The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แสงเชิงรังสี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Janchai Saenyen, 2022-10-17 12:45:24

หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แสงเชิงรังสี

หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 แสงเชิงรังสี

97

1. วางวัตถุไว้ตรงกลางระหว่างกระจกเว้าและกระจกราบ โดยหันกระจกเข้าหากัน ปรากฏว่าเกิดภาพจากกระจก

ทั้งสองที่ตำแหนง่ เดียวกบั วัตถุ ถ้ากระจกเว้ามีรัศมีความโคง้ 75 เซนติเมตร จงหาว่ากระจกทั้งสองบานวางหา่ งกนั

เท่าใด พร้อมวาดภาพประกอบ

วิธีทำ กำหนดให้ x คอื ระยะหา่ งระหว่างกระจกทง้ั สอง

เนอ่ื งจากภาพท่เี กดิ จากกระจกเงาราบ เปน็ ภาพเสมือน ระยะภาพเทา่ กบั ระยะวตั ถุ

(ระยะวตั ฉจจถาาะุขกกนอโส้ันงจมกทเกรกยะาดิ ์รจภกาเวพ33า้ ข7711)..อ55f1fแงลกะรระะจยกะ====เงภาR2ารพ=าบข72อท5123sงรี่2=x3ก++ะx+รย36s1ะะ'7x2จ'.5ก2x เccวmm้าเทซา่ ง่ึ กหับ่าง2xจาcกmกระจกเวา้ เท่ากับ x = x + 3 cm
2 2

x = 100 cm

ดงั นั้น กระจกทั้งสองบานวางห่างกนั เท่ากับ 100 เซนติเมตร

2. วางวัตถุไว้หน้ากระจกเว้า ปรากฏว่า ได้ภาพที่ตำแหน่งเดียวกับวัตถุ เมื่อเลื่อนวัตถุเข้าหากระจกอีก 15

เซนตเิ มตร จะได้ภาพทีร่ ะยะอนันต์ ถ้าเลอ่ื นวัตถุยอ้ นออกไปอกี 5 เซนตเิ มตร จงหาชนิดของภาพและตำแหน่งของ

ภาพ

วิธที ำ ตำแหนง่ แรก ท่ีไดภ้ าพท่ีตำแหน่งเดยี วกับวตั ถุ แสดงว่า วตั ถอุ ยู่ทีจ่ ุดศนู ยก์ ลางความโค้ง เมอ่ื เลอ่ื นวตั ถเุ ขา้

หากระจกอีก 15 เซนตเิ มตร จะได้ภาพที่ระยะอนนั ต์ แสดงว่าวตั ถุทีอ่ ยตู่ ำแหน่งจดุ โฟกสั ฉะนน้ั ความยาวโฟกสั

เท่ากับ 15 เซนตเิ มตร

เม่ือเล่ือนวตั ถยุ ้อนออกไปอีก 5 เซนติเมตร ฉะน้ัน ระยะวตั ถุเท่ากับ 20 เซนติเมตร

จากสมการ 1 = 21s10++s1's1'
1f =
15
s’ = 60 cm

ดงั น้นั ภาพที่ได้เปน็ ภาพจรงิ อยู่หา่ งจากหน้ากระจกเท่ากับ 60 เซนติเมตร

98

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 30

โดยจัดกจิ กรรมการเรยี นรแู้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5E)

รหสั วชิ า ว 32201 วิชา ฟิสิกส์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 5

หน่วยการเรยี นรทู้ ี่ 11 เร่ือง แสงเชงิ รงั สี แผนการจัดการเรียนร้เู รอ่ื ง การเกิดภาพจากเลนสบ์ าง

เวลา 4 ช่ัวโมง

ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2565 ผู้สอน นางสาวจนั ทรฉ์ าย แสนยัน

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร

1. ผลการเรยี นรู้

สาระฟิสกิ ส์

เข้าใจการเคลอ่ื นทแ่ี บบฮารม์ อนิกอย่างงา่ ย ธรรมชาติของคล่นื เสียงและ การไดย้ นิ ปรากฏการณ์ท่เี กี่ยวข้องกับ

เสยี ง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ ทเ่ี กีย่ วข้องกับแสง รวมทงั้ นำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ผลการเรียนรู้

ทดลองและอธิบายการสะท้อนของแสงที่ผวิ วตั ถุตามกฎการสะท้อน เขยี นรังสีของแสงและคำนวณตำแหน่งและ

ขนาดภาพของวัตถเุ ม่ือแสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมท้งั อธิบายการนำความรู้เรื่องการ

สะทอ้ นของแสงจากกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลมไปใช้ประโยชน์ในชวี ิตประจำวนั

2. สาระสำคัญ

เลนสค์ อื แก้วโปร่งใสหรือพลาสติกโปรง่ ใสมผี วิ โค้งหนง่ึ ผวิ หรอื สองผิวซึ่งมสี มบตั ใิ นการหักเหลำแสง
บริเวณตรงกลางเลนสแ์ ละขอบเลนส์มคี วามหนาแตกต่างกันผ้เู รียนควรเรยี นรคู้ วามหมายของเลนส์ ชนดิ ของเลนส์
ประโยชน์และการเลือกใช้เลนสแ์ ละการทดลองการหกั เหของแสงผา่ นเลนส์

3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้

3.1 ด้านความรู้ (K)
- นกั เรยี นสามารถอธบิ ายความหมายของเลนส์บางและความสัมพันธข์ องความยาวโฟกสั ระยะวัตถุ
ระยะภาพได้
3.2 ดา้ นทักษะและกระบวนการ (P)
- นกั เรียนสามารถทดลองการหักเหของแสงผา่ นเลนส์ได้
3.3 ด้านคณุ ลักษณะ (A)
- นกั เรียนมคี วามมุ่งมน่ั ตง้ั ใจในการจดั กิจกรรมและการเรยี นการสอน

99

4. สาระการเรยี นรู้
เลนส์บางทัง้ เลนสน์ นู และเลนส์เว้าใช้หลกั การของการหักเหแสงหลักทใี่ ชใ้ นการเขียนรปู แสดงการเกดิ ภาพ

จากเลนส์นนู

1. เขยี นรงั สตี กกระทบจากปลายวัตถุขนานกับแกนมุขสำคัญจะไดร้ ังสีหกั เหผ่านโฟกัส

2. เขยี นรังสตี กกระทบผา่ นศูนย์กลางเลนสจ์ ะไดร้ งั สีผา่ นเลนส์ออกไปในแนวเดิม

3. เขยี นรังสีตกกระทบผา่ นโฟกัสรังสจี ะขนานไปกบั แกนมขุ สำคญั จุดตัดของรงั สที ั้งสามจะเป็นตำแหนง่ ภาพ

ถ้ารงั สีตดั กนั จริงหลงั เลนสเ์ รียกว่าภาพจริงซง่ึ จะเปน็ ภาพหวั กลับถ้าภาพไมต่ ัดกันจริงแต่ต้องต่อออกมาตัดกนั หน้า

เลนส์เรียกวา่ ภาพเสมือนซ่ึงจะเป็นภาพหวั ตง้ั กำลงั ขยายของภาพหาไดจ้ าก ขนาดภาพ/ขนาดวตั ถุ

หรือระยะภาพ/ระยะวัตถุ การหาค่าความยาวโฟกัสหาได้จาก 1 = 1 + 1


5. สมรรถนะ

5.1 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะทเี่ กิดในแผนการจัดการเรยี นรนู้ )้ี

 1) ความสามารถในการส่ือสาร

2) ความสามารถในการคิด

 3) ความสามารถในการแก้ปญั หา

 4) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวิต

 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

5.2 สมรรถนะสำคญั ของผู้เรียนของโรงเรียนมาตรฐานสากล

 1) เปน็ เลศิ ทางวชิ าการ

 2) สอื่ สารได้อยา่ งน้อย 2 ภาษา

 3) ลำ้ หน้าทางความคิด

 4) ผลติ งานอยา่ งสรา้ งสรรค์

 5) ร่วมกันรบั ผิดชอบตอ่ สังคมโลก

6. คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์  5) อยู่อย่างพอเพียง
คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ (A) 6) มุ่งมั่นในการทำงาน
 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์  7) รักความเปน็ ไทย
 2) ซือ่ สตั ย์ สจุ ริต  8) มีจติ สาธารณะ
 3) มีวินัย
 4) ใฝ่เรียนรู้

100

7. การบรู ณาการตามพระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแหง่ ชาติ
 บูรณาการกบั หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
 หลกั ความพอประมาณ
 หลักความมเี หตุผล
 หลักการมีภูมิคุ้มกัน
 เงอ่ื นไขความรู้
 เง่ือนไขคุณธรรม
 บรู ณาการกบั การจัดการศกึ ษาเพ่ืออาชีพ
 บูรณาการกับหลกั สูตรต้านทุจริตศกึ ษา
 การคดิ แยกแยะระหวา่ งผลประโยชนส์ ่วนตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม
 ความละอายและความไม่ทนต่อการทจุ ริต
 STRONG : จติ พอเพยี งต้านทจุ รติ
 พลเมอื งกบั ความรับผดิ ชอบต่อสงั คม
 บูรณาการข้ามกลมุ่ สาระการเรียนรู้
(ระบุ)……………………………………………………………………............................................................................

