หนว่ ยท่ี 8
การส่งเสรมิ การตลาด
กลบั
1. ความหมายของการสง่ เสริมการตลาด
การสง่ เสริมตลาด (Promotion) หมายถึง ความพยายามท่ีจะทาให้ผู้รับ
ข่าวสารซ่ึงเป็นผู้บริโภค ได้ทราบข้อมูลเก่ียวกับผลิตภัณฑ์หรือข้อมูล
กิจการของผู้ขาย เพื่อทาให้ผู้รับข่าวสารเกิด ความรู้ ทัศนคติ และ
พฤติกรรมท่ีเป็นไปในแนวทางท่ีต้องการและจูงใจ ชักชวนให้ยอมรับ
แนวคดิ ผลิตภณั ฑ์ทไี่ ด้เสนอไป
กลบั
2. กระบวนการติดต่อสอื่ สาร 5. การถอดรหัส (Decoding)
6. ผู้รบั ขา่ วสาร (Receiver)
1. ขา่ วสาร (Message) 7. ขอ้ มูลยอ้ นหลงั (Feedback)
2. ผูส้ ่งขา่ วสาร (Sources) 8. สิ่งรบกวน (Noise)
3. การใส่รหัส (Encoding)
4. ชอ่ งทางข่าวสาร (Message Channel)
กลบั
3. กลยุทธ์การสง่ เสรมิ การตลาด
กลยุทธ์การสง่ เสรมิ การตลาด ประกอบดว้ ย 3 กลยทุ ธ์ คือ
1. กลยทุ ธด์ ึง (Pull Strategy)
2. กลยุทธผ์ ลกั (Push Strategy)
3. กลยุทธ์ผสม (Push and Pull Strategy)
กลบั
3. กลยทุ ธก์ ารส่งเสริมการตลาด (ตอ่ )
1. กลยทุ ธ์ดึง (Pull Strategy)
เป็นการจัดกิจกรรมทางการตลาดโดยการโฆษณาและการส่งเสริมการขาย เช่น การจัด
แสดงสินค้า การแลกซื้อ การแจกของตัวอย่าง เป็นต้น ซึ่งจะมุ่งสู่ผู้บริโภคคนสุดท้าย
เพ่ือให้เกิดความสนใจและต้องการสินค้า แล้วไปถามหาหรือซื้อสินค้าจากคนกลางท่ีเป็น
ผคู้ ้าปลีกหรือผู้ค้าส่งขณะเดี่ยวกนั คนกลางกเ็ กิดความตอ้ งการสินคา้ จากผูผ้ ลิต
กลบั
3. กลยทุ ธ์การสง่ เสรมิ การตลาด (ตอ่ )
2. กลยทุ ธ์ผลัก (Push Strategy)
เปน็ การผลักสนิ คา้ ของผ้ผู ลิตไปสูค่ นกลาง โดยอาศยั พนักงานขายให้เป็นผู้ผลักดันสินค้าไป
ตามช่องทางการจัดจาหน่าย ซึ่งจะต้องใช้การกระตุ้นพนักงานขายโดยเสนอผลตอบแทน
ต่างๆ เพ่ือให้พนักงานขายเกิดความพยายามในการขายสินค้าให้มากขึ้น เช่น การให้เงิน
รางวลั พิเศษกบั พนกั งานขายทที่ ายอดขายไดส้ ูง การเลอ่ื นตาแหนง่ เป็นตน้
กลับ
3. กลยทุ ธ์การส่งเสรมิ การตลาด (ต่อ)
3. กลยทุ ธผ์ สม (Push and Pull Strategy)
เปน็ การใชก้ ลยุทธผ์ ลัก-ดึงรวมกนั กล่าวคือใช้การสง่ เสริมการขายทมี่ ุง่ สูผ่ บู้ รโิ ภคร่วมกบั การ
ส่งเสริมการขายที่มุ่งสู่คนกลางและพนักงานขาย เช่น การประกวดจัดร้านคูปอง หรือ
ส่ิงจูงใจอื่นๆ ผลักให้ร้านค้าปลีกนาสินค้ามาโชว์ ขณะเดียวกันก็ใช้การชิงโชค ของแจก
ของแถม เพื่อดึงให้ลกู คา้ มาซอื้ สนิ ค้าทรี่ า้ น เปน็ ตน้
กลับ
4. ส่วนประสมการสง่ เสริมการตลาด
สว่ นประสมการส่งเสรมิ การตลาด หมายถึง เครื่องมือสื่อสารทางการตลาดเพ่อื แจ้ง
ข่าวสารจูงใจผบู้ ริโภคสรา้ งทัศนคติ และพฤติกรรมการซอ้ื ของตลาด
ส่วนประสมของการสง่ เสริมการตลาด มี 4 ประการ คอื
1. การขายโดยใชพ้ นักงานขาย (Personal Selling)
2. การโฆษณา (Advertising)
3. การส่งเสรมิ การขาย (Sales Promotion)
4. การประชาสัมพันธ์ (Public Relations)
กลบั
4. สว่ นประสมการสง่ เสริมการตลาด (ต่อ)
1. การขายโดยการใช้พนกั งานขาย (Personal Selling)
เป็นวิธกี ารสง่ เสรมิ การตลาดโดยการใช้พนักงานขาย ซง่ึ เป็นการสืส่ ารสองทาง (Two-Way
Communication) ที่นาเสนอข่าวสารให้กบั กลุม่ เป้าหมาย และไดร้ ับขอ้ มลู ย้อนกลับไปพรอ้ มกนั
