The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนวิชาคณิตศาสตร์ป.3 นีรชา บูรณ์เจริญ เลขที่ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

แผนวิชาคณิตศาสตร์ป.3 นีรชา บูรณ์เจริญ เลขที่ 2

แผนวิชาคณิตศาสตร์ป.3 นีรชา บูรณ์เจริญ เลขที่ 2

47

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น (Pre-Test)

1. 56,270

2. 6,286 ผล

3. 80,091

4. 98,955 บาท

5. เกา้ หม่ืนห้าพันหน่ึงร้อยเจ็ดสิบแปด

6. ห้าหมน่ื สามพันสองรอ้ ยแปดสบิ เก้า

7. >

8. <

9. <

10. <

11. >

12. 1) หกหมน่ื เกา้ ร้อยแปดสิบหา้ หกหม่นื แปดสิบ หกหมน่ื ห้า หกพันเกา้ รอ้ ยห้าสิบ

2) 28,378 25,893 24,478 4,279

13. 1) 6,372 29,978 35,367 88,637

2) 1,002 40,789 54,256 79,998

14. 1) หา้ หมื่นหา้ พันหกร้อย หา้ หมื่นเจ็ดรอ้ ยแปดสิบ ห้าหมืน่ เจ็ดสบิ หา้ หมื่นหก

2) 67,797 43,278 24,221 14,378

15. 1) 13,389 46,071 47,479 96,992

2) 57,578 67,354 95,467 96,687

16. 50

17. 100

18. 3,955

19. 15

20. 30,000

48

เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน (Post-Test)

1. 80,091

2. 98,955 บาท

3. 56,270

4. 6,286 ผล

5. เกา้ หม่ืนหา้ พันหนง่ึ ร้อยเจ็ดสิบแปด

6. หา้ หม่ืนสามพันสองร้อยแปดสบิ เกา้

7. >

8. <

9. >

10. <

11. <

12. 1) 13,389 46,071 47,479 96,992

2) 57,578 67,354 95,467 96,687

13. 1) หกหม่นื เก้าร้อยแปดสบิ ห้า หกหมื่นแปดสิบ หกหมื่นห้า หกพันเกา้ รอ้ ยห้าสิบ

2) 28,378 25,893 24,478 4,279

14. 1) หา้ หมื่นหา้ พันหกร้อย หา้ หมื่นเจ็ดร้อยแปดสิบ ห้าหมื่นเจ็ดสิบ หา้ หมื่นหก

2) 67,797 43,278 24,221 14,378

15. 1) 6,372 29,978 35,367 88,637

2) 1,002 40,789 54,256 79,998

16. 30,000

17. 15

18. 3,955

19. 100

20. 50

49

แผนการจดั การเรียนรู้
หนว่ ยท่ี 2

การบวก การลบจานวนนบั ไม่เกิน
100,000 และ 0

50

แผนการเรยี นรู้รายหน่วย
หน่วยท่ี 2

การบวก การลบจานวนนบั ไม่เกิน 100,000 และ 0

51

แผนการจัดการเรยี นรู้

สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ รายวิชาพนื้ ฐาน

ชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2564

หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 2 เร่อื ง การบวก การลบจานวนนับไม่เกนิ 100,000 และ 0 เวลา 6 ช่ัวโมง

1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตวั ชวี้ ัด
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐานที่ ค 1.1 เข้าใจความหลากหลายของการแสดงจานวน ระบบจานวน การดาเนนิ การ
ของจานวน ผลท่เี กิดขนึ้ จากการดาเนินการสมบตั ขิ องการดาเนินการ และนาไปใช้
ตัวช้วี ดั
ค 1.1 ป3/5 หาคา่ ของตวั ไมท่ ราบค่าในประโยคสญั ลกั ษณแ์ สดงการบวกและประโยคสัญลักษณ์
แสดงการลบ ของจานวนนบั ไม่เกิน 100,000และ 0

2. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1.1 นกั เรยี นสามารถอธบิ ายค่าของตัวไม่ทราบค่าในประโยคสัญลกั ษณ์แสดงการบวกและ
ประโยคสัญลกั ษณ์แสดงการลบ ของจานวนนับไมเ่ กิน 100,000 และ 0 ไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง (K)
1.2 นักเรยี นสามารถแสดงวิธกี ารหาคา่ ของตวั ไม่ทราบค่าในประโยคสัญลักษณแ์ สดงการบวก
และประโยคสญั ลักษณ์แสดงการลบ ของจานวนนบั ไมเ่ กิน 100,000 และ 0 ได้อยา่ งถูกตอ้ ง (P)
1.3 นักเรยี นตระหนักถงึ การหาคา่ ของตวั ไม่ทราบค่าในประโยคสญั ลักษณ์แสดงการบวกแล
ประโยคสัญลกั ษณแ์ สดงการลบ ของจานวนนับไม่เกิน 100,000 และ 0 (A)

3. สาระสาคญั
การบวกจานวนที่มีหลายหลัก ให้บวกจานวนท่ีอยู่ในหลักเดียวกัน โดยเร่ิมจากหลัก

หน่วย เม่ือผลบวกในหลักใดเป็นจานวนสองหลัก ให้ทดไปอีกหลักหนึ่งที่อยู่ถัดไปทางซ้ายมือ
จานวนสองจานวนที่นามาบวกกัน สามารถสลับท่ีกนั ได้โดยท่ีผลบวกยังคงเท่ากันการบวกจานวน
สามจานวน จะบวกจานวนท่ีหนงึ่ กับจานวนทส่ี องก่อนแล้วบวกกับจานวนทีส่ าม หรือบวกจานวน
ท่สี องกับจานวนท่ีสามก่อนแล้วบวกกบั จานวนที่หน่ึง ผลบวกจะเทา่ กันการบวกศูนยก์ ับจานวนใด
ๆ ได้ผลบวกเป็นจานวนน้ันกระบวนการแก้โจทย์ปัญหา 4 ขั้น คือ ทาความเข้าใจโจทย์ วางแผน
ลงมอื ทา และตรวจสอบ ใชใ้ นการแกโ้ จทย์ปัญหาการบวกได้

การลบ เป็นการนาจานวนหนึ่งออกจากอีกจานวนหนึ่ง แล้วหาจานวนท่ีเหลือ การลบ
ทาได้โดยการนาเลขโดดในหลักเดียวกันลบกันโดยเริ่มจากหลักหน่วยการลบจานวนที่มีตัวต้ังไม่
เกิน 100,000 มีการกระจาย ทาได้โดยลบเลขโดดในหลักเดียวกัน เม่ือเลขโดดในหลักใดของตัว
ตงั้ นอ้ ยกว่าตัวลบ ใหก้ ระจายตัวตงั้ จากหลกั ท่ีอยู่ถัดไปทางซ้ายมือมารวมกับตัวต้งั เดมิ แล้วจงึ ลบ
กนั ผลบวกของจานวนสองจานวนใด ๆ เทา่ กบั ตัวตง้ั บวกกับตัวบวก ผลลบของจานวนสองจานวน
ใด ๆ เม่ือบวกกับตัวลบจะเท่ากับตัวต้ังการบวก ลบจานวนหลาย ๆ จานวน ต้องหาผลลัพธ์ใน
วงเล็บก่อน แล้วจึงนาไปบวกหรือลบกับจานวนอื่นกระบวนการแก้โจทย์ปัญหา 4 ข้ัน คือ ทา
ความเข้าใจโจทย์ วางแผน ลงมือทา และตรวจสอบใช้ในการแก้โจทย์ปัญหาการลบ และโจทย์
ปัญหาการบวก ลบระคนได้ เราสามารถนาการแกโ้ จทย์ปัญหาการลบ และโจทยป์ ัญหาการบวก
ลบระคน ไปใชแ้ ก้ปญั หาเกย่ี วกบั จานวนต่าง ๆ ในชวี ิตประจาวันได้เมอ่ื กาหนดภาพ สถานการณ์

52

หรือจานวนให้ เราสามารถสร้างโจทย์ปัญหาการบวกและการลบพร้อมท้ังแสดงวิธีทาเพ่ือหา
คาตอบได้ การสร้างโจทย์ปัญหาควรให้สอดคล้องกับภาพ สถานการณ์ หรือจานวนท่ีกาหนด
และต้องมคี วามสมเหตุสมผล
4. สาระการเรียนรู้
1. การหาคา่ ของตัวไม่ทราบค่าในประโยคสัญลกั ษณ์ แสดงการบวกและประโยคสญั ลกั ษณ์
5. สมรรถนะสาคญั ของผู้เรยี น
 ความสามารถในการสอื่ สาร
 ความสามารถในการคดิ
6. ทกั ษะของผเู้ รยี นในศตวรรษท่ี 21 (3R 8C + 2L) (จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน)
 ทกั ษะการอ่าน (Reading)
 ทกั ษะการ เขียน (Writing)
 ทกั ษะการ คิดคานวณ (Arithmetic)
7. ช้นิ งานหรอื ภาระงาน ( หลกั ฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ )
แบบทดสอบกอ่ นเรียน
แบบฝึกทกั ษะท่ี 1 การหาผลบวกโดยการตง้ั บวกไมม่ ีการทด
แบบฝกึ ทกั ษะที่ 2 การหาผลลบโดยการตง้ั ลบไม่มีการกระจาย
แบบฝกึ ทักษะท่ี 3 การหาคา่ ของตวั ไมท่ ราบค่าในประโยคสญั ลกั ษณ์ แสดงการบวกและประโยค
สัญลกั ษณ์ แสดงการลบ
แบบทดสอบหลงั เรียน
8. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
 ช่ัวโมงที่ 1-2 (ใชร้ ปู แบบวธิ สี อนแบบแฮร์บารต์ (Herbart Method)
 ข้นั ที่ 1 ขั้นเตรยี ม
1. ครใู หน้ ักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี นเร่ืองการบวก การลบจานวนนบั ไมเ่ กนิ 100,000

และ 0 จานวน 20 ข้อ
2. ครูทบทวนเรื่อง จานวนนบั ไม่เกนิ 100,000 และ 0 หลังจากน้ันถามคาถามกระตนุ้ ความคดิ

ของนักเรียน ก่อนเริ่มอธบิ ายการหาผลบวกโดยการตง้ั บวกไมม่ ีทดดังน้ี “ใบบวั มีเงนิ ใน
กระปุกออมสิน 3,520 บาท แมใ่ หเ้ พ่ิมอีก 1,143 บาท ใบบัวมีเงนิ ท้ังหมดกบ่ี าท”
 ขน้ั ท่ี 2 ข้นั สอน
1. ครูอธบิ ายเรื่องการหาผลบวกโดยการตั้งบวกไมม่ ีการทด ดงั น้ี ให้นักเรียนเขยี นเลขโดดใน
หลกั เดียวกันใหต้ รงกัน นาจานวนในหลกั เดียวกนั มาบวกกัน

53

ข้ันที่ 1 บวกในหลักหนว่ ย ข้นั ที่ 2 บวกในหลักสิบ
0 หนว่ ย บวก 3 หน่วย ได้ 3 หน่วย 2 สิบ บวก 4 สิบ ได้ 6 สิบ

3520 3520
1143 + 1 1 4 3+

3 63

ขนั้ ท่ี 4 บวกในหลักพนั ขน้ั ท่ี 3 บวกในหลักร้อย
3 พัน บวก 1 พนั ได้ 4 พนั 5 รอ้ ย บวก 1 ร้อย ได้ 6 รอ้ ย

3520 3520
1143 + 1143 +
4 6 63
663

ดังน้นั 3,520 + 1,143 = 4,663
ใบบวั มเี งนิ 4,663 บาท
2. ครยู กตวั อย่างการหาผลบวกของ 16,415 + 3,072 = 

1 6415 +
3 0 72

1 9487

ดังนั้น 16,415 + 3,072 = 19,487
16,415 มากกว่า 16,000 และ 3,072 มากกว่า 3,000
16,000 + 3,000 = 19,000 จะได้ 16,415 + 3,072 มากกวา่ 19,000
ดังนนั้ 19,487 เปน็ คาตอบที่สมเหตสุ มผล เพราะมากกวา่ 19,000
3. ครูยกตวั อย่างโจทยก์ ารหาผลบวกและให้นักเรียนหาคาตอบ
โจทย์ 27,109 + 11,690 = 

2,190 + 702 = 
14,201 + 35,572 = 
439 + 37,160 = 
4. ครูให้นักเรียนจับกลมุ่ 3-4 คน และให้นักเรยี นแต่ละกลุ่มช่วยกันคดิ โจทยก์ ารบวกกล่มุ ละ 2
โจทย์ ให้นกั เรยี นแต่ละกล่มุ ส่งตวั แทนมาคิดโจทย์หน้าช้นั เรียน

54

 ข้นั ที่ 3 ข้ันสมั พนั ธห์ รอื ขัน้ ทบทวนและเปรยี บเทียบ
1. นกั เรียนร่วมกนั สรุปความร้เู ร่ือง การบวกจานวนทม่ี ีผลบวกไม่เกนิ 100,000 ไมม่ ีการทด

โดยครูถามคาถาม ดังนี้

 การบวกจานวนใหเ้ ริ่มบวกจากหลักใดก่อน (หลกั หนว่ ย)

 บวกจานวนในหลักใดต่อไป (หลักสบิ /หลักถดั ไปทางซา้ ยมอื )
 ขนั้ ที่ 4 ขั้นต้งั กฎหรือข้อสรุป
1. นกั เรยี นและครูร่วมกันสรปุ ความรู้ ดงั น้ี

การบวกจานวนที่มผี ลบวกไมเ่ กนิ 100,000 ไม่มีการทด ให้นาจานวนในหลักเดียวกันมาบวกกัน
โดยเรม่ิ จากหลักหน่วย
 ข้ันที่ 5 ขั้นการนาไปใช้
1. นักเรยี นทาแบบฝึกทักษะท่ี 1 การหาผลบวกโดยการตง้ั บวกไม่มกี ารทด

 ชั่วโมงที่ 3- 4 (ใช้รูปแบบวธิ ีสอนแบบแฮรบ์ ารต์ (Herbart Method)
 ขัน้ ที่ 1 ขั้นเตรียม

1. ครทู บทวนเรอื่ งการหาผลบวกโดยการต้ังบวกไมม่ ีการทด โดยยกโจทย์การบวก ดังน้ี
33,231 + 6,321 = 

2. ครถู ามคาถามกระตุ้นความความคิดของนักเรียน ดงั นี้ “กรมประมงจัดพนั ธ์ุปลามาให้

นกั เรียนช่วยกนั ปล่อย 2,550 ตัว ปลอ่ ยปลาไปแลว้ 430 ตวั ยังเหลือปลาอีกกต่ี ัว”
 ขนั้ ที่ 2 ขน้ั สอน
1. ครอู ธบิ ายเรือ่ งการหาผลลบโดยการตงั้ ลบไมม่ ีการกระจาย ดงั นี้ ใหน้ ักเรียนเขยี นเลขโดดใน

หลักเดยี วกันใหต้ รงกัน นาจานวนในหลกั เดียวกันมาลบกัน

ขั้นท่ี 1 ลบในหลักหน่วย ขัน้ ที่ 2 ลบในหลักสิบ
0 หน่วย ลบ 0 หน่วย ได้ 0 หน่วย 5 สบิ ลบ 3 สบิ ได้ 2 สิบ

2550 2550
430- 4 3 0-
0 20

ข้นั ท่ี 4 ลบในหลกั พนั ขน้ั ที่ 3 ลบในหลกั ร้อย
2 พนั ลบ 0 พนั ได้ 2 พนั 5 รอ้ ย ลบ 4 รอ้ ย ได้ 1 รอ้ ย

2550 2550
430 - 430-
120
2120

55

ดังนัน้ 2,550 - 430 = 2,120
ยงั เหลอื ปลาอีก 2,120 ตวั (สังเกต 2,120 + 430 = 2,550 ผลลบบวกตวั ลบเทา่ กบั ตัวต้ัง)
2. ครูยกตัวอย่างการหาผลลบของ 2,183 – 1,143 = 

2183
1143 -

1040

ดังน้นั 2,183 – 1,143 = 1,040

(สังเกต 1,040 + 1,143 = 2,183 ผลลบบวกตวั ลบเทา่ กบั ตัวตงั้ )