............................................................................................................................. ..............
 อ่นื ๆ
(ระบุ)……………………………………………………………………............................................................................

............................................................................................................................. ..............

8. กิจกรรมการเรยี นรู้

ขัน้ สรา้ งความสนใจ (Engagement)
1. ครูนำเข้าสู่บทเรียน โดยนำเลนส์นูนและเลนส์เว้าแบบต่าง ๆ มาให้นักเรียนสังเกต แล้วนำนักเรียนอภิปรายว่า
เม่อื ใหแ้ สงผ่านเลนสน์ ูนและเลนส์เว้า แสงจะมีลักษณะเป็นอย่างไร เปิดโอกาสให้นักเรยี นอภปิ ราย โดยไม่คาดหวัง
คำอบทถี่ ูกตอ้ ง
2. นกั เรียนสงั เกตจากการสาธิตการเกิดภาพจากเลนส์นนู เมื่อวตั ถุอยู่ห่างจากเลนส์นูนในระยะทแ่ี ตกตา่ งกนั แลว้ ให้
นกั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั โดยตอบคำ ถามตอ่ ไปนี้

- ภาพจากเลนส์นนู เกดิ ขึ้นไดอ้ ยา่ งไร
- ระยะวตั ถทุ อี่ ยหู่ า่ งจากเลนส์นูนมีผลตอ่ ภาพทเ่ี กดิ ขึ้นหรอื ไม่อยา่ งไร
- หาระยะภาพจากเลนส์นูนไดอ้ ยา่ งไร

101

ครูเปิดโอกาสใหน้ ักเรยี นแสดงความคิดเห็นอยา่ งอิสระ
ขั้นสำรวจและคน้ หา (Exploration)

3. ครแู บ่กลมุ่ นกั เรียนออกเป็นกลมุ่ ๆละ 8 คน โดยคละความสามารถ เพ่อื ทำกจิ กรรม การหักเหของแสงผ่านเลนส์
นูน จากนน้ั ครชู แ้ี จงขั้นตอนการทำกิจกรรม

4. ครูใหน้ ักเรยี นทุกกล่มุ ลงมือทำกิจกรรม การหกั เหของแสงผา่ นเลนสน์ นู

ขน้ั อธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)

5. ครูสุ่มตัวแทนออกมา 1 กลุ่ม เพ่ือนำเสนอผลการทำกิจกรรม การหกั เหของแสงผ่านเลนสน์ ูน

6. ครูและนกั เรียนร่วมกนั อภิปรายผลทีไ่ ด้จากการทำกิจกรรม การหักเหของแสงผา่ นเลนส์นนู จนสรปุ ได้ว่า

“เมือ่ วัตถอุ ยู่ไกลจากเลนส์นูนมาก ๆ แสงจากวัตถุส่วนทม่ี ากระทบเลนสน์ นู ถือว่าเป็นแสงขนาน และเมื่อแสงขนาน

ผ่านเลนสน์ ูนจะไปตัดกนั ท่ีโฟกัส นั่นคือ เกิดภาพของวตั ถุทอ่ี ยูไ่ กลมากทโี่ ฟกสั ของเลนส์ ทำใหส้ ามารถหาความยาว

โฟกัสของเลนส์นนู เท่ากบั 14.5 เซนตเิ มตร

ความสัมพนั ธ์ระหว่างสว่ นกลบั ของระยะวัตถุ ระยะภาพ และความยาวโฟกสั คือ 1 = 1 + s1'”
f s
ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)

7. ครูอธบิ ายเพม่ิ เติมเก่ียวกบั การเขียนภาพทเ่ี กดิ จากเลนสเ์ วา้ และเลนส์นูน จนสรุปไดว้ ่า

“การเขยี นทางเดนิ ของแสงผ่านเลนส์ สามารถหาตำแหน่งและลักษณะของภาพทีเ่ กดิ จากเลนสน์ นู หรอื เลนสเ์ วา้
โดยวิธีการเขยี นทางเดนิ ของแสงผ่านเลนส์ได้ ซึง่ มีลำดบั ข้นั ตอนดังนี้

1. เขยี นเลนส์ แกนมขุ สำคัญ จดุ โฟกสั และจดุ ก่ึงกลางของเลนส์
2. กำหนดตำแหนง่ วัตถุ ใช้รงั สี 2 เสน้ จากวตั ถุ เสน้ แรกคือรังสที ขี่ นานแกนมขุ สำคัญ แล้วหักเหผ่านจดุ โฟกสั

ของเลนส์ และเสน้ ท่ี 2 คือ รงั สจี ากวัตถผุ ่านจุดกงึ่ กลางของเลนสโ์ ดยไม่หักเห จุดที่รงั สที ั้ง 2 ตัดกัน คอื
ตำแหนง่ ภาพ

การเกดิ ภาพจรงิ และภาพเสมือน มีลกั ษณะดังนี้

- ถ้ารงั สขี องแสงทง้ั 2 เสน้ ตัดกนั จริง จะเกิดภาพจรงิ

- ถา้ รังสขี องแสงทง้ั สองเสน้ ไม่ตดั กันจริง จะเกดิ ภาพเสมือน”

8. ครอู ธบิ ายสูตรทีใ่ ช้ในการคำนวณเกย่ี วกบั ปริมาณตา่ ง ๆ ที่เก่ยี วข้องกบั เลนส์ มดี ังน้ี

1 = 1 + 1 = ′ = ′ = =

− 2

102

เง่อื นไขในการใชส้ มการ
- หากเป็นเลนส์นูน ต้องใช้ f มีคา่ เป็น +
หากเปน็ กเลนสเ์ ว้า ต้องใช้ f มคี ่าเป็น –
- หากภาพที่เกิดขึน้ เปน็ ภาพจริง ตอ้ งใช้ S' , Y' , m มคี า่ เป็น +
หากภาพท่เี กิดขึน้ เป็นภาพเสมอื น ต้องใช้ S' , Y' , m มีคา่ เป็น -

ข้ันประเมิน (Evaluation)

9. ครูประเมินโดยใช้คำถาม
- ส่วนกลบั ของระยะวตั ถุ ระยะภาพ และความยาวโฟกัส มคี วามสัมพันธ์กันอย่างไร
- เลนส์นูนสามารถทำใหเ้ กิดภาพชนิดใดได้บ้าง
- เลนสเ์ ว้าสามารถทำใหเ้ กิดภาพชนดิ ใดไดบ้ ้าง
10. ครใู ห้นกั เรยี นทำแบบกึ หัด เรอ่ื ง การเกดิ ภาพจากเลนส์
11. ครใู ห้นักเรียนทำแบบฝกึ หดั เรื่อง ปริมาณตา่ งๆเกยี่ วกับการหกั เหของแสงผา่ นเลนส์บาง
10. ส่ือการเรียนร้แู ละแหล่งการเรยี นรู้

1. แบบฝกึ หดั เร่อื ง การเกดิ ภาพจากเลนส์
2. แบบฝึกหัด เรื่อง ปรมิ าณต่างๆเกีย่ วกบั การหกั เหของแสงผา่ นเลนส์บาง
3. อุปกรณ์และใบกิจกรรม การหกั เหของแสงผา่ นเลนส์นนู
4. หนังสอื สสวท. รายวชิ าเพิ่มเตมิ วิทยาศาสตร์ ฟิสกิ ส์ 5 เล่ม 3
5. หนงั สือเรยี น ฟิสกิ ส์ ม.5 เลม่ 1
6. อนิ เทอรเ์ นต็
7. ห้องสมุด

103

11. การวดั และประเมินผล

จุดประสงค์การเรียนรู้ วธิ กี าร เครอื่ งมอื ท่ใี ช้ เกณฑ์
การตอบคำถาม ชดุ คำถาม นกั เรยี นสามารถตอบ
ดา้ นความรู้ (K) ไดถ้ ูกตอ้ ง ร้อยละ 80
นกั เรียนสามารถอธบิ ายความหมายของ ตรวจคำถามท้าย ใบกิจกรรม
เลนสบ์ างและความสัมพนั ธ์ของความยาว ใบกจิ กรรม นกั เรยี นสามารถตอบ
โฟกัส ระยะวัตถุ ระยะภาพได้ สังเกตพฤตกิ รรม แบบประเมินพฤติกรรม ได้ถูกตอ้ ง ร้อยละ 80
ด้านทกั ษะและกระบวนการ (P) ในชัน้ เรยี น
มคี ณุ ลักษณะอันพึง
นกั เรยี นสามารถทดลองการหักเหของแสง ประสงค์ ไดร้ ะดับดี
ผา่ นเลนสไ์ ด้ ผ่านเกณฑ์
ด้านคุณลกั ษณะ (A)
นกั เรยี นมีความมงุ่ มัน่ ต้งั ใจในการจัด
กจิ กรรมและการเรยี นการสอน

