The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เรื่องวุ่นๆของวัยรุ่น 3 คน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by bensas, 2021-10-06 02:38:33

เรื่องวุ่นๆของวัยรุ่น 3 คน

เรื่องวุ่นๆของวัยรุ่น 3 คน

ในเวลาใกลช้ ิดกบั เวลาท่ีจาเลยออกจากหอ้ งน้าท่ีเกิดเหตุ รูปคดีจากพยานหลกั ฐานโจทกจ์ ึงมีเหตผุ ลโดยชดั แจง้ วา่ จาเลยคือ
คนร้ายท่ีลกั แหวน 2 วงของผเู้ สียหายไป ฎีกาของจาเลยฟังไมข่ ้ึนอน่ึง ที่ศาลอทุ ธรณ์ภาค 1 พิพากษาวา่ จาเลยมีความผิดตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรกมาน้นั เห็นวา่ จาเลยเป็นพนกั งานช่วยงานพยาบาลซ่ึงทางานใน
โรงพยาบาลท่ีเกิดเหตุ หอ้ งน้าท่ีเกิดเหตเุ ป็นสถานท่ีที่จาเลยตอ้ งเขา้ ไปทางานตามหนา้ ที่ และเหตคุ ดีน้ีเกิดในช่วงเวลาที่จาเลย
ทางาน กรณีจึงมิใช่เร่ืองท่ีจาเลยเขา้ ไปโดยไมไ่ ดร้ ับอนุญาตแลว้ ลกั ทรัพยใ์ นสถานที่ดงั กล่าว การกระทาของจาเลยยอ่ มเป็ น
ความผิดฐานลกั ทรัพยต์ ามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 มิใช่เป็ นความผิดฐานลกั ทรัพยใ์ นสถานท่ีราชการ ปัญหา
ดงั กล่าวเป็ นปัญหาขอ้ กฎหมายที่เก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย แมจ้ าเลยมิไดฎ้ ีกา ศาลฎีกากม็ ีอานาจยกข้ึนวนิ ิจฉยั แกไ้ ขให้
ถกู ตอ้ งไดต้ ามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225คาพพิ ากษาศาลฎีกาท่ี
483/2557 จาเลยเป็ นพนกั งานช่วยงานพยาบาลซ่ึงทางานในโรงพยาบาลที่เกิดเหตุ หอ้ งน้าท่ีเกิดเหตุเป็ นสถานท่ีที่จาเลยตอ้ ง
เขา้ ไปทางานตามหนา้ ท่ี และเหตคุ ดีน้ีเกิดในช่วงเวลาท่ีจาเลยทางาน กรณีจึงมิใช่เร่ืองท่ีจาเลยเขา้ ไปโดยไมไ่ ดร้ ับอนุญาต
แลว้ ลกั ทรัพยใ์ นสถานท่ีดงั กลา่ ว การกระทาของจาเลยยอ่ มเป็นความผดิ ฐานลกั ทรัพยต์ าม ป.อ. มาตรา 334 มิใช่ลกั ทรัพยใ์ น
สถานท่ีราชการ ปัญหาดงั กล่าวเป็นปัญหาขอ้ กฎหมายที่เก่ียวกบั ความสงบเรียบร้อย แมจ้ าเลยมิไดฎ้ ีกา ศาลฎีกากม็ ีอานาจ
ยกข้ึนวนิ ิจฉยั แกไ้ ขใหถ้ กู ตอ้ งไดต้ าม ป.ว.ิ อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาวนิ ิจฉยั วา่ ขอ้ เทจ็ จริงที่
คูค่ วามไมไ่ ดโ้ ตแ้ ยง้ ในช้นั ฎีการับฟังไดว้ า่ เมื่อวนั ที่ 8 มิถนุ ายน 2553 เวลา 6.15 นาฬิกา ผเู้ สียหายซ่ึงไปเฝ้าดูแลพนั เอก บ.
บิดาของผเู้ สียหายที่พกั รักษาโรคปอดอยทู่ ี่หอ้ งผปู้ ่ วยพเิ ศษเลขที่ 1301 หอผปู้ ่ วย 1 อายรุ กรรมชายในโรงพยาบาลอานนั ท
มหิดล สถานที่เกิดเหตตุ ามฟ้อง ไดเ้ ขา้ หอ้ งน้าภายในหอ้ งผปู้ ่ วยดงั กล่าว แลว้ ถอดแหวนเพชร 1 วง ราคา 20,000 บาท กบั
แหวนทองคาประดบั พลอย 1 วง ราคา 10,000 บาท ไวบ้ นถาดวางสบู่เหนือท่ีใส่มว้ นกระดาษชาระท่ีมีลกั ษณะตามภาพถา่ ย
สถานที่เกิดเหตุ เม่ืออาบน้าและซกั ผา้ เสร็จผเู้ สียหายออกจากหอ้ งน้านาผา้ ท่ีซกั ไปตากท่ีระเบียงดา้ นขา้ งหอ้ งผปู้ ่ วยน้นั
ช่วงเวลาดงั กล่าวจาเลยซ่ึงเป็ นพนกั งานช่วยงานพยาบาลนาถงุ ปัสสาวะของพนั เอก บ. ใส่กระป๋ องไปเทใส่โถสว้ มชกั โครก
ในหอ้ งน้าท่ีผเู้ สียหายเพงิ่ ออกมา หลงั จากน้นั จาเลยออกจากหอ้ งผปู้ ่ วยพิเศษเลขท่ี 1301 ไป ตอ่ มาผเู้ สียหายเขา้ หอ้ งน้าเพอ่ื จะ
เอาแหวนท้งั สองวงที่วางไว้ แต่พบวา่ หายไป ผเู้ สียหายทราบจากพนั เอก บ. วา่ เห็นจาเลยนาถุงปัสสาวะไปเททิ้งในหอ้ งน้าจึง
แจง้ เร่ืองใหห้ วั หนา้ หอผปู้ ่ วยทราบ หวั หนา้ หอผปู้ ่ วยเรียกพยาบาล 2 คน ผชู้ ่วยพยาบาล 2 คน และจาเลยซ่ึงอยเู่ วรและ
เกี่ยวขอ้ งในวนั ดงั กลา่ วมาตรวจคน้ ตวั และตรวจคน้ ลอ็ กเกอร์ประจาตวั ของบคุ คลท้งั หา้ น้นั แลว้ ไม่พบแหวนของผเู้ สียหายที่
หายไป จากน้นั เวลาประมาณ 9 นาฬิกา ผเู้ สียหายไปแจง้ ความร้องทุกขต์ ่อพนกั งานสอบสวนท่ีสถานีตารวจภธู รเมืองลพบุรี
พนกั งานสอบสวนไปตรวจสถานท่ีเกิดเหตแุ ลว้ ทาแผนที่สงั เขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ถา่ ยรูปสถานท่ีเกิดเหตุ และทาบนั ทึก
การตรวจสถานที่เกิดเหตคุ ดีอาญา วนั ท่ี 23 กรกฎาคม 2553 จาเลยเขา้ มอบตวั เพ่อื ขอตอ่ สูค้ ดีตามบนั ทึกการมอบตวั ผตู้ อ้ งหา
ช้นั สอบสวนพนกั งานสอบสวนแจง้ ขอ้ หาแก่จาเลยวา่ ลกั ทรัพยใ์ นสถานท่ีราชการ จาเลยใหก้ ารปฏิเสธตามบนั ทึกคาใหก้ าร
ของผตู้ อ้ งหาคดีมีปัญหาตอ้ งวนิ ิจฉยั ตามฎีกาของจาเลยวา่ จาเลยคอื คนร้ายท่ีลกั แหวน 2 วงของผเู้ สียหายไปหรือไม่ เห็นวา่
แมโ้ จทกไ์ มม่ ีประจกั ษพ์ ยานใดท่ีเห็นจาเลยเอาแหวนท้งั สองวงของผเู้ สียหายไป และหวั หนา้ หอผปู้ ่ วยตรวจคน้ ไม่พบแหวน
ของผเู้ สียหายท่ีจาเลยก็ตาม แต่ในเหตทุ ี่มีจาเลยเพียงคนเดียวเขา้ ไปเทปัสสาวะของพนั เอก บ. ลงโถสว้ มในหอ้ งน้าท่ีเกิดเหตุ
แลว้ แหวนท้งั สองวงของผเู้ สียหายซ่ึงวางอยใู่ กลโ้ ถสว้ มดงั กลา่ วหายไป ท้งั การตรวจคน้ จาเลยก็มิไดก้ ระทาในเวลาใกลช้ ิด
กบั เวลาที่จาเลยออกจากหอ้ งน้าท่ีเกิดเหตุ รูปคดีจากพยานหลกั ฐานโจทกจ์ ึงมีเหตผุ ลโดยชดั แจง้ วา่ จาเลยคือคนร้ายท่ีลกั

48

แหวน 2 วงของผเู้ สียหายไป ฎีกาของจาเลยฟังไมข่ ้ึนอน่ึง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาวา่ จาเลยมีความผดิ ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 335 (8) วรรคแรกมาน้นั เห็นวา่ จาเลยเป็ นพนกั งานช่วยงานพยาบาลซ่ึงทางานในโรงพยาบาลท่ีเกิด
เหตุ หอ้ งน้าที่เกิดเหตเุ ป็ นสถานที่ที่จาเลยตอ้ งเขา้ ไปทางานตามหนา้ ท่ี และเหตคุ ดีน้ีเกิดในช่วงเวลาท่ีจาเลยทางาน กรณีจึง
มิใช่เร่ืองท่ีจาเลยเขา้ ไปโดยไมไ่ ดร้ ับอนุญาตแลว้ ลกั ทรัพยใ์ นสถานที่ดงั กล่าว การกระทาของจาเลยยอ่ มเป็ นความผิดฐานลกั
ทรัพยต์ ามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 มิใช่เป็ นความผดิ ฐานลกั ทรัพยใ์ นสถานท่ีราชการ ปัญหาดงั กลา่ วเป็ นปัญหา
ขอ้ กฎหมายที่เกี่ยวกบั ความสงบเรียบร้อย แมจ้ าเลยมิไดฎ้ ีกา ศาลฎีกาก็มีอานาจยกข้ึนวนิ ิจฉยั แกไ้ ขใหถ้ ูกตอ้ งไดต้ าม
ประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

วเิ คราะห์ จากแนวคาพิพากษาฎีกาดงั กล่าว จาเลย เป็ นผชู้ ่วยพยาบาล ในวนั เกิดเหตุดงั กล่าวน้นั ผเู้ สียหาย ไดเ้ ฝ้าดูแล
พนั เอก บ. บิดาของตนในโรงพยาบาลอานนั ทมหิดลซ่ึงเป็นโรคปอด ภายในวนั ที่ 8 มิถนุ ายน 2553 เวลา 6.15 นาฬิกา
ภายในวนั น้นั ผเู้ สียหาย ไดเ้ ขา้ หอ้ งน้าภายในหอ้ งผปู้ ่ วยดงั กลา่ ว แลว้ ถอดแหวนเพชร 1 วง ราคา 20,000 บาท กบั แหวน
ทองคาประดบั พลอย 1 วง ราคา 10,000 บาท ไวบ้ นถาดวางสบู่เหนือที่ใส่มว้ นกระดาษชาระ และ เม่ืออาบน้าและซกั ผา้ เสร็จ
ผเู้ สียหายออกจากหอ้ งน้านาผา้ ที่ซกั ไปตากที่ระเบียงดา้ นขา้ งหอ้ งผปู้ ่ วยน้นั และในเวลาเดียวกนั จาเลยซ่ึงเป็ นผชู้ ่วยพยาบาล
ไดน้ าถงุ ปัสสาวะของพนั เอก บ. ใส่กระป๋ องไปเทใส่โถสว้ มชกั โครกในหอ้ งน้าท่ีผเู้ สียหายเพิง่ ออกมา หลงั จากน้นั จาเลย
ออกจากหอ้ งผปู้ ่ วย และ ผเู้ สียหายไดเ้ ขา้ ไปเอาแหวน 2 วงท่ีลืมไวใ้ นหอ้ งน้าดงั กล่าวแต่ปรากฏวา่ แหวน 2 วงน้นั ไดห้ ายไป
แลว้ ต่อมาผเู้ สียหายได้ แจง้ ฝ่ ายหวั หนา้ พยาบาลดงั กลา่ ว เรียกพยาบาล 2 คน ผชู้ ่วยพยาบาล 2 คน และจาเลยซ่ึงอยเู่ วรและ
เกี่ยวขอ้ งในวนั ดงั กลา่ ว มาตรวจแต่ปรากฏวา่ ไม่เจอแหวน 2 วงดงั กลา่ ว ตอ่ มาน้นั ผเู้ สียหายไดเ้ ขา้ แจง้ ความกบั หนกั งาน
สอบสวน วา่ จาเลยผชู้ ่วยพยาบาล น้นั เป็ นคนลกั ขโมยไป และต่อมาจาเลยมารับฟังขอ้ กลา่ วหาดงั กลา่ วแต่จาเลยใหค้ าปฏิเสธ
น้นั แต่คาปฏิเสธของจาเลยน้นั ฟังไม่ข้ึน ต่อมาศาลวนิ ิจฉยั วา่ จาเลยคือผชู้ ่วยพยาบาลน้นั เป็ นคนท่ีลกั ขโมยทรัพยส์ ินของผอู้ น่ื
ไป จาเลยจึงตอ้ งรบั ผดิ ในฐานลกั ทรัพยข์ องผอู้ ื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334 และจาเลยจะตอ้ งรับผดิ ตาม
โครงสร้างความรับผิดทางอาญา ดงั น้ี

(1.)การกระทาครบองคป์ ระกอบท่ีกฎหมายบญั ญตั หิ รือไม่

1.การกระทา มีการเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สานึก โดยมีการคิด ตกลงใจ และ ไดล้ งมือกระทาความผิดตามท่ีไดต้ ้งั ใจไว้

2.การกระทาน้นั ครบองคป์ ระกอบภายนอก ของความผดิ ในเร่ืองน้นั ๆ

1.มีผกู้ ระทาโดยตรง  ผใู้ ด คือ จาเลยผกู้ ระทาความผิด

2.มีการลงมือกระทา  เอา…ไป คือ เป็นการทาใหท้ รัพยน์ ้นั หายไปจากท่ีอยเู่ ดิมท่ีๆเคยอยู่ ทาใหท้ รัพยส์ ินน้นั ห่างไกลจาก
เจา้ ของเดิม หรือเป็ นการตดั กรรมสิทธ์ิออกจากตวั ทรัพยก์ บั เจา้ ของทรัพยส์ ินเดิม แมเ้ พียงเคล่ือนที่เลก็ นอ้ ยกเ็ ป็ นความผดิ
สาเร็จแลว้ และทรัพยจ์ ะตอ้ งอยใู่ นความครอบครองของผอู้ ื่นทรัพยจ์ ะตอ้ งอยใู่ นลกั ษณะที่เคล่ือนท่ีไดโ้ ดยที่เจา้ ของทรัพยไ์ ม่
ยนิ ยอม

49

3.มีวตั ถแุ ห่งการกระทา หรือส่ิงที่ผกู้ ระทาม่งุ หมายในการกระทา คือ แหวนเพชร 1 วง ราคา 20,000 บาท กบั แหวนทองคา
ประดบั พลอย 1 วง ราคา 10,000 บาท จึงเป็นทรัพยข์ องผอู้ ่ืนหรือท่ีผอู้ ่ืนเป็ นเจา้ ของรวมอยดู่ ว้ ย คือทรัพยข์ องใครกไ็ ดท้ ี่มใิ ช่
ของผกู้ ระทาความผิดเองหรือเป็ นทรัพยส์ ินของผกู้ ระทาความผิดเองแตค่ ิดวา่ เป็ นของบุคคลอ่ืนจึงไดล้ กั ทรัพยไ์ ปก็ไมม่ ี
ความผิดเพราะขาดองคป์ ระกอบภายนอกน้ี
3.การกระทาน้นั ครบองคป์ ระกอบภายใน จาเลยมีเจตนา (ม.59 ว.2 ว.3) เจตนาโดยตรง (ผกู้ ระทาไดก้ ระทาโดยตรง) มี
เจตนาธรรมดา เป็ นการกระทาที่ผกู้ ระทาตอ้ งไดร้ ู้ขอ้ เทจ็ จริงอนั เป็นองคป์ ระกอบภายนอกของความผิด และจาเลยยอ่ ม
ประสงคผ์ ลหรือเลง็ เห็นผลของการกระทา และมีเจตนาพิเศษ มูลเหตจุ ูงใจ คือโดยทุจริต เป็นการแสวงหาประโยชน์ท่ีมคิ วร
ไดโ้ ดยชอบดว้ ยกฎหมายสาหรับตนเองหรือผอู้ ่นื
4.การกระทามีผลสมั พนั ธ์กบั การกระทาหรือไม่
ผลโดยตรง  ถา้ ไม่ทาผลยอ่ มไมเ่ กิด  ผลยอ่ มเกิดมาจากการกระทาของผกู้ ระทาเอง
(2.)การกระทาไมม่ ีกฎหมายยกเวน้ ความผดิ = ทาแลว้ ไม่ผดิ
แมจ้ ะมีองคป์ ระกอบครบตามโครงสร้างแรก มาตรา 334 ลกั ทรัพย์ ซ่ึงไม่มีกฎหมาย ยกเวน้ ความผดิ
การลกั ทรัพย์ ยอ่ มเป็ นความผดิ จะตอ้ งรับผดิ ในทางอาญา
(3.)การกระทาไมม่ ีกฎหมายยกเวน้ โทษ = มีความผดิ แต่ยกเวน้ โทษ
แมจ้ ะมีองคป์ ระกอบครบตามโครงสร้างแรก และไมม่ ีกฎหมายยกเวน้ ความผิดตามโครงสร้างท่ี 2 แต่ถา้ มีกฎหมาย ยกเวน้
โทษ ผกู้ ระทาน้นั ยอ่ มมคี วามผดิ แตไ่ มต่ อ้ งรับโทษ เช่น ความผิดเก่ียวกบั ทรัพย์ มาตรา 71 เป็ นการลกั ทรัพยร์ ะหวา่ งสามี
ภรรยา = มีความผดิ แต่ยกเวน้ โทษ แต่ถา้ ความผดิ เก่ียวกบั การลกั ทรัพย์ มาตรา 334 เป็ นการเอาส่ิงของที่ของบุคคลอื่นได้
วางไวแ้ ลว้ จึงไดล้ กั ขโมยไปและถือไดว้ า่ การกระทาของจาเลยยอ่ มเป็ นการกระทาที่เป็ นการตดั กรรมสิทธอ์ อกจากเจา้ ตวั
ทรัพยเ์ ดิม แตไ่ ม่ใช่ เป็ นการลกั ทรัพยร์ ะหวา่ งสามีภรรยา = จะตอ้ งรับโทษทางอาญา คือจาคุกไมเ่ กิน 3 ปี และปรับไมเ่ กิน
60,000 บาท

50

แนวคาํ พพิ ากษาฎกี า มาตรา 336 ความผดิ ฐานวงิ่ ราวทรัพย์

คําพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี 6252/2531 จาเลยกระชากกระเป๋ าถือแบบสะพายท่ีผเู้ สียหายสะพายอยจู่ นสายสะพาย หลดุ จาก

