รายงานวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง ด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเอง และทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด (Development of Simulation Based Learning with Standardized Patient to Promote Knowledge, Perceived SelfConfidence and Therapeutic of Communication Skill) คณะผู้ดำเนินการวิจัย นางสุนทรี ขะชาตย์ นางสาวสุพัตรา จันทร์สุวรรณ นางปวิดา โพธิ์ทอง นางเสาวลักษณ์ ศรีโพธิ์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี สถาบันพระบรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข สนับสนุนทุนโดยวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี พ.ศ.2563
กิตติกรรมประกาศ การวิจัยครั้งนี้สำเร็จลงได้ด้วยความกรุณาจาก ผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี และผู้ทรงคุณวุฒิ รวมทั้งคณะกรรมการการพิจารณาทุนสนับสนุนการทำวิจัยของวิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่ให้ทุนสนับสนุนการทำวิจัยครั้งนี้ และขอขอบคุณ อาจารย์ภาควิชาการ พยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช และเจ้าหน้าที่ทุกท่าน ที่กรุณาให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกเป็น อย่างดีจนวิจัยฉบับนี้เสร็จลงได้ด้วยดี ผู้วิจัยขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง มา ณ โอกาสนี้ คณะผู้วิจัย
ชื่อเรื่องวิจัย เรื่องการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริม ความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด คณะผู้วิจัย นางสุนทรี ขะชาตย์ พย.ม. (การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช) นางสาวสุพัตรา จันทร์สุวรรณ พย.ม. (การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช) นางปวิดา โพธิ์ทอง พย.ม. (การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช) นางเสาวลักษณ์ ศรีโพธิ์ พย.ม. (การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช) ปีที่วิจัย พ.ศ. 2563 บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วย มาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด กลุ่ม ประชากรเป็นนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 3 จำนวน 125 ราย กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบ เจาะจง จำนวน 75 ราย เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 1) แบบสอบถามสภาพปัญหาและ ความ ต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด 2)รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการ สื่อสารเพื่อการบำบัด ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง โจทย์สถานการณ์จำลอง (Scenario) เรื่องการสื่อสารเพื่อการบำบัด 3) แบบประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ เกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัด แบบประเมินทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด และแบบสอบถามวัดความ มั่นใจในความสามารถของตนเองในการสื่อสารเพื่อการบำบัด 4)แบบสอบถามการสนทนากลุ่ม5) แบบสอบถาม การสะท้อนคิด และ 6)แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและ ทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด ซึ่งผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง และให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความตรง ด้านเนื้อหา (Content Validity) โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence) ผลการประเมิน พบว่ามีค่าอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 นำข้อเสนอแนะที่ได้ไป ปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือก่อนนำไปหาค่าความเที่ยงของเครื่องมือ (Reliability) โดยนำไปทดลองใช้กับนักศึกษา พยาบาลที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คนและตรวจสอบค่าความเที่ยงโดยหาค่าความ เชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิแอลฟาของครอนบัค (Cronbach’s Alpha Coefficient) อยู่ระหว่าง0.75-0.97 ดำเนินการวิจัยระหว่างเดือน กรกฎาคม 2562 - ธันวาคม 2563 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปด้วยสถิติบรรยาย วิเคราะห์เปรียบเทียบผลคะแนนความรู้ ความมั่นใจ และทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดก่อนและหลังการ เรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง โดยใช้สถิติ paired - t test และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการ วิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความ มั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดควรมีสถานการณ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมทุกเทคนิคการสื่อสารเพื่อการบำบัดในผู้ที่มีความผิดปกติทางการคิด การรับรู้อารมณ์และ
พฤติกรรมที่มีความเฉพาะเจาะจงในแต่ละสถานการณ์ ได้แก่ การสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ที่มีความคิดหลงผิด ประสาทหลอน หวาดระแวง แยกตัว หงุดหงิด เจ้ากี้เจ้าการและซึมเศร้า เป็นต้น ช่วยให้นักศึกษาได้เชื่อมโยง ความรู้ไปสู่การปฏิบัติได้ครอบคลุมกับประสบการณ์ที่นักศึกษาที่ได้เรียนรู้ในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลบุคคล ที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตโดยให้นักศึกษาได้มีส่วนร่วมในการลงมือปฏิบัติ มีการอธิบายแนวทางการสะท้อนคิดที่ ชัดเจนและมีการประเมินทักษะปฏิบัติก่อนและหลังเรียนรู้จะช่วยให้นักศึกษาเห็นถึงพัฒนาการของตนเอง และ เห็นถึงความสำคัญของการปรับปรุงและพัฒนาตนเองเกี่ยวกับทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด 2) ผลการตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วย มาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด มีค่า ระหว่าง 0.67-1.00 โดยผลคะแนนความรู้ ก่อนและหลังการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง ไม่แตกต่างอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติ แต่ คะแนนความมั่นใจ และทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดก่อนและหลังการเรียนรู้โดยใช้ สถานการณ์จำลอง พบว่ามีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 3) ผลประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วย มาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด มี ค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.59 4) การสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึกนักศึกษากล่าวคำพูดแสดงความรู้สึกตื่นเต้น ท้าทาย กระตือรือร้น มีความสุขและพอใจกับการเรียนรู้ด้วยวิธีนี้ ผลการวิจัยนี้สนับสนุนให้มีการจัดการเรียนรู้โดยใช้ สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการ สื่อสารเพื่อการบำบัดช่วยให้นักศึกษามีความพร้อมก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติในรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลบุคคลที่มี ปัญหาทางสุขภาพจิต
สารบัญ กิตติกรรมประกาศ หน้าบทคัดย่อ บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 คำถามการวิจัย 3 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 4 นิยามศัพท์ใช้การวิจัย 4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5 กรอบแนวคิดของการวิจัย 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง 7 การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐาน 13 การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัด 16 การสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ที่มีความผิดปกติทางการคิด การรับรู้อารมณ์และพฤติกรรม 18 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองในประเทศและต่างประเทศ 26 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 30 การดำเนินการวิจัย 30 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 32 การวิเคราะห์ข้อมูล 38 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 40 บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย 57 อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 62 บรรณานุกรม 71 ภาคผนวก 73 ประวัติคณะผู้วิจัย 74 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 75
สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 จำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลสาสตรบัณฑิต 41 ชั้นปีที่3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี 2 จำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างของอาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสุขภาพจิต 42 และจิตเวช วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี 3 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสภาพปัญหาและแนวทางการจัดการเรียนรู้โดย 43 ใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเอง และทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษา 4 ผลการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรูปแบบ 44 การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจ ในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษาหลักสูตร พยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี จำแนกรายข้อ และ โดยรวม 5 การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความรู้ระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้ 45 สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี 6การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความมั่นใจในความสามารถของตนเองระหว่างก่อนและหลัง 46 การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ของนักศึกษาหลักสูตร พยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี 7 การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดระหว่างก่อนและหลัง 47 การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ของนักศึกษาหลักสูตร พยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี 8 ผลการประเมินความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วย 48 ผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสาร เพื่อการบำบัดของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี
1 บทที่1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การจัดการเรียนรู้ในปัจจุบันจำเป็นต้องส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้เกิดทักษะการเรียนรู้เพื่อการ ดำรงชีวิตในศตวรรษตที่21 ตามแนวทางที่เน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ปฏิบัติ การศึกษาในวิชาชีพพยาบาลมีการจัดการ เรียนรู้โดยให้ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติ(พรรณี ปานเทวัญ ,2559) ซึ่งการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์ จำลองเป็นกระบวนการที่ผู้สอนใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด โดยให้ผู้เรียน ลงไปเล่นในสถานการณ์ที่มีบทบาท ข้อมูล และกติกาการเล่นที่สะท้อนความเป็นจริงและมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่ง ต่างๆที่อยู่ในสถานการณ์โดยใช้ข้อมูลที่มีสภาพคล้ายกับข้อมูลในความเป็นจริงเพื่อการตัดสินใจและแก้ปัญหา ต่างๆเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในสถานการณ์จริง (ทิศนา แขมมณี, 2557) การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์ เสมือนจริงมีความเหมาะสมทางพยาบาลศาสตร์ศึกษา ทั้งนี้เพราะเป็นการบูรณาการความรู้ทางทฤษฎีสู่การ ปฏิบัติจนเกิดเป็นประสบการณ์ทางการพยาบาลผู้ป่วยอย่างเป็นองค์รวมที่ชัดเจนถูกต้อง ผู้เรียนสามารถฝึกฝน ทักษะการพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพลักษณะต่างๆ ในสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยก่อนให้การ ดูแลผู้ป่วยจริง สถาบันการศึกษาพยาบาลควรนำการเรียนรู้ลักษณะนี้มาใช้พัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่องทุกชั้นปี เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพตามข้อกำหนดของหลักสูตร ตามอัตลักษณ์ของสถาบัน และตาม ความต้องการของระบบสุขภาพในยุคสมัยปัจจุบัน(ดวงกมล หน่อแก้ว, 2560) ซึ่งประโยชน์ในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สถานการณ์สำหรับการจัดการเรียนการสอนทางการพยาบาล ได้แก่ การลดความเสี่ยงกับผู้ป่วยโดยตรง การพัฒนาทักษะทางคลินิกที่ต้องการของผู้เรียนได้เร็วขึ้น การช่วยให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์จาก สถานการณ์ที่เหมือนกัน การช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการสะท้อนคิดของผู้เรียนและทีมผู้สอน การทำ ให้ผู้เรียนเกิดความมั่นใจในการนำความรู้ไปใช้ในการตัดสินใจสำหรับปฏิบัติกับผู้ป่วยในสถานการณ์จริงได้อย่าง มีประสิทธิภาพและปลอดภัย และยังเป็นการช่วยผู้เรียนในการปรับตัวก่อนเผชิญกับสถานการณ์จริง (วงเดือน สุวรรณคีรี อรพิน จุลมุสิ และฐิติอาภา ตั้งค้าวานิชล, 2559) รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง (Modes of simulation) มีหลากหลาย ได้แก่ การใช้สถานการณ์เป็นหลัก การแสดงบทบาทสมมติ การฝึกทีละวิธีการ การประชุมหารือเชิงปฏิบัติการหุ่น มนุษย์จำลอง หุ่นมนุษย์จำลองแบบครบในทางการแพทย์ การจัดสิ่งแวดล้อม ระบบเสมือนจริง ผู้ป่วย จำลอง และผู้ป่วยจำลองร่วมกับชุดจำลอง (สมศรี ทาทานและวราภรณ์ ศรีจันทร์พาล, 2560) ซึ่งการเรียนรู้ จากผู้ป่วยมาตรฐาน (Standardized Patients – SPs) เป็นการจัดสถานการณ์การเรียนรู้โดยให้บุคคลฝึกฝน แสดงเหมือนกับผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติลักษณะต่าง ๆ จากภาวะโรคตามที่ผู้สอนกำหนด ผู้เรียนได้เรียนรู้จาก การเผชิญปัญหา การประเมินสภาพการณ์ของปัญหาและการตัดสินใจปฏิบัติการพยาบาลช่วยเหลือผู้ป่วยด้วย ตนเอง การเรียนรู้วิธีช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นต่อการเรียน มีแรงจูงใจในการแสวงหาความรู้ที่มี ประสิทธิภาพมากวิธีหนึ่ง (Howley, 2013) การเรียนรู้ชนิดนี้มีความเหมาะสมกับการสอนทักษะการประเมิน ภาวะสุขภาพเพื่อการวินิจฉัยแยกโรคผู้ป่วย ทักษะการให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวของผู้ป่วยก่อนจำหน่ายกลับ บ้าน ทักษะการช่วยเหลือแพทย์และการดูแลผู้ป่วยตลอดช่วงการทำหัตถการทางการแพทย์ และทักษะการ สื่อสารกับผู้ป่วยที่มีมีความผิดปกติทางจิต มีอารมณ์แปรปรวน หรือมีความรู้สึกวิตกกังวลสูง (ดวงกมล หน่อ แก้ว, 2560)
2 การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัด(Suzanne Hetzel Campbell. ,2018) จะช่วยกระตุ้นให้ผุ้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองในการสื่อสาร เพื่อการบำบัดในสถานการณ์อย่างมีวิจารณญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสถานการณ์(scenario) มีความ ครบถ้วนสมบูรณ์ จะช่วยให้เกิดคำถามในการอภิปรายของผุ้เรียนในระยะDebriefingเกี่ยวกับการรับรู้ ความสามารถของผู้เรียนและบอกได้ว่าอะไรทำให้ผู้เรียนรู้สึกดีและมีความเชื่อว่าผู้เรียนจะสามารถทำได้ดีขึ้น ซึ่ง การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัดโดยใช้ผู้ป่วยมาตรฐานจะ สามารถช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีกว่าการเรียนรู้จากหุ่นมนุษย์เสมือนจริง เนื่องจากสื่อสารผ่านการแสดงภาษา กายได้ เพราะการสื่อสารต้องประกอบด้วยภาษาวาจาและภาษากาย ช่วยให้รับรู้ถึงความคิด ความรู้สึกที่ ชัดเจน และควรมีการจัดเตรียมสถานที่ให้เหมาะสม ซึ่งการสื่อสารที่ดีและถูกหลักการระหว่างพยาบาลและ ผู้ป่วย(Jean ,2017) เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลด้านจิตสังคม เนื่องจากผุ้ป่วยอาจมีความทุกข์ทรมานใจจาก อาการและภาวะแรกซ้อนจากการเจ็บป่วย ในการสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ที่มีความผิดปกติทางจิต ซึ่งทั้ง ความผิดปกติทางการคิด การรับรู้ อารมณ์และพฤติกรรม(Suzanne A Fogger ,2019) โดยมีเทคนิคการ สื่อสารเพื่อการบำบัดในการพยาบาลจิตเวช ได้แก่ เทคนิคที่ช่วยเอื้อต่อการกระตุ้นให้ผู้ป่วยจิตเวชระบาย เทคนิคที่ช่วยเอื้อต่อการกระตุ้นให้ผู้ป่วยจิตเวชคิดวิเคราะห์หรือสรุป เทคนิคที่ช่วยเอื้อต่อการกระตุ้นให้ผู้ป่วย จิตเวชตีความหรือให้ความหมาย เทคนิคที่ช่วยเอื้อต่อการกระตุ้นให้ผู้ป่วยจิตเวชแก้ปัญหาหรือตัดสินใจ และเทคนิคที่ช่วยเอื้อต่อการกระตุ้นให้ผู้ป่วยจิตเวชวางแผนเพื่อปรับปรุงพฤติกรรมหรือประเมินผลลัพธ์ จากการศึกษา พบว่า มีการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองในรายวิชาต่าง ๆ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติโดยเฉพาะในภาคปฏิบัติมีการเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนขึ้นฝึกภาคปฏิบัติ โดยมีการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองให้มีโจทย์ที่หลากหลายและเฉพาะเจาะจง ต่อการพัฒนาทักษะทางการพยาบาล ทำให้นักศึกษา มีความสุขและพอใจกับการเรียนการสอนวิธีนี้และมี ความมั่นใจในตนเองในการเรียน สามารถทำให้จดจำสิ่งที่ได้เรียนรู้ได้นาน ประสบการณ์การเรียนรู้ช่วยให้ นักศึกษาตัดสินใจได้เร็วขึ้นและนักศึกษาส่วนใหญ่เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลมากขึ้น (ทิวา มหาพรหม, 2563 ; ละมัด เลิศล้ำ, ชนิดา ธนสารสุธี, สุภาเพ็ญ ปานะวัฒนพิสุทธิ์ และชัชรีย์ บำรุงศรี, 2562; พนารัตน์ วิศวเทพนิมิต, อุบล สุทธิเนียม และจันทร์จิรา เกียรติสี่สกุล, 2562; สมจิตต์ สินธุชัย, กันยารัตน์ อุบลวรรณ และสุนีย์รัตน์ บุญสิลป์ ,2560) และผลการศึกษาของ Bagus Dwi, Ida Zuhroidah & Mokhammad Sujarwadi. (2020) พบว่าผลของการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐาน และการแสดงบทบาทสมมุติต่อการพัฒนาความมั่นใจและทักษะการสื่อสารเพื่อการของกลุ่มที่ได้รับการเรียนรู้ โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานมีความมั่นใจและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด มากขึ้น ซึ่ง กรอบแนวคิดในการจัดการเรียนรู้ทางการพยาบาลโดยใช้สถานการณ์จำลองของ Jeffries. และ Rogers (2012) เชื่อว่า องค์ประกอบที่สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ผู้สอน ผู้เรียน ลักษณะการจัดการฝึกปฏิบัติ การ ออกแบบสถานการณ์จำลอง และผลลัพธ์การเรียนรู้ มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งผลลัพธ์ที่คาดหวังให้เกิดกับผู้เรียน ประกอบด้วย ความรู้ ทักษะที่แสดงออกก ความพึงพอใจ การคิดวิเคราะห์ และความมั่นใจในตนเองของ ผู้เรียน