104

105

106

107

ภาคผนวก

หมายเหตุ ภาคผนวกประกอบดว้ ย
1. ส่ือการเรยี นรู้ เชน่ ใบความรู้ ใบกจิ กรรม ใบงาน แบบฝึกทักษะ เปน็ ต้น (เฉพาะที่ปรากฎในแผนการ

จดั การเรยี นรูน้ ้ี)
2. เคร่อื งมือทใี่ ชว้ ัดผลประเมินผล เชน่ แบบทดสอบก่อนเรียน / หลงั เรยี น แบบประเมินทกั ษะ

กระบวนการ แบบประเมนิ คุณลักษณอนั พงึ ประสงค์ เป็นต้น (เฉพาะทีป่ รากฎในแผนการจดั การเรียนรู้นี้)
3. เกณฑ์การวดั ผลประเมนิ ผล เชน่ เกณฑ์การให้คะแนนดา้ นทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์

เกณฑ์การให้คะแนนดา้ นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ เป็นต้น (เฉพาะทีป่ รากฎในแผนการจดั การเรยี นรนู้ ี้)

108

แบบบนั ทึกการประเมินผลพฤติกรรม

พฤตกิ รรม / ระดบั คะแนน

ความสนใจ การมสี ่วน การตอบ การยอมรบั ทำงาน

ลำดบั ชื่อ – สกุล ในการทำ รว่ มในการ คำถาม ฟงั ความ ตามทไี่ ด้รับ รวม

ท่ี กจิ กรรม แสดงความ คดิ เห็นผูอ้ ่นื มอบหมาย

คดิ เหน็

3 3 3 3 3 15

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

109

เกณฑก์ ารให้คะแนนแบบประเมนิ พฤติกรรม

รายการประเมนิ เกณฑ์การใหค้ ะแนน

1. ความสนใจในการทำกจิ กรรม 321

2. การมีส่วนร่วมในการแสดงความ สนใจในทกุ กจิ กรรม สนใจบางกิจกรรม สนใจกจิ กรรมเพยี ง
คดิ เหน็
3. การตอบคำถาม เล็กนอ้ ย
4. การยอมรบั ฟงั ความคิดเห็นของผู้อ่ืน
แสดงความคดิ เหน็ อย่าง แสดงความคิดเหน็ บางครง้ั แสดงความคดิ เห็นบ้าง
5. ทำงานตามที่ไดร้ บั มอบหมาย
สมำ่ เสมอ เลก็ น้อย

ตอบคำถามอยา่ งสม่ำเสมอ ตอบคำถามบางครัง้ ตอบคำถามเล็กนอ้ ย

รับฟังความคิดเห็นของ รบั ฟังความคดิ เห็นของ รบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของ

ผู้อนื่ อย่างสม่ำเสมอ ผ้อู นื่ เปน็ บางคร้ัง ผอู้ น่ื เพียงเล็กน้อย

ทำงานที่ได้รับมอบหมาย ทำงานที่ไดร้ ับมอบหมาย ทำงานที่ไดร้ ับมอบหมาย

ครบทุกงาน บางงาน เลก็ น้อย

เกณฑก์ ารประเมนิ คะแนนเตม็ 15 คะแนน
คะแนน 13 - 15 หมายถึง ดี
คะแนน 9 - 12 หมายถงึ ปานกลาง
คะแนน 5 - 8 หมายถึง ปรับปรุง

110

กจิ กรรม เร่ืองการหักเหของแสงผ่านเลนส์นูน

จดุ ประสงค์

ศึกษาความสมั พนั ธ์ระหว่างระยะวัตถุ ระยะภาพ และความยาวโฟกสั ของเลนสน์ ูน

เวลาทใ่ี ช้

50 นาที

วสั ดแุ ละอุปกรณ์

1. เลนส์นูน 1 อนั

2. ฉากขาว 1 อัน

3. ชุดกลอ่ งแสง 1 ชดุ

4. ไม้เมตร 1 อัน

วธิ ีดำเนนิ กจิ กรรม

ตอนท่ี 1 การหาความยาวโฟกสั ของเลนส์นูน

1. จัดเลนส์นูนและฉาก ดังรูป

2. เลื่อนเลนสน์ นู ไปท่ตี ำแหน่งปลายสุดของราง

3. จัดเลนส์นูนให้รับแสงจากวตั ถทุ ่ีอยู่ไกลจากเลนสน์ นู มากๆ เช่น แสงจากดวงอาทิตย์

4. เลื่อนฉากจนไดภ้ าพวัตถุคมชดั ท่ีสุดบนฉาก เพื่อวดั ความยาวโฟกสั ของเลนสน์ นู

5. บนั ทึกความยาวโฟกัส(f) ของเลนสน์ นู ทว่ี ดั ได้

ตอนท่ี 2 การหาความสัมพนั ธ์ระหว่างระยะวัตถุ ระยะภาพ และความยาวโฟกสั

1. วางกลอ่ งแสงไว้ท่ีปลายขา้ งหนึ่งของไมเ้ มตร

2. วางเลนสน์ ูนบนไม้เมตรให้ห่างจากไสห้ ลอดไปของกลอ่ งแสงโดยมีระยะประมาณ 1.5 เทา่ ของความยาว

โฟกสั

3. เลื่อนฉากจนได้ภาพของไส้หลอดไฟของกล่องแสงบนฉากคมชดั ทสี่ ุด

4. วัดระยะวตั ถุ และระยะภาพ บนั ทกึ คา่ ท่ีไดใ้ นตารางบนั ทึกผล

5. ทำการทดลองซำ้ ข้อ 2-4 โดยเลือ่ นเลนส์นนู ให้ห่างหลอดไฟของกลอ่ งแสงเป็นระยะต่างๆ อกี 4 คา่

6. คำนวณผลรวมของ 1 กบั 1 แลว้ เปรยี บเทยี บค่าท่ีได้กบั 1
s s' f

111

ตารางบันทกึ ผลการทดลอง s'(cm) 1 (m-1) 1 (m-1) 1 + 1 (m-1)
s s' s s'
คร้งั ท่ี s (cm)

1
2
3
4
5

สรปุ ผลการทำกจิ กรรม

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

คำถามทา้ ยกจิ กรรม

1. เมือ่ เลือ่ นเลนส์นนู ห่างจากหลอดไฟเปน็ ระยะต่าง ๆ ผลรวมของ 1 กบั 1 มคี า่ เทา่ กนั ทกุ กคร้งั หรอื ไม่
s s'
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. ผลรวมของ 1 กับ 1 เท่ากบั 1 หรือไม่
s s' f
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

112

แบบฝกึ หัด เร่อื ง ภาพที่เกดิ จากเลนส์

1. ชนดิ เลนสบ์ าง: เลนส์นนู

ตำแหน่งวตั ถุ รูปแสดงการเขียนรงั สี ชนดิ ของ ขนาดของ ตำแหนง่
ภาพ ภาพ ภาพ

ระยะอนนั ต์

เลยจดุ C
ออกไป

ท่จี ดุ C

ระหวา่ ง C
กับ F

ทจี่ ุด F

ระหว่างจุด F
กบั จดุ
ก่งึ กลาง
เลนส์

2. ชนดิ เลนสบ์ าง: เลนส์เว้า 113

ตำแหน่งวตั ถุ รปู แสดงการเขยี นรงั สี ชนดิ ของ ขนาดของ ตำแหน่ง
ภาพ ภาพ ภาพ

ระยะอนันต์

เลยจดุ C
ออกไป

ทีจ่ ุด C

ระหว่าง C
กบั F

ทีจ่ ุด F

ระหว่างจดุ F
กบั จดุ
ก่งึ กลาง
เลนส์

114

แบบฝึกหัด เรื่อง การเกดิ ภาพจากการหักเหของแสงผ่านเลนสบ์ าง
คำช้แี จง: จงคำนวณหาผลลัพธจ์ ากโจทย์ตอ่ ไปน้ี
1. ปากกาแท่งหนึ่งวางห่างจากเลนส์ชนิดหนึ่ง 12 เซนติเมตร พบว่า เกิดภาพจริงห่างจากเลนส์ 6 เซนติเมตร ถ้า
วางปากกาไว้หางจากหนา้ เลนสอ์ ันเดิม 3 เซนตเิ มตร จงหาชนิดของเลนส์ ชนดิ ของภาพ และตำแหนง่ ของภาพ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. นำเลนส์นนู ทีม่ คี วามยาวโฟกัส 20 เซนติเมตร และเลนส์เว้าท่ีมีความยาวโฟกสั 10 เซนติเมตร มาวางหา่ งกัน 50
เซนตเิ มตร ถ้านำวตั ถมุ าวางห้าเลนสน์ นู 40 เซนติเมตร จงหาชนดิ ของภาพ และตำแหน่งของภาพสดุ ท้ายที่เกิดจาก
เลนส์เว้า
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