3. ครูยกตวั อยา่ งโจทยก์ ารหาผลลบและใหน้ กั เรยี นหาคาตอบ

โจทย์ 14,725 – 2,714 = 

72,095 – 61,095 = 

19,774 – 1,704 = 

7,355 - 234 = 

4. ครูตดิ แถบโจทย์การลบบนกระดาน 2 ข้อ แลว้ ให้ผแู้ ทนนักเรียนออกมาแสดงวิธหี าผลลบครัง้

ละ 1 คน นักเรียนทเ่ี หลือชว่ ยกนั ตรวจสอบความถกู ต้อง

ตัวอยา่ งแถบโจทย์ 1) 8,641 – 2) 4,628 –
2,040 1,213 6

(6,601) (3,415)

 ข้ันท่ี 3 ข้นั สัมพันธห์ รือข้นั ทบทวนและเปรียบเทยี บ

1. นักเรยี นรว่ มกนั สรุปความรูเ้ รอ่ื ง การลบจานวนทีม่ ตี วั ตั้งไม่เกิน 100,000 ไม่มีการกระจาย โดย

ครูถามคาถามดงั นี้

 การหาจานวนที่เหลือมีวิธกี ารอย่างไร (นาจานวนหนง่ึ ออกจากจานวนหนึ่ง แล้วหาจานวน

ท่เี หลือ)

 ใช้วิธีการใด (การลบ)

 การเปรยี บเทยี บจานวนสองจานวนวา่ ต่างกนั เทา่ ไรใชว้ ิธกี ารใด (การลบ)

 ข้ันตอนวิธีการลบทาอยา่ งไร (นาจานวนในหลักเดยี วกันมาลบกนั โดยเร่ิมจาก หลกั

หน่วยแล้วจงึ ลบจานวนในหลกั ถัดไปตามลาดับ)

 ข้ันที่ 4 ขัน้ ตัง้ กฎหรอื ข้อสรปุ

1. นกั เรียนและครรู ่วมกนั สรปุ ความรู้ ดงั น้ี

การลบ เป็นการนาจานวนหนึ่งออกจากอกี จานวนหนง่ึ แล้วหาจานวนที่เหลอื การลบ ทาได้

โดยการนาเลขโดดในหลกั เดยี วกนั ลบกนั โดยเริ่มจากหลกั หนว่ ย

 ขน้ั ท่ี 5 ขัน้ การนาไปใช้

1. นกั เรียนทาแบบฝึกทกั ษะท่ี 2 การหาผลลบโดยการตั้งลบไม่มีการกระจาย

56

 ชว่ั โมงท่ี 5- 6 (ใช้รูปแบบวธิ สี อนแบบแฮร์บารต์ (Herbart Method)

 ขัน้ ที่ 1 ข้ันเตรียม

1. ครถู ามคาถามกระตุน้ ความคิดชองนักเรยี นดังน้ี “ช่ังผงกาแฟพร้อมถ้วย อา่ นน้าหนักได้

1,346 กรมั ถ้าถว้ ยหนัก 255 กรัม ผงกาแฟหนักกีก่ รัม” นกั เรยี นสามารถเขยี นเปน็ ประโยต

สัญลักษณ์ได้ “ถว้ ยหนักหนกั 255 กรมั ถว้ ยกับผงกาแฟหนักรวมกัน 1,346 กรมั จะได้

255 +  = 1,346 ”

 ขั้นที่ 2 ขั้นสอน

1. ครูอธบิ ายเรื่องการหาค่าของตัวไมท่ ราบคา่ ในประโยคสญั ลักษณ์ แสดงการบวกและประโยค

สัญลกั ษณ์ แสดงการลบ โดยยกตวั อยา่ งดังนี้ 255 +  = 1,346

255 +  = 1,346 ใชค้ วามสัมพันธข์ องการบวกและการลบ ความสมั พันธ์ของการบวกและการลบ
จะได้ 1,346 – 255 =  255 +  = 1,346
1,346 –  =255
1,346 – 255 = 1,091 1,346 – 255 = 
ดงั นนั้ 255 + 1,091 = 1,346
ผงกาแฟหนัก 1,091 กรัม

ตรวจคาตอบ 255 + 1,091 = 1,346

2. ครยู กตัวอยา่ งการหาคา่ ของตัวไม่ทราบค่าในประโยคสญั ลักษณ์ แสดงการบวกและประโยค

สญั ลักษณ์ แสดงการลบ ดงั น้ี

1)  - 304 = 1,000 ความสมั พนั ธข์ องการบวกและการลบ
ใช้ความสัมพนั ธข์ องการบวกและการลบ
304+ 1,000 = 
จะได้ 304 + 1,000 =  - 304 = 1,000
 - 1,000 = 304
304 + 1,000 = 1,304
ดังนั้น 1,304 - 304 = 1,000
ตอบ 1,304

ตรวจคาตอบ 1,304 – 304 = 1,000

2) 5,789 -  = 128

ใช้ความสมั พนั ธข์ องการบวกและการลบ ความสัมพันธข์ องการบวกและการลบ
จะได้ 5,789 - 128  + 128 = 5,789
5,789 -  = 128
5,789 - 128 = 5,661 5,789 – 128 =
ดงั นัน้ 5,789 - 5,661 = 128
ตอบ 5,661

ตรวจคาตอบ 5,789 – 5,661 = 128

3. ครยู กตวั อย่างโจทย์การหาค่าของตวั ไม่ทราบคา่ ในประโยคสัญลกั ษณ์ แสดงการบวกและ

ประโยคสญั ลักษณ์ แสดงการลบ และให้นกั เรียนหาคาตอบ

โจทย์ 500 +  = 1,440

32,000 +  = 51,440

8,652 +  = 10,000

57

12,399 +  = 27,440

4. ครยู กตวั อย่างโจทย์ในการหาค่าของตัวไม่ทราบคา่ ในประโยคสญั ลกั ษณ์เพ่ิมเติมดงั นี้

โจทย์  - 1,895 = 98,105

จะได้ 98,105 + 1,895

98,105 + 1,895 = 100,000

ดงั น้ัน 100,000 - 1,895 = 98,105
ตอบ 100,000

5. ครูตดิ แถบโจทย์การลบบนกระดาน 4 ขอ้ แล้วให้ผูแ้ ทนนักเรียนออกมาแสดงวิธีการหาค่าของตวั

ไม่ทราบค่าในประโยคสัญลกั ษณ์คร้ังละ 1 คน นกั เรยี นทีเ่ หลือชว่ ยกนั ตรวจสอบความถูกต้อง

โจทย์  - 375 = 8,025  - 1,930 = 20,000

 - 28,375 = 7,590  - 6,375 = 89,000

 ขนั้ ที่ 3 ข้นั สมั พนั ธห์ รอื ข้นั ทบทวนและเปรียบเทียบ

1. ครใู ห้นกั เรียนทากจิ กรรมการตรวจสอบความเขา้ ใจ ดงั นี้ คือกาหนดโจทย์ 2 ข้อให้นักเรยี น

หาค่าของตวั ไม่ทราบค่าในประโยคสัญลักษณ์ พร้อมทั้งตรวจคาตอบดว้ ย

โจทย์  + 469 = 1,295 1.748 -  = 848

 ขนั้ ท่ี 4 ขน้ั ต้ังกฎหรอื ข้อสรปุ

1. นกั เรียนและครูร่วมกนั สรปุ ความรู้ ดังน้ี

สามารถใช้ความสมั พันธ์ของการบวกและการลบในการหาค่าของตวั ไมท่ ราบค่าในประโยค

สญั ลกั ษณ์ แสดงการบวกและประโยคสญั ลกั ษณ์ แสดงการลบ

 ขน้ั ท่ี 5 ข้นั การนาไปใช้

1. นักเรียนทาแบบฝึกทกั ษะที่ 3 การหาคา่ ของตวั ไม่ทราบค่าในประโยคสญั ลกั ษณ์ แสดงการ

บวกและประโยคสญั ลกั ษณ์ แสดงการลบ

2. นักเรยี นทาแบบทดสอบหลงั เรียน

9. สอ่ื การสอน

1. แบบฝึก/แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น

2. ส่อื ประกอบการเรยี นการสอน Power Point

3. หนังสือเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3

10. แหลง่ เรียนรูใ้ นหรอื นอกสถานท่ี

-

58

11. การวดั และประเมนิ ผล

จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ วธิ ีวัด เครือ่ งมอื วดั เกณฑ์การใหค้ ะแนน เกณฑก์ ารประเมนิ

หรอื สงิ่ ทีต่ อ้ งการจะวดั และ

ประเมนิ ผล

1.นักเรียนสามารถอธิบายค่าของ 1.ตรวจแบบฝกึ 1.แบบฝกึ ทักษะวิธกี าร 4=ถกู ต้องทุกขอ้ ทาได้ 2คะแนนขน้ึ

ตั วไม่ ทราบค่ าในประโยค ทกั ษะวิธกี ารหาคา่ หาคา่ ของตวั ไม่ทราบค่า 3=ถกู ต้อง 5–6ข้อ ไป

สัญลักษณ์แสดงการบวกและ ของตัวไมท่ ราบค่า ในประโยคสญั ลักษณ์ 2=ถกู ต้อง 4ข้อ

ประโยคสัญลักษณ์แสดงการลบ ในประโยค แสดงการบวกและ 1=ตอบผดิ ทกุ ข้อ

ของจานวนนับไม่เกิน 100,000 สญั ลกั ษณแ์ สดง ประโยคสญั ลกั ษณ์

และ0ไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง(K) การบวกและ แสดงการลบจานวน3

ประโยคสัญลักษณ์ แบบฝกึ ทกั ษะ

แสดงการลบ 2.คาถามกระตุ้น

จานวน3แบบฝกึ ความคิด

ทักษะ

2.สงั เกตจากการ

ตอบคาถาม

2. นักเรียนสามารถแสดงวิธีการหา ตรวจแบบฝึก แบบฝกึ ทกั ษะวิธกี ารหา 4=ถูกต้องทุกข้อ ทาได้ 2คะแนนขึ้น

ค่าของตัวไม่ทราบค่าในประโยค ทกั ษะวธิ กี ารหาคา่ คา่ ของตัวไม่ทราบค่าใน 3=ถกู ตอ้ ง 5–6ข้อ ไป

สัญลักษณ์แสดงการบวกและ ของตวั ไม่ทราบค่า ประโยคสญั ลักษณ์ 2=ถูกต้อง 4ข้อ

ประโยคสัญลักษณ์แสดงการลบ ในประโยค แสดงการบวกและ 1=ตอบผิดทกุ ข้อ

ของจานวนนับไม่เกิน 100,000 สญั ลักษณแ์ สดง ประโยคสัญลักษณ์

และ0ไดอ้ ย่างถกู ต้อง(P) การบวกและ แสดงการลบจานวน3

ประโยคสญั ลักษณ์ แบบฝึกทักษะ

แสดงการลบ

จานวน 3 แบบฝึก

ทักษะ

3.นักเรียนตระหนักถึงการหาค่า สงั เกตพฤติกรรม แบบสงั เกตพฤตกิ รรม 12– 10 = ดี มผี ลการประเมินใน
ของตัวไม่ทราบค่าในประโยค นักเรียน นกั เรยี น 9 – 7 = พอใช้ ระดับพอใช้ขึ้นไป
สั ญลั กษณ์ แสดงการบวกแล 6-4 =ปรบั ปรงุ
ประโยคสัญลักษณ์แสดงการลบ
ของจานวนนับไม่เกิน 100,000
และ 0 (A)

59

สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน วิธีวดั เคร่อื งมือวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน เกณฑก์ าร
(ตามหวั ข้อที่ 5)
สังเกตจากพฤติกรรม แบบสงั เกตพฤติกรรม ประเมิน
1. ความสามารถในการสื่อสาร ในชนั้ เรยี น การปฏบิ ตั งิ านเป็น
รายบุคคล 5=ดมี าก มีผลการ
2. ความสามารถในการคิด
สงั เกตจากพฤตกิ รรม แบบสังเกตพฤติกรรม 4=ดี ประเมินใน
ในช้ันเรยี น การปฏบิ ตั งิ านเปน็
รายบุคคล 3 = ปานกลาง ระดับพอใชข้ ้ึน

2 = พอใช้ ไป

1 =ปรับปรงุ

5 = ดีมาก มผี ลการ

4=ดี ประเมินใน

3=ปานกลาง ระดับพอใช้ขน้ึ

2 = พอใช้ ไป

1 =ปรับปรุง

ทกั ษะของผู้เรียนในศตวรรษท่ี 21 วิธวี ดั เคร่อื งมอื วดั เกณฑ์การให้ เกณฑก์ าร
(ตามหัวข้อที่ 6) คะแนน ประเมิน
สังเกตจากพฤตกิ รรม แบบประเมนิ ทกั ษะทาง
ทกั ษะการอ่าน(Reading) 3 = ดี มผี ลการประเมนิ
ในชนั้ เรยี น คณิตศาสตรข์ องผู้เรียน 2 = พอใช้ ในระดับพอใช้
ทักษะการเขยี น(Writing) 1=ปรบั ปรุง ขึ้นไป
สงั เกตจากพฤตกิ รรม แบบประเมินทกั ษะทาง
ทกั ษะการคิดคานวณ(Arithmetic) 3 = ดี มีผลการประเมนิ
ในชั้นเรยี น คณติ ศาสตรข์ องผู้เรยี น 2 = พอใช้ ในระดบั พอใช้
1 = ปรับปรงุ ข้ึนไป
สงั เกตจากพฤตกิ รรม แบบประเมินทักษะทาง
3 = ดี มผี ลการประเมิน
ในช้นั เรยี น คณิตศาสตร์ของผูเ้ รยี น 2 = พอใช้ ในระดบั พอใช้
1=ปรบั ปรงุ ข้นึ ไป

60

แบบประเมนิ การสงั เกตพฤติกรรมนกั เรียน

คาช้แี จง : ใหค้ รผู สู้ อนสังเกตพฤติกรรมของนกั เรยี นในระหว่างเรยี น แล้วขดี ลงในชอ่ งทีต่ รงกบั ระดับ

คะแนน

ลาดับ ชื่อ–สกลุ เขา้ เรยี นตรงเวลา ความสนใจในการ มรี ะเบียบวนิ ยั คะแนนรวม ผลการประเมนิ

ที่ เรยี น ในการเรียน 12คะแนน

3 2 1 3 2 1 3 21 ผา่ น ไมผ่ า่ น

เกณฑก์ ารประเมิน
12 – 10 คะแนน หมายถึง ดี
9 – 7 คะแนน หมายถงึ พอใช้
6 - 4 คะแนน หมายถึง ปรบั ปรุง

หมายเหตุ : ต้องได้คะแนน 7 คะแนนขึ้นไป จงึ จะผา่ นเกณฑก์ ารประเมิน

รายการประเมนิ ระดบั คุณภาพ
เข้าเรียนตรงเวลา
ความสนใจในการเรยี น 32 1

มรี ะเบยี บวนิ ยั ในการ เข้าเรียนตรงเวลา เขา้ เรยี นสายไม่เกนิ 10 เข้าเรียนสายมากกวา่ 15นาที
เรียน
สมา่ เสทมอไมเ่ ข้าเรยี นสาย นาที

มคี วามกระตือรือรน้ ในการ มีความกระตือรอื รน้ ในการ มีความกระตือรอื ร้นในการ

เรยี นดมี าก ให้ความ เรียนดี ให้ความรว่ มมือใน เรยี นเปน็ บางครง้ั

รว่ มมือในการจัดกิจกรรม การจดั กจิ กรรมการเรียน

การเรยี นการสอนอย่าง การสอนบอ่ ยครั้ง

สม่าเสมอ

ทางานเปน็ ระเบยี บ ทางานเป็นระเบยี บ ทางานไม่เป็นระเบยี บ

เรียบรอ้ ยและถูกต้อง เรียบรอ้ ยและถูกตอ้ ง60% เรยี บร้อยและไมถ่ กู ต้องเลย

มากกวา่ 80%ข้นึ ไป

61

แบบสังเกตพฤตกิ รรมการปฏิบตั งิ านเปน็ รายบุคคล

คาชีแ้ จง : ให้ครูผสู้ อนสังเกตพฤติกรรมการปฏบิ ตั ิงานของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี น แลว้ ขีด

ลงในชอ่ งที่ตรงกับระดับคะแนน

ลาดับท่ี ชอ่ื –นามสกลุ ระดบั คณุ ภาพ

54 3 2 1

เกณฑ์การประเมนิ
5 คะแนน หมายถงึ ดมี าก
4 คะแนน หมายถงึ ดี
3 คะแนน หมายถึง ปานกลาง
2 คะแนน หมายถงึ พอใช้
1 คะแนน หมายถงึ ปรับปรงุ

