The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือครู พระพุทธฯ ม.1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Paphawit Ponjareansuk, 2021-01-03 05:46:16

คู่มือครู พระพุทธฯ ม.1

คู่มือครู พระพุทธฯ ม.1

กระตุน ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

ครูสนทนาถงึ คณุ ธรรมทคี่ วรถอื เปนแบบอยาง ๒.๔) เป็นผู้มีความตั้งใจแน่วแน่ ครั้งที่ท่านไปพักอยู่บ้านพ่ีเขย เมื่อได้ทราบ
ของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐี แลว สมุ ตวั แทนนักเรียน ข่าวว่าพระพุทธเจ้าประทับอยู่ท่ีสีตวัน นอกเมืองราชคฤห์ ก็ต้ังใจจะพบพระพุทธองค์ แต่ไม่
ตอบคําถามวา สามารถรอถงึ รุ่งเช้าได ้ จงึ เดินทางไปกลางดึกคืนนนั้ เพอื่ เข้าไปเฝ้าและฟังธรรม โดยไมห่ วาดกลวั
ตอ่ อันตรายใดๆ
• ในฐานะทเ่ี ปน พทุ ธศาสนกิ ชน นกั เรยี นสามารถ เมอื่ ทา่ นอนาถบณิ ฑกิ ะตงั้ ใจสรา้ งวดั ถวายแดพ่ ระพทุ ธเจา้ และเหน็ วา่ สวน
ปฏบิ ัติตนเปน ทายกหรอื ทายกิ าทด่ี ีได เจา้ เชตเหมาะที่จะสร้างวัด แม้ว่าเจ้าเชตจะโก่งราคาเพราะไม่เต็มใจจะขายให้ โดยบอกให้อนาถ-
อยา งไรบาง บิณฑิกเศรษฐีเอากหาปณะมาปูให้เต็มพ้ืนท่ีท้ังหมด จึงจะขายให้เท่าราคาน้ัน อนาถบิณฑิก
(แนวตอบ เขา วัด ทําบญุ ในวันสาํ คญั ทาง เศรษฐกี ไ็ ม่ลดละความตั้งใจ สั่งใหบ้ รวิ ารขนกหาปณะออกจากคลังมาปูพนื้ ท่ที นั ที แสดงถึงความ
พระพุทธศาสนาตางๆ เชน วันมาฆบชู า เป็นผู้มีความตั้งใจแน่วแน่ คิดจะท�าอะไรแล้วถ้าเป็นส่ิงถูกต้องก็จะไม่เลิกล้มความต้ังใจจนกว่าจะ
วนั วสิ าขบชู า วันเขาพรรษา เปนตน หรือ ทา� ส�าเร็จ
ทาํ บญุ ถวายสงั ฆทาน หรือทาํ บญุ ถวายอาหาร อีกตวั อย่างหนง่ึ คือ เม่อื ทา่ นยากจนลงเพราะดา� เนินธุรกิจผิดพลาด ท่าน
ในวันคลา ยวนั เกดิ เปนตน) ก็ไม่เลิกท�าบุญให้ทาน เคยกระท�าอย่างใดก็กระท�าอย่างน้ัน แม้ว่าภัตตาหารท่ีถวายพระในช่วง
ตกอับนี้จะไม่ประณีตหรือดีเหมือนเดิมก็ตาม แต่ท่านอนาถบิณฑิกะมีความตั้งใจแน่วแน่ที่
จะท�าบุญ บุคคลผู้ยินดีในการท�าบุญกุศล และแน่วแน่ในพระรัตนตรัยอย่างท่านอนาถบิณฑิกะ
เหมาะสมแลว้ ทีไ่ ด้รบั การยกยอ่ งจากพระพุทธองค์ว่าเป็นทายกผู้เลศิ

2.๔ นางวิสาขา

๑) ประวัติ นางวสิ าขา เปน็ ธิดาของธนญั ชยั เศรษฐแี ละนางสมุ นาแหง่ เมืองภัททิยะ

แคว้นอังคะ ต่อมาย้ายตามบิดามารดามาอยู่ที่เมืองสาเกต ซึ่งอยู่ระหว่างเมืองราชคฤห์กับเมือง
สาวตั ถ ี นางวสิ าขาเจริญเตบิ โตท่ีเมืองสาเกตน้นั พออายุได ้ ๗ ขวบ ไดฟ้ ังธรรมจากพระพุทธเจ้า
ก็บรรลุเป็นพระโสดาบนั
เม่ืออายไุ ด้ ๑๖ ปี บิดามารดาไดจ้ ัดให้สมรสกับบุตรชายมคิ ารเศรษฐชี ่อื ปณุ ณวฒั น-
กุมาร จงึ ไดย้ า้ ยไปอยใู่ นตระกูลของสามตี ามขนบธรรมเนยี มของอินเดียตงั้ แต่บดั นน้ั กลา่ วกันวา่
นางวิสาขาน้นั มลี กั ษณะงดงามพร้อมท้ัง ๕ ประการ ซง่ึ เรียกวา่ “เบญจกัลยาณี” คือ

(๑) ผมงาม คอื ผมดา� สลวยเป็นเงางาม
(๒) เน้ืองาม คอื เหงือกงามและริมฝีปากงาม
(๓) กระดกู งาม คอื ฟนั ขาวงามเปน็ ระเบียบ
(๔) ผวิ งาม คือ ผิวเกล่ย้ี งเกลาไมม่ ไี ฝฝา้
(๕) วัยงาม คือ มคี วามงามเหมาะสมกับวัยของตน

๔6 ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNิดET
ลักษณะความงดงามทีเ่ รยี กวา “เบญจกลั ยาณ”ี มี 5 ประการ ยกเวนขอ ใด
เกรด็ แนะครู 1. ผมงาม
2. ผิวงาม
ครูแนะนําใหน ักเรียนหม่นั ทาํ บุญตกั บาตรอยเู สมอ ซงึ่ นบั เปน การปฏบิ ัตติ น 3. กระดกู งาม
เปน พทุ ธศาสนกิ ชนที่ดี และรจู ักการเอื้อเฟอ เผื่อแผตอ เพอ่ื นมนุษย แตทงั้ น้ี 4. ดวงตางาม
ควรคาํ นึงถึงกาํ ลังทรัพยของตนเองดวย ไมทําบญุ จนเกนิ กําลงั ทรัพย กําลงั วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. ลกั ษณะความงดงามท่ีเรยี กวา
ความสามารถของตนจนสรางความเดือดรอนใหก ับตนเอง “เบญจกัลยาณี” มที ัง้ หมด 5 ประการ ดงั น้ี
1. ผมงาม คือ ผมดําสลวยเปนเงางาม
มมุ IT 2. เนื้องาม คอื เหงอื กงาม รมิ ฝป ากงาม
3. กระดูกงาม คอื ฟน ขาวงามเปน ระเบียบ
ศกึ ษาคน ควา ขอมลู เพ่มิ เตมิ เกี่ยวกบั ประวัติ ความสาํ คัญ และลักษณะของ 4. ผิวงาม คอื ผิวเกลี้ยงเกลา ไมมีไฝฝา
โบราณสถานที่ไดรบั การสันนษิ ฐานวา เปน บานของอนาถบณิ ฑกิ เศรษฐใี นประเทศ 5. วัยงาม คือ มคี วามงามเหมาะสมกับวัยของตน
อินเดีย ไดที่ http://www.watphanlam.com

46 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

ก่อนที่จะส่งตัวนางวิสาขาไปยังบ้านเจ้าบ่าว ท่านธนัญชัยเศรษฐีได้เรียกธิดามา 1. ใหน ักเรียนกลมุ ที่ 4 ออกมารายงานประวตั ิ
ตักเตือนและได้ให้โอวาทซึ่งเป็นปริศนา ๑๐ ประการ ซึ่งมิคารเศรษฐีก็ได้ยินโอวาท ๑๐ น้ีด้วย นางวสิ าขาหนาช้นั เรียน
เชน่ กนั เนื่องจากน่งั อยู่ในหอ้ งทต่ี ดิ กนั โอวาท ๑๐ ประการนนั้ มีวา่ ไฟในอยา่ นา� ออก ไฟนอก
อย่าน�าเข้า จงให้แก่คนที่ให้ จงอย่าให้แก่คนท่ีไม่ให้ จงให้แก่คนท่ีให้และไม่ให้ จงนั่งให้เป็นสุข 2. นกั เรียนอภิปรายถงึ ประวัตขิ องนางวิสาขา
จงนอนให้เป็นสุข จงกินให้เป็นสุข จงบูชาไฟ จงบูชาเทวดา ซ่ึงนางวิสาขาก็น้อมรับโอวาทนี้ พรอ มกบั ตอบคาํ ถามตอไปน้ี
โดยดี ส่วนมิคารเศรษฐีไม่สามารถจะขบคิดแก้ปริศนานี้ได้เข้าใจ ภายหลังนางวิสาขาได้ช่วยแก้ • นางวิสาขามีความงามพร่ังพรอ มสมกับเปน
ปรศิ นาให้ท่านเศรษฐพี อ่ สามีได้เกดิ ความกระจ่าง ดงั นี้ “เบญจกัลยาณี” น้นั มีลักษณะเปนเชนไร
(แนวตอบ เบญจกลั ยาณี หมายถงึ
โอวาท ๑๐ ประการ หญงิ ทมี่ ีลกั ษณะงดงามพรอ มทั้ง 5 ประการ
ไดแ ก
โอวาท ซ่งึ เปน็ ปริศนา ๑๐ ประการ ได้แก่ ผมงาม คอื ผมดาํ สลวยเปน เงางาม
เน้อื งาม คือ เหงือกงามและรมิ ฝปากงาม
ไฟในอย่าน�าออก หมายถึง อย่าน�าเอาความลับหรือความไม่ดีภายในครอบครัวไปเล่าให้คน กระดกู งาม คือ ฟน ขาวงามเปนระเบียบ
ภายนอกฟัง ผวิ งาม คอื ผวิ เกลย้ี งเกลาไมมไี ฝฝา
วัยงาม คือ มคี วามงามเหมาะสมกบั วัย
ไฟนอกอยา่ น�าเข้า หมายถึง อยา่ เอาค�าทคี่ นอ่นื นนิ ทาคนภายในมาเลา่ สู่กันฟงั ของตน)

จงให้แกค่ นทีใ่ ห้ หมายถึง ใครที่ยืมของใช้แลว้ นา� มาคนื คราวตอ่ ไปถ้าเขามายืมอีกกค็ วรให้ยมื 3. ครใู หน ักเรียน ยกตวั อยา งโอวาทปริศนา 10
ประการ ของทา นธนัญชัยเศรษฐี ท่ีตักเตือน
จงอยา่ ใหแ้ ก่คนท่ไี มใ่ ห้ หมายถงึ คนทีย่ มื ของแล้วไม่คืน ภายหลงั ไมค่ วรให้ยมื อีก นางวิสาขา มาตคี วามและบอกประโยชนท ีจ่ ะ
ไดรับหลังจากท่นี างวิสาขานาํ มาปฏิบัติ
จงใหแ้ ก่คนทใ่ี ห้และไม่ให ้ หมายถึง ญาติมิตรถึงเขาจะเอาสิ่งของท่ีเคยหยิบยืมกลับมาคืนให้หรือไม่คืนให้ (แนวตอบ เชน จงบูชาไฟ หมายถงึ การให
ก็ตาม ก็ควรให้ยมื อีก ความเคารพบชู าบิดามารดาของสามี และ
สามอี ยา งดี เพราะเปรียบบคุ คลดังกลาว
จงน่ังใหเ้ ป็นสขุ หมายถงึ อย่าน่ังในที่ซ่งึ จะต้องลุกขน้ึ เม่อื พอ่ ผวั แม่ผัวหรือสามเี ดนิ ผ่านมา ดั่งไฟทอ่ี าจใหคุณและโทษ หากปฏิบตั ิตอ
ทา นอยา งดีจะนาํ มาซึง่ ความสุขในครอบครวั
จงนอนให้เป็นสุข หมายถึง นอนภายหลังพ่อผวั แมผ่ วั และสามไี ด้เขา้ นอนแลว้ แตห ากปฏบิ ตั ิตอทานไมด ีอาจทําให
ครอบครวั ไมสงบสุข เกดิ การทะเลาะ
จงกินใหเ้ ปน็ สขุ หมายถึง กินภายหลังพ่อผวั แมผ่ วั และสามีได้กินอิม่ แลว้ ววิ าทกัน เปน ตน)

จงบชู าไฟ หมายถึง ให้เคารพย�าเกรงพ่อผัว แม่ผัวและสามีดุจไฟ (ถ้าดูแลไม่ดีไฟอาจ
ไหม้บา้ นได้)

จงบชู าเทวดา หมายถึง ให้นับถือพ่อผัว แม่ผัว และสามีเป็นดุจเสมือนเทวา จงเอาใจใส่ดูแล
อยา่ งดี

