5. กระบวนการตดั สนิ ใจซื้อของผูบ้ รโิ ภค (Buying Decision)
1. การรบั รู้ถงึ ความตอ้ งการหรอื ปญั หา (problem/need recognition)
1.1 สิง่ กระตุ้นภายใน (internal stimuli)
1.2 ส่งิ กระตนุ้ ภายนอก (external stimuli)
2. การแสวงหาขอ้ มลู (information search)
2.1 แหลง่ บุคคล (personal sources)
2.2 แหล่งทางการคา้ (commercial sources)
2.3 แหล่งสาธารณชน (public sources) 2.4 แหลง่ ประสบการณ์ (experiential
sources)
กลบั
5. กระบวนการตัดสนิ ใจซอื้ ของผู้บรโิ ภค (Buying Decision) (ตอ่ )
3. การประเมนิ ทางเลอื ก (evaluation of alternatives)
4. การตัดสินใจซื้อ (purchase decision) หลังจากท่ไี ด้ทาการประเมนิ ทางเลอื กแลว้
4.1 ตรายี่ห้อท่ีซือ้ (brand decision)
4.2 ร้านคา้ ท่ีซ้ือ (vendor decision)
4.3 ปริมาณทซ่ี อ้ื (quantity decision)
4.4 เวลาทีซ่ ้ือ (timing decision)
4.5 วิธกี ารในการชาระเงนิ (payment-method decision)
5. พฤติกรรมภายหลังการซือ้ (post purchase behavior)
กลบั
6. แบบจาลองพฤติกรรมผบู้ รโิ ภค (Consumer Behavior Model)
ฟิลลิป คอทเลอร์ ไดอ้ ธบิ ายถงึ การเกิดพฤตกิ รรมของผบู้ ริโภคโดยอาศัย S – R Theory
ในรูปแบบจาลองพฤตกิ รรมผู้บริโภค (A Model of Consumer Behavior) เพือ่ ใหเ้ ข้าใจถงึ
สาเหตวุ า่ ทาไมผู้บริโภคจงึ ตัดสนิ ใจซ้อื หรือไมซ่ ื้อผลติ ภัณฑ์นน้ั ทาให้นักการตลาดเขา้ ใจพฤติกรรม
ต่างๆ ของผบู้ ริโภคที่เปน็ ส่วนสาคัญของตลาดผบู้ ริโภค
กลบั
6. แบบจาลองพฤติกรรมผ้บู รโิ ภค (Consumer Behavior Model) (ตอ่ )
กลบั
หน่วยท่ี 5
ผลิตภณั ฑ์
กลบั
1. ความหมายของผลติ ภณั ฑ์ (The Meaning of Product)
ผลติ ภณั ฑ์ (Product) หมายถึงสิ่งที่เสนอขายโดยธุรกจิ เพือ่ สนองความต้องการ
ของผู้บริโภคให้ได้รับความพึงพอใจ ผลิตภัณฑ์ที่เสนอขายอาจมีตัวตนหรือไม่มี
ตัวตนกไ็ ด้ ซ่ึงประกอบด้วย สินค้า บริการความคิด สถานที่ องคก์ ร หรือบคุ คล
กลบั
2. องคป์ ระกอบของผลติ ภัณฑ์ (Product Component)
เปน็ การพจิ ารณาถึงคุณสมบัตแิ ละลกั ษณะที่เป็นสว่ นตา่ งๆ ของ
ผลิตภัณฑโ์ ดยทัว่ ไปผลิตภัณฑจ์ ะมีองคป์ ระกอบอยู่ 5 สว่ นด้วยกนั คือ
1. ผลิตภณั ฑ์หลัก (Core Product)
2. ส่วนทบี่ ่งชี้เก่ียวกบั ผลิตภณั ฑ์ (Product Identification)
3. ส่วนเพ่ิมของผลติ ภณั ฑ์ (Product Augmented)
4. สว่ นทีค่ าดหวงั จากผลิตภัณฑ์ (Product Expected)
5. ศักยภาพของผลติ ภัณฑ์ (Product Potential)
กลบั
3. การแบ่งประเภทของผลิตภณั ฑ์ (Product Classification)
ประเภทของผลิตภัณฑ์ สามารถแบ่งได้ต่าง ๆ กัน ทั้งน้ี ขึ้นอยู่กบั เกณฑ์ท่ีใช้
ในการแบง่ ดงั น้ี