ไหล่ แตผ่ เู้ สียหายแยง่ กระเป๋ ากลบั คืนมาไดใ้ นทนั ทีทนั ใด กระเป๋ ายงั ไมห่ ลดุ ไปจากความครอบครองของผเู้ สียหายแม้
กระเป๋ าจะอยทู่ ่ีมือของจาเลยตอนกระชากก็เป็ นการกระทาในข้นั มงุ่ หมายจะใหก้ ระเป๋ าหลดุ จากไหลผ่ เู้ สียหายเท่าน้นั จาเลย
ยงั มิไดย้ ดึ ถือกระเป๋ าของผเู้ สียหายไวใ้ นความครอบครองของตน การกระทาของจาเลยจึงเป็นเพยี งความผิดข้นั พยายาม
วง่ิ ราวทรัพยโ์ จทกฟ์ ้องขอใหล้ งโทษจาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336จาเลยใหก้ ารปฏิเสธ ศาลช้นั ตน้ พพิ ากษา
วา่ จาเลยมีความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ลงโทษจาคุก 4 ปี ลดโทษหน่ึงในสามคงจาคุก 2 ปี 8 เดือน
จาเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแกเ้ ป็ นวา่ จาเลยมีความผดิ ฐานพยายามวง่ิ ราวทรัพยต์ ามประมวลกฎหมายอาญามาตรา
336, 80 จาคุก 1 ปี ลดโทษหน่ึงในสาม คงจาคุก 8 เดือนโจทกฎ์ ีกาศาลฎีกาวนิ ิจฉยั ปัญหาขอ้ กฎหมายวา่ "คดีมีปัญหาจะตอ้ ง
วนิ ิจฉยั ตามฎีกาโจทกว์ า่ การกระทาของจาเลยเป็ นความผิดฐานวง่ิ ราวทรัพยส์ าเร็จหรือไม่ ขอ้ เทจ็ จริงไดค้ วามจากคาเบิก
ความของนางเขียว ผเู้ สียหายวา่ จาเลยไดก้ ระชากกระเป๋ าถือแบบสะพายซ่ึงผเู้ สียหายสะพาย อยจู่ นสายสะพายหลุดจากไหล่
แต่ผเู้ สียหายแยง่ กระเป๋ าถือกลบั คืนมาจากจาเลยได้ ไม่ปรากฏวา่ จาเลยไดก้ ระชากกระเป๋ าจนหลุดไปจากความครอบครอง
ของผเู้ สียหายแลว้ ศาลฎีกาเห็นวา่ การที่จาเลยกระชากกระเป๋ าถือท่ีผเู้ สียหายสะพายอยจู่ นสายสะพายหลดุ จากไหล่ แต่
ผเู้ สียหายก็ไดแ้ ยง่ กระเป๋ ากลบั คืนมาในทนั ทีทนั ใดจาเลยจึงเอากระเป๋ าไม่ได้ แมก้ ระเป๋ าจะอยทู่ ี่มือของจาเลยตอนกระชากก็
เป็ นการกระทาในข้นั ม่งุ หมายจะใหก้ ระเป๋ าหลุดจากไหล่ผเู้ สียหายเท่าน้นั จาเลยยงั มิไดย้ ดึ ถือกระเป๋ าของผเู้ สียหายไวใ้ น
ความครอบครองของตน การกระทาของจาเลยจึงเป็นเพียงความผิดฐานพยายามวง่ิ ราวทรัพยเ์ ท่าน้นั "พพิ ากษายนื

วเิ คราะห์ จากแนวคาพพิ ากษาดงั กลา่ วน้นั การกระทาของจาเลย จาเลยไดก้ ระชากกระเป๋ าของผเู้ สียหายแตผ่ เู้ สียหาย
ไดด้ ึงไวท้ นั แตส่ ายกระเป๋ าที่จาเลยไดก้ ระชากไปน้นั ขาดแต่กระเป๋ ายงั อยใู่ นความครอบครองของผเู้ สียหายอยจู่ ึงทาให้
กระเป๋ าน้นั ไมไ่ ดไ้ ปอยใู่ นความครอบครองของจาเลยแตอ่ ยา่ งใดจึงทาใหก้ ระเป๋ ายงั อยทู่ ี่ผเู้ สียหายอยู่ จึงทาใหจ้ าเลยไม่
สามารถเอากระเป๋ าไปจากผเู้ สียหาย(นางเขียว)ไดก้ ระเป๋ าน้นั ยงั คงอยทู่ ่ีผเู้ สียหาย จึงทาใหจ้ าเลยน้นั วงิ่ ราวทรัพยไ์ ม่สาเร็จ
จาเลยยอ่ มมีความผดิ ในฐานพยายามวงิ่ ราวทรัพยข์ องผอู้ ่ืน ศาลวนิ ิจฉยั วา่ จาเลยมีความผิดฐานพยายามวง่ิ ราวทรัพย์ จาเลยจึง
ตอ้ งรับผดิ ตามโครงสร้างความรับผดิ ทางอาญา ดงั น้ี

(1.)การกระทาครบองคป์ ระกอบที่กฎหมายบญั ญตั หิ รือไม่

1.จาเลยมีการกระทา  มีการเคลื่อนไหวร่างกายโดยรู้สานึก โดยมีการคิด ตกลงใจ และไดล้ งมือกระทาความผิดตามที่ได้
ต้งั ใจไว้

2.การกระทาน้นั ครบองคป์ ระกอบ ภายนอกของความผดิ ในเร่ืองน้นั ๆ

1.มีผกู้ ระทา คือ ผใู้ ด คือจาเลยผกู้ ระทาความผดิ

51

2.มีการลงมือกระทา คือ เป็นการลกั ทรัพย์ คือเป็นการเอาสิ่งของของผอู้ ื่นที่ผอู้ ่ืนน้นั ไดค้ รอบครองทรัพยน์ ้นั อยโู่ ดยท่ีเจา้ ของ
ไม่ไดย้ นิ ยอมใหเ้ อาไปแต่อยา่ งใดหรือเป็ นการตดั กรรมสิทธ์ิออกจากเจา้ ของเดิมแมเ้ พยี งเคล่ือนท่ีเลก็ นอ้ ยก็เป็ นความผดิ
สาเร็จแลว้ และทรัพยน์ ้นั จะตอ้ งอยใู่ นลกั ษณะท่ีสามารถเคลื่อนที่ได้
3.มีวตั ถแุ ห่งการกระทา คือโดยฉกฉวยเอาซ่ึงหนา้ คือ จาเลยไดก้ ระชากกระเป๋ าของผเู้ สียหายแต่ผเู้ สียหายไดด้ ึงไวท้ นั แตส่ าย
กระเป๋ าท่ีจาเลยไดก้ ระชากไปน้นั ขาดแตก่ ระเป๋ ายงั อยใู่ นความครอบครองของผเู้ สียหายอยจู่ ึงทาใหก้ ระเป๋ าน้นั ไมไ่ ดไ้ ปอยู่
ในความครอบครองของจาเลยแตอ่ ยา่ งใดจึงทาใหก้ ระเป๋ ายงั อยทู่ ี่ผเู้ สียหายอยู่ ซ่ึงเป็ นการเอาไปตอ่ หนา้ ต่อตาของเจา้ ของ
ทรัพยเ์ ดิมในระยะประชิดโดยท่ีเจา้ ของทรัพยร์ ู้สึกตวั หรือไดเ้ ห็นการฉกฉวยโดยการ หยบิ ฉวยไป หรือ กระชากเอาไปและ
วงิ่ ไปอยา่ งรวดเร็วโดยที่เจาของทรัพยจ์ ะตอ้ งเห็นการเอาไปน้นั โดยท่ีเจา้ ของทรัพยไ์ ม่ใหค้ วามยนิ ยอมแตอ่ ยา่ งใด
3.การกระทาน้นั ครบองคป์ ระกอบภายใน โดยจาเลยมีเจตนา (ม.59 ว.2 ว.3) คือเจตนาโดยตรง(ผกู้ ระทาไดก้ ระทาโดยตรง)
เจตนา คือเป็ นการกระทาท่ีตวั ผกู้ ระทาตอ้ งไดร้ ูข้ อ้ เท็จจริงอนั เป็ นองคป์ ระกอบภายนอกของความผดิ และจาเลยผกู้ ระทายอ่ ม
ที่จะประสงคต์ อ่ ผลหรือยอ่ มเลง็ เห็นผลของการกระทา และมีเจตนาพิเศษ มลู เหตจุ ูงใจ คือเอาไปโดยทุจริตซ่ึงเป็ นการ
แสวงหาประโยชน์ท่ีมคิ วรไดโ้ ดยชอบดว้ ยกฎหมายสาหรับตนเองหรือผอู้ ื่น
4.การกระทามีผลสมั พนั ธ์กบั การกระทาหรือไม่
ผลโดยตรง  ถา้ ไม่ทาผลไม่เกิด  ผลยอ่ มเกิดมาจากการกระทาของผกู้ ระทาเอง
ผลธรรมดา (ม.63)  ผกู้ ระทายอ่ มคาดเห็นความเป็ นไปไดข้ องผลน้นั (ไม่จาเป็ นตอ้ งถึงขนาดเลง็ เห็นผล)
(2.)การกระทาไมม่ ีกฎหมายยกเวน้ ความผิด = ทาแลว้ ไม่ผิด
แมจ้ ะมีองคป์ ระกอบครบตามโครงสร้างแรก มาตรา 336 วง่ิ ราวทรัพย์ ซ่ึงไมม่ ีกฎหมายยกเวน้ ความผดิ
การวงิ่ ราวทรัพย์ ยอ่ มเป็ นความผดิ จะตอ้ งรับผดิ ทางอาญา
(3.)การกระทาไมม่ ีกฎหมายยกเวน้ โทษ = มีความผดิ แตย่ กเวน้ โทษ
แมจ้ ะมีองคป์ ระกอบครบตามโครงสร้างแรก และไม่มีกฎหมายยกเวน้ ความผดิ ตามโครงสร้างท่ี 2
แต่ถา้ มีกฎหมาย ยกเวน้ โทษ ผกู้ ระทาน้นั ยอ่ มมีความผิด แต่ไมต่ อ้ งรับโทษ
ซ่ึงการวง่ิ ราวทรัพย์ ไมม่ ีกฎหมายยกเวน้ โทษ จะตอ้ งรับโทษทางอาญา
การวงิ่ ราวทรัพย์ จะตอ้ งรับโทษทางอาญา คือตอ้ งระวางโทษจาคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 100,000 บาท
***เหตุที่ทาใหต้ อ้ งเพม่ิ โทษหนกั ข้ึน***

52

วรรค 2 ถา้ การวง่ิ ราวทรัพยเ์ ป็ นเหตใุ หผ้ อู้ ่ืน รับอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจ ผกู้ ระทาตอ้ งระวางโทษจาคุกต้งั แต่ 2 ปี ถึง 7 ปี
และปรับต้งั แต่ 40,000 บาท ถึง 140,000 บาท

วรรค 3 ถา้ การวง่ิ ราวทรัพยเ์ ป็ นเหตุใหผ้ อู้ ่ืน รบั อนั ตรายสาหสั ผกู้ ระทาตอ้ งระวางโทษจาคุกต้งั แต่ 3 ปี ถึง 10 ปี และปรับต้งั
แต่ 60,000 บาท ถึง 200,000 บาท

วรรค 4 ถา้ การวง่ิ ราวทรัพยเ์ ป็ นเหตุใหผ้ อู้ ื่น ถึงแก่ความตาย ผกู้ ระทาตอ้ งระวางโทษจาคุกต้งั แต่ 5 ปี ถึง 15 ปี และปรบั ต้งั
แต่ 100,000 บาท ถึง 300,000 บาท

คาํ พพิ ากษาศาลฎกี าที่ 919/2503 จาเลยเขา้ ไปในร้านขอซ้ือสุราเจา้ ของร้านบอกวา่ หมดเวลาแลว้ ขายไม่ได้ จาเลยพดู วา่

ไมข่ ายก็จะเอาไปกินเฉย ๆ จะทาอะไรเขา แลว้ จาเลยหยบิ ขวดสุราออกจากร้านไปดว้ ย ดงั น้ีเป็ นการลกั ทรัพยโ์ ดยฉกฉวยเอา
ซ่ึงหนา้ เขา้ องคป์ ระกอบความผดิ ฐานวงิ่ ราวทรัพย์ คดีมีประเดน็ สู่ศาลฎีกาเฉพาะจาเลยที่ ๓ ซ่ึงไดค้ วามวา่ จาเลยท่ี ๓พร้อม
ดว้ ยจาเลยที่ ๑, ๒ ไดไ้ ปที่ร้านผเู้ สียหายจาเลยที่ ๑ - ๓ พดู ขอซ้ือสุราแม่โขงคร่ึงขวด ผเู้ สียหายวา่ หมดเวลาแลว้ ขายไม่ได้
จาเลยที่ ๓ พดู วา่ ไม่ขายกจ็ ะเอาไปกินเฉย ๆ จะทาอะไรเขา แลว้ จาเลยหยบิ ขวดสุราแม่โขงคร่ึงขวดซ่ึงต้งั อยทู่ ี่ขายออกจาก
ร้านไป แลว้ พากนั ข้ึนรถยนตซ์ ่ึงจาเลยที่ ๒ เป็ นผขู้ บั เจา้ พนกั งานตารวจจบั จาเลยที่ ๓ กบั พวกได้ โจทกจ์ ึงฟ้องขอใหล้ งโทษ
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓๖, ๘๓ ศาลช้นั ตน้ พพิ ากษาวา่ จาเลยที่ ๓ มีผดิ ตามฟ้อง จาคกุ ๓ ปี ยกฟ้อง จาเลยที่ ๑
- ๒จาเลยที่๓ อทุ ธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแกว้ า่ จาเลยท่ี ๓ มีผิดตามมาตรา ๓๓๔ จาคุก ๘ เดือนโจทกฎ์ ีกาศาลฎีกาเห็นวา่
การท่ีจาเลยที่ ๓ หยบิ ขวดสุราแม่โขงคร่ึงขวดของผเู้ สียหายไปตอ่ หนา้ ผเู้ สียหายแลว้ เดินออกจากร้าน เป็ นการลกั ทรัพยโดย
ฉกฉวยเอาซ่ึงหนา้ เขา้ องคป์ ระกอบความผิดฐานวง่ิ ราวทรัพยแ์ ลว้ พพิ ากษาแก้ ใหบ้ งั คบั คดีตามศาลช้นั ตน้

วเิ คราะห์ จากแนวคาพิพากษาดงั กล่าว การที่ จาเลย กบั พวกไดเ้ ขา้ ไปขอซ้ือสุราแม่โขง และ ผเู้ สียหาย(เจา้ ของร้าน) ได้
พดู วา่ ไมข่ ายแลว้ ขายไมไ่ ดเ้ พราะร้านปิ ดแลว้ ตอ่ มาจาเลยพดู วา่ ไมข่ ายกจ็ ะเอาไปกินเฉยๆ จะทาอะไรเขา แลว้ จาเลยก็ได้
หยบิ สุราแม่โขงที่ต้งั วางขายอยใู่ นร้านแลว้ ก็ไดอ้ อกจากร้านไป หยบิ โดยท่ีเจา้ ของร้านเห็นตอ่ หนา้ ตอ่ ตา ทาใหก้ ารวง่ิ ราว
ทรัพยข์ องจาเลยสาเร็จผล ช้ีเห็นไดช้ ดั เลยวา่ จาเลยน้นั ยอ่ มมคี วามผดิ ฐานลกั ทรัพยข์ องผอู้ ่ืน และวง่ิ ราวทรัพย์ จาเลยจะตอ้ ง
รับโทษทางอาญาตาม โครงสร้างความรับผดิ ทางอาญา ดงั น้ี

(1.)การกระทาครบองคป์ ระกอบที่กฎหมายบญั ญตั หิ รือไม่

1.จาเลยยอ่ มมีการกระทา โดยมีการเคล่ือนไหวร่างกายโดยรู้สานึก โดยมีการคิด ตกลงใจ และไดล้ งมือกระทาความผดิ ตามท่ี
ไดต้ ้งั ใจไว้

2.การกระทาน้นั ครบองคป์ ระกอบภายนอกของความผดิ ในเรื่องน้นั ๆ

1.มีผกู้ ระทา คือผใู้ ด คือจาเลยผกู้ ระทาความผดิ

53

2.มีการลงมือกระทา คือลกั ทรัพย์ คือเป็นการเอาสิ่งของของผอู้ ่ืนที่ผอู้ ื่นน้นั ไดค้ รอบครองทรัพยน์ ้นั อยโู่ ดยท่ีเจา้ ของไมไ่ ด้
ยนิ ยอมใหเ้ อาไปแต่อยา่ งใดหรือเป็ นการตดั กรรมสิทธ์ิออกจากเจา้ ของเดิมแมเ้ พยี งเคล่ือนที่เลก็ นอ้ ยก็เป็ นความผิดสาเร็จแลว้
และทรัพยน์ ้นั จะตอ้ งอยใู่ นลกั ษณะที่สามารถเคล่ือนที่ได้
3.มีวตั ถุแห่งการกระทา คือโดยฉกฉวยเอาซ่ึงหนา้ คือจาเลย กบั พวกไดเ้ ขา้ ไปขอซ้ือสุราแมโ่ ขง และ ผเู้ สียหาย(เจา้ ของร้าน)
ไดพ้ ดู วา่ ไมข่ ายแลว้ ขายไม่ไดเ้ พราะร้านปิ ดแลว้ ต่อมาจาเลยพดู วา่ ไม่ขายก็จะเอาไปกินเฉยๆ จะทาอะไรเขา แลว้ จาเลยก็ได้
หยบิ สุราแมโ่ ขงที่ต้งั วางขายอยใู่ นร้านแลว้ กไ็ ดอ้ อกจากร้านไป หยบิ โดยท่ีเจา้ ของร้านเห็นตอ่ หนา้ ตอ่ ตา เป็ นการเอาไปต่อ
หนา้ ตอ่ ตาของเจา้ ของทรัพยเ์ ดิมในระยะประชิดโดยเจา้ ของทรัพยจ์ ะตอ้ งรู้สึกตวั หรือเห็นการฉกฉวยโดยการ หยบิ ฉวย หรือ
กระชากเอาไป และวงิ่ ไปอยา่ งรวดเร็วโดยท่ีเจา้ ของทรัพยต์ อ้ งเห็นการเอาไปน้นั โดยที่เจา้ ของทรัพยไ์ ม่ใหค้ วามยนิ ยอมแต่
อยา่ งใด
3.การกระทาน้นั ครบองคป์ ระกอบภายใน จาเลยยอ่ มมีเจตนา (ม.59 ว.2 ว.3) เจตนาโดยตรง (ผกู้ ระทาไดก้ ระทาโดยตรง) มี
เจตนา คือเป็ นการกระทาท่ีผกู้ ระทาตอ้ งไดร้ ูข้ อ้ เทจ็ จริงอนั เป็นองคป์ ระกอบภายนอกของความผิดและจาเลยผกู้ ระทายอ่ ม
ประสงคต์ ่อผลหรือเลง็ เห็นผลของการกระทา และมีเจตนาพิเศษ คอื มูลเหตจุ ูงใจคือเอาไปโดยทุจริตยอ่ มเป็ นการแสวงหา
ประโยชน์ที่มิควรไดโ้ ดยชอบดว้ ยกฎหมายสาหรับตนเองหรือผอู้ ่ืน
4.การกระทามีผลสมั พนั ธ์กบั การกระทาหรือไม่
ผลโดยตรง  ถา้ ไมท่ าผลไม่เกิด  ผลยอ่ มเกิดมาจากการกระทาของผกู้ ระทาเอง
ผลธรรมดา (ม.63)  ผกู้ ระทายอ่ มคาดเห็นความเป็ นไปไดข้ องผลน้นั (ไมจ่ าเป็ นตอ้ งถึงขนาดเลง็ เห็นผล)
(2.)การกระทาไมม่ ีกฎหมายยกเวน้ ความผดิ = ทาแลว้ ไม่ผิด
แมจ้ ะมีองคป์ ระกอบครบตามโครงสร้างแรก มาตรา 336 วง่ิ ราวทรัพย์ ซ่ึงไม่มีกฎหมายยกเวน้ ความผิด
การวงิ่ ราวทรัพย์ ยอ่ มเป็ นความผดิ จะตอ้ งรับผดิ ในทางอาญา
(3.)การกระทาไมม่ ีกฎหมายยกเวน้ โทษ = มีความผดิ แตย่ กเวน้ โทษ
แมจ้ ะมีองคป์ ระกอบครบตามโครงสร้างแรก และไมม่ ีกฎหมายยกเวน้ ความผดิ ตามโครงสร้างที่ 2
แตถ่ า้ มีกฎหมาย ยกเวน้ โทษ ผกู้ ระทาน้นั ยอ่ มมคี วามผิด แตไ่ ม่ตอ้ งรับโทษ
ซ่ึง การวงิ่ ราวทรัพย์ ไม่มีกฎหมายยกเวน้ โทษ จะตอ้ งรบั โทษทางอาญา การวงิ่ ราวทรัพย์ จะตอ้ งรับโทษทางอาญา ตอ้ ง
ระวางโทษจาคุกไม่เกิน 5 ปี และ ปรับไม่เกิน 100,000 บาท