ตระกูลสามีของนางนับถือพวกนิครนถ์ (นักบวชเปลือยกาย) เม่ือนางวิสาขา
เข้ามาอยู่ในตระกูลนี้ ได้ชักจูงให้พ่อสามีตลอดถึงแม่สามี หันมานับถือพระพุทธศาสนาด้วย
โดยเฉพาะพ่อสามีของนางคือมิคารเศรษฐีน้ัน เคารพนับถือนางเป็นเสมือนแม่ของตนเลยทีเดียว
เพราะนางได้ช้ีทางสว่างแห่งชีวิตให้ (หมายถึงท�าให้ท่านเศรษฐีได้เกิดใหม่ในสัมมาทิฐิ) เพราะ
ฉะนัน้ นางวสิ าขาจึงมอี กี ชือ่ หน่ึงวา่ “มคิ ารมาตา” (มารดาของมิคารเศรษฐ)ี

๔7

แนวขอ สNอบTเนนOก-าNรคETดิ เกร็ดแนะครู

พฤติกรรมใดสอดคลองกบั คาํ กลา วในโอวาท 10 ประการของทา น ครอู ธิบายเสรมิ วา โอวาท 10 นี้ บางขอ โดยเฉพาะปรศิ นาทว่ี า “ไฟในอยา
ธนญั ชยั เศรษฐที ่ีวา “จงนอนใหเปน สขุ ” นาํ ออก ไฟนอกอยา นําเขา ” ไดถ กู นําไปใชส ่ังสอนผูคนตัง้ แตส มยั สุโขทัยเปนตน
มา ซึ่งในสุภาษิตพระรวง จะมคี าํ สอนวา “ภายในอยานาํ ออก ภายนอกอยา นําเขา ”
1. สวดมนตกอ นนอนทุกคนื และคําสอนน้ีกส็ ามารถใชสอนกับบคุ คลท่วั ไปไดดวย ไมเฉพาะผูท ่ีจะเปน แมศรเี รอื น
2. ปดกวาดที่นอนใหส ะอาดอยูเ สมอ เทาน้ัน
3. นอนภายหลงั จากพอแมสามแี ละสามีไดเขา นอนแลว
4. นอนในสถานทอ่ี นั เงียบสงบ และมอี ากาศถา ยเทสะดวก มมุ IT

วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. โอวาท 10 ประการของทา นธนญั ชัยเศรษฐี ศกึ ษาคน ควา ขอ มูลเพมิ่ เติมเกี่ยวกบั โอวาทในการครองเรอื น ไดท ี่
http://www.wattungkru.com
ทก่ี ลา วตักเตอื นนางวิสาขากอนจะสงตัวไปยังบา นสามี ขอทกี่ ลา ววา
“จงนอนใหเปนสขุ ” มคี วามหมายวา ใหน อนหลงั จากพอสามี แมสามีและ
สามไี ดเขานอนแลว

คูมอื ครู 47

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

ครูใหนักเรียนดูภาพจากหนังสอื เรยี นหนา 48
แลว สุม ตัวแทนนักเรียนออกมาอธบิ ายเหตกุ ารณท ่ี
เกดิ ขึน้ ในภาพดงั กลา ว

(แนวตอบ เปนภาพที่นางวิสาขาขอพร
จากพระพุทธเจา 8 ประการ ในการชว ยอุปถัมภ
พระพทุ ธศาสนา ซ่งึ ไดแ ก

- ขอใหไดถ วายอาหารแกพระอาคนั ตกุ ะ
- ขอใหไดถ วายอาหารแกภ ิกษจุ ะเดนิ ทางไกล
- ขอใหไ ดถวายอาหารแกภ กิ ษทุ เี่ ปนไข
- ขอใหไ ดถวายอาหารแกภ ิกษุผูพยาบาลภกิ ษทุ ่ี

เปน ไข
- ขอใหไดถวายยาแกภ กิ ษุ
- ขอใหไดถ วายขา วยาคูแกพระสงฆประจาํ
- ขอใหไ ดถวายผา อาบนาํ้ ฝนแกภิกษุ
- ขอใหไ ดถ วายผาอาบน้ําฝนแกภกิ ษณุ ี)

1

นางวสิ าขาขอพรจากพระพทุ ธเจา้ ทงั้ ๘ ประการ ในการช่วยอุปถมั ภพ์ ระพุทธศาสนา

๔8

เกรด็ แนะครู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET
นางวสิ าขามหาอุบาสกิ า เปน ผรู เิ ร่ิมทาํ คณุ ประโยชนม หาศาลใหก ับภกิ ษุและ
ครอู าจใหน ักเรยี นยกตัวอยางเหตุการณใ นชีวิตประจาํ วันท่ีนกั เรียนปฏบิ ัตติ นได ภิกษุณีอยางไร
สอดคลอ งกับคุณธรรมทีค่ วรถือเปนแบบอยางของนางวิสาขา เชน การมคี ารวธรรม 1. ถวายผาบงั สุกุล
การแนะนาํ ธรรมะใหเพ่ือนตางศาสนาหรอื ศาสนาเดยี วกนั การชวยเหลอื เพือ่ น 2. ถวายผาอาบนา้ํ ฝน
เปน ตน 3. ถวายเคร่อื งอฐั บริขาร
4. ถวายปจจยั 4 สมา่ํ เสมอ
นักเรยี นควรรู วิเคราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 2. เน่อื งจากนางวสิ าขาไดข อพรจากพระพุทธเจา
8 ประการ โดยการขอใหไ ดถวายผาอาบน้าํ ฝนแกภ กิ ษแุ ละภิกษุณี
1 ขอพร หมายความวา ขอใหทรงประทานพรหรือมีพุทธานญุ าต

48 คูม ือครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

เรอื่ งนา่ รู้ 1. ครูต้ังประเด็นใหน ักเรียนรวมกันอภิปรายใน
ประเด็น
ผ้าอาบนํ้าฝน • เพราะเหตุใดนางวิสาขาจงึ ไดรบั การยกยอ ง
จากพระพทุ ธเจา วา เปน เอตทัคคะในดาน
ผ้าอาบนา้ำ ฝน คอื ผ้าสาำ หรับอธษิ ฐานไว้ใชน้ ่งุ อาบนำา้ ฝนตลอด ๔ เดอื นของฤดูฝน การถวายทาน
ซึ่งพระภกิ ษุจะแสวงหาไดใ้ นระยะเวลา ๑ เดือน ตั้งแตแ่ รม ๑ คาำ่ เดือน ๗ ถงึ ขนึ้ ๑๕ คา่ำ (แนวตอบ เพราะนางวิสาขาเปนสาวิกาที่
เดือน ๘ ปจั จบุ นั มีประเพณีทายกทายกิ าทำาบุญถวายผา้ อาบน้าำ ฝนตามวัดต่างๆ ในวันข้ึน อปุ ถมั ภพ ระพุทธศาสนา กลาวคือ ถวาย
๑๕ คำ่า เดือน ๘ ทั้งนผี้ า้ อาบนำา้ ฝนเรียกอกี อย่างหนึ่งวา่ ผา้ วัสสิกสาฎกหรอื ผา้ วสั สิกสาฏกิ า อาหารแกพระภกิ ษุ ถวายผาอาบนา้ํ ฝนแก
พระภิกษุ และสรา งวดั บุพพาราม อีกท้ังเปน
นางวิสาขาเป็นสาวิกาท่ีมั่นคงในพระรัตนตรัยมาก ไปวัดเพื่อฟังธรรมทุกวันมิได้ สาวกิ าที่ประพฤตปิ ฏิบัติตนอยใู นพระพุทธ-
ขาด หลังจากฟังธรรมแล้วมักจะเดินตรวจรอบวัด เพ่ือซักถามว่าพระภิกษุรูปใดมีความประสงค์ ศาสนา มน่ั คงในพระรัตนตรยั หม่ันเขาวดั
ส่ิงใดจะได้ช่วยจัดหามาถวาย โดยนางได้ขอพรจากพระพุทธเจ้า ๘ ประการ และพระองค์ ฟงเทศนฟ งธรรมอยเู สมอ)
กป็ ระทานใหพ้ ร ๘ ประการ ดังน้ ี ๑. ขอให้ได้ถวายอาหารแกพ่ ระอาคันตุกะ ๒. ขอให้ไดถ้ วาย
อาหารแก่ภิกษุจะเดินทางไกล ๓. ขอใหไ้ ดถ้ วายอาหารแกภ่ กิ ษทุ ี่เปน็ ไข้ ๔. ขอให้ไดถ้ วายอาหาร 2. ครูนําสนทนาถึงการสรางวัดบพุ พารามและ
พแกระ่ภสิกงษฆุผป์ ู้พระยจาา� บ ๗าล. ภขิกอษใหุท้ไ่ีเดป้ถ็นวไาขย้ ผ๕้าอ. าบขอนใ�้าหฝ้ไน1ดแ้ถกวภ่ ากิ ยษยุ า๘แ.ก ข่ภอิกใษหุ ไ้ ด๖้ถ. วขายอผให้าอ้ไาดบ้ถนวา�้าฝยนขแ้าวกย่ภากิ คษูแุณกี่ วดั เชตวนั ของพุทธสาวก พทุ ธสาวิกาใน
หลังจากอนาถบิณฑิกเศรษฐีสร้างพระเชตวันถวายพระพุทธเจ้าแล้ว นางวิสาขา บทเรยี น และตั้งคําถามใหนกั เรยี นวิเคราะหว า
กไ็ ดส้ ร้าง วัดบุพพาราม ด้วยเงินจา� นวน ๒๗ โกฏิ (ซ้ือทดี่ นิ ๙ โกฏ ิ สรา้ งวดั ๙ โกฏิ บรจิ าค “วัด” มีความสําคญั ตอพระพุทธศาสนา
ทานเนอ่ื งดว้ ยวดั อกี ๙ โกฏิ) และพุทธศาสนกิ ชนอยา งไร
นางวิสาขาได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าว่าเป็น เอตทัคคะ (เลิศกว่าผู้อื่น) ในด้าน (แนวตอบ วัดเปนสถานท่ีทีม่ พี ระอโุ บสถ
การถวายทาน มอี ายยุ าวถึง ๑๒๐ ป ี มบี ุตรชาย ๑๐ คน บตุ รสาว ๑๐ คน เป็นสาวกิ าท่อี ุปถัมภ์ พระวิหาร พระเจดีย และกุฏอิ ันเปนที่อยอู าศยั
พระพุทธศาสนาที่ส�าคัญคนหน่ึงคู่กับอนาถบิณฑิกเศรษฐี สาวกซ่ึงเป็นท่ีรู้จักกันดีในหมู่ชาวพุทธ ของพระภกิ ษุ เปน สถานท่ีสําหรบั ประกอบ
ทง้ั หลาย พธิ ีกรรมทางพระพุทธศาสนา และเปน
ศนู ยกลางของพุทธศาสนกิ ชนในการศกึ ษา
๒) คณุ ธรรมทค่ี วรถอื เปน็ แบบอย่าง หลักธรรมตา งๆ เพ่ือขดั เกลาจิตใจใหอยู
ในศลี ธรรม)
๒.๑) มีคารวธรรมอย่างยิ่ง นางวิสาขามีความเคารพเช่ือฟังบิดามารดา และ
ผใู้ หญ่ในตระกลู อยา่ งดียงิ่ ดงั จะเห็นได้จากการนอ้ มรบั โอวาท ๑๐ ประการ จากบิดาก่อนแตง่ งาน
และเมื่อมิคารเศรษฐีเกิดความเข้าใจผิดได้ฟ้องกล่าวหาว่านางดูหมิ่นตน นางรู้ว่าตนไม่เคยผิด
แต่ก็ยินดีไปชี้แจงความจริงเม่ือถูกเรียก ทั้งนี้เพราะความเคารพในคณะกรรมการซ่ึงเป็นญาติ
ผใู้ หญ่

๒.๒) เป็นผู้มีปญญาและมีกุศโลบายในการแนะน�าคนเข้าหาพระธรรม มิคาร-
เศรษฐีนั้นเป็นมิจฉาทิฐิ (นับถือลัทธิอ่ืนจากพระพุทธศาสนา) นางวิสาขาเห็นว่าเศรษฐีเชื่อถือ
ลัทธิพระเปลือยกายอันงมงาย จึงพยายามหาทางช้ีแนะพ่อสามี เน่ืองด้วยนางเป็นคนฉลาดจึง
มิได้หักหาญหรือช้ีแนะตรงๆ รอจนได้จังหวะเหมาะ วันหนึ่งขณะท่ีพ่อสามีกินอาหารอยู่แล้ว ๔9

