ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 49 ในแหล่งน้ำที่ได้รับของเสียโดยเฉพาะพวกซากอินทรียวัตถุต่าง ๆ สารเหล่านั้น จะเกิดการย่อยสลายอย่างต่อเนื่องโดยแบคทีเรียที่อยู่ในพื้นท้องน้ำ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ ออกซิเจนละลายน้ำ (Dissolved oxygen; DO) ที่มีในบริเวณเนื้อดินชั้นบน ซึ่งหาก ปริมาณของเสียมีมากเกินไป จะทำให้DO ในหน้าดินหมดลง เนื่องจากแบคทีเรีย ดึงไปใช้ในการย่อยสลายของเสียดังกล่าว (ภาพที่ 5-3) ภาพที่ 5-3 ลักษณะภายในเนื้อดิน (ชั้นที่ถัดลงไปจากผิวหน้าดิน) ซึ่งเป็นบริเวณที่ ขาดออกซิเจน และพบปริมาณซัลไฟด์เกิดสะสมอยู่ในเนื้อดินได้มาก หากของเสียหรือสารอินทรีย์ที่สะสมอยู่ในดินยังย่อยสลายไม่หมด กระบวนการย่อยสลายในสภาพที่ “ไม่ใช้ออกซิเจน” ก็จะเกิดขึ้นตามมา โดยในลำดับ แรก ๆ สารประกอบไนเตรท (NO3 - ) ที่ละลายอยู่ในช่องว่างระหว่างเม็ดดินมักจะถูก นำไปใช้ในการย่อยสลาย โดยเกิดกระบวนการไนเตรทรีดักชั่น (Nitrate reduction)
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 50 หลังจากที่ไนเตรทหมดลงไป สารประกอบซัลเฟท (SO4 2- ) ที่มีมากในดิน ก็จะ ถูกนำไปใช้ในการย่อยสลายอย่างต่อเนื่อง เกิดกระบวนการซัลเฟทรีดักชั่น (Sulfate reduction) โดยแบคทีเรียกลุ่ม Desulfovibrio ซึ่งส่งผลทำให้เกิดซัลไฟด์(S2- ) ขึ้นมา ในดินพื้นท้องน้ำ ซัลไฟด์เมื่ออยู่ในดินตะกอนมักพบในรูปของไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) หรือเหล็กซัลไฟด์(อาทิ FeS, Fe2S3 , และ FeS2 ) สารประกอบของซัลไฟด์เหล่านี้นับว่า เกิดได้ง่ายในสภาพที่ดินขาดออกซิเจน (DO) ซึ่งเป็นสภาพทั่วไปของดินตะกอน ภาพที่ 5-4 หน้าดินสีดำสนิทซึ่งสะท้อนถึงสภาพการขาดออกซิเจนของพื้นบ่อ และการสะสมของสารประกอบซัลไฟด์ในดินตะกอนในปริมาณที่สูงมาก อนึ่ง การที่ภายใต้ชั้นดินไม่มีออกซิเจนนั้น เป็นเรื่องตามธรรมชาติของบริเวณ พื้นบ่อทุกแห่ง ดังนั้นการเกิดสภาพที่ ดินตะกอนขาดออกซิเจน นับเป็นเรื่องปกติ อย่างไรก็ตาม หากเราพบลักษณะของการขาดออกซิเจนนั้นเกิดได้อย่างรวดเร็ว ในดิน ชั้นบนสุด (ภาพที่ 5-4) อาจเป็นเรื่องที่ควรเฝ้าระวังให้ดีเพราะจัดเป็นสถานการณ์
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 51 ที่สะท้อนถึงปัญหาของการมีสารอินทรีย์ในดินที่มากเกินควร ซึ่งจะทำให้เกิดการลดลง ของออกซิเจนละลายน้ำในบริเวณใกล้พื้นบ่อ และส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ ของสิ่งมีชีวิตหน้าดินต่าง ๆ รวมทั้งกุ้งที่เราเลี้ยงอยู่ด้วย 5.3) บทบาทของซัลไฟด์ในบ่อและแนวทางการจัดการ งานศึกษาวิจัยที่ผ่านมาพบว่า ปริมาณซัลไฟด์ในดินมีแนวโน้มที่จะค่อย ๆ เพิ่มขึ้น ไปตามระยะเวลาของการเลี้ยงสัตว์น้ำ (Abraham et al. 2004) นอกจากนี้ยัง มีงานศึกษาวิจัยถึงผลกระทบของซัลไฟด์ในดินพื้นบ่อ ที่ได้สะท้อนให้เห็นว่าปริมาณ ซัลไฟด์ที่เพิ่มมากขึ้น สามารถส่งผลกระทบด้านการลดอัตราการเจริญเติบโต การกิน อาหาร และอัตราการแลกเนื้อของกุ้งที่เลี้ยงได้ด้วย (Suplee and Cotner 1996, พุทธ และอุษณีย์ 2550) ในการสังเกตลักษณะของดินพื้นบ่อที่เน่าเสียและเกิดการขาดออกซิเจน อย่างชัดเจน สามารถพิจารณาจากชั้นผิวบนสุดของหน้าดินลงไป หากพบว่าสีของดิน เปลี่ยนจากสีนวลหรือสีน้ำตาล เป็นดินสีดำขึ้น เพียงแค่ระดับความลึกของดินไม่เกิน ครึ่งเซนติเมตร จะถือว่าดินนั้นเกิดสภาวะการเน่าเสียค่อนข้างมาก เพราะชั้นของสี น้ำตาลที่มีออกซิเจน พบได้เพียงบริเวณผิวหน้าบาง ๆ เท่านั้น และหากระดับของการ เน่าเสียสูงขึ้น จนไม่พบชั้นดินสีอ่อนอยู่เลย จะพบว่าดินนั้น ๆ มีสีดำสนิท มักมีลักษณะ นิ่มเหลว และ มีกลิ่นก๊าซไข่เน่าที่รุนแรง ซึ่งจะกลบเอากลิ่นของดินธรรมชาติที่เคยมี ไปหมด (ภาพที่ 5-5) อนึ่ง เราอาจไม่จำเป็นต้องรู้ค่าตัวเลขจากการวิเคราะห์ทางเคมี อย่างไรก็ตาม ควรพยายามสังเกตว่า ดินธรรมชาติเดิม ในแต่ละบ่อของเรา มีกลิ่น สี และลักษณะ ดั้งเดิมเป็นอย่างไร ซึ่งหากได้พิจารณาอย่างต่อเนื่องจนถึงในระยะกลาง หรือระยะท้าย ของการเลี้ยง อาจพบว่าการสะสม เลนใหม่ ที่เกิดได้มากในบริเวณกลางบ่อ หรือมุมบ่อ ด้านใดด้านหนึ่ง มักเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดปัญหาจากก๊าซไข่เน่า
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 52 ภาพที่ 5-5 ลักษณะของดินซึ่งสะท้อนถึงสภาพการขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง ก๊าซไข่เน่า นอกจากจะมีความเป็นพิษด้วยตัวเองแล้ว การเกิดก๊าซไข่เน่า ยัง สะท้อนให้เห็นถึงการที่พื้นบ่อที่มีการย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจนจนได้มาก ซึ่งสิ่งที่ ตามมา ก็คือ ในบ่อของเราจะได้รับสารอาหารพืช (โดยเฉพาะในกลุ่มของแอมโมเนียม) แพร่ออกมาจากพื้นดินที่มีสีดำนั้น ได้สูงมากอย่างต่อเนื่องอีกด้วย ดินที่เน่าเสีย มักพบปริมาณ แอมโมเนียม ที่ละลายอยู่ในดินได้สูงมากกว่า ปริมาณในมวลน้ำถึง 100-1,000 เท่า ซึ่งปริมาณแอมโมเนียมที่แพร่ผ่านออกจากดิน ไปสู่มวลน้ำ นับเป็นการกระตุ้นให้แพลงก์ตอนพืชในน้ำเกิดการเพิ่มจำนวนได้ อย่างมากมาย (ส่งผลให้น้ำในบ่อเกิดเป็นสีเขียวเข้มหรือสีน้ำตาล) ซึ่งลักษณะดังกล่าว จะก่อให้เกิดปัญหาความผันแปรของออกซิเจนในรอบวันได้สูง รวมทั้งมักเกิดปัญหา ด้านการขาดออกซิเจนในน้ำในช่วงเวลากลางคืน โดยเฉพาะในบริเวณที่ใกล้กับผิวหน้า ดินบริเวณดังกล่าว
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 53 อนึ่ง ก๊าซไข่เน่า (ไฮโดรเจนซัลไฟด์) ที่เกิดขึ้นมาก ๆ ในดินที่มีสารอินทรีย์สูง จะถูกผลักดันให้แพร่ออกจากพื้นดิน และออกไปสัมผัสกับออกซิเจนในมวลน้ำเหนือดิน ซึ่งจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีได้อย่างรวดเร็วกับออกซิเจน และทำให้ออกซิเจนที่มีใน มวลน้ำเกิดการลดลงไปได้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น หากในพื้นที่บ่อของเราพบการสะสม ของ ขี้เลน ที่ก้นบ่อมากเกินไป เราก็ควรหาทางแก้ไขหรือบรรเทาเบาบางปัญหา และ ควรหาทางป้องกันสภาวการณ์ที่มวลน้ำชั้นล่างอาจขาดออกซิเจนในระหว่างการเลี้ยง ซัลไฟด์ในดินจะหายไป ด้วยการตากบ่อไหม เมื่อเราทำการเตรียมบ่อในขั้นแรก ๆ ด้วยวิธีการ ตากบ่อ นั่นหมายถึง การที่ เราช่วยส่งเสริมโอกาส ให้ก๊าซไข่เน่าส่วนหนึ่งได้เกิดการแพร่ผ่านออกจากดิน ระเหยขึ้น สู่บรรยากาศ (ภาพที่ 5-6) ดังนั้น หากก๊าซไข่เน่าได้เกิดการระเหยได้มาก จากการที่ หน้าดินผึ่งแห้ง เกิดการแยกตัว เป็นร่อง หรือเกิดการแตกระแหงลงไปลึก ๆ นั่นก็ หมายถึง เราได้เพิ่มโอกาสให้เกิดการลดปริมาณของก๊าซไข่เน่าในดินได้เป็นอย่างดี ภาพที่ 5-6 ลักษณะของหน้าดินในพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้งหลังจากการตากบ่อจนแห้งสนิท
