147
จากน้ันครูอธิบายถึงสว่ นประกอบของแผนภมู ิ รูปภาพวา่ ประกอบด้วย ช่ือแผนภูมิตัวแผนภูมิ
และข้อกาหนด
2. ครูยกตัวอย่างแผนภูมิรูปภาพลักษณะ ที่ต่างจากแผนภูมิรูปภาพ ให้นักเรียนบอกส่ิงที่ทราบ
จาก แผนภูมริ ปู ภาพ หรือ ครูอาจใช้คาถาม เชน่
− ชื่อของแผนภมู ิรปู ภาพคอื อะไร (จานวนพนั ธุ์ผกั ทขี่ ายไดใ้ น 1 สปั ดาห)์
− พันธุ์ผักท่ีขายได้มีกี่ชนิด (5 ชนิด) อะไรบ้าง (คะน้า ผักกาดขาว มะเขือเทศ ฟักเขียว
และฟกั ทอง)
− ขายมะเขือเทศได้ก่ีซอง (40 ซอง) คิดได้อย่างไร (นับจานวนรูป ได้2 รูป และ 1 รูป
แทนจานวนผัก 20 ซอง ดังน้ันขาย มะเขือเทศได้2 × 20 = 40 ซอง)
− ขายฟักทองได้ก่ีซอง (60 ซอง) คิดได้ อย่างไร (นับจานวนรูป ได้3 รูป และ 1 รูป
แทนจานวนผัก 20 ซอง ดังนั้นขายฟกั ทอง ได้3 × 20 = 60 ซอง)
− ขายผักกาดขาวได้ก่ีซอง (30 ซอง) คิดได้อย่างไร (นับจานวนรูป ได้1 รูป คิดเป็น 20
ซอง และ แทนจานวนผกั 10 ซอง ดังนัน้ ขายผกั กาดขาวได้20 + 10 = 30 ซอง)
ถ้านักเรียนไม่สามารถตอบคาถามสุดท้ายได้ครูอาจแนะนาก่อนว่าจากข้อกาหนด แทน
จานวน พันธ์ผุ กั 20 ซอง ดังนนั้ แทนจานวนพนั ธผ์ุ ัก 10 ซอง
ขนั้ ที่ 3 ขน้ั สัมพนั ธ์หรอื ขน้ั ทบทวนและเปรยี บเทียบ
1. ครูตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนเป็นรายบุคคล โดยให้นักเรียนตอบคาถาม โดยครู
แนะนา ให้นักเรียนหาจานวนนักเรียนท่ีเล่นกีฬา แต่ละประเภทก่อนเพ่ือสะดวกต่อการตอบ
คาถาม
148
คาถาม
- นกั เรยี นชอบเล่นเทนนิสกค่ี น (75 คน)
- ต้องมีนกั เรียนชอบเล่นตะกรอ้ เพ่ิมอีกก่ีคนจึงจะเท่ากบั จานวนนกั เรียนท่ชี อบเล่นฟุตบอล
(150 คน)
- มนี กั เรียนชอบเล่นวอลเลย์บอลมากกว่าหรอื น้อยกว่าเลน่ ปิงปองกี่คน (นอ้ ยกว่า 100 คน)
ข้นั ท่ี 4 ข้นั ตั้งกฎหรือข้อสรปุ
1. ครแู ละนักเรยี นร่วมกันสรุปส่ิงท่ีได้เรยี นรู้
แผนภมู ริ ูปภาพ เป็นแผนภมู ิท่ีนาเสนอข้อมลู โดยใชร้ ปู ภาพแทนจานวนสิง่ ตา่ ง ๆ ถ้าเป็น
ข้อมูลของสิ่งเดียวกนั รปู ภาพทใี่ ชต้ อ้ งเปน็ รูปภาพ ท่ีเหมอื นกันและมีขนาดเท่ากัน จานวนที่
แท้จริงของสงิ่ ต่าง ๆ อาจไมเ่ ทา่ กับจานวนรปู ภาพในแผนภมู ิรูปภาพ ขึ้นอยูก่ ับข้อกาหนดใน
แผนภมู ริ ปู ภาพ
ข้ันท่ี 5 ขั้นการนาไปใช้
1. นักเรยี นทาแบบฝึกทกั ษะท่ี 2 การอา่ นแผนภมู ิรูปภาพ
ชวั่ โมงท่ี 3-4 (ใช้รูปแบบวิธสี อนแบบแฮร์บาร์ต (Herbart Method)
ขนั้ ที่ 1 ขัน้ เตรยี ม
1. ครูถามคาถามเพื่อนาเขา้ ส่บู ทเรียน คอื แผนภมู ริ ูปภาพมีส่วนประกอบอะไรบา้ ง (ชื่อแผนภมู ิ
ตวั แผนภมู ิ และข้อกาหนด)
ขน้ั ที่ 2 ขัน้ สอน
1. ครูติดแผนภูมิรูปภาพ ให้นักเรียนจับคู่บอกสิ่งที่ทราบจากแผนภูมิรูปภาพ หรือ ครูอาจใช้คา
ถาม เช่น
− แผนภมู ริ ปู ภาพแสดงอะไร (งานอดเิ รกของนกั เรยี น โรงเรยี นแห่งหนึง่ )
− งานอดิเรกมีก่ีประเภท (4 ประเภท) อะไรบ้าง (เล้ียงสัตว์เล่นดนตรีเล่นกีฬา และสะสม
แสตมป)์
− รูป แทนจานวนนักเรียนก่ีคน (15 คน) เพราะเหตุใด (รูป เป็นคร่ึงหนึ่งของรูป
ดงั นั้นรปู คดิ เปน็ 30 ÷ 2 = 15 คน)
− มีนักเรียนเลี้ยงสัตว์กี่คน (90 คน) คิดได้อย่างไร (นับจานวนรูป ได้3 รูป และ 1
รปู แทนจานวน นักเรียน 30 คน ดังนัน้ มีนกั เรยี นเล้ยี งสตั ว์3 × 30 = 90 คน)
− มีนักเรียนเล่นดนตรีก่ีคน (75 คน) คิดได้อย่างไร (นับจานวนรูป ได้2 รูป คิดเป็นจา
นวนนักเรียน 2 × 30 = 60 คน และรูป 1 รูป แทนจานวนนักเรียน 15 คน ดังน้ันมี
นักเรียนเลน่ ดนตรี 60 + 15 = 75 คน)
2. ครูให้นักเรียนช่วยกันตอบคาถาม แล้วให้ตัวแทนนักเรียนออกมานาเสนอวิธีคิด โดยครู
แนะนา ให้นกั เรียนหาจานวนนักเรียนในงานอดเิ รก แต่ละประเภทไว้เพ่ือสะดวกต่อการตอบ
คาถาม เชน่
- งานอดิเรกของนักเรียนโรงเรียนนี้มีอะไรบ้าง งานอดิเรกแต่ละประเภทมีนักเรียนกี่คน
(เลี้ยงสัตว์ ม9ี 0 คน เลน่ ดนตรี ม7ี 5 คน เลน่ กีฬา ม1ี 65 คน สะสมแสตมป์ ม1ี 20 คน)
- มีนกั เรียนเล่นดนตรีน้อยกว่าหรอื มากกว่านกั เรยี นเล่นกฬี ากค่ี น (น้อยกว่า 90 คน)
149
- งานอดิเรกอะไรเม่ือนาจานวนนักเรียนท่ีทางานอดิเรกนั้นมารวมกันแล้ว เท่ากับจานวน
นกั เรยี นเลน่ กีฬา (เลย้ี งสตั วก์ ับเล่นดนตรี)
ขน้ั ท่ี 3 ขน้ั สมั พนั ธ์หรือขนั้ ทบทวนและเปรยี บเทยี บ
1. ครตู รวจสอบความเข้าใจของนักเรยี นเปน็ รายบุคคล โดยใหน้ ักเรียนตอบคาถาม จากข้อมูลท่ี
กาหนดให้ดังนี้ บา้ นแยมโฮมเมดผลิตแยมผลไม้จาหนา่ ยตง้ั แตเ่ ดอื นมถิ ุนายนถงึ เดือนตุลาคม
มีข้อมูลดังนี้
คาถาม
แทนจานวนแยมผลไม้กกี่ ระปุก (20)
แทนจานวนแยมผลไม้กกี่ ระปุก (10กระปกุ )
เดือนสิงหาคมบ้านแยมโฮมเมดผลติ แยมผลไม้ได้ก่ีกระปุก (70กระปกุ )
เดอื นกันยายนบา้ นแยมโฮมเมดผลิตแยมผลไม้ได้มากกว่าหรือน้อยกวา่ เดอื นตุลาคมอยู่กี่
กระปุก (มากกวา่ อยู่ 10 กระปุก)
เดือนตลุ าคมบ้านแยมโฮมเมดตอ้ งผลติ แยมผลไม้อีกกี่กระปุกจึงจะเทา่ กับเดือนกรกฎาคม
(50 กระปุก)
ขน้ั ท่ี 4 ขนั้ ตงั้ กฎหรือข้อสรุป
1. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกันสรปุ สิ่งท่ีได้เรยี นรู้
แผนภูมริ ปู ภาพ เป็นแผนภมู ิท่ีนาเสนอข้อมลู โดยใชร้ ูปภาพแทนจานวนสง่ิ ต่าง ๆ ถา้ เป็น
ขอ้ มูลของสิ่งเดียวกนั รปู ภาพทใี่ ช้ต้องเป็นรปู ภาพ ทเี่ หมือนกันและมีขนาดเทา่ กนั จานวนท่ี
แท้จริงของส่ิงตา่ ง ๆ อาจไม่เทา่ กบั จานวนรปู ภาพในแผนภมู ิรปู ภาพ ขน้ึ อยู่กับ ข้อกาหนดใน
แผนภูมริ ูปภาพ
ข้นั ท่ี 5 ขัน้ การนาไปใช้
1. นกั เรียนทาแบบฝึกทักษะท่ี 2 การอา่ นแผนภูมริ ปู ภาพ
150
หน่วยยอ่ ยท่ี 3 การเขยี นแผนภูมริ ปู ภาพ
ช่ัวโมงที่ 1-2 (ใชร้ ูปแบบวิธสี อนแบบแฮร์บารต์ (Herbart Method)
ข้นั ที่ 1 ขั้นเตรยี ม
1. กอ่ นเรียนเรอ่ื งการเขียนแผนภูมริ ูปภาพ ครถู ามคาถามเก่ียวกับแผนภมู ริ ูปภาพ เชน่
− แผนภูมิรูปภาพประกอบดว้ ยอะไรบา้ ง (ช่อื แผนภูมิตัวแผนภมู ิและขอ้ กาหนด)
2. จากนั้นครูยกตัวอย่างสถานการณ์ เก่ียวกับขนม ที่นักเรียนชอบกิน และถามคาถามเกี่ยวกับ
การเขยี นแผนภูมิรูปภาพ ใหน้ กั เรียนตอบคาถาม ดงั นี้
สถานการณ์
ครสู อบถามนักเรียนช้ัน ป.3 เกี่ยวกับขนมทน่ี กั เรยี นชอบกินไดข้ ้อมูล ดังน้ี
ชอบกินเค้ก 21 คน ชอบกินขนมโตเกยี ว 12 คน ชอบกนิ เยลลี่ 18 คน
ชอบกินโดนทั 24 คน ชอบกนิ ขนมไข่ 9 คน
คาถาม
− สว่ นประกอบของแผนภูมิรปู ภาพ มีอะไรบ้าง (ชอ่ื แผนภมู ิตวั แผนภูมิและ ขอ้ กาหนด)
− ถ้าต้องการเขียนแผนภูมิรูปภาพแสดง ข้อมูลนี้ช่ือของแผนภูมิรูปภาพนี้คืออะไร (จานวน
นักเรียนช้ัน ป.3 ทชี่ อบกนิ ขนมชนดิ ต่าง ๆ)
− ข้อมูลมีก่ีรายการ (5 รายการ) อะไรบ้าง (ชอบกินเค้ก 21 คน ชอบกินขนมโตเกียว 12
คน ชอบกนิ เยลล่ี 18 คน ชอบกนิ โดนัท 24 คน และชอบกินขนมไข่ 9 คน)
ขัน้ ท่ี 2 ขน้ั สอน
1. ครูให้นักเรียนเขียนแผนภูมิรูปภาพที่มีชื่อแผนภูมิคือ จานวนนักเรียนชั้น ป.3 ที่ชอบกินขนม
ชนดิ ตา่ ง ๆ ท่ีมี 5 รายการ ตามข้อมูลขา้ งตน้ โดยใหน้ ักเรยี นกาหนดรูปอะไรในการเขียนกไ็ ด้