แนวขอ สNอบTเนน Oก-าNรคETิด นักเรยี นควรรู

นักเรียนสามารถรับฟง ขอ กลา วหาจากผอู ื่น โดยไมโ กรธเคอื ง เหมอื นกบั 1 ผา อาบนํา้ ฝน ภาษาบาลีเรียกวา “วัสสิกสาฏก” คือ ผาทีม่ ีลักษณะเดยี วกับ
นางวิสาขาได ถาเลือกปฏบิ ตั ิตามคุณธรรมใด ผา สบงใชสําหรบั สรงนาํ้ ฝนของพระสงฆ เน่ืองจากนับตั้งแตสมัยพุทธกาลน้ัน ใน
ชวงฤดูฝนของการจําพรรษา พระสงฆมสี บงผืนเดยี วในการอาบนํ้าฝนจึงจําเปน
1. การเปน ผมู ีคารวธรรมอยา งยง่ิ ตองเปลือยกายในบางคร้งั ทําใหดไู มงาม และเหมอื นนกั บวชนอกศาสนา
2. การยอมรับฟง ความคดิ เหน็ ของผูอ่นื นางวิสาขาจึงเปน อุบาสิกาผูคดิ ถวายผา อาบนํ้าฝน หรอื วัสสิกสาฏกคนแรกใน
3. การออนนอ มถอ มตนตอ ผูอ าวโุ สกวา พระพทุ ธศาสนาจนเปนประเพณีทาํ บุญถวายผาอาบนํา้ ฝนกอ นวนั เขา พรรษา
4. การยึดมัน่ ในความถูกตอ งมากกวา ส่ิงใด สบื ตอ กันมาจนถึงปจ จบุ ัน

วเิ คราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 1. เพราะการเปน ผูมีคารวธรรม คอื การกระทาํ

ทน่ี ําไปสกู ารเคารพผูอ น่ื ท้งั ทางกาย วาจา และใจ จงึ นาํ ไปสูการนอ มรบั ฟง
และปฏิบัตติ นตามผูอ ่ืนในสง่ิ ทถี่ กู ตองโดยปราศจากการแสดงกริ ิยาที่กาวรา ว

คูมือครู 49

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore
Engage Explain Explain Expand Evaluate

อธบิ ายความรู

ใหนกั เรยี นทํากจิ กรรมที่ 2.3 จากแบบวดั ฯ
พระพทุ ธศาสนา ม.1
แกลง้ ทา� มองไม่เหน็ พระซ่ึงมาอุ้มบาตรอยูห่ นา้ บ้าน นางจงึ กลา่ วแก่พระภิกษุรปู น้ันวา่ “ขอนมิ นต์
โปรดข้างหน้าเถอะค่ะ คุณพ่อของดิฉันก�าลังกินของเก่าอยู่” อันหมายถึงว่าท่านเศรษฐีอาศัยกิน
ใบงาน ✓แบบวดั ฯ แบบฝกฯ แตบ่ ญุ เก่าไปวนั ๆ ไม่ไดส้ ร้างสมบุญใหม่เพม่ิ ขึ้น
พระพุทธศาสนา ม.1 กิจกรรมท่ี 2.3 นางเลือกใช้ค�าว่า “กินของเก่า” เพื่อจะได้มีโอกาสแนะน�าพ่อสามีให้หัน
มานับถือพระพุทธศาสนาซึ่งก็ได้ผลเกินคาด เมื่อเศรษฐีโกรธและฟ้องญาติผู้ใหญ่ว่านางวิสาขาดู
หนวยท่ี 2 พทุ ธประวตั ิ พระสาวก ศาสนกิ ชนตวั อยางและชาดก

กจิ กรรมที่ ๒.๓ ใหน กั เรยี นศกึ ษาประวตั พิ ทุ ธสาวกและพทุ ธสาวกิ า แลว เขยี น คะแนนเตม็ คะแนนที่ได หมนิ่ ตน นางกไ็ ด้โอกาสช้ีแจงจนกระทั่งเศรษฐเี ขา้ ใจ และหนั มานับถอื พระพทุ ธศาสนาตามนาง
เครอ่ื งหมาย ✓ ลงในตารางทกี่ าํ หนดใหถ กู ตอ งและสมั พนั ธ ๒.๓) จริงใจต่อเพื่อนและช่วยเหลือเพ่ือนเสมอ แม้ว่านางจะเป็นคนร�่ารวย
ñð
แต่นางก็ไม่ทิ้งเพ่ือนสตรีคนอื่นๆ ที่มีฐานะไม่ดีเท่ากับนาง เม่ือมีโอกาสก็พยายามช่วยเหลือพวก
กบั ขอความ (ส ๑.๑ ม.๑/๔) เธอเสมอ โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ การชว่ ยเหลอื ให้พวกเพ่อื นๆ ไดพ้ บทางสว่างแหง่ ชวี ิต ดงั ครงั้ หนงึ่
บรรดาเพื่อนๆ ของนางมีความทุกข์ พากันดื่มสุราจนเมาแล้วมาหานาง เพื่อชวนนางไปด่ืม
พฤตกิ รรม / ผลงาน พระมหากสั สปะ พระอบุ าลี อนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวสิ าขา หาความส�าราญต่อท่ีอื่น แต่นางวิสาขาพยายามเกลี้ยกล่อมจนเพ่ือนๆ เปลี่ยนใจและตามนาง
ไปยงั เชตวนั จนได้ พระศาสดาไดต้ รัสสอนใหส้ ตรีเหลา่ นั้นสร่างเมาเหล้า และตรัสสอนให้พวกเธอ
๑. มีความเชีย่ วชาญดาน ✓ เลิกละพฤติกรรมอันไมส่ มควรนนั้ ตอ่ ไป
พระวนิ ยั
๒.๔) เป็นสาวิกาผู้ม่ันคงในพระรัตนต1รัย นางวิสาขามีความเลื่อมใสม่ันคงใน
๒. ไดถวายอาหารบิณฑบาต ✓ พระรัตนตรัยอย่างยิ่ง แม้ไปอยู่ร่วมกับตระกูลมิจฉาทิฐิก็ไม่ท้ิงพระศาสนา ยังพยายามชักน�าให้
แดพระสงฆทุกวัน วันละ
๕๐๐ รปู

๓. ถอื ผาบงั สุกุล บิณฑบาต ✓
และการอยูปา เปนวัตร

๔. อายไุ ด ๗ ขวบ ไดฟง ✓
ธรรมจากพระพทุ ธเจาก็ ✓ เฉฉบลบั ย
บรรลเุ ปน พระโสดาบัน

๕. นอ มรบั โอวาท ๑๐ ประการ
ไปปฏิบัติ

๖. เปน บตุ รทด่ี ขี องบิดา ✓
มารดา

๗. ไดชักชวนพระสงฆท่ี ✓
สาํ เรจ็ พระอรหนั ต จาํ นวน
๕๐๐ รปู มาประชมุ กนั ทาํ
สังคายนา

๘. เปน ครทู ีด่ ีมวี ิธีการ ✓ พวกเขาหันมานับถือพระพุทธศาสนาได้ด้วย ทุกเช้านางจะถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์จ�านวน
ถายทอดความรอู ยา งมี ✓ ๕๐๐ รปู เขา้ วัดฟงั ธรรมเปน็ ประจ�า และคอยถวายอปุ ถมั ภ์พระสงฆด์ ้วยปัจจัยสม่ี ไิ ดข้ าด
ประสิทธภิ าพ

๙. เปน ผมู คี วามตง้ั ใจแนว แน

๑๐. เปน ผมู ีปญ ญาและมี ✓ ๒.๕) ช่วยปกป้องพระศาสนา บางครั้งนางเห็นพระภิกษุบางรูปปฏิบัติตน
กุศโลบายในการแนะนาํ ๑๗ ไม่เหมาะสม เช่น คร้ังหน่ึงนางทราบว่าพระสงฆ์จ�านวนมากเปลือยกายอาบน�้า (เพราะไม่มี
คนเขาหาพระธรรม ผ้าอาบน�้า) เห็นไม่สมควรท่ีพระสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเปลือยกายดุจพวกชีเปลือย

ขยายความเขา ใจ ใครเห็นเข้าจะต�าหนิติเตียนมาถึงพระศาสดาด้วย จึงเข้าไปทูลขอพรให้พระองค์ทรงอนุญาต
ให้พระสาวกท้ังหลายใช้ผ้าอาบน้�าได้ และนางขอเป็นผู้จัดหามาถวายเอง พระพุทธองค์ก็ทรง
Expand อนุญาต ข้อนี้เทา่ กับนางไดป้ กป้องพระเกียรติคุณของพระพทุ ธศาสนาโดยส่วนรวม และได้กลาย

ใหนกั เรยี นศกึ ษาคน ควา ประวตั ิ และคุณธรรม เป็นประเพณีถวายผ้าอาบนา้� ฝน สืบต่อกนั มาจนถึงปัจจุบนั 2
ที่ควรนาํ ไปเปน แบบอยางในการดําเนินชวี ติ ของ ๒.๖) เป็นผู้มีวิจารณญาณรอบคอบยิ่ง ดังกรณีภิกษุณีรูปหนึ่งเกิดมีครรภ์
พทุ ธสาวก บันทึกลงในกระดาษ A4 ในขณะบวช พระเทวทัตผู้เปน็ อาจารย์สงั่ ใหล้ าสกิ ขา แตภ่ กิ ษณุ ีรูปนน้ั ขอพิสจู น์ความบริสทุ ธิ์ก่อน

ตรวจสอบผล Evaluate พระพุทธองค์ทรงมอบให้นางวิสาขากับอนาถบิณฑิกเศรษฐีพิจารณาตัดสินกรณีน้ี นางวิสาขา
ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงพร้อมท้ังหาเหตุผลมาพิสูจน์ให้เห็นได้ว่า นางภิกษุณีรูปนั้นตั้งครรภ์มา
ก่อนบวช มไิ ดต้ ง้ั ครรภห์ ลังจากบวชแล้ว ถือเปน็ ผบู้ ริสทุ ธสิ์ ามารถด�ารงความเปน็ ภกิ ษณุ ตี ่อไปได ้
1. ประเมินผลจากการนําเสนอรายงานประวัติ กเ็ พราะนางวสิ าขาเป็นคนมวี จิ ารณญาณรอบคอบโดยแท้ จึงช่วยแก้ปญั หานไ้ี ด้
พุทธสาวก พุทธสาวิกา
2. ประเมินผลจากการแสดงความคดิ เหน็ และ
วเิ คราะหค ณุ ธรรมของพุทธสาวก พทุ ธสาวิกา 50

3. ตรวจบนั ทึกการคนควา พุทธสาวกพุทธสาวกิ า ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET

นกั เรยี นควรรู

1 มจิ ฉาทฐิ ิ ความเหน็ ทผ่ี ดิ จากคลองธรรม เหน็ ผิดเปนชอบ หรือเรียกวา นางวสิ าขามีคุณธรรมใดบา งที่นักเรียนสามารถนําไปปรบั ใช
เหน็ กงจักรเปนดอกบวั ในชวี ติ ประจาํ วนั ได และกอ ใหเกดิ ผลดีตอตนเองและครอบครวั อยา งไร

2 ภิกษณุ ี หญิงท่ีไดอปุ สมบทแลว หรอื พระผหู ญิงในพระพุทธศาสนา เม่อื แนวตอบ การมคี ารวธรรม มคี วามเคารพเชือ่ ฟงบดิ ามารดา และเปน
ภกิ ษณุ ตี ง้ั แต 4 รปู ข้ึนไปประชมุ กนั เน่อื งในกจิ พธิ ี เรียกวา “ภิกษุณีสงฆ” ซ่งึ ผูเ ลอ่ื มใสในพระรตั นตรัย หม่นั เขา วดั ฟง เทศน ฟงธรรมอยูเสมอ ซงึ่ จะ
เกดิ ขน้ึ ในพรรษาท่ี 5 แหง การบําเพญ็ พุทธกจิ โดยมีพระนางมหาปชาบดีโคตมี ทําใหผ ปู ฏบิ ตั มิ ีจติ ใจทีบ่ ริสุทธิ์ คดิ ดี ทําดี พูดดี ดําเนนิ ชีวติ อยบู น
พระมาตุจฉาซ่ึงเปนพระมารดาเล้ยี งของเจาชายสิทธัตถะ เปนพระภิกษณุ ีรปู แรก ศีลธรรม ทาํ ใหตนเองและครอบครัวมีความสขุ และมีความเจริญรุงเรอื ง

ดังเรอ่ื งปรากฏในภิกษณุ ีขนั ธกะและในอรรถกถา สรุปไดความวา หลงั จากพระเจา
สทุ โธทนะสวรรคตแลว วันหน่งึ ขณะท่พี ระพุทธเจาประทับอยทู ี่นโิ ครธารามในเมอื ง
กบิลพัสดุ พระนางมหาปชาบดีโคตมเี สดจ็ เขาไปทูลขออนญุ าตสละเรอื นออกบวช
ในพระธรรมวนิ ัยถึง 3 คร้ัง จนกระทัง่ พระอานนทไ ดท ลู ขอให พระพทุ ธเจา จงึ ทรง
อนุญาต โดยมเี งื่อนไขวา พระนางมหาปชาบดีโคตมจี ะตองรบั เอาครุธรรม
8 ประการไปปฏบิ ตั ิ