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 54 เมื่อทำการตากบ่อ จะสังเกตได้ว่าสีของดินที่เคยดำมาก ก็จะเปลี่ยนแปลง เป็นซีดลง กลายเป็นสีครีมนวล ๆ สีน้ำตาลอ่อน หรือสีเหลือง ทั้งนี้เนื่องจากดินได้เกิด การออกซิเดชั่น ซึ่งก็คือ การที่ก๊าซไข่เน่า (ไฮโดรเจนซัลไฟด์) และสารประกอบ เหล็กซัลไฟด์ต่าง ๆ ได้ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศโดยตรงนั่นเอง อย่างไรก็ตาม ยังมีสารประกอบซัลไฟด์ในบางรูปที่คงทน ซึ่งสามารถสะสมอยู่ ในดินที่ลึกลงไป และในบางครั้งจำเป็นจะต้องมี“น้ำ” ร่วมในการทำปฏิกิริยาทางเคมี ดังนั้น การเติมน้ำเข้ามาบางช่วง และสร้างให้เกิดเป็นสภาวะ เปียก สลับ แห้ง จึงเป็น วิธีที่ควรนำไปทดลองประยุกต์ใช้ หากต้องการปรับปรุงดินอย่างมีประสิทธิผลจริง ๆ การจัดการเพื่อให้พื้นบ่อได้เกิดสภาวะ เปียก สลับ แห้ง ยังส่งผลที่ดีมากต่อการกระตุ้น การย่อยสลายของสารอินทรีย์ที่สะสมอยู่ในดินเลน ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นการช่วยฟื้นฟู ให้เกิดปริมาณจุลินทรีย์มากขึ้น ซึ่งจะมาทำหน้าที่ในการย่อยสลายสารอินทรีย์ส่วนเกิน นั้น ๆ ได้ด้วย อนึ่ง สิ่งที่น่าสนใจที่ได้รับจากประสบการณ์การทำวิจัย ก็คือ การที่พบว่า ระดับของก๊าซไข่เน่า ที่เกิดในดินตะกอนในช่วงของการเลี้ยงจะ มีมาก หรือ มีน้อย เป็นเพียงปัจจัยส่วนหนึ่ง ที่มีความเกี่ยวโยงไปถึง การประสบความสำเร็จในการเลี้ยง นอกจากนี้ ยังพบว่าในบ่อที่ดี มักมีก๊าซไข่เน่าในระดับปานกลาง จนถึงระดับ ค่อนข้างมาก และที่สังเกตเห็นได้เสมอ คือ การที่ดินเริ่มมีสีดำ มีลักษณะเหลว และมี กลิ่นของซัลไฟด์เล็กน้อยนั้น กลับช่วยกระตุ้นการรวมกลุ่ม และการเจริญเติบโตของ ประชาคมสัตว์หน้าดินหลากหลายชนิด ที่สามารถเป็นอาหารที่ดีสำหรับกุ้งที่เลี้ยงอยู่ได้ ในภาพรวมพบว่า ระดับของก๊าซไข่เน่า ไม่ได้เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญเทียบเท่ากับ ความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติภาพรวมของบ่อ ตลอดจนพฤติกรรมของสัตว์น้ำที่เรา เลี้ยงอยู่ โดยทั้งนี้ ลักษณะ ความเอาใจใส่และความทุ่มเท ของท่านผู้ประกอบการที่มี ต่อพื้นที่ของตนเอง รวมทั้ง การวางแผนจัดการและการแก้ไขปัญหา ในแต่ละช่วง ของการเลี้ยงอย่างสมเหตุสมผล นับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมากกว่า
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 55 บทท ี ่ 6 สัตว์พื้นท้องน ้า สัตว์หน้าดิน และมุมมองในการจัดการเชิงอนุรักษ์ ต่อเนื่องจากประเด็นในด้านซัลไฟด์ในดินตะกอน ในส่วนของเนื้อหาบทนี้ขอ นำเสนอเรื่องราวสืบเนื่องเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ที่มีความเกี่ยวข้องกับการ เปลี่ยนแปลงระดับของซัลไฟด์ในดิน และยังมีบทบาทที่สำคัญต่อกระบวนการ ย่อยสลายที่เกิดขึ้นในดินตะกอน ซึ่งคือเรื่องราวของ สิ่งมีชีวิตพื้นท้องน้ำ ต่าง ๆนั่นเอง ภาพที่ 6-1 ลักษณะของพื้นที่หน้าดินซึ่งพบสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้อย่างหลากหลาย
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 56 6.1) ลักษณะของสัตว์บริเวณพื้นท้องน ้า สัตว์พื้นท้องน้ำ มีความหมายครอบคลุมถึงกลุ่มของสัตว์ที่อาศัยอยู่บนพื้นหน้า ดิน ตลอดจนสัตว์ต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ภายในเนื้อดิน สัตว์พื้นท้องน้ำ ก็เหมือนกับสิ่งมีชีวิต ทุกชนิดในโลกนี้ซึ่งมีสังคม มีความเป็นอยู่ มีความแตกต่าง ความเหมือน และมี คุณลักษณะ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ ซึ่งเชื่อมโยงและจรรโลงซึ่งกันและกัน แม้กระทั่งผืน ดิน ที่เมื่อเราพิจารณาด้วยตาเปล่าอาจไม่เห็นสิ่งมีชีวิตใด ๆ (ภาพที่ 6-1) อย่างไรก็ตาม ภายในเนื้อดินนั้น มีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก ๆ อาศัยรวมกันอยู่อย่างมากมาย สิ่งมีชีวิตขนาด เล็กเหล่านั้นกำลังทำหน้าที่กันอย่างขยันขันแข็ง และกำลังเจริญเติบโตและขยายพันธุ์ กลุ่มที่มีขนาดของตัวที่เล็กที่สุด คือ พวก จุลินทรีย์หรือแบคทีเรียในดิน ส่วน กลุ่มที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ได้แก่สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังพวก โปรโตซัว ที่กินจุลินทรีย์เป็น อาหาร และยังมีไส้เดือนทะเล ที่พบตั้งแต่ขนาดเล็กมาก ซึ่งดูเหมือนเป็นเส้นด้ายสีแดง ซึ่งขุดรูและสร้างท่ออาศัยอยู่ในดิน (ภาพที่ 6-2) ไปจนถึงพวกที่มีขนาดใหญ่ มีเท้า เดินทางด้านข้างของลำตัว (ซึ่งสามารถเคลื่อนที่และว่ายน้ำได้ดี) เช่น เพรียงทราย (ภาพที่ 6-3, 6-4 ในกลุ่ม Polychaetes) นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มของสัตว์ที่มีเปลือกแข็ง ซึ่งมักอาศัยหากินอยู่บนผิวหน้าดิน เช่น สัตว์ในกลุ่ม หอยฝาเดียว ประเภทต่าง ๆ ภาพที่ 6-2 ลักษณะไส้เดือนทะเลที่สามารถขุดรูลงไปในดินและสร้างท่อโผล่ขึ้นเหนือดิน
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 57 ภาพที่ 6-3 ลักษณะของไส้เดือนทะเลที่มักพบในพื้นที่บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำในเขตน้ำกร่อย สัตว์พื้นท้องน้ำ หรือ ที่เรียกกันในภาษาอังกฤษ ว่า เบนโทส (Benthos) นั้น มิได้จำเพาะเจาะจงแต่เฉพาะสัตว์ที่อาศัยอยู่บนผิวหน้าดิน หรืออาศัยอยู่ข้างในชั้น ของดินที่ลึกลงไปเท่านั้น ลูกสัตว์น้ำขนาดเล็ก ปลาวัยอ่อน ปลาหน้าดิน หมึก หรือสัตว์ กลุ่มกุ้งและเคยชนิดต่าง ๆ และแพลงก์ตอนสัตว์ที่ว่ายน้ำอาศัยหากินอยู่ใกล้พื้นดิน (พวก Arthropods; ภาพที่ 6-4) ก็ยังจัดรวมว่าเป็นสัตว์พื้นท้องน้ำได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม สัตว์พื้นท้องน้ำบางกลุ่ม มีวงชีวิตอยู่ในบริเวณหน้าดินได้เพียง ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ยกตัวอย่างเช่น หนอนแดง ซึ่งจัดเป็นอาหารกุ้งที่ดี (เบญจมินทร์ 2547) จัดเป็นระยะตัวอ่อนช่วงหนึ่งของแมลงในกลุ่มริ้นน้ำจืด ซึ่งสามารถพบเห็นกันได้ ในเขตชายน้ำบางบริเวณ ทั้งนี้ เกิดเนื่องจากการที่มีแมลงมาวางไข่ริมชายน้ำ แล้วไข่ ได้พัฒนาเป็นระยะตัวอ่อน ที่ลงฝังตัวลงในหน้าดิน สร้างดินเป็นท่อเล็ก ๆ ขึ้นมา ซึ่ง โดยส่วนใหญ่ หนอนแดง จะอยู่ในพื้นที่แหล่งน้ำได้แค่ประมาณ 2-3 สัปดาห์จากนั้น จะพัฒนารูปร่างให้สมบูรณ์ขึ้น เกิดตาและปีกที่แข็งแรง และบินออกไปจากแหล่งน้ำ ไปสู่วัฏจักรแมลง ซึ่งเป็นการพัฒนาเป็นระยะตัวเต็มวัยต่อไป
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 58 ภาพที่ 6-4 สัตว์พื้นท้องน้ำต่าง ๆ ที่สามารถพบได้ในพื้นที่บ่อเลี้ยงเขตใกล้ชายฝั่ง
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 59 6.2) ความส าคัญของการสังเกตสัตว์พื้นท้องน ้า ที่สำคัญมากไปกว่าการที่เราจะรู้ว่า สัตว์พื้นท้องน้ำที่เพิ่มมากขึ้นบริเวณพื้นบ่อ ในบางช่วงของการเลี้ยงนั้น มีชื่อวิทยาศาสตร์อะไร หรือจัดอยู่ในกลุ่มทางอนุกรมวิธาน อย่างไร ก็คือ การที่เราควรจะรู้ว่า สัตว์พื้นท้องน้ำที่สังเกตเห็นนั้น มีความเป็นอยู่ อย่างไร (อาทิ อยู่ใต้ชั้นดินตลอดเวลา หรือสามารถเคลื่อนที่ไปมา ทั้งในเนื้อดิน และ บนผิวดิน หรือสามารถว่ายน้ำออกมาจากดินได้) นอกจากนี้ ควรพิจารณาว่าสัตว์เหล่านั้นมักพบในดินบริเวณใดของบ่อ และ บริเวณดังกล่าวมีลักษณะองค์ประกอบในเนื้อดินเป็นอย่างไร หรือมักพบในช่วงใด ของระยะการเลี้ยง (ภาพที่ 6-5) ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นเพราะว่าลักษณะนิสัย พฤติกรรม และความเป็นอยู่ของสัตว์พื้นท้องน้ำเหล่านั้น จะสามารถสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลง ของระบบทางธรรมชาติ ทั้งระบบนิเวศในดิน และคุณภาพของมวลน้ำด้านบน ภาพที่ 6-5 ลักษณะของระบบนิเวศและรูปแบบในการจัดการที่มีผลต่อสัตว์พื้นท้องน้ำ