หมายเหตุ : มีผลการประเมินในระดบั พอใช้ข้นึ ไป

พฤติกรรมบง่ ชี้ ระดบั คณุ ภาพ
5
4 32 1
1.ความสามารถ มีความสามารถ มคี วามสามารถ
ในการสือ่ สาร ในการสอื่ สาร ในการสอื่ สาร มีความสามารถ ชัดเจน มี ไม่มคี วามสามารถ
ออกมาไดด้ ี
ออกมาได้ดี ในการสือ่ สาร ความสามารถใน ในการสอ่ื สาร
เยย่ี มชดั เจน มีความสามารถ
ในการคดิ ออกมาไดร้ ะดบั การส่อื สาร
2.ความสามารถ มีความสามารถ ตัดสนิ ใจ
ในการคิด ในการคดิ อยา่ ง เก่ียวกบั ปัญหา ปานกลางไม่ ออกมาได้ระดบั
ของตนได้
สร้างสรรค์ ชดั เจน ปานกลางควร
ตดั สินใจ
เก่ียวกับปัญหา ปรบั ปรงุ
ของตนเองได้
เหมาะสม มคี วามสามารถ มคี วามสามารถ ไม่มีความสามารถ

ในการคิด ตดั สินใจ ในการคิด การ

ตดั สนิ ใจ เกย่ี วกับปัญหา ตัดสนิ ใจเกย่ี วกับ

เก่ยี วกบั ปัญหา ของตนเองได้ไม่ ปัญหาของตนเอง

ของตนเองได้ ดีเท่าท่ีควร ได้

62

แบบประเมนิ แบบฝกึ ทักษะ

คาชแ้ี จง : ใหค้ รูผสู้ อนประเมินแบบฝึกทกั ษะของนกั เรยี นในระหวา่ งเรยี น แลว้ เขียนระดับคะแนน ลง

ในชอ่ งท่ตี รงกบั ระดับคะแนน

ลาดั ชือ่ –สกลุ 1. ผลงานตรงตาม 2..ผลงานมคี วาม 3.ผลงานมคี วาม 4.การสง่ งานตรงตอ่ 5.จานวนขอ้ ทตี่ อบ

บท่ี จดุ ประสงค์ ถกู ต้อง เป็นระเบยี บ เวลา ถกู

เรยี บรอ้ ย

4 3214 3 2 1 4 321 43 2 1 4 3 2 1

เกณฑ์การประเมิน
4 คะแนน หมายถงึ ดมี าก
3 คะแนน หมายถงึ ดี
2 คะแนน หมายถงึ พอใช้
1 คะแนน หมายถงึ ปรบั ปรงุ

หมายเหตุ : มีผลการประเมนิ ในระดับพอใช้หรือ2คะแนนขึ้นไป

ประเดน็ การประเมิน คะแนน

4 32 1
ผลงานไม่สอดคลอ้ ง
1. ผลงานตรงตาม ผลงานมีความ ผลงานมีความ ผลงานมคี วาม กบั เนื้อหาท่เี รยี น

จุดประสงค์ สอดคล้องกบั สอดคลอ้ งกบั สอดคล้องกับ เนื้อหาสาระไม่
ถกู ตอ้ ง
จุดประสงคข์ อง จดุ ประสงค์ของ จุดประสงคข์ อง ผลงานไม่มีความเปน็
ระเบียบเรยี บร้อย
เนอ้ื หาทีเ่ รยี นทกุ เนือ้ หาทเ่ี รยี นเป็น เน้อื หาที่เรยี นบาง
สง่ งานชา้ เลยเวลาท่ี
ประเด็น ส่วนใหญ่ ประเดน็ กาหนดมากกว่า ๕
วนั
2..ผลงานมีความ เน้ือหาสาระถูกตอ้ ง เนอ้ื หาสาระถูกตอ้ ง เนื้อหาสาระถกู ต้อง
ตอบผดิ ทกุ ขอ้
ถูกตอ้ ง สมบูรณ์ ครบถว้ น สมบูรณ์ ครบถ้วน บางประเดน็

3.ผลงานมีความเป็น ผลงานมคี วามเปน็ ผลงานมีความเปน็ ผลงานคอ่ นข้างเปน็

ระเบียบเรยี บรอ้ ย ระเบียบเรยี บร้อย ระเบียบเรยี บนอ้ ยแต่ ระเบยี บเรยี บร้อย

น่าอ่าน ยงั มีข้อบกพรอ่ ง แต่ มีขอ้ บกพรอ่ ง

บางสว่ น เล็กน้อย

4.การส่งงานตรงต่อ ส่งงานตรงตามเวลา สง่ งานชา้ เลยเวลาที่ สง่ งานชา้ เลยเวลาท่ี
เวลา ทีก่ าหนด
กาหนด๑-๒วัน กาหนด๓-๕

5.จานวนขอ้ ทีต่ อบ ตอบถกู ทุกข้อ ตอบถกู 5–6ขอ้ ตอบถูก4ขอ้
ถกู

63

แบบประเมินทักษะทางคณติ ศาสตร์ของผู้เรยี น

คาชีแ้ จง : ให้ครผู ูส้ อนประเมินทักษะทางคณติ ศาสตรข์ องผู้เรียนในระหวา่ งเรยี น แลว้ เขยี นระดบั

คะแนน ลงในช่องทตี่ รงกับระดับคะแนน

ลาดับ ช่อื –สกลุ รายการประเมิน คะแนนรวม ผลการประเมนิ

ทกั ษะการ ทักษะการ ทักษะการคดิ ผา่ น ไมผ่ ่าน

อ่าน เขียน คานวณ

เกณฑก์ ารประเมนิ
3 หมายถึง ดี
2 หมายถงึ พอใช้
1 หมายถงึ ปรับปรุง
หมายเหตุ : ตอ้ งได้คะแนน 7 คะแนนข้นึ ไป จงึ จะผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ

แบบประเมนิ คะแนนแบบทดสอบ

คาชี้แจง : ให้ครผู สู้ อนประเมินคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนของผ้เู รียน แลว้ เขียน

คะแนน ลงในชอ่ งคะแนน

ลาดับ ชือ่ –นามสกลุ แบบทดสอบ คะแนนรวม

ก่อนเรียน หลังเรยี น

64

12. กิจกรรมเสนอแนะ

............................................................................................................................. ..................................

............................................................................................................................. ..................................

...............................................................................................................................................................

13. บันทึกผลหลังการสอน

สรุปผลการเรยี นการสอน

นกั เรยี นทง้ั หมดจานวน.....................คน

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ข้อที่ จานวนนกั เรยี นท่ีผ่าน จานวนนักเรยี นท่ีไมผ่ า่ น

จานวนคน รอ้ ยละ จานวนคน ร้อยละ

1

2

3

14. ปญั หา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข

............................................................................................................................................... ................

.................................................................................................................. .............................................

............................................................................................................................. ..................................

...............................................................................................................................................................

15. ขอ้ เสนอแนะ

............................................................................................................................. ..................................

............................................................................................................................. ..................................

.

ลงช่ือ
..........................................................................

()
ตาแหนง่ ครู วิทยฐานะ .......................................

ลงชื่อ..........................................................................
()
หัวหนา้ กลมุ่ สาระการเรียนรู้

ลงชือ่ ..........................................................................
(……………………….……………………………..)
รองผู้อานวยการกลมุ่ บรหิ ารวชิ าการ

65

ความเห็นของหัวหนา้ สถานศกึ ษา

ได้ทาการตรวจแผนการเรยี นรู้ของ....................................................แลว้ มคี วามคิดเหน็ ดงั น้ี

1. เปน็ แผนการจัดการเรยี นรู้ที่

 ดมี าก  ดี  พอใช้  ควรปรบั ปรุง

2. การจัดกิจกรรมไดน้ าเอากระบวนการเรยี นรู้

 เนน้ ผูเ้ รยี นเปน็ สาคัญมาใช้ในการสอนไดอ้ ย่างเหมาะสม

 ยงั ไมเ่ น้นผเู้ รียนเปน็ สาคัญ ควรปรบั ปรงุ พัฒนาต่อไป

3. ข้อเสนอแนะอ่นื ๆ

............................................................................................................................. ...........................

..................................................................................................... ...................................................

............................................................................................................................. ...........................

ลงช่อื ...............................................................................................
( ………………………………………………… )

ผอู้ านวยการโรงเรยี น…………………………………………………………..

66

ไดค้ ะแนน

_________

แบบทดสอบก่อนเรยี น (Pre - Test) คะแนน

ชื่อ ______________________ นามสกลุ ________________ เลขท่ี________ ชนั้ ________

ให้นักเรียนเติมผลบวกและผลลบหรือคาตอบลงในชอ่ งว่างตอ่ ไปนี้ (ข้อละ 1 คะแนน)
1. 2,036 + 4,762 = 
__________________________________
2. 200 + 9,064 = 
__________________________________
3. 372 + 227 = 
__________________________________
4. 210 + 754 = 
__________________________________
5. 12,980 + 5,019 = 
__________________________________
6. 19,172 - 5,021 = 
__________________________________
7. 4,200 – 1,100 = 
__________________________________
8. 4,892 - 3,281 = 
__________________________________
9. 59,894 - 38,712= 
__________________________________
10. 38,501 - 16,000 = 
__________________________________
11. 500 +  = 1,440
__________________________________
12.  + 362 = 3,487
__________________________________
13. 32,000 +  = 51,440
__________________________________
14.  - 375 = 8,025
__________________________________
15.  - 28,375 = 7,590
__________________________________

67

วันท.ี่ ..........เดือน....................... พ.ศ. ............
ช่ือ ........................................................ ชน้ั ................เลขที่ ................

แบบฝึกทักษะที่ 1
คาชแ้ี จง : ให้นักเรียนแสดงวิธหี าผลบวกใหถ้ กู ต้อง

1. 142 + 3,257 = 
2. 5,290 + 1,305 = 
3. 1,234 + 2,610 = 
4. 6,060 + 404 = 
5. 912 + 15,084 = 
6. 22,161 + 7,532 = 
7. 8,008 + 1,930 = 
8. 9,251 + 60,325 = 
9. 59,251 + 638 = 
10. 26,058 + 62,330 = 

68

วนั ท.่ี ..........เดือน....................... พ.ศ. ............
ช่อื ........................................................ ชน้ั ................เลขที่ ................

แบบฝกึ ทกั ษะท่ี 2
คาชแ้ี จง : ให้นกั เรียนแสดงวธิ ีหาผลลบใหถ้ ูกต้อง

1. 12,503 – 101 = 
2. 53,245 – 31,022 = 
3. 46,194 – 5,090 = 
4. 28,817 – 26,400 = 
5. 77,133 – 32,101 = 
6. 47,092 – 82 = 
7. 26,145 – 122 = 
8. 70,446 – 70,006 = 
9. 39,735 – 9,003 = 
10. 80,032 – 22 = 

69

วนั ท.่ี ..........เดือน....................... พ.ศ. ............
ชอื่ ........................................................ ช้นั ................เลขที่ ................

แบบฝกึ ทักษะที่ 3
คาช้แี จง : ให้นกั เรยี นหาคา่ ของตัวไม่ทราบคา่ ในประโยคสัญลกั ษณใ์ หถ้ กู ต้อง

1.  + 964 = 1,352
2.  - 2,895 = 1,605
3. 3,000 -  = 575
4. 6,219 +  = 9,219
5. 1,238 +  = 2,890
6.  - 879 = 4,121
7.  + 1,980 = 2,500
8. 3,750 +  = 5,000
9.  - 40,500 = 59,500
10. 100,000 -  = 7,000

70

ไดค้ ะแนน

_________

คะแนน

แบบทดสอบก่อนเรยี น (Post - Test)
ช่อื ______________________ นามสกุล________________ เลขที่________ ชัน้ ________

ใหน้ ักเรยี นเตมิ ผลบวกและผลลบหรือคาตอบลงในชอ่ งวา่ งต่อไปน้ี (ข้อละ 1 คะแนน)
1. 19,172 - 5,021 = 
__________________________________
2. 4,200 – 1,100 = 
__________________________________
3. 4,892 - 3,281 = 
__________________________________
4. 59,894 - 38,712= 
__________________________________
5. 38,501 - 16,000 = 
__________________________________
6. 500 +  = 1,440
__________________________________
7.  + 362 = 3,487
__________________________________
8. 32,000 +  = 51,440
__________________________________
9.  - 375 = 8,025
__________________________________
10.  - 28,375 = 7,590
__________________________________
11. 2,036 + 4,762 = 
__________________________________
12. 200 + 9,064 = 
__________________________________
13. 372 + 227 = 
__________________________________
14. 210 + 754 = 
__________________________________
15. 12,980 + 5,019 = 
__________________________________

71

เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น (Pre-Test)

1. คาตอบ 6,798
2. คาตอบ 9,264
3. คาตอบ 599
4. คาตอบ 964
5. คาตอบ 17,999
6. คาตอบ 14,151
7. คาตอบ 3,100
8. คาตอบ 1,611
9. คาตอบ 21,182
10. คาตอบ 2,2001
11. คาตอบ 940
12. คาตอบ 3,125
13. คาตอบ 19,440
14. คาตอบ 8,400
15. คาตอบ 35,965

72

เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น (Post-Test)

1. คาตอบ 14,151
2. คาตอบ 3,100
3. คาตอบ 1,611
4. คาตอบ 21,182
5. คาตอบ 2,2001
6. คาตอบ 940
7. คาตอบ 3,125
8. คาตอบ 19,440
9. คาตอบ 8,400
10. คาตอบ 35,965
11. คาตอบ 6,798
12. คาตอบ 9,264
13. คาตอบ 599
14. คาตอบ 964
15. คาตอบ 17,999

73

แผนการจดั การเรียนรู้
หน่วยท่ี 3

เวลา

74

แผนการเรยี นรูร้ ายหน่วย
หนว่ ยที่ 3

เวลา

75

แผนการจัดการเรยี นรู้

สาระการเรยี นร้คู ณิตศาสตร์ รายวิชาพ้นื ฐาน

ชั้น ประถมศึกษาปที ่ี 3 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564

หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 เรอื่ ง เวลา เวลา 18 ช่ัวโมง

1. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ตัวช้ีวดั

มาตรฐานการเรียนรู้

มาตรฐานที่ ค 2.1 เข้าใจพืน้ ฐานเกยี่ วกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของส่ิงทต่ี อ้ งการวัด

และนาไปใช้

ตัวช้ีวดั

ค 1.1 ป3/2 แสดงวิธหี าคาตอบของโจทยป์ ญั หาเกย่ี วกับเวลา และระยะเวลา

2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้

1.1 นกั เรียนสามารถอธบิ ายวธิ ีหาคาตอบของโจทยป์ ญั หาเกีย่ วกบั เวลา และระยะเวลาไดอ้ ยา่ ง

ถูกต้อง (K)

1.2 นักเรยี นสามารถแสดงวธิ ีหาคาตอบของโจทย์ปัญหาเกี่ยวกบั เวลา และระยะเวลาได้อยา่ ง

ถกู ต้อง (P)

1.3 นกั เรยี นตระหนักถึงการแสดงวธิ ีหาคาตอบของโจทยป์ ัญหาเก่ียวกับเวลา และระยะเวลา (A)

3. สาระสาคัญ

นาฬิกาท่ีบอกเวลาโดยใช้เข็ม เข็มสั้นบอกเวลาเป็นชั่วโมง เข็มยาวบอกเวลาเป็นนาที นาฬิกาท่ี

บอกเวลาโดยใช้ตัวเลข ตัวเลขที่อยู่หน้าเครื่องหมาย : บอกเวลาเป็นนาฬิกา ตัวเลขที่อยู่หลัง

เคร่ืองหมาย : บอกเวลาเป็นนาที นาฬกิ าใช้อ่านเวลาท้ังกลางวันและกลางคนื การเขียนบอกเวลา

โดยใช้จุด ตัวเลขที่อยหู่ น้าจุดบอกเวลาเป็นนาฬิกา ตัวเลขท่ีอยู่หลงั จุดบอกเวลาเป็นนาทหี น่วย

