แผนการจัดการเรียนรู้
รายวิชาฟิสกิ ส์เพ่มิ เติม 3 ว32201
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1/2565
โรงเรยี นปทมุ เทพวทิ ยาคาร
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 4
เรื่อง แสงเชงิ รงั สี
จดั ทาโดย
นางสาวจันทร์ฉาย แสนยนั
รหัสนักศึกษา 62040113110
สาขาวชิ าวิทยาศาสตร์ทั่วไปและฟิสิกส์
คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏอดุ รธานี
แผนการจัดการเรียนรู้
วิชาฟิสกิ สเ์ พ่มิ เติม 3 ว32201
กลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 4 เร่ือง แสงเชิงรังสี
ระดับชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 5
โรงเรียนปทุมเทพวทิ ยาคาร
นางสาวจนั ทร์ฉาย แสนยนั
รหสั ประจำตัวนกั ศึกษา 62040113110
สาขาวชิ าวทิ ยาศาสตร์ทัว่ ไปและฟสิ ิกส์
การฝึกปฏิบตั กิ ารสอนในสถานศึกษา 1
รายวิชา ED16401 (INTERNSHIP IN SCHOOL 1)
คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั อุดรธานี
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565
ก
คำนำ
แผนการจดั การเรียนร้เู ล่มน้ี จัดทำขึน้ เพอ่ื เป็นเอกสารคมู่ ือประกอบการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้
รหัสวชิ า ว32201 รายวชิ า ฟสิ ิกส์ 3 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 5 หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 4 เรือ่ ง แสงเชงิ รังสี ภาคเรยี นท่ี 1
ปีการศึกษา 2565 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
โดยจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) จำนวน 9 แผน ในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้
ประกอบด้วย ผลการเรียนรู้ สาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบ
สืบเสาะหาความรู้(5E) สอ่ื และแหล่งการเรยี นรู้ และการวัดและประเมนิ ผลและบันทกึ หลังการจดั การเรยี นรู้
แผนการจัดการเรียนรู้เล่มนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สำหรับวางแผนการจัดการเรียนรู้ การเตรียมการสอน และการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้
ให้เป็นไปอยา่ งมีประสิทธภิ าพและประสทิ ธผิ ล และยังชว่ ยยกระดับมาตรฐานด้านวชิ าการให้สูงขึ้นอีกดว้ ย
ผจู้ ดั ทำหวงั เปน็ อย่างยิ่งวา่ แผนการจดั การเรียนร้เู ล่มนีจ้ ะเป็นประโยชนต์ อ่ การเรยี นการสอนอยา่ งแทจ้ รงิ
จันทร์ฉาย แสนยนั
16 ตลุ าคม 2565
ข
สารบัญ
เรือ่ ง หนา้
คำนำ…………………………………………………………………………………………………………………………………………………….. ก
สารบญั ……………………………………………………….…………………………………………………………………………………………. ข
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 24 ………………………………………………………………………………………………………… 1
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 25 …………………………………………………….………………………………………………… 17
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 26 .................................................................................................................... 34
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 27 .................................................................................................................... 50
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 28 …………………………………….………………………………………………………………… 65
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 29 .................................................................................................................... 78
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 30 .................................................................................................................... 98
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 31 .................................................................................................................. 118
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 32 .................................................................................................................. 132
1
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 24
โดยจัดกจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
รหัสวชิ า ว 32201 วิชา ฟสิ ิกส์ ช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 11 เรือ่ ง แสงเชิงรงั สี แผนการจดั การเรยี นรู้เร่อื ง การสะทอ้ นของแสง
เวลา 3 ช่ัวโมง
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ผู้สอน นางสาวจนั ทร์ฉาย แสนยัน
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โรงเรยี นปทุมเทพวิทยาคาร
1. ผลการเรียนรู้
สาระฟสิ กิ ส์
เขา้ ใจการเคล่ือนทแ่ี บบฮาร์มอนกิ อยา่ งง่าย ธรรมชาติของคล่ืน เสียงและ การได้ยิน ปรากฏการณ์ทเี่ ก่ียวข้องกับ
เสียง แสงและการเหน็ ปรากฏการณ์ ท่เี กย่ี วข้องกับแสง รวมทัง้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์
ผลการเรียนรู้
ทดลองและอธิบายการสะท้อนของแสงทีผ่ วิ วตั ถตุ ามกฎการสะทอ้ น เขียนรังสีของแสงและคำนวณตำแหนง่ และ
ขนาดภาพของวัตถเุ มื่อแสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมทั้งอธิบายการนำความรู้เร่ืองการ
สะท้อนของแสงจากกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลมไปใช้ประโยชนใ์ นชีวิตประจำวัน
2. สาระสำคัญ
กระจกเงาทรงกลมทำดว้ ยวสั ดทุ สี่ ามารถสะท้อนแสงได้ดเี ช่นเดียวกับกระจกเงาราบ กระจกเงาทรงกลม
มี 2 ชนิด คือ กระจกโคง้ เว้า (concave mirror) และกระจกโค้งนนู (convex mirror) เมื่อวางวตั ถุหนา้ กระจกเงา
ทรงกลมจะเกดิ ภาพของวตั ถุ โดยตำแหน่ง ขนาดและชนิดของภาพท่เี กดิ ขึ้นหาได้จาก การเขยี นรังสีของแสงและ
การคำนวณโดยใช้รูปแบบสมการ 1 = 1 + 1
f s S′
3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
- นกั เรียนสามารถอธบิ ายการสะท้อนของแสง และกฎการสะท้อนของแสงได้
3.2 ดา้ นทักษะและกระบวนการ (P)
- นักเรียนสามารถทดลองและอธบิ ายการสะท้อนของแสงและกฎการสะท้อนของแสงได้
3.3 ดา้ นคุณลกั ษณะ (A)
- นักเรยี นมคี วามมุ่งมน่ั ตัง้ ใจในการจดั กิจกรรมและการเรยี นการสอน
2
4. สาระการเรียนรู้
เมือ่ แสงตกกระทบผิววัตถุ จะเกดิ การสะท้อน ซึง่ เปน็ ไปตามกฎการสะทอ้ น
วตั ถทุ ่ีอย่หู นา้ กระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม จะเกดิ ภาพทส่ี ามารถหาตำแหนง่ ขนาดและชนดิ
ของภาพท่เี กิดขนึ้ ไดจ้ ากการเขยี นภาพของรงั สีแสงหรือการคำนวณจากสมการ
กรณกี ระจกเงาราบ s′ = s
กรณกี ระจกเงาทรงกลม 1 = 1 + 1 และ M = y′
f s S′ y
5. สมรรถนะ
5.1 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกดิ ในแผนการจัดการเรยี นรู้น)ี้
1) ความสามารถในการส่ือสาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา
4) ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียนของโรงเรียนมาตรฐานสากล
1) เป็นเลศิ ทางวชิ าการ
2) สอื่ สารได้อย่างน้อย 2 ภาษา
3) ลำ้ หนา้ ทางความคดิ
4) ผลติ งานอยา่ งสรา้ งสรรค์
5) ร่วมกันรบั ผิดชอบต่อสังคมโลก
6. คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ 5) อยู่อย่างพอเพยี ง
คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A) 6) มงุ่ ม่ันในการทำงาน
1) รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์ 7) รักความเปน็ ไทย
2) ซ่อื สัตย์ สุจรติ 8) มจี ิตสาธารณะ
3) มีวนิ ัย
4) ใฝเ่ รียนรู้
7. การบูรณาการตามพระราชบัญญตั ิการศึกษาแห่งชาติ
บูรณาการกบั หลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
หลักความพอประมาณ
3
หลกั ความมเี หตุผล
หลักการมีภมู คิ ุ้มกนั
เง่อื นไขความรู้
เงือ่ นไขคุณธรรม
บรู ณาการกบั การจัดการศกึ ษาเพื่ออาชีพ
บรู ณาการกับหลักสูตรต้านทจุ รติ ศกึ ษา
การคิดแยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์ส่วนตนและผลประโยชนส์ ว่ นรวม
ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทุจริต
STRONG : จติ พอเพยี งต้านทจุ ริต
พลเมอื งกบั ความรบั ผิดชอบต่อสังคม
บรู ณาการขา้ มกลมุ่ สาระการเรียนรู้
(ระบุ)……………………………………………………………………............................................................................
