3.ทรัพย์ที่ติดตรึงกับสิ่งอื่นอยู่หรือถูกผูกติดไว้ต้องมีการ
ทำให้หลุดหรือแก้ให้ขาดจากกันเสียก่อน
ตัวอย่าง
นายเหลือง กระชากสร้อยคอจนขาดจากกันและนางส้มใช้
ข้อมือกุมสร้อยคอเอาไว้ได้ยังไม่มีการเอาไปถ้าขาดหลุดแล้ว
แม้หยิบทรัพย์เคลื่อนที่ไปนิดเดียวก็เป็นการเอาไปแล้ว
4.ทรัพย์ที่เคลื่อนที่ได้ด้วยตนเอง หรือเครื่องยนต์เช่นสัตว์
ต่างๆหรือ รถยนต์ เรือยนต์
ตัวอย่าง
นายโทเข็นรถจักรยานยนต์เเม้เครื่องยังไม่ติด เเต่ถ้า
รถจักรยานยนต์ยังเคลื่อนที่ก็ถือว่ามีการเอาไป หากว่า
รถจักรยานยนต์ยังไม่เคลื่อนที่ก็ยังไม่เป็นการเอาไป
ทริคดีๆ
กระเเสไฟฟ้า หากมีการนำกระเเสไฟฟ้าจากที่เดิมเเล้วต่อเข้าสาย
ไฟฟ้าใหญ่ เเล้วนำกระเเสไฟฟ้าไปใช้ในบ้าน ถือเป็นลักทรัพย์
148
3.การเอาไปต้องมีลักษณะตัดกรรมสิทธิ์
กรรมสิทธิ์ คือ สิทธิในการครอบครอง ใช้สอย จัดการ
ป้องกัน หรือ ทำประโยชน์
ตัดกรรมสิทธิ์ คือ การเอาไปที่มีลักษณะตัดกรรมสิทธิ์นี้ได้แก่
การเอาไปอย่างถาวร แต่ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้เจ้าของ
ทรัพย์เสียกรรมสิทธิ์และผู้กระทำผิดได้กรรมสิทธิ์ไป
เว้นเเต่กรณี เป็นเรื่องจารีตประเพณีหรือ การถือวิสาสะอาศัย
ความสนิทคุ้นเคยคิดว่าเจ้าของอนุญาตจึงอาจถือเป็น
หากเเต่อีกฝ่ายให้ความยินยอมให้สามารถกระทำการบางอย่าง
ได้ ถ้าหากมีความยินยอมเช่นว่านั้นผู้กระทำไม่มีความผิดฐานลัก
ทรัพย์
ทริคดีๆ
การเอาไปในลักษณะที่เอาไปเป็นการชั่วคราว ย่อมไม่ใช่การเอาไปในลักษณะ
ตัดกรรมสิทธิ์ จึงไม่เป็นความผิดลักทรัพย์
ญาติรู้เจพัืก่อนถพืสอ่อวนิสิทเามส่ ะพีต่้อนง้เปอ็นง คน
149
ต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่น คือ ผู้ที่กระทำไม่มีสิทธิในทรัพย์สิน
นั้น เเต่ผู้อื่นจะถือกรรมสิทธิ์อยู่
ของเพื่อนก็
เหมือนของเรา
ปัญหาเกี่ยวกับการเอาไป
4.1 การเอาไปโดยทรัพย์ไม่เคลื่อนที่
เข้าแย่งการครอบครองอสังหาริมทรัพย์จนกระทั่งเจ้าของนั้นขาด
การครอบครองไปเอง
4.2 การเอาไปต้องทำให้มีทรัพย์เพิ่มขึ้น
เมื่อการเอาไปเป็นการถาวรตลอดไปโดยมีเจตนาเอาไป เเละใช้
อย่างเป็นเจ้าของตัดกรรมสิทธิ์เจ้าของทรัพย์เเละเพื่อการเพิ่มกอง
ทรัพย์สินของตนเอง
4.3 เจ้าของอยู่กับทรัพย์แต่ใช้ทรัพย์นั้นไม่ได้
การที่เอาทรัพย์ไปเเต่เจ้าของทรัพย์ยังมีอำนาจในการครอบครอง
ทรัพย์อยู่
150
องค์ประกอยบภายใน
1.เจตนาธรรมดา
1.ผู้กระทำต้องรู้ข้อเท็จจริงในการกระทำของตนเป็นการเอาไป
2.ต้องเป็นทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่เเละผู้กระทำ
ต้องเอาทรัพย์นั้นไป
ซอมเบิ่งอยู่เด้อถ้า
หากว่าเธอนั้นเลิก
กันกับเค้า
เจตนาต้องมีการรู้ข้อเท็จจริง เเละ คิดที่จะกระทำสิ่งนั้นอยู่
ทริคดีๆ
หากผู้กระทำผิดไม่รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว เเต่เข้าใจไปว่าทรัพย์นั้นเป็นของตนเอง
หรือเข้าใจว่าเจ้าของทรัพย์อนุญาตให้เอาไปได้ย่อมขาดเจตนาลักทรัพย์
151
1.เจตนาพิเศษ
เจตนาพิเศษ หรือมูลเหตุจูงใจ ทุจริต
เป็นการแสวงหาประโยชน์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายสำหรับ
ตนเองหรือผู้อื่น มีเจตนาทุจริต ถ้าไม่มีเจตนาทุจริตก็ไม่
ผิดลักทรัพย์
ประกอบด้วย
1.การเอาทรัพย์ไปชั่วคราว
เอาไปเพียงชั่วคราว เเละไม่มีเจตนาที่จะเอามาเป็นของตน
อยากกินผัดไทย ฮานั่นรถเพื่อนจอด
หาม่ายรถ อยู่เดียวมาเเปปนึ่ง
ตัวอย่าง
โลมาเเอบเอารถของปลาวาฬไปกินผัดไทยเเล้วนำกลับมาคืน
ดังนั้น การที่โลมานำรถไป ไม่มีเจตนาจะเอารถนั้นไปเป็นของ
ตน ไม่มีความผิดฐานลักทรัพย์
152
2.การเอาทรัพย์โดยถือวิสาสะ
คือ การเอาทรัพย์ไปโดยคิดว่าตัวเองมีอำนาจ เเละ ต้องเป็นคน
รู้จัก คนสนิท หรือ ญาติ คิดว่าเจ้าของอนุญาต
พ่อ เเม่ พี่น้อง เพื่่อน คนที่รู้จัก
ตัวอย่าง
ไก่ ซึ่งเป็นพี่ของไข่ ได้หยิบยืมดินสอ ของไข่ไปโดยไม่บอกไข่ เมื่อ
ไก่ใช้เสร็จก็ได้นำมาคืน
ดังนั้น การที่ไก่เอาดินสอของไข่ไปเพียงชั่วคราว ไม่เป็นลักทรัพย์
การถือวิสาสะย่อมแสดงถึงลักษณะผูกพันที่อยู่ต่อกันระหว่างผู้เอา
ทรัพย์เเละทำให้เข้าใจว่าอนุญาตโดยปริยายหรือโดยอ้อม
3.ไม่มีเจตนาเอาไปเลย
การเอาทรัพย์ผู้อื่นไปชั่วคราวเเล้วนำกลับมาไว้ให้ไม่ได้เป็นการตัด
กรรมสิทธิ์ของเจ้าของทรัพย์
153
ชิงทรัพย์
มาตรา339
พี่ไม่มีหลุยส์วิตตอง
มีเเต่หนี้ก้อนโต
154
มาตรา339
ผู้ใดลักทรัพย์โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าในทันใดนั้นจะใช้กำลัง