และเขียน ข้อกาหนดเป็นรูป 1 รูป แทนจานวนนักเรียน 1 คน นักเรียนอาจเขียนแผนภูมิ
รปู ภาพไดด้ งั น้ี
2. ครูให้นักเรียนช่วยกันอ่านแผนภูมิรูปภาพที่เขียนข้ึน เช่น แผนภูมิรูปภาพนี้นาเสนอจานวน
นักเรียน ช้ัน ป.3 ท่ีชอบกินขนมชนิดตา่ ง ๆ ดังนี้ ชอบกินเคก้ 21 คน ชอบกินขนมโตเกียว 12
คน ชอบกินเยลลี่ 18 คน ชอบกินโดนัท 24 คน และชอบกนิ ขนมไข่ 9 คน โดยมขี อ้ กาหนดรูป
1 รูป แทนจานวนนกั เรียน 1 คน
3. จากนั้นครูถามนักเรยี นว่า ถ้าต้องการกาหนดให้รูป 1 รปู แทนจานวน นักเรยี นมากกว่า 1 คน
นักเรียนจะกาหนดให้รูป 1 รูปแทนจานวนนักเรียนก่ีคน โดยพิจารณา จากอะไร (พิจารณา
จากจานวนขอ้ มูลในแต่ละรายการ)
151
4. ครูอธิบายเพิ่มเติมโดยให้นกั เรียน พิจารณาจานวนข้อมูลในแต่ละรายการ ดังน้ี 21 12 18 24
และ 9 แลว้ ถามนักเรียนว่า มีจานวนใดที่หารจานวนเหล่านี้ลงตัวบ้าง (2 3 4 6 7 8 9) และ
ในจานวนทห่ี ารลงตัวนี้ มจี านวนใดบ้างท่หี ารจานวนข้อมลู ในแตล่ ะรายการลงตัวท้ังหมด (3)
5. ครูถามนักเรียนว่า จะต้องกาหนดให้รูป 1 รูปในแผนภูมิรูปภาพแทนจานวนนักเรียนก่ีคน
(กาหนดรปู 1 รูป แทนจานวนนกั เรียน 3 คน)
6. จากนั้นครูให้นักเรียนช่วยกันพิจารณาว่าข้อมลู ในแตล่ ะรายการต้องวาดรูปกี่รูป ดังนี้ ชอบกิน
เค้ก 21 คน ต้องวาดรูป 21 ÷ 3 = 7 รูป ชอบกินขนมโตเกียว 12 คน ต้องวาดรูป 12 ÷ 3 =
4 รูป ชอบกินเยลลี่ 18 คน ต้องวาดรูป 18 ÷ 3 = 6 รูป ชอบกินโดนัท 24 คน ต้องวาดรูป
24 ÷ 3 = 8 รูป และชอบกินขนมไข่ 9 คน ต้องวาดรปู 9 ÷ 3 = 3 รปู จากน้นั ครแู ละนักเรียน
ร่วมกันเขียนแผนภูมิรูปภาพโดยกาหนดให้รูป 1 รูป แทนจานวนนักเรียน 3 คน ได้แผนภูมิ
รูปภาพ ดังนี้
ขน้ั ที่ 3 ขน้ั สมั พนั ธ์หรอื ขน้ั ทบทวนและเปรียบเทยี บ
1. ครตู รวจสอบความเข้าใจของนกั เรยี น เป็นรายบุคคล โดยใหน้ ักเรียนเขยี นแผนภูมิรปู ภาพ ครู
ใชค้ าถามเพอื่ ช่วยใหน้ กั เรียน เขียนแผนภมู ิรปู ภาพไดเ้ ชน่
− ชื่อแผนภูมิรปู ภาพคืออะไร (จานวนขวด ที่ขนุ เกบ็ ได้ในโรงเรียน)
− มีขวดกี่ประเภท (5 ประเภท) อะไรบ้าง (ขวดน้า ด่ืม ขวดนมสด ขวดน้า เต้าหู้ขวดน้า
ผลไม้ และขวดนมเปร้ยี ว)
− กาหนดให้ 1 รูปแทนจานวนกีข่ วด (10 ขวด)
− ถ้ามีขวดน้า ดื่ม 40 ขวด ต้องระบายสี กี่รูป (4 รูป) คิดได้อย่างไร ( 1 รูป แทนจานวน
10 ขวด ดงั นนั้ ขวดนา้ ดื่ม 40 ขวด ตอ้ งระบายส4ี รปู )
152
ขัน้ ที่ 4 ข้ันตัง้ กฎหรอื ข้อสรปุ
1. ครูและนักเรยี นรว่ มกนั สรปุ สง่ิ ที่ได้เรยี นรู้
การเขียนแผนภูมิรูปภาพต้องมี ช่ือแผนภูมิตัวแผนภูมิและข้อกาหนด ข้อมูลชุดเดียวกัน
สามารถเขียน แผนภูมิรูปภาพโดยใช้ข้อกาหนดท่ีแตกต่างกัน จานวนรูปภาพท่ีเขียนใน
แผนภูมริ ูปภาพ ขน้ึ อย่กู บั ขอ้ มูลและข้อกาหนด
ขัน้ ที่ 5 ขน้ั การนาไปใช้
1. นักเรียนทาแบบฝึกทกั ษะที่ 3 การเขียนแผนภมู ริ ปู ภาพ
ชัว่ โมงที่ 3-4 (ใช้รูปแบบวิธีสอนแบบแฮร์บารต์ (Herbart Method)
ข้นั ท่ี 1 ขน้ั เตรียม
1. ครูแบ่งนักเรียนเปน็ กลุ่ม แล้วให้แต่ละกลุ่มช่วยกนั เขียนแผนภมู ริ ูปภาพแสดงจานวนนักเรียน
ป.3 ทีส่ ะสม ของชนิดต่าง ๆ ตามขอ้ มูล
2. ครูใชค้ าถามเพอื่ ช่วยใหน้ ักเรียน เขยี นแผนภมู ิรปู ภาพไดเ้ ช่น
− ช่ือของแผนภมู ริ ูปภาพน้ีคืออะไร (จานวนนกั เรียน ชัน้ ป.3 ที่สะสมของชนิดตา่ ง ๆ)
− รูป แทนจานวนนกั เรยี นก่ีคน (4 คน)
− มีนักเรียนสะสมตุ๊กตา 8 คน จะต้องวาดรูป ก่ีรูป (2 รูป) คิดได้อย่างไร ( 1 รูปแทน
จานวนนักเรียน 4 คน ดงั น้ันนักเรยี น 8 คน แทนด้วยรูปภาพ 8 ÷ 4 = 2 รปู )
− มนี กั เรียนสะสมหนงั สือการต์ ูน 12 คน จะต้อง วาดรูป กรี่ ูป (3 รูป) คดิ ได้อยา่ งไร ( 1
รูปแทน จานวนนกั เรียน 4 คน ดงั นนั้ นักเรยี น 12 คน แทนดว้ ย รปู ภาพ 12 ÷ 4 = 3 รปู )
− มีนักเรียนสะสมลกู แกว้ 4 คน จะตอ้ งวาดรูป กี่รูป (1 รูป) คิดได้อยา่ งไร ( 1 รูปแทน
จานวนนกั เรียน 4 คน ดังนัน้ นกั เรียน 4 คน แทนด้วยรูปภาพ 4 ÷ 4 = 1 รปู )
− มีนักเรียนสะสมรถของเล่น 16 คน จะต้องวาดรูป กี่รูป (4 รูป) คดิ ไดอ้ ยา่ งไร ( 1 รูป
แทนจานวนนักเรยี น 4 คน ดังน้ันนักเรียน 16 คน แทนดว้ ยรปู ภาพ 16 ÷ 4 = 4 รปู )
3. ครูสุ่มตัวแทนนักเรียนออกมานาเสนอผลงาน แล้วครูและนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความ
ถกู ต้อง
ขั้นท่ี 2 ขนั้ สอน
1. จากข้อมูลจานวนนักเรียนที่ชอบกินขนมชนิดต่าง ๆ ครูถามนักเรียนว่า ถ้ากาหนดให้รูป 1
รปู แทนจานวนอื่นทไี่ ม่ใช่ 3 จะเป็นจานวนอนื่ ไดห้ รอื ไม่
2. ครูอธิบาย เพ่ิมเติมว่า ในการกาหนดรูป 1 รูป แทนจานวนนักเรียนกี่คนนั้น พิจารณาจาก
จานวนข้อมลู ในแต่ละรายการว่ามีจานวนใดบา้ งทหี่ ารจานวนขอ้ มลู ในแต่ละรายการลงตวั ใน
153
ท่ีนี้มี3 ที่สามารถหารจานวน ข้อมูลทุกรายการลงตัว ซึ่งไม่มีจานวนอ่ืนอีกท่ีสามารถหาร
จานวนขอ้ มูลทกุ รายการลงตวั
3. ครูถามนักเรียนว่าถ้าเรานาจานวนท่ีไม่สามารถหารจานวนข้อมลู ทุกรายการลงตัวมากาหนด
เป็นข้อกาหนด ไดห้ รอื ไม่ เช่น จากข้อมลู น้ีจะกาหนดให้รูป 1 รูป แทนจานวนนกั เรียน 2 คน
ไดห้ รอื ไม่ หรือกาหนดให้ รปู 1 รปู แทนจานวนนกั เรยี น 6 คนได้หรือไม่ นักเรียนอาจตอบว่า
ไม่ได้ครูจึงอธิบายเพิ่มเติมว่า การกาหนดรูป 1 รูป ในแผนภูมิรูปภาพแทนจานวนนักเรียน 2
คน นน้ั ถงึ แมว้ ่า 2 จะหารจานวนข้อมลู แต่ละรายการไมล่ งตัว แต่นักเรียนจะสงั เกตได้ว่า 2
หารข้อมูลบางรายการลงตัว และบางรายการหารแล้ว เหลือเศษ 1 จึงกาหนดให้รูป 1 รูป
แทนจานวนนักเรยี น 2 คน และรปู ครงึ่ รปู แทนจานวนนักเรียน 1 คน ดังน้นั จึงวาดรูป แทน
จานวนนักเรียน 2 คน และวาดรูป แทนจานวนนักเรียน 1 คน โดยเขียนข้อกาหนดว่า
กาหนดให้ แทนจานวนนักเรยี น 2 คน
4. ครอู ธบิ ายเพิม่ เตมิ ว่า ถ้ากาหนดรปู 1 รูป ในแผนภมู ริ ูปภาพแทนจานวนนักเรยี น 6 คน จะได้
ว่า 6 หารจานวนข้อมูลแต่ละรายการไม่ลงตัว แต่นักเรียนจะสังเกตได้ว่า 6 หารข้อมูลบาง
รายการลงตัว และบางรายการหารแล้วเหลือเศษ 3 จึง กาหนดให้รูป 1 รูป แทนจานวน
นักเรียน 6 คน และรูปครึ่งรูปแทนจานวนนักเรียน 3 คน ดังน้ันจึงวาดรูป แทนจานวน
นักเรียน 6 คน และวาดรูป แทนจานวนนักเรียน 3 คน โดยเขียนข้อกาหนดว่า กาหนดให้
แทนจานวนนักเรยี น 6 คน และเขียนแผนภูมิรูปภาพได้ดงั น้ี
5. ครูยกตัวอย่างข้อมูลที่ต้องนาเสนอด้วยแผนภูมิรูปภาพท่ีมีลักษณะไม่เต็มรูปโดยให้นักเรียน
พิจารณาข้อมูลผักท่ีนักเรียนช้ัน ป.3 เก็บได้ในวันศุกร์ โดยครูแนะนาว่า นอกจากจะใช้
รูปภาพที่มีลักษณะเต็มรูปแสดงจานวนหรือปริมาณของส่ิงต่าง ๆ ได้แล้ว ยังสามารถ ใช้
รูปภาพที่มีลักษณะไม่เต็มรูปหรือมีลักษณะครึ่งรูป เพื่อแสดงจานวนหรือปริมาณของสิ่งต่าง
ๆ ตามขอ้ กาหนดได้
6. จากน้ันครูให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายว่า ถ้าจะนาข้อมูล จานวนผักท่ีเก็บได้ ในวันศุกร์ดังนี้
ผกั ชี 40 ต้น คะนา้ 35 ต้น ผกั กาดหอม 30 ตน้ กวางตุ้ง 15 ตน้ ตน้ หอม 20 ตน้ นา ขอ้ มลู น้ี