............................................................................................................................. ..............
อื่น ๆ
(ระบุ)……………………………………………………………………............................................................................
............................................................................................................................. ..............
8. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขั้นสรา้ งความสนใจ (Engagement)
1. ครนู ำเข้าสู่บทเรยี นดว้ ยกจิ กรรมสาธิต โดยให้นกั เรยี นสงั เกตการสะท้อนของแสงเม่ือฉายสงจากเลเซอร์หรือไฟ
ฉายไปยังกระจกเงาราบ จากนัน้ ครูใช้คำถามกระตนุ้ ความสนใจของนักเรียน วา่ ขนาดของมุมตกกระทบและขนาด
ของมุมสะท้อนทเ่ี กดิ จากรงั สีของแสงที่ตกกระทบและสะท้อนบนกระจกเงาราบ มีความสัมพันธก์ ันอย่างไร โดยครู
เปดิ โอกาสให้นักเรยี นตอบได้อย่างอิสระ
ข้นั สำรวจและคน้ หา (Exploration)
2. ครูแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆละ 8 คน โดยคละความสามารถเพื่อปฏบิ ตั กิ ิจกรรม การสะทอ้ นของแสง
3. ครูชแี้ นะวิธีการปฏิบตั กิ ารทดลอง จากน้นั ใหน้ ักเรียนลงมอื ปฏบิ ตั ิกจิ กรรม การสะท้อนของแสง
ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรุป (Explanation)
4. ครสู ุม่ ตวั แทน 1 กลมุ่ ออกมานำเสนอผลการทำกิจกรรม
5. ครูและนักเรียนร่วมกนั อภิปรายผลการทำกิจกรรม จนสรปุ ได้วา่
4
“การสะท้อนของแสงเปน็ ไปตามกฎการสะท้อนของแสง คือ
1. มมุ ตกกระทบและมุมสะท้อนมคี า่ เท่ากันเสมอ
2. รงั สีตกกระทบ รังสสี ะท้อน และเสน้ แนวฉากอย่ใู นระนาบเดยี วกันเสมอ
การสะท้อนของแสงในกรณผี ิวสะท้อนมีความขรุขระ ผวิ สะทอ้ นนนู และผวิ สะท้อนเวา้ ยงั คงเปน็ ไปตามกำ
การสะท้อนของแสง”
ข้นั ขยายความรู้ (Elaboration)
6. ครูอธบิ ายเพิม่ เตมิ เกี่ยวกับการสะท้อนของแสง
ข้อควรรู้เพมิ่ เติมเกย่ี วกบั การสะท้อนแสง
1. ถ้ารังสีตกกระทบตกต้งั ฉากกบั ผิวของวตั ถุ รงั สีสะท้อนจะสะท้อนย้อนแนวเดมิ ออกมาโดยตลอด
2. หากรังสสี ะทอ้ นอย่างน้อย 2 เส้น มาตดั กันจะเกดิ ภาพของวตั ถตุ น้ กำเนิดแสงขนึ้ ณ.จุดตัดนัน้
ระยะจากใจกลางผิวตกกระทบถงึ วตั ถุ เรยี ก ระยะวตั ถุ (s)
ระยะจากใจกลางผิวตกกระทบถึงภาพ เรยี ก ระยะภาพ ( s')
5
ขั้นประเมิน (Evaluation)
7. ครใู หน้ กั เรียนทำแบบฝกึ หัด เรอ่ื งการสะท้อนของแสง
8. ครตู รวจผลการทำกิจกรรม การสะท้อนของแสง
10. ส่ือการเรยี นรู้และแหล่งการเรยี นรู้
1. แบบฝึกหดั เรอ่ื ง การสะท้อนของแสง
2. อุปกรณ์และใบกิจกรรม การสะทอ้ นของแสง
3. หนังสอื สสวท. รายวชิ าเพมิ่ เตมิ วทิ ยาศาสตร์ ฟสิ ิกส์ 5 เลม่ 3
4. หนงั สือเรยี น ฟิสกิ ส์ ม.5 เลม่ 1
5. อนิ เทอร์เน็ต
6. หอ้ งสมดุ
11. การวดั และประเมินผล
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ วิธกี าร เครอ่ื งมือท่ีใช้ เกณฑ์
ใบกจิ กรรม นกั เรียนสามารถตอบ
ดา้ นความรู้ (K) ตรวจคำถามท้าย ไดถ้ ูกต้อง
แบบฝึกหัด รอ้ ยละ 80
นักเรยี นสามารถอธบิ ายรูปแบบการ กจิ กรรม นักเรยี นสามารถทำ
แบบประเมนิ พฤตกิ รรม แบบฝกึ หดั ได้ถูกต้อง
เล้ียวเบนของแสงผ่านเกรตติงได้ รอ้ ยละ 80
ดา้ นทกั ษะและกระบวนการ (P) ตรวจแบบฝกึ หดั มีคุณลักษณะอันพงึ
ประสงค์ ไดร้ ะดับดี
นักเรียนสามารถคำนวณหาปรมิ าณตา่ ง ๆ ที่ ผ่านเกณฑ์
เกย่ี วขอ้ งกบั การเลี้ยวเบนของแสงผ่านเกรต
ติงได้ สังเกตพฤติกรรม
ดา้ นคุณลกั ษณะ (A)
นักเรียนมีความมุง่ มนั่ ตง้ั ใจในการจัด ในช้นั เรยี น
กิจกรรมและการเรียนการสอน
6
7
8
9
ภาคผนวก
หมายเหตุ ภาคผนวกประกอบด้วย
1. สื่อการเรียนรู้ เชน่ ใบความรู้ ใบกิจกรรม ใบงาน แบบฝึกทกั ษะ เป็นตน้ (เฉพาะท่ีปรากฎในแผนการ
จัดการเรียนรนู้ ี้)
2. เคร่อื งมือที่ใชว้ ดั ผลประเมนิ ผล เชน่ แบบทดสอบก่อนเรียน / หลงั เรยี น แบบประเมินทักษะ
กระบวนการ แบบประเมินคุณลักษณอนั พึงประสงค์ เป็นต้น (เฉพาะท่ปี รากฎในแผนการจดั การเรียนร้นู ี้)
3. เกณฑ์การวัดผลประเมินผล เช่น เกณฑ์การใหค้ ะแนนดา้ นทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์
เกณฑ์การให้คะแนนดา้ นคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ เป็นต้น (เฉพาะท่ปี รากฎในแผนการจดั การเรยี นรู้น้ี)
10
แบบบนั ทกึ การประเมนิ ผลพฤติกรรม
พฤติกรรม / ระดับคะแนน
ความสนใจ การมีส่วน การตอบ การยอมรับ ทำงาน
ลำดับ ชื่อ – สกลุ ในการทำ รว่ มในการ คำถาม ฟังความ ตามที่ไดร้ บั รวม
ที่ กิจกรรม แสดงความ คิดเห็นผ้อู น่ื มอบหมาย
คิดเหน็
3 3 3 3 3 15
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
11
เกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมินพฤติกรรม
รายการประเมนิ เกณฑก์ ารให้คะแนน
1. ความสนใจในการทำกิจกรรม 321
2. การมสี ว่ นรว่ มในการแสดงความ สนใจในทกุ กจิ กรรม สนใจบางกิจกรรม สนใจกจิ กรรมเพยี ง
คดิ เห็น
3. การตอบคำถาม เลก็ นอ้ ย
4. การยอมรบั ฟงั ความคดิ เห็นของผู้อ่ืน
แสดงความคิดเห็นอยา่ ง แสดงความคิดเหน็ บางครั้ง แสดงความคิดเหน็ บา้ ง
5. ทำงานตามท่ีไดร้ บั มอบหมาย
สมำ่ เสมอ เลก็ น้อย