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 60 ในภาพรวม การสังเกตได้อย่างเข้าใจความป็นไป จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อ การจัดการคุณภาพน้ำได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ หากผู้ประกอบการสามารถ พินิจพิเคราะห์ถึงคุณประโยชน์ ความเป็นอยู่ ตลอดจนลักษณะในการขยายพันธุ์ แล้วหาทางประยุกต์ความรู้เพื่อการอนุรักษ์หรือส่งเสริมพันธุ์สัตว์พื้นท้องน้ำ ให้เกิดขึ้น อย่างสมบูรณ์ภายในพื้นบ่อ ก็จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเลี้ยงในระยะยาวต่อไปได้ “ชื่อทั่วไป” ของสัตว์พื้นท้องน้ำ อาจเรียกแตกต่างกันไปตามพื้นที่ ตามแหล่ง น้ำ ยิ่งหากจำแนกลงไปถึงชื่อวิทยาศาสต์ทางวิชาการที่เป็นภาษาอังกฤษ อาจส่งผลให้ งุนงง หรือรู้สึกยากขึ้นต่อการทำความเข้าใจ หรือการเรียนรู้จักสัตว์พื้นท้องน้ำ ในเบื้องต้นที่เราควรทำ ก็คือ การพยายามสังเกต และ ทำความเข้าใจด้วย ตนเอง ว่าสัตว์พื้นท้องน้ำ ที่เราสนใจอยู่นั้น มีลักษณะนิสัยอย่างไร เกิดการเพิ่มจำนวน ได้มากขึ้น หรือลดจำนวนหายไปเมื่อใด อยู่ในดินพื้นที่แบบใด หรือ น่าจะก่อประโยชน์ อย่างไรในพื้นที่บ่อของเรา เราเองอาจเคยเกิดคำถามสำหรับการศึกษาเชิงลึกทางวิชาการ ที่นักวิชาการ เฝ้าค้นหาชนิด และตั้งชื่อสัตว์พื้นท้องน้ำขึ้นมาใหม่ ๆ แต่ยังไม่พยายามศึกษาวิเคราะห์ ถึงพฤติกรรมของสัตว์พื้นท้องน้ำนั้นอย่างเพียงพอ ไม่รู้คำตอบ ว่าทำไมถึงอาศัยอยู่ได้ เมื่อไรถึงจะเกิดการลดจำนวนลงไป หรืออะไร คือปัจจัยเหตุที่สำคัญของการ เปลี่ยนแปลง ในทำนองเดียวกัน หากเราหันมาพิจารณา ด้วยการสังเกตอย่างพินิจพิเคราะห์ ตั้งแต่แรก ๆ ที่พบสัตว์พื้นท้องน้ำ และหาทางเรียนรู้ทำความเข้าใจถึงลักษณะทาง พฤติกรรมของสัตว์พื้นท้องน้ำนั้น ๆ ก็จะทำให้เราสามารถเข้าใจความเป็นไปของพื้นบ่อ และประเมินทิศทางการเปลี่ยนแปลง เพื่อกำหนดแผนจัดการที่เหมาะสมได้ในที่สุด
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 61 6.3) บทบาทของสัตว์พื้นท้องน ้าต่อสมดุลของพื้นบ่อ เหมือนดังเช่นภายในระบบนิเวศของมวลน้ำ ระบบนิเวศในพื้นบ่อที่มีแร่ธาตุ มีสารเคมีต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วยสารอินทรีย์และสารอนินทรีย์ และยังมีสิ่งมีชีวิตที่ หลากหลาย (อาทิแพลงก์ตอนพืช และสัตว์พื้นท้องน้ำ) อยู่ภายใน นับเป็นระบบนิเวศ ย่อย ๆ ของบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่มีความสมบูรณ์ในตัวเอง (ภาพที่ 6-6) ซึ่งภายในบริเวณ พื้นท้องน้ำ มีการหมุนเวียนเปลี่ยนรูปของสารต่าง ๆ โดยเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่าง ค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งเป็นการพยายามรักษาสมดุลของปริมาณองค์ประกอบต่าง ๆ ที่มี ภายในอยู่ตลอดเวลา ภาพที่ 6-6 ลักษณะความอุดมสมบูรณ์ของดินพื้นท้องน้ำ ดินพื้นท้องน้ำ เปรียบเสมือนเป็น บ้าน ที่อบอุ่นของสัตว์พื้นท้องน้ำ ซึ่งสามารถ พบสัตว์ได้อย่างหลากชนิด อาศัยอยู่กันเป็นระบบนิเวศ สังคม ซึ่งมีการจัดระเบียบ มี การแบ่งกลุ่มของการกินอาหาร และย่อมมีการแก่งแย่งแข่งขันกันในการเจริญเติบโต รวมทั้งมีการพึ่งพาอาศัยกันและกันไปด้วย
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 62 หากพิจารณาถึงสัตว์พื้นท้องน้ำ ในกลุ่มของ ไส้เดือนทะเล (หรือที่บางแห่ง อาจเรียกว่า ไส้เดือนแดง) (ภาพที่ 6-3) ซึ่งกล่าวกันว่า เป็นสิ่งมีชีวิตที่สามารถบำบัดขี้ เลนได้นั้น คงเป็นเรื่องที่เข้าใจไม่ผิด ทั้งนี้ เนื่องจากไส้เดือนทะเล จัดเป็นสัตว์ที่มี ประสิทธิภาพของร่างกายสูงมาก ไส้เดือนทะเลมีระบบย่อยอาหารที่ทำงานตลอดเวลา โดยมีส่วนของปากที่คอย ดูดกลืนเนื้อเลนในพื้นท้องน้ำ เข้าไปสู่ลำไส้ตรงที่ยาวตลอดลำตัว ซึ่งไส้เดือนทะเล สามารถดึงเอาสารอินทรีย์ ที่เป็นองค์ประกอบในเนื้อดิน เข้าไปใช้ประโยชน์ใน เจริญเติบโต และขับถ่ายเอากากของเสียที่ย่อยยากออกจากลำตัวไป ซึ่งการศึกษาวิจัย ที่ผ่านมาเราพบว่า ไส้เดือนทะเลขนาดเล็ก (โดยเฉพาะชนิดในครอบครัว Capitellidae) มีบทบาทในการลดปริมาณสารอินทรีย์ในดินจากตั้งต้นลงไปจากเดิม ได้มากกว่า 80 % (Chareonpanich et al. 1994) มีไส้เดือนทะเลหลากหลายชนิด ที่พบว่ามีประสิทธิภาพสูงในการบำบัดเลน นอกจากนี้พฤติกรรมจากการเคลื่อนที่ของสัตว์ในกลุ่มไส้เดือนทะเลชนิดต่าง ๆ (ภาพที่ 6-4) โดยการขุดรูลงไปในดิน หรือสร้างท่อนำอากาศลงไปในเนื้อดิน ยังทำให้เนื้อดินมี โอกาสได้รับออกซิเจนเข้าไปเพิ่มมากขึ้น ทำให้ดินอยู่ในสภาพที่มีออกซิเจน (Oxidizedsediment) ซึ่งจะส่งผลให้จุลินทรีย์กลุ่มที่จำเป็นต้องใช้ออกซิเจนในการเจริญเติบโต (Aerobic bacteria อาทิ Bacillus sp.) สามารถเพิ่มจำนวนขึ้นมาได้ การเพิ่มจำนวนของจุลินทรีย์ที่สามารถใช้ออกซิเจนในดินดังกล่าว นับเป็นการ ส่งเสริมอัตราการย่อยสลายของสารอินทรีย์ในดินในแบบที่ใช้ออกซิเจน (Aerobic decomposition) ให้สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะช่วยลดกระบวนการย่อยสลายในแบบ ซัลเฟทรีดักชั่น (Sulfate reduction) และลดการเกิดสารประกอบซัลไฟด์และก๊าซ ไข่เน่าในดิน ซึ่งผลที่ได้ในภาพรวม จะส่งผลให้เนื้อดินบริเวณนั้นมีสารอินทรีย์ลดน้อยลง ขณะเดียวกัน เนื้อดินก็จะดูสะอาด มีสีน้ำตาลเหลืองหรือขาวนวล ลงไปถึงดินชั้นที่ลึก ลงไปได้
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 63 ลักษณะดังกล่าว นับเป็นการสร้างเสริม สารอินทรีย์ที่มีชีวิต ซึ่งประกอบด้วย ตัวของไส้เดือนทะเล และจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่าง ๆ รวมทั้งยังทำให้สัตว์ พื้นท้องน้ำขนาดเล็กอื่น ๆ สามารถอาศัยอยู่ และเจริญเติบโตร่วมกันต่อไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งนับเป็นเรื่องราวการเชื่อมโยงในโลกใต้ดินที่น่าทึ่ง ซึ่งแท้จริง เป็นเพียงการส่งเสริม ให้ลักษณะทางธรรมชาติของพื้นท้องน้ำ ได้คงดำเนินไปด้วยดีนั่นเอง ท่านผู้ประกอบการอาจแปลกใจว่าขณะที่กล่าวถึงเรื่องราวของ ไส้เดือนทะเล แต่กลับมีการพาดพิงไปถึงสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น ๆ เข้ามา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หากเรา พิจารณาให้ถ่องแท้ก็จะพบว่ามันเป็น ลักษณะทางธรรมชาติเช่นนั้นจริง ๆ ทั้งนี้ เนื่องจากในประชาคมของสิ่งมีชีวิตพื้นท้องน้ำนั้น ลักษณะการ กินต่อกันเป็นทอด ๆ นับเป็นเรื่องธรรมชาติ และเมื่อเราพิจารณาให้ดีจะพบว่า ข้อจำกัด ในการเพิ่มจำนวน ของสิ่งมีชีวิตกลุ่มหนึ่งๆ นอกจากจะเกิดจากการจำกัดด้าน อาหาร ที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน ของสิ่งมีชีวิตแต่ละกลุ่มแล้ว การถูกควบคุมโดย ผู้ล่า รวมทั้งข้อจำกัดด้าน พื้นที่อาศัย ยังนับว่ามีบทบาทที่สำคัญ ซึ่งจะเป็นปัจจัยควบคุมและทำให้เกิดการรักษาสมดุล ของประชากรภายในระบบนิเวศในแต่ละช่วงเวลา หากเป็นระบบนิเวศของบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะพื้นที่การเลี้ยงกุ้ง ผู้ล่า ที่ สำคัญ และเป็นหัวใจในระบบ ก็คือ กุ้งเราที่เลี้ยง นั่นเอง โดยหากเราจินตนาการถึง ระบบนิเวศของการเลี้ยง ที่มีความสมบูรณ์ของสัตว์พื้นท้องน้ำตามธรรมชาติ และมี ความสมดุล ในตัวเองแล้ว เราจะพบว่าสารอินทรีย์ที่เหลือ หรือเกินพอ ก็จะเป็นอาหาร ของสัตว์พื้นท้องน้ำ รวมทั้งจุลินทรีย์ต่าง ๆ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการค่อย ๆ เพิ่มปริมาณ ของสัตว์พื้นท้องน้ำและจุลินทรีย์เหล่านั้น ในอัตราที่ค่อยเป็นค่อยไป ในระบบนิเวศพื้นบ่อ ย่อมเกิดการเกิดทดแทนที่ขึ้นมาภายในประชาคมของ สิ่งมีชีวิตพื้นท้องน้ำ มีการถูกกินต่อกัน เป็นทอด ๆ นอกจากนี้ ยังจะพบว่าสัตว์ต่าง ๆ บริเวณพื้นท้องน้ำที่เพิ่มปริมาณขึ้นมาได้นั้น นอกจากจะช่วยปรับปรุงดินแล้ว ยัง สามารถเป็นอาหารทางชีวภาพที่มีคุณค่า ซึ่งก่อประโยชน์ให้แก่กุ้งที่เราที่เลี้ยงได้อีกด้วย