กลบั
3. การแบง่ ประเภทของผลิตภัณฑ์ (Product Classification) (ตอ่ )
1. ผลิตภัณฑ์เพื่อการบริโภค (Consumer Products) หมายถึง สินค้า (Goods) ที่
ผู้ซื้อซ้ือไปเพ่ือนาไปบริโภคอุปโภคเองหรือซ้ือไปสาหรับใช้ในครัวเรือนขั้นสุดท้าย มิได้
เป็นการซ้ือเพื่อนาไปผลิตหรือขายต่อ เรียกผู้ช่ือนี้ว่า ผู้บริโภคคนสุดท้าย (Ultimate
Consumer) สินคา้ ที่ใช้เพ่อื การบรโิ ภค สามารถแบ่งออกแบ่งเป็น 4 ประเภท คอื
1.1 สนิ คา้ สะดวกซ้อื (Convenience Goods)
1.2 สนิ ค้าเปรียบเทียบซื้อ (Shopping Goods)
1.3 สนิ คา้ เจาะจงซอ้ื (Specialty Goods)
1.4 สินคา้ ไม่แสวงซอื้ (Unsought Goods)
กลบั
3. การแบ่งประเภทของผลติ ภณั ฑ์ (Product Classification) (ตอ่ )
2. ผลติ ภณั ฑ์เพ่ือการอุตสาหกรรม (Industrial Products) หมายถึง สินค้าที่ผู้ซ้ือซื้อ
ไปเพ่ือใช้ในการผลิต ประกอบ หรือแปรสภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือนาไปจาหน่ายต่อ
และให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ตอบแทนในรูปของกาไร ซึ่งเรียกผู้ซ้ือน้ีว่า ผู้ซ้ือสินค้า
อตุ สาหกรรม (Industrial User)สนิ คา้ เพ่อื การอุตสาหกรรม แบ่งเป็น 6 ประเภท
2.1 วัตถุดิบ (Raw Materials)
2.2 ถาวรวัตถุ หรือสิ่งติดต้ัง (Installations) คือ สินค้าที่ใช้ในการลงทุน ที่มี
ราคาแพง
2.3 เครือ่ งมือประกอบ (Accessory Equipment)
กลบั
3. การแบ่งประเภทของผลติ ภัณฑ์ (Product Classification) (ตอ่ )
2.4 วัสดุประกอบและชิ้นสว่ น (Component Materials and Parts)
2.5 วสั ดใุ ชส้ อย หรือวสุ ดสุ ิ้นเปลือง (Supplies)
2.6 บรกิ าร (Services)
กลบั
4. สว่ นประสมผลติ ภัณฑ์ (Product Mix)
ส่วนประสมของผลติ ภัณฑ์ (Product Mix) หมายถงึ จานวนของผลติ ภัณฑท์ ้งั หมดของ
กิจการทีม่ อี ยู่เพือ่ นาเสนอขายตอ่ ผ้บู ริโภค ประกอบดว้ ย
1. สายผลิตภณั ฑ์ (Product Line)
2. รายการผลติ ภณั ฑ์ (Product Item)
กลบั
4. สว่ นประสมผลติ ภณั ฑ์ (Product Mix) (ตอ่ )
กลยทุ ธ์ของสายผลิตภัณฑ์และรายการผลติ ภณั ฑ์ ทค่ี วรนามาใชป้ ระกอบการสรา้ ง
ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ทง้ั ในความกว้าง ความลึก ความยาว และความ
สอดคลอ้ งของผลิตภัณฑท์ แ่ี ตกตา่ งจากคู่แขง่ ขัน
การพจิ ารณาส่วนประสมของผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย
1. ความกวา้ งของผลิตภัณฑ์ (Product Width)
2. ความลึกของผลติ ภัณฑ์ (Product Depth)
3. ความยาวของผลติ ภณั ฑ์ (Product Length)
4. ความสอดคล้องของผลติ ภัณฑ์ (Product Line Consistency)
กลบั
5. สว่ นประกอบของผลติ ภัณฑ์ (Product Consist)