ตอบคำถามอยา่ งสมำ่ เสมอ ตอบคำถามบางคร้ัง ตอบคำถามเล็กนอ้ ย
รับฟังความคดิ เห็นของ รบั ฟังความคดิ เห็นของ รับฟังความคดิ เหน็ ของ
ผอู้ ืน่ อย่างสม่ำเสมอ ผอู้ ื่นเปน็ บางคร้ัง ผู้อืน่ เพยี งเล็กน้อย
ทำงานท่ีไดร้ ับมอบหมาย ทำงานที่ได้รบั มอบหมาย ทำงานที่ไดร้ ับมอบหมาย
ครบทกุ งาน บางงาน เล็กนอ้ ย
เกณฑก์ ารประเมนิ คะแนนเตม็ 15 คะแนน
คะแนน 13 - 15 หมายถึง ดี
คะแนน 9 - 12 หมายถงึ ปานกลาง
คะแนน 5 - 8 หมายถึง ปรับปรุง
12
กิจกรรม การสะท้อนของแสง
จดุ ประสงค์
เพือ่ ศึกษาระนาบของรงั สีตกกระทบ รังสสี ะท้อน และเสน้ แนวฉาก และความสมั พนั ธร์ ะหวา่ ง
มุมตกกระทบและมมุ สะท้อน
เวลาทใ่ี ช้
30 นาที
วสั ดแุ ละอปุ กรณ์
1. ชุดกลอ่ งแสง 1 ชุด
2. หม้อแปลงโวลตต์ ่ำขนาด 12 โวลต์ 1 เครอ่ื ง
3. แท่งพลาสตกิ สเ่ี หลี่ยมผืนผา้ 1 แทง่
4. ผวิ สะท้อนเวา้ และนนู 1 อัน
5. ครึ่งวงกลมวัดมุม 1 อัน
6. กระดาษขาว 1 แผ่น
วธิ ดี ำเนินกิจกรรม
1. ตอ่ หลอดไฟฟ้าของกล่องแสงเขา้ กบั หมอ้ แปลงโวลต์ตำ่ ขนาด 12 โวลต์
2. วางกระดาษขาวหน้ากล่องแสง จากนั้นใส่แผ่นช่องแสงที่มี 1 ช่อง ที่หน้ากล่องแสง แล้วจัดให้ลำแสง
ขนานกบั ระนาบของกระดาษ
3. วางแผน่ พลาสตกิ ส่ีเหล่ียมผนื ผ้าหน้ากล่องแสง โดยให้หน้าขนุ่ ทาบกบั กระดาษบนโต๊ะ ดังรูป
4. ลากเสน้ ตรงแทนแนวของของแท่งพลาสติก
5. จัดกล่องแสงให้ลำแสงตกกระทบผิวของแท่งพลาสติกโดยทำมุม 30 องศา กับผิวของแท่งพลาสติก เปิด
หม้อแปลงโวลต์ตำ่ เพอ่ื ใหก้ ล้องแสงทำงาน สงั เกตแสงทีส่ ะท้อนกับผวิ ของแท่งพลาสติก
6. ลากรงั สตี กกระทบ รังสสี ะท้อน และเส้นแนวฉาก จากน้ัน วัดมมุ ตกกระทบและมมุ สะทอ้ น
7. ทำซ้ำขอ้ 5-6 โดยเปล่ยี นมมุ ตกกระทบอกี 2 คา่
8. ทำซ้ำข้อ 3-7 โดยเปลีย่ นแทง่ พลาสติกเป็นผิวสะท้อนเวา้ และผิวสะท้อนนูน ตามลำดบั
13
บนั ทกึ ผลการทดลอง
วาดภาพการสะท้อนของแสงโดยแทง่ พลาสตกิ สเี่ หล่ียมผืนผ้า
วาดภาพการสะทอ้ นของแสงโดยผิวสะท้อนเว้า
วาดภาพการสะท้อนของแสงโดยผิวสะทอ้ นนูน
ตารางบนั ทึกผล มมุ 30 องศา มมุ 45 องศา มุม 60 องศา
มุมตก มุมสะท้อน มุมตก มมุ สะท้อน มุมตก มมุ
ชนดิ วัตถุ กระทบ (องศา) กระทบ (องศา) กระทบ สะทอ้ น
(องศา) (องศา) (องศา) (องศา)
แทง่ พลาสติก
สเี่ หลี่ยมผืนผา้
วัตถุผิวสะทอ้ นเวา้
วตั ถผุ ิวสะท้อนนูน
14
สรุปผลการทำกจิ กรรม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คำถามท้ายกจิ กรรม
1. รงั สีตกกระทบ รงั สสี ะท้อน และเสน้ แนวฉากอยูใ่ นระนาบเดียวกนั หรือไม่
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. มมุ ตกกระทบและมมุ สะท้อนทผี่ ิวสะทอ้ นของแท่งพลาสตกิ เท่ากนั ทุกครงั้ หรือไม่ อยา่ งไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. มุมตกกระทบและมมุ สะท้อนท่ีผวิ สะทอ้ นนูนเท่ากนั ทุกครัง้ หรือไม่ อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. มมุ ตกกระทบและมุมสะท้อนทีผ่ ิวสะท้อนเว้าเท่ากนั ทุกคร้งั หรือไม่ อย่างไร
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
15
แบบฝกึ หดั เรอ่ื ง การสะท้อนของแสง
คำชี้แจง : จงตอบคำถามต่อไปนี้
1. จงหาตำแหน่งภาพจากการเขียนรงั สขี องแสง
1)
2)
2. จงหาขนาดของมมุ x จากแนวรังสีตกกระทบและสะท้อนที่กำหนดให้
1)
2)
เฉลย 16
แบบฝกึ หัดเรือ่ ง การสะทอ้ นของแสง
คำชีแ้ จง : จงตอบคำถามตอ่ ไปนี้
1. จงหาตำแหน่งภาพจากการเขียนรังสขี องแสง
1)
2)
2. จงหาขนาดของมมุ x จากแนวรังสตี กกระทบและสะท้อนทีก่ ำหนดให้ = 180o
1) = 240o
วิธีทำ พิจารณารปู สามเหลย่ี ม ABC = 240o
จะได้ 60o + (1802o-x) + x = 60o
180o – x + 2x
180o + x
X
2)
วิธีทำ พิจารณารปู สามเหลย่ี ม ABC
จะได้ x + 65o + 45o = 180o
X = 70o
17
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 25
โดยจดั กิจกรรมการเรียนรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
รหสั วิชา ว 32201 วิชา ฟสิ กิ ส์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 11 เรอ่ื ง แสงเชงิ รงั สี แผนการจัดการเรียนรเู้ ร่ือง การหักเหของแสง
เวลา 3 ชั่วโมง
ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2565 ผ้สู อน นางสาวจันทร์ฉาย แสนยนั
กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นปทุมเทพวิทยาคาร
1. ผลการเรียนรู้
สาระฟสิ กิ ส์
เข้าใจการเคลือ่ นทีแ่ บบฮารม์ อนิกอยา่ งง่าย ธรรมชาติของคลืน่ เสยี งและ การได้ยิน ปรากฏการณ์ทเี่ ก่ียวข้องกับ
เสยี ง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ ทเ่ี กีย่ วข้องกับแสง รวมทง้ั นำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ผลการเรียนรู้
ทดลองและอธบิ ายการสะทอ้ นของแสงท่ผี ิววตั ถุตามกฎการสะทอ้ น เขยี นรังสีของแสงและคำนวณตำแหน่งและ
ขนาดภาพของวัตถเุ ม่ือแสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมท้ังอธิบายการนำความรู้เร่ืองการ
สะท้อนของแสงจากกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลมไปใชป้ ระโยชน์ในชีวิตประจำวนั
2. สาระสำคัญ
การหักเหของแสง (refraction of light) เกิดขึ้นเมื่อแสงมีการเดินทางจากตัวกลางหนึ่งไปอีก
