การทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบเกี่ยวกับรูปแบบการเตรียม ความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ การพยาบาลและการผดุงครรภ์ Systematic review of literature on Forms for preparing for the Registered nursing and Midwifery Licensure Examination ชุติกาญจน์ ฉัตรรุ่ง จันทร์ฉาย มณีวงษ์ เรวดี โพธิ์รัง พิศิษฐ์ พลธนะ การวิจัยนี้ได้รับทุนสนับสนุนจาก วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ปีงบประมาณ 2563
กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยเล่มนี้ สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณา และความช่วยเหลืออย่างดียิ่งจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สุจินดา ริมศรีทอง อาจารย์ ดร.ปัทมา ผ่องศิริ อาจารย์ ดร.วุฒิชัย ไชยรินคำ อาจารย์ ดร. มณฑาทิพย์ ไชยศักดิ์ และอาจารย์ ดร.นภดล เลือดนักรบ คณะผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 คน ที่กรุณาสละเวลา ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย พร้อมทั้งให้คำแนะนำ ข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะใน การปรับปรุงแก้ไขเครื่องมือให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ขอขอบคุณวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ผู้ที่ส่งเสริมและสนับสนุนทุนวิจัยในครั้งนี้รวมถึง คณาจารย์ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่ให้การสนับสนุน อำนวยความสะดวกใน การจัดหาสถานที่ และอุปกรณ์สำหรับดำเนินการวิจัย ขอขอบใจนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 22 ที่ให้ความร่วมมือให้ข้อมูลในการศึกษา อย่างละเอียด รวมถึงสะท้อนคิดและให้ข้อเสนอแนะอันเป็นประโยชน์สำหรับการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบ ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ต่อไป ท้ายที่สุดนี้ขอขอบคุณบุพการี เพื่อนร่วมงาน รวมถึงผู้ที่ไม่สามารถกล่าวนามได้ทั้งหมดในที่นี้ ขอมอบคุณความดีทั้งหลายจากการวัยครั้งนี้แก่ผู้มีพระคุณทุกท่าน คณะผู้วิจัยขอระลึกถึงและขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ คณะผู้วิจัย กรกฎาคม 2563
สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ ก สารบัญ ข สารบัญตาราง ค บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์การวิจัย 3 คำถามการวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยามศัพท์ 4 กรอบแนวคิดการวิจัย 5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทฤษฎีการจัดการเรียนการสอน 6 สรุป 9 การเรียนรู้แบบผสมผสาน 9 องค์ประกอบของการจัดการเรียนแบบผสมผสาน 10 การออกแบบระบบการเรียนแบบผสมผสาน 11 ปัจจัยสําคัญในการออกแบบระบบการเรียนการสอนบนเว็บแบบผสมผสาน 12 ข้อควรคำนึงถึงในการผสมผสานวิธีสอนแบบต่าง ๆ 14 ความหมายสถานการณ์จําลองหรือสถานการณ์เสมือนจริง 14 สาระสําคัญของสถานการณ์จําลอง 15 ข้อดีและข้อจำกัดของการจดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จําลอง 16 กระบวนการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง 16 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 18 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 21 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 22 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 22 ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย 23 การรวบรวมข้อมูล 24 การวิเคราะห์ข้อมูล 24 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 1. การทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบ 25 เกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การศึกษาในประเทศไทย
สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 2. ประเด็นปัญหาและแนวทางในการเตรียมความพร้อม 27 ของผู้เรียนในการเตรียมความพร้อมก่อนสอบขึ้นทะเบียน รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ 3. รูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียน 31 รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลการวิจัย และข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย 33 อภิปรายผลการวิจัย 35 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 42 บรรณานุกรม 43 ภาคผนวก ภาคผนวก ก แบบคัดกรองงานวิจัย (Research screening form) 48 ภาคผนวก ข แบบประเมินคุณภาพงานวิจัย (Critical Appraisal Form) 49 ภาคผนวก ค แบบบันทึกผลการสกัดข้อมูล (Extraction Form) 50 ภาคผนวก ง ตัวอย่าง รายละเอียดของรายงานการวิจัย 52 ที่ได้รับการคัดเลือกนำมาทบทวนอย่างเป็นระบบ ประวัติผู้วิจัย 82
สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ตารางที่ 1 จำนวนประชากรและขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 22 ตารางที่ 2 จำนวนและร้อยละของงานวิจัยจำแนกตามคุณลักษณะงานวิจัย (n = 43) 26 ตารางที่ 3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตลอดหลักสูตร (n = 118) 28
สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า แผนภาพที่ 1 องค์ประกอบของระบบที่สมบูรณ์ 7 แผนภาพที่ 2 วิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) 30
1 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา วิชาชีพการพยาบาลเป็นวิชาชีพเฉพาะที่ให้บริการสุขภาพแก่ประชาชน โดยครอบคลุมการดูแลบุคคล ครอบครัว และชุมชน ตามมิติของการบริการสุขภาพ ได้แก่ การส่งเสริมสุขภาพ (Health Promotion), การ ป้องกันสุขภาพ (Health Prevention), การรักษาสุขภาพ (Treatment or Curative) และการฟื้นฟูสุขภาพ (Rehabilitees) เพื่อให้ผู้รับบริการเกิดความเชื่อมั่นในการให้บริการที่ดี มีคุณภาพตามจรรยาบรรณวิชาชีพ จึง ต้องมีการควบคุมการประกอบวิชาชีพ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพพยาบาลจึงเป็นหลักฐานทางกฎหมายที่ ยืนยันถึงความมีมาตรฐานในการปฏิบัติวิชาชีพของพยาบาล สภาการพยาบาล ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่จัดตั้งขึ้นตาม พระราชบัญญัติวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2528 มีหน้าที่รับผิดชอบใน การควบคุมการ ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ จึงได้กำหนดให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรพยาบาลศาสตร บัณฑิต ต้องสอบผ่านความรู้ 8 รายวิชา ประกอบด้วย 1) การพยาบาลมารดาและทารก 2) การผดุงครรภ์ 3) การพยาบาลเด็กและวัยรุ่น 4) การพยาบาลผู้ใหญ่ 5) การพยาบาลผู้สูงอายุ 6) การพยาบาลสุขภาพจิตและ จิต เวชศาสตร์ 7) การพยาบาลอนามัยชุมชน และ 8) กฎหมาย จรรยาบรรณวิชาชีพและกฎหมายอื่นๆ ที่ เกี่ยวข้อง ซึ่งมีเกณฑ์การสอบผ่านแต่ละรายวิชา ต้องได้คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ซึ่งผลการสอบผ่าน ความรู้ เพื่อขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเป็นตัวบ่งชี้หนึ่งในการรับรองคุณภาพของสถาบันการศึกษา พยาบาล (สภาการพยาบาล, 2556) ดังนั้นสถาบันการศึกษา จึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการจัดการ เรียนการสอน และพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้มีความรู้ ความสามารถ และทักษะที่พอเพียงในการสอบให้ ผ่านตั้งแต่ครั้งแรก การสอบความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุง ครรภ์ เพื่อให้การรับรองว่าพยาบาลวิชาชีพเป็นผู้ที่มีความรู้และความสามารถได้มาตรฐานตามที่สภาการ พยาบาลกำหนด วิทยาลัยบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ได้เปิดดำเนินการและจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรพยาบาล ศาสตรบัณฑิต มาตั้งแต่ปีการศึกษา 2537 จนถึงปัจจุบัน และจากการศึกษาข้อมูลย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2558–2562 ผู้สำเร็จการศึกษาเข้าสอบความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ตามที่สภาการพยาบาลกำหนด พบว่า มีจำนวนผู้สอบผ่านรอบแรกตามเกณฑ์ที่สภา การพยาบาลกำหนด โดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 62.86 เมื่อพิจารณาเป็นรายวิชาที่มีผู้สอบไม่ผ่านในรอบแรก จำนวนมากที่สุด คือ วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ มีค่าเฉลี่ยเพียงร้อยละ 85.43 ซึ่งหากนักศึกษาสอบไม่ผ่านวิชาชีพ การพยาบาลผู้ใหญ่ในการสอบขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ตามที่สภาการพยาบาลกำหนด อาจส่งผลกระทบหลายด้านด้วยกัน ได้แก่ ด้านนักศึกษาที่ไม่สามารถเป็น พยาบาลวิชาชีพ ทำให้ได้ค่าตอบแทนลดลง ขาดความมั่นใจ ต้องสอบหลายครั้งทำให้เสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น ผลกระทบในส่วนสถาบันการศึกษา อาจส่งผลต่อจำนวนปีของการรับรองสถาบันการศึกษา สำหรับผลกระทบ ต่อวิชาชีพการพยาบาล ทำให้ได้พยาบาลวิชาชีพที่มีความรู้และความสามารถไม่เป็นไปตามเกณฑ์พยาบาล วิชาชีพ อาจทำให้เกิดความบกพร่องในการปฏิบัติการพยาบาล และขาดความน่าเชื่อถือในวิชาชีพการพยาบาล จอรส เบอร์ซิน (Josh bersin, 2004) ได้สรุปวิธีการเรียนรู้ของผู้เรียนออกเป็น 3 แบบ ได้แก่ การ เรียนรู้โดยการมองเห็นซึ่งผู้เรียนร้อยละ 50 -70 มีความถนัดด้านนี้ การเรียนรู้จากโสตประสาทผู้เรียนร้อยละ 20 -40 มีความถนัดด้านนี้ และการเรียนรู้โดยการกระทำผู้เรียนร้อยละ 2 – 20 มีความถนัดด้านนี้ จากผล
2 การศึกษางานวิจัยพบว่าการใช้วิธีการเรียนรู้ทั้ง 3 แบบข้างต้นสามารถตอบสนองต่อผู้เรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพมากที่สุด การจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน (Blended Learning) เป็นการประยุกต์รูปแบบการสอนโดย การผสมผสานระหว่างการเรียนแบบออนไลน์ (Asynchronous Learning) และเผชิญหน้ากัน (Synchronous Learning) หรือเรียนในห้องเรียน รวมไปถึงวิธีการสอน เทคนิคต่างๆ รวมไปถึงทรัพยากรต่างๆ โดยผู้เรียน สามารถเขาถึงได้ง่าย ผู้สอนมีหน้าที่สนับสนุน คอยให้ความช่วยเหลือผู้เรียนทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ผู้เรียนสามารถเลือกกิจกรรมที่ตนเองถนัด รวมไปถึงเวลาและสถานที่ ผู้เรียนมีอิสระและเรียนรู้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถสร้างสรรค์ ติชม ตรวจสอบ หรือสำรวจ แก้ไขปัญหาที่เผชิญทั้งในชีวิตจริงและใน เวลาเรียน ในขณะเดียวกันผู้สอนสามารถควบคุม สร้างสรรค์ จัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อสนับสนุนให้ผู้เรียน สามารถใช้สื่อและการเรียนการสอนในรูปแบบต่างๆได้ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่ารูปแบบการเรียนแบบผสมผสาน นั้นออกแบบมาเพื่อการการเรียนการสอนที่สามารถเข้าถึงสารสนเทศอย่างไม่จำกัดและสนับสนุนกิจกรรมการ เรียนทั้งการเรียนแบบส่วนบุคคลและการเรียนแบบกลุ่มโดยการติดต่อกันผ่านระบบออนไลน์ในส่วนกิจกรรมใน ชั้นเรียนแบบปกติช่วยให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนทั้งในภาคทฤษฎี และการนำเสนอผลงานในเชิง ปฏิบัติ รวมทั้งยังเป็นการสนับสนุนทักษะการคิดแบบมีวิจารณญาณ ความสามารถในการแก้ปัญหา การถ่าย โยงการเรียนรู้ของตนเอง (ชีวิน ตินนังวัฒนา, 2555) ซึ่งสอดคล้องกับการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง เสมือนจริง ตามกรอบแนวคิดของเจฟฟรีย์ (Jeffries, 2005)จะสามารถทำให้เกิดผลลัพธ์การเรียนรู้กับผู้เรียน ในหลายด้านเช่นกัน ได้แก่ 1) ความรู้: การเรียนรู้ที่เกิดจากการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง จะมีความ คงทนมากกว่าการเรียนรู้โดยวิธีการการบรรยาย 2) ทักษะการปฏิบัติ: การเรียนรู้ที่เกิดจากการใช้สถานการณ์ จำลองเสมือนจริงจะช่วยให้เกิดความสนใจในการให้การดูแลผู้ป่วยตามมาตรฐานของวิชาชีพ และช่วยพัฒนา ทักษะพิสัยให้เกิดขึ้นได้รวดเร็วและไม่เกิดอันตรายต่อผู้ป่วย 3) ความพึงพอใจ: การเรียนรู้ที่เกิดจากการใช้ สถานการณ์จำลองเสมือนจริงจะช่วยให้เกิดการคิดบนพื้นฐานความรู้ความสามารถด้วยตนเอง ปฏิบัติภายใต้ ความคิดและจำได้ว่าเราควรจะต้องรู้อะไรบ้าง 4) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ: การเรียนรู้ที่เกิดจากการใช้ สถานการณ์จำลองเสมือนจริงจะช่วยให้เกิดการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และ 5) ความมั่นใจในตนเอง: การ เรียนรู้ที่เกิดจากการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดทักษะการปฏิบัติที่จะนำพาให้เกิด ความมั่นใจในตนเอง พัฒนาความสามารถในการตัดสินใจและเกิดความคิดอย่างมีวิจารณญาณและ ความสามารถในการแก้ไขปัญหา จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าผลการสอบความรู้เพื่อขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ที่ผ่านในครั้งแรกของบัณฑิต เกี่ยวข้องกับเกรดเฉลี่ยสะสมของนักศึกษา นักศึกษาที่ ได้เกรดเฉลี่ยสูงจะสอบผ่านมากกว่าคนที่ได้เกรดเฉลี่ยต่ำ รวมถึงประสบการณ์ทางคลินิกของอาจารย์มี ความสำคัญมากเท่าเทียมกับคุณวุฒิอาจารย์ และการเตรียมความพร้อมของนักศึกษามีผลต่อการสอบใบ ประกอบวิชาชีพการพยาบาล (วิภาดา คุณาวิกติกุล และคณะ, 2555) นอกจากนี้ยังพบปัจจัยด้านการเตรียม ความพร้อมเป็นปัจจัยที่สำคัญปัจจัยหนึ่ง ที่ส่งผลต่อการสอบความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียน พบว่าการเตรียมความ พร้อมอย่างเป็นระบบทำให้จำนวนผู้สอบผ่านความรู้ในรอบแรกเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (นันทา คูณ รัตนศิริ และกลีบแก้ว จันทร์หงษ์, 2551) สอดคล้องกับการศึกษาของอุไร นิโรธนันท์ และคณะ (2559) ที่ศึกษา ถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อการสอบขึ้นทะเบียนเพื่อรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พบว่า สภาพครอบครัว เกรดเฉลี่ยสะสมของชั้นปีที่ 3 เกรดเฉลี่ยสะสมของชั้นปีที่ 4 และเกรดเฉลี่ยสะสม ตลอดหลักสูตร มีความสัมพันธ์กับผลการสอบขึ้นทะเบียนฯ และพบว่า เกรดเฉลี่ยสะสมของชั้นปีที่ 4 สามารถ ทำนายผลการสอบขึ้นทะเบียนได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และพบว่าปัจจัยภายในตัวนักศึกษาที่
3 เป็นอุปสรรคต่อการสอบ ได้แก่ ความกลัว ความวิตกกังวล ในขณะที่ปัจจัยที่ส่งผลทำให้ประสบความสำเร็จใน การสอบ คือ กระบวนการเตรียมความพร้อมของนักศึกษา ประกอบไปด้วย 1) ค้นหาวิธีที่ใช่ในแบบของ นักศึกษาให้เจอแล้วลงมือทำ 2) ตั้งเป้าหมายในตัวเอง 3) สำรวจความพร้อมของตัวเองในแต่ละวิชา 4) จัด ตารางอ่านหนังสือและทำข้อสอบโดยเริ่มจากทบทวนเนื้อหาทำสรุปเป็นเรื่องๆ เพื่อให้สะดวกต่อการทบทวน ข้อสอบ 5) การมีวินัยในตนเอง โดยมีแรงบันดาลใจและความภาคภูมิใจเป็นตัวผลักดันให้นักศึกษามีพฤติกรรม เหล่านี้ ซึ่งแรงบันดาลใจดังกล่าวมาจากปัจจัยภายนอกตัวนักศึกษา ได้แก่ ครูผู้สอน ครอบครัว เพื่อน รุ่นพี่ รุ่น น้อง และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ โดยปัจจัยภายนอก ส่งผลทำให้เกิดปัจจัยภายในตัวนักศึกษา และทั้ง 2 ปัจจัยถือเป็น ปัจจัยที่สำคัญของการมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้สนใจศึกษาการพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ เพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมรายวิชา การพยาบาลผู้ใหญ่ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สำหรับเตรียมตัวก่อนการสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ให้ผ่านรอบแรกได้มากยิ่งขึ้น วัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ คำถามการวิจัย รูปแบบการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์เป็นอย่างไร ขอบเขตของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) รูปแบบแผนหลายระยะ (Multi – phase Design) (Creswell & Clark, 2011) ซึ่งเป็นแบบแผนการวิจัยที่แบ่งออกเป็น 3 ระยะ โดยมี รายละเอียดในแต่ละระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบ เป็นการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการ จัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การศึกษาในประเทศไทยระหว่างปี 2549 – 2563 จำนวนทั้งสิ้น 60 เรื่อง ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาประเด็นปัญหาและแนวทางของการเตรียมความพร้อม ของผู้เรียนในการเตรียมความพร้อมก่อนสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและ การผดุงครรภ์โดยการใช้การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) และวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 4 ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ปีการศึกษา 2562 และอาจารย์ประจำภาคการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ระยะที่ 3 การวิจัยและพัฒนา พัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียน รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์เพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อม รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 โดยนำผลการศึกษาในระยะที่ 1 และ 2 และข้อมูลที่ได้จาก การทบทวนเอกสารมากำหนดเป็นร่างรูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์
4 นิยามศัพท์ วิธีการเชิงระบบ หมายถึง การนำเอาองค์ประกอบหลายๆส่วนมารวมกันอย่างมีความสอดคล้อง สัมพันธ์ซึ่งกันและกันจนเกิดสัมฤทธิ์ผลตามวัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้ การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended leaning) หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ ที่ผสมผสานรูปแบบ การเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน ผสมผสานกับการเรียนรู้นอกห้องเรียน การเตรียมความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการ ผดุงครรภ์ หมายถึง กิจกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นในการทบทวนความรู้ โดยใช้การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Bleanded Learning) ให้กับนักศึกษาพยาบาลแบ่งเป็นกลุ่มย่อย คละตามเกรดเฉลี่ยสะสม ประกอบด้วยกลุ่ม เก่ง กลุ่มปานกลาง และกลุ่มอ่อนให้อยู่ในกลุ่มเดียวกัน หมุนเวียนกันเป็นหัวหน้ากลุ่ม และสมาชิกกลุ่ม รับผิดชอบในการติว และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันภายในกลุ่มย่อย และภายในห้องเรียน ตามในหัวข้อการ พยาบาลผู้ใหญ่ตามขอบเขตแผนผังการออกข้อสอบของสภาการพยาบาล และใช้ระยะเวลาเป็นไปตามการ ออกแบบของการวิจัย นักศึกษาพยาบาล หมายถึง ผู้ที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ลงทะเบียน เรียนในปีการศึกษา 2562 วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี และจะขอสมัครสอบเพื่อขึ้นทะเบียน และรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ การเรียนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง หมายถึง การจัดการสอนที่จัดกิจกรรมโดยการกำหนด หรือจำลองสถานการณ์เสมือนจริงไว้ในชั้นเรียน มีการกำหนดกฎ กติกา เงื่อนไขแก่ผู้เรียน พร้อมทั้งมีการ แบ่งกลุ่มผู้เรียนในการเข้าทำกิจกรรมในสถานการณ์จำลองนั้น ๆ ซึ่งผู้เรียนจะต้องใช้องค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ แก้ไขปัญหาหรือดำเนินกิจกรรมที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่กำหนด