1. ตราสินคา้ (Brand) 6. คาขวญั (Slogan)
2. ช่ือตราสนิ คา้ (Brand Name) 7. ลิขสทิ ธ์ (Copyright)
3. เครอื่ งหมายตราสินค้า (Brand Mark) 8. ป้ายฉลาก (Label)
4. เครื่องหมายการค้า (Trade Mark) 9. บารโ์ ค้ด (Barcode)
5. โลโก้ (Logo)
กลบั
6. ประเภทของตราสนิ คา้ (Types of Brand)
ตราสนิ คา้ สามารถแบ่งออกเป็นได้เปน็ 2 ประเภท ดังน้ี
1. ตราสนิ ค้าของผูผ้ ลิต (Manufacturers Brand)
2. ตราสนิ คา้ ของผจู้ ดั จาหนา่ ย (Dealer Brand or Private Brand)
กลบั
7. บรรจภุ ณั ฑ์ (Package)
บรรจุภัณฑ์ หมายถึง สิ่งท่ีห่อหุ้มผลิตภัณฑ์เพ่ือป้องกันความเสียหาย ช่วยให้สามารถ
รักษาคณุ ภาพของผลิตภัณฑ์ อานวยความสะดวกในการเคล่ือนย้ายขนส่งและแจ้งข้อมูล
เกี่ยวกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์ รวมทั้งมีบทบาทสาคัญท่ีช่วยในการส่งเสริมการขาย
ด้วย
กลบั
7. บรรจุภณั ฑ์ (Package) (ตอ่ )
หน้าทีข่ องบรรจุภณั ฑ์ มีดังน้ี
1. หนา้ ท่ปี กป้ปงคุ้มครองบรรจุภัณฑ์ (Protection)
2. หน้าท่ีอานวยความสะดวก (Convenience)
3. หนา้ ทสี่ อ่ื สารการตลาด (Marketing Communication)
4. หน้าที่ส่งเสรมิ การขาย (Sale Promotion)
5. หนา้ ที่เพ่มิ คณุ ค่า (Value Added)
กลบั
7. บรรจุภณั ฑ์ (Package) (ตอ่ )
ประเภทของบรรจภุ ณั ฑ์ แบ่งออกเปน็ 3 ประเภท
1. บรรจุภัณฑ์ชน้ั แรก หรือบรรจุภณั ฑ์ปฐมภูมิ (Primary Package or
Individual)
2. บรรจุภัณฑช์ ั้นใน หรือบรรจภุ ณั ฑท์ ุตยิ ภมู ิ(Inner Package Secondary
Package)
3. บรรจภุ ณั ฑช์ ั้นนอก หรอื บรรจุภณั ฑเ์ พือ่ การขนส่ง (Outer Package or
Shipping Package)
กลบั
8. วงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Product Life Cycle = PLC)
วงจรชีวติ ผลติ ภณั ฑ์จะประกอบดว้ ยวงจร 4 ข้ันตอน คือ
1. ขั้นแนะนาผลติ ภณั ฑ์ (Product Introduction)
2. ขั้นเจรญิ เติบโต (Growth)
3. ข้ันอ่ิมตวั (Maturity)
4. ขั้นถดถอย (ตกตา่ ) (Sale Decline)
กลบั
หนว่ ยที่ 6
การกาหนดราคา
กลบั
1. ความหมายของราคา (The Meaning of Price)
ราคา คือ สิ่งที่กานหดมูลค่าผลิตภัณฑ์และผลตอบแทนจากการดาเนินธุรกิจในรูป
ของเงินตรา ที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนซ้ือขายผลิตภัณฑ์ ซ่ึงเป็นจานวนเงินที่ผู้ซ้ือเต็มใจ
ทชี่ าระและผู้ขายเต็มใจทจี่ ะขายในราคาเดีย่ วกนั และในชว่ งระยะหนง่ึ
กลบั
2. วตั ถปุ ระสงค์ในการกาหนดราคา(Pricing Objective )
1. การกาหนดราคาที่ม่งุ รายได้จากการขาย
2. การกาหนดราคาที่มงุ่ กาไร
3. การกาหนดราคาทม่ี งุ่ ยอดขายหรอื ปริมาณการขาย
4. การกาหนดราคาที่มุ่งการแข่งขัน