50 คูม ือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Engage

กระตนุ ความสนใจ

ó. Èาส¹ิกช¹ตัวÍÂา‹ § ครูเลาเรอื่ งราวของพระเจาอโศกมหาราช
หรือใหน กั เรียนชมภาพยนตรเ ร่ือง “พระเจาอโศก
พุทธศาสนิกชนหลายท่านในสมัยพระพุทธองค์ ด�ารงตนเป็นชาวพุทธที่ช่วยท�านุบ�ารุง มหาราช” (Asoka) และหลังจากจบภาพยนตร
พระพทุ ธศาสนาใหร้ ุง่ เรือง มีหลกั การด�าเนินชวี ติ และมีคุณธรรมตา่ งๆ สมควรแกก่ ารศกึ ษา ดังนี้ ใหน ักเรยี นอภิปรายถงึ อปุ นิสยั ของพระเจาอโศก
มหาราชในชวงกอ นและหลังการนับถอื พระพทุ ธ-
3.๑ พระเจา้ อโศกมหาราช ศาสนา
๑) ประวัติ พระเจา้ อโศกมหาราช เปน็ พระราชโอรสของพระเจ้าพินทุสาร กษัตริย์
สาํ รวจคน หา Explore
ในพระราชวงศ์โมริยวงศ์ ผู้ครองเมืองปาฏลีบุตร แคว้นมคธ พระเจ้าอโศกมหาราชมีพระภาดา
(พ่ีชายและนอ้ งชาย) ทง้ั หมด ๑๐๑ พระองค ์ เฉพาะพระภาดารว่ มพระชนนีเดียวกันองค์หน่ึงชื่อ ครูใหนักเรียนศกึ ษาคนควา ประวัติของพระเจา
“ติสสกุมาร” ต่อมาเม่ือพระราชบิดาสวรรคตลง พระเจ้าอโศกซ่ึงขณะน้ัน ด�ารงต�าแหน่งเป็น อโศกมหาราช พระโสณเถระและพระอตุ ตรเถระ
อุปราชครองเมืองอุชเชนี แคว้นอวันตี ได้กลับมายังเมืองปาฏลีบุตร และได้ทรงส�าเร็จโทษ จากแหลงการเรียนรตู างๆ เชน หองสมุด เปน ตน
พระภาดาต่างพระชนนถี ึง ๙๙ พระองค ์ ยกเว้นตสิ สกุมาร ซ่ึงเปน็ พระภาดาร่วมพระอุทรเดยี วกนั และสรุปประวตั โิ ดยยอ ลงสมดุ
และต่อมาพระองคก์ ็ไดท้ รงปราบดาภิเษกข้ึนเป็นกษตั รยิ ์ครองเมอื งปาฏลีบุตรต่อไป๘
เพราะเหตุนี้ พระเจ้าอโศกจึงมีพระนามเรียกขานอีกอย่างหนึ่งว่า “จัณฑาโศก” อธบิ ายความรู Explain
แปลว่า “อโศกผู้โหดร้าย” ต่อมาเม่ือพระองค์หันมานับถือพระพุทธศาสนาแล้ว และได้ทรง
ประกอบกรรมอันเป็นกุศลเป็นอันมาก ทรงท�านุบ�ารุงพระพุทธศาสนาเป็นการใหญ่ จึงได้ ครแู ละนกั เรียนรว มกนั อภปิ รายความรเู ก่ยี วกับ
พระนามใหมว่ า่ “ธรรมาโศก” แปลวา่ “อโศกผู้ทรงธรรม” พระเจาอโศกมหาราช และตงั้ ประเด็นอภปิ ราย
สาเหตุที่พระเจ้าอโศกทรง
เลอื่ มใสในพระพุทธศาสนา มีกล่าวไว้ในคัมภีร์ • เพราะเหตุใดพระเจาอโศกมหาราชจึงหันมา
สมันตปาสาทิกาอรรถกถาพระวินัยปิฎกว่า เล่อื มใสพระพุทธศาสนา
“วันหน่ึงพระองค์ทอดพระเนตรผ่านสีหบัญชร (แนวตอบ พระองคทรงซาบซึง้ ในพุทธวจนะ
(หน้าต่าง) พระราชนิเวศ ได้ทอดพระเนตร ของสามเณรนโิ ครธท่กี ลาววา “ความไม
เห็นสามเณรน้อยรูปหน่ึงนามว่า “นิโครธ” ประมาทเปนทางไมต าย ความประมาทเปน
เดินบิณฑบาตด้วยอาการส�ารวมผ่านลาน ทางแหง ความตาย คนท่ปี ระมาทถึง
พระราชวัง ทรงเกิดความเอน็ ดเู ยี่ยงบตุ รขึน้ มา มชี ีวิตอยู กเ็ ปรียบเสมอื นคนตายแลว ”)
ทันที จึงให้คนไปนิมนต์สามเณรรูปน้ันข้ึนมา
สนทนา และทรงขอให้สามเณรแสดงธรรม
ใหฟ้ งั สามเณรจงึ ไดก้ ลา่ วพทุ ธวจนะบทหนง่ึ วา่ ”

๘ ในศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกแผ่นท่ี ๕ ยังกล่าวถึง ดพินระแเจด้านอใโนศกบมรหิเวาณราชชมจ1พะใูทหว้สีปรท้างี่พเสระาหพนิุทตธั้งศไาวส้ ซนง่ึ าบแนผห่ไัวปเถสึาง
พระภาดาต่างพระมารดาของพระองค์อยู่ แสดงว่าพระภาดาอาจ
ไม่ถกู ส�าเรจ็ โทษทง้ั หมด จะแกะสลักเปน็ รูปสิงห์

5๑

แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETิด นกั เรียนควรรู

อะไรคือสาเหตุสําคัญที่ทาํ ใหพ ระเจา อโศกมหาราชทรงละทง้ิ ความโหดราย 1 รูปสงิ ห จะหนั หัวไปทัง้ 4 ทศิ ซงึ่ ประดบั ไวบนเสาอโศกนี้ ทางรัฐบาลอนิ เดยี
และหนั มานับถอื พระพทุ ธศาสนา ไดนาํ มาใชเปน ตราแผน ดินของประเทศ คาํ จารกึ ของพระเจาอโศกมหาราชท่ีวา
แนวตอบ เพราะทรงทอดพระเนตรเห็นกองซากศพ และคราบเลอื ดใน “สตั ยเมวะ ชะยะเต” (ความจริงชนะทกุ ส่ิง) ก็ถกู นาํ มาใชเปน คาํ ขวัญประจําชาติ
สงครามทพี่ ระองคทรงกอ ขึน้ เปนจํานวนมาก จึงเกิดความสลดพระทัยจาก อนิ เดียในปจ จุบันนีด้ ว ย
สงครามครงั้ น้ี อกี ทัง้ ทรงไดฟ ง ธรรมจากสามเณรเกย่ี วกับความประมาท แลว
เกดิ ความซาบซ้งึ ในพุทธวจนะทําใหทรงเปล่ยี นนิสยั และหนั มานบั ถือ มุม IT
พระพทุ ธศาสนาอยา งจริงจงั
ศึกษาคนควา ขอ มลู เพิ่มเตมิ เกีย่ วกับพระราชประวัติของพระเจาอโศกมหาราช
ไดที่ http://www.ashokathegreat.org

คมู ือครู 51

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ครูใหนกั เรียนเขียนอธบิ ายพระจรยิ าวัตรของ “ความไม่ประมาทเปน็ ทางไมต่ าย ความประมาทเปน็ ทางแห่งความตาย
พระเจาอโศกมหาราชเกี่ยวกับการทาํ นุบํารงุ คนที่ประมาทถึงมชี ีวติ อยู่ ก็เปรยี บเสมอื นคนตายแลว้ ”
และอปุ ถัมภพ ระพทุ ธศาสนา และนาํ เสนอ พระเจา้ อโศกทรงซาบซงึ้ เปน็ อยา่ งยงิ่ จงึ กลา่ วปฏญิ าณตนเปน็ พทุ ธศาสนกิ ชนต้ังแต่
ในช้ันเรยี น บัดน้ัน๙
เมื่อทรงเล่ือมใสในพระพุทธศาสนาแล้ว พระองค์ก็ได้ทรงท�านุบ�ารุงพระพุทธ-
2. ครูตงั้ คําถามเกย่ี วกบั พระเจาอโศกมหาราช จศ�าานสนวนาเเปทน็่ากกันารเพให่ือญถ่ วทายรงเปส็นร้าพงุทวิหธบารูชจา�า นแวล2นะ ไ๘ด้ท๔ร,๐ง๐อ๐น ุญหาลตงั ใ หต้พามระจโ�าอนรวสนพพระรนะธารมรวม่าข นั“มธห์ สินรท้ากงเุมจาดรีย”์1
แลวใหน ักเรยี นรวมกันอภิปราย และพระราชธิดาพระนามวา่ “สงั ฆมิตตา” บวชในพระพทุ ธศาสนาอีกด้วย
• ถาพระเจาอโศกมหาราชไมเ ปลย่ี นพระทัยหนั เหล่าเดียรถีย์หรือนักบวชนอกพระพุทธศาสนา เห็นลาภสักการะเกิดขึ้นมากมาย
มานับถือพระพทุ ธศาสนา จะมีผลอยางไรตอ ในพระพุทธศาสนา จึงพากันปลอมตัวบวชเป็นพระเพื่อหวังลาภสักการะ เมื่อบวชแล้วก็ไม่สนใจ
พระพุทธศาสนา ศึกษาพระธรรมวินัย และยังแสดงลัทธินอกธรรมวินัยอยู่เสมอ ท�าให้เกิดความสับสนข้ึนใน
(แนวตอบ นกั เรยี นสามารถตอบไดอ ยา งหลาก พระพุทธศาสนา พระเจ้าอโศกมหาราชทรงโปรดให้พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระและคณะสงฆ์ท�า
หลาย เชน พระพทุ ธศาสนาอาจมผี นู บั ถืออยู สงั คายนาพระธรรมวนิ ยั โดยนา� พระสงฆท์ งั้ หมดมาทดสอบความรเู้ กยี่ วกบั พระพทุ ธศาสนา รปู ใด
ในวงจํากดั ในประเทศอินเดยี เปนตน ) ตอบไมไ่ ด้ก็ให้ลาสกิ ขา (สึก) ออกไป โดยนัยนี้เดยี รถียท์ ่ีปลอมบวชไดถ้ ูกจับสกึ เป็นจา� นวนมาก
จากนั้นครูชวยสรุปเพม่ิ เตมิ วา พระราช- หลังการท�าสังคายนาเสร็จแล้ว พระองคไ์ ด้สง่ “คณะธรรมทตู ” ไปเผยแผ่พระพุทธ-
กรณียกจิ ของพระเจาอโศกมหาราช ถอื วา ศาสนายงั แคว้นตา่ งๆ ๙ สายด้วยกัน พระเจา้ อโศกมหาราชเป็นกษตั ริยพ์ ระองคแ์ รกที่ทรงผนวช
เปนหวั เลี้ยวหวั ตอ ท่ีทําใหพระพทุ ธศาสนาได
ประดษิ ฐานอยา งม่ันคงในหลายประเทศ
มาจนถึงทกุ วันน้ี

ชั่วคราวในขณะที่ทรงครองราชย์อยู่ และได้เปลี่ยนวิธีการแผ่กฤษดาภินิหารด้วยการท�าสงคราม
หนั มาใชพ้ ทุ ธธรรมเป็นแนวทางปกครองประเทศ จนเกิดระบบ “ธรรมราชา” ขึ้นเป็นแบบอย่าง
ให้กษัตริยใ์ นยุคหลงั ๆ ได้ด�าเนนิ รอยตามจนกระท่ังบัดนี้

๒) คณุ ธรรมท่ีควรถอื เป็นแบบอย่าง
๒.๑) ทรงเป็นผู้ม่นั คงในพระรัตนตรยั และเปน็ อุบาสกทด่ี ี เม่อื ทรงหนั มาเล่ือมใส
พระพุทธศาสนาแล้ว พระเจ้าอโศกทรงมั่นคงในพระรัตนตรัยย่ิง ทรงเอาพระทัยใส่ในการท�านุ
บา� รงุ พระพทุ ธศาสนา เชน่ ถวายความอุปถัมภ์พระสงฆ ์ สรา้ งวดั สรา้ งเจดยี ์ ตลอดจนสนบั สนุน
การสังคายนาช�าระสังฆมณฑลให้บริสุทธ์ิ และส่งคณะธรรมทูตไปเผยแผ่พระพุทธศาสนายัง
ตา่ งแดน
๒.๒) ทรงมีความรับผิดชอบอย่างยิ่ง ข้อน้ีปรากฏชัดเม่ือครั้งทรงทราบว่า
พระสงฆท์ ่ีมศี ีลธรรมบริสทุ ธ์ิไม่ยอมร่วมสังฆกรรมกบั พระอลัชชี๑๐ ทปี่ ลอมบวชเขา้ มา ทา� ให้เกดิ

