งึ นำมาเปรยี บเทียบกบั การศกึ ษาของไทยได้ดงั นี้
1. ระดับทีห่ นง่ึ ระดับเตรยี มการ–ตงั้ แต่เกดิ จนถึงประถมศึกษาปที ่ี 1 ควรพิจารณาถึง
พฤตกิ รรมในการอา่ นของเดก็ ประมาณ 1-6 ปี มักจะสนใจพฤติกรรมในการอา่ น ที่ออกมาในรปู ภาพโต ๆ ชอบ
อา่ นเปน็ คำ ๆ และประโยคสน้ั ๆ 3-4 ปี ดโู ทรทัศน์ และจำบางคำ ในน้นั มักจะสนใจกับ กจิ กรรมผู้ใหญ่ท่ีใกล้
ตัว ชอบจับต้องหนังสือหรือแมกซีน ฉีกและขว้าง เขาจะเรียนจากรูป และจำคำบอกกล่าวเกี่ยวกับรูปภาพนั้น
จากผู้ใหญ่
23
2. ระดบั ท่สี อง ระดับเรม่ิ ตน้ การอ่าน ระดับประถมศึกษาปที ี่ปีที่ 1-3 เร่ิมมีการเรียน
การอ่านในโรงเรียนมักจะเป็นระดับอนุบาลหรือบางคนอาจอยู่ประถมศึกษาปีที่ 2 ในระดับนี้เด็กเริ่มมีความ
พร้อมที่จะอ่านบ้างตามสิ่งที่ถูกแนะนำ ความแตกต่างในการอ่าน ของเด็กจะเริ่มมีขึ้นซึ่ งขึ้นอยู่กับ
สภาพแวดล้อมทางบ้านบางคนอาจเคยเห็นรูปภาพ หรือ ตัวหนังสือนั้น ๆ ผ่านสายตามาแล้วจากทางบ้าน ก็
เท่ากับเด็กมีประสบการณ์เดิมเป็นทุนอยู่แล้ว ง่ายต่อการเริ่มอ่าน เช่น พ่อแม่ ผู้ปกครองอาจจะเคยอ่านหรือ
เคยเล่านิทานให้ฟังจนเด็กเกิดความชำนาญกับศัพท์ หรือคำพูดนั้น ๆ หรือเด็กบางคนที่ครอบครัว อยู่ในตัว
เมืองหรือครอบครัวมี่ฐานะดี เด็กก็สามารถเรียนรู้จากสื่อมวลชนต่าง ๆ ในบ้าน เช่น วิทยุ โทรทัศน์ก็มักจะ
คุน้ เคยกบั คำใหม่ ๆ ไดด้ ี เป็นตน้ เชน่ คำว่า มาม่า นกั เรียนหรอื เด็กทด่ี ูโทรทัศน์หรือฟงั หรือเห็นการเขียนคำน้ี
บอ่ ย ๆ กจ็ ำได้ และมีประสบการณ์เดมิ ดีกวา่ เดก็ ท่ีไมเ่ คยไดด้ ู หรือฟงั มากอ่ น
3. ระดับที่สาม ระยะเริ่มแรกของการอ่านตามลำพัง-ประถมศึกษาปีที่ 3-6 ระยะนี้
เขาเริ่มรู้จักการที่จะหาอ่านตามใจชอบ เขาเริ่มรู้คำมากขึ้น เริ่มรู้จักสนใจกับเรื่องราวของหนังสือ ฟังการเล่า
การบอกอย่างเป็นระเบียบ สนใจคำคล้าย ๆ กัน เช่น มา พา ซึ่งจะปรากฏ ในหนังสือที่อ่านในภาษาอังกฤษ
เชน่ คำวา่ Take make ถ้ามีห้องสมดุ เดก็ จะเร่ิมไปค้นอ่าน หาวสั ดุอ่านเองตามใจชอบในระยะนี้
4. ระดับทสี่ ่ี ระยะของการเปล่ยี นแปลง มธั ยมศึกษาปที ่ี 1-3 อา่ นมากขนึ้ เร่อื งท่ีอ่าน
จะยาวขึ้น เขาจะต้องการความช่วยเหลือในการอ่าน ถ้าเขาติดขัดเมื่อเกิดความจำเป็นเริ่มจับใจความได้รู้จัก
ตอบคำส้นั ๆ ง่าย ๆ ของตวั เองจากหนังสือนนั้ รูจ้ ักเกบ็ ความคดิ งา่ ย ๆ
5. ระดับที่ห้า ระยะกลางหรือระดับขั้นต่ำของวุฒิภาวะ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4-5
ลักษณะอุปนิสัยโดยทั่วไปของระดับการอ่านของเด็กวัยนี้เริ่มแสดงออกถึงการอ่านอย่างเต็มที่ เด็กเริ่มมีแวว
แยกแยะอย่างเห็นได้ชัด รู้จักเก็บแนวคิดจุดสำคัญ และเน้นรายละเอียด เป็นบางตอนและเริ่มเข้าใจหลักการ
วิจารณอ์ ย่างง่าย สง่ิ ที่สำคัญกค็ ือรู้จกั เลือกวสั ดุ อุปกรณจ์ ะอา่ น หน้าท่ีท่จี ำเป็นที่จะส่งเสรมิ การอ่านกค็ อื จะต้อง
จดั หอ้ งสมุด จดั วัสดุอปุ กรณก์ ารอ่านใหพ้ อเพียงกบั ความต้องการ
6. ระดับที่หก ระยะการอ่านที่ก้าวหน้า ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6–ขึ้นไป เริ่มมีวุฒิ
ภาวะการอ่านเต็มท่ี บอนด์ (Bond) และ ทิงเกอร์ (Tinker) ไดพ้ จิ ารณาถงึ วฒุ ิภาวะทีด่ ีของผู้อา่ นในวัยนี้ควรจะ
เริ่มเป็นหลักก็คือ ควรจะให้ได้อ่านนวนิยาย หนังสือที่มีคำศัพท์แปลก ๆ การอธิบายแนวคิดอย่างกว้างขวาง
หนังสือตำรา หนังสือหลักวิชาการทั่ว ๆ ไป และจัดหาวัสดุอุปกรณ์ ในการศึกษาหาความรู้ให้เด็กเต็มที่
กวา้ งขวาง จะชว่ ยให้เด็กเรม่ิ วชิ าการอา่ น สนใจการอ่านมากข้ึน
3.5.4 สำสี รกั สทุ ธี (2553) ได้กลา่ วถึง ปัจจัยหนนุ ใหน้ กั เรียนในวัยเร่ิมเรยี นอ่านออกปัจจัย
ที่ 1 ใหน้ กั เรียนอา่ นออกเสยี งดงั และเต็มเสียง เพือ่ จะได้ฟงั การอา่ นออกเสยี ง วา่ ถูกตอ้ ง ชัดเจนหรอื ไม่ เพยี งใด
ผู้ฝึกจะได้แก้ไขให้ถูกต้องได้ การอ่านออกเสียงจะทำให้นักเรียนเกิดทักษะการอ่านและการอ่านออกเสียงของ
ผใู้ หญ่ แลว้ ให้เดก็ อ่านออกเสยี งตามไปดว้ ย เป็นการช่วยฝึกใหเ้ ด็ก จำพยญั ชนะ สระและคำได้ดี ปัจจยั ที่ 2 ให้
นักเรียนอ่านคำคล้องจอง บทร้อยกรอง โดยธรรมชาติของนักเรียนวัยนี้ชอบในเรื่องของจังหวะความไพเราะ
นักเรยี นจะมีความสุขท่ีไดท้ ำเสียงหรือท่าทางใหเ้ ข้ากบั จังหวะหรอื ได้ฟังคำท่เี ป็นจังหวะ ประโยชน์ที่ได้จากการ
24
อ่านคำคล้องจอง บทร้อยกรอง เป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านภาษาของนักเรียนช่วยให้นักเรียนจำและใช้
ภาษาได้ดใี ชถ้ ้อยคำ ได้ถูกตอ้ งชดั เจน ทำให้นกั เรยี นเขา้ ใจคำศพั ท์ หรือคำที่ครูตอ้ งการเน้นมากข้ึน
สรุปได้ว่า การพัฒนาการสอนอ่านในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1–2 นี้ เป็นการสอนอ่าน
เบ้อื งตน้ จะเริม่ อ่านออกเสยี งก่อน หนงั สอื ทจี่ ะใช้อ่านควรเปน็ หนังสือท่ีเก่ยี วกบั สงิ่ แวดล้อมท่ีเด็กเห็นทุก ๆ วัน
อ่านคำคล้องจอง บทร้อยกรอง ซึ่งโดยธรรมชาติของนักเรียนวัยนี้ชอบในเรื่องของจังหวะความไพเราะ การ
สร้างนิสัยและความรู้สึกอันดีที่มีต่อหนังสือ ถ้าเด็กอ่านหนังสือแล้วได้รับความสนุกเพลิดเพลิน เด็กจะเห็นว่า
การอา่ นเป็นของดี เดก็ จะพอใจและสนใจต่อการอา่ นมาก เปน็ การสร้างนสิ ัยท่ีดใี ห้กบั เด็ก ทำให้เด็กรักการอ่าน
และใชก้ ารอา่ นให้เกดิ ประโยชน์ในการเรียนตอ่ ไป
4. แบบฝกึ ทักษะ
4.1 ความหมายของแบบฝึกทักษะ
4.1.1 สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550) ได้สรุปความสำคัญของแบบฝึก
ทักษะว่าแบบฝึกทักษะมีความสำคัญต่อผู้เรียนไม่น้อย ในการที่จะช่วยส่งเสริมสร้างทักษะให้กับผู้เรียนได้เกิด
การเรียนรู้และเข้าใจได้เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น กว้างขวางขึ้นทำให้การสอนของครูและการเรียนของนักเรียน
ประสบผลสำเร็จอย่างมีประสิทธภิ าพ
4.1.2 พินิจ จันทร์ซ้าย (2546) กล่าวถึงแบบฝึกทักษะว่า หมายถึง งาน กิจกรรม หรือ
ประสบการณ์ที่ครูผู้สอนจัดให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติเพื่อทบทวนความรู้ที่เรียนมาแล้วนำมาปรับประยุกต์ใช้ใน
ชีวติ ประจำวนั
4.1.3 ฐานิยา อมรพลัง (2548) ได้สรุปถึงความหมายของแบบฝึกทักษะ คือ งานกิจกรรม
หรือประสบการณ์ที่ครูจัดให้นักเรยี นไดฝ้ กึ หัดกระทำ เพื่อทบทวนฝึกฝนเน้ือหาความรู้ตา่ ง ๆ ที่ได้เรียนไปแลว้
