บทท่ี 2
คำพิพากษาศาลฎีกา
ความผดิ ฐานลกั ทรัพย
มาตรา 334 “ผูใดเอาทรพั ยของผูอ่ืน หรอื ทผ่ี ูอื่นเปนเจาของรวมอยดู วยไปโดยทุจรติ ผนู ั้นกระทำความผดิ ฐานลกั ทรัพย
คำพิพากษาฎีกาท่ี 9093/2544 “โจทกรวมและจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันในคดแี พงท่ีโจทกรวมฟองขับไล
จำเลยจากตึกแถวพิพาท โดยจำเลยตกลงยกเครื่องปรบั อากาศจำนวน 2 เครื่อง ใหเปนกรรมสิทธ์ิของโจทกรวมตอมาเม่อื โจทก
รวมไดเลอื กเคร่ืองปรบั อากาศจำนวน 2 เครือ่ งแลวเครือ่ งปรบั อากาศท้ังสองเครื่องจึงเปนกรรมสิทธขิ์ องโจทกรวม การที่จำเลยได
รอ้ื เอาไมกน้ั หอง บานประตู และเคร่ืองปรับอากาศสองเครือ่ งดงั กลาวไปจากตกึ แถวพิพาท จงึ เปนความผิดฐานลกั ทรพั ยตาม
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334”
กฎหมายทเ่ี กีย่ วของ
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59, มาตรา334, มาตรา358,
จากฎกี าขางตนสามารถอธบิ ายไดวา จำเลยยกเคร่ืองปรับอากาศใหโจทกรวมแลว ตอมาจำเลยมารื้อเอาเคร่ืองปรับอากาศไป เปน
การเอาไปโดยทจุ รติ ผดิ ลกั ทรัพย และนอกจากนี้การรื้อสง่ิ ของซึ่งติดกบั ผนังตกึ ยอมทำใหเกดิ รองรอยตางๆข้นึ เปนผลธรรมดา
ของการรอื้ ถอนทตี่ องเกดิ สภาพแตกราวดังกลาวไมไดเกดิ ข้ึนโดยเจตนาทำใหเสยี ทรัพยของจำเลย จำเลยไมมีความผิดฐานทำให
เสยี ทรัพย
คำพิพากษาฎกี าทเี่ กยี่ วกับคำวา “เอาไป”
คำพิพากษาฎกี าที่ 7880/2547 “หลงั จากจำเลยทัง้ สองรวมกนั ทำรายผูเสียหายท่ี 2 และที่ 3 แลว จำเลยทัง้ สองหลบหนีไป โดย
จำเลยที่ 2 ขบั รถจักรยานยนตของผเู สยี หายท่ี 4 ไปดวย หลงั เกิดเหตุ 2 วัน พบรถจักรยานยนตของผูเสียหายท่ี 4 จอดอยทู ปี่ อม
ตำรวจ หากจำเลยทงั้ สองมีเจตนาจะเอารถจักรยานยนตของผเู สยี หายที่ 4 ไปโดยทจุ ริตก็สามารถทำได แตจำเลยที่ 2 กลบั ไปจอด
ไวท่ีปอมตำรวจ แสดงวาจำเลยที่ 2 มเี จตนาเพยี งใชรถจักรยานยนตของผูเสยี หายที่ 4 เปนยานพาหนะหลบหนเี ทาน้ัน หาไดมี
เจตนาเอาไปโดยทจุ ริตไม จำเลยทง้ั สองจึงไมมีความผดิ ฐานลกั ทรัพยรถจักรยานยนตของผเู สยี หายที่ 4”
กฎหมายทเ่ี กี่ยวของ
ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 59 , มาตรา334
จากฎกี าขางตนสามารถอธิบายไดวาหากจำเลยทั้งสองมีเจตนาจะเอารถจักรยานยนตของผูเสยี หายที่ 4 ไปโดยทจุ ริตก็มคี วามผดิ
ฐานลกั ทรัพยแตจำเลยที่ 2 กลบั ไปจอดไวทปี่ อมตำรวจดงั กลาว แสดงวาจำเลยที่ 2 มเี จตนาเพยี งใชรถจักรยานยนตของผเู สียหาย
ท่ี 4 เปนยานพาหนะหลบหนเี ทานัน้ ไมไดมีเจตนาเอาไปโดยทุจริต จำเลยท้ังสองจงึ ไมมีความผดิ ฐานลกั ทรัพยรถจักรยานยนต
ของผเู สียหายที่ 4
98
ความผดิ ฐานกรรโชกทรัพย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15718/2553 จำเลยกบั พวกวางแผนขับรถยนตแท็กซช่ี นรถยนตปกอัพของผูเสยี หาย แลวลงจากรถเรยี ก
คาเสยี หายจากผูเสยี หายอางวาเสยี หายเปนจำนวนมาก แตขอเรียกเพียง 5,000 บาท ผเู สียหายตอรอง พวกของจำเลย พูดขวู า
หากพดู ไมรเู ร่ืองจะเรียกตำรวจ ผูเสียหายยอมจายเงินให 500 บาท แลวจำเลยกบั พวกแยกยายหลบหนีไปทันที ดังนน้ั การที่
จำเลยขวู าจะเรยี กเจาพนักงานตำรวจมา จึงถือไมไดวาเปนการใชสทิ ธิโดยชอบ แตเปนการขูเขญ็ ผูเสียหายใหกลัววาจะเกดิ
อันตรายตอเสรภี าพและชื่อเสียงของผูเสียหาย เปนการขมขืนใจผูเสยี หายใหยอมมอบเงินให ถือไดวาจำเลยรวมกับพวกขมขนื ใจ
ผูเสียหายใหยอมใหประโยชนในลกั ษณะทีเ่ ปนทรพั ยสนิ แกจำเลยแลว จึงเปนความผิดฐานกรรโชกทรพั ย
กฎหมายทีเ่ กีย่ วของ
ประมวลกฎหมายมาตรา 337
จากฎกี าขางตนสามารถอธิบายไดวาการทจ่ี ำเลยกับพวกขับรถแท็กซชี่ นกับรถของผเู สียหายและรถกระบะอีกคนั ในเวลาตอมา
ลักษณะการชนคลายกันนับวาเปนขอพริ ธุ อยางยิ่ง นายน้ำเงินเรียกรองใหผูเสยี หายรับผิดชดใชคาเสียหายท่เี กดิ ข้นึ อางวาฝาย
ผูเสียหายเฉีย่ วชนรถของตน และอางวาหากพดู กันไมรเู รื่องจะเรยี กผูการมา ถือไดวาเปนการขมขนื ใจผูเสยี หายใหยอมมอบเงนิ
โดยขเู ข็ญวาจะเรยี กผกู ารซ่งึ หมายถึงใหเจาพนกั งานตำรวจจับกุมดำเนินคดีทเี่ ปนอนั ตรายตอเสรีภาพและชอื่ เสยี งตอผูเสยี หาย
แมจำเลยลงมาพูดคุยดวยวาจาทสี่ ภุ าพไมมีลักษณะของการขมขนื ใจก็ตาม เมื่อผูเสยี หายมอบเงิน 500 บาท แลว จำเลยรีบไปแลว
ก็พากันแยกยายทันที แสดงใหเห็นวาจำเลยกับนายน้ำเงนิ รวมกนั วางแผนมาแตแรกโดยใชกลอุบายใหดูแนบเนยี นวาเปนเรอ่ื งเกดิ
อุบตั ิเหตุและใชสิทธิเรียกรองคาสนิ ไหมทดแทนครัน้ เมื่อผเู สยี หายมาพบการกระทำของจำเลยกบั พวกในลักษณะเดียวกันอกี คร้ัง
ภายในเวลากระช้นั ชิดตอเน่ืองกนั จำเลยกับพวกก็พากนั ข้ึนรถแทก็ ซค่ี ันดังกลาวหลบหนไี ป จงึ เปนขอบงชใี้ หเห็นวา เหตุที่รถของ
จำเลยกับพวกเฉ่ยี วชนรถยนตของผูเสียหายน้ัน เปนการจงใจกระทำของจำเลยกบั พวกโดยเฉพาะเจาะจงเพ่ือจะไดอางเปนเหตใุ ห
เรยี กทรพั ยสินจากเหยอื่ ดังน้ัน แมจะไดความวาจำเลยพดู วาหากตกลงไมไดจะเรยี กเจาพนกั งานตำรวจ กไ็ มอาจถอื ไดวาเปนการ
ใชสทิ ธโิ ดยชอบแตเปนการขเู ขญ็ ผูเสยี หาย
99
คำพิพากษาศาลฎกี าท่ี 22746/2555 จำเลยขับรถจักรยานยนตมาที่วินรถจกั รยานยนตพูดวา หากใครไมจายไมใหจอด ระวังจะ
จำเบอรไมได จำซอยไมได ขับเงยี บ ๆ ใกลจะหมดเวลาของพวกมงึ แลว มลี กั ษณะเปนการขมขูผูเสียหายทั้งสามวาอาจถูกทำราย
หลังจากมีการแจงความรองทุกขแลวแตไมมีการควบคุมตัวจำเลยในระหวางดำเนินคดี ผเู สยี หายทง้ั สามเกรงจะไดรับอนั ตราย
และถูกหามขบั รถจกั รยานยนตรบั จางในซอยเกดิ เหตุจึงตองจำยอมจายเงนิ ใหแกจำเลยวนั ละ 15 บาท ตามท่ีจำเลยเรียกรอง การ
กระทำของจำเลยจงึ เปนความผิดฐานกรรโชกทรัพย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 แลว
กฎหมายท่ีเก่ยี วของ
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคแรก มาตรา 80 ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา มาตรา 192วรรคส่ี
มาตรา 225
จากฎกี าขางตนสามารถอธิบายไดวาจำเลยขับรถจักรยานยนตมาท่ีวินรถจกั รยานยนตพูดวา หากใครไมจายไมใหจอด ระวังจะจำ
เบอรไมได จำซอยไมได ขบั เงียบ ๆ ใกลจะหมดเวลาของพวกมงึ แลว มีลกั ษณะเปนการขมขผู ูเสียหายทง้ั สามวาอาจถูกทำรายและ
การแจงความรองทกุ ขแลว แตไมมีการควบคุมตวั จำเลย ในระหวางดำเนนิ คดีผเู สียหายท้ังสามเกรงจะไดรับอนั ตรายและถูกหาม
ขับรถจักรยานยนตรบั จางในซอยเกดิ เหตจุ ึงตองจำยอมจายเงนิ ใหแกจำเลยวันละ 15 บาท ตามท่ีจำเลยเรียกรองตอมาอีก การ
กระทำของจำเลยจึงเปนความผดิ ฐานกรรโชกทรัพย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 แลว แตขอเท็จจรงิ ทผ่ี เู สยี หายทั้ง
สามจำยอมจายเงินใหแกจำเลยวันละ 15 บาท ภายหลงั จากมกี ารแจงความรองทุกขแลวน้ัน ปรากฏแตในทางพิจารณาโดยโจทก
ไมไดกลาวไวในฟอง ขอเทจ็ จริงดังกลาวจึงไมใชเปนเรอ่ื งที่โจทกประสงคใหลงโทษ จึงตองหามมใิ หศาลลงโทษจำเลยโดยอาศยั
