The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพื่อการใช้ประโยชน์พื้นบ่ออย่างยั่งยืน. คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย จารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2566.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Fish_KU, 2023-04-20 01:26:39

ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพื่อการใช้ประโยชน์พื้นบ่ออย่างยั่งยืน. คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพื่อการใช้ประโยชน์พื้นบ่ออย่างยั่งยืน. คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย จารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2566.

ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 1 ค าน า นับเป็นโชคดีอย่างยิ่ง ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางออกสำรวจพื้นที่เพื่อศึกษา ติดตามสถานการณ์และปัญหาด้านดินพื้นท้องน้ำในระบบนิเวศบ่อเลี้ยงกุ้ง รวมทั้งใน พื้นที่คูคลองแนวปากแม่น้ำและเขตทะเลที่เชื่อมโยงกัน ตั้งแต่ในช่วงที่ทำโครงการวิจัย ด้านการประยุกต์ใช้ไส้เดือนทะเลเพื่อเป็นตัวบำบัดมลพิษของดินในระบบการเลี้ยงกุ้ง กุลาดำ (ทุนเมธีวิจัย สกว. พ.ศ. 2545-47) ซึ่งหลังจากนั้นทำให้ได้มีโอกาสดำเนินโครงการวิจัยที่ต่อเนื่องในด้านการบำบัด ครบวงจร สำหรับปรับปรุงทรัพยากรดินตะกอนและระบบนิเวศหน้าดินเพื่อการเลี้ยงกุ้ง (ทุนวช. พ.ศ. 2548-49) และโครงการวิจัยด้านบทบาทของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม ทางน้ำต่อการพัฒนาการเลี้ยงกุ้งกุลาดำวิธีเลียนแบบธรรมชาติ(ทุนวช. พ.ศ. 2550-51) นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสดำเนินงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ในพื้นที่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชายฝั่ง อาทิ โครงการพัฒนาพื้นที่นำร่องในการผลิตกุ้งกุลาดำควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ และฟื้นฟูคุณภาพสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง (ทุนวช. พ.ศ. 2551-52) โครงการประเมินคุณค่า ของพื้นที่ปากแม่น้ำเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมทางน้ำภายใต้ หลักสมดุลธรรมชาติ(ทุนวช. พ.ศ. 2555-56) และโครงการวิจัยยุทธศาสตร์กุ้ง ในห่วงโซ่อุปทานระดับต้นน้ำและกลางน้ำเพื่อตอบรับบริบทการเปลี่ยนแปลงและ แรงกดดันจากสังคมโลก (ทุนวช. พ.ศ. 2560-61)


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 2 โอกาสที่มีมาดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนได้ค่อย ๆ เรียนรู้ความเป็นธรรมชาติของ แต่ละพื้นที่บ่อเลี้ยงที่มีความเฉพาะตัว นอกจากนี้ ยังทำให้ได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง ของสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของปัญหาความเสื่อมโทรมในแหล่งน้ำ (ทั้งภายในบ่อและในพื้นที่โดยรอบ) ซึ่งเป็นทั้งแรงขับเคลื่อนที่ทำให้เราจำเป็นต้อง เร่งศึกษาวิจัยและประมวลความรู้และเป็นแรงกดดันซึ่งเกิดจากคำถามในใจตนเอง ว่าในช่วงที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านั้น เราแต่ละภาคส่วนได้ดำเนินการไป อย่างเหมาะสมแล้วหรือยัง ? นับเป็นโอกาสอันดีที่ในช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา (19 มีนาคม พ.ศ. 2566) ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วมงานประชุมวิชาการ “งานกุ้งจันท์ ครั้งที่ 27” และได้ แลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ในประเด็นทางด้านดินตะกอนพื้นบ่อ โดยการประสานงาน จากสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งจันทบุรีและทีมงานที่เข้มแข็งในพื้นที่ (คุณวิรัตน์อรุณพันธุ์และ คุณไชยเชษฐ์ พุทธศิริพัน) ซึ่งคำพูดที่แจ้งมาว่า “เราควรส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องพื้นฐานที่สำคัญกันอีกครั้ง เพราะมันจำเป็น” นับเป็นการจุดประกายให้ผู้เขียนได้มีแรงบันดาลใจ ที่จะนำข้อมูลความรู้พื้นฐาน ทางด้านดินตะกอนพื้นบ่อไปเล่าสู่กันฟัง นอกจากนี้ยังได้นำเอาบทความที่เคยตีพิมพ์ ในวารสารสัตว์น้ำ (ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2548 – กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2549) มาขัดเกลาแก้ไขปรับปรุงเพิ่มเติม และนำมาจัดพิมพ์รวมเล่มให้เป็นหนังสือกึ่งวิชาการ ด้านดินตะกอนพื้นบ่อ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ประกอบการ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง รวมทั้งนิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป สามารถอ่านได้อย่างง่าย ๆ เกิดความเข้าใจ ในธรรมชาติและปัญหาของดิน และสามารถประยุกต์ใช้ความรู้เพื่อประเมิน สถานการณ์ของดินที่มีในพื้นที่ ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ อย่างเหมาะสมต่อไป


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 3 หนังสือ “ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพื่อการใช้ประโยชน์พื้นบ่ออย่าง ยั่งยืน” เล่มนี้ เป็นการสื่อสารความรู้เชิงบูรณาการ ซึ่งเกิดจากการผนวกเอาผลจาก การศึกษาวิจัยในพื้นที่ รวมทั้งข้อมูลจากงานวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงกุ้ง บ่อดิน นำมาประมวลและร้อยเรียงเข้าด้วยกัน โดยผสมผสานกับแนวคิดและ ประสบการณ์ที่ได้รับจากผู้ประกอบการหลากหลายท่าน ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสได้พบปะ พูดคุยมา ซึ่งในตัวเล่ม ประกอบด้วยเนื้อหาที่ไล่เรียงตั้งแต่ - บทที่ 1 สืบสาวราวเรื่อง ดินตะกอนในพื้นบ่อ - บทที่ 2 การสังเกตและการสำรวจดินพื้นบ่อ - บทที่ 3 รู้จักกับ สารอินทรีย์ในดินตะกอนเพื่อการดูแลบ่อให้มีสุขภาพดี - บทที่ 4 สารอาหารพืชในดิน ตะกอน บทบาทต่อการผลิตทรัพยากรในบ่อ - บทที่ 5 ซัลไฟด์ในดิน นำความรู้สู่การ จัดการ - บทที่ 6 สัตว์พื้นท้องน้ำ สัตว์หน้าดิน และมุมมองในการจัดการเชิงอนุรักษ์ และ - บทที่ 7 บทส่งท้าย ก้าวสู่เส้นทางที่ยั่งยืน โดยทั้งนี้ ได้จัดลำดับตามประเด็น หลักอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ท่านผู้อ่านได้เห็นเรื่องราวความเป็นมา ที่ว่าด้วย ศาสตร์ของ ดินตะกอน และ ศิลป์ของการจัดการดิน ที่จำเป็นต้องเริ่มจากการตระหนักถึงคุณค่า ความดีงาม และความจำเป็นในการอนุรักษ์ดูแลอย่างเหมาะสม ผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลความรู้และมุมมองในหนังสือเล่มนี้จะเป็น ส่วนหนึ่งในการเติมเต็มความรู้ความเข้าใจ ในลักษณะทางธรรมชาติของระบบนิเวศ พื้นท้องน้ำในบ่อเลี้ยงกุ้ง รวมทั้งในแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอื่นที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน และช่วยสร้างสรรค์แนวคิดในการแก้ไขปัญหา และวางแผนใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ได้อย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่ความสำเร็จในการเลี้ยง และการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ ของตนได้อย่างคุ้มค่า และยั่งยืนที่สุดสืบต่อไป จารุมาศ เมฆสัมพันธ์ 18 เมษายน 2566


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 4 สารบัญ บทที่1 สืบสาวราวเรอื่ง ดินตะกอนในพ้นืบ่อ 6 1.1) ที่มาของดินตะกอน 7 1.2) ความสำคัญของดินตะกอน 9 1.3) ดินพื้นบ่อและความจำเป็นในการจัดการ 11 บทที่2 การสังเกตและการส ารวจดินพื้นบ่อ 13 2.1) การสังเกตลักษณะของดินตะกอนที่สำคัญ 13 2.2) การเปลี่ยนแปลงลักษณะของดินตะกอนในช่วงการเลี้ยง 16 2.3) เทคนิคการสำรวจและการประเมินสถานการณ์ในดินตะกอน 18 บทที่3 รู้จักกับสารอินทรีย์ในดินตะกอน เพอื่การดแูลบอ่ ให้มีสขุภาพดี 22 3.1) ที่มาและความสำคัญของสารอินทรีย์ในดินตะกอน 23 3.2) ข้อสังเกตในด้านคุณภาพและปริมาณของสารอินทรีย์ 26 3.3) ปัญหาของสารอินทรีย์และแนวทางในการดูแลระดับให้เหมาะสม 29 บทที่4 สารอาหารพืชในดินตะกอน บทบาทต่อการผลิตทรัพยากรในบ่อ 34 4.1) ที่มาและความสำคัญของสารอาหารพืชในดินตะกอน 36 4.2) สารอาหารพืชในดินและบทบาทต่อสิ่งมีชีวิตในบ่อ 39 4.3) การประเมินสถานการณ์และแนวทางการจัดการ 41 4.4) แนวทางการดูแลดินตะกอนเพื่อให้เกิดสารอาหารที่ดี 43


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 5 สารบัญ บทที่ 5 ซัลไฟด์ในดิน น าความรู้สู่การจัดการ 46 5.1) ความเป็นพิษของสารประกอบซัลไฟด์ในดินตะกอน 47 5.2) ที่มาของสารประกอบซัลไฟด์ในดินตะกอน 48 5.3) บทบาทของซัลไฟด์ในบ่อและแนวทางการจัดการ 51 บทที่ 6 สัตว์พื้นท้องน ้า สัตว์หน้าดิน และมุมมองในการจัดการเชิงอนุรักษ์ 55 6.1) ลักษณะของสัตว์บริเวณพื้นท้องน้ำ 56 6.2) ความสำคัญของการสังเกตสัตว์พื้นท้องน้ำ 59 6.3) บทบาทของสัตว์พื้นท้องน้ำต่อสมดุลของพื้นบ่อ 61 6.4) พื้นท้องน้ำและการจัดการเชิงอนุรักษ์ 64 บทที่ 7 บทส่งท้าย ก้าวส่เูส้นทางที่ยั่งยืน 69 กิตติกรรมประกาศ 76 บรรณานุกรม 77 เกี่ยวกับผูเ้ขียน 81


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 6 บทท ี ่ 1 ส ื บสาวราวเร ื ่ อง ดินตะกอนในพื้นบ่อ ดินตะกอน ที่สะสมตัวอยู่ในพื้นบ่อ เป็นสิ่งที่ยากที่จะมองเห็น เพราะสายตา ของคนเรา จะมองเห็นเพียงสีของน้ำที่อยู่เบื้องหน้าเต็มไปหมด.. . น้ำ ที่เราเห็นอยู่ ในบ่อ ไม่ว่าจะเดินไปดูที่บ่อไหน ๆ จึงเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ ไตร่ตรอง และคิดคำนึงถึงปัญหา (ภาพที่ 1-1) ซึ่งก่อให้เกิดการตั้งคำถาม และเกิดความพยายาม ที่จะหาคำตอบอย่างต่อเนื่องกันมามากมาย การสังเกตเห็นลักษณะของดินตะกอน อาจจะเริ่มเกิดขึ้น เมื่อเราได้ปล่อยน้ำออกจากบ่อเพื่อการจับสัตว์น้ำ ซึ่งเราจะพบ “ขี้เลน” มากมาย สะสมตัวในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ภาพที่ 1-1 ลักษณะของสีน้ำซึ่งสะท้อนลักษณะทางนิเวศวิทยาของบ่อเลี้ยงกุ้งต่าง ๆ


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 7 1.1) แหล่งที่มาของดินตะกอน ซึ่งหากได้สังเกตให้มากขึ้น จะพบว่า ตะกอนเลนใหม่ ที่เกิดขึ้น ในแต่ละบ่อนั้น มีความหนาของชั้นตะกอนเลนใหม่ที่แตกต่างกันไป นอกจากนี้ ยังมีสีที่แตกต่างกัน มีการกระจายตัวในพื้นบ่อต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน ซึ่งแม้กระทั่งบ่อเดิมที่เคยผ่านการเลี้ยง มาแล้ว เมื่อทำการเลี้ยงครั้งต่อไป ก็สามารถเกิดดินตะกอนสะสมในลักษณะที่แตกต่าง ออกไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่เกิดในมวลน้ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ ดูแลบ่อ ปริมาณอาหารที่เติมลงไป ระยะเวลาที่ใช้เลี้ยง ฯลฯ รวมทั้งเกิดจากอิทธิพล ของสภาวะลมฟ้าอากาศ และปัจจัยเหตุอื่น ๆ ได้อีกมาก (ภาพที่ 1-2) ภาพที่ 1-2 ลักษณะของบ่อเลี้ยงกุ้งที่มีการรวมเลนหรือดินตะกอนที่มีสารอินทรีย์สูง อยู่ในบริเวณตอนกลางของพื้นที่บ่อ ดินตะกอนในพื้นบ่อ แท้ที่จริงแล้ว สามารถเกิดขึ้นได้ในตลอดระยะเวลา ของการเลี้ยงสัตว์น้ำรอบหนึ่ง ๆ ซึ่งเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนที่เรานำน้ำเข้าสู่บ่อ ซึ่งเมื่อ ระยะเวลาผ่านไป ตะกอนแขวนลอยที่อยู่ในมวลน้ำ ก็จะค่อย ๆ ตก สะสมลงไปที่ พื้นบ่อ ดินตะกอนเหล่านั้น อาจประกอบด้วยเศษดิน ผง ฝุ่น หรือหินกรวดละเอียด ซึ่งถูกกัดเซาะลงมา หรือปะปนในมวลน้ำที่เราดึงเข้าสู่พื้นที่บ่อ