ตัวกลางหนึ่ง ทำให้มีอัตราเร็วเปลี่ยนไป โดยอัตราส่วนระหว่างอัตราเร็วแสงในสุญญากาศกับอัตราเร็วแสงใน
c
ตัวกลางใดๆ คือ ดรรชนีหักเห (index of refraction) n = v และ n1 sinθ1 = n2 sinθ2 เรียกว่า กฎของสเนลล์
(Snell’s law)
การหักเหของแสงเปน็ ไปตามกฎการหกั เห (law of refraction) คือ
1. n1 sinθ1 = n2 sinθ2
2. รังสีตกกระทบ รงั สีหกั เห และเส้นแนวฉาก อย่ใู นระนาบเดยี วกัน
3. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ด้านความรู้ (K)
- นักเรียนสามารถอธิบายความหมายของการหักเหของแสงและอธบิ ายความสัมพนั ธ์ของขนาดมุมตก
กระทบกบั ขนาดดมุมหักเหได้
3.2 ด้านทักษะและกระบวนการ (P)
- นักเรียนสามารถทดลองและคำนวณปรมิ าณทเ่ี ก่ยี วข้องกับการหกั เหขอองแสง
18
3.3 ดา้ นคณุ ลักษณะ (A)
- นกั เรยี นมคี วามมุ่งม่นั ตัง้ ใจในการจัดกิจกรรมและการเรยี นการสอน
4. สาระการเรยี นรู้
เมือ่ แสงเคลอ่ื นทผ่ี า่ นผิวรอยต่อของตวั กลางสองตัวกลางจะเกิดการหักเห โดยอตั ราสว่ นระหว่าง
ไซน์ของมุมตกกระทบกับไซน์ของมมุ หักเหของตัวกลางคูห่ นึ่งมคี ่าคงตวั เรยี กความสัมพันธ์น้วี ่ากฎของสเนลลเ์ ขยี น
แทนได้ดว้ ยสมการ n1 sinθ1 = n2 sinθ2
5. สมรรถนะ
5.1 สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียน (เฉพาะที่เกดิ ในแผนการจัดการเรียนรู้น)้ี
1) ความสามารถในการสื่อสาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแกป้ ญั หา
4) ความสามารถในการใช้ทกั ษะชวี ิต
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียนของโรงเรยี นมาตรฐานสากล
1) เป็นเลศิ ทางวิชาการ
2) สอื่ สารได้อย่างน้อย 2 ภาษา
3) ลำ้ หน้าทางความคิด
4) ผลติ งานอยา่ งสรา้ งสรรค์
5) ร่วมกนั รบั ผิดชอบตอ่ สังคมโลก
6. คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ (A)
1) รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์ 5) อยู่อยา่ งพอเพยี ง
2) ซอ่ื สัตย์ สจุ ริต 6) มงุ่ มั่นในการทำงาน
3) มวี ินัย 7) รกั ความเปน็ ไทย
4) ใฝ่เรยี นรู้ 8) มีจติ สาธารณะ
7. การบรู ณาการตามพระราชบญั ญัติการศกึ ษาแหง่ ชาติ
บรู ณาการกบั หลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
19
หลักความพอประมาณ
หลกั ความมเี หตุผล
หลักการมภี มู คิ ุ้มกัน
เง่อื นไขความรู้
เงือ่ นไขคุณธรรม
บรู ณาการกับการจดั การศึกษาเพอื่ อาชีพ
บรู ณาการกับหลกั สูตรต้านทุจริตศกึ ษา
การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวม
ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ รติ
STRONG : จติ พอเพยี งต้านทุจรติ
พลเมืองกับความรับผิดชอบต่อสงั คม
บูรณาการขา้ มกลมุ่ สาระการเรียนรู้
(ระบุ)……………………………………………………………………............................................................................
............................................................................................................................. ..............
อืน่ ๆ
(ระบุ)……………………………………………………………………............................................................................
............................................................................................................................. ..............
8. กิจกรรมการเรยี นรู้
ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)
1. ครูกระตุ้นความสนใจของนักเรยี นโดยใชภ้ าพแทง่ ดนิ สอในแกว้ นำ้ ใส โดยใหน้ ักเรยี นสงั เกตพร้อมทั้งอธบิ ายว่า
นกั เรยี นสังเกตเหน็ อะไรบา้ ง โดยครูเปิดโอกาสให้นักเรยี นตอบได้อยา่ งอสิ ระ
20
ขนั้ สำรวจและคน้ หา (Exploration)
2. นกั เรียนแบง่ กล่มุ ๆ ละ 4-5 คน ปฏิบตั กิ ิจกรรม การหักเหของแสง พรอ้ มทัง้ ตอบคำถามทา้ ยกิจกรรม
3. ครชู แี้ นะวิธีการทำการทดลอง และใหค้ ำแนะนำตลอดการทำกจิ กรรม
ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)
4. ตัวแทน 1 กลมุ่ ออกมานำเสนอผลการทดลองหนา้ ชัน้ เรยี น
5. ครแู ละนักเรยี นรว่ มกันอภิปรายและสรุปผลการทำกิจกรรม จนสรุปได้ว่า
“1) เมือ่ ลำแสงเคล่ือนทจ่ี ากอากาศเขา้ สแู่ ทง่ พลาสติกสี่เหลย่ี มผืนผ้า แสงจะเกดิ การหักเหและเม่ือแสงเคล่ือนท่ีจาก
แท่งพลาสติกสเ่ี หล่ียมผืนผ้ากลบั ออกสอู่ ากาศ แสงจะเกดิ การหกั เหอีกครง้ั
2) มุม θ1 โตกว่า θ2 นั่นคือ เมื่อแสงเคลื่อนที่จากอากาศเข้าไปในแท่งพลาสติกสี่เหลี่ยม ผืนผ้า มุมหักเหจะเล็ก
กวา่ มุมตกกระทบ
3) มมุ θ3 เล็กกวา่ θ4 น่นั คือ เมือ่ แสงเคล่ือนที่จากแทง่ พลาสติกสี่เหล่ียมผนื ผา้ เข้าไปในอากาศ มมุ หักเหจะโตกว่า
มมุ ตกกระทบ
4) อัตราส่วนของ sin θ1 และอตั ราส่วนของ sin θ3 มีคา่ คงตวั
sin θ2 sin θ4
sin sin θ3
5) อตั ราสว่ นของ sin θ1 เทา่ กับส่วนกลับของอัตราส่วน sin θ4
θ2
6) อัตราส่วนระหว่างไซนข์ องมุมตกกระทบกบั ไซนข์ องมุมหกั เหมีคา่ คงตัวค่าหนึ่ง เรียกความสัมพันธ์น้วี า่
กฎของสเนลล์”
ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
6. ใหผเู รยี นนําความรูจากการหักเหทไี่ ดนำไปประยกุ ตทำกิจกรรมตามใบกิจกรรม Optical Black box
แลวหาคามุม θ กับคา t รวมทัง้ ลกั ษณะการวางตัวของแท่ง สเี่ หลย่ี ม
ขัน้ ประเมนิ (Evaluation)