เนื่องจากพนักงานขายจะเปน็ ผู้นาสนิ ค้าไปเสนอตอ่ ลกู คา้ และสอบถามขอ้ มูลเกย่ วกับความคดิ เหน็
หรือความตอ้ งการของลูกคา้ สามารถทาให้เกดิ การส่งั ซ้อื ไดท้ นั ที
1.ประเภทของพนักงานขาย
1.1 พนักงานขายในงานขายปลกี (The Retail Salesperson)
1.2 พนกั งานขายในงานขายส่ง (The Wholesale Salesperson)
1.3 พนกั งานขายในงานขายอตุ สาหกรรม(TheIndustrial Salesperson)
กลบั
4. สว่ นประสมการส่งเสริมการตลาด (ตอ่ )
2. กระบวนการในการขาย (Selling Process)
2.1 การแสวงหาผมู้ งุ่ หวัง (Prospecting)
2.2 การเตรียมตัวก่อนเขา้ พบ (Pre Approach)
2.3 การเขา้ พบ (Approach)
2.4 การเสนอขาย (Presenting)
2.5 การสาธติ (Demonstration)
2.6 การเผชิญข้อโตแ้ ย้ง (Meeting Objections)
2.7 การปิดการขาย (Closing the Sales)
2.8 การตดิ ตามผลการขาย (Follow Up)
กลบั
4. ส่วนประสมการส่งเสริมการตลาด (ต่อ)
2. การโฆษณา (Advertising)
การโฆษณา หมายถึง กระบวนการทางด้านการส่ือสารมวลชนท่ีเกิดข้ึนเพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคมี
ความต้องการซื้อสินค้าหรือบริการ โดยอาศัยเหตุผลจริงหรือเหตุผลสมมุติจูงใจให้เกดิ ความช่ืน
ชอบในสินค้าหรือบริการ โดยมีการซื้อสื่อ ซื้อเวลา ซ้ือพน้ื ท่ี เพือ่ การเผยแพร่และระบุผู้โฆษณา
อยา่ งชดั เจน
1. ประเภทของการโฆษณา (Type of Advertising) ได้แก่
1.1 การโฆษณาระดับชาติ (National Advertising)
1.2 การโฆษณาระดบั ทอ้ งถิน่ (Local Advertising)
1.3 การโฆษณาการค้า (Trade Advertising) กลบั
4. สว่ นประสมการส่งเสรมิ การตลาด (ต่อ)
1.4 การโฆษณานาทางพนักงานขายสนิ คา้ (Advertising to Get
Leads for Special Salesman)
1.5 การโฆษณาสินค้าท่ีใช้ในวงการอุตสาหกรรม (Industrial
Advertising)
1.6 การโฆษณาในงานอาชพี (Professional Advertising)เปน็ การ
โฆษณาให้กบั
1.7 การโฆษณาทไ่ี ม่เก่ียวกับสนิ คา้ (Non Product Advertising)
กลบั
4. สว่ นประสมการส่งเสริมการตลาด (ตอ่ )
2. สือ่ โฆษณา (Advertising Media)
2.1 โทรทศั น์ (Television)
2.2 วทิ ยุ (Radio)
2.3 หนงั สือพมิ พ์ (Newspaper)
2.4 นิตยสาร (Magazine)
กลบั
4. สว่ นประสมการส่งเสริมการตลาด (ตอ่ )
2. สือ่ โฆษณา (Advertising Media)
2.1 โทรทศั น์ (Television)
2.2 วทิ ยุ (Radio)
2.3 หนงั สือพมิ พ์ (Newspaper)
2.4 นิตยสาร (Magazine)
กลบั
4. ส่วนประสมการส่งเสรมิ การตลาด (ตอ่ )
3.การสง่ เสริมการขาย (Sales Promotion)
การส่งเสรมิ การขายเป็นกิจกรรมท่ชี ่วยกระตุ้นเรง่ เร้าผู้บริโภคในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพือ่ ให้
ผู้บริโภคในช่วงระยะเวลาส้ัน ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจและซื้อสินค้าในท่ีสุด
ขณะเดียวกนั ก็เปน็ การเพม่ิ ยอดขายสินคา้ ทัง้ ทางตรงและทางอ้อม
กลบั
4. ส่วนประสมการส่งเสรมิ การตลาด (ตอ่ )
4. การประชาสมั พนั ธ์ (Public Relations)
การประชาสัมพันธ์ หมายถึง กิจกรรมท่ีเกิดจากการวางแผนล่วงหน้าและกระทาอย่าง
ต่อเน่ืองเป็นการติดต่อส่ือสารและสร้างที่ดีกับกลุ่มบุคคลทั้งภายในและภายนอกองค์การ