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 8 นอกจากนี้ ยังรวมถึงซากพืช ซากสัตว์ ที่ถูกพัดพาเข้ามา หรือมาจากบริเวณ แนวขอบบ่อ ที่มีซากอินทรีย์สารจากพรรณไม้ที่ขึ้นปกคลุมในพื้นที่ใกล้เคียง (ภาพที่ 1- 3) ในช่วงระหว่างที่ทำการเลี้ยงสัตว์น้ำ ดินตะกอนใหม่ยังเกิดได้เรื่อย ๆ จากการ กัดเซาะของแนวขอบบ่อ หรือจากพื้นบ่อเดิม ซึ่งถูกกระตุ้นให้หมุนเวียนด้วยแรง ของการตีน้ำ หรือแรงลม ภาพที่ 1-3 การสะสมของแพลงก์ตอนพืชที่ตายลงและตะกอนที่พัดพาจากพื้นข้างบ่อ นับเป็นแหล่งที่มาของดินตะกอนในระบบนิเวศการเลี้ยงสัตว์น้ำ ดินตะกอนในบ่อ ยังเกิดจากเศษอาหารที่เหลือ รวมทั้งจากขี้กุ้ง คราบกุ้ง ตลอดจนการตายลงของแพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์ต่าง ๆ ที่ได้เติบโตขึ้นมาใน มวลน้ำช่วงระหว่างการเลี้ยง ในการศึกษาที่ผ่านมาเราพบว่า ในแหล่งน้ำที่มีน้ำสีเขียวเข้ม ซึ่งมีปริมาณของ แพลงก์ตอนพืชอยู่อย่างหนาแน่น แพลงก์ตอนพืชที่ตายลงไป และทับถมลงสู่พื้นบ่อ ด้านล่างนั้น จัดเป็นแหล่งของดินตะกอนพื้นบ่อที่มีบทบาทสำคัญมาก ซึ่งสามารถส่งผล กระทบต่อคุณภาพน้ำได้อย่างชัดเจน (จารุมาศ 2548)


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 9 1.2) ความส าคัญของดินตะกอน พื้นบ่อที่มีดินตะกอนทับถมอยู่นั้น เปรียบเสมือนเป็นพื้นบ้านที่สัตว์น้ำ และสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ได้อาศัยอยู่ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่เพียงพื้นบ้าน เหมือนบ้านของคนเราที่มี ความมั่นคง แข็งแรง หากแต่เป็นพื้นบ้านอ่อนนุ่มที่ มีชีวิต เป็นพื้นบ้านที่มีกิจกรรม ของ สิ่งมีชีวิต อยู่นับแสนนับล้านชีวิต และหากพิจารณาบริเวณหน้าดินตะกอนใกล้ ๆ จะสังเกตเห็นถึงลักษณะความเป็นอยู่ของมีชีวิตต่าง ๆ ที่น่าทึ่งมากมาย (ภาพที่ 1-4) ภาพที่ 1-4 ลักษณะของสิ่งมีชีวิตพื้นที่อาศัยอยู่ในท้องน้ำ ซึ่งมีกิจกรรมที่ก่อประโยชน์ ต่อการปรับปรุงสภาพของดินตะกอนพื้นบ่อได้อย่างต่อเนื่อง สิ่งมีชีวิตในดินพื้นท้องน้ำมีความสัมพันธ์ระหว่างกัน พึ่งพากัน และเป็นกลไก สำคัญที่ทำให้พื้นท้องน้ำ เกิดระบบการหมุนเวียนเปลี่ยนแปรไปของสารต่าง ๆ และที่ สำคัญที่สุดก็คือ การที่สิ่งมีชีวิตในดินพื้นท้องน้ำนั้น มีบทบาทต่อการฟื้นฟูและปรับปรุง คุณภาพดิน รวมทั้งมีบทบาทต่อคุณภาพน้ำด้านบนได้อย่างต่อเนื่อง (Gray, 1981) เป็นที่น่าเสียดายว่าในช่วงที่ผ่านมา งานศึกษาวิจัยทางด้านดินตะกอนและ บทบาทของระบบนิเวศพื้นท้องน้ำ ที่มีต่อการพัฒนาความยั่งยืนของระบบการ


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 10 เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ได้รับความสนใจค่อนข้างน้อย ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากทรัพยากรดิน ภายใต้ผิวน้ำเป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏแก่สายตา ทำให้คนส่วนใหญ่จึงมองไม่เห็นการ เปลี่ยนแปลงและบทบาทที่สำคัญที่มีทั้งๆ ที่แท้ที่จริงแล้ว ภายในกลุ่มก้อนของดิน ตะกอน หรือที่ผู้ประกอบการมักเรียกกันว่า “ขี้เลน” นั้น เป็นทั้งพื้นบ้าน และเป็น แหล่งหาอาหารของสัตว์น้ำที่เราเลี้ยง (ภาพที่ 1-5) รวมทั้งยังเป็นที่รวมของเศษอาหาร ที่เหลือ ซากอินทรีย์สาร และสิ่งเน่าเสียต่าง ๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำ ภาพที่ 1-5 ดินตะกอนที่มีลักษณะเป็นโนิ่มเหลวซึ่งมีสารอินทรีย์ค่อนข้างสูง ดินที่มีสารอินทรีย์สูง (ภาพที่ 1-5) ยังอาจเป็นพื้นที่สะสมของมลพิษ ซึ่งเกิดขึ้น จากกระบวนการย่อยสลายภายใต้ชั้นดิน นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งที่มาของแร่ธาตุ ที่สะสมอยู่ในระดับความเข้มข้นที่สูงมาก แร่ธาตุดังกล่าวมีบทบาทโดยตรงต่อ คุณภาพน้ำ และสุขอนามัยของสัตว์น้ำที่เรากำลังดูแลอยู่ด้วย ในทางวิชาการ เราทราบกันดีว่า ดินตะกอนเป็นแหล่งที่สามารถแลกเปลี่ยน แร่ธาตุกับมวลน้ำ โดยการปลดปล่อยหรือดูดซับแร่ธาตุต่าง ๆ ณ บริเวณผิวสัมผัส ของน้ำและหน้าดิน (ประเทือง 2534, พุทธและคณะ 2547, พุทธและอุษณีย์ 2550)


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 11 ดินตะกอน ยังมีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศของแหล่งน้ำ ซึ่งพบว่าการสะสม ของดินตะกอนที่มีสารอินทรีย์สูง จะเกิดขึ้นได้อย่างเด่นชัดในบริเวณบ่อเลี้ยงกุ้ง แบบหนาแน่น (เมื่อเปรียบเทียบกับในแหล่งน้ำธรรมชาติ) ทั้งนี้ เนื่องจากความจำเป็น ในการที่เราต้องให้อาหาร ซึ่งทำให้เกิดสารอินทรีย์มากขึ้น ทั้งสิ่งขับถ่ายของสัตว์น้ำ และการสะสมของอาหารบางส่วนที่คงค้างอยู่ในบ่อ ดินตะกอนที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบ ของการเลี้ยง จะไม่ถูกถ่ายเทหรือจัดการออกไปจนกว่าจะมีการจับกุ้ง อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติพบว่าการจัดการสิ่งแวดล้อมทางน้ำทั่วไป ยัง มุ่งเน้นการจัดการทางด้านคุณภาพน้ำในระบบการเลี้ยงเป็นหลัก (โดยพิจารณาว่าเป็น ประเด็นที่มีความสำคัญ และมีส่วนในการส่งเสริมให้เกิดความมั่นคงของผลผลิตกุ้ง ในแต่ละพื้นที่) ในขณะที่การจัดการปัญหาทางด้านขี้เลนหรือดินพื้นบ่อ รวมทั้งการ ควบคุมคุณภาพดินตะกอนในระหว่างการเลี้ยง ให้เกิดอย่างมีเหมาะสมนั้น เป็นประเด็น ที่พบได้น้อย จากสถานการณ์และปัญหาดังกล่าว เราจึงจำเป็นต้องศึกษาวิจัยและส่งเสริม การจัดการดินพื้นบ่อให้มากขึ้น ทั้งนี้ ควรใช้ความพินิจพิเคราะห์และระมัดระวัง เนื่องจากการจัดการดินพื้นบ่อแต่ละแห่ง จำเป็นต้องใช้เทคนิควิธีการที่เหมาะสมกับ สถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ และการจัดการที่ดียังจำเป็นต้องคำนึงถึงประโยชน์ใน การรักษาสมดุลนิเวศ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการเลี้ยงสัตว์น้ำได้อย่างมีเสถียรภาพที่สุด 1.3) ดินพื้นบ่อและความจ าเป็ นในการจัดการ การพบปะหารือกับผู้ประกอบการเลี้ยงกุ้งที่ประสบความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา พบว่า แต่ละท่าน ให้ความสำคัญ และ ให้เวลา ในการเตรียมพื้นบ่ออย่างดีก่อนเลี้ยง โดยมุ่งเน้นให้เกิดการฟื้นฟูสภาพทางกายภาพและทางเคมีของดินอย่างเหมาะสมก่อน การเลี้ยง นอกจากนี้ยังทำการพัฒนาพื้นบ่อให้มีความอุดมสมบูรณ์ทางชีวภาพ (โดย


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 12 สร้างระบบนิเวศหน้าดินให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย) และพร้อมมากที่สุด ก่อนจะทำ การปล่อยลูกกุ้งให้ลงไปเจริญเติบโตในพื้นที่บ่อ ผู้ประกอบการหลายท่านยังได้ทุ่มเทให้ความสนใจ โดยเน้นการเอาใจใส่ด้าน ปริมาณอาหาร และการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางน้ำ ในตลอดระยะเวลาของ การเลี้ยงอย่างจริงจัง รวมทั้ง มีทัศนคติที่ดีต่อการเลี้ยงอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยลดการฉีดเลนทิ้ง หรือไม่มีการฉีดเลนออกจากระบบเลย ทั้งนี้ เพื่อดูแลให้ สภาพแวดล้อม ทั้งดิน และน้ำ ในพื้นที่โดยรอบ ได้คงคุณภาพที่ดี เพื่อการเพาะเลี้ยง สัตว์น้ำได้อย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม ประเด็นด้านการฟื้นฟูสภาพทางกายภาพและเคมี ของดินตะกอน และการพัฒนาพื้นบ่อให้มีความสมบูรณ์ทางชีวภาพนั้น นับเป็นประเด็น ที่ละเอียดอ่อนต่อการดำเนินการ และมีความจำเพาะที่อาจต่างกันไปตามสภาวการณ์ ในแต่ละพื้นที่ ด้วยเหตุดังกล่าว ความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนในเรื่องดินตะกอน พื้นท้องน้ำ จึงมีความจำเป็นต่อการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อการตัดสินใจ วางแผน และ จัดการระบบการเลี้ยง เพื่อให้เกิดประสิทธิผลตามเป้าประสงค์ “ทรัพยากรดิน” นับเป็นรากฐาน ที่มีส่วนสำคัญต่อการผลิตสัตว์น้ำ รวมทั้งยัง มีอิทธิพลต่อกระบวนการในมวลน้ำ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสำเร็จในการเลี้ยงได้ดังนั้น เราควรหันมาให้ความสนใจในทรัพยากรนี้อย่างจริงจัง และเร่งสร้างความรู้ความ เข้าใจให้ชัดเจน ข้อมูลความรู้ที่ร้อยเรียง ใน “ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพื่อการใช้ ประโยชน์พื้นบ่ออย่างยั่งยืน” ในบทจากไป จะเป็นการให้ความรู้พื้นฐานในศาสตร์ของ ดินพื้นบ่อ โดยให้ข้อมูลทางวิชาการที่จำเป็นต่าง ๆ ตลอดจนเสนอแนวทางเพื่อ การสร้างสรรค์และพัฒนาแนวคิดสำหรับการบริหารจัดการการเลี้ยงสัตว์น้ำบ่อดิน สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ โดยทั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อร่วมพัฒนาระบบการเลี้ยง สัตว์น้ำที่มีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพ โดยสอดคล้องกับธรรมชาติของพื้นที่ และ ช่วยส่งเสริมการอนุรักษ์ “ทรัพยากรที่ดิน” เพื่อให้ลูกหลานของเรา ได้สามารถใช้ ประโยชน์อย่างคุ้มค่า และยั่งยืนต่อไป


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 13 บทท ี ่ 2 การสังเกตและการส ารวจดินพื้นบ่อ การประยุกต์ใช้ศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับดินตะกอน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การบริหาร จัดการเพื่อ การเลี้ยงสัตว์น้ำบ่อดินอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน นั้น เมื่อมา พิจารณาอย่างถ่องแท้ จะพบว่าเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ ซึ่งผู้ประกอบการ รวมทั้ง องค์กรต่าง ๆ ในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ควร ร่วมมือกันหาทางพินิจพิเคราะห์ และกำหนดให้เกิดเป็น เป้าหมาย ที่จะขับเคลื่อนไป พร้อม ๆ กัน ซึ่งก่อนที่จะสร้างสรรค์ความคิดเพื่อการประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ ในลำดับแรก เราคงต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า สิ่งที่จะกล่าวถึงกันต่อไปนี้เป็น เรื่องราวที่ว่าด้วย “ดินตะกอน” ที่ได้เกิดขึ้น และเกิดการสะสมในบริเวณพื้นบ่อ ซึ่ง ไม่ใช่เป็น ดินบก เดิม ที่จมอยู่ใต้น้ำ ทั้งนี้ เนื่องจากลักษณะและคุณสมบัติของดิน ตะกอน มีความแตกต่างไปจากดินบกที่อยู่ใต้น้ำเป็นอย่างมาก 2.1) การสังเกตลักษณะของดินตะกอนที่สา คัญ เมื่อเราพิจารณาดินในบริเวณด้านข้างของบ่อ ด้วยการ สังเกตอย่างพินิจ พิเคราะห์ จะเห็นว่าลักษณะของดินที่ปรากฏ สามารถสะท้อนให้เห็นสถานการณ์ของ สภาวะแวดล้อมได้หลากหลายอย่าง อาทิ จะพบว่าดินกรวดปนทรายในแนวขอบบน ของน้ำ ที่แต่เดิมมีสีน้ำตาลส้มปนเหลือง จะเกิดการผันแปรของสีและลักษณะที่ปรากฏ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ตามช่วงเวลาของการเลี้ยงที่ยาวนานขึ้น (ภาพที่ 2-1)