ประทุษร้าย เพื่อ
(1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือการพาทรัพย์นั้นไป
(2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น
(3) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้
(4) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือ
(5) ให้พ้นจากการจับกุม
ผู้นั้นกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงสิบ
ปี และปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงสองหมื่นบาท
ถ้าความผิดนั้นเป็นการกระทำที่ประกอบด้วยลักษณะดังที่บัญญัติไว้ใน
อนุมาตราหนึ่งอนุมาตราใดแห่งมาตรา335หรือเป็นการกระทำต่อทรัพย์ที่เป็น
โค กระบือ เครื่องกลหรือเครื่องจักรที่ผู้มีอาชีพกสิกรรมมีไว้สำหรับประกอบ
กสิกรรมผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงสิบห้าปี และปรับตั้งแต่
สองหมื่นบาทถึงสามหมื่นบาท
ถ้าการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ผู้กระทำ
ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสี่
หมื่นบาท
ถ้าการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ผู้กระทำต้อง
ระวางโทษจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สามหมื่นบาทถึงสี่
หมื่นบาท
ถ้าการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ผู้กระทำต้องระวางโทษ
ประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต
155
ชิงทรัพย์
คือ การลักทรัพย์โดยใช้กำลังทำร้ายหรือข่มขวัญว่าจะทำร้าย
เพื่อจะนำทรัพย์สินผู้อื่นไปครอบครอง เเม้ผู้เสียหายนำทรัพย์
คืนมาได้เเต่ผู้กระทำก็ยังต้องรับโทษเพราะผิดตั้งเเต่ชิงทรัพย์เเล้ว
ใจเย็นพี่บ่าว
ชิงทรัพย์ ใช้กำลังเพื่อให้ได้ทรัพย์ หรือข่มขู่
ทริคดีๆ
การชิงทรัพย์ คือ ลักทรัพย์ +ใช้กำลังทำร้าย
156
องค์ประกอบความผิด
องค์ประกอบภายนอก
1.ผู้ใดลักทรัพย์
2.โดย
2.1โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือ
2.2ขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย
องค์ประกอบภายใน
1.เจตนาธรรมดา
2. เจตนาพิเศษ มูลเหตุชักจูงใจ ''ทุจริต''
3.มูลเหตุชักจูงใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
(1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือ การพาทรัพย์นั้นไป
(2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น
(3) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้
(4) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือ
(5) ให้พ้นจากการจับกุม
157
พิจารณาองค์ประกอบภายนอก
1.ผู้ใดลักทรัพย์
ผู้กระทำ ได้กระทำความผิดในการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไป
อย่างถาวร เป็นการตัดกรรมสิทธิ์
2.โดย
2.1โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือ
คือ การร้ายโดยใช้กำลังแก่กายหรือจิตใจของบุคคล ไม่ว่าจะ
ทำด้วยใช้แรงกายภาพหรือด้วยวิธีอื่นใด เช่น ผลัก ตบ เตะ เเละ
ทำให้อยู่ในภาวะที่ ไม่สามารถขัดขืนได้ เช่น ใช้ยาทำให้มึนเมา
สะกดจิต
ตัวอย่าง
นายขาว เห็น เด็กชายเขียว เดินผ่านมาจึง กระเเทกไหล่
เเล้วล้วงเอากระเป๋าสตางค์ไปเป็นการประทุษร้ายในการลัก
ทรัพย์เป็นชิงทรัพย์
158
ถ้ า ไ ม่ ใ ช้ แ ร ง ก า ย ภ า พ โ ด ย ต ร ง
แต่ใช้วิธีอื่นที่ทำให้เกิดอันตรายเเก่กาย เช่นทำให้ถนนลื่นเพื่อให้
รถวิ่งมาล้ม หรือคว่ำ หรือ ยาทำให้สลบหรือมึนเมาเป็นการใช้
กำลังประทุษร้าย
ตัวอย่าง
นายนกฮูก นำน้ำมันมาลาดบนถนนเพื่อที่จะให้รถที่วิ่งมาล้ม
ขณะนั้นรถของนายนกเเก้ว วิ่งมาเเละล้มนายนกฮูกทำทีเข้าไป
ช่วยเเละได้เอาทรัพย์ของนายนกเเก้ว
ดังนั้น การกระทำของนายนกฮูกกระทำความผิดฐานชิงทรัพย์เเม้
ไม่ได้ใช้เเรงกายภาพโดยตรง
2.2ขู่เข็ญว่าทันใดนั้นจะใช้กำลังประทุษร้าย
กระทำ กริยา วาจา หรือแสดงการคุกคามให้กลัวว่าจะถูกทำร้าย
หากไม่ส่งทรัพย์ให้ หรือทำทีจะชักอาวุธหรืออาจเป็นการกระทำ
ต่อทรัพย์เพื่อแสดงการขู่เข็ญผู้เสียหายก็ได้
เช่น เตะรั้วสังกะสี หรือยิงปืนขู่
159
พิจารณาองค์ประกอบภายใน
1.เจตนาธรรมดา
การเอาไปเเละทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ เเละ
ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
2.เจตนาพิเศษ มูลเหตุชักจูงใจ ''ทุจริต''
เป็นมูลเหตุที่ชักจูงใจให้เอาทรัพย์ ของผู้อื่น
3.มูลเหตุชักจูงใจอย่างใดอย่างหนึ่ง