5 กรอบแนวคิดการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยใช้ทฤษฎีระบบ (จันทรานี สงวนนาม, 2545) เป็นกรอบแนวคิดประกอบด้วย ส่วนประกอบที่สำคัญ คือ ปัจจัยนำเข้า (Input) กระบวนการ (Process) ผลลัพธ์ (Output) ดังแผนภูมิที่ 1 แผนภูมิที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย Systemic review -รูปแบบการเตรียมสอบ/การเรียนการสอนเพื่อ ผลสัมฤทธิ์ - Input -เกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร -ทัศนคติต่อวิชาชีพ -ผลการสอบประมวลความรู้ - Process ด้านผู้เรียน -เตรียมความพร้อม -ตั้งเป้าหมาย -ค้นหาสไตล์การทบทวน ด้านผู้สอน -จัดการสอนเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง -เตรียมเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint -เป็นที่ปรึกษาและเอื้ออำนวย ด้านทรัพยากร - สถานที่พร้อมใช้งาน -แหล่งความรู้พร้อม - เทคโนโลยีพร้อม - Output ผลการทดสอบรวบยอดเสมือนจริงวิชาการ พยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 รูปแบบการเตรียมความพร้อมในการสอบขึ้น ทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ 1. สไตล์การเรียนแบบผสมผสาน 1.1 ผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint สภาการพยาบาล 1.2 กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวน ความรู้ 1.3 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับ เนื้อหาตามขอบเขต test blueprint สภาการ พยาบาล 1.4 การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญใน แต่ละระบบ 1.4 ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดท้ายบทหัวข้อ เนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภา การพยาบาล 2. การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์ จำลองเสมือนจริง (SBL) 2.1 การเตรียมผู้เรียน 2.2 การเรียนในสถานการณ์ 2.3 การสรุปการเรียนรู้
6 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อม รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุง ครรภ์มีการทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. ทฤษฎีการจัดการเรียนการสอน (รูปแบบวิธีการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง) - ระบบและวิธีการเชิงระบบ - ขั้นตอนของวิธีการเชิงระบบ 2. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended learning) - ความหมายและความสำคัญของการเรียนรู้แบบผสมผสาน - แนวคิดของการเรียนรู้แบบผสมผสาน - องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน - หลักการออกแบบและจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน 3. สถานการณ์เสมือนจริง - ความหมายสถานการณ์จําลองหรือสถานการณ์เสมือนจริง - สาระสําคัญของสถานการณ์จําลอง - กระบวนการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง - ข้อดีและข้อจำกัดของการจดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จําลอง 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทฤษฎีการจัดการเรียนการสอน คำว่า “ระบบ” ได้มีนักวิชาการได้ให้ความหมาย ของระบบไว้หลายท่าน ดังนี้ ระบบ เป็นการรวมกันขององค์ประกอบย่อย ๆ ที่ทำหน้าที่ของตนเอง และมีปฏิสัมพันธ์กัน เพื่อ ดำเนินงานให้บรรลุจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ โดยระบบนั้นอาจเกิดโดยธรรมชาติหรือมนุษย์เป็นผู้ออกแบบและ สร้างสรรค์ขึ้นก็ได้ ทั้งนี้ทุกระบบจะมีองค์ประกอบที่สำคัญ 3 ประการคือ 1) ปัจจัยนำเข้า (input) ได้แก่ จุดมุ่งหมาย ทรัพยากร ปัญหาต่าง ๆ 2) กระบวนการ (process) ได้แก่ ขั้นตอนการทำกิจกรรมหรือการ ดำเนินงาน และ 3) ผลลัพธ์ (output) ซึ่งเป็นผลงานหรือผลผลิตที่ได้ส่วนวิธีการเชิงระบบ (systematic approach) หรือวิธีระบบ (system approach) หรือเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่าการจัดระบบ เป็นการกำหนด ขั้นตอนการดำเนินงานและการแก้ปัญหา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของงาน โดยวิธีการรวบรวมและวิเคราะห์ ข้อมูลที่เกี่ยวข้องพัฒนาวิธีการบริหารจัดการและประเมินผลที่ได้ เพื่อปรับปรุงงาน จนกว่าจะมีประสิทธิภาพ ตามต้องการ (รสสุคนธ์ มกรมณี, 2543; เฉลียว บุรีภักดี, 2542) วิธีการเชิงระบบ คือ การนำเอาองค์ประกอบหลายๆส่วนมารวมกันอย่างมีความสอดคล้องสัมพันธ์ซึ่ง กันและกันจนเกิดสัมฤทธิ์ผลตามวัตถุประสงค์ที่ได้วางไว้โดยทั่วไปองค์ประกอบที่สำคัญของวิธีการเชิงระบบจะ มีอยู่อย่างน้อย 3 ส่วน คือ 1. ตัวป้อน (Input) คือ องค์ประกอบต่าง ๆของระบบหรืออีกนัยหนึ่งก็คือสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบ นั้น องค์ประกอบต่าง ๆของระบบใดระบบหนึ่งจะมีจำนวนและความสำคัญมากน้อยเพียงใด มักขึ้นอยู่กับ ความรู้ ความคิดและประสบการณ์ของผู้จัดระบบ
7 2. กระบวนการ (Process) หมายถึงการจัดความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่าง ๆของระบบให้มีลักษณะ ที่เอื้ออำนวยต่อการบรรลุเป้าหมาย ระบบใดระบบหนึ่งอาจมีองค์ประกอบเหมือนกัน แต่อาจมีลักษณะของการ จัดความสัมพันธ์แตกต่างกันได้ แล้วแต่ความคิด ความรู้และประสบการณ์ของผู้จัดระบบ 3. ผลผลิต (Product) ผลผลิต คือ ผลที่เกิดขึ้นจากกระบวนการดำเนินงาน หากผลที่เกิดขึ้นเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ แสดงว่า ระบบนั้นมีประสิทธิภาพ หากผลที่เกิดขึ้นไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง แสดงว่าระบบนั้นยังมีจุดบกพร่อง ควรที่พิจารณาแก้ไขปรับปรุงกระบวนการหรือตัวป้อนซึ่งเป็นเหตุให้เกิดผลนั้น ส่วนประกอบทั้ง 3 ส่วนนี้ ถือว่าเป็นส่วนประกอบเบื้องต้นของระบบ ระบบที่สมบูรณ์ ควรจะมีส่วน สำคัญเพิ่มขึ้นอีก 2 ส่วน คือ (ทิศนา แขมมณี ; 2550 ; 199-201) 4. กลไกควบคุม (Control) คือ กลไกหรือวิธีการที่ใช้ในการควบคุมหรือตรวจสอบกระบวนการให้เป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพ 5. ข้อมูลป้อนกลับ (feedback) หมายถึงข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างผลผลิตกับ จุดมุ่งหมายซึ่งจะเป็นข้อมูลป้อนกลับไปสู่การปรับปรุงกระบวนการและตัวป้อน ซึ่งสัมพันธ์กับผลผลิตและ เป้าหมายนั้น ระบบที่สมบูรณ์แบบ จึงมีลักษณะดังแสดงในแผนภาพ แผนภาพที่1 องค์ประกอบ ของระบบที่สมบูรณ์ ความคิดเรื่อง “ระบบ” นั้นมีลักษณะที่สื่อสารกันอยู่ 2 แนวคิด คือ 1. ระบบในแง่ของ “”หมายถึง การกำหนดองค์ประกอบและการจัดองค์ประกอบของระบบให้มี ความสัมพันธ์กันอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อนำไปสู่จุดมุ่งหมายที่กำหนด ระบบลักษณะนี้จะมีลักษณะเป็นผัง การดำเนินงานหรือการทำงานใดงานหนึ่งอย่างเป็นลำดับขั้นตอน 2. ระบบในแง่ของ “การคิดเชิงระบบ”หมายถึง การจัดระบบด้วยวิธีเชิงระบบ (system approach) ได้แก่ การจัดองค์ประกอบของระบบในกรอบความคิดของตัวป้อน กระบวนการ กลไกควบคุม ผลผลิตและ ข้อมูลย้อนกลับและนำเสนอผังของระบบนั้นรูปแบบของระบบที่สมบูรณ์ ซึ่งประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วน ดังกล่าวข้างต้น วิธีการเชิงระบบที่ใช้วิเคราะห์ระบบมีการดำเนินงาน 8 ขั้นตอน ซึ่งประจักษ์ เฉิดโฉม และศิษฐ์ วงษ์กมล เศรษฐ์ (2537) กล่าวไว้ดังนี้คือ 1) ปัญหา (identify problem) รวบรวมสิ่งที่เป็นปัญหา 2) จุดมุ่งหมาย (objective) กำหนดวัตถุประสงค์เพื่อการแก้ปัญหา
8 3) ศึกษาข้อจำกัดต่าง ๆ (constraints) พิจารณาขอบเขตเพื่อการศึกษาข้อจำกัด ระบุหน้าที่ของ ส่วนต่าง ๆ ในระบบ 4) ทางเลือก (alternative) ค้นหาและเลือกวิธีการต่าง ๆ ในการแก้ปัญหา 5) การพิจารณาทางเลือกที่เหมาะสม (selection) หาทางแก้ปัญหาที่จะสามารถแก้ปัญหาได้จริง 6) การทดลองปฏิบัติ (implementation) ทดลองปฏิบัติกับกลุ่มย่อย 7) การประเมินผล (evaluation) หาจุดดีจุดด้อย และ 8) การปรับปรุงแก้ไข (modification) ปรับปรุงส่วนที่บกพร่อง และนำส่วนดีไปปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม รสสุคนธ์ มกรมณี (2543) อธิบายขั้นตอนการวิเคราะห์ระบบ 8 ขั้นตอน แตกต่าง ไป บ้างเล็กน้อย คือ 1) การระบุปัญหา 2) การกำหนดจุดมุ่งหมายหรือความจำเป็นในการดำเนินงานแก้ไขปัญหา 3) การเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลศึกษาข้อจำกัดต่าง ๆ พิจารณาขอบเขตการศึกษาข้อจำกัด และระบุหน้าที่ของส่วนต่าง ๆ ในระบบ 4) การค้นหาทางเลือก วิเคราะห์ทางเลือก และเลือกวิธีการต่าง ๆ สำหรับการแก้ปัญหา 5) การพิจารณาและตัดสินใจกำหนดทางเลือกที่มีความเป็นไปได้สูงในการแก้ปัญหาได้สำเร็จ 6) การออกแบบวิธีหรือระบบที่ใช้ในการแก้ปัญหา 7) การนำวิธีหรือระบบไปใช้แก้ปัญหา และ 8) การประเมินผลการแก้ปัญหา และการตรวจสอบย้อนกลับหากผลที่ได้ไม่เป็นที่พอใจ การสร้างระบบหรือจัดระบบ (ทิศนา แขมมณี, 2550) สามารถสรุปได้ 10 ขั้นตอน ดังนี้คือ ขั้นที่ 1 การกำหนดจุดมุ่งหมายของระบบ ระบบทุกระบบจะต้องมีจุดมุ่งหมายของตน ดังนั้นในการสร้างใด ๆ สิ่งสำคัญประการแรก คือ ต้อง กำหนดจุดมุ่งหมายของระบบให้ชัดเจน ขั้นที่ 2 การศึกษาหลักการ/ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง ดังได้กล่าวแล้วว่า ผู้ใดมีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่ทำมากเพียงใด ย่อมสามารถกำหนดองค์ประกอบ และเห็นแนวทางในการจัดความสัมพันธ์ขององค์ประกอบได้รอบคอบขึ้น ดังนั้นการศึกษาหลักการและทฤษฎี เกี่ยวข้อง จะช่วยทำให้ระบบพื้นฐานที่มั่นคงขึ้น ขั้นที่ 3 การศึกษาสภาพการณ์และปัญหาที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้ผู้สร้างหรือจัดระบบได้ค้นพบองค์ประกอบที่สำคัญที่จะช่วยให้ระบบมีประสิทธิภาพเมื่อ นำไปใช้จริง ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆเป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาในการจัดองค์ประกอบและจัดความสัมพันธ์ ขององค์ประกอบทั้งหลายการนำข้อมูลจากความเป็นจริงมาใช้ในการจัดสร้างระบบจะช่วยขจัดหรือป้องกัน ปัญหาอันจะทำให้ระบบนั้นขาดประสิทธิภาพ ขั้นที่ 4 การกำหนดองค์ประกอบของระบบ ได้แก่ การพิจารณาว่า มีอะไรบ้างที่สามารถช่วยให้เป้าหมาย หรือจุดมุงหมายบรรลุผลสำเร็จ ผู้มีประสบการณ์มากย่อมมองเห็นปัญหาต่าง ๆ ได้มาก จึงมักกำหนด องค์ประกอบของระบบได้ละเอียดรอบคอบมากกว่าผู้มีประสบการณ์น้อย ผู้มีความรู้และความคิดสร้างสรรค์ มากกว่าย่อมเห็นแนวทางที่จะช่วยให้เป้าหมายบรรลุสำเร็จได้ จึงมักกำหนดองค์ประกอบที่เอื้ออำนวยให้ระบบ ประสบผลสำเร็จ นอกจากนั้น การกำหนดองค์ประกอบหรือตัวแปรของระบบสามารถใช้วิธีการทดลอบทาง สถิติเข้ามาช่วยสรรหาองค์ประกอบที่สำคัญๆได้ด้วย
9 ขั้นที่ 5 การจัดกลุ่มองค์ประกอบ ได้แก่ การนำองค์ประกอบที่กำหนดไว้มาจัดหมวดหมู่เพื่อความ สะดวกในการคิดและดำเนินในขั้นต่อไป ขั้นที่ 6 การจัดความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ ขั้นนี้เป็นขั้นตอนที่ต้องใช้ความคิด ความรอบคอบมาก ผู้จัดระบบต้องพิจารณาว่าองค์ประกอบใดเป็นเหตุและเป็นผลขึ้นต่อกันในลักษณะใด สิ่งใดควรมาก่อนหลัง สิ่ง ใดสามารถดำเนินการขนานกันไปได้ ขั้นนี้เป็นขั้นที่ใช้เวลาในการพิจารณามาก ซึ่งนอกจากอาศัยตรรกะแล้ว ยัง สามารถใช้วิธีการทดสอบทางสถิติเข้ามาช่วยหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรทั้งหลายได้ว่า อะไรสัมพันธ์กัน โดยตรงหรือโดยอ้อม ขั้นที่ 7 การจัดผังระบบ เมื่อจัดความสัมพันธ์ขององค์ประกอบได้ลงตัวแล้ว ผู้จัดระบบสามารถ นำเสนอความคิดของตนออกมาเป็นผังจำลองความคิดของตน ซึ่งในขั้นนี้อาจจัดเป็นผังแสดงลำดับขั้นตอน ตามที่ตนเห็นสมควร ซึ่งลำดับขั้นตอนนี้ ก็คือผลของการกำหนดองค์ประกอบของระบบและการจัด ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบนั่นเองหรืออาจนำเสนอเป็นผังระบบที่สมบูรณ์ ซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญ 5 ส่วน คือ ตัวป้อน กระบวนการ ผลผลิต กลไกการคุมและข้อมูลย้อนกลับ ขั้นที่ 8 การทดลองใช้ระบบ ขั้นตอนดังกล่าวเป็นขั้นตอนหลักในการคิดและเขียนผังระบบออกมาให้ ชัดเจน ระบบที่คิดจะต้องผ่านการคิดพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งทางด้านทฤษฎี/หลักการและการปฏิบัติจริง อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าระบบที่สร้างจะได้ผ่านกระบวนการอย่างรอบคอบเพียงใด ก็ยังไม่สามารถกล่าวว่าได้ว่า เป็นระบบที่ดีมีประสิทธิภาพจนกว่าจะได้นำไปทดลองใช้และใช้จริง เพื่อศึกษาผลที่เกิดขึ้น ดังนั้นการนำระบบ ไปทดลองใช้จึงเป็นสิ่งจำเป็น ขั้นที่ 9 การประเมินผลระบบ ได้แก่ การศึกษาผลที่เกิดขึ้นจากการทดลองใช้ระบบระบบใดใช้แล้ว ได้ผลตามเป้าหมายหรือใกล้เคียงกับเป้าหมายมากที่สุด ระบบนั้นจึงจะเรียกได้ว่าระบบที่ดีมีประสิทธิภาพ ขั้นที่ 10 การปรับปรุงระบบ ระบบที่มีประสิทธิภาพส่วนใหญ่จะต้องผ่านการทดลองและประเมินผล มาแล้ว ผลจากการทดลองใช้จะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงระบบนั้นให้ดีขึ้น สรุป ในการจัดสร้างระบบหนึ่งขึ้นมา กระบวนการที่จำเป็นคือ การกำหนดจุดมุ่งหมายของระบบทฤษฎีที่ เกี่ยวข้อง การประมวลสภาพการณ์และปัญหาที่เกี่ยวข้อง การกำหนดองค์ประกอบของระบบ การจัด ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ การเขียนเขียนผังระบบ การทดลองใช้ระบบ การประเมินผลระบบและการ ปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ แล้วนำไปใช้จนได้ผลลัพธ์ที่คาดหวัง การเรียนรู้แบบผสมผสาน การเรียนรู้แบบผสมผสานจึงได้ถูกพัฒนามาใช้ในการเรียนการสอน โสภิตา สวุฒโฑ (2555;23) การเรียนรู้แบบผสมผสาน หมายถึง การเรียนรู้ที่ผสมผสาน วิธีการสื่อ หรือช่องทางการเรียนรู้ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน ผสมผสานกับการเรียนรู้นอก ห้องเรียนที่ผู้เรียนและผู้สอนไม่เผชิญหน้ากัน หรือการใช้แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่หลากหลาย กระบวนการเรียนรู้ และกิจกรรมเกิดขึ้นจากยุทธวิธีการเรียนรู้ที่หลากหลายรูปแบบ โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การให้ผู้เรียนบรรลุตาม เป้าหมายการเรียนรู้เป็นสำคัญ Graham, Charles & Woodfield, W. & Harrison, J.B. (2012) ให้ความหมายว่า การเรียนรู้แบบ ผสมผสาน เป็น ระบบการเรียนการสอนที่ผสมผสานระหว่างการเรียนแบบ เผชิญหน้ากับการสอนผ่านระบบ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะมีความเป็นอิสระต่อการเรียนของผู้เรียนมากขึ้น ทั้งใน ด้านของเวลาและสถานที่ ของการเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถ แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับครูและผู้เชี่ยวชาญตลอดเวลา ผู้เรียนมีส่วนร่วมทางการ เรียนมากขึ้นโดยที่ผู้เรียนไม่รู้สึกกดดัน มีรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่หลากหลาย และน่าสนใจ
10 โดยการนำเทคโนโลยีที่หน้าสนใจในปัจจุบันมา ใช้ในการเรียนการสอน ครูผู้สอนมีความเครียดน้อยลงกับ การ สอนทุกเนื้อหาวิชา ด้วยมีช่องทางอื่นที่สามารถทดแทนได้ Bernath (2012) ได้สรุปว่า การเรียนแบบผสมผสานเป็นโปรแกรมทางการเรียนรู้ที่ใช้วิธีการ ผสมผสานระหว่างการเรียนรู้จากสื่ออิเลก็ทรอนิกส์ (E-learning) กับการสอนในชั้นเรียน แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. แนวคิดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended leaning) หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ ที่ผสมผสาน รูปแบบ การเรียนรู้ที่หลากหลาย ทั้งการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในห้องเรียน ผสมผสานกับการเรียนรู้นอกห้องเรียนที่ ผู้เรียนผู้สอนไม่ เผชิญหน้ากันหรือการใช้แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่หลากหลาย กระบวนการเรียนรู้และ กิจกรรม เกิดขึ้นจากยุทธวิธี การเรียนการสอนที่หลากรูปแบบเป้าหมายอยู่ที่การให้ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้เป็น สำคัญ 2. แนวคิดการผสมผสานเทคโนโลยีการเรียน การสอนทุกรูปแบบกับการเรียนการสอนในชั้นเรียน แบบ ดั้งเดิมที่มีการเผชิญหน้าระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน (to combine any form of instructional technology with face-to-face instructor-led training) โดยการเรียนแบบ ผสมผสานเป็นการบูรณาการ การเรียนแบบ เผชิญหน้า การ เรียนด้วยตนเอง และการเรียนแบบร่วมมือแบบออนไลน์เข้าด้วยกัน (Chaeruman Uwes, 2018) แนวคิดของการเรียนรู้แบบผสมผสาน ปณิตา วรรณพิรุณ (2554) กล่าวว่าการเรียนแบบผสมผสาน สามารถแบ่งออกเป็น 4 แนวคิดดังนี้ 1. แนวคิดผสมผสานเทคโนโลยีการเรียนรู้บนเว็บกับการเรียนในชั้นเรียนแบบ ดั้งเดิม เช่น การเรียน ในห้องเรียนเสมือนแบบการเรียนด้วยตนเอง การเรียนรู้ร่วมกัน วิดีโอสตรีมมิ่ง เสียงและข้อความ เป็นต้น 2. แนวคิดการผสมผสานวิธีสอนที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เช่น แนวคิด สร้างสรรค์นิยม (Constructivism) แนวคิดพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) และแนวคิดพุทธินิยม (Cognitivism) เพื่อให้ได้ ผลลัพธ์จากการเรียนที่ดีที่สุด อาจใช้หรือไม่ใช้เทคโนโลยีการสอน 3. แนวคิดการผสมผสานเทคโนโลยีการเรียนรู้ทุกรูปแบบกับการเรียนรู้ในชั้นเรียนแบบดั้งเดิมที่มีการ เผชิญหน้าระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน 4. แนวคิดการผสมผสานเทคโนโลยีการเรียนรู้กับการทํางานจริง การเรียนแบบ ผสมผสานเป็นส่วน หนึ่งของการฝึกอบรมในองค์กรเป็นการผสมผสานการเรียนผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์และสื่ออื่นๆ ในการ ส่งผ่านความรู้ในการเรียนและการฝึกอบรม องค์ประกอบของการจัดการเรียนแบบผสมผสาน การเรียนแบบผสมผสานแบ่งองค์ประกอบออกเป็น 12 กลุ่ม โดยจัดเป็น 2 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ องค์ประกอบออฟไลน์ 6 กลุ่ม และองค์ประกอบออนไลน์ 6 กลุ่ม ดังนี้ 1. องค์ประกอบออฟไลน์ (offline) ประกอบด้วย 6 กลุ่ม ได้แก่ 1.1. การเรียนในที่ทํางาน (workplace learning) 1.2. ผู้สอน ผู้ชี้แนะหรือที่ปรึกษาในห้องเรียน แบบเผชิญหน้า (face-to-face tutoring, coaching or mentoring) 1.3. ห้องเรียนแบบดั้งเดิม (classroom) 1.4. สื่อสิ่งพิมพ์ (distributable print media) 1.5. สื่ออิเล็กทรอนิกส์ (distributable electronic media) 1.6. สื่อวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์(broadcast media)
11 2. องค์ประกอบออนไลน์ (online) ประกอบด้วย 6 กลุ่ม ได้แก่ 2.1. เนื้อหาการเรียนบนเครือข่าย (online learning content) 2.2. ผู้สอนอิเล็กทรอนิกส์, ผู้ชี้แนะอิเล็กทรอนิกส์หรือที่ปรึกษาอิเล็กทรอนิกส์ (e-tutoring, ecoaching or e-mentoring) 2.3. การเรียนรู้ร่วมกันแบบออนไลน์ (online collaborative learning) 2.4. การจัดการความรู้แบบออนไลน์ (online knowledge management) 2.5. เว็บไซต์ (the web) 2.6. การเรียนผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่แบบไร้สาย (mobile learning การออกแบบระบบการเรียนแบบผสมผสาน ในการออกแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสานให้ประสบผลสําเร็จในการจัดการเรียนรู้นั้นนัก ออกแบบการ เรียนการสอน (instructional designer) ต้องคํานึงถึงจุดประสงค์ของการเรียนที่กําหนดไว้ ระยะเวลาในการเรียน รวมถึงความแตกต่างของรูปแบบการเรียนรู้และรูปแบบการคิดของผู้เรียน เพื่อใช้เป็น ข้อมูลพื้นฐานในการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน การออกแบบบทเรียน และการประเมินผลการเรียน จากจุดเด่นของการเรียนการสอนแบบผสมผสานที่ทําให้ความสัมพันธ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับผู้สอน และเพื่อนผู้เรียนคนอื่นๆ ทําให้ผู้เรียนและผู้สอนใกล้ชิดกันมากขึ้น ทําให้ผู้เรียนสามารถแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ระหว่างกันได้โดยสะดวก สามารถเข้าใจเพื่อนร่วมชั้นเรียนและเคารพเพื่อน ร่วมชั้นเรียนมากขึ้น ส่งผลให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น นอกจากนี้ผู้เรียนยังได้รับผลป้อนกลับจากการเรียนได้ โดยทันที ซึ่งเป็นการส่งเสริมพัฒนาการในการเรียนของผู้เรียน แต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพที่ผู้เรียนแต่ละคนมี มีผู้ เสนอแนวทางในการออกแบบบทเรียนบนเว็บแบบผสมผสาน ดังนี้ The Training Place เสนอแนวทางในการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนบนเว็บแบบ ผสมผสานโดยพัฒนาจากรูปแบบการออกแบบระบบการเรียนการสอน ADDIE ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การวิเคราะห์และการวางแผน (Analysis and Planning) ขั้นที่ 2 การออกแบบ (Design Solutions) ขั้นที่ 3 การพัฒนา (Development) ขั้นที่ 4 การนําไปใช้ (Implementation) ขั้นที่ 5 การประเมินผล (Evaluation) 1. ขั้นวิเคราะห์และการวางแผน ประกอบด้วย 1.1. การวิเคราะห์ผู้เรียนการปฏิบัติการองค์กร รูปแบบการเรียนและความต้องการของระบบ เพื่อใช้ในการพัฒนาหลักสูตร 1.2. วิเคราะห์ทรัพยากรที่สนับสนุนต้องการจัดกิจกรรมการเรียน 1.3. วิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียน การวางแผน การนําไปใช้การทดสอบและการ ประเมินผล 1.4. การวิเคราะห์แผนงาน กระบวนการทํางาน การนําไปใช้ในภาพรวมเพื่อนําไปสู่การสร้าง วงจรในการพัฒนาและปรับปรุงรูปแบบกระบวนการทํางานที่วางไว้ 1.5. การวิเคราะห์ความต้องการขององค์กร