เฉลย

115

แบบฝกึ หดั เรอื่ ง ภาพทเ่ี กิดจากเลนส์

1. ชนดิ เลนส์บาง: เลนส์นนู

ตำแหนง่ วัตถุ รปู แสดงการเขยี นรังสี ชนิดของ ขนาดของ ตำแหนง่
ภาพ ภาพ ภาพ
ระยะอนันต์
ภาพจรงิ เปน็ จดุ หลังเลนส์ท่ี
จุด F'

เลยจดุ C ภาพจรงิ เล็กกว่าวัตถุ หลังเลนส์
ออกไป หัวกลับ ระหว่าง
C' กบั F'
ทีจ่ ุด C
ภาพจริง เทา่ วัตถุ หลังเลนส์ท่ี
หัวกลบั จดุ C'

ระหวา่ ง C ภาพจริง ใหญก่ ว่า หลังเลนส์
กับ F หวั กลบั วตั ถุ เลยจดุ C'

ทจี่ ุด F ภาพไมช่ ดั ใหญ่ทส่ี ดุ ระยะอนนั ต์

ระหว่างจุด F ภาพเสมอื น ใหญก่ ว่า หนา้ เลนส์
กบั จุด หวั ตง้ั วัตถุ เกนิ ระยะ
ก่ึงกลาง
เลนส์ วตั ถุ

116

2. ชนิดเลนสบ์ าง: เลนส์เว้า

ตำแหนง่ วัตถุ รูปแสดงการเขียนรงั สี ชนิดของ ขนาดของ ตำแหนง่
ภาพ ภาพ ภาพ
ระยะอนันต์ เปน็ จดุ
ภาพเสมือน หนา้ เลนสท์ ่ี
จดุ F

เลยจุด C ภาพเสมือน เลก็ กวา่ วัตถุ หนา้ เลนส์
ออกไป หัวตัง้ ระหว่าง
F กับ O
ที่จุด C
ภาพเสมอื น เลก็ กว่าวตั ถุ หนา้ เลนส์
ระหว่าง C หัวตง้ั ระหวา่ ง
กับ F F กบั O

ทจ่ี ุด F ภาพเสมือน เล็กกว่าวตั ถุ หนา้ เลนส์
หัวตั้ง ระหวา่ ง
ระหวา่ งจุด F F กบั O
กบั จุด
ก่ึงกลาง ภาพเสมือน เลก็ กวา่ วัตถุ หนา้ เลนส์
เลนส์ หัวตง้ั ระหวา่ ง
F กับ O

ภาพเสมอื น เลก็ กว่าวัตถุ หน้าเลนส์
หวั ตั้ง ระหว่าง
F กับ O

เฉลย

117

แบบฝึกหัด เร่ือง การเกิดภาพจากการหัเหของแสงผ่านเลนสบ์ าง

คำช้ีแจง: จงคำนวณหาผลลัพธ์จากโจทยต์ อ่ ไปนี้

1. ปากกาแท่งหนึ่งวางห่างจากเลนส์ชนิดหนึ่ง 12 เซนติเมตร พบว่า เกิดภาพจริงห่างจากเลนส์ 6 เซนติเมตร ถ้า

วางปากกาไว้หางจากหนา้ เลนสอ์ ันเดิม 3 เซนติเมตร จงหาชนดิ ของเลนส์ ชนิดของภาพ และตำแหน่งของภาพ

วิธีทำ กำหนดให้ x คือ ระยะห่างระหว่างกระจกท้ังสอง

เนอื่ งจากภาพท่ีเกดิ จากกระจกเงาราบ เป็นภาพเสมอื น ระยะภาพเท่ากบั ระยะวัตถุ

จฉ(ราะะกนยโ้ันะจวทเัตกยถิด์ ขุภอจางาพกกขรสอะมงจกกการเระวfจา้ 33ก)7711=.เแ.1f55งลR2า===ะร=าร1s2บะ373+2+2xย5xท6ะ+s1ี่ร='ภะx23าย' พ7ะ.ข52xอccงmmกระซจงึ่ กหเา่ วง้าจเทาก่ากกรับะจ2xกcเmวา้ เทา่ กบั x = x + 3 cm
2 2

x = 100 cm

ดงั นั้น กระจกท้ังสองบานวางห่างกนั เทา่ กบั 100 เซนตเิ มตร

2. นำเลนส์นนู ท่มี ีความยาวโฟกสั 20 เซนตเิ มตร และเลนสเ์ ว้าท่ีมคี วามยาวโฟกัส 10 เซนตเิ มตร มาวางหา่ งกนั 50
เซนติเมตร ถา้ นำวตั ถุมาวางห้าเลนส์นนู 40 เซนติเมตร จงหาชนิดของภาพ และตำแหน่งของภาพสุดท้ายท่ีเกิดจาก
เลนส์เว้า
วธิ ที ำ ตำแหน่งแรก ที่ไดภ้ าพทต่ี ำแหน่งเดียวกบั วตั ถุ แสดงว่า วัตถุอยทู่ ่จี ุดศูนย์กลางความโค้ง เมอื่ เล่ือนวตั ถเุ ขา้
หากระจกอีก 15 เซนติเมตร จะไดภ้ าพทรี่ ะยะอนนั ต์ แสดงว่าวตั ถุทอี่ ย่ตู ำแหน่งจดุ โฟกัส ฉะนนั้ ความยาวโฟกัส

เท่ากบั 15 เซนตเิ มตร

เม่อื เลือ่ นวัตถยุ ้อนออกไปอีก 5 เซนตเิ มตร ฉะนั้น ระยะวัตถุเท่ากับ 20 เซนตเิ มตร

จากสมการ 1 = 1 + 1
f s s'
1 1 1
15 = 20 + s'

s’ = 60 cm

ดังน้นั ภาพที่ได้เป็นภาพจรงิ อย่หู า่ งจากหนา้ กระจกเท่ากับ 60 เซนติเมตร

118

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 31

โดยจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้แบบสบื เสาะหาความรู้ (5E)

รหสั วิชา ว 32201 วิชา ฟสิ ิกส์ ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 5

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 11 เรือ่ ง แสงเชิงรงั สี แผนการจดั การเรียนรู้เรอ่ื ง ปรากฎการณธ์ รรมชาติที่เกย่ี วกับแสง

เวลา 3 ชั่วโมง

ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 ผูส้ อน นางสาวจันทรฉ์ าย แสนยัน

กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรยี นปทุมเทพวิทยาคาร

1. ผลการเรยี นรู้

สาระฟิสิกส์

เขา้ ใจการเคลือ่ นทแี่ บบฮารม์ อนกิ อยา่ งงา่ ย ธรรมชาติของคล่นื เสียงและ การได้ยิน ปรากฏการณ์ทีเ่ กย่ี วข้องกับ

เสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ ทีเ่ ก่ยี วข้องกับแสง รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ผลการเรียนรู้

ทดลองและอธิบายการสะท้อนของแสงท่ีผิววตั ถุตามกฎการสะทอ้ น เขียนรงั สีของแสงและคำนวณตำแหน่งและ

ขนาดภาพของวัตถุเม่ือแสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมท้ังอธบิ ายการนำความรูเ้ รื่องการ

สะทอ้ นของแสงจากกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลมไปใช้ประโยชนใ์ นชวี ิตประจำวนั

2. สาระสำคญั

ความรู้เรื่องแสงเชิงรังสีสามารถนำไปใช้อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ เช่น รุ้ง การทรงกลด มิ
ราจและการเห็นท้องฟ้าเปน็ สตี ่าง ๆ ในชว่ งเวลาต่างกัน รวมทง้ั การใชป้ ระโยชนเ์ ก่ียวกับแสงในชีวิตประจำวัน เช่น
กลอ้ งโทรทรรศน์ กลอ้ งจุลทรรศน์ และกล้องถ่ายรูป
3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้

3.1 ดา้ นความรู้ (K)
- นกั เรยี นสามารถอธิบายการเกิดรุง้ มิราจ และการมองเห็นทอ้ งฟ้าเปน็ สีต่าง ๆ ในชว่ งเวลาทต่ี ่างกนั ได้
3.2 ดา้ นทักษะและกระบวนการ (P)
- นักเรยี นสามารถสืบค้นข้อมูลเกย่ี วกับการนำความรูเ้ ร่ืองแสงเชงิ รงั สีไปใช้ประโยชนใ์ นชีวติ ประจำวัน
3.3 ด้านคณุ ลกั ษณะ (A)
- นักเรยี นมีความมุ่งมัน่ ต้งั ใจในการจดั กิจกรรมและการเรียนการสอน
4. สาระการเรียนรู้
กระจกโค้งมี 2 ชนดิ คอื 1) กระจกโคง้ ออกหรือกระจกนนู เป็นกระจกทร่ี ังสีตกกระทบและรงั สี

สะทอ้ นอยคู่ นละดา้ นกบั จุดศูนย์กลางความโค้งของกระจก กระจกนนู เปน็ กระจกกระจายแสง และให้

ภาพเสมอื นเพียงอย่างเดยี ว นำมาใชป้ ระโยชนโ์ ดยติดรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เพื่อดูรถด้านหลงั