เวลามีความสมั พันธ์กันสามารถเปล่ยี นหน่วยกันได้ เชน่

60 นาที เทา่ กบั 1 ช่ัวโมง 24 ชัว่ โมง เทา่ กบั 1 วัน

7 วนั เทา่ กบั 1 สปั ดาห์ 30 วนั เทา่ กับ 1 เดอื น

12 เดือน เทา่ กับ 1 ปี 365 วนั เทา่ กับ 1 ปี

กระบวนการแก้โจทย์ปัญหา 4 ข้นั คอื ทาความเข้าใจโจทย์ วางแผน ลงมือทา และตรวจสอบ ใช้

ในการแกโ้ จทย์ปัญหาเก่ียวกบั เวลาได้ การแก้โจทย์ปัญหาเกี่ยวกับเวลาโดยเรียงลาดับตามข้ันจะ

ทาใหแ้ ก้ปญั หาได้ถูกต้องและรวดเร็ว การอ่านและการเขียนบนั ทึกกิจกรรมหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ

ที่ระบุเวลาชว่ ยใหท้ ราบว่า เหตกุ ารณ์หรอื กิจกรรมอะไรเกดิ ข้นึ ในเวลาใด

4. สาระการเรียนรู้

1. การบอกเวลาเปน็ นาฬิกาและนาที

2. การบอกระยะเวลาเป็นชวั่ โมงและนาที

3. การอ่านและการเขยี นบันทึกกจิ กรรมทีร่ ะบเุ วลา

4. การแก้โจทยป์ ญั หาเก่ียวกบั เวลาและระยะเวลา

76

5. สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน (เฉพาะท่ีเกิดในหนว่ ยการเรยี นร้นู ้ี)
 ความสามารถในการส่ือสาร
 ความสามารถในการคดิ
 ความสามารถในการแกป้ ัญหา

6. ทักษะของผ้เู รียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (จุดเน้นส่กู ารพัฒนาคุณภาพผู้เรยี น)
 ทักษะการอ่าน (Reading)
 ทักษะการ เขียน (Writing)
 ทักษะการ คดิ คานวณ (Arithmetic)

7. ช้นิ งานหรือภาระงาน ( หลักฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ )
1. แบบทดสอบก่อนเรียน
2. แบบฝกึ ทกั ษะท่ี 1 เรื่อง การบอกเวลาเป็นนาฬกิ าและนาที
3. แบบฝึกทักษะที่ 2 เรื่อง การบอกระยะเวลาเปน็ ช่ัวโมงและนาที
4. แบบฝกึ ทักษะท่ี 3 เรือ่ ง การอ่านและการเขยี นบนั ทึกกิจกรรมท่ีระบุเวลา
5. แบบฝกึ ทกั ษะท่ี 4 เรื่อง การแก้โจทย์ปัญหาเกย่ี วกบั เวลาและระยะเวลา
6. แบบทดสอบหลังเรียน

8. การจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
หน่วยยอ่ ยท่ี 1 การบอกเวลาเปน็ นาฬิกาและนาที
 ช่วั โมงที่ 1- 2 (ใช้รูปแบบวิธสี อนแบบแฮร์บาร์ต (Herbart Method)
 ขน้ั ท่ี 1 ขนั้ เตรียม
1. ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาเก่ียวกับเวลาในการทากิจกรรมต่าง ๆ โดยให้ผู้แทนนักเรียน
คร้ังละ 1 คน ออกมาเล่าประสบการณ์ของตนเอง (เช่น ตื่นนอนเวลา 6.00 นาฬิกา ออก
เดนิ ทางจากบา้ น ไปโรงเรียนเวลา 7 นาฬกิ า 30 นาที)
2. จากกิจกรรมขอ้ 1 ครใู ห้ผู้แทนนักเรียน 1 คน ออกมาวาดภาพนาฬิกา โดยใช้เข็มแสดงเวลา
ดงั กล่าว และอ่านเวลาจากนาฬิกาบนกระดาน เช่น เขียน 6.00 น. อ่านว่า เวลา 6 นาฬิกา
ครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง และร่วมกันอภิปรายการบอกเวลาจาก
นาฬกิ าแบบเข็ม และนาฬกิ าทีบ่ อกเวลาโดยใชต้ วั เลข
 ขนั้ ท่ี 2 ข้ันสอน
1. ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาเกี่ยวกับกิจกรรมท่ีนักเรียนทาในช่วงเวลากลางวันและ
ช่วงเวลากลางคืน จากน้ันครู ติดบัตรภาพ ขุนกาลังอ่านหนังสือและมีนาฬิกาแบบเข็ม และ
แบบใช้ตัวเลขแสดงเวลาอยู่ในภาพ ครูถามนักเรียนว่า นาฬิกาแบบใช้ตัวเลข บอกเวลาใด
(15 นาฬกิ า 44 นาท)ี นาฬกิ าแบบเข็ม แสดงเวลาใด ครอู าจถามเพม่ิ เตมิ ดงั นี้
− เขม็ ส้ันชี้ทีต่ วั เลขอะไร (ระหวา่ งตวั เลข 3 กบั ตวั เลข 4)
− เขม็ ยาวชี้ท่ตี ัวเลขอะไร (ตัวเลข 8 กบั 4 ชอ่ งเล็ก)
− อา่ นเวลาได้อย่างไร (15 นาฬกิ า 40 นาทีกับ 4 นาทหี รอื 15 นาฬิกา 44 นาที)
2 ครูติดบัตรภาพ ใบบัวกาลังนั่งดูโทรทัศน์กับพอ่ ที่มีนาฬกิ าแบบใชต้ ัวเลข และนาฬกิ าแบบเข็ม
แสดงเวลาเป็นเวลากลางคืน ครูถามนักเรียนว่านาฬิกาแบบใช้ตัวเลขบอกเวลาใด (20
นาฬิกา 39 นาท)ี นาฬกิ าแบบเข็มบอกเวลาใด

77

3 ครูเพ่ิมเติมดังน้ีเข็มส้ันชี้ท่ีตัวเลขอะไร (ระหว่างตัวเลข 8 กับตัวเลข 9) เข็มยาวช้ีที่ตัวเลข
อะไร (ตัวเลข 7 กบั 4 ช่องเลก็ ) อ่านเวลาไดอ้ ย่างไร (20 นาฬิกา 35 นาทกี ับ 4 นาทหี รือ
20 นาฬิกา 39 นาท)ี

4 ครูและนักเรียนสนทนาร่วมกัน เกี่ยวกับการอ่านเวลาจากนาฬิกาแบบเข็มกับการอ่านเวลา
จากนาฬิกาแบบใช้ตัวเลข ซึ่งการอ่านเวลาจากนาฬิกา แบบใช้ตัวเลขจะอ่านตัวเลขหน้า
เคร่ืองหมาย : แสดงเวลา เป็นนาฬิกา ตัวเลขหลังเครื่องหมาย : แสดงเวลาเป็นนาที ส่วน
นาฬิกาแบบเข็มจะพิจารณาที่ตาแหน่งเข็มส้นั และ เขม็ ยาว เข็มสน้ั บอกเวลาเป็นนาฬิกา เข็ม
ยาวบอกเวลา เป็นนาทีซ่ึง 1 ช่องใหญ่ ใช้เวลา 5 นาที1 ช่องเล็กใช้เวลา 1 นาทีจากน้ันให้
นักเรียนช่วยกันบอกเวลาเป็นนาฬิกา และนาทีจากหน้าปัดนาฬิกา ครูและนักเรียนร่วมกัน
ตรวจสอบความถูกต้อง

 ขั้นท่ี 3 ข้ันสัมพนั ธห์ รอื ขน้ั ทบทวนและเปรียบเทียบ
1. นักเรยี นร่วมกันเล่นเกม “จบั คนู่ าฬิกา” ดังนี้

 นักเรียนจบั คเู่ พ่อื ช่วยกนั วาดภาพนาฬิกาแสดงเวลาและเขียนบตั รเวลาแสดงเวลา
ของนาฬิกาลงในกระดาษเปล่า

 นักเรยี นแตล่ ะคู่นาภาพนาฬกิ าและบัตรเวลาคนื ครู
 ครูแบ่งนักเรยี นเป็น 2 กลุ่ม แตล่ ะกลุ่มยนื เป็นวงกลม 2 วง เปน็ วงนอก และวงใน
 ครแู จกบัตรเวลาให้นกั เรียนทย่ี นื วงนอก และแจกภาพนาฬกิ าให้นักเรียนท่ียนื วงใน
 ให้นกั เรียนที่ยืนวงนอกเดินวนทวนเข็มนาฬิกา นักเรียนทีย่ ืนวงในเดินวนตามเขม็ นาฬิกา

พร้อมกับส่งบัตรของตัวเองไปข้างหลังและรับบัตรใบใหม่จากคนข้าง หน้าทาดังน้ีไป
เร่ือยๆ จนกว่าครูจะบอกว่า “จับคู่” แล้วให้นักเรียนจับคู่ระหว่างบัตรเวลากับภาพ
นาฬกิ า
 เมื่อจับคู่ได้ถูกต้องแล้วน่งั ลงดาเนนิ เกมอีก 2-3 ครั้ง
 ข้นั ท่ี 4 ขน้ั ตงั้ กฎหรือข้อสรปุ
1. นักเรยี นและครรู ว่ มกนั สรปุ ความรู้ ดงั น้ี
นาฬกิ าท่ีบอกเวลาโดยใช้เขม็ เข็มสน้ั บอกเวลาเปน็ ชั่วโมง เข็มยาวบอกเวลาเป็นนาที นาฬิกาท่ี
บอกเวลาโดยใช้ตัวเลข ตัวเลขหน้าเครื่องหมาย : บอกเวลาเป็นนาฬิกา ตัวเลขที่อยู่หลัง
เครอื่ งหมาย : บอกเวลาเปน็ นาที
 ขน้ั ที่ 5 ข้นั การนาไปใช้
1. นกั เรียนทาแบบทดสอบก่อนเรียน
2. นักเรยี นทาแบบฝกึ ทักษะที่ 1 เรอื่ ง การบอกเวลาเปน็ นาฬิกาและนาที

78

 ช่วั โมงที่ 3- 4 (ใช้รปู แบบวิธีสอนแบบแฮร์บาร์ต (Herbart Method)
 ขนั้ ท่ี 1 ขน้ั เตรยี ม
1. ครทู บทวนโดยการตดิ ภาพนาฬกิ าแบบเขม็ บนกระดาน ครถู ามคาถามนักเรยี น ดังนี้

ในเวลากลางวัน นาฬกิ าเรือนน้จี ะบอกเวลาเทา่ ไร (13 นาฬิกา)
บอกเวลาด้วยภาษาพดู ได้ว่าอยา่ งไร (บ่ายโมง)
ในเวลากลางคืน นาฬกิ าเรือนน้จี ะบอกเวลาเท่าไร (1 นาฬิกา)
บอกเวลาดว้ ยภาษาพดู ไดว้ า่ อยา่ งไร (ตีหนึ่ง)
ครูและนกั เรยี นรว่ มกันตรวจสอบความถกู ต้อง
 ข้ันท่ี 2 ขั้นสอน
1. ครูถามนกั เรียนว่า นาฬิกาแบบใช้ตัวเลขในขอ้ 1 อา่ นเวลาได้ อย่างไร (13 นาฬกิ า 8 นาท)ี ครใู ห้
นักเรียนช่วยกับจับคู่นาฬิกาท่ีแสดงเวลาเดียวกันกับนาฬิกาแบบใช้ตัวเลขในข้อ 1 โดยครูถาม
นักเรียนว่า เข็มสั้นชี้ที่ตัวเลขอะไร (ระหว่างตัวเลข 1 กับ ตัวเลข 2) เข็มยาวชี้ท่ีตัวเลขอะไร
(ตัวเลข 1 กับ 3 ช่องเล็ก) หน้าปัดนาฬิกาในข้อใดบอกเวลา 13 นาฬิกา 8 นาทีซ่ึงตรงกับข้อ ข
ดังนั้นจะได้ว่า ข้อ 1 คู่กับข้อ ข จากนั้นครูให้นักเรียนช่วยกัน จับคู่นาฬิกาแบบใช้ตัวเลขและ
นาฬิกาแบบเข็ม ท่ีแสดงเวลาเดียวกัน เมอ่ื นักเรียนทาเสร็จ ครูสุ่มนักเรียนออกมานาเสนอ ครูและ
นกั เรียน ร่วมกนั ตรวจสอบความถูกต้อง

 ขนั้ ที่ 3 ข้ันสมั พนั ธห์ รอื ขั้นทบทวนและเปรยี บเทยี บ
1. ครูตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน โดยครูให้นักเรียน บอกเวลาเป็นนาฬิกาและนาทีเป็น

รายบคุ คล ครูและนักเรยี นรว่ มกันตรวจสอบความถกู ตอ้ ง จากนนั้ ครแู ละนักเรยี นร่วมกนั สรุป
ความรู้
 ขัน้ ท่ี 4 ข้ันตั้งกฎหรอื ข้อสรปุ
1. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรปุ ความรดู้ งั นี้
การบอกเวลาเป็นนาฬิกาและนาที ถ้าเป็นนาฬิกาแบบเขม็ ให้พิจารณาท่ีตาแหน่งเข็มสั้นและ
เข็มยาว เข็มส้ันบอกเวลา เป็นนาฬิกา เข็มยาวบอกเวลาเป็นนาที ถ้าเป็นนาฬิกาแบบใช้
ตวั เลข ตัวเลขหนา้ เคร่ืองหมาย : แสดงเวลาเป็นนาฬิกา ตวั เลขหลังเคร่อื งหมาย : แสดงเวลา
เป็นนาที
 ขน้ั ท่ี 5 ขัน้ การนาไปใช้
1. นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนเรยี น
2. นกั เรียนทาแบบฝกึ ทกั ษะที่ 1 เรื่อง การบอกเวลาเปน็ นาฬกิ าและนาที

79

หน่วยย่อยที่ 2 การบอกระยะเวลาเปน็ ชวั่ โมงและนาที
 ชัว่ โมงที่ 1- 2 (ใชร้ ปู แบบวธิ ีสอนแบบแฮรบ์ ารต์ (Herbart Method)
 ขน้ั ที่ 1 ข้ันเตรียม
1. ครูทบทวนเร่อื งการบอกการบอกเวลาเปน็ นาฬิกาและนาทีครูถามนักเรียนวา่ นาฬิกาแบบใช้

ตัวเลข บอกเวลาใด (12 นาฬิกา 45 นาที) นาฬิกาแบบเข็ม แสดงเวลาใด ครูอาจถาม
เพิ่มเตมิ ดังน้ี
− เขม็ สน้ั ช้ีทต่ี วั เลขอะไร (ระหวา่ งตัวเลข 1 กับตัวเลข 2)
− เขม็ ยาวชีท้ ี่ตัวเลขอะไร (ตัวเลข 9)
− อ่านเวลาไดอ้ ยา่ งไร (13 นาฬกิ า 45 นาที)
 ขั้นที่ 2 ขัน้ สอน
1. ครูหมุนเข็มส้ันและเข็มยาวบนหน้าปัดนาฬิกาแสดงเวลา 8.00 น. ครูถามนักเรียนว่า นาฬิกา
แสดงเวลาใด (8 นาฬิกา) เข็มยาวช้ีตวั เลขใด เข็มสั้นชีต้ ัวเลขใด (เข็มยาวชีท้ ี่ตวั เลข 12 เข็ม
ส้ันช้ีท่ีตัวเลข 8) จากนั้นครูหมุนเข็มยาวเคลื่อนที่ครบ 1 รอบแสดงเวลา 9.00 น. ครูถาม
นกั เรียนวา่ นาฬิกาแสดงเวลาใด (9 นาฬิกา) เข็มยาวช้ีตัวเลขใด เข็มส้ันช้ตี ัวเลขใด (เขม็ ยาว
ชท้ี ี่ตัวเลข 12 เขม็ ส้นั ชที้ ี่ตวั เลข 9 ) ครถู ามนกั เรยี นวา่ เขม็ ยาวเคลอื่ นท่คี รบ 1 รอบ ใชเ้ วลา
กี่นาที(60 นาที) ในช่วงที่เข็มยาวเคลื่อนที่ครบ 1 รอบ เข็มสั้นจะเคล่ือนที่ไป 1 ช่องใหญ่ ใช้
เวลากช่ี ัว่ โมง (1 ช่ัวโมง)
2. ครูใหน้ กั เรยี นสรุปว่า ระยะเวลา 1 ช่ัวโมง เท่ากบั ระยะเวลา 60 นาที ครูแสดงเสน้ จานวนการ
นบั เวลาทีละ 1 ชวั่ โมง จากนัน้ ครูชบู ตั รภาพ นาฬิกาแบบเข็ม 2 บัตรแสดงเวลา 8.00 น. และ
10.00 น. แล้วให้นักเรียนบอกว่าระยะเวลา จาก 8.00 น. ถึง 10.00 น. เป็นระยะเวลากี่
ชวั่ โมง ครูแสดงการนับระยะเวลาโดยใชเ้ ส้นจานวน ดงั น้ี