ขอเท็จจรงิ นน้ั ตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ ประกอบมาตรา 225 ศาลฎกี าจึงลงโทษจำเลย
ไดแตในความผิดฐานพยายามกรรโชกทรัพยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 337 วรรคหน่ึง ประกอบมาตรา 80 เทานั้น
100
108 109 110 111 112 113 114 115 116 117 118
การเบิกความอันเป็นเท็จ
ตามมาตรา 177
101
โครงสร้างความรับผิดทางอาญา
มาตรา 177 ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี
ต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี ต้องระวางโทษจำ
คุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำในการพิจารณา
คดีอาญา ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่
เกิน หนึ่งหมื่นสี่พันบาท
องค์ประกอบภายนอก
1.ผู้ใด
2.เบิกความในการพิจารณาคดีต่อศาล
3.อันเป็นเท็จ
4.ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี
องค์ประกอบภายใน
เจตนาธรรมดา
102
โครงสร้างความรับผิดทางอาญา
วรรคสอง เป็นเหตุเพิ่มโทษ ถ้าการกระทำดังกล่าวในวรรค
แรกได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา
ความผิดดังกล่าว ไม่จำกัดว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา
และไม่ว่าจะเบิกความในฐานะพยานหรือผู้เชี่ยวชาญก็ตาม ถ้าเอาความ
ที่ตนรู้อยู่ว่าเป็นเท็จไปเบิกความต่อศาลในการพิจารณาคดี ซึ่ง
ความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี
ข้อสำคัญในคดี คือ ข้อเท็จจริงที่จะทำให้แพ้หรือชนะคดี เช่น
ขอให้ศาลตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกโดยอ้างว่าผู้ตายไม่ได้เขียน
พินัยกรรมไว้ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่าผู้ตายทำพินัยกรรมไว้ ศาลหลง
เชื่อจึงตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดก ข้อที่ว่าผู้ตายไม่มีพินัยกรรมหรือ
เบิกความว่าผู้ตายไม่มีบุตร ภริยา เป็นข้อสำคัญในคดี หรือ
พยานเห็นเหตุการณ์ในคดีแต่เบิกความว่าไม่เห็นเหตุการณ์นั้น
103
โครงสร้างความรับผิดทางอาญา
ส่วนข้อที่ไม่ทำให้การวินิจฉัยข้อพิพาทเปลี่ยนแปลง
ไป ไม่เป็นข้อสำคัญในคดี เช่น คำเบิกความที่ไม่มีน้ำหนัก ไม่ใช่
ข้อสำคัญในคดี พยานบอกเล่าไม่ใช่ข้อสำคัญ เป็นต้น
การเบิกความเท็จที่เป็นไปตามความผิดมาตรานี้ คำ
เบิกความเท็จต้องมีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง ไม่ใช่เรื่อง
ความเห็นหรือการคาดคะเนหรือการเดา ความผิดฐานเบิกความ
เท็จตามมาตรานี้เป็นความผิดสำเร็จทันทีที่เบิกความเท็จ
104
โครงสร้างความรับผิดทางอาญา
เหตุเพิ่มโทษ (มาตรา 181)
1 ถ้าเป็นการเบิกความเท็จในกรณีแห่งข้อหาว่า ผู้กระทำความ
ผิดที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ผู้กระทำต้องรับโทษหนักขึ้น
2 ถ้าเป็นกรณีเบิกความเท็จในข้อหาว่า ผู้ใดกระทำความผิด
ซึ่งต้องระวางโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ผู้กระทำ
ต้องรับโทษหนักขึ้นอีก
เหตุยกเว้นโทษและบรรเทาโทษ
1 ถ้าผู้เบิกความเท็จแล้วลุแก่โทษและกลับแจ้งความจริงต่อศาลหรือ
เจ้าพนักงานก่อนจบคำเบิกความผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ ตามมาตรา 182
2 ถ้าผู้เบิกความเท็จได้ลุแก่โทษและกลับแจ้งความจริงต่อศาลหรือเจ้า
พนักงานก่อนคำพิพากษา และก่อนตนถูกฟ้องในความผิดฐานเบิก
ความเท็จนั้น ศาลจะลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความ
ผิดนั้นเป็นไงก็ได้ ตามมาตรา 183
105
คำพิพากษา ตามมาตรา177
106
คำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาฎีกาที่ 126-127/2523
ในคดีแพ่งที่จำเลยทั้งสองถูก ส. ฟ้องว่าผิดสัญญาขายที่ดินและเรียกค่าเสียหาย ซึ่ง
โจทก์ถูกเรียกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมด้วยนั้น ศาลได้กำหนดประเด็นข้อพิพาทไว้ว่า
จำเลยที่ 1 ได้มอบอำนาจให้โจทก์ (ซึ่งเป็นจำเลยร่วม)ขายที่พิพาทหรือไม่ อันเป็น
ประเด็นสำคัญชี้ขาดการแพ้ชนะคดีนั้น การที่จำเลยทั้งสองเบิกความอันเป็นเท็จว่าไม่
ได้มอบอำนาจให้โจทก์ไปจำหน่ายหรือขายที่ดินให้คนอื่น จึงเป็นข้อความสำคัญใน
คดี เมื่อจำเลยเบิกความเท็จและข้อความนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีแม้คดีนั้นจะเสร็จ
เด็ดขาดลงด้วยการประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามสัญญา
ประนีประนอมยอมความก็ตามการกระทำที่เป็นการเบิกความเท็จของจำเลยเป็นความ
ผิดสำเร็จแล้ว จำเลยจึงต้องมีความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 177
วิเคราะห์
การที่จำเลยทั้งสองได้ถูก ส.ฟ้องนั้นเพราะได้ผิดสัญญาขาย
ที่ดินและเรียกค่าเสียหาย ซึ่งในการนี้โจทก์ก็ได้เข้ามาเป็น
จำเลยร่วมด้วย ปรากฎว่าศาลได้กำหนดประเด็นว่าจำเลยที่ 1
นั้น ได้มอบอำนาจให้โจทก์ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการ
ชี้ขาดว่าผู้ใดแพ้ชนะ และการที่จำเลยทั้งสองได้เบิกความเป็น
เท็จว่าไม่ได้มอบอำนาจนั้น เป็นกรณีที่จำเลยทั้งสองได้
กระทำการที่เป็นการเบิกความเท็จของจำเลยเป็นความผิดแล้ว
จำเลยย่อมมีความผิดฐานเบิกความเท็จ ตามมาตรา 177
107
คำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ : 8691 / 2550
ความเท็จที่จะถือว่าเป็นข้อสำคัญในคดีต้องเป็นความเท็จที่อาจ
ทำให้คู่ความต้องแพ้ชนะกันในประเด็นแห่งคดี คดีแพ่งมีประเด็นข้อ
พิพาทว่าจำเลยทำสัญญาค้ำประกันต่อโจทก์ร่วมหรือไม่ การที่
จำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อในสัญญาค้ำประกัน
และลายมือชื่อผู้ค้ำประกันตามสัญญาดังกล่าวไม่ใช่ลายมือชื่อ
ของจำเลยนั้น ย่อมเป็นการเบิกความเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทอัน
เป็นข้อแพ้ชนะคดี กรณีจึงเป็นข้อสำคัญในคดี เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้
ว่าคำเบิกความนั้นเป็นเท็จ ดังนี้ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความ
ผิดฐานเบิกความเท็จตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177
วิเคราะห์
การจำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่ได้ลงลายมือชื่อใน
สัญญาค้ำประกันและลายมือชื่อผู้ค้ำประกันนั้น ปรากฎต่อ
มาว่าจำเลยได้บอกว่าไม่ใช่ลายมือของจำเลย เป็นกรณีที่
ข้อเท็จจริงที่จำเลยกล่าวมานั้น เป็นคำเบิกความเท็จ
การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ
ตามมาตรา 177
108
บทสรุป
การเบิกความเท็จที่เป็นไปตามความผิดมาตรา 177นี้ คือคำ
เบิกความเท็จที่จะต้องมีลักษณะเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง ไม่ใช่
เรื่องความเห็นหรือการคาดคะเนหรือการเดา ความผิดฐานเบิก
ความเท็จตามมาตรานี้เป็นความผิดสำเร็จทันทีที่เบิกความเท็จ
และองค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จ ต้องเป็นการเบิก
ความเท็จในกระบวนพิจารณาที่กระทำโดยศาลในคดีที่ต้องฟัง