๙พระเจ้าอโศกทรงเล่าถึงสาเหตุท่ีหันมานับถือพระพุทธศาสนา เพราะทรงสลดสังเวชพระทัยท่ีทอดพระเนตรเห็นผู้คน
ล้มตายเปน็ จ�านวนมาก ในคราวท่ีทรงยกทัพไปปราบปรามแควน้ กลงิ คะ เพื่อขยายอาณาเขตออกไปทางใต้

๑๐อลชั ช ี หมายถึง ผูท้ ี่ไมม่ คี วามละอาย ภิกษุผู้มกั ประพฤตลิ ะเมิดพทุ ธบญั ญัติ

52

นกั เรยี นควรรู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET
พระเจา อโศกมหาราชทรงมวี ิธีอยา งไรในการทําใหพวกเดียรถียท ี่ปลอม
1 มหินทกุมาร พระราชโอรสของพระเจาอโศกมหาราช ทรงเสด็จออกผนวช ตัวมาบวชถกู จับสึกเปน จาํ นวนมาก
เปนพระภิกษุ และทรงศึกษาปฏิบัติธรรมจนสาํ เรจ็ เปน พระอรหนั ต เมอื่ การ แนวตอบ พระองคมวี ธิ กี ําจดั พวกเดียรถียด ว ยการทาํ สังคายนาพระธรรม
สงั คายนาพระไตรปฎ กครงั้ ที่ 3 สนิ้ สดุ ลง พระเจา อโศกมหาราชทรงสง พระมหนิ ทเถระ วนิ ยั โดยนําพระสงฆทง้ั หมดมาทดสอบความรเู ก่ียวกบั พระพุทธศาสนา
พรอ มดว ยคณะสงฆผ ตู ดิ ตามเดนิ ทางไปเผยแผพ ระพทุ ธศาสนายงั ศรลี งั กา จนทาํ ให รูปใดตอบไมไ ดก ็ใหล าสิกขา (สกึ ) ออกไป
พระพุทธศาสนาเจริญรงุ เรอื งในประเทศศรีลงั กาจนมาถงึ ปจจบุ ัน
2 สังฆมติ ตา พระราชธดิ าของพระเจา อโศกมหาราช ทรงเสด็จออกผนวชเปน
พระภิกษณุ อี ยูใ นสาํ นักของภกิ ษุณี และทรงศกึ ษาปฏบิ ัติธรรมจนสําเรจ็ เปน
พระอรหันต ตอจากน้ันพระเจาอโศกมหาราชทรงสงพระสังฆมิตตาเถรีเปน
พระอุปช ฌายผนวชใหพระนางอนฬุ าเทวี ซึ่งเปนพระมเหสีของพระเจาเทวา-
นมั ปย ตสิ สะกษตั รยิ ผ ปู กครองศรลี งั กา ตลอดจนเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาและตงั้ สาํ นกั
ภกิ ษุณีในศรลี ังกา

52 คมู อื ครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

แตกความสามคั คกี นั ขนึ้ พระองคร์ บั สงั่ ใหม้ หาอา� มาตยค์ นหนง่ึ ไปบอกใหพ้ ระสงฆม์ คี วามสามคั คกี นั 1. ครนู ําสนทนาเก่ยี วกบั การเผยแผพ ระพทุ ธ-
แต่มหาอ�ามาตย์ได้กระท�าการเกินเหตุ คือ เอาดาบฟันคอพระท่ีไม่ยอมลงโบสถ์ กับพระอลัชชี ศาสนาหลงั พทุ ธกาล ซึ่งมีการแตงตั้ง
ถึงแกม่ รณภาพหลายรูป พระเจา้ อโศกยอมรบั วา่ เป็นความผิดของพระองค์เอง เพราะเป็นตน้ เหตุ พระธรรมทตู เปนผูเผยแผพ ระพทุ ธศาสนา
ให้พระสงฆ์มรณภาพ จึงทรงรบั ผิดชอบต่อการกระทา� ของมหาอา� มาตย์คนนี้ และทรงไถ่โทษดว้ ย ตามแควน ตา งๆ ใหน กั เรียนฟง
การสนบั สนนุ พระเถระผู้ใหญ่ทา� สงั คายนาพระพุทธศาสนา
2. ใหนกั เรียนรวมกนั อภปิ รายถงึ บทบาทสําคญั
๒.๓) ทรงมีน�้าพระทัยกว้างขวางและให้เสรีภาพในการนับถือศาสนา ก่อนจะมา ของพระโสณะและพระอุตตระในฐานะ
นับถือพระพุทธศาสนา พระเจ้าอโศกนับถือศาสนาอ่ืน (เข้าใจว่าเป็นศาสนาเชนตามอย่าง พระธรรมทูตเผยแผพระพุทธศาสนา
บรรพบุรุษ) มาก่อน แม้ภายหลังจะเป็นพุทธศาสนิกชนแล้ว พระองค์ก็ยังพระราชทานความ
อุปถัมภ์แก่ลัทธิศาสนาอื่นตามสมควร ดังเช่นทรงอุทิศถ�้าอชันตาส่วนหนึ่งให้แก่ลัทธิศาสนา 3. ครูสมุ ตวั แทนนกั เรยี นออกมาอธบิ ายวา
อ่นื ด้วย และพระราชทานเสรีภาพในการนับถือศาสนาแก่ประชาชนในประเทศของพระองค์ ดังท่ี คณุ ธรรมใดของพระโสณะและพระอตุ ตระ
ทรงจารกึ ไว้ในศลิ าจารกึ หลกั ท่ ี ๑๒ ว่า “ให้ประชาชนมนั่ คงในศาสนาของตน เพราะความเจรญิ ท่นี กั เรยี นสามารถนาํ ไปประยุกตใชใ นชีวติ
งอกงามในธรรมย่อมมีในศาสนาทั้งปวง ไม่พึงยกย่องลัทธิศาสนาของตนและต�าหนิลัทธิศาสนา ประจาํ วันได
ของคนอื่น เพราะว่าลัทธิศาสนาของคนอื่นย่อมเป็นส่ิงควรบูชาของพวกเขา ใครก็ตามยกย่อง (แนวตอบ การเปนผูมขี นั ตธิ รรม กลา วคอื ใน
ลัทธิศาสนาของตนดูหมิ่นลัทธิศาสนาของผู้อ่ืน มิได้ช่วยให้ลัทธิศาสนาของตนดีข้ึน แต่กลับ การทาํ งานใดๆ หากมคี วามอดทน ไมยอทอ
เป็นการทา� อนั ตรายแกล่ ทั ธิศาสนาของตนหนกั ลงไปอกี ” ตอ อปุ สรรคทีจ่ ะตอ งเผชญิ ยอมประสบ
ผลสาํ เรจ็ ไดอ ยางแนน อน)
๒.๔) ทรงเป็นมหาราชในอุดมคติ พระเจ้าอโศกมหาราชเลิกใช้วิธีรุนแรง
แต่ทรงใช้ธรรมะมาเป็นหลักในการปกครอง สถาปนาระบบ “ธรรมราชา” คือ ปกครองประเทศ
โดยยดึ ธรรมะ โดยเฉพาะพระพทุ ธธรรมเป็นหลกั สร้างความสงบสขุ แกพ่ สกนกิ รทั่วหน้า นบั เป็น
มหาราชในอุดมคตทิ พี่ ระมหากษตั รยิ ์ในยุคต่อมาพงึ ถอื เอาเป็นแบบอย่างเป็นอยา่ งยิ่ง

3.2 พระโสณะและพระอตุ ตระ
๑) ประวตั ิ พระโสณะและพระอตุ ตระ เปน็ ชาวชมพทู วปี มชี วี ติ อยใู่ นพทุ ธศตวรรษท ่ี ๓

รัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช ทั้งนี้ไม่ปรากฏประวัติก่อนบวช ปรากฏแต่ว่า เม่ือท่าน
ท้ังสองอุปสมบทแล้ว เป็นผู้แตกฉานในพระไตรปิฎก โดยเป็นผู้มีส่วนร่วมในการท�าสังคายนา
พระไตรปฎิ ก ครง้ั ท ี่ ๓ และเมอื่ เสรจ็ สน้ิ การสงั คายนา กไ็ ดร้ บั การแตง่ ตงั้ เปน็ ธรรมทตู เผยแผพ่ ระพทุ ธ-
ศ าสนา ในป ระเสทุวศรตรา่ ณงๆภ โูมด1ิ ยทคาื่อน ทภงั้ ูมสอิภงาไดคเ้ลดุ่มนิ ทแามง่นม�้าาเเผจย้าแพผรพ่ ะรยะาพ ทุ สธัศนานสิษนฐาใานนดวนิ ่าแมดีเนมสือวุ รงรนณคภรมูปิ ฐม
ในปัจจุบันเป็นศูนย์กลาง ในสมัยนั้นชาวเมืองถูกผีเส้ือสมุทรคุกคาม โดยผีเสื้อสมุทรได้จับทารก
แรกเกิดในราชส�านักกิน ท�าให้เป็นท่ีหวาดผวาของประชาชนทั่วไป เมื่อพระเถระทั้งสองมาถึง
ประชาชนกพ็ ากันถอื ศสั ตราวธุ ออกมาเพ่อื ตอ่ ส้ ู เพราะเข้าใจว่าทา่ นทง้ั สองเป็นพวกผเี สื้อสมทุ ร

53

แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tิด นักเรยี นควรรู

พระเจา อโศกมหาราชมีพระทัยกวางในการนบั ถือศาสนา มีผลดีอยางไร 1 สุวรรณภมู ิ ดินแดนที่มีการกลาวถึงในคมั ภรี พระพุทธศาสนาโบราณไวว า
1. ชวยขจัดขอ ขัดแยงเชงิ ศาสนา “สวุ รรณภมู ิ” คอื ดินแดนทีอ่ ยูทางทิศตะวนั ออกของประเทศอินเดีย จงึ สันนษิ ฐาน
2. มผี ูนับถือพระพทุ ธศาสนามากขึน้ ไดวา เปนสว นแผน ดนิ ของประเทศพมา ไทย และกัมพชู า และศนู ยกลางของ
3. ผูคนจากเมอื งอ่นื มาคาขายเพมิ่ ขึ้น พระพุทธศาสนาในดนิ แดนสุวรรณภูมิ ชว งพทุ ธศตวรรษที่ 11 - 12 ตงั้ อยูที่จังหวดั
4. ทาํ ใหบ านเมืองกา วหนา อยา งรวดเรว็ นครปฐมของประเทศไทย ดงั หลกั ฐานทปี่ รากฏในปจ จบุ นั คือ ธรรมจกั รและกวาง
หมอบศลิ าทราย พระพุทธรปู ศลิ าประทบั น่ังหอยพระบาทขนาดใหญ และศิลปวัตถุ
วิเคราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 1. การใหเสรภี าพในการนบั ถือพระพุทธศาสนา สมยั ทวารวดีจาํ นวนมาก รวมทงั้ พระปฐมเจดีย (องคเ ดมิ )

แกช าวเมอื งเปน การปพู ืน้ ฐานใหชาวเมอื งรูจักยอมรบั ขอ แตกตา งในการ ทัง้ นี้คําวา สุวรรณภมู ิ มิไดส่ือความหมายวา เปนดินแดนที่เตม็ ไปดวย
อยูรวมกนั พรอ มทจ่ี ะเรยี นรแู ละปรับตัวในการอยรู ว มกับชาวเมอื งท่ีนบั ถือ ทองคําจรงิ ๆ หากแตส อ่ื ความหมายวา เปนดนิ แดนทีม่ คี วามอดุ มสมบูรณ
ศาสนาอ่นื ไดอยางมคี วามสุข ประดจุ ดั่งมที องคําอยูทั่วไป

คมู ือครู 53

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Expand Evaluate
Engage Explain

อธบิ ายความรู

ใหนกั เรียนศึกษาคนควา เพมิ่ เติมเก่ียวกบั พระโสณะและพระอุตตระได้ช้ีแจงว่าพวกท่านมิใช่พวกผีเส้ือสมุทร แต่เป็น
“พรหมชาลสตู ร” แลววเิ คราะหวา มเี นือ้ หา สมณศากยบตุ ร เดนิ ทางมาเพอื่ ประกาศพระพทุ ธศาสนา ท่านท้ังสองได้ขับไล่ผีเส้ือสมุทรไปด้วย
เก่ยี วกบั เร่ืองใด ทําไมจงึ ทาํ ใหช าวสวุ รรณภมู ิเกิด อิทธานุภาพ ท�าให้ประชาชนหายหวาดกลัว
ความเขา ใจและเกดิ ความเลอ่ื มใสในพระพทุ ธศาสนา และหันมาเลื่อมใสในพระเถระทง้ั สอง พระเถระ
มากขนึ้ ทเร้ังื่อสงอ ง“พไดร้หแมสชดางลพสรูตะรธ”1ร รแมลเะทไดศ้เนปาลใ่งนวหาจัวาขถ้อึง
ไตรสรณคมน ์ รวมถงึ สมาทานศลี ๕๑๑
(แนวตอบ ครเู ปด โอกาสใหน ักเรียนแสดง กุลบุตรในดินแดนสุวรรณภูมิ จ�านวน
ความคิดเหน็ ไดอ ยางหลากหลาย โดยมเี หตุผล
ทสี่ อดคลอ งกับเนอื้ หาในพรหมชาลสูตรอยา ง
ถกู ตอ ง)