7. ครูตรวจสอบผลการทำแบบฝกึ หัด เรอื่ ง การหักเหของแสง
8. ครปู ระเมินผล โดยการสงั เกตพฤติกรรมการตอบคำถาม พฤติกรรมการทำงานของนักเรียน
9. สอื่ การเรียนรแู้ ละแหล่งการเรียนรู้
1. แบบฝึกหดั เรือ่ ง การหักเหของแสง
2. อปุ กรณ์และใบกจิ กรรม การหักเหของแสง
3. หนงั สือ สสวท. รายวชิ าเพม่ิ เตมิ วทิ ยาศาสตร์ ฟสิ ิกส์ 5 เลม่ 3
4. หนงั สือเรียน ฟิสกิ ส์ ม.5 เล่ม 1
21
5. อนิ เทอร์เน็ต
6. หอ้ งสมดุ
10. การวัดและประเมนิ ผล
จุดประสงค์การเรยี นรู้ วธิ กี าร เครอ่ื งมอื ที่ใช้ เกณฑ์
ใบกจิ กรรม นกั เรียนสามารถตอบ
ด้านความรู้ (K) ตรวจคำถามท้าย ไดถ้ ูกตอ้ ง
แบบฝึกหัด รอ้ ยละ 80
นกั เรียนสามารถอธิบายความหมายของการ กจิ กรรม
แบบประเมินพฤตกิ รรม นกั เรียนสามารถทำ
หกั เหของแสงและอธบิ ายความสมั พนั ธข์ อง แบบฝกึ หดั ได้ถูกต้อง
ร้อยละ 80
ขนาดมมุ ตกกระทบกบั ขนาดดมุมหกั เหได้ มคี ุณลกั ษณะอันพึง
ประสงค์ ไดร้ ะดบั ดี
ดา้ นทักษะและกระบวนการ (P) ตรวจแบบฝึกหัด ผา่ นเกณฑ์
นกั เรยี นสามารถทดลองและคำนวณปรมิ าณ
ที่เกย่ี วข้องกบั การหกั เหขอองแสง
ด้านคณุ ลักษณะ (A) สงั เกตพฤติกรรม
นกั เรยี นมีความมงุ่ มนั่ ตง้ั ใจในการจดั ในช้ันเรียน
กิจกรรมและการเรยี นการสอน
22
23
24
25
ภาคผนวก
หมายเหตุ ภาคผนวกประกอบด้วย
1. สือ่ การเรียนรู้ เช่น ใบความรู้ ใบกิจกรรม ใบงาน แบบฝึกทักษะ เปน็ ต้น (เฉพาะท่ีปรากฎในแผนการ
จัดการเรียนรนู้ ้ี)
2. เคร่ืองมือทใ่ี ชว้ ดั ผลประเมนิ ผล เชน่ แบบทดสอบก่อนเรยี น / หลงั เรยี น แบบประเมินทกั ษะ
กระบวนการ แบบประเมินคุณลกั ษณอันพงึ ประสงค์ เป็นต้น (เฉพาะที่ปรากฎในแผนการจัด การเรยี นรนู้ ี้)
3. เกณฑ์การวัดผลประเมนิ ผล เช่น เกณฑ์การใหค้ ะแนนดา้ นทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์
เกณฑ์การให้คะแนนดา้ นคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ เป็นต้น (เฉพาะทปี่ รากฎในแผนการจัดการเรียนรนู้ ้ี)
26
แบบบนั ทกึ การประเมนิ ผลพฤติกรรม
พฤติกรรม / ระดับคะแนน
ความสนใจ การมีส่วน การตอบ การยอมรับ ทำงาน
ลำดับ ชื่อ – สกลุ ในการทำ รว่ มในการ คำถาม ฟังความ ตามที่ไดร้ บั รวม
ที่ กิจกรรม แสดงความ คิดเห็นผ้อู น่ื มอบหมาย
คิดเหน็
3 3 3 3 3 15
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
27
เกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมินพฤติกรรม
รายการประเมนิ เกณฑก์ ารให้คะแนน
1. ความสนใจในการทำกิจกรรม 321
2. การมีสว่ นรว่ มในการแสดงความ สนใจในทกุ กจิ กรรม สนใจบางกิจกรรม สนใจกจิ กรรมเพยี ง
คดิ เห็น
3. การตอบคำถาม เลก็ นอ้ ย
4. การยอมรบั ฟงั ความคดิ เห็นของผู้อืน่
แสดงความคิดเห็นอยา่ ง แสดงความคิดเหน็ บางครั้ง แสดงความคิดเหน็ บา้ ง
5. ทำงานตามท่ีไดร้ บั มอบหมาย
สมำ่ เสมอ เลก็ น้อย
ตอบคำถามอยา่ งสมำ่ เสมอ ตอบคำถามบางคร้ัง ตอบคำถามเล็กนอ้ ย
รับฟังความคดิ เห็นของ รบั ฟังความคดิ เห็นของ รับฟังความคดิ เหน็ ของ
ผอู้ ืน่ อย่างสม่ำเสมอ ผอู้ ื่นเปน็ บางคร้ัง ผู้อืน่ เพยี งเล็กน้อย
ทำงานท่ีได้รับมอบหมาย ทำงานที่ได้รบั มอบหมาย ทำงานที่ไดร้ บั มอบหมาย
ครบทกุ งาน บางงาน เล็กนอ้ ย
เกณฑก์ ารประเมนิ คะแนนเตม็ 15 คะแนน
คะแนน 13 - 15 หมายถึง ดี
คะแนน 9 - 12 หมายถงึ ปานกลาง
คะแนน 5 - 8 หมายถึง ปรับปรุง
28
กิจกรรม การหกั เหของแสง
จุดประสงค์
ศกึ ษาการหักเหของแสง
เวลาทใี่ ช้
60 นาที
วสั ดุและอุปกรณ์
1. ชดุ กลอ่ งแสง 1 ชุด
2. หม้อแปลงโวลต์ต่ำขนาด 12 โวลต์ 1 เครอ่ื ง
3. แทง่ พลาสตกิ สเ่ี หลยี่ มผืนผา้ 1 แท่ง
4. ครงึ่ วงกลมวัดมุม 1 อัน
5. กระดาษขาว 1 แผ่น
วธิ ีดำเนินกิจกรรม
1. ต่อสายไฟจากกล่องแสงเข้ากับหม้อแปลงโวลต์ต่ำขนาด 12 โวลต์ ใส่แผ่นช่องแสงที่ให้ลำแสง 1 ลำ เข้า
กบั กลอ่ งแสง
2. วางแผน่ พลาสตกิ สี่เหลี่ยมผืนผา้ หนา้ กล่องแสง โดยให้ด้านข่นุ ทาบกับกระดาษขาว จดั ลำแสงให้ทำมุมตก
กระทบค่าหนึง่ ที่ผิวด้านขา้ งของแท่งพลาสติก ดงั รูป
3. สังเกตแสงที่หักเหในแท่งพลาสติก จากนั้นลากเส้นดินสอตามขอบของแท่งพลาสติกทั้งสี่ด้านบน
กระดาษขาว ลากรงั สตี กกระทบและรังสีหกั เหในแท่งพลาสติก รวมทงั้ รังสีหักเหท่ีเคลื่อนที่ออกจากแท่งพลาสติกสู่
อากาศ
4. วดั มมุ ตกกระทบในอากาศ θ1 มมุ หักเหในแทง่ พลาสติก θ2 มุมตกกระทบในแทง่ พลาสติก θ3 และ
มุมหักเหในอากาศ θ4 แลว้ บนั ทกึ ผลการทดลองในตาราง
5. ทำซ้ำข้อ 2-4 โดยเปลี่ยนมุม θ1 อีก 2 ค่า แล้ววัดมุม θ2 θ3 และ θ4 บันทึกผลลงในตาราง
จากนัน้ หาค่าของ sin θ1 และ sin θ3 บนั ทกึ ผลลงในตาราง
sin θ2 sin θ4
ตารางบนั ทึกผลการทดลอง θ2 (องศา) θ3 (องศา) θ4 (องศา) sin θ1 29
sin θ2
ครั้งท่ี θ1 (องศา) sin θ3
sin θ4
1
2
3
สรุปผลการทำกจิ กรรม
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
คำถามทา้ ยกิจกรรม
1. ค่าของ sin θ1 และ sin θ3 ทีไ่ ดท้ ้งั สามครงั้ เทา่ กนั หรือไม่
sin θ2 sin θ4
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. ค่าของ sin θ1 เท่ากบั สว่ นกลับของ sin θ3 หรือไม่
sin θ2 sin θ4
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
30
แบบฝึกหดั เรื่อง การหักเหของแสง