3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสุพรรณบุรีมีการจัดการเรียนการสอนวิชาปฏิบัติการพยาบาลบุคคลที่ มีปัญหาสุขภาพจิต สำหรับนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่3 โดยฝึกปฏิบัติการพยาบาลกับ ผู้ป่วยจิตเวช ณ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา มุ่งเน้นประสบการณ์ที่จำเป็นได้แก่ การใช้กระบวนการ พยาบาลในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช การจัดกิจกรรมกลุ่มบำบัด การสอนสุขภาพจิตศึกษา และการสร้าง สัมพันธภาพเพื่อการบำบัด ซึ่งการสื่อสารเพื่อการบำบัดเป็นทักษะที่สำคัญอย่างยิ่งในการปฏิบัติการพยาบาล กับผู้ป่วยจิตเวช เพราะการปฏิบัติทักษะดังกล่าว เป็นลักษณะที่เฉพาะเจาะจงจำเป็นอย่างยิ่งต้องใช้สถานการณ์ หรือจัดประสบการณ์ให้นักศึกษาได้ลงมือปฏิบัติจริงในสภาพที่ใกล้เคียงกันกับสภาพจริงมากที่สุดเพื่อให้ นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ทักษะการปฏิบัติโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสื่อสารเพื่อการบำบัดในผู้ที่มีความผิดปกติ ทางจิตที่พบบ่อย ได้แก่ ผู้ป่วยโรคจิตเภท โรคจิตจากสารเสพติด โรคอารมณ์แปรปรวนและโรคซึมเศร้า ซึ่ง ผู้ป่วยดังกล่าวมักพบอาการของความผิดปกติทางการคิด การรับรู้ อารมณ์และพฤติกรรม เช่น พูดคนเดียว หู แว่ว ประสาทหลอน หวาดระแวง แยกตัว หงุดหงิด เจ้ากี้เจ้าการ ซึมเศร้า เป็นต้น ทำให้นักศึกษากลัวต่อ การเข้าไปสร้างสัมพันธภาพและสื่อสารเพื่อการบำบัด จากสภาพการณ์ดังกล่าว คณะผู้วิจัยจึงต้องการพัฒนา รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจใน ความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด ของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้น ปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เพื่อจะได้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีความน่าเชื่อถือและ สามารถจัดทำเป็นคู่มือสำหรับอาจารย์ผู้สอนสำหรับเตรียมความพร้อมนักศึกษาให้มีความมั่นใจในการสื่อสาร เพื่อการบำบัดก่อนขึ้นฝึกภาคปฏิบัติต่อไป คำถามการวิจัย 1. รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความ มั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร บัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ควรเป็นอย่างไร 2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความ มั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร บัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีมีคุณภาพอย่างไร 3. รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความ มั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร บัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี มีประสิทธิผลเป็นอย่างไร วัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาล ศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี 2. เพื่อตรวจสอบคุณภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐาน ที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี
4 3. เพื่อประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐาน ที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ขอบเขตการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐาน เพื่อเพิ่มความมั่นใจในความสามารถของตนเองเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ที่มีความผิดปกติทางการ คิดการรับรู้ของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ซึ่งดำเนินการในปีการศึกษา 2562 นิยามศัพท์ 1. การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐาน หมายถึง การจัดสถานการณ์การ เรียนรู้โดยให้บุคคลฝึกฝนแสดงเหมือนกับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางจิตเกี่ยวกับการคิด การรับรู้ อารมณ์และ พฤติกรรม ตามที่ผู้สอนกำหนดและให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติการพยาบาลโดยใช้ทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด กับผู้ป่วยด้วยตนเอง 2. ความรู้ หมายถึงความจำ ความเข้าใจ เกี่ยวกับทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด ซึ่งประกอบด้วย ขั้นตอนและเทคนิคต่าง ๆ เกี่ยวกับการพูดคุยสนทนากับผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตเกี่ยวกับการคิด การรับรู้ อารมณ์และพฤติกรรม ภายใต้สัมพันธภาพเชิงวิชาชีพ โดยใช้เทคนิคการสื่อสารต่าง ๆ ได้แก่เทคนิคการให้ ข้อมูล การรับฟัง การถาม การสะท้อน การทวนคำ การให้กำลังใจ การสรุปเป็นต้น 3. การสื่อสารเพื่อการบำบัด หมายถึงทักษะในการปฏิบัติการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพจิต เกี่ยวกับทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอนและเทคนิคต่าง ๆ เกี่ยวกับการพูดคุยสนทนา กับผู้ที่มีความผิดปกติทางจิตเกี่ยวกับการคิด การรับรู้ อารมณ์และพฤติกรรม ภายใต้สัมพันธภาพเชิงวิชาชีพ โดยใช้เทคนิคการสื่อสารต่าง ๆ ได้แก่เทคนิคการให้ข้อมูล การรับฟัง การถาม การสะท้อน การทวนคำ การให้กำลังใจ การสรุปเป็นต้น ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ระยะดำเนิน จนถึงระยะสิ้นสุดสัมพันธภาพในแต่ละครั้ง 4. ความมั่นใจในความสามารถของตนเอง หมายถึง การกล้าในการทำสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง ด้วย ความภาคภูมิใจในการปฏิบัติทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด 5. การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ หมายถึง การศึกษา การออกแบบการจัดการเรียนรู้ การปรับปรุงแก้ไขรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศ าสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี โดยระเบียบวิธีวิจัยแบบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development) โดยมีขั้นตอน การวิจัยและพัฒนา 4 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่1 ร่างรูปแบบการ จัดการเรียนรู้ (Research-R1: Analysis and Design) ขั้นที่ 2 พัฒนารูปแบบการจัดการเรีย นรู (Development-D1: Development Model) ขั้นที่ 3 นํารูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นไปใช (Research-R2: Implement) และขั้นที่ 4 ปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู (Development-D2 : Evaluation)
5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. มีคู่มือการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยเสมือนจริงเพื่อเพิ่มความมั่นใจใน ความสามารถของตนเองเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ที่มีความผิดปกติทางการคิด การรับรู้ อารมณ์ และพฤติกรรมของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี 2. นักศึกษามีความมั่นใจในความสามารถของตนเองเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ที่มีความ ผิดปกติทางการคิด การรับรู้ อารมณ์ และพฤติกรรมก่อนขึ้นฝึกปฏิบัติการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาทาง สุขภาพจิต กรอบแนวคิดในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ใช้กรอบแนวคิดในการจัดการเรียนรู้ทางการพยาบาลโดยใช้สถานการณ์จำลองของ Jeffries. และ Rogers (2007) ,Jeffries. และ Rogers (2012) เชื่อว่า องค์ประกอบที่สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ผู้สอน ผู้เรียน ลักษณะการจัดการฝึกปฏิบัติ การออกแบบสถานการณ์จำลอง และผลลัพธ์การเรียนรู้ มี ความสัมพันธ์กัน ซึ่งผลลัพธ์ที่คาดหวังให้เกิดกับผู้เรียน ประกอบด้วย ความรู้ ทักษะที่แสดงออก ความพึง พอใจ การคิดวิเคราะห์ และความมั่นใจในตนเองของผู้เรียน และการเรียนรู้โดยใช้ประสบการณ์เสมือนจริง จากประสบการณ์ของคอล์บ (Kolb’s theory of experiential learning ) รวมทั้งทฤษฎีการสร้าง สัมพันธภาพของเพบพลาวและทบทวนเทคนิคการสื่อสารเพื่อการบำบัด หลักการสื่อสารกับผู้ที่มีความผิดปกติ ของการคิด การรับรู้ อารมณ์และพฤติกรรม (Peplau, 1952; Mary and Boyd, 2017)จากตำรา เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องผู้วิจัยจึงได้พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัดเพื่อส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจ ในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด ดังนี้
6 ภาพที่1 กรอบแนวคิดการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองจากกาผสมผสาน แนวคิดของ Jeffries & Rogers, Kolb’s theory of experiential learning และ Peplua. 1952 รูปแบบการจัดการ เรียนรู้โดยใช้จำลองด้วย ผู้ป่วยมาตรฐาน (Jeffries & Rogers , 2007) ขั้นตอนที่1 การแนะนำ ก่อนการปฏิบัติ ขั้นตอนที่2 การปฏิบัติใน สถานการณ์เสมือนจริง ขั้นตอนที่3 การสรุปผล การปฏิบัติ ผลลัพธ์การเรียนรู้ 1.ความรู้ 2.ความมั่นใจใน ความสามารถตนเอง ของผู้เรียน 3.ทักษะการสื่อสารเพื่อ การบำบัด การเรียนรู้จาก ประสบการณ์ของคอล์บ (Kolb’s theory of experiential learning,1999 ) 1.การสั่งสมประสบการณ์ 2.การสะท้อนคิดจากการ สังเกต 3.การสร้างความคิดรวบ ยอด 4.การสร้างแนวทาง พัฒนา การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง (Jeffries & Rogers , 2012) ผู้สอน ผู้เรียน ลักษณะการ จัดการฝึกปฏิบัติ การออกแบบ สถานการณ์จำลอง ผลลัพธ์การ เรียนรู้ สถานการจำลอง (Peplua. 1952)เกี่ยวกับ การสร้างสัมพันธภาพ และการสื่อสารเพื่อกร บำบัด 1.ระยะเริ่มสัมพันธภาพ 2.ระยะดำเนิน สัมพันธภาพ 3.ระยะสิ้นสุดสัมพันธภาพ 4.เทคนิคการสื่อสารเพื่อ การบำบัดกับผู้ที่มีความ ผิดปกติทางการคิด การ รับรู้อารมณ์และ พฤติกรรม ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง
7 บทที่2 วรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง การศึกษาการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริม ความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษาหลักสูตร พยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานที่ เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1.แนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง 2.การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐาน 3.การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัด 4.การสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ที่มีความผิดปกติทางการคิด การรับรู้ อารมณ์และพฤติกรรม 5.งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองในประเทศและต่างประเทศ 1.แนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง การจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง หมายถึง กระบวนการหรือเทคนิคการสอน ที่ ประยุกต์ใช้แทนสถานการณ์จริง เพื่อช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาความรู้ ทักษะ ให้เกิดการเรียนรู้จากการเผชิญปัญหา ฝึกให้ผู้เรียนให้คิดวิเคราะห์และลงมือปฏิบัติตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ (สมศรี ทาทานและวรา ภรณ์ ศรีจันทร์พาล, 2560) การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เสมือนจริงที่มีทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ของคอล์บ (Kolb’s theory of experiential learning) เป็นฐาน ประกอบด้วย วงจรการเรียนรู้ 4 องค์ประกอบ ดังแสดงไว้ใน ภาพที่ 1 ดังนี้ ภาพที่ 1 วงจรการเรียนรู้จากประสบการณ์ของ Kolb องค์ประกอบที่ 1 การปฏิบัติเพื่อสั่งสมประสบการณ์ (Concrete experience) ผู้เรียนได้เรียนรู้จาก ประสบการณ์ต่าง ๆ ด้วยตนเอง โดยผู้สอนทำหน้าที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือ ให้คำแนะนำการปฏิบัติที่ ถูกต้อง องค์ประกอบที่ 2 การสะท้อนคิดจากการสังเกต (Reflection observation) เป็นการสะท้อนคิดสิ่งที่ สังเกตได้จากการปฏิบัติ การเรียนรู้นี้ช่วยให้ผู้เรียนได้ซึมซับประสบการณ์จากผู้อื่นเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ เพิ่มมากขึ้น องค์ประกอบที่ 3 การสร้างความคิดรวบยอด (Abstract conceptualization) ผู้เรียนนำความรู้ จากการทบทวนเอกสาร การสืบค้นจากฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ ความรู้จากประสบการณ์การปฏิบัติที่ผ่านมา และความรู้จากการสะท้อนคิดการปฏิบัติงานของกลุ่มผู้เรียน เพื่อการเชื่อมโยงสร้างความคิดรวบยอดของ ประสบการณ์ที่ได้รับ การเรียนรู้นี้ช่วยให้ผู้เรียนมีแนวคิดเกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติงานที่แตกต่างจากเดิม การ 1. Concrete Experience 3. Abstract Conceptualization 2. Reflection Observation 4. Active Experimentation
8 ปฏิบัติงานในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน รวมทั้งการประยุกต์ใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้ไปใช้เพื่อการปฏิบัติงานในอนาคต และองค์ประกอบที่ 4 การสร้างแนวทางพัฒนา (Active experimentation) ผู้เรียนสร้างแนวทางพัฒนาการ ปฏิบัติงานจากความคิดรวบยอดของประสบการณ์ที่ได้รับสู่การปฏิบัติ การประเมินประสิทธิผล และสร้างการ เรียนรู้ในวงรอบใหม่ของวงจรการเรียนรู้ (Kolb, 1999) โดยสรุปแนวปฏิบัติการจัดการเรียนรู้โดยใช้ สถานการณ์เสมือนจริงมีการดำเนินการเชื่อมโยงอย่างเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากขั้นตอนการแนะนำก่อนปฏิบัติ ประกอบด้วยการแบ่งผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อยประมาณกลุ่มละ 5-6 คน การกำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ของทุก โจทย์สถานการณ์ที่ผู้สอนออกแบบไว้อย่างชัดเจน ขั้นตอนการปฏิบัติในสถานการณ์เสมือนจริงภายใต้การดูแล อย่างใกล้ชิดจากผู้สอนในบทบาทของผู้เอื้ออำนวยการเรียนรู้ การเรียนรู้ช่วงนี้ผู้เรียนจะปฏิบัติการพยาบาลกับ หุ่นมนุษย์เสมือนจริงหรือผู้ป่วยมาตรฐานในห้องปฏิบัติการที่มีอุปกรณ์ทุกชนิดเสมือนจริงมากที่สุด และขั้นตอน สรุปผลการปฏิบัติ ผู้เรียนจะร่วมสรุปผลการปฏิบัติกับผู้สอนด้วยวิธีการสะท้อนคิดในบรรยากาศการสะท้อนคิด ที่ปลอดภัยและสนับสนุนให้กำลังใจร่วมกัน การสรุปผลจะยึดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้เป็นหลัก เมื่อ สิ้นสุดกระบวนการเรียนรู้ผู้สอนสามารถนำผลการประเมินและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ได้รับจากผู้เรียน ผู้สอน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาปรับปรุงพัฒนาการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้การเรียนการสอนในวงรอบใหม่มี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังการสรุปในภาพที่ 2 ดังนี้ (Phrampus & O’Donnell, 2013) ภาพที่ 2 ความเชื่อมโยงของขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เสมือนจริง การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เสมือนจริงมีความเหมาะสมทางพยาบาลศาสตร์ศึกษา ทั้งนี้เพราะ เป็นการบูรณาการความรู้ทางทฤษฎีสู่การปฏิบัติจนเกิดเป็นประสบการณ์ทางการพยาบาลผู้ป่วยอย่างเป็นองค์ รวมที่ชัดเจนถูกต้อง ผู้เรียนสามารถฝึกฝนทักษะการพยาบาลผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพลักษณะต่าง ๆ ใน สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่ปลอดภัยก่อนให้การดูแลผู้ป่วยจริง สถาบันการศึกษาพยาบาลควรนำการเรียนรู้ ลักษณะนี้มาใช้พัฒนาผู้เรียนอย่างต่อเนื่องทุกชั้นปี เพื่อให้ผู้เรียนมีสมรรถนะพยาบาลวิชาชีพตามข้อกำหนด ของหลักสูตร ตามอัตลักษณ์ของสถาบัน และตามความต้องการของระบบสุขภาพในยุคสมัยปัจจุบัน(ดวงกมล หน่อแก้ว, 2560) จัดกลุ่ม ผู้เรียน กำหนด วัตถุประสงค์ การเรียนรู้ ออกแบบ โจทย์สถานการณ์ ดำเนินการสอน ในสถานการณ์ เสมือนจริง สรุปผล การปฏิบัติ สิ้นสุด การเรียน การปรับปรุง พัฒนา การให้ข้อ เสนอแนะ
9 รูปแบบการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง (Modes of simulation) (สมศรี ทาทานและวรา ภรณ์ ศรีจันทร์พาล, 2560)มีดังนี้ 1. การใช้สถานการณ์เป็นหลัก (Paper based scenario) เป็นการเรียนโดยการประยุกต์การเรียนโดย ใช้บทเรียนที่มีปัญหาเป็นหลัก ปัญหาที่พบ ผู้เรียนไม่ได้สนใจปัญหาที่เกิดขึ้นจริง จะมุ่งแก้ปัญหาตามบทเรียนที่ มีให้จึงเหมาะเป็นบางวิชา 2. การแสดงบทบาทสมมติ (Role play) การสอนด้วยบทบาทสมมติเหมือนสถานการณ์จริง ประกอบด้วยการที่กลุ่มนักศึกษาเขียนบทการแสดงและมอบหมายบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน เช่น พยาบาล ผู้ป่วย และผู้เรียน 2 ใน 3 เป็นผู้สังเกตพฤติกรรม ผู้สอนต้องควบคุมห้องเรียนโดยให้ผู้เรียนทุกคนสนใจบทบาท ที่เพื่อนแสดง การสอนแบบนี้เหมาะกับการสอนเทคนิคการสื่อสาร หรือผู้ป่วยก่อนกลับบ้าน 3. การฝึกทีละวิธีการ (Single task trainer/Part-task trainers) เป็นชุดจำลองที่ใช้ในการฝึกทบทวน เทคนิคปฏิบัติหรือทักษะทางคลินิก เช่น ชุดจำลองแขนสำหรับให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ชุดจำลองศีรษะ และคอสำหรับฝึกทักษะการเปิดทางเดินหายใจ ชุดจำลองการฝึกเย็บแผล ชุดจำลองฟัน ซึ่งเป็นการสอนที่ ผู้สอนเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีการฝึกทักษะบนพื้นฐานสิ่งกระตุ้นการเรียนรู้ก่อนปฏิบัติจริงกับชีวิตของผู้ป่วย 4. การประชุมหารือเชิงปฏิบัติการ (Desk/Table top exercise) เป็นการที่ผู้เรียนได้ฝึกการแก้ปัญหา สถานการณ์ที่สำคัญของหน่วยงานหรือประเทศที่มีการสูญเสียทางเศรษฐกิจจะส่งผลกระทบต่ออัตราการ เสียชีวิต 5. หุ่นมนุษย์จำลอง (Mannequin based) เป็นการสอนที่ผู้สอนให้ผู้เรียนได้ฝึกสถานการณ์ต่าง ๆ กับ หุ่นจำลองที่ผู้สอนได้จำลองสถานการณ์คล้ายกับผู้ป่วยจริง 6. หุ่นมนุษย์จำลองแบบครบในทางการแพทย์ (Full-body mannequins/Mannequin total immersion) เป็นการสอนที่ผู้สอนสามารถให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การแสดงอาการของผู้ป่วยในหลายระบบพร้อม ๆ กันซึ่งจะมีโปรแกรมที่สามารถกำหนดการตอบสนองทางด้านสรีรวิทยาของผู้ป่วย ผลกระทบทางพยาธิ สรีรวิทยาและการตอบสนองต่อการรักษาด้วยยา 7. การจัดสิ่งแวดล้อม (Environment/Simulated clinical environment) เป็นการสอนที่จัด สิ่งแวดล้อมให้เสมือนจริง เช่น เป็นการสอนที่มีการจำลองคล้ายในหอผู้ป่วยวิกฤต ห้องผ่าตัดห้องฉุกเฉิน ผู้ป่วย รวมหลายเชื้อชาติ หลายโรค ให้ผู้เรียนฝึกการดูแล บริหารจัดการในหอผู้ป่วย 8. ระบบเสมือนจริง (Virtual reality) เป็นการสอนที่ใช้ประโยชน์จากการสร้างสื่อผสมขึ้นอยู่กับจุดที่ ต้องการเน้น ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยตนเองหรือเป็นกลุ่มได้ โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ สามารถเคลื่อนย้าย โต้ตอบในสิ่งแวดล้อมมีที่แสดงหรือดูในรายละเอียดได้ เช่น bronchoscopy, colonoscopy, intubation เป็นต้น 9. ผู้ป่วยจำลอง (Simulated patients, Standardized Patients : Sps) เป็นบุคคลที่ได้รับการ เตรียมทักษะเหมือนนักแสดง ซึ่งให้แสดงตามบทบาทที่กำหนดให้เสมือนผู้ป่วยจริง จะทำให้ผู้เรียนมีการพูดคุย สื่อสาร มีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วย 10. ผู้ป่วยจำลองร่วมกับชุดจำลอง (Hybrid simulators) เป็นการใช้ผู้ป่วยจำลองร่วมกับชุดจำลอง การฝึก เช่น ผู้ป่วยจำลองร่วมกับชุดจำลองการทำแผล ผู้ป่วยจำลองร่วมกับชุดจำลองการคลอด ซึ่งจะทำให้ ผู้เรียนได้เรียนรู้การฝึกทักษะปฏิบัติการทักษะการสื่อสารกับผู้ป่วยและทักษะที่จำเป็นสำหรับวิชาชีพ