(1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือ การพาทรัพย์นั้นไป
เอาทรัพย์ไป เป็นการใช้กำลังประทุษร้ายหรือได้ทรัพย์แล้วเอาตัว
คนไปเป็นประกัน เป็นการกระทำ เพื่อความสะดวก
ตัวอย่าง
นายเข็มลักทรัพย์นายขำโดยใช้กำลังทำร้ายเเละใช้เอานายขำเป็น
ตัวประกัน เพื่อความสะดวกในการเอาทรัพย์ไป
ดังนั้น นายเข็มกระทำการเพื่อความสะดวกในชิงทรัพย์นายเข็มกระ
ผิดฐานชิงทรัพย์
160
(2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น
คือ การขู่เข็ญอาจทําด้วยกริยาหรือด้วยวาจาก็ได้เพื่อให้ได้ทรัพย์นั้น
เช่น ยิงปืนขึ้นฟ้า เตะรั้วสังกระสีพัง เป็นการขู่เพื่อให้ได้ทรัพย์
พันพรือ อิให้ไม่ให้
ไม่ให้ยิง
ตัวอย่าง
นายเข้มหยิบปืนยิงขึ้นฟ้า เพ่ือข่มขู่ให้นางเเขไขส่งกระเป๋าสตางค์
ให้เเก่ตนเอง
ดังนั้น การที่นายเข้มใช้ปืนข่มขู่ เพื่อให้ได้ทรัพย์ นายเข้มกระทำผิด
ฐานชิงทรัพย์
(3) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้
คือ การที่ได้ลักทรัพย์มาครอบครองเเล้ว เเต่เจ้าของทรัพย์ติดตาม
เอาคืน จึงข่มขู่ว่าจะทำร้าย
161
อย่าตามมา ถ้าตาม
มาเเทงให้ขี้เเตก
เอาตุ๊กตาหลบมา
ตัวอย่าง
นายจันทร์ขโมยตุ๊กตานางเเจมเมื่อนายจันทร์ลักทรัพย์ นางเเจมซึ่ง
เป็นเจ้าของทรัพย์วิ่งไล่ตาม นายจันทร์จึงหันไปขู่ถ้าตามมาจะใช้มีด
เเทง นางเเจมให้ตาย
ดังนั้น การที่นายจันทร์ได้ครอบครองทรัพย์เเล้ว เเต่เจ้าของทรัพย์
ไม่ยอมจึงวิ่งตามเพื่อเอาทรัพย์คืนเเละนายจันทร์ได้ขู่ว่าจะทำร้ายนั้น
ย่อมถือว่านายจันทร์กระทำผิดฐานชิงทรัพย์
(4) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือ
คือ การปิดความผิดโดยการบังคับไม่ให้ส่งเสียงดังหรือทำร้ายเพื่อ
เป็นการทำให้กลัวไม่กล้าไปแจ้งความหรือเป็นพยาน
162
ตัวอย่าง
นายประชาได้ลักทรัพย์ของนายประมวล เเละ นายประชาได้ขู่
นายประมวลว่าห้ามไปเเจ้งความมิเช่นนั้นตนจะกลับมาฆ่า นาย
ประมวลทั้งครอบครัว นายประมวลกลัวจึงไม่กล้าไปเเเจ้งความ
ดังนั้น การที่นายประชาขู่นายประมวลเพื่อเป็นการปกปิดความผิด
ในการชิงทรัพย์
อย่าเเจ้งความ
(5) ให้พ้นจากการจับกุม
การทำร้ายเพื่อไม่ให้ถูกจับ
เช่น เอาคนเป็นตัวประกันในระหว่างหลบหนี หรือยิงตำรวจที่
ไล่ตามมา
163
ปล่อยเราไปเถอะ อย่าไปน่ะ!!!
ตัวอย่าง
นายตู้ลักนาฬิการาคาสิบล้านของนายปอม จากนั้นนายปอม
ใช้โอกาสที่นายตู้เผลอรีบเเจ้งตำรวจ เเละ ตำรวจได้เข้าจับกุม
นายตู้ ทำให้นายตู้ได้หลบหนี เเละใช้ปืนยิงตำรวจที่กำลังไล่
ตามมา
ดังนั้น นายตู้ได้กระทำการเพื่อให้ตนเองพ้นจากการจับกุม
ทริคดีๆ
มูลเหตุชักจูงใจอย่างใดอย่างหนึ่งใน5ประการนี้ต้องใช้กำลังประทุษ
ร้ายเเละมีการลักทรัพย์ ชิงทรัพย์จึงจะสำเร็จหากยังไม่ได้ทรัพย์ไปเป็น
แค่พยายามหรือไม่ใช่ชิงทรัพย์
164
เหตุเพิ่มโทษ
1.ถ้าเป็นการชิงทรัพย์ตามมาตรา335ทรัพย์ที่มีเป็นของผู้ประกอบ
อาชีพกสิกรรม
อาชีพกสิกรรมคือการเพาะปลูกเเละเลี้ยงสัตว์เช่นชาวนา
ชาวสวน
โค กระบือ เครื่องจักรกลที่ใช้ประกอบอาชีพกสิกรรม (399 วรรค2)
2.ถ้าการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายเเก่กาย หรือ จิตใจ
1.ทางกาย ถูกทำร้ายให้ได้รับบาดเจ็บมีบาดแผล
2.หากทางจิตใจ ผลจากการถูกทำร้ายให้เกิดโรคทางจิตเวช
165
3.ถ้าการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส
อันตรายสาหัสนั้น คือ ตามมาตรา 297 เช่น ตาบอด หูหนวก
ขาพิการ เเขนขาด ขาขาด หน้าเสียโฉม พิการ ทุพพลภาพ ฯลฯ
4.ถ้าการชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงเเก่ความตาย
ตุยในที่สุด
166
บทที่2
คำพิพากษา
มาตรา334 เเละ
มาตรา339
167
มาตรา 334 ลักทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3011/2551
จำเลยขึ้นนั่งคร่อมและเข็นรถจักรยานยนต์ของผู้เสียหายมาจาก
จุดที่จอดเดิมประมาณ 1 เมตร แต่จำเลยยังไม่ทันติดเครื่องรถขับ
เอาไปเพราะผู้เสียหายมาพบเห็นเสียก่อน จำเลยจึงทิ้งรถวิ่งหนีไป
ถือได้ว่าจำเลยเข้ายึดถือครอบครองและเอาทรัพย์เคลื่อนไปใน
ลักษณะที่พาเอาไปได้เป็นการลักทรัพย์สำเร็จแล้ว
วิเคราะห์
การที่จำเลยได้ขึ้นคร่อม เเละ เข็นรถจักรยานยนต์ไปนั้นเป็น
ลักษณะพาเอาไป ทำให้ทรัพย์นั้นเคลื่อนที่ จากจุดเดิมที่รถจักยาน
ยนต์จอดอยู่เเละห่างไป1เมตรเเสดงให้เห็นว่าจำเลยต้องการที่จะ
นำรถจักรยานยนต์ไป เพื่อครอบครองทรัพย์ที่ไม่ใช่ของตนเอง
ซึ่งถือว่ามีการกระทำครบองค์ประกอบภายนอก เเละ ผู้กระทำยังมี
เจตนาเป็นองค์ประกอบภายใน ที่จะเอาทรัพย์นั้นไป เเม้ว่าเจ้าของ