มาเขียนแผนภมู ิรปู ภาพ จะกาหนดใหร้ ูป 1 รปู แทนจานวนผกั ก่ีต้นบ้าง พรอ้ มท้งั บอก เหตผุ ล
ตัวอย่างคาตอบของนักเรียน เช่น กาหนดให้รูป 1 รูปแทนจานวนผัก 2 ต้น 5 ต้น หรือ 10
ต้น ครูให้นักเรียนอธิบายเหตุผล เช่น กาหนดให้รูป 1 รูป แทนจานวนผัก 5 ต้น เนื่องจาก
จานวนผัก แต่ละชนิดท่ีเก็บได้หารด้วย 5 ลงตัว หรือ กาหนดให้รูป 1 รูป แทนจานวนผัก 2
ต้น เน่ืองจากจานวน ผักบางชนิดท่ีเก็บได้หารด้วย 2 ลงตัว และจานวนผักบางชนิดท่ีเก็บได้
154
หารดว้ ย 2 แล้วเหลอื เศษ 1 ดงั นั้น จงึ กาหนดให้รปู 1 รูป แทนจานวนผัก 2 ตน้ และสามารถ
วาดครึ่งรูป แทนจานวนผัก 1 ต้นได้ หรือกาหนดให้รูป 1 รูป แทนจานวนผัก 10 ต้น
เน่ืองจากจานวนผักบางชนิดท่ีเก็บได้หารดว้ ย 10 ลงตัว และจานวนผกั บางชนิดที่เก็บได้หาร
ด้วย 10 แล้วเหลือเศษ 5 ดังน้ัน จงึ กาหนดให้รปู 1 รปู แทนจานวนผัก 10 ต้น และสามารถ
วาดคร่ึงรปู แทนจานวนผัก 5 ต้น ได้
7. ครูแบง่ นักเรียนเป็นกลมุ่ แล้วให้นักเรียน แตล่ ะกลุ่มสังเกตว่า การเขียนแผนภูมริ ูปภาพแสดง
จานวนผักที่นักเรียนชั้น ป.3 เก็บได้ในวันศุกร์มีข้ันตอนการเขียนแต่ละแผนภูมิรูปภาพ
อยา่ งไร ถ้าแตล่ ะแผนภมู ิรูปภาพมีข้อกาหนดทแ่ี ตกตา่ งกัน
8. จากนัน้ ครูส่มุ เลือกนักเรียนมาอธบิ ายข้นั ตอนการเขียน แผนภูมิรูปภาพแต่ละแผนภมู ิรปู ภาพ
ให้เพื่อนฟัง โดยครูร่วมให้คาแนะนา ในกรณีที่นักเรียนอธิบาย ไม่ครอบคลุมครูและนักเรียน
ร่วมกันสรุปว่า ข้อมูลชุดเดียวกัน สามารถเขียนแผนภูมิรูปภาพโดยใช้ข้อกาหนด ที่แตกต่าง
กนั ได้
ข้นั ที่ 3 ข้ันสมั พนั ธห์ รือขนั้ ทบทวนและเปรยี บเทียบ
1. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทากิจกรรม “สนุกกับการเขียนแผนภูมิรูปภาพ” โดยครูอาจใช้บัตร
ข้อมูล และครูแนะนา ให้นักเรียน เขียนเป็นแผนภูมิรูปภาพท้ังแนวตั้งและแนวนอน เพื่อให้
เหน็ ความหลากหลายในการนา เสนอขอ้ มลู ดว้ ยแผนภมู ิรูปภาพ
155
ข้นั ที่ 4 ขั้นต้ังกฎหรอื ข้อสรปุ
1. ครูและนกั เรยี นร่วมกนั สรุปสิง่ ท่ไี ดเ้ รยี นรู้
การเขียนแผนภูมิรูปภาพต้องมี ชื่อแผนภูมิตัวแผนภูมิและข้อกาหนด ข้อมูลชุดเดียวกัน
สามารถเขียน แผนภูมิรูปภาพโดยใช้ข้อกาหนดท่ีแตกต่างกัน จานวนรูปภาพที่เขียนใน
แผนภูมริ ูปภาพ ขน้ึ อยกู่ บั ขอ้ มลู และขอ้ กาหนด
ข้ันท่ี 5 ข้นั การนาไปใช้
1. นักเรยี นทาแบบฝึกทกั ษะท่ี 3 การเขียนแผนภมู ริ ูปภาพ
หน่วยย่อยท่ี 4 การอา่ นตารางทางเดียว(one - way table)
ชัว่ โมงท่ี 1-2 (ใชร้ ูปแบบวธิ ีสอนแบบแฮร์บาร์ต (Herbart Method)
ขน้ั ที่ 1 ขน้ั เตรียม
1. ครูเกริ่นนาเข้าสู่บทเรียนว่านอกจาก การนาเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิรูปภาพแล้ว อาจนา
เสนอขอ้ มูลด้วยรูปแบบอน่ื ไดอ้ ีก น่นั คอื ตารางทางเดยี วท่เี ราจะเรียนกันในชัว่ โมงนี้
2. ครูเล่าสถานการณ์เกี่ยวกับข้อมูลการเดินทาง มาโรงเรียนของนักเรียน จากนั้นให้นักเรียน
ร่วมกันอภิปรายว่า ตารางทางเดียวท้ังสองแบบเหมือนกันหรือ แตกต่างกันอย่างไร ตัวอย่าง
คาตอบ เช่น − ช่ือตารางเหมือนกัน − หัวตารางมี2 หัวข้อเหมือนกัน − รายละเอียดของ
156
ข้อมูลเหมือนกัน – หัวตารางอยู่ทิศทางต่างกัน จากการอภิปรายนักเรียนควรได้ข้อสรุปว่า
ตารางทางเดียว ประกอบด้วย ชื่อตารางและตารางที่มีหัวตารางและ รายละเอียดของข้อมูล
ซ่ึงสามารถเขียนหวั ตาราง ไวท้ างดา้ นบนหรอื ด้านซา้ ยก็ได้
ขน้ั ที่ 2 ขัน้ สอน
1. ครูให้นักเรียนร่วมกันพิจารณาตารางทางเดียว แสดงจานวนนักเรียนท่ีเดินทางมาโรงเรียน
โดยพาหนะ ชนิดต่าง ๆ จากน้ันครูใช้คาถามเกี่ยวกับตารางทางเดียว ให้นักเรียนหาคาตอบ
แลว้ รว่ มกันตรวจคาตอบ เชน่
−ตารางทางเดียวแสดงอะไร(จานวนนักเรียนทีเ่ ดินทางมาโรงเรียนโดยพาหนะชนิดต่าง ๆ)
−ตารางนม้ี หี วั ตารางอย่ดู า้ นใด (ดา้ นบน)
−นกั เรียนเดินทางมาโรงเรียนด้วยพาหนะก่ีชนิด (4 ชนิด) อะไรบ้าง (รถยนต์รถเมล์รถสอง
แถว รถตู้รับจา้ ง)
−นักเรียนส่วนใหญ่เดินทางมาโรงเรยี นด้วยพาหนะชนดิ ใด (รถยนต์)
2. จากน้ันครูให้นักเรียนร่วมกันพิจารณาตารางทางเดยี ว ทแ่ี สดงจานวนปลาสวยงามท่รี า้ น
ป.ปลา ขายได้ใน 1 สัปดาห์ ครูอาจแสดงบัตรภาพรูปปลา แต่ละชนิดประกอบ เพ่ือสร้าง
ความสนใจใหก้ ับนกั เรียน เชน่
3. ครูให้นักเรียนช่วยกันบอกสิ่งที่ทราบจากตาราง เช่น − ตารางทางเดียวแสดงจานวนปลา
สวยงามที่ร้าน ป.ปลา ขายได้ใน 1 สัปดาห์ − มีปลา 5 ชนดิ ทีข่ ายไดใ้ น 1 สัปดาห์ ได้แก่ปลา
นีออน ปลาสอดหางดาบ ปลาหางนกยูง ปลาแพะ และปลาเสือเยอรมัน − ร้าน ป.ปลาขาย
ปลาหางนกยูงได้ จานวนมากที่สดุ
157
4. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่มช่วยกันตอบ คาถาม แล้วครูสุ่มให้นักเรียนบางกลุ่มออกมานาเสนอ
ครูและนกั เรียนรว่ มกันตรวจสอบความถูกต้อง ถ้ามีนักเรียนกลมุ่ ใดตอบคาถามผิดครแู กไ้ ขให้
ถกู ต้อง ครูอธิบายเพม่ิ เติมวา่ การนาเสนอขอ้ มูล ในรปู ตารางทางเดียวสามารถนาข้อมลู ไปใช้
ประโยชน์ตอ่ ไปได้ง่ายไม่ต้องเสยี เวลาในการเขียนข้อมลู ซ้า
คาถาม
- นกั เรียนเขา้ รบั บริการทีห่ อ้ งพยาบาลด้วยอาการปวดทอ้ งจานวนก่ีคน ( 29 คน )
- นักเรยี นเข้ารบั บรกิ ารทหี่ ้องพยาบาลดว้ ยอาการใดมากทสี่ ดุ ( ปวดศีรษะ )
- เรียงลาดับอาการตามจานวนนักเรียนเข้ารับบริการท่ีห้องพยาบาล จากน้อยไปมาก ( แผลสด
ผ่นื คัน ปวดทอ้ ง เปน็ ไข้ ปวดศีรษะ )
- จานวนนักเรียนเข้ารับบริการที่ห้องพยาบาลด้วยอาการปวดศีรษะมากกว่า อาการผ่ืนคันเท่าไร
( 27 คน )
- ในเดือนพฤศจกิ ายนมนี ักเรียนเขา้ รับบริการทห่ี อ้ งพยาบาลทงั้ หมดก่คี น ( 149 คน )
ขั้นที่ 3 ขน้ั สมั พนั ธห์ รือขัน้ ทบทวนและเปรียบเทยี บ
1. ครตู รวจสอบความเข้าใจของนกั เรยี นเป็นรายบุคคลโดยให้ตอบคาถาม ดงั นี้
− ตารางแสดงจานวนหนังสือท่ีนักเรียนยืมก่ีวัน (5 วัน) วันอะไรบ้าง (วันจันทร์วันอังคาร
วันพธุ วนั พฤหัสบดวี ันศุกร์)
− วันพุธนักเรียนยืมหนังสอื กี่เล่ม (109 เลม่ )
− ถ้าอยากทราบว่านักเรียนยืมหนังสือวันพุธมากกว่าวันอังคารก่ีเล่ม ต้องทาอย่างไร (นา
จานวนหนังสือท่ียืมในวันพุธลบด้วยจานวนหนังสือท่ียืมในวันอังคาร จะได้เป็น 109 −
84 = 25 เล่ม)
- นักเรียนยมื หนงั สอื ในวนั ใดมากทส่ี ุด (วันพุธ)
- นักเรียนยมื หนงั สอื ในวนั อังคารมากกวา่ วันจันทร์ก่ีเล่ม (26 เล่ม)
- เรียงลาดับวันตามจานวนหนังสือที่นักเรียนยืมจากน้อยไปมาก (วันจันทร์ พฤหัสบดี ศุกร์
อังคาร พุธ)
- วันจันทร์ถึงวันศุกร์นักเรียนยืมหนังสือทั้งหมดกี่เล่ม (392 เล่ม) ครูและนักเรียนร่วมกัน
ตรวจสอบความถกู ต้อง
158
ขน้ั ท่ี 4 ข้ันต้งั กฎหรอื ข้อสรปุ
1. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรปุ สิ่งทไี่ ด้เรยี นรู้
การนาเสนอขอ้ มูลอาจนาเสนอดว้ ยตารางทางเดยี ว ตารางทางเดยี วประกอบด้วย ชอ่ื
ตารางและตารางที่มหี วั ตารางและรายละเอยี ดของขอ้ มูล
ขน้ั ที่ 5 ข้นั การนาไปใช้
1. นกั เรียนทาแบบฝึกทักษะที่ 4 การอ่านตารางทางเดยี ว (one - way table)
