The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 1.21Nutcha Songkrasin, 2024-02-18 22:34:58

นิตยสาร

นิตยสาร

FASHION F O O D EDUCATION RECOMENDATION BEST UNIVERSITY IN THE WORLD Y2k fashion & personal color นิตนิยสาร หน้าน้ 1 จาก 118


PRESENT นิตนิยสาร หน้าน้ 2 จาก 118


PROFILE นิตนิยสาร หน้าน้ 3 จาก 118


นิตนิยสาร หน้าน้ 4 จาก 118


Nutcha Songkrasin Natty Skincare Cute, friendly, easy to get along with. IG : mmnutty_ 064-7922221 02 นิตนิยสาร หน้าน้ 5 จาก 118


นิตนิยสาร หน้าน้ 6 จาก 118


นิตนิยสาร หน้าน้ 7 จาก 118


05 นิตนิยสาร หน้าน้ 8 จาก 118


นิตนิยสาร หน้าน้ 9 จาก 118


นิตนิยสาร หน้าน้ 10 จาก 118


นิตนิยสาร หน้าน้ 11 จาก 118


นิตนิยสาร หน้าน้ 12 จาก 118


นิตนิยสาร หน้าน้ 13 จาก 118


นิตนิยสาร หน้าน้ 14 จาก 118


นิตนิยสาร หน้าน้ 15 จาก 118


แนะนำ โรงเรียน นิตนิยสาร หน้าน้ 16 จาก 118


69 91 96 81 86 นิตนิยสาร หน้าน้ 17 จาก 118


โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำ แพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา เลขที่ 1 หมู่ 6 ตำ บลกำ แพงแสน อำ เภอกำ แพงแสน จังหวัดนครปฐม 73140 : 034-351396 : 034-351909 : [email protected] เว็บไซต์: WWW.KUS.KPS.KU.AC.TH KASETSART UNIVERSITY LABORATORY SCHOOL KAMPHAENGSAEN CAMPUS EDUCATIONAL RESEARCH AND DEVELOPMENT CENTER SCHOOL นิตนิยสาร หน้าน้ 18 จาก 118


ประวัติโรงเรียน เนื่องจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มีโครงการขยายมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ขึ้น ณ วิทยาเขต กำ แพงแสน อำ เภอกำ แพงแสน จังหวัดนครปฐม เพื่อเป็นแหล่งผลิต บุคลากรระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอกในสาขาวิชาการ เกษตรและอื่น ๆ มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ จึงกำ หนดเปิดใช้ วิทยาเขตกำ แพงแสนตั้งแต่เดือน พฤศจิกายน พ.ศ.2522 เป็นต้นมา โดยมีคณะต่าง ๆ เริ่มเปิดดำ เนินการ คือ คณะเกษตร คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ และบัณฑิตวิทยาลัย ในปี พ.ศ.2523 ทางมหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์มีนโยบายที่จะเปิด ดำ เนินการโรงเรียนสาธิตแห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำ แพงแสนเพื่อจะได้ สอดคล้องกับแผนพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และ เป็นการส่งเสริมขยายงานทางด้าน การศึกษาระดับประถมศึกษาและ มัธยมศึกษาในชุมชนด้วยฉะนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้ อนุมัติให้เปิดโรงเรียนสาธิตแห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ขึ้นณ วิทยาเขตกำ แพงแสน ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม 2523 โดยให้คณะ ศึกษาศาสตร์เป็นฝ่ายรับผิดชอบใน การจัดดำ เนินการเรียนการสอน ดัง นั้นคณะศึกษาศาสตร์จึงวางเป้าหมาย ที่จะให้โรงเรียนสาธิตเกษตรฯ วิทยาเขตกำ แพงแสนเป็นศูนย์วิจัย และพัฒนาการศึกษาที่จะทำ การวิจัย การศึกษาในระดับประถมศึกษาและ มัธยมศึกษาในเขตชนบทไปพร้อมกับ การทดลองจัดการเรียนการสอน แบบสมรรถฐานและการบริการทาง วิชาการแก่ชุมชนด้วย เมื่อคณะศึกษาศาสตร์ได้รับคำ สั่งให้ ดำ เนินการเปิดการเรียนการสอน ระดับประถมศึกษาขึ้นที่วิทยาเขต กำ แพงแสน ในปี พ.ศ. 2523 นั้น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่ง เจนจิต คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ จึงได้ขอ อนุมัติจากมหาวิทยาลัย เพื่อให้ อาจารย์ของคณะศึกษาศาสตร์มา ปฏิบัติราชการประจำ ที่โรงเรียนสาธิต เกษตรฯวิทยาเขตกำ แพงแสน ใน ระยะแรกมีทั้งหมด 11 ท่าน เพื่อ เตรียมการก่อนเปิดการเรียนการ สอนโดยมอบหมายให้อาจารย์อุดร รัตนภักดิ์ ปฏิบัติราชการในหน้าที่ แทนอาจารย์ใหญ่ และอาจารย์อีก 10 ท่าน คือ อาจารย์วังสรรค์ สุฉันทบุตร, อาจารย์ธาตรี แตง เที่ยง, อาจารย์นิตยา สอนอาจ, อา จารย์พงษ์ศิริ พานิช, อาจารย์โรจน์ วงษ์ นุชสุวรรณ, อาจารย์ปัทมา โอสถเสน, อาจารย์สุนารี หวัง ไพบูลย์กิจ, อาจารย์สิทธิศักดิ์ นิรทัย, อาจารย์อรวรรณ์ พึ่งงาม และอาจารย์สมเกียรติ ศรีอนันตคม นิตนิยสาร หน้าน้ 19 จาก 118


พ.ศ.2523 พ.ศ.2532 พ.ศ.2534 พ.ศ.2546 โรงเรียนได้เปิดดำ เนินการจัดการเรียนการสอนใน ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 มีนักเรียน 12 คน โดย วางวัตถุประสงค์ของโรงเรียนดังนี้ 1. เพื่อพัฒนาการศึกษา วิจัย และทดลองทฤษฎี ทางการศึกษา และจิตวิทยาการศึกษาที่เหมาะสมสำ หรับ เขตพื้นที่ชนบท เพื่อการพัฒนาการศึกษาชนบท 2. เพื่อการทดลอง วิจัยเกี่ยวกับหลักสูตรใน ระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาในการพัฒนาอาชีพ แขนงต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับพื้นภูมิประเทศ 3. เพื่อเป็นแหล่งสาธิตและเผยแพร่ผลงานการ ศึกษา เพื่อการพัฒนาการศึกษาชนบทให้มีประสิทธิภาพ และจะเป็นโรงเรียนที่เป็นพี่เลี้ยงสำ หรับโรงเรียนใน ชนบทในพื้นที่ใกล้เคียง 4. เพื่อเป็นสถานที่สำ หรับฝึกปฏิบัติงานของนิสิต คณะศึกษาศาสตร์ในการฝึกปฏิบัติงานครู ฝึกหัดการ สอนทดลองวิจัยเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติการเรียน การสอนตามหลักวิชา 5. เพื่อเป็นสถานที่สำ หรับกุลบุตร กุลธิดา ในทอ้ งที่ชนบทที่จะศึกษาเลา่ เรียนตามระดับความสามารถ ทางสติปัญญา ความถนัด และความสนใจ ซึ่งจะ เป็นการพัฒนาบุคคลในชนบทให้เป็นพลเมืองที่มี คุณภาพ พร้อมที่จะนำ ความรู้ ความคิด ความเข้าใจใน การแก้ปัญหา เพื่อเสริมสร้างชีวิตและสังคมให้ดีขึ้นอัน เป็นรากฐานของพลเมืองดี โรงเรียนมีนักเรียนตั้งแต่ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ทางโรงเรียนได้รับอนุมัติ จากสภามหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ให้จัดการ เรียนการสอนระดับอนุบาล ศึกษาเพิ่มขึ้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้อนุมัติให้เปลี่ยนชื่อ โรงเรียนจากเดิมมาเป็นโรงเรียนสาธิตแห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำ แพงแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษา (KASETSART UNIVERSITY LABORATORY SCHOOL, KAMPHAENG SAEN CAMPUS, EDUCATIONAL RESEARCH AND DEVELOPMENT CENTER) โดยมีฐานะ เทียบเท่าภาควิชาในคณะศึกษาศาสตร์ นิตนิยสาร หน้าน้ 20 จาก 118