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 64 6.4) พื้นท้องน ้าและมุมมองในการจัดการเชิงอนุรักษ์ การตัดสินใจลงมือจัดการบ่อในทิศทางใด ในช่วงใด นับเป็นหัวใจที่สำคัญ ของการเลี้ยงสัตง์น้ำ ที่เชื่อมโยงไปสู่โอกาสในการประสบความสำเร็จในการเลี้ยง ในปัจจุบันเราพบว่า กระแสด้านการอนุรักษ์ทรัพยากร และการพัฒนาระบบ การเลี้ยงอินทรีย์ หรือการใช้เทคโนโลยีชีวภาพเข้ามาช่วย กำลังได้รับความสนใจ สาเหตุที่เป็นเช่นดังกล่าว เกิดทั้งจากกระแสของโลกในยุคโลกาภิวัฒน์ ที่ทุกประเทศ ได้ตระหนักถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติซึ่งมักถูกใช้โดยไม่คำนึงถึง ประโยชน์ในระยะยาว รวมทั้งการทำลายทรัพยากรโดยการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่าง ผิดวิธี นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์และภูมิปัญญาของ ผู้ประกอบการด้วยตนเอง ที่ได้ตระหนักเห็นแล้วว่า การลองผิดลองถูก การใช้สารเคมี ต่าง ๆ หรือ การใช้ยาหลากหลายชนิด เพื่อการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่พบ อาจเห็น ผลเพียงการหยุดยั้ง หรือลดระดับของปัญหาในช่วงเวลาสั้น ๆ แต่กลับไม่ได้ส่งเสริม ให้สัตว์น้ำที่เราเลี้ยง เกิดการเจริญเติบโตได้อย่างดีตามที่มุ่งหวังไว้ หลากหลายข้อคิดจากผู้ประกอบการ ที่สามารถยืนหยัดการเลี้ยงได้อย่าง เป็นอาชีพมามากกว่าสิบปี ช่วยยืนยันความสำคัญของระบบการเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่จะ สามารถ ถนอม สร้าง และพัฒนา ระบบนิเวศทางธรรมชาติในดินพื้นบ่อ ตลอดจนใน มวลน้ำที่ใช้เลี้ยงสัตว์น้ำ ให้คงความอุดมสมบูรณ์ในระยะยาว หรือให้มีความพร้อมที่สุด ก่อนที่จะนำลูกพันธุ์ไปปล่อยให้เจริญเติบโตในพื้นที่แห่งนั้น ซึ่งในภาพรวมพบว่า การจัดการที่ดีจำเป็นที่ต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงสภาวการณ์ของระบบนิเวศพื้นท้องน้ำ ซึ่งเป็นเสมือน บ้าน ที่มีระบบสังคมของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ อาศัยอยู่ร่วมกันมากมาย นอกจากนี้ยังควรเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของมวลน้ำด้านบน ที่ปกคลุมพื้นบ่อนั้นอยู่
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 65 ในกรณีที่มีการนำ สารฆ่าพาหะ ต่างๆ ที่มีการจำหน่าย มาใช้ในพื้นที่บ่อ นอกจากจะสามารถฆ่าสิ่งมีชีวิต หรือหยุดยั้งการเจริญเติบโตของสัตว์ที่ไม่ต้องการ ได้แล้ว ย่อมส่งผลกระทบไปทำให้สิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก โดยเฉพาะในกลุ่มสัตว์พื้นท้องน้ำ ที่มีผิวบอบบาง (อาทิ ไส้เดือนทะเล) ตลอดจนจุลินทรีย์ต่าง ๆ (ซึ่งเป็นกลุ่มของสิ่งมีชีวิต ที่มีบทบาทสำคัญยิ่งในการย่อยสลายสารอินทรีย์ในดิน) ซึ่งจะถูกทำลายและลดจำนวน ลงไปอย่างน่าใจหายในช่วงเวลาเดียวกัน หากลองสังเกตด้วยตนเองเราจะพบว่า พื้นที่บ่อใด ที่ตั้งต้นด้วยการจัดการ ด้วยการใช้ สารเคมีในปริมาณที่มาก ก็มักจะเป็นพื้นที่บ่อ ที่จำเป็นต้องใช้อะไร ๆ มาเติม มาเพิ่ม มาบำบัด มาช่วยดูแล.. อยู่อย่างมิได้หยุดหย่อน ซึ่งสิ่งที่นำมาจัดการ หรือมาเสริมเติมแต่งในพื้นที่บ่อ ยังอาจเป็นการใช้ สารชีวภาพ ทั้งมี และ ไม่มีชีวิต เพิ่มเติมเข้าไป แต่สุดท้ายจะพบว่า ระบบการเลี้ยงดังกล่าวเกิดเสมือนเป็นโปรแกรม ของเส้นทางที่ต้องใช้เงินสูง เพราะจะมีค่าใช้จ่ายที่ต้องทุ่มเทเงินทองใส่ลงไป เพื่อการ รักษาเสถียรภาพของการผลิตให้เกิดในตลอดระยะเวลาของการเลี้ยง ผู้ประกอบการหลายท่าน คงเคยอยู่ในภาวะความเสี่ยงในการเลี้ยง ความเสี่ยง ในการตัดสินใจ เพื่อการรักษาการเลี้ยงต่อไปให้ดี ซึ่งอาจได้พบว่า สารเคมีหรือสิ่งต่าง ๆ ที่ทุ่มเทจัดหา และใส่เติมใลงไปในพื้นที่บ่อ สามารถช่วยประกันความเสี่ยงได้เป็นช่วง ระยะ ๆ อย่างไรก็ตาม การจ่ายค่าประกันความเสี่ยง อย่างต่อเนื่องนั้น นับเป็นภาระที่ หนักหน่วง และอาจจำเป็นต้องหาทางแก้ไข ปั ญหาจากการตัดวงจรของระบบนิเวศ สาเหตุพื้นฐานอย่างหนึ่ง ซึ่งพบว่าเป็นส่วนที่ทำให้คุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยง เกิดการเปลี่ยนแปลงไปเร็ว และมักเกิดเหตุการณ์ที่ชวนปวดหัวได้ง่าย ก็คือ การใช้ สารเคมีที่มีฤทธิ์ทำลายล้างที่รุนแรงใส่ลงไปในบ่อ สารเคมีดังกล่าว สามารถไปทำลาย ประชาคมของสิ่งมีชีวิต ในน้ำและในบริเวณพื้นบ่อ ที่เคยมีอยู่และพึ่งพาอาศัยกัน
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 66 การที่สิ่งมีชีวิตแต่ละกลุ่มหายไป ย่อมหมายถึง การตัดวงจรของระบบนิเวศ ซึ่งทำให้ขาดพลังในการจัดการ หรือการฟื้นฟูได้ตามธรรมชาติ ขาดสิ่งมีชีวิตที่จะมา ช่วยกินต่อกันเป็นทอด ๆ เหมือนดังที่ได้กล่าวมา บริเวณพื้นท้องน้ำนั้น จะขาดระบบ ธรรมชาติบำบัด ที่เคยได้มีได้เกิด จากสัตว์หน้าดินใหญ่น้อย ซึ่งทำงานกันอย่าง เชื่อมโยงกัน นอกจากนี้ ยังทำให้ขาดการถ่ายทอดของพลังงานตามธรรมชาติ และการ หมุนเวียน การเจือจางของสาร ที่มีศักยภาพในการรักษาสมดุลภายในพื้นที่ และทำให้ เกิดเป็นระบบบนิเวศที่อ่อนแอไปได้ในที่สุด จากสายตาเรา อาจมองอะไรบนพื้นบ่อไม่เห็นได้ง่าย ๆ เรามักเห็นเพียงสี ของน้ำ ที่บางครั้งอาจเกิดข้อสงสัยว่า ทำไมสีน้ำจึงเปลี่ยนแปลงเร็วเหลือเกิน เดี๋ยวเข้ม ขึ้น เดี๋ยวจางลง โดยเฉพาะในระยะกลางถึงท้ายของการเลี้ยง… ซึ่งที่จริงแล้ว หาก พิจารณาดี ๆ จะไม่แปลกใจเลย เพราะพื้นที่บ่อเลี้ยงที่ผ่านการใช้สารเคมีฆ่าสัตว์หน้า ดิน หรือกำจัดพาหะในน้ำออกไปอย่างหมดจด ก็จะเกิดระบบนิเวศที่เหลือแต่สัตว์น้ำ ที่เลี้ยง กับจุลินทรีย์เพียงน้อยชนิดบริเวณพื้นท้องน้ำ ผสมผสานกับแพลงก์ตอนพืช ที่ สามารถเจริญขึ้นมาในระหว่างขั้นตอนการเลี้ยง ซึ่งโดยธรรมชาติ แพลงก์ตอนพืชที่มี ไม่ได้กินจุลินทรีย์ ส่วนกุ้งที่เราเลี้ยง (ซึ่ง เป็นผู้ล่า) ก็คงไม่ได้ว่ายน้ำ กินแพลงก์ตอนพืชเป็นอาหารหลักในการเจริญเติบโต ดังนั้น ระบบนิเวศในบ่อที่ใช้สารเคมีในการจัดการในช่วงตั้งต้นอย่างมาก จึงกลายเป็นโลก ของ กุ้ง อาหาร และ ของเสีย เป็นหลัก ซึ่งจะวนเวียนเปลี่ยนแปลงปริมาณไป ด้วย บทบาทความสัมพันธ์กับ จุลินทรีย์และ แพลงก์ตอนพืช ที่มีในบ่อ ซึ่งสิ่งมีชีวิตสอง กลุ่มหลังนี้ จะเป็นผู้รับภาระที่หนัก วนไป วนมา และมักจะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ ตาม ปริมาณอาหารและของเสียที่เหลือ เมื่อระยะเวลาผ่านไป กลุ่มของจุลินทรีย์ที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นมาก มักจะเป็น จุลินทรีย์ที่ไม่ใช้ออกซิเจน ซึ่งผลจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ ก็จะทำให้เกิดสารกลุ่ม ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (ก๊าซไข่เน่า) ซึ่งมีความเป็นพิษ สะสมอยู่เป็นปริมาณมากในเนื้อดิน