***เหตุท่ีทาใหเ้ พ่ิมโทษหนกั ข้ึน***

54

วรรค 2 ถา้ การวงิ่ ราวทรัพยเ์ ป็ นเหตุใหผ้ อู้ ื่น รบั อนั ตรายแก่กายหรือจิตใจ ผกู้ ระทาตอ้ งระวางโทษจาคุกต้งั แต่ 2 ปี ถึง 7 ปี
และ ปรับต้งั แต่ 40,000 บาท ถึง 140,000 บาท

วรรค 3 ถา้ การวงิ่ ราวทรัพยเ์ ป็ นเหตุใหผ้ อู้ ื่น รับอนั ตรายสาหสั ผกู้ ระทาตอ้ งระวางโทษจาคุกต้งั แต่ 3 ปี ถึง 10 ปี และปรบั ต้งั
แต่ 60,000 บาท ถึง 200,000 บาท

วรรค 4 ถา้ การวงิ่ ราวทรัพยเ์ ป็ นเหตุใหผ้ อู้ ื่น ถึงแก่ความตาย ผกู้ ระทาตอ้ งระวางโทษจาคุกต้งั แต่ 5 ปี ถึง 15 ปี และปรับต้งั
แต่ 100,000 บาท ถึง 300,000 บาท

คาํ พพิ ากษาศาลฎกี าท่ี 7650/2554 ผเู้ สียหายซ่ึงนงั่ ซอ้ นทา้ ยรถจกั รยานยนตถ์ ูกกระชากกระเป๋ าจนสายสะพายหลุดจาก

ไหลผ่ เู้ สียหาย เป็ นเหตใุ หร้ ถจกั รยานยนตล์ ม้ และศีรษะผเู้ สียหายกระแทกพ้ืนถนนสลบไป ส่วนกระเป๋ าหลุดติดมือ ว. ไป
หล่นบนถนนห่างจากจดุ เดิมประมาณ 5 เมตร แสดงวา่ ว. กระชากกระเป๋ าสะพายของผเู้ สียหายหลดุ จากตวั ผเู้ สียหายมาอยู่
ในความครอบครองของ ว. แลว้ แต่เนื่องจากรถจกั รยานยนของจาเลยซ่ึง ว. นงั่ ซอ้ นทา้ ยมาเสียหลกั ลม้ ลงดว้ ยจนกระเป๋ าของ
ผเู้ สียหายหลน่ ลงไปท่ีพ้นื ถนนห่างจากจุดเดิมถึง 5 เมตร จึงตอ้ งถือวา่ การวง่ิ ราวทรัพยเ์ อากระเป๋ าสะพายของผเู้ สียหายไป
จากความครอบครองของผเู้ สียหายเป็ นความผิดสาเร็จแลว้ หาใช่เป็นเพยี งข้นั พยายามวงิ่ ราวทรัพยไ์ มโ่ จทกฟ์ ้องขอให้
ลงโทษจาเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336, 336 ทว,ิ 83 และ 92 กบั เพิม่ โทษและนบั โทษจาเลยตอ่ จากโทษในคดี
หมายเลขแดงท่ี 3693/2548 ของศาลอาญาธนบุรี และคดีหมายเลขแดงท่ี 4188/2549 ของศาลอาญากรุงเทพใต้ จาเลยใหก้ าร
ปฏิเสธ แต่รับวา่ เป็ นบุคคลคนเดียวกบั จาเลยในคดีท่ีโจทกข์ อใหเ้ พมิ่ โทษและนบั โทษต่อศาลช้นั ตน้ พพิ ากษาวา่ จาเลยมี
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสาม ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลงโทษจาคกุ 6 ปี ใหน้ บั โทษจาเลย
ตอ่ จากโทษจาคุกในคดีหมายเลขแดงที่ 4188/2549 ของศาลอาญากรุงเทพใตแ้ ละคดีหมายเลขแดงท่ี 3693/2548 ของศาล
อาญาธนบุรี คาขออ่ืนใหย้ ก จาเลยอทุ ธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแกเ้ ป็ นวา่ จาเลยมคี วามผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 336 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบมาตรา 80, 336 ทว,ิ 83 การกระทาของจาเลยเป็ นกรรมเดียวเป็ นความผิดต่อ
กฎหมายหลายบท ใหล้ งโทษฐานร่วมกนั พยายามวง่ิ ราวทรัพยเ์ ป็ นเหตใุ หผ้ อู้ ่ืนรับอนั ตรายสาหสั โดยใชร้ ถจกั รยานยนตเ์ ป็ น
ยานพาหนะเพ่อื สะดวกแก่การกระทาผดิ อนั เป็นบทที่มีโทษหนกั ที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จาคุก 4 ปี
นอกจากท่ีแกใ้ หเ้ ป็นไปตามคาพิพากษาศาลช้นั ตน้ โจทกฎ์ ีกาศาลฎีกาวนิ ิจฉยั วา่ ขอ้ เทจ็ จริงรับฟังไดใ้ นเบ้ืองตน้ วา่ ในวนั
เวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ขณะนางสาวเขียว* ผเู้ สียหายนง่ั ซอ้ นทา้ ยรถจกั รยานยนต์ ซ่ึงมีนายแสดเป็ นผขู้ บั ขี่จอดรอ
สญั ญาณไฟจราจรอยทู่ ่ีบริเวณส่ีแยกป้อมมหากาฬท่ีเกิดเหตุ เมื่อไดร้ ับสญั ญาณไฟจราจรใหร้ ถไปได้ ขณะนายแสดกาลงั จะ
แล่นออกไป จาเลยขบั รถจกั รยานยนตม์ ีพวกจาเลย 1 คน นงั่ ซอ้ นทา้ ยไปในทิศทางเดียวกนั วงิ่ เขา้ มาใกลร้ ถจกั รยานยนตค์ นั ที่
นายแสด แลว้ พวกจาเลยไดก้ ระชากกระเป๋ าของผเู้ สียหายที่สะพายอยทู่ ่ีไหลห่ ลดุ ออกจากไหล่ ผเู้ สียหายไดเ้ อ้ียวตวั หลบและ
ยดึ ลาตวั นายแสดคนขบั ขี่ไวไ้ มใ่ หต้ กจากรถเป็ นเหตุใหร้ ถจกั รยานยนตค์ นั ที่ผเู้ สียหายนง่ั ซอ้ นทา้ ยเสียการทรงตวั ไปเฉ่ียวชน
กบั รถจกั รยานยนตข์ องจาเลย และรถจกั รยานยนตท์ ้งั สองคนั ลม้ ลงจนศีรษะผเู้ สียหายกระแทกพ้นื ถนนหมดสติไปและ
กระเป๋ าผเู้ สียหายหล่นลงบริเวณกลางถนนห่างจากจุดเดิมประมาณ 5 เมตร คดีมีปัญหาตอ้ งวนิ ิจฉยั ตามฎีกาของโจทกว์ า่

55

จาเลยร่วมวง่ิ ราวทรัพยก์ ระเป๋ าของผเู้ สียหาย*เป็นความผดิ สาเร็จแลว้ หรือไม่ เห็นวา่ นายดอกบวั กระชากกระเป๋ าสะพายของ
ผเู้ สียหายไปพร้อมกบั ลากตวั ผเู้ สียหายไป และกระเป๋ าไดห้ ล่นลงบริเวณกลางถนนห่างจากจุดเฉี่ยวชนเดิม 5 เมตร แมจ้ ะไม่
ปรากฏขอ้ เทจ็ จริงวา่ กระเป๋ าผเู้ สียหายอยใู่ นครอบครองของนายดอกบวั แลว้ หรือไมก่ ็ตาม แตต่ ามเหตุผลผเู้ สียหายเป็ นผหู้ ญิง
นง่ั ซอ้ นทา้ ยรถจกั รยานยนตย์ หี่ อ้ เวสป้า ลกั ษณะฝาครอบลอ้ หลงั กวา้ งใหญ่ ผเู้ สียหายคงไม่นงั่ คร่อมซอ้ นทา้ ยและสะพาย
กระเป๋ าที่ไหล่ขวา เชื่อวา่ ผเู้ สียหายคงนง่ั หอ้ ยขาท้งั สองขา้ ง ทางดา้ นซา้ ยของที่นง่ั โดยคลอ้ งสายสะพายกระเป๋ าไวท้ ี่ไหลแ่ ละ
สอดแขนขวารัดสายกระเป๋ าไว้ เม่ือผเู้ สียหายถกู กระชากกระเป๋ าจนสายสะพายหลุดจากไหล่ผเู้ สียหาย แต่สายสะพายกระเป๋ า
ยอ่ มตอ้ งติดอยทู่ ี่แขนขวาของผเู้ สียหาย เพราะสายสะพายกระเป๋ าติดที่แขนผเู้ สียหายนน่ั เองเป็ นเหตใุ หร้ ถจกั รยานยนตล์ ม้
ศีรษะผเู้ สียหายกระแทกพ้ืนถนนสลบไป และกระเป๋ าหลุดติดมือนายดอกบวั ไปจนกระเป๋ าหล่นไปบนถนนห่างจากจุดเดิม
ประมาณ 5 เมตร แสดงวา่ นายดอกบวั กระชากกระเป๋ าสะพายของผเู้ สียหายหลุดจากตวั ผเู้ สียหายมาอยใู่ นความครอบครอง
นายดอกบวั แลว้ แต่เน่ืองจากรถจกั รยานยนตข์ องจาเลยไดเ้ สียหลกั ลม้ ลงดว้ ยจนกระเป๋ าของผเู้ สียหายหล่นลงไปที่พ้นื ถนน
ห่างจากจุดเดิมถึง 5 เมตร จึงตอ้ งถือวา่ การวงิ่ ราวทรัพยเ์ อากระเป๋ าสะพายของผเู้ สียหายไปจากความครอบครองผเู้ สียหาย
เป็ นความผดิ สาเร็จแลว้ ที่ศาลอุทธรณ์วนิ ิจฉยั วา่ การกระทาของจาเลยกบั พวกเป็ นเพียงข้นั พยายามวงิ่ ราวทรัพยก์ ระเป๋ า
สะพายของผเู้ สียหายมาน้นั ศาลฎีกาไม่เห็นพอ้ งดว้ ย ฎีกาของโจทกฟ์ ังข้ึนพิพากษาแกเ้ ป็นวา่ จาเลยมีความผดิ ตามประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 336 วรรคสองและวรรคสาม ประกอบดว้ ยมาตรา 336 ทว,ิ 83 การกระทาของจาเลยเป็ นกรรมเดียว
ผิดตอ่ กฎหมายหลายบท ใหล้ งโทษฐานร่วมกนั วง่ิ ราวทรัพยเ์ ป็นเหตุใหผ้ อู้ ื่นไดร้ ับอนั ตรายสาหสั โดยใชร้ ถจกั รยานยนตเ์ ป็ น
ยานพาหนะเพือ่ สะดวกแก่การกระทาผดิ อนั เป็นบทหนกั ที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จาคุก 6 ปี นอกจากท่ี
แกใ้ หเ้ ป็ นไปตามคาพิพากษาศาลช้นั อทุ ธรณ์

วเิ คราะห์ จากแนวคาพพิ ากษาฎีกาดงั กลา่ วน้นั เหตุเกิดข้ึน ผเู้ สียหาย (นางสาวเขียว)ไดซ้ อ้ นทา้ ยนายแสดซ่ึงเป็ นผขู้ บั
ขี่รถจกั รยานยนต(์ รถเวสป้า) ในตอนท่ีเกิดเหตนุ ้นั ไดห้ ยดุ รอสญั ญาณไฟจราจรอยู่ ที่สี่แยกป้อมมหากาฬท่ีเกิดเหตุ และพอถึง
ไฟเขียวน้นั นายแสดก็ไดอ้ อกรถไป ซ่ึงจาเลย(นายดอกบวั )ไดน้ ง่ั ซอ้ นทา้ ยกบั พวกที่เป็ นคนขบั ข่ีรถจกั รยานยนตไ์ ดข้ ่ีไป
ประกบขา้ งรถของนายแสดเพ่ือที่จะเอากระเป๋ าของผเู้ สียหายจาเลยไดก้ ระชากกระเป๋ าผเู้ สียหายท่ีไหลด่ า้ นขวาของผเู้ สียหาย
เอาไวไ้ ดแ้ ยง่ กนั ไปมาผเู้ สียหายกพ็ ยายามดึงสายสะพายเอาไวแ้ ละประคบั ประครองไมใ่ หน้ ายแสดผขู้ บั ขีข่ บั รถเสไปเสมาจน
ในท่ีสุดรถของท้งั สองคนั กไ็ ดก้ ระแทกกนั เพราะสายสะพายท่ียงั อยทู่ ี่ไหล่ทางดา้ นขวาของผเู้ สียหายจนลม้ จึงทาใหผ้ เู้ สียหาย
ศรีษะกระแทกบนพ้ืนถนนและทาใหก้ ระเป๋ าหลน่ ห่างไกลจากผเู้ สียหายประมาณ 5 เมตร การกระทาของจาเลยน้นั เป็ นการ
วงิ่ ราวทรัพยโ์ ดยใชย้ านพาหนะขบั ข่ีเพ่อื ความสะดวกในการกระทาความผิด การกระทาของจาเลยและพวกดงั กลา่ วน้นั เขา้
องคป์ ระกอบทุกอยา่ งในฐานวงิ่ ราวทรัพย์ จาเลยและพวก จะตอ้ งรับผิดตาม โครงสร้างความรับผิดทางอาญา ดงั น้ี

(1.)การกระทาครบองคป์ ระกอบท่ีกฎหมายบญั ญตั ิหรือไม่

1.จาเลยมีการกระทา โดยมีการเคล่ือนไหวร่างกายโดยรู้สานึก โดยมีการคิด ตกลงใจ และไดล้ งมือกระทาความผดิ ตามท่ีได้
ต้งั ใจไว้

56

2.การกระทาน้นั ครบองคป์ ระกอบภายนอก ของความผดิ ในเร่ืองน้นั ๆ
1.มีผกู้ ระทา คือผใู้ ด คือจาเลยและพวกผกู้ ระทาความผดิ
2.มีการลงมือกระทา คือลกั ทรัพย์ คือเป็นการเอาส่ิงของของผอู้ ่ืนท่ีผอู้ ่ืนน้นั ไดค้ รอบครองทรัพยน์ ้นั อยโู่ ดยที่เจา้ ของไม่ได้
ยนิ ยอมใหเ้ อาไปแต่อยา่ งใดหรือเป็ นการตดั กรรมสิทธ์ิออกจากเจา้ ของเดิมแมเ้ พยี งเคล่ือนที่เลก็ นอ้ ยกเ็ ป็ นความผดิ สาเร็จแลว้
และทรัพยน์ ้นั จะตอ้ งอยใู่ นลกั ษณะท่ีสามารถเคล่ือนท่ีได้
3.มีวตั ถแุ ห่งการกระทา คือโดยฉกฉวยเอาซ่ึงหนา้ คือจาเลยไดก้ ระชากกระเป๋ าผเู้ สียหายที่ไหล่ดา้ นขวาของผเู้ สียหายเอาไว้
ไดแ้ ยง่ กนั ไปมาผเู้ สียหายกพ็ ยายามดึงสายสะพายเอาไวแ้ ละประคบั ประครองไมใ่ หน้ ายแสดผขู้ บั ข่ีขบั รถเสไปเสมา คือเป็ น
การเอาไปต่อหนา้ ต่อตาของเจา้ ของทรัพยเ์ ดิมในระยะประชิดโดยเจา้ ของทรัพยร์ ู้สึกตวั หรือเห็นการฉกฉวยโดยการ หยบิ
ฉวย หรือ กระชากเอาไปและวงิ่ ไปอยา่ งรวดเร็วโดยที่เจา้ ของทรัพยจ์ ะตอ้ งเห็นการเอาไปโดยที่เจา้ ของทรัพยไ์ ม่ไดย้ นิ ยอม
ใหเ้ อาไปน้นั
3.การกระทาน้นั ครบองคป์ ระกอบภายใน จาเลยยอ่ มมีเจตนา (ม.59 ว.2 ว.3) เจตนาโดยตรง (ผกู้ ระทาไดก้ ระทาโดยตรง) มี
เจตนา คือเป็ นการกระทาท่ีผกู้ ระทาตอ้ งไดร้ ูข้ อ้ เทจ็ จริงอนั เป็นองคป์ ระกอบภายนอกของความผิดและผกู้ ระทาประสงคต์ อ่
ผลหรือยอ่ มเลง็ เห็นผลของการกระทา และมีเจตนาพเิ ศษ มลู เหตจุ งู ใจ คือเป็นการเอาไปโดยทุจริตและยอ่ มเป็ นการแสวงหา
ประโยชนท์ ี่มคิ วรไดโ้ ดยชอบดว้ ยกฎหมายสาหรับตนเองหรือผอู้ น่ื

4.การกระทามีผลสมั พนั ธ์กบั การกระทาหรือไม่

ผลโดยตรง  ถา้ ไมท่ าผลไม่เกิด  ผลยอ่ มเกิดมาจากการกระทาของผกู้ ระทาเอง
ผลธรรมดา (ม.63)  ผกู้ ระทายอ่ มคาดเห็นความเป็ นไปไดข้ องผลน้นั (ไมจ่ าเป็ นตอ้ งถึงขนาดเลง็ เห็นผล)
เหตเุ พ่ิมโทษหนกั ข้ึน = จะตอ้ งรับโทษหนกั ข้ึน
วรรค 2 การวง่ิ ราวทรัพยเ์ ป็ นเหตใุ หผ้ อู้ น่ื รับอนั ตรายแก่กายหรือจิตใจ
วรรค 3 การวงิ่ ราวทรัพยเ์ ป็ นเหตใุ หผ้ อู้ ื่น รับอนั ตรายสาหสั
(2.) การกระทาไมม่ ีกฎหมายยกเวน้ ความผิด = ทาแลว้ ไมผ่ ดิ

แมจ้ ะมีองคป์ ระกอบครบตามโครงสร้างแรก มาตรา 336 วง่ิ ราวทรัพย์ ซ่ึงไม่มีกฎหมายยกเวน้ ความผิด
การวงิ่ ราวทรัพย์ ยอ่ มเป็ นความผดิ จะตอ้ งรับผดิ ในทางอาญา
(3.)การกระทาไม่มีกฎหมายยกเวน้ โทษ = มีความผดิ แต่ยกเวน้ โทษ