พ.ศ.2554 พ.ศ.2555 พ.ศ.2567 โรงเรียนได้รับอนุมัติจากกระทรวง วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ดำ เนินการ จัดการเรียนการสอนหลักสูตรห้องเรียน วิทยาศาสตร์ในโรงเรียนในระดับชั้น มัธยมศึกษาตอนปลายโดยการสนับสนุนของ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการ กำ กับดูแลของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำ แพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้อนุมัติให้โรงเรียน ดำ เนินงานโครงการจัดการเรียนการสอนตาม หลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ (ENGLISH PROGRAM) โรงเรียนสาธิตแห่ง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำ แพงแสน จึงมีการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลศึกษา ปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำ นวน 52 ห้องเรียน ปัจจุบันมีนักเรียนทั้งหมด 2519 คน เป็นนักเรียนชายจำ นวน 1181คน และนักเรียนหญิงจำ นวน 1338 คน และมีห้องเรียนทั้งหมด 74 ห้องเรียน นิตนิยสาร หน้าน้ 21 จาก 118


SCHOOL นิตนิยสาร หน้าน้ 22 จาก 118


SCHOOL INFORMATION นิตนิยสาร หน้าน้ 23 จาก 118


ตราประจำ โรงเรียน สีประจำ โรงเรียน เขียว-ม่วง ดอกไม้ประจำ โรงเรียน อินทนิล เพลงประจำ โรงเรียน เพลงมาร์ชสาธิตกำ แพงแสน นิตนิยสาร หน้าน้ 24 จาก 118


คำ ขวัญ การจัดการเรียนการสอนตามสมรรถฐาน ปฏิบัติการวิจัย ก้าวนำ ไกลด้านวิชาการ ปรัชญา สุวิชาโนภวํโหติ – ผู้มีความรู้ดี เป็นผู้เจริญ อัตลักษณ์ มุ่งมั่นศึกษา กล้าแสดงออก เอกลักษณ์ เป็นสถาบันการศึกษาเพื่อจัดการเรียนรู้ มุ่งสู่ระดับอุดมศึกษา และฝึกประสบการณ์ วิชาชีพครู วิสัยทัศน์ จัดการศึกษาเพื่อเป็นการสร้างทางเลือกให้ ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้มุ่งสู่สถาบัน อุดมศึกษาโดยมีความเป็นผู้นำ ดำ รง คุณธรรมตามที่สังคมต้องการ ปณิธาน โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำ แพงแสนศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษามุ่ง ให้การสนับสนุนการผลิตบัณฑิตทางการศึกษาที่มี คุณภาพและจัดการศึกษาเพื่อเป็นทางให้เด็กและเยาวชน ได้มีโอกาส พัฒนาความรู้อันนำ ไปสู่ความเป็นเลิศทาง วิชาการ ควบคู่ไปกับการสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตามที่ต้องการ โดยเน้นทักษะกระบวนการการเรียนรู้ การฝึกปฏิบัติให้เกิดการคิดเป็น ทำ เป็น แก้ปัญหาได้ โดย มีนิสัยรักการอ่าน และแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง พันธกิจ 1. พัฒนาผู้เรียนให้เกิดองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยีและทักษะทางภาษา เพื่อการสื่อสาร และนำ มาใช้อย่างคุ้มค่า 2. พัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้นำ ที่ดี มีความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ และมีศักยภาพพร้อมที่จะตัดสินใจและ แสดงออกเพื่อมีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข 3. พัฒนาการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการกลุ่ม เพื่อ พัฒนากระบวนการคิดให้ผู้เรียนมีศักยภาพ ในการแสวงหาความรู้ โดยใช้ภูมิปัญญาในมหาวิทยาลัย 4. พัฒนาผู้เรียนโดยส่งเสริมการออกกำ ลังกาย การ ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมและสุนทรียศาสตร์ 5. พัฒนาคณาจารย์สู่มาตรฐานวิชาชีพขั้นสูง เป็นผู้นำ ด้านการศึกษาและวิจัย เพื่อผู้เรียน นิตนิยสาร หน้าน้ 25 จาก 118


หลักสูตรปกติ หลักสูตรศึกษาปฐมวัย หลักสูตร ของโรงเรียน หลักสูตรโครงการวมว.มก. หลักสูตร INTENSIVE ENGLISH PROGRAM(IEP) นิตนิยสาร หน้าน้ 26 จาก 118


โครงการกีฬาภายใน” ประจำ ปีการศึกษา 2567 โครงการวันใสๆสำ หรับวัยเยาว์ ภาพรวมกิจกรรม ภายในโรงเรียน กิจกรรมตลาดนัด KUSK ครั้งที่ 1 นิตนิยสาร หน้าน้ 27 จาก 118


นิตนิยสาร หน้าน้ 28 จาก 118


นิตนิยสาร หน้าน้ 29 จาก 118


เศรษฐกิจท้องถิ่นหรือ เศรษฐกิจชุมชน (community economics) คือระบบการผลิตการแลกเปลี่ยนและ กายวิภาคของชุมชนที่มีความสอดคล้อง กับชีวิต เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม แต่จากการพัฒนาประเทศไทยตลอดช่วง เวลาที่ผ่านมา ได้ทุ่มเททรัพยากรไปในการ พัฒนาประเทศ โดยมุ่งสร้างความเจริญ ทางเศรษฐกิจ แต่ภาพรวมที่ผ่านมาชี้ให้ เห็นอย่างชัดเจน ถึงการพัฒนาที่ยังขาด สมดุล ทำ ให้เกิดปัญหาด้านความเหลื่อม ล้ำ ทั้งในเมืองและชนบทมากยิ่งขึ้น เป็นการสะท้อนถึงปัญหาเศรษฐกิจ ชุมชน ในแต่ละท้องถิ่นของประเทศไทย นิตนิยสาร หน้าน้ 30 จาก 118


ปัญหาเศรษฐกิจชุมชน ขาดที่ดินทำ กิน สังคมไทยมีเกษตรกร 20 ล้านคน แต่ยังมีเกษตรกรที่ไม่มีที่ดิน ทำ กินเลย 1.3 ล้านคน ดังนั้น การไม่มีที่ดินทำ กิน จะทำ ให้ชีวิต ของคนในชนบทไม่มั่นคง สิ่งที่ เห็นได้ชัดคือ การย้ายจากชนบท เข้าเมืองมากขึ้น ทำ ให้เกิดชุมชน แออัดในเมือง ดังที่ปรากฏเป็น ปัญหาของสังคมในปัจจุบัน 1 ความยากจน2 สืบเนื่องมาจากผลผลิตทางการเกษตร มีราคาตกต่ำ เช่น ข้าว อ้อย ซึ่งล้วนเป็นเกษตรเชิงเดี่ยว ที่มี ต้นทุนการผลิตสูง เนื่องจากใช้ ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และการ เช่าที่ดินทำ กิน พอราคาผลผลิต ตกต่ำ ขายไม่ได้ราคา จึงขาดเงิน ลงทุนในครั้งต่อไป เลยจำ เป็น ต้องกู้หนี้ยืมสินจากแหล่งต่างๆ เช่น กู้หนี้นอกระบบจากนายทุนใหญ่ จึงเกิดปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัว ถูกยึด ที่ดินทำ กิน 3ว่างงาน เกษตรกรขนาดเล็กส่วนใหญ่จะแข่งขัน สู้บริษัทใหญ่ๆไม่ได้ คนชนบทต้อง ประสบปัญหาความแตกต่างทาง รายได้ที่ห่างกันมากขึ้น ระหว่างระบบคมนาคม 4 เมืองกับชนบท เช่น ถนนหนทาง ศูนย์สุขภาพและบริการต่างๆ ระบบประปา และการติดต่อสื่อสาร การ ขาดการเชื่อมโยงระหว่างหมู่บ้านและ ชุมชนด้วยกัน สิ่งเหล่านี้เป็นสาเหตุแห่ง ความแตกต่างทางพื้นที่ทำ ให้การบริการ พื้นฐานต่างๆ มีลักษณะกระจัดกระจาย ขาดการเชื่อมโยง และการรวมกลุ่ม ทำ ให้ เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ 5 ความเสื่อมโทรม ทางทรัพยากร ทางธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติลดน้อยถอยลง หรือ เสื่อมคุณภาพลง ซึ่งความ เสื่อมโทรม ของทรัพยากรธรรมชาติ เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ เช่น การบริโภค และใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินความจำ เป็น ของมนุษย์ มลพิษจากกิจกรรมต่าง ๆ ของ มนุษย์ ที่ทำ ให้เกิดการปล่อยของเสีย เข้าไปปน เปื้อนในบรรยากาศ พื้นดินและในน้ำ นิตนิยสาร หน้าน้ 31 จาก 118