ใหเ้ กิดความจำ จนสามารถปฏิบัติได้ด้วยความชำนาญ และให้ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ในชวี ติ ประจำวันได้
4.1.4 อกนิษฐ์ กรไกร (2549) ได้สรุปความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะ
หมายถึง สื่อที่สร้างขึ้นเพื่อเสริมสร้างทกั ษะให้แก่นักเรียน มีลักษณะเป็นแบบฝึกหัดทีม่ ีกิจกรรมให้นกั เรยี นทำ
โดยมีการทบทวนสิ่งที่เรียนผ่านมาแล้วจากบทเรียน ให้เกิดความเข้าใจและเป็นการฝึกทักษะและแก้ไขใน
จดุ บกพร่องเพือ่ ใหน้ กั เรยี นได้มคี วามสามารถและศักยภาพย่ิงขึ้นเขา้ ใจบทเรยี นดีขนึ้
สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่ครูสร้างขึน้ ให้นักเรียนได้ฝึกปฏิบัติ
ด้วยตนเองจนเกิดความรู้ ความเขา้ ใจเพิ่มขนึ้ โดยกจิ กรรมทไ่ี ด้ปฏิบัตใิ นแบบฝึกทกั ษะนั้นจะครอบคลุมเนื้อหาที่
ได้เรียนไปแลว้ จะทำใหน้ กั เรียนมคี วามรู้และทักษะมากขึ้น ทั้งยงั มีประโยชนช์ ่วยลดภาระการสอนของครู และ
ยงั ชว่ ยพฒั นาตามความแตกต่างอีกดว้ ย
25
4.2 ความสำคญั ของแบบฝกึ ทกั ษะ
4.2.1 คมขำ แสนกล้า (2547) ได้สรุปความสำคัญของแบบฝึกว่า แบบฝึกทักษะเป็นส่วน
สำคัญในการเรียนการสอน เพราะถ้าขาดแบบฝึกทักษะเพื่อใช้ในการฝึกฝนทักษะความรู้ต่าง ๆ หลังจากเรียน
ไปแล้ว เดก็ กอ็ าจจะลมื เลอื นความรู้ท่เี รยี นไปได้ ซง่ึ อาจส่งผลใหน้ ักเรยี นไม่มีประสทิ ธภิ าพเท่าท่ีควร
4.2.2 วีระ ไทยพานิช (2528) ได้อธิบายว่า แบบฝึกเสริมทักษะทำให้เกิดการเรียนรู้จาก
การกระทำจริง เป็นประสบการณต์ รงท่ีผเู้ รียนมจี ุดประสงค์แน่นอน ทำใหส้ ามารถรูแ้ ละจดจำส่ิงทเี่ รียนไดด้ ี จน
นำไปใช้ในสถานการณเ์ ชน่ เดียวกนั
4.2.3 อดุลย์ ภูปลื้ม (2539) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกว่า แบบฝึกมีความสำคัญ
และจำเป็นต่อการเรียนทักษะทางภาษามาก เพราะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนดีขึ้น สามารถจดจำเนื้อหาใน
บทเรียนและคำศัพท์ต่าง ๆ ได้คงทน ทำให้เกิดความสนุกสนานในขณะเรียน ทราบความก้าวหน้าของตนเอง
สามารถนำแบบฝึกมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเองได้ นำมาวัดผลการเรียนหลังจากที่เรียนแล้ว ตลอดจน
สามารถทราบข้อบกพร่องของนักเรียนและนำไปปรับปรุงแก้ไขได้ทันท่วงที ซึ่งจะมีผลทำให้ครูประหยัดเวลา
ค่าใช้จ่ายและลดภาระได้มาก นอกจากนี้ ยังทำให้นักเรียนสามารถนำภาษาไปใช้ในการสื่อสารได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ
4.2.4 มะลิ อาจวิชัย (2540) ได้กล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกว่า แบบฝึกที่ดีและมี
ประสิทธิภาพจะช่วยทำให้นักเรียนประสบผลสำเร็จในการฝึกทักษะได้เป็นอย่างดี แบบฝึกที่ดีเปรียบเสมือน
ผู้ช่วยที่สำคัญของครู ทำให้ครูลดภาระการสอน ทำให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่และเพิ่ม
ความมัน่ ใจในการเรียนเปน็ อย่างดี
สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะมีความจำเปน็ ตอ่ การเรยี นการสอนอย่างมาก ซึ่งผู้สอนสามารถท่จี ะ
สร้างขึ้นมาใช้เอง เพื่อฝึกทักษะหลังจากเรียนเนื้อหาในแบบเรียนไปแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนมีความแม่นยำ
และเกิดความชำนาญมากขึ้น ทำให้ผู้เรียนทราบขอ้ บกพรอ่ งของตนเองและนำมาปรับปรุงแก้ไข ให้นักเรียนได้
เพมิ่ พนู ความรแู้ ละทักษะมากยิ่งข้ึน
4.3 ลักษณะของแบบฝึกทดี่ ี
แบบฝกึ เปน็ เครอื่ งมอื ทีส่ ำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างทกั ษะใหแ้ กผ่ ู้เรยี นการสรา้ งแบบฝึกให้มปี ระสิทธิภาพ
จึงจำเป็นจะต้องศึกษาองค์ประกอบและลักษณะของแบบฝึกเพื่อใช้ให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของ
นักเรยี น
4.3.1 สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550) ได้สรุปลักษณะของแบบฝึกที่ดี
ควรคำนึงถึงหลักจิตวิทยาการเรียนรู้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง ความครอบคลุม ความสอดคล้องกับเนื้อหา
รูปแบบนา่ สนใจ และคำส่งั ชดั เจน และไดส้ รปุ ลักษณะของแบบฝกึ ไวด้ ังน้ี
1. ใช้หลักจิตวิทยา
2. สำนวนภาษาไทย
3. ให้ความหมายตอ่ ชวี ิต
4. คดิ ไดเ้ ร็วและสนกุ
26
5. ปลุกความนา่ สนใจ
6. เหมาะสมกบั วยั และความสามารถ
7. อาจศกึ ษาไดด้ ว้ ยตนเอง
และได้แนะนำให้ผสู้ ร้างแบบฝึกใหย้ ึดลักษณะของแบบฝึกไว้ดังน้ี
1. แบบฝกึ หัดทด่ี ีควรมคี วามชัดเจนทัง้ คำสั่งและวิธีทำ คำสั่งหรือตวั อย่างวธิ ที ำท่ีใช้ไม่
ควรยาวเกินไป เพราะจะทำให้เข้าใจยาก ควรปรับให้ง่ายเหมาะสมกับผู้ใช้ ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนสามารถศึกษา
ด้วยตนเองไดถ้ ้าต้องการ
2. แบบฝึกหัดที่ดีควรมีความหมายต่อผู้เรียนและตรงตามจุดมุ่งหมายของการฝึก
ลงทุนนอ้ ยใช้ไดน้ าน ๆ และทนั สมยั อยู่เสมอ
3. ภาษาและภาพที่ใช้ในแบบฝึกหัดควรเหมาะสมกับวัยและพื้นฐานความรู้ของ
ผู้เรยี น
4. แบบฝึกหัดที่ดีควรแยกฝึกเป็นเรื่อง ๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไปแต่ควรมี
กิจกรรมหลายรูปแบบ เพื่อเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจและไม่น่าเบื่อหน่ายในการทำ และเพื่อฝึกทักษะใด
ทักษะหนึ่งจนเกดิ ความชำนาญ
5. แบบฝึกหัดที่ดีควรมีทั้งแบบกำหนดให้โดยเสรี การเลือกใช้คำ ข้อความหรือ
รูปภาพในแบบฝกึ หดั ควรเป็นสิ่งที่นักเรยี นคุ้นเคยและตรงกับความในใจของนักเรียนเพือ่ วา่ แบบฝึกหัดท่สี ร้าง
ขึ้นจะได้ก่อให้เกิดความเพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้ ซึ่งตรงกับหลักการเรียนรูไ้ ด้เร็วในการกระทำที่ก่อให้เกดิ
ความพึงพอใจ
6. แบบฝึกหดั ท่ีดคี วรเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรยี น ไดศ้ กึ ษาดว้ ยตนเองให้รู้จักค้นคว้ารวบรวม
สิ่งที่พบเห็นบ่อย ๆ หรือที่ตนเองเคยใช้จะทำให้นักเรียนสนใจเรื่องนั้น ๆ มากยิ่งขึ้นและจะรู้จักความรู้ใน
ชวี ติ ประจำวนั อยา่ งถูกต้อง มหี ลกั เกณฑแ์ ละมองเหน็ ว่าสิ่งทเ่ี ขาได้ฝึกฝนนัน้ มคี วามหมายตอ่ เขาตลอดไป
7. แบบฝกึ หัดที่ดคี วรจะสนองความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล ผู้เรียนแตล่ ะคนจะมีความ
แตกตา่ งกันหลาย ๆ ด้าน เชน่ ความต้องการ ความสนใจ ความพรอ้ ม ระดับสตปิ ญั ญาและประสบการณ์ ฯลฯ
ฉะนั้นการทำแบบฝึกหัดแต่ละเรื่อง ควรจัดทำให้มากพอและมีทุกระดับ ตั้งแต่ง่าย ปานกลางจนถึงระดับ