คำพยานเพื่อวินิจฉัยประเด็นตามอำนาจหน้าที่ และการเบิก
ความหมายความถึงการกระทำของพยานบุคคล ไม่ได้
หมายความถึงคำแถลงหรือคำให้การในฐานะคู่ความหรือของผู้
อื่น ที่ไม่ได้กระทำในฐานะพยาน การกระทำในฐานะที่เป็นโจทก์
ซึ่งเป็นคู่กรณีฝ่ายหนึ่ง ไม่ได้กระทำในฐานะพยานบุคคล ไม่
เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จ
109
ช่วยผู้กระทำความผิด
ตามมาตรา 189
110
โครงสร้างความรับผิดทางอาญา
มาตรา 189 ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำ
ความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น
โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใดเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวาง
โทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
องค์ประกอบภายนอก
1.ผู้ใด
2.ช่วยผู้อื่น
3.ซึ่งเป็นผู้กระทำความผิดหรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด
4. อันมิใช่ความผิดลหุโทษ
5. โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้น หรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประ
การใดๆเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม
องค์ประกอบภายใน
1.เจตนาธรรมดา
2.มูลเหตุจูงใจเพื่อ ไม่ให้ต้องโทษ
111
โครงสร้างความรับผิดทางอาญา
การช่วยเหลือผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้ อาจจะช่วยได้ 2
ลักษณะ คือ ช่วยเหลือผู้อื่นเพื่อไม่ให้ต้องรับโทษและการช่วย
เหลือผู้อื่นเพื่อมิให้ถูกจับกุม อันเนื่องมาจากความผิดอาญาแผ่น
ดินที่ไม่ใช่ลหุโทษ
เช่น ช่วยบอกข่าวการติดตามของตำรวจ จัดหาเรือให้เพื่อให้หลบหนี
แกล้งบอกให้ตำรวจติดตามผู้ร้ายไปผิดทางหรือตำรวจเข้ามาจากการ
พนัน ก็ร้องบอกว่า "ตำรวจมา" ทำให้บางคนหลบหนีไปได้ ผู้กระทำมี
ความผิดตามมาตรานี้ ตำรวจตามผู้ร้ายมาถึงที่บ้าน ก. ให้คนร้ายขึ้นไป
แล้วบอกตำรวจว่าผู้ร้ายไม่ได้เข้ามาในบ้าน ตำรวจพบว่าผู้ร้ายซ่อนอยู่
บนบ้าน ก.ก.จะมีความผิดฐานซ่อนเร้นผู้กระทำความผิดตามมาตรานี้
แต่ถ้าผู้กระทำความผิดนั่งรถกลับบ้าน แต่ขณะพามาไม่มีใครจะเข้าจับกุมก็
ไม่เป็นการช่วยให้พ้นจากการจับกุม และต้องเป็นการช่วยเหลือผู้อื่นซึ่ง
เป็นผู้กระทำความผิด ถ้าช่วยตัวเองหรือช่วยผู้กระทำความผิดที่คดีขาด
อายุความแล้ว หรือช่วยผู้ที่มีหมายจับให้มาฟังคำพิพากษาซึ่งยกฟ้องแล้ว
ไม่มีความผิดตามมาตรานี้ หรือถ้าผู้อื่นนั้นถูกจับแล้วช่วยให้หลบหนีก็
ไม่ผิดตามมาตรานี้เช่นกัน เพราะมาตรานี้ต้องช่วยไม่ให้ถูกจับ (อาจจะ
ผิดมาตรา 191)
112
โครงสร้างความรับผิดทางอาญา
ที่สำคัญคือต้องมีเจตนาช่วยโดยมี "มูลเหตุจูงใจ"
เพื่อมิให้ถูกจับกุมหรือเพื่อมิให้ต้องรับโทษถ้าช่วยเหลือ
เพราะผู้นั้นกำลังจะอดตายหรือกำลังเจ็บปวดก็ไม่ผิดตาม
มาตรานี้
เหตุบรรเทาโทษ (มาตรา 193)
การช่วยบิดา มารดา บุตร สามี หรือภริยาของผู้กระทำ
ศาลจะไม่ลงโทษก็ได้ ทั้งนี้บุคคลดังกล่าวต้องมีความ
สัมพันธ์กันโดยชอบด้วยกฎหมาย
113
คำพิพากษา ตามมาตร 189
114
คำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4182/2530
ท.ยิงผู้ตายแล้วไปรับเอากระสุนปืนจากจำเลยมาใช้ยิงผู้ตายซ้ำอีก หลังจากนั้นจำเลย
ยังได้ส่งกุญแจรถจักรยานยนต์ให้ ท.เพื่อใช้ขับขี่หลบหนีพนักงานอัยการได้ฟ้องจำเลย
ในข้อหาช่วยท. ให้หลบหนีเพื่อมิให้ถูกจับกุมอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมาย
อาญา มาตรา 189 ซึ่งโจทก์ในคดีนี้เป็นโจทก์ร่วมในคดีดังกล่าว ศาลพิพากษาลงโทษ
จำเลยไปแล้ว โจทก์ยังฟ้องจำเลยในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดโดยการ
ช่วยเหลือส่งกระสุนปืนให้ ท. ยิงผู้ตายเป็นคดีนี้อีกดังนี้การช่วยเหลือของจำเลยใน
คดีนี้กับคดีก่อนในการกระทำความผิดของ ท. เป็นการช่วยเหลือกระทำความผิดในคราว
เดียวต่อเนื่องติดต่อกันไม่ขาดสายจนเป็นความผิดสำเร็จในข้อหาเป็นผู้สนับสนุน
ท. ฆ่าผู้ตายและช่วยเหลือ ท.เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำ
อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อจำเลยถูกฟ้องในคดีก่อนจน
ศาลพิพากษาลงโทษและคดีถึงที่สุดไปแล้วสิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยของโจทก์
เป็นคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา39(4)
วิเคราะห์
การที่จำเลยได้ส่งกุญแจรถจักรยานยนต์ให้ ท.
เพื่อใช้ขับหลบหนีนั้น เป็นการกระทำที่จำเลยได้
ช่วย ท .ในการหลบหนี เพื่อไม่ให้ถูกจับกุมที่เป็น
ความผิด ตามมาตรา 189 แต่ปรากฎต่อมาว่า
จำเลยยังเป็นผู้สนับสนุนให้ ท. กระทำความผิด
โดยการช่วยเหลือในการส่งกระสุน ให้ ท. ยิงผู้
ตาย การกระทำของจำเลย เป็นการกระทำที่เป็น
ความผิดต่อกฎหมายหลายบท
115
คำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4922/2539
จำเลยที่1ขับรถยนต์บรรทุกไม้แปรรูปแล้วถูกนายดาบตำรวจก.
กับพวกยึดรถยนต์บรรทุกไม้แปรรูปไม่ยอมให้ขับออกไปจำเลย
ที่2ได้มาพูดกับนายดาบตำรวจก. กับพวกเป็นทำนองให้ปล่อย
รถยนต์บรรทุกไม้แปรรูปและจำเลยที่1เมื่อนายดาบตำรวจก.กับ
พวกไม่ยอมต่อมาจำเลยที่2ก็พาจำเลยที่1ขึ้นรถยนต์ขับหนีไป
แสดงว่าจำเลยที่2รู้แล้วว่าได้มีการกระทำความผิดเกิดขึ้นและมี
จำเลยที่1เป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอันมิใช่ความผิดลหุโทษ
จำเลยที่2จึงต้องมีความผิดฐานช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด
หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิดอันมิใช่ความผิดลหุโทษเพื่อ
ไม่ให้ต้องโทษหรือไม่ให้ถูกจับกุมตามประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา189
วิเคราะห์
การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกไม้แปรรูปแล้วโดนนายดาบตำรวจ
ก .กับพวกยึดรถยต์ไม้แปรรูปไม่ยอมให้ขับไปนั้น ปรากฎต่อมาว่า
จำเลยที่ 2 ได้มาพูดกับนายดาบตำรวจ ก. กับพวก ว่าให้ปล่อย
รถยนต์บรรทุกไม้แปรรูปนั้น ปรากฏต่อมาว่า จำเลยที่ 2 พาจำเลย
ที่1 ขับรถหนีไป เป็นกรณีที่ จำเลยที่2 มีการกระทำความผิดและ
จำเลยที่ 1 เป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด การกระทำความผิดอันมิใช่
ความผิดลหุโทษเพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ตามมาตรา 189
116
บทสรุป
การช่วยเหลือผู้กระทำความผิดตามมาตรา 189
นี้ อาจจะช่วยได้ 2 ลักษณะ คือ ช่วยเหลือผู้
อื่นเพื่อไม่ให้ต้องรับโทษและการช่วยเหลือผู้
อื่นเพื่อมิให้ถูกจับกุม ที่สำคัญ ต้องมีเจตนา
ช่วยโดยมี " มูลเหตุจูงใจ " เพื่อมิให้ถูกจับกุม
หรือเพื่อมิให้ต้องรับโทษถ้าช่วยเหลือเพราะผู้
นั้นกำลังจะอดตายหรือกำลังเจ็บป่วย ไม่ผิด
ตามมาตรานี้
117
บรรณานุกรม
ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ. (2564). คำอธิบายกฎหมายอาญา
ภาคความผิดและลหุโทษ. กรุงเทพมหานคร:
สำนักพิมพ์วิญญูชน.