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 67 ส่วนกลุ่มของแพลงก์ตอนพืช ก็มักเปลี่ยนชนิดไป ตามสัดส่วนของธาตุอาหาร (โดยเฉพาะแอมโมเนียมที่มักเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาของการเลี้ยง) ซึ่งอาจมีความ หนาแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือลดลงในบางช่วง โดยสอดคล้องกับความเข้มข้นของ สารอาหารพืชที่เกิดขึ้นในมวลน้ำ หากลองจินตนาการตามไป.. ท่านจะตระหนักถึงความเป็นธรรมชาติซึ่งมัน เช่นนั้นเอง การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ จะมากหรือน้อย จะเกิดขึ้นได้เร็ว หรือช้า ย่อม เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยต่าง ๆ ซึ่งผลกระทบที่สำคัญ มาจากการจัดการควบคุมด้าน ปริมาณอาหาร ระบบการให้อากาศ การหมุนเวียนน้ำ และอิทธิพลจากคุณสมบัติ ของ ดิน และ น้ำ ณ บริเวณแหล่งที่ประกอบกิจการการเลี้ยงนั้น (ภาพที่ 6-7) ภาพที่ 6-7 ลักษณะทางธรรมชาติของดินและน้ำในแต่ละพื้นที่ซึ่งแตกต่างกันออกไป พื้นดินตะกอน ซึ่งเป็นบ้านเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่หากเหลือเพียง จุลินทรีย์แต่ไม่มีสังคมของสัตว์หน้าดิน จะขาดการช่วยกินต่อกันเป็นทอด ๆ ซึ่งนับเป็น การขาดสมาชิกที่จะมาช่วยกันบำบัดเลน ซึ่งหากเป็นเช่นในกรณีดังกล่าว การจัดการ ส่วนใหญ่ที่จะเกิดตามมา ก็คงมุ่งไปสู่ การใช้ เคมีบำบัด ซึ่งคงไม่มีใครสามารถประเมิน ถึงความคุ้มทุน ความคุ้มค่า ได้ดีเท่ากับวิจารณญาณของเราเอง
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 68 ดินดี สัตว์หน้าดินมีสุข เป็ นอย่างไร โดยธรรมชาติแล้ว หากเพียงเราไม่ได้ใช้สารเคมีที่รุนแรง ใส่ลงในบ่อเลี้ยง สัตว์หน้าดินก็จะเกิดขึ้นได้แต่จะเป็นชนิดใด มากน้อยแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับธรรมชาติ ของบริเวณนั้น ๆ ว่าตัวอ่อนของสัตว์ใด สามารถถูกพัดพาเข้ามากับน้ำได้ โดยในพื้นที่ บ่อมีขี้แดดตกตะกอนทับถมที่ผิวดิน มีสารอินทรีย์เน่าเปื่อย อาทิ ซากแพลงก์ตอนพืช ต่าง ๆ หรือมีพรรณไม้และสาหร่ายเจริญขึ้นแนวชายบ่อฯลฯ ลักษณะดังกล่าว นับเป็น พื้นที่สำหรับอยู่อาศัยที่มีความอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหาร เป็นพื้นที่เหมาะต่อ การขยายพันธุ์ ซึ่งจะทำให้สัตว์หน้าดินมีโอกาสเพิ่มจำนวนได้อย่างต่อเนื่อง ในทางตรงกันข้าม พื้นบ่อที่ ค่อนข้างยาก ต่อการขยายพันธุ์ของสัตว์หน้าดิน มักจะเป็นพื้นที่มีองค์ประกอบเป็นลูกรังปนหินกรวด หรือเป็นดินที่แน่น แข็ง มี สารอินทรีย์ต่ำ หรือมีสารอาหารพืชในดินต่ำ ซึ่งอาจเป็นดินที่มีการอัดแน่นโดย ธรรมชาติ หรือเป็นพื้นดินที่เกิดเปลี่ยนสภาพ และแข็งตัวขึ้นจากการใช้ปูนที่มากเกินไป ลักษณะพื้นดินที่แข็งดังกล่าว ทำให้ตัวอ่อนของสัตว์หน้าดินหลายชนิดลงฝังตัวไม่ได้ และทำให้การแพร่กระจายของประชากรถูกจำกัดเฉพาะที่เท่านั้น ซึ่งในภาพรวม คงไม่มีใครที่จะมีโอกาสได้เรียนรู้ และพัฒนาความรู้ด้าน สัตว์หน้าดินในบ่อเลี้ยง ได้ดีเท่ากับตัวของผู้ประกอบการเลี้ยงเอง ซึ่งมีโอกาสที่จะไป คลุกคลีอยู่ที่บ่อ อยู่ในพื้นที่ ได้ในทุกๆ วัน ซึ่งในโอกาสที่ดีดังกล่าว ขอให้เราได้ใช้เวลาที่ มีให้เกิดผลอย่างคุ้มค่า โดยค่อย ๆ พิจารณาพื้นที่บ่อ และไตร่ตรองถึงข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้เรียนรู้ และนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการพื้นที่บ่อ ของเราอย่างเหมาะสม และนำไปสู่ความสำเร็จในการเลี้ยงตามที่มุ่งหวังได้ต่อไป
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 69 บทท ี ่ 7 บทส่งท้าย ก ้ าวส ่ เ ู ส ้ นทางที่ ยั่ งยืน สืบเนื่องจากการที่ผู้เขียน ได้มีโอกาสไปออกพื้นที่และดำเนินการศึกษาวิจัย ในแหล่งเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเริ่มจากความสนใจในด้าน “การบำบัดมลพิษในดิน พื้นท้องน้ำโดยการใช้ไส้เดือนทะเล” และได้ดำเนินโครงการวิจัยต่อยอดทางด้าน “การพัฒนาเทคโนโลยีการบำบัดครบวงจรในการปรับปรุงทรัพยากรดินตะกอนและ ระบบนิเวศหน้าดินเพื่อการเลี้ยงกุ้งกุลาดำอย่างยั่งยืน” รวมทั้งอีกหลาย ๆ โครงการ สืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ระยะเวลาที่ผ่านมานั้น ทำให้ได้มีโอกาสไปเรียนรู้และสัมผัสถึงชีวิต ความเป็นอยู่ รวมทั้งลักษณะของกิจกรรมและปัญหาในการเลี้ยงของผู้ประกอบการ หลากหลายด้าน ซึ่งส่วนหนึ่งยังทำให้ทราบถึงมุมมอง ที่กล่าวถึงผู้คนในแวดวงวิชาการ ไว้ว่า “เราไม่เชื่อนักวิชาการหรอก เพราะพวกคุณเป็นนักวิชาเกิน” ด้วยเพราะรากฐานของความคิดดังกล่าว ที่อาจเกิดจากประสบการณ์ หลากหลายที่ประสบมา จึงทำให้ช่องว่างระหว่างนักวิชาการและผู้ประกอบการ ได้ ขยายวงกว้างขึ้นออกไป จนทำให้ในบางครั้ง การยอมรับ หรือการแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อพัฒนาความรู้ใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ยาก ซึ่งนับเป็นข้อกำจัด ในความพยายามที่จะ สื่อสารซึ่งกันและกัน ตลอดจนเกิดเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาการวิจัย เพื่อการตอบ โจทย์ที่จำเป็น หรือเป็นปัญหาที่สำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพในการเลี้ยง สัตว์น้ำต่อไปได้
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 70 อย่างไรก็ตาม เมื่อผ่านระยะเวลาช่วงหนึ่งของการทำงาน ที่ได้เห็นทั้งงาน วิชาการ ที่กำลังก้าวกระโดดและเร่งรัด ไปสู่ยุคเทคโนโลยีนวัตกรรมขั้นสูง ขณะที่ภาค ส่วนของอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง ก็ได้เกิดความผันผวนอย่างมหาศาล ทำให้ตระหนัก ถึงความเป็นจริงในธรรมชาติของงานในแต่ละภาคส่วน ว่ากำลังเดินทางไปอย่างเป็น ปัจเจก โดยมักจะขาดการร่วมวิเคราะห์ปัญหา การยอมรับเกื้อกูลกัน หรือความ พยายามที่จะพัฒนาไปด้วยกันอย่างเต็มกำลัง ซึ่งทั้งนี้ อาจถึงเวลาแล้วที่ควรยอมกันรับว่า งานวิชาการเชิงลึก ส่วนมาก ได้สร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อตอบสนองต่อความสนใจเฉพาะทางของนักวิชาการ ขณะที่มี งานวิจัยบางส่วน ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการหาคำตอบของ ภาคเอกชน ที่มักเป็นการมองผลประโยชน์ในเชิงธุรกิจเป็นตัวตั้ง หรือเป็นการเร่งรัด พัฒนาเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งที่สนใจ โดยขาดการมองเชิงองค์รวมอย่างรอบคอบ และ ขาดการพิจารณาถึงผลกระทบ ที่จะมีต่อระบบนิเวศสิ่งแวดล้อมและเสถียรภาพของ การเลี้ยงสัตว์น้ำในระยะยาว การสัมผัสกับผู้คนในวงการอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งที่หลากหลาย ได้ทำให้ เราตระหนักว่า แท้ที่จริงนั้น ผู้ที่กำลังรับหน้ากับความเสี่ยงในทุก ๆ วัน ไม่ใช่ นักวิชาการหรือนักวิจัย ที่จะแวะเวียนเข้าไปในพื้นที่ในบางครั้ง และไม่ใช่ตัวแทนจาก ภาคเอกชน หรือบริษัทต่าง ๆ หากแต่เป็นพี่น้องเกษตรกร ผู้ประกอบกิจการการเลี้ยง ในพื้นที่แต่ละแห่งนั่นเอง สำหรับในภาคส่วนของนักวิชาการเอง ก็คงต้องยอมรับว่าขณะที่เราได้มีโอกาส ไปศึกษาวิจัยเรื่องหนึ่งเรื่องใด (โดยเฉพาะงานวิจัยพื้นฐานต่าง ๆ) เราเองก็จะได้ องค์ความรู้ซึ่งสามารถนำมาเขียนเป็นรายงานได้อยู่เรื่อย ๆ แต่หากความรู้นั้น ทาง ผู้ประกอบการอาจไม่มีประเด็น ที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาการเลี้ยง หรือ เพื่อแก้ปัญหาที่จะแปรเปลี่ยนไปในพื้นที่ของตนได้