เป้าหมาย ของการพัฒพันาชุมชุชนไม่คม่วรจำ กัดกัอยู่แยู่ ค่เค่พียพีง การส่งส่เสริมริความเจริญริเติบติโตทางเศรษฐกิจกิเท่าท่นั้นนั้หากต้อต้งรวมถึงถึการ พัฒพันาคุณคุภาพในการดำ รงชีวิชีตวิของประชาชนด้วด้ย คำ นึงนึถึงถึการกระจายผล ประโยชน์จน์ากการพัฒพันาคุณคุภาพเศรษฐกิจกิอย่าย่งเป็นป็ธรรม อาทิ การ คมนาคมขนส่งส่ระบบสาธารณูปณูโภค มาตรฐานการศึกศึษา สาธารณสุขสุและ คำ นึงนึถึงถึเป้าป้หมายการพัฒพันาอย่าย่งยั่งยั่ยืนยืในการพัฒพันาเศรษฐกิจกิชุมชุชนให้ บรรลุเลุป้าป้หมายโดยเริ่มริ่จาก กำ หนดนโยบายที่ส่ที่งส่เสริมริการลงทุนทุการประกอบอาชีพชีและการดำ เนินนิ กิจกิกรรมต่าต่งๆในชุมชุชนอย่าย่งเป็นป็ระบบ โดยที่นที่ โยบายเหล่าล่นี้คนี้วรเป็นป็รูปรู ธรรม และมีกมีารผลักลัดันดั ให้เห้กิดกิการปฏิบัฏิติบัตติามนโยบายอย่าย่งจริงริจังจั อาทิ นโยบายแก้ไก้ขปัญปัหาที่ดิที่นดิทำ กินกิของเกษตรกร 1. ควรส่งส่เสริมริให้เห้กิดกิเครือรืข่าข่ยความร่วร่วมือมืกันกั ในการดำ เนินนิงานทั้งทั้ภาค รัฐรัเองต้อต้งมีกมีารกระจายอำ นาจ รับรั ฟังฟัปัญปัหาจากภาคประชาชนให้มห้าก ขึ้นขึ้ต้อต้งเชื่อชื่มโยงกับกัหน่วน่ยกิจกิกรรมทางเศรษฐกิจกิอื่นอื่ๆเช่นช่การส่งส่ เสริมริการผลิตลิเป็นป็วงจรให้เห้กิดกิขึ้นขึ้ ในชุมชุชน ในรูปรูแบบวิสวิาหกิจกิชุมชุชน 2. การพัฒพันาเศรษฐกิจกิชุมชุชนต้อต้งพัฒพันาโครงสร้าร้งพื้นพื้ฐานทางเศรษฐกิจกิ ที่รที่องรับรัและเกื้อกื้กูลกูกันกักล่าล่วคือคืจะส่งส่เสริมริด้าด้นการผลิตลิโดยไม่คำม่ คำนึงนึ ถึงถึการขาย การตลาด การพัฒพันาเทคโนโลยีทยีางการเกษตร และระบบ คมนาคมขนส่งส่ที่เที่ชื่อชื่มโยงสู่แสู่ หล่งล่ค้าค้ส่งส่ ได้อด้ย่าย่งสะดวกรวดเร็วร็เพื่อพื่ส่งส่ ผลิตลิภัณภัฑ์ไฑ์ด้ทัด้นทัต่อต่ความต้อต้งการของผู้บผู้ ริโริภคที่อที่ยู่ใยู่นชุมชุชนเมือมืง 3. ต้อต้งพัฒพันาทรัพรัยากรบุคบุคลให้มีห้ทัมีกทัษะและมีฝีมีมืฝีอมืที่จำที่ จำเป็นป็ในการดำ เนินนิ กิจกิกรรมทางเศรษฐกิจกิระดับดัชุมชุชน โดยมีรมีะบบการศึกศึษาที่ไที่ด้มด้าตรฐาน และควรส่งส่เสริมริให้กห้ลุ่มลุ่ ผู้ด้ผู้ อด้ยโอกาสมีทัมีกทัษะที่เที่พียพีงพอในการประกอบ อาชีพชีเพื่อพื่ดูแดูลตนเองได้ตด้ามอัตอัภาพ โดยการส่งส่เสริมริผ่าผ่นสถาบันบัการ เงินงิและเครดิตดิชุมชุชนท้อท้งถิ่นถิ่เช่นช่สหกรณ์อณ์อมทรัพรัย์ สหกรณ์เณ์ครดิตดิ ยูเยูนียนีน 4. นิตนิยสาร หน้าน้ 32 จาก 118


การพัฒพันาที่ยั่ที่งยั่ยืนยืมีลัมีกลัษณะที่เที่ ป็นป็บูรบูณากการ (Integrated) คือคืทำ ให้เห้กิดกิเป็นป็องค์รค์วม (Holistic) ซึ่งซึ่หมายความว่าว่องค์ปค์ระกอบ ทั้งทั้หลายที่เที่กี่ยกี่วข้อข้งจะต้อต้งมาประสานกันกัครบองค์แค์ละมีลัมีกลัษณะอีกอีอย่าย่งหนึ่งนึ่คือคืมีดุมีลดุยภาพ (Balance)หรือรืพูดอีกอีนัยนัหนึ่งนึ่คือคืการทำ ให้กิห้จกิกรรมของมนุษนุย์ สอดคล้อล้งกับกักฎเกณฑ์ขฑ์องธรรมชาติ การพัฒนาที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนในรุ่นปัจจุบันโดยไม่ทำ ให้ คนรุ่นต่อ ๆ ไปต้องลดทอนความสามารถในการที่จะตอบสนองความต้องการ ของตนเอง ในประเทศไทยนักวิชาการหลายท่านได้อธิบายความหมายของการพัฒนา ที่ยั่งยืนให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น ที่สำ คัญคือแนวคิดของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตโต) ซึ่งอธิบายไว้ว่า ตามแนวคิด ดังกล่าวจึงสรุปได้ว่า การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นการพัฒนาที่ครอบคลุม การพัฒนาในทุก ๆ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เป็นต้น โดยมีคนเป็นศูนย์กลางหรือเป้าหมายของการพัฒนา เพื่อให้อยู่ดีกินดีทั้งคนในรุ่นปัจจุบันและรุ่นต่อ ๆ ไป แนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนมาจาก 3 แนวทางใหญ่ ๆ คือ 1.แนวทางด้านนิเวศวิทยา 2.แนวทางด้านสังคม 3.แนวทางด้านเศรษฐกิจ แนวทางการพัฒนา ของชุมชน ถึงแม้ประเทศไทยจะประสบความสำ เร็จทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะ สังเกตได้จากมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศซึ่งมี แนวโน้มเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังทศวรรษที่ 2540 เป็นต้นมานั้น การพัฒนาประเทศในช่วงที่ผ่านมาได้ให้ความ สำ คัญกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นหลักโดยเชื่อว่าหากเศรษฐกิจเติบโต สูงขึ้น ระดับรายได้ของประชากรใน ประเทศก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะส่งผลให้มาตรฐานการดำ รงชีวิตของประชาชนสูงขึ้น แต่การขยายตัวทางเศรษฐกิจใน เชิงปริมาณดังกล่าว ก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับภาค เกษตรกรรม ความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบท ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจน ปัญหามลพิษ รวมทั้งความ เสียหายและเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ซึ่งนำ ไปสู่ข้อสรุปผลของการพัฒนาที่ผ่านมา ว่า เศรษฐกิจดี สังคมมีปัญหา การพัฒนาไม่มีคุณภาพและไม่ยั่งยืน "ความเจริญทางเศรษฐกิจไม่อาจดำ รงอยู่อย่างยั่งยืนได้ หาก ไม่คำ นึงถึงการบริหารจัดการด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยต้อง มีการใช้อย่างเหมาะสมและมีเหตุผล เพื่อตอบสนองความจำ เป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์ พร้อมทั้งจัดการและ คุ้มครองระบบนิเวศให้ใช้ประโยชน์ได้อย่าง ยั่งยืน ด้วยเหตุนี้ ในทศวรรษที่ 2550 ประเทศไทยจึงได้ให้ความใส่ใจอย่างจริงจังกับ "การพัฒนาที่ยั่งยืน" การพัฒพันาที่ยั่ ที่ งยั่ยืนยืหมายถึง สมเด็จด็พระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตยุโต) สมเด็จด็พระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตยุโต) นิตนิยสาร หน้าน้ 33 จาก 118


แนวทางการปรับตัวของ ประเทศไทยสู่ การพัฒนาที่ยั่งยืน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ได้กำ หนดทิศทางและยุทธศาสตร์การ พัฒนาประเทศเพื่อนำ ไปสู่การพัฒนาประเทศที่มั่นคงและยั่งยืน ดังนี้ นิตนิยสาร หน้าน้ 34 จาก 118