ชั่วโมงท่ี 3-4 (ใช้รูปแบบวิธสี อนแบบแฮร์บาร์ต (Herbart Method)
ขนั้ ท่ี 1 ข้ันเตรยี ม
1. ครูตง้ั คาถามแล้วให้นักเรียนได้คิดพจิ ารณาวา่ “ตารางทางเดยี วประกอบไปดว้ ยส่วนประกอบ
อะไรบา้ ง”
ขั้นที่ 2 ขัน้ สอน
1. ครูแนะนาสว่ นประกอบของตารางทางเดยี วว่า ประกอบไปด้วยอะไรบา้ ง (ชือ่ ตาราง,หัว
ตาราง,รายละเอียดข้อมลู )
2. ครูยกตวั อย่างการอา่ นตารางทางเดียว ให้นักเรียนไดเ้ ห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น พรอ้ มทั้งอธิบายว่า
ตารางทางเดียวสามารถเป็นได้ท้ังแนวตั้งและแนวนอน ดังตัวอย่างที่ครูตั้งข้ึน พร้อมทั้งถาม
คาถามจานวน 3 ข้อ
ตัวอยา่ ง: ข้อมลู ของนักเรยี นทีช่ อบรบั ประทานอาหารชนิดตา่ งๆ
ผัดไท 15 คน , ราดหน้า 7 คน , ขา้ วผัดกงุ้ 8 คน , ขา้ วตม้ ปลา 10 คน
คาถาม
- นักเรียนชอบรับประทานอาหารชนดิ ใดมากทีส่ ุด (ผดั ไท)
- นกั เรยี นทช่ี อบรบั ประทานข้าวต้มปลาน้อยกวา่ ผัดไทก่ีคน (5 คน)
- นกั เรยี นท้ังหมดกคี่ นท่ีชอบรับประทานอาหารชนดิ ต่างๆ (40 คน)
3. นักเรียนและคณุ ครูช่วยกันทาโจทยต์ ารางทางเดียว จานวน 1 ข้อ พร้อมทั้งตอบคาถาม
จานวน 3 ขอ้ ดังนี้
ขอ้ มูลนักเรยี นทีเ่ ลย้ี งสัตวช์ นดิ ต่างๆ ดงั น้ี
แมว 8 คน , สนุ ัข 19 คน , กระต่าย 4 คน , ปลา 6 คน , นก 3 คน
159
คาถาม
ตารางทางเดยี วแสดงข้อมูลเกี่ยวกบั อะไร (จานวนนกั เรียนท่เี ล้ียงสัตวเ์ ล้ียงชนิดต่างๆ)
นกั เรยี นเล้ียงสัตว์ชนิดใดมากที่สดุ (สนุ ัข)
นักเรยี นทเี่ ลี้ยงแมวและนักเรียนท่ีเลี้ยงกระตา่ ยมีจานวนกี่คน (12 คน)
4. ครยู กตัวอย่างกาอ่านตารางทางเดยี ว ให้นกั เรยี นได้เห็นภาพชัดเจนย่งิ ข้ึน ดงั ตวั อยา่ งท่ีครู
ต้งั ขนึ้ ดังน้ี
ตวั อยา่ ง : เจ้าหนา้ ทส่ี วนผลไม้แหง่ หน่งึ ได้ทาการสารวจจานวนต้นผลไมช้ นิดต่างๆท่ปี ลูก
ใน 10 ปี ดงั น้ี
ตน้ ส้ม 10 ตน้ ตน้ ขนุน 14 ตน้
ต้นมะม่วง 20 ตน้ ต้นกล้วย 15 ตน้
ต้นเงาะ 19 ตน้ ตน้ มงั คุด 13 ตน้
คาถาม
- ต้นไม้ชนิดใดทป่ี ลูกไว้มากที่สุด (ตน้ มะมว่ ง)
- ต้นกลว้ ยและตน้ มงั คุดมจี านวนต่างกันกต่ี ้น (2 ตน้ )
- ต้นไม้ท่เี จ้าหนา้ ทสี่ ารวจได้ มที ั้งหมดกต่ี น้ (86 ตน้ )
ขน้ั ท่ี 3 ข้นั สัมพันธ์หรือขนั้ ทบทวนและเปรยี บเทียบ
1. ครูยกตัวอย่างโจทย์ของการอ่านตารางทางเดียว พร้อมท้ังถามคาถามให้ผู้เรียนเกิดการคิด
และการเปรียบเทยี บนักเรียนและคุณครูชว่ ยกนั อ่านตารางทางเดียว จานวน 1 ขอ้ ดังน้ี
โจทย์ : ครูประจาห้องพยาบาลของโรงเรียนในระดับประถมศึกษาแห่งหนึ่งได้สารวจจานวน
นักเรยี นทเ่ี ป็นไขห้ วัดในเดือนสงิ หาคม ดังนี้
160
ป.1 19 คน ป.2 11 คน
ป.3 22 คน ป.4 15 คน
ป.5 8 คน ป.6 5 คน
จากข้อมูล เขียนตารางทางเดียวดังน้ี
คาถาม
- นกั เรียนระดับชัน้ ใดท่เี ป็นไข้หวดั มากทส่ี ดุ (ป.3)
- นกั เรียนระดับชน้ั ป.1 เป็นไขห้ วัดมากกวา่ นักเรียนระดับชั้น ป.6 กคี่ น (14 คน)
- เรยี งลาดบั ระดบั ชั้นตามจานวนนักเรยี นที่เปน็ ไข้หวดั จากน้อยไปมาก (ป.6 ป.5 ป.2 ป.4
ป. 1 และ ป.3)
- ระดบั ชน้ั ป.1 ถงึ ป.6 มนี กั เรียนที่ปว่ ยเป็นไข้หวัดทั้งหมดก่ีคน (80คน)
ขั้นที่ 4 ข้นั ต้งั กฎหรือข้อสรปุ
1. ครูและนกั เรียนรว่ มกนั สรปุ สิง่ ท่ไี ด้เรียนรู้
การนาเสนอข้อมลู อาจนาเสนอดว้ ยตารางทางเดยี ว ตารางทางเดียวประกอบด้วย ชอ่ื
ตารางและตารางทมี่ ีหวั ตารางและรายละเอยี ดของขอ้ มลู
ขั้นท่ี 5 ขน้ั การนาไปใช้
1. นักเรียนทาแบบฝึกทักษะท่ี 4 การอ่านตารางทางเดียว (one - way table)
หน่วยยอ่ ยท่ี 5 การเขียนตารางทางเดยี ว(one - way table)
ชั่วโมงท่ี 1-2 (ใชร้ ูปแบบวธิ ีสอนแบบแฮร์บาร์ต (Herbart Method)
ข้ันที่ 1 ขัน้ เตรยี ม
1. ครูสาธิตการเขียนตารางทางเดียวจากข้อมูลที่เป็นจานวนนับทีละข้ันตอนเร่ิมจาก การเขียน
ชอ่ื ตาราง การเขียนตาราง การเขียนหวั ตาราง และการเขยี นรายละเอียดของข้อมูลในตาราง
และครูเน้นย้าว่าสามารถเขียนตารางทางเดียวได้สองแบบ ทั้งแบบท่ีมีหัวตาราง อยู่ด้านบน
และแบบท่ีมีหัวตารางอยู่ด้านซ้าย แต่ถ้าข้อมูลมีหลายรายการ การเขียนตารางแบบท่ีมีหัว
ตารางอยู่ด้านบน จะสะดวกกว่า เพราะถ้าเขียนตารางแบบท่ีมีหัวตารางอยู่ด้านซ้าย อาจทา
ให้การเขียนรายละเอยี ดของขอ้ มูลลงในตารางไม่ครบถ้วน
โจทย์ : ใบบัวสอบถามเพอื่ นๆ เกี่ยวกบั งานอดเิ รกทเี่ พอื่ นแต่ละคนทาได้ข้อมลู ดงั นี้
อา่ นหนังสือ 12 คน เลน่ กีฬา 4 คน
ทาอาหาร 6 คน ร้องเพลง 5 คน
จากข้อมูล เขียนตารางทางเดียวดงั น้ี
161
คาถาม
- นกั เรยี นที่ชอบอ่านหนังสอื มากกวา่ นักเรยี นที่ชอบเลน่ กีฬาก่คี น (8 คน)
- เรยี งลาดบั งานอดเิ รกของนักเรียนจากน้อยไปมาก
(เล่นกีฬา ร้องเพลง ทาอาหาร อา่ นหนงั สอื )
ขั้นท่ี 2 ขั้นสอน
1. ครูแบ่งนักเรียนเปน็ กลมุ่ แลว้ ให้นักเรียนแตล่ ะกลุ่มทา กิจกรรม “เขียนตารางทางเดียว” โดย
ครใู ช้บัตรข้อมูลที่เป็นจานวนนบั
2. ครูแจกกระดาษที่มีเส้นตารางเพ่ือความสะดวก ในการเขียนตาราง ครูสุ่มนกั เรียนแต่ละกลุ่ม
ออกมานาเสนอ จนครบทุกกลุ่มครแู ละนักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถกู ต้อง
162
3. จากน้ันครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม ช่วยกันเขียนตารางทางเดียวจากข้อมูลท่ีเป็นจานวนนับ
กลมุ่ ละ 1 ข้อโดยครใู ช้คาถามเพือ่ ช่วยให้นกั เรยี น เขียนตารางทางเดียวได้เช่น
4. ในข้อ 1 ครูอาจใชค้ าถาม ดงั นี้
− ช่อื ตารางคอื อะไร (จานวนเงนิ ออม ของใบบวั ในเวลา 6 เดอื น)
− จะต้องมหี วั ตารางกชี่ อ่ ง (2 ช่อง) อะไรบ้าง (เดอื นและจานวนเงิน (บาท))
− จะต้องมีช่องรายละเอียดของข้อมูล ก่ีช่อง (6 ช่อง) อะไรบ้าง (มกราคม กุมภาพันธ์
มนี าคม เมษายน พฤษภาคม มถิ ุนายน)
5. ในข้อ 2 ครูอาจใชค้ า ถามดงั น้ี
− ชอื่ ตารางคอื อะไร (พลังงานทีร่ า่ งกาย ได้รับจากอาหารชนดิ ตา่ ง ๆ 1 จาน)
− จะตอ้ งมหี ัวตารางก่ชี อ่ ง (2 ช่อง) อะไรบ้าง (ชอื่ อาหารและพลังงาน (กิโลแคลอร่ี))
− จะต้องมีช่องรายละเอียดของขอ้ มูล กี่ชอ่ ง (4 ช่อง) อะไรบ้าง (ข้าวราดคะน้าน้า มนั หอย
ขา้ วไขเ่ จยี ว ขา้ วกุ้งทอดกระเทยี ม ขา้ วหมกึ ผัดน้า พรกิ เผา)
ขนั้ ที่ 3 ขั้นสมั พันธ์หรอื ข้ันทบทวนและเปรยี บเทียบ
1. ครตู รวจสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี นเปน็ รายบุคคล โดยให้นักเรียนเขยี นตารางทางเดยี วจาก
ข้อมูลท่กี าหนดให้ โดยครใู ช้คาถามเพอ่ื ชว่ ย ใหน้ กั เรยี นเขยี นตารางทางเดียวได้ดังน้ี
− ตารางน้ีมีช่ือตารางว่าอะไร (จานวนผักชนิดต่าง ๆ ที่แก้วตาเก็บได้ในโรงเรียนในวัน
จันทร์) − หัวตารางมีกี่ช่อง (2 ช่อง) − หัวตารางจะเขียนว่าอะไรบ้าง (ชนิดของผักและ
จานวน (ต้น)) − ถ้าเขียนตารางท่ีมีหัวตารางอยู่ด้านบน ส่วนรายละเอียดของข้อมูลจะมีก่ี
แถว (5 แถว) ครูและนักเรียนร่วมกนั ตรวจสอบตารางทางเดียว ที่เขยี นได้ดังนี้
163
ขน้ั ท่ี 4 ข้นั ตัง้ กฎหรอื ข้อสรุป