12 2. ขั้นการออกแบบประกอบด้วย 2.1 กําหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ (objectives) 2.2 การออกแบบให้ตอบสนองต่อความแตกต่าง ระหว่างบุคคลของผู้เรียน (personalization) 2.3 การออกแบบประเภทของการเรียนรู้ (taxonomy) 2.4 การออกแบบบริบทที่เกี่ยวข้อง (local context) ได้แก่ บ้าน การทํางาน (on-the-job) การฝึกปฏิบัติ (practicum) ห้องเรียน/ห้องปฏิบัติการ และการเรียนรู้ร่วมกัน (collaboration) 2.5 การออกแบบผู้เรียน (Audience) ได้แก่ การเรียนด้วยการนําตนเอง (self-directed) การเรียนแบบเพื่อนช่วย เพื่อน (peer-to-peer) การเรียนแบบผู้ฝึกสอนและผู้เรียน (trainer-learner) และ การเรียนแบบผู้ให้คําปรึกษากับผู้เรียน (mentor-learner) 3. ขั้นการพัฒนา การพัฒนาการเรียนแบบผสมผสานประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ดังนี้ 3.1 องค์ประกอบแบบไม่ผสานเวลา (asynchronous) ได้แก่ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ กระดาน ข้อความ เวทีเสวนาและการสนทนาแบบปฏิสัมพันธ์ เครื่องมือ ที่ใช้องค์ความรู้เป็นฐานระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสนับสนุนการเรียน (EPSS) ระบบบริหารจัดการเนื้อหาเรียนรู้ระบบ บริหารจัดการเรียนรู้ เครื่องมือนิพนธ์ เว็บ บราวเซอร์ ระบบติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียน บทความ เว็บฝึกอบรม การติดตามงานที่มอบหมาย การทดสอบ การทดสอบก่อนเรียน การสํารวจ การชี้แนะแบบมีส่วนร่วม เครื่องมืออํานวยความ สะดวกในการ เรียนรู้และการประชุมที่มีการบันทึกเสียงและฟังซ้ำได้ 3.2 องค์ประกอบแบบผสานเวลา (synchronous) ได้แก่ การประชุมผ่านเสียง การประชุมผ่าน วีดีทัศน์ การประชุมผ่านดาวเทียม ห้องปฏิบัติการแบบออนไลน์ ห้องเรียนเสมือน การประชุมผ่านระบบ ออนไลน์และการอภิปราย ออนไลน์ 3.3 องค์ประกอบแบบเผชิญหน้า (Face-to-Face) ได้แก่ ห้องเรียนแบบดั้งเดิม ห้องปฏิบัติการ การเผชิญหน้า การประชุม การเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน มหาวิทยาลัย ที่ ปรึกษา กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ทีม สนับสนุน และการแนะนําในการ เรียน 4. ขั้นการนําไปใช้ในการนําระบบการเรียนการสอนบนเว็บแบบผสมสาน ไปใช้ต้องกําหนดประเด็น แนวทางการนําไปใช้ การวางแผน การนําไปใช้ การวางแผนการใช้เทคโนโลยี และการวางแผน ในประเด็น อื่น ๆ ที่อาจเกี่ยวข้องให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง กับการนําระบบการเรียนการสอนบนเว็บแบบผสมสานไป ใช้ ได้แก่ ผู้เรียน เพื่อนร่วมเรียน ผู้สอนและสถาบันการ ศึกษา เกิดการยอมรับและมีความเข้าใจที่ถูกต้อง เพื่อให้การ จัดการเรียนการสอนบนเว็บแบบผสมผสานบรรลุเป้าหมายที่กําหนดไว้ 5. ขั้นประเมินผล การวัดและการประเมินผลสําหรับการจัดการเรียนการ สอนบนเว็บแบบผสมสาน ทําโดยการประเมินผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน (achieve objectives) ของผู้เรียนโดยเทียบกับ เกณฑ์มาตรฐาน รวมถึงการประเมินงบประมาณค่าใช้จ่ายใน การพัฒนาระบบการเรียนการสอน ปัจจัยสําคัญในการออกแบบระบบการเรียนการสอนบนเว็บ แบบผสมผสาน ปัจจัยสําคัญที่ควรคํานึงถึงในการออกแบบระบบการ เรียนการสอนแบบผสมผสานให้ประสบผลสําเร็จ ประกอบ ด้วย 4 ปัจจัย คือ 1. ปัจจัยด้านผู้เรียน (audience) เนื่องจากความแตกต่างระหว่างบุคคลของของผู้เรียน นักออกแบบการเรียนการสอนควรออกแบบบทเรียนให้มีรูป แบบยืดหยุ่นและมีความหลากหลาย เพื่อให้ สอดคล้องกับ วิธีการเรียน รูปแบบการเรียนรู้ รูปแบบการคิด ความสามารถในการเรียนรู้และบุคลิกภาพของ
13 ผู้เรียนแต่ละคน เพื่อให้ ผู้เรียนที่มีความแตกต่างกันเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกันตามศักยภาพของ ตนเอง 2. ปัจจัยด้านเนื้อหา (content) เนื่องจากเนื้อหาที่ใช้ในการเรียนการสอนมีความความ แตกต่างกัน ดังนั้นนักออกแบบการเรียนการสอนควรออกแบบกิจกรรมการเรียนให้สอดคล้องกับลักษณะ เนื้อหาเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด เนื้อหาที่เหมาะสมกับการเรียน แบบออนไลน์ คือ เนื้อหาที่มีระดับ ความยากไม่มากนักและเนื้อหาที่เหมาะสมกับการเรียนในห้องเรียน คือ เนื้อหาที่มีความ ซับซ้อน ต้องการ คําอธิบายเพื่อความกระจ่างในการเรียนจาก ผู้สอนและการฝึกปฏิบัติการ 3. ปัจจัยด้านระบบโครงข่ายพื้นฐาน (infrastructure) เนื่องจากความสามารถในเข้าถึง ระบบการจัดการเรียนรู้บนเว็บแบบผสมผสานที่แตกต่างกัน นักออกแบบการเรียน การสอนควรออกแบบ บทเรียนโดยคํานึงถึงความสามารถของ ระบบโครงข่ายพื้นฐานประกอบด้วย ความเสถียรของระบบ การเชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย ความเร็วในการส่งผ่าน รับและส่งข้อมูล รูปแบบของสื่อสําหรับบทเรียนบน เว็บ เป็นต้น องค์ประกอบของการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสาน รูปแบบการจัดการเรียนการสอนแบบ ผสมผสาน ควรประกอบด้วยองค์ประกอบที่มีการผสมผสานระหว่างการเรียน แบบออนไลน์และการเรียนใน ห้องเรียนแบบดั้งเดิมซึ่งประกอบด้วย 5 องค์ประกอบดังนี้ 1. เหตุการณ์สด (live events) ควรจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่นําโดยผู้สอน การบรรยาย ในชั้นเรียน แบบดั้งเดิม การประชุมผ่านระบบวีดิทัศน์และการสนทนาแบบประสานเวลา โดยเน้นกิจกรรมและรูปแบบ ปฏิสัมพันธ์แบบประสานเวลา ตามรูปแบบของห้องเรียนเสมือน (virtual classroom) เพื่อสร้างแรงจูงใจใน การเรียนของ ผู้เรียนตามรูปแบบ ARCS (ARCS Model of Motivation) ของ John Keller คือต้องออกแบบ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความ รู้สึก 4 ประการ คือ ความตั้งใจ (Attention) ความสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้อง (Relevance) ความมั่นใจ (Confidence) และความพึงพอใจ (Satisfaction) 2. การเรียนตนเอง (Self-Paced Learning)/เนื้อหาการเรียนแบบออนไลน์ (online content) ควร จัดกิจกรรมการจัดการเรียนการสอนและออกแบบเนื้อหาให้สอดคล้องกับประสบการณ์ในการเรียนของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนด้วยตนเองตามความสามารถส่วน บุคคล ด้วยอัตราเร็วในการเรียนและระยะเวลาที่เรียน ตามความ พึงพอใจของผู้เรียนแต่ละคน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ อินเทอร์เน็ต เว็บช่วยสอนและซีดีรอมเพื่อการ สอน เป็นต้น โดยออกแบบ ตามหลักการออกแบบการเรียนการสอน 9 ขั้นตอนของกานเย (Gagné’s Nine Events of Instruction) 3. การเรียนแบบร่วมมือ (collaboration) ควรจัดสิ่งแวดล้อมในการเรียนแบบร่วมมือ มุ่งเน้นการ ติดต่อสื่อสารเพื่อให้เกิดปฏิสัมพันธ์ทางการเรียนระหว่างผู้เรียนกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน ผู้เรียนกับผู้สอนและ ผู้เรียนกับที่ปรึกษา เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วยไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ห้องสนทนาและกระดานเสวนาโดย ใช้กิจกรรมการอภิปรายแบบ ร้อยเรียง (threaded discussions) และเทคนิคการคิดร่วมกัน 4. การประเมินผลการเรียนรู้ (assessment) การวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตาม วัตถุประสงค์ของการเรียนแบบผสมผสาน ควรประกอบด้วยการประเมินก่อนเรียน (pre-assessments) โดย ประเมินความรู้ เดิมของผู้เรียนก่อนที่ผู้เรียนจะศึกษาเนื้อหาด้วยตนเองผ่านเว็บและการประเมินหลังเรียน (post-assessments) โดยการวัดการ ถ่ายโอนความรู้จากการเรียนตามขึ้นตอนการเรียนที่ผู้สอน กําหนดขึ้น ทําได้โดยการใช้แบบทดสอบ การทดสอบโดยไม่แจงล่วงหน้าและการประเมินตามสภาพที่แท้จริงโดยใช้แฟ้ม สะสมงาน
14 5. อุปกรณ์สนับสนุนการเรียน (reference Materials) อุปกรณ์ที่ใช้สนับสนุนการเรียนแบบผสมผสาน ประกอบด้วย แหล่งข้อมูลอ้างอิง ทั้งทางกายภาพและแหล่ง อ้างอิงเสมือน คําถามที่ถูกถามซ้ำบ่อย ๆ (FAQ forums) และการจัดการความรู้แบบออนไลน์ ซึ่งอุปกรณ์เหล่านี้เป็นปัจจัยสําคัญในการส่งผ่านความรู้ การเก็บ การจดจํา การถ่ายโอน ความรู้และการค้นคืนความรู้ของผู้เรียน องค์ประกอบของการเรียนแบบผสมผสาน (5 Keys Ingredients) ภายใต้สถานการณ์ของการเรียนแบบผสมผสานนั้น จะประกอบไปด้วยสิ่งบ่งชี้สำคัญ 5 ประการ ต่อไปนี้ที่บ่งบอกถึงสภาพการณ์ของการเรียนแบบ Blended Learning ได้แก่ (Carman , 2005 ) 1. เหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปัจจุบัน (Live Events) เป็นลักษณะของการเรียนรู้ที่ เรียกว่า “การเรียนแบบประสานเวลา (Synchronous)” จากเหตุการณ์จริงหรือสถานการณ์จำลองที่สร้างขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนในช่วงเวลาเดียวกัน เช่นเหตุการณ์ในการเรียนรู้ในชั้นเรียนที่เรียกว่า “ห้องเรียนเสมือน (Virtual Classroom)” เป็นต้น 2. การเรียนเนื้อหาแบบออนไลน์ (Online Content) เป็นลักษณะการเรียนที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ ด้วยตนเองตามสภาพความพร้อมหรืออัตราการเรียนรู้ของแต่ละคน (Self-paced Learning) รูปแบบการเรียน เช่นการเรียนแบบสื่อปฏิสัมพันธ์ (Interactive) การเรียนจากการสืบค้น (Internet-Based) หรือการฝึกอบรม จากสื่อ CD-ROM เป็นต้น 3. การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ (Collaboration) เป็นสภาพการณ์ทางการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถสื่อสาร ข้อมูลร่วมกันกับผู้อื่นจากระบบสื่อออนไลน์ เช่น e-Mail ,Chat , Blogs เป็นต้น 4. การวัดและประเมินผล (Assessment) การเรียนลักษณะดังกล่าวต้องมีการประเมินผลความก้าวหน้า ทางการเรียนรู้ของผู้เรียนทุกระยะนับตั้งแต่การประเมินผลก่อนเรียน (Pre-assessment) การประเมินผล ระหว่างเรียน (self-paced evaluation) และการประเมินผลหลังเรียน (Post-assessment) เพื่อนาไปสู่การ ปรับปรุงพัฒนาการเรียนรู้ให้ดีขึ้นต่อไป 5. วัสดุประกอบการอ้างอิง (Reference Materials) การเรียนหรือการสร้างงานในการเรียนรู้แบบ ผสมผสานนั้นต้องมีการเรียนรู้และสร้างประสบการณ์จากการศึกษาค้นคว้า และอ้างอิงจากหลากหลาย แหล่งข้อมูลเพื่อเพิ่มคุณภาพทางการเรียนให้สูงขึ้น ลักษณะดังกล่าวนี้อาจเป็นลักษณะของการสืบค้นข้อมูลใน ระบบ Search Engine จาก PDA , PDF Downloads เหล่านี้เป็นต้น ข้อควรคำนึงถึงในการผสมผสานวิธีสอนแบบต่าง ๆ 1. ผู้สอนควรคำนึงถึงจุดประสงค์การสอนเป็นหลักสำคัญ อย่าผสมผสานจนบ่อยเกินไป และอย่า ผสมผสานเพียงเพื่อให้มีการสอนหลาย ๆ แบบเท่านั้น 2. ผู้สอนต้องคำนึงถึงความพร้อมของผู้เรียน และของผู้สอนเองด้วย ผู้สอนต้องเข้าใจและมองเห็น ภาพการผสมผสานว่าสามารถดำเนินการได้ดีเหมาะสมเพียงไร ส่วนผู้เรียนมีความพร้อมที่จะเรียนโดยวิธี เหล่านั้นมากน้อยเพียงใด 3. สถานที่และอุปกรณ์ ก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง เพราะการเปลี่ยนวิธีสอนหมายถึงการเปลี่ยน บรรยากาศ เปลี่ยนกิจกรรม อุปกรณ์และสถานที่อาจเปลี่ยนตามไปด้วย
15 ความหมายสถานการณ์จําลองหรือสถานการณ์เสมือนจริง ทิศนา แขมมณี (2548: 202) ให้ความหมายสถานการณ์จําลองไว้ว่า สถานการณ์จําลอง หมายถึงการ จําลองสถานการณ์หรือการสร้างสถานการณ์ใกล้เคียงกับความเป็นจริงแล้วให้นักเรียนลง ไปอยู่ในสถานการณ์ นั้นและให้มีปฏิกิริยาโต้ตอบกันวิธีการนี้จะช่วยให้นักเรียนได้มีโอกาสแสดง พฤติกรรมต่าง ๆ ซึ่งในสถานการณ์ จริงนักเรียนอาจไม่กล้าแสดงเพราะเป็นการเสี่ยงต่อผลที่จะได้รับ ธีรยุทธ เสนีวงศ์และคนอื่น ๆ (2545: 262) ได้ให้ความหมายสถานการณ์จําลองว่าเป็นการจําลองสถานการณ์ จริงที่ได้เลือกสรรมาแล้วมาจัดให้แกนนักเรียนเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะ ของโลกแห่งความเป็น จริง ที่ไม่สามารถจะนํามาไว้ในห้องเรียนโดยไม่มีการดัดแปลง จากความหมายข้างต้นสรุปได้ว่าสถานการณ์จําลองคือ การจําลองสถานการณ์ใกล์เคียงที่เป็นจริง โดย นํามาใช้ในห้องเรียนซึ่งรูปแบบนั้นสอดคล้องกับความมุ่งหมายของการเรียนและสถานการณ์นั้น จะต้องง่ายต่อ การทําความเข้าใจของการเรียนรู้ของนักเรียน เกลเลอร์ (Geller. 1992: 14) กล่าวว่าสถานการณ์จําลองหมายถึง ความหมายที่จะจําลอง ความเป็น จริงหรือกระบวนการที่ซับซ้อนและการนําเสนอแง่มุมของปรากฏการณ์ต่าง ๆ สุพรรณี กัณหดิลกและตรีชฎา ปุ่นสําเริง (2559) สถานการณ์เสมือนจริง หมายถึง การสร้าง สถานการณ์เสมือนจริง (Reality or fidelity) เป็นการทําให้เกิดสิ่งแวดล้อม เหตุการณ์การโต้ตอบที่เป็น ไปได้ จริง ทําให้ผู้เรียนเชื่อได้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคล้ายกับ เหตุการณ์จริง หรือเป็นเหตุการณ์จริง ความเสมือนจริงจะช่วย กระตุ้นให้ผู้เรียนใช้ความรู้สึก นึกคิดความ เข้าใจ อารมณ์นําความรู้ทักษะปฏิบัติที่มีมาใช้ใน การแก้ปัญหา ทางการพยาบาลความเสมือนจริง เป็นหัวใจสําคัญของการเรียนรู้ความเสมือนจริงยังรวมถึง อุปกรณ์ทาง การแพทย์การแต่งกาย การจัดห้อง แสง เสียง ที่เลียนแบบมาจากสิ่งแวดล้อมจริง สรุป สถานการณ์จําลองเป็นกิจกรรมการสอนโดยใช้สถานการณ์ที่จําลองขึ้นให้เหมือนหรือใกล้เคียง กับความเป็นจริงมากที่สุดเป็นเครื่องมือในการสอนโดยให้นักเรียนเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้น มีปฏิสัมพันธ์กับ สิ่งต่าง ๆที่อยู่ในสภาพการณ์นั้นและใช้ข้อมูลที่มีสภาพคล้ายคลึงกับข้อมูลในความเป็นจริงในสถานการณ์นั้นใน การตัดสินใจและแก้ปัญหาต่าง ๆโดยที่การตัดสินใจนั้นจะส่งผลถึงผู้แสดงใน ลักษณะเดียวกับที่เกิดขึ้นใน สถานการณ์จริง สาระสําคัญของสถานการณ์จําลอง สถานการณ์จําลองมีสาระสําคัญดังนี้ 1. มีความเที่ยงตรง (Validity) หมายความว่าควรเป็นสถานการณ์ที่พบได้ในชีวิตประจําวัน 2. ได้ครอบคลุม (Coverage) คือการจัดสถานการณ์ที่เน้นสิ่งสําคัญในชีวิตจริงที่นักเรียนต้องพบ 3. สามารถเข้าใจได้ (Comprehensibility) คือ ควรมีกระบวนการที่จะอภิปรายเหตุการณ์ที่ สําคัญที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้ 4. ใช้ทดลอง (Experimental Utility) คือ นําไปประยุกต์ใช้ได้สามารถใช้ได้ (Application) คือ สถานการณ์จําลองที่สร้างขึ้นสามารถเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้ การสอนแบบสถานการณ์จําลองช่วยพัฒนาการเรียนการสอน การสอนแบบสถานการณ์จําลองช่วย พัฒนาการเรียนการสอนทั้งผู้สอนและผู้เรียนเพราะ 1. ต้องมีการเตรียมการอย่างดีเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ 2. เป็นการสอนที่ใช้สถานการณ์จําลองจงใจให้เกิดการประกอบกิจกรรมได้จึงเหมาะในการ พัฒนา พฤติกรรมและปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม 3. เป็นการสอนที่พัฒนาทั้งคุณธรรม ความรู้และทักษะ
16 4. เป็นการสอนที่ใช้ได้ในทุกระดับชั้นเรียนเป็นการฝึกให้เกิดทักษะในการแก้ปัญหา 5. เป็นการสอนที่ สร้างภาวะผู้นําสร้างความมั่นใจ ฝึกการตัดสินใจ 6. เป็นการสอนที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนและระหว่างผู้เรียนกับผู้เรียนได้อย่างดี ข้อดีและข้อจำกัดของการจดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จําลอง ข้อดี 1. ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องที่มีความสัมพันธ์ซับซ้อนได้อย่างเข้าใจ เนื่องจากได้มี ประสบการณ์ที่เห็นประจักษ์ชัดด้วยตนเอง 2. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้สูงมากได้เรียนอย่างสนุกสนาน 3. ผู้เรียนมีโอกาสได้ฝึกทักษะกระบวนการต่าง ๆ จำนวนมาก เช่น กระบวนการปฏิสัมพันธ์ กับผู้อื่น กระบวนการสื่อสาร กระบวนการตัดสินใจ กระบวนการแก้ปัญหา และกระบวนการคิด ข้อจํากัด 1. ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูง เพราะต้องมีวัสดุอุปกรณ์และข้อมูลสําหรับผู้เรียนทุกคน และ สถานการณ์จําลองบางเรื่องมีราคาแพง 2. ใช้เวลามาก เพราะต้องใช้เวลาแก่ผู้เรียนในการเล่นและการอภิปราย 3. ต้องใช้เวลาในการเตรียมการมาก ผู้สอนต้องศึกษารายละเอียดและลองเล่นด้วยตนเอง และในกรณีที่ต้องสร้างสถานการณ์จําลองเอง ยิ่งต้องใช้เวลาเพิ่มขึ้น 4. ต้องพึ่งสถานการณ์จําลอง ถ้าไม่มีสถานการณ์จําลองที่ตรงกับวัตถุประสงค์หรือความ ต้องการผู้สอน ต้องสร้างขึ้นเองถ้าผู้สอนไม่มีความรู้ความเข้าใจในการสร้างสถานการณ์เพียงพอ ก็จะไม่ สามารถสร้างได้ 5. เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เล่นและแสดงออกอย่างหลากหลาย จึงเป็นการยากสําหรับผู้สอน ในการนําการ อภิปรายให้ไปสู่การเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ ในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จําลองมีข้อควรพิจารณา มีดังนี้ 1. ผู้สอนควรต้องมีความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์จําลองอย่างชัดเจน เพื่ออสามารถกําหนด จุดมุ่งหมายการเรียนรู้ได้ชัดเจนไม่บิดเบือนไปจากการปฏิบัติจริง 2. สถานการณ์จําลองต้องไม่ยากเกินสําหรับผู้เรียนแต่ละระดับที่จะเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และสามารถเข้าใจได้ 3. การประเมินผู้เรียนต้องใช้เวลาค่อนข้างมากโดยเฉพาะการประเมินรายบุคคล 4. การสรุปผลการเรียนรู้และการสะท้อนผลการเรียนรู้มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ผู้สอนและผู้เรียนต้อง ใช้ เวลาร่วมกันเพื่อให้สามารถพัฒนาการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จําลองได้อย่างดียิ่ง กระบวนการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง สมจิตต์ สินธุชัย และกันยารัตน์ อุบลวรรณ (2560) ได้ศึกษาการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ สถานการณ์จำลองเสมือนจริง การจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง เป็นกระบวนการที่จัดขึ้นเพื่อ ช่วยให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ที่กำหนด ซึ่งมีองค์ประกอบของสถานการณ์จำลอง อุปกรณ์หรือ เครื่องมือที่เกี่ยวข้องและสิ่งแวดล้อมที่สร้างขึ้นให้มีลักษณะเหมือนจริง เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติ ฝึกการคิด วิเคราะห์ การตัดสินใจ และการแก้ปัญหา ในสถานการณ์ที่ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด ซึ่งประกอบด้วย