5. การกาหนดราคาทมี่ งุ่ สังคม
กลบั
3. วธิ กี ารกาหนดราคา (Price Determination)
1. การกาหนดราคาจากต้นทุน (Cost Based Pricing)
2. การกาหนดราคาจากอุปสงค์ (Demand Based Pricing)
กลับ
4. นโยบายราคา(Pricing Policy)
1. นโยบายระดบั ราคา (Price Level Policy)
2. นโยบายราคาเดยี ว (One Price Policy)
3. นโยบายราคายืดหยนุ่ ได้ (Flexible Price Policy)
กลับ
4. นโยบายราคา(Pricing Policy)
ประเภทของสว่ นลดและส่วยยอมให้
• ส่วนลด (Discounts) หมายถึง ส่วนท่ีกจิ การลดหรือหักออกจากราคาที่กาหนดไว้
ในรายการเนื่องจากผู้ซ้ือได้ทาหน้าที่ทางการตลาดบางอย่างท่ีเป็นประโยชน์ต่อ
ผู้ผลิตหรือผขู้ าย ตามเงื่อนไข ท่กี าหนดไว้ ประเภทของส่วนลด
• ส่วนยอมให้ (Allowance) หมายถึง ส่วนที่กิจการยอมให้กับผู้วื้อ สาหรับการ
กระทาบางอย่างหรือการยอมรับบางอย่างท่ีกิจการต้องการให้ผู้ซ้ือช่วยเหลือ
ประเภทของสว่ นยอมให้
กลับ
5. กลยุทธก์ ารต้ังราคา
ยุทธก์ ารต้ังราคา หมายถึง วิธีการตา่ ง ๆ ที่ใช้สาหรับการตง้ั ราคาสินค้าตามนโยบายราคาที่ได้
กาหนดไว้ เพื่อให้ ผซู้ ือ้ ยอมรับราคาทีต่ ั้งขน้ึ มา ซึ่งกลยทุ ธก์ ารต้ังราคา มีดงั นี้
1. การตั้งราคาตามแนวภูมศิ าสตร์ (Geographical Pricing)
2. การต้ังราคาตามหลักจิตวทิ ยา (Psychological Pricing)
3. การต้ังราคาสงู และกาาต้ังราคาตา่ (Skimming and Penetration Pricing)
4. การตั้งราคาเพื่อการสง่ เสรมิ การตลาด (Promotion Pricing)
กลบั
หน่วยท่ี 7
การจัดจาหนา่ ย
กลบั
1. ความหมายของการจัดจาหนา่ ย
การจัดจาหน่าย (Distribution) หมายถึง กิจกรรมต่าง ๆ เกี่ยวกับการนาสินค้าและ
บริการของู้ลิตออกสู่ตลาดเพื่อ เสนอต่อผู้บริโภค โดยการจัดหาสถานท่ีขายหรืออาศัย
ผู้เช่ียวชาญทางการตลาดที่เป็นคนกลาง ช่วยในการนาเสนอสินค้าและบริการไปสู่ผู้บริโภค
ในดวลาและสถานที่ท่ีเหมาะสมนอกจากน้ียังมีสถาบันต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องเพื่อให้การจัด
จาหน่ายมปี ระสทิ ธิภาพ ไม่ว่าจะเปน็ ทางการเกบ็ รักษาสินคา้ การขนสง่ และการกระจาย
กจิ กรรมหลักของการจัดจาหน่าย ประกอบด้วย
1. ชอ่ งทางการจัดจาหนา่ ย (Channel of Distribution)
2. การกระจายสินคา้ (Physical of distribution)
กลบั
2. ชอ่ งทางการจัดจาหน่าย
ช่องทางการจัดจาหน่าย หมายถึง เส้นทางท่ีสินค้าและบริการเปลี่ยนกรรม
สิทธื์และเคล่อื นย้ายผลิตไปสู่ผู้บริโภคคนสุดท้าย (Ultimate Consumer) หรือ
ผ้ใู ช้ทางอุตสาหกรรม (Industrial User)
กลบั
2. ชอ่ งทางการจัดจาหน่าย (ตอ่ )
1. ช่องทางการจดั จาหนา่ ยสนิ คา้ อปุ โภคบรโิ ภค (Channel of consumer