1. ครแู ละนักเรยี นร่วมกันสรุปสิง่ ท่ไี ดเ้ รียนรู้
การเขยี นตารางทางเดียวต้องมีช่ือตารางและตารางทมี่ ีหวั ตารางและรายละเอียดของข้อมูล
ขัน้ ที่ 5 ขน้ั การนาไปใช้
1. นักเรียนทาแบบฝึกทักษะท่ี 5 การเขยี นตารางทางเดียว (one - way table)
2. นักเรยี นทาแบบทดสอบหลงั เรียน
ชั่วโมงที่ 3-4 (ใชร้ ูปแบบวิธีสอนแบบแฮร์บารต์ (Herbart Method)
ข้นั ที่ 1 ขั้นเตรียม
1. ครถู ามนักเรียนว่าขั้นตอนการเขียนตารางทางเดียวเริม่ จากอะไร (การเขยี นชื่อตาราง การ
เขียนตาราง การเขียนหัวตาราง และการเขียนรายละเอียดของข้อมลู ในตาราง) และครู
เน้นยา้ ว่า สามารถเขียนตารางทางเดยี วไดส้ องแบบ ทัง้ แบบทีม่ หี ัวตาราง อยู่ด้านบนและ
แบบที่มหี ัวตารางอยดู่ า้ นซา้ ย
ข้ันที่ 2 ขั้นสอน
1. ครูติดตารางข้อมูลสภาพอากาศของ ประเทศไทยเดือนกันยายน แล้วให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม
ตอบคาถามดงั น้ี
− เดอื นกันยายนมกี ีว่ นั (30 วนั )
− เดือนกันยายนเปน็ ฤดูกาลใดของ ประเทศไทย (ฤดฝู น)
2. ครูอธิบายเพ่ิมเติมว่าประเทศไทยมี3 ฤดูกาล ได้แก่ ฤดูร้อน (กลางเดือนกุมภาพันธ์ ถึง
กลางเดือนพฤษภาคม) ฤดูฝน (กลางเดือน พฤษภาคมถึงกลางเดือนตุลาคม) และฤดู
164
หนาว (กลางเดือนตุลาคมถึงกลางเดือนกุมภาพนั ธ์) ที่มา: สารานกุ รมไทยสา หรับเยาวชน
ฯ เล่มท่ี 4 เรื่องที่ 6 ภมู ิอากาศ
− เดือนกันยายนมีสภาพอากาศก่ีแบบ (5 แบบ) แบบใดบ้าง (ท้องฟ้าโปร่ง มีเมฆมาก มี
เมฆบางส่วน ฝนเลก็ นอ้ ย และฝนฟา้ คะนอง)
3. ครูยกตัวอยา่ งการเขยี นตารางทางเดยี วทเ่ี ป็นการนาเสนอขอ้ มลู ดังน้ี
4. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันเขียน ตารางทางเดียวแสดงจานวนจังหวัดท่ีมีสภาพ ป่าไม้
แบบตา่ ง ๆ ของประเทศไทย โดยครูใช้คาถามชว่ ยให้นกั เรียน เขยี นตารางทางเดยี วไดด้ ังนี้
− ประเทศไทยมีกี่จังหวัด (77 จงั หวัด)
− สภาพป่าไม้ในประเทศไทยมีกี่แบบ (4 แบบ) อะไรบ้าง (แห้งแล้ง เริ่มจะแล้ง ค่อนข้าง
อุดมสมบรู ณ์และอุดมสมบูรณ)์
− จากรูปแผนท่ีประเทศไทย จังหวัด ท่ีมีสีเขียวเข้มแสดงถึงอะไร (จังหวัดที่มีป่า อุดม
สมบรู ณ์) มีกจ่ี ังหวดั (3 จงั หวดั )
− จากรูปแผนท่ีประเทศไทย จังหวัด ที่มีสีเขียวอ่อนแสดงถึงอะไร (จังหวัดที่มีป่า ค่อนข้าง
อุดมสมบรู ณ์) มีกีจ่ งั หวดั (10 จงั หวัด)
− จากรูปแผนทปี่ ระเทศไทย จังหวัดที่มี สีเหลืองแสดงถึงอะไร (จังหวัดท่ีมปี ่าเริ่มจะแล้ง) มี
กีจ่ งั หวดั (23 จงั หวัด)
− จากรูปแผนที่ประเทศไทย จังหวัด ท่ีมีสีส้มแสดงถึงอะไร (จังหวัดท่ีมีป่าแห้งแล้ง) มีกี่
จงั หวัด (41 จงั หวัด)
165
− ตารางทางเดียวมีชื่อตารางว่าอะไร (จานวนจังหวัดท่ีมีสภาพป่าไม้แบบต่าง ๆ ของ
ประเทศไทย)
5. ครสู มุ่ นกั เรียนบางกล่มุ ออกมานา เสนอตารางทางเดยี วทงั้ สองแบบ ได้แก่
ข้นั ที่ 3 ข้ันสมั พันธ์หรอื ข้นั ทบทวนและเปรียบเทียบ
1. ครตู รวจสอบความเขา้ ใจของนกั เรยี นเป็นรายบคุ คล โดยให้นักเรียนเขียนตารางทางเดยี วจาก
ข้อมลู ท่กี าหนดให้ ดงั น้ี พยัญชนะไทย 44 ตวั แบ่งเปน็ กลมุ่ ตามลกั ษณะการผนั อกั ษรได้
3 กลุม่
166
จากขอ้ มลู เขยี นตารางทางเดียวได้ดงั น้ี
ขัน้ ท่ี 4 ขน้ั ตงั้ กฎหรือข้อสรปุ
1. ครูและนักเรียนรว่ มกันสรุปสงิ่ ที่ได้เรยี นรู้
การเขียนตารางทางเดียวต้องมีชือ่ ตารางและตารางท่มี ีหัวตารางและรายละเอยี ดของข้อมลู
ข้ันท่ี 5 ขั้นการนาไปใช้
1. นักเรยี นทาแบบฝึกทักษะท่ี 5 การเขียนตารางทางเดยี ว (one - way table)
2. นักเรียนทาแบบทดสอบหลังเรยี น
9. ส่อื การสอน
1. Power Point สือ่ การเรียนการสอน
2. บตั รข้อมลู
3. บัตรภาพรูปปลาชนิดต่าง ๆ
4. บตั รแผนภมู ริ ูปภาพ
5. บตั รภาพ
6. ตารางข้อมูลสภาพอากาศของประเทศไทย เดือนกนั ยายน
7. หนงั สือเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 3
10. แหล่งเรยี นรู้ในหรือนอกสถานที่
-
167
11. การวดั และประเมินผล
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ วิธีวดั เครื่องมือวดั เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน เกณฑ์การ
หรอื สงิ่ ท่ตี อ้ งการจะวดั และ ประเมนิ
ประเมินผล
1. นกั เรียนสามารถอธิบายแผนภมู ิ 1.ตรวจแบบฝึกทกั ษะ 1.แบบฝกึ ทักษะ 4=ถูกตอ้ งทุกข้อ ทาได้ 2
รูปภาพและใชข้ ้อมูลจากแผนภมู ิ แผนภูมริ ปู ภาพ แผนภมู ริ ูปภาพ 3=ถกู ต้อง 5–6ข้อ คะแนนขน้ึ
รูปภาพในการหาคาตอบของโจทย์ 2.สงั เกตจากการตอบ 2.สังเกตจากการ 2=ถูกตอ้ ง 4ข้อ ไป
ปัญหาได้อยา่ งถกู ตอ้ ง(K) คาถาม ตอบคาถาม 1=ตอบผดิ ทกุ ขอ้
3.แบบทดสอบหลงั 3.แบบทดสอบหลัง
เรยี น เรียน
2.นกั เรียนสามารถเขยี นแผนภมู ิ ตรวจแบบฝกึ ทักษะ แบบฝึกทกั ษะ 4=ถูกต้องทุกขอ้ ทาได้ 2
รปู ภาพและใชข้ ้อมลู จากแผนภมู ิ แผนภูมริ ูปภาพ แผนภูมริ ูปภาพ 3=ถกู ตอ้ ง 5–6ข้อ คะแนนขน้ึ
รูปภาพในการหาคาตอบของโจทย์ 2=ถกู ต้อง 4ข้อ ไป
ปญั หาได้อย่างถูกต้อง(P) 1=ตอบผดิ ทุกขอ้
3.นักเรยี นเหน็ คณุ คา่ ของการ สงั เกตพฤตกิ รรม แบบสงั เกต 12– 10 = ดี มผี ลการ
เขยี นแผนภมู ิรปู ภาพและใช้ นักเรียน พฤติกรรมนกั เรียน 9–7=พอใช้ ประเมนิ ใน
ขอ้ มลู จากแผนภมู ริ ูปภาพในการ 6-4 =ปรับปรงุ ระดับพอใช้
หาคาตอบของโจทย์ปญั หา(A) ขึน้ ไป
4.นักเรียนสามารถอธบิ ายตาราง 1.ตรวจแบบฝึกทักษะ 1.แบบฝกึ ทักษะ 4=ถูกต้องทุกขอ้ ทาได้ 2
ทางเดยี วจากขอ้ มูลที่เปน็ จานวน ตารางทางเดียว ตารางทางเดยี ว 3=ถกู ตอ้ ง 5–6ขอ้ คะแนนขึ้น
นบั และใชข้ อ้ มลู จากตารางทาง 2.สงั เกตจากการตอบ 2.สงั เกตจากการ 2=ถกู ต้อง 4ข้อ ไป
เดยี วในการหาคาตอบของโจทย์ คาถาม ตอบคาถาม 1=ตอบผดิ ทุกขอ้
ปญั หาได้อย่างถกู ต้อง(K) 3.แบบทดสอบหลัง 3.แบบทดสอบหลงั
เรียน เรียน
5.นักเรียนสามารถเขยี นตารางทาง ตรวจแบบฝึกทักษะ แบบฝกึ ทกั ษะการ 4=ถกู ต้องทุกขอ้ ทาได้ 2
เดียวจากขอ้ มูลทเ่ี ป็นจานวนนับ การเขียนตารางทาง เขียนตารางทาง 3=ถูกตอ้ ง 5–6ข้อ คะแนนข้ึน
และใชข้ อ้ มลู จากตารางทางเดยี วใน เดียว เดยี ว 2=ถกู ต้อง 4ข้อ ไป
การหาคาตอบของโจทย์ปญั หาได้ 1= ตอบผิดทุกข้อ
อยา่ งถกู ตอ้ ง(P)
6.นักเรยี นเหน็ คณุ ค่าของการ สังเกตพฤติกรรม แบบสงั เกต 12– 10 = ดี มีผลการ
เขียนตารางทางเดียวจากข้อมูลท่ี นักเรยี น พฤตกิ รรมนกั เรียน 9–7=พอใช้ ประเมนิ ใน
เป็นจานวนนบั และใช้ขอ้ มูลจาก 6-4 =ปรบั ปรุง ระดบั พอใช้
ตารางทางเดยี วในการหาคาตอบ ขนึ้ ไป
ของโจทย์ปญั หา(A)
168
สมรรถนะสาคญั ของผเู้ รยี น วิธีวัด เครื่องมอื วัด เกณฑ์การใหค้ ะแนน เกณฑก์ าร
(ตามหวั ข้อที่ 5)
ประเมนิ
1. ความสามารถในการสื่อสาร
สงั เกตจากพฤติกรรม แบบสังเกตพฤติกรรม 5=ดมี าก มผี ลการ
2. ความสามารถในการคดิ
ในช้ันเรยี น การปฏิบตั ิงานเป็น 4=ดี ประเมินใน
รายบุคคล 3 = ปานกลาง ระดบั พอใช้ขึน้
2 = พอใช้ ไป
1 =ปรับปรงุ
สงั เกตจากพฤตกิ รรม แบบสังเกตพฤติกรรม 5 = ดีมาก มีผลการ
ในชน้ั เรยี น การปฏิบตั ิงานเป็น 4=ดี ประเมนิ ใน