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 14 เมื่อสังเกตการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จะพบว่าดินบริเวณขอบน้ำดังกล่าว อาจถูกทับถมด้วยตะกอนใหม่ ที่มีลักษณะเบา เปื่อยยุ่ย และมักมีสีน้ำตาลเหลืองปน เทา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นซากของแพลงก์ตอนพืชต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากภายในมวลน้ำ ภาพที่ 2-1 ลักษณะดินตะกอนก้นบ่อที่เกิดการสะสมขึ้นมาใหม่ ซึ่งมักมีเนื้อละเอียด หรือมีสีดำคล้ำกว่าฐานดินเดิมของบ่อ นอกจากนี้ยังพบว่า บริเวณหน้าดินที่ได้รับแสงส่องลงไปถึงอย่างเพียงพอ จะมี แพลงก์ตอนพืช และสาหร่ายต่าง ๆ ที่สามารถเจริญเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้นได้ซึ่งเมื่อ แพลงก์ตอนพืชและสาหร่ายดังกล่าวเพิ่มความหนาแน่นจนสูงเกินไป จะเกิดการบดบัง แสงกันเอง และทำให้สาหร่ายในดินชั้นด้านล่างกว่าตายลงไป แล้วหลุดลอกขึ้นจาก พื้นดิน ลอยตัวขึ้นไปสู่ผิวน้ำ เกิดเป็นลักษณะของ “ขี้แดด” ที่เราสามารถพบเห็นกันได้ บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในบ่อที่ตื้น และมีพื้นบ่อซึ่งมีโคลนเลนสะสมอยู่มาก (ภาพที่ 2-2)


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 15 ทั้งนี้ หากเราตรวจตราบ่อเลี้ยงอยู่เป็นประจำ และสามารถหาทางจัดการได้ตั้งแต่ ในช่วงที่มีปริมาณไม่มาก ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยง (เบญจมินทร์ 2547) ภาพที่ 2-2 ลักษณะขี้แดดที่มักเกิดขึ้นในพื้นที่บ่อตื้นที่มีสารอินทรีย์สะสมในพื้นท้องน้ำ อย่างไรก็ตาม ในพื้นบ่อทั่วไปเมื่อระยะเวลาผ่านไป ขี้แดดที่ลอยอยู่ในน้ำก็จะ เริ่มเน่าเสีย เกิดการย่อยสลายต่อไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งอนุภาคขนาดเล็กที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ก็ จะตกทับถมกลับคืนลงสู่พื้นก้นบ่อ เกิดเป็นเนื้อของดินตะกอนใหม่ ๆ ซึ่งมีปริมาณ อินทรีย์สารที่สูงอย่างต่อเนื่องไป เป็นวัฏจักรของระบบนิเวศพื้นท้องน้ำ หากพิจารณาในบ่อให้ถ่องแท้จะพบว่า ไม่ว่า สีน้ำ ในบ่อ ที่จะเกิดขึ้นได้เร็ว หรือช้า หรือ ขี้แดด ที่จะเกิดขึ้นได้มากหรือน้อย หรือแม้แต่จุลินทรีย์ชนิดต่าง ๆ ที่ เกิดขึ้นหรือผันแปรในมวลน้ำ ล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากอิทธิพลร่วมของดินตะกอนพื้นบ่อ ซึ่งทำให้เราพบว่า ดินตะกอนเป็นพื้นฐานของชีวิต และส่งผลต่อการผันแปรของ สรรพสิ่งที่เกิดขึ้นภายในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเรา ไม่ว่าบ่อนั้นจะเป็นบ่อใหม่ หรือเป็นบ่อเดิม ที่มีการสะสมของอินทรีย์สารจาก การเลี้ยงรุ่นก่อนมาอย่างมากมาย อินทรีย์สารที่สะสมภายในพื้นบ่อแต่ละแห่งนั้น จะ แสดงถึงคุณสมบัติของดินตะกอนในบ่อที่มีความแตกต่างกันออกไป และยังมีบทบาท


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 16 ไปถึงสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมทางน้ำ ตลอดจนสุขภาวะของสัตว์น้ำที่อาศัยอยู่ ได้อีกด้วย ประเด็นสำคัญหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่า ดินตะกอนมีบทบาทต่อคุณสมบัติ ของน้ำ ก็คือ การที่ดินตะกอนเป็นแหล่งสะสมของ แร่ธาตุในปริมาณมหาศาล ซึ่งเกิด มาจากการย่อยสลายของอินทรีย์สารต่าง ๆ ที่ทับถมลงมาสู่พื้นบ่อนั่นเอง ในระบบ นิเวศของบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ เมื่อแพลงก์ตอนพืชและสาหร่ายเกิดการเจริญเติบโต หรือ เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างหนาแน่น จนเกินระดับสมดุลของแร่ธาตุอาหารในมวลน้ำที่มี ก็มักจะพบปัญหาจากการตายของแพลงก์ตอนพืชและสาหร่ายเหล่านั้น และตกทับถม ลงสู่พื้นก้นบ่อ เกิดการย่อยสลายต่อเนื่องไป ซึ่งเกิดเป็นวัฏจักร ที่หมุนเวียนสลับเปลี่ยน กันไปเรื่อย ๆ ในตลอดระยะเวลาของการเลี้ยง 2.2) การเปลี่ยนแปลงลักษณะของดินตะกอนในช่วงการเลี้ยง หลังจากที่เติมน้ำเข้าบ่อไปแล้วประมาณสองเดือน วัฏจักรที่ประกอบไปด้วย การเพิ่มจำนวนของแพลงก์ตอนพืชและสาหร่ายต่าง ๆ และการที่สิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ได้ตายลงสู่พื้นบ่อ อาจเกิดได้ถึง 3 – 6 รอบ โดยทุกครั้งที่มีซากพืชซากสัตว์ตกลงไป ที่พื้นผิวดิน ผู้ที่ทำหน้าที่ย่อยสลายที่สำคัญ คือ แบคทีเรียในดิน ก็จะทำหน้าที่ของการ ย่อยสลายให้เกิดไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งเกิดการเพิ่มประชากรของแบคทีเรีย ขึ้นอย่างเรื่อย ๆ โดยมีปริมาณจากระดับที่น้อยมาก ในช่วงการตากบ่อที่เกือบแห้งสนิท มาเป็นปริมาณที่มากมายนับไม่ถ้วน ตามระยะเวลาของการเลี้ยง ที่มีอินทรีย์สาร ในพื้นที่บ่อเกิดสะสมมากขึ้น ระบบนิเวศของดินตะกอนพื้นบ่อ จัดเป็นระบบนิเวศที่มีออกซิเจนในชั้นดิน บาง ๆ ที่มีโอกาสสัมผัสกับน้ำหน้าดิน หรือในชั้นดินตอนบนสุดเท่านั้น เนื้อดินส่วนใหญ่ ภายใต้ผืนน้ำ จัดเป็นระบบที่ ไร้ออกซิเจน แทบทั้งหมด ซึ่งเราอาจสังเกตได้จากการ ที่ดินชั้นล่างมีสีเทาปนดำ จนถึงสีดำสนิท (ภาพที่ 2-3)


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 17 ลักษณะของดินชั้นลึกลงไปที่เห็นเป็นสีดำคล้ำนั้น เกิดจากการสะสมของ สารประกอบเหล็กซัลไฟด์ภายในเนื้อดิน ซึ่งสารประกอบซัลไฟด์เหล่านั้น เป็นผลมา จากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ในดิน โดยกลุ่มของแบคทีเรียที่ ไม่ใช้ออกซิเจนใน รูปของ O2 แต่สามารถดึงออกซิเจน มาจากสารประกอบซัลเฟท (Sulfate; SO4 2- ) ใน ดินไปใช้ และส่งผลให้เกิดสารประกอบของซัลไฟด์สะสมอยู่ในดินแทน ภาพที่ 2-3 ลักษณะดินที่มีระดับของอินทรีย์สารและซัลไฟด์ในดินชั้นบน (0-2 เซนติเมตร) จากน้อยไปมาก (ซ้ายไปขวา) ตามลำดับ เพียงแค่เราสังเกตพื้นบ่อ ในบริเวณริมขอบน้ำอย่างละเอียดละออ จะเห็นได้ว่า ณ บริเวณใด มุมใด ที่มักจะเกิดการพัดพาของตะกอน รวมทั้งซากพืช ซากสัตว์ต่าง ๆ มาสะสมอยู่ได้มากที่สุด ยิ่งเมื่อมองเพ่งเล็ง ลงไปที่ผิวหน้าดินให้ชัด ๆ แล้วสังเกต เปรียบเทียบไปเรื่อย ๆ ก็จะพบว่าหน้าดินบริเวณใด น่าจะมีสถานการณ์ที่เริ่มเกิด ปัญหา จนท้ายที่สุด เราอาจมีความชำนาญจนทราบได้เองว่า ลักษณะดินเช่นใด จะ เหมาะกับการเลี้ยงสัตว์น้ำได้ดีและลักษณะดินเช่นใด เราจำเป็นต้องหาทางจัดการ หรือทำการฟื้นฟูโดยเร่งด่วน หน้าดินที่มีลักษณะเกลี้ยงเกลา แทบไม่มีการทับถมของซากแพลงก์ตอนพืช เน่าเปื่อย และมีสีตามธรรมชาติก็ไม่น่ากังวลในเรื่องปัญหาจากอินทรีย์สารที่มากเกิน ควร ในทางตรงกันข้าม ถ้าหากเป็นลักษณะของดินตะกอน ที่มีเนื้อดินตะกอนค่อนข้าง นิ่มเหลว สีดำ และอาจมีกลิ่นเหม็น (ภาพที่ 2-3 ขวาสุด) ก็เชื่อได้เลยว่า ในพื้นบ่อ


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 18 บริเวณดังกล่าว จะมีการสะสมของสารอินทรีย์ที่ตกทับถมใหม่อยู่มากมาย และดินนั้น สามารถพบก๊าซไข่เน่า (ไฮโดรเจนซัลไฟด์) และสารประกอบแอมโมเนียมอย่างมาก ในดิน ซึ่งจะเป็นลักษณะที่ควรเฝ้าระวังปัญหา ที่จะเกิดจากการลดลงของออกซิเจน ละลายน้ำในบริเวณใกล้พื้นบ่อ นอกจากนี้ ควรระมัดระวังเรื่องการให้อาหาร ให้มี ความเข้มงวด รัดกุม และยังควรสังเกตพฤติกรรมของกุ้งที่เลี้ยง ว่ามีสุขภาวะที่ปกติ อยู่หรือไม่ เพื่อการหาทางแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงทีต่อไป ภาพที่ 2-4 ลักษณะของดินตามความลึก ที่มีระดับของอินทรีย์สารและปริมาณการ สะสมตามความลึกของดิน จากน้อยไปมาก (ซ้ายไปขวา) ตามลำดับ 2.3) เทคนิคการส ารวจและประเมินสถานการณ์ในดินตะกอน หากใช้ท่อพลาสติกใส เจาะลงไปในพื้นดินบริเวณที่ต้องการตรวจสอบ แล้วดึง ท่อดินนั้นขึ้นมาพิจารณาดู ก่อนอื่นเราจะเห็นได้เลยว่าลักษณะดินจากบริเวณต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน ลักษณะของสีดิน แม้กระทั่งองค์ประกอบของเนื้อดิน ว่าเป็นกรวด เป็น ทรายหยาบ เป็นดินเหนียว หรือลูกรัง ก็จะแสดงออกมาให้เห็นอย่างน่าสนใจ (ภาพที่ 2-4)


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 19 เนื้อดินมีลักษณะที่หยาบ หรือมีรูพรุน มีช่องว่างอยู่ในเนื้อดินมาก (อาทิ ดิน ร่วนปนทราย) มักจะพบว่าการสะสมของของสารอินทรีย์ต่าง ๆ ก็จะเกิดลงไปได้ลึก เนื่องจากซากแพลงก์ตอนพืชที่ตายไป จะสามารถแทรกลงไปตามช่องว่างระหว่างเม็ด ดินได้ ซึ่งบางทีเราจะพบสารอินทรีย์ปริมาณสูง ๆ ในดินที่ลึกถึง 5 – 10 เซนติเมตร และสีของเนื้อดินก็มักจะมีสีดำขึ้น ไปตามความลึกของดินที่เพิ่มมากขึ้น ในทางตรงกัน ข้าม หากพื้นบ่อมีเนื้อดินที่ละเอียดเหนียวและยึดเกาะกันแน่น ตะกอนสารอินทรีย์ใหม่ ก็จะสะสมอยู่เพียงผิวหน้าชั้นบนของหน้าดิน การแทรกซึมลงไปในดินระดับลึกจะ เกิดขึ้นได้น้อย ซึ่งหากสัมผัสด้วยมือจะพบว่า ดินพื้นบ่อเดิมกับดินตะกอนใหม่ จะมีการ แยกชั้นกันอย่างชัดเจน (ภาพที่2-5) เนื่องจากการที่มีความแน่นของดินข้างล่างที่ มากกว่าชั้นบน ซึ่งดินชั้นบนมักจะนิ่มเหลวอย่างเห็นได้ชัด ภาพที่ 2-5 ลักษณะของดินเนื้อแน่นและมีสารอินทรีย์ใหม่ ๆ สะสมอยู่ในเนื้อดินชั้นบน ลักษณะของโครงสร้างทางกายภาพของดินที่แตกต่างไปตามระดับความลึก ดังกล่าว ทำให้สามารถทราบว่า ดินตะกอนที่เกิดขึ้นใหม่ มีความหนาเท่าใด และหาก เราใช้ท่อเก็บดิน แล้วใช้ไม้ดันดินภายในท่อขึ้นมาศึกษา โดยนำดินนั้นมาตัดออกเป็นชั้น