ทรัพย์จะเข้ามาเจอทรัพย์ที่จำเลยได้ขโมยมาเป็นเหตุให้จำเลยทิ้งรถ
หนีไปก็ไม่ถือว่าเป็นการกระทำความผิดพยายามชิงทรัพย์เพราะว่า
การลักทรัพย์นั้นสำเร็จตั้งเเต่ที่จำเลยได้เคลื่อนที่ทรัพย์นั้นผิด
ตามมาตรา 334
168
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 574/2527
จำเลยขึ้นไปบนต้นลำไย หักลำไยทั้งกิ่งจากต้นลำไยใส่ในเข่ง
เจ้าพนักงานจับจำเลยขณะกำลังอยู่บนต้นและกำลังหักกิ่งลำไย
ใส่เข่งอยู่ เป็นการแยกหรือเคลื่อนที่ผลลำไยออกจากต้น และเข้า
ยึดถือเอาผลลำไยจำนวนนั้นไว้แล้ว อันเป็นการเอาไปซึ่งทรัพย์
ของผู้เสียหายครบองค์ประกอบความผิดฐานลักทรัพย์แล้ว
วิเคราะห์
การที่จำเลยได้ขึ้นไปบนต้นลำไยนั้น เเละได้หักลำไยออกมาใส่
ในเข่ง เเสดงให้เห็นว่าจำเลย ต้องการที่พาเอาลำไยเป็นการทำให้
ทรัพย์เคลื่อนที่ เเละ จำเลยได้กระทำการเพื่อที่จะเอาลำไยนั้นมา
เป็นของตน เเละการเอาไปในลักษณะที่จะเคลื่อนย้าย เเละผู้กระทำมี
เจตนาที่จะครอบครองเเม้รู้อยู่เเล้วว่าต้นลำไยมีเจ้าของก็ต้องการที่
จะเข้ายึดครอบครอง ดังนั้นการที่จำเลยกระทำครบองค์ประกอบ
ความผิด ผู้กระผิดฐานลักทรัพย์ตามมาตรา 334
169
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1915 / 2543
แอบเอารถผู้อื่นไปกินข้าวต้ม เมื่อกินเสร็จแล้วจะนำมาส่งคืน
เป็นเพียงการเอาทรัพย์ไปเพียงชั่วคราว ไม่ใช่เอาไปในลักษณะตัด
กรรมสิทธิ์ไม่ผิดฐานลักทรัพย์เพราะขาดเจตนาทุจริต
วิเคราะห์
การที่จำเลยได้เเอบเอารถของผู้อื่นไปกินข้าวต้มนั้น
เเม้จะมีการนำทรัพย์ลักษณะทำให้ทรัพย์นั้นเคลื่อนที่เเต่
การเอาไปของจำเลยเป็นการนำทรัพย์ไปชั่วคราวไม่ใช่
การเอาเพื่อที่จะครอบครองทรัพย์ของผู้อื่นเป็นการถาวร
เพียงเเค่ยืมไปชั่วคราวไม่มีลักษณะตัดกรรมสิทธิ์ของเจ้า
ของทรัพย์เเม้จำเลยจะกระทำผิดองค์ประกอบภายนอก
เเต่จำเลยมิได้มีเจตนาที่จะยึดถือครอบครองทรัพย์นั้น
จะถือได้ว่าการกระทำความผิดของจำเลย ไม่ผิดฐานลัก
ทรัพย์เพราะขาดเจตนา
170
มาตรา339 ชิงทรัพย์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่361/2520
จำเลยปัดไฟฉายที่ผู้เสียหายถืออยู่จนหลุดจากมือผู้เสียหาย
ก้มลงเก็บไฟฉายจำเลยกระชากสร้อยคอพาหนีไปการปัดไฟฉาย
เป็นการกระทำแก่เนื้อตัวหรือกาย เป็นการใช้กำลังประทุษร้าย เป็น
ชิงทรัพย์
วิเคราะห์
การที่จำเลยได้ปัดไฟฉาย เเละไฟฉายที่ผู้เสียหายถืออยู่หลุดจาก
มือ เป็นการกระทำที่ โดยใช้เเรงกายภาพทาง เเละ ในขณะที่ผู้เสียหาย
ก้มเก็บไฟฉาย จำเลยได้ใช้โอกาสที่ผู้เสียหายเผลอ กระชากสร้อย
คอเเละพาหนี ซึ่งการที่จำเลยได้กระทำการเอาทรัพย์นั้นไปเเละทำให้
ทรัพย์เคลื่อนที่ ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่นผู้นั้นกระทำผิดฐานลักทรัพย์
ตามมาตรา 334เเต่เนื่องจากการกระทำของจำเลยทั้งนี้จำเลยยังมี
เจตนา ในการที่จะกระชากสร้อยคอนั้นโดยการปัดไฟฉายให้หล่น
ถือเจตนาที่จะครอบครองทรัพย์ของผู้เสียหายเเละยังเป็นการใช้
กำลังทำร้ายร่างกาย
ดังนั้นการกระทำของจำเลยกระทำผิดฐานชิงทรัพย์ตามมาตรา
339วรรคสอง
171
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3708/2537
ขณะที่ผู้เสียหายขึ้นรถโดยสารประจำทางก็ถูกจำเลยซึ่งเข้ามาทาง
ด้านหลังกระแทกตรงหัวไหล่และจำเลยได้ล้วงเอากระเป๋าสตางค์
ของผู้เสียหาย ซึ่งมีเงินบรรจุอยู่ แล้วหลบหนีไป ดังนี้ เป็นการที่
จำเลยใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายเพื่อสะดวกแก่การลักทรัพย์ของ
ผู้เสียหายบนยวดยานสาธารณะซึ่งประชาชนใช้โดยสารจำเลยจึงมี
ความผิดฐานชิงทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา339 วรรค
สอง
วิเคราะห์
ขณะที่ผู้เสียหายขึ้นรถโดยสารประจำทางถูกจำเลยได้กระทำ
การลักทรัพย์โดยใช้วิธีการประทุษร้ายโดยการกระเเทกหัวไหล่ผู้
เสียหายถือว่าจำเลยได้กระทำการโดยใช้เเรงกายภาพโดยการ
กระเเทกเป็นการใช้กำลังประทุษร้าย อีกทั้งจำเลยมีเจตนาที่จะ
เอาทรัพย์ของผู้อื่นมาครอบครองเมื่อจำเลยโดยการล้วงเอา
กระเป๋าสตางค์ผู้เสียหายเป็นการเอาทรัพย์ไป เเละเมื่อจำเลย
ได้กระเป๋าสตางค์ของผู้เสียหายเเล้วหลบหนีเป็นการกระทำใน
ลักษณะตัดกรรมสิทธิ์การครอบครองทรัพย์อย่างถาวรถือได้
ว่า จำเลยได้ใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อสะดวกในการลักทรัพย์
ตามมาตรา 339 (1)ดังนั้นจำเลยจึงมีความผิดฐานชิงทรัพย์