คอ่ นขา้ งยาก เพื่อวา่ ทั้งเดก็ เก่ง กลาง และอ่อนจะได้เลือกทำได้ตามความสามารถ ทง้ั นเ้ี พือ่ ใหเ้ ดก็ ทกุ คนประสบ
ความสำเร็จในการทำแบบฝึกหดั
8. แบบฝึกหัดที่ดีควรสามารถเร้าความสนใจของนักเรียนได้ตั้งแต่หน้าปกไปจนถึง
หน้าสดุ ท้าย
9. แบบฝึกหัดที่ดีควรได้รับการปรับปรุงไปคู่กับหนังสือแบบเรียนอยู่เสมอและควร
ใชไ้ ด้ดีท้งั ในและนอกบทเรียน
10. แบบฝึกหัดที่ดีควรเป็นแบบที่สามารถประเมิน และจำแนกความเจริญงอกงาม
ของเด็กไดด้ ้วย
27
4.3.2 พนิ ิจ จันทร์ซ้าย (2546) กล่าวถงึ ลักษณะของแบบฝึกท่ีดี ประกอบดว้ ย เนื้อหาต้อง
ชัดเจน มีรูปแบบ เร้าความสนใจ ตอบสนองการเรียนรู้ของผู้เรียน และท ำให้ผู้เรียนมีความสุข
ในการเรียน
4.3.3 อำนวย เลื่อมใส (2546) กลา่ วถึง ลกั ษณะทด่ี ขี องแบบฝกึ ทกั ษะ ดงั น้ี
1. ควรเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เรียนมาแล้ว เป็นเรื่องที่มีความหมายต่อผู้เรียน และ
สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
2. ตรงตามจุดม่งุ หมายของการฝกึ ลงทุนนอ้ ย และทนั สมัยอยเู่ สมอ
3. ภาพประกอบ ภาษา สำนวนภาษา ความยากง่าย และเวลาในการฝึกมี
ความเหมาะสมกับวัยและพืน้ ฐานความรู้ความสามารถของผู้เรยี น เพราะจะทำใหฝ้ ึกคดิ ไดเ้ ร็วและสนุกสนาน
4. ใช้หลกั จติ วทิ ยา ปลกุ เร้าความสนใจ มสี ิ่งแปลกใหม่ น่าสนใจและทา้ ทายให้ผู้เรียน
สามารถแสดงความสามารถได้เต็มศกั ยภาพ และตอบสนองความตอ้ งการของท้องถ่ิน
5. มีขอ้ เสนอแนะ คำชีแ้ จง และตวั อย่างสนั้ ทชี่ ่วยให้ผู้เรยี นเขา้ ใจวธิ ที ำได้ง่าย ๆ
6. มีหลายรูปแบบ ให้เลือกตอบอย่างจำกัดและอย่างเสรี เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเลือก
ฝึกและศกึ ษาด้วยตนเอง
7. ควรเลอื กฝึกเป็นเรื่อง ๆ แตล่ ะเรือ่ ง ไม่ควรยาวจนเกินไป เน้นกิจกรรมการเรยี นรู้ท่ี
เลือกฝึกและศึกษาดว้ ยตนเอง
8. ควรได้รับการปรับปรุงควบคู่กับหนังสอื เรียนเสมอ และควรใช้ได้ดีทั้งในห้องเรียน
และนอกห้องเรียน
9. ควรเป็นแบบฝึกที่สามารถประเมิน และจำแนกความเจริญงอกงามของผู้เรียนได้
อกี ด้วย
4.3.4 ฐานิยา อมรพลัง (2548) ได้เสนอลักษณะที่ดีของแบบฝึก คือ แบบฝึกที่เรียงลำดับ
จากง่ายไปหายาก มีรูปภาพประกอบ มรี ปู แบบนา่ สนใจ หลากหลายรูปแบบ โดยอาศัยหลักจิตวิทยาในการจัด
กจิ กรรมหรอื จดั แบบฝึกใหส้ นุก ใชภ้ าษาเหมาะสมกบั วยั และระดบั ช้ันของนักเรยี น มคี ำส่ัง คำชี้แจงสนั้ ชัดเจน
เขา้ ใจง่าย มีตัวอย่างประกอบ มกี ารจัดกจิ กรรม การฝึกทเ่ี ร้าความสนใจ และแบบฝึกน้นั ควรทนั สมยั อยู่เสมอ
4.3.5 ปราณี จิณฤทธิ์ (2552) ได้กลา่ วว่า ลักษณะของแบบฝึกท่ดี ีต้องสร้างให้เกี่ยวข้องกับ
บทเรยี นเปน็ แบบฝกึ สำหรับเด็กเก่งและใชซ้ ่อมเสริมเด็กอ่อนได้มคี วามหลากหลายในแบบฝึกชุดหนง่ึ ๆ มีคำส่ัง
ที่ชัดเจน เปิดโอกาสให้ผู้ฝึกได้คิดทา้ ทายความสามารถมีความเหมาะสมกับวัย ใช้เวลาฝึกไม่นาน ผู้ฝึกสามารถ
นำประโยชน์จากการทำแบบฝกึ ไปประยกุ ต์ปรบั เปลี่ยนนำมาใชใ้ นชีวิตประจำวันได้
สรปุ ไดว้ า่ ลกั ษณะของแบบฝึกท่ีดีควรสรา้ งเพ่ือฝึกทกั ษะเฉพาะอย่าง คำนึงถงึ ความเหมาะสม
กับวัย ความสามารถ และพัฒนาการของผู้เรียน โดยใช้ภาษาที่ง่ายชัดเจน มีกิจกรรมหลายรูปแบบ เพื่อเร้า
ความสนใจของผู้เรียน มีภาพประกอบ ฝึกตามลำดับขั้นเรียงจากง่ายไปหายาก ใช้เวลาฝึกพอสมควร และมี
การประเมนิ ผลการใช้แบบฝึกเพอื่ ใหผ้ ู้เรยี นได้ประเมินความสามารถของตนเอง
28
4.4 ประโยชนข์ องแบบฝกึ ทักษะ
4.4.1 ถวลั ย์ มาศจรัส และคณะ (2550) ไดอ้ ธิบายถงึ ประโยชน์ของแบบฝึกหดั และแบบฝึก
ทักษะเป็นสื่อการเรียนรู้ ที่มุ่งเน้นในเรื่องของการแก้ปัญหา และการพัฒนาในการจัดการเรียนรู้ในหน่วยการ
เรียนรแู้ ละสามารถเรียนรู้ได้ โดยสรปุ ไดด้ งั นี้
1. เปน็ สอื่ การเรยี นรู้ เพอ่ื พฒั นาการเรียนรใู้ หแ้ กผ่ ูเ้ รยี น
2. ผู้เรยี นมสี ือ่ สำหรับฝึกทักษะดา้ นการอา่ น การคดิ การคิดวเิ คราะห์ และการเขยี น
3. เปน็ สือ่ การเรยี นรสู้ ำหรับการแกป้ ญั หาในการเรยี นรขู้ องผู้เรียน
4. พฒั นาความรู้ ทักษะ และเจตคตดิ ้านต่าง ๆ ของผู้เรียน
จากประโยชนข์ องแบบฝกึ ทก่ี ล่าวมา สรุปไดว้ า่ แบบฝกึ ท่ีดแี ละมีประสิทธิภาพช่วยทำ
ให้นกั เรยี นประสบผลสำเรจ็ ในการฝึกทกั ษะได้เป็นอย่างดี
4.4.2 วรรณภา ไชยวรรณ (2549) ได้อธิบายถึงประโยชน์ของแบบฝึกทักษะไว้ว่าแบบฝึก
ช่วยในการฝึกหรือเสริมทักษะทางภาษา การใช้ภาษาของนักเรียนสามารถนำมาฝึกซ้ำทบทวนบทเรียน และ
ผู้เรียนสามารถนำไปทบทวนด้วยตนเอง จดจำเนื้อหาได้คงทน มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทย แบบฝึกถือ
เป็นอุปกรณ์การสอนอย่างหนึ่งซึ่งสามารถทดสอบความรู้ วัดผลการเรียนหรือประเมินผลการเรียนก่อนและ
หลังเรียนได้เป็นอย่างดี ทำให้ครูทราบปญั หาข้อบกพรอ่ งของผู้เรียนเฉพาะจุดได้ นักเรียนทราบความก้าวหนา้
ของตนเอง ครปู ระหยัดเวลา ค่าใช้จา่ ยและลดภาระไดม้ าก
4.4.3 สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550) ได้สรุปประโยชน์ของแบบฝึก
ทักษะได้ดังนี้
1. ทำให้เข้าใจบทเรียนดขี ึน้ เพราะเปน็ เครื่องอำนวยประโยชนใ์ นการเรียนรู้
2. ทำให้ครูทราบความเข้าใจของนกั เรียนทม่ี ีตอ่ บทเรียน
3. ฝกึ ให้เด็กมีความเช่อื ม่ันและสามารถประเมินผลของตนเองได้
4. ฝึกใหเ้ ดก็ ทำงานตามลำพัง โดยมีความรบั ผิดชอบในงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
5. ชว่ ยลดภาระครู
6. ช่วยให้เด็กฝกึ ฝนได้อยา่ งเตม็ ที่
7. ชว่ ยพฒั นาตามความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล
8. ชว่ ยเสริมใหท้ ักษะคงทน ซง่ึ ลกั ษณะการฝกึ เพือ่ ชว่ ยใหเ้ กิดผลดงั กลา่ วนัน้ ไดแ้ ก่
8.1 ฝกึ ทันทหี ลงั จากที่เดก็ ไดเ้ รยี นรู้ในเรื่องน้นั ๆ
8.2 ฝกึ ซำ้ หลาย ๆ ครั้ง
8.3 เนน้ เฉพาะในเรอ่ื งท่ผี ดิ
9. เปน็ เคร่ืองมอื วัดผลการเรียนหลงั จากจบบทเรียนในแตล่ ะคร้งั
10. ใช้เปน็ แนวทางเพือ่ ทบทวนด้วยตนเอง
11. ชว่ ยใหค้ รมู องเห็นจดุ เดน่ หรือปญั หาต่าง ๆ ของเดก็ ไดช้ ัดเจน
12. ประหยดั คา่ ใช้จ่ายแรงงานและเวลาของครู
29
สรปุ ไดว้ า่ แบบฝกึ มีความสำคญั และจำเป็นต่อการเรยี นทักษะทางภาษามาก เพราะจะชว่ ยให้
ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้นสามารถจดจำเนื้อหาในบทเรียนและคำศัพท์ต่าง ๆ ได้คงทน ทำให้เกิดความ