17 1. ทฤษฎีการเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง เป็นการ เรียนรู้ ผ่านประสบการณ์ ซึ่งทฤษฎีที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ได้แก่ การเรียนรู้จากประสบการณ์ของ โคล์ป (Kolb’s experiential learning theory) โคล์ปให้ความหมายของการเรียนรู้ในฐานะกระบวนการ ที่ความรู้ ถูกสร้างขึ้นจากการเปลี่ยนผ่านของประสบการณ์ (Transformation of experience) และการ เรียนรู้สามารถ อธิบายด้วยขั้นตอนหลัก 4 ขั้นตอนคือ 1.1 การเรียนรู้ประสบการณ์รูปธรรม (Concrete experience-CE) เป็นการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เป็นรูปธรรมให้ผู้เรียน 1.2 การสังเกตอย่างใคร่ครวญ (Reflection observation-RO) ผู้เรียนใคร่ครวญหรือ สะท้อนความคิดและอภิปรายร่วมกันเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในสถานการณ์การเรียนรู้นั้น 1.3 สร้างมโนทัศน์เป็นแนวคิดนามธรรม (Abstract conceptualization-AC) ผู้เรียนมีการ สร้างมโนทัศน์เป็นแนวคิดนามธรรมที่เกิดจากการบูรณาการข้อสังเกตต่าง ๆ จนกลายเป็นความคิดรวบยอด หลักการและสมมติฐานจากประสบการณ์ที่ได้รับ 1.4 ประยุกต์หลักการไปใช้ใน สถานการณ์ใหม่ (Active experimentation-AE) ผู้เรียนมี การนำความคิดรวบยอด หลักการและสมมติฐานไปปฏิบัติจริงหรือประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ใหม่จนเกิด ประสบการณ์ในเชิงรูปธรรมที่วนกลับมาวงจรเดิมแต่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น เมื่อพิจารณาทฤษฎีการเรียนรู้ จากประสบการณ์ของโคลป์กับการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง เสมือนจริงจะเห็นว่า ขั้นตอนที่ 1 การเรียนรู้ประสบการณ์รูปธรรม เป็นระยะที่ผู้เรียนปฏิบัติในสถานการณ์จำลองเสมือน จริงตามฉากที่กำหนด ขั้นตอนที่ 2 และ 3 การสังเกตอย่างใคร่ครวญและสร้างมโนทัศน์เป็นแนวคิดนามธรรมจะตรงกับระยะ สรุปผลการเรียนรู้ (Debriefing) เป็นระยะที่ผู้เรียนสะท้อน ความคิด ความรู้สึก และการปฏิบัติจาก ประสบการณ์มีการอภิปรายร่วมกันระหว่างผู้สอนและผู้เรียนที่มี การเชื่อมโยงทฤษฎีกับประสบการณ์จนได้ หลักการแนวคิดและในขั้นตอนที่ 4 ประยุกต์หลักการไปใช้ในสถานการณ์ใหม่เป็นระยะที่ผู้เรียนนำหลักการ แนวคิดจากสถานการณ์ไปปฏิบัติหรือประยุกต์ในสถานการณ์ใหม่ต่อ ๆ ไป 2. สถานการณ์จำลองเสมือนจริงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงเป็นการ จัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยการสร้างสถานการณ์ที่เลียนแบบสถานการณ์จริงในคลินิกบางส่วน หรือเกือบ ทั้งหมดที่มีความเสมือนจริงแตกต่างกันไปตั้งแต่ระดับต่ำปานกลางและสูงเพื่อให้ผู้เรียนมีประสบการณ์การฝึก ปฏิบัติการพยาบาลในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยไม่มีอันตรายหรือความเสี่ยงต่อผู้ป่วยโดยตรงผู้สอนสามารถ จัดการเรียนการสอนให้ได้ตามวัตถุประสงค์โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงซึ่งมี 3 ระดับ ดังนี้ 2.1 สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับต่ำ (Low–fidelity simulation) เป็นการจัด สถานการณ์จำลองที่เสมือนจริงน้อยในการฝึกปฏิบัติการพยาบาล หุ่นจำลองที่นำมาใช้ในสถานการณ์ ประเภท นี้เป็นหุ่นที่ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกาย ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เสมือนจริง นำมาใช้ สำหรับการฝึก ทักษะปฏิบัติการพยาบาลพื้นฐานที่ไม่มีความซับซ้อน เช่น การใช้หุ่นจำลองแขนในการฝึกฉีดยาและให้สารน้ำ ทางหลอดเลือด 2.2 สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับปานกลาง (Medium– fidelity simulation) เป็น สถานการณ์จำลองที่ค่อนข้างเสมือนจริง สถานการณ์จำลองขนิดนี้ หุ่นจำลองมี ชีพจร เสียงหัวใจและปอด แต่ ไม่มีการเคลื่อนไหวของทรวงอกและการเคลื่อนไหวของตา หุ่นจำลองชนิดนี้ จึงนำมาใช้ในการฝึกทักษะ ปฏิบัติการพยาบาลที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การประเมินสภาพผู้ป่วย และการช่วย ฟื้นคืนชีพ เป็นต้น 2.3 สถานการณ์จำลองเสมือนจริงระดับสูง (High fidelity simulation) เป็นสถานการณ์ที่มี
18 การจำลองเหตุการณ์ที่เสมือนจริงมาก สถานการณ์จำลองชนิดนี้มีการนำหุ่นจำลองที่ใช้เทคโนโลยีด้าน คอมพิวเตอร์มาจำลองปฏิกิริยาของร่างกายเหมือนร่างกายมนุษย์จริง โดยเชื่อมต่อกับชุดคำสั่งที่สามารถ ประเมินการทำงานต่าง ๆ ของร่างกายได้ เช่น ชีพจร เสียงหัวใจและปอด การเคลื่อนไหวของ ทรวงอกและการ เคลื่อนไหวของตาพร้อมเสียงพูด ผู้สอนและผู้เรียนมีส่วนร่วมในสถานการณ์โดยมีบทบาทต่าง ๆ ได้แก่ บทบาท ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย บทบาทพยาบาลและแพทย์ สถานการณ์จำลองชนิดนี้ นำมาใช้ในการเรียนการสอนเพื่อ ส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การทำงานเป็นทีม และการปฏิบัติการพยาบาลในภาวะวิกฤต 3. กระบวนการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง การจัดการเรียนการสอนโดยใช้ สถานการณ์จำลองเสมือนจริงเป็นการจัดการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ ดังนั้นการออกแบบสถานการณ์ และ การสรุปผลการเรียนรู้จึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ผู้สอนต้องวางแผนการจัดการเรียนรู้เป็นอย่างดี ซึ่ง กระบวนการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง ประกอบด้วย การเตรียมสถานการณ์จำลอง เสมือน จริงขั้นตอนการเรียนรู้ การประเมินผลการเรียนรู้ และผลลัพธ์การเรียนรู้ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นันทา คูณรัตนศิริ และกลีบแก้ว จันทร์หงษ์. (2551) ศึกษารูปแบบการเตรียมความพร้อม เพื่อสอบ ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ พบว่า จากการประเมินผลการวิจัยในส่วนของการดำเนินการใช้รูปแบบการเตรียมความ พร้อมการสอบขึ้นทะเบียนผู้ ประกอบวิชาชีพพยาบาลและการผดุงครรภ์ของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปี ที่4วิทยาลัยพยาบาลบรมราช ชนนีกรุงเทพ ปีการศึกษา 2551 แสดงให้เห็นวารูปแบบการเตรียม ความพร้อมฯ ที่พัฒนาขึ้นสามารถทำให้ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ สอบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพ พยาบาลและการผดุงครรภ์ในรอบแรกร้อยละ 72.2 (ปี การศึกษา 2550 ร้อยละ 45.5) และได้คะแนนเฉลี่ย มากกว่าคะแนนเฉลี่ยทั่วประเทศทุกรายวิชาและในขณะเดียวกันเป็นวิทยาลัย 1 ใน 7 ของวิทยาลัยพยาบาล ทั้งหมด 29 แห่งที่ร้อยละของผู้สอบผ่านทุกรายวิชามากกว่าร้อยละ 70 ขึ้นไป ดังนั้นผู้วิจัยจึงได้นำกระบวนการ ทั้งหมดมาพิจารณาทำให้ได้รูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อสอบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลและ การผดุงครรภ์ที่มีกระบวนการจากรูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อสอบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพ พยาบาลและการผดุงครรภ์วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี กรุงเทพ ดังกล่าว ผู้วิจัยอธิบายแต่ละขั้นตอนได้ดังนี้ 1. กำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมายของโครงการ การเริ่มต้นที่มีความสำคัญมาก คือการ วิเคราะห์สภาพปัญหาของการสอบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลและการผดุงครรภ์ในภาพรวมทั้ง 8 รายวิชา และสภาพปัญหาผลการสอบของแต่ละรายวิชาในปี ที่ผ่านมาย้อนหลัง 3 ปี โดย ใช้การวิเคราะห์ ข้อมูลทางสถิติการวิเคราะห์ภาพรวมของรูปแบบการดำเนินงานการเตรียมความ พร้อมฯ ของปีการศึกษาที่ ผ่านมารูปแบบการสอนเสริมของอาจารย์ที่รับผิดชอบแต่ละรายวิชาของวิทยาลัย โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูล จากการประชุมการจัดการความรู้จากอาจารย์ที่รับผิดชอบแต่ละ รายวิชาข้อมูลจากการสนทนากลุ่มบัณฑิตที่ สำเร็จปี การศึกษา 2550 คณะผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้ทำการ วิเคราะห์เชื่อมโยงทำให้เห็นสภาพปัญหาที่แท้จริง นำมากำหนดเป้าหมายที่ต้องการ คือนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ต้องสอบผ่านแต่ละรายวิชาได้ร้อยละ 90.0 ขึ้น ไป จึงสามารถทำให้ผลการสอบใน ภาพรวม 8 รายวิชาผ่านร้อยละ 70.0 ซึ่งเป็นการตั้งเป้าหมายร่วมกัน ระหว่างอาจารย์และนักศึกษา 2. ปรับเปลี่ยนแผนแม่บทการศึกษาและแผนกิจกรรมพัฒนานักศึกษาเฉพาะนักศึกษา พยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 4 การกำหนดห้วงเวลาและลำดับการณ์ของกิจกรรมต่างๆ ที่ถูกจังหวะและเหมาะสมให้ สอดรับและเป็นไปตามการวิเคราะห์เพื่อที่จะแก้ปัญหาที่ค้นพบและให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้การวาง
19 แผนการดำเนินงานในขั้นตอนนี้เน้นการมีส่วนร่วมตั้งแต่การตัดสินใจ การดำเนินการ การใช้ประโยชน์และการ ประเมินผลระหว่างคณะผู้วิจัยผู้บริหารระดับต่างๆ คณาจารย์ทุกคนและนักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 4 ทุก คน 3. ร่วมเสวนาเพื่อปรับทัศนคติของนักศึกษาต่อการสอบสภาการพยาบาล ให้ผ่าน 8 วิชาใน รอบแรกโดยบัณฑิตที่จบการศึกษาในปี การศึกษา 2550 ให้นักศึกษาตระหนักถึงผลกระทบจากการ สอบไม่ ผ่านของสภาการพยาบาลในรอบแรกทั้งต่อตนเองอาจารย์และวิทยาลัยฯ ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมการเรียนของนักศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ 4. ทดสอบนิสัยในการเรียนหนังสือและแจ้งผลการทดสอบเพื่อให้นักศึกษาทราบ สภาพการณ์ หรือนิสัยการเรียนหนังสือของตนเองเกี่ยวกับการอ่านและการจดจำสมาธิในการเรียนนิสัยทั่วๆไป และทัศนคติในการทำงานให้โอกาสนักศึกษาได้พิจารณานิสัยแต่ละอย่างที่จะต้องปรับปรุง 5. ปรับนิสัยการเรียนและสร้างแรงจูงใจต่อการเรียนการชี้แจงเกี่ยวกบการเรียนรู้อย่างถูก วิธีการได้รับคู่มือหัวใจนักศึกษาที่ดีการสร้างแรงจูงใจให้แก่นักศึกษาและแนวทางปรับเปลี่ยนนิสัยการเรียนรู้ ของตนเอง ให้นักศึกษาจัดกลุ่มวางแผนการเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของตนเอง 6. ทดสอบความรู้แต่ละวิชาและสะท้อนผลการสอบ การจัดให้นักศึกษาทำข้อสอบเสมือน จริง 8 รายวิชา (Pretest) พร้อมแจ้งผลสอบตามหัวเรื่องของแต่ละรายวิชาตาม Test blue print ของสภาการ พยาบาลเพื่อให้ทั้งอาจารย์และนักศึกษาได้รู้ว่าข้อสอบเน้นหนักในหัวเรื่องใดและรู้ว่านักศึกษาอ่อนด้อยในวิชา ใดและหัวเรื่องใด 7. การฝึกปฏิบัติรวบยอดตามแหล่งฝึกต่าง ๆ เป็นการจัดการเรียนการสอนที่ผสมผสาน ระหว่างทฤษฎีและปฏิบัติสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการในการนำทฤษฎีไปสู่ปฏิบัติโดยให้อาจารย์พี่เลี้ยงตาม แหล่งฝึกต่าง ๆ เน้นการทำประชุมวิเคราะห์กรณีศึกษา (Case Conference) และทำ Clinical Teaching 8. การสอนเสริมแต่ละรายวิชาของอาจารย์โดยเน้นเนื้อหาหรือสาระวิชา (Concept) การ ปรับเปลี่ยนตารางการสอนเสริมเรียน 1วัน สลับหยุด 1วัน เพื่อให้นักศึกษาได้มีเวลาอ่านหนังสือและ ทำความ เข้าใจในเนื้อหานั้นให้ถ่องแท้และลึกซึ้งเพียงพอ ตารางการสอนเสริมจัดในวันหยุดราชการด้วยเป็นการกระตุ้น บรรยากาศการเรียนรู้ของนักศึกษาโดยไม่ต้องคำนึงถึงวันหยุดซึ่งเป็นการใช้เวลา ที่เหลืออยูให้เกิดประโยชน์ และคุ้มค่ามากที่สุด การเฉลยข้อสอบ (Posttest) โดยอาจารย์แต่ละรายวิชา ร่วมชี้แจงวิเคราะห์ให้เข้าใจตรง ประเด็นของคำถามและตัวเลือกของคำตอบ 9. การฝึกฝนสมาธิโดยเข้าค่ายธรรมะ เป็นการฝึกฝนการมีสติการมีสมาธิลดความเครียด ความวิตกกังวลเป็นการอบรมทางด้านจิตใจและด้านคุณธรรมให้แก่นักศึกษาพยาบาล เป็นพยาบาลวิชาชีพที่ดี ในอนาคตทั้งด้านการทำงานและสังคม นอกจากนี้ยังทำให้นักศึกษาสามารถอ่านหนังสือ ได้มีประสิทธิภาพมาก ขึ้นจดจำสิ่งที่อ่านได้มากขึ้น 10. การฝึกทำข้อสอบด้วยตนเองในระบบฐานข้อมูล Intranet ของวิทยาลัย โดยข้อสอบที่ใช้ เป็นการแลกเปลี่ยนกันภายในเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลสังกัดสถาบันพระบรมราชชนกเพื่อให้ นักศึกษาได้ฝึก ทำข้อสอบที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น ชุติมา ปัญญาพินิจนุกูร, ศุกร์ ใจ เจริญศุกร์ และพรทิพา ทักษิณ (2553) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ กับผลการสอบความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ชั้นหนึ่งของผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยย้อนหลัง (retrospective study) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลการสอบความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียนและรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่ง ของผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาล
20 บรมราชชนนี ชลบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็น ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ปี การศึกษา 2548, 2549 และ 2550 จำนวน 214คน เก็บรวบรวมข้อมูลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและผลการ สอบความรู้รวบยอดจากงานทะเบียนวัดและประมวลผลการศึกษาและประสานงานกบสภาการพยาบาลขอ ข้อมูลผลการสอบความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ ของผู้สำเร็จการศึกษา ย้อนหลัง 3 ปี ทำการวิเคราะห์ ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน หาความสัมพันธ์โดย ใช้สถิติ Point – Biserial Correlation และ Chi – square หาขนาดของความสัมพันธ์โดยใช้ Cramer, s V และหาปัจจัยทำนาย โดยใช้การวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติค ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการสอบความรู้เพื่อขอ ขึ้นทะเบียน และรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ ของผู้สำเร็จการศึกษา ในปีการศึกษา 2548, 2549 และ 2550 มี ผู้สอบผ่านทั้ง 8รายวิชาคิดเป็นร้อยละ 55.93, 59.65 และ 31.63 ตามลำดับ รายวิชาที่มีผู้สอบผ่าน มากที่สุดคือ วิชากฎหมายและจรรยาบรรณวิชาชีพ รองลงมา คือ วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่คิดเป็นร้อยละ 96.3 และ 90.7 ตามลำดับรายวิชาที่มีผู้สอบผ่านน้อยที่สุดคือ วิชาการผดุงครรภ์คิดเป็น ร้อยละ 69.62 เกรดเฉลี่ย สะสมตลอดหลักสูตร เกรดเฉลี่ยสะสมในรายวิชาที่เกี่ยวข้อง ผลการสอบความรู้รวบยอดของวิทยาลัยพยาบาล เครือข่ายภาคกลางและผลการสอบความรู้รวบยอดของสถาบันสมทบ มหาวิทยาลัยบูรพา มีความสัมพันธ์ ทางบวกกับผลการสอบความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ ของผู้สำเร็จการศึกษา (r =.573, r = .401, V = .168 และ V = .245 ตามลำดับ) 2. เกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร เกรดเฉลี่ยสะสมใน รายวิชาที่เกี่ยวข้อง ผลการสอบความรู้รวบยอดของวิทยาลัย ผลการสอบความรู้รวบยอดของวิทยาลัยพยาบาล เครือข่ายภาคกลางและผลการสอบความรู้รวบยอดของสถาบันสมทบมหาวิทยาลัยบูรพา สามารถร่วมกัน อธิบายความ แปรปรวนของอัตราการสอบผ่านการสอบความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพฯ ได้ร้อยละ 44.4 (Nagelkerke R2 =44.4) และสามารถทำนายได้ถูกต้องร้อยละ 74.3 (Predicted Classification Overall 74.3% )โดยผู้ที่มีเกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรสูงมีโอกาสสอบ ผ่านการสอบความรู้ เพื่อขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ ทุกวิชาเพิ่มเป็น 122.587 เท่า สรุปและข้อเสนอแนะ เกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร เกรดเฉลี่ยสะสมในรายวิชาที่เกี่ยวข้อง ผลการสอบความรู้รวบยอดของ วิทยาลัยพยาบาลเครือข่ายภาคกลางและผลการสอบความรู้รวบยอด ของสถาบันสมทบ มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กบผลการสอบความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ ดังนั้น ในการจัดการเรียนการสอนทางการพยาบาล วิทยาลัย ควรหากลยุทธ์ในการพัฒนาให้นักศึกษามีความรู้ ความ เข้าใจและมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ควรพัฒนาการสอบความรู้รวบยอดของวิทยาลัย วิทยาลัยพยาบาลเครือข่ายภาคกลางและสถาบันสมทบมหาวิทยาลัยบูรพาให้ได้มาตรฐาน เพื่อเตรียมความ พร้อมให้กบนักศึกษาในการสอบความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ
21 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) รูปแบบแผนหลายระยะ (Multi – phase Design) (Creswell & Clark, 2011) ซึ่งเป็นแบบแผนการวิจัยที่แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 การทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบ ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ และระยะที่ 3 การวิจัยและพัฒนา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ เพื่อ การสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ระยะที่ 1 การทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบ ประชากร คืองานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อผลสัมฤทธิ์การเรียน การเตรียม ความพร้อมในการสอบ ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548-2562 ที่ได้รับการตีพิมพ์และปรากฏใน ฐานข้อมูลออนไลน์ของ ห้องสมุดมหาวิทยาลัย และฐานข้อมูลออนไลน์ของวารสารการแพทย์และการพยาบาล ในประเทศไทย และ สืบค้นจากเอกสารอ้างอิงของบทความทางวิชาการจากวารสารและงานวิจัย ที่ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูลอิเล็คทรอ นิกส์(Manual search) กลุ่มตัวอย่างในการทบทวนวรรณกรรม เป็นงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบการเรียนการสอนเพื่อ ผลสัมฤทธิ์การเรียน และการเตรียมความพร้อมในการสอบ ที่ได้รับการตีพิมพ์และปรากฏในฐานข้อมูลออนไลน์ ของห้องสมุดมหาวิทยาลัย และฐานข้อมูลออนไลน์ของวารสารการแพทย์และการพยาบาล ในประเทศไทย และสืบค้นจากเอกสารอ้างอิงของบทความทางวิชาการจากวารสารและงานวิจัย ที่ไม่ได้อยู่ในฐานข้อมูล อิเล็คทรอนิกส์ (Manual search) ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2548 – 2562 คำสำคัญในการสืบค้นในฐานข้อมูล อิเลคทรอนิกส์ ได้แก่ รูปแบบการเรียนการสอนของนักศึกษา ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ของการสอบ การเตรียมความพร้อมการสอบ ความพร้อมในการสอบ ความเครียดในการสอบ แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ แรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์ของนักศึกษา โดยกำหนดเกณฑ์การคัดเลือกงานวิจัยและเกณฑ์การคัดออกงานวิจัย ดังนี้ เกณฑ์การคัดเลือกงานวิจัย (Inclusion criteria) 1. เป็นงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบ วิธีการ จัดการรูปแบบผลลัพธ์ของการจัดการเรียนการ สอน ผลสัมฤทธิ์การเรียน ในประเทศไทยเป็นตัวแปรต้น 2. เป็นงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับผลลัพธ์การจัด การรูปแบบผลลัพธ์ของการจัดการเรียนการสอน ผลสัมฤทธิ์การเรียนใน ประเทศไทยเป็นตัวแปรตาม 3. เป็นงานวิจัยที่มีรูปแบบการวิจัยเป็นการศึกษาเชิงทดลอง และการศึกษากึ่งทดลองที่ศึกษาใน ประเทศไทยที่ได้รับการตีพิมพ์ และเผยแพร่เป็นภาษาไทย 4. เป็นงานวิจัยที่มีการตีพิมพ์ระหว่างปี พ.ศ. 2548 - 2562 5. เป็นงานวิจัยที่ศึกษาคว้าการจัดการเรียนการสอน และผลสัมฤทธิ์การเรียนในประเทศไทย เกณฑ์การคัดออกงานวิจัย (Exclusion criteria) คือ ไม่สามารถเข้าถึงรายงานวิจัยหรือบทความ วิชาการฉบับสมบูรณ์ได้
22 ระยะที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากรและกลุ่มตัวอย่างในระยะที่ 2 ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 ประชากร คือ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 รุ่นที่ 22 ปีการศึกษา 2562 จำนวน 118 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 4 จำนวน 12 คน การคัดเลือกกลุ่ม ตัวอย่างได้จากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Stratified random sampling) โดยการแบ่งนักศึกษาออกเป็น 4 กลุ่ม ตามระดับเกรดเฉลี่ย จากนั้นคำนวณกลุ่มตัวอย่างตามสัดส่วน และสุ่มอย่างง่าย ดังแสดงในตารางที่ ตารางแสดงที่1 จำนวนประชากรและขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ระดับเกรดเฉลี่ย จำนวนประชากร จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 3.25-3.65 14 1 3.01-3.24 26 3 2.51-3.00 72 7 ต่ำกว่า 2.5 12 1 กลุ่มที่ 2 ประชากร คือ อาจารย์ประจำของภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ จำนวนทั้งหมด 11 คน ในการกลุ่มที่ 2 ใช้ประชากรในการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบประเมินคุณภาพงานวิจัย เป็นเครื่องมือ ประเมินคุณภาพรายงานการวิจัย 2. แบบบันทึกการสกัดข้อมูลจากงานวิจัย เป็นเครื่องมือบันทึกรายละเอียดของงานวิจัยที่พัฒนาโดย สถาบันโจแอนนาบริกส ์ (2011) ในการดำเนินการบันทึกข้อมูลจากงานวิจัยหรือบทความวิจัยที่ได้คัดเลือกเพื่อ นำมาทบทวนความรู้อย่างเป็นระบบ 3. แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ เกรดเฉลี่ยสะสม 4. แบบทดสอบความรู้รวบยอดวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ จำนวน 75 ข้อ 5. แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1. การตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินคุณภาพงานวิจัย โดยทดสอบความตรงของผู้บันทึกข้อมูล จำนวน 3 คน โดยนำแบบประเมินคุณภาพงานวิจัย แบบบันทึกสกัดข้อมูลงานวิจัยไปเก็บข้อมูลร่วมบันทึกกับผู้ บันทึก 2 คน และผู้วิจัย รวมเป็นจำนวน 3 คน เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของการบันทึกโดยใช้สูตร ความ สอดคล้อง (agreement rate : AR) พบว่ามีค่าความสอดคล้อง (agreement rate : AR) มากกว่า 0.75 ซึ่งมี ค่าความสอดคล้องในระดับดีมากกรณีที่พบความแตกต่างได้หาข้อบกพร่องร่วมกันและปรับปรุงจนได้ความเห็น ที่สอดคล้องกันก่อนนำไปใช้จริง 2. แบบทดสอบความรู้รวบยอดวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ จำนวน 75 ข้อ คือแบบทดสอบมาตรฐาน ของสถาบันพระบรมราชชนก ปีการศึกษา 2560 3. การตรวจสอบคุณภาพแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง โดยตรวจสอบความตรงด้านเนื้อหาจาก ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน
23 การพิทักษ์สิทธิ์กลุ่มตัวอย่าง การศึกษาครั้งนี้ขอรับการพิจารณาเห็นชอบโดยสอดคล้องกับแนว ปฏิญญาเฮลซิงกิจากคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในคนของวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี ผู้วิจัยดำเนินการเก็บข้อมูลภายหลังได้รับการพิจารณาอนุมัติจริยธรรมการวิจัยในคนจากคณะกรรมการ พิจารณาการวิจัยในคน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เลขที่โครงการวิจัย 0010.1/2562 วันที่ รับรอง 1 สิงหาคม พ.ศ. 2562 วันหมดอายุ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2563 ผู้วิจัยพิทักษ์สิทธิ์ของกลุ่มตัวอย่างโดย ชี้แจงวัตถุประสงค์ของการวิจัย ขั้นตอนการเก็บรวบรวมข้อมูล ประโยชน์หรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการ เข้าร่วมโครงการวิจัยในครั้งนี้ และเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมโครงการวิจัยได้ซักถามข้อสงสัยต่าง ๆ และผู้เข้าร่วม โครงการวิจัยสามารถการถอนตัวออกจากการวิจัยได้ทุกเวลาโดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลให้ผู้วิจัยทราบ โดยการ ถอนตัวออกจากการวิจัยไม่มีผลกระทบใด ๆ ต่อตัวผู้เข้าร่วมโครงการวิจัย นอกจากนี้ข้อมูลทั้งหมดในการวิจัย จะนำเสนอในภาพรวมของกลุ่ม ไม่สามารถสืบค้นข้อมูลเป็นรายบุคคลได้ ขั้นตอนการดำเนินการวิจัย คณะผู้วิจัยดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การทบทวนวรรณกรรม คณะผู้วิจัยดำเนินการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบตามแนวทางของสถาบัน โจแอนนาบริกส์ (Joanna Briggs Institute, 2011) ซึ่งมี ขั้นตอนดังนี้ 1) การกำหนดปัญหาในการทบทวน 2) การค้นหาและ คัดเลือกงานวิจัย 3) การประเมินผล คุณภาพงานวิจัย 4) การเก็บรวบรวมข้อมูล 5) การวิเคราะห์ผล 6) นำเสนอข้อมูล และ 7) การแปลผลข้อมูล มีการกำหนดคำสำคัญ (keywords) ที่ใช้ในการสืบค้นในฐานข้อมูล อิเลคทรอนิกส์ ได้แก่ รูปแบบการเรียนรู้ รูปแบบการจัดการเรียนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การเตรียมความ พร้อมการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ นักศึกษา พยาบาล การเรียนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง ที่ตีพิมพ์ปี พ.ศ.2548-2562 ระยะ 2 การวิจัยเชิงปริมาณ 2.1 รวบรวมข้อมูลส่วนบุคลของนักศึกษา ได้แก่ เกรดเฉลี่ยสะสม เกรดเฉลี่ยวิชาปัญหา สุขภาพ 1-3 2.2 ให้กลุ่มตัวอย่างตอบแบบทดสอบรวบยอดวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ของสถาบันพระบรม ราชชนก ปีการศึกษา 2560 และบันทึกคะแนนรายบุคคล วิเคราะห์ผลการทดสอบในภาพรวม และราย จุดประสงค์ของชุดแบบทดสอบ 2.3 สัมภาษณ์กลุ่ม (Group interview) นักศึกษาพยาบาลศาสตร์ชั้นปีที่ 4 รุ่น 22 จำนวน 12 คน และอาจารย์ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ จำนวน 11 คน 2.4 การวิเคราะห์สภาวะแวดล้อม (SWOT analysis) คณะผู้วิจัยร่วมกันการวิเคราะห์สภาวะ แวดล้อม (SWOT analysis) จากข้อมูลที่รวบรวมได้จากนักศึกษา และอาจารย์ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน ปัญหาอุปสรรค์และโอกาสของการจัดการเรียนการสอนวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ และ หาแนวทางในการแก้ปัญหา
24 ระยะที่ 3 การวิจัยและพัฒนา 3.1 นำผลการศึกษาของระยะที่ 1 และ 2 มาวิเคราะห์ สังเคราะห์และร่างรูปแบบการเตรียมความ พร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการ ผดุงครรภ์ 3.2 นำร่างรูปการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน ตรวจสอบความตรง ด้านเนื้อหา ความสอดคล้อง ความเหมาะสม 3.3 คณะผู้วิจัยปรับรูปแบบตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ การรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2562 1. คณะผู้วิจัยดำเนินรวบรวมข้อมูลโดยการสืบค้นการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวกับรูปแบบการ เรียนการสอน และการเตรียมความพร้อมในการสอบ 2. ภายหลังได้รับการพิจารณาอนุมัติจริยธรรมการวิจัยในคนจากคณะกรรมการพิจารณาการวิจัยใน คน วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เลขที่โครงการวิจัย 0010.1/2562 คณะผู้วิจัยดำเนินการเก็บ รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ 1.1 เก็บข้อมูลกลุ่มตัวด้วยแบบทดสอบความรู้รวบยอดวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ปีการศึกษา 2560 ของสถาบันพระบรมราชชนก 1.2 เก็บข้อมูลทุติยภูมิของกลุ่มตัวอย่างจากงานทะเบียนวิทยาลัยพยาบาลบรมราชนนี สุพรรณบุรี 1.3 สัมภาษณ์กลุ่ม กลุ่มตัวอย่างกลุ่มนักศึกษา และอาจารย์ภาควิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ โดยใช้ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูล 1. นำข้อมูลจากการทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบ ข้อมูลทุติยภูมิของกลุ่มตัวอย่าง และผลของ แบบทดสอบความรู้รวบยอดวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ มาวิเคราะห์ด้วยสถิติพรรณนา ได้แก่ การแจกแจง ความถี่ (Frequencies) และค่า ร้อยละ (Percentage) 2. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากการสนทนากลุ่ม โดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) 3. ยืนยันรูปแบบการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์โดยวิเคราะห์ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อรูปแบบ การเตรียมความพร้อม โดยใช้ค่าความถี่ และค่าร้อยละ และการวิเคราะห์ความคิดเห็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้จากข้อ คำถามปลายเปิดเกี่ยวกับรูปแบบการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ เพื่อการสอบขึ้นทะเบียน รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์
25 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 ประเด็น จำแนกตามวิธีวิทยาการวิจัยที่ใช้แนวทางการนำเสนอผลการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed methods) ของ Creswell & Clark (Creswell & Clark, 2011) โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. การทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ การศึกษาในประเทศไทย 2. ประเด็นปัญหาและแนวทางในพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในการสอบขึ้น ทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ 3. รูปแบบการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ 1. การทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ การศึกษาในประเทศไทย ในประเด็นนี้เป็นการนำเสนอผลการทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบ เพื่อสรุปองค์ความรู้ที่ได้มาจาก ผลงานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การศึกษาในประเทศไทย ผลการ สืบค้นงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอน และผลสัมฤทธิ์การเรียนในประเทศไทย ระหว่างปี พ.ศ. 2548 – 2562 ตามคำสำคัญที่ระบุไว้ได้ทั้งหมดจำนวนรวม 60 ชื่อเรื่อง และผ่านเกณฑ์การคัดเลือก งานวิจัยโดยใช้แบบประเมินคุณภาพงานวิจัยและแบบบันทึกการสกัดข้อมูลจากงานวิจัยได้งานวิจัยจำนวน 43 เรื่อง ผู้วิจัยนำเสนอผลการศึกษาในรูปแบบการบรรยายประกอบตาราง โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 ลักษณะทั่วไปของงานวิจัยที่นำมาทบทวน ส่วนที่ 2 รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การศึกษาที่เกี่ยวกับการเตรียมความ พร้อมการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ส่วนที่ 1 ลักษณะทั่วไปของงานวิจัยที่นำมาทบทวน คุณลักษณะของงานวิจัยรูปแบบการเรียนรู้ รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ การศึกษาที่เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาล และการผดุงครรภ์พบว่า ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยที่ศึกษารูปแบบการเรียนรู้คิดเป็นร้อยละ 55.82 งานวิจัยส่วน ใหญ่ตีพิมพ์ในช่วงปีพ.ศ. 2560 - 2563 คิดเป็นร้อยละ 53.49 ระเบียบวิธีวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยแบบกึ่ง ทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน รองลงมา คือ งานวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มทดสอบก่อน และหลังเรียน และการวิจัยแบบผสมวิธี คิดเป็นร้อยละ 30.23 และ 16.28 ตามลำดับ ส่วนใหญ่ศึกษาในกลุ่ม ตัวอย่างมากกว่า 150 คน คิดเป็น ร้อยละ 30.23 ส่วนใหญ่ศึกษาในวิทยาลัยพยาบาล คิดเป็น ร้อยละ 51.16 ดังแสดงในตารางแสดงที่ 2
26 ตารางแสดงที่2 จำนวนและร้อยละของงานวิจัยจำแนกตามคุณลักษณะงานวิจัย (n = 43) ลักษณะทั่วไปของงานวิจัย จำนวน ร้อยละ ประเด็นการศึกษางานวิจัย - การเตรียมความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนฯ - การเรียนโดยใช้สถานการณ์จำลองฯ - รูปแบบการเรียน :- จิตตปัญญา :- การเรียนแบบเชิงรุก :- การจัดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง :- Case base learning :- การเรียนรู้แบบทีม :- VARK :- เนื้อหา :- ทฤษฎีการสร้างความรู้ 13 6 24 11 2 2 1 1 5 1 1 30.23 13.95 55.82 25.58 4.65 4.65 2.33 2.33 11.63 2.33 2.33 ปีพ.ศ.ที่ตีพิมพ์ 2549 - 2553 4 9.30 2554 - 2559 16 37.21 2560 - 2563 23 53.49 ระเบียบวิธีวิจัย กึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน 13 30.23 กึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่ม ทดสอบก่อนและหลังเรียน 7 16.28 การวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) 1 2.33 การวิจัยเชิงพรรณนา 5 11.63 การวิจัยเชิงพรรณาหาปัจจัยทำนาย/ อำนาจทำนาย 1 2.33 การวิจัยและพัฒนา 4 9.30 การวิจัยแบบผสมวิธี(mixed-method research) 7 16.28 การวิจัยเชิงพรรณนาหาความสัมพันธ์ 5 11.63 การสำรวจแบบภาคตัดขวาง 1 2.33 จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา 5 - 30 5 11.63 31 -60 6 13.95 61 - 90 7 16.28 91 - 120 7 16.28 121 - 150 4 9.30 ≥ 150 13 30.23 ไม่ระบุ 1 2.33 สถานที่ศึกษา มหาวิทยาลัย 12 27.91 วิทยาลัยพยาบาล 22 51.16 โรงเรียนมัธยมศึกษา 4 9.30 โรงเรียนประถมศึกษา 4 9.30 วิทยาลัยอาชีวะศึกษา / อนุปริญญา 1 2.33
27 ส่วนที่ 2 รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การศึกษาที่เกี่ยวกับการเตรียม ความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ผลการวิเคราะห์รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การศึกษาในประเทศไทย ระหว่างปี 2549 – 2563 จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับรูปแบบการเตรียมความพร้อม เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ มี 3 ประเด็น ได้แก่ รูปแบบการเรียนรู้ การเตรียม ความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และการ เรียนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง โดยแต่ละประเด็นมีรายละเอียด ดังนี้ 1. รูปแบบการเรียนรู้จำนวน 24 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 55.82 พบว่า ส่วนใหญ่มีรูปแบบการจัดการ เรียนการสอนโดยใช้แนวคิดจิตตปัญญาเป็นกรอบแนวคิดในการพัฒนารูปแบบการเรียนการสอน นักศึกษาส่วน ใหญ่มีรูปแบบการเรียนรู้แบบพึ่งพาและแบบมีส่วนร่วม และนักศึกษาชอบการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ (Multimodality) 2. การเตรียมความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและ การผดุงครรภ์จำนวน 13 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 30.23 โดยในแต่ละเรื่องของการศึกษาวิจัยมีกิจกรรมการ เตรียมความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนฯ มีหลายกิจกรรม ซึ่งพบว่า กิจกรรมของการเตรียมความพร้อมเพื่อ สอบขึ้นทะเบียนฯ ที่คล้ายกัน คือ สรุปเนื้อหาตามแผนผังการออกข้อสอบของสภาการพยาบาล (test blueprint) กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้ กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาตาม แผนผังการออกข้อสอบของสภาการพยาบาล (test blueprint) การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ การทำ ข้อสอบ การเฉลยข้อสอบ และเรียนรู้เทคนิคในการทำข้อสอบ การเตรียมความพร้อมของนักศึกษาในแต่ รายวิชา การเสริมแรงโดยรุ่นพี่ที่สําเร็จการศึกษา และการทำข้อสอบเสมือนข้อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพ 3. การเรียนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง จำนวน 6 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 13.95 พบว่า ผล จากการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงที่คล้ายกัน คือ นักศึกษาได้ประสบการณ์ที่เกิดจากการ ปฏิบัติการพยาบาลด้วยตนเอง เป็นวิธีการเรียนรู้ที่สามารถทำให้บรรลุตามวัตถุประสงค์การเรียนที่หลากหลาย ทั้งด้านความรู้ทักษะ การตัดสินใจแก้ปัญหา การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม นอกจากนี้ในการเรียนรู้ด้วย สถานการณ์จำลองเสมือนจริงประกอบด้วย การเตรียมผู้เรียน การสร้างสถานการณ์การปฏิบัติการตาม สถานการณ์ที่กำหนด การตัดสินทางคลินิก การอภิปราย และการสะท้อนคิด ซึ่งขั้นตอนของการอภิปรายถือ ว่าเป็นขั้นการเรียนรู้จากประสบการณ์ตนเอง การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่จะนำไปสู่การปฏิบัติที่ดีขึ้นเพื่อ พัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้มีความสามารถในการแก้ปัญหาทางการพยาบาลพัฒนาการคิดวิจารณญาณ การ ตัดสินใจทางคลินิกและความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลในสถานการณ์ 2. ประเด็นปัญหาและแนวทางในการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในการเตรียมความพร้อมก่อนสอบขึ้น ทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ในประเด็นนี้เป็นการนำเสนอผลการวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อตอบประเด็นปัญหาและแนวทางของการ เตรียมความพร้อมของผู้เรียนในการเตรียมความพร้อมก่อนสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ ผู้วิจัยดำเนินการโดยวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียน การใช้เทคนิค
28 การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) และการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) มี รายละเอียดดังนี้ 1. วิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียน ซึ่งในส่วนนี้ผู้วิจัยแบ่งผลสัมฤทธิ์ทาง การศึกษาของนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 4 ออกเป็น 2 ส่วน คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตลอด หลักสูตร ดังตารางที่ 2 และผลการทดสอบรวบยอดเสมือนจริงวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ตารางแสดงที่ 3 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตลอดหลักสูตร (n = 118) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตลอดหลักสูตร จำนวน (คน) 3.51 – 3.65 1 3.01 – 3.50 39 2.51 – 3.00 72 2.41 – 2.50 6 ̅= 2.91 118 จากตารางแสดงที่ 3 สามารถแบ่งนักศึกษาออกเป็น 3 กลุ่ม ตามระดับเกรดเฉลี่ย ได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มเก่ง ระดับเกรดเฉลี่ย 3.01 - 3.65 มีจำนวน 40 คน กลุ่มที่ 2 กลุ่มกลาง ระดับเกรดเฉลี่ย 2.51-3.00 แบ่งเป็น จำนวน 72 คน กลุ่มที่ 3 กลุ่มอ่อน ระดับเกรดเฉลี่ย ต่ำกว่า 2.51 แบ่งเป็น จำนวน 6 คน ข้อค้นพบคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตลอดหลักสูตรของผู้เรียนชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2562 พบเฉลี่ย คะแนนสะสมตลอดหลักสูตร 2.91 ส่วนใหญ่คะแนนเฉลี่ยสะสมระหว่าง 2.51 – 3.00 จัดอยู่ในกลุ่มปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 61.02 และผลการทดสอบรวบยอดเสมือนจริงวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 มีผู้สอบผ่าน เพียง 25 คน คิดเป็นร้อยละ 21 และไม่ผ่าน 93 คน คิดเป็นร้อยละ 79 จากผู้เรียนทั้งสิ้น 118 คน โดยมี คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 39.11 คะแนน มีคะแนนต่ำสุด 25 คะแนน และคะแนนสูงสุด 58 คะแนน จากคะแนนเต็ม 75 คะแนน 2. การวิเคราะห์ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาและแนวทางของการเตรียมความพร้อมของ ผู้เรียนในการเตรียมความพร้อมก่อนสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุง ครรภ์จากนักศึกษาและอาจารย์ด้วยเทคนิคการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) โดยใช้แบบสอบถาม แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structured interview) ในประเด็นการเตรียมความพร้อมด้วยตนเอง ฟังบรรยาย และปรึกษาจากอาจารย์ที่เชี่ยวชาญ การมีเพื่อนช่วยเพื่อน ฝึกทักษะการทำข้อสอบเสมือน และการเรียนโดใช้ สถานการณ์จำลองเสมือนจริง สามารถสรุปผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นได้ดังนี้ “อ่านหนังสือตามเนื้อหาเพื่อสรุปย่อเนื้อหาที่สำคัญเป็นความคิดรวบยอดของตนเอง โดยใช้ mind mapping และฝึกวิเคราะห์ตาม blue print สภา ช่วยให้มีแนวทางในการอ่านหนังสือ” “นักศึกษาที่เป็น keyman ที่ได้ไปทำความเข้าใจเนื้อหาและสรุปพร้อมทั้งทำสื่อ ทบทวนความรู้เพื่อนำมาทบทวนความรู้ให้กับเพื่อนร่วมชั้นเรียนโดยแบ่งเป็นกลุ่ม และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เนื้อหาที่ค้นคว้ามา และความรู้ที่ได้จากเพื่อนที่มีความสามารถจะทำให้เพื่อนมีความรู้ และเป็นขั้นตอนที่สำคัญ ที่จะได้เรียนรู้เนื้อหาที่แตกต่างจากที่ตนเองคิด และการทบทวนความรู้จากเพื่อนด้วยกัน ทำให้กล้าแสดงความ คิดเห็นและเป็นการ empowerment เพื่อนที่เป็น keyman อีกด้วย”
29 “การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ โดยอาจารย์วิเคราะห์ข้อสอบ อย่างมีขั้นตอนทำให้นักศึกษาทราบเทคนิคการค้นหาคำหลักในโจทย์ข้อสอบและมีการคิดตามระหว่างวิเคราะห์ ข้อเฉลยในคำตอบของชุดข้อสอบ” “การทำข้อสอบเสมือนข้อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ จะมี ประโยชน์ในการที่จะช่วยให้นักศึกษานำความรู้ทั้งหมดไปใช้ฝึกทำข้อสอบเป็นการช่วยฝึกกระบวนการคิดให้ ถูกต้องเป็นประโยชน์กับนักศึกษาในการเตรียมความพร้อมในการสอบจริงและเป็นการประเมินตนเอง” “การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงทำให้นักศึกษาได้เตรียม ความพร้อมเสมือนเป็นการฝึกปฏิบัติจริง ถูกกระตุ้นการคิดอยู่ตลอดเวลา อยู่นิ่งไม่ได้ ขั้นตอนสุดท้ายอาจารย์ จะให้นักศึกษาสะท้อนคิดถึงการปฏิบัติในสถานการณ์ ทำให้นักศึกษาสามารถวิเคราะห์เชื่อมโยงความรู้สู่การ ปฏิบัติ และนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์จริงที่นักศึกษาจะต้องพบเจอ” “การเตรียมความพร้อมก่อนสอบสภามีความจำเป็น เพราะนักศึกษาทุกคนจะได้ เรียนรู้ในรูปแบบการเรียนที่หลากหลายที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child center learning) โดยมุ่งเน้นให้ ผู้เรียนมีความรู้รวมถึงทักษะเพียงพอที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษาในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่าง ต่อเนื่องตลอดชีวิต” “การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบควรเป็นขั้นตอนภายหลังจากที่ นักศึกษาได้ทบทวนความรู้ด้วยตนเองก่อน จะทำให้นักศึกษาได้ฝึกคิดและวางแผนการทบทวนความรู้ได้ด้วย ตนเองก่อน” ข้อค้นพบจากการสัมภาษณ์นักศึกษาและอาจารย์ พบว่า การเตรียมความพร้อมของนักศึกษา ก่อนสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์มีความจำเป็นเพื่อให้ นักศึกษามีการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยมีกิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ การเตรียมความ พร้อมด้วยตนเองโดยผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการพยาบาล กิจกรรม เพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภาการพยาบาล การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ ผู้เรียนทำข้อสอบ เสมือนข้อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และการฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลอง เสมือนจริง 3. วิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) จากการวิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็งของปัจจัย นำเข้า (Input) กระบวนการ (Process) ผลลัพธ์ (Output) ที่เกี่ยวข้องต่างๆ เพื่อนำข้อมูลมาเป็นแนวทางใน การพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในการเตรียมความพร้อมก่อนสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ สามารถสรุปผลการวิเคราะห์ความคิดเห็นได้ดังแผนภาพที่ 2