คำชแ้ี จง : จงคำนวณหาผลลพั ธจ์ ากโจทยต์ ่อไปนี้
1. เมื่อฉายแสงให้เคลอ่ื นท่ีจากอากาศเขา้ ไปยังตวั กลางหนึง่ ท่มี ดี รรชนีหกั เห 0.5 จะทำให้อัตราเรว็ ของแสงใน
ตวั กลางเพมิ่ ข้ึนหรือลดลงกี่เท่า
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
2. ปลาตัวหนึ่งกำลังจ้องมองนกที่บินอยู่ ซึ่งมองเห็นนกอยู่สูงจากผิวน้ำ 2 เมตร ถ้านกทำมุมตกกระทบ 60 องศา
และปลาทำมุมหักเห 30 องศา จงหาว่านกอยู่สูงจากผิวน้ำกี่เมตร พร้อมวาดภาพประกอบ (ดรรชนีหักเหของน้ำ
เทา่ กับ √3)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
3. แท่งแก้วรปู ทรงลูกบาศกย์ าวด้านละ 15 เซนติเมตร มฟี องอากาศอยูภ่ ายใน ถ้ามององอากาศจากดา้ นหน่งึ เข้าไป
ตรงๆ จะเห็นฟองอากาศอยลู่ ึกเขา้ ไป 5 เซนติเมตร มองอกี ดา้ นหนง่ึ จะเห็นฟองอากาศอยูล่ ึกเข้าไป 7 เซนติเมตร
อยากทราบวา่ ระยะห่างจริงระหวา่ งฟองอากาศกับด้านแรกทมี่ องเทา่ กบั เท่าใด
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..……
เฉลย
31
แบบฝึกหดั เร่อื ง การหักเหของแสง
คำช้ีแจง : จงคำนวณหาผลลพั ธจ์ ากโจทยต์ ่อไปนี้
1. เมือ่ ฉายแสงให้เคลื่อนท่ีจากอากาศเขา้ ไปยังตัวกลางหน่งึ ทม่ี ีดรรชนีหกั เห 0.5 จะทำให้อัตราเร็วของแสงใน
ตัวกลางเพมิ่ ขนึ้ หรือลดลงกเี่ ท่า c
v
วิธที ำ จากสมการ n =
จะได้ c = nv
กำหนดให้ v คือ อัตราเรว็ ของแสงในอากาศ มดี รรชนหี กั เหเทา่ กับ 1
v2 คอื อัตราเรว็ ของแสงในตัวกลาง มดี รรชนีหกั เหเท่ากับ 0.5
พจิ ารณาอตั ราเร็วของแสงในอากาศ
จะได้ c = (1)v
พจิ ารณาอัตราเร็วของแสงในตวั กลาง
จะได้ c = (0.5)v2
สมการ (1) – (2) v = 2v2
ดังนน้ั อตั ราเรว็ ของแสงในตัวกลางเพิ่มข้นึ 2 เท่า
2. ปลาตัวหนึ่งกำลังจ้องมองนกที่บินอยู่ ซึ่งมองเห็นนกอยู่สูงจากผิวน้ำ 2 เมตร ถ้านกทำมุมตกกระทบ 60 องศา
และปลาทำมุมหักเห 30 องศา จงหาว่านกอยู่สูงจากผิวน้ำกี่เมตร พร้อมวาดภาพประกอบ (ดรรชนีหักเหของน้ำ
เท่ากบั √3)
วธิ ีทำ เน่อื งจากปลาเป็นตวั สงั เกตนก จึงต้องพิจารณา แสงเดินทางจากอากาศเขา้ ส่นู ้ำ ซง่ึ เปน็ การเดินทางของ
แสงจากดรรชนีหกั เหน้อยไปหาดรรชนหี ักเหมาก
ฉะน้ัน ปลาจะเหน็ นกอยสู่ ูงกว่าความเปน็ จรงิ
จากสมการ s, = nn12(ccooss θ2)
s
θ1
2 = 2√13(ccooss 3600)
=
s 3
s
= 0.67 m
ดังน้ัน นกอยสู่ ูงจากผิวนำ้ เทา่ กบั 0.67 เมตร
32
3. แทง่ แก้วรปู ทรงลูกบาศก์ยาวด้านละ 15 เซนติเมตร มีฟองอากาศอยู่ภายใน ถ้ามององอากาศจากดา้ นหนง่ึ เข้าไป
ตรงๆ จะเห็นฟองอากาศอยู่ลึกเข้าไป 5 เซนตเิ มตร มองอีกด้านหนึ่งจะเหน็ ฟองอากาศอยลู่ กึ เข้าไป 7 เซนติเมตร
อยากทราบวา่ ระยะห่างจริงระหวา่ งฟองอากาศกับด้านแรกทมี่ องเท่ากบั เท่าใด
s57s57s,’=====1nnnnnn115121121s((-1(s1ss15)1)
วิธที ำ จากสมการ …………………………………… (1)
- s1) …………………………… (2)
มองด้านที่ 1 จะได้
มองดา้ นท่ี 2 จะได้
นำสมการ (2)/(1)
5(15 - s1) = 7 s1
s1 = 6.25 cm
= 0.0625 m
ดังนัน้ ระยะห่างจรงิ ระหวา่ ฟองอากาศกับดา้ นแรกที่มองเท่ากบั 0.0625 เมตร
33
ใบกิจกรรม Optical Black box
วตั ถุประสงค เพื่อใหผูเรียนสามารถ หาการวางตวั และความหนาของแทงพลาสติกสเี่ หล่ียมผืนผา
วสั ดุอุปกรณ
1. กลองดำท่บี รรจุแทงพลาสตกิ (กำหนดให ดรรชนีหกั เหของพลาสติก = 1.5 )
2. เลเซอรไดโอด
3. ฉาก
4. อปุ กรณวดั มุม
วธิ ีการ
1. ใหวางกลองโดยใหลูกศรชอ้ี อกจากตัว
2. เขยี นรูปแสดงลกั ษณะการวางแทงภายในกลองวาเปนตามรปู ใด และมุม θ เปนเทาใด
3. ทดลองเพ่ือหาลกั ษณะการวางตวั ของแทงพลาสติกภายในกลอง 4. ทดลองเพื่อหาความหนา t ของแทง
(ตองแสดงเหตผุ ลประกอบใหชัดเจนดวย)
34
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 26
โดยจัดกิจกรรมการเรียนรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5E)
รหสั วชิ า ว 32201 วิชา ฟิสกิ ส์ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ 11 เรือ่ ง แสงเชิงรงั สี แผนการจดั การเรียนรเู้ รือ่ ง การสะทอ้ นกลับหมดและมุมวกิ ฤต
เวลา 3 ช่ัวโมง
ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565 ผสู้ อน นางสาวจันทร์ฉาย แสนยนั
กล่มุ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โรงเรยี นปทุมเทพวิทยาคาร
1. ผลการเรยี นรู้
สาระฟิสกิ ส์
เข้าใจการเคลอ่ื นท่แี บบฮาร์มอนกิ อยา่ งง่าย ธรรมชาตขิ องคลน่ื เสียงและ การได้ยนิ ปรากฏการณ์ทเี่ กยี่ วข้องกับ
เสียง แสงและการเหน็ ปรากฏการณ์ ทเี่ ก่ยี วข้องกับแสง รวมทั้งนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์
ผลการเรยี นรู้
ทดลองและอธิบายการสะทอ้ นของแสงทผ่ี วิ วัตถุตามกฎการสะท้อน เขยี นรงั สขี องแสงและคำนวณตำแหนง่ และ
ขนาดภาพของวัตถุเม่ือแสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมทั้งอธิบายการนำความรู้เร่ืองการ
สะทอ้ นของแสงจากกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลมไปใช้ประโยชน์ในชวี ิตประจำวนั
2. สาระสำคญั
การหักเหของแสง (refraction of light) เกิดขึ้นเมื่อแสงมีการเดินทางจากตัวกลางหนึ่งไปอีก
ตัวกลางหนึ่ง ทำให้มีอัตราเร็วเปลี่ยนไป โดยอัตราส่วนระหว่างอัตราเร็วแสงในสุญญากาศกับอัตราเร็วแสงใน
c