สนุกสนาน ในขณะเรียนทราบความก้าวหน้าของตนเอง และครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่าง ๆ ของเด็กได้
ชัดเจน สามารถนำแบบฝึกทักษะมาทบทวนเนื้อหาเดิมด้วยตนเอง ตลอดจนสามารถทราบข้อบกพร่องของ
นกั เรยี นและนำไปปรบั ปรุงไดท้ ันทว่ งที ซ่งึ จะมผี ลทำให้ครูประหยัดเวลา ประหยัดคา่ ใชจ้ า่ ย
4.5 หลกั การสร้างแบบฝึก
4.5.1 สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550) ได้สรุปหลักในการสร้างแบบฝึก
ว่าต้องมีการกำหนดเงื่อนไขที่จะช่วยให้ผู้เรียนทุกคนสามารถผ่านลำดับขั้นตอนของทุกหน่วยการเรียนได้ ถ้า
นักเรยี นไดเ้ รยี นตามอัตราการเรยี นของตนกจ็ ะทำให้นักเรียนประสบความสำเร็จมากขึ้น
4.5.2 วรรณภา ไชยวรรณ (2549) ไดส้ รปุ หลักการสร้างแบบฝกึ ทักษะดังน้ี
1. ความใกล้ชดิ คอื ถ้าใช้ส่งิ เรา้ และการตอบสนองเกิดขน้ึ ในเวลาใกล้เคยี งกันจะสร้าง
ความพอใจใหก้ ับผเู้ รียน
2. การฝกึ คอื การให้นกั เรียนไดท้ ำซ้ำ ๆ เพือ่ ชว่ ยสรา้ งความรู้ ความเขา้ ใจท่แี ม่นยำ
3. กฎแหง่ ผล คอื การท่ีผูเ้ รยี นได้ทราบผลการทำงานของตนด้วยการเฉลยคำตอบจะ
ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นทราบขอ้ บกพรอ่ งเพื่อปรับปรุงแกไ้ ขและเป็นการสร้างความพอใจแกผ่ ูเ้ รียน
4. การจูงใจ คือ การสร้างแบบฝึกเรียงลำดับ จากแบบฝึกง่ายและสั้นไปสู่แบบฝึก
เร่ืองที่ยากและยาวข้นึ ควรมภี าพประกอบและมีหลายรส หลายรูปแบบ
4.6 สว่ นประกอบของแบบฝกึ
4.6.1 สุวทิ ย์ มลู คำ และสุนนั ทา สุนทรประเสริฐ (2550) ไดก้ ำหนดสว่ นประกอบของแบบ
ฝึกทกั ษะได้ดงั น้ี
1. คู่มือการใช้แบบฝึก เป็นเอกสารสำคัญประกอบการใช้แบบฝึก ว่าใช้เพื่ออะไรและ
มีวธิ ใี ชอ้ ย่างไร เช่น ใช้เปน็ งานฝกึ ท้ายบทเรยี น ใชเ้ ป็นการบ้าน หรือใช้สอนซ่อมเสรมิ ประกอบดว้ ย
- ส่วนประกอบของแบบฝกึ จะระบุว่าในแบบฝึกชดุ น้ี มีแบบฝึกทั้งหมดกีช่ ดุ
อะไรบ้าง และมีส่วนประกอบอนื่ ๆ หรอื ไม่ เชน่ แบบทดสอบ หรอื แบบบันทึกผลการประเมิน
- สิ่งที่ครูหรือนักเรียนต้องเตรียม (ถ้ามี) จะเป็นการบอกให้ครูหรือนักเรียน
เตรยี มตวั ใหพ้ รอ้ มลว่ งหน้ากอ่ นเรยี น
- จดุ ประสงคใ์ นการใช้แบบฝึก
- ขั้นตอนในการใช้ บอกข้อตามลำดับการใช้ และอาจเขียนในรูปแบบของ
แนวการสอนหรือแผนการสอนจะชดั เจนย่ิงขึ้น
- เฉลยแบบฝกึ ในแตล่ ะชดุ
30
2. แบบฝึก เป็นส่อื ท่ีสรา้ งขึ้นเพ่ือใหผ้ ู้เรียนฝึกทักษะ เพือ่ ให้เกดิ การเรียนรู้ท่ีถาวรควร
มอี งคป์ ระกอบ ดังนี้
- ช่อื ชุดฝกึ ในแต่ละชุดยอ่ ย
- จดุ ประสงค์
- คำสั่ง
- ตวั อยา่ ง
- ชดุ ฝึก
- ภาพประกอบ
- ขอ้ ทดสอบกอ่ นและหลงั เรียน
- แบบประเมนิ บันทกึ ผลการใช้
4.7 รปู แบบการสรา้ งแบบฝกึ
4.7.1 สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550) ได้เสนอแนะรูปแบบการสร้าง
แบบฝึก โดยอธิบายว่าการสร้างแบบฝึกรูปแบบก็เป็นสิ่งสำคัญในการทีจ่ ะจูงใจให้ผู้เรยี นได้ทดลองปฏิบัติแบบ
ฝึกจึงควรมีรูปแบบทหี่ ลากหลาย มิใชใ่ ช้แบบเดียวจะเกดิ ความจำเจนา่ เบอื่ หน่าย ไม่ทา้ ทายให้อยากรู้อยากลอง
จึงขอเสนอรูปแบบที่เป็นหลักใหญ่ไว้ก่อน ส่วนผู้สร้างจะนำไปประยุกต์ใช้ปรับเปลี่ยนรูปแบบอื่น ๆ ก็แล้วแต่
เทคนิคของแตล่ ะคน ซ่งึ จะเรยี งลำดบั จากง่ายไปหายาก ดังน้ี
1. แบบถูกผิด เป็นแบบฝึกที่เป็นประโยคบอกเล่า ให้ผู้เรียนอ่านแล้วใส่เครื่องหมาย
ถกู หรือผดิ ตามดลุ ยพินิจของผูเ้ รียน
2. แบบจับคู่ เป็นแบบฝึกที่ประกอบด้วยตัวคำถามหรือตัวปัญหา ซึ่งเป็นตัวยืนไว้ใน
สดมภ์ซา้ ยมอื โดยมีทีว่ า่ งไว้หน้าข้อเพ่ือให้ผู้เรยี นเลือกหาคำตอบท่ีกำหนดไว้ในสดมภข์ วามือมาจับคู่กับคำถาม
ให้สอดคลอ้ งกัน โดยใชห้ มายเลขหรือรหสั คำตอบไปวางไวท้ ่ีว่างหน้าขอ้ ความหรอื จะใชก้ ารโยงเส้นก็ได้
3. แบบเติมคำหรือเติมข้อความ เปน็ แบบฝกึ ท่มี ีข้อความไว้ให้ แตจ่ ะเว้นช่องว่างไว้ให้
ผู้เรียนเติมคำหรือข้อความที่ขาดหายไป ซึ่งคำหรือข้อความที่นำมาเติมอาจให้เติมอย่างอิสระหรือกำหนด
ตวั เลอื กใหเ้ ติมก็ได้
4. แบบหลายตัวเลือก เป็นแบบฝึกเชิงแบบทดสอบ โดยจะมี 2 ส่วน คือส่วนที่เป็น
คำถาม ซ่งึ จะตอ้ งเป็นประโยคคำถามท่ีสมบูรณ์ ชัดเจนไม่คลุมเครอื ส่วนท่ี 2 เป็นตวั เลอื ก คอื คำตอบซึ่งอาจจะ
มี 3-5 ตวั เลอื กกไ็ ด้ ตัวเลือกท้งั หมดจะมตี ัวเลือกท่ถี ูกทสี่ ุดเพยี งตัวเลือกเดียวส่วนที่เหลือเปน็ ตัวลวง
5. แบบอัตนัย คือความเรียงเป็นแบบฝึกที่ตัวคำถาม ผู้เรียนต้องเขียนบรรยายตอบ
อย่างเสรีตามความรูค้ วามสามารถ โดยไม่จำกดั คำตอบ แต่จำกัดในเร่ืองเวลา อาจใชค้ ำถามในรูปท่วั ๆ ไป หรือ
เป็นคำส่งั ใหเ้ ขยี นเรอ่ื งราวตา่ ง ๆ กไ็ ด้
31
4.8 ขนั้ ตอนการสร้างแบบฝกึ
4.8.1 สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550) ได้เสนอแนะการสร้างแบบฝกึ วา่
ขน้ั ตอนการสรา้ งแบบฝกึ จะคลา้ ยคลึงกบั การสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาประเภทอนื่ ๆ ซง่ึ มีรายละเอยี ดดงั น้ี
1. วเิ คราะหป์ ญั หาและสาเหตุจากการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอน เชน่
- ปัญหาที่เกดิ ข้นึ ในขณะทำการสอน
- ปญั หาการผา่ นจุดประสงคข์ องนักเรยี น
- ผลจากการสงั เกตพฤติกรรมทีไ่ มพ่ ึงประสงค์
- ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
2. ศึกษารายละเอยี ดในหลกั สูตร เพ่อื วิเคราะหเ์ นื้อหา จดุ ประสงค์และกจิ กรรม
3. พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อ 1 โดยการสร้างแบบฝึก และเลือก
เน้อื หาในสว่ นที่จะสรา้ งแบบฝึกน้ัน ว่าจะทำเรื่องใดบา้ ง กำหนดเป็นโครงเรอ่ื งไว้
4. ศึกษารปู แบบของการสร้างแบบฝึกจากเอกสารตวั อย่าง
5. ออกแบบชดุ ฝกึ แตล่ ะชุดใหม้ รี ปู แบบทหี่ ลากหลายน่าสนใจ
6. ลงมือสร้างแบบฝึกในแต่ละชุด พร้อมทั้งข้อทดสอบก่อนและหลังเรียนให้
สอดคล้องกับเน้อื หาและจุดประสงค์การเรยี นรู้
7. ส่งให้ผเู้ ช่ยี วชาญตรวจสอบ
8. นำไปทดลองใช้ แล้วบันทึกผลเพือ่ นำมาปรบั ปรุงแก้ไขสว่ นท่ีบกพร่อง
9. ปรบั ปรุงจนมปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑท์ ่ตี ั้งไว้
10. นำไปใช้จริงและเผยแพร่ต่อไป
4.8.2 ถวลั ย์ มาศจรัส และคณะ (2550) ไดอ้ ธิบายขัน้ ตอนการสรา้ งแบบฝึกทักษะดังนี้
1. ศกึ ษาเนอ้ื หาสาระสำหรับการจดั ทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ
2. วิเคราะห์เน้ือหาสาระโดยละเอยี ดเพอ่ื กำหนดจดุ ประสงค์ในการจัดทำ
3. ออกแบบการจดั ทำแบบฝึกหดั แบบฝึกทักษะตามจดุ ประสงค์
4. สร้างแบบฝกึ หัด และแบบฝึกทักษะและส่วนประกอบอ่นื ๆ เชน่
4.1 แบบทดสอบกอ่ นฝกึ
4.2 บตั รคำสงั่
4.3 ขนั้ ตอนกิจกรรมท่ีผู้เรยี นต้องปฏิบัติ
4.4 แบบทดสอบหลงั ฝึก
5. นำแบบฝึกหัด แบบฝกึ ทกั ษะไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
6. ปรบั ปรงุ พฒั นาให้สมบรู ณ์
32
4.9 แนวคิดหลักการท่ีเก่ยี วขอ้ งกับแบบฝกึ ทกั ษะ
4.9.1 อกนิษฐ์ กรไกร (2549) ได้ดำเนินการสร้างแบบฝึกทักษะ ยึดหลักให้นักเรียนได้
เรียนรู้ดว้ ยตนเองตามศกั ยภาพของแตล่ ะบุคคล ในความคาดหวัง ตอ้ งการให้เดก็ ทีใ่ ชแ้ บบฝึกทกั ษะมพี ฤติกรรม
ดงั น้ี
1. Active Responding ให้นักเรียนมสี ว่ นรว่ มในการเรยี นอย่างกระฉับกระเฉง ไม่ว่า
จะเป็นคิดในใจหรือแสดงออกมาด้วยการพูดหรือเขียน นักเรียนอาจเขียนรูปภาพเติมคำแต่งประโยคหรือหา
คำตอบในใจ
2. Minimal Error ในการเรียนแตล่ ะคร้ังเราหวงั วา่ นกั เรยี นจะตอบคำถามได้ถูกต้อง
เสมอ แต่ในกรณีที่นักเรียนตอบคำถามผิด นักเรียนควรมีโอกาสฝึกฝนและเรียนรู้ในสิ่งที่เขาทำผิดเพื่อไปสู่
คำตอบที่ถูกตอ้ งตอ่ ไป
3. Knowledge of Results เมื่อนักเรียนสามารถตอบถูกต้องเขาควรได้รับเสริมแรง
ถ้านักเรียนตอบผิดเขาควรได้รับการชี้แจง และให้โอกาสที่จะแก้ไขให้ถูกต้องเช่นเดียวกับประสบการณ์ที่เป็น
ความสำเรจ็ สำหรับมนษุ ย์แลว้ เพียงไดร้ ู้วา่ ทำอะไรสำเรจ็ ก็ถือเปน็ การเสริมแรงในตัวเอง
4. Small Step การเรียนจะต้องเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้ไปทีละน้อยด้วย
ตนเองโดยให้ความรู้ตามลำดับขั้นและเปิดโอกาสให้ผู้เรียนใคร่ครวญตามซึ่งจะเป็นผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็ก
อย่างมาก แมท้ เี่ รยี นอ่อนกจ็ ะสามารถเรียนได้
4.9.2 สุวิทย์ มูลคำ และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550) ได้อธิบายแนวคิดและหลักการ
สร้างแบบฝึกว่า การศึกษาในเรื่องจิตวิทยาการเรียนรู้ เป็นสิ่งที่ผู้สร้างแบบฝึกมิควรละเลยเพราะ
การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ต้องขึ้นอยู่กับปรากฏการณ์ของจิตและพฤติกรรมทีต่ อบสนองนานาประการ โดยอาศัย
กระบวนการที่เหมาะสมและเป็นวิธีที่ดีที่สุด การศึกษาทฤษฎีการเรียนรู้จากข้อมูลที่นักจิตวิทยาได้ทำ
การค้นพบ และทดลองไว้แล้ว สำหรับการสรา้ งแบบฝกึ ในส่วนท่มี คี วามสมั พันธก์ ันดงั น้ี
1. ทฤษฎีการลองถูกลองผิดของธอร์นไดค์ ซึ่งได้สรุปเป็นกฎเกณฑ์การเรียนรู้
3 ประการ คอื
1.1 กฎความพร้อม หมายถึง การเรียนรู้จะเกิดขึ้นเมื่อบุคคลพร้อม
ทจี่ ะกระทำ
1.2 กฎผลทไี่ ด้รับ หมายถึง การเรยี นรทู้ ีเ่ กดิ ขนึ้ เพราะบคุ คลกระทำซ้ำงา่ ย
1.3 กฎการฝึกหัด หมายถึง การฝึกหัดให้บุคคลทำกิจกรรมต่าง ๆ นั้น ผู้ฝึก
จะต้องควบคุมและจัดสภาพการให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของตนเอง บุคคลจะถูกกำหนดลักษณะ
พฤติกรรมทแี่ สดงออก
ดังนั้น ผู้สร้างแบบฝึกจึงจะต้องกำหนดกิจกรรมตลอดจนคำสั่งต่าง ๆ ใบแบบฝึกให้ผู้
ฝกึ ได้แสดงพฤติกรรมสอดคล้องกบั จดุ ประสงค์ท่ผี ู้สรา้ งต้องการ
33
2. ทฤษฎีพฤติกรรมนยิ มของสกินเนอร์ ซึ่งมคี วามเชื่อว่า สามารถควบคุมบุคคลให้ทำ
ตามความประสงค์หรือแนวทางที่กำหนดโดยไม่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกทางด้านจิตใจของบุคคลผู้นั้นว่าจะรู้สกึ
นึกคิดอย่างไร เขาจึงได้ทดลองและสรุปว่าบุคคลสามารถเรียนรู้ด้วยการกระทำโดยมีการเสริมแรงเป็นตัวการ
เป็นบุคคลตอบสนองการเร้าของสิ่งเร้าควบคู่กันในช่วงเวลาที่เหมาะสม สิ่งเร้านั้นจะรักษาระดับหรือเพ่ิม
การตอบสนองให้เข้มขึ้น
3. วิธีการสอนของกาเย่ ซึ่งมีความเห็นว่าการเรียนรู้มีลำดับขั้น และผู้เรียนจะต้อง
เรยี นรู้เนอ้ื หาท่งี ่ายไปหายาก การสร้างแบบฝึก จงึ ควรคำนึงถงึ การฝกึ ตามลำดบั จากงา่ ยไปหายาก
4. แนวคิดของบลูม ซึ่งกล่าวถึงธรรมชาติของผู้เรียนแต่ละคนว่ามีความแตกต่างกัน
ผเู้ รยี นสามารถเรียนร้เู น้อื หาในหนว่ ยย่อยต่าง ๆ ได้โดยใชเ้ วลาเรยี นท่แี ตกตา่ งกัน
5. งานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวขอ้ ง
ศิราณี แพทอง (2561) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับ การพัฒนาทักษะการอ่าน และการเขียนคำใน
ภาษาไทยโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียน เรื่อง อ่านหรรษา พาเขียนเพลิน สำหรับนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ผลการทดลองพบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนเรื่อง อ่านหรรษา พา
เขยี นเพลิน กล่มุ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 1 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2559 โรงเรียน
สาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มีประสิทธิภาพ 84.84/85.83 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่า
กอ่ นเรียนดว้ ยชดุ กิจกรรมการเรียนเรอื่ ง อา่ นหรรษา พาเขยี นเพลนิ
กาญจนา ชลเกริกเกียรติ (2561) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับ การพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำ
พื้นฐานภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
ปีการศึกษา 2561 ผลการทดลองพบว่า แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 1 มีประสทิ ธภิ าพ80.51./83.33 ซ่ึงสูงกว่าเกณฑม์ าตรฐานท่ีตง้ั ไว้ คอื 80/80 ผลท่ีเกดิ กบั
นักเรียนหลังการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะสาระการเรียนรู้
ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 พบว่านักเรียนมีทักษะการอ่านและเขียนดีขึ้น ซึ่งส่งผลให้
นกั เรยี นมผี ลสัมฤทธิท์ างการเรียนด้านทักษะการอา่ นและเขยี นคำพื้นฐานสูงข้ึน มคี า่ เฉล่ียรอ้ ยละ 83.33
อัจฉรา ศรีธารา (2562) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับ ผลของการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านสะกด
คำที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดสุวรรณนิมิต
ผลการทดลองพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้แบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำสูงกว่าก่อน
ใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอ่านสะกดคำ อยา่ งมนี ยั สำคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ 0.05
พิชา พลมาตย์ (2561) ได้ทำการวิจัยเกีย่ วกับ การพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ในการอ่านออกเสียงโดยใช้แบบ
ฝกึ ทกั ษะการอา่ นแจกลูกสะกดคำของนักเรยี นชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 1 ผลการทดลองพบว่า การจดั กจิ กรรมการ
เรียนรู้การอ่านออกเสียงโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านแจกลูกสะกดคำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ
เท่ากับ 87.06/89.84 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 และผลการเปรียบเทียบ
คะแนนผลสมั ฤทธิห์ ลังเรยี นสูงกว่ากอ่ นเรียนอยา่ งมนี ัยสำคัญทางสถติ ิทร่ี ะดบั 0.5
34
ชัชฎาภรณ์ สิงหศรี (2563) ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับ การพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐาน
ภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะการเรียนรู้ภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ผลการทดลองพบว่า
การพัฒนาทกั ษะการอา่ นและเขยี นคำพ้ืนฐานภาษาไทย โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะการเรยี นร้ภู าษาไทยของนักเรียน
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.43/86.47 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้ คือ 70/70
ผลท่ีเกิดกับนักเรียนหลังการพัฒนาทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะสาระ
การเรียนรู้ภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่านักเรียนมีทักษะการอ่านและเขียนดีขึ้น ซ่ึง
ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการอ่านและเขียนคำพื้นฐานสูงขึ้น มีค่าเฉลี่ย
รอ้ ยละ 86.47
บทที่ 3
วิธกี ารดำเนินการวิจัย
งานวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านคำในภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกการอ่าน อ่านคล่อง ล่องคำไทย
ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนา มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการอ่านคำใน
ภาษาไทยก่อนและหลังการใช้แบบฝึกการอ่าน อ่านคล่อง ล่องคำไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
โรงเรยี นบา้ นนา ผู้วจิ ัยได้ดำเนนิ การตามขัน้ ตอนดังน้ี
1. แบบแผนการทดลอง
2. ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง
3. ตวั แปรทใ่ี ชใ้ นการวิจัย
4. เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นการรวบรวมข้อมูล
5. ขน้ั ตอนการสร้างและหาคุณภาพของเครอ่ื งมอื
6. วิธีการเก็บรวบรวมขอ้ มูล
7. การวเิ คราะหข์ อ้ มูล
8. สถติ ทิ ่ีใชใ้ นการวิเคราะห์
1. แบบแผนการทดลอง
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ
One Group Pretest-Posttest Design ดำเนินการวิจัยโดยใช้การทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนจากการ
พัฒนาทักษะการอ่านคำในภาษาไทยโดยใช้แบบฝึกการอ่าน อ่านคล่อง ล่องคำไทย ในการจัดการเรียนรู้ดัง
แสดงในตารางท่ี 1
ตารางท่ี 1 ตารางแสดงแบบแผนการทดลอง แบบ One Group Pretest-Posttest Design
สอบก่อน ทดลอง สอบหลงั
O1 X O2
O1 แทน การทดสอบกอ่ นการใชแ้ บบฝึกการอ่าน อา่ นคล่อง ล่องคำไทย (Pre-test)
X แทน การจัดกิจกรรมการเรียนรูค้ ำศัพท์ภาษาองั กฤษโดยใช้เพลง
O2 แทน การทดสอบหลังการใชแ้ บบฝึกการอ่าน อา่ นคลอ่ ง ล่องคำไทย (Post-test)
36
2. ประชากรและกลุ่มเปา้ หมาย
2.1 ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนา ภาคเรียนที่ 2
ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 5 หอ้ ง รวมท้ังสน้ิ 177 คน
2.2 กลุม่ เปา้ หมาย
กลุ่มเปา้ หมายทใี่ ช้ในการศึกษา ได้แก่ นกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 1/3 ทก่ี ำลงั ศึกษาอยู่ในภาคเรียน
ที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564 จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง
3. ตัวแปรทใ่ี ชใ้ นการวิจัย
3.1 ตัวแปรตน้
แบบฝึกการอา่ น อ่านคล่อง ลอ่ งคำไทย
3.2 ตวั แปรตาม
ทักษะการอา่ นคำในภาษาไทยของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนบา้ นนา
4. เครอ่ื งมอื ท่ใี ชใ้ นการรวบรวมขอ้ มูล
ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้เครื่องมือในการวิจัย 2 ประเภท ได้แก่ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองและ
เคร่ืองมอื ที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลดงั น้ี
4.1 เครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นการทดลอง ไดแ้ ก่
แผนการจัดการเรียนรู้
แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการพัฒนาทักษะการอ่านคำในภาษาไทยโดยใช้ แบบฝึก
การอ่าน อ่านคล่อง ล่องคำไทย จำนวน 1 แผน 8 คาบ คาบละ 1 ชั่วโมง โดยมีรายละเอียดดงั นี้
ชว่ั โมงท่ี 1 แบบทดสอบกอ่ นเรียน
ช่ัวโมงท่ี 2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้คำที่ประสมดว้ ยสระอา
ชั่วโมงที่ 3 การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้คำที่ประสมดว้ ยสระอา
ชั่วโมงที่ 4 การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้คำทป่ี ระสมดว้ ยสระอี
ชั่วโมงท่ี 5 การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้คำทป่ี ระสมด้วยสระอี
ชั่วโมงที่ 6 การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้คำท่ีประสมดว้ ยสระอู
ชั่วโมงที่ 7 การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้คำทป่ี ระสมด้วยสระอู
ชัว่ โมงท่ี 8 แบบทดสอบหลังเรียน
37
4.2 เครื่องมอื ทีใ่ ชใ้ นการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ได้แก่
แบบทดสอบการอ่านของนักเรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 1
แบบทดสอบการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 2 ชุด ประกอบด้วย
แบบทดสอบก่อนเรยี น จำนวน 1 ชดุ และแบบทดสอบหลังเรยี น จำนวน 1 ชุด
แบบบนั ทึกการอา่ นของนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 1
แบบบันทึกการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 2 ชุด ประกอบด้วย