3. ครูให้นักเรียนช่วยกันนับระยะเวลาเวลา จาก 8.00 น. ถึง 9.00 น. เป็นระยะเวลา 1 ช่ัวโมง
และ จาก 9.00 น. ถึง 10.00 น. เป็นระยะเวลา 1 ช่ัวโมง ดังนั้น จาก 8.00 น. ถึง 10.00 น.
เป็นระยะเวลา 2 ชั่วโมง ครูให้นักเรียนสังเกตว่าเวลา 8.00 น. 9.00 น. 10.00 น. เป็นเวลาที่
แสดงนาทีเท่ากัน ถ้าเป็นเวลาอ่ืนที่แสดงนาทีเท่ากันเหมือนลักษณะนี้จะสามารถนับ
ระยะเวลาเป็นชั่วโมงได้อย่างไร จากนั้นครูติดบัตรภาพแสดงเวลา 9.30 น. และ 10.30 แล้ว
ถามนักเรียนว่า จาก 9.30 น. ถึง 10.30 น. เป็นระยะเวลาก่ีชั่วโมง ครูติดบัตรภาพแสดง
ระยะเวลาโดยนับจากเวลาเร่ิมต้น 9.30 น. ถึง 10.00 น. ครูถามว่าได้ระยะเวลาเท่าใด (เป็น
ระยะเวลา 30 นาที) ครูติดบัตรภาพแสดงระยะเวลาโดยนับจาก เวลา 10.00 น. ถึงเวลา
สน้ิ สุด 10.30 น. ครถู ามวา่ ไดร้ ะยะเวลาเทา่ ใด (เป็นระยะเวลา 30 นาท)ี

4. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปจะเห็นได้ว่า จาก 9.30 น. ถึง 10.00 น. เป็นระยะเวลา 30 นาที
และ จาก 10.00 น. ถึง 10.30 น. เป็นระยะเวลา 30 นาทีครูแสดงเส้นจานวนการนับเวลาที

80

ละ 30 นาที ดังน้ันจาก 9.30 น. ถึง 10.30 น. เป็นระยะเวลา 30 + 30 = 60 นาที หรือ 1
ชั่วโมง ครลู ากเส้นบนเสน้ จานวนแสดงการนับเวลาทลี ะ 1 ชั่วโมง พร้อมทั้งให้นักเรียนร่วมกัน
สงั เกตว่าจาก 9.30 น. ถึง 10.30 น. เวลาเป็นนาทเี ทา่ กนั ครถู ามนกั เรียนว่า จาก 9.30 น. ถึง
11.30 น. เป็นระยะเวลาก่ีช่ัวโมง ครใู หน้ ักเรยี นใช้ข้อสงั เกตทวี่ ่า เวลาเปน็ นาทเี ท่ากันสามารถ
นบั ระยะเวลาเป็นช่วั โมงได้ดังน้ี

5. ครูให้นักเรียนช่วยกันนับเวลา จาก 9.30 น. ถึง 10.30 น. เป็นระยะเวลา 1 ช่ัวโมง และจาก
10.30 น. ถึง 11.30 น. เป็นระยะเวลา 1 ชั่วโมง ดังนั้น จาก 9.30 น. ถึง 11.30 น. เป็น
ระยะเวลา 2 ชั่วโมง ครูให้นักเรียนสังเกตว่าเวลา 9.30 น. 10.30 น. 11.30 น. เป็นเวลาท่ี
แสดงนาทเี ท่ากัน

 ขั้นที่ 3 ขนั้ สมั พนั ธ์หรือขัน้ ทบทวนและเปรียบเทียบ
1. ครูยกตัวอย่างสถานการณ์เช่น “พ่อเร่ิมออกเดินทาง 22.00 น. ถึงปลายทาง 2.00 น. พ่อใช้

เวลาเดินทางกี่ช่ัวโมง” ครูถาม นักเรียนว่าพ่อเร่ิมเดินทางเวลาใด (22 นาฬิกา) พ่อเดินทาง
ถึงปลายทางเวลาใด (2 นาฬิกา) นักเรียนสังเกตเห็นอะไรจากเวลาเร่ิมต้นและ เวลาสิ้นสุด
(เวลาเป็นนาทีเทา่ กัน) ครแู ละ นักเรยี นรว่ มกนั หาระยะเวลาโดยใชเ้ ส้นจานวน แสดงการนับ
เวลาทีละ 1 ชว่ั โมง ดงั น้ี

จากรปู ครูให้นักเรียนชว่ ยกนั นับระยะเวลาทลี ะ 1 ชว่ั โมง ดงั นี้
 จาก 22.00 น. ถงึ 23.00 น. เป็นเวลา 1 ชว่ั โมง
- จาก 23.00 น. ถงึ 24.00 น. หรอื 0.00 น. เปน็ เวลา 1 ช่ัวโมง
2. ครูตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน โดยให้นักเรียนบอกระยะเวลาที่ใช้ในการ ทากิจกรรม
เม่ือกาหนดเวลาเร่ิมกิจกรรมและ เวลาสิ้นสุดกิจกรรม เป็นรายบุคคล ครูเน้นย้าว่าการบอก
ระยะเวลา เป็นช่ัวโมงเม่ือเวลาเร่ิมต้นและเวลาส้ินสุด เป็นเวลาท่ีมีนาทเี ท่ากัน สามารถบอก
ระยะเวลา ได้จากการนับจานวนชั่วโมงบนเส้นจานวนหรือ การนับต่อโดยเร่ิมนับจากเวลา
เร่ิมต้นจนถึง เวลาส้ินสุด ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันตรวจสอบความถกู ตอ้ ง
 ขนั้ ที่ 4 ขนั้ ต้ังกฎหรือข้อสรุป
1. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั สรุปความรดู้ ังน้ี
การบอกระยะเวลาอาจบอกเปน็ ช่วั โมง โดยนบั จากเวลาเรมิ่ ต้นจนถงึ เวลาส้นิ สดุ

81

 ข้นั ท่ี 5 ข้ันการนาไปใช้
1. นกั เรยี นทาแบบฝกึ ทกั ษะท่ี 2 เรอ่ื ง การบอกระยะเวลาเป็นชัว่ โมงและนาที

 ช่ัวโมงท่ี 3- 4 (ใช้รูปแบบวิธีสอนแบบแฮร์บารต์ (Herbart Method)
 ข้ันที่ 1 ข้นั เตรยี ม
1. ครูทบทวนจากเมื่อชั่วโมงท่ีแล้วโดยยกตัวอย่างสถานการณ์ “คนงานเริ่มทางาน 23.30 น.

เลิกงาน 7.30 น. คนงาน ใช้เวลาทางานกี่ช่วั โมง” ครูถามนักเรียนว่าเวลาเรม่ิ ต้นเวลาใด (23
นาฬิกา 30 นาที) เวลาสิ้นสุดเวลาใด (7 นาฬิกา 30 นาที) นักเรียนสังเกตเห็นอะไรจาก
เวลาเริ่มต้นและเวลาส้ินสุด (เวลาเป็นนาที เท่ากัน) ครูและนักเรียนร่วมกันหาระยะเวลา
โดยใช้เส้นจานวนแสดงการนับเวลาทีละ 1 ชั่วโมง จะได้ว่า คนงานใช้เวลาทางาน 8 ช่ัวโมง
จากนั้นครูให้นักเรียนจับคู่ช่วยกันหาระยะเวลาที่ใช้ในการทากิจกรรม ครูและนักเรียน
ร่วมกนั ตรวจสอบความถูกตอ้ ง

 ขั้นที่ 2 ขน้ั สอน
1. ครเู ริม่ สอนจากเวลาท่เี ขม็ ยาวชที้ ี่ตัวเลข 12 ก่อน เช่น ต้นกลา้ เร่ิมปั่นจกั รยานเวลา 17.00 น.

ป่ันเสร็จเวลา 17.48 น. ครูถามนักเรียนว่า ต้นกล้าใช้เวลาป่ันจักรยานก่ีนาทีครูให้นักเรียน
ออกมาหมุนเข็มส้ันและเข็มยาวบนหน้าปัดนาฬิกา แสดงเวลาท่ีต้นกล้าเร่ิมปั่นจักรยาน แล้ว
ถามเพื่อนในห้องวา่ ตน้ กล้าเริม่ ปน่ั จักรยานเวลาใด (17 นาฬิกา) แลว้ ให้หมุนเข็มสัน้ และเข็ม
ยาว บนหน้าปดั นาฬกิ าเคล่อื นทีไ่ ปทีละช่องใหญ่ พร้อมกบั ถามนักเรียนทุกครงั้ ทีห่ มุนเข็มยาว
ผา่ นไป แต่ละช่องว่าเวลาผ่านไปกนี่ าทีแลว้ จนถึงเวลา 17.45 น. จากนั้นให้หมนุ เข็มยาวไปที
ละช่องเล็ก พร้อมถามนักเรียนว่า เวลาผ่านไปกี่นาทีแล้วโดยให้นับต่อจาก 45 นาทีจนครบ
48 นาที ครูถามนักเรียนว่า 17.00 น. ถึง 17.48 น. ใชเ้ วลากี่นาที(48 นาที) ดังนน้ั ต้นกลา้ ใช้
เวลาป่ันจกั รยาน 48 นาที
2. จากน้ันครูอธิบายโดยการติดบัตรภาพแสดงระยะเวลาโดยการนับทีละ 5 นาทีและ 1 นาที
จากเวลาเร่ิมต้น 17.00 น. ถงึ เวลาสิ้นสุด 17.48 น. ครูถามนักเรียนว่า เข็มยาวเคล่ือนท่ีไปกี่
ชอ่ งเลก็ (48 ช่องเล็ก) ครูถามนักเรียนว่าใชร้ ะยะเวลาเท่าใด (48 นาที)

82

3. ครแู สดงการหาระยะเวลาโดยใชเ้ สน้ จานวน ครูยกตัวอย่างสถานการณ์ อน่ื ทบ่ี อกเวลาเริม่ ต้น
โดยเข็มยาวไม่ไดช้ ้ีทต่ี ัวเลข 12 แต่ตวั เลขแสดงเวลาเปน็ นาฬิกาเป็นตัวเลขเดียวกัน เช่น “แม่
เริ่มอบขนม 9.25 น. อบเสร็จ 9.51 น. แม่อบขนมใช้เวลาก่ีนาที” ครูถามนักเรียนว่า แม่เริ่ม
อบขนมเวลาใด (9 นาฬกิ า 25 นาท)ี และแมอ่ บขนมเสร็จเวลาใด (9 นาฬกิ า 51 นาที)

4. จากนั้นครูให้นักเรียนออกมาหมุนเข็มยาวแลว้ นบั เวลาว่า เขม็ ยาวเคล่อื นท่ีไปกชี่ ่องใหญ่ และ
กี่ช่องเล็ก (5 ช่องใหญ่ กับ 1 ช่องเลก็ ) ครูถามนักเรียนว่าเปน็ ระยะเวลาก่ีนาที(25 นาทีกับ
1 นาที เป็นระยะเวลา 26 นาที)

5. ครยู กตวั อยา่ งการทากิจกรรมทีใ่ ชเ้ วลาเป็นช่ัวโมงและนาที เชน่ “แมเ่ ริ่มเยบ็ ผา้ 14.00 น. แม่
เย็บผ้าเสร็จ 15.29 น. แม่ใชเ้ วลาเย็บผ้านานเท่าไร” ครูและนักเรียนสนทนาร่วมกันเก่ียวกับ
การหาระยะเวลาพร้อมท้ังเขียนเส้นจานวนแสดงการหาระยะเวลาเป็นชั่วโมงและนาที ครูใช้
การถาม - ตอบ ดังนี้

จาก 14.00 น. ถงึ 15.00 น. ใชเ้ วลากีช่ ่ัวโมง (1 ชวั่ โมง)
จาก 15.00 น. ถงึ 15.29 น. ใชเ้ วลาก่นี าที (29 นาท)ี
จะไดร้ ะยะเวลาจาก 14.00 น. ถงึ 15.29 น. ใชเ้ วลาไปเทา่ ไร (1 ช่ัวโมง 29 นาท)ี
ดังน้นั แมใ่ ช้เวลาเย็บผ้านานเท่าไร (1 ชว่ั โมง 29 นาที)
6. จากนั้นครูยกตัวอย่างสถานการณ์ท่ีมีเวลาเร่ิมต้นและเวลาสิ้นสุดที่มีความซับซ้อนมากขึ้น
เช่น “พ่อเร่มิ เดนิ ทาง 9.50 น. ถึงชายทะเล 12.00 น. พ่อใช้เวลาเดนิ ทางนานเท่าไร” ครูและ
นักเรียน สนทนาร่วมกันเก่ียวกับการหาระยะเวลา พร้อมท้ังเขียนเส้นจานวนแสดงการหา
ระยะเวลาเปน็ ช่วั โมง และนาทโี ดยใชก้ ารถาม-ตอบ ดงั น้ี

จาก 9.50 น. ถงึ 11.50 น. ใชเ้ วลากีช่ ่ัวโมง (2 ชั่วโมง)
จาก 11.50 น. ถงึ 12.00 น. ใช้เวลากีน่ าที(10 นาท)ี
จะได้ระยะเวลาจาก 9.50 น. ถงึ 12.00 น. ใช้เวลาไปเทา่ ไร (2 ชว่ั โมง 10 นาที)

83

ดงั นนั้ พอ่ ใช้เวลาเดินทางนานเท่าไร (2 ชัว่ โมง 10 นาท)ี
 ขัน้ ท่ี 3 ขน้ั สัมพันธห์ รือขัน้ ทบทวนและเปรียบเทียบ
1. ครูแบ่งนักเรยี นเป็นกลุ่ม ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันบอกระยะเวลาท่ีใช้ในการทากิจกรรม

กลุ่มละ 3 ข้อ ครูสุ่มนักเรียนออกมานาเสนอจนครบทุกข้อ แล้วร่วมกัน ตรวจสอบความถูก
ต้อง ครูอาจเน้นย้าว่าถ้ากิจกรรมน้ันกาหนดเวลาเริ่มต้นกับเวลาส้ินสุด ที่ไม่ได้อยู่ในวัน
เดยี วกัน ใหน้ ักเรียนนับเวลาตอ่ เน่อื งจากเวลาเริ่มต้นจนถงึ เวลา 24.00 น. หรอื 0.00 น. กอ่ น
แลว้ จงึ นบั เวลาตอ่ เน่อื ง จากเวลา 24.00 น. หรอื 0.00 น. จนถึงเวลาส้ิน สดุ กจิ กรรม

 ข้ันท่ี 4 ขั้นตัง้ กฎหรอื ข้อสรปุ
1. ครแู ละนักเรยี นร่วมกันสรุปความรดู้ ังนี้

การบอกระยะเวลาอาจบอกเป็นชว่ั โมงและนาทโี ดยนับจากเวลาเรม่ิ ต้นจนถงึ เวลาสิน้ สดุ
 ขั้นท่ี 5 ขนั้ การนาไปใช้
1. นกั เรยี นทาแบบฝึกทกั ษะท่ี 2 เรื่อง การบอกระยะเวลาเปน็ ชั่วโมงและนาที

หนว่ ยย่อยท่ี 3 การอ่านและการเขยี นบนั ทกึ กิจกรรมท่รี ะบุเวลา
 ช่ัวโมงที่ 1- 2 (ใช้รูปแบบวธิ ีสอนแบบแฮร์บารต์ (Herbart Method)
 ข้นั ท่ี 1 ข้ันเตรยี ม

1. ครูสนทนากับนักเรียนเกี่ยวกับการบันทึกกิจกรรม ในชีวิตจริงว่าเกิดประโยชน์อย่างไรบ้าง