องค์ประกอบความผิดฐานเบิกความเท็จ. (ม.ป.ป.)(ออนไลน์):แหล่งที่มา
https://sites.google.com/site/lawyernitipinyo1/rwm-
khdi-keiyw-kab-khdi-xaya-laea-kha-phiphaksa-sal-
dika-thi-na-snci/xngkh-prakxb-khwam-phid-than-
-beik-khwam-thec(สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2564)
ทนายความกอบเกียรติ และเพื่อน. (ม.ป.ป.)การฟ้องร้องต่อสู้คดีความ
ผิดฐานฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ(ออนไลน์):แหล่งที่มา https://
www.kobkiat.com/17369611(สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยายน
2564)
กฎหมายอาญา ภาคความผิด. (ม.ป.ป.)(ออนไลน์):แหล่งที่มา https://
www.keybookme.com/criminal-law/get-dd?matra=177
&a2=active(สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กันยานย 2564)
การให้ที่พักพิง หรือสนับสนุนช่วยเหลือผู้ก่อเหตุรุนแรง. (ม.ป.ป.)
(ออนไลน์):แหล่งที่มา https://www.southpeace.go.th/?p
=22754 (สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2564)
คำพิพากษาศาลฎีกา. (ม.ป.ป.)(ออนไลน์):แหล่งที่มา ttps://deka.
in.th/view-26683.html (สืบค้นเมื่อ 18 กันยายน 2564)
นพภัส. (ม.ป.ป.)คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง(ออนไลน์):แหล่งที่มา
https://www.นพนภัสทนายความเชียงใหม่.com
/ประมวลกฎหมายอาญา%20มาตรา%20189.html
(สืบค้นเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2564)
118
บทที่1
คำอธิบายเชิงโครงสร้าง
ความรับผิดทางอาญา
มาตรา190
หลบหนีระหว่างที่ถูกคุมขัง
มาตรา 191
บุคคลทั่วไปกระทำให้ผู้ที่ถูกคุม
ขังหลุดพ้นไป
119
หลบหนีระหว่างที่ถูกคุมขัง
มาตรา 190 ผู้ใดหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของ
พนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ต้องระวางโทษจำคุกไมเกิน
สามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าความผิดดังกล่าวมาในวรรคแรกได้กระทำโดยแหกที่คุมขัง โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดย
ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำ
ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้องระวาง
โทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง
องค์ประกอบภายนอก
(1) หลบหนี
(2) ระหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวนหรือของ
เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา
3 โดยเจตนา
หลบหนี หมายถึง ไปให้พ้นจากการคุมขังโดยไม่ได้รับอนุญาตผู้ควบคุมถ้าผู้ควบคุมอนุญาตให้
ไปแม้จะพ้นไปจากการควบคุมก็ไม่เป็นการหลบหนี, การกระทำเพียงใดจะถือว่าพ้นการคุมขังต้อง
พิจารณาสภาพการคุมขังเป็นรายกรณีไปการหนี้จากการควบคุมของตำรวจที่จับมาแม้วิ่งไปก้าว
เดียวก็เป็นการหลบหนีแม้จะจับไว้ได้อีกก็เป็นการหลบหนีสำเร็จแล้วไม่ทำให้กลับเป็นพยายาม
กระทำความผิด แต่ถ้าถูกขังในห้องขังภายในเรือนจำหรือในสถานีตำรวจ เพียงแต่งัดประตูห้อง
ขังออกมาได้ ก็เป็นการหนีสำเร็จแล้วไม่ต้องพิจารณาพ้นกำแพงเรือนจำหรือพ้นสถานีตำรวจนั้น
หรือไม่
พนักงานอัยการ หมายความถึงเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ฟ้องผู้ต้องหาต่อศาล ทั้งนี้จะเป็น
ข้าราชการในกรมอัยการหรือเจ้าพนักงานอื่นผู้มีอำนาจเช่นนั้นก็ได้
พนักงานสอบสวน หมายความถึงเจ้าพนักงาน ซึ่งกฎหมายให้มีอำนาจและหน้าที่ทำการสอบสวน
การจะเป็นความผิดมาตรา 190 จะต้องมีลักษณะของการกระทำคือ หลบหนีไประหว่างที่
ถูกคุมขัง การถูกคุมขัง กฎหมายบัญญัติไว้หลายกรณี หลบหนีไประหว่างถูกคุมขังตามอำนาจ
ของศาลก็ได้ ตามอำนาจของอัยการก็ได้ ตามอำนาจของพนักงานสอบสวนก็ได้ ตามอำนาจของ
เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาก็ได้
120
องค์ประกอบภายใน เจตนาธรรมดา
วรรคสอง เป็นเหตุเพิ่มโทษเมื่อกระทำ
(1) โดยแหกที่คุมขัง
(2) โดยใช้กำลังประทุษร้าย
(3) โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
(4) โดยร่วมกระทำความผิดด้วยการตั้งแต่สาม
คนขึ้นไป
กระทำโดยแหกที่คุมขัง หมายถึง ออกมาจากที่คุมขังโดยวิธีผิดธรรมดา เช่น การงัด หรือ
ทำลายกุญแจห้องขัง ลูกกรงห้องขังหรือการเจาะพื้นห้องขัง
แต่ไม่หมายความถึง เครื่องพันธนาการ เช่น กุญแจมือ โซ่ตรวน
ตัวอย่างเช่น การที่จำเลยไขกุญแจมือหรือเลื่อยโซ่ตรวนจนขาดแล้วหลบหนีไป ไม่ผิดแหกที่
คุมขังตามวรรคสอง (ฎีกาที่ 953 /2474)
ตัวอย่างเช่น การล่ามโซ่ไว้ไม่ใช่ที่คุมขัง จำเลยหักโซ่หลบหนีไปจากการควบคุมระหว่างผู้ใหญ่
บ้านควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน ไม่เป็นการแหกที่คุมขัง ผิดมาตรา 190 วรรคแรก
เท่านั้น (ฎีกาที่ 519/2500)
ใช้กำลังประทุษร้าย คือ การประทุษร้ายแก่กาย หรือ จิตใจ ของบุคคล ไม่ว่าจะทำด้วยแรง
กายภาพเช่น บีบคอ ผลักให้ล้ม ทำร้าย และให้หมายความรวมถึง การกระทำใดๆ ซึ่งเป็น
เหตุให้ บุคคลหนึ่งบุคคลใด อยู่ในภาวะที่ ไม่สามารถขัดขืนได้ ไม่ว่าจะโดย ใช้ยาทำให้
มึนเมา สะกดจิต หรือ ใช้วิธีอื่นใด อันคล้ายคลึงกัน
คำๆนี้มีความหมายกว้างกว่าการทำร้าย การกระทำอะไรเล็กๆน้อยๆ ก็อยู่ในความหมาย
ของการใช้กำลังประทุษร้ายแล้ว เช่น กอด จับ ผลัก ดึง ข่วนหยิก เป็นต้น คือไม่ถึงกับ
ทำร้ายร่างกาย แต่การทำร้าย ก็อยู่ในความหมาย ของการใช้กำลังประทุษร้ายเหมือนกัน
ใช้กำลังประทุษร้าย มีในประมวลกฎหมายอาญษมาตรา ดังต่อไปนี้
มาตรา 113 เป็นกบฏ
มาตรา 116 มิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมาย แห่ง รัฐธรรมนูญ 3อนุ
มาตรา 117 ยุยงให้เกิด การร่วมกันหยุดงาน
มาตรา 138 ต่อสู้ หรือ ขัดขวาง เจ้าพนักงาน
มาตรา 139 ข่มขืนใจ เจ้าพนักงาน
มาตรา 190 หลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขัง
มาตรา 191 ทำให้ผู้ถูกคุมขัง หลุดพ้นจากการคุมขังไป
มาตรา 197 กีดกัน หรือขัดขวางการขายทอดตลาด
121
มาตรา 215 มั่วสุมกันตั้งแต่สิบคนขึ้นไป
มาตรา 276 ข่มขืนกระทำชำเรา
มาตรา 278 กระทำอนาจาร
มาตรา 279 กระทำอนาจาร เด็ก
มาตรา 283 เป็นธุระจัดหาเพื่อการอนาจาร
มาตรา 284 พาหญิงไปเพื่อการอนาจาร
มาตรา 309 ข่มขืนใจ
มาตรา 313 เรียกค่าไถ่
มาตรา 320 ส่งคนออกนอกราชอาณาจักร
มาตรา 337 กรรโชก
มาตรา 339 ชิงทรัพย์
มาตรา 365 บุกรุก โดยใช้กำลังประทุษร้าย
โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย เช่น การใช้ช้อนส้อมจี้คอผู้คุมเพื่อให้ลูกพี่หนีออกไป
วรรคสาม เพิ่มโทษให้สูงขึ้นอีก ถ้าได้กระทำผิดตามวรรคแรกหรือวรรค 2 โดยมีหรือใช้
อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด
คำว่า คุมขัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (12) บัญญัติว่า “คุมขัง”
หมายความว่า คุมตัว ควบคุม ขัง กักขังหรือจำคุก อาจเป็นการกักกันตาม(มาตรา
40)
มาตรา 40 กักกัน คือการควบคุมผู้กระทำความผิดติดนิสัยไว้ภายในเขตกำหนด
เพื่อป้องกันการกระทำความผิด เพื่อดัดนิสัย และเพื่อฝึกหัดอาชีพ
หรือการคุมตัวไว้ในสถานพยาบาล (มาตรา 49)