goods distribution)
▪ ชอ่ งทางตรง (ผู้ผลติ – ผูบ้ รโิ ภค)
▪ ช่องทางหนึ่งระดับ (ผ้ผู ลติ – ผ้คู ้าปลีก – ผ้บู ริโภค)
▪ ช่องทางสองระดบั (ผู้ผลิต – ผคู้ า้ สง่ – ผู้ค้าปลีก – ผู้บริโภค)
▪ ช่องทางสองระดบั (ผผู้ ลิต – ตัวแทน – ผู้คา้ ปลกี – ผู้บริโภค)
▪ ช่องทางสามระดบั (ผ้ผู ลติ – ตวั แทน – ผูค้ า้ สง่ – ผู้ค้าปลกี – ผู้บริโภค)
กลบั
2. ชอ่ งทางการจดั จาหนา่ ย (ตอ่ )
2. ช่องทางการจดั จาหนา่ ยสนิ ค้าอตุ สาหกรรม (Channel of Industrial goods
distribution)
▪ ชอ่ งทางตรง (ผผู้ ลิต – ผใู้ ช้ทางอตุ สาหกรรม)
▪ ช่องทางหนง่ึ ระดบั (ผู้ผลิต – ผคู้ า้ สง่ – ผู้ใชท้ างอตุ สาหกรรม)
▪ ช่องทางหนง่ึ ระดับ (ผูผ้ ลติ – ตวั แทน – ผูใ้ ช้ทางอตุ สาหกรรม)
▪ ชอ่ งทางสองระดบั (ผ้ผู ลติ – ตวั แทน – คา้ ส่ง – ผู้ใช้ทางอตุ สาหกรรม)
กลบั
3. สถาบนั การตลาด
สถาบันการตลาด (Marketing Institution) หมายถึง สถาบันคนกลางต่างๆ ที่ช่วยใน
การจัดจาหน่ายและเคลื่อนย้ายผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคคนสุดท้าย หรือผู้ใช้ทาง
อุตสาหกรรมรวมถึงการอานวยความสะดวกและให้บริการทางการตลาดสถาบันการตลาด
สามารถแบ่งเปน็ 3 ประเภท คอื
▪ 1. สถาบนั พ่อค้าคนกลาง (Middleman)
1.1 ตวั แทนคนกลาง (Agent Middleman)
1.2 พอ่ ค้าคนกลาง (Merchant Middleman)
▪ 2. สถาบนั ที่ทาหน้าท่กี ระจายสนิ ค้า (Physical Distribution)
▪ 3. สถาบันทที่ าหนา้ ทีอ่ านวยความสะดวก (Marketing Facilitator)
กลับ
4. การคา้ ปลกี (Retailing)
การค้าปลีก หมายถึง กิจกรรมทีเ่ ก่ยี วข้องกับการขายผลิตภัณฑ์ โดยผู้ค้าปลีก (Retailer) ขายให้กับ
ผบู้ ริ โภคคนสุดท้าย (Ultimate Consumer) เพ่ือนาไปใช้ส่วนตัว ไม่ใช่เป็นการใช้เพ่ือธุรกิจ (Non-
business User)
ประเภทของการคา้ ปลีก สามารถแบง่ ได้ตามลักษณะ ดงั น้ี
1. การค้าปลกี แบบไมม่ ีร้านค้า (Non-store Retailing) ได้แก่
Selling) 1.1 การขายสินค้าตามบ้าน (House to House Selling หรือ Knock Door
1.2 การขายสินคา้ ทางไปรษณีย์ (Mail Order Selling)
1.3 การขายสินค้าโดยการจดั สงั สรรค์ (Party Plan Selling)
1.4 การขายสนิ คา้ ทางพาณิชย์อิเล็กทรอนกิ ส์ (E-Commerce Selling)
กลับ
4. การค้าปลีก (Retailing) (ต่อ)
การค้าปลกี หมายถงึ กจิ กรรมทเ่ี กยี่ วข้องกับการขายผลิตภัณฑ์ โดยผู้ค้าปลีก (Retailer) ขายให้กับ
ผบู้ ริ โภคคนสุดท้าย (Ultimate Consumer) เพื่อนาไปใช้ส่วนตัว ไม่ใช่เป็นการใช้เพ่ือธุรกิจ (Non-
business User)
ประเภทของการค้าปลกี สามารถแบ่งไดต้ ามลักษณะ ดังน้ี
1. การค้าปลีกแบบไมม่ ีร้านค้า (Non-store Retailing) ไดแ้ ก่