ขยายความเขา ใจ Expand ๓,๕๐๐ คน และกุลธิดาจ�านวน ๑,๕๐๐ คน
ได้บวชในพระพุทธศาสนา เป็นจุดเริ่มต้นให้
พระพทุ ธศาสนาได้หยั่งรากลงลึกในสุวรรณภูม ิ
ใหน กั เรียนศึกษาคนควา เพม่ิ เตมิ เกยี่ วกับ และเจรญิ แพรห่ ลายสบื ตอ่ มานบั ศตวรรษ เพราะ
ประวัติและผลงานของศาสนิกชนทานอื่นท่ีมีความรู พระโสณะและพระอุตตระมีคุณูปการแก่ชาว
ความสามารถในการเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาพรอ มหา สวุ รรณภมู ิ และพระพุทธศาสนาโดยรวม ชาว
ภาพประกอบ บันทึกลงในกระดาษ A4 เมืองจึงมักตั้งช่ือบุตรหลานท่ีเกิดภายหลังว่า
โสณะบ้าง อุตตระบ้าง เพื่อเป็นอนุสรณ์ร�าลึก
ตรวจสอบผล Evaluate กุลบุตร กุลธิดา ในแคว้นสุวรรณภูมิขอบวชกับพระโสณ ถงึ คุณของพระเถระทง้ั สอง
ะและพระอุตตระ อันทำาให้พระพุทธศาสนาเร่ิมต้นใน
ดนิ แดนนี้

1. ตรวจสอบจากความถกู ตอ งของขอ มลู ใน ๒) คุณธรรมทีค่ วรถอื เป็นแบบอย่าง
การศึกษาคนควา เพ่มิ เตมิ เกี่ยวกบั ประวัติและ ๒.๑) เปน็ สาวกทดี่ ขี องพระพทุ ธเจา้ แมว้ า่ ทา่ นทงั้ สองจะเกดิ ไมท่ นั สมยั พทุ ธกาล
ผลงานของศาสนกิ ชนตัวอยา ง แต่เมื่ออุปสมบทแล้ว ท่านท้ังสองก็ได้ต้ังใจปฏิบัติธรรม และศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน
มคี วามรคู้ วามสามารถในการเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา จงึ ไดร้ บั คดั เลอื กใหเ้ ปน็ พระธรรมทูตเผยแผ่
2. ตรวจสอบจากการใชเ หตผุ ลในการอภิปรายได พระพุทธศาสนาในตา่ งแดน
ถกู ตอ ง ตรงประเด็น

๒.๒) เป็นผู้มีขันติธรรมสูงยิ่ง ท่านทั้งสองและคณะเดินทางจากชมพูทวีปมายัง
ดินแดนสุวรรณภูมิซึ่งไกลและใช้เวลานานมาก ย่อมต้องประสบความยากล�าบากต่างๆ มากมาย
แต่ท่านท้ังสองก็ไม่ย่อท้อ ด้วยเห็นแก่ประโยชน์ของพระพุทธศาสนา จึงอดทนต่อสู้ความทุกข ์
ความเหนื่อยยาก สมกบั ท่ีตรสั ไวใ้ นโอวาทปาฏโิ มกข์ว่า “ขนตฺ ี ปรม� ตโป ตตี กิ ขฺ า ขันตคิ ือความ
อดกล้ันเป็นตบะอยา่ งย่งิ ”
๒.๓) เป็นผู้มีความสามารถในการถ่ายทอดพระธรรม เมื่อท่านทั้งสองพบชาว
สุวรรณภูมิก�าลังตกอยู่ในความเกรงกลัวผีเส้ือสมุทร ท่านทั้งสองได้ใช้อิทธิฤทธิ์ขับไล่ผีเสื้อสมุทร

๑๑สมันตปาสาทิกา อรรถกถาพระวนิ ยั ปฎิ ก ภาค ๑ ฉบับมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลยั พ.ศ. ๒๕๓๔, หนา้ ๖๓.

5๔

นักเรียนควรรู กจิ กรรมสรา งเสรมิ

1 พรหมชาลสูตร คําสอนของพระพทุ ธเจาทบี่ รรจอุ ยูในพระไตรปฎ กเลมที่ 9 ครใู หน กั เรยี นวเิ คราะหคุณลักษณะของพระโสณเถระและพระอุตตรเถระ
ช่ือ ทฆี นิกาย สลี ขนั ธวรรค หมวดพระสูตรกลา วถงึ พระธรรมเทศนา คําบรรยาย ทน่ี ักเรียนสามารถนํามาเปน แบบอยางในการเรียน และการดําเนินชวี ิต
หรืออธบิ ายธรรมตา งๆ ท่ตี รัสอา งองิ ใหเหมาะกบั บุคคลและโอกาส ตลอดจน ประจาํ วนั ได แลว เขียนสรุปลงในกระดาษ A4
บทประพันธ เรอ่ื งเลา และเร่อื งราวทั้งหลายในพระพุทธศาสนา

มมุ IT

ศกึ ษาคนควา ขอมูลเพ่มิ เติมเก่ียวกับพรหมชาลสูตร ไดท่ี
http://www.larnbuddhism.com

54 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Engage

กระตนุ ความสนใจ

ให้หนีไป สร้างขวัญและก�าลังใจแก่ชาวสุวรรณภูมิให้เช่ือม่ันว่าท่านและคณะมีความสามารถท่ีจะ ครสู นทนากับนักเรียนเก่ยี วกบั ความหมายของ
ปกป้องพวกเขาได้ จากนั้นท่านท้ังสองได้น�า พรหมชาลสูตร ซึ่งมีเน่ื้อหาเกี่ยวกับความเห็นผิด ชาดก และตง้ั คําถามกระตนุ ความสนใจวา
มาแสดง ท�าให้ชาวสุวรรณภูมิเห็นว่า ความเชื่อที่ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนาคืออะไร จน
ท�าให้ชาวเมืองเข้าใจและเกิดความเล่ือมใส ถึงกับออกบวชเป็นภิกษุ ภิกษุณี จึงแสดงว่าท่าน • นักเรียนเคยไดย นิ เร่อื งราวของชาดกบาง
ทง้ั สองมีความรูค้ วามสามารถและกลวิธใี นการถ่ายทอดพระธรรมได้เป็นอย่างดี หรือไม เชน เร่ืองอะไรบาง

๔. ชาดก สาํ รวจคน หา Explore

ชาดก คือเร่ืองราวของพระโพธิสัตว์มาบ�าเพ็ญบารมี เพ่ือจะไปเสวยชาติเป็นพระพุทธเจ้า ใหน ักเรียนศึกษาเร่ืองราวชาดกจากหนงั สือ
ทพ่ี ระพุทธเจ้าตรัสเล่าไว้อยใู่ นสุตตันตปิฎก นกิ ายขทุ ทก มีทง้ั หมด ๕๔๗ เร่อื ง ชาดกท่นี ่าสนใจ เรยี นหนา 55 - 59 และขออาสาสมคั รออกมาเลา ให
ควรศกึ ษา มีดังน้ี เพือ่ นในชัน้ เรยี นฟง

๔.๑ อัมพชาดก อธบิ ายความรู Explain

ครง้ั หนง่ึ ในสมยั พทุ ธกาล พระเทวทตั คดิ เปน็ ใหญจ่ ะปกครองสงฆแ์ ทนพระพทุ ธเจา้ เมื่อถูก ใหนกั เรยี นแบงกลมุ กลุมละ 3 คน นาํ
ห้ามกข็ ดั เคอื ง ถงึ ขนั้ บอกคนื ความเป็นอาจารยแ์ ก่พระพทุ ธเจ้า “เราไม่เป็นศิษยพ์ ระพุทธเจา้ แล้ว เร่ืองราวของชาดกเรื่อง อัมพชาดกไปเขยี นเปน
เราจักเป็นพระพุทธเจ้าเอง” จากนั้นพระเทวทัตก็ท�าสังฆเภท (ท�าสงฆ์ให้แตกกัน) จนท่ีสุดก็ถูก หนังสือนิทานเลมเล็ก โดยวาดภาพประกอบ
แผน่ ดนิ สูบ ตามจินตนาการใหสวยงาม

พระพุทธเจ้าตรัสว่า “มิใช่แต่ชาติน้ีเท่าน้ันท่ีเทวทัตบอกคืนอาจารย์ ชาติก่อนก็เช่นกัน”
จึงตรัสเล่า อัมพชาดก มีความว่า พราหมณ์
หนุ่มคนหน่ึงเดินทางกลับจากไปเล่าเรียน
แศิลหป่งวหิทนยึ่งา พรบะหจัณว่าฑงทาลา1งคมนาหถนึง่ึงเมเชือี่ยงวชชายาญแดในน
มนต์เสกมะม่วงให้ออกดอกผลให้รับประทาน
ได้ในช่ัวพริบตา จึงเกิดความเลื่อมใสเข้าไป
ขอเรียนมนต์จากจัณฑาลคนน้ัน แต่จัณฑาล
คนนน้ั ไมต่ อ้ งการถา่ ยทอดวชิ าให ้ เพราะสงั เกต
บุคลิกพราหมณ์หนุ่มน้ันว่าไม่ใช่คนดี แต่
พราหมณ์หนุ่มก็พยายามเอาใจใส่ คอยรับใช้
งานบ้านของจัณฑาลทุกอย่างด้วยความอยาก
รมู้ นต ์ จนภรรยาของจณั ฑาลเหน็ ใจชว่ ยออ้ นวอน พราหมณห์ นมุ่ ศกึ ษาวชิ าเสกมะมว่ งจากอาจารยจ์ ณั ฑาล
ใหส้ ามถี า่ ยทอดมนตแ์ กพ่ ราหมณห์ นมุ่ ผู้น้นั

55

แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tดิ นักเรยี นควรรู

ขอใดเปนเหตุผลสาํ คญั ทพี่ ระพทุ ธเจา ตองยกชาดกมาประกอบใน 1 จณั ฑาล ในระบบวรรณะของอินเดียประกอบดวยชนชนั้ ตา งๆ 4 วรรณะ ดงั น้ี
การแสดงธรรม 1. พราหมณ คอื นกั บวช
2. กษัตรยิ  คือ นกั รบ นกั ปกครอง
1. เพอื่ เปนคตธิ รรมสอนใจ 3. แพศยะ หรือไวศยะ คือ พอ คา ชางฝมือ เกษตรกร
2. เพ่อื เปนสงิ่ กระตุน ใหตง้ั ใจฟง 4. ศูทร คอื กรรมกรผูใชแ รงงาน
3. เพอ่ื เปน บทนําของการแสดงธรรม สวน “จณั ฑาล” น้นั หมายถึง บตุ รทเ่ี กิดจากความสมั พันธตางวรรณะ ซ่ึง
4. เพือ่ เปนบทขยายความในการแสดงธรรม
เปนวรรณะตอ งหา มตามความเชื่อของศาสนาฮนิ ดู โดยเฉพาะบตุ รท่เี กิดจากความ
วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 1. เน่ืองจากชาดกทุกเร่อื งแฝงคตธิ รรมสอนใจ สมั พนั ธของชายวรรณะศูทรกบั หญงิ วรรณะพราหมณ จะถือเปนการละเมดิ กฎ
วรรณะทงั้ 4 อยางรุนแรง
ทําใหผูฟ ง ซาบซึง้ และประทบั ใจในเรอื่ งนั้นๆ และนําคติธรรมสอนใจไปปฏบิ ตั ิ