แบบทดสอบก่อนเรียน จำนวน 1 ชุด และแบบทดสอบหลงั เรยี นจำนวน 1 ชดุ
แบบฝกึ การอ่าน อ่านคล่อง ลอ่ งคำไทย
แบบฝกึ การอา่ น อ่านคล่อง ล่องคำไทย สำหรับนักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ี่ 1 ทส่ี ร้างขนึ้ เพ่ือ
ใชฝ้ กึ ปฏิบัตดิ า้ นการอ่านจำนวน 1 ชุด ประกอบดว้ ยคำทีป่ ระสมด้วยสระอา สระอี และสระอู ที่อยู่ในมารตรา
แม่ ก กา และไม่มวี รรณยกุ ต์
5. ขัน้ ตอนการสรา้ งและหาคุณภาพของเครือ่ งมือ
5.1 แผนการจัดการเรยี นรู้ ผวู้ จิ ัยดำเนินการดังนี้
5.1.1 ศึกษาหลักสูตร ขอบข่ายของเนื้อหาวิชาภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
เพอื่ ให้ทราบแนวทางในการสร้างแผนการจดั การเรียนรู้
5.1.2 ศึกษารายละเอียดของเนื้อหาและคำศัพท์ในบทเรียนที่จะใช้ในการทดสอบจาก
บัญชคี ำศัพท์พืน้ ฐานภาษาไทยช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 1
5.1.3 ศกึ ษาวิธกี ารเขยี นแผนการจดั การเรียนรู้โดยใช้แบบฝกึ การอ่าน
5.1.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการพัฒนาทักษะการอ่านคำในภาษาไทยโดยใช้
แบบฝึกการอา่ น อ่านคล่อง ลอ่ งคำไทย และสรา้ งแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้
5.1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้และแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้เสนอผู้เชี่ยวชาญ
ดงั รายนามต่อไปน้ี 1) นางณัฐธดิ า โชโต 2) นางสาวซาเรา๊ ะ หมันหลี 3) นางสาวรวภิ า จันอิ เพื่อปรบั ปรงุ แก้ไข
5.1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปที ี่ 1/3 โรงเรยี นบา้ นนา จำนวน 5 คน
5.2 แบบทดสอบการอา่ นของนักเรียนช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 ผ้วู ิจยั ไดด้ ำเนินการดังนี้
5.2.1 ศกึ ษาคำจากบัญชีคำพ้ืนฐานช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1
5.2.2 คัดเลือกคำที่ประสมด้วยสระอา สระอี และสระอู ที่อยู่ในมารตราแม่ ก กา และไม่มี
วรรณยุกต์
5.2.3 สร้างแบบทดสอบการอา่ นของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1
38
5.2.4 นำแบบทดสอบการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และแบบประเมินความ
สอดคล้องของแบบทดสอบการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เสนอผู้เชี่ยวชาญดังรายนามต่อไปนี้
1) นางณัฐธิดา โชโต 2) นางสาวซาเร๊าะ หมันหลี 3) นางสาวรวิภา จันอิ เพื่อตรวจสอบความเที่ยงตรงของ
เนื้อหา (Content Validity) และความสอดคล้องด้วยดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objectives
Congruence : IOC) โดยกำหนดเกณฑ์พิจารณาคือ
ให้คะแนน +1 เมอื่ แน่ใจว่าขอ้ สอบวดั ตรงตามจดุ ประสงค์ทก่ี ำหนด
ใหค้ ะแนน 0 เม่อื ไมแ่ น่ใจว่าข้อสอบวดั ตรงตามจดุ ประสงค์
ท่กี ำหนด
ให้คะแนน -1 เมอ่ื แนใ่ จว่าข้อสอบไม่ไดว้ ดั ตรงตามจุดประสงค์
ทก่ี ำหนด
5.2.5 นำแบบทดสอบการอา่ นของนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ไดร้ บั การตรวจสอบจาก
ผู้เชี่ยวชาญมาหาค่าเฉลี่ยรายข้อ โดยข้อสอบต้องมีค่าเฉลี่ยตั้งแต่ 0.05 ถึง 1.00 จึงจะถือว่าข้อสอบมีความ
สอดคลอ้ งระหว่างจุดประสงค์และเน้ือหา (บญุ ชม ศรีสะอาด. 2553: 71) ผลการประเมินข้อสอบจำนวน 25
ข้อ พบว่า มีคา่ IOC เทา่ กบั 1.00 ทกุ ข้อ แสดงว่าผา่ นเกณฑท์ กุ ข้อ
5.2.6 นำแบบทดสอบการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 25 ข้อ ที่ผ่าน
การประเมินไปจัดพิมพ์และทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนบ้านนา จำนวน 20 คน
(ไม่ใช่กลุ่มทดลอง)
5.2.7 วิเคราะห์แบบทดสอบการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 เพื่อหาความยาก
ง่ายและอำนาจจำแนกของแบบทดสอบการอา่ น โดยคดั เลอื กคำศพั ท์จากแบบทดสอบการอ่านที่มคี ่าความยาก
งา่ ย (p) ตง้ั แต่ 0.2 ถึง 0.08 และค่าอำนาจจำแนก (r) ตงั้ แต่ 0.20 ถงึ 1.00 (ประสิทธิ์ สุวรรณรกั ษ์. 2542:
238 - 239) ผลการวเิ คราะหข์ ้อสอบจำนวน 25 ขอ้ พบว่า ผ่านเกณฑ์ จำนวน 25 ข้อ ผวู้ จิ ัยเลอื กใช้คำศัพท์
จำนวน 20 ข้อ ในการทดสอบการอ่าน โดยมีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.30 – 0.60 และค่าอำนาจจำแนก
ระหว่าง 0.50 – 1.00 จากนนั้ นำขอ้ สอบ จำนวน 20 ขอ้ มาคำนวณหาความเช่ือมน่ั ของแบบทดสอบ โดยใช้
สตู ร KR-20 ของคูเดอร์ ริชาร์ดสนั ไดค้ ่าความเช่ือมัน่ ของแบบทดสอบทั้งฉบบั เท่ากับ 0.98
5.2.8 นำแบบทดสอบการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 20 ข้อ ที่ผ่าน
เกณฑ์การหาค่าความยากง่าย ค่าอำนาจจำแนก และค่าความเชื่อมั่นไปจัดพิมพ์และนำไปใช้กับนักเรียนช้ัน
ประถมศกึ ษาปที ี่ 1/3 โรงเรยี นบ้านนา จำนวน 5 คน (กล่มุ ทดลอง)
5.3 แบบบันทึกการอ่านของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 ผวู้ ิจยั ไดด้ ำเนนิ การดงั นี้
5.3.1 เลือกคำในการทดสอบการอ่านคำในภาษาไทยที่มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.30 –
0.60 และคา่ อำนาจจำแนกระหวา่ ง 0.50 – 1.00
5.3.2 สร้างแบบบันทึกการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทั้งหมด 20 คำ โดยใช้
เกณฑ์ คือ ตอ้ งอา่ นออกเสียงคำใหถ้ กู ต้อง จะไดร้ บั 1 คะแนน
39
5.3.3 นำแบบบันทึกการอ่านไปใช้บันทึกคะแนนการทดสอบการอ่านของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรยี นเมืองบา้ นนา
5.4 แบบฝกึ การอา่ น อ่านคลอ่ ง ล่องคำไทย ผูว้ จิ ยั ได้ดำเนินการดงั นี้
5.4.1 วเิ คราะห์ปัญหาและสาเหตจุ ากการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอน
5.4.2 ศึกษารายละเอยี ดในหลักสูตร เพอื่ วิเคราะห์เน้อื หา จุดประสงคแ์ ละกจิ กรรม
5.4.3 พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากข้อ 1 โดยการสร้างแบบฝึกการอ่าน
อ่านคล่อง ล่องคำไทย และเลือกคำที่ประสมด้วยสระอา สระอี และสระอู ที่อยู่ในมารตราแม่ ก กา และไม่มี
วรรณยกุ ต์ จากบัญชีคำพน้ื ฐานชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 1
5.4.4 ศึกษารปู แบบของการสร้างแบบฝกึ จากเอกสารตวั อยา่ ง
5.4.5 ออกแบบแบบฝกึ ให้มรี ปู แบบทนี่ า่ สนใจ
5.4.5 ลงมือสร้างแบบฝึกการอ่าน อ่านคล่อง ล่องคำไทย พร้อมทั้งแบบทดสอบก่อนและ