แมจ้ ะมีองคป์ ระกอบครบตามโครงสร้างแรก

57

และไม่มีกฎหมายยกเวน้ ความผิดตามโครงสร้างที่ 2 แต่ถา้ มีกฎหมาย ยกเวน้ โทษ ผกู้ ระทาน้นั ยอ่ มมีความผิด แตไ่ ม่ตอ้ งรับ
โทษ ซ่ึง การวงิ่ ราวทรัพย์ ไม่มีกฎหมายยกเวน้ โทษ จะตอ้ งรับโทษทางอาญา
การวงิ่ ราวทรัพย์ จะตอ้ งรับโทษทางอาญา ตอ้ งระวางโทษจาคุกไมเ่ กิน 5 ปี และปรบั ไมเ่ กิน 100,000 บาท
***เหตทุ ่ีทาใหเ้ พมิ่ โทษหนกั ข้ึน***
วรรค 2 ถา้ การวง่ิ ราวทรัพยเ์ ป็ นเหตใุ หผ้ อู้ ื่น รบั อนั ตรายแก่กายหรือจิตใจ ผกู้ ระทาตอ้ งระวางโทษจาคุกต้งั แต่ 2 ปี ถึง 7 ปี
และปรับต้งั แต่ 40,000 บาท ถึง 140,000 บาท
วรรค 3 ถา้ การวง่ิ ราวทรัพยเ์ ป็ นเหตุใหผ้ อู้ ่ืน รบั อนั ตรายสาหสั ผกู้ ระทาตอ้ งระวางโทษจาคุกต้งั แต่ 3 ปี ถึง 10 ปี และปรับต้งั
แต่ 60,000 บาท ถึง 200,000 บาท
วรรค 4 ถา้ การวงิ่ ราวทรัพยเ์ ป็ นเหตใุ หผ้ อู้ ื่น ถึงแก่ความตาย ผกู้ ระทาตอ้ งระวางโทษจาคุกต้งั แต่ 5 ปี ถึง 15 ปี และปรับต้งั
แต่ 100,000 บาท ถึง 300,000 บาท

บทที่ 3 สรุปเนื้อหา

มาตรา 334 ความผดิ ฐานลกั ทรัพย์ สามารถสรุปได้ดังนี้

มาตรา 334 “ผ้ใู ดเอาทรัพย์ของผู้อ่ืน หรือทผ่ี ู้อื่นเป็ นเจ้าของรวมอย่ดู ้วยไปโดยทจุ ริต
ผู้น้ันกระทาํ ความผดิ ฐานลกั ทรัพย์ ต้องระวางโทษ…”

สามารถแยกพจิ ารณา ได้ดังนี้

องค์ประกอบภายนอก

1.ผ้ใู ด คือ ผ้กู ระทาํ ความผดิ

2.การเอาไป คือ การแย่งการครอบครองในลกั ษณะตดั กรรมสิทธ์ิออกจากเจ้าของทรัพย์เดมิ อนั แสดงว่าตวั ทรัพย์น้ันต้องอยู่ใน
ความครอบครองของบุคคลอ่ืน เพราะหากผ้นู ้นั มกี ารครอบครองไว้ก่อนแล้วกลบั ถือเอามาเป็ นของตนย่อมไม่มคี วามผดิ ฐานนี้
แต่อาจเป็ นความผดิ ฐาน ยกั ยอก และลกั ษณะแย่งการครอบครองเป็ นเรื่องทผี่ ู้ทค่ี รอบครองทรัพย์น้นั ไม่ได้เตม็ ใจมอบให้ และ
เป็ นการเอาไปอย่างถาวร

58

ประการแรกต้องพจิ ารณาว่าทรัพย์อยู่ในความครอบครองของใคร คือ การครอบครองนีไ้ ม่จาํ เป็ นต้องถึงขนาดทวี่ ่ามสี ิทธิ
ครอบครองแต่ผู้ทค่ี รอบครองทรัพย์น้นั เป็ นผ้ทู ค่ี วบคมุ บงั คบั เอากบั ทรัพย์น้นั ได้

ฎ. 16502/2557 จาํ เลยที่ 1 ให้โจทก์ร่วมกู้ยืมเงนิ เพื่อนาํ ไปใช้จ่ายในการเล่นการพนนั โดยยดึ ถือรถกระบะทโ่ี จทก์ร่วมเช่าซื้อมาจาก
ผู้ให้เช่าซื้อเป็ นหลกั ประกนั การชําระหนี้ เมื่อจาํ เลยที่ 1 ยอมให้โจทก์ร่วมนํารถกระบะกลบั ไปใช้ และโจทก์ร่วมไม่นาํ รถกระบะ
กลบั มาคืนภายในเวลาทตี่ กลงกนั ไว้ จาํ เลยที่ 1 กไ็ ม่มอี าํ นาจนํารถกระบะกลบั มายดึ ถือครอบครองโดยโจทก์ร่วมไม่ยนิ ยอม การท่ี
จาํ เลยที่ 1 เอารถกระบะไปจากโจทก์ร่วม แม้น่าเช่ือว่าหากโจทก์ร่วมชําระหนีแ้ ก่จาํ เลยที่ 1 ครบถ้วน จาํ เลยที่ 1 คงจะคืนรถกระบะ
ให้ แต่กเ็ หน็ ได้ว่าถ้าโจทก์ร่วมไม่ชําระหนี้ จาํ เลยที่ 1 คงไม่คืนรถกระบะให้ การทจ่ี าํ เลยท่ี 1 เอารถกระบะไปดงั กล่าวจงึ เป็ นการตดั
กรรมสิทธ์ิในรถกระบะของผู้ให้เช่าซื้อขณะอยู่ในความครอบครองของโจทก์ร่วมตลอดไปแล้ว

ฎ. 3142/2557 แม้จาํ เลยและผ้เู สียหายเป็ นเจ้าของรวมในสวนยางพาราทเ่ี กดิ เหตุ แต่ก่อนเกดิ เหตุจาํ เลยยอมให้ผู้เสียหาย
ครอบครองและได้ประโยชน์เพยี งผู้เดยี ว การทจ่ี าํ เลยจ้าง ส. เข้าไปกรีดยางพาราจะเอานํา้ ยางพาราไปเพยี งผ้เู ดยี ว จงึ เป็ นการ
แสวงหาประโยชน์ทมี่ คิ วรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสําหรับตนเอง ย่อมเป็ นการทจุ ริตแล้ว เมื่อนํา้ ยางพาราทก่ี รีดยงั อยู่ในถ้วย
รองนํา้ ยางยงั ไม่ได้ถูกนาํ ไป เป็ นเพยี งพยายามกระทาํ ความผดิ ฐานลกั ทรัพย์

ประการทสี่ องต้องพจิ ารณาว่าการแย่งการครอบครองน้ัน หมายถงึ เจ้าของหรือผ้ทู คี่ รอบครองทรัพย์ ไม่เตม็ ใจมอบการ
ครอบครองให้แก่ผ้เู อาทรัพย์ไป

ฎ.483/2557 จาํ เลย เป็ นผู้ช่วยพยาบาล ในวนั เกดิ เหตดุ งั กล่าวน้ัน ผ้เู สียหาย ได้เฝ้าดูแลพนั เอก บ. บดิ าของตนใน
โรงพยาบาลอานนั ทมหดิ ลซ่ึงเป็ นโรคปอด ภายในวนั ที่ 8 มถิ ุนายน 2553 เวลา 6.15 นาฬิกา ภายในวนั น้ัน ผ้เู สียหาย ได้เข้า
ห้องนํา้ ภายในห้องผ้ปู ่ วยดงั กล่าว แล้วถอดแหวนเพชร 1 วง ราคา 20,000 บาท กบั แหวนทองคาํ ประดบั พลอย 1 วง ราคา
10,000 บาท ไว้บนถาดวางสบู่เหนือทใ่ี ส่ม้วนกระดาษชําระ และ เมื่ออาบนาํ้ และซักผ้าเสร็จผู้เสียหายออกจากห้องนาํ้ นําผ้าท่ี
ซักไปตากทรี่ ะเบียงด้านข้างห้องผ้ปู ่ วยน้นั และในเวลาเดยี วกนั จาํ เลยซ่ึงเป็ นผ้ชู ่วยพยาบาล ได้นําถงุ ปัสสาวะของพนั เอก
บ. ใส่กระป๋ องไปเทใส่โถส้วมชักโครกในห้องนํา้ ทผี่ ้เู สียหายเพงิ่ ออกมา หลงั จากน้ันจาํ เลยออกจากห้องผ้ปู ่ วย และ ผ้เู สียหาย
ได้เข้าไปเอาแหวน 2 วงทลี่ ืมไว้ในห้องนาํ้ ดงั กล่าวแต่ปรากฏว่าแหวน 2 วงน้นั ได้หายไป

ประการทส่ี ามการแย่งการครอบครองนตี้ ้องเอาไปในลกั ษณะตดั กรรมสิทธ์ิ ไม่ใช่เอาไปเพยี งชั่วคราว

ฎ.1915/2543 แอบเอารถผู้อื่นไปกนิ ข้าวต้ม เมื่อกนิ เสร็จแล้วจะนํามาส่งคืนเป็ นเพยี งการเอาทรัพย์ไปเพยี งชั่วคราว ไม่ใช่เอาไป
ในลกั ษณะตดั กรรมสิทธ์ิ ไม่ผดิ ฐานลกั ทรัพย์เพราะขาด เจตนาทจุ ริต

59

ข.)การเอาไปโดยการแย่งการครอบครองจะสําเร็จเม่ือการพาเอาทรัพย์ให้เคลื่อนทแ่ี ละอยู่ในลกั ษณะทจ่ี ะพาเอาไปได้
**ทรัพย์จะต้องสามารถเคล่ือนทไี่ ด้ แม้เพยี งเคลื่อนทเ่ี ลก็ น้อยกเ็ ป็ นความผดิ สําเร็จแล้ว

ฎ 3463/2554 การทจ่ี าํ เลยน่ังคร่อมบนรถจกั รยานยนต์ของผ้เู สียหาย เป็ นการลงมือกระทาํ ความผดิ ฐานลกั ทรัพย์แล้ว แม้
จาํ เลยจะสตาร์ทเคร่ืองด้วยเท้าไม่ตดิ และต่อสายตรงไม่สําเร็จ แต่จาํ เลยกพ็ ารถเคลื่อนทไี่ ปจากทจ่ี อดไว้ 5 ถึง 10 เมตร เป็ น
การพาทรัพย์เคล่ือนทไี่ ปได้แล้ว จงึ เป็ นความผดิ สําเร็จฐานลกั ทรัพย์

3.ทรัพย์ของผู้อ่ืนหรือทผ่ี ู้อื่นเป็ นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ทรัพย์ คือ วตั ถุทมี่ รี ูปร่างและไม่มรี ูปร่าง ซ่ึงสามารถถือเอาได้ และอาจมรี าคา

ฎ.2763/2541 การทเ่ี พยี งแต่ได้รับสิทธิให้เกบ็ รังนกอแี อ่น แต่ยงั ไม่ได้ยดึ ถือครอบครองจงึ ยงั ไม่เป็ นเจ้าของ จาํ เลยท้งั สองมาเกบ็ รังนกไป
จงึ ไม่ผดิ ฐานลกั ทรัพย์

องค์ประกอบภายใน

1.เจตนา คือ เป็ นการกระทาํ ทผี่ ู้กระทาํ ต้องได้รู้ถึงข้อเทจ็ จริงทเี่ ป็ นองค์ประกอบของความผดิ ตามมาตรา 59 วรรคสาม
การมเี จตนาย่อมมไี ด้ท้งั ประสงค์ต่อผล หรือ ย่อมเลง็ เหน็ ผล ทจี่ ะเอาทรัพย์ของผู้อื่น

2.เจตนาพเิ ศษ (มลู เหตุจูงใจ) คือ โดยทจุ ริต เป็ นการแสวงหาประโยชน์ทม่ี คิ วรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสําหรับตนเองหรือผ้อู ่ืน

มาตรา 336 ความผดิ ฐานวง่ิ ราวทรัพย์ สามารถสรุปได้ดงั นี้

**มาตรา 336 ผใู้ ดลกั ทรพั ยโ์ ดยฉกฉวยเอาซงึ่ หนา้ ผนู้ ัน้ กระทาํ ความผิดฐานวิง่ ราว 60
ทรพั ย์ ตอ้ งระวางโทษจาํ คกุ ไมเ่ กินหา้ ปี และปรบั ไมเ่ กินหนงึ่ แสนบาท

**ถา้ การวงิ่ ราวทรพั ยเ์ ป็นเหตใุ หผ้ อู้ นื่ รบั อนั ตรายแกก่ ายหรอื จติ ใจ ผกู้ ระทาํ ตอ้ งระวาง
โทษจาํ คกุ ตงั้ แตส่ องปีถงึ เจ็ดปี และปรบั ตงั้ แตส่ หี่ มื่นบาทถงึ หนึง่ แสนส่หี ม่นื บาท

*ถา้ การว่งิ ราวทรพั ยเ์ ป็นเหตใุ หผ้ อู้ ่นื รบั อนั ตรายสาหสั ผกู้ ระทาํ ตอ้ งระวางโทษจาํ คกุ
ตงั้ แตส่ ามปีถึงสิบปี และปรบั ตงั้ แตห่ กหมืน่ บาทถงึ สองแสนบาท

*ถา้ การว่ิงราวทรพั ยเ์ ป็นเหตใุ หผ้ อู้ ่นื ถึงแก่ความตาย ผกู้ ระทาํ ตอ้ งระวางโทษจาํ คกุ
ตงั้ แตห่ า้ ปีถงึ สิบหา้ ปี และปรบั ตงั้ แตห่ น่งึ แสนบาทถึงสามแสนบาท

สามารถแยกพจิ ารณา ได้ดังนี้

องค์ประกอบภายนอก

1.ผ้ใู ด คือ ผู้กระทาํ ความผดิ

2.ลกั ทรัพย์ คือ เป็ นการเอาสิ่งของทขี่ องบุคคลอื่นได้วางไว้แล้วได้ลกั ขโมยไปเป็ นการทาํ ให้ทรัพย์น้นั หายไปจากทอ่ี ยู่เดมิ ทๆ่ี ทรัพย์น้นั
เคยอยู่ทาํ ให้ทรัพย์สินน้ันห่างไกลจากเจ้าของเดมิ หรือเป็ นการตดั กรรมสิทธ์ิออกจากตวั ทรัพย์กบั เจ้าของทรัพย์สินเดมิ แม้เพยี งเคลื่อนท่ี
เลก็ น้อยกเ็ ป็ นความผดิ สําเร็จแล้วและทรัพย์ทลี่ กั ขโมยไปจะต้องอยู่ในความครอบครองของผู้อื่นอย่แู ละทรัพย์กจ็ ะต้องอยู่ในลกั ษณะท่ี
สามารถเคลื่อนทไ่ี ด้โดยทเี่ จ้าของทรัพย์ไม่ได้ยนิ ยอมให้เอาไป

การจะมคี วามผดิ ฐานวง่ิ ราวทรัพย์ได้ต้องมีการกระทาํ ครบองค์ประกอบความผดิ ฐานลกั ทรัพย์มาก่อนและต้องมกี ารกระทาํ

3.โดยฉกฉวยเอาซ่ึงหน้า คือ เป็ นการเอาไปต่อหน้าต่อตาของเจ้าของทรัพย์เดมิ ในระยะประชิดโดยทเ่ี จ้าของทรัพย์รู้สึกตวั ในขณะน้นั หรือเห็น
การฉกฉวยโดยการ หยบิ ฉวย หรือ กระชากเอาไป และได้วงิ่ ไปและเจ้าของทรัพย์น้ันต้องเหน็ การเอาไปน้ัน

ฎ.7868/2560 จาํ เลยมอบของหม้นั หรือสินสอดให้เขาแล้ว ไม่ได้เป็ นเจ้าของกรรมสิทธ์ิอกี ต่อไป การทจ่ี าํ เลยหยบิ ไปต่อหน้าโจทก์ร่วมในขณะ
โต้เถยี งกนั เป็ นการใช้อาํ นาจโดยมชิ อบด้วยกฎหมาย เป็ นการแสวงหาประโยชน์ทม่ี คิ วรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสําหรับตนเอง จงึ เป็ นการลกั
ทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอนั เป็ นความผดิ ฐานวง่ิ ราวทรัพย์
ทรัพย์บางอย่างหากฉกฉวยเอาไปโดยเร็วไม่ได้โดยสภาพเพราะมนี ํา้ หนักมาก เช่น พระพทุ ธรูปองค์ใหญ่ สุกรนาํ้ หนกั 200 กโิ ลกรัม ย่อมเป็ น
ความผดิ ฐานนไี้ ม่ได้ในตวั

ฎ. 6252/2531 จาํ เลยกระชากกระเป๋ าถือแบบสะพายทผ่ี ู้เสียหายสะพายอยู่จนสายสะพาย หลุดจากไหล่ แต่ผ้เู สียหายแย่งกระเป๋ ากลบั คืนมา
ได้ในทนั ทที นั ใด กระเป๋ ายงั ไม่หลดุ ไปจากความครอบครองของผ้เู สียหายแม้กระเป๋ าจะอยู่ทม่ี ือของจาํ เลยตอนกระชากกเ็ ป็ นการกระทาํ ใน
ข้นั มุ่งหมายจะให้กระเป๋ าหลดุ จากไหล่ผู้เสียหายเท่าน้ัน จาํ เลยยงั มไิ ด้ยดึ ถือกระเป๋ าของผู้เสียหายไว้ในความครอบครองของตน การกระทาํ
ของจาํ เลยจงึ เป็ นเพยี งความผดิ ข้นั พยายามวง่ิ ราวทรัพย์

ฎ. 919/2503 จาํ เลยเข้าไปในร้านขอซื้อสุราเจ้าของร้านบอกว่าหมดเวลาแล้วขายไม่ได้ จาํ เลยพูดว่าไม่ขายกจ็ ะเอาไปกนิ เฉย ๆ จะทาํ อะไรเขา
แล้วจาํ เลยหยบิ ขวดสุราออกจากร้านไปด้วย ดงั นีเ้ ป็ นการลกั ทรัพย์โดยฉกฉวยเอาซึ่งหน้าเข้าองค์ประกอบความผดิ ฐานวง่ิ ราวทรัพย์

61

การฉกฉวยนไี้ ม่จาํ เป็ นต้องวง่ิ แล้วหยบิ คว้าไป นอกจากนีก้ ารเอาไปซึ่งหน้า มใิ ช่จาํ กดั เพยี งแต่เหน็ หน้ากนั หรือรู้สึกตวั ขณะเอาไปเท่าน้ัน แต่
หมายถึง ต้องอยู่ในระยะใกล้ชิดกบั เจ้าของทรัพย์หรือผ้คู รอบครองแทน

ฎ.10976/2554 การทจ่ี าํ เลยดงึ เอาโทรศัพท์เคล่ือนทจ่ี ากกระเป๋ ากางเกงของ เดก็ หญงิ บ. แล้วเดก็ หญงิ บ.รู้สึกถงึ การถูกดงึ จงึ ใช้มือจบั จนถูก
มือของจาํ เลย จงึ อยู่ในความหมายของการลกั ทรัพย์โดยการฉกฉวยเอาซึ่งหน้าอนั เป็ นความผดิ ฐานวงิ่ ราวทรัพย์ตามฟ้องแล้ว

ฎ.888/2516 จาํ เลยลกั เอาปื นและกระสุนไปจากโรงเรือน ขณะลกั ไม่มใี ครเหน็ คนทอ่ี ยู่ใต้ถนุ เรือนเหน็ จาํ เลยกต็ อนทจี่ าํ เลยออกมายืนนอก
ชานแล้ว ไม่เป็ นการฉกฉวยเอาซึ่งหน้า

ข้อสังเกต ข้อพจิ ารณาว่ามกี ารกระทาํ ความผดิ สําเร็จแล้วหรือไม่ในความผดิ ฐานนี้ คือ การทผ่ี ้กู ระทาํ อาจเข้ายดึ ถือการครอบครองทรัพย์