รายบคุ คล 3 = ปานกลาง ระดบั พอใช้ขึ้น
2 = พอใช้ ไป
1 =ปรับปรงุ
ทกั ษะของผ้เู รียนในศตวรรษที่ 21 วธิ ีวัด เคร่อื งมือวัด เกณฑก์ ารให้ เกณฑก์ าร
(ตามหวั ข้อที่ 6) คะแนน ประเมิน
สงั เกตจากพฤติกรรม แบบประเมินทกั ษะทาง
ทักษะการอา่ น(Reading) 3 = ดี มผี ลการประเมิน
ในชั้นเรยี น คณติ ศาสตรข์ องผู้เรียน 2 = พอใช้ ในระดับพอใช้
ทกั ษะการเขยี น(Writing) 1 = ปรับปรงุ ขึ้นไป
สงั เกตจากพฤตกิ รรม แบบประเมินทักษะทาง
ทักษะการ คิดคานวณ (Arithmetic) 3 = ดี มีผลการประเมิน
ในชน้ั เรยี น คณติ ศาสตร์ของผู้เรยี น 2 = พอใช้ ในระดบั พอใช้
1=ปรบั ปรงุ ข้ึนไป
สังเกตจากพฤติกรรม แบบประเมนิ ทกั ษะทาง
3 = ดี มีผลการประเมิน
ในชน้ั เรยี น คณิตศาสตรข์ องผ้เู รยี น 2 = พอใช้ ในระดับพอใช้
1=ปรบั ปรงุ ข้ึนไป
169
แบบประเมนิ การสงั เกตพฤติกรรมนักเรียน
คาชี้แจง : ใหค้ รูผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนกั เรียนในระหว่างเรยี น แลว้ ขดี ลงในชอ่ งท่ตี รงกับระดับ
คะแนน
ลาดบั ช่ือ–สกลุ เขา้ เรียนตรงเวลา ความสนใจในการ มรี ะเบยี บวินัย คะแนนรวม ผลการประเมนิ
ท่ี เรยี น ในการเรียน 12คะแนน
3 2 1 3 2 1 3 21 ผ่าน ไมผ่ ่าน
เกณฑก์ ารประเมิน
12 – 10 คะแนน หมายถึง ดี
9 – 7 คะแนน หมายถงึ พอใช้
6 - 4 คะแนน หมายถึง ปรบั ปรุง
หมายเหตุ : ตอ้ งได้คะแนน 7 คะแนนข้นึ ไป จึงจะผ่านเกณฑ์การประเมิน
รายการประเมิน ระดบั คุณภาพ
เข้าเรยี นตรงเวลา
ความสนใจในการเรยี น 32 1
มรี ะเบยี บวินัยในการ เข้าเรยี นตรงเวลา เข้าเรยี นสายไมเ่ กนิ 10 เขา้ เรยี นสายมากกวา่ 15นาที
เรียน
สมา่ เสทมอไมเ่ ขา้ เรยี นสาย นาที
มคี วามกระตอื รือร้นในการ มีความกระตอื รอื รน้ ในการ มคี วามกระตอื รอื รน้ ในการ
เรียนดีมาก ใหค้ วาม เรียนดี ใหค้ วามรว่ มมือใน เรยี นเปน็ บางคร้งั
รว่ มมือในการจดั กิจกรรม การจัดกิจกรรมการเรยี น
การเรยี นการสอนอย่าง การสอนบอ่ ยครงั้
สมา่ เสมอ
ทางานเป็นระเบยี บ ทางานเป็นระเบยี บ ทางานไม่เป็นระเบยี บ
เรียบร้อยและถูกตอ้ ง เรยี บรอ้ ยและถูกตอ้ ง60% เรียบรอ้ ยและไมถ่ ูกตอ้ งเลย
มากกว่า80%ข้นึ ไป
170
แบบสงั เกตพฤติกรรมการปฏบิ ตั ิงานเปน็ รายบุคคล
คาช้ีแจง : ให้ครผู สู้ อนสังเกตพฤติกรรมการปฏบิ ตั ิงานของนกั เรียนในระหว่างเรยี น แลว้ ขดี
ลงในช่องทต่ี รงกับระดับคะแนน
ลาดบั ท่ี ช่ือ–นามสกลุ ระดบั คุณภาพ
54 3 2 1
เกณฑก์ ารประเมนิ
5 คะแนน หมายถึง ดมี าก
4 คะแนน หมายถึง ดี
3 คะแนน หมายถึง ปานกลาง
2 คะแนน หมายถงึ พอใช้
1 คะแนน หมายถึง ปรับปรงุ
หมายเหตุ : มีผลการประเมนิ ในระดับพอใช้ข้นึ ไป
พฤติกรรม 5 ระดับคณุ ภาพ 2 1
บง่ ชี้
มคี วามสามารถในการสอื่ สาร 43 ชดั เจน มี ไมม่ ีความสามารถในการ
1.ความสามารถ ออกมาได้ดี เยย่ี มชดั เจน ความสามารถใน สอื่ สาร
ในการสอื่ สาร มคี วามสามารถใน มคี วามสามารถใน การส่ือสารออกมา
มคี วามสามารถในการอธบิ าย การสื่อสารออกมา การสอื่ สารออกมา ไดร้ ะดบั ปานกลาง ไมม่ ีความสามารถในการ
2.ความสามารถ แผนภมู ริ ูปภาพและใช้ข้อมลู ไดด้ ี ไดร้ ะดับปานกลาง ควรปรบั ปรุง อธบิ ายแผนภูมริ ปู ภาพ
ในการคดิ จากแผนภมู ิรปู ภาพในการหา และใชข้ อ้ มลู จาก
คาตอบของโจทย์ปญั หาและ ไม่ ชัดเจน มคี วามสามารถใน แผนภูมริ ูปภาพในการ
สามารถอธิบายตารางทางเดยี ว การอธิบาย หาคาตอบของโจทย์
จากขอ้ มลู ท่เี ป็นจานวนนบั มคี วามสามารถใน มคี วามสามารถใน แผนภมู ริ ปู ภาพ ปญั หาและสามารถ
และใชข้ ้อมลู จากตารางทางเดยี ว การอธบิ ายแผนภูมิ การอธิบาย และใชข้ อ้ มลู จาก อธบิ ายตารางทางเดียว
ในการหาคาตอบของโจทย์ รปู ภาพและใช้ แผนภมู ริ ูปภาพ แผนภูมริ ูปภาพใน จากข้อมลู ท่ีเป็นจานวน
ปญั หาไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง ขอ้ มลู จากแผนภูมิ และใชข้ ้อมลู จาก การหาคาตอบของ นบั และใช้ข้อมูลจาก
รปู ภาพในการหา แผนภูมริ ปู ภาพใน โจทย์ปัญหาและ ตารางทางเดยี วในการหา
คาตอบของโจทย์ การหาคาตอบของ อธบิ ายตารางทาง คาตอบของโจทย์ปญั หา
ปัญหาและสามารถ โจทยป์ ญั หาได้ เดยี วจากข้อมลู ได้ ได้
อธบิ ายตารางทาง ไม่ ดีเทา่ ที่ควร
เดยี วจากข้อมูลได้
171
แบบประเมินแบบฝึกทกั ษะ
คาชแี้ จง : ใหค้ รูผู้สอนประเมินแบบฝกึ ทักษะของนักเรียนในระหว่างเรียน แล้วเขยี นระดับคะแนน ลง
ในชอ่ งทีต่ รงกับระดับคะแนน
ลาดั ช่อื –สกลุ 1. ผลงานตรงตาม 2..ผลงานมคี วาม 3.ผลงานมคี วาม 4.การส่งงานตรงตอ่ 5.จานวนขอ้ ทตี่ อบ
บท่ี จดุ ประสงค์ ถูกต้อง เป็นระเบยี บ เวลา ถกู
เรยี บรอ้ ย
4 3214 3 2 1 4 321 43 2 1 4 3 2 1
เกณฑก์ ารประเมนิ
4 คะแนน หมายถงึ ดีมาก
3 คะแนน หมายถงึ ดี
2 คะแนน หมายถึง พอใช้
1 คะแนน หมายถึง ปรับปรงุ
หมายเหตุ : มผี ลการประเมนิ ในระดับพอใช้หรือ2คะแนนข้ึนไป
ประเดน็ การประเมิน คะแนน
4 32 1
ผลงานไมส่ อดคลอ้ ง
1. ผลงานตรงตาม ผลงานมีความ ผลงานมีความ ผลงานมคี วาม กับเน้อื หาทเี่ รียน
จดุ ประสงค์ สอดคล้องกับ สอดคล้องกบั สอดคลอ้ งกับ เนอื้ หาสาระไม่
ถกู ต้อง
จุดประสงค์ของ จดุ ประสงค์ของ จดุ ประสงคข์ อง ผลงานไม่มีความเปน็
ระเบียบเรยี บร้อย
เนื้อหาที่เรียนทกุ เนอ้ื หาทเี่ รยี นเปน็ เนื้อหาทเ่ี รยี นบาง
ส่งงานชา้ เลยเวลาท่ี
ประเด็น ส่วนใหญ่ ประเดน็ กาหนดมากกวา่ ๕
วนั
2..ผลงานมคี วาม เนือ้ หาสาระถูกต้อง เนื้อหาสาระถูกตอ้ ง เนอ้ื หาสาระถูกต้อง
ตอบผดิ ทุกข้อ
ถกู ตอ้ ง สมบูรณ์ ครบถ้วน สมบูรณ์ ครบถว้ น บางประเดน็
3.ผลงานมคี วามเปน็ ผลงานมีความเปน็ ผลงานมคี วามเปน็ ผลงานคอ่ นขา้ งเปน็
ระเบยี บเรยี บร้อย ระเบียบเรยี บรอ้ ย ระเบียบเรยี บน้อยแต่ ระเบยี บเรยี บรอ้ ย
นา่ อ่าน ยงั มีขอ้ บกพรอ่ ง แต่ มขี อ้ บกพรอ่ ง
บางส่วน เลก็ น้อย
4.การส่งงานตรงตอ่ สง่ งานตรงตามเวลา สง่ งานชา้ เลยเวลาที่ สง่ งานชา้ เลยเวลาที่
เวลา ที่กาหนด
กาหนด๑-๒วนั กาหนด๓-๕
5.จานวนขอ้ ทต่ี อบ ตอบถูกทุกข้อ ตอบถกู 5–6ขอ้ ตอบถกู 4ขอ้
ถูก
172
แบบประเมินทักษะทางคณติ ศาสตรข์ องผเู้ รียน
คาช้ีแจง : ให้ครผู สู้ อนประเมินทักษะทางคณติ ศาสตร์ของผู้เรียนในระหวา่ งเรียน แลว้ เขยี นระดบั
คะแนน ลงในชอ่ งท่ีตรงกับระดบั คะแนน
ลาดับ ชอื่ –สกลุ รายการประเมิน คะแนนรวม ผลการประเมนิ
ทักษะการ ทกั ษะการ ทักษะการคดิ ผ่าน ไม่ผ่าน
อ่าน เขยี น คานวณ
เกณฑ์การประเมิน
3 หมายถงึ ดี
2 หมายถงึ พอใช้
1 หมายถงึ ปรบั ปรงุ
หมายเหตุ : ต้องได้คะแนน 7 คะแนนขึ้นไป จึงจะผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ
แบบประเมนิ คะแนนแบบทดสอบ
คาชแี้ จง : ให้ครูผู้สอนประเมินคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรยี นของผ้เู รียน แลว้ เขยี น
คะแนน ลงในชอ่ งคะแนน
ลาดบั ชือ่ –นามสกลุ แบบทดสอบ คะแนนรวม
กอ่ นเรียน หลังเรียน
173
12. กิจกรรมเสนอแนะ
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................