ตามมาตรา339(1) มาตรา339 วรรคสอง
172
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2822/2517
จำเลยเข้าบีบคอผู้เสียหายทางด้านหลังแล้วกระชากสร้อยคอ
ห้อยพระเครื่องที่สวมอยู่ที่คอจนสร้อยขาดจากกันในทันใดผู้เสีย
หายได้ใช้มือกุมสร้อยคอที่หลุดจากคอแต่ยังอยู่ที่บริเวณหน้าอก
ไว้ได้ทันจำเลยแย่งเอาไปไม่ได้แม้สร้อยคอจะอยู่ที่มือจำเลยตอน
กระชากก็เป็นการกระทำในขั้นที่มุ่งหมายจะให้สร้อยขาดหลุดจากคอ
ผู้เสียหายเท่านั้นเมื่อสร้อยขาดแล้วจำเลยยังไม่ทันยึดถือเอาไป
ผู้เสียหายก็กุมสร้อยเอาไว้ได้การที่จำเลยจะยึดถือเอาสร้อยไปยัง
ไม่บรรลุผลการกระทำของจำเลยจึงเป็นเพียงความผิดฐานพยายาม
ชิงทรัพย์เท่านั้น
วิเคราะห์
การที่จำเลยได้บีบคอผู้เสียหาย ถือว่าจำเลยใช้กำลังประทุษร้าย
โดยเเรงกายภาพ คือ บีบคอ จากนั้น กระชากสร้อยคอห้อยพระ
เครื่องทำให้สร้อยคอขาด ซึ่งการที่จำเลยได้กระชากสร้อยคอนั้น
เป็นการกระทำที่จะเอาทรัพย์ไป เเละใช้กำลังประทุษร้ายเเก่กายเป็นการ
กระทำผิดชิงทรัพย์ตามมาตรา339 ข้อเท็จจริงปรากฎต่อมาว่า สร้อย
คอหลุดจากต้นคอเเต่ยังอยู่บริเวณหน้าอก เเละ ผู้เสียหายคว้าไว้
ได้ทันเเม้จำเลยกระชากสร้อยคอให้หลุดเเต่ยังไม่ทันที่ยึดถือสร้อย
คอหรือเอาทรัพย์นั้นไป การกระทำของจำเลยเป็นเพียงพยายามชิง
ทรัพย์ ดังนั้นจำเลยกระความผิด ตามมาตรา 339 ประกอบมาตรา
80
17
3
บทที่3
สรุป
มาตรา334 เเละ
มาตรา339
174
สรุป
มาตรา 334
คือการลักทรัพย์ การเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือ การเเย่งการครอบครอง
ของผู้อื่น โดยองค์ประกอบภายนอก การเอา..ไป ประกอบ 3ประการ
1.การเเย่งการครอบครอง
2.การพาทรัพย์เคลื่อนที่ไป
3.การเอาไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์
ปัญหาเกี่ยวกับการเอาไป
1. การเอาไปโดยทรัพย์ไม่เคลื่อนที่
2. การเอาไปต้องทำให้มีทรัพย์เพิ่มขึ้น
3. เจ้าของอยู่กับทรัพย์แต่ใช้ทรัพย์นั้นไม่ได้
องค์ประกอบภายใน โดย มีเจตนาธรรมดา คือ การมีเจตนาผู้กระทำ
ต้องมีเจตนาที่จะยึดครองทรัพย์ของผู้อื่น เเละเจตนาพิเศษคือการที่
มุ่งเน้นเพื่อเพิ่มผลประโยชน์เเก่ตนเอง เเละมีเจตนา ทุจริตประกอบด้วย
1.การเอาทรัพย์ไปชั่วคราว
2.การเอาทรัพย์โดยถือวิสาสะ
3.ไม่มีเจตนาเอาไปเลย
หากว่าขาดองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมถือว่าไม่มีความผิดลัก
ทรัพย์เป็นเเค่พยายาม
13775
สรุป
มาตรา339
ชิงทรัพย์ คือการลักทรัพย์ เเละการใช้กำลังทำร้าย หรือขู่เข็ญว่าจำ
ทำร้าย โดย องค์ประกอบภายนอก คือ มีการลักทรัพย์ มีการเอา
ทรัพย์เพื่อที่จะครอบครอง ยึดถือ ทรัพย์ของผู้อื่นในลักษณะเป็นการ
ตัดกรรมสิทธิในการครอบครองทรัพย์นั้น เเละมีการใช้กำลังทำร้าย
เเละขู่ให้กลัว องค์ประกอบภายใน คือการมีเจตนา ที่จะลักทรัพย์
เเละ มีมูลเหตุชักจูงใจอย่างใดอย่างหนึ่งใน 5ดังนี้
(1) ให้ความสะดวกแก่การลักทรัพย์หรือ การพาทรัพย์นั้นไป
(2) ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น
(3) ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้
(4) ปกปิดการกระทำความผิดนั้น หรือ
(5) ให้พ้นจากการจับกุม
เหตุเพิ่มโทษ
1.ชิงทรัพย์เป็นของผู้ประกอบอาชีพกสิกรรม เช่นอุปกรณ์ โค กระบือ
2.ชิงทรัพย์ผู้อื่นจนทำให้ผู้ถูกกระทำได้รับอันตรายเเก่กาย หรือ จิตใจ
3.การชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส
4.การชิงทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงเเก่ความตาย
176
บรรณานุกรม
ชยกมล เกษมสันต์ ณ อยุธยา. (2559). เอกสารประกอบการบรรยาย วิชากฎหมายอาญา
(มาตรา ๓๓๔ ถึง มาตรา ๓๖๖/๔) เนติบัณฑิต สมัยที่ ๗๔.(ออนไลน์).เเหล่งที่มา
https://www.thethaibar.or.th/thaibarweb/files/Data_web/dowloads_doc/
term1/chayakamol/c1.pdf.(สืบค้นวันที่ 15 เดือนกันยายน 2564)
ณัฐชนน ธนานุรักษ์วงศ์. (2562).ปัญหาในการเเยกความผิดลักทรัพย์กับความ
ผิดฐานฉ้อโกง(ออนไลน์):เเหล่งที่มา file:///C:/Users/asus/ Desktop/
%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%8D%E0%B8%B22/
%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%
B2.pdf.(สืบค้นวันที่ 15 เดือนกันยายน 2564)
ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์. (2564). คำอธิบายกฎหมายอาญาภาคความผิดและลหุโทษ.
พิมพ์ครั้งที่18.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์วิญญูชน.
ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์. (ม.ป.ป) . (ออนไลน์) .เเหล่งที่มา. file:///C:/Users/asus/Pictures/
60.2_law_2507_HO_11-13.pdf.(สืบค้นวันที่ 17 เดือนกันยายน 2564)
ทบทวนกฎหมายอาญาภาคความผิด2. (ม.ป.ป).(ออนไลน์) เเหล่งที่มาhttps://slideplayer.
in.th/slide /11506417/(สืบค้นวันที่ 17 เดือนกันยายน 2564)
177
คำอธิบายกฎหมายอาญา2
อธิบายกฎหมายอาญาภาค 2 ความผิดและภาค 3 ลหุโทษกฎหมาย
อาญาภาคความผิดและลหุโทษนี้ จะได้อธิบายเรียบเรียงมาตราโดยแยก
เป็น 2 ภาคคือ (1) ภาค 2 ความผิดบัญญัติไว้ตั้งแต่มาตรา 107 ถึงมาตรา
366/4 และ (2) ภาค 3 ลหุโทษบัญญัติไว้ตั้งแต่มาตรา 367 ถึงมาตรา 398
(1) ภาค 2 ความผิด (มาตรา 107-366 / 4) ส่วนใหญ่จะได้อธิบายตาม
ลำดับมาตราในประมวลกฎหมายอาญาเพื่อง่ายต่อการค้นหาโดยแบ่ง
ออกเป็น 2 ตอนด้วยกันคือ ตอนที่ 1 ความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ
และความสงบสุขของสาธารณะ มาตรา 107-275 และความเกี่ยวกับเพศ
(มาตรา 276-287 / 2) ตอนที่ 2 ความผิดเกี่ยวกับชีวิตร่างกายเสรีภาพชื่อ
เสียงทรัพย์สิน และศพมาตรา 288-366 / 4 (2) กาด 3 ลหุโทษ ความผิด
เกี่ยวกับความผิดเล็ก ๆ น้ อย ๆ (มาตรา 367-398) ส่วนใหญ่ไม่ต้องการ
เจตนาบางทีที่เรียกว่าเป็นความผิดทางปกครองหรือความเป็นระเบียบ
เรียบร้อยของสาธารณะ ซึ่งมีทั้งที่เกี่ยวกับร่างกายชื่อเสียงหรือเดือดร้อน
รำคาญอย่างไรก็ตามในการบรรยายผู้บรรยายจะไม่บรรยายแบบเรียง
มาตรา แต่จะบรรยายเรียงลำดับความสำคัญของเรื่องโดยเริ่มที่ความผิด
เกี่ยวกับชีวิตร่างกาย (ตอนที่ 2) เสียก่อนเพราะเหตุว่าการอธิบายตาม
ลำดับความสำคัญนี้ จะทำให้เข้าใจได้ดีกว่าการอธิบายเรียงมาตรา
เนื่ องจากกฎหมายอาญามีพื้นฐานอยู่ที่การคุ้มครองชีวิตร่างกายเสรีภาพ
ชื่อเสี ยงและทรัพย์สิ นเป็นสำคัญเมื่อเข้าใจความผิดพื้นฐานแล้วความผิด
อื่น ๆ ก็จะเข้าใจโดยง่ายไม่ต้องอธิบายกลับไปกลับมาเช่นหากอธิบาย
ความผิดเกี่ยวกับการมาหรือทำร้ายร่างกายมาแล้วเมื่อศึกษาถึงความผิด
เกี่ยวกับการฆ่าหรือประทุษร้ายร่างกายของประมุขหรือผู้แทนของรัฐต่าง
ประเทศหรือการฆ่าหรือทำร้ายเจ้าพนั กงานก็จะเข้าใจได้โดยไม่ต้องย้อน
ไปอธิบายความผิดต่อชีวิตร่างกายอีกเป็นต้น
178
มาตรา 136-137
ความผิดต่อเจ้าพนั กงาน
179
ความหมายของเจ้าพนั กงาน
การพิจารณาความเป็นเจ้าพนั กงานนั้ นต้องคำนึ งเสมอว่าสถานะของ
การเป็นเจ้าพนั กงานตามกฎหมายนั้ นมีทั้งดีและไม่ดีแม้ว่าเจ้าพนั กงานได้รับ
ความคุ้มครองจากกฎหมายมากกว่าบุคคลธรรมดา เช่น การฆ่าเจ้าพนั กงาน
ตามมาตรา 289 (2) การดูหมิ่นเจ้าพนั กงานตามมาตรา 136 เป็นต้นผู้กระทำ
ต้องรับโทษหนั กขึ้นกว่าการกระทำกับบุคคลธรรมดา แต่ในทางกลับกันเจ้า
พนั กงานก็อาจต้องรับโทษหนั กขึ้นเพราะความเป็นเจ้าพนั กงาน เช่น กรณีเจ้า
พนั กงานยักยอกทรัพย์ตามมาตรา 147 เจ้าพนั กงานทำให้เสียทรัพย์ตามมาตรา
158 หรือเจ้าพนั กงานปลอมเอกสารตามมาตรา 161 เป็นต้นดังนั้ น กรณีจะ
ถือว่าบุคคลใดเป็นเจ้าพนั กงานจึงต้องพิจารณาโดยจำกัด เจ้าพนั กงานจึงไม่
หมายความถึงผู้ช่วยเหลือเจ้าพนั กงานตามกฎหมายด้วย
เจ้าพนักงาน ตามมาตรา 1 (16) หมายความว่า บุคคลซึ่งกฎหมายระบุ
ไว้ชัดเจนว่าเป็นเจ้าพนั กงาน เช่นไวยาวัจกรเจ้าคณะตำบล (ตามพระราชบัญญัติ
คณะสงฆ์) รวมถึงเจ้าอาวาสด้วยกำนั นผู้ใหญ่บ้าน (ตามพระราชบัญญัติ
ปกครองท้องที่) หรือเจ้าพนั กงานอื่น ๆ ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
หรือกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นต้น หรือบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งให้
ปฏิบัติราชการไม่ว่าจะเป็นประจำหรือชั่วคราวและไม่ว่าจะได้รับประโยชน์
ตอบแทนเพื่อการนั้ นหรือไม่ แต่บัญญัติว่าเป็นเจ้าพนั กงานก็เพียงพอแล้วคือมี
ตำแหน่ งหน้ าที่ในทางบริหารไม่ว่าจะเป็นข้าราชการการเมือง เช่น รัฐมนตรี”
หรือข้าราชการประจำรวมถึงผู้พิพากษาอัยการด้วย แต่ไม่รวมถึงสมาชิกรัฐสภา
เว้นแต่มีตำแหน่ งทางบริหารที่ระบุไว้โดยเฉพาะเป็นกรณี ๆ ไปดังนั้ นการยื่น
เรื่องราวร้องเรียนเท็จต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ไม่มีตำแหน่ งหน้ าที่บริหาร
จึงไม่มีความผิดฐานแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนั กงาน
อย่างไรก็ตามการแต่งตั้งตามระเบียบแบบแผนให้ปฏิบัติราชการหาก
มิใช่ตั้งโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายแล้วก็ไม่ใช่เจ้าพนั กงานเป็นผู้ปฏิบัติราชการ
ตามสัญญาจ้างที่เรียกว่า“ ลูกจ้าง” ไม่มีฐานะเป็นข้าราชการตามกฎหมาย
ข้าราชการไม่ใช่ลูกจ้าง แต่ลูกจ้างเป็นเจ้าพนั กงานได้หากมีการแต่งตั้งตาม
กฎหมายเฉพาะเช่นพนั กงานจ้างที่รัฐมนตรีแต่งตั้งเป็นพนั กงานบำรุงป่า ถ้าผู้
ร่วมกระทำความผิดกับเจ้าพนั กงานไม่ได้เป็นเจ้าพนั กงานจะลงโทษในฐานะ