119

2) กระจกโค้งเข้าหรอื กระจกเว้า เปน็ กระจกทร่ี ังสตี กกระทบและรงั สีสะท้อนอย่ดู า้ นเดียวกบั
จุดศนู ย์กลางความโค้งของกระจก กระจกเวา้ เปน็ กระจกรวมแสง สามารถให้ทั้งภาพจริงและภาพเสมือน
นำมาใช้ประโยชนโ์ ดยประกอบกบั กลอ้ งจุลทรรศน์ ใชท้ ำกระจกสำหรับทนั ตแพทย์ใชต้ รวจฟันคนไข้
5. สมรรถนะ

5.1 สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน (เฉพาะท่ีเกิดในแผนการจัดการเรยี นรูน้ ี้)
 1) ความสามารถในการสื่อสาร
2) ความสามารถในการคิด
 3) ความสามารถในการแกป้ ัญหา
 4) ความสามารถในการใชท้ ักษะชวี ติ
 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียนของโรงเรียนมาตรฐานสากล
 1) เปน็ เลศิ ทางวิชาการ
 2) ส่อื สารได้อย่างน้อย 2 ภาษา
 3) ลำ้ หน้าทางความคิด
 4) ผลติ งานอยา่ งสรา้ งสรรค์
 5) รว่ มกนั รบั ผดิ ชอบต่อสังคมโลก

6. คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์  5) อยูอ่ ย่างพอเพียง
คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 6) มุ่งมน่ั ในการทำงาน
 1) รักชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์  7) รกั ความเปน็ ไทย
 2) ซื่อสัตย์ สจุ รติ  8) มจี ิตสาธารณะ
 3) มีวินัย
 4) ใฝเ่ รียนรู้

7. การบรู ณาการตามพระราชบญั ญตั กิ ารศกึ ษาแหง่ ชาติ
 บรู ณาการกบั หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
 หลักความพอประมาณ
 หลักความมเี หตผุ ล
 หลกั การมีภมู คิ ุ้มกัน
 เงอ่ื นไขความรู้

120

 เงือ่ นไขคณุ ธรรม
 บรู ณาการกับการจดั การศกึ ษาเพอื่ อาชีพ
 บรู ณาการกบั หลกั สตู รต้านทจุ ริตศึกษา

 การคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์สว่ นตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม
 ความละอายและความไม่ทนตอ่ การทจุ รติ
 STRONG : จิตพอเพียงต้านทุจรติ
 พลเมอื งกับความรบั ผดิ ชอบต่อสังคม
 บรู ณาการข้ามกลมุ่ สาระการเรยี นรู้
(ระบุ)……………………………………………………………………............................................................................
.................................................................................................................. .........................
 อ่ืน ๆ
(ระบุ)……………………………………………………………………............................................................................
............................................................................................................................. ..............

8. กิจกรรมการเรียนรู้
ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)

1. ครูนำเข้าสู่บทเรียนโดยให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายว่า ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวกับแสง ได้แก่ การเกิดรุ้ง
การทรงกลด มิราจ และการมองเหน็ ทอ้ งฟา้ เป็นสีต่าง ๆ ในช่วงเวลาทต่ี า่ งกันมีลักษณะอยา่ งไร เกิดเมื่อไร และเกิด
ไดอ้ ย่างไร ครูเปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนแสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ
2. ครูตั้งคำถามเพื่อนำเข้าสู่การทำกิจกรรมว่า รุ้งมีกี่ชนิด แต่ละชนิดแตกต่างกันอย่างไร รุ้งเกิดขึ้นเมื่อใด และรุ้ง
เกิดข้ึนไดอ้ ยา่ งไร โดยครูเปิดโอกาสใหน้ กั เรียนแสดงความคดิ เหน็ อย่างอสิ ระ

ข้นั สำรวจและค้นหา (Exploration)

3. นักเรียนแบ่งกลุ่มๆ ละ 7-8 คน สืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกี่ยวกับแสง กลุ่มละ 1 หัวข้อ
ดงั น้ี

- การเกิดร้งุ
- การเกิดมิราจ
- การเหน็ ทอ้ งฟ้าเปน็ สตี า่ งๆ ในชว่ งเวลาตา่ งกนั
4. นักเรียนสรุปข้อมลู ที่สบื ค้นไดล้ งในกระดาษชาร์ทเพ่ือนำเสนอ
ขั้นอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation)

5. นกั เรียนแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอผลการสบื ค้นข้อมลู หนา้ ชน้ั เรยี น

121

6.ครูนำนักเรียนอภปิ รายผลการสบื คน้ ขอ้ มูลปรากฏการณธ์ รรมชาติทเี่ ก่ียวกับแสง ดงั น้ี

รปู ที่ 1 การเหน็ รุ้งเป็นเสน้ โค้ง
- ครูใช้รูปที่1 นำนักเรียนอภิปรายเกี่ยวกับการมองเห็นรุ้ง จนสรุปได้ว่า รุ้งที่มองเห็นจะต้องเป็น
ส่วนของวงกลมเพ่อื ทำให้มมุ ของแสงแตล่ ะสที ี่เข้าสูต่ าของผู้สงั เกตมีค่าคงเดมิ ในทุก ๆ สว่ นของรงุ้

รูปที่ 2 การสะท้อนภายในหยดน้ำของรุ้งปฐมภูมิและทตุ ยิ ภูมิ
- ครูใช้รูปที่2 นำนักเรียนอภิปรายเปรียบเทียบการเกิดรุ้งปฐมภูมิและรุ้งทุติยภูมิ จนสรุปได้ว่า รุ้งปฐมภูมิ
แสงมีการสะท้อนภายในหยดน้ำจำนวน 1 ครงั้ แตร่ ุ้งทตุ ยิ ภูมแิ สงมีการสะท้อนภายในหยดน้ำจำนวน 2 ครั้ง ทำให้
ลำดับของแสงที่ออกมาและมุมทีแ่ สงแต่ละสีมีความเข้มมากที่สุดระหว่างรุ้งปฐมภมู ิและรุ้งทุติยภูมิมีความแตกต่าง
กนั

รปู ที่ 3 การเกิดปรากฏการณ์มริ าจ

122

- ครูใช้รูปที่ 3 นำนักเรียนอภิปรายจนสรุปได้ว่า มิราจเกิดจากการที่แสงเกิดการหักเหอย่าง
ต่อเนื่องระหว่างรอยต่อระหว่างอากาศที่มีอุณภูมิแตกต่างกันทำให้แสงเปลี่ยนทิศทางทีละน้อยจนเกิดการสะท้อน
กลับหมด เกดิ เป็นภาพทอี่ ย่คู นละตำแหนง่ กับวัตถุจรงิ เชน่ การเหน็ ภาพของท้องฟา้ อย่บู นพ้นื ถนน

รูปที่ 4 ระยะทางท่ีแสงเดนิ ทางผ่านชนั้ บรรยากาศ
- ครใู ชร้ ปู ที4่ นำนักเรียนอภิปรายจนสรุปได้ว่า แสงอาทิตยใ์ นเวลากลางวันจะเกิดการกระเจิงทำ
ใหเ้ ม่อื มองสว่ นอนื่ ๆ ของทอ้ งฟา้ ท่ีไม่ใชบ่ ริเวณดวงอาทิตยจ์ ะเหน็ เปน็ สีฟ้าในขณะที่แสงอาทิตยใ์ นเวลาเช้าหรือเย็น
จะต้องเดินทางผ่านชัน้ บรรยากาศเป็นระยะทางมาก จึงเหน็ แตแ่ สงสีแดงเพราะเกดิ การกระเจิงน้อยท่ีสดุ
ขน้ั ขยายความรู้ (Elaboration)
7. ครใู ห้ความรู้เพ่ิมเตมิ เกี่ยวกับการทรงกล
“ดวงอาทิตย์ทรงกลดและดวงจันทร์ทรงกลด (Halo) เป็นปรากฎการณท์ ่ีมลี กั ษณะคล้ายรงุ้ กินน้ำ ทีม่ ลี กั ษณะเป็น
วงกลมดังภาพท่ี 1 เกดิ จากผลกึ นำ้ แขง็ ภายในเมฆเซอร์โรสตราตัส ซง่ึ เป็นเมฆชนั้ สงู แผ่นบางๆ ปกคลมุ ท้องฟา้ เป็น
บริเวณกว้าง ผลกึ นำ้ แข็งเหลา่ นี้ทำหนา้ ทเี่ สมือนแท่งแกว้ ปริซมึ หักเหลำแสงจากดวงอาทติ ยห์ รอื ดวงจนั ทร์เป็นมุม
22° เข้าสู่แนวสายตาของผ้สู ังเกตการณ์ทอ่ี ยู่บนพ้ืนโลก ดังภาพท่ี 1 ทำให้ปรากฏเป็นแถบสีสเปกตรัมของเส้นรอ
บวงลอ้ มรอบดวงอาทิตย์หรือดวงจนั ทร์”