เพอ่ื ให้เกิดความเขา้ ใจในความคิดเหน็ ทัศนคติ
กลบั
การกาหนดราคาตามตน้ ทนุ (Cost- based Pricing)
• การกาหนดราคาโดยวิธีส่วนบวกเพม่ิ (Markup Pricing)
• การกาหนดราคาเพื่อให้ไดผ้ ลตอบแทนตามเป้าหมาย (Target-return Pricing)
• การกาหนดราคา ณ จดุ คมุ้ ทุน (Break-even Analysis Pricing)
กลบั
หนว่ ยที่ 9
การนาเทคโนโลยมี าประยกุ ตใ์ ชใ้ นงาน
ด้านการตลาด
กลบั
1. เทคโนโลยที างการตลาด (Technology Marketing)
• เทคโนโลยี (Technology) หมายถึง การประยุกตเ์ อาความรทู้ างดา้ นวทิ ยาศาสตรม์ าใชใ้ หเ้ กิด
ประโยชน์ การศึกษาพัฒนาองค์ความรู้ต่างๆ ก็เพ่ือให้เข้าใจธรรมชาติ กฎเกณฑ์ของส่ิงต่างๆ
และหาทางนามาประยกุ ตใ์ ห้เกดิ ประโยชน์ เทคโนโลยีจึงเป็นคาที่มีความหมายกว้างไกล เป็น
คาท่เี ราได้พบเห็นและได้ยนิ อยู่ตลอดมา
• สารสนเทศ (Information) หมายถึงข้อมูลข่าวสารความรู้ต่างๆ ที่ได้รับการสรุปคานวณ
จดั เรยี งหรอื ประมวลแล้วจากขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ทีเ่ ก่ยี วขอ้ งอยา่ งเป็นระบบตามหลักวิชาการ จนได้
เป็นขอ้ ความรเู้ พอื่ นามาเผยแพร่และใชป้ ระโยชน์ในงานดา้ นตา่ งๆ
กลบั
1. เทคโนโลยที างการตลาด (Technology Marketing) (ต่อ)
• เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) หรือเทคโนโลยีสารสนเทศและการ
ส่ือสาร (Information and Communication Technologies : ICT) ก็คือ เทคโนโลยีสอง
ด้านหลักๆ ที่ประกอบด้วยเทคโนโลยีระบบคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคม
ที่ผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ในกระบวนการจัดหา จัดเก็บ สร้าง และเผยแพร่สารสนเทศในรูป
ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียง ภาพ ภาพเคลื่อนไหว ข้อความหรือตัวอักษร และตัวเลข เพื่อเพ่ิม
ประสทิ ธภิ าพ ความถูกต้อง ความแม่นยา และความรวดเร็วใหท้ นั ต่อการนาไปใช้ประโยชน์
กลบั
1. เทคโนโลยีทางการตลาด (Technology Marketing) (ตอ่ )
ประเภทของเทคโนโลยที างการตลาด
เทคโนโลยีทางการตลาดท่ีธุรกิจนิยมนามาใช้งานร่วมกับกระบวนการทางธุรกิจของระบบ
สารสนเทศทางการตลาด แบ่งเป็น 6 ประเภท ดงั น้ี
1. โปรแกรมสาเรจ็ รูปด้านการตลาด
2. นวตั กรรมร้านคา้ ปลกี
3. หน่วยขายอตั โนมัติ
4. การใชง้ านอินทราเนต็
5. การใชง้ านอินเทอร์เน็ต
6. การทาเหมอื งขอ้ มลู ทางการตลาด
กลับ
2. สารสนเทศทางการตลาด (Marketing Information)
ระบบสารสนเทศทางการตลาด เป็นเคร่ืองมือหนึ่งของการนาเสนอสารสนเทศเพื่อใช้สาหรับงาน
ด้านการตลาดในส่วนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และโปรแกรมทางการตลาดที่ดี จึงจาเป็นต้องใช้
สารสนเทศ ท่ีเก่ียวข้องกับความต้องการของลูกค้า คู่แข่งขัน ผู้ขาย ตลอดจนผู้ที่มีบทบาทอ่ืน
ทางการตลาดด้วย เน่ืองจากในปัจจุบัน ขนาดของตลาดใหญ่ขึ้น ผู้ซ้ือมีทางเลือกเพ่ิมข้ึน วิธีการ
ทางการตลาดมีความ ซบั ซอ้ นขึน้ อีกทงั้ ธุรกจิ ยงั จาเป็นตอ้ งเผชิญกับสภาพแวดลอ้ มที่เปลี่ยนแปลง
อย่างรวดเร็วและมีการ แข่งขันสูง ด้วยเหตุนี้ การใช้สารสนเทศท่ีทันต่อเหตุการณ์จึงยิ่งจะทวี
ความจาเปน็ มากยิ่งขึน้
กลบั
2. สารสนเทศทางการตลาด (Marketing Information) (ต่อ)