ตัวกลางใดๆ คือ ดรรชนีหักเห (index of refraction) n = v และ n1 sinθ1 = n2 sinθ2 เรียกว่า กฎของสเนลล์
(Snell’s law)
การหกั เหของแสงเปน็ ไปตามกฎการหักเห (law of refraction) คือ
1. n1 sinθ1 = n2 sinθ2
2. รงั สีตกกระทบ รังสหี กั เห และเส้นแนวฉาก อยู่ในระนาบเดยี วกนั
3.1 ดา้ นความรู้ (K)
- นกั เรียนสามารถอธบิ ายความหมายของมุมวกิ ฤตและการสะท้อนกลับหมดได้
3.2 ด้านทักษะและกระบวนการ (P)
- นักเรียนสามารถคำนวณหาค่ามุมวกิ ฤตได้
3.3 ด้านคณุ ลกั ษณะ (A)
- นกั เรียนมีความมุ่งมน่ั ตั้งใจในการจัดกจิ กรรมและการเรียนการสอน
35
4. สาระการเรยี นรู้
เมื่อแสงเคลอื่ นท่ีผ่านผิวรอยต่อของตวั กลางสองตัวกลางจะเกิดการหักเห โดยอัตราสว่ นระหวา่ ง
ไซนข์ องมุมตกกระทบกับไซน์ของมมุ หักเหของตวั กลางคูห่ น่ึงมคี า่ คงตวั เรยี กความสัมพันธน์ ้วี ่ากฎของสเนลล์เขยี น
แทนได้ด้วยสมการ n1 sinθ1 = n2 sinθ2
5. สมรรถนะ
5.1 สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียน (เฉพาะทเ่ี กิดในแผนการจัดการเรยี นรู้น)้ี
1) ความสามารถในการสื่อสาร
2) ความสามารถในการคิด
3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
4) ความสามารถในการใชท้ ักษะชีวิต
5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคญั ของผ้เู รียนของโรงเรียนมาตรฐานสากล
1) เป็นเลศิ ทางวชิ าการ
2) ส่อื สารได้อย่างน้อย 2 ภาษา
3) ลำ้ หนา้ ทางความคดิ
4) ผลติ งานอย่างสรา้ งสรรค์
5) รว่ มกันรับผิดชอบตอ่ สังคมโลก
6. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A) 5) อยู่อย่างพอเพยี ง
1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 6) มุ่งม่นั ในการทำงาน
2) ซอ่ื สัตย์ สุจริต 7) รักความเป็นไทย
3) มวี นิ ัย 8) มีจติ สาธารณะ
4) ใฝเ่ รียนรู้
7. การบรู ณาการตามพระราชบญั ญัตกิ ารศึกษาแหง่ ชาติ
บรู ณาการกบั หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
หลักความพอประมาณ
หลกั ความมเี หตผุ ล
หลักการมีภูมคิ ุ้มกัน
36
เง่อื นไขความรู้
เงอื่ นไขคุณธรรม
บรู ณาการกับการจดั การศึกษาเพอ่ื อาชีพ
บรู ณาการกับหลกั สตู รต้านทุจรติ ศกึ ษา
การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชน์ส่วนรวม
ความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต
STRONG : จติ พอเพยี งต้านทจุ รติ
พลเมืองกับความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม
บรู ณาการข้ามกลุม่ สาระการเรียนรู้
(ระบุ)……………………………………………………………………............................................................................
............................................................................................................................. ..............
อื่น ๆ
(ระบุ)……………………………………………………………………............................................................................
............................................................................................................................. ..............
8. กิจกรรมการเรียนรู้
ข้นั สร้างความสนใจ (Engagement)
1. ครทู บทวนความรู้เดิมเกี่ยวกับการหักเหของแสง โดยใช้คำถาม
- การหักเหของแสงเกดิ ขน้ึ ได้อยา่ งไร
- ถา้ หากแสงเคล่ือนทีผ่ ่านตัวกลางท่มี ีความหนาแนน่ มากไปยังตัวกลางท่มี ีความหนาแน่นน้อย นักเรียนคิดว่าแสง
จะมีพฤตกิ รรมอยา่ งไร
ข้นั สำรวจและคน้ หา (Exploration)
2. ครูแบง่ นักเรยี นออกเปน็ กลุ่มๆละ 8 คน เพอื่ ปฏิบตั ิกจิ กรรมการสะทอ้ นกลบั หมดของแสง โดยก่อนเร่มิ กจิ กรรม
ครูอธิบายคำชแ้ี จงขน้ั ตอนการทำกิจกรรมแกน่ ักเรียน
3. ครใู หน้ ักเรยี นลงมือปฏิบัติกิจกรรม
ขัน้ อธิบายและลงข้อสรปุ (Explanation)
4. ครแู ละนกั เรียนร่วมกันอภิปรายผลการทดลอง จนสรุปได้ว่า “หากยงิ แสงจากตวั กลางทีม่ ีความหนาแนน่ มาก
ไปสตู่ วั กลางทมี่ ีความหนาแน่นนอ้ ยกวา่ เช่นยงิ แสงจากพลาสตกิ ไปสู่อากาศ จะเกิดการหกั เหซงึ่ มมุ หักเหโตกว่ามุม
ตกกระทบเสมอดงั รปู สำหรับมุมตกกระทบที่ทำให้มมุ หักเหเปน็ มุม 90 องศา มุมตกกระทบนั้นเรยี ก มุมวิกฤติ
37
ในกรณีท่ีมมุ ตกกระทบมีขนาดโตกวา่ มมุ วิกฤติ จะทำใหแ้ สงเกิดการสะท้อนกลบั เข้ามาภายในตัวกลางแรกทั้งหมด
ไม่มีการหักเหออกไปยังตัวกลางท่ี 2 เราเรยี กปรากฏการณ์น้วี า่ เปน็ การสะท้อนกลับหมด”
ขั้นขยายความรู้ (Elaboration)
5. ครูอธิบายเพ่ิมเกยี่ วการคำนวณหามุมวิกฤตและยกตวั อย่างการคำนวณ โดยใช้กฎของสเนลล์
n1 sinθ1 = n2 sinθ2
ขัน้ ประเมิน (Evaluation)
6. ครปู ระเมินการตอบคำถามทา้ ยกจิ กรรม การสะทอ้ นกลับหมด
7. ครูประเมนิ การทำแบบฝึกหดั เรอื่ งการสะท้อนกลับหมด
9. ส่ือการเรียนรู้และแหล่งการเรยี นรู้
1. แบบฝึกหดั เรอื่ ง การสะท้อนกลับหมด
2. อุปกรณ์และใบกจิ กรรม การสะทอ้ นกลบั หมด
3. หนงั สอื สสวท. รายวชิ าเพ่มิ เติมวทิ ยาศาสตร์ ฟิสกิ ส์ 5 เล่ม 3
4. หนงั สอื เรยี น ฟิสิกส์ ม.5 เล่ม 1
5. อนิ เทอรเ์ น็ต
6. ห้องสมดุ
10. การวดั และประเมนิ ผล
จุดประสงค์การเรยี นรู้ วิธกี าร เครื่องมอื ท่ีใช้ เกณฑ์
ด้านความรู้ (K) ตรวจคำถามท้าย ใบกิจกรรม นกั เรยี นสามารถตอบ