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 20 จากชั้นบนลงไปเรื่อย ๆ (ภาพที่2-6) ก็จะพบว่าเนื้อดินแต่ละชั้นนั้นแตกต่างกัน และ ในดินชั้นล่างจะมีการอัดแน่นกว่า ภาพที่ 2-6 ลักษณะของเนื้อดินที่มีการสะสมของสารอินทรีย์ในปริมาณที่แตกต่างกัน และมีโครงสร้างของอนุภาครวมทั้งองค์ประกอบภายในดินที่ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ จะพบว่าแต่ละบริเวณที่สำรวจ มีความลึกของการสะสม ที่ แตกต่างกันไป ซึ่งทั้งนี้ จะแปรผันไปตามลักษณะของกิจกรรมในแต่ละบริเวณ รูปแบบ ในการติดตั้งเครื่องตีน้ำ และยังขึ้นอยู่กับตามลักษณะพื้นฐานในโครงสร้างความลาด เอียงของพื้นที่ และทิศทางลมอีกด้วย การเพิ่มเติมความละเอียดในการสังเกตดินพื้นบ่อด้วยตนเองนั้น หากเราได้ทำ บ่อยครั้งขึ้น จะทำให้ทราบรูปแบบการสะสมตัวของตะกอนสารอินทรีย์ในบริเวณต่าง ๆ


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 21 ในบ่อของเราเองได้อย่างชัดเจน ซึ่งทั้งนี้ ปริมาณ และตำแหน่ง ของการสะสม สารอินทรีย์ดังกล่าว สามารถสะท้อนให้เห็นว่า เราได้ดำเนินการบริหารจัดการบ่อ ในด้านการให้อาหาร การหมุนเวียนของน้ำ หรือการควบคุมปริมาณออกซิเจนในน้ำ ให้ อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้เพียงใด พื้นบ่อที่มีการสะสมของสารอินทรีย์มากกว่า 10 เซนติเมตร เพียงภายในระยะเวลาการเลี้ยงแค่ช่วง 2 เดือน (ภาพที่ 2-4 ขวาสุด) จัดว่าเป็นพื้นบ่อที่ค่อนข้างอันตราย เนื่องจากภายในดินจะเกิดการย่อยสลายด้วยอัตรา ที่สูง ซึ่งจะก่อให้เกิดการสะสมของก๊าซไข่เน่าและแอมโมเนียมในดิน ซึ่งจะทำให้เกิด ผลกระทบต่อสุขภาพของกุ้งที่เราเลี้ยงได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม การประเมินระดับอันตราย ยังขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดการสะสม ของดินตะกอนใหม่ ๆ ว่ากระจายกินบริเวณกว้างแค่ไหน หากเกิดในเพียงมุมใดมุมหนึ่ง หรือเฉพาะแนวกลางของบ่อ ซึ่งมีสัดส่วนไม่เกิน 10 – 20 % ของพื้นที่บ่อในภาพรวม การจัดการโดยให้ความระวังในการดูแลคุณภาพน้ำ โดยส่งเสริมให้เกิดการหมุนเวียนน้ำ ในบ่ออย่างทั่วถึง ไม่เกิดการแบ่งชั้นของน้ำ และให้น้ำมีระดับออกซิเจนอย่างเพียงพอ (ทั้งในช่วงกลางวันและกลางคืน) ก็จะเป็นแนวทางที่สามารถบรรเทาปัญหา ความเป็นพิษของซัลไฟด์ที่เกิดขึ้นได้ กิจกรรมทุกอย่างที่เกิดขึ้นในน้ำนั้น มีความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้น กับ คุณลักษณะของดินตะกอนในพื้นบ่อ ดินตะกอนในพื้นบ่อ จัดเป็นทั้ง ผู้สร้าง และเป็น ผู้รับ ของเสียต่าง ๆ นอกจากนี้ ยังเป็นเสมือนพื้นบ้านที่อุดมสมบูรณ์ซึ่งเป็นแหล่ง อาศัย และแหล่งหากินของสัตว์น้ำในบ่อนั้น ๆ ด้วยเหตุดังกล่าว เราจึงควรให้ ความสนใจอย่างจริงจัง ด้วยความสังเกต ด้วยการคิดพิจารณา ไตร่ตรอง และรอบคอบ ในการวางแผนจัดการด้วยตนเอง ...เชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า ความเอาใจใส่และความ ตั้งใจ จะเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ในการประกอบกิจกรรมทุก ๆ อย่างให้สำเร็จลุล่วง ซึ่งจากนี้ไป เพียงแค่เราเอาความรู้ที่จำเป็น ใส่เพิ่มเติมลงไปในการพิจารณาตัดสินใจ การประกอบกิจการทุกอย่าง ก็น่าจะมีความสำเร็จได้อย่างที่มุ่งหวัง


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 22 บทท ี ่ 3 รู้จักกับสารอินทรีย์ในดินตะกอน เพอื่ การดแ ู ลบ ่ อให ้ มีสข ุ ภาพดี ศาสตร์ของดินตะกอน ในด้านที่เกี่ยวกับ “สารอินทรีย์ในดินตะกอน” นับว่า มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ด้านสุขภาวะของกุ้ง และเชื่อมโยงไปถึง ผลสำเร็จในการเลี้ยง และการใช้ประโยชน์จากพื้นบ่อได้อย่างยั่งยืน ความรู้ในเรื่อง สารอินทรีย์ในดินตะกอน ยังเชื่อมโยงไปสู่ เหตุและ ผล ของการจัดการบ่อในรูปแบบ ต่าง ๆ ซึ่งนับว่าเป็น ศิลป์ในการจัดการการเลี้ยง และเป็นเทคนิคเฉพาะตัว ที่ จำเป็นต้องอาศัยพื้นฐานของความตระหนักรู้ ความคิด ผนวกกับประสบการณ์ที่ เกี่ยวข้อง ภาพที่ 3-1 ลักษณะดินตะกอนพื้นบ่อที่พบการสะสมของสารอินทรีย์ใหม่ในดินชั้นบน


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 23 3.1) ที่มาและความสา คัญของสารอินทรีย์ในดินตะกอน สารอินทรีย์ในดินตะกอนจัดเป็นปัจจัยสำคัญหนึ่ง ในระบบนิเวศการเพาะเลี้ยง สัตว์น้ำบ่อดิน เพราะสารอินทรีย์เป็นองค์ประกอบสำคัญมากของดินภายใต้แหล่งน้ำ (ภาพที่ 3-1) ซึ่งในเบื้องต้น เราควรอธิบายได้ว่า สารอินทรีย์ในดินตะกอนนั้น คือ อะไรบ้าง และมีความสำคัญอย่างไร หลังจากนั้นเราควรพินิจพิเคราะห์ว่า ในพื้นที่บ่อของเรามีปัญหา ด้านสารอินทรีย์ในดินตะกอนหรือไม่ อะไรคือสาเหตุของปัญหา ควรแก้ปัญหาให้ ถูกจุดได้อย่างไร หรือจะวางแผนปรับปรุงแก้ไข ทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้อย่างไร (ภาพที่ 3-2) ซึ่งทั้งนี้ เราอาจจำเป็นต้องทำความเข้าใจด้วยว่า เท่าไร คือ “ความสมดุล” และ แค่ไหน คือ “ความสมบูรณ์” ของสารอินทรีย์ในระบบนิเวศการเลี้ยงสัตว์น้ำบ่อดิน เพื่อเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจวางแผนบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม ภาพที่ 3-2 คำถามที่เป็นประเด็นสำคัญเพื่อการศึกษาหาคำตอบ สารอินทรีย์ ในดิน ตะกอน เท่าไรคือ“สมดุล” และ“สมบูรณ์” ในระบบนิเวศ สำคัญอย่างไร คืออะไร จะแก้ปัญหา ได้อย่างไร จะปรับปรุง ให้ดีกว่าเดิม ได้อย่างไร อะไรคือสาเหตุ ของปัญหา


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 24 อนึ่ง หากมองทางเคมีสารอินทรีย์ก็คือ สารที่ประกอบด้วยธาตุ คาร์บอน มาอยู่รวม ๆ กัน โดยมีธาตุอื่น ๆ อาทิ ไฮโดรเจน ไนโตรเจน ออกซิเจน และซัลเฟอร์ มาอยู่ร่วมด้วย (มีข้อยกเว้นว่า คาร์บอนไดออกไซด์และสารประกอบคาร์บอเนต ไม่ จัดเป็นสารอินทรีย์) แต่หากมองในทางชีววิทยา ก็จะพบว่า สารอินทรีย์ในดิน คือ สิ่งมีชีวิต และซากของสิ่งมีชีวิต ทุกชนิดที่มีในแหล่งน้ำ เพราะเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต ทุกอย่าง เป็นสารอินทรีย์ทั้งสิ้น ซึ่งหากพิจารณาในเชิงกายภาพของดิน เราจะพบว่า สารอินทรีย์สามารถทำให้พื้นดินเกิดความโปร่งขึ้น เกิดเป็นรูหรือโพรงของเนื้อเยื่อ ที่อ่อนนุ่ม แทรกระหว่างเม็ดหินดินทราย (ที่เป็นสารอนินทรีย์) ซึ่งมีส่วนทำให้พื้นดิน เกิดช่องว่างภายใน เกิดการแลกเปลี่ยนมวลสารได้ดีขึ้น และยังทำให้เนื้อดินเกิด สภาวะของ การอุ้มน้ำ ได้มากขึ้น (Gray 1981, จารุมาศ 2548) เมื่อเราลองเอามือขยุ้มหน้าดินในบ่อขึ้นมากำหนึ่ง แล้วนำดินที่ได้มาแผ่ ให้กระจายลงบนพื้น หรือบนถาดสีอ่อน เพื่อให้เนื้อดินกระจายตัว แล้วลองสังเกตอย่าง พินิจพิเคราะห์ จะพบว่ามีสิ่งที่ดูเป็นตะกอนยุ่ย สีออกน้ำตาล ปนเปไปกับเม็ดกรวด หลากหลายสี มีเม็ดทราย ที่มีลักษณะเป็นหินใส ๆ และแข็ง และอาจมีเศษรากไม้ ใบไม้ เน่าเปื่อย ที่ยังพอมองเห็นรูปร่างอยู่บ้างผสมผสานกันไปนั้น สารอินทรีย์ในเนื้อดิน ที่ได้มานั้น ก็คือ ส่วนของตะกอนยุ่ยเหล่านั้น รวมทั้งเศษซากของรากไม้ ใบไม้ ซากของ สัตว์ที่ตายลงไป และตะกอนบาง ๆ ที่เคลือบอยู่บริเวณผิวของเม็ดกรวดทราย ซึ่งรวมถึง เมือกที่ขึ้นเคลือบอยู่ตามผิวทราย ตลอดจนโคลนเลนสีดำคล้ำ ที่มีลักษณะนิ่ม เหลว และไม่มีรูปร่างที่แน่นอน แหล่งที่มาของสารอินทรีย์ในดินตะกอน สารอินทรีย์ในดินพื้นบ่อ เกิดจากการสะสมของซากสิ่งมีชีวิตทุกอย่าง ใน บริเวณระบบนิเวศพื้นบ่อ หากพื้นที่บ่อเดิมเคยเป็นป่าชายเลน ก็จะพบว่าสารอินทรีย์ มักเป็นรากไม้ เปลือกไม้ หรือเศษใบไม้โกงกางเน่าเปื่อย ซึ่งอาจจะมีการทับถมของ สิ่งมีชีวิตและสัตว์หน้าดินอื่น ๆ ที่เคยอาศัยอยู่ในบริเวณนั้นอย่างหลากหลาย แต่ถ้าหาก


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 25 ดินพื้นบ่อเกิดจากการนำเอาลูกรังมาอัดเป็นพื้น ก็จะมีปริมาณ “สารอินทรีย์ต้นทุน” ที่ต่ำกว่ามาก เนื่องจากดินลูกรัง มักประกอบด้วยหิน และดินจากภูเขา ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นองค์ประกอบของอนินทรียสาร อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จำเป็นต้องตระหนักถึงให้มากกว่า สารอินทรีย์ต้นทุน ก็คือ บทบาทและความสำคัญของ “สารอินทรีย์ใหม่” ที่จะเกิดจากการตกตะกอนทับถม ลงมาใหม่ ในระหว่างช่วงของการเลี้ยงสัตว์น้ำ (ภาพที่ 3-3) สารอินทรีย์ใหม่เหล่านั้น ส่วนใหญ่เกิดได้จากซากของแพลงก์ตอนพืช นอกจากนี้ยังประกอบด้วยเศษอาหาร สัตว์น้ำที่เหลือ และมูลของสัตว์น้ำที่มีในพื้นที่บ่อนั่นเอง ภาพที่ 3-3 ลักษณะพื้นท้องน้ำที่มีการสะสมของสารอินทรีย์ในระดับปานกลาง การกระจายและการสะสมของสารอินทรีย์ในดิน เป็นเรื่องสำคัญอย่างหนึ่ง ที่ผู้ประกอบการควรจะสามารถสังเกตและระบุ ทิศทาง ตลอดจน พื้นที่ ในบ่อเลี้ยง ที่จะเกิดการสะสมตัวของตะกอนอินทรีย์ใหม่ในบ่อ เลี้ยงสัตว์น้ำของเราได้ทั้งนี้ เนื่องจาก ความหนา ของตะกอนสารอินทรีย์ใหม่ๆ จะมี ความสัมพันธ์โดยตรงต่อ ความเน่า ของตะกอนอินทรีย์นั้นอย่างชัดเจน