10 วิธีการการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองประกอบด้วย การจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นวางแผนหรือเตรียมการ (planning/preparation) 1.1 การเตรียมผู้สอนความรู้ความเข้าใจ ทัศนคติการเตรียมคู่มือครู การเขียนหรือออกแบบ สถานการณ์ (Scenario design) การออกแบบการวัดและประเมินผลเตรียมวิธีการประเมินผลและเครื่องมือ ประเมินผลให้สอดคล้องกับสมรรถนะรายชั้นปีและผลลัพธ์การเรียนรู้ การเรียนรู้หุ่นและระบบการทำงาน การ ลงข้อมูลในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงานการเตรียมสถานที่และสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ โดย จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์และจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมือนจริงตามสถานการณ์ และการเตรียมทีมผู้สอน สำหรับการออกแบบสถานการณ์จำลอง (Scenario Design: SCE) จะต้องมีการวางแผนว่าต้องการใช้ สถานที่ใด บุคคลที่เข้ามาใช้เป็นใคร ใช้กับหลักสูตรระดับไหน การซักถามและสรุปประเด็นการเรียนรู้เพื่อนำมา ประยุกต์การใช้ห้องเรียนให้เหมาะสมกับจำนวนของผู้เรียนและขนาดของห้องที่จะใช้ รวมทั้งการออกแบบ สถานการณ์ผู้ป่วยจำลองที่เหมาะสมกับผู้เรียน ทำให้เพิ่มคุณภาพของการเรียนโดยมีการกำหนดจุดมุ่งหมาย เลือกรูปแบบ ขั้นตอนที่เหมาะสม เขียนเนื้อหา รายละเอียดที่แสดงถึงมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพ การ ดูแลแบบองค์รวม วัสดุอุปกรณ์ สภาพแวดล้อมเสมือนจริง ปลอดภัย กระตุ้นการเรียนรู้ และเหมาะสมกับระดับ ผู้เรียน ต้องยึดวัตถุประสงค์เป็นหลักการระบุผู้เรียน ความจำเป็นในการเรียนรู้ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ขนาด ของผู้เรียนในแต่ละกลุ่ม และระยะเวลาในการเรียน ผู้สอนควรทำการทบทวนจุดมุ่งหมายทางการศึกษา (Taxonomy of educations) ว่าพิสัยการเรียนรู้ (Domains of learning) ข้อใดบ้างที่จะพัฒนาให้เกิดแก่ ผู้เรียน ในการเตรียมจะต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ คำชี้แจงเกี่ยวกับตัวอย่าง สถานการณ์ และตำราหรือแหล่งที่ผู้เรียนสามารถศึกษาก่อนที่เริ่มเข้าสู่การเรียนในสถานการณ์จำลอง สำหรับการกำหนดวัตถุประสงค์ในการออกแบบสถานการณ์จำลองควรยึดตามหลัก SMARTดังนี้ 1. Sensible & Specific หมายถึง วัตถุประสงค์ที่ดีต้องมีความเป็นไปได้และชัดเจน นั่นคือ ควร กำหนดวัตถุประสงค์ให้มีความเป็นไปได้ สามารถปฏิบัติได้จริง นอกจากนี้ยังควรมีความชัดเจน โดยผู้ปฏิบัติ สามารถเข้าใจความหมายได้ตรงกัน และปฏิบัติได้อย่างสอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน 2. Measurable หมายถึง วัตถุประสงค์นั้นต้องสามารถวัดผลได้ นั่นคือในการกำหนดวัตถุประสงค์ ควรพิจารณาถึงประเด็นเกี่ยวกับการวัดผลด้วย การกำหนดวัตถุประสงค์ที่สามารถวัดผลได้ทำให้สามารถรู้ได้ แน่ชัดว่าดำเนินการถึงขั้นตอนใด และผลของการดำเนินการในแต่ละขั้นเป็นอย่างไร บรรลุผลสำเร็จหรือไม่ 3. Attainable & Assignable หมายถึง วัตถุประสงค์ที่ดีต้องสามารถบรรลุผลและมอบหมายได้ ใน การกำหนดวัตถุประสงค์ ไม่ควรกำหนดไว้สูงเกินไปจนไม่สามารถปฏิบัติเพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ได้ ทำให้ผู้ปฏิบัติรู้สึกท้อแท้ เพราะทำอย่างไรก็ไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ได้ นอกจากนี้วัตถุประสงค์ที่ดีต้อง สามารถมอบหมายให้ผู้ปฏิบัตินำไปปฏิบัติได้ สามารถนำมาแยกย่อยเป็นกิจกรรมหลายๆ กิจกรรม เพื่อ มอบหมายให้ผู้ที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติตามความรับผิดชอบของตน เพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกันคือการบรรลุ ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ 4. Reasonable & Realistic หมายถึง วัตถุประสงค์ที่ดีต้องสามารถอธิบายได้มีความสมเหตุสมผล และมีความเป็นจริง ปฏิบัติได้จริง 5. Time Available หมายถึง วัตถุประสงค์ที่ดีต้องเหมาะสมกับห้วงเวลาในขณะนั้น วัตถุประสงค์ข้อ หนึ่งอาจ อาจมีความเหมาะสมกับช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เมื่อเวลาเปลี่ยนไปวัตถุประสงค์ข้อนั้นอาจไม่เหมาะสม กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปได้
11 การเตรียมผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเป็นการฝึกฝนทักษะทางสังคม ซึ่งผู้เรียนจะได้มีโอกาสในการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลอื่นหรือสิ่งแวดล้อม จึงต้องมีการกำหนดกฎกติกา ให้กับผู้สอนและผู้เรียน โดยผู้สอนต้องพยายามสร้างโอกาสกิจกรรมที่ดีในการเรียนรู้ ส่วนผู้เรียนรับผิดชอบ เรียนรู้ในสิ่งที่ผู้สอนสร้างให้ ดังนั้นจึงต้องมีการเตรียมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนด้วย สถานการณ์จำลองบทบาทของผู้เรียน การทำงานเป็นทีม ทักษะที่จำเป็นในการเรียนได้แก่ ทักษะการสื่อสาร ด้วย SBAR Toolทักษะการใช้เทคโนโลยี ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการทำงานเป็นทีม ทักษะการบริหาร เวลา ทักษะการบริหารจัดการงานที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จ ขั้นสอน (Teaching) การจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง (Simulation frame work) ประกอบด้วย 3 ขั้น ดังนี้ ขั้นการเกริ่นนำหรือการนำเข้าสู่สถานการณ์ (Pre-brief/introduction) ผู้สอนดำเนินการปฐมนิเทศ โดยผู้เรียนจะได้รับข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ กฎกติกาในการจัดการเรียนการสอน สถานการณ์ จำลองที่จะส่งผลต่อการเรียนรู้ ประสบการณ์ที่จะได้รับ ประเด็นสำคัญที่ควรทราบ ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนได้รับ ประโยชน์จากการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองมาทกี่สุด นอกจากนี้ยังต้องมีการให้ข้อมูลเบื้องต้น เกี่ยวกับสถานการณ์จำลอง เกี่ยวกับประวัติและปัญหาของผู้ป่วย กิจกรรมที่ผู้เรียนจะต้องทำ บทบาทของ ผู้เรียนแต่ละคน เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้บรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ตามที่กำหนดไว้ ขั้นลงมือปฏิบัติ (Simulation/scenario running/ Observation) เป็นขั้นตอนที่ผู้เรียนเข้าเรียนใน ห้องปฏิบัติการ โดยให้มีการเรียนรู้ การแก้ไขปัญหาตามสถานการณ์จำลองที่กำหนด มีการติดต่อสื่อสารกับ ผู้สอนหรือเจ้าหน้าที่ประจำห้องปฏิบัติการหรือผู้ป่วยจำลอง (Standardize patient) ผู้สอนเป็นเพียงผู้ สังเกตการณ์เรียนรู้ ให้คำแนะนำ ดูแลให้มีการดำเนินสถานการณ์อย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การ เรียนรู้ โดยไม่มีการแทรกแซงการปฏิบัติต่าง ๆ รวมทั้งควบคุมหุ่น เครื่องเสียง กล้อง ขั้นสรุปประเด็นการเรียนรู้ (Debrief) เป็นขั้นตอนหลังจากที่ผู้เรียนได้ฝึกจากสถานการณ์ที่สร้างขึ้น เพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในสถานการณ์จำลอง เป็นขั้นตอนที่มีประโยชน์ต่อการเรียนรู้โดยสถานการณ์จำลอง สามารถช่วยให้มีการปรับเปลี่ยนทัศนคติ การรับรู้ช่วยพัฒนากระบวนการใช้เหตุผลทางคลินิกทักษะการตัดสิน ทั้งการคิด การเรียนรู้อารมณ์ ความรู้สึก เกิดทัศนคติใหม่ในการเรียนรู้ โดยผ่านการสะท้อนคิด เป็นการ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นและการสื่อสารแบบสองทาง ให้ผู้เรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยผู้สอนเป็นผู้ชี้แนะ ผู้สอน และผู้เรียนมีระดับเสมอกันผู้สอนควรสร้างบรรยากาศให้ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัยในการแสดงความคิดเห็น (Safe environment) สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น ไม่คุกคาม เปิดเผย ตรงไปตรงมา สามารถให้ผู้เรียนพูดคุยได้เต็มที่ และต้องไม่มีการตัดสินถูกผิด ผู้เรียนสามารถแสดงความคิดเห็น ทำความเข้าใจให้ตรงกัน สามารถเรียนรู้จาก การเล่าเรื่อง การให้ข้อมูลย้อนกลับ (feedback) หลังการฝึกในสถานการณ์จำลองจะต้องมีการซักถามและสรุป ประเด็นการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ (Effective debriefing) ทุกครั้ง มักใช้เวลาประมาณ 20-30 นาทีแบ่งเป็น 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การบรรยายลักษณะ (Descriptive phase) เป็นการสอบถามความรู้สึกของผู้เรียนต่อ สถานการณ์ และความรู้สึกของตนเอง ระยะที่ 2 การวิเคราะห์ (Analysis phase) ผู้สอนให้ผู้เรียนสะท้อนการปฏิบัติของตนเองโดยการ ระบุปัญหาหรือความผิดปกติที่พบ ว่ามีอะไรบ้าง เกิดจากสาเหตุใด ได้จัดการแก้ปัญหาอย่างไร รวมทั้งอธิบาย เหตุผล ในสิ่งที่ผู้เรียนทำได้ดี ส่วนที่ผู้เรียนบกพร่องจะไม่ตำหนิ แต่จะเน้นการให้กำลังใจ การเสริมแรงบวกให้ ผู้เรียน
12 ระยะที่ 3 การประยุกต์ใช้ (Application phase) เป็นการประเมินผลโดยการใช้สถานการณ์ที่ คล้ายคลึงกัน การซักถามและสรุปประเด็นการเรียนรู้ จะเน้นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย มีเปลี่ยนแปลงอย่างไร รวมทั้งการตอบสนองของผู้ป่วย การสื่อสารกับแพทย์และผู้ป่วย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ตั้งไว้ ให้คิด เป็นการสนทนาเกี่ยวกับแนวทางการนำไปใช้จริง เน้นย้ำประเด็นสำคัญจนผู้เรียนเกิดความมั่นใจที่จะสามารถ นำไปปฏิบัติได้ เน้นให้ผู้เรียนตระหนักถึงคุณธรรม จริยธรรมในการปฏิบัติกับหุ่น โดยคำนึงถึงการเคารพในการ ปฏิบัติกับหุ่นให้เสมือนกับการปฏิบัติกับผู้ป่วยจริง การทำงานเป็นทีม ผู้สอนต้องพยายามดึงผู้เรียนที่ไม่กล้า แสดงออกให้มีส่วนร่วม ส่วนผู้เรียนที่คอยชี้นำกลุ่ม ให้ลดบทบาทในกลุ่ม หลักการประเมินการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง (Principle of assessment in simulation education) การประเมินการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง (Principle of assessment in simulation education) มีรายละเอียดมากกว่าการประเมินผล (evaluation) โดยเน้นที่การเรียนรู้ การสอน และผลลัพธ์ (learning, teaching, and outcome) เป็นการประเมินผลย่อย (formative) ซึ่งประเมินผลระหว่างเรียนเพื่อ พัฒนาปรับปรุงการเรียนรู้ประเมินกระบวนการ เพื่อดูว่าการเรียนรู้ดำเนินไปเป็นอย่างไรและการวินิจฉัย (diagnostic) อธิบายขอบเขตของการพัฒนาปรับปรุง การประเมินผลตามกรอบของ Miller’s Pyramid มีแนวทาง 4 ระดับ ดังนี้ 1. ระดับ Knows คือ มีความรู้เรื่องนั้นหรือไม่ รู้ไหมอะไรเรียกว่าถูก อะไรเรียกว่าผิด 2. ระดับ Knows How คือ ประยุกต์ใช้ได้หรือไม่การนำเอากรณีศึกษามาให้ตัดสินว่าถูกหรือผิด 3. ระดับ Shows How คือ แสดงให้เห็นในสถานการณ์จำลอง 4. ระดับ Does คือ การประเมินว่าสามารถทำได้ในสถานการณ์จริงระดับนี้ประเมินโดยการสังเกต โดยตรง การตรวจเช็คตามรายการ (checklists) การแบ่งแยกตามลำดับชั้น (Rating scales) ปิรามิดของมิลเลอร์ (Miller’s pyramid, 1990) เป็นแนวทางประเมินสมรรถนะทางคลินิกทั้งระบบ การจัดการเรียนการสอนและการปฏิบัติงานในสถานที่จริง กรอบแนวคิดเริ่มจากฐานของปิรามิด คือ ความรู้ (knows) หรือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ ขั้นต่อไป คือ รู้ว่าจะใช้ความรู้อย่างไร (Knows how) ครอบคลุมถึง การวิเคราะห์ แปลความ เพื่อสะท้อนถึงสมรรถนะของตน ขั้นต่อไปคือ การแสดงให้เห็นว่าสามารถปฏิบัติได้ (Shows how) และขั้นสุดท้ายบนยอดสูงสุดของปิรามิด คือ การปฏิบัติได้จริง (does) สำหรับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง สามารถเลือกรูปแบบการเรียนการสอนให้ สอดคล้องกับระดับการประเมินตามกรอบของมิลเลอร์ได้ ตัวอย่างเช่น การใช้สถานการณ์เป็นหลัก (paperbased) ใช้ประเมินได้ถึงระดับการใช้ความรู้อย่างไร (Knows how) การใช้ผู้ป่วยจำลอง (Standardized patients) และหุ่นมนุษย์จำลองแบบครบวงจรในทางการแพทย์ (Full body mannequins/ Mannequin total immersion) ใช้ประเมินได้ถึงระดับการแสดงให้เห็นว่าสามารถปฏิบัติได้ (Shows how) และการปฏิบัติ ในสถานการณ์จริง ใช้ประเมินในระดับการปฏิบัติได้จริง (Does)
13 2.การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐาน การเรียนรู้จากผู้ป่วยมาตรฐาน (Standardized Patients – SPs) เป็นการจัดสถานการณ์การเรียนรู้ โดยให้บุคคลฝึกฝนแสดงเหมือนกับผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติลักษณะต่าง ๆ จากภาวะโรคตามที่ผู้สอนกำหนด ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการเผชิญปัญหา การประเมินสภาพการณ์ของปัญหาและการตัดสินใจปฏิบัติการพยาบาล ช่วยเหลือผู้ป่วยด้วยตนเอง การเรียนรู้วิธีช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความกระตือรือร้นต่อการเรียน มีแรงจูงใจใน การแสวงหาความรู้ที่มีประสิทธิภาพมากวิธีหนึ่ง (Howley, 2013) การเรียนรู้ชนิดนี้มีความเหมาะสมกับการ สอนทักษะการประเมินภาวะสุขภาพเพื่อการวินิจฉัยแยกโรคผู้ป่วย ทักษะการให้คำแนะนำการปฏิบัติตัวของ ผู้ป่วยก่อนจำหน่ายกลับบ้าน ทักษะการช่วยเหลือแพทย์และการดูแลผู้ป่วยตลอดช่วงการทำหัตถการทางการ แพทย์ ทักษะการสื่อสารกับผู้ป่วยที่มีมีความผิดปกติทางจิต มีอารมณ์แปรปรวน หรือมีความรู้สึกวิตกกังวลสูง และทักษะการสอนมารดาครรภ์แรกในการให้นมบุตรและการอาบน้ำทารกแรกเกิด (ดวงกมล หน่อแก้ว, 2560) ผู้ป่วยมาตรฐาน (Standardized Patients – SPs) หรือผู้ป่วยจำลอง หมายถึง บุคคลทั่วไปที่มีสุขภาพ ดีหรือผู้ป่วยที่ได้รับการเตรียมหรือฝึกให้แสดงบทบาทของการเป็นผู้ป่วย การใช้ผู้ป่วยจำลองในการศึกษา พยาบาลมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้และเกิดทักษะที่ต้องการโดยผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ ของผู้เรียนกับผู้ป่วยจำลองในสถานการณ์ที่เสมือนจริงโดยไม่ทำให้เกิดอันตรายหรือความเสี่ยงต่อผู้ป่วยจริง การใช้ผู้ป่วยจำลองพบว่าเป็นวิธีการสอนที่ดีวิธีหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมทักษะการสื่อสาร ความมั่นใจ ทักษะและ ความสามารถของนักศึกษาในการประเมินสุขภาพ ช่วยให้นักศึกษาได้ฝึกการคิดเชิงวิเคราะห์และช่วยลดความ กลัวหรือความกังวลของนักศึกษาได้ (ประทุม สร้อยวงค์, เบญจมาศ สุขสถิต, ทศพร คำผลศิริ และณัฐธยาน์ สุวรรณคฤหาสน์ , 2558) ในการจัดการเรียนการสอนทางการพยาบาลจึงต้องตอบสนองต่อสิทธิของผู้ป่วยและพิทักษ์สิทธิของ ผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับการดูแลที่ปลอดภัยทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและมีสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ให้ นักศึกษาพยาบาลฝึกปฏิบัติกับตนเอง ดังนั้น จึงเป็นความท้าทายหนึ่งสำหรับผู้สอนในการนำวิธีการจัดการ เรียนการสอนที่เอื้อให้นักศึกษาพยาบาลได้มีประสบการณ์ในการฝึกในสถานที่เสมือนจริง มีการพัฒนาทักษะ ของตนเองจนเกิดทักษะในการปฏิบัติการพยาบาลที่ถูกต้องและมีความคล่องแคล่วก่อนที่นักศึกษาจะไปให้การ พยาบาลกับผู้ป่วยจริง การจัดการเรียนการสอนที่มีลักษณะเสมือนจริงเป็นวิธีการหนึ่งที่มีการใช้อย่าง แพร่หลายทั้งทางด้านการแพทย์และการพยาบาลที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความมั่นใจและเกิดทักษะทาง วิชาชีพวิธีการหนึ่งคือ การใช้ผู้ป่วยจำลอง (standardized patients) ข้อดีและข้อจำกัดของการใช้ผู้ป่วยจำลองในการจัดการเรียนการสอนทางการพยาบาล การใช้ผู้ป่วยจำลองเป็นวิธีหนึ่งของการจัดการเรียนการสอนที่พบว่ามีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ดังนี้ 1. การใช้ผู้ป่วยจำลองในการจัดการเรียนการสอนทางการพยาบาลมีข้อดีต่อผู้ป่วย ผู้เรียน และผู้สอน ดังนี้ 1.1 ด้านผู้ป่วย พบว่า การฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจำลองจะช่วยลดความไม่สุขสบายที่จะเกิดกับผู้ป่วย จริง ในกรณีที่นักศึกษายังปฏิบัติไม่ถูกต้องขาดความชำนาญ ทำให้ใช้เวลาในการปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาล ประกอบกับสภาพของผู้ป่วยที่มีการเจ็บป่วย ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย อาการเหนื่อย อาจทำให้ผู้ป่วยไม่อยากมี ส่วนร่วมในการฝึกปฏิบัติของนักศึกษาและไม่ให้ความร่วมมือกับนักศึกษาในการฝึกปฏิบัติ (Pololi, 1995) อย่างไรก็ตามการที่นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติในสถานการณ์เสมือนจริงกับผู้ป่วยจำลอง จะช่วยให้นักศึกษาได้มีการ พัฒนาทักษะจนสามารถปฏิบัติกิจกรรมการพยาบาลได้ถูกต้องและชำนาญ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงหรือ อันตรายที่จะเกิดเมื่อปฏิบัติกับผู้ป่วยจริงได้ (Vessey & Huss, 2002)
14 1.2 ด้านผู้เรียน การใช้ผู้ป่วยจำลองจะช่วยลดความเครียดหรือความอายของผู้เรียนที่ปฏิบัติ กิจกรรมนั้นๆ ไม่ถูกต้อง หรือจากการตรวจร่างกายที่ไม่ถูกต้อง (Pololi, 1995) ผู้เรียนได้มีโอกาสในการ ประยุกต์ความรู้จากการเรียนในห้องเรียนมาใช้ในการปฏิบัติกับผู้ป่วยจำลอง (Anderson, Holmes, LeFlore, Nelson, & Jenkins, 2010) ได้ฝึกทักษะต่างๆ ครบตามวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ นอกจากนี้ ผู้เรียนยังรู้สึก สนุกและได้เรียนรู้ทั้งการปฏิบัติที่ถูกต้องและการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ได้เห็นถึงข้อจำกัดของตนเอง มีการ เตรียมความพร้อมและพัฒนาตนเองให้มีความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริง (Vessey & Huss, 2002) 1.3 ด้านผู้สอน ผู้สอนสามารถจัดการเรียนการสอนสถานการณ์นั้นซ้ำๆ ได้โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่อง ของสภาพการเจ็บป่วยเหมือนผู้ป่วยจริง สามารถประเมินทักษะของนักศึกษา ในช่วงเวลาที่กำหนดได้โดยไม่ จำเป็นต้องรอเวลาหรือความพร้อมของผู้ป่วยจริง (Pololi, 1995) รวมทั้งสามารถใช้วิธีการนี้ในการประเมินผล การเรียนรู้ของนักศึกษาซึ่งจะช่วยให้ผู้สอนเห็นถึงจุดแข็งและจุดอ่อนของการจัดการเรียนการสอนอันจะนำไปสู่ การปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนในวิชานั้นต่อไป (Robinson-Smith et al., 2009) 2. การสอนด้วยการใช้ผู้ป่วยจำลองนี้แม้จะมีข้อดี แต่พบว่ามีข้อจำกัด ได้แก่ ข้อจำกัดในเรื่องของเวลา วิธีการประเมินผล และเรื่องของค่าใช้จ่าย (Vessey & Huss, 2002) ดังนี้ 2.1 ด้านเวลา ผู้สอนจะต้องใช้เวลาในการเตรียมผู้ป่วยจำลองมาก หากสถานการณ์ที่ให้แสดงนั้น มี ความซับซ้อนจำเป็นต้องมีการเตรียมผู้ป่วยจำลองหลายครั้ง เพื่อให้ผู้ป่วยจำลองแสดงบทบาทได้เหมือนกับ ผู้ป่วยจริง 2.2 สถานการณ์ทางคลินิกไม่สามารถแสดงได้ทุกสถานการณ์ ทำให้ไม่สามารถประเมินทักษะ ทางการพยาบาลทุกทักษะที่ต้องการได้ นอกจากนี้อาจมีข้อจำกัดสำหรับการใช้ผู้ป่วยจำลองที่เป็นเด็กใน สถานการณ์ที่ซับซ้อน 2.3 วิธีการประเมิน วิธีการประเมินผลการเรียนรู้หากมีวิธีการประเมินผลที่ไม่เหมาะสมจะทำให้ไม่ สามารถประเมินผู้เรียนได้จริง และผู้ประเมินควรมีคุณสมบัติเหมาะสมกับสิ่งที่ประเมิน เช่น การให้ผู้ป่วย จำลองประเมินด้านความรู้ความของนักศึกษาอาจไม่เหมาะสมเนื่องจากผู้ป่วยจำลองไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องโรคหรือพยาธิสรีรวิทยา จึงอาจเกิดความผิดพลาดของการประเมินได้ 2.4 ค่าใช้จ่ายสูง ค่าใช้จ่ายรวมทั้งค่าตอบแทนผู้ป่วยจำลองในการมาร่วมในการสอนแต่ละครั้ง ค่าใช้จ่ายในการสร้างห้องเรียนที่เหมาะสมกับฝึกปฏิบัติและการสังเกตการปฏิบัติของผู้เรียน เช่น การสร้างห้อง ที่เป็นกระจกที่สามารถมองเห็นได้ทางเดียว หรือการจัดห้องปฏิบัติการให้มีลักษณะเหมือนหอผู้ป่วยจริง หรือ ค่าใช้จ่ายในการจัดสภาพแวดล้อมให้เหมือนบ้านผู้ป่วย กรณีที่เป็นการฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยในชุมชน การติดตั้ง กล้องและการเชื่อมต่อสัญญาณภาพไปยังห้องเรียนอีกห้องหนึ่งเพื่อให้ผู้เรียนที่เป็นผู้สังเกตได้เรียนรู้จากการ ปฏิบัติของเพื่อน รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านอุปกรณ์เครื่องเสียงและเครื่องบันทึกภาพที่มีคุณภาพสูง ด้านผู้ป่วยจำลอง มีประเด็นที่ควรพิจารณา (Anderson et al., 2010; Pololi, 1995) คือ 1. วิธีการได้ผู้ป่วยจำลองมาร่วมในการจัดเรียนการสอน ควรพิจารณาว่าจะมีการรับสมัครโดยการ ประกาศทางหน้าหนังสือพิมพ์ หรือ สิ่งต่าง ๆ หรือการติดต่อชมรมหรือสมาคมต่าง ๆ เช่น ชมรมผู้สูงอายุ หรือ การประสานกับสาขาวิชาการแสดงของสถาบันการศึกษา หรือการรับสมัครจิตอาสาที่เป็นบุคลากรใน หน่วยงาน รวมทั้งควรมีการตรวจสอบประวัติส่วนบุคคลด้านการกระทำผิดกฎหมายเพื่อความปลอดภัยของ ผู้เรียน 2. การเตรียมผู้ป่วยจำลอง ภายหลังจากผู้ป่วยจำลองยินดีเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการจัดการเรียน การสอนแล้ว ควรมีการพบปะให้ข้อมูลเกี่ยวกับบทบาทของผู้ป่วยจำลอง ค่าตอบแทน และสิ่งที่คาดว่าจะให้ เกิดขึ้นในการเรียนการสอน การเก็บความลับของผู้ป่วยจำลอง และการเก็บความลับของนักศึกษาโดยไม่