1.ยุทธศาสตร์การ สร้างความเป็นธรรม ในสังคม ให้ความสำ คัญในเรื่องดังต่อไปนี้ (1) การสร้างความมั่นคงทาง เศรษฐกิจและสังคมให้ทุกคนใน สังคมไทย ควบคู่กับการเสริมสร้าง ขีดความสามารถในการจัดการ ความเสี่ยงและสร้างโอกาสในชีวิต ให้แก่ตนเอง (2) การจัดบริการทางสังคมให้ทุก คนตามสิทธิขั้นพื้นฐาน เน้นการ สร้างภูมิคุ้มกันระดับปัจเจก และ การสร้างการมีส่วนร่วมใน กระบวนการตัดสินใจในการพัฒนา ประเทศ (3) การเสริมสร้างพลังให้ทุก ภาคส่วนสามารถเพิ่มทางเลือกการ ใช้ชีวิตในสังคมและมีส่วนร่วมใน เชิงเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ได้อย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี (4) การสานสร้างความสัมพันธ์ ของคนให้มีคุณค่าร่วมและตระหนัก ถึงผลประโยชน์ของสังคม และ เสริมสร้างการบริหารราชการแผ่น ดินที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส มี ระบบตรวจสอบและการรับผิดชอบ ที่รัดกุม 2.ยุทธศาสตร์การพัฒนาการสู่สังคมแห่งการ เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน ให้ความสำ คัญในเรื่องต่อไปนี้ (1) การปรับโครงสร้างและการกระจายตัวประชากรให้เหมาะสม (2) การพัฒนาคุณภาพคนไทยให้มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลง (3) การส่งเสริมการลดปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพอย่างเป็นองค์รวม (4) การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (5) การเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันทางสังคม 3.ยุทธศาสตร์ความเข้มแข็งภาคเกษตรความ มั่นคงของอาหารและพลังงาน ให้ความสำ คัญในเรื่องต่อไปนี้ (1) การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นฐานการผลิตภาคเกษตรให้เข้ม แข็งและยั่งยืน (2) การเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพการผลิตภาคเกษตร (3) การสร้างมูลค่าเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรตลอดห่วงโช่การผลิต (4) การสร้างความมั่นคงในอาชีพและรายได้ให้แก่เกษตรกร (5) การสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพัฒนาพลังงานชีวภาพในระดับ ครัวเรือนและชุมชน (6) การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานชีวภาพเพื่อสนับสนุนการพัฒนา ประเทศและความเข้มแข็งภาคเกษตร (7) การปรับระบบบริหารจัดการภาครัฐเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้าน อาหารและพลังงาน นิตนิยสาร หน้าน้ 35 จาก 118


4.ยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจสู่การเติบโตอย่างมี คุณภาพและยั่งยืน ให้ความสำ คัญในเรื่องต่อไปนี้ (1) การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่มี คุณภาพและยั่งยืน (2) การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และ นวัตกรรม (3) การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันที่มี ประสิทธิภาพ เท่าเทียม และเป็นธรรม (4) การบริหารจัดการเศรษฐกิจส่วนรวมอย่างมี เสถียรภาพ 5.ยุทธศาสตร์การสร้างความเชื่อม โยงกับประเทศในภูมิภาคเพื่อความ มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม ให้ความสำ คัญในเรื่องดังต่อไปนี้ (1) การพัฒนาความเชื่อมโยงด้านการขนส่งและระบบ โลจิสติกส์ภายใต้กรอบความร่วมมือในอนุภาคต่าง ๆ (2) การพัฒนาฐานลงทุนโดยเพิ่มขีดความสามารถในก ารแข่งขันระดับอนุภูมิภาค (3) การสร้างความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (4) การเข้าร่วมเป็นภาคีความร่วมมือระหว่างประเทศและ ภูมิภาคภายใต้บทบาทที่สร้างสรรค์ เป็นทางเลือกในการ ดำ เนินนโยบายระหว่างประเทศในเวทีโลก (5) การสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในภูมิภาค ด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการส่งเสริมแรงงานไทยใน ต่างประเทศ (6) การมีส่วนร่วมอย่างสำ คัญในการสร้างสังคม นานาชาติที่มีคุณภาพชีวิต ป้องกันภัยจากการก่อการร้าย และอาชญากรรม สารเสพติด ภัยพิบัติ และการแพร่ ระบาดของโรคภัย (7) การเสริมสร้างความร่วมมือที่ดีระหว่างประเทศใน การสนับสนุนการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมี จริยธรรมและไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้ง เปิดรับความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศที่ไม่ แสวงหากำ ไร (8) การเร่งรัดการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรีที่ มีผลบังคับใช้แล้ว (9) การส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฐานการลงทุน และ การประกอบธุรกิจในเอเชีย รวมทั้งเป็นฐานความร่วมมือในการพัฒนาภูมิภาค (10) การปรับปรุงและเสริมสร้างความเข้มแข็งของ การพัฒนาภายในประเทศ ตั้งแต่ระดับชุมชนท้องถิ่น นิตนิยสาร หน้าน้ 36 จาก 118


ดรรชนีชี้วัดการพัฒนาที่ยั่งยืน ของประเทศไทย การพัฒนาทางเศรษฐกิจเป็นเพียงมิติหนึ่งของการพัฒนาประเทศ เท่านั้น แต่การพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ในการพัฒนาประเทศนั้น จำ เป็นต้องให้ความสำ คัญ กับทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อม ๆ กัน ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8-11 กำ หนดให้ "คนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา" โดยการพัฒนาเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือใน การพัฒนาคนให้มีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ดังนั้นสำ นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ จึงได้พัฒนาดรรชนีชี้วัด เพื่อใช้วัดผลกระทบขั้นสุดท้ายของการพัฒนาที่มีต่อคน เรียกว่า ดรรชนีความอยู่ดีมีสุข ความอยู่ดีมีสุข หมายถึง การมีสุขภาพอนามัยที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจ มีความรู้ มีงานทำ ที่ทั่วถึง มีรายได้พอเพียงต่อการดำ รงชีพ มีครอบครัวที่อบอุ่นมั่นคง อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี และอยู่ภายใต้ ระบบ บริหารจัดการที่ดีของภาครัฐ ความอยู่ดีมีสุข สามารถจำ แนกเป็น 7 ด้าน คือ 1. สุขภาพอนามัย 2. การศึกษา 3. ชีวิตการทำ งาน 4. รายได้และการกระจายรายได้ 5. ชีวิตครอบครัว 6. สภาพแวดล้อม 7. การบริหารจัดการที่ดีของภาครัฐ นิตนิยสาร หน้าน้ 37 จาก 118


เศรษฐกิจชุมชนกับการ พัฒนายั่งยืน เศรษฐกิจชุมชน คือ การดำ เนินกิจกรรมทาง เศรษฐกิจต่าง ๆ ทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การบริการ ทั้งในด้านการผลิต การบริโภค และการก ระจายผลผลิต โดยให้คนในชุมชนมีส่วนร่วมในการ แก้ปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจของชุมชน คือ ให้มี ส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมรับผลประโยชน์ บน รากฐาน รองความสามารถที่มีอยู่ จากการใช้ "ทุนของชุมชน" ทั้งที่เป็นสินค้าทุน (เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์ การผลิตต่าง ๆ ที่มีอยู่ หรือสามารถจัดหามาได้ตาม ศักยภาพ ทุนทางเศรษฐกิจ (ปัจจัยที่สนับสนุนให้การ ดำ เนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจเป็นไปอย่างสะดวก เช่น ที่ดิน แหล่งน้ำ สภาพภูมิประเทศ การคมนาคม ขนส่ง) และทุนทางสังคม (วิถีการผลิต ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศาสนสถาน โรงเรียน สถานีอนามัย) สมาชิกในชุมชนจะเป็นผู้ตัดสินว่ พวกเราจะผลิตอะไร ได้บ้างตามศักยภาพและทุนประเภท ต่าง ๆ ที่มีอยู่ เราจะผลิตกันอย่างไร แล้วเราจะแบ่ง ปันผลประโยชน์จากการผลิตกันอย่างไร โดยที่ชุมชน สามารถ คิดเอง ทำ เอง ได้เอง นิตนิยสาร หน้าน้ 38 จาก 118


3) แนวปฏิบัติในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน แนวทางในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนสามารถปฏิบัติได้ดังนี้ (1) สร้างเวทีการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นก่อน อาจเป็นลักษณะของประชาคมตำ บล/อำ เภอ ในลักษณะของร้านค้าชุมชน ตลาดนัดชุมชน (2) วิเคราะห์ศักยภาพในขีดความสามารถของท้องถิ่น (3) วางแผนพัฒนาตามแนวทาง "เศรษฐกิจพอเพียง" ตามขั้นตอน "ทฤษฎีใหม่" (4) ส่งเสริมการรวมกลุ่มในลักษณะต่าง ๆ เช่น กลุ่มอาชีพ กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มอนุรักษ์ และสร้างเครือข่ายองค์กรชุมชน (5) พัฒนาเทคโนโลยีในความรู้เกี่ยวกับวิธีการผลิต การคัดคุณภาพ การเก็บรักษา การแปรรูป การบรรจุหีบห่อ (6) พัฒนาระบบตลาด เช่น ตลาดท้องถิ่น และตลาดปลายทาง ด้วยการสร้างเครือข่าย ผู้ผลิต เชื่อมโยงกับผู้ผลิตกับตลาดปลายทาง เช่น ระหว่างกลุ่มผู้ผลิตกับผู้บริโภค กลุ่มผู้ผลิตกับโรงงาน (7) พัฒนากิจกรรมเกี่ยวกับการศึกษา วัฒนธรรม สาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม (8) ทำ การวิจัย เพื่อใช้สนับสนุนกิจกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน (9) สร้างศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจชุมชนแบบเบ็ดเสร็จในระดับอำ เภอ/จังหวัด โดยเน้น การมีส่วนร่วมขององค์กรชุมชนท้องถิ่น 1) เป้าหมายของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนควรมีเป้าหมายสำ คัญ ดังนี้ (1)การพัฒนาขีดความสามารถของคน ครอบครัว และชุมชน จาก การสร้างการเรียนรู้เพื่อให้พึ่งตนเองได้ (2)การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมพื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น จะเห็นได้ว่า ถ้าสามารถพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เป็นไปตามเป้าหมาย ที่กำ หนดไร้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จะลดลงหรือ หมดไปจากชุมชนนั้น ๆ เป็นการแสดงให้เห็นว่าได้พัฒนาที่ยั่งยืนตาม หลักสากล นอกจากนี้ สามารถพึ่งพิงได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพา ผู้อื่น 2) ปัจจัยสำ คัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน ปัจจัยสำ คัญในการพัฒนาเป็นสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นและ คนในท้องถิ่น โดย ความเข้าใจเกี่ยวกับศักยภาพของท้องถิ่น และทุนท้องถิ่นใน ชุมชนต่าง ๆ นอกจากนี้ การมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจ ชุมชนมีจุดแข็งที่เอื้ออำ นวยต่อการพัฒนา ก็คือ คนในท้อง ถิ่นในชุมชนเดียวกันมีจิตสำ นึกร่วมกัน มีความ เป็นมาและดำ รงอยู่ด้วยกัน การมีความเอื้ออารี มีความ ช่วยเหลือเกื้อกูลระหว่างกัน การมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างกลุ่มด้วยความสมัครใจ ไม่ใช่การบังคับเป็นการ พัฒนาที่เริ่มจากการกำ หน ยคนในชุมชนที่มีจำ นวนไม่มาก จัดการได้ง่ายกว่า และเมื่อ พื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งประสบความสำ แพร่กระจายความคิด วิธีการก่อให้เกิดการพัฒนในลักษณะ เดียวกันออกไปในวงกว้าง นิตนิยสาร หน้าน้ 39 จาก 118


ชุมชนบ้านบ่อลูกรัง ประวัติการก่อตั้งชุมชน ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้สูงอายุในชุมชนบ้านบ่อลูกรังพบว่า ชุมชนบ้านบ่อลูกรัง ตำ บลคลองหินปูน อำ เภอวังน้ำ เย็น จังหวัดสระแก้ว เริ่มเกิดขึ้นในช่วงประมาณ พ.ศ. 2512 โดยเริ่มจากคนในจังหวัดอื่น ย้ายถิ่นฐานเข้ามา ด้วยความต้องการหาแหล่งที่ดินทำ กินที่ มีความอุดมสมบูรณ์ภายหลังจึงได้มีการชักชวนเครือญาติหรือคนรู้จักให้เข้ามาอยู่อาศัยและ ซื้อที่ดิน ทำ ให้เกิดเป็นชุมชนบ้านบ่อลูกรังที่รวมกันอยู่เป็น สังคมชุมชนเช่นในปัจจุบัน ลักษณะทางกายภาพ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของชุมชนบ้านบ่อลูกรังมีสภาพพื้นที่เป็นภูเขาสลับกับที่ราบในพ.ศ. 2549 จำ นวนประชากรตามทะเบียนบ้าน 200 หลังคาเรือน แต่อยู่จริงในหมู่บ้าน 149 หลังคาเรือน และมีจำ นวน ประชากรทั้งหมด 768 คน อยู่จริง 293 คน ส่วนการประกอบอาชีพนั้น อาชีพหลักของชุมชนบ้านบ่อลูกรัง คือการทำ ไร่ข้าวโพด และการทำ เกษตรกรรมประเภทอื่น ๆ นิตนิยสาร หน้าน้ 40 จาก 118


สภาพปัญหาของ ชุมชนบ้านบ่อลูกรัง 1. ปัญหาที่ดินทำ กินกรมป่าไม้ได้มาซื้อพื้นที่ทางตอนใต้ของ ชุมชนไว้เป็นที่สงวนทั้งอำ เภอวังน้ำ เย็น ถูกกรมป่าไม้คุมปลูก ป่าหมดและไม่ได้มาแจ้งให้ชาวบ้านทราบก่อนส่วนใหญ่จะเป็น พื้นที่ราบประชากรใน หมู่บ้านมีจำ นวนไม่มาก ชาวบ้านไม่มีที่ ทำ กินและได้ย้ายเข้าไปอยู่ในป่าลึกกว่าเดิม โดยได้เริ่มเข้ายึด พื้นที ทำ กินตั้งแต่ พ.ศ. 2520 ก่อนที่ป่าสงวนจะเข้ามายึดก็ เริ่มมีใบภาษีบำ รุงท้องที่แล้ว ต่อมาใน พ.ศ. 2530 เป็นต้นไป เริ่มมีการออกเอกสารสิทธิ พื้นที่จำ นวน 250 ไร่ เป็นของป่า ไม้จำ นวน 100 ไร่ ของนายทุน 100 ไร่ ที่เหลือ 50 ไร่ เป็น ของประชาชน 2. ปัญหานายทุนปล่อยเงินกู้และปัญหาหนี้สิน เกิดจากการที่นายทุนปล่อยเงินกู้ให้แก่ชาวบ้าน เพื่อมาทำ ไร่ข้าวโพด แล้ว นำ ข้าวโพดที่ปลูกมาจ่ายดอกกับนายทุน ร้อยละ 5-6 ถัง/ปี สิ้นปีที่ขายข้าวโพด เหลือบ้าง ไม่เหลือบ้าง นายทุนจะเก็บเป็นปี หนี้สินเกิดจากผลผลิตที่ได้ไม่สมดุล และมีภาระค่าใช้จ่าย มากขึ้น ต่อมาก็ได้มีการจัดตั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งธนาคารได้ ปล่อยเงินกู้โดยการที่ประชาชนเข้าไปเป็นลูกค้าของ ธ.ก.ส. แล้วได้ไปกู้เงินกับธนาคาร ดอกเบี้ยก็ถูกลง ตัดปัญหาของนายทุนและหนี้นอกระบบไปได้บ้าง แต่ชาวบ้านก็เป็นหนี้ ธ.ก.ส. แทน 3. ปัญหาจากภัยธรรมชาติและศัตรูพืช ตั๊กแตนปาทังกา คือศัตรูพืชที่ทำ ให้ผลผลิตทางการเกษตร เช่น ข้าวโพด มะพร้าว อ้อย ถั่วลิสง ถั่วเขียว และข้าวฟ่างเสียหาย แต่ปัญหานี้ได้รับการแก้ไขโดยการจัดตั้งศูนย์ ตั๊กแตนเพื่อใช้ยาในการปราบศัตรูพืช 1. แนวทางในการแก้ปัญหาด้านต่าง ๆ ของชุมชนส่วนใหญ่จะผ่านการพูดคุย ปฏิบัติ แต่เมื่อ พูดคุยเสร็จสิ้นก็จะลืม ชุมชนจึงได้มีแนวคิดในการจัดเก็บข้อมูล ต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ยังสามารถ รวบรวมภูมิปัญญาด้านต่าง ๆ เข้าไว้ ด้วยกันเช่น เรื่องวิถีการเกษตร การประกอบอาชีพ แม้กระทั่งเรื่องการกู้เงิน หาก มีข้อมูลชุมชนสามารถตรวจสอบได้ว่าทำ ธุรกรรมทางการเงินอย่างไร ทำ อะไร และ มีหลักฐาน ยืนยันที่แน่ชัด แนวคิดของชุมชนบ้านบ่อลูกรัง ในการจัดทำ ศูนย์ข้อมูลชุมชน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 2. ชุมชนบ้านบ่อลูกรังมีโอกาสได้ไปศึกษาเรียนรู้ชุมชนอื่น ๆ ที่ประสบความสำ เร็จ อาทิ ชุมชน บ้านสามขา ที่จังหวัดลำ ปาง โดยความช่วยเหลือของศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัดสระแก้ว ซึ่งชุมชน ที่บ้านบ่อลูกรังได้ไปเรียนรู้นั้น มีการจัดทำ ธนาคารสมอง มีระบบคอมพิวเตอร์บ้านสามขาซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ ห่างไกล แต่เยาวชนในชุมชนสามารถใช้ข้อมูลจากเทคโนโลยีทันสมัยได้ 3. มีพันธมิตรทางการสร้างความร่วมมือและสนับสนุนชุมชน 4. ชุมชนมีทีมงานและคณะทำ งานชุมชนที่เข้มแข็ง นิตนิยสาร หน้าน้ 41 จาก 118