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 26 ความสัมพันธ์ลักษณะนี้มักเกิดขึ้นได้อย่างเด่นชัด เมื่อความหนาของเลนใหม่ นั้น หนามากกว่า 3 เซนติเมตร ขึ้นไป ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น การเกิดสภาพ “ความเน่าเสีย ของดิน” (ซึ่งก็คือ การที่ดินใต้น้ำขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง) ก็จะสามารถเกิดได้อย่าง ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะพยายามเพิ่มการตีน้ำจนครบทุกแขน หรือจนสุดกำลังของเครื่องมือ ที่มีก็ตาม ดังนั้น การทราบว่าการสะสมตัวของตะกอนอินทรีย์ใหม่ในบ่อ ในระดับเท่าใด เป็นระดับที่ “มากเกินไป” จึงมีความสำคัญ และจะทำให้เราเร่งหาแนวทางในการ ควบคุม แก้ปัญหา หรือฟื้นฟูพื้นที่ให้ดีขึ้นได้อย่างทันการณ์ ส่วนทิศทางการแพร่กระจายของตะกอนอินทรีย์ใหม่ โดยเฉพาะพวกซาก ของแพลงก์ตอนพืช ถ้าเราสังเกตดีๆ จะพบว่ามีการแพร่กระจายต่างจากการกระจาย ของ “ขี้แดด” ซึ่งทั้งนี้ ทิศทางมักจะขึ้นอยู่กับลักษณะทางด้ายความแรง ความลึก ช่วงกว้าง และ ช่องว่าง ของเครื่องตีน้ำ ตลอดจนทิศทางและความเร็ว ของลมที่พัด ผ่านผิวหน้าน้ำในแต่ละแห่งอีกด้วย 3.2) ข้อสังเกตในด้านคุณภาพและปริมาณของสารอินทรีย์ เมื่อพิจารณาในระบบนิเวศของบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ตะกอนอินทรีย์ที่เกิดการสะสม ตัวภายในหรือบนผิวหน้าของดินพื้นบ่อ จะเป็น “สารตั้งต้น” ที่สำคัญ ที่ถูกนำเข้าสู่ กระบวนการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ และจะก่อให้เกิดแร่ธาตุอาหารพืช หมุนเวียนกลับ ขึ้นสู่ผิวหน้าน้ำได้อีกครั้ง ดังนั้น หากเรามองในเชิงการผลิตธาตุอาหาร จะพบว่า “คุณภาพ” ของตะกอนอินทรีย์ ก็น่าจะตัดสินได้ด้วย ศักยภาพ ของตะกอนอินทรีย์นั้น ที่จะถูกย่อยสลายได้ง่าย และส่งผลให้เกิดแร่ธาตุอาหารพืชได้ง่าย หรือยาก นั่นเอง หลักความจริงทางวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ และควรนำมาช่วยในการตัดสินใจ เมื่อจะทำการพัฒนาคุณภาพดินพื้นบ่อของเรา ก็คือ ความจริงที่ว่า “สารอินทรีย์ที่ ต่างประเภท จะถูกย่อยสลายได้แตกต่างกัน” ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่า องค์ประกอบ ของสารอินทรีย์ หากมีขนาดเล็ก ไม่ซับซ้อน หรือยิ่งบอบบางเท่าใด (อาทิ เซลล์ของ


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 27 แพลงก์ตอนพืชแพลงก์ตอนสัตว์ขนาดเล็ก) ก็ยิ่งถูกย่อยสลายได้ง่าย ในทางตรงกันข้าม สารอินทรีย์ที่เป็นพวกเศษไม้ หรือพืชที่มีกาก หรือมีเปลือกเข็ง ซึ่งเป็นองค์ประกอบ ของเซลลูโลสที่ค่อนข้างคงทน ก็จะถูกจุลินทรีย์ย่อยสลายได้ยาก และมีผลต่อการเกิด แร่ธาตุอาหารพืชในน้ำได้น้อย หรือต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนาน (ภาพที่ 3-4) ภาพที่ 3-4 ลักษณะของสารอินทรีย์บริเวณพื้นท้องน้ำที่มีคุณภาพแตกต่างกัน จากด้วยความรู้ดังกล่าว การพัฒนาคุณภาพดินพื้นบ่อโดยการเติมแหล่งของ สารอินทรีย์ที่ผิดประเภท หรือมีคุณภาพต่ำ ก็จะทำให้เราสิ้นเปลือง ทั้งเวลา แรงงาน และงบประมาณ โดยไม่คุ้มค่า เพราะเป็นการเติมที่ “ปริมาณ” นั่นเอง อนึ่ง เมื่อกล่าวถึงเชิง“ปริมาณ” แล้ว อยากให้ผู้ประกอบการทุกท่านได้ ตระหนักว่า ข้อมูลทางวิชาการ ในเอกสารวิชาการทั่วไป ที่มีการเสนอระดับของ สารอินทรีย์รวมนั้น บ่งบอกเป็นค่า ทางปริมาณ ได้อย่างเดียว ซึ่งอาจพบว่า สารอินทรีย์รวม ในดินพื้นบ่อต่าง ๆ อาจมีค่าที่น้อยกว่า 2 % ไปจนถึง มากกว่า 15 – 20 % ซึ่งแสดงช่วงที่กว้างอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เราไม่ควรลืมว่า ระดับดังกล่าว ไม่ได้แสดงถึงคุณภาพ หรือ ประเภทของสารอินทรีย์ที่สะสมอยู่ ดังนั้น หากจะใช้ระดับนั้น ๆ มาประเมิน


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 28 สถานการณ์ของบ่อ ก็ควรนำข้อมูลแวดล้อมเท่าที่มี (อาทิ สีของน้ำ ลักษณะด้านความ หนาแน่นของแพลงก์ตอนพืช และความเน่าเสียของดิน) รวมทั้งลักษณะปรากฏที่ โดดเด่นอื่นที่สังเกตได้ มาใช้ประกอบการประเมินสถานการณ์ร่วมด้วย บทบาทของสารอินทรีย์ต่อสภาวการณ์ในพ้นืที่บ่อ เป็นที่แน่นอนว่าสารอินทรีย์ที่สะสมในดิน ย่อมมีบทบาทต่อดิน และส่งผล ต่อมวลน้ำที่อยู่เหนือดิน เรื่องนี้เป็นเรื่องทางธรรมชาติที่ละเอียดอ่อน แต่ทำความเข้าใจ ได้ไม่ยาก เพียงคิดง่าย ๆ ว่า สารอินทรีย์ ก็คือ “อาหาร” ของสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ที่มี ความเกี่ยวโยงกัน ตั้งแต่ จุลินทรีย์หรือแบคทีเรีย มาจนถึงพวกโปรโตซัว สัตว์หน้าดิน ขนาดเล็ก และสัตว์หน้าดินที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งจะมีการกินต่อกันเป็นทอด ๆ ไปจนถึง การกินขั้นสุดท้าย ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่โดยสัตว์น้ำที่เราเลี้ยงอยู่ ด้วยลักษณะ ความเชื่อมโยงดังกล่าว การที่ในดินพื้นบ่อมีสารอินทรีย์ที่มีคุณภาพดี ก็เสมือนเรามี บ้านที่มีอาหารที่ดี ซึ่งจะทำให้ภายในบ่อเกิดความอุดมสมบูรณ์ของอาหารธรรมชาติ อย่างต่อเนื่องไปได้ด้วย อนึ่ง หากไม่นับการกินโดยตรง การมี“อาหารทางอ้อม” จากดิน ซึ่งก็คือ แร่ธาตุอาหารพืช (ไม่ว่าจะเป็นไนเตรท แอมโมเนียม หรือฟอสเฟท) ก็จัดเป็นผล พลอยได้ที่เกิดจากการย่อยสลายของสารอินทรีย์ในดินทั้งสิ้น แร่ธาตุอาหารพืช ที่เกิดขึ้นเหล่านั้น จะเกิดการแพร่ผ่านออกจากพื้นดิน ขึ้นไปสู่มวลน้ำด้านบน ซึ่งส่งผล ให้กลุ่มของแพลงก์ตอนพืช ได้นำไปใช้ในการเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวน แล้วยังส่งผล ต่อไปยังกลุ่มของแพลงก์ตอนสัตว์ในน้ำ ให้เกิดการเพิ่มจำนวนตามไปด้วย การเกิดวัฏจักรเช่นนี้ ทำให้มวลน้ำมีความอุดมสมบูรณ์น้ำไม่โปร่งเกินไป และ ยังพรั่งพร้อมไปด้วยอาหารธรรมชาติที่มีคุณค่าต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ (โดยเฉพาะในระยะวัยอ่อน) ได้เป็นอย่างดี


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 29 หากเราพิจารณาให้ดีจะพบว่า ในท่ามกลางความอุดมสมบูรณ์ของอาหารและ กลุ่มสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ ภายในระบบนิเวศย่อมจะมีการหมุนเวียนของพลังงานและ ก๊าซต่าง ๆ เกิดขึ้นอย่างมากมายได้เช่นกัน โดยในบริเวณพื้นดินใต้น้ำ ก๊าซออกซิเจนที่ ละลายน้ำ ณ บริเวณผิวหน้าดิน อาจถูกใช้ไปได้อย่างรวดเร็ว โดยกระบวนการย่อย สลายของสารอินทรีย์และการหายใจของสัตว์พื้นท้องน้ำ ดังนั้น ระดับของออกซิเจน ละลายน้ำ (Dissolved oxygen; DO) โดยเฉพาะในบริเวณที่อยู่ใกล้พื้นบ่อซึ่งมีการ สะสมของสารอินทรีย์อยู่สูง จึงมักมีค่าแปรผันสูง และมีระดับที่ลดลงได้อย่างมาก ซึ่งโดยทั่วไป ถึงแม้ว่าสัตว์ในกลุ่มครัสเตเชียน รวมทั้งกุ้ง จะสามารถปรับตัวอยู่ในน้ำที่มี ค่า DO ค่อนข้างต่ำได้(p < 50 % Saturation; Liao and Murai 1986, ประจวบ 2537) อย่างไรก็ตาม ค่า DO ที่ต่ำไปกว่า 40 % Saturation จะทำให้กุ้งเกิด ความเครียด และภูมิต้านทานลดลง (Boyd et al. 2014) การจัดการที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องนี้ ก็อาจเป็นการเพิ่ม “พลังงาน” ในการหมุนเวียนน้ำให้มากขึ้น รวมทั้งการเพิ่มปริมาณ “ลม” (ออกซิเจน) ให้มีเพียงพอ ต่อการใช้ภายในระบบนิเวศ นอกจากนี้ อาจจำเป็นต้องควบคุมปริมาณการให้อาหาร อย่างเหมาะสม ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้ประกอบการในพื้นที่จริงจำเป็นต้องพิจารณาหลายด้าน ที่จะรักษาสภาวะ “สมดุลของบ่อ” ให้อยู่ในระดับที่พอดีไม่เกินเลยไป และ ขณะเดียวกัน ก็ควรรักษา “สมดุลของต้นทุน” ที่ต้องพิจารณาควบคู่กันไปด้วย 3.3) ปั ญหาของสารอินทรีย์และแนวทางการดูแลระดับให้เหมาะสม เป็นความจริงที่ว่า ไม่มีนักวิชาการที่ซื่อสัตย์กับข้อเท็จจริงทางวิชาการผู้ใด กล้าระบุตัวเลขที่แสดงระดับของสารอินทรีย์ในดิน ที่สะท้อนภาพบ่อซึ่งให้ผลผลิตสูง ใน ทำนองเดียวกัน เราก็ไม่พบผู้ประกอบการ ที่ประสบความสำเร็จ ในการเลี้ยง และผ่าน ประสบการณ์ในการแก้ปัญหาการเลี้ยงมาหลายรุ่น จะทำการระบุค่าของสารอินทรีย์ หรือปัจจัยแวดล้อม ที่ทำให้การเลี้ยงประสบความสำเร็จออกมาได้ตายตัว ว่าต้อง เท่านั้น เท่านี้ จึงทำให้การเลี้ยงประสบผลสำเร็จได้


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 30 เมื่อไม่มีสูตรสำเร็จ… ก็เป็นหน้าที่ของตัวเราเอง ว่าจะทำอย่างไร จึงจะเรียนรู้ จากทั้ง วิชาการ และจาก ประสบการณ์ที่ดีดังกล่าวได้ …และจะทำอย่างไร จึงจะ เลี้ยงสัตว์น้ำได้ดี โดยไม่เริ่มจากความรู้เท่ากับ ศูนย์ ในส่วนตัวของผู้เขียนเอง เชื่อมั่น ว่า การขวนขวายหาความรู้อยู่เสมอ ย่อมเป็นหนทางสำหรับผู้ที่ต้องการประสบ ความสำเร็จเลือกกระทำอยู่แล้ว จึงเป็นสิ่งที่ไม่ได้ลำบาก หรือยากเกินความสามารถ อะไรเลย ส่วนการที่เรา จะเรียนรู้ในความรู้นั้น ๆ ได้เร็วแค่ไหน ก็คงขึ้นอยู่กับ “การ เห็นความสำคัญ” และ “ความตั้งใจ” ภายในตัวของเราเอง แต่อย่างน้อย… ขอให้เราได้ ตระหนักว่า สารอินทรีย์เป็นสิ่งที่ดี ถ้ามีอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม การเพิ่มของสารอินทรีย์ เปรียบดังการเพิ่มของ อาหาร ในระบบนิเวศ เมื่อมี อาหารเพิ่มขึ้น จะทำให้ผู้ผลิตขั้นต้น (ซึ่งก็คือ แพลงก์ตอนพืช) ก็จะเพิ่มตาม (ภาพที่ 3- 5) และจะส่งผลให้ผู้บริโภค ได้แก่ สิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ รวมทั้งสัตว์น้ำที่เลี้ยง ได้รับ อาหารที่อุดมสมบูรณ์ตามไปด้วย ภาพที่3-5 อิทธิพลของการเพิ่มปริมาณสารอินทรีย์ในดินตะกอนพื้นบ่อต่อการ เปลี่ยนแปลงอัตราการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืช (ผู้ผลิต) และสัตว์น้ำ (ผู้บริโภค) ที่มีในบ่อเลี้ยง อัตราการเจริญ ของสิ่งมีชีวิต ในบ่อดิน การเพิ่มปริมาณของสารอินทรีย์ ในดินตะกอนพื้นบ่อ สัตว์น้ำ ช่วงที่เหมาะสม