คมู อื ครู 55

กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

ครูและนักเรยี นอภิปรายถงึ ผลงานหนังสอื นิทาน จัณฑาลเห็นแก่ภรรยา ถ่ายทอดมนต์ให้แก่พราหมณ์หนุ่ม และกล่าวว่า “มนต์นี้น้ันหา
ชาดกของเพอื่ นในชัน้ เรยี นรวมกัน และตอบคําถาม ค่ามไิ ด้ ถ้าอาศยั มนตน์ ้ีแล้วจะไดล้ าภสักการะมากมาย ถ้ามีผ้ใู ดมาถามวา่ เรียนมนตน์ ี้มาจากไหน
ตอไปน้ี ให้บอกความตามความเป็นจริงว่า ศึกษามาจากอาจารย์ผู้เป็นจัณฑาล มิเช่นน้ันแล้วมนต์นี้ก็จะ
เไดมินเ่ กทิดาปงรไปะโยยังชเนม์เือลงยพ” ารพารณาหส1มี โณด์หยนเสมุ่ กจมงึ ะรมบั ่วปงาสกุกวจา่ �าจนะไวมน่โมกาหกกเเพป่ือน็ ยอังันชขีพา ดค นแลรัก้วลษาาอพารจะารรายชจ์ อณั ุทฑยาานล
• จากพฤตกิ รรมของพราหมณใ นชาดกเรอ่ื งนี้ ได้ซ้ือมะม่วงไปถวายพระราชา เม่ือพระราชาเสวยมะม่วงอันมีรสชาติหวานอร่อย ก็ชอบพระทัย
ใหขอคิดอะไรกบั นักเรียนบาง ตรัสถามท่ีมาของมะม่วง เม่ือพระองค์ทรงทราบว่ามาจากพราหมณ์หนุ่ม จึงรับสั่งให้ตามหา
(แนวตอบ ใหขอคิดในเรอื่ งของความกตญั -ู พราหมณ์หนุ่มมาเข้าเฝ้า และโปรดให้อยู่ในพระราชวัง เพ่ือเสกมะม่วงให้เสวยยามมีพระราช-
กตเวที การรคู ุณคน และตอบแทนคณุ ) ประสงค์
วันหน่ึงพระราชาตรัสถามว่าพราหมณ์หนุ่มไปเล่าเรียนวิชาเสกมะม่วงน้ีมาจากไหน
• นกั เรียนมีวธิ ีใดบา งทจ่ี ะแสดงความกตญั ู พราหมณ์หนุ่มเกิดความละอายไม่กล้าทูลตามความเป็นจริง จ2ึงกราบทูลว่า “ขอเดชะฯ
ตอ ผูม ีพระคณุ ข้าพระพทุ ธเจ้าไดเ้ รียนมาจากอาจารย์ทศิ าปาโมกข์ แห่งกรงุ ตักกสิลา พระพุทธเจ้าข้า”
(แนวตอบ เชอื่ ฟงและปฏิบัตติ ามคาํ สอนของ ทันทีที่เขากล่าวค�านั้น มนต์ของเขาก็เส่ือมโดยไม่รู้ตัว วันต่อมาเม่ือพระราชารับสั่งให้เขา
ผูมีพระคณุ ตลอดจนนําความรทู ่ีไดรับ เสกมะม่วงให้เสวยเหมือนเคย แต่แม้ว่าเขาจะกล่าวมนต์เสกมะม่วงอย่างไรก็ไม่ได้ผลมะม่วง
ถา ยทอดจากผูม พี ระคุณไปใชป ระโยชนใน อย่างเช่นเคย เม่ือพระราชาเห็นว่ายังไม่ได้เสวยมะม่วงเสียที จึงตรัสถามเหตุผลท่ีเสกมะม่วง
ทางทีด่ ี ท้งั ตอตนเองและสว นรวม) ไม่ได้ พราหมณ์หนุ่มจึงกราบทูลความจริงว่าตนพูดปด ท�าให้มนต์เส่ือม ความจริงแล้วตนเรียน
มนต์มาจากอาจารย์จัณฑาล มิใช่อาจารย์ทิศาปาโมกข์ เมื่อพระราชาได้ทรงสดับดังนั้น กก็ รว้ิ ท่ี
• หากบุคคลใดมีความกตัญตู อ ผมู ีพระคณุ พราหมณ์หนุ่มมีรัตนะอันล้�าค่าอยู่กับตัว ยังไม่รู้คุณค่า ไม่รักษาไว้ รัตนะนั้นจึงอันตรธานไป
จะกอ ใหเกิดผลดอี ยา งไร จึงตรัสคาถาว่า “บุคคลรู้แจ้งธรรมจากอาจารย์ใด ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร
(แนวตอบ ความกตัญูตอ ผมู พี ระคุณจะทาํ ให คนจัณฑาล อาจารย์น้ันแล เป็นคนท่ีประเสริฐสุดของเขา” ตรัสแล้วพระราชาก็รับส่ังให้เฆ่ียน
บุคคลนั้นมคี วามเจรญิ รุงเรืองในวชิ าชีพ และ พราหมณ์หนุ่ม ผู้ท�าลายประโยชน์ที่ได้โดยยากด้วยมานะ (ความถือตัว) และอติมานะ (ความ
การดาํ เนินชวี ิตตอ ไปในอนาคต) ดูหม่นิ ) อาจารยข์ องตน และขับไล่ออกจากพระนคร
พราหมณ์หนุ่มกลับไปยังท่ีอยู่ของอาจารย์จัณฑาล กราบแทบเท้าอาจารย์สารภาพผิด
ขอเรียนมนต์ใหม่ แต่อาจารยจ์ ัณฑาลกล่าววา่ “เราประสาทมนต์แกเ่ จา้ โดยธรรม เจา้ กร็ ับเอาไป
โดยธรรม ถ้าเจ้าตั้งอยู่ในธรรม มนต์ก็จะไม่เส่ือม ดูก่อนเจ้าทรามปัญญา มนต์น้ันเจ้าได้มาโดย
ล�าบาก เป็นของหายากท่ีจะหาได้ในมนุษย์ในโลกนี้ เราอุตส่าห์ถ่ายทอดให้เจ้าเพ่ือเป็นเครื่อง
เลย้ี งชีพ แตเ่ จา้ กลบั ท�าลายด้วยการพูดเทจ็ หลอกลวง เจา้ คนชั่วเอย มนต์ใดจะมแี กเ่ จ้า เราไม่มี
วันถ่ายทอดมนต์ให้เจ้าอีกแล้ว” เม่ือกล่าวจบอาจารย์จัณฑาลก็ขับไล่พราหมณ์หนุ่มไปให้พ้นจาก
บ้านตน พราหมณ์หนุ่มออกจากบ้านอาจารย์ด้วยจิตใจแหลกสลาย คิดว่าตนจะมีชีวิตอยู่ท�าไม
ตายเสยี ดีกว่า แล้วก็เดินทางเขา้ ป่าตายอยา่ งคนอนาถา

56

นักเรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNิดET
พิชญาเปน คนฉลาดและขยันในการศกึ ษาเลา เรยี น เธอจะเช่อื ฟงและ
1 พาราณสี หรอื วาราณสี (Varanasi) เปนช่อื เมอื งหลวงของแควนกาสี ปฏบิ ัตติ ามคําสอนของครูอาจารยอ ยูเสมอ แสดงวาพชิ ญามีคุณธรรม
ประเทศอินเดยี เปนเมืองทีม่ ีแมน้าํ คงคาไหลผาน ซึง่ ชาวฮนิ ดูตางเชอ่ื กันวา สอดคลอ งกบั ขอ คดิ ในชาดกเรอื่ งใด
การไดอ าบนา้ํ ในแมน ํ้าคงคาเปน การลางบาป นอกจากน้ี เมอื งพาราณสยี งั เปน 1. อมั พชาดก
เมอื งแหงการแสวงบญุ ของชาวพทุ ธท่วั โลก กลาวคือ เปน เมืองทมี่ คี วามสาํ คัญทาง 2. ตติ ตริ ชาดก
พระพทุ ธศาสนา มอี าณาเขตครอบคลุมถงึ ปาอิสปิ ตนมฤคทายวัน อนั เปนสถานทที่ ี่ 3. ราโชวาทชาดก
พระพทุ ธเจา ทรงแสดงปฐมเทศนาแกปญ จวคั คยี  ซงึ่ ปจ จุบนั เรยี กวา สารนาถ 4. มติ ตวนิ ทกุ ชาดก
อนั เปน สังเวชนยี สถานแหง หน่งึ วิเคราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 1. อัมพชาดกใหข อ คดิ วา “ความกตัญู-
2 ตักกสลิ า เปน เมอื งศูนยศ ิลปวทิ ยาการดานตางๆ ของอินเดียในอดีต ผูค นมกั กตเวที รูค ุณคนและตอบแทนคณุ เปนพื้นฐานของคนด”ี ซงึ่ สอดคลอ งกับ
จะสงบตุ รหลานของตนมาเรยี นที่น่ี เพราะมีสํานกั อาจารยท ศิ าปาโมกขท ่มี ชี อื่ เสียง พฤตกิ รรมของพิชญาทม่ี คี วามกตัญตู อ ครูอาจารย เชอื่ ฟง และปฏิบัติ
หลายสํานกั ปจจบุ นั เหลอื เพียงซากโบราณ ตกั กสิลาไดร บั การยกยองจากยูเนสโก ตามคําสอนของผูมพี ระคุณ
ใหเ ปนแหลงมรดกโลกทางวัฒนธรรม

56 คูมอื ครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

เรื่องนา่ รู้ ครเู ลาติตติรชาดกใหน กั เรยี นฟง และให
นักเรยี นตอบคาํ ถามวา
ชนช้นั ต่างๆ ในระบบวรรณะ
• พระพทุ ธเจาทรงเลาเรอื่ งติตตริ ชาดกให
ระบบวรรณะของอนิ เดียประกอบดว้ ยชนชน้ั ตา่ งๆ รวม ๔ วรรณะ ดว้ ยกนั ดงั นี้ พระภิกษทุ ง้ั หลายฟงเพราะตอ งการให
๑. วรรณะพราหมณ์ ได้แก่ พวกศึกษาคัมภีร์พระเวท มีหน้าท่ีติดต่อกับเทวะและกระทำาพิธีกรรมทาง พระภิกษตุ ระหนกั ถึงสง่ิ ใด
ศาสนา (แนวตอบ เพราะพระพุทธเจา ตอ งการให
๒. วรรณะกษตั รยิ ์ ได้แก่ พวกนักรบ นักปกครอง พระภกิ ษุท้ังหลายตระหนกั ถงึ ความสาํ คญั
๓. วรรณะแพศย์หรือไวศยะ ได้แก่ ประชาชนนอกเหนือจากทั้งสองวรรณะข้างต้น ประกอบอาชีพต่างๆ ของการเคารพผอู าวโุ ส)
เชน่ พาณิชยกรรม เกษตรกรรม เปน็ ต้น
๔. วรรณะศูทร ไดแ้ ก่ พวกกรรมกรผู้ใชแ้ รงงาน
นอกจากวรรณะท้ัง ๔ แล้ว ยังมีวรรณะจัณฑาล โดยเป็นบุคคลท่ีเกิดจากบิดามารดาต่างวรรณะกัน เป็น
ชนช้นั ตา่ำ ในสังคมและถูกเหยยี ดหยามมาก

ชาดกนแี้ สดงวา่ “ความกตญั ญกู ตเวที รคู้ ณุ คนและตอบแทนคณุ เปน็ พนื้ ฐานของบุคคลใด 57
มีคุณธรรมข้อน้ี คุณธรรมอื่นๆ ย่อมจะงอกงามตามมาอย่างน่าอัศจรรย์” ดังพุทธภาษิตว่า
“ภูมิ เว สปฺปุรสิ าน� กตญฺญกู ตเวทติ า” ความกตญั ญูกตเวทเี ป็นพนื้ ฐานของคนดี ๑๒

๔.2 ตติ ตริ ชาดก

เมอื่ อนาถบณิ ฑกิ เศรษฐ ี สรา้ งพระวหิ ารเชตวนั ทเ่ี มอื งสาวตั ถเี สรจ็ แลว้ กก็ ราบทลู อัญเชิญ
พระพุทธเจ้า1และภิกษุสงฆ์เสด็จไปประท2ับ ในระหว่างทางที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปได้พักค้างแรมท่ี
เมืองไพศาลี ณ ท่ีน้ัน พระฉัพพัคคีย์ (กลุ่มพระ ๖ รูป) ต่างจับจองท่ีพักไว้เพื่อตนเองและ
อุปัชฌาย์อาจารย์ จนพระสารีบุตรไม่มีที่พัก ท่านจึงเดินจงกรมอยู่ตลอดคืน ในตอนใกล้รุ่ง
พระพุทธองค์เสด็จออกมาพบพระสารีบุตร จึงตรัสถามได้ความว่า พระสารีบุตรไม่มีที่พัก จึงได้
เดินจงกรมตลอดคืน พระพุทธองค์จึงรับสั่งให้ประชุมสงฆ์ ตรัสถามว่าภิกษุชนิดใด ควรจะได้ท่ี
พักอนั เลิศ ขา้ วและน�้าอันเลิศ บางจา� พวกตอบวา่ ภกิ ษผุ ้อู อกบวชจากตระกลู พราหมณ์ กษตั รยิ ์
คหบด ี เปน็ ตน้ บางจ�าพวกบอกว่า ภิกษุผไู้ ด้ฌาน ภิกษุผู้บรรลุโสดาปตั ติผล จนบรรลุพระอรหนั ต ์
ควรจะไดท้ พ่ี กั อนั เลศิ ไดข้ า้ วและนา�้ อนั เลศิ
พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า ภิกษุที่กล่าวน้ัน หาใช่ผู้ที่ควรได้ท่ีพักอันเลิศ ข้าวและน้�า
อนั เลิศไม ่ ภกิ ษผุ ู้เจรญิ ดว้ ยวยั วฒุ ิเท่าน้นั ทคี่ วรได้ แลว้ ทรงสอนภกิ ษทุ ั้งหลายว่า “พวกเธออยู่ด้วย
กันจ�านวนมาก ไม่รู้จักเคารพย�าเกรง ไม่กราบไหว้ผู้เจริญวัยด้วยแล้ว จะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร”
จงึ ตรัสเลา่ ติตตริ ชาดก มคี วามวา่

๑๒เตรสนิบาตชาดก อัมพชาดก อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกายชาดก เล่ม ๓ ภาค ๖ ฉบับมหาจุฬา-
ลงกรณราชวทิ ยาลัย พ.ศ. ๒๕๔๙, หนา้ ๒๑๐-๒๑๒.