Selling) 1.1 การขายสินค้าตามบ้าน (House to House Selling หรือ Knock Door
1.2 การขายสินค้าทางไปรษณีย์ (Mail Order Selling)
1.3 การขายสินค้าโดยการจัดสังสรรค์ (Party Plan Selling)
1.4 การขายสินคา้ ทางพาณชิ ยอ์ ิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce Selling)
กลับ
4. การค้าปลกี (Retailing) (ตอ่ )
2. การคา้ ปลีกแบบมีรา้ นคา้ (Store Retailing)
2.1 รา้ นค้าเบ็ดเตล็ด (Variety Store Retailing)
2.2 ร้านสะดวกซือ้ (Convenience Store)
2.3 ร้านขายสนิ คา้ เปรยี บเทียบซื้อ (Shopping Store)
2.4 ร้านขายสินคา้ เฉพาะ (Specialty Store)
2.5 รา้ นค้าปลีกทีข่ ายสินคา้ ในสายผลิตภณั ฑ์เดยี ว (Single-Line Store)
2.6 รา้ นคา้ แบบลูกโซ่ (Chain Store)
กลบั
5. การค้าสง่ (Wholesaler)
การค้าส่ง หมายถึง กิจกรรมท่ีเกี่ยวิข้องกับการขายผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ซ้ือหรือองค์กรต่างๆ
ที่ซื้อไปเพ่ือขายต่อหรือเพ่ือใช้ในการดาเนินธุรกิจ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของสถาบันการค้าส่ง
ไดแ้ ก่ ผู้คา้ ปลีก ผู้คา้ สง่ ผ้ใู ช้ทางอตุ สาหกรรม และสถาบนั ต่าง ๆ
ประเภทของการค้าส่ง สามารถแบง่ ได้ตามลักษณะดังนี้
1. ผคู้ ้าสง่ ทเ่ี ปน็ พ่อค้าคนกลาง (Merchant Wholesaler)
1.1 ผคู้ า้ สง่ ทใ่ี ห้บรกิ ารเต็มที่ (Service Wholesaler)
1.2 ผู้ค้าส่งที่ให้บริการจากัด (Limit Service Wholesaler) เป็นผู้ค้าส่งท่ี
ใหบ้ รกิ าร
กลบั
5. การค้าสง่ (Wholesaler) (ตอ่ )
2. นายหนา้ และตวั แทน (Broker and Agent)
2.1 นายหนา้ (Broker)
2.2 ตัวแทน (Agent)
3. สาขาและสานักงานขายของผผู้ ลิต (Manufacturer's Sales Branches and
Office)
กลบั
5. การคา้ ส่ง (Wholesaler) (ต่อ)
ปัจจยั ในการพิจาณาเลือกช่องทางการจดั จาหน่าย
1. เงินทุน
2. วตั ถุประสงค์ในการดาเนินงานของกจิ การ
3. ลกั ษณะของสนิ คา้
3.1 วงจรชีวติ สนิ คา้
3.2 ขนาดของสินคา้
3.3 มลู คา่ ของสินคา้
3.4 ความยาก-ง่ายในการจาหน่ายสนิ ค้า
กลบั
6. การกระจายสนิ ค้า
การกระจายสินค้า หมายถึง กิจกรรมท่ีเกี่ยวกับการวางแผน การปฎบบัติงาน และส่งเสริม
สนับสนุนในการนาสินค้า จากจุดเริ่มต้นไปยังจุดที่มีการใช้หรือการบริโภคสินค้า เพื่อสนอง
ความตอ้ งการลกู ค้าและก่อใหเ้ กดิ กาไรแกผ่ ผู้ ลติ
กิจกรรมทเ่ี ก่ยี วกบั การกระจายสนิ ค้า ได้แก่
1. การคลงั สนิ คา้ ( Warehousing )
2. การขนสง่ (Transportation)
กลบั
6. การกระจายสนิ ค้า (ตอ่ )
การคลงั สินค้า ( Warehousing ) หมายถงึ อาคาร สถานที่ สิ่งปลูกสร้างที่สร้างขึ้นมาเพ่ือใช้