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 31 อย่างไรก็ตาม หากการเพิ่มสารอินทรีย์ดังกล่าวไม่มีขีดจำกัด จะทำให้เกิดผล กระทบในทางลบต่อความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิต ที่เป็นเป้าหมายในการผลิต ซึ่งใน สถานการณ์ดังกล่าว ผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์น้ำก็ควรหาทางควบคุมระดับของ สารอินทรีย์ไม่ให้เกิดการเพิ่มต่อไปอีก หรือหาทางทำให้มีปริมาณเจือจางลง ไม่เช่นนั้น แล้วจะเกิดผลในทางลบ ต่อทั้ง คุณภาพ และ ปริมาณ ของผลผลิตสัตว์น้ำของเรา ได้อย่างแน่นอน อนึ่ง ในประเด็นของสารอินทรีย์ ว่า “น้อยเท่าไร” (ไม่ต่ำกว่าเท่าใด) หรือ “มากแค่ไหน” (ไม่เกินเท่าใด) นั้น เป็นระดับที่เราควรค้นหา อย่างไรก็ตาม ควรเป็น ระดับของ สารอินทรีย์ใหม่ ที่สะสมบนผิวหน้าดิน ไม่ใช่ สารอินทรีย์ต้นทุน ในดิน พื้นบ่อเดิม ในการนี้ การพินิจพิจารณาเปรียบเทียบข้อมูลกับผลผลิตที่ได้ในรุ่นที่ผ่านมา มากกว่าการใช้ “ระดับทางวิชาการ” (ซึ่งจำเพาะกับแต่ละพื้นที่) น่าจะเป็นประโยชน์ ต่อผู้ประกอบการได้มากกว่า เนื่องจากข้อมูลทาง วิชาการ มักจะไม่ตรงกับสถานการณ์ จริง หรืออาจไม่สอดคล้องกับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ ในพื้นที่ของเรา แนวทางในการดูแลบ่อให้มีสุขภาวะที่ดี สิ่งแวดล้อมในบ่อ ก็เสมือนเป็นบ้านของสัตว์น้ำที่เลี้ยง ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว บ้านที่มีอาหารการกินบริบูรณ์ มีบรรยากาศที่สบาย คนที่อยู่อาศัยก็มีความสุข มีการ เจริญตามวัย และมีความสมบูรณ์ตามอัตภาพ ฉันใด ก็ฉันนั้น.. บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดี จึงควรเป็นบ่อที่มีสารอินทรีย์ที่มี คุณภาพอยู่ในดินตะกอนพื้นบ่อ ตั้งแต่เมื่อเริ่มการเลี้ยง เป็นบ่อที่ มีชีวิต คือ การที่เรา ยอมให้มีสิ่งมีชิวิตอยู่ตามธรรมชาติ บ่อในลักษณะนั้น ๆ ก็จะเกิดการพัฒนา เข้าสู่สมดุล ของแร่ธาตุอาหารที่เหมาะสม และเกิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้มากมาย


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 32 อย่างไรก็ตาม “สมดุลตามธรรมชาติมีอยู่หลายระดับ” สมดุลที่มี สารอินทรีย์ต่ำ หรือสมดุลที่มีสารอินทรีย์สูง (ภาพที่ 3-6) ก็เป็นสมดุลแต่ละขณะได้ ทั้งสิ้น ซึ่งสิ่งที่ควรทราบ ก็คือ เมื่อบ่อเข้าสู่สมดุลหนึ่ง ๆ แล้ว ปัจจัยแวดล้อมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นในดิน ในน้ำ อากาศ และพลังงาน ก็จะมีการหมุนเวียนด้วยอัตราที่ค่อนข้าง คงที่ (อาทิ ระดับของออกซิเจนในรอบวันจะไม่ลดลงฮวบฮาบ หรือไม่พุ่งปรูดปราด) ซึ่งจะทำให้สัตว์น้ำอาศัยอยู่ได้อย่างไม่เกิดสภาวะความเครียด และมีภูมิต้านทานที่ดี ภาพที่3-6 ลักษณะของดินพื้นท้องน้ำที่มีระดับของสารอินทรีย์ที่แตกต่างกันไป ในทางตรงกันตรงกันข้าม เมื่อใดก็ตามระบบนิเวศเกิดการเปลี่ยนสมดุล บ่อยครั้ง มีการย่อยสลายเกิดมาก มีธาตุอาหารพืชในน้ำเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว และ ทำให้แพลงก์ตอนพืชบางกลุ่มเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว ผลที่ตามมา ก็คือ ปัจจัย ต่าง ๆ โดยเฉพาะในน้ำ จะมีความผันแปรได้อย่างมากในรอบวัน ไม่ว่าจะเป็นค่า ออกซิเจนละลายน้ำ หรือค่าความเป็นกรด-เบส ฯลฯ นอกจากนี้ ภายในบ่อยังเกิดความ แตกต่างของสาร หรือปัจจัยต่าง ๆ ไปตามความลึกของน้ำได้ชัดเจนขึ้น จากประสบการณ์และข้อมูลที่ผ่านมาพบว่า การผันแปร หรือความแตกต่าง ที่เกิด หากมีความแตกต่างกันภายในปัจจัยที่พิจารณา สูงมากเกินกว่า 25 – 30 % ของ ค่าเดิมไปแล้ว สภาพแวดล้อมในบ่อนั้น จะเริ่มเข้าสู่สภาพที่ “อยู่ไม่สบาย” ซึ่งจะทำให้


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 33 สัตว์น้ำเกิดความเครียดได้ง่าย ซึ่งในกรณีดังกล่าว เราสมควรหาทางจัดการ สภาพแวดล้อมให้กลับมาดีขึ้น โดยให้เหมาะสมกับเหตุปัจจัยที่เกิดต่อไป จากตั้งแต่ต้นที่ได้ประมวลมาจนถึงตอนนี้ ท่านผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์น้ำ ย่อมเริ่มตระหนักแล้วว่า ภาระที่สำคัญในการดูแลบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของเรา อยู่ภายใน การพิจารณาบริหารจัดการ ด้วยมือของเราเอง การที่เราจะสามารถดูแลบ่อให้ดีอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับความละเอียดในการ สังเกตการเปลี่ยนแปลง ในดิน.. ในน้ำ.. ในสภาพแวดล้อม.. ตลอดจนสุขภาพ และ ความเป็นอยู่ของสัตว์น้ำที่เลี้ยงอย่างเอาใจใส่ แล้วต้องนำผลการสังเกตนั้น มาใช้ วางแผนเพื่อพัฒนาการเลี้ยงของตนในทุกระยะ โดยต้องเชื่อมั่นว่า…เราต้องทำให้ดีกว่า นี้ได้เสมอ ที่สำคัญ…ใคร่ขอฝากให้ท่านผู้ที่เป็นเจ้าของบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำแต่ละแห่ง ลอง พิจารณาหา ธรรมชาติของบ่อตัวเองให้เจอ เพราะบ่อแต่ละบ่อ ก็เหมือนกับคนเรา ซึ่ง แต่ละคน มีความแตกต่างกันออกไป และย่อมจะมีศักยภาพในการรองรับ สิ่งต่าง ๆ ทั้งในเชิง ระดับ และในด้านของ ระยะเวลา ที่แตกต่างกันออกไป ศักยภาพในการรองรับดังกล่าว (โดยเฉพาะการรองรับปริมาณของ สารอินทรีย์ ที่ทำให้บ่อ ยังอยู่ ในระดับที่สมดุล) จะเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญ ที่จะช่วยเรา ในการตัดสินใจ เพื่อวางแผนการเลี้ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบหรือวิธีการเลี้ยง ที่ เกินกำลังของบ่อ นอกจากจะทำให้เราต้อง เผชิญหน้า กับสภาวะความเสี่ยงต่อการเกิดโรค หรือตายลงของสัตว์น้ำที่เลี้ยงอยู่แล้ว ยังเป็นการทำลายทรัพยากรดินและน้ำในบ่อ ตลอดจนมีผลกระทบต่อระบบนิเวศ ของแหล่งน้ำใกล้เคียง ซึ่งสุดท้าย..จะส่งผลย้อนกลับมาสู่พื้นที่ในภาพรวมของเราเอง ซึ่งอาจจะทำให้เราไม่สามารถใช้ประโยชน์จากบ่อที่มีได้อย่างยาวนานเท่าที่ควรจะเป็น


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 34 บทท ี ่ 4 สารอาหารพืชในดินตะกอน บทบาทต่อการผลิตทรัพยากรในบ่อ ความรู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่า เกิดขึ้นกับเราในทุก ๆ ครั้ง ที่มีโอกาส กลับไปแวะเวียนบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งไม่ว่าจะโดยการไปทำงานวิจัย หรือเพียงผ่านไปพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นดังกล่าว อาจเป็นเพราะเราได้เห็น “น้ำ” ที่เปี่ยมไปด้วย พลังสีเขียวของสิ่งมีชีวิต ที่ขยันขันแข็ง ช่วยสร้างออกซิเจนให้เกิดในน้ำ อย่างต่อเนื่อง (ภาพที่ 4-1) ซึ่งจากบทบาทดังกล่าว ยังผลให้เกิดสิ่งที่มีค่าและมีอิทธิพล ต่อความเป็นอยู่ของสัตว์น้ำ ที่ผู้ประกอบการซึ่งเป็นเจ้าของบ่อแต่ละแห่งได้อุตส่าห์ เฝ้าดูแล เพื่อให้เกิดเป็นผลผลิตที่แข็งแรง สมบูรณ์ ตามเป้าหมายที่วางแผนไว้ ภาพที่ 4-1 ลักษณะของสีน้ำที่แสดงถึงการมีแพลงก์ตอนพืชอย่างอุดมสมบูรณ์ในพื้นที่


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 35 ความรู้สึกที่ดีๆ ที่เกิดขึ้นทุกครั้ง อาจเป็นเพราะเราเองไม่ได้เป็นผู้ที่รับผิดชอบ ในการเลี้ยง หรือต้องแบกรับปัญหาใด ๆ ซึ่งอาจกำลังเกิดขึ้น แต่หากพิจารณาในอีก แง่มุมหนึ่ง ก็นับเป็นการดีที่จะทำให้เราได้ มองเห็นความเป็นไปในธรรมชาติ ด้วยจิตใจที่เป็นกลาง และสามารถประมวลเอาเหตุและผล.. มาประกอบการอธิบาย ความเป็นไปนั้น ๆ อย่างตรงไปตรงมา อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกกังวลใจที่มักจะเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในระยะหลังของการ ออกพื้นที่ ก็คือ การที่ได้รับรู้ว่า ผู้ประกอบการพยายามแก้ไขในสิ่งที่ตระหนักว่าเป็น ปัญหาเฉพาะหน้า โดยการใช้สารเคมีเพื่อการทำลายล้างสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในมวลน้ำ โดยเฉียบพลัน ประเด็นที่กังวลใจนั้น ไม่เป็นเพียงการคิดการณ์ไปถึง ความสิ้นเปลือง และลักษณะของการเป็น วัฎจักร ของปัญหา ที่จะกลับมาใหม่ รอบแล้ว รอบเล่า ของสิ่งที่ผู้ประกอบการไม่ต้องการและจัดการไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์แต่ยัง รวมไปถึงความกังวลในกระบวนการคิด การวางแผน และการตัดสินใจ ที่จำเป็นต้อง อาศัย ประสบการณ์และการเสริมสร้าง ต้นทุนทางปัญญา ให้เพิ่มพูนอย่างต่อเนื่อง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้เกิดขึ้นในระยะยาว ประเด็นดังกล่าว หากทางทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงความสำคัญอย่างจริงจัง และร่วมกันพัฒนาและส่งต่อความรู้ที่จำเป็นต่าง ๆ ก็จะสามารถจรรโลงให้สังคมของ การผลิตสัตว์น้ำ ได้มีแนวทางการติดตามสถานการณ์ ตลอดจนวางแผนเพื่อแก้ปัญหา ต่าง ๆ ภายใต้ความพอเหมาะ พอเพียง โดยสอดคล้องกับวิถีทางการอนุรักษ์ดูแล ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เรามี เพื่อให้ยังประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน เท่าที่เรา จะช่วยกันทำได้ (ภาพที่ 4-2)


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 36 ภาพที่ 4-2 ลักษณะการใช้เรือสำรวจเพื่อศึกษาประเมินสถานการณ์สิ่งแวดล้อม และเก็บตัวอย่างน้ำ ดินตะกอน และสัตว์พื้นท้องน้ำในพื้นที่บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ นับจากการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับดินตะกอนตั้งแต่แรกที่ผ่านมา ในส่วนของ บทนี้มีเป้าหมายที่จะให้สาระความรู้และมุมมองที่ต่อเนื่องไปยังทุกท่านที่สนใจ โดยเน้นประเด็นด้าน “สารอาหารพืชในดินตะกอน และบทบาทต่อการผลิต ทรัพยากรในบ่อ” ตลอดจนมุมมองในการควบคุมอย่างเหมาะสม ซึ่งประกอบด้วย เนื้อหาสาระสำคัญ ดังต่อไปนี้ 4.1) ที่มาและความสา คัญของสารอาหารพืชในดินตะกอน เมื่อกล่าวถึง “ความรู้พื้นฐาน” ในเรื่องเกี่ยวกับสารอาหารพืช (Nutrients) ใน ดินตะกอน คงหนีไม่พ้นประเด็นสำคัญที่เราควรทราบว่า ภายใน เนื้อดินก้นบ่อ ของเรา นั้น จัดเป็นแหล่งสะสมตัวของ แร่ธาตุ มากมายหลายชนิด ซึ่งนับเป็นปริมาณที่มี ความเข้มข้นมากกว่าในน้ำ ถึงประมาณ 100 เท่า โดยแร่ธาตุในรูปของสารละลาย หลัก ๆ ที่แพลงก์ตอนพืช หรือสาหร่าย และพรรณไม้ใต้น้ำต่าง ๆ นำมาใช้ในการ เจริญเติบโต และเพิ่มจำนวนได้นั้น เรามักเรียกกันว่า “สารอาหารพืช”