นกั เรียนสามารถอธบิ ายความหมายของมมุ กิจกรรม ได้ถูกต้อง
วกิ ฤตและการสะทอ้ นกลบั หมดได้ แบบฝกึ หัด รอ้ ยละ 80
ดา้ นทกั ษะและกระบวนการ (P) ตรวจแบบฝึกหดั นกั เรียนสามารถทำ
นักเรยี นสามารถคำนวณหาค่ามุมวกิ ฤตได้ แบบประเมนิ พฤติกรรม แบบฝึกหดั ได้ถกู ต้อง
สงั เกตพฤติกรรม รอ้ ยละ 80
ดา้ นคุณลกั ษณะ (A) ในช้นั เรยี น มคี ณุ ลักษณะอันพึง
นกั เรยี นมคี วามมงุ่ ม่นั ตงั้ ใจในการจัด ประสงค์ ไดร้ ะดับดี
กิจกรรมและการเรียนการสอน ผา่ นเกณฑ์
38
39
40
41
ภาคผนวก
หมายเหตุ ภาคผนวกประกอบด้วย
1. สือ่ การเรียนรู้ เช่น ใบความรู้ ใบกิจกรรม ใบงาน แบบฝึกทักษะ เปน็ ต้น (เฉพาะท่ีปรากฎในแผนการ
จัดการเรียนรนู้ ้ี)
2. เคร่ืองมือทใ่ี ชว้ ดั ผลประเมนิ ผล เชน่ แบบทดสอบก่อนเรยี น / หลงั เรยี น แบบประเมินทกั ษะ
กระบวนการ แบบประเมินคุณลกั ษณอันพงึ ประสงค์ เป็นต้น (เฉพาะที่ปรากฎในแผนการจัด การเรยี นรนู้ ี้)
3. เกณฑ์การวัดผลประเมนิ ผล เช่น เกณฑ์การใหค้ ะแนนดา้ นทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์
เกณฑ์การให้คะแนนดา้ นคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ เป็นต้น (เฉพาะทปี่ รากฎในแผนการจัดการเรียนรนู้ ้ี)
42
แบบบนั ทกึ การประเมนิ ผลพฤติกรรม
พฤติกรรม / ระดับคะแนน
ความสนใจ การมีส่วน การตอบ การยอมรับ ทำงาน
ลำดับ ชื่อ – สกลุ ในการทำ รว่ มในการ คำถาม ฟังความ ตามที่ไดร้ บั รวม
ที่ กิจกรรม แสดงความ คิดเห็นผ้อู น่ื มอบหมาย
คิดเหน็
3 3 3 3 3 15
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
43
เกณฑ์การให้คะแนนแบบประเมินพฤติกรรม
รายการประเมนิ เกณฑก์ ารให้คะแนน
1. ความสนใจในการทำกิจกรรม 321
2. การมีสว่ นรว่ มในการแสดงความ สนใจในทกุ กจิ กรรม สนใจบางกิจกรรม สนใจกจิ กรรมเพยี ง
คดิ เหน็
3. การตอบคำถาม เลก็ นอ้ ย
4. การยอมรบั ฟงั ความคดิ เห็นของผู้อืน่
แสดงความคิดเห็นอยา่ ง แสดงความคิดเหน็ บางครั้ง แสดงความคิดเหน็ บา้ ง
5. ทำงานตามท่ีไดร้ บั มอบหมาย
สมำ่ เสมอ เลก็ น้อย
ตอบคำถามอยา่ งสมำ่ เสมอ ตอบคำถามบางคร้ัง ตอบคำถามเล็กนอ้ ย
รับฟังความคดิ เห็นของ รบั ฟังความคดิ เห็นของ รับฟังความคดิ เหน็ ของ
ผอู้ ืน่ อย่างสม่ำเสมอ ผอู้ ื่นเปน็ บางคร้ัง ผู้อืน่ เพยี งเล็กน้อย
ทำงานท่ีไดร้ ับมอบหมาย ทำงานที่ได้รบั มอบหมาย ทำงานที่ไดร้ บั มอบหมาย
ครบทกุ งาน บางงาน เล็กนอ้ ย
เกณฑก์ ารประเมนิ คะแนนเตม็ 15 คะแนน
คะแนน 13 - 15 หมายถึง ดี
คะแนน 9 - 12 หมายถงึ ปานกลาง
คะแนน 5 - 8 หมายถึง ปรับปรุง
44
กจิ กรรมการสะท้อนกลับหมดของแสง
จดุ ประสงค์
สังเกตและอธิบายการสะท้อนกลับหมดของแสง
วสั ดแุ ละอุปกรณ์
1. กล่องแสงพรอ้ มหลอดไฟฟ้า 1 ชุด
2. หมอ้ แปลงไฟฟ้าโวลตต์ ่ำ 1 เครื่อง
3. แผ่นช่องแสง 1 ชอ่ ง 1 แผ่น
4. สายไฟฟา้ 2 เส้น
5. แท่งพลาสติกใสคร่ึงวงกลม 1 อัน
6. กระดาษขาว 1 แผน่
7. ไมบ้ รรทัดวดั มมุ 1 อัน
8. ไม้บรรทัด 1 อนั
วิธีทำ
1. วางกระดาษขาวบนโต๊ะ ลากเสน้ ตรงสองเสน้ ให้ต้ังฉากกัน นำพลาสตกิ ใสรูปครึ่งวงกลมใหด้ ้านทีเ่ ป็น หนา้ ตรง
วางตามแนวเส้นตรงเส้นหน่งึ และใหจ้ ดุ ศูนย์กลางความโคง้ อยตู่ รงรอยตอ่ พอดี ดังภาพ
2. ให้แสงตกกระทบพลาสตกิ ใสครึ่งวงกลมและออกจากพลาสติกใสครงึ่ วงกลมโดยใหแ้ นวแสงตกกระทบ ใน
พลาสติกกระทบจดุ ศูนยก์ ลางของพลาสติกใสครึง่ วงกลมพอดี โดยกำหนดให้มมุ ตกกระทบเปน็ 0 องศา ดังภาพ
ใชด้ นิ สอจดุ ตามแนวแสงท่ีเข้าและออกจากแท่งพลาสติกใสครึ่งวงกลม
45
3. ยกแท่งพลาสติกใสคร่ึงวงกลมออก ลากเส้นตามแนวแสงตกกระทบ ลากเส้นแนวแสงที่ออกจากแทง่ พลาสติก
และลากเสน้ แนวแสงในแทง่ พลาสตกิ ทำไดโ้ ดยลากเสน้ เชือ่ มระหวา่ งจดุ ท่ีแสงตกกระทบและ จุดทีแ่ สงออกจากแท่ง
พลาสติก วัดมมุ หักเห บนั ทึกผลลงในใบกจิ กรรม
4. วางแท่งพลาสตกิ ใสครึ่งวงกลมที่ตำแหน่งเดิม ฉายรังสีตกกระทบโดยค่อย ๆ เพ่ิมมุมตกกระทบในพลาสติกใส
ครง่ึ วงกลมให้มากขนึ้ เร่อื ย ๆ สงั เกตการเปลย่ี นแปลงของมุมหกั เหจนกระท่งั แสงหกั เหขนานไปกบั ผิวของแทง่
พลาสตกิ ใสคร่ึงวงกลมหรือมุมหกั เหมขี นาด 90 องศา ซ่ึงจะไม่เหน็ รงั สีหักเหพอดี ดังภาพ ใชด้ ินสอจุดตามแนวแสง
ท่เี ขา้ และออกจากแท่งพลาสตกิ ใสครึ่งวงกลม
5. ยกแทง่ พลาสตกิ ใสครึ่งวงกลมออก ลากเสน้ ตามแนวแสงตกกระทบและลากเส้นตรงแนวของแสงในแทง่
พลาสติก วัดมมุ ตกกระทบในแท่งพลาสติกทีท่ ำใหม้ ุมหักเหเป็น 90 องศา บันทกึ ผลเม่ือเพมิ่ มุมตกกระทบและเมอ่ื
มมุ ตกกระทบทท่ี ำใหไ้ มเ่ ห็นรงั สหี ักเหพอดลี งในใบกจิ กรรม
6. วางแท่งพลาสตกิ ใสคร่ึงวงกลมทต่ี ำแหน่งเดมิ อีกคร้งั ฉายรงั สีตกกระทบโดยเพิ่มมมุ ตกกระทบใหม้ ากกว่ามุมใน
ข้อ 4 อีกหน่งึ ค่า สงั เกตการเปล่ียนแปลงของแนวแสง ใชด้ ินสอจุดตามแนวแสงทีเ่ ขา้ และออกจากแท่งพลาสติกใส
คร่ึงวงกลม
7. ยกแทง่ พลาสติกใสครึ่งวงกลมออก ลากเส้นตามแนวแสงตกกระทบและลากเส้นตรงแนวของแสงใน
แท่งพลาสติก วดั มมุ ตกกระทบในแทง่ พลาสติกใสครงึ่ วงกลม บนั ทกึ ผลลงในใบกจิ กรรม
46
ตารางบนั ทกึ ผลการทำกิจกรรม ผลการสงั เกต
การทำกจิ กรรม
มุมตกกระทบเปน็ 0 องศา
เมื่อเพิม่ มุมตกกระทบ
มุมตกกระทบที่ทำใหไ้ ม่เหน็ รังสหี ักเหพอดี
มุมตกกระทบท่ีมากกวา่ มุมที่ไมเ่ ห็นรังสีหกั เหพอ