มาตรา 49 ในกรณีที่ศาลพิพากษาลงโทษจำคุก หรือพิพากษาว่ามีความผิดแต่รอการ
กำหนดโทษ หรือรอการลงโทษบุคคลใด ถ้าศาลเห็นว่าบุคคลนั้นได้กระทำความผิดเกี่ยว
เนื่องกับการเสพสุราเป็นอาจิณ หรือการเป็นผู้ติดยาเสพติดให้โทษ ศาลจะกำหนดในคำ
พิพากษาว่า บุคคลนั้นจะต้องไม่เสพสุรา ยาเสพติดให้โทษอย่างหนึ่งอย่างใด หรือทั้ง
สองอย่าง ภายในระยะเวลาไม่เกินสองปีนับแต่วันพ้นโทษ หรือวันปล่อยตัวเพราะรอการ
กำหนดโทษ หรือรอการลงโทษก็ได้
ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวในวรรคแรกไม่ปฏิบัติตามที่ศาลกำหนด ศาลจะ
สั่งให้ส่งไปคุมตัวไว้ในสถานพยาบาลเป็นเวลาไม่เกินสองปีก็ได้
122
อันเป็นวิธีการเพื่อความปลอดภัย หรือการควบคุมหรือกักขังตามกฎหมายอื่นก็ได้
เช่นการควบคุมบุคคลอันธพาลในสถานฝึกอาชีพตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 43
เป็นการคุมขังด้วย ที่สำคัญการคุมขังต้องเป็นไปตามอำนาจของกฎหมาย
ถ้าจับกุมโดยไม่มีอำนาจ ผู้ถูกจับหนีจากการควบคุมดังกล่าวไม่ผิดตามมาตรานี้ หรือ
ถ้ายังไม่มีการจับ เช่น ตำรวจสอบถามแล้วเชิญไปที่สถานีตำรวจไม่ได้แจ้งว่าถูกจับ ถ้า
หลบหนีไปให้ผิดตามมาตรานี้ ถ้าจับแล้วแม้ไม่ได้มีการควบคุมกักขังแต่อย่างใด หลบ
หนีไปก็เป็นความผิดฐานนี้ได้
ถ้าไม่มีเจตนาหลบหนี เช่น ภักดีชัยนักโทษในเรือนจำออกไปซื้อของที่ตลาดโดยไม่มี
การควบคุมไป นักโทษไม่มีเจตนาหลบหนี
เหตุเพิ่มโทษ มาตรา 190 วรรคสอง และวรรคสาม
(1) ภาคการหลบหนีได้กระทำโดยแหกที่คุมขัง โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ
ว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ต้องรับ
โทษหนักขึ้น
(2) ถ้าได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำความผิดต้อง
ระวางโทษหนักขึ้นอีกกึ่งหนึ่ง
123
บุคคลทั่วไปกระทำให้ผู้ที่ถูกคุมขังหลุดพ้นไป
มาตรา 191 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของ
พนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวน
คดีอาญา หลุดพ้นจากการคุมขังไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่
เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปนั้นเป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาจากศาล
หนึ่งศาลใดให้ลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป
หรือมีจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึง
เจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญ
ว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้อง
ระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง
หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด
1. กระทำด้วยประการใด
2. ให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงาน
สอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หลุดพ้นจากการคุมขังไป
3. โดยเจตนา
องค์ประกอบภายนอก
องค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนี้ คือ การที่บุคคลกระทำด้วยประการ
ใดให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน
หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หลุดพ้นจากการคุมขังไปโดยเจตนา
กระทำให้ผู้ที่ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขังไป
ผู้กระทำ คือ ผู้ใด อาจเป็นผู้ถูกคุมขังด้วยกันก็ได้ถ้าช่วยให้ผู้ถูกคุมขังด้วยกันหลุดพ้น
การจากคุมขังไป ผู้กระทำก็มีความผิดตามมาตรานี้
ตัวอย่างเช่น แดงกับดำถูกขังอยู่บนสถานีตำรวจ แดงช่วยให้ดำหนีออกมาคนเดียว
แดงผิดมาตรานี้ส่วนดำผิดมาตรา 190 แต่ถ้าหลบหนีออกมาด้วยกันแดงและดำก็ผิด
มาตรา 190 ไม่ผิดมาตรา191 อีก
124
การกระทำ คือ การกระทำด้วยประการใด จะกระทำด้วยประการใดๆก็ได้โดยไม่จำกัด
วิธี เช่น ให้สินบนเจ้าพนักงานให้ปล่อยตัว หรือเข้าแย่งตัวผู้ถูกคุมขังในขณะตำรวจ
ควบคุมตัวไปศาล ทำลายกุญแจห้องขังปล่อยให้ผู้ถูกคุมขังหลบหนีไป หรือเจ้า
พนักงานกระทำผิดเองก็ได้ เช่น เจ้าพนักงานตำรวจสับเปลี่ยนผู้ต้องหาโดยปล่อยตัวคน
หนึ่งไปแล้วควบคุมอีกคนหนึ่งแทนผิดมาตรา 191, 157
การกระทำด้วยประการใดอาจกระทำโดยใช้อุบายหลอกลวงเจ้าพนักงานก็ได้
ตัวอย่างเช่น ขณะที่เจ้าพนักงานควบคุมตัวผู้ต้องหามาจำเลยซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ผู้ต้องหา
เป็นลูกบ้าน มารับรองขอเอาตัวผู้ต้องหาไปพูดจากันประเดี๋ยวเดียวแล้วจะส่งคืน อัน
เป็นการที่จำเลยมีเจตนาช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาหลบหนีไปและจำเลยได้ช่วยให้ผู้ต้องหาหลบ
หนีไปทั้งที่เจ้าพนักงานได้ตามไปนั่งคอยรับตัวผู้ต้องหาอยู่ ดังนี้ถือว่าจำเลยได้ทำการช่วย
เหลือผู้ต้องหาซึ่งอยู่ในระหว่างการควบคุมให้หลุดพ้น มีความผิดมาตรา 191
องค์ประกอบภายใน
องค์ประกอบภายในของความผิดฐานนี้ คือ เจตนาทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุม
ขัง กล่าวคือ ผู้กระทำต้องรู้ว่าผู้ที่ตนจะทำให้หลุดพ้นจากการคุมขังนั้นเป็นผู้ที่ถูกคุมขัง
อยู่และผู้กระทำต้องการทำให้ผู้ถูกคุมขังนั้นหลุดพ้นจากการคุมขังไป
การรับโทษ
มาตรา 191 วรรสอง และวรรคสาม บัญญัติว่า
ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปนั้นเป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาจากศาลหนึ่งศาลใดให้
ลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป หรือมีจำนวนตั้งแต่
สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่ง
พันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะ
ใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้องระวางโทษ
หนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง
125
บทที่ 2
คำอธิบายจาก
บรรทัดฐานคำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4915/2537
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3243/2528
126
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4915/2537
จำเลยเป็นผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ที่ห้องขังของสถานีตำรวจ เวลา 8 นาฬิกา นายดาบ
ตำรวจส. เสมียนคดี แจ้งความประสงค์ต่อนายดาบตำรวจก. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สิบเวรว่าได้
รับคำสั่งจากพนักงานสอบสวนให้มาพิมพ์ลายนิ้วมือของจำเลย นายดาบตำรวจก. ไข
กุญแจห้องขังเปิดประตูเพื่อใส่กุญแจมือจำเลยก่อนนำจำเลย ออกจากห้องขัง แต่จำเลย
วิ่งสวนทางออกมาวิ่งหลบหนีลงไป ทางบันได สิบตำรวจตรีฉ. ซึ่งยืนอยู่ตรงที่พักบันได
ประสบเหตุดังกล่าวจึงเข้าสกัดจับจำเลยไว้ได้ การที่จำเลยซึ่งถูกควบคุมตัวไว้ ในห้องขัง
สถานีตำรวจอันเป็นการควบคุมที่เจ้าพนักงานตำรวจ จัดกำหนดขอบเขตเอาไว้ ออกจาก
ขอบเขตดังกล่าวโดยผู้มีอำนาจ ควบคุมจำเลยยังมิได้อนุญาตในลักษณะของการวิ่งหลบ
หนี ออกมาพ้นเขตควบคุมแล้วไม่ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะติดตามจับกุม จำเลยได้หรือไม่
ก็ตาม การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการหลบหนี ไปในระหว่างที่ถูกคุมขังของเจ้า
พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา เป็นความผิดสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องหลบหนีให้
พ้นออกไปจากตัวอาคารของสถานีตำรวจจึงจะถือว่าการหลบหนีสำเร็จ
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 190
วินิจฉัย
จากคำพิพากษาคดีดังกล่าว การที่จำเลยซึ่งได้กระทำความผิดและถูกคุมขังอยู่ที่ห้องขัง
สถานีตำรวจ ได้วิ่งสวนทางออกมาเพื่อจะหลบหนีจากที่คุม ขณะที่นายดาบตำรวจ ก สิบเวร
ไขกุญแจห้องขังเปิดประตูเพื่อใส่กุญแจมือจำเลยก่อนนำออกจากห้องขังไปพิมพ์ลายนิ้วมือนั้น
การกระทำของจำเลยเป็นการที่จำเลยได้หลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของ
พนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 190 ต่อมาจำเลยวิ่งสวนทางออกมา
วิ่งหลบหนีลงไป ทางบันได สิบตำรวจตรี ฉ. ซึ่งยืนอยู่ตรงที่พักบันไดประสบเหตุดังกล่าวจึง
เข้าสกัดจับจำเลยไว้ได้ การที่จำเลยซึ่งถูกควบคุมตัวไว้ ในห้องขังสถานีตำรวจอันเป็นการ
ควบคุมที่เจ้าพนักงานตำรวจ จัดกำหนดขอบเขตเอาไว้ ออกจากขอบเขตดังกล่าวโดยผู้มี
อำนาจ ควบคุมจำเลยยังมิได้อนุญาตในลักษณะของการวิ่งหลบหนี ออกมาพ้นเขตควบคุม
แล้วไม่ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะติดตามจับกุม จำเลยได้หรือไม่ก็ตาม การกระทำของจำเลย
ย่อมเป็นความผิดสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องหลบหนีให้พ้นออกไปจากตัวอาคารของสถานี
ตำรวจจึงจะถือว่าการหลบหนีสำเร็จ
สรุป
การกระทำของจำเลยนั้นมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 190 ศาลพิพากษา
ว่าจำเลยนั้นมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 190 วรรคหนึ่ง ให้จำคุก 6
เดือน
127
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3243/2528
ขณะที่ร้อยตำรวจตรี พ. ควบคุมตัว ส. ผู้ต้องหา ใน ข้อหาไม่ยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญ
พระบารมี ซึ่งเป็นความผิดมีโทษตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช 2485
จะนำขึ้นรถยนต์ไปสถานีตำรวจเพื่อดำเนินคดีจำเลยได้เข้าโอบกอดจับตัว ร้อยตำรวจตรี พ. ไว้
และพวกของจำเลยอีกสองคนได้ช่วยกันยื้อแย่งเอาตัว ส. ขึ้นรถยนต์หลบหนีไปถือว่า ส. ถูกคุม
ขังอยู่ตามอำนาจของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวล
กฎหมายอาญา มาตรา 1 (12), 191 แล้วการกระทำของ จำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา
138, 140, 191
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ประมวลกฎหมายอาญา 1(12) 138 140 191 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ม.2(21) 83 84 พระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติพ.ศ.2485
วินิ จฉั ย
จากข้อเท็จจริงจำเลยนั้นได้ถูกจับข้อหาไม่ยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญพระบารมี ซึ่ง
การกระทำของ ส. เป็นความผิดมีโทษตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช
2485 ต่อมาร้อยตำรวจตรี พ. จะนำตัวจำเลยขึ้นรถยนต์ไปสถานีตำรวจเพื่อดำเนินคดี จำเลย
ได้เข้าโอบกอดจับตัว ร้อยตำรวจตรี พ. ไว้ และพวกของจำเลยอีกสองคนได้ช่วยกันยื้อแย่งเอาตัว
ส. ขึ้นรถยนต์หลบหนีไป การที่จำเลยได้เข้าโอบกอดจับตัว ร้อยตำรวจตรี พ. เป็นการกระทำที่
ทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา191 และกรณีต่อมาพวกของ
จำเลยอีกสองคนได้ช่วยกันยื้อแย่งเอาตัว ส.ขึ้นรถยนต์หลบหนีไป เป็นการกระทำที่ถือเป็นการ
ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 138 และการ
พวกของจำเลยอีกสองคนก็ยังเป็นการกระทำด้วยประการใดๆให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของ
ศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดี
อาญา หลุดพ้นจากการคุมขังไปตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา191 ด้วย การกระทำดัง
กล่าวของ ส. พวกของ ส อีกสองคนเป็นการกระทำโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วนกัน
ตั้งแต่3คนขึ้นไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 140
สรุป
ดังนั้นจำเลยจึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138, 140, 191, 83 และศาล
พิพากษาให้ลงโทษตาม มาตรา 191 วรรคท้าย ซึ่งเป็นบทหนัก
128
บทที่ 3
สรุปเนื้อหา
หลบหนีระหว่างที่ถูกคุมขัง
มาตรา190
บุคคลทั่วไปกระทำให้ผู้ที่ถูก
คุมขังหลุดพ้นไป
มาตรา191
129
หลบหนีระหว่างที่ถูกคุมขัง
มาตรา 190 ผู้ใดหลบหนีไประหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ
ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา ต้องระวางโทษจำคุก
ไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าความผิดดังกล่าวมาในวรรคแรกได้กระทำโดยแหกที่คุมขัง โดยใช้กำลัง
ประทุษร้ายหรือโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกัน
ตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท
หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้
กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง
องค์ประกอบภายนอก
(1) หลบหนี
(2) ระหว่างที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวนหรือ
ของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา
องค์ประกอบภายใน เจตนาธรรมดา
วรรคสอง เป็นเหตุเพิ่มโทษเมื่อกระทำ
(1) โดยแหกที่คุมขัง
(2) โดยใช้กำลังประทุษร้าย
(3) โดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย
(4) โดยร่วมกระทำความผิดด้วยการตั้งแต่สามคนขึ้นไป
วรรคสาม เพิ่มโทษให้สูงขึ้นอีก ถ้าได้กระทำผิดตามวรรคแรกหรือวรรค 2 โดยมีหรือใช้
อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด
คำว่า คุมขัง เป็นไปตามมาตรา 1 (12) ได้แก่ การคุมตัว ควบคุม ขัง กักขัง หรือจำคุก
อาจเป็นการกักกัน (มาตรา 40) หรือการคุมตัวไว้ในสถานพยาบาล (มาตรา 49) อันเป็น
วิธีการเพื่อความปลอดภัย หรือการควบคุมหรือกักขังตามกฎหมายอื่นก็ได้ เช่นการควบคุม
บุคคลอันธพาลในสถานฝึกอาชีพตามประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 43 เป็นการคุมขังด้วย
ที่สำคัญการคุมขังต้องเป็นไปตามอำนาจของกฎหมาย ถ้าจับกุมโดยไม่มีอำนาจ ผู้ถูกจับ
หนีจากการควบคุมดังกล่าวไม่ผิดตามมาตรานี้ หรือถ้ายังไม่มีการจับ เช่น ตำรวจสอบถาม
แล้วเชิญไปที่สถานีตำรวจไม่ได้แจ้งว่าถูกจับ ถ้าหลบหนีไปให้ผิดตามมาตรานี้ ถ้าจับแล้วแม้
ไม่ได้มีการควบคุมกักขังแต่อย่างใด หลบหนีไปก็เป็นความผิดฐานนี้ได้ ถ้าไม่มีเจตนาหลบ
หนี เช่นภักดีชัยนักโทษในเรือนจำออกไปซื้อของที่ตลาดโดยไม่มีการควบคุมไป นักโทษไม่มี
เจตนาหลบหนี
130
เหตุเพิ่มโทษ มาตรา 190 วรรคสอง และวรรคสาม
(1) ภาคการหลบหนีได้กระทำโดยแหกที่คุมขัง โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะ
ใช้กำลังประทุษร้ายหรือโดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ต้องรับโทษหนัก
ขึ้น