แนวคิดเกี่ยวกับระบบสารสนเทศทางการตลาด
คอตเลอร์ (Kotler,2546.) ได้นิยามระบบสารสนเทศทางการตลาด หมายถึง ระบบท่ีประกอบ
ด้วยคน เครื่องมือ อุปกรณ์และกระบวนการเก็บรวบรวม จาแนกแยกประเภทวิเคราะห์ประเมิน
ตลอดจน การแจกจ่ายสารสนเทศทถี่ ูกต้องแมน่ ยา ทนั เวลาและตรงตามท่ตี ้องการ
โดยนาเสนอตอ่ ผมู้ ีหนา้ ที่ ตัดสินใจทางการตลาด ซึ่งประกอบด้วยระบบยอ่ ย ดังน้ี
1. ระบบการบันทกึ ขอ้ มลู ภายใน (Internal Records System)
2. ระบบความเปน็ อจั ฉรยิ ะทางการตลาด (Marketing Intelligence Systein)
3. ระบบการวจิ ยั ทางการตลาด (Marketing Research System)
4. ระบบสนับสนุนการตดั สนิ ใจทางการตลาด (Marketing Decision System)
กลบั
2. สารสนเทศทางการตลาด (Marketing Information) (ต่อ)
ระบบสารสนเทศด้านการตลาด Business Information System
1. การปฏบิ ตั งิ าน (Operations)
2. การวิจัยตลาด (Marketing Research)
3. คูแ่ ขง่ (Competitor)
4. กลยทุ ธข์ ององค์การ (Corporate strategy)
5. ขอ้ มลู ภายนอก (External Data)
กลบั
2. สารสนเทศทางการตลาด (Marketing Information) (ต่อ)
ข้อแตกต่างของสารสนเทศของธุรกิจแต่ละประเภท
1.ระบบสารสนเทศการขาย สามารถแบ่งออกเปน็ ระบบยอ่ ย 3 ระบบ ดังตอ่ ไปนี้
1.1 ระบบสารสนเทศสาหรับสนับสนุนการขาย
1.2 ระบบสารสนเทศสาหรบั วิเคราะหก์ ารขาย
1.3 ระบบสารสนเทศการวิเคราะหล์ ูกค้า เพ่อื ใหท้ ราบถึงรูปแบบของการซื้อและ
กลบั
2. สารสนเทศทางการตลาด (Marketing Information) (ต่อ)
ข้อแตกตา่ งของสารสนเทศของธุรกจิ แต่ละประเภท
2. ระบบสารสนเทศการวิจัยตลาด แบง่ ออกเป็นระบบย่อยตามหน้าท่ไี ด้ 2 ระบบ ดงั น้ี
2.1 ระบบสารสนเทศสาหรบั การวจิ ัยลูกค้า
2.2 ระบบสารสนเทศการวิจยั ตลาด
3. ระบบสารสนเทศการส่งเสรมิ การขาย
กลบั
2. สารสนเทศทางการตลาด (Marketing Information) (ต่อ)
ขอ้ แตกต่างของสารสนเทศของธรุ กิจแตล่ ะประเภท
4. ระบบสารสนเทศการพัฒนาผลิตภัณฑแ์ ละบริการ
5. ระบบสารสนเทศพยากรณ์การขาย
6. ระบบสารสนเทศการวางแผนกาไร
7. ระบบสารสนเทศการกาหนดราคา
8. ระบบสารสนเทศการควบคมุ คา่ ใช้จ่าย
กลบั
3. อนิ เทอรเ์ นต็ (Internet)
อินเทอร์เน็ต (Internet) หมายถึง เครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่ใช้ติดต่อส่ือสารกัน ผ่าน
ทางบรกิ าร www ซง่ึ อินเทอร์เน็ตเปรียบเสมือนเครือขา่ ยใยแมงมุม ซ่ึงจะช่วยให้สามารถเชื่อมโยง
กับแหล่งข้อมูลต่างๆ ท่ัวโลก เช่น ตัวอักษร ภาพน่ิง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง รวมท้ังการหา
ขอ้ มลู ต่างๆ ของทว่ั โลกไดอ้ ย่างรวดเร็ว
กลบั
3. อินเทอร์เนต็ (Internet) (ต่อ)
ในตอนแรกอินเทอร์เน็ตเริ่มมาจากเครือข่าย “อาร์พาเน็ต (ARPANET-Advanced
Research Project Agency Network)” ซึ่งเป็นเครือข่ายทางทหารของกระทรวงกลาโหมแห่ง
สหรัฐอเมริกากับ มหาวิทยาลัยในแคลิฟอร์เนีย เม่ือ พ.ศ. 2512 เพ่ือแลกเปล่ียนข้อมูลด้านการ
วจิ ัย ตอ่ มาเครอื ข่าย อนิ เทอร์เน็ตไดม้ กี ารขยายไปยงั มหาวทิ ยาลยั ต่างๆ จนมขี นาดใหญข่ ึ้น
กลบั
3. อินเทอร์เนต็ (Internet) (ต่อ)