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 71 คำถามที่ว่า นอกจาก รายงานการวิจัยย้อนหลังแล้ว “ทางเกษตรกรจะได้ อะไร เมื่อให้นักวิชาการมาทำวิจัยในฟาร์ม” คำถามเช่นนี้ นับเป็นประเด็นที่สะดุดใจ ซึ่งทำให้เรานักวิชาการควรหันมาพิจารณา และหาทางวางแผนพัฒนางานให้รอบคอบ มากยิ่งขึ้น ซึ่งหมายถึง การทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์ทางด้านกระบวนการ (ฟังก์ชั่น) ที่ เกิดขึ้นในพื้นที่บ่อ หรือตอบโจทย์ถึงลักษณะของผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นจากปัจจัยเหตุ ต่าง ๆ โดยเน้นให้เกิดลักษณะของ การทำนายผล ต่อไปได้โดยไม่ใช่เพียงเป็นการวิจัย แค่เพื่อการ วัดระดับ ของสิ่งที่สนใจ ณ เวลานั้น ๆ เท่านั้น ทั้งนี้ เนื่องจากลักษณะของ งานวิจัยอย่างหลัง จะบอกได้แค่สถานการณ์ณ เวลานั้น แต่จะไม่สามารถประยุกต์ ใช้ประโยชน์ไปสู่การหาทางควบคุมปัจจัยเหตุสำคัญ ที่สมควรจะดูแล หรือเร่งรัด ในการแก้ปัญหาต่อไปได้ สำหรับในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมานี้บทบาทของงานทางวิชาการได้เริ่มเกิดการ ปรับเปลี่ยน โดยทางฝ่ายนโยบายภาครัฐ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการผสาน มุมมองร่วม จากภาคส่วนเอกชนและผู้ประกอบการในพื้นที่มากขึ้น จึงหันมาส่งเสริม การทำวิจัย ที่เกิดจากโจทย์ปัญหาในพื้นที่จริง นอกจากนี้ ยังพยายามส่งเสริมงานวิจัย ในชุมชน ซึ่งส่วนหนึ่งเน้นให้ผู้ประกอบการมาร่วมทำวิจัย หรือเก็บข้อมูลด้วยตนเอง มากขึ้น แต่ถึงกระนั้น ผลที่ได้จากงานวิจัยในส่วนใหญ่ ยังคงเป็นผลงานเชิง องค์ความรู้ ที่เป็นผลผลิตตามเป้าหมายเบื้องต้นของการวิจัย มากกว่าผลงานเชิง ผลลัพธ์ซึ่งจะเกิด จากผลการประยุกต์ใช้องค์ความรู้หรือการที่นำงานวิจัยนั้น ๆ ไปใช้ประโยชน์เพื่อการ พัฒนาในพื้นที่อย่างแท้จริง ประเด็นที่น่าสนใจ ที่พบจากการทบทวนข้อมูลด้านผลผลิต และการประมวล ความรู้ในพื้นที่ร่วมกับผู้ประกอบการผู้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงในพื้นที่ต่าง ๆ คือ การพบว่า กุญแจสำคัญ ในการเชื่อมโยงสู่การประสบความสำเร็จในการเลี้ยงอย่าง ยั่งยืน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับ การได้คำตอบในสิ่งที่เป็นปัญหา
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 72 แต่กลับเป็น วิธีการเพื่อหาคำตอบ ซึ่งเกิดมาจากความสนใจใฝ่รู้ รวมทั้งการ สร้างสรรค์วิธีการคิด ทักษะการไตร่ตรอง และการตัดสินใจ ซึ่งเกิดจากตัวของ ผู้ประกอบการเลี้ยงเอง กระบวนการคิดและการวางแผน เพื่อพัฒนาความรู้เพื่อการเรียนรู้และ การสร้างความเข้าใจในระบบทางธรรมชาติของพื้นที่ ซึ่งนำไปสู่การบริหารจัดการ แก้ปัญหาที่เหมาะสม จึงนับว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่ง ดูเหมือนว่าจะไม่มีนิตยสารใด ไปขอสัมภาษณ์ผู้ที่ล้มเหลวตลอดกาลในการ เลี้ยงสัตว์น้ำ แต่จะมีบทสัมภาษณ์ของผู้ที่ปัจจุบันได้ประสบความสำเร็จในการเลี้ยง ขึ้นมา และประเด็นที่น่าสนใจ ก็คือ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงเหล่านั้น ทุกท่าน ได้ฝ่าฟันปัญหาอุปสรรคด้วยตนเอง ผ่านการล้มลุกคลุกคลาน ผ่านประสบการณ์ การ ลองผิดลองถูก โดยมีความอยากรู้ อยากหาคำตอบด้วยตนเอง ซึ่งส่งผลทำให้เกิด กระบวนการคิด กลั่นกรอง หาวิธีการ และนำมาลงมือปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม เราจะเห็นได้อีกว่า ผู้ประกอบการที่มีประสิทธิภาพส่วนใหญ่ ไม่จำเป็นต้องรอ ผลการวิเคราะห์น้ำทางเคมีที่ต้องส่งตัวอย่างไปตรวจสอบ ไม่จำเป็นต้องรอผลของ การตรวจวัดปริมาณเชื้อที่ปนเปื้อนในสัตว์น้ำ รวมทั้งผลการตรวจโรคต่าง ๆ ที่อาจเกิด ขึ้นกับกุ้งที่เลี้ยง ทั้งนี้ เนื่องจากการรอ อาจทำให้ไม่ทันการณ์ในการตัดสินใจแก้ปัญหา ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ผู้ประกอบการเหล่านั้นได้มาซึ่งคำตอบ โดยพิจารณาลักษณะการเปลี่ยนแปลง ของสิ่งที่เกิดขึ้น ใช้องค์ความรู้ ภูมิปัญญา ที่เกิดจากธรรมชาติพื้นฐานของตน ที่ประกอบด้วยความสนใจใฝ่รู้ และความมุ่งมั่น ที่จะเอาชนะปัญหาที่เกิดขึ้นนั้น ด้วยตนเอง
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 73 กล่าวโดยสรุปแล้ว สิ่งที่โดดเด่นกว่า ศาสตร์ทางวิชาการ หรือหลักการทาง วิทยาศาสตร์พื้นฐานที่มีก็คือ ศิลป์ในการจัดการ ซึ่งเกิดมาจาก กระบวนการคิด ที่ ละเอียดอ่อน โดยนำเอาปัจจัยทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นองค์ประกอบของพื้นที่ ลักษณะของน้ำ คุณภาพดิน รวมทั้งปัจจัยด้านแรงงาน และต้นทุนเท่าที่เรามีอยู่ มาผนวกเข้าด้วยกันเพื่อวางแผนการจัดการ โดยพยายามให้เกิดคุณค่าสูงสุด และเกิด เสถียรภาพของการเลี้ยงได้ยาวนาน สำหรับนักวิชาการ หากเราไม่ออกนอกกรอบวิชาการเดิมที่มีก็มักจะนำเสนอ ประเด็นองค์ความรู้ให้สู่ชุมชน ในแง่มุมของ วิธีการ ขั้นตอน หรือ ผล ของการตรวจวัด ค่าปัจจัยต่าง ๆ ในพื้นที่บ่อ หรือ ผลจากการศึกษาในห้องปฏิบัติการ ที่ต้องการนำไป ส่งเสริม ซึ่งองค์ความรู้เหล่านี้ มักเป็นความรู้ที่ไม่รัดกุมเพียงพอ ที่จะไปอธิบายความ เป็นไปที่จะเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้ ยังมักเป็นข้อมูลที่จำเพาะแค่กับสถานการณ์ที่เกิดจากปัจจัย เฉพาะด้าน โดยยังขาดการวิเคราะห์ถึงเหตุปัจจัย ที่เชื่อมโยงภายในระบบนิเวศนั้น อย่างเพียงพอ ซึ่งโดยธรรมชาติที่แท้จริงแล้ว ในแต่ละพื้นที่ แต่ละบ่อ แต่ละบริเวณ มักจะมีความแตกต่างกันไปมาก และมีการเปลี่ยนแปลงซึ่งเกิดได้จากเหตุปัจจัย ภายนอกอย่างตลอดเวลา ด้วยเหตุดังกล่าว การให้ ความรู้พื้นฐาน ทางระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง หรือความรู้ทางด้านสายพันธุ์ ด้านอาหาร ด้านยา หรือสารเคมี ที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงโดยแยกส่วนกัน อาจไม่เพียงพอต่อการบริหารจัดการ และเรายังจำเป็น ต้องสร้างสรรค์ มุมมอง และกระบวนการคิด ให้เกิดใน ผู้ประกอบการในการเลี้ยง ที่จะทำให้เกิดการตัดสินใจที่ดี และประยุกต์ความรู้ไปสู่การ บริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพได้
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 74 ข้อมูลความรู้ใน “ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพื่อการใช้ประโยชน์จากพื้นบ่อ อย่างยั่งยืน” ในแต่ละบทที่ได้กล่าวมา ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคนิควิธีการพิจารณาดินพื้น ท้องน้ำ ด้านสารอินทรีย์ในดินและมุมมองในการจัดการ ด้านซัลไฟด์และผลกระทบต่อ มวลน้ำ หรือด้านที่เกี่ยวกับสัตว์หน้าดินฯลฯ ที่ผ่านมานี้ หากท่านมีโอกาสได้อ่าน ศึกษา และค่อย ๆ พิจารณาตามไป ก็จะพบว่าแต่ละตอนไม่ได้เสนอสูตรสำเร็จในการเลี้ยง (โดยเฉพาะด้านการบ่งบอกถึง ระดับ ของปัจจัย ที่จะทำให้การเลี้ยงประสบผลสำเร็จ) ในทางตรงกันข้าม จะมุ่งเน้นให้พิจารณาพื้นที่ ให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ และยอมรับความเป็นธรรมชาติของพื้นที่แต่ละแห่ง นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้ค้นคว้า พิจารณาด้วยตนเองให้มากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อที่เราจะเกิดความตระหนักรู้ถึงกระบวนการ ความเชื่อมโยง และทราบถึงระดับสูงสุด หรือต่ำสุด ที่อาจก่อให้เกิดปัญหาในพื้นที่บ่อ ของเราเองได้ซึ่งท้ายที่สุดก็จะก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และวางแผนจัดการบ่อ ในระยะยาวได้อย่างรอบคอบ และเกิดประสิทธิผลตามที่ตั้งใจ หากพวกเรายังต้องการเลี้ยงกุ้งให้เป็นอาชีพที่ยั่งยืน และประสบความสำเร็จ เราควรพัฒนา กระบวนทัศน์ของตนเองอย่างสม่ำเสมอ ด้วยใจเป็นกลาง และด้วย ความมุ่งมั่นอย่างแท้จริง ซึ่งวิธีการง่าย ๆ แต่จำเป็น อย่างแรกสุด ก็คือ การกำหนด เป้าหมาย ในการเลี้ยงให้เหมาะสมกับสถานการณ์และความเป็นธรรมชาติของพื้นที่ นอกจากนี้ เราควรมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาการเลี้ยง ในแบบ รู้ให้จริง ให้เกิดขึ้นให้ได้ โดยควร วิเคราะห์ว่า สิ่งใด คือ สิ่งที่ จำเป็นต้องรู้ แล้วหาทางพัฒนาตนเอง หาความรู้ ที่ ต้องรู้ ก่อน ..เมื่อรู้แล้ว ค่อยลองนำไปลงมือปฏิบัติ และจะต้องประเมินผลงาน ประเมินตนเอง เพื่อให้เชื่อมโยงกลับไปสู่การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และเดินไปสู่ เป้าหมายที่ตั้งใจได้ในที่สุด