1. เพื่อเป็นการสืบค้นเรื่องราวต่าง ๆ ที่ชุมชนมีความต้องการจะเรียนรู้ ควรรู้และต้องรู้ สิ่งที่ชุมชนอยากรู้ เช่น ประวัติการก่อตั้งหมู่บ้าน ซึ่งหากไม่มีการสืบค้นข้อมูลเหล่านี้ จะสูญหายไป ลูกหลานในชุมชน จะไม่มีใครได้รับรู้ รวมถึงภูมิปัญญาเก่าแก่ที่มีอยู่ ก็จะสูญหายไปจากชุมชนด้วย 2. เป็นการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับชุมชนเมื่อนำ เยาวชนช่วยสืบค้นมีส่วนร่วมกับคณะทำ งาน ในหมู่บ้าน จะเป็นการฝึกฝนความสามารถใน การทำ งานให้แก่ชุมชน ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และเป็นแนวทางที่ จะทำ ให้คนรุ่นใหม่ผูกพันกับชุมชน และไม่ถูกกระบวนการพัฒนาอื่น ๆพรากลูกหลานของชุมชนไปจากชุมชน 3. สะดวกต่อการค้นหาและจัดเก็บข้อมูล เพราะนำ โปรแกรมสำ เร็จรูปมาใช้ 4. เป็นเครื่องมือและนวัตกรรมการพัฒนาชุมชนบนฐาน ความรู้ คือ ร่วมกันกับเครือข่ายคณะทำ งานและสร้างขึ้นเพื่อ ใช้งาน คือฐานข้อมูลทีชุมชนออกแบบ 5. มีฐานข้อมูลชุมชนสำ หรับเป็น แนวทางในการแก้ไขปัญหาชุมชน 6. นำ ฐานข้อมูลมาวิเคราะห์ถึงการแก้ปัญหาความยากจน 7. นำ ไปสู่การสร้างสื่อสาธารณะในชุมชน เช่น หนังสือถอดบทเรียนชุมชน 8.เยาวชนได้เรียนรู้เรื่องการประกอบเครื่องคอมพิวเตอร์ และอบรมการใช้โปรแกรมฐานข้อมูล 9. มีผู้สืบทอดการเรียนรู้ในชุมชน คือ เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่มีส่วนร่วมในการทำ งาน 10. ยกระดับการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ เช่น จาก กองทุนหมู่บ้านมาเป็นการจัดตั้งธนาคารหมู่บ้าน 11. สื่อความหมายได้ชัดเจนและรวดเร็วซึ่งความหวังของ ชุมชนบ้านบ่อลูกรังคือการจัดทำ Website บ้านบ่อลูกรัง 12. ชุมชนควรมีข้อมูลของตนเอง นิตนิยสาร หน้าน้ 42 จาก 118


ผู้นำ ชุมชนถือได้ว่าเป็นส่วนสำ คัญต่อการชักชวนสร้างความเข้าใจกับชาวบ้านเกี่ยวกับ การทำ ข้อมูลชุมชน ในส่วนบ้านบ่อลูกรัง ผู้ใหญ่บ้าน ได้มีโอกาสไปประชุมและรับทราบ เรื่องแนวความคิดในการจัดทำ ข้อมูลหลังจากนั้น จึงได้จัดประชุมและอธิบายถึงที่มา แนวความคิด โครงสร้าง กระบวนการ และ ประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำ ข้อมูลชุมชน ซึ่งสามารถใช้เป็นฐานข้อมูลในการช่วยเหลือหรือบรรเทาปัญหา ต่าง ๆ ของชาวบ้าน รวมถึงปัญหาทางเศรษฐกิจในชุมชนได้ กระบวนการลงพื้นที่เพื่อจัดทำ ข้อมูลระดับชุมชนแบบมีส่วนร่วมของชุมชนบ้านบ่อ ลูกรังได้มีการดำ เนินงานหลังจากที่ผู้นำ ชุมชนได้ประสานความเข้าใจและทำ ประชาคม ร่วมกับชาวบ้าน โดยคณะทำ งาน ได้ร่วมกันจัดเก็บข้อมูล ได้แก่ บริบทชุมชน ซึ่ง ประกอบด้วย ประวัติศาสตร์หมู่บ้าน สภาพทางกายภาพ ปัญหา อุปสรรคและสาเหตุ แผนการพัฒนาหมู่บ้าน และสถานภาพทางการเงิน เช่น รายรับ-รายจ่าย ต่อเดือน ภาระหนี้สิน เงินออมต่อเดือน และมูลค่าโดยประมาณของทรัพย์สินที่ไม่ใช่เงิน เช่น วัว ควาย ที่ดิน บ้าน การจัดเก็บข้อมูลของกลุ่มและองค์กรในชุมชน เช่น ประเภทของกลุ่ม กิจกรรม สถานะทางการเงิน และหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนรวมถึงทิศทางหรือนโยบายการพัฒนากลุ่มในอนาคต มีการถอดบทเรียน ของกลุ่ม เช่น ถอดบทเรียนกองทุนหมู่บ้าน จากการจัดทำ ศูนย์ข้อมูลชุมชน ได้ทำ ให้ชุมชนสามารถนำ ข้อมูลที่จัดเก็บเป็นฐานข้อมูลชุมชนมาใช้ ประโยชน์ ในด้านหลักที่สำ คัญ อยู่หลายด้าน รวมถึงด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปัญหาหลักของชุมชน การใช้ ข้อมูลเพื่อนำ ไปแก้ไขปัญหาในชุมชน มีรายละเอียดดังนี้ 1. สามารถใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้เกิดประโยชน์ในปัจจุบัน เช่น การจัดทำ ฐานข้อมูลทำ ให้พบว่า ในอดีตคนในชุมชนมีภูมิปัญญา ในการรักษาโรคบางโรค ซึ่งภูมิปัญญาดังกล่าวยังคงใช้ได้ผลมาถึงปัจจุบัน ดังนั้น คนในชุมชนจึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการ เข้ารับการรักษา และค่าใช้จ่ายจากการเดินทางเข้าไป ในตัวเมือง 2. เรื่องทุนทางสังคม ชุมชนบ้านบ่อลูกรังค้นพบว่าชุมชนของตนมีทุนทางสังคมที่ดี ซึ่งสามารถ ใช้ทุนทางสังคมมาเป็นแนวทาง ในการพัฒนาชุมชนได้ 3. การจัดทำ ฐานข้อมูลทำ ให้ชุมชนได้รับรู้ความเคลื่อนไหวต่าง ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อชุมชน เช่น จากการจัดเก็บข้อมูลของกลุ่ม และองค์กรภายในชุมชน จากองค์การบริหารส่วนตำ บลเข้ามาพัฒนาชุมชน ทำ ให้ชุมชนไม่พลาดโอกาสในการได้รับงบประมาณ 4. การได้มีโอกาสใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ การพึ่งพาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเรื่องสำ คัญ แต่ขณะเดียวกันก็ต้องก้าวให้ทัน วิวัฒนาการของโลก งบประมาณของบ้านบ่อลูกรังบางส่วนนำ มาซื้อเครื่อง คอมพิวเตอร์และกล้องดิจิทัลเพื่อใช้งานในชุมชน กระบวนการเริ่มต้นหรือการก่อรูป ขององค์กรชุมชนเพื่อจัดทำ ข้อมูล ชุมชนของชุมชนบ้านบ่อลูกรัง นิตนิยสาร หน้าน้ 43 จาก 118