ต่อมาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้เกิดปัญหาข้ึนเครือข่ายทางทหารของสหรัฐอเมริกาจึงขอ
แยกตัว ออกไปกลายเป็นเครือข่าย “Milnet Military Network” แต่ยังคงเชื่อมต่อกับเครือข่าย
อาร์พาเน็ตอยู่ ด้วยเทคนิคการโต้ตอบแบบ IP (Internet Potocol) หรือที่เรียกว่า “TCP/IP” ใน
เวลาต่อมา เครือข่าย อินเทอร์เน็ตก็ได้มีการขยายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่มีความสัมพันธ์
ทางการทูตกับสหรฐั อเมริกา และได้กลายเป็นระบบอนิ เทอร์เน็ตอยูท่ ุกวันนี้
กลบั
3. อนิ เทอร์เน็ต (Internet) (ตอ่ )
บริการอินเทอร์เน็ตที่เกีย่ วขอ้ งกบั การตลาด ได้แก่
1. Telnet หรือ SSH คือ เครื่องมือพื้นฐานที่ใช้ติดต่อเคร่ืองบริการ (Server) เพื่อเข้า
ควบคุมการ ทางานของเครอื่ ง ปดิ -เปดิ บริการ รับส่งเมล ใช้พัฒนาโปรแกรม เปน็ ต้น โปรแกรมนมี้ ี
มาพรอ้ มกบั การติดต้ัง TCP/IP ผูใ้ ช้สามารถเรียกใช้จาก c:\windowslitelnet.exe แต่การใชง้ าน
เปน็ แบบ Text Mode ทผ่ี ูใ้ ชต้ ้องเรยี นรคู้ าส่งั ให้เข้าใจก่อนใชง้ าน
2. อีเมล (E-mail หรือ Electronic Mail)
3. USENET News หรือ News Group
4. FTP (File Transfer Protocal-บรกิ ารโอนยา้ ยข้อมูล)
5. WWW (World Wide Web)
กลบั
3. อนิ เทอรเ์ นต็ (Internet) (ตอ่ )
2. อีเมล (E-mail หรือ Electronic Mail) คือ บริการกล่องจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ให้
ผู้ใช้ สามารถรับ-ส่งอีเมลในอินเทอร์เน็ตเพ่ือสื่อสาร ปัจจุบันบริการอีเมลผ่าน Web-Based Mail
ไดร้ บั ความนิยมอยา่ งมาก
3. USENET News หรือ News Group ในยุคแรกของอินเทอร์เน็ต มีผู้ใช้บริการ
USENET อย่างแพร่หลาย สามารถส่งคาถามเข้าไปตอบคาถาม แสดงความคิดเห็นทาให้เกิดการ
แลกเปล่ียน ข่าวสาร แต่ปัจจุบันมีการใช้งานน้อยลง เพราะผู้ใช้หันไปใช้เว็บบอร์ดซึ่งเข้าถึงง่าย
และแพรห่ ลายกวา
4. FTP (File Transfer Protocal-บรกิ ารโอนย้ายขอ้ มลู )
5. WWW (World Wide Web)
กลบั
3. อนิ เทอรเ์ นต็ (Internet) (ตอ่ )
4. FTP (File Transfer Protocal-บริการโอนย้ายข้อมูล) สามารถใช้ Download
(คัดลอกโปรแกรมจาก Server) แฟ้มผ่าน Browser มาไว้ในเครื่องของตน แต่ถ้าจะ Upload
แฟ้ม ซึ่งหมายถึงการส่งแฟ้มจากเครื่องของตนเข้าไปเก็บใน Server เช่น การปรับปรุง
Homepage ใหท้ นั สมยั
5. WWW (World Wide Web) บริการท่ีต้องใช้โปรแกรมWeb Browser เช่น FireFox,
Netscape, Internet Explorer, Opera หรือ Neoplanet เพ่ือเปิดดูข้อมูลจากเว็บไซต์
(Website) หรือโฮมเพจ (Homepage) จะได้ข้อมูลในลักษณะเป็นตัวอักษร ภาพ เสียง และ
ภาพเคลื่อนไหว ในลักษณะส่ือผสม รวมท้ังการสั่งประมวลผล และตอบสนองแบบอินเทอร์แอ็ก
ทีฟ (Interactive) บรกิ ารนไ้ี ดร้ บั การพฒั นา อยา่ งรวดเรว็ จนนามาใช้งานอยา่ งหลากหลาย
กลบั
3. อินเทอรเ์ น็ต (Internet) (ตอ่ )
6. Skype, Net2Phone, Cattelecom.com บริการโทรศัพท์จากคอมพิวเตอร์ไปยัง
เคร่ืองรับ โทรศัพท์ท่ีบ้าน ได้รับความนิยมมาก เพราะอัตราค่าโทรศัพท์ถูกกว่า และผู้ให้บริการ
บางรายยังมี บริการเคร่ืองรับโทรศัพท์ท่ีบ้านสาหรับส่ง Fax จากเคร่ืองคอมพิวเตอร์ไปเครื่องรับ