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 75 การวิ่งตามกระแสเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยขาดจุดยืน ขาด อุดมการณ์ในการประกอบอาชีพที่ชัดเจน และขาดความรู้ความเข้าใจในพื้นที่ตนเอง อย่างเพียงพอ ย่อมจะทำให้เกิดการเผชิญหน้ากับการแก้ปัญหาใหม่ไปได้เรื่อย ๆ ซึ่ง ท้ายที่สุด อาจก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของสภาพบ่อ และสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง โดยรอบ โดยยากที่จะแก้ไขกลับคืนมาได้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราทุกคนจะมาช่วยกันใช้สติใช้ปัญญา ในการคิดไตร่ตรอง ในการตัดสินใจ เพื่อการพัฒนางานของตนและส่วนรวม. .. ขออย่าให้เกิดความโลภ หรือการเอาเปรียบต่อเพื่อนมนุษย์ ต่อทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา และขอให้ความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาตน พัฒนางาน ได้ช่วยสร้างสรรค์ให้เราได้สามารถ ประกอบอาชีพที่เรารักได้อย่างยั่งยืน มั่นคง และเกิดความสุขเพียงพอในชีวิตสืบต่อไป
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 76 กิตติกรรมประกาศ ขอขอบพระคุณพี่น้องผู้ประกอบการเลี้ยงสัตว์น้ำ ทั้งในภาคตะวันออกและ ภาคใต้ รวมทั้งในพื้นที่เขตสามสมุทร ที่กรุณาให้ความรู้ ให้มุมมอง แนวคิด และ ถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีคุณค่านานับประการ และขอขอบคุณทีมงานจาก ห้องปฏิบัติการวิจัยดินตะกอนและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ ภาควิชาชีววิทยาประมง และ ห้องปฏิบัติการสิ่งแวดล้อมทางทะเล ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เป็นกำลังสำคัญในการออกพื้นที่ภาคสนาม และเป็น กำลังใจในการทำงานต่าง ๆ ด้วยดีเสมอมา
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 77 บรรณานุกรม จารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2545. การศึกษาวิจัยไส้เดือนทะเลครอบครัว Capitellidae เพื่อใช้ประโยชน์ ในการบำบัดมลพิษของดินในระบบการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ. ITG NEWS ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 ประจำเดือนกันยายน-ธันวาคม 2545. จารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2545. งานวิจัยพัฒนาเทคนิคการขยายพันธุ์ไส้เดือนทะเล ในครอบครัว Capitellidae และแนวทางการประยุกต์ใช้เพื่อบำบัดมลภาวะของดินตะกอนในระบบ การเลี้ยงกุ้งกุลาดำ. ใน เรื่องเต็มการประชุมวิชาการกุ้งทะเลแห่งชาติ ครั้งที่ 4. โรงแรม ระยองรีสอร์ท ระยอง. จารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2545. เลี้ยงไส้เดือนทะเลสลายสารอินทรีย์ในดิน. คัมภีร์เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ปีที่ 1 ฉบับที่ 10 ประจำเดือนเมษายน 2545. จารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2548. ดินตะกอน. คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 146 หน้า. จารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2548. ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ จากพื้นบ่ออย่างยั่งยืน ตอนที่ 1 สืบสาวราวเรื่อง ดินตะกอนในพื้นบ่อ. สัตว์น้ำ ปีที่ 16 ฉบับที่ 187 ประจำเดือนมีนาคม 2548. จารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2548. ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ จากพื้นบ่ออย่างยั่งยืน ตอนที่ 2 การสังเกตดินตะกอน พื้นฐานที่สำคัญ. สัตว์น้ำ ปีที่ 16 ฉบับที่ 188 ประจำเดือนเมษายน 2548. จารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2548. ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ จากพื้นบ่ออย่างยั่งยืน ตอนที่ 3 สารอินทรีย์ในดินตะกอน การดูแลบ่อให้มีสุขภาพดี. สัตว์น้ำ ปีที่ 16 ฉบับที่ 191 ประจำเดือน กรกฎาคม 2548.
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 78 จารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2548. ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ จากพื้นบ่ออย่างยั่งยืน ตอนที่ 4 สารอาหารจากดิน บทบาทต่อการผลิตทรัพยากรมีชีวิต ในบ่อ. สัตว์น้ำ ปีที่ 16 ฉบับที่ 192 ประจำเดือน สิงหาคม 2548. จารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2548. ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ จากพื้นบ่ออย่างยั่งยืน ตอนที่ 5 ซัลไฟด์ในดิน นำความรู้สู่การจัดการ. สัตว์น้ำ ปีที่ 16 ฉบับที่ 193 ประจำเดือน กันยายน 2548. จารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2548. ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ จากพื้นบ่ออย่างยั่งยืน ตอนที่ 6 สัตว์หน้าดินสัตว์ในดิน จะเลือกอนุรักษ์พัฒนา หรือ ทำลาย). สัตว์น้ำ ปีที่ 16 ฉบับที่ 194 ประจำเดือน ตุลาคม 2548. จารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2549. ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพื่อการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ จากพื้นบ่ออย่างยั่งยืน ตอนที่ 7 สายใย เชื่อมโยง สู่แนวทางการจัดการโดยพึ่งตนเอง). สัตว์น้ำ ปีที่ 17 ฉบับที่ 198 ประจำเดือน กุมภาพันธ์ 2549. จารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2549. เล่าสู่กันฟัง (ได้อะไร เรียนรู้อะไร จากการวิจัยดินตะกอน). ธุรกิจ สัตว์น้ำ ปีที่ 1 ฉบับที่ 4 ประจำเดือน กรกฎาคม 2549. จารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2550. สมดุลนิเวศ เรียนรู้และเข้าใจ เพื่อจัดการระบบการเลี้ยงอย่างมี ประสิทธิภาพ. ธุรกิจสัตว์น้ำ ปีที่ 2 ฉบับที่ 16 ประจำเดือน กรกฎาคม 2550. จารุมาศ เมฆสัมพันธ์และเชษฐพงษ์ เมฆสัมพันธ์. 2553. การพัฒนาเกณฑ์คุณภาพน้ำและ ดินตะกอนพื้นท้องน้ำเพื่อประเมินสถานการณ์ยูโทรฟิเคชันและมลภาวะทางน้ำ: กรณีศึกษาระบบนิเวศแม่น้ำและปากแม่น้ำ ในพื้นที่แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง แม่น้ำ บางปะกง และแม่น้ำเวฬุ. วารสารวิชาการวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมไทย 24(1): 129-138. ดุสิต ตันวิไลย พุทธ ส่องแสงจินดา และคณิต ไชยาคำ. 2536. การเปลี่ยนแปลงปริมาณและคุณภาพ ตะกอนดินในบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบพัฒนา. เอกสารวิชาการกรมประมง ฉบับที่ 5/2536. กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 14 หน้า.