เป็นตาม พ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 75 เป็นพนั กงานเจ้าหน้ าที่ตาม
มาตรา 4 (16) ตัวการไม่ได้ลงโทษได้เพียงผู้สนั บสนุน
180
มาตรา 136
มาตรา 136 ผู้ใดดูหมิ่นเจ้าพนั กงานซึ่ง
กระทำการตามหน้ าที่ หรือเพราะได้กระทำ
การตามหน้ าที่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน
หนึ่ งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือ
ทั้งจำทั้งปรับ
181
1. ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน มี 2 ความผิด
ความผิดที่ 1
องค์ประกอบภายนอก
(1) ดูหมิ่น
(2) เจ้าพนั กงาน
(3) ซึ่งกระทำการตามหน้ าที่
องค์ประกอบภายใน เจตนาธรรมดา
การกระทำ ได้แก่ การดูหมิ่นเจ้าพนั กงาน
ซึ่งกระทำการตามหน้ าที่หรือเพราะได้กระทำ
การตามหน้ าที่โดยไม่จำเป็นต้องทำซึ่งหน้ า
เหมือนดูหมิ่นทั่วไปตามมาดรา 393
การดูหมิ่น (insul) หมายถึง การดูถูกเหยียด
หยาม ทำให้อับอาย สบประมาทหรือด่าเป็นการ
กระทำที่ผู้กระทำแสดงอาการเหยียดหยามลดคุณค่า
ของผู้ถูกดูหมิ่นเอง' ไม่ต้องกล่าวต่อบุคคลที่สาม
ต่างกับเรื่องการหมิ่นประมาทซึ่งเป็นการกล่าวให้
บุดคลที่สามฟังและบุดคลที่สามฟังแล้วมีความรู้สึ ก
ลดคุณค่าของผู้ถูกหมิ่นประมาท การดูหมิ่นตาม
มาตรา 136 อาจกระทำด้วยกิริยาท่าทางหรือคำพูด
ก็ได้ เช่น เปลือยกาย ให้ของลับ ด่าว่า "ตำรวจหมาๆ"
182
ความผิดที่ 2
องค์ประกอบภายนอก
(1) ดูหมิ่น
(2) เจ้าพนั กงาน
องค์ประกอบภายใน
(1) เจตนาธรรมดา
(2) มูลเหตุชักจูงใจเพราะได้กระทำการตามหน้ าที่
หากขณะดูหมิ่นผู้นั้ นมิได้เป็นเจ้าพนั กงานเช่นลาออก
จากราชการแล้วหรือเกษียณอายุแล้วก็ดีหรือดูหมิ่นเพราะ
ได้ทำนอกหน้ าที่ "มิใช่ดูหมิ่นเพราะกระทำการตามหน้ าที่
เช่นด่านายกเทศมนตรีที่บ้านเพราะได้ใช้คนงานเทศบาล
ไปวัดที่ดินนอกหน้ าที่หรือด่าเจ้าพนั กงานในเรื่องส่วนตัว
ไม่ผิดมาตรานี้ แต่หากด่าเขาเรื่องส่วนตัวขณะที่เขาปฏิบัติ
หน้ าที่อยู่ก็อาจผิดตามความผิดที่ 1 ได้
183
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8016/2556
จำเลยกล่าวถ้อยคำว่า "ตำรวจแม่ง...ใช้ไม่ได้" เพราะ
รู้สึกว่าเจ้าพนั กงานตำรวจไม่ให้ความสำคัญต่อคำชี้แจงของ
ตน ทำให้จำเลยรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงกล่าว
ตำหนิ การปฏิบัติหน้ าที่ของเจ้าพนั กงานตำรวจ อันเป็น
เพียงคำกล่าวที่ไม่สุภาพและไม่สมควรเท่านั้ น แต่ไม่ถึงขั้น
มุ่งหมายที่จะด่า ดูถูกเหยียบหยามหรือสบประมาทเจ้า
พนั กงานตำรวจแต่อย่างใด จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ.
มาตรา 136
184
มาตรา 137
มาตรา 137 ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ
แก่เจ้าพนั กงาน ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือ
ประชาชนเสียหาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่
เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่ งหมื่น
บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
185
2. แจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน
องค์ประกอบภายนอก
(1) แจ้งข้อความ
(2) อันเป็นเท็จ
(3) แก่เจ้าพนั กงาน
(4) ซึ่งอาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย
องค์ประกอบภายใน เจตนาธรรมดา
การแจ้ง คือ การทำให้เจ้าพนั กงานได้รับทราบไม่
ว่าจะเป็นด้วยวาจาด้วยหนั งสืออาจรวมถึงกิริยาท่าทาง
ด้วย เช่น ยื่นใบสมัครหรือแสดงใบมอบฉันทะเท็จการ
นิ่ งเฉยไม่เป็นการแจ้งข้อความความผิดสำเร็จเมื่อเจ้า
พนั กงานได้รับทราบแล้วหากข้อความไปไม่ถึงเจ้า
พนั กงานเป็นเพียงพยายามแจ้งความเท็จการกระทำตาม
มาตรานี้ เป็นการแจ้งความเท็จแก่เจ้าพนั กงานผู้มีหน้ าที่
รับแจ้งความถ้าหากเจ้าพนั กงานผู้รับแจ้งความนั้ นไม่ใช่
เจ้าพนั กงานผู้มีหน้ าที่รับแจ้งผู้แจ้งก็ไม่มีความผิดฐาน
แจ้งความเท็จตามมาตรานี้ เช่นคนต่างด้าวแจ้งความเท็จ
ว่ามีสัญชาติไทยและไม่ว่าจะไปแจ้งเองหรือเจ้าพนั กงาน
เรียกไปสอบถามเช่นเรียกให้ไปเป็นพยานในชั้น
สอบสวนก็เป็นการแจ้ง
186
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 981/2561
การที่จำเลยรู้ว่ามิได้เกิดเหตุลักทรัพย์รถกระบะ แต่กลับ
แจ้งแก่พนั กงานสอบสวนว่ามีคนร้ายลักทรัพย์รถกระบะที่
จำเลยเช่าซื้อไป เพื่อจะนำเงินที่ได้รับจากบริษัทผู้รับประกันภัย
ไปชำระค่างวดแก่ธนาคาร ก. ผู้ให้เช่าซื้อ การกระทำของจำเลย
เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 173 อันเป็นบทบัญญัติเฉพาะแล้ว
ไม่จำต้องปรับบทตามมาตรา 137 อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยการ
แจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนั กงานทั่ว ๆ ไปอีก และเมื่อไม่
เกิดมีความผิดอาญาฐานลักทรัพย์เกิดขึ้นในคดีนี้ จึงไม่เป็น
ความผิดตามมาตรา 172
187
สรุ ปเนื้ อหารายละเอียด
การกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 136 ได้ ต้องมีองค์