เช่น การบนั ทกึ เวลา เขา้ - ออกในการรับบรกิ ารหอ้ งสมุดและห้องพยาบาล เป็นตน้
 ข้นั ที่ 2 ขน้ั สอน
1. หลังจากนั้นครูติดบัตรภาพบันทึกกิจกรรมของแก้วตา โดยครูให้นักเรียนสังเกตว่า บันทึก

กจิ กรรมของแกว้ ตาประกอบดว้ ยอะไรบ้าง (ชอ่ื บนั ทกึ กจิ กรรม วันท่ี เวลา และกิจกรรม)
2. ครูให้นักเรียนร่วมกันอ่านบันทึกกิจกรรม ครูถามนักเรียนว่าบันทึกกิจกรรมของแก้วตาตรง

กบั วันใด (วันเสาร์ท่ี 13 เมษายน พ.ศ. 2562) ครถู ามนกั เรียนวา่ เวลา 6 นาฬิกา แก้วตาทา
กิจกรรมอะไร ครูแนะนาให้นักเรียนดู ในบันทึกว่า รายการท่ีแสดงเวลา 6 นาฬิกา เวลาจะ
อยู่ทางด้านซา้ ยของบันทึก และกิจกรรมที่ทาในเวลา 6 นาฬิกาจะอยู่ทางดา้ นขวาของบันทึก
(แก้วตาน่ังรถไฟไปบ้านยายท่ีจังหวัดฉะเชิงเทรา) เวลา 10 นาฬิกา แก้วตาทากิจกรรม
อะไร (แก้วตาถึงบ้านยาย) เวลา 12 นาฬิกา แก้วตาทากิจกรรมอะไร (แก้วตารับประทาน
อาหารกลางวัน) แก้วตาเดินทางไปสวนสนุกเวลาใด (เวลา 13 นาฬิกา 30 นาที) และ
แก้วตาเข้านอนเวลาใด (20 นาฬิกา 45 นาที) ครูและนักเรียน ร่วมกันสรุปว่า บันทึก
กิจกรรมท่ีระบุเวลาโดยทั่วไป ประกอบด้วย ชื่อบันทึก วันที่ เดือน พ.ศ. จะอยู่ส่วนบน ของ
บันทึก เวลาจะอยู่ด้านซ้ายของบันทึก และกิจกรรมต่าง ๆ จะอยู่ด้านขวาของบันทึก
รายละเอยี ดของบันทกึ ข้นึ อยูก่ ับ ความต้องการของผูบ้ ันทึก

84

 ขนั้ ที่ 3 ข้นั สมั พนั ธห์ รือขน้ั ทบทวนและเปรียบเทียบ
1. ครใู หน้ กั เรียนร่วมกันอ่านบนั ทึกการไปเทย่ี วชลบรุ ีของขนุ พรอ้ มทั้งตอบคาถาม

คาถาม - ขนุ ไปเท่ียวจังหวัดอะไร (จงั หวดั ชลบุรี)
- ขนุ ออกเดนิ ทางวันทีเ่ ท่าไร เวลาใด (วันท่ี 13 เมษายน 2562 เวลา 8.00 น.)
- วนั เสาร์ที่ 13 เมษายน 2562 ขนุ ทากิจกรรมใดบ้าง (เข้าชมพิพิธภัณฑส์ ตั ว์นา้
และหล่นน้าทะเล)
- วนั เสาร์ท่ี 13 เมษายน 2562 เวลา 16.20 น. ขุนทากจิ กรรมใด (เล่นน้าทะเล)
- ขุนเทย่ี วสวนสตั วเ์ ปดิ เขาเขยี ววนั ใดและเวลาใด (วันที่ 14 เมษายน 2562
เวลา 100.00 น.)
- ขุนกลบั ถงึ บ้านวนั ที่เทา่ ไร เวลาใด (วนั ท่ี 14 เมษายน 2562 เวลา 17.25 น.)

ครแู ละนกั เรียนร่วมกนั ตรวจสอบความถกู ต้อง โดยครูแนะนา นกั เรียนวา่ บันทึกการไปเที่ยว
ชลบุรีของขนุ เป็นตัวอย่าง การเขียนบนั ทกึ กิจกรรมทร่ี ะบุเวลา 2 วนั
 ขั้นที่ 4 ขัน้ ตง้ั กฎหรือข้อสรปุ
1. ครูและนกั เรยี นร่วมกนั สรปุ ความรู้ดงั น้ี
บันทึกกิจกรรมท่ีระบุเวลาโดยท่ัวไปประกอบด้วย ช่ือบันทึก วันที่ เดือน พ.ศ. จะอยู่ส่วนบน
ของบันทึก เวลาจะอยู่ด้านซ้ายของบันทึก และกิจกรรมต่าง ๆ จะอยู่ด้านขวาของบันทึก ซ่ึง
รายละเอยี ดของบันทกึ ขึน้ อยู่กบั ความตอ้ งการของผบู้ ันทึก
 ข้ันท่ี 5 ขัน้ การนาไปใช้
1. นกั เรียนทาแบบฝกึ ทักษะท่ี 3 เรื่อง การอ่านและการเขียนบนั ทกึ กิจกรรมท่ีระบเุ วลา

85

 ชว่ั โมงที่ 3- 4 (ใช้รปู แบบวธิ สี อนแบบแฮรบ์ าร์ต (Herbart Method)
 ข้ันที่ 1 ขั้นเตรยี ม
1. ครูถามคาถามกระตนุ้ ความคิดของนักเรียน ดังนี้ บนั ทกึ กจิ กรรมทร่ี ะบเุ วลาโดยทว่ั ไปจะ

ประกอบไปดว้ ยอะไรบา้ ง (ชื่อบนั ทกึ วนั ท่ี เดอื น พ.ศ. จะอยสู่ ่วนบน ของบนั ทกึ เวลาจะ
อยู่ด้านซา้ ยของบันทึก และกิจกรรมตา่ ง ๆ จะอยู่ดา้ นขวาของบนั ทึก)
 ข้ันที่ 2 ขน้ั สอน
1. เมื่อครูสอนการอ่านบันทึกกิจกรรมท่ีระบุเวลาโดยให้นักเรียนอ่านเวลาและอ่านกิจกรรมต่าง
ๆ ที่ทาในวนั เดอื น ปที ่ีบนั ทกึ แล้ว จากน้ันครแู นะนาการเขียนบันทึกกิจกรรมท่ีระบุเวลา โดย
ยกตัวอย่างจากการ บันทึกง่าย ๆ ก่อน เช่น มีกิจกรรม 3 - 4 กิจกรรม และ เป็นการบันทึก
ภายในวันเดยี ว
2. ครูและนักเรียนร่วมกันเขียนบนั ทึกกิจกรรมท่ีระบเุ วลา โดยกาหนดนาฬิกาแสดงเวลาการทา
กิจกรรมต่าง ๆ โดยใชก้ ารถาม - ตอบ แลว้ ให้เขียนลงในสมดุ ดงั นี้

- เขยี นชือ่ บันทึกว่าอย่างไร (บันทกึ กิจกรรม ทัศนศึกษาของนักเรียน ชัน้ ป.3/2)
- วนั ที่เทา่ ไร (วันท่ี 4 ตุลาคม 2562)
- กจิ กรรมแรกทา อะไร เวลาใด (ขน้ึ รถ เวลา 6.10 น.)
- กจิ กรรมท่สี องทา อะไร เวลาใด (ชมสวนสัตว์ เวลา 7.30 น.)
- กิจกรรมทีส่ ามทา อะไร เวลาใด (รบั ประทานอาหาร กลางวัน เวลา 12.00 น.)
- กิจกรรมท่ีสีท่ า อะไร เวลาใด (เดนิ ทางกลบั เวลา 15.55 น.)

3. ครูให้นักเรียนเขียนบันทึกลงในสมุดทีละกิจกกรมโดยเขียน เวลาอยู่ด้านซ้าย กิจกรรมอยู่

ด้านขวาก่อนที่นักเรียนจะเขียน บันทึกกิจกรรม ครูให้นักเรียนดูเวลาและกิจกรรมต่าง ๆ ให้
ตรงกัน ครแู ละนักเรียนรว่ มกันตรวจสอบความถูกต้อง
 ขั้นท่ี 3 ขั้นสัมพนั ธห์ รือข้นั ทบทวนและเปรียบเทียบ
1. ครตู รวจสอบความเขา้ ใจของนักเรยี นเปน็ รายบุคคลโดยให้นักเรียนอ่านบันทึกกิจกรรมการ
เขา้ ค่ายลกู เสือของมานะ พร้อมทั้งตอบคาถาม ครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูก
ต้องจากนั้นครแู ละนกั เรียนร่วมกนั สรปุ สงิ่ ที่ไดเ้ รียนรู้

86

คาถาม
- มานะเดินทางไกลเวลาใด (9.10 น.)
- มานะทากิจกรรมใด ในเวลา 6 นาฬกิ า (ออกกาลงั กาย)
- เวลา 19 นาฬิกา มานะทากิจกรรมใด (กิจกรรมรอบกองไฟ)
- ถ้ามานะรับประทานอาหารเช้าเวลา 6 นาฬิกา 50 นาทีและร่วมกิจกรรมฐาน เวลา 13

นาฬกิ า 20 นาที 1 และ 2 ควรบันทึกเป็นกิจกรรมอะไร (1. รับประทานอาหารเช้า 2.
ร่วมกจิ กรรมฐาน)
 ขนั้ ที่ 4 ข้ันตงั้ กฎหรอื ข้อสรปุ
1. ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั สรุปความรูด้ ังนี้
บนั ทึกกิจกรรมที่ระบุเวลาโดยทั่วไปประกอบด้วย ช่ือบันทึก วันที่ เดือน พ.ศ. จะอยู่ส่วนบน
ของบันทึก เวลาจะอยู่ด้านซ้ายของบันทึก และกิจกรรมต่าง ๆ จะอยู่ด้านขวาของบันทึก ซ่ึง
รายละเอยี ดของบันทึกขน้ึ อยูก่ ับความตอ้ งการของผบู้ นั ทึก
 ขั้นท่ี 5 ขน้ั การนาไปใช้
1. นกั เรียนทาแบบฝกึ ทกั ษะที่ 3 เรอื่ ง การอ่านและการเขียนบนั ทกึ กิจกรรมท่ีระบเุ วลา

หนว่ ยย่อยท่ี 4 การแกโ้ จทย์ปญั หาเก่ียวกับเวลาและระยะเวลา
 ชว่ั โมงที่ 1- 2 (ใชร้ ปู แบบวธิ สี อนแบบแฮรบ์ ารต์ (Herbart Method)
 ข้นั ที่ 1 ขัน้ เตรยี ม
1. ครูทบทวนความรู้เดิมของนกั เรียนโดยติดแถบโจทย์ปัญหาหรือเขียนโจทย์ปัญหาบนกระดาน

ดงั น้ี “พ่ีตูนป่ันจักรยาน ใช้เวลา 2 ช่ัวโมง 5 นาทีน้องบอมปั่นจักรยาน ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 10
นาทีใครใช้เวลาป่ันจักรยาน น้อยกว่าและน้อยกว่าอยู่เท่าไร” ครูถามนักเรียนว่า โจทย์ถาม
อะไร (ใครใช้เวลาป่ันจักรยานน้อยกว่าและน้อยกว่า อยเู่ ท่าไร) โจทย์บอกอะไร (พ่ีตูนปั่น
จักรยาน ใช้เวลา 2 ชั่วโมง 5 นาทนี ้องบอมป่นั จักรยาน ใช้เวลา 1 ชว่ั โมง 10 นาที)
 ขัน้ ที่ 2 ขัน้ สอน
1. จากโจทย์ในขั้นเตรียม “พ่ีตูนป่ันจักรยาน ใช้เวลา 2 ช่ัวโมง 5 นาทีน้องบอมป่ันจักรยาน ใช้
เวลา 1 ชั่วโมง 10 นาทีใครใช้เวลาป่ันจักรยาน น้อยกว่าและน้อยกว่าอยู่เท่าไร” ครูอธิบาย
การเปรียบเทียบ ระยะเวลานักเรียนนาเวลาใดกับเวลาใดมา เปรียบเทียบกัน (2 ช่ัวโมง 5
นาทเี ปรียบเทยี บกับ 1 ชั่วโมง 10 นาท)ี ระยะเวลาใดนอ้ ยกวา่ (1 ชว่ั โมง 10 นาที) ดงั นั้น
ใครใช้เวลาปั่นจักรยาน น้อยกว่า (น้องบอม) น้อยกว่าอยู่เท่าไร หาคาตอบ ได้อย่างไร
(เน่ืองจากพี่ตนู ใช้เวลาป่ันจกั รยาน มากกว่า ดังน้ัน นาระยะเวลาที่ใช้ปั่นจักรยาน ของพี่
ตูนลบด้วยระยะเวลาทีใ่ ชป้ ั่นจกั รยานของนอ้ งบอม)
2. ครูและนักเรียนร่วมกนั เขียนแสดงวิธีหาคา ตอบ โดยในการเขยี นแสดงวิธีหาคา ตอบ หน่วย
เดียวกันตอ้ งเขยี นให้ตรงกันและหาผลลบในหนว่ ยเดียวกนั ดังนี้

87

วธิ ีทา ชว่ั โ1ม2ง นาที
พีต่ ูนปัน่ จักรยานใชเ้ วลา 655
10 -
น้องบอมป่นั จักรยานใชเ้ วลา 1

นอ้ งบอมใชเ้ วลาน้อยกว่า 55

ตอบ น้องบอมใช้เวลาปั่นจกั รยานนอ้ ยกวา่ พต่ี ูนและ น้อยกว่าอยู่ ๕๕ นาที

2. ครูเน้นย้าว่า เม่ือเขียนจานวนในหน่วยเดียวกัน ให้ตรงกันแล้วนามาลบกันอาจเกิดกรณีท่ีตัว

ตั้งน้อยกว่าตัวลบจึงต้องกระจายจานวนที่เป็น ช่ัวโมงไป 1 ชั่วโมงหรือ 60 นาทีแล้วนามา

รวมกับจานวนนาทีท่ีมีอยู่เป็น 65 นาที แล้วจึงนามาลบกันจะได้ว่าน้องบอมใช้เวลาป่ัน

จักรยานน้อยกว่าพี่ตูน 55 นาทีครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องและตรวจคา

ตอบ

3. ครูติดแถบโจทย์ปัญหาหรือเขียนโจทย์ปัญหาบนกระดาน ดังนี้ “แม่เดินทางไปตลาดใช้เวลา

55 นาทีใช้เวลาซอ้ื ของ 1 ช่วั โมง 30 นาทแี ม่ใชเ้ วลาทั้งหมดเท่าไร” ครูถามนกั เรียนว่า โจทย์

ถามอะไร (แม่ใช้เวลาท้ังหมดเท่าไร) โจทย์บอกอะไร (แม่เดินทางไปตลาดใช้เวลา 55

นาทีใช้เวลา ซื้อของ 1 ช่ัวโมง 30 นาที) จากที่โจทย์ถาม แม่ใช้เวลาท้ังหมดเท่าไร เวลา

ท้ังหมดมีอะไรบ้าง (ระยะเวลาที่ใช้เดินทางไปตลาดและระยะเวลาที่ซ้ือของ) นักเรียนจะ

หาคาตอบได้อย่างไร (นาระยะเวลาท่ีใช้เดินทางไปตลาดรวมกับระยะเวลาท่ีซ้ือของ) ครู

และนักเรียนร่วมกันเขียนแสดงวิธีหาคาตอบโดยในการเขียนแสดงวิธีหาคาตอบหน่วย

เดียวกัน ต้องเขียนให้ตรงกันและหาผลบวกในหน่วยเดียวกัน จากนั้นครูเขียนแสดงวิธีหาคา

ตอบ โดยระยะเวลาท่ีใช้เดินทางไปตลาดรวมกับระยะเวลาท่ีซื้อของจะได้ว่า แม่ใช้เวลา

ท้ังหมด 1 ชั่วโมง 85 นาทีจาก 60 นาทีเทา่ กบั 1 ชั่วโมง จะไดว้ า่ 1 ช่ัวโมง 85 นาทีเทา่ กับ 2

ชว่ั โมง 25 นาทีดงั นั้น แมใ่ ช้เวลาทงั้ หมด 2 ชั่วโมง 25 นาทีครแู ละนักเรียนรว่ มกนั ตรวจสอบ