ได้ แล้วหรือไม่ เช่นเดยี วกบั ฐานลกั ทรัพย์

ฎ.6624/2545 หลงั จากจาํ เลยกระชากสร้อย สร้อยคอหลุดหล่นลงพืน้ บริเวณทเี่ กดิ เหตุ จาํ เลยยงั ไม่ได้เข้ายดึ ถือครอบครองสร้อยดงั กล่าว
เป็ นเพยี งพยายามวง่ิ ราวทรัพย์

ฎ.7650/2554 จาํ เลยกระชากกระเป๋ าจนสายสะพายหลุดจากไหล่ผู้เสียหาย เป็ นเหตุให้รถจกั รยานยนต์ล้มและศรีษะผ้เู สียหายกระแทกพื้น
ถนนสลบไป ส่วนกระเป๋ าหลุดตดิ มือ ว. ไปหล่นลงพืน้ ถนนห่างจากจุดเดมิ ถึง 5 เมตร จงึ ต้องถือว่าเป็ นความผดิ สําเร็จแล้ว มใิ ช่เพยี ง
พยายามวงิ่ ราวทรัพย์

ความผดิ ฐานวงิ่ ราวทรัพย์นี้ กบั ฐานชิงทรัพย์ หากกรณีเป็ นการเลง็ เห็นผลได้ว่าจะต้องเกดิ บาดแผล อย่างแน่นอนย่อมถือได้ว่ามเี จตนาใช้
กาํ ลงั ประทษุ ร้าย จงึ เป็ นความผดิ ฐานชิงทรัพย์ แต่หากคงมเี พยี งเจตนาทจ่ี ะเอาทรัพย์ไปโดยมไิ ด้มเี จตนาทใ่ี ช้กาํ ลงั ประทษุ ร้าย(ไม่ได้ม่งุ ต่อ
ร่างกายหรือจติ ใจของบุคคล) กค็ งมคี วามผดิ ฐานวง่ิ ราวทรัพย์

ฎ.2100/2521 จาํ เลยรวบคอผู้เสียหายเพ่ือให้รู้ว่าสวมสร้อยคออยู่ แล้วกระตกุ สร้อยหนกั 2 สลงึ สร้อยบาดคอเป็ นแผลไม่ถึงเป็ นอนั ตรายแก่
กาย ไม่เป็ นชิงทรัพย์

องค์ประกอบภายใน

1.เจตนา คือ เป็ นการกระทาํ ทผี่ ู้กระทาํ ต้องได้รู้ถึงข้อเทจ็ จริงทเ่ี ป็ นองค์ประกอบของความผดิ ตามมาตรา 59 วรรคสาม การมเี จตนาย่อมมี
ได้ท้งั ประสงค์ต่อผล หรือ ย่อมเลง็ เห็นผล ทจี่ ะเอาทรัพย์ของผู้อื่น

2.เจตนาพเิ ศษ (มูลเหตุจูงใจ) คือ โดยทุจริต เป็ นการแสวงหาประโยชน์ ทมี่ คิ วรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสําหรับตนเองหรือผู้อื่น

62

ข้อเสนอแนะ สําหรับผมมองว่า มาตรา 334 ผ้ใู ดเอาทรัพย์ของผ้อู ื่นหรือทผี่ ้อู ื่นเป็ นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ทรัพย์ในทน่ี ีไ้ ม่จาํ เป็ นจะต้อง

ได้ครอบครองมกี รรมสิทธ์ิอยู่ แต่ถ้าเป็ นการยืมทรัพย์แล้วเอาไปขายโดยทเี่ จ้าของได้รับอนุญาตกไ็ ม่มคี วามผดิ ในฐานนี้ เพราะขาด
องค์ประกอบภายใน คือ โดยทจุ ริต

บรรณานุกรม

ประกอบการบรรยาย วชิ ากฎหมายอาญา (คร้ังที่ 2) สืบค้นเม่ือ วนั ท่ี 28 กนั ยายน 2564
จาก /https://www.thethaibar.or.th
ความผดิ เกยี่ วกบั ทรัพย์ สืบค้นเมื่อวนั ที่ 27 กนั ยายน 2564
จาก /https://www.lawyerthailand.biz
บุญร่วม เทยี มจนั ทร์ / 2560 / ป.อาญา บริษทั อนิ ส์พลั จาํ กดั / สํานักพมิ พ์ THE LAW GROUP
ชมรมลกู พ่อขุนประยกุ ต์ / 2558 / สรุปกฎหมายอาญา 1 อาญา 2 / พมิ พ์คร้ังท่ี 4 / สํานักพมิ พ์ ชีทราม

63

บทที่ 1
ยักยอกทรัพย์

มาตรา 352

64

โครงสร้างความรับ
ผิดทางอาญา

มาตรา 352 ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้
อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์
นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความ
ผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับ
ไม่เกินหกหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

ถ้าทรัพย์นั้นได้ตกมาอยู่ในความครอบครองของ
ผู้กระทำความผิด เพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิดไปด้วย
ประการใด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้
ผู้กระทำต้องระวางโทษแต่เพียงกึ่งหนึ่ง

มาตรา 352 วรรคแรก

องค์ประกอบภายนอก

1.ผู้ใด
2.ครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
3.เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

1.เจตนาธรรมดา องค์ประกอบภายใน



ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรค 2 กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำโดยรู้สำนึกในการที่
กระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น



2.เจตนาพิเศษ โดยทุจริต

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) “โดยทุจริต” หมายความว่า เพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควร
ได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น




การกระทำการอันเป็นการยักยอกทรัพย์เป็นความผิดที่คุ้มครองกรรมสิทธิ์ ได้แก่ การที่ผู้
ครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นอยู่เกิดเจตนาในการทุจริตเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือ
บุคคลที่สาม ไม่ว่าทรัพย์ของผู้อื่นนั้นจะตกมาอยู่ในความครอบครองโดยการมอบหมายของ
ตัวเจ้าทรัพย์เอง ผู้แทนของเจ้าทรัพย์หรือได้มาโดยผลของกฎหมายหรือโดยสัญญาก็ตาม

65

พิจารณา
องค์ประกอบภายนอก

1.ผู้ใด
คือ ผู้กระทำความผิด

2.ครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของ
รวมอยู่ด้วย



2.1 การครอบครองทรัพย์

เป็นการได้ยึดถือทรัพย์นั้นเพื่อตน คือ ผู้กระทำได้มีการยึดถือทรัพย์
นั้นไว้กับตนตามสภาพความเป็นจริงและขณะเดียวกันก็มีเจตนา

ยึดถือเพื่อตนด้วยการยึดถือไม่จำเป็นต้องถือไว้ในมือเพียงอยู่ในอำนาจ
การคุ้มครองดูแลและสามารถใช้สอยทรัพย์นั้นได้ก็เป็นการครอบครอง
แล้วในความผิดฐานยักยอกนี้จะต้องปรากฎว่าผู้กระทำผิดได้ครอบครอง
ทรัพย์นั้นอยู่ในขณะมีการเบียดบังเอาทรัพย์นั้น

ข้อพิจารณา จะต้องดูว่าผู้ใดมีการครอบครองนั้นอยู่ หากการ
ครอบครองอยู่ที่ผู้อื่นไม่ใช่ผู้กระทำความผิดก็เป็นความผิดฐาน
ลักทรัพย์เมื่อมีการแย่งการครอบครอง โดยมีเจตนาทุจริต
ตั้งแต่แรกกระทำ แต่ถ้าผู้กระทำความผิดได้การครอบครองมา
โดยมิได้มีการแย่งการครอบครอง แล้วเกิดเจตนาทุจริตเบียดบัง
เอาเป็นของตนในภายหลัง จึงเป็นความผิดฐานยักยอก

ทรัพย์

ทรัพย์ หมายถึง เป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ก็ได้ แตก
ต่างจากความผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334 ที่จะต้องเป็น
สังหาริมทรัพย์เท่านั้น

66

ตัวอย่าง

ผู้เสียหายให้จำเลยเช่าบ้านและบอกให้จำเลยช่วยดูแลทรัพย์ในบ้าน ถือเป็นการมอบ
หมายให้จำเลยครอบครองทรัพย์ที่อยู่ในบ้านแทนผู้เสียหายแล้ว เมื่อจำเลยเอาทรัพย์
นั้นไป จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอก

2.2 ทรัพย์ของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่น
เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

คือ ทรัพย์ที่ยักยอกจะต้องเป็นของผู้อื่น หรือผู้อื่นมีกรรมสิทธิ์รวมอยู่ด้วย
หมายความว่า ทรัพย์จะต้องมิได้เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้กระทำผิดคนเดียว ถ้าผู้
กระทำผิดได้กรรมสิทธิ์ทั้งหมดในทรัพย์แล้วก็จะมีการยักยอกไม่ได้ ปัญหาข้อ
นี้มักจะเกิดจากการที่เจ้าของทรัพย์ส่งมอบการครอบครองให้ผู้อื่นตามนิติ
สัมพันธ์ทางแพ่ง และเป็นปัญหาว่านิติสัมพันธ์นั้นถึงขั้นที่เป็นการโอน
กรรมสิทธิ์แล้วหรือยัง

ตัวอย่าง

จำเลยกับนายคอมีเข้าหุ้นออกเงินกันซื้อช้าง 1 เชือก แล้วตกลงเปลี่ยนกันเลี้ยง
ช้างเพื่อหาประโยชน์คนละ 2 เดือน ครั้นจำเลยเอาไปเลี้ยงแล้วถึงคราวที่จะผลัด
เปลี่ยนให้ทายาทของนายคอมี (นายคอมีตาย) นำไปเลี้ยง จำเลยบังอาจมีเจตนา
ทุจริตเบียดบังเอาช้างไว้เลี้ยงหาประโยชน์ส่วนตัวของจำเลยเสียแต่ผู้เดียว ไม่
มอบช้างให้แก่ทายาทนายคอมี จำเลยจึงมีความผิดฐานยักยอก

67

2.3 เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สาม

คือ การกระทำหรืองดเว้นกระทำที่แสดงเจตนาของผู้ครอบครอง
ทรัพย์ว่าจะเอาทรัพย์นั้นเป็นประโยชน์ส่วนตัวโดยมิชอบ การแสดง
เจตนาดังกล่าวอันแสดงออกโดยการบริโภค ขาย เปลี่ยนแปลง จำนำ
เอาทรัพย์รวมเข้ากับของตนหรือเพียงแต่ปฏิเสธสิทธิของเจ้าของ
ที่แท้จริงก็เป็นการเบียดบังได้ และต้องเอาไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์

ตัวอย่าง

นายสัตวแพทย์ ก. รับฝากสุนัขที่ป่วยของนาย ข. ไว้รักษาแสดงว่านาย
สัตวแพทย์ ก. มีการครองครองสุนัขตัวดังกล่าว แต่กลับเอาสุขนัขไปขาย
ต่อให้แก่ นาย ค. เช่นนี้ นายสัตวแพทย์ ก. ได้เบียดบังเอาสุนัขนั้นไปเป็น
ของบุคคลที่สาม นายสัตวแพทย์ ก. มีความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ถ้าหาก
นาย ค. ทราบตั้งแต่ขณะซื้อว่าเป็นสุนัขที่นายสัตวแพทย์ ก. ยักยอกมา
นาย ค. จึงมีความผิดฐานรับของโจร ตามมาตรา 357

68

พิจารณา
องค์ประกอบภายใน

1.เจตนาธรรมดา

เจตนาธรรมดาเกิดขึ้นเมื่อผู้กระทำรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
ในขณะเดียวกัน ผู้กระทำจะต้องประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการยักยอกนั้น
ถ้าหากผู้กระทำไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานยักยอก จะถือว่ามี
เจตนาหาได้ไม่

2.เจตนาพิเศษ โดยทุจริต

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) “โดยทุจริต” หมายความว่า เพื่อ
แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้
อื่น

2.1 เพื่อแสวงหาประโยชน์

กล่าวคือ จะต้องเกิดประโยชน์บางประการจากการกระทำนั้น โดย
เฉพาะประโยชน์ในทางทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นประโยชน์จากการใช้ทรัพย์
โดยตรงหรือประโยชน์ที่เกิดจากมูลค่าของทรัพย์ก็ตาม

ตัวอย่าง


นายแดงนำรถยนต์ที่นายดำฝากไว้ไปขายเพื่อให้ได้เงินมาเป็นของ
ตน การกระทำของนายแดงเป็นการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพย์
ที่อยู่ในครอบครองของตน

69

2.2 ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย

ประโยชน์ที่แสวงหาอันเป็นการกระทำโดยทุจริตจะต้องเป็นประโยชน์
ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย กล่าวคือ ไม่มีเหตุอันสมควรตามกฎหมาย
ที่จะได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้น ถ้าได้กระทำเพื่อประโยชน์ของตนหรือ
บุคคลที่สาม ผู้กระทำย่อมมีเจตนาทุจริต

ตัวอย่าง

การที่นายแดนเอาโทรศัพท์มือถือของนายดินซึ่งอยู่ในความครอบ
ครองของตนไปขายแล้วนำเงินไปซื้อสิ่งของอย่างอื่นโดยปราศจาก
ความยินยอมของนายดิน เงินที่ได้มานั้นเป็นประโยชน์ที่มิควรได้
โดยชอบด้วยกฎหมาย

2.3 สำหรับตนเองหรือผู้อื่น
ข้อเท็จจริงจะต้องปรากฏว่าการกระทำเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ที่
มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์
ของผู้กระทำเองหรือผู้อื่น ถ้าหากการกระทำย่อมเข้าข่ายการกระ
ทำโดยทุจริต ซึ่งอาจเป็นความผิดฐานยักยอกได้

ตัวอย่าง
หลังจากทำสัญญาเช่าซื้อ จำเลยชำระค่าเช่าซื้อให้ผู้เสียหายเพียง 2 งวดแล้วไม่ชำระค่า
เช่าซื้ออีกเลย และจำเลยนำรถที่เช่าซื้อไปตีใช้หนี้ให้แก่ผู้อื่นโดยจำเลยทราบอยู่แล้วว่ารถที่
เช่าซื้อยังเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้เสียหาย เมื่อ จ. ไปติดตามยึดรถที่เช่าซื้อ แต่จำเลยบ่าย
เบี่ยงไม่ให้ความร่วมมือ พฤติการณ์บ่งชี้ให้เห็นว่า จำเลยมีเจตนาเบียดบังเอาทรัพย์ของผู้
เสียหายที่อยู่ในครอบครองของจำเลยโดยทุจริต
จึงมีความผิดฐานยักยอก

70

มาตรา 352 วรรคสอง

วรรคสองนี้เป็นเหตุลดโทษ

การกระทำ ได้แก่ การที่ผู้กระทำความผิดได้ครอบครองทรัพย์โดยผู้อื่น
ส่งมอบให้โดยสำคัญผิด หรือเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำความผิดเก็บได้

1.ทรัพย์นั้นตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้
กระทำความผิดเพราะผู้อื่นส่งมอบให้โดยสำคัญผิด

1.1 ผู้อื่น
คือ ผู้ที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เองก็ได้หรือเป็นบุคคลอื่นก็ได้

1.2 ส่งมอบให้
การส่งมอบการครอบครองทรัพย์ซึ่งจะกระทำด้วยวิธีการใดก็ได้
เพียงแต่ขอให้ทรัพย์นั้นอยู่ในเงื้อมมือหรืออำนาจในการครอบครอง
ของผู้รับมอบ

ตัวอย่าง

ส่งมอบสินค้าให้กับมือผู้รับโดยตรง ส่งมอบกุญแจรถยนต์ โอนเงินเข้า
บัญชีของผู้รับมอบ ส่งมอบทรัพย์โดยพนักงานไปรษณีย์ ณ สถานที่อยู่

71

1.3 โดยสำคัญผิด

คือ เข้าใจผิดไปจากความเป็นจริงซึ่งกรณีตามมาตรา 352
วรรคสองนั้นเป็นเรื่องที่ผู้อื่นส่งมอบทรัพย์ให้โดยสำคัญผิด

2. ทรัพย์นั้นตกมาอยู่ในความครอบครองของผู้กระทำ
ความผิดเพราะเป็นทรัพย์สินหายซึ่งผู้กระทำผิดเก็บได้

2.1 ทรัพย์ที่ไม่อยู่ในความยึดถือ
คือ ทรัพย์ที่มีเจ้าของและมีผู้ครอบครอง แต่ทรัพย์นั้นพ้นจากความยึดถือไป
ด้วยเหตุใด ๆ อันเป็นการชั่วคราว ซึ่งมาขัดขวางมิให้ผู้ครอบครองยึดถือทรัพย์
จึงไม่ทำให้การครอบครองสิ้นสุดลง
2.2 ทรัพย์สินหาย
คือ ทรัพย์ที่มีเจ้าของ แต่ไม่ได้อยู่ในครอบครองของเจ้าของหรือผู้มีสิทธิใน
ทรัพย์สินซึ่งไม่เป็นการชั่วคราว ทั้ง ๆ ที่ผู้นั้นมิได้มีเจตนาสละการครอบครอง
2.3 ทรัพย์ที่ไม่มีเจ้าของ
คือ ทรัพย์ที่ไม่มีผู้ใดถือกรรมสิทธิ์และถือการครอบครอง ซึ่งอาจเป็นกรณีที่
ทรัพย์นั้นไม่เคยมีเจ้าของมาก่อนเลย หรือเป็นกรณีที่เจ้าของ (สังหาริมทรัพย์)
เลิกการครอบครองด้วยเจตนาสละกรรมสิทธิ์

72

ความผิดฐาน
จัดการทรัพย์สิ น
ของผู้อื่นผิดหน้ าที่

มาตรา 353

73

โครงสร้างความรับ
ผิดทางอาญา

มาตรา 353 ผู้ใดได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่น
หรือทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย กระทำผิดหน้าที่ของ
ตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่
ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่
เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

องค์ประกอบภายนอก

1.ผู้ใด

2.ได้รับมอบให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นหรือทรัพย์สินซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่
ด้วย

3.กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ

4.จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น

องค์ประกอบภายใน

1.เจตนาธรรมดา

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรค 2 กระทำโดยเจตนา ได้แก่กระทำ
โดยรู้สำนึกในการที่กระทำ และในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล หรือ
ย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น

2.เจตนาพิเศษ โดยทุจริต

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (1) “โดยทุจริต” หมายความว่า เพื่อ
แสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น

ความผิดนี้ ได้แก่ การกระทำผิดหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายในการจัดการ
ทรัพย์สินของผู้อื่นหรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย โดยทุจริตจนเป็น
เหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้นั้น

74

พิจารณา
องค์ประกอบภายนอก

1.ผู้ใด

คือ ผู้กระทำความผิด

2.ได้รับมอบให้จัดการทรัพย์สินของผู้อื่นหรือทรัพย์สิน
ซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย

คือ เข้าผูกพันตนในฐานะเป็นผู้จัดการเกี่ยวกับทรัพย์สินภายในขอบเขตที่
กำหนด กล่าวคือ ผู้กระทำมีอำนาจในการบริหารจัดการทรัพย์สินเท่าที่ได้รับ
มอบหมาย ซึ่งมิใช่หน้าที่เก็บรักษาทรัพย์แต่อย่างเดียว

ตัวอย่าง

น.ถอนจำเลยจากผู้จัดการทรัพย์สิน จำเลยมีหน้าที่ดินโฉนด ไม่ใช่หน้าที่จัดการต่อไป
แล้ว จึงไม่ใช่ผู้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์ การไม่คืนโฉนดไม่เป็นความผิดตาม
มาตรา 353