Fax ทสี่ านักงาน โดยชาระคา่ บริการแบบ Pre-Paid และใช้บริการจนกว่าเงินที่จ่ายไว้จะหมด แต่
ถา้ โทรจากคอมพวิ เตอร์ ไปยงั คอมพวิ เตอร์สามารถใชง้ านไดฟ้ รี
7. Inc (Internet Relay Chat) ในอดีตที่ผ่านมานั้นบริการนี้ท่ีได้รับความนิยมมาก
เพราะติดต่อ ได้อย่างสะดวก เมื่อเปิดเคร่ือง โปรแกรมนี้จะแสดงสถานะของคู่สนทนาใน List
ทันทีว่ามาแล้ว และพร้อมจะสนทนาด้วยหรือไม่ แต่ในปัจจุบันมีบุคคลจานวนมากไปใช้ MSN
Messenger หรอื Yahoo Messenger แทน
กลบั
3. อนิ เทอร์เนต็ (Internet) (ตอ่ )
8 Software Updating มีโปรแกรมจานวนมากที่ใช้ประโยชน์จากการติดต่อส่ือสารผ่าน
อินเทอร์เน็ต ได้แก่ บริการปรับปรุงโปรแกรมแบบ On-line เช่น โปรแกรมฆ่าไวรัสเกือบทุก
โปรแกรม หรือระบบปฏิบัติการอย่าง Microsoft ก็ยอมให้ผู้ใช้สามารถเข้ามา Download ข้อมูล
ไปปรับปรุงให้ ทันสมัย เพ่ือใช้ต่อสู้ไวรัสตัวใหม่ หรือแก้ไขจุดบกพร่องท่ีพบในภายหลัง ผู้ใช้
เพยี งแต่เลอื ก Click บนปุ่ม Update โปรแกรมจะทาหนา้ ท่เี ช่ือมตอ่ กับเว็บไซตข์ องตนและทางาน
เองจนการ Update สมบูรณ์
กลบั
3. อนิ เทอรเ์ นต็ (Internet) (ตอ่ )
9. Palm หรือ Pocket PC ปัจจุบันเรียกว่า PDA (Personal Digital Assistant) เป็น
คอมพวิ เตอร์ ขนาดเล็กที่มีความสามารถสูงมาก สามารถพัฒนาโปรแกรม ส่ังให้ Palm ทางานได้
หลายอย่าง Palm สามารถทางานร่วมกับคอมพิวเตอร์ โดยแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน โดยผู้ใช้ Palm
สามารถเขียน Mail ใน Palm เม่ือต้องการส่งก็ Upload เข้าคอมพิวเตอร์ท่ี Online กับ
Internet แล้วคอมพิวเตอร์ก็จะทาหน้าท่ีส่ง Mail ให้อัตโนมัติ รวมถึงการรับ Mail ใหม่เข้าไปใน
Palm ทาให้สามารถอา่ น Mail ได้
10. WAP (Wireless Application Protocal) WAP เป็นเทคโนโลยีที่ทาให้โทรศัพท์
สามารถเปิด เว็บเพจท่ีพัฒนาเพื่อโทรศัพท์มือถือตามมาตรฐาน WAP โดยเฉพาะ ปัจจุบันไม่
จาเป็นต้องเข้า Wap Website แต่เข้าเว็บไซต์โดยตรงผ่านบริการ GPRS (General Packet
Radio Service) ใน GSM Mobile Phone
กลบั
4. พาณชิ ย์อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-Commerce)
พาณิชย์อิเลก็ ทรอนิกส์ หมายถงึ การดาเนนิ ธรุ กิจทกุ รูปแบบทีเ่ ก่ยี วข้องกบั การซื้อขาย
สนิ คา้ และบรกิ ารผา่ นคอมพิวเตอร์ และระบบสอ่ื สารโทรคมนาคมหรือสือ่ อิเลก็ ทรอนกิ ส์ รปู แบบ
การทาธรุ กจิ สามารถแบ่งได้ 4 รูปแบบ ดังน้ี
1. ธรุ กจิ กับธรุ กิจ (Business to Business : B2B) หมายถึง ธรุ กิจทมี่ ุง่ เน้นการให้บรกิ าร
แก่ผู้ประกอบการดว้ ยกนั โดยอาจเปน็ ผ้ปู ระกอบการในระดบั เดยี วกัน หรือตา่ งระดับกันกไ็ ด้ เชน่
ผผู้ ลติ กับผู้ผลติ ผู้ผลติ กับผูส้ ง่ ออก ผผู้ ลิตกบั ผนู้ าเขา้ ผู้ผลติ กับผูค้ ้าส่งและคา้ ปลกี เป็นตน้
2. ธรุ กิจกับผบู้ รโิ ภค (Business to Consumer : B2C) หมายถึง ธุรกจิ ทม่ี งุ่ เนน้ การ
ให้บรกิ าร กบั ลกู ค้าหรือผู้บรโิ ภค เชน่ การขายสินคา้ อปุ โภคบริโภค
กลบั
4. พาณชิ ยอ์ ิเลก็ ทรอนิกส์ (E-Commerce)
3. ธรุ กิจกับรฐั บาล (Business to Government : B2G) หมายถึง ธรุ กจิ การบริหาร