เก็บรักษาสินค้าหลังจากท่ไี ด้ทาการผลิตแลว้ เพอื่ รอการจาหนา่ ย
การจัดการเกยี่ วกบั การคลงั สินค้า มีหลักในการพิจารณาดงั นี้
1. สถานทีต่ ้ังของคลังสินคา้
2. ชนดิ ของคลงั สนิ ค้า แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ
2.1 แบ่งตามลักษณะความเป็นเจา้ ของ
2.2 แบ่งตามประเภทของผลิตภณั ฑ์
กลบั
6. การกระจายสินคา้ (ต่อ)
3. บรรจภุ ณั ฑเ์ พ่ือการขนสง่ (Transport Package)
3.1 ลังไม้
3.2 ลงั พลาสตกิ
3.3 กล่องกระดาษลกู ฟูกเป็นบรรจุภณั ฑท์ ี่นยิ มใชเ้ พ่อื การขยสง่
กลับ
7. การขนส่ง (Transportation)
การขนส่ง คือ การอาศัยอุปกรณ์อานวยความสะดวกต่างๆ เพื่อนามาใช้ในการลาเลียงหรือ
เคล่ือนย้านสิ่งของ ซ่ึงการขนส่งสินค้าเป็นหน้าท่ีทางการตลาดในการเคล่ือนย้ายสินค้าไปสู่
ลกู ค้ากลุ่มเปา้ หมายให้ไดต้ ามสถานทต่ี า่ งๆ ในเวลาท่ลี กู คา้ ต้องการ
วิธีการขนส่งทางนา้ มี 5 วิธี ประกอบด้วย
กลับ
7. การขนส่ง (Transportation) (ตอ่ )
1.การขนสง่ สินคา้ ทางเรอื (Water Transportation)
ขอ้ ดี ข้อเสีย
1. อตั ราคา่ ขนส่งถูกกว่าเมอื่ เทยี บกบั การขนสง่ ทาง 1. มคี วามลา่ ชา้ ในการขนส่งมาก
อนื่ 2. ในฤดูน้าลดหรือฤดูรอ้ น นา้ อาจมีน้อย ซง่ึ เป็น
2. ขนส่งไดป้ รมิ าณมาก อุปสรรคต่อการขนสง่ เพราะเรือเกยต้นื ได้
3. มคี วามปลอดภยั 3. ไมส่ ามารถกาหนดเวลาที่แนน่ อนในการขนส่งได้
4. สามารถสง่ ไดร้ ะยะไกล ๆ ข้ึนอยู่กบั ภูมิอากาศและ ภมู ิประเทศ
กลบั
7. การขนส่ง (Transportation) (ตอ่ )
2. การขนส่งทางรถไฟ (Railroads) ข้อเสีย
1. ไมส่ ามารถขนสง่ สินค้าให้ถงึ ทีต่ อ้ งการขนถา่ ยได้
ข้อดี 2. ความยดื หย่นุ มีน้อย เพราะมเี ส้นทางตายตัว
1. ประหยดั ขนสงสินคา้ ไดจ้ านวนมากหลายชนิด 3. มคี วามคลอ่ งตัวน้อยกว่าการขนส่งแบบอ่นื เพราะ
2. รวดเร็ว สามารถขนส่งสนิ คา้ ได้ทันตาม มีกฎระเบียบมากไม่เหมาะสมกับผูส้ ง่ สินค้ารายย่อย
กาหนดเวลาทต่ี ้องการ ปริมาณนอ้ ย
3. สะดวก เพราะมีตู้หลายชนิดให้เลอื กเพอื่ ความ
เหมาะสมกบั สนิ คา้ กลบั
4. ปลอดภยั สงู เมอื่ เทยี บกบั เสน้ ทางอ่ืน
5. ขนสง่ ได้ทกุ สภาพดนิ ฟ้าอากาศ
7. การขนสง่ (Transportation) (ต่อ)
3. การขนส่งทางรถยนต์ (Motor Transportation)
ขอ้ ดี ขอ้ เสยี
1. บริการได้ถึงท่โี ดยไมต่ ้องมกี ารขนถ่าย 1. คา่ ขนสง่ สงู เม่อื เทียบกับการขนสง่ ทางรถไฟ
2. ขนส่งสนิ คา้ ไดต้ ลอดเวลาตามความตอ้ งการของ 2. มคี วามปลอดภัยต่า เกิดอบุ ัติเหตุบ่อย
ลกู ค้า 3. ขนส่งสินคา้ ไดป้ รมิ าณและขนาดจากดั
3. สะดวก รวดเร็ว 4. กาหนดเวลาแนน่ อนไมไ่ ด้ ขน้ึ อย่กู บั สภาพ
4. เหมาะกับการขนสง่ ระยะสน้ั และระยะกลาง การจราจรและดนิ ฟา้ อากาศ