30 S : Strengths 1.วิทยาลัยฯมีนโยบายพัฒนาบัณฑิตให้มีความเชี่ยวชาญ ด้านวิชาชีพ 2.มีหลักสูตรที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญ เน้นผู้เรียนลงมือกระทำ (Active Learning) 3.อาจารย์มีความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ 4.อาจารย์มีความทุ่มเท เสียสละ เป็นแบบอย่างที่ดี 5.มีรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลายโดยเน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง 6. วิทยาลัยฯเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์ จำลองเสมือนจริง (SBL) W : Weaknesses 1.ผู้เรียนมีค่าเฉลี่ยการคิดเชิงวิเคราะห์ หัวข้อ เสนอ ทางเลือกในการแก้ปัญหาอย่างหลากหลายและเชื่อมโยง ความรู้ทางวิชาการและสอดคล้องกับบริบทตามสภาพจริง ค่อนข้างต่ำ (คะแนน 4.01 จากคะแนนเต็ม 5) 2.ผู้เรียนไม่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ได้ 3.ผู้เรียนขาดความมั่นใจ ขาดแรงบันดาลใจ ท้อแท้กับการ อ่านหนังสือ 4.เกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรของผู้เรียนชั้นปีที่ 4 ปี การศึกษา 2562 พบเฉลี่ยคะแนนสะสมตลอดหลักสูตร 2.91 ส่วนใหญ่คะแนนเฉลี่ยสะสมระหว่าง 3.00 – 2.41 คิด เป็นร้อยละ 66.10 5.ผลการทดสอบรวบยอดเสมือนจริงวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 มีผู้สอบผ่านเพียง 25 คน คิดเป็นร้อยละ 21 และ ไม่ผ่าน 93 คน คิดเป็นร้อยละ 79 จากผู้เรียน 118 คน O : Opportunities 1.มีการเรียนการสอนหมวดวิชาการศึกษาทั่วไป รายวิชา พัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบโดยอาจารย์ผู้สอน เป็นอาจารย์ภายใน 2.มีโครงการอัตลักษณ์บัณฑิตที่ส่งเสริมผู้เรียนในด้านต่างๆ เป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี ของ การเรียนหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต 3.มีหนังสือที่เพียงพอต่อการค้นคว้าหาความรู้ 4.มีห้องสมุดที่เอื้อต่อการเรียนตลอดเวลา 5.IT มีความพร้อมใช้ 6.หอพักเอื้อต่อการเรียนรู้ซึ่งผู้เรียนมีการพักในวิทยาลัย ตลอดหลักสูตร T : Threats 1.จำนวนผู้เรียนมีมาก ค่า FTES = 301.08 2.ผู้เรียนบางคนมีความสนใจกิจกรรมอย่างอื่นมากกว่าการ เรียน 3.มีการจัดกิจกรรมมากทำให้ผู้เรียนเกิดความเหนื่อยล้า (ตลอดปีการศึกษาเฉลี่ยประมาณ 25 – 30 กิจกรรม) 4.เนื้อหารายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่มีมากและซับซ้อน นอกจากนี้ยังเป็นการบูรณาการรายวิชาที่รวมเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ เป็นวิชาการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพ ทำให้ผู้เรียนเกิดการสับสน แผนภาพที่ 2 วิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) ข้อค้นพบที่ได้จากการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) พบว่าประเด็นเกี่ยวกับการเรียน การสอนวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี มีจุดแข็ง คือ มีหลักสูตรที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์จาก ผู้เชี่ยวชาญเน้นผู้เรียนลงมือกระทำ (Active Learning) มีรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลายโดยเน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และวิทยาลัยฯเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (SBL) มี โอกาสพัฒนา คือ การเรียนการสอนหมวดวิชาการศึกษาทั่วไป รายวิชาพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ โดยอาจารย์ผู้สอนเป็นอาจารย์ภายใน และมีโครงการอัตลักษณ์บัณฑิตที่ส่งเสริมผู้เรียนในด้านต่าง ๆ เป็น กิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี ของการเรียนหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต และมีจุดอ่อน คือ ผู้เรียนมีการคิดเชิงวิเคราะห์ หัวข้อ เสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาอย่างหลากหลายและเชื่อมโยงความรู้ ทางวิชาการและสอดคล้องกับบริบทตามสภาพจริงค่อนข้างต่ำ และไม่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ได้ รวมทั้งขาดความมั่นใจ ขาดแรงบันดาลใจ ท้อแท้กับการอ่านหนังสือ รวมถึงอุปสรรคที่พบ คือ ผู้เรียนบางคนมี ความสนใจกิจกรรมอย่างอื่นมากกว่าการเรียน และมีการจัดกิจกรรมมากทำให้ผู้เรียนเกิดความเหนื่อยล้า
31 รวมถึงเนื้อหารายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่มีมากและซับซ้อน และยังเป็นการบูรณาการรายวิชาที่รวมเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ เป็นวิชาการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพ จึงทำให้ผู้เรียนเกิดการสับสน 3. รูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและ การผดุงครรภ์ ในส่วนนี้เป็นการนำเสนอผลการวิจัยและพัฒนาโดยนำผลการศึกษาในระยะที่ 1 ที่ได้กิจกรรมของการ เรียนรู้แบบผสมผสาน คือ สรุปเนื้อหาตามแผนผังการออกข้อสอบของสภาการพยาบาล (test blueprint) กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้ กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาตามแผนผังการ ออกข้อสอบของสภาการพยาบาล (test blueprint) การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญ และการทำข้อสอบ เสมือนข้อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง ร่วมกับผลของระยะที่ 2 ที่ได้จากการสัมภาษณ์นักศึกษาและอาจารย์ พบว่า การเตรียมความพร้อมของ นักศึกษาก่อนสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์มีความจำเป็น เพื่อให้นักศึกษามีการเตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบมากขึ้น รวมทั้งควรมีกิจกรรมที่หลากหลาย ซึ่งสะท้อน ให้เห็นว่าผลการศึกษาทั้งในระยะที่ 1 และ 2 มีความสอดคล้องกัน ผู้วิจัยจึงนำผลการศึกษาทั้ง 2 ระยะนี้มา กำหนดเป็นร่างรูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ สำหรับเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 ได้ดังนี้ ข้อค้นพบที่ได้จากการวิจัยและการพัฒนาในส่วนนี้ทำให้ได้ร่างรูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการ สอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ สำหรับเป็นแนวทางในการ เตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ โดยมีการเรียนรู้หลัก 2 องค์ประกอบ ได้แก่ การเรียนรู้แบบ ผสมผสาน (Blended Learning) และการฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (SBL) ซึ่งใน แต่ละองค์ประกอบ ประกอบไปด้วยกิจกรรมย่อยที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ การประยุกต์ ใช้และเชื่อมโยงองค์ความรู้มาใช้เมื่อพบโจทย์สถานการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งยังช่วยให้ผู้เรียนมีการวางแผนและ รูปแบบการเตรียมความพร้อม (BS-MODEL) 1. การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning=B) 1.1 ผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการพยาบาล 1.2 กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้ 1.3 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภาการ พยาบาล 1.4 การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ 1.5 ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดท้าบทหัวข้อเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภาการพยาบาล 2. การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (SBL=S) 2.1 การเตรียมการ (Preparing process) -การเตรียมผู้สอน ผู้เรียน และทีมผู้สนับสนุน -การเตรียม สื่อวัสดุ/อุปกรณ์เครื่องมือ และเวชภัณฑ์ -การเตรียมการประเมินผล 2.2 การดำเนินการสอน -ขั้นนำ (Pre – Brief) -ขั้นปฏิบัติตามสถานการณ์ (Scenario running) -ขั้นสรุปการเรียนรู้ (Debriefing): การสะท้อนคิดเพื่อนำไปสู่องค์ความรู้ที่ยั่งยืน 2.3 การสรุป
32 เตรียมตนเองอย่างมีเป้าหมายในการเตรียมสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและ การผดุงครรภ์เพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ผลการยืนยันรูปแบบการเตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้สถานการณ์ จำลองเสมือนจริง (BS-MODEL) จากการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 คน มีความคิดเห็นว่ารูปแบบการ เตรียมความพร้อมด้วยการเรียนรู้แบบผสมผสานร่วมกับการใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง มีความเหมาะสม ของรูปแบบที่มี 2 องค์ประกอบ โดยองค์ประกอบที่ 1 มี 5 กิจกรรม คือ 1) กิจกรรมผู้เรียนสรุปเนื้อหาตาม ขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการพยาบาล 2) กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้ 3) กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภาการพยาบาล 4) การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ 5) ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภาการพยาบาล องค์ประกอบที่ 2 มี 3 ขั้นตอน คือ 1) การเตรียมการ (Preparing process) 2) การดำเนินการสอน และ 3) การสรุป มีความเป็นไปได้ในการใช้รูปแบบ มีความถูกต้องเชิงทฤษฎี และการ นำไปใช้ได้จริงในทุกกิจกรรม คิดเป็นร้อยละ 100 ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญเห็นด้วยกับรูปแบบการเตรียมความพร้อมที่ ได้รับการพัฒนาขึ้น ดังนี้ ยืนยันโดยผู้เชี่ยวชาญ รูปแบบการเตรียมความพร้อม (BS-MODEL) 1. การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning=B) 1.1 ผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการพยาบาลกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวน ความรู้ 1.3 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหา ตามขอบเขตtest blueprint ของสภาการพยาบาล 1.4 การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ 1.5 ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภาการพยาบาล 2. การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (SBL=S) 2.1 การเตรียมการ (Preparing process) -การเตรียมผู้สอน ผู้เรียน และทีมผู้สนับสนุน -การเตรียม สื่อวัสดุ/อุปกรณ์เครื่องมือ และเวชภัณฑ์ -การเตรียมการประเมินผล 2.2 การดำเนินการสอน -ขั้นนำ (Pre – Brief) -ขั้นปฏิบัติตามสถานการณ์ (Scenario running) -ขั้นสรุปการเรียนรู้ (Debriefing) 2.3 การสรุป รูปแบบการเตรียมความพร้อม (BS-MODEL) 1. การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning=B) 1.1 ผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการพยาบาลกิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวน ความรู้ 1.3 กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหา ตามขอบเขตtest blueprint ของสภาการพยาบาล 1.4 การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ 1.5 ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภาการพยาบาล 2. การฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (SBL=S) 2.1 การเตรียมการ (Preparing process) -การเตรียมผู้สอน ผู้เรียน และทีมผู้สนับสนุน -การเตรียม สื่อวัสดุ/อุปกรณ์เครื่องมือ และเวชภัณฑ์ -การเตรียมการประเมินผล 2.2 การดำเนินการสอน -ขั้นนำ (Pre – Brief) -ขั้นปฏิบัติตามสถานการณ์ (Scenario running) -ขั้นสรุปการเรียนรู้ (Debriefing) 2.3 การสรุป
33 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผลการวิจัย และข้อเสนอแนะ การศึกษาการพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ เพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สำหรับเตรียมตัวก่อนการสอบขึ้นทะเบียนรับใบประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการ ผดุงครรภ์มีจุดมุ่งหมายตามระยะของการวิจัย ได้แก่ ระยะที่ 1 เพื่อทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบเกี่ยวกับ รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การศึกษาในประเทศไทย ระหว่างปี 2549 – 2563 ระยะ ที่ 2 เพื่อศึกษาประเด็นปัญหาและแนวทางในการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในการเตรียมความพร้อมก่อน สอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์และระยะที่ 3 เพื่อสร้างร่าง รูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุง ครรภ์การวิจัยครั้งนี้ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) รูปแบบแผนหลายระยะ (Multi – phase Design) (Creswell & Clark, 2011) แบ่งออกเป็น 3 ระยะ เริ่มด้วยระยะที่ 1 เป็นการทบทวน วรรณกรรมอย่างมีระบบ เป็นการศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ การศึกษาในประเทศไทยระหว่างปี 2549 – 2563 การวิจัยระยะที่ 2 ดำเนินการวิจัยด้วยวิธีเชิงคุณภาพด้วย การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) และวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT) ในประเด็นปัญหาและ แนวทางของการเตรียมความพร้อมของผู้เรียนในการเตรียมความพร้อมก่อนสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์กับนักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตชั้นปีที่ 4 และอาจารย์ ประจำภาคการพยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ และวิจัยระยะที่ 3 ดำเนินการวิจัยด้วยวิธีการวิจัยและพัฒนา โดย นำผลการศึกษาในระยะที่ 1 และ 2 และข้อมูลที่ได้จากการทบทวนเอกสารมากำหนดเป็นร่างรูปแบบการ เตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์เพื่อ เป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ผู้วิจัยนำเสนอการสรุป ผลการวิจัย การอภิปรายผล และข้อเสนอแนะจากงานวิจัย ตามลำดับดังต่อไปนี้ 1. สรุปผลการวิจัย 1.1 สรุปผลการวิจัยระยะที่ 1 1.2 สรุปผลการวิจัยระยะที่ 2 1.3 สรุปผลการวิจัยระยะที่ 3 2. อภิปรายผลการวิจัย 2.1 อภิปรายผลการวิจัยระยะที่ 1 2.2 อภิปรายผลการวิจัยระยะที่ 2 2.3 อภิปรายผลการวิจัยระยะที่ 3 3. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้
34 สรุปผลการวิจัย สรุปผลการวิจัยระยะที่ 1 การศึกษาวิจัยในระยะที่ 1 ดำเนินการวิจัยด้วยวิธีวิจัยทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบ มี จุดมุ่งหมายเพื่อสรุปองค์ความรู้ที่ได้มาจากผลงานวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อ ผลสัมฤทธิ์การศึกษาในประเทศไทย ซึ่งการทบทวนวรรณกรรมอย่างมีระบบครั้งนี้เกี่ยวกับรูปแบบการจัดการ เรียนการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การศึกษาในประเทศไทยระหว่างปี 2549 – 2563 ตามคำสำคัญที่ระบุไว้ได้ ทั้งหมดจำนวนรวม 60 ชื่อเรื่อง และผ่านเกณฑ์การคัดเลือกงานวิจัยโดยใช้แบบประเมินคุณภาพงานวิจัยและ แบบบันทึกการสกัดข้อมูลจากงานวิจัยได้งานวิจัยจำนวน 43 เรื่อง ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ คุณลักษณะของงานวิจัยรูปแบบการเรียนรู้ รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์ การศึกษาที่เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาล และการผดุงครรภ์พบว่า ส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยที่ศึกษารูปแบบการเรียนรู้ คิดเป็นร้อยละ 55.82 งานวิจัยส่วน ใหญ่ตีพิมพ์ ในช่วงปี พ.ศ. 2560 - 2563 คิดเป็นร้อยละ 53.49 ระเบียบวิธีวิจัยส่วนใหญ่เป็นงานวิจัยแบบกึ่ง ทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน รองลงมา คือ งานวิจัยกึ่งทดลองแบบ 2 กลุ่มทดสอบก่อน และหลังเรียน และการวิจัยแบบผสมวิธี คิดเป็นร้อยละ 30.23 และ 16.28 ตามลำดับ ส่วนใหญ่ศึกษาในกลุ่ม ตัวอย่างมากกว่า 150 คน คิดเป็น ร้อยละ 30.23 ส่วนใหญ่ศึกษาในวิทยาลัยพยาบาล คิดเป็น ร้อยละ 51.16 ผลการวิเคราะห์รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มีผลต่อผลสัมฤทธิ์การศึกษาในประเทศไทย ระหว่างปี 2549 – 2563 จากการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับรูปแบบการเตรียมความพร้อม เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ มี 3 ประเด็น ได้แก่ รูปแบบการเรียนรู้ การเตรียม ความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และการ เรียนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง สรุปผลการวิจัยระยะที่ 2 การศึกษาวิจัยในระยะที่ 2 มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาประเด็นปัญหาและแนวทางในการเตรียม ความพร้อมของผู้เรียนในการเตรียมความพร้อมก่อนสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ดำเนินการวิจัยด้วยวิธีการเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ นักศึกษาพยาบาล ศาสต์ชั้นปีที่ 4ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ปีการศึกษา 2562 และอาจารย์ประจำภาคการ พยาบาลผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เก็บรวบรวมข้อมูล โดยวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียน การใช้ เทคนิคการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) และการวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตลอดหลักสูตรของผู้เรียนชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2562 พบเฉลี่ยคะแนนสะสม ตลอดหลักสูตร 2.91 ส่วนใหญ่คะแนนเฉลี่ยสะสมระหว่าง 2.51 – 3.00 คิดเป็นร้อยละ 61.02 และผลการ ทดสอบรวบยอดเสมือนจริงวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 มีผู้สอบผ่านเพียง 25 คน คิดเป็นร้อยละ 21 และ ไม่ผ่าน 93 คน คิดเป็นร้อยละ 79 จากผู้เรียนทั้งสิ้น 118 คน โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 39.11 คะแนน มีคะแนน ต่ำสุด 25 คะแนน และคะแนนสูงสุด 58 คะแนน จากคะแนนเต็ม 75 คะแนน การการสนทนากลุ่มในนักศึกษาและอาจารย์ พบว่า การเตรียมความพร้อมของนักศึกษาก่อนสอบขึ้น ทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์มีความจำเป็นเพื่อให้นักศึกษามีการ เตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยมีกิจกรรมที่หลากหลาย ได้แก่ การเตรียมความพร้อมด้วยตนเอง โดยผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการพยาบาล กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนใน การทบทวนความรู้ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของ
35 สภาการพยาบาล การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ ผู้เรียนทำข้อสอบเสมือนข้อสอบขึ้น ทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และการฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) พบว่าประเด็นเกี่ยวกับการเรียนการสอนวิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี มีจุดแข็ง คือ มีหลักสูตรที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญเน้น ผู้เรียนลงมือกระทำ (Active Learning) มีรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลายโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และวิทยาลัยฯเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (SBL) มีโอกาสพัฒนา คือ การ เรียนการสอนหมวดวิชาการศึกษาทั่วไป รายวิชาพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบโดยอาจารย์ผู้สอนเป็น อาจารย์ภายใน และมีโครงการอัตลักษณ์บัณฑิตที่ส่งเสริมผู้เรียนในด้านต่างๆเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตรอย่าง ต่อเนื่องตลอด 4 ปี ของการเรียนหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต และมีจุดอ่อน คือ ผู้เรียนมีการคิดเชิง วิเคราะห์ หัวข้อ เสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาอย่างหลากหลายและเชื่อมโยงความรู้ทางวิชาการและ สอดคล้องกับบริบทตามสภาพจริงค่อนข้างต่ำ และไม่สามารถนำความรู้มาประยุกต์ใช้ได้ รวมทั้งขาดความ มั่นใจ ขาดแรงบันดาลใจ ท้อแท้กับการอ่านหนังสือ รวมถึงอุปสรรคที่พบ คือ ผู้เรียนบางคนมีความสนใจ กิจกรรมอย่างอื่นมากกว่าการเรียน และมีการจัดกิจกรรมมากทำให้ผู้เรียนเกิดความเหนื่อยล้า รวมถึงเนื้อหา รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่มีมากและซับซ้อน และยังเป็นการบูรณาการรายวิชาที่รวมเด็ก ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เป็นวิชาการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพ จึงทำให้ผู้เรียนเกิดการสับสน สรุปผลการวิจัยระยะที่ 3 การศึกษาระยะที่ 3 มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างร่างรูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียน รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์รายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ โดยนำผลการศึกษา ในระยะที่ 1 และ 2 และข้อมูลที่ได้จากการทบทวนเอกสารมากำหนดเป็นร่างรูปแบบการเตรียมความพร้อม เพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ ร่างรูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาล และการผดุงครรภ์เพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ มีการเรียนรู้หลัก 2 หัวข้อ ได้แก่ การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ประกอบด้วยกิจกรรมย่อย คือ การเตรียมความ พร้อมด้วยตนเองโดยผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการพยาบาล กิจกรรม เพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้ กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภาการพยาบาล การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ ผู้เรียนทำข้อสอบ เสมือนข้อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และการฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลอง เสมือนจริง (SBL) เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ การประยุกต์ใช้และเชื่อมโยงองค์ความรู้ มาใช้เมื่อพบโจทย์สถานการณ์ต่าง ๆ รวมทั้งยังช่วยให้ผู้เรียนมีการวางแผนและเตรียมตนเองอย่างมีเป้าหมาย ในการเตรียมสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์เพื่อเป็นแนวทางใน การเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ อภิปรายผลการวิจัย อภิปรายผลการวิจัยระยะที่ 1 จากผลการศึกษาวิจัย ผู้วิจัยสามารถอภิปรายผลการวิจัยได้ดังนี้ จากการทบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับรูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในประเทศไทยระหว่างปี 2549 – 2563 พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนการสอนที่มี ผลต่อผลสัมฤทธิ์การศึกษามี 3 ประเด็น ได้แก่ รูปแบบการเรียนรู้ การเตรียมความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียน และรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ และการเรียนโดยใช้สถานการณ์จำลอง
36 เสมือนจริง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 มีการเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เพื่อ พัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณธรรม มีความรู้ และเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้เพื่อการ เปลี่ยนแปลง (Transformative learning) เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดการปรับเปลี่ยนแนวคิด ทัศนคติ ที่นำไปสู่ การเปลี่ยนพฤติกรรมในการทำความเข้าใจตนเองและผู้อื่น ผ่านการเรียนรู้จากประสบการณ์ในวิถีชีวิตและวิถี ปฏิบัติงานจากกิจกรรมที่หลากหลาย จากกระบวนการสะท้อนคิดอย่างใคร่ครวญ ที่มีการสื่อสารร่วมกันอย่าง สร้างสรรค์ เชื่อมโยงกับสิ่งที่ได้เรียนรู้กับการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน นั่นคือในการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนามนุษย์ ไม่เพียงแต่เป็นการศึกษาที่นำพาผู้เรียนไปสู่ความรู้เท่านั้น แต่ต้องนำพาผู้เรียนให้ไปถึง ปัญญาด้วย โดยการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ให้ถึงการเรียนรู้ 3 ระดับ คือ (1) เกิดความรู้ที่รู้ความจริง (2) เกิดปัญญาที่เชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ ได้ และ (3) เกิดจิตสำนึกเพราะความเข้าใจตัวเองที่สัมพันธ์กับสรรพสิ่ง ทั้งหลาย (ประเวศ วะสี, 2547) จากการทบทวนวรรณกรรม พบว่า รูปแบบการเรียนที่ผู้เรียนต้องการส่วนใหญ่ ได้แก่ การเรียนแบบมี ส่วนร่วมและการเรียนแบบพึ่งพา (ภาวนา กีรติยุตวงศ์ และคณะ, 2558, วันดี วงศ์รัตนรักษ์ และกุลฤดี จิตตยานันต์, 2556, นิภา กิมสูงเนิน, 2561) อาจเป็นเพราะในการเรียนวิชาชีพพยาบาลมีการจัดการเรียนการ สอนทั้งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ โดยการจัดการเรียนภาคทฤษฎีกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นการบรรยายเนื้อหาที่ อาจสอดแทรกกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตลอดเวลา (Active learning) สำหรับการเรียนภาคปฏิบัติ เป็นการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ของผู้เรียนที่ต้องประยุกต์ใช้องค์ความรู้และทักษะทางการพยาบาลที่เรียนใน ภาคทฤษฎีมาประยุกต์ในภาคปฏิบัติ นั่นคือเมื่อนักศึกษาฝึกปฏิบัติงานทั้งในชุมชนและบนหอผู้ป่วย จะมี อาจารย์หรือพยาบาลรุ่นพี่ติดตามให้คำแนะนำหรือชี้แนะแนวทางต่าง ๆ แก่นักศึกษาในการพยาบาลผู้ป่วย อย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดทักษะในด้านการปฏิบัติการพยาบาลและใช้กระบวนการคิดวิเคราะห์ การให้เหตุผลทางคลินิกอย่างเต็มที่ ตลอดจนคำนึงถึงการพยาบาลอย่างมีคุณภาพ จึงทำให้นักศึกษารู้สึกว่าต้อง พึ่งพาผู้อื่นในการเยนวิชาชีพพยาบาล เป็นเหตุผลให้นักศึกษาใช้วิธีการเรียนรู้แบบพึ่งพาจากผู้สอนอย่างใกล้ชิด (กิตติพร ประชาศรัย, ธัญญมล สุริยานิมิตรสุข, และ บุษย์กมล เรืองรักเรียน (2550), อภินันท์ สิริรัตนจิตต์ และ ยุวัลดา ชูรักษ์ (2556)) สะท้อนให้เห็นว่าในการเรียนวิชาชีพพยาบาลจำเป็นต้องมีอาจารย์ หรืออาจารย์พี่ เลี้ยงคอยติดตาม ให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการกระตุ้นให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ ใช้ทักษะทางปัญญา ในการแก้ปัญหา รวมถึงใช้ทักษะทางการพยาบาลที่ถูกต้อง ปลอดภัยไม่เกิดอันตรายกับผู้ป่วย นอกจากนี้ อาจารย์และอาจารย์พี่เลี้ยงยังมีคามสำคัญในด้านของการประเมินนักศึกษาเป็นรายบุคคลเพื่อพัฒนาให้ นักศึกษาเกิดการเรียนที่ดีขึ้น เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ในอนาคตต่อไป การออกแบบการเรียนการสอนผู้สอนมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของการ เรียน มีการออกแบบตามความถนัดของผู้เรียน จากการทบทวนวรรณกรรมพบส่วนใหญ่ผู้เรียนชอบการเรียนรู้ หลากหลายรูปแบบ (Multimodality) โดยนักศึกษาจะชอบการอ่าน-เขียน ผสมผสานกับการดูและการปฏิบัติ ร่วมด้วย(บุญเตือน วัฒนกุล และคณะ, 2559, ศิริพร นันทเสนีย์และคณะ (2018)) ซึ่งการศึกษาด้วยการดู เช่น การดูวีดีโอเกี่ยวกับทักษะทางการพยาบาลต่าง ๆ ทั้งที่อาจารย์มอบหมาย หรือใน You tube เพื่อทบทวน ความรู้เดิม เป็นต้น สำหรับรูปแบบการอ่าน-เขียน เช่น การเขียนสรุปเนื้อหาที่เรียนลงในสมุด การเขียนแผนผัง ความคิดเพื่อสรุปเนื้อหาที่เรียนมา และอ่านเนื้อหาจากเอกสารประกอบการสอน หรือตำราที่เกี่ยวข้อง รวมถึง การค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมจากการค้นคว้าอ่านจากหน้า web side ต่าง ๆ ในเรื่องที่ตนเองสนใจ เป็นต้น ใน ที่สุดแล้วภายหลังที่นักศึกษาได้ดู อ่านหรือเขียน แล้วนั้นหากได้ลงมือปฏิบัติตามแบบอย่างจากการอ่าน-เขียน เกี่ยวกับเนื้อหาทางการพยาบาลที่สนใจ หรือการดูวิดีโอเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องทำก่อนได้ทดลองทำหรือปฏิบัติ จะทำ เกิดเรียนรู้ได้ดีมากขึ้น และหากได้ทดลองปฏิบัติร่วมกับเพื่อนช่วยให้นักศึกษาได้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้มาก
37 ขึ้น ส่งเสริมให้นักศึกษาเกิดกระบวนการคิดจนกลายเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ยังยืนต่อไป สะท้อนให้เห็นว่าการ จัดการเรียนการสอนนักศึกษาพยาบาลควรส่งเสริมการสอนด้วยวิธีการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) เนื่องจากการเรียนรู้แบบผสมผสาน เป็นการประยุกต์รูปแบบการสอนโดยการผสมผสานระหว่าง การเรียนแบบออนไลน์ (Asynchronous Learning) และเผชิญหน้ากัน (Synchronous Learning) หรือเรียน ในห้องเรียน รวมไปถึงวิธีการสอน เทคนิคต่าง ๆ รวมไปถึงทรัพยากรต่างๆ โดยผู้เรียนสามารถเขาถึงได้ง่าย ผู้สอนมีหน้าที่สนับสนุน คอยให้ความช่วยเหลือผู้เรียนทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ผู้เรียนสามารถเลือก กิจกรรมที่ตนเองถนัด รวมไปถึงเวลาและสถานที่ ผู้เรียนมีอิสระและเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งการเรียนรู้ด้วยวิธีนี้ ผู้เรียนสามารถเข้าถึงสารสนเทศอย่างไม่จำกัดและเป็นการเรียนรู้ที่สนับสนุนกิจกรรมการเรียนทั้งการเรียน แบบส่วนบุคคล และการเรียนแบบกลุ่มโดยการติดต่อกันผ่านระบบออนไลน์ในส่วนกิจกรรมในชั้นเรียนแบบ ปกติช่วยให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการเรียนทั้งในภาคทฤษฎี และการนำเสนอผลงานในเชิงปฏิบัติ รวมทั้งยังเป็นการสนับสนุนทักษะการคิดแบบมีวิจารณญาณ ความสามารถในการแก้ปัญหา การถ่ายโยงการ เรียนรู้ของตนเอง (ชีวิน ตินนังวัฒนา, 2555) การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริงเป็นการจัดการเรียนการสอนผ่านสถานการณ์ที่ผู้สอน กำหนดขึ้นให้ใกล้เคียงสถานการณ์จริงมากที่สุด โดยเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างทฤษฎีและการปฏิบัติเพื่อให้ นักศึกษาเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงและสามารถนำองค์ความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้ไปปฏิบัติการ พยาบาลได้อย่างมีคุณภาพเกิดความปลอดภัยต่อชีวิตของผู้ใช้บริการ การเรียนรู้โดยการใช้สถานการณ์จำลอง เสมือนจริงประกอบด้วยกระบวนการที่สำคัญ คือ การออกแบบสถานการณ์และขั้นตอนการเรียนการสอนซึ่งใน ขั้นตอนของการสอนนี้ประกอบด้วย 1) ขั้นนำ (pre-brief) เป็นขั้นตอนที่ผู้สอนปฐมนิเทศ ชี้แจงรายละเอียด และให้คำแนะนำแก่นักศึกษาเกี่ยวกับการเรียนโดยใช้สถานการณ์จำลอง 2) ขั้นดำเนินสถานการณ์ (scenario) ตามสถานการณ์ที่ผู้สอนกำหนด และ 3) ขั้นสรุปผลการเรียนรู้ (debriefing) โดยการสะท้อนคิดประสบการณ์ ที่ได้รับจากขั้นดำเนินสถานการณ์ ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันสะท้อนคิดว่าอะไรเกิดขึ้นในสถานการณ์ อะไรที่ได้ เรียนรู้ และอะไรที่ควรจะทำในอนาคต จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่าการเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลอง เสมือนจริงส่งผลให้ผู้เรียนมีความรู้ (knowledge) ทักษะการปฏิบัติ (skill performance) ความพึงพอใจ (learner satisfaction) การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (critical thinking) และความมั่นใจในตนเอง (selfconfidence) (Jefferies PR, 2005, สมจิตต์ สินธุชัย และคณะ, 2560, ณัฏฐชา เจียรนิลกุลชัย และ ศรีเวียง แก้ว เต็งเกียรติ์ตระกูล, 2559, มาลี คำคง และคณะ, 2559, กชกร ธรรมนำศีล และคณะ, 2561) สะท้อนให้ เห็นว่า นักศึกษาที่ผ่านการเรียนโดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง สามารถถ่ายโยงความรู้จากทฤษฎีสู่การ ปฏิบัติได้ นักศึกษาได้ทำความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ ใช้กระบวนการให้เหตุผลทางคลินิกในการแก้ปัญหาทางการ พยาบาลในสถานการณ์ต่างๆ พัฒนาทักษะการปฏิบัติทางการพยาบาล รวมทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงการสร้าง องค์ความรู้ที่ได้จากขั้นตอนการสรุปผลการเรียนรู้ (Debriefing) ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของการเรียน การสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง เป็นช่วงเวลาที่ผู้เรียนกับผู้เรียน และผู้สอนกับผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ถึง ประเด็นได้ต่างที่ได้รับจากขั้นดำเนินสถานการณ์ (scenario) ผ่านการสะท้อนคิด ดังนั้น การจัดการเรียนการ สอนโดยสถานการณ์จำลองเสมือนจริงเหมาะสมกับการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 และใช้ประเมิน ความรู้ทางคลินิกของนักศึกษาได้ชัดเจน เมื่อนักศึกษามีความรู้และได้ฝึกประสบการณ์ผ่านสถานการณ์จำลอง และนำความรู้ไปฝึกประสบการณ์กับผู้ป่วยจริง จะสามารถนำความรู้มาพัฒนาสู่การปฏิบัติได้ดีขึ้น ผู้เรียนมี ความรู้ที่คงทน
38 การเตรียมความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาล และการผดุงครรภ์ เป็นการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาชั้นปีที่ 4 ก่อนสำเร็จการศึกษาเป็นพยาบาลวิชาชีพ อย่างสมบูรณ์ ซึ่งพยาบาลวิชาชีพที่ประกอบวิชาชีพต้องเป็นผู้ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ สภาการพยาบาล จึงได้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพพยาบาลที่ออกให้แก่พยาบาลวิชาชีพ ไว้เป็นหลักฐานทางกฎหมายที่ยืนยันถึง ความมีมาตรฐานในการปฏิบัติวิชาชีพของพยาบาลเพื่อให้การรับรองพยาบาลวิชาชีพว่าเป็นผู้ที่มีความรู้และ ความสามารถได้มาตรฐานตามที่สภาการพยาบาลกำหนด ดังนั้น บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาหลักสูตรพยาบาล ศาสตรบัณฑิตทุกคน จึงต้องสอบวัดความรู้ผู้ขอขึ้นทะเบียน และสอบผ่านรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพ การพยาบาลและการผดุงครรภ์ แต่ทั้งนี้จากการสำรวจพบว่ายังมีบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาฯ ที่สอบขึ้นทะเบียน รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ไม่ผ่านเกณฑ์ในทุกรายวิชามีจำนวนมาก และจาก การสอบถามถึงสาเหตุดังกล่าวจากนักศึกษา ได้ข้อมูลว่า ไม่มีเวลาในการทบทวนความรู้ก่อนสอบเนื่องจากต้อง ฝึกภาคปฏิบัติควบคู่ไปกับการเตรียมตัวสอบ นอกจากนี้ยังมีการสอบรวบยอดของสถาบันพระบรมราชชนก และมหาวิทยาลัยมหิดล ที่วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี เป็นสถาบันสมทบ ต่อเนื่องกันก่อนจะ สอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ของสภาการพยาบาล กระบวนการเตรียมความพร้อมในการสอบของนักศึกษายังไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งใน การเตรียมความพร้อมให้แก่นักศึกษาพยาบาลศาสตรบัณฑิตในการสอบเพื่อขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็น ผู้ประกอบวิชาชีพพยาบาลเพื่อช่วยลดความเครียด และช่วยให้ผู้เรียนมีความพร้อมมากขึ้นก่อนสอบสอดคล้อง กับการศึกษาของธนวันต์ ศรีอมรรัตนกุล และคณะ (2560) ที่ศึกษาผลของการเตรียมความพร้อมเพื่อสอบขึ้น ทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ต่อความพร้อมและความเครียดของ นักศึกษาพยาบาลศาสตร์พบว่าโปรแกรมการเตรียมความพร้อมเพื่อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบ วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ช่วยลดความวิตกกังวล และเพิ่มความพร้อมให้แก่นักศึกษา อภิปรายผลการวิจัยระยะที่ 2 จากผลการศึกษาวิจัย ผู้วิจัยสามารถอภิปรายผลการวิจัยได้ดังนี้ จากการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตลอดหลักสูตรของผู้เรียนชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2562 พบ เกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตร 2.91 ส่วนใหญ่เกรดเฉลี่ยสะสมระหว่าง 2.51 – 3.00 จัดอยู่ในกลุ่มปานกลาง คิดเป็นร้อยละ 61.02 และผลการทดสอบรวบยอดเสมือนจริงวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 มีผู้สอบผ่าน เพียง 25 คน คิดเป็นร้อยละ 21 และไม่ผ่าน 93 คน คิดเป็นร้อยละ 79 จากผู้เรียนทั้งสิ้น 118 คน โดยมี คะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 39.11 คะแนน มีคะแนนต่ำสุด 25 คะแนน และคะแนนสูงสุด 58 คะแนน จากคะแนนเต็ม 75 คะแนน) สะท้อนให้เห็นว่านักศึกษาส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีระดับของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตลอดหลักสูตร อยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งเกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรเป็นผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นความสำเร็จที่ผู้เรียน ได้รับจากความรู้ความสามารถ หรือทักษะที่เกิดจากการประกอบกิจกรรมตามกระบวนการเรียนการสอน (ราชบัณฑิตยสถาน, 2546) ดังนั้น ความรู้ที่ผู้เรียนสะสมมาตลอดหลักสูตรจึงน่าจะมีความสัมพันธ์ต่อการสอบ ขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ของนักศึกษา จากการศึกษาของ นักวิชาการหลายท่านพบว่าเกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรสามารถทำนายผลการสอบประเมินความรู้ฯ ของ สภาการพยาบาลได้ร้อยละ 38.9 นอกจากนี้ยังพบว่าเกรดเฉลี่ยสะสมตลอดหลักสูตรยังมีความสัมพันธ์ทางบวก กับผลการสอบความรู้ฯ ของสภาการพยาบาล (ดาริณี สุวภาพ, ปาริชาติ เทวพิทักษ์, และดวงพร ผาสุวรรณ , 2547, พรทิพา ทักษิณ และคณะ, 2554, วิลัยพร นุชสุธรรม และคณะ, 2556) ผลการทดสอบรวบยอดเสมือนจริงวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ ครั้งที่ 1 มีผู้สอบผ่านเพียง 25 คน คิดเป็น ร้อยละ 21จากผู้เรียนทั้งสิ้น 118 คน ถือว่าน้อยมาก ซึ่งอาจส่งผลต่อการสอบผ่านครั้งแรกของนักศึกษาในการ
39 สอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์เนื่องจากการสอบรวบยอด เสมือนจริงเป็นการสอบวัดความรู้ทั้งหมดของผู้เรียนที่ได้เรียนมาตลอดหลักสูตรและเป็นการจัดสอบเพื่อให้ บัณฑิตได้ประเมินความรู้ความสามารถของตนเองก่อนการสอบขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบ วิชาชีพฯ โดยให้ผู้เรียนทำข้อสอบเสมือนตามตารางวิเคราะห์ข้อสอบเช่นเดียวกับข้อสอบวัดความรู้ของสภาการ พยาบาล จัดสภาพการณ์ให้ใกล้เคียงกับสภาพการณ์การสอบมากที่สุด สอดคล้องกับการศึกษาของยุวดี วัฒนา นนท์และคณะ (2554) ที่ศึกษาปัจจัยทำ.นายผลการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุง ครรภ์ของผู้สอบประจำ.ปีพ.ศ. 2553 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่าผลการสอบรวบยอด สาขาพยาบาลศาสตร์ของสถาบันมีผลต่อการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพโดยสภาการพยาบาลอย่างมี นัยสำคัญทางสถิติและคล้ายคลึงกับการศึกษาของวิลัยพร นุชสุธรรม และคณะ (2556) ที่ศึกษาปัจจัยที่มี ความสัมพันธ์กับผลการสอบขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ชั้นหนึ่งของบัณฑิต พบว่าผลการสอบประมวลความรู้ มีความสัมพันธ์กับผลการสอบขอขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จากข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตลอดหลักสูตร และผลการทดสอบรวบ ยอดเสมือนจริงวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่มีความสัมพันธ์ และสามารถทำนายผลของการสอบขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ได้ จากการสัมภาษณ์นักศึกษาและอาจารย์ พบว่า การเตรียมความพร้อมของนักศึกษาก่อนสอบขึ้น ทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์มีความจำเป็นเพื่อให้นักศึกษามีการ เตรียมความพร้อมอย่างเป็นระบบมากขึ้น พบกิจกรรมที่ใช้ในกระบวนการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ได้แก่ สรุปเนื้อหาตามแผนผังการออกข้อสอบของสภาการ พยาบาล (test blueprint) กิจกรรมเพื่อนช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้ กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกี่ยวกับเนื้อหาตามแผนผังการออกข้อสอบของสภาการพยาบาล (test blueprint) การสอนเสริมโดยอาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ การทำข้อสอบ การเฉลยข้อสอบ และเรียนรู้เทคนิคในการทำข้อสอบ การเตรียมความพร้อมของ นักศึกษาในแต่รายวิชา การเสริมแรงโดยรุ่นพี่ที่สําเร็จการศึกษา และการทำข้อสอบเสมือนข้อสอบขึ้นทะเบียน รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ (ธนวันต์ ศรีอมรรัตนกุล และคณะ, 2560, ภาวินี ศรีสันต์, 2560, จัณทร์ปภัสร์ เครือแก้ว, สรีย์พร กฤษเจริญ และจตุพร ช้างพลาย, 2562, อนุรี ชาญธวัชชัย และมนสภรณ์ วิทูรเมธา, 2560) สะท้อนให้เห็นว่า การเตรียมความพร้อมของตนเองอย่างเป็นระบบ โดยนักศึกษาเตรียมความพร้อมด้วยตนเอง มีการวางแผน กำหนดเป้าหมายในการอ่านหนังสือ ทบทวนความรู้ตามสาระสำคัญที่สอดคล้องกับแผนผังการ ออกข้อสอบของสภาการพยาบาล (test blueprint) เป็นการกำกับและติดตามตนเอง สร้างความตระหนักถึง ความสำคัญให้กับตนเองในเตรียมความพร้อมในการสอบ พร้อมทั้งวางแผนการเรียนรู้ตามเป้าหมายที่กำหนด ในการทำข้อสอบเป็นการประมวลความรู้ที่ตกผลึกอยู่ในตัวนักศึกษาและนักศึกษาได้เรียนรู้การฝึกการคิด วิเคราะห์ และได้แนวทางการอ่านหนังสือเพิ่มเติมในส่วนที่ไม่รู้ นักศึกษาสามารถประเมินตนเองเพื่อนำไป พัฒนาตนเองต่อไป และการทำข้อสอบบ่อย ๆ จะทำให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์จากการทำ ข้อสอบเนื่องจากข้อสอบอาจมีลักษณะข้อสอบที่คล้ายคลึงกันในบางชุด สำหรับการทำข้อสอบเสมือนเป็นการ ทำข้อสอบที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับข้อสอบที่ใช้ในการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ ทำให้นักศึกษามีการพัฒนาศักยภาพของตนเองที่นำไปสู่ทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดอย่างมีเหตุมีผล และการคิดแบบมีวิจารณญาณเพราะการทำข้อสอบเสมือนจะทำให้ผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ที่จะกระตือรือร้นและใช้ปัญญาในการคิดวิเคราะห์เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จ ในขณะที่นักศึกษาทบทวน ความรู้ทั้งจากทบทวนด้วยตนเองหรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มเพื่อนหากนักศึกษาพบว่าเนื้อหาบางส่วนไม่