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 79 นิตยา ฤทธิ์นิ่ม และจารุมาศ เมฆสัมพันธ์. 2554. การประยุกต์ใช้ฐานข้อมูลชีววิทยาสัตว์พื้นท้องน้ำ สำหรับประเมินศักย์การผลิตของระบบบ่อเลี้ยงกุ้งวิธีเลียนแบบธรรมชาติ: กรณีศึกษา ในบ่อเขตทะเลถึงเขตน้ำกร่อยแนวปากแม่น้ำท่าจีน ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จังหวัด สมุทรสาคร. วารสารวิจัยเทคโนโลยีการประมง 5(1): 109-120. เบญจมินทร์ ทองเปิง. 2547. การเลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบยั่งยืน. สำนักพิมพ์ฐานเกษตรกรรม. กรุงเทพฯ. 127 หน้า. ประจวบ หลำอุบล. 2537. สรีรวิทยาของกุ้ง. คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 312 หน้า. ประเทือง เชาว์วันกลาง. 2534. คุณภาพน้ำทางการประมง. คณะวิชาสัตวศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยี ราชมงคล ลำปาง. 86 หน้า. พุทธ ส่องแสงจินดา. 2559. ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อระบบนิเวศบ่อเลี้ยง และการปรับตัวในด้านการจัดการเลี้ยงกุ้งทะเล. ราชการบริหารส่วนกลาง. กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 63 หน้า. พุทธ ส่องแสงจินดา ธีญาภรณ์ แก้วทวี และ เพ็ญศรี เมืองเยาว์. 2547. การประเมินคุณภาพน้ำทิ้ง และดุลไนโตรเจนของการเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบเปิดและระบบปิดหมุนเวียน. เอกสาร ประกอบการประชุมวิชาการกุ้งทะเล ครั้งที่ 5. วันที่ 29-30 มีนาคม 2547. โรงแรม มิราเคิลแกรด์คอนเวนชัน, กรุงเทพฯ. หน้า 190-200. พุทธ ส่องแสงจินดา ลักขณา ละอองศิริวงศ์ และชัชวาล อินทรมนตรี. 2543. ฟลักซ์ของ สารประกอบไนโตรเจนที่ผิวสัมผัสของน้ำ-ตะกอนดินในบ่อเลี้ยงกุ้งทะเล. เอกสารวิชาการ กรมประมง ฉบับที่ 1/2543. กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 13 หน้า. พุทธ ส่องแสงจินดา และอุษณีย์ เอกปณิธานพงศ์. 2550. ผลของไนเตรทในตะกอนดินต่อปริมาณ ซัลไฟด์ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ. เอกสารวิชาการกรมประมง ฉบับที่ 18/2550. กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. 17 หน้า. สุจิตตา จำปา จารุมาศ เมฆสัมพันธ์และนัคเรศ สอนสุภาพ. 2551. การประเมินรูปแบบการ แพร่กระจายทางปริมาณและคุณภาพของสัตว์พื้นท้องน้ำ (Phylum Annelida) เพื่อ พัฒนาดัชนีชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อมทางน้ำ: กรณีศึกษาแม่น้ำท่าจีน ใน เรื่องเต็ม การประชุมทางวิชาการครั้งที่ 46 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 29 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ 2551. เล่มที่ 3 (สาขาประมง). หน้า 260-267.
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 80 Boyd, C. E., C. A. Boyd and S. Chainark. 2014. Shrimp Pond Soil and Water Quality Management. In V. Alday-Sanz (Ed). The Shrimp Book. Nottingham University Press, UK. p. 281-304. Chareonpanich, C., H. Tsutsumi and S. Montani. 1994. Efficiency of the Decomposition of Organic Matter, Loaded on the Sediment, as a Result of the Biological Activity of Capitella sp. I. Marine Pollution Bulletin 28(5): 314-318. Gray, J. S. 1981. The Ecology of Marine Sediment. An Introduction to the Structure and Function of Benthic Communities. Cambridge University Press., London. 185 pp. Liao, I. C. and T. Murai. 1986. Effects of Dissolved Oxygen, Temperature and Salinity on the Oxygen Consumption of Grass Shrimp (Penaeus monodon). In J. L. Madean, L. B. Diyon and L. V. Hosillos (eds). The First Asian Fisheries Forum. Asian Fisheries Society, Manila, Philippines. p. 641-646. Ritnim, N. and C. Meksumpun. 2011. Influence of Environmental Factors on Abundance and Temporal Variation of Benthic Fauna Resources in Eutrophic Tha Chin Estuary, Samut Sakhon Province, Thailand. Water Science and Technology 64(6): 1261-1269. Suplee, M. W. and J. B. Cotner. 1996. Temporal Changes in Oxygen Demand and Bacterial Sulfate Reduction in Inland Shrimp Ponds. Aquaculture 145: 141- 158.
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 81 เกี่ยวกับผูเ้ขียน รองศาสตราจารย์ ดร.จารุมาศ เมฆสัมพันธ์ ภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การศึกษา จบการศึกษาระดับปริญญาตรีวท.บ. (ประมง) (เกียรตินิยมอันดับ 1)คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในปีพ.ศ. 2530 และระดับ ปริญญาโท และปริญญาเอก ในสาขาEnvironmental Sciences จ าก Kagawa University และ Ehime University ประเทศญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2534 และ พ.ศ. 2537 ตามลำดับ การท างาน รับราชการที่ ภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตั้งแต่ปี 2537 ปัจจุบันรับผิดชอบงานสอน ในรายวิชาต่าง ๆ ดังนี้ ระดับปริญญาตรีวิชาหลักนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมทางน้ำ ระดับปริญญาโท วิชากระบวนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์การประมง วิชาบทบาททาง นิเวศอุทกวิทยาในระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด วิชานิเวศวิทยาดินตะกอนเชิงประยุกต์เพื่อ การประเมินสถานภาพพื้นท้องน้ำ และวิชาสัมมนา ระดับปริญญาเอก วิชาการเปลี่ยนแปลงของโลกและผลกระทบเชิงฟังก์ชันต่อ ระบบนิเวศทางน้ำ วิชาการออกแบบงานวิจัยและสถิติขั้นสูงทางการประมง วิชาภาพรวม ของการประมงโลก และวิชาสัมมนา งานวิจัยและหนังสือ ดำเนินโครงการวิจัยมา 47 โครงการ มีผลงานตีพิมพ์รวม 214 เรื่อง ในวารสารระดับนานาชาติ48 เรื่อง ในเอกสารการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ49 เรื่อง ในเอกสารการประชุมวิชาการระดับประเทศ 71 เรื่อง ตีพิมพ์ในวารสารระดับประเทศ 12 เรื่อง เขียนบทความทางวิชาการ 22 เรื่อง เขียนตำราและหนังสือ 12 เล่ม (อาทิ ตำราเรื่อง ดินตะกอน หนังสือนิเวศอุทกวิทยาของอ่างเก็บน้ำเพื่อการบริหารจัดการเชิงอนุรักษ์และ หนังสือจากต้นน้ำถึงปากแม่น้ำบทบาททางนิเวศอุกวิทยาและการจัดการเชิงอนุรักษ์)
ศาสตร์และศิลป์ดินตะกอนเพอื่การใช้ประโยชน์พ้นืบ่ออย่างยั่งยืน 82 โครงการวิจัยที่เกี่ยวข้องในพ้นืที่การเลี้ยงสัตว์น ้า ❖ แผนวิจัยยุทธศาสตร์กุ้งในห่วงโซ่อุปทานระดับต้นน้ำและกลางน้ำเพื่อตอบรับบริบท การเปลี่ยนแปลงและแรงกดดันจากสังคมโลก (วช. 2560−2561) ❖ แผนวิจัยระบบการบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรและการใช้ประโยชน์ จากแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน: กรณีศึกษาอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ (วช. 2560−2561) ❖ แผนวิจัยการประเมินคุณค่าของพื้นที่ปากแม่น้ำท่าจีนเพื่อการบริหารจัดการทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมทางน้ำภายใต้หลักสมดุลธรรมชาติ (วช. 2555−2556) ❖ แผนวิจัยผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศอุทกวิทยาต่อศักย์การผลิตทรัพยากร หอยแครงในพื้นที่อ่าวบางตะบูน จังหวัดเพชรบุรี(วช. 2554−2555) ❖ โครงการศึกษาพัฒนาพื้นที่นำร่องในการผลิตกุ้งกุลาดำควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และฟื้นฟู คุณภาพสิ่งแวดล้อมชายฝั่ง: กรณีศึกษาในพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำวิธีเลียนแบบธรรมชาติ ตำบลพันท้ายนรสิงห์ จังหวัดสมุทรสาคร (วช. 2551–2552) ❖ โครงการวิจัยบทบาทของระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมทางน้ำครบวงจรเพื่อการพัฒนา การเลี้ยงกุ้งกุลาดำวิธีเลียนแบบธรรมชาติ (วช. 2550–2551) ❖ โครงการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการบำบัดครบวงจรในการปรับปรุงทรัพยากรดินตะกอน และระบบนิเวศหน้าดินเพื่อการเลี้ยงกุ้งกุลาดำอย่างยั่งยืน (วช. 2548–2549) ❖ โครงการศึกษาพัฒนาการใช้ไส้เดือนทะเลในครอบครัว Capitellidae เพื่อเป็นตัวบำบัด มลพิษของดินในระบบการเลี้ยงกุ้งกุลาดำปัจจุบัน (วช. 2545–2547) ❖ Study on Efficiency of Mg(OH)2 in Development of Shrimp Pond Bottom Sediment (AIST Japan 2544−2546) ❖ Bioremediation of Polluted Sediments by a Deposit-feeding Polychaete: Field Application Approach (STA Japan 2541−2542) ………………………………………………………………………………………………………………………….......................................………………………………………………………………………………………………………………………………………………..………………