13. บันทกึ ผลหลงั การสอน
สรุปผลการเรยี นการสอน
นกั เรียนทัง้ หมดจานวน.....................คน
จุดประสงคก์ ารเรยี นรขู้ อ้ ที่ จานวนนกั เรียนที่ผา่ น จานวนนกั เรียนที่ไมผ่ ่าน
จานวนคน รอ้ ยละ จานวนคน ร้อยละ
1.
2.
3.
4.
5.
6.
14. ปญั หา/อุปสรรค/แนวทางแกไ้ ข
............................................................................................................................. ..................................
...............................................................................................................................................................
15. ขอ้ เสนอแนะ
............................................................................................................................. ..................................
............................................................................................................................. .................................
ลงชอ่ื ..........................................................................
()
ตาแหน่ง ครู วิทยฐานะ .......................................
ลงชอ่ื ..........................................................................
()
หัวหน้ากล่มุ สาระการเรยี นรู้
ลงชอ่ื ..........................................................................
(……………………….……………………………..)
รองผู้อานวยการกลุ่มบริหารวชิ าการ
174
ความเหน็ ของหัวหน้าสถานศึกษา
ไดท้ าการตรวจแผนการเรยี นรู้ของ....................................................แลว้ มีความคดิ เห็นดังนี้
1. เป็นแผนการจดั การเรียนรู้ท่ี
ดมี าก ดี พอใช้ ควรปรบั ปรงุ
2. การจดั กจิ กรรมได้นาเอากระบวนการเรียนรู้
เน้นผเู้ รยี นเปน็ สาคัญมาใช้ในการสอนไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
ยงั ไมเ่ น้นผ้เู รยี นเป็นสาคัญ ควรปรับปรงุ พฒั นาต่อไป
3. ขอ้ เสนอแนะอน่ื ๆ
........................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ...........................
............................................................................................................................. ...........................
ลงชอ่ื ...............................................................................................
( ………………………………………………… )
ผอู้ านวยการโรงเรียน…………………………………………………………..
1ได7ค้ 5ะแนน
_________
แบบทดสอบกอ่ นเรยี น (Pre - Test) คะแนน
ช่อื ______________________ นามสกลุ ________________ เลขท่ี________ ชนั้ ________
คาชี้แจง : ใหน้ กั เรยี นเลอื ก ก ข หรือ ค ทเ่ี ป็นคา ตอบท่ีถกู ตอ้ ง
1. ครูสอบถามนักเรยี นห้อง ป.3/2 วา่ ชอบกนิ อะไรมากที่สดุ ได้ข้อมลู ดงั น้ี
ทุเรียน ไอศกรมี ขา้ วหมแู ดง แตงโม ข้าวเหนียวมะม่วง ก๋วยเตีย๋ ว ไกท่ อด ราดหนา้
ไข่พะโล้ เค้ก เยลล่ี กุ้งเผา หมึกย่าง ชมพู่ ส้มโอ มะมว่ ง กุ้งอบวุน้ เสน้ ชอ็ กโกแลต
ปูนึ่ง สตรอว์เบอรร์ ี เงาะ ขนมถว้ ย นา้ แขง็ ใส แกงจดื
จากข้อมูลครูควรจาแนกข้อมูลเป็นกปี่ ระเภท อะไรบ้าง ข้อใดเหมาะสมท่สี ดุ
ก. 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทอาหาร และประเภทไมเ่ ปน็ อาหาร
ข. 2 ประเภท ไดแ้ ก่ ประเภทอาหารคาว และประเภทอาหารหวาน
ค. 3 ประเภท ไดแ้ ก่ ประเภทอาหารคาว ประเภทอาหารหวาน และประเภทผลไม้
2. จากข้อมลู ในข้อ 1 ถ้าจาแนกข้อมลู ออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทผลไม้ และประเภทไม่
เป็นผลไมเ้ ขียนรอยขดี แสดงข้อมลู ในตารางไดด้ ังน้ี
รอยขดี ที่แสดงข้อมูลประเภทไมเ่ ปน็ ผลไม้ตรงกับขอ้ ใด ค.
ก. ข.
3. แผนภมู ริ ปู ภาพแสดงจานวนคนออกกา ลงั กายในสวนสาธารณะแห่งหน่งึ 5 วนั ดงั น้ี
จากแผนภูมริ ูปภาพข้อใดต่อไปน้กี ล่าวถกู ต้อง
ก. วันพฤหัสบดีมีคนออกกาลงั กายสวนสาธารณะน้อยกวา่ วันศกุ ร์ 25 คน
ข. วันองั คารมคี นออกกาลงั กายในสวนสาธารณะมากที่สดุ จานวน 250 คน
ค. คนออกกาลังกายในสวนสาธารณะวนั พฤหัสบดีมากกวา่ วนั จันทร์50 คน
176
จากแผนภูมิรปู ภาพตอบคา ถามขอ้ 4 - 6
4. ถ้าสหกรณโ์ รงเรียนขายขนมกล้วยช้นิ ละ 8 บาท และเคก้ ชิ้นละ 25 บาท จะขายขนมกล้วย และ
เค้กไดเ้ งนิ กบ่ี าท
ก. 230 บาท ข. 246 บาท ค. 296 บาท
5. ถ้าสหกรณ์โรงเรียนขายขนมชั้นได้มากกว่าโดนทั 8 ช้ิน จะขายโดนทั ได้กชี่ ้นิ
ก. 12 ช้นิ ข. 28 ชิน้ ค. 32 ช้นิ
6. ถ้าสหกรณ์โรงเรยี นขายโดนทั ได้14 ชิ้น ในแผนภมู ิรปู ภาพต้องวาดรปู แทนจานวนโดนทั ทีข่ ายได้
ตรงกบั ข้อใด
ก. ข. ค.
ใชข้ ้อมลู ตอบคาถามข้อ 7 – 8
ครูใหน้ กั เรยี นชนั้ ป.3 ตดิ บตั รภาพกจิ กรรมทน่ี ักเรยี นชน่ื ชอบบนกระดานได้ขอ้ มลู ดงั นี้
177
7. ขอ้ ใดเปน็ ข้อมูลท่ีเติมในตารางทางเดยี วให้สมบูรณแ์ ละถูกต้อง
ก. เล่นเทนนิส 6 ข. เล่นฟตุ บอล 3 ค. เล่นกฬี า 6
8. จากตารางทางเดยี วข้อใดกล่าวถูกต้อง
ก. นกั เรียนช่ืนชอบกจิ กรรมอ่านหนังสือน้อยทีส่ ุด
ข. นักเรียนช่ืนชอบกิจกรรมเล่นอินเทอรเ์ นต็ มากกวา่ กิจกรรมอ่านหนังสือ 6 คน
ค. นักเรยี นชืน่ ชอบกจิ กรรมเล่นดนตรีน้อยกว่ากจิ กรรมเท่ียวสวนสนกุ 2 คน
9. ใบบวั เร่ิมบนั ทึกข้อมูลการออมเงนิ ของตนเองในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 ดงั น้ี
จากข้อมลู ถา้ ใบบัวออมเงินในวันถัดไปเปน็ จานวนเงนิ ท่ีเพิ่มขน้ึ ไปเรื่อย ๆ ในอัตราทเี่ ทา่ กัน ตาม
ตาราง วนั ท่ี 7 มนี าคม 2563 ใบบัวออมเงนิ กบ่ี าท
ก. 37 บาท ข. 38 บาท ค. 42 บาท
10. เม่ือครบ 10 วนั ใบบวั ออมเงินไดท้ ง้ั หมดกบ่ี าท
ก. 230 บาท ข. 330 บาท ค. 520 บาท
178
วนั ท่ี...........เดือน....................... พ.ศ. ............
ช่ือ ........................................................ ชนั้ ................เลขท่ี ................
แบบฝกึ ทักษะที่ 1
คาชแ้ี จง : ต้นกลา้ เดินสารวจรถประเภทต่าง ๆ ทจ่ี อดในโรงเรยี น เพอ่ื จดั ทาป้ายแสดงที่จอดรถของ
โรงเรียน ไดข้ ้อมลู ดังน้ี
จักรยาน จกั รยานยนต์ เกง๋ กระบะ รถตู้ เก๋ง เก๋ง กระบะ เกง๋ จกั รยานยนต์ จักรยาน จักรยาน
จกั รยาน กระบะ กระบะ จักรยานยนต์ จกั รยาน จักรยาน รถตู้ เกง๋ จกั รยาน กระบะ รถตู้
จกั รยาน จักรยานยนต์ เก๋ง รถตู้ เกง๋ จักรยานยนต์ จักรยานยนต์ จกั รยานยนต์ จกั รยาน กระบะ
เกง๋ จักรยาน จกั รยานยนต์ จักรยานยนต์ รถตู้ กระบะ เกง๋ จักรยาน จักรยานยนต์
บนั ทึกข้อมูลลงในตารางได้ดงั น้ี
รถประเภทตา่ งๆ รอยขดี จานวน (คนั )
เติมคาตอบ
1. รถทส่ี ารวจมีทั้งหมด_____________________ คนั
2. รถจกั รยานยนตม์ ี_____________________ คนั
3. รถเกง๋ ____________รถกระบะอยู่ _____________ คนั
4. รถ _____________ มีจานวนมากทีส่ ุด
5. รถ ______________ มีจานวนน้อยทสี่ ุด
6. เรียงลาดับประเภทของรถที่มีจานวนรถจากมากไปนอ้ ย
______________________________________________________________________
7. ถ้ามพี น้ื ท่ีในการจอดรถจากัดจะเลือกพื้นท่มี ากท่ีสุดให้รถ ________________ จอด เพราะ
______________________________________________________________________
179
วนั ท.ี่ ..........เดือน....................... พ.ศ. ............