15 เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติทั้งที่ถูกต้องและไม่ถูกต้องของนักศึกษากับผู้อื่น การฝึกผู้ป่วยจำลองในการให้ ข้อมูลสะท้อนกลับ (feedback) กับนักศึกษา รวมทั้งการเตรียมบทบาทของผู้ป่วยจำลองในสถานการณ์ที่ กำหนดทุกครั้งก่อนการสอน และควรมีการติดตามสรุปบทเรียนในการเป็นผู้ป่วยจำลองภายหลังการสอน โดยเฉพาะกรณีที่ให้แสดงบทบาทที่มีการแสดงอารมณ์ หรือพบว่ามีภาวะอารมณ์เกิดขึ้นจากที่มีการเชื่อมโยง กับการเจ็บป่วยของตัวเองในขณะที่สอน รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือหรือส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญ 3. กรณีที่ผู้ป่วยจำลองเป็นผู้ป่วย ควรหลีกเลี่ยงการให้แสดงในสถานการณ์ที่มีผลต่ออารมณ์ของผู้ป่วย จำลอง เช่น การบอกข่าวร้าย เพราะอาจส่งผลทำให้รู้สึกไม่สบายใจ หรือมีการเจ็บป่วยกำเริบได้ ควร ระมัดระวังการใช้ผู้ป่วยจำลองที่มีประวัติการใช้สารเสพติด หรือปัญหาทางจิตใจเพราะจะมีผลต่อความลับของ ผู้ป่วยได้ หรือกรณีที่ต้องมีการฝึกปฏิบัติที่ต้องให้คำแนะนำหรือให้ความรู้หลายๆ กลุ่ม ควรระมัดระวังเพราะ ผู้ป่วยอาจมีความสับสนได้ ด้านผู้เรียน ควรมีการแจ้งให้ผู้เรียนทราบว่า จะมีการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีการนี้ รวมทั้งการ รักษาความลับของผู้ป่วยจำลองในกรณีที่เป็นผู้ป่วยจริง รวมทั้งการรักษาความลับของเพื่อนที่แสดงการปฏิบัติ ในสถานการณ์กับผู้ป่วยจำลอง การไม่ล้อเลียนเพื่อน โดยเฉพาะในกรณีที่มีการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง (Anderson et al, 2010) ผู้สอนควรชี้แจงให้นักศึกษาว่า “สิ่งที่เกิดที่ห้องฝึกปฏิบัตินี้ขอให้เก็บไว้ที่ห้องนี้” และ “สิ่งที่ เกิดขึ้นที่ทำไม่ถูกต้องนั้นขอให้คิดว่าหากไปปฏิบัติกับผู้ป่วยจริงควรทำอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดการปฏิบัติที่ไม่ ถูกต้องขึ้นและไม่เป็นอันตรายกับผู้ป่วย” การพัฒนาโจทย์สถานการณ์จำลองผู้ป่วยมาตรฐาน เริ่มจากการระบุวัตถุประสงค์ของสถานการณ์ หรือเป้าหมายการเรียนรู้ และสร้างโจทย์สถานการณ์ ซึ่งการออกแบบโจทย์สถานการณ์ในสถานการณ์จำลอง ผู้ป่วยมาตรฐานนั้น ต้องประกอบด้วย วัตถุประสงค์ที่ชัดเจน วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ การกำหนดเวลา รายละเอียดของScript และการอธิบายรายละเอียดทางการแพทย์ การรักษาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีความเหมาะสม เพียงพอต่อการอธิบายสภาพผู้ป่วยให้เห็นถึงบริบทที่ชัดเจนและซับซ้อน ซึ่งผู้ป่วยมาตรฐานต้องทำความเข้าใจ อย่างชัดเจนในโจทย์สถานการณ์ และเข้าใจในความคาดหวังจากโจทย์สถานการณ์ โดยผู้ป่วยมาตรฐานต้อง สามารถแสดงบทบาทตามอาการของผู้ป่วย กรณีอาการทางจิต การแสดงอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ซึมเศร้า ก้าวร้าว ตามขอบเขตสภาพจริงของผู้ป่วย ส่วนการฝึกผู้ป่วยมาตรฐาน ให้ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ต้องการ ต้องมีการกำหนด แนวทางที่ชัดเจน รวมทั้งอาจต้องมีการแนะนำหรือให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์จากบุคคลที่เกี่ยวข้องใน สถานการณ์หรือเคยมีประสบการณ์ในบางสถานการณ์ เพื่อให้ผู้ป่วยมาตรฐาน เกิดความเข้าใจในโจทย์ สถานการณ์มากขึ้น โดยการฝึกผู้ป่วยมาตรฐาน ที่ดีต้องทำให้ผู้ป่วยมาตรฐานแสดงตามบทบาททั้งหมดและ โต้ตอบอย่างเป็นธรรมชาติและมีความยืดหยุ่นระหว่างผู้เรียน พร้อมทั้งมีความสม่ำเสมอในการเผชิญกับ สถานการณ์ ซึ่งผู้สอนต้องจัดเตรียมผู้ป่วยมาตรฐานอย่างมีมาตรฐาน อาจรวมถึงการจัดเตรียมสถานี่ที่สมจริง ตามโจทย์สถานการณ์ เช่น ห้องตรวจแพทย์ แผนกฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด ในชุมชน หอผู้ป่วยใน ซึ่งต้องมี สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมตามสถานการณ์ อีกทั้ง ตำแหน่งที่นั่งและการแต่งกายของผู้ป่วยมาตรฐาน เช่น นั่งบน เก้าอี้ นอนบนเตียง เดินไปมาในห้อง สวมชุดทั่วไปหรือสวมชุดผู้ป่วย ในส่วนของผู้เรียนต้องมีการกำหนด บทบาทที่ชัดเจนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วม เช่นรับบทบาทเป็นพยาบาลใหม่ บทบาทแพทย์ บทบาทAPN ตาม ขอบเขตที่กำหนด ในการถามตอบของผู้ป่วยมาตรฐาน ต้องเป็นคำถามคำตอบที่อยู่ในสถานการณ์ และเป็น การตอบของผู้ป่วยมาตรฐาน ที่ช่วยให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์ ดังนั้นคำตอบจึงควรมีความเฉพาะเจาะจง เช่น อาการ การรักษาที่เกี่ยวข้อง โดยตอบโต้ให้เสมือนจริงตามแนวทางขอบเขตคำถามที่กำหนด ซึ่งผู้ป่วย มาตรฐาน ต้องได้รับการปฐมนิเทศและฝึก โดยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติ คำถาม การตอบ วิธีการตรวจ
16 ร่างกายซึ่งผู้สอนต้องอธิบายแก่ผู้ป่วยให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทย์สถานการณ์ ในผู้ป่วยมาตรฐาน ต้องได้รับการเตรียมสำหรับการให้ข้อมูลย้อนกลับที่แสดงให้เห็นถึงวิธีหรือการปฏิบัติที่ผู้ป่วยต้องการได้รับจาก ผู้เรียนเสมือนเป็นผู้ป่วยจริง ๆ ทั้งการให้ข้อมูลย้อนกลับโดยทั่วไปและเฉพาะเจาะจง (Linda Wilson & Samuel W. Price. ,2015) 3.การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัด การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัด(Suzanne Hetzel Campbell. ,2018) จะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการสังเกตปฏิกิริยาตอบสนองในการสื่อสาร เพื่อการบำบัดในสถานการณ์อย่างมีวิจารณญาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าสถานการณ์(scenario) มีความ ครบถ้วนสมบูรณ์ จะช่วยให้เกิดคำถามในการอภิปรายของผู้เรียนในระยะDebriefingเกี่ยวกับการรับรู้ ความสามารถของผู้เรียนและบอกได้ว่าอะไรทำให้ผู้เรียนรู้สึกดีและมีความเชื่อว่าผู้เรียนจะสามารถทำได้ดีขึ้น ซึ่ง การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัดโดยใช้ผู้ป่วยมาตรฐานจะ สามารถช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีกว่าการเรียนรู้จากหุ่นมนุษย์เสมือนจริง เนื่องจากสื่อสารผ่านการแสดงภาษา กายได้ เพราะการสื่อสารต้องประกอบด้วยภาษาวาจาและภาษากาย ช่วยให้รับรู้ถึงความคิด ความรู้สึกที่ ชัดเจน และควรมีการจัดเตรียมสถานที่ให้เหมาะสม ในขั้นDebriefing เป็นสิ่งจำเป็นการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อ การบำบัด เสมือนเป็นช่วงเวลาแห่งการสะท้อนสาระสำคัญ หลักการ การสร้างองค์ความรู้จากการจัดการ เรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัดที่เกิดขึ้น และยังเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนหรือผู้ป่วยมาตรฐาน ดังนั้นหลังจากผ่านในช่วงสถานการณ์จำลองแล้ว ผู้สอนควร ต้องให้ผู้เรียนอภิปรายเกี่ยวกับประสิทธิภาพการสื่อสารและหาแนวทางปรับปรุงการสื่อสารระหว่างพยาบาล และผู้ป่วยโดยต้องเน้นผู้รับบริการเป็นสำคัญ และต้องคำนึงถึงประสบการณ์ทางคลินิกจากการสังเกตและมี การเตรียมให้ข้อมูลย้อนกลับสำหรับนักศึกษาเกี่ยวกับทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด โดยรูปแบบโจทย์สถานการณ์เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงที่ พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ(สุภาเพ็ญ ปาณะวัฒนพิสุทธิ์, ละมัด เลิศล้ำ และชนิดา ธนสารสุธี ,2560)ดังนี้ 1) กำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักสูตรและลักษณะวิชา 2) กำหนดวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ชัดเจน 3) ภาพรวมและขั้นตอนของสถานการณ์ทั้งหมดว่าสถานการณ์อะไร ผู้ป่วยมีอาการและอาการ แสดงอย่างไร 4) ผู้เรียนต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ที่กำหนดอย่างไร และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการตอบสนอง ต่อพฤติกรรมของผู้เรียนเป็นอย่างไร 5) ข้อมูลของสถานการณ์ต้องประกอบด้วย สภาพแวดล้อมทางกายภาพ ข้อมูล/ประวัติผู้ป่วย เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ในสถานการณ์ 6) แนวทางสำหรับผู้สอน โดยเฉพาะประเด็นการสะท้อนการเรียนรู้ การใช้คำถาม/คำตอบในการ เรียนรู้ของผู้เรียน 7) บทบาทการจำลองสถานการณ์ที่เป็นเรื่องราวว่าใครทำอะไร ที่ไหน อย่างไร โดยใช้การสื่อสาร ด้วยภาพหรือคำพูด เพื่อให้ง่ายต่อการจำลองสถานการณ์ ซึ่งรูปแบบของโจทย์สถานการณ์จำลอง ต้องช่วยให้ ผู้เรียนได้ฝึกประสบการณ์การตัดสินใจในคลินิก เน้นการสนับสนุนให้ผู้เรียนที่เฉพาะเจาะจง ดำรงไว้ซึ่งระดับ
17 ความเหมือนจริง เน้นการสนับสนุนให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์ การซักถามและสรุปประเด็นการ เรียนรู้เป็นสิ่งจำเป็น และต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สะท้อนคิด อย่างไรก็ตามรูปแบบโจทย์สถานการณ์ที่ดีต้องง่ายต่อการนำไปใช้ และการทำความเข้าใจ อันเป็นสิ่ง สำคัญในการที่จะช่วยให้สามารถออกแบบโจทย์สถานการณ์ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่ออาจารย์ในการช่วย ให้สามารถออกแบบโจทย์สถานการณ์ได้ง่ายขึ้น การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัด ต้องมีองค์ประกอบ พื้นฐานในสถานการณ์จำลอง ได้แก่ การใช้คำถามที่เหมาะสม การฟังอย่างตั้งใจ ในการสื่อสารระหว่าง พยาบาลและผู้ป่วย ในการใช้คำถามอาจมีทั้งแบบนำทางหรือไม่นำทางโดยใช้คำถามปลายเปิดและปลายปิด หลีกเลี่ยง คำถามว่า “ทำไม” เพราะจะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกถูกคุกคาม สถานการณ์จำลองควรแสดงให้เห็นถึงการ สื่อสารเพื่อการบำบัดของพยาบาลด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูล รับรู้และวิเคราะห์ข้อมูล ในการให้บริการแก่ผู้ป่วย ซึ่งหลักการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพและทักษะที่สำคัญของพยาบาล ในการ ปฏิบัติการพยาบาลกับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางจิตที่มีความคิด ความรู้สึกอารมณ์และพฤติกรรมที่ เปลี่ยนแปลง ดังนั้นการสื่อสารเบื้องต้นต้องมีเป้าหมายเพื่อสร้างความไว้วาง การเข้าใจความหมายที่ตรงกัน จากการสื่อสารที่ชัดเจนเพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพยาบาลและผู้ป่วย เพราะผู้ที่มีความิดปกติหรือ ผู้ป่วยจิตเวชมักสื่อสารไม่ตรงไปตรงมากับสิ่งที่คิดหรือรู้สึก หรือเนื้อหาที่กำลังสนทนา ซึ่งทักษะการสื่อสารโดย การสะท้อนความคิดสะท้อนความรู้สึกจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสะท้อนสิ่งที่ผู้ป่วยจิตเวชได้คิด รู้สึกหรือแสดง พฤติกรรม ข้อมูลคำพูดต่างๆของผู้ป่วยจิตเวชมักจะเกี่ยวข้องกับความเชื่อ คุณค่า การรับรู้ตนเอง ความรู้สึก ที่ต้องการให้พยาบาลช่วยเหลือ หรือสิ้นหวัง ท้อแท้ สงสัย หรือมีความคิดฆ่าตัวตาย ซึ่งข้อมูลคำพูดดังกล่าว จะรบกวนเนื้อหาความคิดและกระบวนการคิดของผู้ป่วย แนวทางการสะท้อนอารมณ์จึงต้องสัมพันธ์กับ อารมณ์ที่แสดงออกมาและความรู้สึกขณะนั้น พยาบาลจึงต้องมีการสื่อสารพูดคุยให้ผู้ป่วยจิตเวชเกิดความ ตระหนักในอารมณ์ของตนเอง เช่นสะท้อนความรู้สึกอาย รู้สึกผิด โกรธ เศร้า กลัว กังวลซึ่งอาจไม่สัมพันธ์ กับเนื้อหา(Suzanne A Fogger ,2019) การสื่อสารที่ดีและถูกหลักการระหว่างพยาบาลและผู้ป่วย(Jean ,2017) เป็นส่วนหนึ่งของการดูแล ด้านจิตสังคม เนื่องจากผุ้ป่วยอาจมีความทุกข์ทรมานใจจากอาการและภาวะแทรกซ้อนจากการเจ็บป่วย การสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ที่มีความผิดปกติทางจิต ซึ่งทั้งความผิดปกติทางการคิด การรับรู้ อารมณ์และพฤติกรรม(Suzanne A Fogger ,2019) โดยมีเทคนิคการสื่อสารเพื่อการบำบัดในการพยาบาลจิต เวช ได้แก่ เทคนิคที่ช่วยเอื้อต่อการกระตุ้นให้ผู้ป่วยจิตเวชระบาย เทคนิคที่ช่วยเอื้อต่อการกระตุ้นให้ผู้ป่วยจิต เวชคิดวิเคราะห์หรือสรุป เทคนิคที่ช่วยเอื้อต่อการกระตุ้นให้ผู้ป่วยจิตเวชตีความหรือให้ความหมาย เทคนิคที่ ช่วยเอื้อต่อการกระตุ้นให้ผู้ป่วยจิตเวชแก้ปัญหาหรือตัดสินใจ และเทคนิคที่ช่วยเอื้อต่อการกระตุ้นให้ผู้ป่วยจิต เวชวางแผนเพื่อปรับปรุงพฤติกรรมหรือประเมินผลลัพธ์
18 4.การสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ที่มีความผิดปกติทางการคิด การรับรู้ อารมณ์และพฤติกรรม แนวคิดเรื่องการสร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัดทางจิต พัฒนาขึ้นจากแนวความคิดของ แฮรี่ สแตก ซุลลิแวน ซึ่งมีความเชื่อว่าความผิดปกติทางจิตอารมณ์เกิดขึ้นจากความบกพร่องของบุคคลในการมีสัมพันธภาพ กับบุคคลอื่น และเชื่อว่าสาเหตุของความผิดปกติทางพฤติกรรมในบุคคลมีสาเหตุจากความล้มเหลวในการสร้าง สัมพันธภาพกับบุคคลอื่นเช่นกัน สัมพันธภาพ (Relationship) หมายถึง กระบวนการระหว่างบุคคล ซึ่งเริ่มต้นจากการติดต่อของ บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ทำความรู้จักสร้างความคุ้นเคยและติดต่อเกี่ยวข้องกันในระยะเวลาหนึ่ง ๆ ซึ่งอาจ เป็นเดือนปี หรือตลอดไปขึ้นอยู่กับชนิดของสัมพันธภาพของบุคคลนั้น ๆ สัมพันธภาพมีได้ทุกประเภท ระหว่าง บิดามารดา-บุตร สามี-ภรรยา ครู-นักเรียน เพื่อน-เพื่อน นายจ้าง-ลูกจ้าง ผู้รักษา-ผู้ให้บริการ หรือพยาบาลผู้ป่วย สัมพันธภาพแบ่งได้ 2 แบบคือ สัมพันธภาพทางสังคม (social relationship) และสัมพันธภาพทาง วิชาชีพ (professional relationship) สัมพันธภาพเพื่อการบำบัดทางจิตระหว่างพยาบาลและผู้ป่วย เป็นรูปแบบหนึ่งของสัมพันธภาพทาง วิชาชีพ (professional relationship) ซึ่งหมายถึง สัมพันธภาพระหว่างพยาบาลกับผู้ป่วย ที่พยาบาลต้องมี ความรู้ความเข้าใจถึงกระบวนการช่วยเหลือบุคคล มีวัตถุประสงค์ให้ผู้ป่วยเกิดการเรียนรู้และช่วยแก้ไข ประสบการณ์ทางอารมณ์ที่เป็นปัญหาของผู้ป่วย โดยการให้ความเคารพซึ่งกันและกัน การยอมรับความ แตกต่างระหว่างบุคคล วัฒนธรรม วิถีการดำรงชีวิตของผู้ป่วย ในการสร้างสัมพันธภาพ พยาบาลจะให้การ ช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นรายบุคคล ร่วมกับการใช้เทคนิคการสื่อสารเพื่อการบำบัดในการสร้างสัมพันธภาพ และให้ การพยาบาล เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาปัญหาของผู้ป่วย ให้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทางที่เหมาะสม เกิด ความเข้าใจในปัญหาของตนเอง ทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของเพลบพลาว ทฤษฎีสัมพันธภาพระหว่างบุคคลของเพบพลาว (Peplau’s Interpersonal Relations Theory) Hildegard E. Peplau (1909-1999) ประยุกต์Sullivan’s Interpersonal Theory มาใช้ในการพัฒนา Interpersonal Relations Theory โดยเน้นบทบาทของพยาบาลในรูปแบบของ Therapeutic nursepatient relationship สมมติฐานหรือความเชื่อเบื้องต้น ได้แก่ - บุคคลประกอบด้วย unique biological-psychological-spirityal-sociological structure ซึ่งทำ ให้แต่ละบุคคลมีความแตกต่าง - ภาวะ Anxiety เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อภาวะคุกคามทางจิตใจ และส่งผลต่อสัมพันธภาพที่บุคคล มีกับบุคคลอื่น - Therapeutic nurse-patient relationship ช่วยให้ผู้ป่วยเกิดความเข้าใจในปัญหาของตน บุคลิกภาพหรือความเป็นตนเองของผู้ป่วยและพยาบาลได้รับการพัฒนาแนวคิดหลักของ ทฤษฎีPsychodynamic nursing (จิตพลวัตรทางการพยาบาล) - เป็นสัมพันธภาพระหว่างพยาบาลและผู้รับบริการ โดยพยาบาลมีความเข้าใจถึงพฤติกรรมของตนเอง และของผู้รับบริการ สามารถช่วยผู้รับบริการให้เกิดความเข้าใจถึงปัญหาของเขาผ่านกระบวนการสัมพันธภาพ เพื่อการบําบัด พยาบาลและผู้รับบริการให้เกียรติซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน(mutually sharing) เข้าใจในบทบาทของแต่ละฝ่าย ปัญหาที่เกิดขึ้นและแนวทางการจัดการปัญหา ทำให้ทั้งสอง เกิดการพัฒนาไป ด้วยกัน
19 Nursing role (บทบาทของพยาบาล)มีดังนี้ 1.Resource person - ผู้ให้ข้อมูลเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงปัญหาของตน 2.Counselor - ผู้ให้คำปรึกษาโดยรับฟังความคิดเห็น ความรู้สึก และช่วยให้ผู้ป่วยตัดสินใจแก้ปัญหา ด้วยตนเองได้ 3.Teacher - ผู้ให้ข้อมูลที่ผู้ป่วยต้องการและเสนอแนะสิ่งที่ผู้ป่วยต้องเรียนรู้เพิ่มเติม 4.Leader - ผู้กำหนดทิศทางของสัมพันธภาพเพื่อการบําบัดให้ดำเนินไปสู่เป้าหมายที่กำหนด 5.Surrogate - เป็นผู้ทดแทนบุคคลอื่นให้ผู้ป่วย ทฤษฎีการพยาบาลของเพบพลาว ให้ความสำคัญกับสัมพันธภาพระหว่างพยาบาลกับผู้รับบริการซึ่ง สัมพันธภาพนี้เป็นทั้งเครื่องมือและการบําบัด ในด้านการเป็นเครื่องมือนั้นพยาบาลใช้สัมพันธภาพในการ ติดต่อ ค้นหาและทำความเข้าใจผู้รับบริการ ส่วนการบําบัดนั้นพยาบาลใช้สัมพันธภาพทำให้ผู้รับบริการเกิด ความเข้าใจตนเอง ยอมรับตนเองและนําศักยภาพออกมาใช้ในการดูแลตนเอง ซึ่งเป็นแนวคิดที่จะช่วยให้ระบบ การพยาบาลเป็นระบบของการตอบสนองแบบสองทาง อันจะส่งเสริมให้พยาบาลและผู้รับบริการตระหนักถึง ความสามารถและคุณค่าของตนเอง ซึ่งจะทำให้เกิดความร่วมมือและทัศนคติที่ดีต่อบริการทางสุขภาพ วัตถุประสงค์ของการสร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัด ได้แก่ 1) ช่วยให้ผู้ป่วยได้ใช้ศักยภาพของตนเองในการแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน 2) ช่วยให้ผู้ป่วยได้มีโอกาสแสดงความไม่สบายใจได้อย่างเหมาะสม 3) ช่วยให้ผู้ป่วยได้พัฒนาทักษะในการสื่อสาร และการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น 4) ช่วยให้ผู้ป่วยได้เรียนรู้การควบคุมพฤติกรรม และอารมณ์ของตนเอง ได้ตามแนวทางที่สังคม ยอมรับ 5) ช่วยให้ผู้ป่วยมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง ในด้านความเชื่อมั่น ความรู้สึกมีคุณค่าและความภาคภูมิใจ ในตนเอง และ 6) ช่วยให้พยาบาลได้รวบรวมข้อมูลของผู้ป่วยอย่างลึกซึ้งมากขึ้น คุณสมบัติที่สำคัญในการสร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัด ได้แก่การยอมรับ (Acceptance) เป็นการ ยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข (unconditional positive regard) การไม่ตัดสิน (nonjudgmental) ความคงเส้น คงวา (consistent) กระบวนการสร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัดมี3 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นเริ่มต้นการสร้างสัมพันธภาพ 2) ขั้นดำเนินการแก้ปัญหา 3) ขั้นสิ้นสุดการสร้างสัมพันธภาพ ในแต่ละขั้นตอนไม่สามารถแยกกันได้เด็ดขาด ประเด็นขั้นตอนหนึ่งอาจต่อเนื่องไปอีกขั้นตอนหนึ่ง โดยมีรายละเอียดดังนี้ ระยะเริ่มต้นสร้างสัมพันธภาพ (Orientation phase)การสร้างสัมพันธภาพระยะนี้ เป็นการเพิ่ม ความรู้จักระหว่างพยาบาลกับผู้ป่วยและมีจุดเน้นที่สำคัญคือ การสร้างความไว้วางใจซึ่งกันและกันในฐานะผู้ให้ ความช่วยเหลือและผู้รับความช่วยเหลือ พยาบาลจะต้องเห็นความสำคัญและทำให้ผู้ป่วยเกิดความไว้วางใจใน ตัวพยาบาล เพราะความไว้วางใจเป็นเสมือนแรงผลักดันที่จะช่วย และคงไว้ซึ่งสัมพันธภาพที่ดีระหว่างพยาบาล กับผู้ป่วยและญาติ ในบางครั้งพยาบาลจึงจำเป็นต้องจำกัด หรือปรับพฤติกรรมของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยมีชีวิต
20 อยู่รอดหรือฟื้นจากโรค ภายใต้ความรู้สึกที่ไว้วางใจ การเคารพนับถือและยอมรับซึ่งกันและกันจะทำให้ผู้ป่วย ไม่รู้สึกว่าถูกจำกัดหรือถูกบังคับ แต่กลับรู้สึกว่าพยาบาลสนใจเอาใจใส่ และช่วยเหลือเขาอย่างจริงใจ ขั้นดำเนินการแก้ปัญหา(Working Phase)ในระยะนี้เป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด เพราะพยาบาลจะต้อง ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้ให้ความรู้ เป็นพี่เลี้ยง และเป็นผู้ให้คำปรึกษาที่ใกล้ชิด นอกจากนั้นยังต้องทำหน้าที่เป็นผู้ อำนวยความสะดวก (facilitator) ที่จะจัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เสริมสร้างการสนับสนุนทางสังคม (social – support) ให้มีประสิทธิภาพ เช่น จัด Support group ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยตัดสินใจปฏิบัติกำหนด วิธีการปฏิบัติและวิธีการประเมินผลด้วยตนเอง กล่าวคือ ผู้ป่วยต้องพิจารณาว่าเขาควรปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะ เป็นการรักษา ป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ และวิธีปฏิบัตินั้นเหมาะสมกับตนหรือไม่ จะทราบได้อย่างไรว่าการ ปฏิบัติเหล่านั้นประสบผลสำเร็จ ตัวอย่าง การดูแลตนเองเพื่อป้องกัน และส่งเสริมสุขภาพ การฝึกการผ่อน คลาย (Relaxation Training) การจัดการกับความเครียด (Stress Management) ซึ่งพยาบาลอาจต้องเป็นผู้ กำหนดตารางกิจกรรมที่ควรปฏิบัติให้ผู้ป่วยพิจารณาว่าเขาจะปฏิบัติได้หรือไม่ ควรปรับเปลี่ยนกิจกรรมใด หรือ ควรดำเนินการอย่างไรจึงจะดี ระยะสิ้นสุดสัมพันธภาพ (Terminating phase) ในระยะนี้เน้นการวางแผนการยุติสัมพันธภาพ โดย การบอกเวลาการยุติสัมพันธ์ เมื่อแรกเริ่มสร้างสัมพันธ์กับผู้ป่วยและบอกย้ำๆ ผู้ป่วยเป็นระยะก่อนหน้านี้ เพื่อให้ผู้ป่วยยอมรับความจริงในการแยกจาก สังเกตดูปฏิกิริยาของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยมีความรู้สึกว่าวิตกกังวลจาก การแยกจาก (separation anxiety)จะได้ช่วยเหลือแก้ไขและทบทวนถึงการดำเนินการแก้ไขปัญหา ที่พยาบาล และผู้ป่วยได้ร่วมมือกันมา ให้ผู้ป่วยได้ประเมินผล ถึงสิ่งที่ได้ช่วยกันแก้ไขไปแล้วว่า ได้ทำอะไรสำเร็จไปบ้าง หรือไม่เพียงใด ยังมีปัญหาอะไรคั่งค้างอยู่อีก ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับการวางแผน ที่จะจำหน่ายออกจาก โรงพยาบาล จะช่วยผู้ป่วยวางแผนสำหรับการเตรียมตัวกลับบ้าน การปรับตัวที่บ้าน ที่ทำงาน และช่วยผู้ป่วย ค้นหาแหล่ง ที่จะให้ความช่วยเหลือนอกโรงพยาบาล เช่น หน่วยงาน หรือบุคคลในชุมชนของเขา รวมทั้งบุคคล ที่มีความสำคัญอื่น ๆ ในชีวิตของเขา การสื่อสารเพื่อการบำบัด (The Therapeutic Community) คือ การแลกเปลี่ยนข่าวสาร ความคิด ความเชื่อ ความรู้สึกและทัศนคติซึ่งกันและกันระหว่างมนุษย์อย่างน้อยสองคนหรือระหว่างบุคคล ซึ่งต้อง อาศัยการรับรู้ของผู้รับข่าวสาร การแปลข่าวสารโดยอาศัยประสบการณ์และการส่งตอบกลับของผู้รับข่าวสาร แนวคิดการสื่อสารเพื่อการบำบัดทางจิต เป็นวิธีการที่ใช้ในบริการทางจิตเวชโดยมีจุดประสงค์ทำเพื่อ ใช้กระบวนการสื่อสารเป็นเครื่องมือช่วยคลี่คลายปัญหาความไม่สบายใจจากสถานการณ์ใดสถานการณ์หนึ่ง ของผู้ป่วย โดยมีวิธีการให้ผู้ป่วยเกิดการเรียนรู้และเข้าใจในปัญหา การหาทางออกหรือแก้ปัญหาด้วยวิธีใหม่ ช่วยเพิ่มพลังความเข้มแข็งในตัวผู้ป่วย การสื่อสารเพื่อการบำบัดจึงแตกต่างจากการสื่อสารในทางสังคม โดย ต้องมีจุดประสงค์ชัดเจนมีการวางแบบแผนและเทคนิควิธีช่วยให้การสื่อสารเป็นไปในลักษณะของการบำบัด ในการสื่อสารเพื่อการบำบัด องค์ประกอบในการติดต่อสื่อสารที่เป็นผลดี ได้แก่ พยาบาลควรจะ ทราบภูมิหลังของผู้ป่วยแต่ละคนเพื่อเป็นพื้นฐานในการสนทนาตามระดับความรู้ความเข้าใจและสิ่งแวดล้อม ของผู้ป่วยพยาบาล ต้องพัฒนาตนให้เป็นผู้มีบุคลิกดี มีความรู้อย่างกว้างขวางทั้งเรื่องทั่วไป วิทยาศาสตร์ พัฒนาการของมนุษย์และความรู้ทางการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวชบรรยากาศควรสร้างบรรยากาศให้รู้สึก ปลอดภัย เป็นกันเอง มีความสบายพอเหมาะสถานที่ ต้องเหมาะสมคนไม่พลุกพล่าน ปราศจากสิ่งรบกวน และมีความเป็นส่วนตัวแต่ต้องไม่ลับตาคนการจัดท่านั่ง การบำบัดรักษาควรใช้เวลาไม่น้อยกว่า 30 นาที แนะนำท่านั่ง 3 แบบ ดังนี้
21 ท่าที่1 การนั่งประจันหน้ากันตรง ๆ ท่านี้อาจะดีในด้านที่พยาบาลอาจทำการสังเกตผู้ป่วยได้ชัดเจนแต่เป็นท่า นั่งที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายอึดอัด ถ้าเป็นผู้ป่วยหรือบุคคลประเภทแยกตัว หนีคนหรือ Moving away อยู่แล้วจะ รู้สึกอึดอัดมากยิ่งขึ้น ท่าที่ 2 ท่านั่งเคียงกัน ดูผิวเผินรู้สึกว่าเป็นท่าที่พยาบาลให้ความเป็นกันเองกับผู้ป่วยดี แต่ถ้าหากว่าเป็นเพศ ตรงข้ามท่านี้จะทำให้ทั้งสองฝ่ายกังวลและไม่ผ่อนคลาย ท่าที่ 3 ทั้งสองฝ่ายนั่งเยื้องกันเล็กน้อยในลักษณะเป็นฉากซึ่งกันและกัน โดยระหว่าง พยาบาลและผู้ป่วยอาจมีโต๊ะเล็ก ๆ วางไว้ (ตรงมุมฉาก) ท่านี้เป็นท่าที่ผ่อนคลายมากที่สุด ขณะเดียวกันก็สามารถมองเห็นคู่สนทนาได้อย่างชัดเจน อีกท่าหนึ่งซึ่งใช้กันโดยทั่ว ๆ ไปคือ ท่านั่งโต๊ะทำงาน เป็นท่านั่งที่ค่อนข้างจะเป็นทางการ ไม่เป็นกันเอง ผู้มารับความช่วยเหลืออาจจะรู้สึกอึดอัดไม่สะดวกใจ หากไม่มีสถานที่และจำเป็น ต้องใช้แนะนำ ให้พยาบาลเลื่อนเก้าอี้ออกมาจากหลังโต๊ะทำงานและจัดท่านั่งให้อยู่ในแบบที่ 3 N C N P N P
22 เทคนิคสำคัญในการสื่อสารเพื่อการบำบัด (Therapeutic Communication techniques) เทคนิคสำคัญในการสื่อสารเพื่อการบำบัด ได้แก่ 1) เทคนิคที่ช่วยส่งเสริมความมีคุณค่า ได้แก่ การ รู้จักและทักทาย การยอมรับ การเสนอตัวเพื่อช่วยเหลือ2) เทคนิคที่กระตุ้นการเปิดเผยตนเอง ได้แก่ การใช้คำ กล่าวกว้าง ๆ การกล่าวนำ การสำรวจ การใช้ความเงียบ การบอกสิ่งที่สังเกตเห็น3) เทคนิคที่ช่วยทำความ เข้าใจซึ่งกันและกัน ได้แก่ การทวนซ้ำ การสะท้อนความรู้สึก การทำความกระจ่าง4) เทคนิคที่เอื้อประโยชน์ต่อ การตัดสินใจ ได้แก่ การให้ข้อมูลข่าวสาร5) เทคนิคที่ช่วยพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเอง ได้แก่ การเน้นจุด สนใจ การเสนอความเป็นจริง การสรุป โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.เทคนิคที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยรู้สึกว่ามีคุณค่า ได้แก่เทคนิคต่าง ๆ Giving recognition(การรู้จักและทักทาย) หมายถึง การแสดงความสนใจและยอมรับความเป็น บุคคลของผู้รับบริการ เน้นความมีคุณค่าและการให้เกียรติ โดยการแสดงถึงการรู้จักจำได้ด้วยการทักทาย เรียกชื่อได้ถูกต้อง จำเรื่องราวของผู้รับบริการได้ สังเกตได้ถึงการเปลี่ยนแปลงและให้ความสนใจกับสิ่งนั้น Accepting (การยอมรับ) หมายถึง การแสดงการยอมรับและเข้าใจความรู้สึก ความคิด พฤติกรรม ของผู้รับบริการ ซึ่งการยอมรับนี้ไม่ได้หมายถึงการเห็นด้วยกับผู้รับบริการ แต่เป็นการยอมรับผู้รับบริการใน ขณะที่ติดต่อสื่อสารกัน โดยผู้ให้บริการแสดงท่าทีสนใจตั้งใจรับฟัง ไม่แสดงท่าทางตำหนิ โกรธ กลัว ฯลฯ การ ยอมรับจึงแสดงได้ทั้งภาษาพูดและภาษาท่าทาง Offering self (การเสนอตัวเพื่อช่วยเหลือ) การเสนอตัวเองในการช่วยเหลือโดยไม่มีเงือนไข ช่วยเหลือ ผู้รับบริการด้วยความจริงใจและสม่ำเสมอถึงแม้ว่าผู้รับบริการจะไม่ขอความช่วยเหลือหรือยังไม่พร้อมจะ สื่อสารกับผู้ให้บริการ ซึ่งจะทำให้ผู้รับบริการรู้สึกอบอุ่นและมีค่าไม่ถูกทอดทิ้ง 2.เทคนิคที่ช่วยในการทำความเข้าใจซึ่งกันและกันได้แก่เทคนิคต่าง ๆ Restating (การทวนซ้ำ) หมายถึง การกล่าวซ้ำประเด็นสำคัญที่ผู้รับบริการพูด ซึ่งเป็นการสะท้อน เนื้อหา โดยจะพูดทบทวนซ้ำคำพูดทั้งข้อความหรือบางส่วนเพื่อเน้นเนื้อหาหลักของคำพูดก็ได้ การทวนซ้ำจะ ช่วยให้ผู้รับบริการได้ทบทวนสิ่งที่ตน พูดถึงและเป็นการกระตุ้นให้ผู้รับบริการอธิบายรายละเอียดในสิ่งที่พูด เพิ่มเติม Reflecting of content (การสะท้อนความรู้สึก) หมายถึง การพูดสะท้อนกลับในสิ่งที่ผู้รับบริการพูด ซึ่งเป็นการสะท้อนความรู้สึกของผู้รับบริการเพื่อให้ได้ไตร่ตรองคำพูดและประเมินความรู้สึกของตนเองอีกครั้ง หนึ่ง เป็นการช่วยให้ผู้รับบริการเข้าใจความรูสึกที่คลุมเครือได้ชัดเจน และผู้ให้บริการต้องพิจารณาว่า ผู้รับบริการมีความรู้สึกที่แท้จริงอย่างไร Seeking clarification (การทำความกระจ่าง) หมายถึง การขอร้องให้ผู้รับบริการอธิบายในสิ่งที่ยัง คลุมเครือ หรือมีความหมายไม่ชัดเจนให้กระจ่างเพื่อให้ผู้รับบริการและผู้ให้บริการมีความเข้าใจตรงกัน 3.เทคนิคที่กระตุ้นให้เปิดเผยตนเองได้แก่เทคนิคต่าง ๆ Giving broad opening (การใช้คำกล่าวกว้าง ๆ) หมายถึง การใช้คำพูดกว้าง ๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ ผู้รับบริการเลือกหัวข้อในการสนทนาหรือเลือกพูดในสิ่งที่ผู้รับบริการรู้สึกวิตกกังวลคับข้องใจ สิ่งที่ผู้รับบริการ ต้องการจะปรึกษา Offering general leads (การกล่าวนำ) หมายถึง การกระตุ้นให้ผู้รับบริการพูดต่อไปขณะที่สนทนา เพื่อทำให้การสนทนาดำเนินต่อไปและทำให้ผู้รับบริการรู้สึกว่าผู้ให้บริการให้ความสนใจ ตั้งใจรับฟัง Exploring (การสำรวจ) หมายถึง การเจาะลึกเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ผู้รับบริการกล่าวถึงอย่างผิวเผินไม่ ชัดเจนการสำรวจทำให้ผู้ให้บริการได้ทราบและเข้าใจเกี่ยวกับความคิด ความรู้สึก และการรับรู้ปัญหาของ
23 ผู้รับบริการมากขึ้น ทั้งยังช่วยให้ผู้รับบริการได้คิดไตร่ตรองเรื่องราวที่เกิดขึ้นและมองเห็นปัญหาของตนได้ ชัดเจนยิ่งขึ้น Using silence (การใช้ความเงียบ) หมายถึง การใช้ความเงียบขณะสนทนาเพื่อเปิดโอกาสให้ ผู้รับบริการได้รวบรวมความคิด ทบทวนสิ่งที่พูดไปแล้วและสิ่งที่จะพูดต่อไปนอกจากนี้ยังได้ตระหนักถึงอารมณ์ ของตนขณะสนทนา สำหรับผู้ให้บริการนั้นการใช้ความเงียบทำให้มีเวลาสังเกตพฤติกรรมการแสดงออกของ ผู้รับบริการอย่างทั่วถึงยิ่งขึ้น Making observation (การบอกสิ่งที่สังเกตเห็น) หมายถึง การที่ผู้ให้บริการบอกสิ่งที่สังเกตเห็นหรือ รับรู้ในตัวผู้รับบริการ โดยเฉพาะกิริยาท่าทางที่แสดงออกถึงอารมณ์ของผู้รับบริการให้ผู้รับบริการทราบเพื่อ กระตุ้นให้ผู้รับบริการสำรวจตนเองและบอกถึงความรู้สึกของตนในขณะนั้น 4.เทคนิคที่ช่วยพัฒนาการตระหนักรู้ตนเอง ได้แก่เทคนิคต่าง ๆ Focus (การเน้นจุดสนใจ) หมายถึง การเน้นเฉพาะประเด็นหรือเรื่องที่สำคัญเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ เกี่ยวข้องกับปัญหาและความต้องการของผู้รับบริการ ใช้เมื่อผู้รับบริการอยู่ในภาระสับสนพูดกวนไม่ได้เนื้อหา หรือเปลี่ยนเรื่องสนทนาบ่อย ๆ ผู้ให้บริการต้องพยายามชักชวนให้ผู้รับบริการพูดเข้าสู่จุดสำคัญของปัญหาให้ ได้โดยแยกข้อมูลที่ไม่สัมพันธ์กันออกจากเรื่องที่สนทนา Presenting reality (การเสนอความเป็นจริง) หมายถึง การบอกสิ่งที่เป็นความจริงหรือสภาพการณ์ที่ เป็นจริงให้ผู้รับบริการทราบ เพื่อให้ผู้รับบริการได้พิจารณาให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ การบอกข้อเท็จจริงจะช่วย ให้ผู้รับบริการรับรู้ความเป็นจริงเกี่ยวกับตนเองและพยายามควบคุมตนเอง เทคนิคนี้จะใช้เมื่อผู้รับบริการไม่อยู่ ในภาวะความเป็นจริง (out of reality) Summarizing (การสรุป) หมายถึง การที่ผู้ให้บริการรวบรวมข้อมูลสำคัญในการสนทนาสรุปให้เป็น เรื่องราวชัดเจน เพื่อให้ทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการเข้าใจสิ่งที่ได้สนทนาตรงกัน การสรุปจะต้องรวมทั้ง ประเด็นเนื้อหาที่สำคัญและความรู้สึกของผู้รับบริการที่แสดงออกขณะสนทนาโดยไม่เพิ่มเติมความคิดเห็นของ ผู้ให้บริการ วิธีการสรุปนั้นอาจจะให้ผู้รับบริการเป็นผู้สรุป โดยมีผู้ให้บริการช่วยเพิ่มเติม หรือผู้ให้บริการสรุป เองทั้งหมดก็ได้ และช่วงเวลาของการสรุปอาจทำเมื่อสิ้นสุดการสนทนาแต่ละครั้ง สรุปประเด็นสำคัญระหว่าง การสนทนา หรือสรุปเพื่อนำไปสู่การเริ่มต้นการสนทนาเรื่องใหม่ก็ได้ 5.เทคนิคที่เอื้อประโยชน์ต่อการตัดสินใจ ได้แก่ เทคนิคต่าง ๆ Giving information (การให้ข้อมูลข่าวสาร) หมายถึง การให้ข้อมูลที่ผู้รับบริการควรทราบหรือ ผู้รับบริการถาม เพื่อให้ผู้รับบริการทราบข้อมูล สามารถปฏิบัติตนได้เหมาะสม รวมทั้งช่วยลดความวิตกกังวล ดังนั้นข้อมูลที่ให้ต้องถูกต้องและเหมาะสม
24 ปัญหาการสร้างสัมพันธภาพเพื่อการบำบัดและการสื่อสารเพื่อการบำบัด 1) การไม่บอกวัตถุประสงค์ของการสัมพันธภาพเพื่อการบำบัด เวลานัด และสถานที่นัดพบ ทำให้ ผู้รับบริการไม่ทราบวัตถุประสงค์และประโยชน์ของการสร้างปฏิสัมพันธ์ และไม่พร้อมที่จะสร้างสัมพันธภาพ 2) การใช้คำถามปลายปิด ทำให้จำกัดความคิดของทั้งผู้รับบริการและผู้ให้บริการ จึงควรใช้คำถาม ปลายเปิด 3) การตั้งคำถามหลาย ๆ คำถามในเวลาเดียวกัน ทำให้คำถามสำคัญบางคำถามถูกละเลยไปไม่ได้รับ คำตอบ 4) การขาดประสบการณ์ในการตั้งคำถามเพื่อให้ผู้รับบริการ ได้คิดและแก้ปัญหาเอง แต่ชอบอธิบาย และสอนผู้รับบริการ 5) การใช้คำพูดไม่เหมาะสม เช่น พูดให้ความมั่นใจผู้รับบริการมากเกินไป ตำหนิเมื่อผู้รับบริการจำสิ่ง ที่ผู้ให้บริการบอกไม่ได้ 6) การเปลี่ยนเรื่องสนทนาของผู้รับบริการด้วยสาเหตุต่าง ๆ เช่น ทนไม่ได้ที่ผู้รับบริการไม่พูด ต้องการพูดเรื่องที่ผู้ให้บริการสนใจ ไม่สนใจเรื่องที่ผู้รับบริการกำลังพูด 7) การไม่สามารถนั่งเป็นเพื่อนผู้รับบริการได้อย่างเงียบ ๆ แต่พยายามทำให้ผู้รับบริการพูดทั้ง ๆ ที่ ผู้รับบริการไม่พร้อมที่จะพูดในขณะนั้น ทำให้เกิดความกังวลและความเครียดทั้งสองฝ่าย หลักการสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ที่มีความผิดปกติของการคิด การรับรู้ อารมณ์ และพฤติกรรม ความผิดปกติทางการคิดและการรับรู้ มักพบในผู้ป่วยจิตเวช เช่น โรคจิตเภท โรคจิตเฉียบพลัน โรคจิตที่เกิดจากสารเสพติด โรคอารมณ์แปรปรวนและโรคซึมเศร้า ได้แก่ ความผิดปกติของความคิดซึ่งผู้ป่วย ไม่สามารถรวบรวมความคิดให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันได้ตลอดและแสดงออกทางคำพูด จนไม่สามารถ สื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาการหลงผิดเป็นความเชื่อที่ฝังแน่นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แม้จะ มีเหตุผลหลักฐานมาโต้แย้ง และอาการประสาทหลอนซึ่งเป็นการรับรู้โดยปราศจากสิ่งเร้าภายนอก ชนิดที่พบ บ่อย คืออาการประสาทหลอนทางการได้ยินหรืออาการหูแว่ว โดยผู้ป่วยอาจจะได้ยินเสียงคนพูดกันเรื่องของ ผู้ป่วย เสียงตำหนิพฤติกรรมของผู้ป่วย ซึ่งเสียงที่ได้ยินอาจได้ยินชัดเจนหรือไม่ชัดเจน อาจทำให้รู้สึกถูก คุกคาม หยาบคาย ต่อว่า เป็นเสียงที่มาจากภายในร่างกายหรือภายนอกร่างกาย อาจเป็นเสียงผู้ชาย ผู้หญิง มนุษย์ต่างดาว หรือไม่อาจสามารถระบุได้ อาจได้ยินมากกว่าหนึ่งเสียง รองลงมา คือ อาการประสาทหลอน ทางการมองเห็น หรือเห็นภาพหลอน เช่นเห็นภาพคน ผี หรือสิ่งของเป็นต้น ส่วนอาการประสารทหลอน ทางการสัมผัสทางร่างกาย การได้กลิ่น และการรับรสมักพบได้น้อย (จรรยา ธัญญาดี, 2559) เทคนิคการติดต่อสื่อสารกับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางการคิดและการรับรู้ มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้าง ความไว้วางใจ สนับสนุนการสื่อสารที่ชัดเจน เพิ่มการตระหนักรู้ในตนเอง สนับสนุนการมีปฏิสัมพันธ์กับ ผู้อื่น การตรวจสอบความเป็นจริง ซึ่งการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางการคิดและการรับรู้ควรทำ ในระยะเวลาสั้นๆ ไม่เกิน 30 นาทีแต่บ่อยครั้ง จะเป็นการกระตุ้นที่น้อยกว่าและสามารถทนทานได้ดีกว่าการมี ปฏิสัมพันธ์กับผู้ป่วยในระยะเวลาที่นานแต่น้อยครั้ง การสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ที่มีความผิดปกติของการคิดและการรับรู้ กรณีผู้ป่วยมีอาการหลงผิด พยาบาลควรสื่อสารเพื่อการบำบัดดังนี้ - ให้การยอมรับผู้ป่วย สื่อถึงความเข้าใจความรู้สึกของผู้ป่วย - หลีกเลี่ยงการถามถึงเนื้อหาความคิดหลงผิด
25 - ไม่ควรโต้แย้งถกเถียง หรือพยายามที่จะห้ามปรามผู้ป่วยจากความคิดหลงผิดซึ่งทำให้ความเชื่อที่ไม่ มีเหตุผลนั้นรุนแรงมากขึ้น ทำให้ผู้ป่วยปฏิเสธพยาบาล - ควรประเมินความรู้สึกของผู้ป่วย - ทำความกระจ่างต่อการแปลความหมายของสิ่งแวดล้อมที่ผิด - ให้คำอธิบายอย่างสุภาพที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง - มุ่งเน้นเฉพาะกิจกรรมที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริงและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะช่วยลด ความสนใจต่อความคิดหลงผิด การใช้เวลาร่วมกับผู้อื่นมากขึ้นทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสที่จะได้รับข้อมูลย้อนกลับ และอยู่กับความเป็นจริง - ควรร่วมกับผู้ป่วยในการค้นหาวิธีการเผชิญปัญหาที่จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหา ได้ดีที่สุด กรณีที่ผู้ป่วยมีอาการประสาทหลอน พยาบาลควรสื่อสารเพื่อการบำบัดดังนี้ - ควรมุ่งที่ความเข้าใจในประสบการณ์และการตอบสนองต่อภาวะประสาทหลอนของผู้ป่วย โดยเฉพาะการสั่งให้ทำร้ายตนเองและผู้อื่น - ถ้าผู้ป่วยที่กำลังมีอาการประสาทหลอนจะรู้สึกว่าเป็นความจริงสำหรับผู้ป่วยและอาจถูกเบี่ยงเบนได้ ในระหว่างการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและพยาบาล ดังนั้น พยาบาลควรเรียกชื่อผู้ป่วยโดยใช้คำพูดง่ายๆ และเสียงดังเพียงพอที่จะให้ผู้ป่วยได้ยิน แสดงออกด้วยท่าทีที่ไม่คุกคาม สบตาและให้ข้อมูลย้อนกลับที่ผู้ป่วย ให้ความสนใจกับการสนทนา ความผิดปกติทางอารมณ์ มักพบในผู้ป่วยจิตเวช เช่น กลุ่มโรคซึมเศร้า และกลุ่มโรคอารมณ์สองขั้ว ซึ่งนพพร ว่องสิริมาศ และพวงเพชร เกสรสมุทร (2559) อธิบายว่า กลุ่มโรคซึมเศร้า เป็นกลุ่มโรคที่ผู้ป่วยมี อารมณ์เศร้าเด่นชัดโดยจะมีลักษณะมีอารมณ์เศร้า มีความสนใจหรือเพลิดเพลินใจในกิจกรรมต่าง ๆ ลดลง อย่างมาก น้ำหนักลด นอนไม่หลับหรือหลับมากเกินไป เชื่องช้า อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง รู้สึกไร้ค่า สมาธิ ลดลง คิดเรื่องตาย อยากตาย ส่วนกลุ่มโรคอารมณ์สองขั้วจะมีอาการในระยะmania หรือระยะ hypomania และมีระยะอาการของภาวะซึมเศร้า โดยอาการระยะแมเนีย ได้แก่ มีอาการสนุกสนานรื่นเริงผิดปกติ หรือ หงุดหงิดโกรธง่าย ร่วมกับมีกิจกรรมหรือพลังเรี่ยวแรงเพิ่มขึ้นเกือบทั้งวัน มองว่าตนเองมีควาสำคัญยิ่งใหญ่ ต้องการนอนลดลง พูดมากหรือพุดไม่ยอมหยุด มีความคิดเปลี่ยนเรื่องเร็วหรือความคิดแล่น วอกแวกง่าย เปลี่ยนแปลงความสนใจไปอย่างรวดเร็ว ร่วมกิจกรรมที่ทำให้ตนเองเกิดความพอใจมากเกินควรตัดสินใจไม่ เหมาะสม เทคนิคการติดต่อสื่อสารกับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางอารมณ์เกี่ยวกับอารมณ์ซึมเศร้ามีจุดมุ่งหมาย เพื่อสร้างความไว้วางใจ เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยพุดระบายปัญหาหรือความทุกข์ใจ โดยพยาบาลสื่อสารเพื่อการ บำบัดเพื่อให้ผู้ป่วยเข้าใจปัญหาและความต้องการขงตนเองและร่วมกันค้นหาแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมเป็นไป ได้ ประเมินความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย เช่นสัญญาณเตือนต่าง ๆ หรือถามผู้ป่วยตรง ๆ และท่าทีและ น้ำเสียงที่แสดงความใส่ใจในความคิดความรู้สึกของผู้ป่วย และค้นหาแหล่งความช่วยเหลือที่เป็นที่พึ่งหรือ บุคคลสำคัญที่เป็นแรงบันดาลใจต่อการมีชีวิตอยู่ของผู้ป่วย พร้อมทั้งเสริมเสริมความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองของ ผู้ป่วย เทคนิคการติดต่อสื่อสารกับผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางอารมณ์เกี่ยวกับอารมณ์ครื้นเครงในระยะ แมเนียมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความไว้วางใจ ส่งเสริมให้ผู้ป่วยตระหนักในอารมณ์ของตนเอง ควบคุมและ จัดการอารมณ์ที่ไม่เหมาะสมของตนเองอย่างเหมาะสม โดยพยาบาลสื่อสารเพื่อการบำบัดด้วยประโยคที่เข้าใจ