(2) ถ้าได้กระทำโดยมีหรือใช้อาวุธปืน หรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำความผิดต้องระวาง
โทษหนักขึ้นอีกกึ่งหนึ่ง
ตัวอย่าง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4915/2537
จำเลยเป็นผู้ต้องหาถูกคุมขังอยู่ที่ห้องขังของสถานีตำรวจ เวลา 8 นาฬิกา นายดาบ
ตำรวจส. เสมียนคดี แจ้งความประสงค์ต่อนายดาบตำรวจก. ซึ่งปฏิบัติหน้าที่สิบเวรว่าได้
รับคำสั่งจากพนักงานสอบสวนให้มาพิมพ์ลายนิ้วมือของจำเลย นายดาบตำรวจก. ไขกุญแจ
ห้องขังเปิดประตูเพื่อใส่กุญแจมือจำเลยก่อนนำจำเลย ออกจากห้องขัง แต่จำเลยวิ่งสวน
ทางออกมาวิ่งหลบหนีลงไป ทางบันได สิบตำรวจตรีฉ. ซึ่งยืนอยู่ตรงที่พักบันไดประสบ
เหตุดังกล่าวจึงเข้าสกัดจับจำเลยไว้ได้ การที่จำเลยซึ่งถูกควบคุมตัวไว้ ในห้องขังสถานี
ตำรวจอันเป็นการควบคุมที่เจ้าพนักงานตำรวจ จัดกำหนดขอบเขตเอาไว้ ออกจากขอบเขต
ดังกล่าวโดยผู้มีอำนาจ ควบคุมจำเลยยังมิได้อนุญาตในลักษณะของการวิ่งหลบหนี ออก
มาพ้นเขตควบคุมแล้วไม่ว่าเจ้าพนักงานตำรวจจะติดตามจับกุม จำเลยได้หรือไม่ก็ตาม
การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการหลบหนี ไปในระหว่างที่ถูกคุมขังของเจ้าพนักงานผู้มี
อำนาจสืบสวนคดีอาญา เป็นความผิดสำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องหลบหนีให้พ้นออกไปจากตัว
อาคารของสถานีตำรวจจึงจะถือว่าการหลบหนีสำเร็จ
131
บุคคลทั่วไปกระทำให้ผู้ที่ถูกคุมขังหลุดพ้นไป
มาตรา 191 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของ
พนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หลุด
พ้นจากการคุมขังไป ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำ
ทั้งปรับ
ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปนั้นเป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาจากศาลหนึ่งศาลใดให้
ลงโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป หรือมีจำนวนตั้งแต่สามคน
ขึ้นไป ผู้กระทำต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่ง
หมื่นสี่พันบาท
ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง
ประทุษร้าย หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่
กฎหมายบัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง
หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบของความผิด
1. กระทำด้วยประการใด
2. ให้ผู้ที่ถูกคุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน
หรือของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หลุดพ้นจากการคุมขังไป
3. โดยเจตนา
องค์ประกอบภายนอก
องค์ประกอบภายนอกของความผิดฐานนี้ คือ การที่ผู้ใดกระทำด้วยประการใดให้ผู้ที่ถูก
คุมขังตามอำนาจของศาล ของพนักงานอัยการ ของพนักงานสอบสวน หรือของเจ้าพนักงาน
ผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญา หลุดพ้นจากการคุมขังไปโดยเจตนากระทำให้ผู้ที่ถูกคุมขังหลุดพ้นจาก
การคุมขังไป
ผู้กระทำ คือ ผู้ใด อาจเป็นผู้ถูกคุมขังด้วยกันก็ได้ถ้าช่วยให้ผู้ถูกคุมขังด้วยกันหลุดพ้นการจาก
คุมขังไป ผู้กระทำก็มีความผิดตามมาตรานี้
การกระทำ คือ การกระทำด้วยประการใด จะกระทำด้วยประการใดๆก็ได้โดยไม่จำกัดวิธี เช่น ให้
สินบนเจ้าพนักงานให้ปล่อยตัว หรือเข้าแย่งตัวผู้ถูกคุมขังในขณะตำรวจควบคุมตัวไปศาล ทำลาย
กุญแจห้องขังปล่อยให้ผู้ถูกคุมขังหลบหนีไป หรือเจ้าพนักงานกระทำผิดเองก็ได้ การกระทำด้วย
ประการใดอาจกระทำโดยใช้อุบายหลอกลวงเจ้าพนักงานก็ได้ เช่น ขณะที่เจ้าพนักงานควบคุมตัวผู้
ต้องหามาจำเลยซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ผู้ต้องหาเป็นลูกบ้านมาผู้รับรองขอเอาตัวผู้ต้องหาไปพูดจากัน
ประเดี๋ยวเดียวแล้วจะส่งคืน อันเป็นการที่จำเลยมีเจตนาช่วยเหลือให้ผู้ต้องหาหลบหนีไปและจำเลย
ได้ช่วยให้ผู้ต้องหาหลบหนีไปทั้งที่เจ้าพนักงานได้ตามไปนั่งคอยรับตัวผู้ต้องหาอยู่ ดังนี้ถือว่าจำเลย
ได้ทำการช่วยเหลือผู้ต้องหาซึ่งอยู่ในระหว่างการควบคุมให้หลุดพ้น มีความผิดมาตรา 191
132
องค์ประกอบภายใน
องค์ประกอบภายในของความผิดฐานนี้ คือ เจตนาทำให้ผู้ถูกคุมขังหลุดพ้นจากการคุมขัง กล่าวคือ
ผู้กระทำต้องรู้ว่าผู้ที่ตนจะทำให้หลุดพ้นจากการคุมขังนั้นเป็นผู้ที่ถูกคุมขังอยู่และผู้กระทำต้องการ
ทำให้ผู้ถูกคุมขังนั้นหลุดพ้นจากการคุมขังไป การทำให้หลุดพ้นจากการคุมขังไปอาจกระทำโดยใช้วิธี
ทำลายสถานที่คุมขังก็ได้ เช่น แดงซึ่งเป็นคนนอกได้ทำลายประตูห้องขังช่วยดำที่ถูกขังอยู่ ให้หลบ
หนีออกมา แดงจะผิดมาตรา 191 วรรคหนึ่ง ส่วนดำถ้ามีเจตนาหลบหนีก็จะผิดมาตรา 190 วรรค
แรกไม่ใช่วรรคสอง เพราะดำไม่ได้แหกที่คุมขังออกมาเอง แต่ถ้าร่วมกันทำลายและแหกที่คุมขัง แดง
ยังผิดมาตรา 191 แต่ดำผิดมาตรา 190 วรรคสอง
การรับโทษ
มาตรา 191 วรรสอง และวรรคสาม บัญญัติว่า
ถ้าผู้ที่หลุดพ้นจากการคุมขังไปนั้นเป็นบุคคลที่ต้องคำพิพากษาจากศาลหนึ่งศาลใดให้ลงโทษประหาร
ชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีขึ้นไป หรือมีจำนวนตั้งแต่สามคนขึ้นไป ผู้กระทำต้อง
ระวางโทษจำคุกตั้งแต่หกเดือนถึงเจ็ดปี และปรับตั้งแต่หนึ่งพันบาทถึงหนึ่งหมื่นสี่พันบาท
ถ้าความผิดตามมาตรานี้ได้กระทำโดยใช้กำลังประทุษร้าย หรือโดยขู่เข็ญว่าจะใช้กำลัง
ประทุษร้าย หรือโดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือวัตถุระเบิด ผู้กระทำต้องระวางโทษหนักกว่าโทษที่กฎหมาย
บัญญัติไว้ในสองวรรคก่อนกึ่งหนึ่ง
ตัวอย่าง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3243/2528
ขณะที่ร้อยตำรวจตรี พ. ควบคุมตัว ส. ผู้ต้องหา ใน ข้อหาไม่ยืนทำความเคารพเพลงสรรเสริญ
พระบารมี ซึ่งเป็นความผิดมีโทษตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช 2485 จะนำ
ขึ้นรถยนต์ไปสถานีตำรวจเพื่อดำเนินคดีจำเลยได้เข้าโอบกอดจับตัว ร้อยตำรวจตรี พ. ไว้ และพวก
ของจำเลยอีกสองคนได้ช่วยกันยื้อแย่งเอาตัว ส. ขึ้นรถยนต์หลบหนีไปถือว่า ส. ถูกคุมขังอยู่ตาม
อำนาจของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายอาญา
มาตรา 1 (12), 191 แล้วการกระทำของ จำเลยจึงเป็นความผิดตามมาตรา 138, 140, 191
133
บรรณานุกรม
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา. (2021). คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3243/2528,
สืบค้นเมื่อ 18 กันยายน 2564. จาก. https://www.smartdeka.com/
ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ. (2564). คำอธิบายกฎหมายอาญา ภาคความผิดและลหุโทษ
(พิมพ์ครั้งที่18). กรุงเทพฯ : วิญญูชน.
ประสิทธิ์ จงวิชิต. (2021). ขอบเขตการเรียนการสอน LAW2007 กฎหมายอาญา 2,
สืบค้นเมื่อ 16 กันยายน 2564. จาก.https://sites.google.com/
พรชัย สุนทรพันธุ์. (2563). ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวลกฎหมายอาญา
(พิมพ์ครั้งที่1). นนทบุรี : ธนธัชการพิมพ์.
สหรัฐ กิติ ศุภการ. (2564). หลักและคำพิพากษา กฎหมายอาญา (พิมพ์ครั้งที่11).
กรุงเทพฯ : สุนทรี สรรเสริญ.