วันนี้นิตยสาร WORLD WIDEจะพาทุกคนไปพบกับสถานที่ท่องเที่ยวทั่วโลกที่ทางเรา ได้คัดมาแล้วเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีข้อมูลของสิ่งของที่ต้องเตรียมไปและรายละเอียดของแต่ละประเทศ TRAVEL AROUND THE WORLD นิตนิยสาร หน้าน้ 44 จาก 118


ารเดินทางไปรอบโลกนับว่าเป็นความใฝ่ฝัน ของใครหลายต่อหลายคน ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตอยากจะท่องเที่ยวเปิดหูเปิดตา มองเห็นสิ่งที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน ได้เรียนรู้และสัมผัสกับวัฒนธรรมที่หลากหลาย รวมถึงได้มองเห็นโลกที่กว้างมากขึ้น แต่การจะเดินทางรอบโลกนั้นต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงมาก อย่างไรก็ตาม การเดินทางแบบแบ็คแพ็ก ก็ประหยัดเงินไปได้เยอะเลยทีเดียว เตรียมตัว เตรียมใจ แล้วไปท่องโลก เลือกไปประเทศ ที่ค่าครองชีพไม่สูงมาก ควรหาข้อมูลและเปรียบเทียบค่าครองชีพของแต่ละประเทศดูก่อน ว่าเรามี ความสามารถในการจ่ายมากน้อยแค่ไหน และประเทศไหนเหมาะสมกับงบประมาณ หลังจากนั้นค่อยตัดสินใจ นำ ไปเฉพาะ สัมภาระที่จำ เป็นจริง ๆ เท่านั้น ก เช่น อะแดปเตอร์, กล้องถ่ายรูป, ของใช้ส่วนตัวจำ พวกแปรงสีฟัน ยาสีฟัน, หนังสือเดินทาง และ เอกสารสำ คัญต่าง ๆ ฯลฯ พกหนังสือเดินท่องเที่ยว/แผนที่/ รายละเอียดของประเทศนั้น ๆ ข้อมูลจากหนังสือเหล่านี้จะทำ ให้ทราบข้อมูลเบื้องต้น เช่น อัตราการแลกเปลี่ยนเงิน อัตราค่าบริการแท็กซี่ ราคาอาหารโดยประมาณ แผนที่รวมถึงวิธีการเดินทาง ไปยังจุดต่าง ๆ ทำ ประกันภัย การเดินทางต่างประเทศ ต้องทำ ประกันก่อนไปด้วยเพราะถ้าเกิด อุบัติเหตุหรือป่วย ค่ารักษาพยาบาลที่ต่างประเทศสูงมาก เดินทางโดยใช้บริการ รถบัสหรือรถไฟ TRAVEL AROUND THE WORLD นิตนิยสาร หน้าน้ 45 จาก 118


เลือกจองเที่ยวบินราคาถูก เช็กโปรโมชั่นของแต่ละสายการบินได้ดีก่อน เพราะว่าช่วง LOW SEASON ราคาตั๋วจะถูกกว่าช่วง HIGH SEASON มาก เลือกซื้ออาหาร ตามร้านข้างทาง ราคาถูกกว่านั่งกินตามร้าน เป็นไหน ๆ นอกจากจะ เป็นการประหยัดค่าอาหาร แล้ว ยังได้สัมผัสถึงวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของผู้คนใน ชุมชนอีกด้วยแบ่งปันแผนการเดินทาง ของเรากับใครสักคน เป็นความคิดที่ดีเสมอที่จะแบ่งปันแผนการ เดินทางของเรากับเพื่อนหรือสมาชิกใน ครอบครัวที่ไว้ใจได้ ด้วยวิธีนี้ จะมีคนรู้ว่า เราอยู่ที่ไหน และสามารถติดต่อเราได้หาก จำ เป็น เรียนรู้วัฒนธรรมของ ประเทศปลายทางการเรียนรู้วัฒนธรรมต่างชาติเป็นมารยาท อย่างหนึ่ง ที่นักท่องเที่ยวทุกคนต้องเรียนรู้ก่อนเสมอ ตัวอย่าง การขึ้นรถโดยสารประจำ ทางบางประเทศต้องต่อแถวขึ้น-ลง รถอย่างระเบียบ หรือการเรียกพนักงาน เสิร์ฟในร้านอาหารบางประเทศในยุโรปคุณ ต้องไม่โบกมือไปมาคำ นวนค่าใช้จ่ายในทริป และกำ หนดงบประมาณ คำ นวนงบประมาณสำ หรับค่ากินค่าใช้จ่ายอื่นๆสำ หรับค่ากินให้วางงบเป็นมื้อๆ โดยอิงจากค่าครองชีพ ยกตัวอย่าง ไปประเทศค่าครองชีพ สูงให้วางงบมื้อละ 500 - 1,000 บาท ไปในประเทศค่าครองชีพต่ำ วางมื้อล่ะ 300 - 500 บาทหรือจะวางต่ำ กว่านี้ก็ได้แล้วแต่ตัวบุคคลจากนั้นให้ดูว่าสถานที่เที่ยวที่จะไปมีที่ไหนเก็บค่า เข้าชมสถานที่แล้วเอามาบวกรวมกันเป็นงบเข้าชมสถานที่ เตรียมงบหลวมๆ ไปเผื่อกรณีช๊อป ปิ้งและเรื่องไม่คาดฝัน เช่นนั่งรถไฟฟ้าผิด หลงทาง TRAVEL AROUND THE WORLD นิตนิยสาร หน้าน้ 46 จาก 118


LIST ของสำ คัญ ก่อนออกทริปทั่วโลก 1 พาสปอร์ตและเอกสาร สำ คัญต่าง ๆ 2 ที่แปลงหัวปลั๊กไฟ 3 เสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว 4 ซิมเพื่อใช้งานต่างประเทศ 5 ยาประจำ ตัว 6 บัตรเครดิตหรือ บัตรเดบิต 7 ประกันการเดินทาง 8 อุปกรณ์แปลภาษา กล้องถ่ายรูป 9 พลาสเตอร์ยา 10 TRAVEL AROUND THE WORLD นิตนิยสาร หน้าน้ 47 จาก 118


ที่เที่ยวทั่วโลก คัดมาแล้วว่าดี TRAVEL AROUND THE WORLD นิตนิยสาร หน้าน้ 48 จาก 118