26 ง่าย กระชับตรงไปตรงมา เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยพูดถึงสาเหตุที่ทำให้มีอารมณ์โกรธ การควบคุมอารมณ์ ผลกระทบของการไม่ควบคุมอารมณ์ และแนวทางการจัดการกับอารมณ์โกรธอย่างสร้างสรรค์ การสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ป่วยโรคจิตเภทซึ่งมีความผิดปกติทางการคิดการรับรู้ มีข้อห้ามเช่น ห้ามโต้แย้งความคิดหลงผิด ห้ามให้แรงเสริมเกี่ยวกับอาการประสาทหลอน ห้ามสัมผัสตัวผู้ป่วยโดยไม่ขอ อนุญาตหรือแจ้งให้ทราบ ห้ามกระซิบหรือหัวเราะเยาะตัวผุ้ป่วย ห้ามทำให้ผุ้ป่วยรู้สึกอับอาย แต่ควรสร้าง สัมพันธภาพพูดคุยให้เกิดความไว้วางใจ เปิดโอกาสให้ผุ้ป่วยพุดแสดงความรู้สึก เข้าใจยอมรับในพฤติกรรมของ ผู้ป่วยให้ข้อมูลความเป็นจริงต่อตัวบุคคลและเหตุการณ์ และให้แรงเสริมทางบวก ส่วนการสื่อสารเพื่อการ บำบัดกับผู้ป่วยจิตเวชที่มีภาวะซึมเศร้า พยาบาต้อองยอมรับในพฤติกรรมผู้ป่วย และให้เวลาผู้ป่วยในการพุด คุยเพราะผุ้ป่วยซึมเศร้าจะคิดช้า พูดช้า พยาบาลต้องสื่อสารที่แสดงถึงความเข้าใจสนใจใส่ใจในผุ้ป่วยและให้ แรงเสริมทางบวกเกี่ยวกับจุดแข็งของผู้ป่วย และการสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ป่วยที่มีอาการแมเนียหรือ อารมณ์ครื้นเครง พยาบาลต้องสื่อสารที่ชัดเจนพยายามทำความเข้าใจในการสื่อสารให้ตรงกันระหว่างพยาบาล และผุ้ป่วย สื่อสารโดยพูดคุยทีละประเด็นเพราะผู้ป่วยมีความคิดแล่นอาจไม่มีสมาธิในการพูดคุย และอาจต้อง มีการจำกัดพฤติกรรมโดยใช้การพูดคุยในกรณ๊ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว(Suzanne A Fogger ,2019) 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองในประเทศและต่างประเทศ ทิวา มหาพรหม (2563 ได้พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงใน รายวิชาการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพ โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 2 จำนวน 125 ราย เลือกแบบเจาะจงตามเกณฑ์เข้ากลุ่มควบคุม จำนวน 63 ราย เรียนด้วยวิธีใช้ปัญหา เป็นฐาน และกลุ่มทดลอง จำนวน 62 ราย พบว่า 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือน จริงในการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพ ได้แก่ การแนะนำก่อนปฏิบัติ การปฏิบัติในสถานการณ์เสมือนจริง และการสรุปผลการปฏิบัติ 2) คะแนนสอบก่อนเรียนและหลังเรียนระหว่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองพบว่า ไม่แตกต่างกัน 3) กลุ่มทดลองมีความมั่นใจในตนเองและมีความพึงพอใจในการเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 4) การสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึกนักศึกษากล่าว คำพูดแสดงความรู้สึกกดดัน กลัว กังวล ในระระแรก และเปลี่ยนเป็นรู้สึกสนุก มีความสุขและพอใจกับการ เรียนการสอนวิธีนี้ ผลการวิจัยนี้สนับสนุนให้มีการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง ละมัด เลิศล้ำ, ชนิดา ธนสารสุธี, สุภาเพ็ญ ปานะวัฒนพิสุทธิ์ และชัชรีย์ บำรุงศรี. (2562) ได้พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง โดยดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ ระยะ1)การศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนในปัจจุบัน พบว่าการสอนแบบเดิมเป็นการเน้นเนื้อหาเป็น หลักมากกว่ากระบวนการคิดวิเคราะห์และการจัดการเรียนการสอนปัจจุบันยังไม่สามารถช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียน นำความรู้ทางทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติการพยาบาลได้เท่าที่ควร ซึ่งผู้สอนมีความเห็นว่าการจัดการเรียนการสอน โดยใช้สถานการณ์จำลอง ช่วยให้ผู้เรียนนำความรู้ทางทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติการพยาบาลได้ ระยะ2) การ พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง ต้องประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ การปฐมนิเทศ การดำเนินสถานการณ์จำลอง การสะท้อนสิ่งที่ได้เรียนรู้และถอดบทเรียน ระยะ3) การ พัฒนาทักษะอาจารย์ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองพบว่าอาจารย์ผู้สอนมีความรู้ เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองอยู่ในระดับดี และระยะ4) การประเมินผลลัพธ์ พบว่าผู้เรียนมีคะแนนทักษะทางการพยาบาลสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ0.01ซึ่งการ พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง ควรมีการพัฒนาโจทย์ที่หลากหลาย และเฉพาะเจาะจงต่อการพัฒนาทักษะทางการพยาบาล
27 ธานี กล่อมใจ, ทักษิกา ชัชวรัตน์ และสมัยพร อาชาล. (2562). ศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับประสิทธิผล ของการจัดการเรียนการสอนแบบสถานการณ์จำลองในหมวดวิชาชีพการพยาบาลของวิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนี พะเยา ในอาจารย์พยาบาล 45 คน และนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 2, 3 และ 4 พบว่า คะแนนเฉลี่ย ของการบริหารจัดการการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองของผู้บริหารตามความคิดเห็นของอาจารย์อยู่ใน ระดับปานกลาง ส่วนคะแนนเฉลี่ยของประสิทธิผลของจัดการการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองตามการรับรู้ ของอาจารย์และนักศึกษาอยู่ระดับมาก แสดงให้เห็นถึงบทบาทของผู้บริหารมีความสำคัญต่อการจัดการการ เรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง พนารัตน์ วิศวเทพนิมิต, อุบล สุทธิเนียม และจันทร์จิรา เกียรติสี่สกุล. (2562) ศึกษาผลการใช้ รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เสมือนจริงในการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วย ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลวต่อความพึงพอใจและความมั่นใจในตนเองในการเรียนของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้น ปีที่3วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ จำนวน 32 คน พบว่านักศึกษาที่ได้รับการเรียนรู้โดยใช้ สถานการณ์เสมือนจริงในการเตรียมความพร้อมก่อนการฝึกปฏิบัติการพยาบาลผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว มีความพึงพอใจต่อการเรียนและมีความมั่นใจในตนเองในการเรียนอยู่ในระดับสูง มยุรี ยีปาโล๊ะ, พิชญานิษฐ์ เรืองเริงกุลฤทธิ์, จงกรม ทองจันทร์ และกมลวรรณ สุวรรณ. (2562). ศึกษาผลของการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองต่อความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนักศึกษา พยาบาลวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ยะลา จำนวน 70 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 35 คน กลุ่มทดลองได้รับการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง ส่วนกลุ่มควบคุมจัดให้เรียนตามปกติ พบว่า กลุ่ม ทดลอง มีความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ก่อนและหลังได้รับการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง มี ความแตกต่าง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ0.001 ส่วนกลุ่มควบคุมที่เรียนตามปกติมีความสามารถในการ คิดอย่างมีวิจารณญาณ ก่อนและหลัง ไม่มีความแตกต่าง ชนิดา ธนสารสุธี, ละมัด เลิศล้ำ และสุภาเพ็ญ ปานะวัฒนพิสุทธิ์. (2562) ได้พัฒนาทักษะการจัดการ เรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง โดยดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ระยะ1)การศึกษาข้อมูล พื้นฐาน พบว่าการสอนแบบเดิมเป็นการเน้นเนื้อหาเป็นหลักมากกว่ากระบวนการคิดวิเคราะห์และการจัดการ เรียนการสอนปัจจุบันยังไม่สามารถช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนนำความรู้ทางทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติการพยาบาลได้ เท่าที่ควร ซึ่งผู้สอนมีความเห็นว่าการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง ช่วยให้ผู้เรียนนำความรู้ ทางทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติการพยาบาลได้ ระยะ2) การพัฒนารูปแบบการพัฒนาทักษะอาจารย์ในการจัดการ เรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง ต้องประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1.การปรับทัศนคติเกี่ยวกับการ สอนด้วยสถานการณ์จำลอง 2.การให้ความรู้เรื่องการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเกี่ยวกับ แนวคิดหลักกการ การออกแบบโจทย์สถานการณ์ ฝึกออกแบบโจทย์สถานการณ์ เทคนิคและวิธีการจัดการ เรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง การวัดและประเมินผลด้วยสถานการณ์จำลองและฝึกปฏิบัติการ ออกแบบการวัดและประเมินผลด้วยสถานการณ์จำลอง และ3.สนทนากลุ่มเพื่อประเมินผลและทบทวนองค์ ความรู้(AAR) ระยะ3) การพัฒนาทักษะอาจารย์ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองตาม รูปแบบ และระยะ4) การประเมินผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลอง เสมือนจริง พบว่าคะแนนความรู้ของอาจารย์ผู้สอนหลังได้รับการพัฒนาเพิ่มขึ้นกว่าก่อนได้รับพัฒนา และร้อย ละ62 ของผู้เรียนผ่านเกณฑ์สมรรถนะปฏิบัติการพยาบาล และผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการการจัดการเรียน การสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง สุภาเพ็ญ ปานะวัฒนพิสุทธิ์, ละมัด เลิศล้ำ และชนิดา ธนสารสุธี. (2562) ได้พัฒนารูปแบบโจทย์ สถานการณ์เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง โดยดำเนินการ 3 ระยะ
28 ได้แก่ ระยะ1)การศึกษาสภาพและบริบทของการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง โดย การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา พบว่ามีการใช้ในการ จัดการเรียนการสอนและประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ อาจารย์ยังไม่สามารถออกแบบโจทย์สถานการณ์ได้ เพียงพอและยังไม่ครอบคลุมวัตถุประสงค์การเรียนรู้ตามสมรรถนะชั้นปีและสมรรถนะเชิงวิชาชีพ ระยะ 2) การพัฒนารูปแบบโจทย์สถานการณ์เพื่อใช้ในการจัดการเรียนการสอนด้วยสถานการณ์จำลองเสมือนจริง เป็น การวิจัยเอกสารนำข้อมูลมากำหนดรูปแบบโจทย์สถานการณ์ ให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบและนำมาปรับปรุงตาม ข้อเสนอแนะ พบว่าโจทย์สถานการณ์ต้องประกอบด้วย เป้าหมาย วัตถุประสงค์ภาพรวม และขั้นตอนของ สถานการณ์ การประเมินผลการเรียนรู้ ข้อมูลสถานการณ์ แนวทางของผู้สอนและบทการจำลองสถานการณ์ ระยะ3) การประเมินผลการทดลองใช้รูปแบบโจทย์สถานการณ์ จากอาจารย์จำนวน 69 คน เก็บข้อมูลและ วิเคราะห์ความแตกต่างของข้อมูลก่อนหลัง พบว่าผลการทดลองใช้รูปแบบโจทย์สถานการณ์ กลุ่มตัวอย่างมี ค่าเฉลี่ยความรู้การออกแบบโจทย์สถานการณ์ก่อนและหลังการทดลองใช้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต ที่ระดับ0.05 ดวงใจ พรหมพยัคฆ์, วราภรณ์ สัตยวงศ์, จุฑามาศ รัตนอำภา, ภาวดี เหมทานนท์ และวิไลภร รังควัต (2562) ศึกษาผลของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงร่วมกับการส่งเสริม ทักษะการสะท้อนคิดของนักศึกษาพยาบาลต่อพฤติกรรมการสะท้อนคิดและความสามารถในการตัดสินใจทาง คลินิกของนักศึกษาพยาบาล ในนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่3 จำนวน 31 คน โดยแบ่งเป็นกลุ่มควบคุม 15 คนและกลุ่มทดลอง 16 คน ซึ่งกลุ่มทดลองเรียนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง ส่วนกลุ่มควบคุมเรียน โดยใช้วิธีปกติ พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฤติกรรมการสะท้อนคิดหลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่ม ควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ0.01 และ ค่าเฉลี่ยของคะแนนความสามารถในการตัดสินใจทาง คลินิกของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ0.01 กชกร ธรรมนำศีล, กาญจนา ปัญญาเพ็ชร์, สุปราณี น้อยตั้ง และจินตนา อาจสันเที้ยะ. (2561). ศึกษาผลของโปรแกรมการจัดการเรียนการสอนแบบSimulation-Based Learning ต่อความรู้ด้านการรักษา เบื้องต้นของนักศึกษา จำนวน 80 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 40 คน กลุ่มทดลองได้รับ การสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง การเรียนทฤษฎีร่วมกับฝึกทักษะการตรวจร่างกายและฝึกทักษะจาก สถานการณ์จำลองเสมือนจริง ส่วนกลุ่มควบคุมจัดให้เรียนทฤษฎีร่วมกับฝึกทักษะการตรวจร่างกายและฝึก ทักษะจากสถานการณ์จำลองเสมือนจริง พบว่า กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยของความรู้สูงกว่าก่อนการทดลอง และสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ0.05 โดยในระยะหลังการทดลองทันทีและระยะหลัง ติดตามผล 14 สัปดาห์ มีคะแนนเฉลี่ยของความรู้แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิตที่ระดับ0.05 สมจิตต์ สินธุชัย, กันยารัตน์ อุบลวรรณ และสุนีย์รัตน์ บุญสิลป์ (2560) ผลของการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สถานการณ์เสมือนจริงต่อความรู้ ความพึงพอใจและความมั่นใจในตนเองของนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 4 ในการฝึกปฏิบัติรายวิชาฝึกทักษะทางวิชาชีพก่อนสำเร็จการศึกษา วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สระบุรี จำนวน 69 ราย สุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่ายเข้ากลุ่มทดลอง จำนวน 34 คน และกลุ่มควบคุม 35 คน ซึ่งกลุ่ม ทดลองเรียนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง จำนวน 4 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที ส่วนกลุ่มควบคุมเรียนโดยใช้ สอนปกติตามหลักสูตร พบว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนความรู้ ความมั่นใจในตนเองและค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ หลังการทดลองของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการสนทนากลุ่มพบว่า นักศึกษาที่เรียนรู้โดยใช้สถานการณ์เสมือนจริงได้รับการเรียนรู้ที่สามารถทำให้จดจำได้นาน ประสบการณ์การ เรียนรู้ช่วยให้นักศึกษาตัดสินใจได้เร็วขึ้นและนักศึกษาส่วนใหญ่เกิดความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลมาก ขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องการประเมินสภาพผู้ป่วยและการลำดับความสำคัญของการพยาบาล
29 มาลี คำคง, ผาณิต หลีเจริญ, ยุวนิดา อารมย์ และอริสา จิตต์วิบูลย์(2559) ได้ศึกษาผลของการ ใช้สถานการณ์จำลองต่อความมั่นใจในความสามารถของตนเองในการดูแลและการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงสำหรับ ผู้ป่วยวิกฤติ-ฉุกเฉินของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่4 จำนวน 70 คน สุ่มเข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 35 คน กลุ่มทดลองได้รับการฝึกปฏิบัติในการดูแลและการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงสำหรับผู้ป่วยวิกฤติ- ฉุกเฉินโดยใช้สถานการณ์จำลอง ส่วนกลุ่มควบคุมจัดให้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง พบว่า กลุ่มทดลองภายหลัง ได้รับการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง มีคะแนนเฉลี่ยความมั่นใจในความสามารถของตนเองในการดูแล และการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงสำหรับผู้ป่วยวิกฤติ-ฉุกเฉินสูงกว่าก่อนได้รับการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง และมีคะแนนเฉลี่ยความมั่นใจในความสามารถของตนเองในการดูแลและการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงสำหรับผู้ป่วย วิกฤติ-ฉุกเฉินสูงกว่ากลุ่มควบคุมภายหลังได้รับการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิต ที่ระดับ0.001 Bagus Dwi, Ida Zuhroidah & Mokhammad Sujarwadi. (2020) ศึกษาผลของการเรียนรู้โดย ใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานและการแสดงบทบาทสมมุติต่อการพัฒนาความมั่นใจและทักษะการ สื่อสารเพื่อการบำบัด โดยกลุ่มตัวอย่าง จำนวน กลุ่มละ16คน เปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับการเรียนรู้โดย ใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานและกลุ่มที่ได้รับการเรียนรู้ด้วยการแสดงบทบาทสมมุติพบว่ากลุ่มที่ ได้รับการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานมีความมั่นใจและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ Elif OK, Fatma Jasmine, & Elif Ates. (2019) ศึกษาผลของการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์ จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัดต่อการลดความวิตกกังวล โดยกลุ่มตัวอย่างเป็น นักศึกษาพยาบาล จากมหาวิทยาลัย 2 แห่ง จำนวน 85 คน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความวิตกกังวลลดลงและมี ทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดเพิ่มขึ้น Sung-Joong, Hey-Young, Kim & Young-Ran-Yeun. (2016) ศึกษาผลของการพัฒนาโปรแกรม การฝึกทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดโดยใช้สถานการณ์จำลองต่อการคิดอย่างมีวิจารณาญาณ ความสามารถ และความพึงพอใจของนักศึกษาพยาบาล โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาพยาบาล จำนวน61 คน เข้าร่วม โปรแกรม จำนวน 6 ครั้ง 3 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นเวลา 2 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มตัวอย่างสามารถประยุกต์ ความสามารถจากการเรียนรู้ในสถานการณ์จำลองไปใช้ในสถานการณ์จริงได้ โดยมีความพึงพอใจและมี ค่าเฉลี่ยคะแนนการคิดอย่างมีวิจารณาญาณ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
30 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา ( Research and Development ) มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนา ตรวจสอบคุณภาพ และประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วย มาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ลักษณะของประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประกอบด้วยนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่3 ที่ลงทะเบียนเรียนใน รายวิชาปฏิบัติการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพจิต ปีการศึกษา 2562 จำนวน 125 คน กลุ่มตัวอย่าง ประกอบด้วยนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่3 ที่ลงทะเบียนเรียนใน รายวิชาปฏิบัติการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพจิต ปีการศึกษา 2562 จำนวน 75 คน ได้มาโดยการ เลือกแบบเจาะจงตามกลุ่มนักศึกษาที่ขึ้นฝึกภาคปฏิบัติในโปรแกรมการฝึกภาคปฏิบัติปีการศึกษา 2562 การพิทักษ์สิทธิ์ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย ก่อนดำเนินการศึกษา ผู้วิจัยจะได้เสนอโครงร่างการวิจัยให้คณะกรรมการพิจารณาจริยธรรมการวิจัย ในมนุษย์ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรีให้ทำการพิจารณาและเมื่อได้รับการรับรองจาก คณะกรรมการดังกล่าวแล้ว ผู้วิจัยจึงจะเริ่มดำเนินการเก็บข้อมูลกับประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างซึ่งการรายงาน ผลการวิจัยจะถูกรายงานโดยภาพรวมของการศึกษาวิจัย ดังนั้นจึงจะไม่มีผู้ใดที่สามารถบ่งชี้หรือระบุได้ว่า ข้อมูลส่วนใดได้รับมาจากผู้เข้าร่วมวิจัยคนใดและอาสาสมัครผู้เข้าร่วมการวิจัยสามารถปฏิเสธและยุติการเข้า ร่วมการวิจัยได้ทุกเวลา การดำเนินการวิจัย รูปแบบการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ใชระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development) มีวัตถุประสงค์เพื่อการ พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจใน ความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด โดยมีขั้นตอน การวิจัยและพัฒนา 4 ขั้น ดังนี้