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 37 สารอาหารพืชที่มีปริมาณมากที่สุดภายในเนื้อดินทั่วไปที่อยู่ในสภาพที่ไม่มี ออกซิเจน คือ สารละลายในรูปของ แอมโมเนียม-ไนโตรเจน (ส่วนสารละลายในรูป ไนเตรท-ไนโตรเจน นั้น จะพบได้น้อยกว่ามาก โดยพบในชั้นใกล้ ๆ ผิวหน้าดินที่มี โอกาสแลกเปลี่ยนออกซิเจนกับมวลน้ำด้านบน) นอกจากนี้ภายในดินยังพบสารอาหาร พืชในรูป ฟอสเฟท-ฟอสฟอรัส ในปริมาณที่สูงกว่าในน้ำ ระดับของสารละลายเหล่านี้ ที่พบในดิน มีค่าสูงมากในชั้นดินตะกอนใหม่ (ประมาณ 5 – 7 เซนติเมตรแรก) ซึ่งพบ การทับถมของอินทรีย์สาร รวมทั้งของเสียต่าง ๆ จากมวลน้ำด้านบน สารอาหารพืชในดิน อาจมีแหล่งที่มาบางส่วนจากการย่อยสลายของ สารอินทรีย์ที่อยู่ใน เนื้อดินเดิม ด้านลึกลงไป อย่างไรก็ตาม เนื้อดินเดิมมักคงเหลืออยู่ แต่อินทรีย์สารที่ย่อยสลายได้ยาก หรือเป็นซากพืชขนาดใหญ่ ๆ ดังนั้น สารอาหารพืช ส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในดิน มักเกิดมาจากการย่อยสลายของ สารอินทรีย์ใหม่ ที่ตกลงมา สะสมที่หน้าดิน ในช่วงระยะเวลาที่เราทำการเลี้ยงสัตว์น้ำนั่นเอง (ภาพที่ 4-3) ภาพที่ 4-3 ลักษณะของดินชั้นบนที่มีสารอินทรีย์สูง และเกิดสารอาหารพืชในเนื้อดิน ได้มาก ซึ่งจะเกิดการแพร่ของสารอาหารพืชขึ้นไปสู่มวลน้ำด้านบนได้เป็นอย่างดี


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 38 ด้วยระดับของสารอาหารพืชที่มีในดินตะกอนพื้นบ่ออย่างมหาศาล เมื่อเทียบ กับปริมาณที่มีอยู่ในมวลน้ำ สารอาหารพืชต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น แอมโมเนียม ไนเตรท หรือฟอสเฟท จึงค่อย ๆ แพร่ออกจากดิน ขึ้นไปสู่มวลน้ำเบื้องบน และทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำในบ่อได้อย่างต่อเนื่อง (เบญจมินทร์ 2547, พุทธและคณะ 2547) สำหรับในบ่อที่มีการตีน้ำให้หมุนเวียนอย่างทั่วถึง ก็จะทำให้สารอาหารพืชนั้น เกิดการกระจายตัว และเป็นการกระตุ้นปฏิกริยาทางชีวเคมีให้เกิดอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ส่งผลให้เกิดการแปรสภาพ หรือถูกแพลงก์ตอนพืชนำไปใช้ในการเจริญเติบโตต่อไปได้ ในกรณีที่บ่อมีการหมุนเวียนของน้ำไม่ดี สารอาหารพืชที่แพร่ผ่านจากผิวหน้า ดินดังกล่าว ก็มักจะสะสมตัวอยู่บริเวณพื้นท้องน้ำชั้นล่างได้อย่างเข้มข้น และก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงคุณภาพน้ำบริเวณพื้นท้องน้ำ รวมทั้งยังทำให้สาหร่ายที่อยู่หน้าดิน เจริญเติบโต เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างหนาแน่น และอาจปกคลุมหน้าดินในบางบริเวณ ของพื้นที่บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ (ภาพที่ 4-4) ภาพที่ 4-4 ลักษณะของสาหร่ายสีเขียวและแพลงก์ตอนพืชต่าง ๆ ที่เจริญเติบโตขึ้นมา อย่างหนาแน่น บริเวณผิวหน้าของดินพื้นบ่อโดยเฉพาะในเขตตื้นที่แสงส่องถึง


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 39 4.2) สารอาหารพืชในดินและบทบาทต่อสิ่งมีชีวิตในบ่อ เป็นที่น่าเสียดายว่า ในการศึกษาช่วงประมาณ 15-20 ปีที่ผ่านมา เราได้ให้ ความสำคัญกับบทบาทจากสารอาหารพืชในดิน หรือแม้กระทั่งสารอาหารพืชในน้ำ ยัง ไม่มากนัก ในการทบทวนบทความต่าง ๆ ที่มีการเขียนลงในวารสาร อาทิ วารสาร สัตว์ น้ำ ในช่วงดังกล่าว พบว่ามีผู้เขียนเรื่องราวหรือกล่าวถึง สารอาหารพืช อย่างจริงจัง เพียง 1-2 ราย โดยนำเสนอในแง่มุมทางวิชาการ ซึ่งเน้นหลักการและปฏิกริยาทางเคมี อย่างไรก็ตาม นักวิชาการจากทางกรมประมงได้ค่อย ๆ เริ่มพัฒนางาน ศึกษาวิจัยเชิงพื้นที่ โดยดึงเอาบทบาทของดินพื้นบ่อเข้ามาศึกษา และพยายาม วิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสารประกอบไนโตรเจน และความเชื่อมโยงที่มีต่อ คุณภาพน้ำในระบบนิเวศของบ่อเลี้ยง (อาทิ งานศึกษาวิจัยของ ดุสิตและคณะ 2536 และ พุทธและคณะ 2543) นอกจากนี้ ยังมีการประเมินแนวโน้มความสัมพันธ์ของสารอาหารพืช (ในรูป ไนเตรท) กับสถานการณ์ของซัลไฟด์และการบริโภคออกซิเจนของดิน (พุทธและอุษณีย์ 2550) ซึ่งในขณะนั้นได้พบว่า ปริมาณไนเตรทในดินแต่ละบ่อมีความผันแปรมาก และ ไม่พบบทบาทที่ชัดเจนต่ออัตราการแลกเนื้อของกุ้งที่เลี้ยง อย่างไรก็ตาม ระดับของ ไนเตรทแสดงความสัมพันธ์เชิงผกผันกับค่า “ซัลไฟด์ต่อการบริโภคออกซิเจนของดิน” ซึ่งลักษณะที่พบดังกล่าว ทำให้ตระหนักได้ว่าความสัมพันธ์ของอินทรีย์สาร สารอาหาร พืช และซัลไฟด์ที่เกิดตามธรรมชาติของพื้นบ่อแต่ละแห่งนั้นค่อนข้างซับซ้อน และมี ความเฉพาะตัว แต่ขณะเดียวกัน ก็ทำให้เราทราบว่า การดูแลระบบนิเวศโดยเฉพาะ ในบริเวณใกล้พื้นบ่อ ให้ยังคงมีระดับของ “ออกซิเจนละลายน้ำ” (ค่าDO) ที่เพียงพอ ต่อการย่อยสลายสารอินทรีย์ในแบบที่ใช้ออกซิเจน นับเป็นเรื่องที่จำเป็นมากในการ ดูแลระบบการเลี้ยงเพื่อให้ประสบผลสำเร็จได้อย่างยั่งยืน ซึ่งทั้งนี้ เราควรดูแลบ่อ เพื่อให้มีระดับของออกซิเจนละลายน้ำไม่ต่ำกว่า 40 % ของค่าการอิ่มตัวของออกซิเจน (DO saturation) ณ อุณหภูมินั้น (Boyd et al. 2014)


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 40 อนึ่ง ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เราอาจมีข้อจำกัดในการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง ในภาคสนาม ที่ทำให้ขาดความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของพื้นที่การเลี้ยงสัตว์น้ำ ในประเทศของเราอย่างเพียงพอ จึงทำให้เกิดการอ้างอิงเกณฑ์ต่าง ๆ มาจากประเทศ ที่พัฒนาแล้ว และนำมากำหนด ค่าสูงสุด ของสารอาหารพืช (อาทิในรูปของ แอมโมเนียม และไนเตรท) ที่ไม่ควรจะมีเกินขอบเขต โดยพิจารณาว่าสามารถก่อให้เกิด ปัญหาต่อการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยในภาพรวมที่ผ่านมานั้น อาจเป็นไปได้ว่าเรามองสารอาหารพืชเป็นตัว อันตราย แทนที่จะมองให้ครบถ้วน ถึงในประโยชน์แง่บวก ที่สามารถยังผลให้เกิด การผลิตของแพลงก์ตอนพืช ซึ่งเป็นการสร้างสีน้ำ สร้างอาหารในน้ำ และก่อให้เกิด ทรัพยากรสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ซึ่งนับเป็นห่วงโซ่อาหารที่สมบูรณ์เกิดขึ้นมา ในพื้นที่บ่อเลี้ยง สัตว์น้ำของเรา ในช่วงประมาณ 10 ปีหลังนี้ยังได้มีความพยายามในการศึกษาค้นคว้าวิจัย เพื่อศึกษาอิทธิพลจากปัจจัยด้านระดับของแร่ธาตุไม่ว่าจะเป็นแคลเซียม แมกนีเซีม โปแตสเซียม หรืออื่น ๆ ที่มีต่อการรักษาเสถียรภาพในการผลิต รวมทั้งการเพิ่มผลผลิต ในบ่อกุ้ง นอกจากนี้ ยังมีความพยายามในการวิจัยเพื่อหาระดับและอัตราส่วน ของสารอาหารพืชสำคัญ (ได้แก่ แอมโมเนียม ไนไตรท์ ไนเตรท ซิลิเกท และฟอสเฟท) ที่มีบทบาทต่อปริมาณและชนิดของแพลงก์ตอนพืช ที่เกิดขึ้นในบ่อเลี้ยงกุ้งอีกด้วย ย้อนกลับมามองในมุมของผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์น้ำ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะ ตรวจวัดปริมาณของสารอาหารพืชที่สำคัญทุก ๆ ชนิด ทั้งในมวลน้ำ หรือในดินตะกอน ได้ง่าย ๆ ทั้งนี้เนื่องจากข้อจำกัดของ ต้นทุน ในการศึกษาวิเคราะห์ และข้อจำกัดของ ความเชื่อมั่น ที่เพียงพอ ในด้านบทบาทความสัมพันธ์กับผลผลิตสัตว์น้ำ


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 41 อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของการมีสารอาหารพืช หรือแร่ธาตุที่เพียงพอในน้ำ เป็นเรื่องที่ได้รับการยืนยันทางวิชาการ ซึ่งในทางปฏิบัติ หากเรามีโอการได้ตรวจวัดผล ของสารอาหารพืชในน้ำ หรือได้ข้อมูลประกอบใด ๆ มา ก็ขอให้ลองพิจารณาข้อมูล ใน เชิงเชื่อมโยง โดยอย่ายึดติดกับค่าตัวเลข เพียงด้านใดด้านหนึ่ง เพื่อการตัดสินใจบริหาร จัดการบ่อ ทั้งนี้ เนื่องจาก ธรรมชาติของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นพื้นดิน มวลน้ำ และ สิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่น้อยต่าง ๆ ภายในบ่อแต่ละแห่งนั้น มีความแตกต่างกันออกไป และ มีศักยภาพตามธรรมชาติในการรักษาสมดุล โดยสามารถฟื้นฟูตัวเอง หรือทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงลดปริมาณลงไปได้ ภายในช่วงระยะเวลาที่ระบบนิเวศภายในบ่อ จะปรับตัวเข้าสู่สมดุลได้อีกครั้ง ในการนี้การพิจารณาวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ ควรประกอบด้วย การพิจารณาถึงปัจจัยเหตุและผลที่เกิดขึ้น.. ผนวกกับการพิจารณาจากธรรมชาติ ที่เป็นมาของพื้นที่นั้น ๆ โดยในการจัดการบ่อที่ดี เราไม่ควรให้อาหารมากไปจนเกิน กำลังการกิน และ กำลังบำบัดในทางธรรมชาติของบ่อ ซึ่งเป็นศักยภาพตามธรรมชาติ ที่แต่ละพื้นที่จะมีได้โดยหากเราสามารถพิจารณาและตัดสินใจบริหารจัดการใน ปัจจัยเหตุอย่างรอบคอบ ก็เชื่อได้เลยว่าปัญหาต่าง ๆ อาทิ จากการเปลี่ยนแปลง คุณภาพน้ำที่ฉับพลันทันด่วน คงจะไม่เกิดขึ้น 4.3) การประเมินสถานการณ์และแนวทางการจัดการ คงจะเหมือนเช่นทุกครั้งที่เป็นมา ที่จะพยายามย้ำให้ทุกท่านพยายามสังเกตดู ลักษณะของน้ำ สังเกตุดูดิน การเกิดฟองอากาศ และพฤติกรรมของสัตว์น้ำที่เราเลี้ยง อยู่ ซึ่งในเบื้องต้น การศึกษาพิจารณา ถึง สีน้ำ ที่เหมาะสม จะสะท้อนปริมาณ แพลงก์ตอนพืชที่มีในบ่อได้


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 42 โดยทั่วไป บ่อที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงนั้น มักจะ มี “คลอโรฟิลล์เอ” (ซึ่งเป็นรงควัตถุหลักที่มีในแพลงก์ตอนพืช) อยู่ในระดับปานกลาง โดยอาจมีค่าไม่เกิน 80-100 ไมโครกรัมต่อลิตร ซึ่งการประเมินระดับดังกล่าว หากเราไม่มีเครื่องมือใด ๆ เลย ก็เพียงใช้ฝ่ามือจุ่มลงไปในน้ำที่มีสีเขียวเข้ม และหงายฝ่ามือขึ้น หากไม่สามารถเห็น มือของท่าน ที่ระดับลึกประมาณครึ่งศอก ก็แสดงว่าในน้ำนั้นน่าจะมีแพลงก์ตอนพืช อย่างหนาแน่นมากเกินไป (ภาพที่ 4-5 ขวา) ภาพที่ 4-5 ลักษณะสีน้ำในพื้นที่บ่อที่ปริมาณและชนิดของแพลงก์ตอนพืชแตกต่างกัน ความหนาแน่นของแพลงก์ตอนพืชที่มากเกินควร จะส่งผลให้คุณภาพน้ำสำคัญ หลายอย่าง (อาทิค่าออกซิเจนละลายน้ำ ค่าความเป็นกรด-เบส และค่าอัลคาไลนิตี้) มี การเปลี่ยนแปลงในรอบวันได้อย่างมาก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สูง ย่อมทำให้สัตว์น้ำ จำเป็นต้องปรับตัวสูง อาจเกิดสภาวะความเครียด และเกิดผลกระทบต่อสุขภาพ ของสัตว์น้ำที่เลี้ยงอย่างต่อเนื่องไปได้