ความถกู ตอ้ งและตรวจสอบความสมเหตุสมผลของคาตอบ

วิธีทา ชั่วโมง นาที

แมเ่ ดนิ ทางไปตลาดใชเ้ วลา 55

ใช้เวลาซ้ือของ 1 30
1 85 +
ใช้เวลาทั้งหมด

หรือ 2 25

ตอบ แมใ่ ช้เวลาท้ังหมด ๒ ช่วั โมง ๒๕ นาที

 ขัน้ ท่ี 3 ข้นั สมั พันธ์หรือขนั้ ทบทวนและเปรยี บเทยี บ

1. ครูตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน เป็นรายบุคคลโดยให้นักเรยี นเขียนแสดงวิธีหาคาตอบ

ของโจทยป์ ัญหา โดยครเู น้นยา้ วา่ การเขียนแสดงวธิ ีหาคาตอบของโจทยป์ ญั หาอาจหาคาตอบ

โดยการเขียนจานวนในหน่วยเดียวกันให้ตรงกัน แล้วจึงนามาบวกหรือลบกัน ถ้าตัวตั้งน้อย

กว่าตัวลบให้กระจายจานวนจากจานวนชั่วโมงไป 1 ช่ัวโมง หรือ 60 นาทีแล้วนาไปรวมกับ

จานวนท่ีเป็นนาที แล้วจึงนามาลบกัน หรือถ้านาจานวนท่ีอยู่ใน หน่วยเดียวกันมาบวกกัน

แล้วได้ผลบวกมากกว่า 60 นาทีให้เปลี่ยนหน่วยเป็นหน่วยชั่วโมงและ นาทีแล้วจึงนาไปรวม

กับจานวนช่ัวโมงครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของคาตอบและความ

สมเหตสุ มผล

88

 ขน้ั ท่ี 4 ข้ันต้งั กฎหรอื ข้อสรุป
1. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกันสรุปความรู้ดังนี้

การแกโ้ จทย์ปญั หาทาไดโ้ ดยอ่านทาความเข้าใจปัญหาวางแผนแก้ปัญหาหาคาตอบและ
ตรวจสอบความสมเหตุสมผลของคาตอบ
 ขั้นที่ 5 ขน้ั การนาไปใช้
1. นกั เรยี นทาแบบฝกึ ทกั ษะท่ี 4 เร่อื ง การแก้โจทยป์ ัญหาเกี่ยวกับเวลาและระยะเวลา

2. นกั เรียนทาแบบทดสอบหลังเรียน

 ชว่ั โมงที่ 3- 4 (ใชร้ ูปแบบวธิ ีสอนแบบแฮรบ์ าร์ต (Herbart Method)

 ขนั้ ท่ี 1 ข้ันเตรยี ม

1. ครูทบทวนจากช่ัวโมงที่แล้วโดยการติดแถบโจทย์ปัญหาหรือเขียนโจทย์ปัญหาบนกระดาน

ดังนี้ “สัปดาห์น้ีออมสินออกกาลังกาย 3 คร้ัง ครั้งละ 40 นาทีสัปดาห์นี้ออมสินออกกาลัง

กายทั้งหมด เป็นระยะเวลาเท่าไร” ครูถาม นักเรียนว่าโจทย์ถามอะไร (สัปดาห์นี้ออมสิน

ออกกา ลังกาย ท้ังหมดเป็นระยะเวลาเท่าไร) โจทย์บอกอะไร (สัปดาห์น้ี ออมสินออกกา

ลังกาย 3 ครั้ง ครั้งละ 40 นาที) ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาจากส่วนท่ีโจทย์ถามและ

ส่วนท่ีโจทย์บอก จะเห็นได้ว่าเป็นการเพ่ิมคร้ังละเท่า ๆ กัน นักเรียนสามารถหาคาตอบได้

อย่างไร (นา ระยะเวลาท่ี ใช้ออกกา ลังกายแต่ละครั้งบวกกันจานวน 3 ครั้งหรือนา

ระยะเวลาที่ใช้ออกกา ลังกายแตล่ ะคร้งั คูณกับจานวนคร้ัง) ครูและนักเรียนร่วมกัน เขียน

แสดงวิธีหาคา ตอบ โดยการเขียนแสดง วิธีหาคาตอบตามหนังสือเรียน จะได้ว่า ออมสินใช้

เวลาออกกาลังกายทั้งหมด 3 × 40 = 120 นาทีจาก 60 นาทีเท่ากับ 1 ชั่วโมง จะได้ว่า 120

นาทีเท่ากับ 2 ชั่วโมง ดังนั้น สัปดาห์น้ีออมสินใช้เวลาออกกาลังกาย ท้ังหมด 2 ชั่วโมง ครู

และนกั เรยี นร่วมกันตรวจสอบความถกู ต้องและตรวจคาตอบ

วิธที า

สัปดาหน์ อี้ อมสนิ ออกกาลังกาย 3 ครงั้

ออกกาลังกายครัง้ ละ 40 นาที

ใช้เวลาออกกาลังกายทัง้ หมด 3 × 40 = 120 นาที

หรอื 2 ชวั่ โมง

ตอบ สปั ดาห์นี้ออมสนิ ใชเ้ วลาออกกาลงั กายทง้ั หมด ๒ ช่ัวโมง

89

 ขั้นท่ี 2 ขั้นสอน

1. ครูติดแถบโจทย์ปัญหาหรือเขียนโจทย์ปัญหาบนกระดาน ดังน้ี “ทีมหมูป่าใช้เวลา ซ้อม

ฟตุ บอลวันละ 1 ชัว่ โมง 45 นาทเี ปน็ เวลา 5 วนั ทมี หมปู า่ ใชเ้ วลาซอ้ มฟตุ บอลท้ังหมดเท่าไร”

ครูถามนักเรียนว่า โจทย์ถามอะไร (ทีมหมูป่าใช้เวลาซ้อมฟุตบอล ท้ังหมดเท่าไร) โจทย์

บอกอะไร (ทีมหมูป่าใช้เวลา ซ้อมฟุตบอลวันละ 1 ชั่วโมง 45 นาทีเป็นเวลา 5 วัน)ครู

และนักเรียนร่วมกันสนทนาจากส่วนที่โจทย์ถามและส่วนที่โจทย์บอก จะเห็นได้ว่า เป็นการ

เพ่ิมครั้งละเท่า ๆ กัน แล้วถามนักเรียนว่า สามารถหาคาตอบได้อย่างไร (นาระยะเวลาท่ีใช้

ซ้อมฟุตบอลแต่ละวันบวกกันจานวน 5 วัน หรือนาระยะเวลาที่ใช้ซ้อมฟุตบอลแต่ละวัน

มาคูณกับจานวนวัน) ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันเขียน แสดงวธิ ีหาคาตอบโดยการเขยี นแสดงวิธี

หาคาตอบและการหาผลคูณให้ผลคูณของแตล่ ะหน่วยอยูห่ นว่ ยเดียวกันจะได้วา่ ทีมหมูปา่ ใช้

เวลาซ้อมฟุตบอลทั้งหมด 5 ช่ัวโมง 225 นาที จาก 60 นาทีเท่ากับ 1 ชั่วโมง จะได้ว่า 5

ชั่วโมง 225 นาทีเท่ากับ 8 ชั่วโมง 45 นาทีดังน้ัน ทีมหมูป่าใช้เวลาซ้อมฟุตบอลท้ังหมด 8

ชว่ั โมง 45 นาทีครูและนกั เรยี นรว่ มกนั ตรวจสอบ ความสมเหตุสมผลของคาตอบ

วิธีทา ช่ัวโมง นาที

ทีมหมปู า่ ใช้เวลาซ้อมฟตุ บอลวนั ละ 1 45
5x
เป็นเวลา

ทมี หมปู า่ ใชเ้ วลาซอ้ มฟตุ บอลทัง้ หมด 5 225

หรอื 8 45

ตอบ ทมี หมูป่าใชเ้ วลาซ้อมฟุตบอลทัง้ หมด ๘ ช่ัวโมง ๔๕ นาที

2. ครูติดแถบโจทย์ปัญหาหรือเขียน โจทย์ปัญหาบนกระดาน ดังน้ี “ในเวลา 4 สัปดาห์ แก้วตา

เรียนวิชาคณิตศาสตร์16 ชั่วโมง ถ้าแก้วตามีเรียนคณิตศาสตร์ทุกสัปดาห์สัปดาห์ละเท่ากัน

แก้วตาใช้เวลาเรียนคณิตศาสตร์สัปดาห์ละก่ีชั่วโมง” ครูถามนักเรียนว่า โจทย์ถามอะไร

(แกว้ ตาใชเ้ วลาเรยี นคณิตศาสตร์ สัปดาหล์ ะก่ชี ว่ั โมง) โจทย์บอกอะไร (ในเวลา 4 สัปดาห์

แก้วตาเรียนวิชาคณิตศาสตร์16 ช่วั โมง ถา้ แกว้ ตามีเรียนคณิตศาสตร์ทุกสัปดาห์ สัปดาห์

ละเท่ากัน) ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนา จากส่วนที่โจทยถ์ ามและส่วนทโ่ี จทย์บอก จะเห็น

ว่าเป็นการเรียนสัปดาห์ละเท่า ๆ กัน ครูถามนักเรียนว่าสามารถหาคาตอบได้อย่างไร (นา

ระยะเวลาที่ใช้เรียนวิชาคณิตศาสตร์ทั้งหมด หารด้วย 4) ครูและนักเรียนร่วมกันเขียน

แสดงวิธีหาคาตอบ จะได้ว่า แก้วตาเรียนวิชาคณิตศาสตร์สัปดาห์ละ 16 ÷ 4 = 4 ช่ัวโมง

ดังน้ัน แก้วตาเรียนวิชาคณิตศาสตร์ สัปดาห์ละ 4 ชั่วโมง ครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบ

ความถกู ตอ้ งและตรวจคาตอบ

วิธที า

ในเวลา 4 สัปดาห์

แก้วตาเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ 16 ชว่ั โมง

แกว้ ตาเรียนวชิ าคณิตศาสตรส์ ัปดาห์ละ 16 ÷ 4 = 4 ชั่วโมง

ตอบ แก้วตาเรียนวิชาคณติ ศาสตร์สัปดาห์ละ ๔ ช่วั โมง

3. ครูติดแถบโจทย์ปัญหาหรือเขียน โจทย์ปัญหาบนกระดาน ดังนี้ “แก้วตาร้อยลูกปัด 8 เส้น

ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 20 นาทีถา้ แก้วตาร้อยลกู ปัดแต่ละเส้นใช้เวลาเท่ากัน แก้วตาร้อยลูกปดั แต่

ละเส้นใช้เวลากี่นาที” ครูถามนักเรียนว่า โจทย์ถามอะไร (แก้วตาร้อยลูกปัดแต่ละเส้นใช้

เวลากี่นาที) โจทย์บอกอะไร (แก้วตาร้อยลูกปัด 8 เส้น ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 20 นาทีถ้า

90

แก้วตาร้อยลูกปัด แต่ละเส้นใช้เวลาเท่ากัน) ครูและนักเรียนร่วมกัน สนทนาจากส่วนที่

โจทย์ถามและส่วนท่ีโจทย์บอก จะเห็นได้ว่าเป็นการร้อยลูกปัดแต่ละเส้น ใช้เวลาเท่า ๆ กัน

นกั เรยี นสามารถหาคาตอบไดอ้ ย่างไร (นาระยะเวลาท่ใี ชร้ ้อยลูกปัดท้ังหมดหารด้วย 8)

4. ครูแนะนานักเรยี นว่าในการหาผลหาร เมื่อมีหน่วยเปน็ ชั่วโมงและนาทีต้องเปลีย่ นหนว่ ย จาก

ชัว่ โมงเป็นนาทจี ากน้ันครูและนกั เรียน ร่วมกันเขียนแสดงวิธีหาคาตอบ จะได้ว่า แกว้ ตาร้อย

ลูกปัดแต่ละเส้นใช้เวลา 80 ÷ 8 = 10 นาทีดังน้ัน แก้วตาร้อยลูกปัด แต่ละเส้นใช้เวลา 10

นาที ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั ตรวจสอบความถูกต้อง และตรวจคาตอบ

วธิ ีทา

แก้วตาใช้เวลารอ้ ยลกู ปดั ทง้ั หมด 80 นาที

แก้วตาร้อยลูกปัด 8 เส้น

แกว้ ตาร้อยลกู ปดั แตล่ ะเสน้ ใชเ้ วลา 80 ÷ 8 = 10 นาที

ตอบ แก้วตารอ้ ยลูกปดั แตล่ ะเส้นใช้เวลา ๑๐ นาที

 ขน้ั ที่ 3 ข้นั สัมพันธห์ รือขน้ั ทบทวนและเปรยี บเทยี บ

1. ตรวจสอบความเขา้ ใจของนักเรยี น เป็นรายบคุ คล โดยใหน้ ักเรยี นเขยี นแสดง วธิ หี าคาตอบ

ของโจทย์ปญั หา ครูและนักเรียนร่วมกนั ตรวจสอบความถูกต้องและความสมเหตุสมผลของ

คาตอบ จากนั้นครแู ละนกั เรยี นรว่ มกนั สรุปสง่ิ ทีไ่ ดเ้ รียนรู้

 ข้นั ที่ 4 ข้ันตงั้ กฎหรอื ข้อสรุป
1. ครูและนกั เรยี นร่วมกนั สรุปความร้ดู งั น้ี

การแก้โจทย์ปัญหาทาได้โดยอ่านทาความเข้าใจปัญหาวางแผนแก้ปัญหาหาคาตอบและ
ตรวจสอบความสมเหตุสมผลของคาตอบ
 ขั้นที่ 5 ขัน้ การนาไปใช้
1. นกั เรยี นทาแบบฝกึ ทักษะที่ 4 เร่อื ง การแกโ้ จทยป์ ัญหาเกย่ี วกับเวลาและระยะเวลา
2. นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรยี น

 ชวั่ โมงที่ 5- 6 (ใชร้ ปู แบบวธิ ีสอนแบบแฮร์บารต์ (Herbart Method)
 ขั้นที่ 1 ขัน้ เตรียม
1. ครูติดแถบโจทย์ปัญหาหรือเขียนโจทย์ปัญหา ดงั นี้ “พ่อเร่ิมล้างรถเวลา 16 นาฬกิ า 35 นาที

ล้างเสร็จเวลา 17 นาฬิกา 23 นาทีพ่อใช้เวลาล้างรถนานเท่าไร” ครูถามนักเรียนว่า โจทย์
ถามอะไร (พ่อใช้เวลาล้างรถนานเท่าไร) โจทย์บอกอะไร (พ่อเริ่มล้างรถเวลา 16 นาฬิกา
35 นาที ล้างเสร็จเวลา 17 นาฬิกา 23 นาที) ครูและนักเรียนร่วมกันเขียนแสดงวิธีหาคา
ตอบ โดยใช้ความรู้เร่ืองการหาระยะเวลาพร้อมท้ังเขียนหรือติดบัตรภาพการหาระยะเวลา
โดยใชเ้ สน้ จานวน ดงั นี้

91

วิธที า

พอ่ เร่มิ ลา้ งรถเวลา 16 นาฬิกา 35 นาที

ลา้ งเสร็จเวลา 17 นาฬกิ า 23 นาที

จาก 16.35 น. ถึง 17.00 น. ใชเ้ วลา 25 นาที

จาก 17.00 น. ถงึ 17.23 น. ใช้เวลา 23 นาที

ดังน้ัน จาก 16.35 น. ถึง 17.23 น. ใชเ้ วลา 25 + 23 = 48 นาที

ตอบ พ่อใช้เวลาล้างรถ ๔๘ นาที

2. ครูถามนักเรียนว่าจาก 16.35 น. ถึง 17.00 น. เป็นระยะเวลาเท่าไร (25 นาที) และจาก

17.00 น. ถึง 17.23 น. เป็นระยะเวลาเท่าไร (23 นาที) จะได้ว่า จาก16.35 น. ถงึ 17.23 น.