31 ขั้นที่1 ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วย ผู้ป่วยมาตรฐานและ ร่างรูปแบบการจัดการเรียนรู้(Research-R1: Analysis and Design) โดยทำการ สังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎีเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วย ผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด และทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ อาจารย์ผู้สอนประจำภาค วิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช รองผู้อำนวยการกลุ่มงานวิชาการ จำนวน 4 ท่าน และวิเคราะห์ ข้อมูลสภาพปัญหาและความต้องการเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐาน นำผลการสังเคราะห์และวิเคราะห์ดังกล่าวที่ได้มาร่างแนวทางการจัดการเรียนรูและ พัฒนาแผนการจัดการ เรียนรูที่โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเอง และทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด ซึ่งประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง โจทย์ สถานการณ์จำลอง(Scenario) เรื่องการสื่อสารเพื่อการบำบัด แบบประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ ได้แก่ แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัด แบบประเมินทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด และ แบบสอบถามวัดความมั่นใจในความสามารถของตนเองในการสื่อสารเพื่อการบำบัด แบบสอบถามการสนทนา กลุ่มเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความ มั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด และแบบสอบถามความพึงพอใจของ ผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริม ความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด ขั้นที่ 2 พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู (Development-D1: Development Model) โดย ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือการวิจัยโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอน สถานการณ์จำลอง ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน และผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลสุขภาพจิตและ จิตเวช ตามแนวทางการประเมิน วิเคราะห์ผลตรวจสอบความเชื่อมั่นของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ สถานการณ์จำลอง โดยหาความตรงเชิงเนื้อหา(Content Validity) โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง(Index of Conquency) หาความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิแอลฟาของครอนบัค (Cronbach’s Alpha Coefficient) และทำการปรับปรุงแกไขและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรูตามข้อเสนอแนะ ขั้นที่ 3 นํารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด ที่พัฒนาขึ้นไปใช (Research-R2: Implement) โดยการนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่ได้ไปทดลองใช้กับนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตร บัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาปฏิบัติการพยาบาล บุคคลที่มีปัญหาสุขภาพจิต ปีการศึกษา 2562 จำนวน 40 คน ซึ่งเป็นนักศึกษากลุ่มที่1-5 กลุ่มละ 8 คน ใน ชั่วโมงเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นฝึกภาคปฏิบัติ สถาบันจิตเวชศาสตรสมเด็จเจ้าพระยา โดยมีการจัดเตรียม ความพร้อมทั้งอาจารย์ผู้สอน นักศึกษา สถานที่และวัสดุอุปกรณ์ ใชระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการและทำการ เก็บรวบรวมขอมูลผลการประเมินความรู้ทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด และการรับรู้ตนเองต่อความมั่นใจใน ความสามารถของตนเอง ทำการวิเคราะหขอมูลที่ไดจากการประเมิน โดยวิเคราะห์ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาค่าความเชื่อมั่น(Cronbach’s Alpha Coefficient) ทำการเก็บรวบรวมข อมูลจากการสังเกต สัมภาษณ สนทนากลุมยอย และการสะทอนคิดของผูเรียน การสะทอนคิดของผูสอน การ สนทนากลุมของผูที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และทำการวิเคราะหโดยใชวิธีการวิเคราะหเนื้อหา เพื่อตรวจสอบความ เหมาะสมและทำการปรับปรุงแกไขและพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรูใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
32 ขั้นที่ 4 ปรับปรุงรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริม ความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด (Development-D2 : Evaluation) กับนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาปฏิบัติการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพจิต ปีการศึกษา 2562 จำนวน 75 คน ซึ่งเป็นนักศึกษากลุ่มที่6-15 กลุ่มละ7-8 คน ในชั่วโมงเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นฝึกภาคปฏิบัติ สถาบันจิตเวชศาสตรสมเด็จเจ้าพระยา ทำการเก็บรวบรวมขอมูลผลการประเมินความรู้ ทักษะการสื่อสาร เพื่อการบำบัด และการรับรู้ตนเองต่อความมั่นใจในความสามารถของตนเอง และวิเคราะห์ขอมูลที่ไดจากการ ประเมิน โดยวิเคราะห์ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และหาค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha Coefficient) ทำการเก็บรวบรวมขอมูลจากการสังเกต สัมภาษณเชิงลึกและการสะท อนคิดของผูเรียน การสะทอนคิดของผูสอน การสนทนากลุมของผูที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และทำการวิเคราะหโดยใช วิธีการวิเคราะหเนื้อหาเพื่อตรวจสอบความเหมาะสมและทำการปรับปรุงแกไขและพัฒนารูปแบบการจัดการ เรียนรูใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นพร้อมทั้งประเมินผลความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวทํา การวิเคราะห์ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้และนำรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์ จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อ การบำบัดไปใช้พัฒนานักศึกษาต่อไป เครื่องมือในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยสร้างโดยผู้วิจัย ประกอบด้วย 1 แบบสอบถามสภาพปัญหาและ ความต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการ สื่อสารเพื่อการบำบัด ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองโดยทบทวนเอกสารและตำราที่เกี่ยวข้องตามกรอบแนวคิดในการ จัดการเรียนรู้ทางการพยาบาลโดยใช้สถานการณ์จำลองของ Jeffries. และ Rogers (2007) ,Jeffries. และ Rogers (2012) เชื่อว่า องค์ประกอบที่สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ผู้สอน ผู้เรียน ลักษณะการจัดการฝึกปฏิบัติ การ ออกแบบสถานการณ์จำลอง และผลลัพธ์การเรียนรู้ มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งผลลัพธ์ที่คาดหวังให้เกิดกับผู้เรียน ประกอบด้วย ความรู้ ทักษะที่แสดงออก ความพึงพอใจ การคิดวิเคราะห์ และความมั่นใจในตนเองของผู้เรียน ซึ่งแบบประเมิน มีจำนวน 18 รายการ ประกอบด้วย 1) ด้านผู้สอน จำนวน 3 ข้อ 2) ด้านผู้เรียน จำนวน 3 ข้อ 3) ด้านลักษณะการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง จำนวน 3 ข้อ 4) ด้านการออกแบบสถานการณ์จำลอง จำนวน 6 ข้อ 5)ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ จำนวน 3 ข้อ แต่ละข้อมีระดับความคิดเห็น 5 ระดับ มีความหมายดังนี้ 5 หมายถึง ท่านมีความคิดตรงตามรายการประเมินมากที่สุด 4 หมายถึง ท่านมีความคิดเห็นตรงตามรายการประเมินมาก 3 หมายถึง ท่านมีความคิดเห็นตรงตามรายการประเมินปานกลาง 2 หมายถึง ท่านมีความคิดเห็นตรงตามรายการประเมินน้อย 1 หมายถึง ท่านมีความคิดเห็นตรงตามรายการประเมินน้อยที่สุด
33 การแปลผลคะแนนค่าเฉลี่ยความคิดเห็นต่อสภาพปัญหาและ ความต้องการในการพัฒนารูปแบบการ จัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของ ตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด มีรายละเอียดดังนี้ 1.00-1.50 คะแนน เท่ากับ น้อยที่สุด 1.51-2.50 คะแนน เท่ากับ น้อย 2.51-3.50 คะแนน เท่ากับ ปานกลาง 3.51-4.50 คะแนน เท่ากับ มาก 4.51-5.00 คะแนน เท่ากับ มากที่สุด 2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความ มั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ สถานการณ์จำลอง โจทย์สถานการณ์จำลอง(Scenario) เรื่องการสื่อสารเพื่อการบำบัด และแนวทางการ เตรียมผู้ป่วยมาตรฐาน ซึ่งผู้วิจัยสร้างและพัฒนาตามช้กรอบแนวคิดในการจัดการเรียนรู้ทางการพยาบาลโดยใช้ สถานการณ์จำลองของ Jeffries. และ Rogers (2007) ,Jeffries. และ Rogers (2012) เชื่อว่า องค์ประกอบที่ สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ผู้สอน ผู้เรียน ลักษณะการจัดการฝึกปฏิบัติ การออกแบบสถานการณ์จำลอง และ ผลลัพธ์การเรียนรู้มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งผลลัพธ์ที่คาดหวังให้เกิดกับผู้เรียน ประกอบด้วย ความรู้ ทักษะที่ แสดงออก ความพึงพอใจ การคิดวิเคราะห์ และความมั่นใจในตนเองของผู้เรียน และการเรียนรู้โดยใช้ ประสบการณ์เสมือนจริงจากประสบการณ์ของคอล์บ (Kolb’s theory of experiential learning ) รวมทั้ง ทฤษฎีการสร้างสัมพันธภาพของเพบพลาวและทบทวนเทคนิคการสื่อสารเพื่อการบำบัด หลักการสื่อสารกับผู้ที่ มีความผิดปกติของการคิด การรับรู้ อารมณ์และพฤติกรรม (Peplau, 1952; Mary and Boyd, 2017) มีรายละเอียดดังนี้ 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง ประกอบด้วย ชื่อวิชา หัวข้อ วันเวลที่จัดการ เรียนรู้ อาจารย์ผู้สอน ข้อมูลผู้เรียน สถานที่เรียน สาระการเรียนรู้ ผลลัพธ์การเรียนรู้ วัตถุประสงค์ทั่วไป วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ทั้งขั้นPre-brief ขั้นปฏิบัติการตามสถานการณ์ และ ขั้นประเมินการเรียนรู้Debrief สื่อการเรียนรู้ เวลา การประเมินผลการเรียนรู้ ทรัพยากรประกอบการ เรียนรู้ และบันทึกหลังสอน 2.2 โจทย์สถานการณ์จำลอง(Scenario)เรื่องการสื่อสารเพื่อการบำบัด ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขต ทักษะการปฏิบัติการพยาบาล ในการสอบOSCEวิชาปฏิบัติการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต เกี่ยวกับทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด โดยเฉพาะในผู้ที่มีความผิดปกติทางการคิด การรับรู้ อารมณ์ และพฤ คิกรรม ซึ่งพบบ่อยในผู้ป่วยโรคจิตเภท โรคจิตจากสารเสพติด โรคอารมณ์แปรปรวนและโรคซึมเศร้า ซึ่งโจทย์ สถานการณ์เป็นเหตุการณ์ที่มักพบในหอผู้ป่วยจิตเวชจากสถานการณ์จริง ได้แก่ (1) การสื่อสารกับ ผู้รับบริการที่มีพฤติกรรมแยกตัว (2) การสื่อสารกับผู้รับบริการที่มีอาการหูแว่ว เช่นพูดคนเดียว และ (3)การ สื่อสารกับผู้รับบริการที่มีพฤติกรรมหวาดระแวง ซึ่งคลอบคลุมอาการหลงผิด ประสาทหลอน (4) การสื่อสาร กับผู้รับบริการที่มีพฤติกรรมครื้นเครง (5) การสื่อสารกับผู้รับบริการที่มีอารมณ์ซึมเศร้า ซึ่งโจทย์สถานการณ์ Scenario ประกอบด้วย ข้อมูลผู้ป่วย ได้แก่ ชื่อผู้ป่วย ลักษณะของผู้ป่วย อาการสำคัญ วินิจฉัยโรค สรุป กรณีผู้ป่วย ผลการตรวจร่ากาย การตรวจสภาพจิต และประวัติการเจ็บป่วย โดยโจทย์สถานการณ์ มีจำนวน 4 Scenario ได้แก่
34 -Scenario ที่1 ผู้ป่วยโรคจิตเภท มีอาการแยกตัว นั่งหลับตาเป็นบางครั้ง นั่งเพียงลำพัง ถามคำตอบ คำ -Scenarioที่2 ผู้ป่วยโรคจิตจากสารเสพติด มีอาการหลงผิดประสาทหลอน หวาดระแวง พูดคนเดียว -Scenario ที่3 ผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวน มีอาการครื้นเครง บางครั้งหงุดหงิด เจ้ากี้เจ้าการ พูดมาก -Scenario ที่4 ผู้ป่วยโรคซึมเศร้า อารมณ์เศร้า พูดช้า มีความคิดอยากฆ่าตัวตาย โดยมีแบบตรวจสอบรายการ(check-list) ตามทักษะปฏิบัติการสื่อสารเพื่อการบำบัด สำหรับเป็นบท ในการเตรียมความพร้อมผู้ป่วยมาตรฐาน(Standardized Patient) มีจำนวนทั้ง 4 ชุด ซึ่งมีความสอดคล้องกับ โจทย์สถานการณ์ทั้ง 4 Scenario 2.3 แนวทางการเตรียมผู้ป่วยมาตรฐาน ผู้วิจัยสร้างขึ้นจากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยมี รายละเอียดดังนี้ - ปฐมนิเทศโดยการชี้แจงวัตถุประสงค์ที่ต้องการให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ บทบาทของผุ้ป่วย มาตรฐานและบทบาทของผู้เกี่ยวข้อง และโจทย์สถานการณ์ และแนะนำหรือให้ได้เรียนรู้ประสบการณ์จาก บุคคลที่เกี่ยวข้องในสถานการณ์หรือเคยมีประสบการณ์ในบางสถานการณ์ เพื่อให้ผู้ป่วยมาตรฐาน เกิดความ เข้าใจในโจทย์สถานการณ์มากขึ้นโดยการให้ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติ คำถาม การตอบ วิธีการตรวจร่างกายซึ่ง ผู้สอนต้องอธิบายแก่ผู้ป่วยให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโจทย์สถานการณ์ การเก็บรักษาความลับของข้อมูล สถานการณ์จำลองและการเก็บความลับของนักศึกษาโดยไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติทั้งที่ถูกต้องและ ไม่ถูกต้องของนักศึกษากับผู้อื่น - ฝึกผู้ป่วยมาตรฐาน ให้ตอบสนองต่อวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่ต้องการ ให้ผู้ป่วยมาตรฐานแสดงตาม บทบาททั้งหมดและโต้ตอบอย่างเป็นธรรมชาติและมีความยืดหยุ่นระหว่างผู้เรียน พร้อมทั้งมีความสม่ำเสมอใน การเผชิญกับสถานการณ์ ตามChecklistที่สอดคล้องกับScenario ในการถามตอบของผู้ป่วยมาตรฐาน ต้อง เป็นคำถามคำตอบที่อยู่ในสถานการณ์ และเป็นการตอบของผู้ป่วยมาตรฐาน ที่ช่วยให้ผู้เรียนบรรลุ วัตถุประสงค์ ดังนั้นคำตอบจึงควรมีความเฉพาะเจาะจง เช่น อาการ การรักษาที่เกี่ยวข้อง โดยตอบโต้ให้ เสมือนจริงตามแนวทางขอบเขตคำถามที่กำหนด - ฝึกผู้ป่วยจำลองในการให้ข้อมูลสะท้อนกลับ (feedback) กับนักศึกษา โดยเตรียมผุ้ป่วยจำลอง สำหรับการให้ข้อมูลย้อนกลับที่แสดงให้เห็นถึงวิธีหรือการปฏิบัติที่ผู้ป่วยต้องการได้รับจากผู้เรียนเสมือนเป็น ผู้ป่วยจริง ๆ ทั้งการให้ข้อมูลย้อนกลับโดยทั่วไปและเฉพาะเจาะจง -จัดเตรียมสถานี่ที่สมจริงตามโจทย์สถานการณ์ เช่น ห้องตรวจแพทย์ แผนกฉุกเฉิน ห้องผ่าตัด ใน ชุมชน หอผู้ป่วยใน ซึ่งต้องมีสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมตามสถานการณ์ อีกทั้ง ตำแหน่งที่นั่งและการแต่งกาย ของผู้ป่วยมาตรฐาน เช่น นั่งบนเก้าอี้ นอนบนเตียง เดินไปมาในห้อง สวมชุดทั่วไปหรือสวมชุดผู้ป่วย -ติดตามสรุปบทเรียนในการเป็นผู้ป่วยจำลองภายหลังการสอน โดยเฉพาะกรณีที่ให้แสดงบทบาทที่มี การแสดงอารมณ์ หรือพบว่ามีภาวะอารมณ์เกิดขึ้นจากที่มีการเชื่อมโยงกับการเจ็บป่วยของตัวเองในขณะที่ สอน รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือหรือส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญ 3 แบบประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ ได้แก่ แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัด แบบ ประเมินทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด และแบบสอบถามวัดความมั่นใจในความสามารถของตนเองในการ สื่อสารเพื่อการบำบัด มีรายละเอียดแต่ละแบบประเมินดังนี้ 3.1 แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัด ซึ่งแบบทดสอบดังกล่าวสร้างและพัฒนาขึ้น โดยผู้วิจัย ตามโครงสร้างและองค์ประกอบที่กำหนดสอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างสัมพันธภาพของเพบพลาว
35 และเทคนิคการสื่อสารเพื่อการบำบัด หลักการสื่อสารกับผู้ที่มีความผิดปกติทางการคิด การรับรู้ อารมณ์ และ พฤติกรรม เป็นแบบวัดความรู้ถูกผิด ซึ่งมีจำนวน10 ข้อ โดยการให้คะแนนตอบถูกต้อง ได้ 1 คะแนน ตอบไม่ถูกต้องได้ 0 คะแนน 3.2 แบบประเมินทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด ซึ่งแบบประเมินดังกล่าวสร้างและพัฒนาขึ้นโดย ผู้วิจัย ตามโครงสร้างและองค์ประกอบที่กำหนดสอดคล้องกับทฤษฎีการสร้างสัมพันธภาพของเพบพลาวและ เทคนิคการสื่อสารเพื่อการบำบัด หลักการสื่อสารกับผู้ที่มีความผิดปกติทางการคิด การรับรู้ อารมณ์ และ พฤติกรรม เป็นแบบวัดทักษะปฏิบัติการสื่อสารเพื่อการบำบัดกับผู้ที่มีความผิดปกติทางอารมณ์ซึ่งเป็นแบบ สังเกตพฤติกรรม จำนวน 26 รายการ ได้แก่ 1.ทักทายผู้ป่วย 2.แนะนำตัวว่าเป็นพยาบาลและบอกชื่อตนเอง 3. ถามชื่อ-นามสกุลผู้ป่วย4. แจ้งวัตถุประสงค์การสนทนา 5. แจ้งระยะเวลาการสนทนาและการสิ้นสุดการ สนทนา 6. เสนอตัวให้การช่วยเหลือ 7.แจ้งการรักษาความลับ 8. สอบถามข้อมูลทั่วไป 9. บอกสิ่งที่สังเกตเห็น เกี่ยวกับสีหน้า ท่าทางของผู้ป่วยให้ผู้ป่วยรับทราบ 10. สอบถามโดยใช้คำถามกว้างๆให้ผู้ป่วยบอกสิ่งที่อยาก พูด 11. สบตาพยักหน้าเป็นระยะในการรับฟังผู้ป่วย 12. พูดกระตุ้นให้ผู้ป่วยเล่าเรื่องราวต่อเมื่อผู้ป่วย หยุดชะงัก 13. สอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหา 14. สอบถามขอความกระจ่างเกี่ยวกับ ประเด็นที่ไม่ชัดเจน 15. พูดทบทวนซ้ำเกี่ยวกับคำพูดของผู้ป่วย 16. พูดสะท้อนความรู้สึกของผู้ป่วยเกี่ยวกับ ความรู้สึกกลัวหรือกังวล 17. เงียบให้ผู้ป่วยได้ทบทวนความคิด ความรู้สึกของตนเอง 18. สอบถามตรวจสอบ ความเข้าใจในสิ่งที่ผู้ป่วยพูด 19. กล่าวชมหรือให้กำลังใจผู้ป่วย 20. สอบถามสิ่งที่ผู้ป่วยรับรู้เกี่ยวกับการเห็น หรือได้ยิน 21. บอกความเป็นจริงให้ผู้ป่วยรับทราบ 22. สอบถามเกี่ยวกับความรู้สึกและการตอบสนองต่อการ รับรู้ผิดปกติ23. สอบถามผู้ป่วยเกี่ยวกับแนวทางการจัดการกับปัญหา 24. บอกข้อมูลที่จำเป็นเกี่ยวกับแนว ทางการแก้ไขปัญหาของผู้ป่วย 25. สรุปการสนทนาโดยบอกระยะเวลาการสนทนาประเด็นปัญหาและแนว ทางแก้ไขที่สำคัญ และ 26. แจ้งจบการสนทนา แบ่งคะแนนรายข้อเป็น 3 ระดับ ประกอบด้วย ระดับ1 ปฏิบัติครบถ้วนและถูกต้อง ระดับ2 ปฏิบัติไม่ครบถ้วนหรือปฏิบัติไม่ถูกต้อง ระดับ3 ไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องในเรื่องสำคัญ โดยการให้คะแนนระดับ1และ2 จะมีเกณฑ์การให้มากน้อยตามระดับความสำคัญของพฤติกรรมแต่ละ รายข้อ แบบประเมินทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด ใช้ในการสอบOSCEซึ่งประกอบด้วยโจทย์สถานการณ์ และข้อสอบOSCE ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ - โจทย์สถานการณ์ (Scenario) ซึ่งผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตทักษะการปฏิบัติการพยาบาล ในการสอบ OSCEวิชาปฏิบัติการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาทางสุขภาพจิตเกี่ยวกับทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด โดยเฉพาะในผู้ที่มีความผิดปกติทางการคิด การรับรู้ อารมณ์ และพฤคิกรรม ซึ่งพบบ่อยในผู้ป่วยโรคจิตเภท โรคจิตจากสารเสพติด โรคอารมณ์แปรปรวนและโรคซึมเศร้า ซึ่งโจทย์สถานการณ์เป็นเหตุการณ์ที่มักพบใน หอผู้ป่วยจิตเวชจากสถานการณ์จริง ได้แก่ (1) การสื่อสารกับผู้รับบริการที่มีพฤติกรรมแยกตัว (2) การสื่อสาร กับผู้รับบริการที่มีอาการหูแว่ว เช่นพูดคนเดียว และ (3) การสื่อสารกับผู้รับบริการที่มีพฤติกรรมหวาดระแวง ซึ่งคลอบคลุมอาการหลงผิด ประสาทหลอน (4) การสื่อสารกับผู้รับบริการที่มีพฤติกรรมครื้นเครง (5) การ สื่อสารกับผู้รับบริการที่มีอารมณ์ซึมเศร้า ซึ่งโจทย์สถานการณ์Scenario ประกอบด้วย ข้อมูลผู้ป่วย ได้แก่ ชื่อ ผู้ป่วย ลักษณะของผู้ป่วย อาการสำคัญ วินิจฉัยโรค สรุปกรณีผู้ป่วย ผลการตรวจร่ากาย การตรวจสภาพ จิต และประวัติการเจ็บป่วย โดยโจทย์สถานการณ์มีจำนวน 2 Scenario ใช้ในการสอบOSCE ก่อนและหลัง