ภาพที่ 1 การเกดิ ดวงอาทติ ย์ทรงกลด/ดวงจันทร์ทรงกลด

123

ขั้นประเมนิ (Evaluation)
8. ครูประเมินผลการทำแบบฝึกหดั ตรวจสอบความเขา้ ใจ
9. ครูประเมินการนำเสนอผลงานการสืบคน้ ข้อมูลล
10. สื่อการเรยี นรู้และแหล่งการเรียนรู้

1. แบบฝกึ หัด เรอื่ ง ปรากฏการณ์ทีเ่ กยี่ วกับแสง
2. หนงั สือ สสวท. รายวชิ าเพม่ิ เติมวิทยาศาสตร์ ฟสิ ิกส์ 5 เลม่ 3
3. หนงั สอื เรยี น ฟสิ กิ ส์ ม.5 เลม่ 1
4. อินเทอรเ์ นต็
5. กระดาษชาร์ทและปากกาเคมี
11. การวัดและประเมินผล

จุดประสงค์การเรียนรู้ วธิ กี าร เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ เกณฑ์
ชุดคำถาม นกั เรยี นสามารถตอบ
ด้านความรู้ (K) การตอบคำถาม ได้ถูกตอ้ ง ร้อยละ 80
ใบกจิ กรรม
นักเรียนสามารถอธิบายการเกิดรงุ้ มิราจ ตรวจคำถามท้าย นกั เรียนสามารถตอบ
แบบประเมนิ พฤติกรรม ได้ถูกตอ้ ง ร้อยละ 80
และการมองเหน็ ท้องฟ้าเปน็ สีต่าง ๆ ในช่วง
มคี ณุ ลกั ษณะอันพึง
เวลาทต่ี ่างกนั ได้ ประสงค์ ไดร้ ะดับดี
ดา้ นทักษะและกระบวนการ (P) ผา่ นเกณฑ์

นกั เรียนสามารถสืบคน้ ข้อมลู เกี่ยวกบั การนำ ใบกิจกรรม

ความรูเ้ ร่อื งแสงเชิงรงั สไี ปใชป้ ระโยชน์ใน สังเกตพฤตกิ รรม

ชวี ิตประจำวนั
ด้านคุณลกั ษณะ (A)

นักเรียนมคี วามมงุ่ มนั่ ตงั้ ใจในการจดั ในช้นั เรียน

กจิ กรรมและการเรียนการสอน

124

125

126

127

ภาคผนวก

หมายเหตุ ภาคผนวกประกอบดว้ ย
1. ส่ือการเรยี นรู้ เชน่ ใบความรู้ ใบกจิ กรรม ใบงาน แบบฝึกทักษะ เปน็ ต้น (เฉพาะที่ปรากฎในแผนการ

จดั การเรยี นรูน้ ้ี)
2. เคร่อื งมือทใี่ ชว้ ัดผลประเมินผล เชน่ แบบทดสอบก่อนเรียน / หลงั เรยี น แบบประเมินทกั ษะ

กระบวนการ แบบประเมนิ คุณลักษณอนั พงึ ประสงค์ เป็นต้น (เฉพาะทีป่ รากฎในแผนการจดั การเรียนรู้นี้)
3. เกณฑ์การวดั ผลประเมนิ ผล เชน่ เกณฑ์การให้คะแนนดา้ นทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์

เกณฑ์การให้คะแนนดา้ นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ เป็นต้น (เฉพาะทีป่ รากฎในแผนการจดั การเรยี นรนู้ ี้)

128

แบบบนั ทึกการประเมินผลพฤติกรรม

พฤตกิ รรม / ระดบั คะแนน

ความสนใจ การมสี ่วน การตอบ การยอมรบั ทำงาน

ลำดบั ชื่อ – สกุล ในการทำ รว่ มในการ คำถาม ฟงั ความ ตามทไี่ ด้รับ รวม

ท่ี กจิ กรรม แสดงความ คดิ เห็นผูอ้ ่นื มอบหมาย

คดิ เหน็

3 3 3 3 3 15

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

129

เกณฑก์ ารให้คะแนนแบบประเมนิ พฤติกรรม

รายการประเมนิ เกณฑ์การใหค้ ะแนน

1. ความสนใจในการทำกจิ กรรม 321

2. การมีส่วนร่วมในการแสดงความ สนใจในทกุ กจิ กรรม สนใจบางกิจกรรม สนใจกจิ กรรมเพยี ง
คดิ เหน็
3. การตอบคำถาม เล็กนอ้ ย
4. การยอมรบั ฟงั ความคิดเห็นของผู้อ่ืน
แสดงความคดิ เหน็ อย่าง แสดงความคิดเหน็ บางครง้ั แสดงความคดิ เห็นบ้าง
5. ทำงานตามที่ไดร้ บั มอบหมาย
สมำ่ เสมอ เลก็ น้อย

ตอบคำถามอยา่ งสม่ำเสมอ ตอบคำถามบางครัง้ ตอบคำถามเล็กนอ้ ย

รับฟังความคิดเห็นของ รบั ฟังความคดิ เห็นของ รบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของ

ผู้อนื่ อย่างสม่ำเสมอ ผ้อู นื่ เปน็ บางคร้ัง ผอู้ น่ื เพียงเล็กน้อย

ทำงานที่ได้รับมอบหมาย ทำงานที่ไดร้ ับมอบหมาย ทำงานที่ไดร้ ับมอบหมาย

ครบทุกงาน บางงาน เลก็ น้อย

เกณฑก์ ารประเมนิ คะแนนเตม็ 15 คะแนน
คะแนน 13 - 15 หมายถึง ดี
คะแนน 9 - 12 หมายถงึ ปานกลาง
คะแนน 5 - 8 หมายถึง ปรับปรุง

130

แบบฝกึ หดั เรื่อง ปรากฏการณธ์ รรมชาติของแสง

1. เมอ่ื ฉายแสงขาวให้ตกกระทบปริซึมดว้ ยมมุ เดยี วกัน เพราะเหตใุ ด แสงสีแตล่ ะสีจงึ มีมุมหกั เหไม่เท่ากนั
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

2. จากภาพ ใหน้ กั เรียนอธบิ ายปรากฏการณ์มิราจ ท่เี กิดข้ึนทท่ี ะเลทรายจากภาพ พร้อมวาดรงั สขี องแสง

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

เฉลย
131

แบบฝึกหัดเรื่อง ปรากฏการณธ์ รรมชาติของแสง

1. เมอื่ ฉายแสงขาวใหต้ กกระทบปรซิ ึมดว้ ยมุมเดยี วกัน เพราะเหตุใด แสงสีแต่ละสีจึงมีมุมหักเหไม่เท่ากัน

แนวคำตอบ เพราะแสงขาวจะประกอบด้วยแสงสหี ลายสี ซ่งึ และแสงสีมีขนาดความยาวคลน่ื ไม่เท่ากนั เมื่อแสง

เดินทางจากอากาศแล้วหกั เหเข้าสปู่ ริซึมที่มีดรรชนีหกั เหเทา่ กัน n พิจารณาจากกฎของสเนลล์

จะได้ n1 sin θ1 = n2 sin θ2

(1) sin θ1 = n2 sin θ2

θ2 = sin-1 (sinnθ1)
จะเห็วา่ มมุ หกั เหแปรผกผันกับ n ซง่ึ n ∝ 1
λ
สรปุ ไดว้ า่ แสงที่ λ มาก จะมีมุมหักเหมาก และแสงที่ λ น้อย จะมมี ุมหกั เหน้อย

2. จากภาพ ให้นกั เรียนอธิบายปรากฏการณ์มริ าจ ท่เี กดิ ข้ึนทที่ ะเลทรายจากภาพ พรอ้ มวาดรังสขี องแสง

แนวคำตอบ เนื่องจากอากาศบริเวณเหนือทะเลทรายจะมีอุณหภูมิสูงมาก และจะลดลงอย่างรวดเร็วตามความสูง
ทำให้ค่า n ของอากาศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นักเรียนจึงเห็นต้นกระบองเพชรอยู่บนทะเลทราย และใต้ทะเลทราย
โดยจะพิจารณารงั สีจากต้นกระบองเพชรเปน็ 2 รังสี ดังน้ี

รงั สีท่ี 1 รงั สขี องแสงอาทติ ย์ทส่ี ะท้อนเปน็ แนวตรงเขา้ สู่ตานกั เรยี นปกิ ทำให้เห็นต้นกระบองเพชรปกติ
รังสที ี่ 2 รงั สจี ะเคล่ือนที่จากบรเิ วณ n มากลงสบู่ ริเวณ n นอ้ ย แสงจึงหกั เหโคง้ ขึ้นอย่างต่อเนอื่ ง ทำใหร้ ังสี
เคลอ่ื นท่ีกลับเขา้ สู่บริเวณ n มากอกี คร้ัง จนรังสีมาเขา้ ตาของนกั เรยี น ทำให้เหน็ ภาพหัวกลบั

132

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 32

โดยจัดกจิ กรรมการเรียนรูแ้ บบสบื เสาะหาความรู้ (5E)