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 43 4.4) แนวทางการดแูลดินตะกอนเพอื่ ให้เกิดสารอาหารที่ดี แม้หลาย ๆ คนจะกล่าวว่า ในทางทฤษฎีกับ ในการปฏิบัติมักไปด้วยกันได้ ยาก อย่างไรก็ตาม คงต้องย้ำกันว่า การดูแลสีน้ำ คุณภาพน้ำ หรือการควบคุมปริมาณ แพลงก์ตอนพืช ที่จะพัฒนาขึ้นมาในบ่อหนึ่ง ๆ นั้น เป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งไม่ใช่แค่เพียง เราต้องควบคุมเรื่องการให้อาหาร อย่างถ้วนถี่ ละเอียดลออ แต่จำเป็นต้องทำการ ควบคุม ดินต้นทุน ในพื้นบ่อ ให้มีสารอินทรีย์หรือมีอาหารสะสมแรกเริ่มในระดับที่ต่ำ หรือมีค่าใกล้เคียงกับ ระดับในฐานดินเดิม เท่าที่จะทำได้ในการนี้ ควรดำเนินการ จัดการตั้งแต่ช่วงการเตรียมบ่อ โดยทำการปรับปรุงดินก่อนที่จะทำการเตรียมน้ำ และ เข้าสู่ขั้นตอนต่อไปของการเลี้ยง อย่างไรก็ตาม ขอให้เราตระหนักว่าการย่อยสลาย การเปลี่ยนรูป หรือการ หายไปของสารอินทรีย์ที่สะสมในพื้นก้นบ่อแทบทั้งหมด เกิดจากกระบวนการทาง ชีวภาพและชีวเคมีโดยสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากมายที่อาศัยอยู่ในดิน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม ของจุลินทรีย์ต่าง ๆ สัตว์หน้าดิน หรือสาหร่ายหน้าดิน สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ต่างทำหน้าที่ สำคัญในระบบนิเวศพื้นบ่อ และเป็นสิ่งที่สมควรอนุรักษ์ไว้อย่างที่สุด กระบวนการ ตากบ่อ ให้แห้ง ตามวิธีที่นิยมทำกันมาโดยทั่วไปนั้น เป็นเพียง ขั้นตอนหนึ่ง ที่เปิดโอกาสให้สารพิษในดินตะกอนบางชนิด อาทิ ก๊าซไข่เน่า (ไฮโดรเจนซัลไฟด์) ได้สัมผัสกับออกซิเจนในอากาศโดยตรง และเกิดการเปลี่ยนรูป หายไป หรือกลายเป็นฟอร์มที่ไม่มีความเป็นพิษ แต่อย่างไรก็ตาม สารพิษในกลุ่มของซัลไฟด์ดังกล่าวมีโอกาสเกิดขึ้นได้อีก และ จะสะสมในดินได้ใหม่อีก เมื่อเราเติมน้ำลงไปในพื้นที่บ่อ (ที่ยังมีสารอินทรีย์สูง) ไประยะ หนึ่ง ซึ่งดินพื้นบ่อก็จะค่อย ๆ เกิดการย่อยสลาย และเกิดเป็นสภาพที่ไร้ออกซิเจน ในดินได้อีก ไปตามลำดับ


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 44 ผลจากการวิจัยที่ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของดิน เปรียบเทียบในช่วง ก่อน และ หลัง จากการตากบ่อ (ภาพที่ 4-6) สะท้อนให้เห็นว่า ผลจากการตากบ่อทำให้ก๊าซ ไข่เน่า (ไฮโดรเจนซัลไฟด์) ในดินลดลงได้ อย่างไรก็ตาม ปริมาณ สารอินทรีย์รวม ที่ สะสมอยู่เนื้อดิน เกิดการลดลงไปได้น้อยมาก ทั้งนี้เนื่องจากสารอินทรีย์บางส่วนเท่านั้นที่ระเหยออกไปได้ แต่สารอินทรีย์ ส่วนใหญ่ที่มี ยังคงจับตัวกันแน่นในเนื้อดิน นอกจากนี้ ในช่วงที่ดินถูกตากแห้งนั้น จุลินทรีย์ต่าง ๆ ในดิน ที่มีบทบาทในการช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ ได้เกิดการตายลง และลดจำนวนลงไปอย่างมากด้วยนั่นเอง ภาพที่ 4-6 การเก็บตัวอย่างดินพื้นบ่อด้วยท่อเก็บดินแบบใส (Hand corer) เพื่อนำไป ศึกษาคุณภาพดิน หลังจากกระบวนการปรับปรุงพื้นที่โดยการตากบ่อ ในภาพรวมของการจัดการที่เหมาะสม เมื่อมีสิ่งที่ มากเกินไป เราก็ควรจะ นำ ออก ไปนอกระบบบ่อเลี้ยง ดังนั้น การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของการเพิ่มปริมาณแพลงก์ ตอนอย่างหนาแน่น ก็คือ การนำออก หรือการช่วย เจือจาง โดยมวลน้ำใหม่


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 45 ซึ่งจะเห็นได้ว่า นอกจากที่เราจำเป็นที่จะต้องหาทาง “บำบัดเลน” ที่เกินพอ (เพื่อควบคุมปัจจัยเหตุ) เรายังควรมีการ “สำรองน้ำดี” เพื่อเตรียมความพร้อมในการ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างทันการณ์ โดยควรหาทางประยุกต์แนวคิดนี้ไปในการ ปฏิบัติจริงที่เป็นไปได้ และสอดคล้องเหมาะสมกับลักษณะของพื้นที่ ตลอดจนศักยภาพ ของเราเอง การศึกษาในพื้นที่บ่อต่าง ๆ ที่ผ่านมา ยังทำให้ตระหนักอย่างถ่องแท้ว่า “บ่อทุกบ่อ เสมือนเป็นครูผู้สอน ให้รู้ความจริง” ซึ่งความจริงที่ได้เรียนรู้ได้ให้แง่คิด สำคัญ คือ ความจำเป็นที่จะต้องเอาใจใส่ เรียนรู้ และเข้าใจ ในธรรมชาติพื้นฐานที่เรามี ทั้งด้านสภาวะของพื้นที่ และศักยภาพของผู้คนที่ร่วมดำเนินการด้วยกัน โดยไม่ว่าจะมี ปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับการเลี้ยง ขอให้มีสติในการพิจารณา ทั้งนี้และทั้งนั้น เป็นเพราะว่าจะทำให้เรามั่นคงกับความคิด บนรากฐานของ เหตุและ ผล และทำให้เกิดความรู้สึกท้าทายที่จะนำไปปฏิบัติแก้ไขปัญหา หรือพิสูจน์ ในความจริงที่ได้พิจารณาไตร่ตรองมา ที่สำคัญคือ การที่เราจะต้อง ไม่หนีปัญหา หรือ เร่งต้องการคำตอบ โดยไม่ได้ คิดเอง หากแต่ควรทำการทบทวน ไตร่ตรอง และพยายามค้นหาสาเหตุของปัญหา ให้เจอด้วยตนเอง แนวคิดในการจัดการบ่อ ให้สอดคล้องตามหลักการ “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่ง เป็นแนวพระราชดำริขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ซึ่งมุ่งเน้นให้ เกิดการดำเนินกิจการเพื่อ ความพออยู่ พอกิน และเพื่อปูพื้นฐานไว้สำหรับการ อยู่ดีกินดีในอนาคต นับว่าเป็นแนวคิดที่ดีงาม ซึ่งจะก่อให้เกิดการประกอบกิจการ ได้อย่างยาวนาน เกิดเป็นอาชีพมั่นคง มีเสถียรภาพ มิใช่เพียงเป็นการส่งเสริมความ มั่งคั่งในอาชีพ แต่อาจขาดความยั่งยืนที่แท้จริง


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 46 บทท ี ่ 5 ซัลไฟด์ในดิน น าความรู้สู่การจัดการ ในบทนี้ จะขอนำเข้าสู่เรื่องราวของสารประกอบในดิน ที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง ต่อปริมาณออกซิเจนละลายน้ำในพื้นที่บ่อ สารประกอบในดินนี้เราสามารถสังเกต ลักษณะได้ด้วยตาเปล่า สามารถดมกลิ่นได้และจับต้องได้ด้วยตนเอง โดยอาจจะ ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือศึกษาที่ซับซ้อนใด ๆ สารประกอบที่กล่าวถึงนี้คือ “สารประกอบซัลไฟด์” ที่พบในดินตะกอนพื้นท้องน้ำ โดยเฉพาะในบริเวณที่เป็นเลน นิ่มเหลว หรือในพื้นที่ซึ่งพบการหมักหมมของอินทรีย์สารในปริมาณที่สูง (ภาพที่ 5-1) ภาพที่ 5-1 ลักษณะดินเปียกจากใต้น้ำ ที่มีลักษณะของสีดินและกลิ่นซึ่งสะท้อน สภาพการณ์ของการสะสมซัลไฟด์ในดินในระดับที่สูงมาก


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 47 5.1) ความเป็ นพิษของสารประกอบซัลไฟด์ในดินตะกอน สารประกอบซัลไฟด์ในดินได้รับการ เพ่งเล็ง ในฐานะที่เป็น สารพิษที่อันตราย โดยมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของสัตว์น้ำ ซัลไฟด์ที่เกิดขึ้นและสะสมอยู่ในดินตะกอน จัดเป็นสารที่เป็นอันตรายอย่างหนึ่งสำหรับสิ่งมีชีวิต ซัลไฟด์ที่มีความเข้มข้นสูง จะมีผล ต่อระบบหายใจและเมตาบอลิซึมของสัตว์น้ำ เนื่องจากการขัดขวางการขนส่งออกซิเจน ภายในเซลล์ และทำให้ปริมาณแลคเตทในเลือดสูงขึ้น (พุทธ 2559) สภาพความเป็นพิษ ของซัลไฟด์ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนกลุ่มของประชากรสิ่งมีชีวิตหน้าดิน โดยเฉพาะสัตว์ หน้าดินที่มีขนาดใหญ่ (Macrofauna) และสัตว์ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ (อาทิ หอยชนิดต่าง ๆ) ซึ่งมีแนวโน้มที่ลดลงเมื่อระดับความเข้มข้นของซัลไฟด์ในดินสูงขึ้น (Ritnim and Meksumpun 2011) ในช่วงที่ผ่านมามีการศึกษาระดับการปนเปื้อนของซัลไฟด์(Acid Volatile Sulfides) ในดินพื้นท้องน้ำของแม่น้ำต่าง ๆ ในประเทศไทย (อาทิ แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำ แม่กลอง แม่น้ำบางปะกง และแม่น้ำเวฬุ) โดยวิเคราะห์ผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพของสัตว์หน้าดิน และพบว่าปริมาณซัลไฟด์ในดินพื้นท้องน้ำ ตามธรรมชาติ ที่พบในระดับ 0.3 – 1.0 มิลลิกรัมกรัมต่อกรัม (น้ำหนักดินแห้ง) จัดเป็น ระดับที่มีสภาพความเป็นพิษของซัลไฟด์สูง (จารุมาศและเชษฐพงษ์2552) สำหรับในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำพบว่า หากปริมาณซัลไฟด์ในดินตะกอน พื้นท้องน้ำมีค่าเข้มข้นสูงประมาณ 0.3 มิลลิกรัมกรัมต่อกรัม (น้ำหนักดินแห้ง) จะทำให้ กุ้งเริ่มเสียการทรงตัว เนื่องจากเซลล์ในร่างกายจะขาดออกซิเจน และหากมีความ เข้มข้นสูงเกิน 4 มิลลิกรัมกรัมต่อกรัม (น้ำหนักดินแห้ง) จะทำให้กุ้งตายลงไปได้ ไฮโดรเจนซัลไฟด์(H2S) จัดเป็นรูปฟอร์มหนึ่ง ของสารประกอบซัลไฟด์สำคัญ ที่พบมากในดินตะกอน ไฮโดรเจนซัลไฟด์จัดเป็นก๊าซ ที่เกิดขึ้นจากการย่อยสลายของ อินทรีย์สาร ภายใต้ชั้นดินที่ไม่มีออกซิเจน และโดยทั่วไปเรามักเรียกกันว่า ก๊าซไข่เน่า


ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 48 โดยเราจะสามารถได้กลิ่นของก๊าซไข่เน่าได้อย่างชัดเจนในดินที่มีสีดำ หรือสีเทาปนดำ (ภาพที่ 5-2) ซึ่งมักจะมีเนื้อดินที่ละเอียด โดยหากจับดินนั้นด้วยมือเปล่า จะรู้สึกว่ามี ความนิ่มลื่น และเมื่อลองบีบดินนั้นให้กระจายออก จะเห็นว่าสีดำๆ นั้น ยังคงติดอยู่ที่ นิ้วมือ นอกจากนั้น กลิ่นของมันจะคงอยู่ที่มือได้ค่อนข้างนาน ภาพที่ 5-2 ลักษณะของดินสีดำหรือสีเทาปนดำที่มีการสะสมของสารอินทรีย์ จนทำให้เกิดซัลไฟด์ในดินได้มาก 5.2) ที่มาของสารประกอบซัลไฟด์ในดินตะกอน ในบริเวณพื้นบ่อที่เป็นกรดอ่อน ๆ มักจะเกิดก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซ ไข่เน่า) ได้ง่ายกว่า และจะมีความเป็นพิษได้สูง โดยในภาพรวมแล้ว สาเหตุหลักของการ เกิดก๊าซไข่เน่า ก็คือ เกิดจากกระบวนการย่อยสลายของสารอินทรีย์ต่าง ๆ ในดิน


Click to View FlipBook Version