36 การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง ได้แก่Scenario ที่1 ผู้ป่วยโรคจิตเภท มีอาการพูดคนเดียว และตาขวาง เป็นบางครั้ง นั่งเพียงลำพัง และScenarioที่2 ผู้ป่วยโรคจิตเภทร่วมกับอารมณ์แปรปรวน สีหน้าครุ่นคิด อารมณ์หงุดหงิดง่าย บางครั้งเศร้า โดยมีแบบตรวจสอบรายการ(check-list) ตามทักษะปฏิบัติการสื่อสารเพื่อ การบำบัด สำหรับเป็นบทในการเตรียมความพร้อมผู้ป่วยมาตรฐาน(Standardized Patient) มีจำนวน 2 ชุด ซึ่งมีความสอดคล้องกับโจทย์สถานการณ์ทั้ง 2 Scenario - ข้อสอบOSCE ประกอบด้วย สถานีเวลาในการปฏิบัติคะแนนเต็มคะแนนผ่านขั้นต่ำ วัตถุประสงค์ ทักษะวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ความต้องการผู้ป่วยมาตรฐาน (Standardized Patient) โจทย์และคำสั่ง ซึ่งเป็นการสื่อสารกับผู้รับบริการที่มีความผิดปกติของการคิด การรับรู้ อารมณ์และพฤติกรรม 3.3 แบบสอบถามวัดความมั่นใจในความสามารถของตนเองในการสื่อสารเพื่อการบำบัด ซึ่งแบบ ประเมินดังกล่าวสร้างและพัฒนาขึ้นโดยผู้วิจัยตามโครงสร้างและองค์ประกอบที่กำหนดสอดคล้องกับทฤษฎี การสร้างสัมพันธภาพของเพบพลาวและเทคนิคการสื่อสารเพื่อการบำบัด หลักการสื่อสารกับผู้ที่มีความ ผิดปกติทางการคิด การรับรู้ อารมณ์ และพฤติกรรม มีจำนวน15 ข้อ แบ่งคะแนนรายข้อเป็น 5 ระดับ ประกอบด้วย ระดับ1 หมายถึง รับรู้ความมั่นใจในความสามารถระดับน้อยที่สุด ระดับ2 หมายถึง รับรู้ความมั่นใจในความสามารถระดับน้อย ระดับ3 หมายถึง รับรู้ความมั่นใจในความสามารถระดับปานกลาง ระดับ4 หมายถึง รับรู้ความมั่นใจในความสามารถระดับมาก ระดับ5 หมายถึง รับรู้ความมั่นใจในความสามารถระดับมากที่สุด 4. แบบสอบถามการสนทนากลุ่มเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วย ผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด ผู้วิจัยสร้างขึ้นตามกรอบแนวคิดการวิจัย เป็นแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างโดยมีแนวคำถามการสนทนากลุ่ม ของอาจารย์และนักศึกษาเกี่ยวกับในประเด็นต่าง ๆ ได้แก่ 1) การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วย ผู้ป่วยมาตรฐานดังกล่าวช่วยให้นักศึกษามีความรู้ ความมั่นใจในความสามารถและทักษะการสื่อสารเพื่อการ บำบัดที่ดีขึ้น อย่างไร 2) การปรับปรุงการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานดังกล่าว ทั้ง ด้านผู้สอน ด้านผู้เรียน ด้านแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐาน ด้าน สถานการณ์จำลอง(Scenario)ด้านผลลัพธ์การเรียนรู้ ได้แก่แบบทดสอบความรู้ แบบสอบถามความมั่นใจใน ความสามารถและแบบประเมินทักษะการสื่อสาร และ 3. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ 5. แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการ สื่อสารเพื่อการบำบัด ผู้วิจัยสร้างขึ้นเองโดยทบทวนเอกสารและตำราที่เกี่ยวข้องตามกรอบแนวคิดในการ จัดการเรียนรู้ทางการพยาบาลโดยใช้สถานการณ์จำลองของ Jeffries. และ Rogers (2007) ,Jeffries. และ Rogers (2012) เชื่อว่า องค์ประกอบที่สำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ผู้สอน ผู้เรียน ลักษณะการจัดการฝึกปฏิบัติ การ ออกแบบสถานการณ์จำลอง และผลลัพธ์การเรียนรู้ มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งผลลัพธ์ที่คาดหวังให้เกิดกับผู้เรียน ประกอบด้วย ความรู้ ทักษะที่แสดงออก ความพึงพอใจ การคิดวิเคราะห์ และความมั่นใจในตนเองของ ผู้เรียน ซึ่งแบบประเมิน มีจำนวน 31 รายการ ประกอบด้วย 1) ด้านลักษณะการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง จำนวน 11 ข้อ 2) ด้านสถานการณ์เสมือนจริง จำนวน 5 ข้อ 3) ด้านผู้สอน จำนวน 5 ข้อ
37 4) ด้านผู้เรียน จำนวน 5 ข้อ 5)ด้านประเมินผลการเรียนรู้ จำนวน 3 ข้อ 6)ด้านทรัพยากรการเรียนรู้ จำนวน 2 ข้อ แต่ละข้อมีระดับความพึงพอใจ 5 ระดับ มีความหมายดังนี้ 5 หมายถึง ท่านมีความพึงพอใจตามรายการประเมินมากที่สุด 4 หมายถึง ท่านมีความพึงพอใจตามรายการประเมินมาก 3 หมายถึง ท่านมีความพึงพอใจตามรายการประเมินปานกลาง 2 หมายถึง ท่านมีความพึงพอใจตามรายการประเมินน้อย 1 หมายถึง ท่านมีความพึงพอใจตามรายการประเมินน้อยที่สุด การแปลผลคะแนนค่าเฉลี่ยความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วย ผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด มีรายละเอียดดังนี้ 1.00-1.50 คะแนน เท่ากับ น้อยที่สุด 1.51-2.50 คะแนน เท่ากับ น้อย 2.51-3.50 คะแนน เท่ากับ ปานกลาง 3.51-4.50 คะแนน เท่ากับ มาก 4.51-5.00 คะแนน เท่ากับ มากที่สุด การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ 1. แบบสอบถามสภาพปัญหาและ ความต้องการในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการ สื่อสารเพื่อการบำบัด ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง และให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหา (Content Validity) โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ (Index of ItemObjective Congruence) ผลการประเมินพบว่าค่าอยู่ระหว่าง 0.67-1.0 จากนั้นนำข้อเสนอแนะที่ได้ไป ปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือก่อนนำไปใช้ต่อไป 2. รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความ มั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ สถานการณ์จำลอง โจทย์สถานการณ์จำลอง(Scenario) เรื่องการสื่อสารเพื่อการบำบัด และแนวทางการ เตรียมผู้ป่วยมาตรฐาน ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง และให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้าน หลักสูตรและการสอน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง และผู้เชี่ยวชาญด้าน การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช ตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหา (Content Validity) โดยหาค่าดัชนีความ สอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence) ผลการประเมิน พบว่าค่าอยู่ระหว่าง 0.67-1.0 จากนั้นนำข้อเสนอแนะที่ได้ไปปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือก่อนนำไปใช้ต่อไป 3. แบบประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ ได้แก่แบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัด แบบ ประเมินทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด และแบบสอบถามวัดความมั่นใจในความสามารถของตนเองในการ สื่อสารเพื่อการบำบัดผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง และให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้าน หลักสูตรและการสอน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง และผู้เชี่ยวชาญด้าน การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช ตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหา (Content Validity) โดยหาค่าดัชนีความ
38 สอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence) ผลการประเมิน พบว่าค่าอยู่ระหว่าง 0.67-1.0 จากนั้นนำข้อเสนอแนะที่ได้ไปปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือก่อนนำไปใช้ต่อไป และ นำมาหาค่าความเที่ยงของเครื่องมือ (Reliability) โดยนำไปทดลองใช้กับนักศึกษาพยาบาที่มีคุณสมบัติ ใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คนและตรวจสอบค่าความเที่ยงโดยหาค่าความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ แอลฟาของครอนบัค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ซึ่งแบบทดสอบความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการ บำบัด มีค่าเท่ากับ 0.75 แบบประเมินทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด มีค่าเท่ากับ 0.97 และแบบสอบถาม วัดความมั่นใจในความสามารถของตนเอง มีค่าเท่ากับ 0.79 4. แบบสอบถามการสนทนากลุ่มเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วย ผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง และให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและการสอน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง และผู้เชี่ยวชาญด้านการพยาบาลสุขภาพจิต และจิตเวช ตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหา (Content Validity) โดยหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อ คำถามกับจุดประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence) ผลการประเมินพบว่าค่าอยู่ระหว่าง 0.67-1.0 จากนั้นนำข้อเสนอแนะที่ได้ไปปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือก่อนนำไปใช้ต่อไป 5. แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้ สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการ สื่อสารเพื่อการบำบัด ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง และให้ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้าน หลักสูตรและการสอน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง และผู้เชี่ยวชาญด้าน การพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช ตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหา (Content Validity) โดยหาค่าดัชนีความ สอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับจุดประสงค์ (Index of Item-Objective Congruence) ผลการประเมิน พบว่าค่าอยู่ระหว่าง 0.67-1.0 จากนั้นนำข้อเสนอแนะที่ได้ไปปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือก่อนนำไปใช้ต่อไป และ นำมาหาค่าความเที่ยงของเครื่องมือ (Reliability) โดยนำไปทดลองใช้กับนักศึกษาพยาบาที่มีคุณสมบัติ ใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 คนและตรวจสอบค่าความเที่ยงโดยหาค่าความเชื่อมั่นด้วยสัมประสิทธิ แอลฟาของครอนบัค (Cronbach’s Alpha Coefficient) เท่ากับ 0.80 การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปโดยจำแนกข้อมูลดังนี้ 1.ข้อมูลทั่วไปวิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่และหาค่าร้อยละ 2.ตรวจสอบความเชื่อมั่นของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง 2.1 หาความตรงเชิงเนื้อหา(Content Validity) โดยใช้ดัชนีความสอดคล้อง(Index of Conquency) IOC= ∑ R N โดย IOC แทนดัชนีความสอดคล้องระหว่างพฤติกรรมย่อยกับเนื้อหาและองค์ประกอบ ∑ Rแทนผลบวกของคะแนนความเห็นผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด 2.2 หาความเชื่อมั่นโดยใช้สูตรสัมประสิทธิแอลฟาของครอนบัค (Cronbach’s Alpha Coefficient) 3. ข้อมูลที่ได้จากการสนทนากลุ่มนำมาจำแนกวิเคราะห์เนื้อหาตามการรับรู้ของนักศึกษา
39 4. ข้อมูลความรู้ ทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัด และความมั่นใจในความสามารถของตนเอง วิเคราะห์โดยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 5. วิเคราะห์เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการ สื่อสารเพื่อการบำบัดระหว่างก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐาน โดย ใช้สถิติ paired - t test 6. ข้อมูลความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการเรียนรู้ตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์ จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อ การบำบัด วิเคราะห์โดยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
40 บทที่ 4 ผลการวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วย มาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ในการนำเสนอ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำเสนอเพื่อตอบคำถามตามวัตถุประสงค์ โดยนำเสนอข้อมูลผลการวิเคราะห์ ออกเป็น 4 ตอน ดังนี้ ตอนที่1 ข้อมูลทั่วไป ตอนที่ 2 ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ตอนที่3 ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ตอนที่4 ผลการประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วย มาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของ นักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี
41 ตอนที่1 ข้อมูลทั่วไป ตารางที่1 จำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลสาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เพศ จำนวน(คน) ร้อยละ ชาย 4 5.34 หญิง 71 94.66 รวม 75 100 จากตารางที่1 พบว่า กลุ่มตัวอย่างของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลสาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่3 วิทยาลัยพยาบาล บรมราชชนนี สุพรรณบุรี จำนวน 75 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย คิดเป็น ร้อยละ 94.66 และเพศหญิง คิดเป็น ร้อยละ 5.34
42 ตารางที่ 2 จำนวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างของอาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสุขภาพจิต และจิตเวช วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ข้อมูลทั่วไป จำนวน (คน) ร้อยละ เพศ - หญิง 4 100 อายุ 20-40 ปี 1 25 40-60 ปี 3 75 วุฒิการศึกษาสูงสุด ปริญญาโท 4 100 ประสบการณ์ การสอนวิชาการพยาบาลบุคคล ที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต 6-10 ปี 1 25 11-15 ปี 2 50 16-20 ปี 1 25 ประสบการณ์ การสอนวิชาปฏิบัติการพยาบาล บุคคลที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต 1-5 ปี 1 25 6-10 ปี 1 25 11-15 ปี 2 50 ประสบการณ์ การมีส่วนร่วมในการจัดการ เรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง โดยใช้ผู้ป่วย มาตรฐาน 1-5 ปี 4 100 รวม 4 100 จากตารางที่2 พบว่า กลุ่มตัวอย่างของอาจารย์ประจำภาควิชาการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวช วิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 100 ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 40-60 ปี คิดเป็น ร้อยละ 75 วุฒิการศึกษาสูงสุด ปริญญาโท ส่วนใหญ่มีประสบการณ์ การสอนวิชาการพยาบาลบุคคลที่มี ปัญหาทางสุขภาพจิต 11-15 ปี คิดเป็นร้อยละ 75 ประสบการณ์ การสอนวิชาปฏิบัติการพยาบาลบุคคลที่มี ปัญหาทางสุขภาพจิต 11-15 ปี คิดเป็นร้อยละ 75 และมีประสบการณ์ การมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สถานการณ์จำลอง โดยใช้ผู้ป่วยมาตรฐาน 1-5 ปีคิดเป็นร้อยละ100
43 ตารางที่ 3 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานสภาพปัญหาและแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้ สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการ สื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษา สภาพการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง ด้วยผู้ป่วยมาตรฐาน ระดับความคิดเห็น ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน แปลผล ด้านผู้สอน ผู้สอนสามารถกระตุ้นให้ผู้เรียนนำความรู้และประสบการณ์เดิมมาเชื่อมโยง กับประสบการณ์ใหม่ 3.25 0.50 ปานกลาง ผู้สอนมีวิธีการสะท้อนคิด 2.75 0.96 ปานกลาง ผู้สอนสามารถช่วยผู้เรียนในการสร้างความคิดรวบยอด 3.25 0.50 ปานกลาง ด้านผู้เรียน ผู้เรียนสามารถสั่งสมประสบการณ์ที่เกี่ยวข้อง 2.5 0.58 น้อย ผู้เรียนสามารถสะท้อนคิดได้ตรงประเด็น 2.5 0.58 น้อย ผู้เรียนสามารถสร้างความคิดรวบยอดได้ถูกต้อง 2.5 0.58 น้อย ลักษณะการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง การแนะนำก่อนการปฏิบัติเหมาะสม 3 0.82 ปานกลาง การปฏิบัติในสถานการณ์เสมือนจริงเหมาะสม 3 0.82 ปานกลาง การสรุปผลมีความเหมาะสม 3 0.82 ปานกลาง การออกแบบสถานการณ์จำลอง(Scenario) มีระยะเริ่มสัมพันธภาพเพื่อการบำบัด 3.5 0.58 ปานกลาง มีระยะดำเนินสัมพันธภาพเพื่อการบำบัด 3.5 0.58 ปานกลาง มีระยะสิ้นสุดสัมพันธภาพเพื่อการบำบัด 3.5 0.58 ปานกลาง มีการใช้เทคนิคการสื่อสารเพื่อการบำบัดทีครบถ้วน 3.25 0.96 ปานกลาง ผู้ป่วยแสดงพฤติกรรมได้ตามสถานการณ์จริง 3.25 0.96 ปานกลาง สถานการณ์มีความเสมือนจริง 3.25 0.96 ปานกลาง ผลลัพธ์การเรียนรู้ นักศึกษามีความรู้เกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อการบำบัดมากขึ้น 3.25 0.96 ปานกลาง นักศึกษามีความมั่นใจในการสื่อสารเพื่อการบำบัดมากขึ้น 3 0.82 ปานกลาง นักศึกษาสามารถใช้การสื่อสารเพื่อการบำบัดได้อย่างถูกต้อง 3 0.82 ปานกลาง ค่าเฉลี่ยโดยรวม 3.07 0.33 ปานกลาง จากตารางที่ 3 พบว่าสภาพปัญหาและแนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐาน ที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษา มี ค่าเฉลี่ย โดยรวมเท่ากับ 3.07 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.33 โดยส่วนใหญ่มีสภาพปัญหาในการ จัดการเรียนรู้อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งสภาพปัญหาที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือด้านการออกแบบสถานการณ์ จำลอง(Scenario) มีค่าเฉลี่ยระหว่าง 3.25-3.50 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระหว่าง0.58-0.96 จากข้อเสนอแนะ เพิ่มเติม พบว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานจัดในรายวิชาภาคทฤษฎียัง ไม่ได้นำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความพร้อมภาคปฏิบัติ
44 ตอนที่2 ผลการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษา หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่3 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ตารางที่ 4 ผลการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของรูปแบบ การจัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองด้วยผู้ป่วยมาตรฐานที่ส่งเสริมความรู้ ความมั่นใจในความสามารถ ของตนเองและทักษะการสื่อสารเพื่อการบำบัดของนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 3 วิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี จำแนกรายข้อ และ โดยรวม รายการประเมิน ผลการพิจารณาความตรงตาม เนื้อหาและความสอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ของผู้เชี่ยวชาญ(คน) ค่าIOC สรุปผล การปรับปรุงแก้ไข ตรง ไม่แน่ใจ ไม่ตรง 1.องค์ประกอบแผนการจัดการเรียนรู้ 3 1.00 ตรงและสอดคล้อง คงเดิม 2.สาระการเรียนรู้ 2 1 0.67 ตรงและสอดคล้อง แก้ไขโดยเพิ่มแนวคิด การสื่อสารเพื่อการ บำบัด 3.ผลการเรียนรู้ 3 1.00 ตรงและสอดคล้อง คงเดิม 4.วัตถุประสงค์ทั่วไป 3 1.00 ตรงและสอดคล้อง คงเดิม 5.วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 3 1.00 ตรงและสอดคล้อง คงเดิม 6.เนื้อหา 2 1 0.67 ตรงและสอดคล้อง แก้ไขโดยเพิ่มแนวคิด การสื่อสารเพื่อการ บำบัด 7.กิจกรรมการเรียนรู้ในภาพรวม 3 1.00 ตรงและสอดคล้อง คงเดิม 8.กิจกรรมการเรียนรู้ขั้นนำ 3 1.00 ตรงและสอดคล้อง คงเดิม 9.กิจกรรมการเรียนรู้ขั้นสอน 3 1.00 ตรงและสอดคล้อง ปรับเพิ่มการอธิบาย ขั้นตอนการสะท้อนคิด 10กิจกรรมการเรียนรู้ขั้นสรุป 3 1.00 ตรงและสอดคล้อง คงเดิม 11.สื่อการเรียนรู้ 3 1.00 ตรงและสอดคล้อง คงเดิม 12.เวลา 3 1.00 ตรงและสอดคล้อง คงเดิม 13.การประเมินผลการเรียนรู้ 3 1.00 ตรงและสอดคล้อง คงเดิม 14.scenario 3 1.00 ตรงและสอดคล้อง ปรับเพิ่มสถานการณ์ให้ มีความหลากหลายเน้น แต่ละอาการให้เด่นชัด ให้นักศึกษาได้ลงมือ ปฏิบัติ 15.แบบchecklist 3 1.00 ตรงและสอดคล้อง คงเดิม 16.แบบประเมินผลลัพธ์การเรียนรู้ 3 1.00 ตรงและสอดคล้อง คงเดิม 17.แบบบันทึกการสะท้อนคิด 2 1 0.67 ตรงและสอดคล้อง ปรับแยก 2 ข้อ ประสบการณ์ด้านบวก และลบ 18.แบบประเมินความพึงพอใจต่อการ จัดการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง 3 1.00 ตรงและสอดคล้อง ปรับด้านผู้สอนเกี่ยวกับ การใช้คำถากระตุ้น หรือการให้ข้อมูล ย้อนกลับ