3.กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ
คือ กระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งไม่เป็นไปตามที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่จำกัดว่า
เป็นการกระทำอย่างใด หน้าที่ตามมาตรา 353 นี้อาจเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย หน้าที่
ตามสัญญา หรือหน้าที่ตามคำสั่งศาลก็ได้

75

ตัวอย่าง

นาย ก. เป็นผู้จัดการมรดกตามคำสั่งศาล จึงมีหน้าที่จัดการแบ่งปันทรัพย์มรดก
ให้แก่ทายาท การที่นาย ก. จดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทมาเป็นของตน จึงเป็นกรณี
กระทำผิดหน้าที่

4.จนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็น
ทรัพย์สินของผู้นั้น

องค์ประกอบข้อนี้ไม่ใช่องค์ประกอบภายนอกในส่วนของการกระทำ แต่เป็น
ผลที่เกิดจากการกระทำผิดหน้าที่ในการจัดการทรัพย์สิน ทำให้เกิดความเสียหาย
แก่ประโยชน์ที่มีลักษณะเป็นทรัพย์สิน ดังนั้น ความผิดสำเร็จเมื่อเกิดความเสีย
หายขึ้น ไม่ว่าจะมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม

เสียหาย คือ เสื่อมเสียหรือด้อยค่าลงไปกว่าที่ควรจะเป็นซึ่งหมายความรวมถึง
สูญหายหรือเสื่อมสลายด้วย

ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน คือ ผลดีหรือที่เป็นคุณตามประสงค์ในตัวทรัพย์
โดยตรงหรือที่เกี่ยวเนื่องกับทรัพย์สิน ดังนั้น ถ้าหากการกระทำของจำเลยในฐานะผู้รับ
มอบหมายให้จัดการทรัพย์สินได้จัดการทรัพย์สินไปในทางที่ทำให้ผลดีที่เกิดขึ้นลดน้อย
ลง ก็อาจมีความผิดตามมาตรา 353

ตัวอย่าง

ยางรถโจทก์เสียหาย เพลาเครื่องยนต์ และตัวถังจะต้องซ่อมแซม รวมเป็นเงิน
ทั้งสิ้นประมาณ 35,000 บาท เป็นการแสดงความเสียหายในตัวทรัพย์ของโจทก์
ที่ได้รับล้วนเป็นประโยชน์ของโจทก์ที่เป็นเงินอันอยู่ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน
ของโจทก์ทั้งสิ้น

76

พิจารณา
องค์ประกอบภายใน

องค์ประกอบภายในความผิดตามมาตรานี้มี 2 ประการ ได้แก่
1.เจตนาธรรมดา
2.เจตนาพิเศษ โดยทุจริต

นอกจากผู้กระทำจะรู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดและ
ขณะเดียวกันประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งผลของการกระทำแล้ว ผู้
กระทำยังมีเจตนากระทำเพื่อแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วย
กฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่นด้วย

ตัวอย่าง

ก. และ ส. เป็นทายาทของ ป. ผู้ตาย ได้ยื่นฟ้องจำเลยในข้อหายยักยอกทรัพย์
มรดกที่ดินพร้อมอาคารพาณิชย์ ซึ่งเป็นทรัพย์สินเดียวกับที่โจทก์ในฐานะผู้
จัดการมรดกของผู้ตายนำมาฟ้องเป็นคดีนี้ขอให้บังคับจำเลยโอนให้แก่โจทก์
เพื่อแบ่งปันทายาทอื่นต่อไป เมื่อคดีอาญาศาลมีคำพากษาถึงที่สุดว่าการที่
จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินและอาคารพาณิชย์พิพาท น่าเชื่อว่าเป็นเพียงผู้
ถือกรรมสิทธิ์แทนทายาทอื่น เมื่อจำเลยไม่ยอมโอนหรือแบ่งทรัพย์มรดกโดย
อ้างว่าเป็นของตน จึงมีเจตนาทุจริต เป็นความผิดตามมาตรา 353

77

บทที่ 2
คำพิพากษาฎีกา
มาตรา 352 และ

มาตรา 353




78

การยักยอกทรัพย์
มาตรา 352

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 775/2506
นาฬิกาข้อมือแบบหญิงยี่ห้อมิโดเรือนทอง 1 เรือนของผู้เสียหายตกหาย
เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2502 โดยผู้เสียหายไม่ทราบว่าตกหาย ณ ที่ใด
ในวันเดียวกันนั้นเอง บุตรจำเลยเก็บนาฬิกาดังกล่าวได้แล้วนำไปมอบแก่
จำเลยซึ่งเป็นมารดาเก็บไว้ วันรุ่งขึ้นผู้เสียหายทราบจึงไปขอนาฬิกาคืน
จากจำเลย จำเลยได้เอานาฬิกาซึ่งมิใช่ของผู้เสียหายมาให้ดูและยืนยันว่า
เป็นนาฬิกาที่บุตรจำเลยเก็บได้ไม่ยอมคืนนาฬิกาของผู้เสียหายให้ ดังนี้
การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวล
กฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคแรก

วิเคราะห์

การที่บุตรของจำเลยซึ่งเป็นมารดาได้นำเอานาฬิกาที่ผู้เสียหายทำตกไว้
มามอบให้แก่จำเลย เป็นการกระทำที่จำเลยได้ครอบครองนาฬิกาของผู้
เสียหาย เพราะมีการยึดถือทรัพย์นั้นเพื่อตนแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฎต่อ
มาว่าผู้เสียหายได้เข้ายืนยันว่านาฬิกาเรือนดังกล่าวเป็นของตน แต่
จำเลยไม่ยอมคืนนาฬิกาให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นกรณีที่จำเลยได้มีการ
เบียดบังทรัพย์ของผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นความผิด
ฐานยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 วรรคแรก

79

ความผิดฐานจัดการทรัพย์สิ น
ของผู้อื่นผิดหน้าที่ มาตรา 353

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1552/2517

จำเลยทำงานอยู่กับโจทก์ร่วม โดยโจทก์ร่วมให้จำเลยเป็นผู้ติดต่อและ
เก็บเงินจากลูกค้า จำเลยรับเช็คของลูกค้าโจทก์ร่วมมาในฐานะเป็น
ผู้รับชำระหนี้แทนโจทก์ร่วม มิใช่ในหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากฝ่าย
ลูกค้า จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองเช็คของโจทก์ร่วมในฐานะตัวแทน
มีหน้าที่ต้องนำเช็คหรือเงินตามเช็คนั้นส่งให้แก่โจทก์ร่วม เมื่อจำเลย
นำเช็คไปเบิกเงินจากธนาคารและเบียดบังเอาไว้โดยทุจริตโจทก์ร่วม
ย่อมเป็นผู้เสียหาย มีอำนาจร้องทุกข์และฟ้องจำเลยได้และการกระทำ
ของจำเลยดังกล่าวย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 352 กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 353 เพราะจำเลยมิได้รับมอบ
หมายให้จัดการทรัพย์สินของโจทก์ร่วม

วิเคราะห์

การที่จำเลยได้รับมอบหมายให้จัดการทรัพย์สินของโจทก์ร่วมโดยการ
ทำหน้าที่ในการเก็บเงินจากลูกค้า จำเลยจึงเป็นผู้ครอบครองเช็คของ
โจทก์ร่วม ซึ่งเป็นการยึดถือทรัพย์นั้นเพื่อตน และเป็นกรณีที่ซึ่งเป็น
ทรัพย์สินของผู้อื่นรวมอยู่ด้วย ข้อเท็จจริงปรากฏต่อมาว่า จำเลยได้นำ
เช็คไปเบิกเงินจากธนาคารและเบียดบังเอาไว้โดยทุจริต เป็นกรณีที่จำเลย
ได้เอาไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ออกจากเจ้าของทรัพย์เดิม ซึ่งเป็นกรณี
ที่จำเลยได้กระทำผิดหน้าที่ของตนโดยทุจริต จนเป็นเหตุให้เกิดความเสีย
หายแก่ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้อื่น ดังนั้น การกระทำดัง
กล่าวของจำเลยย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา
352 กรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 353 เพราะจำเลยมิได้รับมอบหมายให้
จัดการทรัพย์สินของโจทก์ร่วม




80

บทที่ 3
สรุป มาตรา 352
และ มาตรา 353

81

สรุปมาตรา 352

การยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 352 คือ การที่ได้เข้าครอบครอง
ทรัพย์ของคนอื่นหรือทรัพย์ที่คนอื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย และใน
ระหว่างการครอบครองนั้นกลับเบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนเอง
หรือของบุคคลที่สามโดยทุจริต
ทั้งนี้ ผู้กระทำต้องมีเจตนาทุจริตหลังครอบครองทรัพย์ของผู้อื่น (มาตรา
352)
- การครอบครอง ต้องเป็นการยึดถือทรัพย์นั้นเพื่อตน มีอำนาจเหนือ
ทรัพย์นั้น
- เบียดบัง เป็นการเอาไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ออกจากเจ้าของทรัพย์
เดิม
- เป็นความผิดอันยอมความได้
- ผู้กระทำเอาไปโดยไม่รู้ว่าเจ้าของทรัพย์กำลังติดตามทรัพย์อยู่ เป็นการ
ยักยอกทรัพย์

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครอง (ผู้อื่นที่ไม่
ได้ครอบครองทรัพย์ จึงอาจเป็นตัวการร่วมได้)

*** ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ ไม่ได้จำกัดเฉพาะสังหาริมทรัพย์อย่างเดียว
เพราะว่า ไม่จำกัดว่าจะต้องพาทรัพย์เคลื่อนที่ไป เพียงแต่ครอบครองทรัพย์ดัง
กล่าว แล้วเบียดบังเอาทรัพย์นั้นไปโดยทุจริต ก็เป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์
แล้ว

82

สรุปมาตรา 353

ความผิดฐานจัดการทรัพย์สินของผู้อื่นผิดหน้าที่
ตามมาตรา 353 เป็นกรณีที่ผู้จัดการทรัพย์สินทำลาย
ความไว้เนื้อเชื่อใจของผู้อื่นด้วยการกระทำซึ่งไม่เป็นไป
ตามหน้าที่โดยทุจริตทำให้เกิดผลเสียหายต่อประโยชน์ใน
ลักษณะที่เป็นทรัพย์สินของผู้อื่นนั้นโดยทุจริต ซึ่งแตก
ต่างจากมาตรา 352 ที่พิจารณาถึงการเบียดบังทรัพย์ที่
อยู่ในการครอบครองไปเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดย
ทุจริตเป็นสำคัญ

83

บรรณานุกรม

84

ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ. (2552). คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคความผิดและ
ลหุโทษ. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน.
คณพล จันทน์หอม. (2563). คำอธิบายกฎหมายอาญาภาคความ
ผิด. (พิมพ์ครั้งที่ 5). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์วิญญูชน.

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ความผิดฐานยักยอก - นิติศาสตร์
ทนายความ เนติบัณฑิต. (ม.ป.ป.)(ออนไลน์): แหล่งที่มา
https://www.keybookme.com/law/criminal-352-misapplied/
(สืบค้นเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2564)

คำพิพากษาศาลฎีกา. (ม.ป.ป.)(ออนไลน์): แหล่งที่มา
https://deka.in.th/view-81925.html (สืบค้นเมื่อวันที่ 21
กันยายน 2564)

คำพิพากษาศาลฎีกา. (ม.ป.ป.)(ออนไลน์): แหล่งที่มา
https://deka.in.th/view-29404.html (สืบค้นเมื่อวันที่ 21
กันยายน 2564)

85

บทท่ี 1
โครงสรางความรับผดิ ทางอาญา
ความผดิ ฐานลักทรัพย
ความผิดฐานน้คี ือ การเอาทรัพยของผอู น่ื หรือทีผ่ อู ืน่ เปนเจาของรวมอยดู วยไปโดยเจตนาและโดยมมี ลู เหตุชกั จูงใจโดยทจุ รติ
บทบัญญตั ิ
มาตรา 334 ผูใดเอาทรัพยของผูอื่น หรือที่ผูอนื่ เปนเจาของรวมอยูดวยไปโดยทุจริต ผนู ัน้ กระทำความผิดฐานลักทรพั ย ตอง
ระวางโทษจำคุกไมเกินสามป และปรับไมเกินหกหมื่นบาท
องคประกอบความผิด
1.องคประกอบภายนอก
(1.) ผูใด
(2.) เอาไป
(3.) ทรัพยของผูอ่ืนหรือที่ผูอ่ืนเปนเจาของรวมอยดู วย

86

1. เอาไป
คำวา เอาไป หมายถึงการกระทำในลักษณะทเี่ ปนการตัดกรรมสิทธิ์ ในขณะเดยี วกนั ก็เปนการแยงการครอบครองดวยกลาวคือ
เวลามีการเอาทรัพยไปนั้นผูกระทำยอมประทุษรายตอความเปนเจาของในทรัพยของบุคคลและแยงเอาการครอบครองจาก
บุคคลผูมสี ิทธคิ รอบครองทรพั ยอยดู วย

1.1 การกระทำในลกั ษณะท่เี ปนการตดั กรรมสิทธ์ิ
คำวา กรรมสิทธิ์ หมายถึงสิทธิในการครอบครองใชสอย จัดการปกปองหรือไดประโยชนจากทรัพยสิน สิทธิในการถายโอนสิทธิ
สิทธิที่จะมีทรัพยน้ันอยูอยางไมจำกัดเวลาตลอดจนสิทธิในการไมใหใชทรัพยสินนั้นในการที่เปนปฏิปกษตอการดำรงอยูของ
ทรัพยสนิ

การกระทำในลักษณะทีเ่ ปนการตัดกรรมสิทธิ์อันจะเปนความผิดฐานลักทรัพยจะตองเปนการเอาทรัพยไปอยางถาวรกลาวคือไม
ประสงคจะใหทรัพยนั้นตกมาอยูในความครอบครองของผูเปนเจาของเดมิ อีก ดังนั้นการเอาทรัพยไปเพียงชั่วคราวจึงไมเปนการ
กระทำในลกั ษณะทเ่ี ปนการตดั กรรมสิทธ์ิ

1.2 การแยงการครอบครอง
1.2.1 การแยง หมายความวาเปนการเอาทรัพยนั้นไปจากการครอบครองของบุคคลอื่นโดยไมไดรับอนญุ าตหรือโดยไมไดรบั

ความยินยอมแตก็ไมไดถึงขนาดที่ตองไปยื้อแยงตอสูเอาการครอบครองมาจากผูครอบครองทรัพยเดิมโดยเปดเผยหรือใชกำลัง
ประทุษราย

1.2.2 การครอบครอง หมายถึงการทบี่ ุคคลหนง่ึ ไดปกครองทรพั ยโดยมีเจตจำนงที่จะปกครองทรัพยน้นั
ซง่ึ มอี งคประกอบ 2 ประการดังน้ี

(1.) การปกครองทรัพย หมายถึงการมีอำนาจหรือใชอำนาจควบคุมหรือยึดถือตัวทรัพยอยางแทจริงทางกายภาพแมวาการ
ครอบครองน้นั จะไมชอบดวยกฎหมายก็ตาม

(2.) การมีเจตจำนงทจ่ี ะปกครองทรัพย หมายถึงความประสงคที่จะยดึ ทรัพยน้ันไวในลักษณะของการควบคุมทรัพยซ่ึงอาจจะ
เปนเจตจำนงทัว่ ไปหรือเจตจำนงตอตัวทรพั ยโดยเจาะจงก็ได

87

1.3 การเขายึดถอื ทรพั ย
การกระทำความผิดฐานลักทรัพยสำเร็จหรือไมก็จำเปนตองพิจารณาวาผูกระทำไดเขายึดถือทรัพยนั้นหรือไม ถาผูกระทำไดเขา
ยึดถอื ทรพั ยนนั้ แลวก็เปนกรณีความผดิ ตอรับทรัพยสำเรจ็ แตถาผูกระทำลงมือแลวโดยยังไมสามารถยึดถือทรัพยน้ันไดก็เปนการ
พยายามกระทำความผดิ ฐานลกั ทรัพย
1.3.1 ทฤษฎกี ารพาทรัพยเคล่อื นท่ี
การใชหลักการพาทรัพยเคลื่อนที่นั้นถาทรัพยเคลื่อนที่เน่ืองจากการพาทรัพยนั้นไปแลวการกระทำความผิดฐานลักทรัพยจะ
สำเร็จลงณเวลาที่ทำใหทรพั ยเคลือ่ นที่

1.3.2 ทฤษฎีความสามารถในการควบคมุ ทรพั ย
การใชหลกั การน้ีก็คือการทสี่ ามารถควบคุมทรัพยนนั้ ไดเปนผลสำเรจ็ แลวหรอื ไม ถาผูกระทำสามารถควบคุมทรัพยน้ันไดแลวแม
จะยงั ไมไดมีการพาทรัพยน้ันเคล่ือนทีไ่ ปเลยก็ตาม การแยงการครอบครองขอสำเร็จลง

2.เปนทรพั ยของผูอน่ื หรือที่ผูอ่ืนเปนเจาของรวมอยดู วย
“ทรัพย” หมายถึง วัตถุมรี ูปราง (ดปู .พ.พ มาตรา 98) สัตวก็เปนทรัพยแตสิทธิเรยี กรองหรือสิทธิอืน่ ๆไมเปนทรัพย มูลคาของ

ทรัพยไมมีความสำคญั และนอกจากนีท้ รพั ยที่จะเปนวัตถุแหงความผิดฐานลกั ทรัพยไดจะตองเปนทรัพยที่อยูในลักษณะท่ีจะพา
ไปไดอสังหาริมทรพั ยจะตองกระทำใหเปนสงั หาริมทรัพยเสยี กอนจึงจะเปนวัตถุแหงอการลักทรัพย
(2.1) กรณีทรัพยของผูอน่ื

คำวา "ของผูอื่น" แสดงวาเปนกรณีที่ผูกระทำไมมีกรรมสิทธิ์ในทรัพยนั้น แตผูอื่นจะเปนคนเดียวหรือหลายคนก็ไดถือ
กรรมสิทธิ์อยู เชน นาย ก. เอาปากกาของนาย ข. ซึ่งเปนเจาของรวมกับนาย ค. ไปโดยไมไดรับอนุญาต และไมมีเหตุจะอางได
ตามกฎหมาย เชนน้ี นาย ก. ยอมมคี วามผดิ ฐานลักทรพั ยของนาย ข. และนาย ค.