134
บทที่1
ลักทรัพย์
มาตรา334
135
มาตรา334
ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่
ด้วยไปโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ต้อง
ระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี และปรับไม่เกินหกหมื่นบาท
จะต้องให้เราขโมยเงิน
เธอเท่าไหร่เธอถึงจะรู้ว่า
เราลักจริง
ลักทรัพย์
คือการ“ขโมย” หรือเอาทรัพย์ของคนอื่น เอาไปโดยที่
เจ้าของไม่ได้อนุญาต
136
องค์ประกอบความผิด
องค์ประกอบภายนอก
1.ผู้ใด คือ ผู้กระทำความผิด
2.เอา…ไป
3.ทรัพย์ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย
องค์ประกอบภายใน
1. เจตนาธรรมดา
2.เจตนาพิเศษ : โดยทุจริต
(มูลเหตุจูงใจ)
137
ทรัพย์
ทรัพย์
วัตถุที่มีรูปร่าง เเละไม่มีรูปร่าง มีราคาถือครองได้ สิ่งที่
มองเห็นได้ด้วยตา สัมผัสได้ด้วยมือ
สังหาริมทรัพย์
อสังหาริมทรัพย์
ทรัพย์พลังงาน
ทรัพย์สินทางปัญญา
138
พิจารณา องค์ประกอบภายนอก
1.ผู้ใด
คือ ผู้กระทำความผิด
2.การเอาไป
หมายถึง ทรัพย์อยู่ใน ความครอบครองของผู้อื่นเเละอยาก
แย่งการครอบครองนั้นโดยเอาทรัพย์นั้นไปโดยตัดกรรมสิทธิ์
อย่างถาวร
ประกอบด้วยลักษณะ 3 ประการคือ
1.การเเย่งการครอบครอง
2.การพาทรัพย์เคลื่อนที่ไป
3.การเอาไปในลักษณะตัดกรรมสิทธิ์
139
1.การเเย่งการครอบครอง
คือ การเอาไปจากการครอบครองที่เป็นลักทรัพย์จะต้องเป็นการ
แย่งการครอบครองเอาไปโดยผู้ครอบครองไม่อนุญาต
การหลอกลวง หรือการยอมให้เอาไปเพราะกลัวจากการข่มขูไม่
ถือว่าเป็นการอนุญาตประกอบด้วย 2 ประการ ดังนี้
1.1การครอบครองตามความเป็นจริง
คือ ผู้ครอบครองมีสิทธิ์ในทรัพย์ตามความเป็นจริงหรือวิธี
การครอบครองทรัพย์นั้นโดยปกติโดยไม่จำเป็นว่าทรัพย์นั้นจะ
อยู่ในมือของผู้ครอบครอง ล็อคบ้านเเป๊ปป เดี๋ยว
โจรมาขโมยทองหยิบ
ทองหยอดหมด
ตัวอย่าง
นางวันทอง มีสิทธิ์ ใส่กุญเเจบ้าน หรือกุญเเจรถยนต์เอาไว้
ย่อมเป็นการครอบครองตามความเป็นจริง
140
1.2การครอบครองทรัพย์นั้นตามเจตจำนง
คือ มีการครอบครองตามความเป็นจริงเหนือทรัพย์ต้องมี
เจตจำนงที่จะครอบครองทรัพย์ เช่น หากมีสิ่งของที่มีคนวางไว้
หรือ ลืมไว้โดยที่เจ้าของบ้านไม่รู้ตัวไม่ถือว่าอยู่ในความครอบ
ครองของผู้นั้น
ตัวอย่าง
เจ้าของบ้านย่อมมีเจตจำนงทั่วไปที่จะครอบครอบทรัพย์
ทุกสิ่งในบ้านของตน
ทริคดีๆ
การครอบครองตามความเป็นจริงคือเราต้องมีสิทธิในทรัพย์นั้นเอง
มีสิทธิเพราะเป็นเจ้าของทรัพย์
การครอบครองตามเจตจำนง คือเรามีสิทธิเหนือทรัพย์ เเม้มีคนลืม
หรือวางของไว้ที่บ้านโดยที่รู้ตัว รู้ตัวไม่รู้ตัว ของนั้นตกในความ
ครอบครองของเจ้าของบ้าน
141
2.การพาทรัพย์เคลื่อนที่ไป
การทำให้ทรัพย์นั้นเคลื่อนย้ายจากจุดที่เดิม เเม้ว่าภายหลังจะ
กลับมาอยู่ที่เดิมอีกก็ถือว่าทรัพย์นั้นเคลื่อนที่ ทรัพย์จะเคลื่อนที่
ไปเเต่ถ้าผู้ที่เอาทรัพย์ไปการเอาไปยังไม่สำเร็จเป็นเพียงพยายาม
กระทำความผิดเท่านั้น
เเขบเก็บหว่าหว่าง เฮ น้องสาว
ไม่รู้ตัว สร้อยหล่นนั้น
ตัวอย่าง
นายบีใช้ตะไบตัดสร้อย นางสาวเอ ทำสร้อยคอขาดเเละตก
ไปที่พื้นเเต่ยังมิได้เข้ายึดถือเอาทรัพย์นั้นไปเพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจ
บอกให้นางสาวเอ รู้ตัว เเละเก็บเอาสร้อยไว้เสียก่อน
ดังนั้น เป็นความผิดฐานพยายามลักทรัพย์
142
การทำของหาย
ทำของหายไม่รู้ตัว แต่ยังอยู่บริเวณนั้นหรือกำลังติดตามเอา
คืนอยู่ในเวลานั้นถือว่ายังอยู่ในความครอบครอง ถ้าใครเอา
ไปเป็นลักทรัพย์
ตัวอย่าง
นางดา ทำกระเป๋าตกที่หน้าร้านกาแฟก็ รีบกลับมาถามหากระเป๋า
ที่ตกอยู่ก่อนหน้านี้ และถามจากนายด้วง ซึ่งเป็นพนักงานร้าน
ซึ่งนายด้วงเก็บกระเป๋าไป และ บอกว่าไม่ได้เอาไป แต่เมื่อนางดา
ได้ไปดูกล้องวงจรปิดก็พบว่า นายด้วงเป็นคนเอาไป
ดังนั้น ทรัพย์นั้นยังอยู่ในความยึดถือของนางดา การเอาไป
ของนายด้วงเป็นความผิดฐานลักทรัพย์
ทริคดีๆ
ทำของหาย โดยไม่รู้ตัว เมื่อรู้ตัว ก็ต้องรีบตามเอาคืน ถือว่าทรัพย์นั้นยัง
เป็นของบุคคลนั้นอยู่
143
การเอาทรัพย์ไป
คือ การเอาทรัพย์นั้นเคลื่อนที่ไปในลักษณะที่จะพาไป ถึงจะ
เคลื่อนที่ไปเพียงเล็กน้อย ก็ถือว่าเป็นความผิดสำเสร็จเเล้ว
ตัวอย่าง
โจรได้เข้าไปตัดสายโทรทัศน์ออกแล้วยกเครื่องโทรทัศน์
เคลื่อนจากที่เดิมมาไว้ที่กลางห้อง เผอิญผู้เสียหายมาพบ
เข้าจึงวางเครื่องไว้ที่พื้นห้องแล้วหลบหนีไป แม้จะนำเครื่อง
นำโทรทัศน์ออกจากห้องไม่ได้ก็ถือว่ามีการเอาทรัพย์ไปแล้ว
ดังนี้ เป็นการพาเอาทรัพย์นั้นเคลื่อนที่แล้วเป็นลักทรัพย์
สำเร็จแล้ว
144
หากว่า ในลักษณะที่จะพาเอาไปได้ด้วย เอาทรัพย์ไปแล้ว
แม้ทรัพย์นั้นเคลื่อนแต่ยังติดโซ่ที่ล่ามเป็นเพียงขั้นพยายาม
ยังไม่ถือว่าพาเอาทรัพย์เคลื่อนที่ในลักษณะที่จะเอาไปได้
ตามมาเลย
น้อนควาย
ตัวอย่าง
นายภูผา เข้าไปปล่อยกระบือ เเละต้อนให้ออกเดินเเล้ว เเต่
ยังไม่ได้เเก้เชือกที่ผูกกระบือไว้กับคอก
ดังนั้น ยังไม่ถือว่าพาเอาทรัพย์เคลื่อนที่ในลักษณะที่จะเอาไป
ได้ เป็นเพียงพยายามลักทรัพย์
145
การเอาทรัพย์เคลื่อนที่ ที่จะถือว่าเอาทรัพย์ไปได้นั้นดูจาก
ลักษณะทรัพย์ ลักษณะเเห่งการเอาไป ดังนี้
1.อสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์ที่เคลื่อนที่ไม่ได้อันได้แก่ที่ดิน
ทรัพย์อันเป็นอันเดียวกับที่ดินนั้นย่อมไม่เป็นทรัพย์ที่จะพึงลัก
ไม่ได้เเต่ถ้าได้มีการทำให้ทรัพย์นั้นแยกออกเช่นตักเเละจะพา
เอาไปได้ ก็ถือเป็นลักทรัพย์
ตัวอย่าง
ขุดดินขึ้นมากองไว้เตรียมจะขนขึ้นรถไปแล้วขุดเเร่ ขึ้นมาแล้วก็
เป็นทรัพย์เป็นวัตถุแห่งการเอาไปได้
ดังนั้น การขุดหน้าดินของคนอื่นไปขายย่อมมีความผิดฐาน
ลักทรัพย์
146
2.ทรัพย์ที่ติดตรึงกับต้นกำเนิด เช่น ผลไม้ ลูกไม้ หัวเผือก หัวมัน
ต้นหอม ไม่ว่าจะเป็นพืชล้มลุกหรือไม้ยืนต้น เมื่อ เเยก ขุด เด็ด
ตัด ถอน เป็นการเคลื่อนที่ทรัพย์จากที่เดิมแล้วย่อมมีความผิด
เจ้าของไม่อยู่ลักสักหิด
ตัวอย่าง
นายขาวถอนต้นหอมขึ้นมาจากร่องสวนแล้วทิ้งไว้เกลื่อนบนท้อง
ร่องยังไม่ทันได้รวบรวมเอาไปพอดีนายเเดงเจ้าของมาพบเข้า นายขาว
จึงวิ่งหนีไปโดยไม่ได้เอาต้นหอมไปด้วย
ดังนั้น การที่นายขาวถอนต้นหอมขึ้นมาจากดินโดยยังไม่ทันเอา
ไปนั้น ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นการเอาทรัพย์ของผู้อื่นไป จึงเป็นเพียง
พยายามลักทรัพย์เท่านั้น
147