ชอ่ื ........................................................ ชัน้ ................เลขที่ ................
แบบฝกึ ทกั ษะที่ 2
คาชี้แจง : ครูและนักเรียนชั้น ป.3 ไปศึกษาแหลง่ เรียนร้ทู ี่ไร่สตรอว์เบอร์รีแห่งหน่งึ และแบง่ ทมี ให้
นักเรยี นเกบ็ สตรอว์เบอรร์ ีดงั นี้
เตมิ คาตอบ
1. แทนจานวนสตรอวเ์ บอร์รี_____________ ผล
2. ทีมสีเหลืองเกบ็ สตรอว์เบอรร์ ีได้______________ ผล
3. ทมี ส_ี __________และทีมสี____________ เกบ็ สตรอว์เบอรร์ ี ได_้ _________ ผล เทา่ กัน
4. ถ้ากาหนดให้ แทนจานวนสตรอว์เบอร์รี25 ผล ตอ้ งมี จานวน_____________ รูป
แทนจานวนสตรอเบอร์รีทท่ี มี สีฟ้าเก็บได้
180
วนั ท.่ี ..........เดือน....................... พ.ศ. ............
ชอื่ ........................................................ ชนั้ ................เลขที่ ................
แบบฝึกทกั ษะที่ 3
คาชี้แจง : ให้นักเรยี นเขยี นแผนภมู ริ ูปภาพจากโจทยท์ ก่ี าหนดให้
1. แกว้ ตาสอบถามแหลง่ ท่องเทย่ี วธรรมชาติทเ่ี พื่อน ๆ ชอบมากท่สี ุดได้แก่ ทะเล น้า ตก ภูเขา ปา่
ทะเลสาบ โดยสอบถามเพ่ือนทั้งหมด 100 คน ดงั น้ี
มีเพ่ือนชอบเท่ยี วทะเล 35 คน
มเี พื่อนชอบเที่ยวนา้ ตกนอ้ ยกวา่ เพ่ือนชอบเท่ียวทะเล 10 คน
มเี พ่ือนชอบเทย่ี วภเู ขามากกวา่ เพอ่ื นชอบเทยี่ วนา้ ตก 5 คน
มีเพ่ือนชอบเทยี่ วป่ารวมกับเพื่อนชอบเท่ียวภเู ข 40 คน
เขียนแผนภูมิรูปภาพจากข้อมูลข้างตน้
_________________________________________________________
กาหนดให้_______________ แทนจานวนเพือ่ น _____________ คน
181
วันท.่ี ..........เดือน....................... พ.ศ. ............
ชอ่ื ........................................................ ชัน้ ................เลขที่ ................
แบบฝกึ ทกั ษะท่ี 4
คาชี้แจง : ข้อมูลราคาบตั รเข้าชมบริเวณตา่ ง ๆ ของสวนสตั ว์แหง่ หน่ึงเป็นดงั น้ี
เติมคาตอบ
1. ตารางทางเดียวแสดงขอ้ มูลเกี่ยวกบั _________________________________________
2. บัตรเขา้ ชมสวนสงิ โตราคา ______________บาท
3. บัตรเขา้ ชมสวนน้าราคา _______________ บาท
4. เรยี งลาดับบรเิ วณต่าง ๆ ท่ีมรี าคาบัตรจากน้อยไปมาก
______________________________________________________________________
5. ราคาบตั รเข้าชมสวนผีเสื้อมากกวา่ สวนน้า _____________ บาท
6. ราคาบัตรเข้าชมสวนสงิ โตน้อยกวา่ ลานแสดง _______________ บาท
7. ถา้ ซ้อื บตั รเขา้ ชมสวนนกและสวนสงิ โตจะต้องจ่ายเงนิ _____________ บาท
8. บัตรเขา้ ชมบริเวณตา่ ง ๆ ที่มรี าคาตา่ กวา่ 160 บาท ได้แก่
_____________________________________________________________________
9. ถา้ ซื้อบัตรเขา้ ชมทุกบริเวณจะต้องจ่ายเงนิ ___________________ บาท
10. ถ้าซื้อบตั รเข้าชมสวนนก 2 ใบ และบตั รเข้าชมสวนผีเสื้อ 2 ใบ จะตอ้ งจา่ ยเงิน ______ บาท
182
วนั ท.่ี ..........เดือน....................... พ.ศ. ............
ชอ่ื ........................................................ ชนั้ ................เลขที่ ................
แบบฝกึ ทักษะท่ี 5
คาชแี้ จง : ใหน้ กั เรียนเขียนตารางทางเดยี วจากข้อมลู ต่อไปนี้
1. เจ้าหนา้ ทฟ่ี าร์มเห็ดแหง่ หนึ่งได้ทาการสารวจจานวนเห็ดชนดิ ตา่ ง ๆ ทขี่ ายใน 1 สัปดาห์ ดังนี้
เห็ดฟาง 125 กโิ ลกรัม เหด็ หหู นู 15 กิโลกรมั เหด็ นางฟ้า 48 กโิ ลกรมั
เหด็ เข็มทอง 92 กโิ ลกรัม เหด็ หอม 77 กิโลกรัม เหด็ ออรนิ จิ 69 กโิ ลกรัม
จากข้อมลู เขยี นตารางทางเดียวดังน้ี
____________________________________________________________________________
____________________________________________________________________________
ชนดิ ของเห็ด จานวน (กโิ ลกรมั )
เห็ดฟาง
เหด็ หหู นู
18ได3ค้ ะแนน
_________
แบบทดสอบหลังเรยี น(Post-Test) คะแนน
ช่ือ ______________________ นามสกุล________________ เลขที่________ ช้ัน ________
คาชแ้ี จง : ใหน้ ักเรยี นเลอื ก ก ข หรอื ค ที่เป็นคา ตอบที่ถกู ต้อง
ใชข้ อ้ มูลตอบคาถามขอ้ 1– 2
ครูใหน้ ักเรยี นชั้น ป.3 ตดิ บัตรภาพกิจกรรมทีน่ กั เรียนช่นื ชอบบนกระดานได้ข้อมลู ดังน้ี
1. ข้อใดเป็นข้อมลู ท่ีเติมในตารางทางเดียวใหส้ มบูรณแ์ ละถกู ต้อง
ก. เลน่ เทนนิส 6 ข. เล่นฟตุ บอล 3 ค. เล่นกีฬา 6
2. จากตารางทางเดยี วข้อใดกล่าวถกู ตอ้ ง
ก. นักเรียนชน่ื ชอบกจิ กรรมอ่านหนงั สือนอ้ ยท่ีสดุ
ข. นักเรียนชนื่ ชอบกิจกรรมเล่นอินเทอรเ์ น็ตมากกวา่ กิจกรรมอา่ นหนังสือ 6 คน
ค. นักเรยี นชน่ื ชอบกิจกรรมเล่นดนตรีน้อยกวา่ กจิ กรรมเทย่ี วสวนสนกุ 2 คน
184
3. ใบบัวเร่ิมบนั ทกึ ขอ้ มูลการออมเงนิ ของตนเองในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 ดงั นี้
จากข้อมลู ถา้ ใบบวั ออมเงินในวันถดั ไปเป็นจานวนเงนิ ที่เพิ่มขึน้ ไปเร่ือย ๆ ในอัตราทีเ่ ท่ากัน ตาม
ตาราง วนั ที่ 7 มีนาคม 2563 ใบบัวออมเงนิ ก่บี าท
ก. 37 บาท ข. 38 บาท ค. 42 บาท
4. เมื่อครบ 10 วนั ใบบวั ออมเงินไดท้ งั้ หมดก่บี าท
ก. 230 บาท ข. 330 บาท ค. 520 บาท
5. ครูสอบถามนักเรยี นห้อง ป.3/2 ว่าชอบกินอะไรมากท่ีสดุ ได้ขอ้ มลู ดงั น้ี
ทเุ รียน ไอศกรีม ข้าวหมูแดง แตงโม ข้าวเหนยี วมะม่วง กว๋ ยเตี๋ยว ไกท่ อด ราดหนา้
ไข่พะโล้ เค้ก เยลลี่ กงุ้ เผา หมึกย่าง ชมพู่ ส้มโอ มะม่วง กงุ้ อบวนุ้ เสน้ ชอ็ กโกแลต
ปูนึ่ง สตรอว์เบอร์รี เงาะ ขนมถ้วย นา้ แข็งใส แกงจดื
จากข้อมลู ครูควรจาแนกข้อมูลเป็นก่ีประเภท อะไรบ้าง ข้อใดเหมาะสมทส่ี ดุ
ก. 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทอาหาร และประเภทไม่เป็นอาหาร
ข. 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทอาหารคาว และประเภทอาหารหวาน
ค. 3 ประเภท ไดแ้ ก่ ประเภทอาหารคาว ประเภทอาหารหวาน และประเภทผลไม้
6. จากข้อมลู ในข้อ 1 ถา้ จาแนกข้อมูลออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทผลไม้ และประเภทไม่
เป็นผลไม้เขียนรอยขดี แสดงข้อมลู ในตารางได้ดังน้ี
รอยขดี ท่ีแสดงข้อมูลประเภทไม่เป็นผลไม้ตรงกับขอ้ ใด ค.
ก. ข.
185
7. แผนภมู ริ ปู ภาพแสดงจานวนคนออกกา ลังกายในสวนสาธารณะแห่งหนึ่ง 5 วัน ดงั น้ี
จากแผนภมู ิรปู ภาพข้อใดต่อไปน้กี ล่าวถูกต้อง
ก. วนั พฤหสั บดมี คี นออกกาลังกายสวนสาธารณะน้อยกวา่ วันศกุ ร์ 25 คน
ข. วันอังคารมคี นออกกาลงั กายในสวนสาธารณะมากทส่ี ุด จานวน 250 คน
ค. คนออกกาลงั กายในสวนสาธารณะวนั พฤหัสบดมี ากกว่าวันจันทร์50 คน
จากแผนภูมริ ูปภาพตอบคา ถามข้อ 8 - 10
8. ถ้าสหกรณ์โรงเรยี นขายขนมกลว้ ยชน้ิ ละ 8 บาท และเค้กชิ้นละ 25 บาท จะขายขนมกล้วย และ
เค้กไดเ้ งนิ กบี่ าท
ก. 230 บาท ข. 246 บาท ค. 296 บาท
9. ถ้าสหกรณ์โรงเรียนขายขนมช้ันไดม้ ากกวา่ โดนทั 8 ชนิ้ จะขายโดนัทได้กีช่ ิน้
ก. 12 ช้ิน ข. 28 ช้นิ ค. 32 ช้ิน
10. ถา้ สหกรณ์โรงเรียนขายโดนทั ได้14 ชิน้ ในแผนภูมิรูปภาพตอ้ งวาดรปู แทนจานวนโดนทั ที่ขายได้
ตรงกับข้อใด
ก. ข. ค.
186
เฉลยแบบทดสอบก่อนเรยี น (Pre-Test)
1. ค
2. ข
3. ก
4. ก
5. ก
6. ข
7. ค
8. ก
9. ค
10. ข
187
เฉลยแบบทดสอบหลงั เรยี น (Post-Test)
1. ค
2. ก
3. ค
4. ข
5. ค
6. ข
7. ก
8. ก
9. ก
10. ข