(2.2) กรณที รพั ยท่ผี อู ่นื เปนเจาของรวมอยูดวย
กลาวไดคือ การทีเ่ จาของรวมคนหนึ่งไดอาทรัพยทมี่ ผี ูอ่ืนเปนเจาของกรรมสทิ ธิ์รวมอยดู วยไปโดยทุจริต ก็จะมคี วามผิดฐาน

ลักทรัพยดวย เนื่องจากการเอาทรัพยไปจากเจาของรวมเปนการกระทำในลักษณะที่เปนการตัดกรรมสิทธิ์และแยงการ
ครอบครองจากเจาของรวมรายน้ันเชนกนั

88

2. องคประกอบภายใน
(1.) เจตนาธรรมดา
(2.) เจตนาพิเศษ (มูลหตุชักจงู ใจ) โดยทจุ รติ

1.เจตนาธรรมดา
คำวา เจตนา มีความหมายตามมาตรา 59 นัน้ ก็คอื หมายถงึ เจตนาโดยประสงคตอผล และเจตนาโดยยอมเลง็ เหน็ ผล

และนอกจากผูกระทำตองรูวา ทรัพยนั้นเปนกรรมสิทธิ์ของผูอื่น กับรูดวยวาทรัพยนั้นอยูในการครอบครองของผูอื่น และ
ผูกระทำตองเอาทรัพยนั้นไป

1.1 องคประกอบของการกระทำโดยเจตนา แบงเปน 2 ประการดังน้ี
1.1.1 การรขู อเทจ็ จรงิ อันเปนองคประกอบของความผดิ ฐานลักทรพั ย
การทจี่ ะมคี วามผดิ ฐานลักทรัพยได ผกู ระทำจะตองรขู อเท็จจรงิ อันเปนองคประกอบของความผดิ ตามมาตรา 334 กลาวคอื ตอง
รูวา (1.) การกระทำของตนเปนการเอาไป และ (2.) สง่ิ นั้นเปนทรัพยของผูอ่ืนหรือที่ผูอืน่ เปนเจาของรวมอยดู วย มฉิ ะนั้นจะถือวา
ผูกระทำไดกระทำโดยเจตนาหาไดไม

(1.) การรูวาการกระทำของตนเปนการเอาไป
ผกู ระทำจะตองรูดวยวาตนไดกระทำการอันเปนการเอาไป เชน รูวาตนหยบิ หนังสือของผูอนื่ ใสกระเปาไป แตถาผูกระทำ
มิไดรวู าการกระทำของตนเปนการเอาไป ยอมขาดเจตนาตามวรรคสามแหงมาตรา 59 เชน มีผูหยบิ หนังสือของผูอื่นใสกระเปา
ของนาย ก. และตอมานาย ก. ไดหิ้วกระเปาท่ีมหี นงั สอื ดังกลาวไปดวยแมการหว้ิ กระเปาไปดังกลาวจะเปนการเอาหนงั สือของ
ผูอนื่ ไปก็ตาม แตนาย ก. ไดกระทำลงไปโดยไมรูวาการกระทำของตนเปนการเอาไป ตามมาตรา 334 เชนนีน้ าย ก. ขาดเจตนา ไม
มีความผดิ ฐานลกั ทรัพย

(2.) การรูวาทรพั ยท่ีเอาไปเปนของผูอน่ื หรอื ที่ผอู ื่นเปนเจาของรวมอยูดวย
ผูกระทำจะตองรูขอเทจ็ จริงดังกลาวดวย จึงจะมีเจตนากระทำความผิดฐานลกั ทรัพย ถาหากไมรูขอเทจ็ จรงิ เชนนั้นผกู ระทำยอม
ขาดเจตนา ตามมาตรา 59 วรรคสาม

1.1.2 โดยประสงคตอผลหรี่อยอมเลง็ เห็นผลของการเอาทรัพยไป
นอกจากการรูขอเทจ็ จรงิ อนั เปนองคประกอบของความผิดฐานลกั ทรพั ยแลว ผกู ระทำยังจะตองประสงคตอผลหรือยอมเลง็ เห็น
ผลของการเอาทรัพยนน้ั ไปดวยจงึ จะเรียกไดวามเี จตนา

89

(1.) ประสงคตอผล
ในความผดิ เกย่ี วกับทรัพยผูกระทำความผิดมกั จะมีเจตนาประสงคตอผลในการเอาทรัพยของผูอืน่ ไปกลาวคือการกระทำใน
ลักษณะท่เี ปน กรรมสิทธ์แิ ละการแยงการครอบครองทรัพยนั้นเกิดขึน้ จากความปรารถนาที่จะไดทรพั ยน้นั ไว เปนตน
วาการทน่ี ายนกหยบิ ปากกาของนายหนูซง่ึ วางไวบนโตะแลวเอามาใสกระเปาเส้ือก็เพราะ ปรารถนาที่จะไดปากกาน้ันไวโดยไมได
รบั ความยนิ ยอมจากนายหนู การกระทำของนายนกยอม เปนความผดิ ฐานลักทรัพยโดยเจตนาประสงคตอผล

(2.) ยอมเลง็ เหน็ ผล
การกระทำความผดิ ฐานลักทรัพยโดยเจตนายอมเล็งเหน็ ผลเปนกรณที ่ผี กู ระทำคาดเหน็ ไดอยางแนนอนวาการกระทำในลักษณะ
ทีเ่ ปนการตดั กรรมสิทธิแ์ ละแยงการครอบครองทรัพยนนั้ จะเกดิ ข้นึ แตผูกระทำกไ็ มไยดีตอผลนั้น แมวาผกู ระทำไมไดปรารถนา
จะใหผลนนั้ เกิดขึ้นดังเชนกรณปี ระสงคตอผลก็ตาม กรณนี ี้ผกู ระทำยังคงตองรับผิดฐานลักทรัพยโดยเจตนา

1.2 ความสำคัญผิดในขอเท็จจริง
นอกจากความไมรูขอเท็จจริงอันเปนองคประกอบภายนอกของความผิดแลว ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่สมควรจะกลาวไวน้ันคือ

ความสำคัญผิดในขอเท็จจริง ตามมาตรา 62 โดยเฉพาะการที่ผูกระทำเอาทรัพยไปโดยเขาใจวาเจาของหรือผูครอบครองทรัพย
นน้ั ยนิ ยอมให เอาทรพั ยนน้ั ไปได ซ่ึงกฎหมายใหถือเอาตามความเขาใจ

ความยินยอมเปนเหตุอยางหนึ่งที่ทำใหการกระทำไมเปนความผิด เมื่อผูกระทำ ไดรับความยินยอมหรือไดรับอนุญาตใหเอา
ทรัพยไป โดยปกติจะไมเปนความผิดเพราะเปนไปตาม ความประสงคของเจาของหรือผูครอบครอง ทั้งยังไมขัดตอสำนึกใน
ศีลธรรมอันดีของประชาชนอกี ดวย อยางไรก็ดี ผูกระทำอาจเขาใจผิดวาตนเองไดรับอนญุ าตหรือไดรับความยนิ ยอมจากเจาของ
หรือผูครอบครองทรพั ยนน้ั ซง่ึ เปนความสำคญั ผดิ ในขอเท็จจริงวาตนมีอำนาจกระทำ กรณเี ชนน้ผี กู ระทำยอมอางหลักเกณฑตาม
มาตรา 62 มาเปนเหตใุ หไมตองรับผิดได

2. เจตนาพเิ ศษ (มลู หตุชกั จงู ใจ) โดยทจุ ริต
คำวา "ทุจริต" อันเปนมูลเหตุชักจูงใจ ในการกระทำ ความผิดฐานลักทรัพยนั้น นอกจากจะปรากฏวาผูกระทำจะตองมีเจตนา
ธรรมดาที่จะเอาทรัพยของผูอื่นหรือที่ผูอืน่ เปนเจาของรวมอยูดวยไปแลว ยังจะตองปรากฏดวยวาการที่เอาไปนัน้ ไดเอาไปโดยมี
มลู เหตชุ กั จงู ใจ
"ทุจริต" จงึ จะมีผิดฐานลักทรพั ย มาตรา 1 (1) บญั ญัติวา "โดยทุจรติ หมายความวา เพอ่ื แสวงหาประโยชน ทม่ี ิควรไดโดยชอบ
ดวยกฎหมายสำหรบั ตนเองหรอื ผอู นื่ "

2.1 การกระทำเพอ่ื แสวงหาประโยชน
การกระทำอันเปนการทุจริตนั้นจะตองมีมูลเหตุชักจูงใจเพื่อแสวงหาประโยชน ซึ่งหทายถึงเพื่อใหไดมาซึ่งสิ่งที่เปนผลดีตาม
ความคดิ ของผกู ระทำ แตอาจจะไมใชสิง่ ทด่ี ใี นสายตาของบุคคลอื่นกไ็ ด

90

“ประโยชน” ตามอนมุ าตรา (1) น้ีสามารถจำแนกออกเปน 2 ประเภท แก ประโยชนในทางทรัพยสนิ และประโยชนโดยทั่วไป
ในความผิดฐานลักทรัพย แมวากฎหมายจะหมายความรวมทงั้ ประโยชนในทางทรัพยสินและประโยชนโดยทั่วไปก็ตามแตในทาง
ขอเทจ็ จรงิ มกั จะเก่ยี วของกบั ประโยชนในทางทรัพยสนิ เปนสำคัญ

ประโยชนในทางทรัพยสนิ อาจจำแนกไดเปน 2 ประเภท ไดแก
(1) ประโยชนที่เกิดจากการใชทรัพยโดยตรง เชน นายขุนแอบนำรถ ของนายเขาไปใช หรือนายเหลอื งแยงหมายนัดพยานจาก
นายดำไปดูวนั นดั แลวทำหาย เปนตน
(2) ประโยชนทไ่ี ดจากมูลคาของทรัพย เชน นายกกุ นำโทรทศั น ของนายไกไปจำนำ หรือนายดวงนำโทรศัพทมือถือของนายดี
ไปขาย เปนตน

2.2 ที่มคิ วรไดโดยชอบดวยกฎหมาย
การกระทำโดยทุจริตนั้น นอกจากจะตองวินิจฉัยวามีการกระทำเพื่อแสวงหาประโยชนแลว ยังจะตองพิจารณาดวยวา เปน

ประโยชนที่ควรไดโดยชอบดวยกฎหมายหรือไม กลาวคือ ถาประโยชนที่แสวงหานั้นเปนประโยชนที่มิควรไดโดยชอบดวย
กฎหมายอาจเขาขายกระทำโดยทุจริตได เชน นายแสงเอาหนังสือเรียนของนายสีไปอานโดยไมไดรับอนุญาตยอม เปนการ
แสวงหาประโยชนจากหนังสือเลมนั้นโดยมชิ อบดวยกฎหมาย อันอาจเปนการกระทำโดยทุจริต ได แตถาประโยชนที่แสวงหาน้ัน
เปนประโยชนซ่งึ ผกู ระทำเช่ือวาตนควรไดโดยชอบดวยกฎหมาย ก็ยอมไมเปนการกระทำโดยทุจริต
2.3 สำหรบั ตนเองหรือผูอ่ืน
ประโยชนจากการกระทำโดยทุจรติ จะตองตกแกผูกระทำหรอื ผูอื่น คำวาผูอื่นในท่ีนีห้ มายถงึ บุคคลอื่นนอกจากผูกระทำและผูท่ี
เปนเจาของหรือผคู รอบครองทรพั ยนัน้ ดวยเหตุน้หี ากไดกระทำไปเพอ่ื ประโยชของเจาของหรือผูครอบครองทรัพย ยอมไมใชการ
กระทำโดยสจุ ริต

91

ความผดิ ฐานกรรโชกทรพั ย

บทบัญญตั ิ
มาตรา 337 ผูใดขมขืนใจผูอื่นใหยอมใหหรือยอมจะใหตนหรือผูอื่นไดประโยชนในลักษณะที่เปนทรัพยสิน โดยใชกำลัง
ประทุษราย หรือโดยขเู ข็ญวาจะทำอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรภี าพ ชือ่ เสยี งหรือทรัพยสินของผูถูกขูเข็ญหรือของบุคคลท่ีสาม
จนผูถูกขมขืนใจยอมเชนวานัน้ ผูนั้นกระทำความผดิ ฐานกรรโชก ตองระวางโทษจำคุกไมเกนิ หาป และปรับไมเกินหนึ่งแสนบาท

ถาความผดิ ฐานกรรโชกไดกระทำโดย
(1) ขูวาจะฆา ขูวาจะทำรายรางกายใหผูถูกขมขืนใจ หรือผูอื่นใหไดรับอันตรายสาหัส หรือขูวาจะทำใหเกิดเพลิงไหมแก
ทรพั ยของผูถกู ขมขืนใจหรอื ผอู ่นื หรอื
(2) มีอาวุธตดิ ตัวมาขเู ข็ญ
ผกู ระทำตองระวางโทษจำคกุ ต้ังแตหกเดือนถงึ เจด็ ป และปรบั ตงั้ แตหน่งึ หมืน่ บาทถึงหนงึ่ แสนส่ีหมนื่ บาท

องคประกอบความผิด
1. องคประกอบภายนอก
(1.) ผูใด
(2.) ขมขนื ใจ
(3.) ผูอืน่
(4.) ให
4.1 ยอมใหตนหรอื ผอู ่นื ไดประโยชนในลกั ษณะทเ่ี ปนทรัพยสนิ หรอื
4.2 ยอมจะใหตนหรอื ผอู นื่ ไดประโยชนในลักษณะที่เปนทรพยสนิ
(5.) โดย
5.1 ใชกำลงั ประทุษรายผถู กู ขมขืนใจหรือบคุ คลท่ีสาม หรือ
5.2 ขูเข็ญวาจะทำอันตรายตอชวี ิต รางกาย เสรีภาพ ช่อื เสยี ง หรือทรพั ยสนิ ของผถู ูกขเู ขญ็ หรอื ของบุคคลทีส่ าม
(6.) จนผูถูกขมขนื ใจยอมเชนวาน้นั

1.ขมขนื ใจ
ขมขืนใจ หมายถึง บังคับจิตใจใหกระทำการหรือไมกระทำการบางอยางโดยไมสมัครใจ โดยผูถูกขมขืนใจจำตองฝนกระทำ
เพราะถาหากไมกระทำก็อาจจะเกดิ อัน ซึง่ อำนาจในการตัดสนิ ใจวาจะยอมกระทำตามทผ่ี ูกระทำบังคับหรือไมนั้นยังคงอยูที่ผูถูก
ขมขืนใจ

ขอสำคัญประการหนึ่งที่จะตองคำนึงอยูเสมอเกี่ยวกับความผิดฐานกรรโซกก็คือ การกระทำที่จะมีความผิดฐานกรรโชกได
จะตองเปนการขมขืนใจโดยวิธีการตามที่กฎหมายกำหนดไวเทานั้น กลาวคือ เปนการขมขืนใจซึ่งจะตองเกิดจากการใชกำลัง
ประทุษรายหรือการขูเข็ญวาจะทำอนั ตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ชอ่ื เสียง หรอื ทรัพยสนิ ของผูถูกขเู ข็ญหรือ ของบุคคลที่สาม
เทานั้น ดวยเหตุนี้ หากผูกระทำไมไดขมขืนใจ หรือขมขืนใจแตไมไดใชวิธีการอยางหนึ่งอยางใดในสองวิธีดังกลาวขางตน ก็ไมมี
ความผดิ ฐานกรรโชก

92

2. ผูอนื่
คำวา "ผูอื่น" คือ ผูถูกกรรโชกหรือผูถูกขมขืนใจซึ่งอาจอยูในฐานะเปนผูถูกประทุษราย สำหรับกรณีที่ผูกรรโซกไดใชกำลัง
ประทุษรายหรือในฐานะผูถูกขูเข็ญในกรณีที่ผูกรรโชกขูเข็ญวาจะทำอันตรายตอชีวิด รางกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพยสิน
ของผูถูกขเู ข็ญนนั้ เองหรือของบคุ คลท่ีสามก็ได

3.ใหยอมใหหรอื ยอมจะใหตนหรือผูอน่ื ไดประโยชนในลกั ษณะที่เปนทรัพยสิน
ขอ.3 นี้สามารถจำแนกการอธิบายไดเปน 3 ประการ ไดแก (1) ใหยอมใหหรือยอมจะให (2) ตนหรือผูอื่น (3) ไดประโยชนใน
ลักษณะท่เี ปนทรัพยสิน

(1) ใหยอมใหหรือยอมจะให
คำวา "ใหยอมให" หมายถึง บงั คบั ใหตกลงใจใหประโยชนซ่งึ มลี ักษณะที่เปนทรัพยสนิ ณ ขณะที่ถูกประทุษรายหรือถูกขูเข็ญ

สวนคำวา "ใหยอมจะให" หมายถึง บังคับใหตกลงใจวาจะใหประโยชนในลักษณะที่เปนทรัพยสินในอนาคต โดยยังไมไดให
ประโยชนดังกลาว ณ เวลาที่ตกลงใจน้นั

(2) ตนหรอื ผูอืน่
คำวา "ตน" หมายถึง ผูทใ่ี ชกำลังประทุษรายหรือผขู ูเข็ญซึง่ เปนผูกระทำความผดิ และคำวา "ผอู ่นื " ในท่นี ี่ หมายถงึ บคุ คลอื่น

นอกเหนอื จากผกู ระทำความผดิ และผูทถี่ ูกกระทำซึ่งทงั้ "ตน" และ "ผอู ืน่ " เปนผูรบั ประโยชนจากการกรรโชก

ขอใหสังเกตุวา ดวยบทมาตรา 337 รรดแรกซึ่งบัญญัติวา "ผูใดขมขืนใจผูอื่น ใหยอมให หรือยอมจะใหคนหรือผูอื่นได
ประโยชนในลกั ษณะท่เี ปนทรพั ยสิน... " ใชคำวา "ผูอ่ืน" ซำ้ กนั อยู 2 แหง "ผอู น่ื " แหงท่ีหนงึ่ นนั้ หมายถึง ผูถูกกรรโชกตามมาตรา
337 นี้ (ซึ่งไดอธิบายไปแลวในขอ.2) สวน "ผูอื่น" แหงที่สองนั้น หมายถึง ผูรับหรือจะรับประโยชนกรณีทีผ่ ูกระทำความผิดฐาน
กรรโชกกระทำไปเพื่อใหผูอื่นรับหรือจะรับประโยชนทั้งหมดหรือแตบางสวนนอกจากตัวผูกรรโชก ดังนั้น คำวา "ผูอื่น" ทั้งสอง
แหงนี้จึงไมใชบุคคลเดียวกัน และในทางปฏิบัติไมมีทางที่จะเปนไปไดเลยที่จะเปนคนเดียวกัน เพราะคงไมมีใครที่ขมขืนใจ
ผูถกู กระทำใหยอมให หรือยอมจะใหผถู ูกกระทำเองไดไปซ่งึ ประโยชนในลกั ษณะที่เปนทรพั ยสิน

(3) ไดประโยชนในลักษณะทีเ่ ปนทรัพยสนิ
คำวา "ประโยชนในลกั ษณะที่เปนทรัพยสิน" ตามมาตรา 337 ผรู างเจตนาใหมขี อบเขตกวางขวางกวาทรัพย ดงั นน้ั ประโยชน

ในลักษณะที่เปนทรพั ยสินอาจจะหมายถึงทรัพยหรือทรัพยสินเชน แกวแหวนเงินทอง ลิขสิทธิ์ พลังงานไฟฟา หรือประโยชนอืน่
ใดเปนตัวเงินได เชน บัตรชมละครเวที บตั รเตมิ เงินสำหรับโดยสารรถไฟใตดนิ

สำหรับประโยชนอื่นที่ไมมีลักษณะเปนทรัพยสิน ไมอาจเปนประโยชนในความผิดฐานกรรโชกได เชน สิทธิในชีวิต เนื้อตัว
รางกาย เสรีภาพ สิทธิที่ไมมีวัตถุเปนทรัพยสิน (เชน สิทธิในครอบครัว การหมั้น การสมรส)" หรือการไปเปนพยานเบิกความใน
ศาล

93

4. โดยใชกำลังประทุษราย หรือขูเข็ญวาจะทำอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพยสินของผูถกู ขเขญ็ หรือของ
บุคคลทสี่ าม

การขมขืนใจที่จะเปนความผิดฐานกรรโชกกระทำได 2 วิธี ไดแก (1) โดยใชกำลัง ประทุษราย หรือ (2) โดยขูเข็ญวาจะทำ
อนั ตรายตอชวี ติ รางกาย เสรภี าพ ช่อื เสียง หรือทรพั ยสิน ของผถู กู ขเู ข็ญหรอื ของบุคคลท่ีสาม

4.1 ใชกำลงั ประทุษรายผูถูกขมขืนใจหรือบุคคลทส่ี าม
มาตรา 1 (6) นิยามคำวา "ใชกำลังประทุษราย" ไววา "ทำการประทุษรายแกกายหรือจิตใจของบุคคล ไมวาจะทำดวยใช
แรงกายภาพหรือดวยวธิ ีอืน่ ใดและใหหมายความรวมถึงการกระทำใดๆ ซ่งึ เปนเหตุใหบคุ คลหน่งึ บุคคลใดอยูในกาวะท่ีไมสามารถ
ขัดขืนได ไมวาจะโดย