ประกอบอย่างน้ อยสามประการประกอบกัน คือ
1. ดูหมิ่น
2. เจ้าพนั กงาน
3. ซึ่งกระทำการตามหน้ าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้ าที่
ดังนั้ นหากเป็นการ "วิพากษ์วิจารณ์" รัฐบาล แต่ไม่ได้มุ่งใช้
ถ้อยคำหยาบคายให้เกิดความเจ็บใจ ลดทอนศักดิ์ศรี ลดทอน
คุณค่า ก็ไม่ใช่การ "ดูหมิ่น" ก็ขาดองค์ประกอบข้อที่ 1หาก
เป็นการมุ่งโจมตีที่รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรี ที่ทำหน้ าที่ตัดสิน
ใจออกนโยบาย ก็ไม่ใช่การโจมตี "เจ้าพนั กงาน" ก็ขาดองค์
ประกอบที่ 2 หากเป็นการวิจารณ์ในพฤติกรรมส่วนตัวหรือเรื่อง
ส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับงานในหน้ าที่ก็ขาดองค์ประกอบที่ 3 มาตรา
136 ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อคุ้มครองเจ้าพนั กงานขณะปฏิบัติหน้ าที่
ตามกฎหมายให้สามารถทำงานได้โดยราบรื่นไม่ให้ถูกคุกคาม
กดดัน หรือขัดขวาง จนทำให้ไม่สามารถทำหน้ าที่ได้ แต่มาตรา
136 ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่จะห้ามประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ และ
ไม่ใช่ความผิดฐาน "หมิ่นรัฐบาล" ตามที่กล่าวไว้โดยมาตรา 136
สมัยก่อนมีโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน ปรับไม่เกิน 1,000 บาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หลังการรัฐประหาร 2519 มาตรานี้ ถูกแก้ไข
เพิ่มโทษ พร้อมกับการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวกับการดูหมิ่นครั้ง
ใหญ่ เช่น ความผิดฐานดูหมิ่นพระมหากษัตริย์ฯ ตามมาตรา 112
ความผิดฐานดูหมิ่นศาล ตามมาตรา 198 จนมีโทษจำคุกไม่เกิน
หนึ่ งปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ก่อนที่ในปี 2558 สภานิ ติบัญญัติ
แห่งชาติจะแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาทั้งฉบับ ให้เพิ่มโทษปรับ
ขึ้น 10 เท่า เมื่อถึงปีปี 2563 มาตรา 136 จึงมีโทษจำคุกไม่เกิน
หนึ่ งปี ปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
188
การกระทำที่จะเป็นความผิดตามมาตรา 137
1.ผู้แจ้งข้อความอาจเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิ ติบุคคลก็ได้ ซึ่งการ
แจ้งข้อความอันเป็นเท็จของนิ ติบุคคลกระทำโดยผ่านผู้แทนนิ ติบุคคล
เช่น กรรมการผู้มีอำนาจจัดการแทนของนิ ติบุคคล
2.การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จอาจทำโดย บอกกับเจ้าพนั กงาน
ตอบคำถามเจ้าพนั กงาน เช่นให้การเท็จในฐานะเป็นพยาน การแจ้ง
โดยวิธีแสดงหลักฐาน เช่น คนต่างด้าวไม่มีสิทธิที่จะขอมีบัตรประจำตัว
ประชาชนได้โดชอบด้วยกฎหมาย การที่คนต่างด้าวอ้างและนำหลัก
ฐานแสดงต่อนายทะเบียนเพื่อขอมีบัตรประจำตัวประชาชน จึงเป็นการ
แจ้งเท็จต่อเจ้าพนั กงานเพราะหลงเชื่อคนต่างด้าวคนนั้ นมีสัญชาติไทย
ก็ตาม ก็หาใช่เป็นข้ออ้างที่จะนำมาใช้เพื่อขอให้มีการทำบัตรใหม่แทน
บัตรเดิมที่หมดอายุ
3.ข้อความที่แจ้งต้องเป็นข้อเท็จจริงในอดีตหรือในปัจจุบัน หาก
เป็นเรื่องอนาคตไม่เป็นความเท็จ
4. การแจ้งข้อเท็จจริงนั้ นต้องมีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง
มิใช่การแสดงความคิดเห็น หรือการคาดคะเนถึงเหตุการณ์ในอนาคต
5.การแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนั กงาน อันเป็นความผิดตาม ป.อ.
มาตรา 137 นั้ น จะต้องเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้า
พนั กงานที่มีอำนาจหน้ าที่เกี่ยวกับเรื่องที่แจ้งความนั้ น หรือผู้มีหน้ าที่
รับผิดชอบตามที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาหากเป็นการแจ้ง
ข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนั กงานอื่นที่ไม่มีหน้ าที่เกี่ยวกับการที่แจ้งก็
ไม่เป็นความผิด
6.ความผิดฐานแจ้งความเท็จตาม ป.อ. 137 นั้ นจะต้องปรากฏ
ว่าการแจ้งความเท็จนั้ น อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย โดยไม่
ต้องคำนึ งถึงผลว่าต้องเกิดผลเสียหายขึ้นก่อน จึงจะเป็นความผิด
7.การแจ้งความเท็จนั้ นผู้แจ้งต้องกระทำโดยเจตนากล่าวคือ ต้องรู้
ข้อเท็จจริงว่าสิ่งที่แจ้งนั้ นเป็นเท็จ ไม่เป็นความจริงตามที่แจ้งเพราะ
หากแจ้งตามที่เข้าใจเช่นนี้ ถือว่าผู้แจ้งไม่มีเจตนา
189
ข้อเสนอแนะ
ถ้าหากจะให้กฎหมายมีการปรับปรุงนั้ นถือว่าเป็น
เรื่องที่ยาก แต่จากประมวลกฎหมายอาญาที่บัญญัติ
มาตรา 136 และมาตรา137 นั้ นถือว่าได้ออกกฎระเบียบ
ตามตัวบทแล้วอาจจไม่ต้องปรับปรุงอะไรมาก เพียงแต่
ควรเพิ่มความหมายหรือความเข้าใจที่ง่ายแก่ประชาชนที่
ไม่ทราบถึงความผิดในฐานนี้ ให้มากขึ้นเพราะบุคคล
ทั่วไปที่ไม่ใช่นั กกฎหมายอาจไม่เข้าใจถึงคำว่าดูหมิ่นหรือ
คำว่าให้การเท็จหรือสิ่งที่ห้ามกระทำต่อพนั กงานเจ้า
หน้ าที่ตามตัวบทบัญญัติ การแก้ไขกฎหมายและการ
บัญญัติกฎหมายเฉพาะให้มีความชัดเจนในส่วนนี้ จะ
เป็นการให้ข้อเสนอเพื่อการทำงานของพนั กงานเจ้า
หน้ าที่
190