หลงั เรยี นให้สอดคลอ้ งกับเน้ือหาและจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
5.4.6 สง่ ให้ผเู้ ชย่ี วชาญตรวจสอบ
5.4.7 นำไปทดลองใช้ แลว้ บนั ทึกผลเพ่อื นำมาปรบั ปรงุ แก้ไขส่วนทีบ่ กพร่อง
5.4.8 ปรับปรุงจนมปี ระสิทธิภาพตามเกณฑ์ทตี่ งั้ ไว้
5.4.9 นำไปใชจ้ รงิ
6. วิธีการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ในการวจิ ัยในคร้งั น้ี ผวู้ ิจัยไดด้ ำเนนิ การเก็บรวบรวมขอ้ มลู วจิ ัยประกอบดว้ ย 3 ขั้นตอน ดังน้ี
6.1 ข้นั กอ่ นการทดลอง
6.1.1 ศึกษาสภาพปัญหา กำหนดวัตถุประสงค์ กำหนดประชากรและกลุ่มเป้าหมายในการ
วจิ ัย ซงึ่ ผวู้ ิจยั ได้กำหนดนักเรยี นชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นเมอื งบา้ นนา ทก่ี ำลังศกึ ษาอยู่ในภาคเรียนท่ี 2
ปีการศึกษา 2564 เป็นประชากร และเลือกประชากรเพื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายโดยใช้วิธีการการเลือกแบบ
เจาะจง ซึ่งกลุ่มเป้าหมายในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนบ้านนา ที่มีปัญหา
ด้านการอา่ นและกำลังศึกษาอยใู่ นภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 5 คน
6.1.2 ร่างโครงร่างงานวิจัยเพื่อใช้เป็นแนวทางการวิจัยเรื่องการพัฒนาทักษะการอ่านคำใน
ภาษาไทยโดยใช้แบบฝกึ การอ่าน อ่านคล่อง ล่องคำไทย ของนกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยี นบา้ นนา
6.1.3 ผู้วจิ ัยได้สรา้ งเครอ่ื งมอื และหาคุณภาพของเครือ่ งมือเพอ่ื ใช้ในการวจิ ยั
6.2 ขัน้ การทดลอง
6.2.1 ก่อนการดำเนินการพัฒนาทักษะการอ่านคำในภาษาไทยโดยใชแ้ บบฝึกการอ่าน อ่าน
คล่อง ล่องคำไทย ผู้วิจัยได้ชี้แจงนักเรียนเกี่ยวกับกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ จุดประสงค์ในการจัดการเรียนรู้
และเกณฑ์การประเมินผล การจัดการเรียนรู้ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1/3 โรงเรียนบ้านนา
จำนวน 5 คน
40
6.2.2 ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) ด้วยแบบทดสอบการอ่านของนักเรียนชัน้ ประถมศึกษา
ปีที่ 1 จำนวน 20 ข้อ โดยใช้เวลาในการทดสอบการอ่าน 1 ชั่วโมง และบันทึกผลการสอบไวเป็นคะแนน
การทดสอบก่อนการทดลอง
6.2.3 ดำเนินการจัดการเรียนรู้โดยผู้วิจัยตามแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึก
การอา่ น อ่านคล่อง ล่องคำไทย จำนวน 6 ชวั่ โมง
6.2.4 ทดสอบหลงั เรยี น (Post-test) ด้วยแบบทดสอบการอา่ นของนักเรียนชั้นประถมศึกษา
ปีที่ 1 จำนวน 20 ข้อ โดยใช้เวลาในการทดสอบการอ่าน 1 ชั่วโมง และบันทึกผลการสอบไวเป็นคะแนน
การทดสอบหลงั การทดลอง
6.3 ข้ันหลังการทดลอง
ผู้วิจัยตรวจให้คะแนนแบบทดสอบและตรวจสอบความถูกต้องครบถ้วนของข้อมูล หลังจากนั้นได้
จดั เตรยี มบนั ทึกขอ้ มูลเพ่ือวิเคราะหข์ ้อมูลในข้นั ต่อไป
7. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู
7.1 เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบบันทึกการอ่านของการทดสอบก่อนและหลังเรียน โดยใช้เกณฑ์ คือ
ต้องอา่ นออกเสียงคำให้ถูกต้อง จะไดร้ บั 1 คะแนน
7.2 วิเคราะห์คะแนนทไ่ี ดจ้ ากการทดสอบแต่ละครัง้ เกบ็ เปน็ ขอ้ มลู ทางสถิติ
7.3 เปรียบเทียบผลคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนจากการพัฒนาทักษะการอ่านคำใน
ภาษาไทยโดยใชแ้ บบฝึกการอ่าน อา่ นคลอ่ ง ลอ่ งคำไทย
8. สถิตทิ ่ใี ช้ในการวิเคราะห์
8.1 สถิติพื้นฐาน หาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อวิเคราะห์ผลการทดสอบก่อนเรียน
และหลังเรียนของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน สูตรที่ใช้ในการคำนวณหาค่าเฉลี่ย
(วนั ทนา สุวรรณอตั ถ์, 2548 : 170) คือ
8.1.1 คา่ เฉล่ยี คำนวณจากสูตร (วันทนา สุวรรณอัตถ์, 2548 : 170)
เมอ่ื ̅ ̅ = ∑
∑ N
N แทน ค่าเฉล่ยี ของข้อมูล
แทน ผลรวมของคะแนนในชุดทั้งหมด
แทน จำนวนข้อมลู ท้งั หมด
41
8.1.2 หาส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน คำนวนจากสูตร (วันทนา สวุ รรณอัตถ์, 2548 : 188)
. . = √ ∑ 2−(∑ )2
( −1)
เมอื่ S.D. แทน สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานของข้อมูล
แทน ผลรวมของคะแนนในชดุ ขอ้ มูลแตล่ ะตวั ยกกำลังสอง
∑ 2 แทน ผลรวมของคะแนนในชุดข้อมูลท้ังหมด
แทน จำนวนข้อมลู ทัง้ หมด (จำนวนนักเรียน)
∑
n
8.2 สถิติทีใ่ ช้ในการทดสอบสมมติฐานการวิจัย
8.2.1 สถิติทดสอบทีแบบกลุ่มตัวอยา่ งไม่เปน็ อิสระจากกนั (Dependent Samples
t-test) คำนวนจากสตู ร (บญุ ชม ศรสี ะอาด, 2545)
t = ∑ ; df = n-1
√ ∑ −(∑ )
−
เมือ่ t แทน คา่ สถติ ทิ ่ใี ชใ้ นการพิจารณาใน t – distribution
D แทน ผลตา่ งของคะแนนก่อนและหลงั การทดลอง
N แทน จำนวนนักเรยี น
แทน ผลรวมทงั้ หมดของผลต่างของคะแนนก่อนและหลัง
D
การทดลอง
D2 แทน ผลรวมของกำลงั สองของผลต่างของคะแนนก่อนและ
หลังการทดลอบ
8.2.2 คะแนนพฒั นาการสมั พัทธ์ คำนวนจากสตู ร (ศิรชิ ัย กาญจนวาสี, 2552)
GS (%) = (Y-X) ×100
(F-X)
เม่อื GS (%) แทน คะแนนรอ้ ยละของพัฒนาการผเู้ รยี น
X แทน คะแนนทดสอบก่อนการใช้แบบฝึกการอ่าน อ่านคลอ่ ง
ลอ่ งคำไทย
Y แทน คะแนนทดสอบหลงั การใชแ้ บบฝึกการอ่าน อา่ นคล่อง
ลอ่ งคำไทย
F แทน คะแนนเต็ม
42
8.3 สถติ ิที่ใช้ในการตรวจสอบหาคุณภาพเครอ่ื งมือ
8.3.1 หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกับ
จุดประสงคก์ ารเรียนรูโ้ ดยใชส้ ตู ร (สมบูรณ์ สุรยิ วงศ์ และคณะ, 2559)
IOC = ∑R
N
เมอื่ IOC แทน คา่ ดัชนคี วามสอดคลอ้ งระหว่างแบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นกบั จุดประสงค์การเรยี นรู้
∑
N แทน ผลรวมความคดิ เห็นของผเู้ ชี่ยวชาญ
แทน จำนวนผ้เู ช่ยี วชาญ
8.3.2 การหาค่าประสิทธิภาพของแบบฝึกการอ่าน อ่านคล่อง ล่องคำไทย E1/E2 ใช้สูตร
การคำนวณ (ดาวร่งุ วีระกุล, 2551) ดงั นี้
∑x
E1 = N × 100
A
เมื่อ E1 แทน ประสิทธภิ าพของกระบวนการ
Σx แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรืองาน
A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหดั ทกุ ช้ินรวมกนั
N แทน จำนวนนกั เรียน
∑x
E2 = N × 100
B
เมอ่ื E2 แทน ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ
ΣY แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหดั หรืองาน
B แทน คะแนนเตม็ ของแบบฝกึ หดั ทกุ ชน้ิ รวมกนั
N แทน จำนวนนักเรยี น