ECUADOR กิจกรรมที่ต้องทำ บนหมู่เกาะกาลาปากอส 1. ปีนเขา : ได้สัมผัสกับธรรมชาติแบบใกล้ชิด ขึ้นไปอีก รวมทั้งพืชพรรณต่าง ๆ ที่หาดูได้ที่นี่ที่ เดียว 2. ดำ น้ำ : กิจกรรมที่ดึงดูดผู้มาเยือนมาก ที่สุดคงจะหนีไม่พ้นการว่ายน้ำ ชมแนวปะการัง อันสมบูรณ์ และเรียนรู้โลกใต้ทะเลแบบไม่มีเบื่อ 3. ส่องสัตว์ : สัตว์บางชนิดก็ไม่ได้ออกมา เพ่นพ่านให้เราเห็นกันง่าย ๆ ซึ่งคุณจำ เป็นจะต้อง เดินทางไปสำ รวจสักหน่อย โดยเฉพาะเต่าบก ยักษ์ที่รอให้คุณมาเห็นกับตาในป่าซานตาครูซและ ป่าอื่น ๆ 4. ล่องเรือ : การล่องเรือจากเกาะโน้นมาเกาะ นี้ จะทำ ให้คุณได้เห็นสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย รวม ทั้งชายหาดที่สวยงามด้วย สวรรค์ของนักผจญภัย และผู้หลงไหลในธรรมชาติ เกาะกาลาปากอส(GALÁPAGOS ISLANDS) ประเทศเอกวาดอร์ สถาน ที่ที่ถือเป็นสวรรค์ของนักท่องเที่ยวผู้ หลงไหลการผจญภัย ที่นี่มีความหลาก หลายทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นหมู่เกาะ กาลาปากอสน้อยใหญ่หรือสารพัดสัตว์ที่ หาดูยากมีเฉพาะที่เกาะกาลาปากอส เท่านั้น จึงไม่แปลกใจว่าทำ ไมที่นี่ถึงเป็น อีกหนึ่งจุดหมายที่เหล่านักท่องเที่ยว มากมายอยากเดินทางมาสัมผัสด้วยตา ตัวเองสักครั้ง หมู่เกาะกาลาปากอส เป็นส่วนหนึ่งของ อุทยานแห่งชาติกาลาปากอส ประเทศ เอกวาดอร์ ที่อยู่ในแทบทวีปอเมริกาใต้ เกิดจากการสะสมตัวของลาวาภูเขาไฟ เมื่อหลายล้านปีก่อนทับถมจนเป็นเกาะ กาลาปากอสในปัจจุบัน หมู่เกาะกาลาปากอส เป็นที่รู้จักอย่าง แพร่หลายมากขึ้นเมื่อครั้งที่นักธรรมชาติ วิทยาชาวอังกฤษ ชาลส์ ดาร์วิน ได้เดิน ทางมาที่เกาะแห่งนี้ ซึ่งเขาใช้เวลา 19 วันในการแวะไปที่ 4 เกาะใหญ่ได้แก่ เกาะ แชแทม เกาะชาลส์ เกาะอัลเบอร์มาร์ล และเกาะเจมส์ เพื่อเก็บตัวอย่างรวมถึงการสังเกตลักษณะ ทางพฤกษศาสตร์และสัตววิทยาจนนำ ออก มาตีพิมพ์เป็นหนังสือ THE ORIGIN OF SPECIES BYMEANS OF NATURAL SELECTION ในปี 1859 โดยดาร์วินได้ เรียกหมู่เกาะแห่งนี้ว่าห้องปฏิบัติการ วิวัฒนาการที่มีชีวิต รู้ไว้ก่อนไป หมู่เกาะกาลาปากอส นักท่องเที่ยวชาวไทยที่จะเดินทางมากาลาปากอส ไม่ต้องขอวีซ่า สามารถอยู่ได้ สูงสุด 90 วันที่นี่ใช้สกุลเงิน ดอลลาร์สหรัฐ (USD) แนะนำ ว่าควรแลกแบงก์ย่อยเพื่อสะดวกใน การใช้จ่ายหมู่เกาะกาลาปากอส มี HIGH SEASON อยู่ 2 ช่วง มิถุนายน – สิงหาคม และช่วงคริสต์มาส – ปีใหม่ เนื่องจากหมู่เกาะกาลาปากอสมีสัตว์โลกมากมาย เพื่อความปลอดภัย แนะนำ ว่าอย่า เข้าใกล้สัตว์มากจนเกินไป ทางที่ดี อย่าแตะต้องตัวสัตว์เลยน่าจะดีกว่าของฝากนักแชะ งดใช้แฟลชในการถ่ายภาพการเดินทาง ในประเทศไทยยังไม่มีสายการบินใดที่ให้บริการบินตรงระหว่างกรุงเทพฯ-เอกวาดอร์ ดังนั้น จะต้องขึ้นเครื่องบินไปลงที่อัมเตอร์ดัม จากนั้นต่อเครื่องไปลงสนามบินกีโต (QUITO)หรือเมืองกวายากิล (GUAYAQUIL) ใน เอกวาดอร์ แล้วจึงต่อเรือไปยังเกาะ ซึ่งหากคุณต้องการทัวร์หลายเกาะคงต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ เพราะแต่ละเกาะค่อนข้างไกลกัน จึงต้องใช้เวลาพอสมควรเลย TRAVEL AROUND THE WORLD นิตนิยสาร หน้าน้ 49 จาก 118


พายเรือแคนนู บางรีสอร์ทก็มีเรือถีบแบบ บ้านเราให้บริการ การนั่งเรือชมฝูงปลาโลมา ฉลามวาฬ ดำ น้ำ ลึก (SCUBA DIVING) สำ หรับการ ดำ น้ำ แบบ SCUBA อาจจะต้องเช็คกับทาง รีสอร์ทว่าต้องมีบัตรสำ หรับดำ น้ำ ไหม หรือ ต้องเคยมี ประสบการณ์การดำ น้ำ มาก่อนไหม ล่องเรือชมพระอาทิตย์ตกดิน ตกปลาฤดูกาล และสภาพอากาศที่มัที่มัลดีฟส์ REPUBLIC OF MALDIVES ใครๆก็อยากไป มัลดีฟส์ มัลดีฟส์ มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สาธารณรัฐ มัลดีฟส์ หรือคนทั่วไปจะเรียกว่า หมู่เกาะมัลดีฟส์ ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งหมู่เกาะมัลดีฟส์ ก็มีมากเกือบๆ 2,000 เกาะเลยทีเดียวแต่เกาะที่จะ ตั้งเป็นรีสอร์ทได้ ใช้ชีวิตอยู่บนเกาะได้ก็มีเพียงแค่ ประมาณ250 เกาะเท่านั้นแหละซึ่งประมาณ 100 เกาะถูกพัฒนาให้เป็นรีสอร์ทและสถานที่พักผ่อน มัลดีฟส์ไม่จำ เป็นต้องใช้วีซ่า สามารถอยู่ได้ไม่เกิน 30 วัน และอายุของ PASSPORT ต้องไม่ต่ำ กว่า 6 เดือนก่อนการเดินทาง มัลดีฟส์มีเกาะเต็มไปหมด มีกลุ่มหมู่เกาะปะการัง ที่เรียกว่า อะตอล (ATOLL) เป็นพันเกาะ มีเกาะ ที่มีประชากรอาศัยอยู่ประมาณสองร้อยเกาะ และ มีเกาะที่เป็นรีสอร์ทประมาณเจ็ดสิบกว่าเกาะ ดัง นั้น เฉพาะส่วนที่เป็นรีสอร์ทรวมๆ แล้วที่มีให้ เลือกก็มีเกือบร้อยเกาะ หนึ่งเกาะคือหนึ่งรีสอร์ท เป็นรีสอร์ทในฝันที่ได้ความเป็นส่วนตัวแบบสุดๆ แต่ละแห่งก็มีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ ความสะดวกสบายก็มีให้ครบ ความหรูหราก็มี หลากหลายระดับให้เลือกตามงบประมาณ ที่พักที่ มีทั้งห้องพักริมชายหาด หรือจะเป็นห้องพัก กลางน้ำ มองเห็นวิวทะเลก็เลือกได้ตามต้องการ ไปมัลดีฟส์ไปทำ อะไรบ้าง ฤดูกาลในมัลดีฟส์จะแบ่งเป็น 2 ช่วง คือHIGH SEASON : ฤดูร้อน (พฤศจิกายน – เมษายน) ซึ่งเป็นช่วงฤดูท่องเที่ยว สภาพ อากาศช่วงนี้จะสดใส ท้องฟ้าโปร่ง แต่มา เที่ยวช่วงนี้ก็ต้องรับการราคาห้องพักที่แพง กว่าช่วงปกติ LOW SEASON : ฤดูฝน (พฤษภาคม – ตุลาคม) เป็นช่วงที่มีฝนตกชุก แต่ฝนตกที่ มัลดีฟส์ จะตกไม่นาน มาก ถ้าเทียบกับราคา ที่พักที่ถูกลง และคนไม่เยอะแล้ว ก็ถือว่าคุ้ม ค่าคุ้มราคาอยู่ การเดินทางในมัลดีฟส์ ไปยังรีสอร์ทต่างๆ เนื่องจากมัลดีฟส์นั้นมีสภาพภูมิประเทศเป็นหมู่ เกาะ และรีสอร์ทต่างๆ ส่วนมากจะ กระจัดกระจายตามหมู่เกาะต่างๆ โดยการเดิน ทางไปยังรีสอร์ทจะสามารถเดินทางได้ 3 รูป แบบ 1. SPEEDBOAT การเดินทางด้วยเรือสปีดโบ๊ทจะใช้สำ หรับรีสอร์ท ที่อยู่ในกลุ่มมาเล่อะตอล (MALE ATOLL) ที่ ไม่ได้ใกล้จากสนามบินมากนัก ระยะไม่เกิน 40 KM. 2. SEAPLANE จะเหมาะสำ หรับการเดินทางที่ห่างจากสนามบิน ออกไปตั้งแต่ 40 – 100 กิโลเมตร จะมี 2 บริษัทที่ให้บริการคือ MALDIVIAN AIR TAXI และ TRANS MALDIVIAN AIRWAYS 3. DOMESTIC FLIGHT จะเหมาะสำ หรับรีสอร์ทที่ห่างจากสนามบินเกิน 100 กิโลเมตร โดยจะไปจอดที่สนามบินเล็ก แล้วไปต่อ SPEEDBOAT อีกที TRAVEL AROUND THE WORLD นิตนิยสาร หน้าน้ 50 จาก 118


Click to View FlipBook Version