การค้าของ ประเทศ เพื่อเนน้ การบริหารการจดั การทดี่ ีของรฐั บาล
4. ผู้บรโิ ภคกับผ้บู ริโภค (Consumer to Consumer : C2C) หมายถึง ธุรกิจระหวา่ ง
ผู้บริโภค กับผู้บริโภค ซ่งึ เปน็ การคา้ รายย่อย เชน่ การขายของเก่าใหก้ ับบุคคลอนื่ ๆ ผ่านทาง
อินเทอรเ์ นต็
กลบั
5. การบรหิ ารลกู ค้าสมั พนั ธ์
การจดั การลูกค้าสัมพนั ธ์ (Customer Relationship Management หรือ CRM) คอื
การสรา้ ง ความสัมพันธ์กับลกู คา้ โดยการใช้เทคโนโลยแี ละการใช้บคุ ลากรอยา่ งมีหลักการ CRM
ได้ถูกนามาใช้ มากย่งิ ข้ึนเรือ่ ยๆ เนอื่ งมาจากจานวนคูแ่ ขง่ ของธรุ กจิ แตล่ ะประเภทเพ่ิมข้นึ สูงมาก
การแขง่ ขนั รนุ แรงข้นึ ในขณะทจี่ านวนลูกค้ายงั คงเทา่ เดมิ ธรุ กจิ จงึ ต้องพยายามสรรหาวธิ ีทีจ่ ะ
สรา้ งความพอใจให้แกล่ กู ค้า อันจะนาไปสคู่ วามจงรักภักดีในที่สุด เช่น ระบบการบริหารการขาย
ระบบการตลาดแบบอัตโนมตั ิ ระบบรองรับการบรกิ ารลกู ค้า และระบบลูกค้าสัมพันธ์ (Call
Center)
กลบั
5. การบริหารลกู ค้าสมั พันธ์ (ตอ่ )
ประโยชนข์ องการบรหิ ารลูกคา้ สมั พนั ธ์
1. มรี ายละเอยี ดขอ้ มูลของลูกคา้ ในดา้ นต่างๆ ไดแ้ ก่ แฟ้มลูกคา้ (Customer Profile)
พฤติกรรม ลูกคา้ (Customer Behavior)
2. วางแผนทางด้านการตลาดและการขายอยา่ งเหมาะสม
3. ใช้กลยุทธใ์ นการตลาด และการขายได้อยา่ งรวดเรว็ และมปี ระสิทธิภาพตรงความ
ต้องการ ของลกู ค้า
4. เพม่ิ และรกั ษาส่วนแบ่งตลาดของธรุ กจิ
5. ลดการทางานทซี่ บั ซ้อน ลดคา่ ใช้จา่ ยและเพ่ิมประสิทธภิ าพของการทางาน เพมิ่ โอกาส
ในการแข่งขนั ก่อใหเ้ กดิ ภาพพจนท์ ด่ี ีตอ่ องค์การ
กลบั
5. การบริหารลกู ค้าสัมพนั ธ์ (ตอ่ )
กลยทุ ธ์การสรา้ งความสมั พันธล์ กู ค้าออนไลน์ (e-CRM)
ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ที่สาคัญ คือ การดูแลลูกค้า (Customer Care Service)
เช่น ระบบ การจัดการเก่ียวกับข้อมูลรายละเอียดของลูกค้าในองค์กร และระบบแสดง
รายละเอียดของข้อสัญญา ระหว่างองค์กรกับลูกค้า นอกจากนี้แล้วระบบจัดการด้านอีเมลก็เป็น
ส่วนสาคัญในการสร้างกลยุทธ์ ด้านการบริหารลูกค้าสัมพันธ์เช่น สามารถย้อนหลังดูอีเมลของ
ลูกค้าในอดีตได้ และระบุผู้แทนฝ่ายขาย ท่ีเหมาะสมกับลูกค้ารายน้ันได้โดยข้อมูลท่ีใช้อาจจะมา
จากข้อมูลต่างๆ ท่ีลูกค้าเคยติดต่อธุรกิจ สามารถ ใช้ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์ในการออก
รายละเอียดการจ่ายเงินของลูกค้า (Bill Payment) และท่ีผ่านการจ่ายเงินระบบอินเทอร์เน็ต
(Electronic Bill) และการให้บริการในการตอบข้อสงสัยต่างๆ ผ่านช่องทางการสื่อสารในระบบ
ออนไลน์
กลบั
หนว่ ยที่ 10
แผนธรุ กิจ
กลบั
1. ความหมายและความสาคญั ของแผนธุรกจิ
แผนธุรกิจ (Business Plan) หมายถงึ แผนการดาเนนิ งานของธรุ กิจทจ่ี ดั ทาข้ึน
เพ่อื เป็นแนวทางในการดาเนนิ ธุรกิจท้งั ระยะสน้ั และระยะยาว
กลบั
2. ปกหนา้ และสารบัญ
ปกหน้าเป็นสิ่งท่ีผู้อ่านแผนงานธุรกจิ จะเห็นเป็นอันดับแรก จึงควรเขียนชื่อ
ของธุรกิจรวมทั้ง ท่ีอยู่ หมายเลขโทรศัพท์ หมายเลขโทรสาร สัญลักษณ์ของธุรกิจ
หรืออาจจะมีชื่อ ที่อยู่และหมายเลข โทรศัพท์ของผู้ประกอบการอยู่ด้วย เพื่อความ
สะดวกในการติดต่อกลับ