รหสั วิชา ว 32201 วิชา ฟสิ กิ ส์ ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี 5

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 11 เรือ่ ง แสงเชงิ รังสี แผนการจดั การเรยี นรูเ้ ร่ือง ทศั นอปุ กรณ์

เวลา 2 ช่ัวโมง

ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2565 ผสู้ อน นางสาวจันทรฉ์ าย แสนยัน

กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร

1. ผลการเรียนรู้

สาระฟิสกิ ส์

เข้าใจการเคลอื่ นทแี่ บบฮารม์ อนกิ อย่างงา่ ย ธรรมชาติของคลืน่ เสยี งและ การไดย้ ิน ปรากฏการณ์ที่เก่ียวข้องกับ

เสียง แสงและการเหน็ ปรากฏการณ์ ทเ่ี กยี่ วข้องกับแสง รวมทง้ั นำความรู้ไปใช้ประโยชน์

ผลการเรยี นรู้

ทดลองและอธิบายการสะท้อนของแสงที่ผวิ วตั ถตุ ามกฎการสะท้อน เขยี นรงั สขี องแสงและคำนวณตำแหนง่ และ

ขนาดภาพของวตั ถเุ มื่อแสงตกกระทบกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลม รวมท้งั อธบิ ายการนำความรเู้ รื่องการ

สะท้อนของแสงจากกระจกเงาราบและกระจกเงาทรงกลมไปใชป้ ระโยชน์ในชีวิตประจำวัน

2. สาระสำคญั

เครอื่ งฉายภาพนิ่งอาศัยหลกั การของการรวมแสงผ่านเลนส์นนู กล้องถ่ายรูปอาศยั หลักการท่เี ลนสน์ นู ทำ
ให้เกดิ ภาพจริงบนฟลิ ์มกลอ้ งจลุ ทรรศนอ์ าศยั หลักการรวมแสงของเลนสน์ นู และกล้องโทรทรรศน์อาศัยหลักการรวม
แสงของเลนสน์ นู
3. จุดประสงค์การเรยี นรู้

3.1 ดา้ นความรู้ (K)
- นกั เรยี นสามารถอธบิ ายความหมายของทัศนอปุ กรณ์ได้
3.2 ด้านทักษะและกระบวนการ (P)
- นกั เรยี นสามารถสบื ค้นข้อมูลเกี่ยวกบั ทัศนอุปกรณ์ได้อยา่ งถกู ต้อง
3.3 ด้านคณุ ลกั ษณะ (A)
- นักเรยี นมคี วามมุ่งมัน่ ตั้งใจในการจดั กจิ กรรมและการเรียนการสอน
4. สาระการเรียนรู้
เคร่อื งฉายภาพน่ิงอาศัยหลักการของการรวมแสงไฟกำลังสงู ดว้ ยเลนส์กาบกลว้ ยแล้วสอ่ งผ่านแผน่ สไลด์

เพื่อส่งผา่ นเลนสน์ ูนไปเกิดภาพบนฉากกลอ้ งถ่ายรปู อาศัยหลักการทเ่ี ลนสน์ ูนรับภาพจากวัตถทุ อี่ ยู่ไกลกวา่ สองเทา่

133

ของความยาวโฟกสั ทำใหเ้ กิดภาพจรงิ บนฟลิ ์มโดยมีไดอะแฟรมทำหนา้ ที่ปรับความเขม้ ของแสงและใช้ชัตเตอร์
ควบคุมระยะเวลาทแี่ สงเข้ากลอ้ งจุลทรรศน์อาศัยหลักการรวมแสงของเลนสน์ ูนท่ีอยใู่ กล้วตั ถคุ วามยาวโฟกสั
ส้ันกบั ทอ่ี ยู่ใกล้ตาซ่ึงมคี วามยาวโฟกัสยาวกวา่ กล้องโทรทรรศนอ์ าศัยหลักการรวมแสงของเลนส์นูนที่อยู่ใกล้วตั ถุ
ความยาวโฟกสั สน้ั กบั ทอ่ี ยู่ใกล้ตาซ่งึ มคี วามยาวโฟกสั ยาวกวา่
5. สมรรถนะ

5.1 สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน (เฉพาะทเี่ กดิ ในแผนการจัดการเรยี นรูน้ ี้)
 1) ความสามารถในการสื่อสาร
2) ความสามารถในการคิด
 3) ความสามารถในการแก้ปญั หา
 4) ความสามารถในการใชท้ กั ษะชวี ติ
 5) ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5.2 สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียนของโรงเรียนมาตรฐานสากล
 1) เปน็ เลศิ ทางวชิ าการ
 2) สอื่ สารได้อย่างน้อย 2 ภาษา
 3) ลำ้ หนา้ ทางความคิด
 4) ผลติ งานอย่างสรา้ งสรรค์
 5) ร่วมกันรับผิดชอบต่อสังคมโลก

6. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์  5) อย่อู ยา่ งพอเพยี ง
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 6) มุ่งม่ันในการทำงาน
 1) รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์  7) รกั ความเป็นไทย
 2) ซ่ือสตั ย์ สุจริต  8) มีจิตสาธารณะ
 3) มวี นิ ยั
 4) ใฝเ่ รียนรู้

7. การบูรณาการตามพระราชบัญญัตกิ ารศึกษาแห่งชาติ
 บรู ณาการกับหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
 หลกั ความพอประมาณ
 หลกั ความมีเหตผุ ล

134

 หลกั การมีภูมิคุ้มกัน
 เงอ่ื นไขความรู้
 เงอ่ื นไขคณุ ธรรม
 บูรณาการกบั การจดั การศกึ ษาเพอื่ อาชีพ
 บูรณาการกบั หลกั สตู รต้านทจุ รติ ศกึ ษา
 การคดิ แยกแยะระหว่างผลประโยชนส์ ว่ นตนและผลประโยชนส์ ่วนรวม
 ความละอายและความไม่ทนต่อการทจุ รติ
 STRONG : จิตพอเพียงต้านทุจริต
 พลเมืองกบั ความรบั ผดิ ชอบต่อสงั คม
 บูรณาการขา้ มกลมุ่ สาระการเรยี นรู้
(ระบุ)……………………………………………………………………............................................................................
............................................................................................................................. ..............
 อน่ื ๆ
(ระบุ)……………………………………………………………………............................................................................
............................................................................................................................. ..............

8. กจิ กรรมการเรียนรู้
ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement)

1. ครูทบทวนความร้เู ดิมเรือ่ ง แสงเชงิ คลื่น
2. ครกู ลา่ วนำเกีย่ วกบั การทบทวนเนื้อหาเร่อื งแสงเชิงรงั สี โดยใช้คำถาม
- กฎการสะท้อนของแสง กล่าวไวว้ ่าอยา่ งไร
- การหกั เหของแสง คือ
- กระจกมีกี่ประเภท อะไรบ้าง
- เลนสม์ กี ีป่ ระเภท อะไรบา้ ง

ขนั้ สำรวจและคน้ หา (Exploration)
3. ครูแบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็น 5 กล่มุ กลุ่มละ 8 คน โดยคละความสามารถ และแจกกระดาษชาร์ทและปากกา
เมจิกให้ทุกกลุ่ม
4. ครใู ห้นกั เรยี นสืบค้นข้อมลู เก่ยี วกับหลกั การทำงาน สว่ นประกอบของหวั ข้อดงั น้ี
- เครือ่ งฉายภาพนิง่
- กล้องถ่ายรูป

135

- กลอ้ งโทรทศั น์
- กลอ้ งจลุ ทรรศน์
- แว่นขยาย
ขน้ั อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
6. ครูใหน้ กั เรยี นแต่ละกลุ่มออกมานำเสนอขอ้ มูลทไ่ี ดจ้ ากการสืบคน้ หน้าช้ันเรยี น
7. ครแู ละนักเรียนรว่ มกันอภิปรายและสรปุ เนือ้ หาของแต่ละกลุ่มร่วมกนั
ข้ันขยายความรู้ (Elaboration)
8. ครอู ธิบายเพมิ่ เตมิ เกีย่ วกบั ประโยชน์อ่ืนๆของกระจกเงาและเลนสบ์ างที่พบเหน็ ได้ในชีวติ ประจำวัน

1. กระจกนูน นำมาใช้ประโยชนโ์ ดยติดรถยนต์ รถจักรยานยนต์ เพ่ือดรู ถดา้ นหลัง ภาพท่ีเห็นจะอยใู่ น
กระจกระยะใกล้กวา่ เนื่องจากกระจกนูนให้ภาพเสมือนหวั ต้ังเล็กกวา่ วตั ถุเสมอ และช่วยใหเ้ ห็นมุมมองของภาพ
กวา้ งขนึ้ อีกดว้ ย นอกจากนี้กระจกนูนยังใชต้ ิดต้งั บริเวณทางเลี้ยว เพอ่ื ชว่ ยใหม้ องเหน็ รถยนต์ทว่ี ่งิ สวนทางมา