5. เป็นตัวเช่ือมในการขนสง่ แบบอนื่ ที่ไมส่ ามารถไป
ถึงจุดหมายได้โดยตรง
กลับ
7. การขนส่ง (Transportation) (ตอ่ )
4. การขนส่งทางอากาศ (Air Transportation)
ขอ้ ดี ข้อเสยี
1. สะดวก รวดเร็วท่สี ดุ 1. ค่าใชจ้ า่ ยในการขนสง่ สูงกวา่ ประเภทอื่น
2. สามารถขนสง่ กระจายไปทั่วถึงได้อยา่ งกว้างขวาง 2. จากัดขนาดและน้าหนกั ของสินคา้ ทบ่ี รรทกุ จะมี
ท้ังใน ประเทศและระหว่างประเทศ ขนาดใหญแ่ ละน้าหนกั มากไม่ได้
3. สามารถขนสง่ ไปในท้องถ่นิ ทีก่ ารขนส่งประเภทอื่น 3. บริการขนส่งไดเ้ ฉพาะเมอื งทีม่ ีทา่ อากาศยาน
ไปไมถ่ งึ หรือไปยากลาบาก เท่าน้ัน
กลบั
7. การขนสง่ (Transportation) (ตอ่ )
4. การขนส่งทางอากาศ (Air Transportation)
ขอ้ ดี ข้อเสีย
4. เหมาะกบั การขนสง่ ระยะไกลๆ 4. การขนสง่ ข้นึ อยกู่ ับสภาพภมู อิ ากาศ
5. เหมาะกับการขนสง่ สินคา้ ทีเ่ สียง่าย จาเป็นตอ้ งถึง 5. การลงทนุ และค่าใช้จา่ ยในการบารุงรักษาอปุ กรณ์
ปลายทางรวดเรว็ สูง
6. ขนสง่ ได้หลายเทย่ี วในแต่ละวนั เพราะเครื่องบิน 6. มคี วามเสีย่ งภัยอนั ตรายสงู
ขึน้ ลงไดร้ วดเรว็
กลับ
7. การขนสง่ (Transportation) (ตอ่ )
5.การขนส่งทางท่อ (Pipeline Transportation)
ข้อดี ข้อเสีย
1. ประหยดั ตน้ ทนุ เวลาในการขนยา้ ยสนิ ค้า
2. สามารถขนสง่ ไดท้ กุ สภาพภมู ิอากาศ 1. ใช้ ขนส่งไดเ้ ฉพาะสนิ คา้ ทเี่ ปน็ ของเหลวหรือกา๊ ซ
3. สามารถขนส่งได้ไม่จากัดเวลาและปริมาณ
4. มีความปลอดภัยสูงจากการสญู หายหรือลกั ขโมย เท่าน้ัน
5. กาหนดเวลาการขนส่งไดแ้ น่นอนชัดเจน
6. ประหยัดคา่ แรง เพราะใชก้ าลังคนนอ้ ย 2. ค่าใชจ้ า่ ยในการลงทนุ คร้งั แรกสงู
3. ตรวจสอบหาจดุ บกพรอ่ งทาได้ยาก
4. ท่อหลักที่ใชข้ นสง่ เมื่อวางแลว้ เคล่ือนยา้ ยเปลย่ี น
เสน้ ทางไมไ่ ด้
5. ไม่เหมาะกับการขนส่งในภมู ิประเทศที่มีแผน่ ดนิ ไหว
บ่อย
กลบั
7. การขนสง่ (Transportation) (ตอ่ )
6.การขนส่งระบบคอนเทนเนอร์ (Container System)
ขอ้ ดี ขอ้ เสีย
1. ทาใหข้ นถา่ ยสนิ คา้ ได้รวดเรว็ ไม่เหมาะกับการขนสง่ ระยะสน้ั สิน้ เปลืองเช้อื เพลงิ
2. ลดความเสียหายของสินคา้ ที่ขนส่งและป้องกนั มากกวา่ เมื่อใชว้ ิธีขนส่งดว้ ยรถบรรทกุ แลว้ เปรยี บ
การถูกโจรกรรมได้ เทยี บกับรถบรรทกุ ทีใ่ ช้คอกกระบะชนดิ เบา
3. ประหยดั ค่าใช้จา่ ย
4. สามารถขนสง่ ได้ปริมาณมาก
5. การสงั่ จองเรือระวางเพื่อขนส่งสินคา้ ทาได้สะดวก
6. ตรวจนับสนิ คา้ ได้ง่าย
กลับ
7. การขนส่ง (Transportation) (ตอ่ )
ปจั จยั ในการเลือกวธิ ีการขนสง่
1. เส้นทางในการขนสง่
2. ระยะทางในการขนสง่
3. พาหนะทใี่ ช้ในการขนสง่ สนิ คา้
4. ความถ่ีในการใช้
กลบั