เป็นระยะเวลา 25 + 23 = 48 นาที ดังนั้นพ่อใช้เวลาล้างรถ 48 นาทีครูและนักเรียนร่วมกัน

เขียนแสดงวธิ หี าคาตอบ

3. ครูอธิบายการตรวจสอบความสมเหตุสมผลของคาตอบดังน้ีเน่ืองจากระยะเวลา จาก 16.35

น. ถึง 17.35 น. เป็นระยะเวลา 1 ช่ัวโมง หรือ 60 นาทีแต่จาก16.35 น. ถึง 17.23 น.เป็น

ระยะเวลานอ้ ยกวา่ 60 นาทดี งั นั้นคาตอบ 48 นาทีจงึ สมเหตุสมผล

 ข้ันที่ 2 ขัน้ สอน

1. ครูติดแถบโจทย์ปัญหาหรือเขียนโจทย์ปัญหาบนกระดาน ดังน้ี “ออมสินเดินทางจากบ้านไป

ต่างจังหวัดใช้ เวลา 6 ชั่วโมง 30 นาทีถ้าเร่ิมออกเดินทางเวลา 21 นาฬิกา 30 นาทีออมสิน

จะถึงจุดหมายเวลาใด” ครถู ามนักเรยี นว่า โจทย์ถามอะไร (ออมสิน จะถึงจดุ หมายเวลาใด)

โจทยบ์ อกอะไร (ออมสนิ เดนิ ทางจากบา้ นไปตา่ งจังหวัดใช้เวลา 6 ชวั่ โมง 30 นาทถี า้ เร่ิม

ออกเดนิ ทางเวลา 21 นาฬิกา 30 นาท)ี ครูให้นกั เรียนสงั เกตวา่ โจทยข์ อ้ น้ี บอกเวลาเริ่มต้น

และระยะเวลามาให้นักเรียน จะต้องหาเวลาส้ินสุด โดยให้นักเรียนร่วมกันเขียนแสดงวิธีหา

คาตอบพร้อมท้ังเขียนหรือติดบัตรภาพ การหาเวลาส้ินสุดโดยใช้เส้นจานวนโดยเริ่มจากนับ

ระยะเวลาเป็นช่ัวโมง จาก 21.30 น. ใช้เวลา 6 ช่ัวโมงเป็น 3.30 น. และนับระยะเวลาเป็น

นาทีจาก 3.30 น. ใช้เวลา 30 นาทีเป็น 4.00 น. จะได้ว่า จาก 21.30 น. ใช้เวลา 6 ชั่วโมง

30 นาทีเปน็ 4.00 น. ดังน้ี

วิธที า

จาก 21.30 น. ใชเ้ วลา 6 ชัว่ โมง เปน็ 3.30 น.

จาก 3.30 น. ใชเ้ วลา 30 นาที เป็น 4.00 น.

ดงั น้นั จาก 21.30 น. ใช้เวลา 6 ชั่วโมง 30 นาที เป็น 4.00 น.

ตอบ ออมสินจะถึงจดุ หมายเวลา ๔ นาฬกิ า

ดังน้ัน ออมสินจะถึงจุดหมายเวลา 4 นาฬิกา นอกจากการเริ่มนับเวลาเป็นช่ัวโมง ครู

แนะนา ว่า นักเรียนสามารถเร่ิมนับระยะเวลาเป็นนาทีจากเวลา 21.30 น. ใช้เวลา 30 นาที

92

เป็น 22.00 น. และนับระยะเวลาเป็นช่ัวโมง จาก 22.00 น. ใช้เวลา 6 ชั่วโมง เป็น 4.00 น.
จะได้วา่ จาก 21.30 น. ใชเ้ วลา 6 ช่ัวโมง 30 นาทีเป็น 4.00 น. ดงั นี้

วิธที า

จาก 21.30 น. ใช้เวลา 30 นาที เป็น 22.00 น.

จาก 22.00 น. ใชเ้ วลา 6 ช่ัวโมง เปน็ 4.00 น.

ดงั นั้น จาก 21.30 น. ใช้เวลา 6 ชว่ั โมง 30 นาที เป็น 4.00 น.

ตอบ ออมสนิ จะถึงจุดหมายเวลา ๔ นาฬิกา

ดังน้ันออมสินจะถึงจุดหมายเวลา 4 นาฬิกา ครูและนักเรียนร่วมกันเขียนแสดงวิธีหา

คาตอบ และครอู ธิบายการตรวจสอบความสมเหตสุ มผลของคาตอบ ดังนเี้ น่ืองจาก 21.30 น.

ใช้เวลา 6 ชั่วโมง จะตรงกับ 3.30 น. และจาก 21.30 น. ถึง 4.00 น. ใช้เวลามากกว่า 6

ช่วั โมง ดังนน้ั คาตอบจงึ สมเหตสุ มผล

2. ครูติดแถบโจทย์ปัญหาหรือเขียนโจทย์ปัญหาบนกระดาน ดังนี้ “นักว่ิงคนหน่ึงใช้เวลาวิ่ง 1

ชวั่ โมง 10 นาที และเข้าเส้นชัยเวลา 11.40 น. นักวงิ่ คนนเี้ ร่มิ วิ่ง ออกจากจุดเร่มิ ต้นเวลาใด”

ครูถามนักเรียนว่า โจทย์ถามอะไร (นักว่ิงคนนี้เร่ิมว่ิงออกจาก จุดเร่ิมต้นเวลาใด) โจทย์

บอกอะไร (นักว่ิงคนหนึ่ง ใช้เวลาวิ่ง 1 ช่ัวโมง 10 นาทีและเข้าเส้นชัย เวลา 11.40 น.)

ครใู หน้ ักเรียนสังเกตว่า โจทย์ ข้อน้ีบอกระยะเวลาและเวลาสิ้นสุด ให้นกั เรียน หาเวลาเรม่ิ ต้น

โดยให้ช่วยกันเขียนแสดงวิธีหา เวลาเริ่มต้นพร้อมท้ังเขียนหรือติดบัตรภาพ การหาเวลา

เร่มิ ต้นโดยใช้เสน้ จานวน ดงั น้ี

3. ครูถามนักเรียนว่า จากเวลา 11.40 น. นับถอยไป 1 ชั่วโมง เป็นเวลาใด (10 นาฬิกา 40

นาที) และจาก 10.40 น. นับถอยไป 10 นาทีเป็นเวลาใด (10 นาฬิกา 30 นาที) จะได้ว่า

จาก 11.40 น.นับถอยไป 1 ชั่วโมง 10 นาทีเป็น 10.30 น. ดังน้ัน นักว่ิงคนน้ีเริ่มวิ่งออกจาก

จดุ เร่ิมตน้ เวลา 10 นาฬกิ า 30 นาที ครูและนักเรยี นรว่ มกันเขียนแสดง วธิ หี าคาตอบ และครู

อธบิ ายการตรวจคาตอบ ดงั นี้ เนอื่ งจาก 10.30 น. ใชเ้ วลา 1 ช่ัวโมง จะตรงกับ 11.30 น. กับ

อีก 10 นาที เป็น 11.40 น. จึงใช้เวลาทั้งหมด 1 ชั่วโมง 10 นาทีดังนั้น คาตอบจึงเป็นคา

ตอบทถ่ี กู ตอ้ ง

วธิ ีทา

จาก 11.40 น. ถอยไป 1 ช่ัวโมง เปน็ 10.40 น.

จาก 10.40 น. ถอยไป 10 นาที เปน็ 10.30 น.

ดงั นนั้ จาก11.40 น. ถอยไป 1 ช่ัวโมง 10 นาที เปน็ 10.30 น.

ตอบ นกั ว่งิ คนนเ้ี รม่ิ ว่ิงออกจากจุดเรมิ่ ตน้ เวลา ๑๐ นาฬิกา ๓๐ นาที

93

 ขนั้ ที่ 3 ขน้ั สัมพันธห์ รอื ขน้ั ทบทวนและเปรยี บเทยี บ
1. ครูตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน เป็นรายบุคคล โดยให้นักเรียนเขียนแสดง วิธีหาคา

ตอบของโจทยป์ ัญหา ครูและนักเรยี นร่วมกัน ตรวจสอบความถูกต้องและความสมเหตุสมผล
ของคาตอบ

 ข้ันท่ี 4 ขั้นตงั้ กฎหรือข้อสรุป
1. ครแู ละนักเรียนรว่ มกนั สรปุ ความร้ดู งั น้ี

การแก้โจทย์ปัญหาทาได้โดยอ่านทาความเข้าใจปัญหาวางแผนแก้ปัญหาหาคาตอบ และ
ตรวจสอบความสมเหตสุ มผลของคาตอบ
 ขัน้ ที่ 5 ขนั้ การนาไปใช้
1. นกั เรยี นทาแบบฝกึ ทักษะที่ 4 เรื่อง การแกโ้ จทย์ปญั หาเกี่ยวกับเวลาและระยะเวลา
2. นักเรยี นทาแบบทดสอบหลังเรยี น
9. สอื่ การสอน
1. แบบฝกึ /แบบทดสอบกอ่ นเรยี นและหลังเรยี น
4. สอื่ ประกอบการเรยี นการสอน Power Point
5. หนงั สอื เรยี นวชิ าคณิตศาสตร์ ชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 3
6. บัตรภาพ/แถบโจทย์
10. แหล่งเรยี นรใู้ นหรือนอกสถานที่
-

94

11. การวดั และประเมนิ ผล

จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ วิธวี ดั เคร่อื งมือวัด เกณฑ์การใหค้ ะแนน เกณฑก์ าร

หรือสงิ่ ทตี่ ้องการจะวดั และประเมินผล ประเมนิ

1. นักเรียนสามารถอธิบายวิธีหา 1.ตรวจแบบฝึก 1.แบบฝึกทักษะ 4=ถูกตอ้ งทุกข้อ ทาได้ 2

คาตอบของโจทย์ปัญหาเก่ียวกับเวลา ทกั ษะวธิ ีหาคาตอบ วิธหี าคาตอบของ 3=ถูกตอ้ ง 5–6ขอ้ คะแนนขึ้นไป

และระยะเวลาได้อย่างถกู ตอ้ ง(K) ของโจทยป์ ญั หา โจทยป์ ญั หา 2=ถูกตอ้ ง 4ข้อ

เก่ยี วกับเวลาและ เก่ียวกับเวลาและ 1=ตอบผิดทุกข้อ

ระยะเวลาจานวน4 ระยะเวลาจานวน

แบบฝกึ ทักษะ 4แบบฝึกทักษะ

2. สงั เกตจากการ 2. คาถามกระตุน้

ตอบคาถาม ความคิด

2. นักเรียนสามารถแสดงวิธีหาคาตอบ ตรวจแบบฝกึ ทักษะ แบบฝึกทักษะวิธี 4=ถูกต้องทุกข้อ ทาได้ 2

ของโจทย์ปัญหาเก่ียวกับเวลา และ วิธีหาคาตอบของ หาคาตอบของ 3=ถกู ตอ้ ง 5–6ขอ้ คะแนนขน้ึ ไป

ระยะเวลาได้อยา่ งถกู ต้อง(P) โจทยป์ ัญหา โจทย์ปัญหา 2=ถกู ต้อง 4ขอ้

เกี่ยวกบั เวลาและ เกี่ยวกบั เวลาและ 1=ตอบผิดทุกข้อ

ระยะเวลาจานวน4 ระยะเวลาจานวน

แบบฝกึ ทักษะ 4แบบฝึกทกั ษะ

3. นักเรียนตระหนักถึงการแสดงวิธีหา สงั เกตพฤตกิ รรม แบบสงั เกต 12– 10 = ดี มผี ลการ
9 – 7 = พอใช้ ประเมินใน
คาตอบของโจทย์ปัญหาเก่ียวกับเวลา นกั เรยี น พฤตกิ รรม 6-4 =ปรับปรุง ระดับพอใช้
ขน้ึ ไป
และระยะเวลา (A) นักเรยี น

95

สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน วธิ วี ดั เครื่องมือวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน เกณฑ์การ
(ตามหวั ขอ้ ท่ี 5)
สงั เกตจากพฤตกิ รรม แบบสงั เกตพฤตกิ รรม ประเมิน
1.ความสามารถในการสอื่ สาร ในช้นั เรยี น การปฏบิ ัติงานเปน็
รายบุคคล 5=ดมี าก มผี ลการ
2. ความสามารถในการคิด
สงั เกตจากพฤติกรรม แบบสังเกตพฤติกรรม 4=ดี ประเมินใน
3. ความสามารถในการแก้ปัญหา ในชัน้ เรยี น การปฏบิ ตั งิ านเปน็
รายบคุ คล 3 = ปานกลาง ระดบั พอใช้ข้ึน

สงั เกตจากพฤติกรรม แบบสงั เกตพฤตกิ รรม 2 = พอใช้ ไป
ในชน้ั เรยี น การปฏบิ ัตงิ านเปน็
รายบุคคล 1=ปรบั ปรงุ

5=ดมี าก มผี ลการ

4=ดี ประเมินใน

3 = ปานกลาง ระดับพอใช้ขน้ึ

2 = พอใช้ ไป

1 =ปรับปรงุ

5=ดมี าก มผี ลการ

4=ดี ประเมินใน

3=ปานกลาง ระดับพอใชข้ น้ึ

2 = พอใช้ ไป

1 =ปรับปรุง

ทักษะของผูเ้ รยี นในศตวรรษท่ี 21 วิธีวัด เครอื่ งมือวดั เกณฑก์ ารให้ เกณฑ์การ
(ตามหวั ขอ้ ที่ 6) คะแนน ประเมิน
สงั เกตจากพฤตกิ รรม แบบประเมนิ ทักษะทาง
ทักษะการอา่ น(Reading) 3 = ดี มผี ลการประเมนิ
ในชน้ั เรยี น คณติ ศาสตรข์ องผเู้ รียน 2 = พอใช้ ในระดับพอใช้
ทักษะการเขยี น(Writing) 1 = ปรับปรุง ขน้ึ ไป
สังเกตจากพฤตกิ รรม แบบประเมนิ ทกั ษะทาง
ทักษะการ คิดคานวณ (Arithmetic) 3 = ดี มีผลการประเมิน
ในชนั้ เรยี น คณิตศาสตร์ของผู้เรยี น 2 = พอใช้ ในระดบั พอใช้
1 = ปรับปรุง ขึน้ ไป
สังเกตจากพฤติกรรม แบบประเมินทักษะทาง
3 = ดี มผี ลการประเมิน
ในชั้นเรยี น คณติ ศาสตรข์ องผ้เู รยี น 2 = พอใช้ ในระดบั พอใช้
1=ปรบั ปรุง ข้ึนไป

96

แบบประเมินการสังเกตพฤติกรรมนกั เรยี น

คาช้แี จง : ให้ครผู สู้ อนสงั เกตพฤติกรรมของนกั เรียนในระหวา่ งเรยี น แล้วขดี ลงในชอ่ งท่ีตรงกบั ระดับ

คะแนน

ลาดับ ชือ่ –สกลุ เขา้ เรียนตรงเวลา ความสนใจในการ มรี ะเบียบวนิ ยั คะแนนรวม ผลการประเมนิ

ท่ี เรยี น ในการเรียน 12คะแนน

3 2 1 3 2 1 3 21 ผ่าน ไมผ่ า่ น

เกณฑ์การประเมิน
12 – 10 คะแนน หมายถึง ดี
9 – 7 คะแนน หมายถึง พอใช้
6 - 4 คะแนน หมายถึง ปรับปรุง

หมายเหตุ : ตอ้ งได้คะแนน 7 คะแนนขน้ึ ไป จงึ จะผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ

รายการประเมิน ระดับคณุ ภาพ
เขา้ เรยี นตรงเวลา
ความสนใจในการเรยี น 32 1

มรี ะเบียบวินยั ในการ เข้าเรียนตรงเวลาสม่าเสมอ เข้าเรยี นสายไม่เกนิ 10 เขา้ เรียนสายมากกวา่ 15นาที
เรยี น
ไมเ่ ขา้ เรียนสาย นาที

มีความกระตอื รอื ร้นในการ มีความกระตอื รือร้นในการ มคี วามกระตือรอื รน้ ในการ

เรียนดมี าก ให้ความ เรยี นดี ให้ความรว่ มมอื ใน เรยี นเปน็ บางคร้งั

ร่วมมอื ในการจัดกจิ กรรม การจัดกิจกรรมการเรียน

การเรียนการสอนอยา่ ง การสอนบ่อยคร้ัง

สมา่ เสมอ

ทางานเปน็ ระเบยี บ ทางานเป็นระเบยี บ ทางานไม่เป็นระเบียบ

เรยี บรอ้ ยและถูกตอ้ ง เรยี บรอ้ ยและถกู ต้อง60% เรยี บร้อยและไมถ่ กู ต้องเลย

มากกวา่ 80%ข้นึ ไป


Click to View FlipBook Version