2. กระจกเว้า นำมาใชป้ ระกอบกับกลอ้ งจุลทรรศน์ เพ่ือช่วยรวมแสงไปตกท่แี ผ่นสไลด์ ทำใหม้ องเหน็ ภาพ
ได้ชัดเจนขึ้น ทำกล้องโทรทัศน์ชนดิ สะทอ้ นแสง กล้องโทรทัศน์วิทยุ ทำเตาสุรยิ ะ ทำจานดาวเทยี ม เพ่ือรับสญั ญาณ
โทรทัศน์ ทำจานรับเรดาร์ นอกจากนีส้ มบัติอย่างหนึง่ ของกระจกเวา้ คือ เมื่อนำมาส่องดวู ัตถใุ กลๆ้ โดยให้ระยะวัตถุ
นอ้ ยกว่าระยะโฟกัสแลว้ จะไดภ้ าพเสมือน หวั ต้งั ขนาดใหญ่กว่าวตั ถุ อยู่ข้างหลังกระจก จึงไดน้ ำสมบตั ิข้อน้ีของ
กระจกเว้ามาใช้ทำกระจกสำหรบั โกนหนวดหรือกระจกแต่งหนา้ และใชท้ ำกระจกสำหรบั ทนั ตแพทย์ใช้ตรวจฟัน
คนไข้

136

ขน้ั ประเมนิ (Evaluation)

9. ครปู ระเมินจากผลการสืบค้นขอ้ มลู และการนำเสนอผลงานของนักเรยี นตามหวั ข้อที่ได้รับมอบหมาย

10. ครูประเมินพฤติกรรมของผูเ้ รียนจากการสงั เกตในชนั้ เรียน

9. สอ่ื การเรียนรู้และแหล่งการเรยี นรู้
1. กระดาษชารท์ และปากกาเคมี
2. หนงั สือ สสวท. รายวชิ าเพม่ิ เตมิ วิทยาศาสตร์ ฟสิ ิกส์ 5 เลม่ 3
3. หนังสือเรียน ฟิสกิ ส์ ม.5 เล่ม 1
4. อนิ เทอร์เน็ต
5. ห้องสมุด

10. การวดั และประเมินผล

จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ วิธีการ เครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ เกณฑ์
การนำเสนอผล แบบประเมนิ การ นกั เรียนสามารถทำได้
ดา้ นความรู้ (K) การสืบค้นข้อมลู นำเสนอผลงาน ระดบั ดี ผา่ นเกณฑ์

นกั เรียนสามารถอธบิ ายความหมายของ การนำเสนอผล แบบประเมนิ การ นกั เรียนสามารถทำได้
ทัศนอุปกรณ์ได้ การสบื ค้นข้อมลู นำเสนอผลงาน ระดบั ดี ผา่ นเกณฑ์
ดา้ นทกั ษะและกระบวนการ (P)
สังเกตพฤติกรรม แบบประเมินพฤตกิ รรม มคี ณุ ลักษณะอนั พึง
นกั เรียนสามารถสืบคน้ ข้อมูลเกย่ี วกับทัศน ในช้นั เรียน ประสงค์ ไดร้ ะดับดี
อปุ กรณ์ได้อยา่ งถกู ต้อง ผ่านเกณฑ์
ด้านคณุ ลกั ษณะ (A)
นกั เรยี นมคี วามม่งุ ม่นั ตั้งใจในการจดั
กจิ กรรมและการเรยี นการสอน

137

138

139

140

ภาคผนวก

หมายเหตุ ภาคผนวกประกอบดว้ ย
1. ส่ือการเรยี นรู้ เชน่ ใบความรู้ ใบกจิ กรรม ใบงาน แบบฝึกทักษะ เปน็ ต้น (เฉพาะที่ปรากฎในแผนการ

จดั การเรยี นรูน้ ้ี)
2. เคร่อื งมือทใี่ ชว้ ัดผลประเมินผล เชน่ แบบทดสอบก่อนเรียน / หลงั เรยี น แบบประเมินทกั ษะ

กระบวนการ แบบประเมนิ คุณลักษณอนั พงึ ประสงค์ เป็นต้น (เฉพาะทีป่ รากฎในแผนการจดั การเรียนรู้นี้)
3. เกณฑ์การวดั ผลประเมนิ ผล เชน่ เกณฑ์การให้คะแนนดา้ นทกั ษะและกระบวนการทางคณติ ศาสตร์

เกณฑ์การให้คะแนนดา้ นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์ เป็นต้น (เฉพาะทีป่ รากฎในแผนการจดั การเรยี นรนู้ ี้)

141

แบบประเมินการนำเสนอผลงาน

พฤติกรรม / ระดับคะแนน
ความ การลำดับ วธิ กี าร การใช้ การมีสว่ น
ลำดับ ชอื่ – สกุล ถูกตอ้ งของ ขั้นตอนของ นำเสนอ เทคโนโลยี ร่วมของ รวม
ที่ เนอ้ื หา เรอ่ื ง ผลงาน ในการ สมาชกิ ใน

นำเสนอ กลมุ่
3 3 3 3 3 15
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20

142

เกณฑ์การใหค้ ะแนน

รายการประเมนิ เกณฑ์การใหค้ ะแนน

321

1. ความถูกต้องของเนื้อหา เนอื้ หามีความถกู ต้อง100 เนือ้ หามีความถูกต้อง 50 เนือ้ หามีความถกู ตอ้ ง

เล็กน้อย

2. การลำดบั ขั้นตอนของเรื่อง มีการลำดบั ขน้ั ที่ดี มีการลำดบั ข้ันปานกลาง มกี ารลำดบั ขัน้ พอใช้ได้

3. วิธีนำเสนอผลงาน มวี ิธีการนำเสนองานท่ี มวี ธิ นี ำเสนองานที่น่าสนใจ มวี ิธนี ำเสนองานท่นี า่ สนใจ

น่าสนใจดีมาก ปานกลาง พอใช้

4. การใช้เทคโนโลยใี นการนำเสนอ มกี ารนำเทคโนโลยีมาใชใ้ น มกี ารนำเทคโนโลยีมาใชใ้ น มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ใน

การนำเสนอ การนำเสนอบางสว่ น การนำเสนอเลก็ นอ้ ย

5. การมีสว่ นร่วมของสมาชิกในกลุ่ม ทมุ คนในกลุ่มมีความ สมาชกิ ในกลมุ่ ให้ความ สมาชกิ ในกลุ่มใหค้ วาม

รว่ มมอื กัน ร่วมมือบางสว่ น รว่ มมอื เลก็ น้อย

ชว่ งคะแนน

คะแนน 12-15 หมายถงึ ดี

คะแนน 8-11 หมายถึง ปานกลาง

คะแนน 1-7 หมายถงึ พอใช้

143

แบบบนั ทึกการประเมินผลพฤติกรรม

พฤตกิ รรม / ระดบั คะแนน

ความสนใจ การมสี ่วน การตอบ การยอมรบั ทำงาน

ลำดบั ชื่อ – สกุล ในการทำ รว่ มในการ คำถาม ฟงั ความ ตามทไี่ ด้รับ รวม

ท่ี กจิ กรรม แสดงความ คดิ เห็นผูอ้ ่นื มอบหมาย

คดิ เหน็

3 3 3 3 3 15

1

2

3

4

5

6

7

8

9

10

11

12

13

14

15

16

17

18

19

20

144

เกณฑก์ ารให้คะแนนแบบประเมนิ พฤติกรรม

รายการประเมนิ เกณฑ์การใหค้ ะแนน

1. ความสนใจในการทำกจิ กรรม 321

2. การมีส่วนร่วมในการแสดงความ สนใจในทกุ กจิ กรรม สนใจบางกิจกรรม สนใจกจิ กรรมเพยี ง
คดิ เหน็
3. การตอบคำถาม เล็กนอ้ ย
4. การยอมรบั ฟงั ความคิดเห็นของผู้อ่ืน
แสดงความคดิ เหน็ อย่าง แสดงความคิดเหน็ บางครง้ั แสดงความคดิ เห็นบ้าง
5. ทำงานตามที่ไดร้ บั มอบหมาย
สมำ่ เสมอ เลก็ น้อย

ตอบคำถามอยา่ งสม่ำเสมอ ตอบคำถามบางครัง้ ตอบคำถามเล็กนอ้ ย

รับฟังความคิดเห็นของ รบั ฟังความคดิ เห็นของ รบั ฟงั ความคดิ เหน็ ของ

ผู้อนื่ อย่างสม่ำเสมอ ผ้อู นื่ เปน็ บางคร้ัง ผอู้ น่ื เพียงเล็กน้อย

ทำงานที่ได้รับมอบหมาย ทำงานที่ไดร้ ับมอบหมาย ทำงานที่ไดร้ ับมอบหมาย

ครบทุกงาน บางงาน เลก็ น้อย

เกณฑก์ ารประเมนิ คะแนนเตม็ 15 คะแนน
คะแนน 13 - 15 หมายถึง ดี
คะแนน 9 - 12 หมายถงึ ปานกลาง
คะแนน 5 - 8 หมายถึง ปรับปรุง




Click to View FlipBook Version