สารบญั มไี วเ้ พือ่ ความสะดวกในการค้นหารายละเอียดของแผนงานธุรกจิ ได้
เร็วขึ้น ซึ่งจะมีประโยชน์ในการเจรจาต่อรองกับบุคคลภายนอก เพราะสามารถ
ยนื ยนั ขอ้ มูลโดยอา้ งองิ เอกสาร
ซึง่ กันและกันได้ง่ายข้นึ
กลบั
3. วิสัยทศั น์ พันธกจิ และเป้าหมาย
วิสัยทัศน์ (Vision)หมายถึง ภาพรวมของกิจการท่ีต้องการจะเป็นใน
อนาคต โดยมพี น้ื ฐาน อยบู่ นความเปน็ จรงิ ในปัจจุบนั
ตัวอย่างวิสัยทัศน์ของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จากัด (มหาชน) ที่มา :
www.truecorp.co.th
“เป็นผู้ให้บริการด้านการส่ือสารครบวงจรและมุ่งตอบสนองลูกค้าเป็นหลัก
อกี ทัง้ ยงั เปน็ ผู้ให้ บรกิ ารหนง่ึ เดียวของประเทศท่ีสามารถให้บริการโทรศัพท์พ้ืนฐาน
ระบบสื่อสารไรส้ าย อนิ เทอรเ์ น็ต ความเร็วสูง และผลิตภณั ฑ์และบริการดา้ นเนอ้ื หา
ต่างๆ อย่างหลากหลาย”
กลบั
3. วสิ ยั ทัศน์ พนั ธกจิ และเป้าหมาย (ตอ่ )
พันธกิจ (Mission)หมายถึง งานที่ต้องทาเพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ของกิจการ โดย
จะอธบิ ายความ เปน็ ไปได้ของธรุ กิจ/โครงการ ซึ่งครอบคลุม 5 ประการ คอื
1. สนิ คา้ และบรกิ ารของกจิ การคืออะไร
2. ลกู คา้ ของกจิ การเป็นใคร
3. คุณค่าที่กจิ การมอบให้แก่ลกู คา้ เป็นอยา่ งไร
4. ขณะนี้กจิ การเป็นอยา่ งไร
5. ต่อไปกิจการควรจะเปน็ อยา่ งไร
ตัวอย่างพันธกิจของบริษัทชิมไทยจากัด : “ผลิตน้าพริกสาเร็จรูปท่ีมีคุณภาพและ
ราคาที่ เหมาะสมในประเทศไทย”
กลบั
3. วสิ ัยทศั น์ พันธกจิ และเปา้ หมาย (ต่อ)
เป้าหมาย (Goal) คือ การกาหนดผลลัพธ์ที่ตอ้ งการจากพนั ธกิจของกิจการ
โดยเขยี นเปน็ ขอ้ ๆ แบ่งเปน็ เป้าหมายระยะสน้ั (1 ปี) ระยะปานกลาง (3-5 ปี) และ
ระยะยาว (5 ปีข้ึนไป) ซึ่งเป้าหมาย แต่ละระยะเวลาควรสอดคล้องกัน สามารถ
วัดผลได้ และระบุเวลาที่แลว้ เสรจ็ อย่างชดั เจน
ตัวอย่างเป้าหมายของบริษัทชิมไทย จากัด : “สร้างตราสินค้าน้าพริกปรุง
สาเรจ็ รปู ชิมไทย ใหเ้ ปน็ ท่รี ้จู ักของผ้บู รโิ ภคทว่ั ประเทศไทย”
กลบั
3. วิสัยทัศน์ พันธกจิ และเป้าหมาย (ตอ่ )
เปา้ หมายระยะส้นั
1. เพื่อผลิตและจาหน่ายให้แก่กลุ่มผู้บริโภคในครัวเรือนและแหล่งชุมชน
ใกล้เคยี ง
2. เพอื่ เพ่มิ สว่ นแบง่ การตลาดเปน็ 80%
3. เพือ่ ปรบั ปรงุ ผลิตภัณฑใ์ ห้มคี ุณภาพดีมากข้นึ
เป้าหมายระยะยาว
1. เพือ่ ขยายตลาดผลิตภัณฑไ์ ปในจงั หวดั ใกล้เคยี ง
2. เพ่ือเพิม่ สว่ นแบง่ การตลาดเปน็ 80%
3. กระจายความเสยี่ งของธุรกิจโดยขยายธรุ กจิ ส่ธู รุ กิจผลติ นา้ ยาล้างจาน
กลบั
4. บทสรุปผบู้ ริหาร
เป็นส่วนท่ีสรุปรายละเอียดของแผนธุรกิจท้ังหมดท่ีดาเนินการ ซ่ึงช้ีให้เห็น
ว่ามีโอกาสเกิดข้ึนจริงได้ ดังน้ันจึงจาเป็นต้องเขียนให้เกิดความน่าเช่ือถือมีความ
เป็นไปได้ “บทสรุปผู้บริหาร (Executive Summary)” ควรเขียนให้สั้น กะทัดรัด
เน้อื หาประกอบด้วย
1. ช่อื โครงการ เจ้าของโครงการ และสนิ คา้ /บริการ
2. แนวคดิ และขอบเขตของธุรกิจ
3. โอกาสของธุรกิจ
กลบั
4. บทสรปุ ผบู้ ริหาร
4. กล่มุ เปา้ หมาย
5. สภาวะการแขง่ ขัน
6. ความคุ้มคา่ เชงิ ธุรกจิ (ผลกาไร)
7. ทมี ผ้บู รหิ าร
8. ขอ้ เสนอแนะใหเ้ ขียนระบสัน้ ๆ
กลบั