(1) การใชกำลังประทุษรายซึ่งเปนการทำรายผูอื่นดวยแรงกายภาพหรือดวยวิธีการอื่นใดตามสวนที่ 1 อาจเกิดขึ้นกับผูถูก
ขมขืนใจเองก็ได หรือกบั บคุ คลที่สามก็ได เชน นายแดงตอยนายเขยี วใหสงมอบแหวนเพชรใหแกนายแดง หรือนายแดงตอยนาย
เขียวและบงั คบั ใหนางสาวสมสงมอบแหวนเพชรของนางสาวสมใหแกนายแดง

(2) การใชกำลังประทุษรายตามสวนที่ 2 อันเปนกรณีที่ทำรายโดยการกระทำ ใด ๆ ซึ่งเปนเหตุใหบุคคลอยูในภาวะที่ไม
สามารถขัดขนื ไดน้ัน ถาหากใชกำลงั ประทุษรายดวยวิธีการ ดังกลาวตอบุคคลทสี่ ามเพ่ือขมขืนใจใหผูถกู ขมขนื ใจยอมใหหรือยอม
จะใหประโยชนในลกั ษณะที่ เปนทรพั ยสนิ ผขู มขนื ใจนน้ั ยอมมีความผดิ ฐานกรรโชกทรพั ย

4.2 ขูเข็ญวาจะทำอันตรายตอชีวิต รางกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพยสินของผูถูกขูเข็ญหรือบุคคลที่สาม สามารถแบง
ออกเปน 3 ประเภท ดังน้ี

4.2.1 โดยขเู ขญ็ วาจะทำอนั ตราย
นอกจากการใชกำลังประทุษรายท่ีกลาวมาขางตันแลว ผูกระทำอาจขมขืนใจผูอื่นโดยขูเข็ญวาจะทำอันตรายก็ได คำวา "ขูเข็ญ"
หมายความวา ทำใหเกิดความกลัวจะเกิดกับบางอยางขึ้นแมวาตามขอเท็จจริงผูถูกขูเข็ญจะไมกลัวก็ตาม ก็ยังคงอยูในขอบเขต
ของการขูเข็ญ ดังนั้น การกระทำใด ๆ ที่เปนการทำใหเกิดความกลัววาจะเกิดภัยขึ้นยอม เปนการขูเข็ญทั้งสิ้น และไมจำกัดวา
ผูกระทำจะใชวิธีการใด ทั้งที่ปรากฏตัวและไมปรากฎตัวตอหนาผูเสียหาย เชน โดยวาจา โดยกิริยาอาการ ทางโทรศัพท ทาง
จดหมาย ทางอีเมล หรือทาง ขอความอิเล็กทรอนิกส และจะแสดงการขูเข็ญโดยตรงหรือโดยปริยายก็ได เชน การยิงปนขึ้นฟา
การแตงเครื่องแบบตำรวจ ย่งิ กวานั้นผกู ระทำจะขูเขญ็ วาจะทำอันตรายในทันใดน้ัน หรอื จะทำอนั ตรายในภายหลังก็ได ถาการขู
เขญ็ วาจะทำอันตรายตอชวี ติ หรอื รางกายเกิดขึน้ ในทันใดน้นั การกระทำกอ็ าจเขาองคประกอบความผดิ ฐานชงิ ทรัพยดวย

94

4.2.2 ตอชีวติ รางกาย เสรีภาพ ช่อื เสียง หรือทรัพยสนิ
(1.) อนั ตรายตอชวี ิต
การขเู ข็ญวาจะทำอันตรายตอชวี ิต เปนการกระทำใหผูถูกขเู ข็ญหวาดกลวั วาตนหรือบุคคลท่ีสามจะถูกกระทำใหถึงแกความตาย
ถาหากไมยอมใหหรือยอมจะใหประโยชนในลักษณะที่เปนทรัพยสนิ แกผูขเู ข็ญ เชน ขวู าจะยงิ ใหตาย จะกรอกยาพิษ จะจุดเพลิง
เผารางกาย จะโยนใหตกลงมาจากทีส่ ูง จะใหอดน้ำอดอาหาร หรือจะเอาไฟฟาช็อต การขูวาจะฆานี้เปนเหตุฉกรรจ ตามมาตรา
337 วรรคสอง

(2.) อันตรายตอรางกาย
กรณีนี้ผูขูเข็ญทำใหผูถูกขูเข็ญเกิดความกลัววาตนเองหรือบุคคลที่สามจะถูกทำราย เชน ขูวาถาไมใหเงินจะใชมีดคัดเตอรกรีด
แขน จะใชไมตีศีรษะใหแตก จะรุมทำรายหรือจะหักแขนหักขา ถาหากผูกระทำขูวาจะทำใหผูถูกขมขืนใจหรือผูอื่นใหไดรับ
อันตรายสหัส ผูกระทำจะตองรับโทษหนักขึ้นเพราะเปนเหตุฉกรรจตามมาตรา 337 วรรคสอง แตถาขูวาจะทำรายโดยไมมี
พฤติการณแสดงวาผถู กู ขมขนื ใจหรอื ผอู ่ืนจะไดรบั อันตรายสาหสั ผขู เู ข็ญกจ็ ะรบั ผิดตามมาตรา 337 วรรคแรก

(3.) อันตรายตอเสรีภาพ
ผูขูเข็ญทำใหผูถูกขูเข็ญเกิดความกลัววาตนเองหรือบุคคลที่สามจะไรอิสระในการจะกระทำการ หรือไมกระทำการอันใด การไร
เสรีภาพอาจเกิดขึ้นจากการกระทำของผูขูเข็ญเอง เชน ขูวาจะนำตัวไปกักขังไวในบานราง ขูวาจะไมปดรั้วกั้นใหออกถาหากไม
จายเงิน หรืออาจจะเปนผูอื่นทำใหไวเสรีภาพซึ่งเกิดจากที่ผูขูเข็ญเริ่มตนก็ได เชน ขูวาจะแจงใหเจาพนักงานตำรวจจับกุม
ผูเสยี หาย

(4.) อันตรายตอชือ่ เสยี ง
กรณีเปนอันตรายตอชื่อเสียงนั้นผูขูเข็ญไดกระทำใหผูถูกขูเข็ญเกิดถาไมยอมใหหรือยอมจะใหประโยชนในลักษณะที่เปน
ทรพั ยสินแลว ตนเองหรอื บุคคลท่ีสามจะเส่ือมเสียชื่อเสยี งเกียรติคุณ เชน ขวู าจะนำเร่ืองไปบอกนักขาวหนังสือพิมพหรือไปบอก
อื่นใหรูเปนวงกวางถาไมยอมใหหรือยอมจะใหทรัพยสินเปนการตอบแทน พึงสังเกตวาความผิดฐานกรรโชกโดยขูเข็ญวาจะทำ
อันตรายตอช่อื เสยี งน้นั มีความใกลเคยี งกบั ความผิดฐานรดี เอาทรพั ย

(5.) อันตรายตอทรพั ยสนิ
การขูเข็ญวาจะทำอันตรายตอทรพั ยสนิ นัน้ หมายความวา ผูกระทำไดขูเข็ญวาจะทำใหทรัพยสินสูญหาย ถูกทำลาย เสียหายไม
วามากหรอื นอย ทำใหไรคา ทำใหเสอื่ มคา จำหนาย หรอื ทำใหไมสามารถใชสอยทรพั ยสนิ นัน้ ได เชน ขเู ข็ญวาจะฆาสนุ ัขของผูถูก
ขูเข็ญเสีย ถาไมยอมนำเงินมาใหเพื่อแลกเปลี่ยน ถาหากผูกระทำขูเข็ญวาจะทำใหเกิดเพลิงไหมแกทรัพยของผูถูกขมขืนใจหรือ
ผูอน่ื ไมวาจะเปนสังหารมิ ทรพั ยหรอื อสังหาริมทรัพย ผูกระทำจะตองถูกระวางโทษหนักขึน้ เพราะเปนเหตุฉกรรจตามท่ีบัญญัติไว
ในอนุมาตรา 1 ของมาตรา 337 วรรดสองดวย

95

4.2.3 ของผถู ูกขูเขญ็ หรือของบคุ คลที่สาม
ขณะที่ขูเข็ญนั้น ผูกระทำไดแสดงตอผูถูกขูเข็ญวาถาไมยอมใหหรือยอมจะใหประโยชนในลักษณะที่เปนทรัพยสิน ผูจะไดรับ
ผลรายอาจจะเปนผถู ูกขูเขญ็ หรอื บคุ คลที่สามกไ็ ด

(1.) ผูถูกขเู ขญ็ หมายถึง บุคคลที่ผูขูเข็ญไดกระทำการอันเปนการขเู ข็ญโดยตรง ซงึ่ จะมีการทำอันตรายตอชวี ิต รางกาย เสรีภาพ
ชื่อเสียง หรือทรัพยสินขอของผูถูกขูเข็ญนั้นเอง เชน นางสมขูเข็ญวาจะทำรายนางฟาถานางฟาไมยอมใหเงินแกนางสม กรณีน้ี
นางฟาเปนทง้ั ผูถูกขเู ข็ญโดยตรง และยงั เปนคนเดียวกันกับผูทจ่ี ะไดรบั ผลรายหากไมยอมใหเงนิ

(2.) บุคคลที่สาม หมายถึง บุคคลอื่นนอกเหนือไปจากผูถูกขูเข็ญ ซึ่งไมไดถูกขูเข็ญโดยตรงแตผูขูเข็ญจะทำอันตรายตอชีวิต
รางกาย เสรีภาพ ชื่อเสียง หรือทรัพยสินของบุคคลท่ีสามนั้น บุคคลที่สามตามมาตรา 337 อาจจะเปนบุคคลธรรมดาหรือนิติ
บุคคลก็ได" กรณีที่เปนบุคคลธรรมดา บุคคลที่สามอาจจะเปนญาติหรือผูใกลชิดของผูถูกขูเข็ญหรือไมก็ได แตโดยปกตินาจะ
หมายถึงบุคคลที่มีความสัมพันธใกลชิดกับผูถูกขูเข็ญเพียงพอที่ผูถูกขูเข็ญจะกลัววา บุคคลนั้นจะไดรับอันตราย เพราะถาเปน
บุคคลอน่ื ทไี่ มมีความสมั พนั ธดงั กลาว ผถู กู ขเู ขญ็ กไ็ มจำตอง กลัววาจะเกิดอันตรายตอบดุ คลน้นั

5. จนผถู กู ขมขืนใจยอมเชนวานั้น
เนื่องจากความผิดฐานกรรโชกถือเอาอำนาจการตัดสินใจของผูถูกกระทำเปนสำคัญดังนั้นความผิดจึงจะสำเร็จเมื่อผูถูก
ประทุษรายหรอื ผูถูกขูเข็ญยอมใหประโยชนใน ลักษณะที่เปนทรัพยสนิ ในขณะที่ถูกประทุษรายหรือถูกขูเข็ญน้นั หรือเมื่อยอมจะ
ใหประโยชนในลักษณะท่ีเปนทรพั ยสินในภายหนา แมวาจะยังไมไดประโยชนนน้ั เลยก็ตาม ความผิดกส็ ำเรจ็ ท้งั นก้ี ารยอมใหหรือ
ยอมจะใหดังกลาวจะตองเกิดจากความกลัวซึ่งเปนผลของการประทุษราย หรือการขูเข็ญ กลาวคือ เพราะเหตุที่ผูเสียหายถูก
ประทุษรายหรือขูเข็ญวาจะเกดิ อันตรายจนทำให เกิดความกลวั ข้ึนจงึ ยอมใหหรือยอมจะใหประโยชนในลักษณะที่เปนทรพั ยสิน
สามารถสรปุ ไดสัน้ ๆ วา เพราะกลัวจึงยอม และ ยอมเมื่อใด ความผดิ ก็สำเร็จเม่ือนนั้

2.องคประกอบภายใน
(1.) เจตนาธรรมดา

1. เจตนา
ความผิดฐานกรรโซกตามมาตรา 337 มีองคประกอบภายในเพียงประการเดียวไดแก เจตนาธรรมดา ซึ่งอาจเปนเจตนาประสงค
ตอผลและเจตนายอมเลง็ เหน็ ผลก็ได โดยผกู ระทำจะตองรูขอเท็จจริงอนั เปนองคประกอบของความผดิ ฐานนด้ี วย

1.1 กรณเี จตนาประสงคตอผลนัน้ ผกู ระทำปรารถนาจะกระทำตอผถู ูกขูเข็ญเพ่ือใหไดมาซึ่งประโยชนในลักษณะท่ีเปนทรัพยสิน
เชน นายก. ตองการไดเงินจากนายข. จึงไปขนู ายข. ใหนำเงินมามอบให มฉิ ะนนั้ จะเผาบานนายข. เชนนน้ี ายก.มเี จตนาประสงค
ตอผลคอื การท่ีนายข.ยอมใหหรือยอมจะใหเงนิ ซ่งึ เปนประโยชนในลกั ษณะท่ีเปนทรพั ยสนิ
1.2 กรณเี จตนายอมเล็งเห็นผลนั้นเกิดข้นึ เม่ือผกู ระทำไมไดปรารถนาใหไดมาซึ่งประโยชนในลักษณะทเี่ ปนทรัพยสิน แตยอมรูอยู
แลววาการกระทำของตนจะทำใหผลนน้ั เกดิ ขึ้นไดอยางแนนอนและมิไดไยดีตอผลท่จี ะเกิดขึ้นนน้ั ดวย

96

เหตุทีท่ ำใหรบั โทษหนักข้นึ
เหตุที่ทำใหตองรับโทษหนักขึ้นตามมาตรา 337 นั้นเปนเหตุฉกรรจของความผิดฐานกรรโชก ซึ่งบัญญัติอยูในวรรคสองไว 2
อนุมาตรา ไดแก (1) ขวู าจะฆา ขวู าจะทำรายรางกายใหผถู ูกขมขืนใจหรือผูอน่ื ใหไดรบั อันตรายสาหสั หรอื ขูวาจะทำใหเกิดเพลิง
ไหมแกทรัพยของผูถกู ขมขนื ใจหรอื ผอู ื่น (อนมุ าตรา 1) และ (2) มีอาวธุ ติดตัวมาขูเขญ็ (อนุมาตรา 2)

1. ขวู าจะฆา ขวู าจะทำรายรางกายใหผูถกู ขมขนื ใจหรือผูอ่ืนใหไดรับอันตรายสาหสั หรือขวู าจะทำใหเกิดเพลิงไหมแกทรัพยของ
ผูถกู ขมขนื ใจหรอื ผูอ่ืน

อนุมาตรา 1 จำแนกเหตุฉกรรจเปน 3 กรณี ไดแก (1.1) การขูวาจะฆา (1.2)การขูวาจะทำรายรางกายใหผูถูกขมขืนใจหรือ
ผูอื่นใหไดรับอันตรายสาหัส และ (1.3) การขูวาจะทำใหเกิดเพลิงไหมแกทรัพยของผูถูกขมขืนใจหรือผูอื่น การขูทั้งสามกรณี
ขางตนทำใหผถู กู ขมขนื ใจกลัวยงิ่ กวาการขลู กั ษณะอืน่ ถือวาเปนความผิดรายแรงจึงตองระวางโทษผูกระทำใหหนักข้ึน

(1.1) การขูวาจะฆา เปนกรณีทีผ่ ูกระทำใชวิธีการขูเข็ญวาจะทำอันตรายตอชีวิตของผูถูกขมขนื ใจหรือบุคคลทีส่ ามก็ได ผูกระทำ
จะตองรับโทษหนกั ขึน้ เชน ขวู าถาไมไปจนทะเบยี นยกท่ดี ินใหแกจำเลยก็จะฆาผูถกู ขมขืนใจและบุตรชายของผถู ูกขมขืนใจให
ตายตกไปตามกัน ผูถูกขมขืนใจกลัวจึงยอมไปจดทะเบียนยกที่ดินใหตามที่จำเลยบังคับ ผูกระทำมีมีความผิดฐานกรรโชกตาม
มาตรา 337 (1) วรรคสอง

(1.2) การขูวาจะทำรายรางกายใหผูถูกขมขืนใจหรือผูอื่นใหไดรับอันตรายสาหัส เปนกรณีที่ผูกระทำขูเข็ญวาจะทำอันตรายตอ
รางกายของผูถูกขมขืนใจหรือบุคคลที่สามใหไดรับอันตรายสาหัส ผูกระทำจะตองถูกระวางโทษหนักขึ้น อันตรายสาหัสนั้นเปน
ผลที่จะเกิดขึ้นตามที่บัญญัติไวในมาตรา 297 ผูกระทำเพียงแตขูวาจะทำรายรางกายใหไดรบั อันตรายสาหัสแมจะยังไมไดลงมือ
กระทำเลยก็เปนความผิดแลวโดยไมตองคำนงึ ถึงผล ทง้ั นี้เพราะกรณนี ้เี ปนเร่ืองของเหตุฉกรรจซง่ึ จะพิจารณาเพียงวาผูกระทำได
ขวู าจะกระทำใหเกดิ ผลถึงสาหสั หรือไม กเ็ ปนการเพียงพอ

(1.3) การขูวาจะทำใหเกิดเพลงิ ไหมแกทรัพยของผูถูกขมขืนใจหรอื ผูอื่น เปนกรณีที่ผูกระทำขูวาจะทำอันตรายตอทรัพยสินดวย
การทำใหเกิดเพลิงไหมแกทรัพย ไมวาจะเปนสังหาริมทรัพยหรืออสังหาริมทรัพยก็ตาม และไมวาจะเปนของผูถูกขมขืนใจหรือ
ของผูอื่นก็ตามถาไดมีการขูเข็ญเชนวานี้ ผูกระทำมีความผิดตามมาตรา 337 (1) วรรคสอง เชน ขูวาถาไมสงมอบเงินมาใหแก
ผูกระทำความผดิ กจ็ ะเผาบานมารดาของผูถูกขูเข็ญเสีย อีกประการหน่ึง การทำใหเกิดเพลิงไหมัตามอนุมาตรา 1 สวนทายนี้ ไม
จำกัดวาจะตองเปนการขูวาจะวางเพลิงเทาน้นั ถาการกระทำเปนเหตใุ หพึงคาดเหน็ ไดวาจะเกดิ เพลงิ ไหมขึ้นดวย

2. มอี าวุธติดตัวมาขเู ขญ็
คำวา "อาวุธ" เปนไปตามนยิ ามศพั ทในมาตรา 1 (5) ซึ่งหมายถงึ ทง้ั อาวุธโดยสภาพ และส่ิงซึง่ มิใชอาวธุ โดยสภาพ แตไดใชหรือ

เจตนาจะใชประทษุ รายรางกายถึงอนั ตรายสาหสั อยางอาวุธ
สวนคำวา "มี...ติดตัวมาขูเขญ็ " หมายความวา ผูกระทำจะตองนำติดตัว มากอนลงมือกรรโชกและมอี ยูในเวลาขูเข็ญดวย การ

"มี" ในที่นี้ ไมตองถึงขนาด "ใช" อาวุธ นั้นในการขูเข็ญ แตมีอยูและสามารถหยิบฉวยไดขณะกระทำก็เพียงพอแลว" และอยาง
นอย ผูถูกขมขืนใจก็ตองไดเห็นอาวุธนั้นดวย" จึงจะเปนการ "ติดตัวมาขูเข็ญ" ได เชน เพียงแตพกปนไวใหผูถูกขมขืนใจเห็นใน
ระหวางการขเู ข็ญ ผกู ระทำกย็ อมมีความผดิ ตามมาตรา 337 (2) วรรคสองแลว

97


Click to View FlipBook Version