40 เข้าใจอาจารย์จะให้แนวทางในการวิเคราะห์ปัญหาจากโจทย์ตัวเลือก ซึ่งช่วยทำให้นักศึกษามีแนวทางในการ ทบทวนความรู้เพิ่มเติมเพิ่มมากขึ้นเพราะบ่งบอกว่านักศึกษายังขาดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาส่วนนั้น ๆ นอกจากนี้ในส่วนของกระบวนการสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญโดยอาจารย์เป็นลักษณะการโค้ช (coaching) การสะท้อนคิด (reflection) และการตั้งคำถามให้นักศึกษาได้คิดในระหว่างทบทวนความรู้ เป็น การช่วยกระตุ้นให้นักศึกษาสนใจในการเรียนรู้และตรวจสอบความเข้าใจของตนเองมากขึ้น ดังนั้น ในการ เตรียมความพร้อมการสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ควร นำกิจกรรมที่กล่าวข้างต้นมาจัดเป็นรูปแบบในการเตรียมความพร้อมก่อนสอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ให้กับนักศึกษาโดยการเตรียมความพร้อมด้วยตนเองของ นักศึกษา การฝึกทบทวนความรู้และการฝึกทำข้อสอบโดยใช้เนื้อหาที่สอดคล้องกับแนวทางการออกข้อสอบ ของสภาการพยาบาล (test blueprint) ตลอดจนการจำลองบรรยากาศการสอบให้คล้ายคลึงกับการสอบเพื่อ ขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพฯ สามารถนำไปสู่ความสำเร็จในการสอบผ่านต่อไป การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม (SWOT Analysis) พบว่าประเด็นเกี่ยวกับการเรียนการสอนวิทยาลัย พยาบาลบรมราชชนนี สุพรรณบุรี จุดแข็ง คือ มีหลักสูตรที่ผ่านกระบวนการวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญเน้นผู้เรียนลงมือกระทำ (Active Learning) มีรูปแบบการเรียนการสอนที่หลากหลายโดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และวิทยาลัยฯเป็นศูนย์กลาง การเรียนรู้โดยใช้สถานการณ์จำลองเสมือนจริง (SBL) สะท้อนให้เห็นว่าวิทยาลัยมีความพร้อมในการผลิต บัณฑิตพยาบาลที่มีคุณภาพ มีความสามารถในด้านการบริการสุขภาพ เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนที่เน้น ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักเรียนรู้ด้วยตนเอง เรียนในเรื่องที่สอดคล้องกับความสามารถและ ความต้องการของตนเองและได้พัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ (สำนักวิชาการและประมวลผล มหาวิทยาลัยราชภัฎร้อยเอ็ด, 2556 ) รวมทั้งได้ลงมือปฏิบัติในห้องปฏิบัติการหรือเรียนรู้จากสถานการณ์ จำลองเสมือนจริง ส่งผลให้ผู้เรียนมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางการพยาบาลพัฒนาการคิดวิจารณญาณ การตัดสินทางคลินิกและความมั่นใจในการปฏิบัติการพยาบาลในสถานการณ์ โอกาสพัฒนา คือ การเรียนการสอนหมวดวิชาการศึกษาทั่วไป รายวิชาพัฒนากระบวนการคิดอย่าง เป็นระบบโดยอาจารย์ผู้สอนเป็นอาจารย์ภายใน สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนการส่งเสริมผู้เรียนให้เกิด กระบวนการคิดอย่างมีประสิทธิภาพเนื่องจากอาจารย์ผู้สอนเป็นอาจารย์ภายในสามารถวิเคราะห์ ประเมิน และติดตามผู้เรียนทั้งรายบุคคลและรายกลุ่ม ทำให้ผู้สอนสามารถออกแบบการเรียนการสอนที่สอดคล้องกับ ผู้เรียนได้เป็นอย่างดีเพื่อส่งเสริมให้เกิดผลสัมฤทธิ์แก่ผู้เรียน 3 ด้าน คือ 1) ด้านความรู้ (Knowledge : K) ผู้เรียนต้องเรียนรู้เครื่องมือช่วยคิด กระบวนการคิด ทักษะการคิด และบูรณาการสาระเรื่องราวต่าง ๆ ที่เป็น สภาพการณ์ที่กำหนด สภาพแวดล้อมรอบตัว ปัญหาในชีวิตประจำวันที่ถูกนำมาคิดบูรณาการกับรายวิชาใดก้ ได้ 2) ด้านกระบวนการ (Process : P) เน้นการฝึกปฏิบัติจริงสร้างผู้เรียนให้เกิดทักษะชีวิตพื้นฐาน 7 ประการ ได้แก่ ทักษะการรู้จักตนเอง ทักษะการคิด การตัดสินใจและการแก้ปัญหา ทักษะการแสวงหาข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ทักษะการปรับตัว ทักษะการสื่อสารและสร้างสัมพันธภาพ ทักษะการวางแผน และการจัดการ และ ทักษะการทำงานเป็นทีม 3) เจตคติ (Attitude : A) ซึ่งคุณลักษณะของรายวิชาพัฒนากระบวนการคิดอย่าง เป็นระบบปลูกฝังให้ผู้เรียนใจกว้าง ขยัน ใฝ่เรียนใฝ่รู้ กระตือรือร้นช่างคิดผสมผสาน มั่นใจในตนเอง ช่าง วิเคราะห์ กล้าคิดกล้าเสี่ยง เป็นต้น นอกจากนี้วิทยาลัยยังมีโครงการอัตลักษณ์บัณฑิตที่ส่งเสริมผู้เรียนในด้านต่างๆเป็นกิจกรรมเสริม หลักสูตรอย่างต่อเนื่องตลอด 4 ปี ของการเรียนหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต ได้แก่ การส่งเสริมอัตลักษณ์ บัณฑิต “SUPRAN” ได้แก่ Service mind : S คือ การมีจิตบริการ Universal Learning : U คือ ใฝ่เรียนรู้
41 Participation : P คือ การมีส่วนร่วมของผู้รับบริการ Responsibility : R คือ รับผิดชอบ Analytical thinking : A คือ การคิดเชิงวิเคราะห์ และ Nursing skills : N คือทักษะทางวิชาชีพ สะท้อนให้เห็นว่าวิทยาลัยพยาบาล มีหลักสูตรที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนารอบด้าน จุดอ่อน คือ ผู้เรียนมีการคิดเชิงวิเคราะห์ หัวข้อ เสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาอย่างหลากหลายและ เชื่อมโยงความรู้ทางวิชาการและสอดคล้องกับบริบทตามสภาพจริงค่อนข้างต่ำ และไม่สามารถนำความรู้มา ประยุกต์ใช้ได้ รวมทั้งขาดความมั่นใจ ขาดแรงบันดาลใจ ท้อแท้กับการอ่านหนังสือ และอุปสรรคที่พบ คือ ผู้เรียนบางคนมีความสนใจกิจกรรมอย่างอื่นมากกว่าการเรียน และมีการจัดกิจกรรมมากทำให้ผู้เรียนเกิดความ เหนื่อยล้า รวมถึงเนื้อหารายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่มีมากและซับซ้อน และยังเป็นการบูรณาการรายวิชาที่รวม เด็ก ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เป็นวิชาการพยาบาลบุคคลที่มีปัญหาสุขภาพ จึงทำให้ผู้เรียนเกิดการสับสน สะท้อนให้ เห็นว่าผู้เรียนขาดการนำองค์ความรู้ที่ได้สะสมตั้งแต่ปีแรกจนจบของการเรียนหลักสูตาพยาบาลศาสตรบัณฑิต ไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ต่างๆได้ไม่ครอบคลุม อาจเนื่องจากระยะเวลาในการทบทวนความรู้มีน้อยแต่ เนื้อหาค่อนข้างซับซ้อนจึงต้องใช้ระยะเวลาในการทำความเข้าใจในประเด็นต่างๆ จึงส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความ ท้อแท้ ขาดแรงบันดาลใจในการอ่านหนังสือ จากเหตุผลดังกล่าวอาจส่งผลต่อการสอบขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ เนื่องจากปัจจัยสำคัญในการพัฒนาความรู้ คือ นักศึกษาต้องมีความมุ่งมั่น กระตือรือร้น (นงณภัทร รุ่งเนย และคณะ, 2559) อภิปรายผลการวิจัยระยะที่ 3 จากผลการศึกษาวิจัย ผู้วิจัยสามารถอภิปรายผลการวิจัยได้ดังนี้ ร่างรูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาล และการผดุงครรภ์เพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมรายวิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ โดยมีการเรียนรู้หลัก 2 หัวข้อ ได้แก่ การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) และการฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์ จำลองเสมือนจริง (SBL) ซึ่งในการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ประกอบด้วย 5 กิจกรรม คือ 1) กิจกรรมผู้เรียนสรุปเนื้อหาตามขอบเขตเนื้อหา test blueprint ของสภาการพยาบาล 2) กิจกรรมเพื่อน ช่วยเพื่อนในการทบทวนความรู้3) กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดับชั้นเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาตามขอบเขต test blueprint ของสภาการพยาบาล 4) การสอนเสริมโดยอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในแต่ละระบบ 5) ผู้เรียนทำข้อสอบ เสมือนข้อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และการฝึกทักษะรวบยอดโดยใช้สถานการณ์จำลอง เสมือนจริง (SBL) ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) การเตรียมการ (Preparing process) 2) การดำเนินการ สอน และ 3) การสรุป สะท้อนให้เห็นว่าในแต่ละองค์ประกอบ ประกอบไปด้วยกิจกรรมย่อยที่ส่งเสริมให้ผู้เรียน เกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ การประยุกต์ ใช้และเชื่อมโยงองค์ความรู้มาใช้เมื่อพบโจทย์สถานการณ์ต่างๆ รวมทั้งยังช่วยให้ผู้เรียนมีการวางแผนและเตรียมตนเองอย่างมีเป้าหมายในการเตรียมสอบขึ้นทะเบียนรับ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์เพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมรายวิชา การพยาบาลผู้ใหญ่ สอดคล้องกับการสรุปผลของวิทยาลัยพยาบาลแห่งหนึ่งที่พบว่า การเตรียมความพร้อมของ นักศึกษาเพื่อการสอบขึ้นทะเบียนประกอบวิชาชีพ มีแนวปฏิบัติที่ดี 4 เรื่องคือ 1) แลกเปลี่ยน เรียนรู้กับศิษย์ เก่า 2) นักศึกษาความมีส่วนร่วมในการวางแนวทางรูปแบบในการเตรียมตัวด้านความรู้เพื่อให้เกิดความพร้อม 3) เตรียมความพร้อมอย่างจริงจังให้เสมือนสอบจริง และ 4) ฝึกการทำและวิเคราะห์ข้อสอบให้มาก (มัณฑนา ดำรงศักดิ์, 2553) นอกจากนี้ยังพบว่า การทดสอบเป็นระยะช่วยให้นักศึกษาทราบสถานะของตนเองและ พัฒนาตนเองเพิ่มขึ้น การประเมินความพร้อมของนักศึกษาโดยใช้แบบทดสอบความรู้รวบยอดเป็นระยะ ถือ เป็นกระบวนการที่ดีการทดสอบด้วยแบบทดสอบมาตรฐานที่สอดคล้องกับแนวข้อสอบของสภาการพยาบาลจะ ช่วยให้ผลสอบดีขึ้นได้ และจากการศึกษาวิจัยทั้งในและต่างประเทศ พบว่า ผลการทดสอบรวบยอดเป็นปัจจัย
42 ทำนายผลการสอบเพื่อขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของนักศึกษาพยาบาล(Amankwaa I, Agyemang-Dankwah A, Boateng D, 2015, Hyland JR, 2012, ยุวดี วัฒนานนท์ และคณะ, 2554) รวมถึง การจัดกิจกรรมสอนเสริมเพื่อทบทวนความรู้รวบยอดช่วยให้นักศึกษามีความพร้อมในการสอบเพิ่มขึ้น (Young A, Willson P, 2012) ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ จากผลการวิจัยและพัฒนาได้รูปแบบการเตรียมความพร้อม BS-MODEL เพื่อการสอบขึ้นทะเบียน และรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์มีความเหมาะสม แต่ยังไม่มีการนำไปใช้เพื่อ ศึกษาผลของรูปแบบดังกล่าว ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะดังนี้ 1. ควรมีการนำรูปแบบการเตรียมความพร้อม BS-MODEL ไปทดลองใช้ในการเตรียมความพร้อมใน การสอบรวบยอดทางการพยาบาล วิชาการพยาบาลผู้ใหญ่ เพื่อศึกษาผลของการใช้รูปแบบการเตรียมความ พร้อมกับตัวแปรที่เกี่ยวข้อง 2. ในอนาคตควรศึกษาวิจัยในรูปแบบการวิจัยเชิงพัฒนา (Research and Development) เพื่อ เตรียมความพร้อมของนักศึกษาในการเตรียมสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาล โดย เน้นกระบวนการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเป็นตัวขับเคลื่อนกระบวนการเตรียมความพร้อม รวมถึงการมีส่วน ร่วมของบุคลากรและนักศึกษา และส่งเสริมการจัดการองค์กรที่เอื้อต่อการปฏิบัติ
43 บรรณานุกรม กชกร ธรรมนำศีล, กาญจนา ปัญญาเพ็ชร์, สุปราณี น้อยตั้ง และจินตนา อาจสันเที๊ยะ. (2561). ผลของ โปรแกรมการจัดการเรียนการสอนแบบ Simulation-Based Learning ต่อความรู้ด้านการรักษา โรคเบื้องต้น ของนักศึกษาพยาบาล. วารสารพยาบาลทหารบก. 19(ฉบับพิเศษ), หน้า 80 – 88. กิตติพร ประชาศรัย, ธัญญมล สุริยานิมิตรสุข, และบุษย์กมล เรืองรักเรียน. (2550). รูปแบบการเรียนของ นักศึกษาพยาบาลหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีชลบุรี. ชลบุรี: คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, 2555. จันทรานี สงวนนาม. (2545). ทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการบริหารสถานศึกษา. กรุงเทพฯ: บุคพลอยท. จัณทร์ปภัสร์ เครือแก้ว, สรีย์พร กฤษเจริญ และจตุพร ช้างพลาย. (2562). “ผลของการทบทวนความรู้ก่อน สอบขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ต่อการ สอบ ผ่านในรายวิชาการผดุงครรภ์ของนักศึกษาคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์”. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์. 30(2), หน้า 1-12. เฉลียว บุรีภักดี. (2542). ทฤษฎีระบบและการพัฒนาที่ยั่งยืน. กรุงเทพฯ: แอล.ที.แพรส. ชีวิน ตินนังวัฒนะ. (2555). ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) เรื่อง อาหารและสารอาหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์. ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต: มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ. ชุติมา ปัญญาพินิจนุกูร, ศุกร์ใจ เจริญสุข, และ พรทิพา ทักษิณ. (2553). รายงานการวิจัย เรื่อง ปัจจัยที่มี ความสัมพันธ์กับ ผลการสอบความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งของผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี. ชลบุรี: วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ชลบุรี. ณัฏฐชา เจียรนิลกุลชัย และศรีเวียงแก้ว เต็งเกียรติ์ตระกูล. (2559). “ผลของการสอนฝึกปฏิบัติในห้องผ่าตัด โดยใช้สถานการณ์จำ.ลองในห้องผ่าตัดในสภาพแวดล้อมจริงต่อทักษะพื้นฐานในห้องผ่าตัด ของนักศึกษาพยาบาล”. วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์, 36(1), หน้า 55-67. ดาริณี สุวภาพ, ปาริชาติ เทวพิทักษ์, และดวงพร ผาสุวรรณ. (2556). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลการสอบ ประเมินความรู้เพื่อขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการ ผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งของบัณฑิต คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://www.rsu.ac.th/nurse/research.abstract.005.php. (สืบค้นเมื่อวันนที่ 20เมษายน 2563). ทิศนา แขมมณี (2550). ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ทิศนา แขมมณี. (2548). รูปแบบการเรียนการสอน: ทางเลือกที่หลากหลาย. กรงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ธนวันต์ ศรีอมรรัตนกุล, จันทร์เพ็ญ นิลวัชรมณี, จินดามาศ โกศลชื่นวิจิตร และคณะ. (2560). “ผลของการ เตรียมความพร้อมเพื่อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ต่อความพร้อมและความเครียดของนักศึกษาพยาบาลศาสตร์”. วารสารวิทยาลัยพยาบาลบรม ราชชนนีกรุงเทพฯ, 33(2), หน้า 43 – 53. นงณภัทร รุ่งเนย, กฤษณา หงส์ทอง, เพ็ญแข ดิษฐบรรจง, จันทร์จิรา สีสว่าง และดวงหทัย ยอดทอง. (2559). “ปัจจัยแห่งความสำเร็จในการพัฒนาความรู้ของนักศึกษาพยาบาลเพื่อสอบขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพการพยาบาล”. วารสารพยาบาลกระทรวงสาธารณสุข, 26(3), หน้า 170-181.
44 นันทา คูณรัตนศิริ และกลีบแก้ว จันทร์หงษ์. (2551). รูปแบบการเตรียมความพร้อมเพื่อสอบขึ้นทะเบียนผู้ ประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีกรุงเทพฯ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: www.bcn.ac.th/web/2011/KM/KmBased/images/kmblog1.pdf. (สืบค้นเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2556). นิภา กิมสูงเนิน, สุวรีย์ เพชรแต่ง และจุฬา ยันตพร. (2561). “รูปแบบการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยรังสิต”. วารสารสมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชน แห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี, 24(1), หน้า5-14. บุญเตือน วัฒนกุล, ศรีสุดา งามขำ และกัลยา งามวงษ์วาน. (2559). “ความแตกต่างของรูปแบบการเรียนของ นักศึกษาพยาบาล”. วารสารวิจัยทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ. 10(1), หน้า 54-61. ประจักษ์ เฉิดโฉม และศิษฐ์ วงษ์กมลเศรษฐ์. (2537). การวิเคราะห์ระบบ. กรุงเทพมหานคร: สยาม สปอร์ต ซินดิเคท. ประเวศ วะสี. (2547). การเรียนรู้ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน. ใน ประเวศ วะสี (บรรณาธิการ) ธรรมชาติของสรรพสิ่ง: การเข้าถึงความจริงทั้งหมด. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสำนึกรักบ้านเกิด. ปณิตา วรรณพิรุณ. (2554). “การเรียนแบบผสมผสานจากแนวคิดสกู่ารปฏิบัติ”. วารสารการอาชีวะและ เทคนิคศึกษา, ปีที่ 1 ฉบบัที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม 2554), หน้า 44-48. พรทิพา ทักษิณ, ศุกร์ใจ เจริญสุข, และ อุบล สุทธิเนียม. (2554). “ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการเตรียมความ พร้อมและผลการสอบความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและ การผดุงครรภ์ชั้นหนึ่งของผู้สำเร็จการศึกษาจากวิทยาลัยบรมราชชนนี ชลบุรี”.Thai Journal of Nursing Council, 26(3). ภาวนา กีรติยุตวงศ์, สุวรรณี มหากายนันท์, นารีรัตน์ บุญเนตร และวชรีกร อังคประสารทชัย. (2558). “รูปแบบการเรียนรู้ของนักศึกษาพยาบาล มหาวิทยาลัยบูรพา”. รามาธิบดีพยาบาลสาร, 21(3), หน้า 382-394. ภาวินี ศรีสันต์. (2560). ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความคาดหวัง แรงสนับสนุนจากเพื่อน และผลการสอบ ความรู้เพื่อขอขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ชั้นหนึ่ง ของผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชธานี. การประชุมวิชาการและนำเสนอ ผลงานวิจัยระดับชาติ ราชธานีวิชาการ ครั้งที่ 2. มัณฑนา ดำรงศักดิ์. (2553). องค์ความรู้ที่ได้จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้เตรียมความพร้อมของนักศึกษาเพื่อ การสอบขึ้นทะเบียนประกอบวิชาชีพ. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://km.tu.ac.th/wpcontent/uploads/2013/01/Major_Health_Nurse_prestudent.pdfT hamasart). (สืบค้นเมื่อวันที่20 เมษายน 2563). มาลี คำคง, ผาณิต หลีเจริญ, ยุวนิดา อารามรมย์ และอริสา จิตต์วิบูลย์. (2559). “ผลของการใช้สถานการณ์ จำลองต่อความมั่นใจในความสามารถของตนเองในการดูแลและการช่วยฟื้นคืนชีพขั้นสูงสำหรับผู้ป่วย วิกฤติ-ฉุกเฉินของนักศึกษาพยาบาล”. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุข ภาคใต้, 3(3), หน้า 52-64. ยุวดี วัฒนานนท์, วชิรา วรรณสถิต, วิลาวัลย์ ดวงล้อมจันทร์, ฉวีวรรณ สาระคง, วรรณทิน ยิ่งพัฒนพันธ์. (2554). “ปัจจัยทำนายผลการสอบใบอนุญาตประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ของ ผู้สอบประจำปีพ.ศ. 2553 คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล”. 29(2), หน้า 65-72. รสสุคนธ์ มกรมณี. (2543). วิธีระบบทางเทคโนโลยีการศึกษา. กรุงเทพฯ: เพอเฟคฌัน เฮ้าส์.