แนวขอ สNอบTเนนOก-าNรคETดิ นักเรยี นควรรู

เพราะเหตุใดพระพุทธเจา จึงตรสั เลาเรือ่ ง “ตติ ตริ ชาดก” 1 ไพศาลี หรือเมืองไวสาลี เมืองเวสาลี เปน เมืองหลวงของแควน วัชชี ในสมัย
แนวตอบ เพราะมสี าเหตมุ าจากพระฉพั พัคคีย (กลมุ พระ 6 รูป) พากัน พุทธกาลถอื เปน เมืองศูนยกลางในการเผยแผพระพทุ ธศาสนาที่สําคัญเมอื งหน่ึง
จบั จองทพ่ี ักไวเพอื่ ตนเองและอปุ ช ฌายอ าจารย จนพระสารบี ตุ รไมม ีทพี่ ัก และมเี ร่ืองราวเก่ยี วของกบั พระพุทธศาสนาหลายอยา ง เชน เปน ท่ีเกดิ ของ
ตองเดินจงกรมตลอดทัง้ คืน พระพุทธเจา จงึ ทรงสอนใหพ ระภิกษุท้ังหลาย หลกั ธรรมวัชชธี รรม 7 เปนทส่ี ังคายนาพระธรรมวินัย ครัง้ ที่ 2 เปนตน
รจู ักเคารพยําเกรงผเู จริญวยั หรือผูอาวโุ สกวา 2 พระฉัพพัคคยี  กลุมสหายชาวกรงุ สาวตั ถีจาํ นวน 6 คน ทีเ่ ขามาบวชเพือ่
แสวงโชคลาภและกระทาํ กรรมตา งๆ จนเปน เหตุใหพระพุทธเจาตอ งบัญญตั ิ
พระวินัยสงฆข ้นึ ซ่ึงพระฉัพพคั คยี ป ระกอบดว ย พระปณ ฑุกะ พระโลหิตกะ
พระปนุ พั พสกุ ะ พระอสั สชิ (ในพระบาลี มพี ระภิกษุชือ่ “อัสสช”ิ อยหู ลายรูป
ซ่ึงในท่นี ี้ไมใ ชพ ระมหาสาวกหนึง่ ในปญจวัคคยี  ซึง่ เปนพระอาจารยของ
พระสารีบตุ รเถระ) พระเมตติยะ และพระภมุ มชกะ

คูมอื ครู 57

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู ู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ใหนักเรียนแสดงความคิดเห็นวา ในอดตี กาล มสี ตั วส์ หายกนั ๓ ตวั คือ ลิง นกกระทา และชา้ ง อยดู่ ้วยกันในปา่ หมิ พานต ์
• นกั เรยี นสามารถนาํ ขอคดิ ทีไ่ ดจาก สหายท้ังสามมิได้เคารพย�าเกรงตามล�าดับอาวุโส จึงตกลงกันว่าจะเคารพย�าเกรงกันตามอาวุโส
ติตติรชาดกไปปรบั ใชในชีวติ ประจําวันได จึงซักถามว่าใครเป็นผู้อาวุโสที่สุด สัตว์ท้ัง ๓
อยางไร ต่างก็อ้างว่าตนเกิดก่อน มีอาวุโสกว่าตัวอ่ืน
(แนวตอบ เชน การมสี มั มาคารวะ การใหความ ลงิ จงึ เสนอวา่ ใหใ้ ชต้ น้ ไทรขา้ งหนา้ เปน็ ตวั ตดั สนิ
เคารพกับผูอ าวโุ สกวา ดว ยการไหว หรอื การ โดยถามว่าแต่ละตัวเหน็ ตน้ ไทรแตเ่ ม่ือใด
แสดงกิรยิ าท่ีออ นนอ มถอ มตน หรือพดู จา ช้างกลา่ วว่า “ขา้ เหน็ มันมาต้ังแต่ตน้ ไทร
ดวยนา้ํ เสยี งท่ีไพเราะ เลือกใชค ําพดู ท่สี ุภาพ นย้ี ังเปน็ ต้นไม้เลก็ ๆ เวลาข้าเดินผา่ น ยอดไทร
เปนตน อันจะทําใหผูปฏิบัติเปน ท่ีรักใครข อง ยังระขาทั้งส่ีของข้าเลย เพราะฉะน้ันข้าก็ต้อง
ผูใ หญ และสามารถอยรู วมกับผูอ น่ื ในสังคมได แก่กวา่ พวกท่านแนน่ อน”
อยางมคี วามสุข) ลิงกลา่ วว่า “ข้าเห็นตน้ ไทรน้มี าตงั้ แตข่ ้า
ยังเป็นลูกลิงตัวน้อยๆ เม่ือข้าน่ังกับพื้นยังกัด
2. ใหนกั เรียนเขยี นเรยี งความเกีย่ วกับบคุ คล ยอดมันเล่นเลย เพราะฉะนั้น ข้าต้องแก่กว่า
อาวโุ สทีน่ กั เรียนประทบั ใจ โดยตอบคาํ ถามวา พวกท่าน”
นกั เรียนสามารถแสดงความเคารพตอบคุ คล ชา้ ง ลงิ และนกกระทา ถกเถยี งกนั เพอ่ื หาผทู้ อ่ี าวโุ สทส่ี ดุ นกกระทาจึงกล่าววา่ “สหายทง้ั สองเอย
ดังกลา วดวยวธิ ใี ดไดบา ง โดยใชต้ น้ ไทรเปน็ เครอ่ื งตดั สนิ พวกทา่ นตอ้ งเกิดภายหลังขา้ แนน่ อน สหายทง้ั

3. ใหน ักเรยี นแสดงความคิดเหน็ วา สองรู้ไหมว่าเดิมแล้วต้นไทรมิได้อยู่ ณ สถานที่นี้ แต่มีต้นไทรใหญ่อยู่ไกลจากท่ีน่ีอีกต้นหน่ึง
• หากบุคคลในสังคมใหค วามสําคัญกบั การ ขา้ ไดก้ นิ ผลของต้นไมน้ ัน้ ได้ถ่ายมูลลงมาตรงน้ี แตน่ ้นั มากเ็ กดิ ตน้ ไทรน้ีขึ้น ขา้ ยอ่ มแกก่ ว่าท่าน
เคารพผูอาวโุ สเปนหลัก จะกอ ใหเกดิ ผลดี ทั้งสองแน่นอน”
อยา งไร ชา้ งและลงิ ไดย้ นิ ดงั นนั้ จงึ กลา่ ววา่ “สหายบณั ฑติ ทา่ นมอี าวโุ สกวา่ เรา ตงั้ แตน่ ไ้ี ป เราทง้ั สอง
(แนวตอบ การใหค วามเคารพและรูจักยาํ เกรง จะเคารพนับถือ บูชาท่าน และจะตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน” และต้ังแต่นั้นมาช้างและลิงกเ็ คารพ
ผอู าวโุ สน้นั จะทําใหส ังคมอยรู ว มกนั อยาง ยา� เกรงตนรกัสกเลระ่าทจาบใ นพฐราะนพะผุทอู้ธาอวงโุ คส์ต เรชสั อ่ื วฟา่ ง ั ค“ภา� แกิ นษะทุ นั้งา�ห ลแาลยะอสยัตดู่ ว้วย์เดกยี นั รอฉยาา่ นง1ผยาสังรกุ ู้จตกั ลเอคดาอราพยยขุ �ายัเกรงตาม
สงบสขุ ลดปญหาความขัดแยงทางความคดิ
ระหวางบคุ คลในสงั คมใหนอ ยลงได)

ล�าดับอาวุโส พวกเธอเป็นมนุษยแ์ ท้ๆ บวชเรียนในศาสนาของเรา เหตุใดจึงไมเ่ คารพยา� เกรงกนั
ตามล�าดับอาวุโสเล่า ต่อไปถ้าภิกษุใด หวงห้ามเสนาสนะ (ท่ีนั่งท่ีนอน) ให้พระเถระผู้มีพรรษา
มากกว่าไดพ้ กั อาศัย ตอ้ งอาบตั ทิ กุ กฎ” และได้ตรสั พระคาถาวา่
“คนเหล่าใดฉลาดในธรรม เคารพนบน้อมต่อผู้เจริญด้วยวัยวุฒิ คนเหล่าน้ันย่อมได้รับ
ยกยอ่ งสรรเสริญในปัจจบุ ัน และมที างไปทีด่ ี ไดร้ บั ความเจรญิ ต่อไปในภายภาคหนา้ ” ๑๓

๑๓เอกนิบาตชาดก ติตติรชาดก อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก เล่ม ๑๙ ขุททกนิกายชาดก เล่ม ๓ ภาค ๑ ฉบับมหาจุฬา-
ลงกรณราชวิทยาลยั พ.ศ. ๒๕๔๙, หน้า ๓๕๒-๓๕๓.

58

นักเรยี นควรรู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET
เพราะเหตุใด ผฉู ลาดในธรรมยอ มเคารพนบนอมตอ ผูเ จรญิ ดวยวัยวุฒิ
1 เดยี รฉาน หรือเดรจั ฉาน หรอื ดิรจั ฉาน มาจากภาษาบาลีวา ติรจฺฉาน แนวตอบ เพราะการใหค วามเคารพนบนอ มกันตามลาํ ดบั อาวโุ สจะทาํ ให
(อา นวา ต-ิ รัจ-ฉา-นะ) แปลวา สัตวท ีเ่ คลื่อนท่ไี ปในแนวขวาง คอื ขณะท่เี คลอ่ื นที่ เกิดความยําเกรง เช่อื ฟง และสามารถอยรู วมกนั ไดอยางสนั ติสุข
ไปนั้น ลําตัวไมไดตัง้ ตรงอยางมนุษย เดียรฉาน ซงึ่ หมายถงึ สัตวอืน่ ๆ ทง้ั หมด
ซึ่งไมใ ชม นษุ ย คาํ วา เดรจั ฉาน มกั ใชเพื่อเนนลกั ษณะหรอื คุณสมบัตบิ างประการ
ทีแ่ ตกตา งกับคณุ สมบตั ขิ องมนษุ ย คือ ไมร เู หตผุ ล แยกผดิ ชอบชั่วดีไมได จึงใช
เปน คาํ เปรียบเพอ่ื ดา วา ผูทม่ี พี ฤตกิ รรมต่าํ ชา ไรเมตตาปรานีราวกบั ไมใชมนษุ ย

มุม IT

ศกึ ษาคน ควาขอมลู เพิม่ เติมเก่ียวกับติตตริ ชาดก ไดท ี่
http://www.kalyanamitra.org

58 คมู อื ครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate

ขยายความเขา ใจ Expand

เร่อื งนา่ รู้ 1. นักเรยี นสรุปขอคดิ ทไ่ี ดร บั จากการศึกษาชาดก
ในหนงั สือเรยี น
๑. ตัวละครในชาดก
2. ใหน ักเรยี นศกึ ษาคน ควา ชาดกเรอื่ งอน่ื ๆ
ตัวละครต่างๆ ในชาดกจะกลับมาร่วมชาติเดียวกับพระพุทธองค์ โดยในแต่ละเร่ืองจะมีตัวละครหลักท่ีมี ทีอ่ านแลวประทับใจพรอมเขียนขอ คดิ ท่ไี ดรบั
จากชาดกเรื่องดังกลา ว
บทบาท ดงั นี้

พระโพธิสตั ว์ หรอื พระเอก เสวยชาตเิ ป็นพระพทุ ธเจ้า ตรวจสอบผล Evaluate

นางเอก มาเกดิ เปน็ พระนางพมิ พา

ผู้ชว่ ยพระโพธิสตั วฝ์ า่ ยชาย มาเกิดเป็นพระอานนท์ ตรวจสอบเน้ือหาของเรียงความเกี่ยวกับบคุ คล
อาวุโสท่ีนกั เรียนประทับใจ
ผู้ชว่ ยพระโพธิสตั วฝ์ า่ ยหญิง มาเกดิ เปน็ นางอุบลวรรณา

ศตั รูของพระโพธิสตั ว์ หรือตัวรา้ ย มาเกิดเป็นพระเทวทัต

ตวั รา้ ยหญิง มาเกิดเป็นนางจิญมาณวกิ า ภาพโคชานิยชาดก เป็นภาพลายเส้นสลักบนแผ่นหินชนวน
2. แรกมีชาดก ประดบั มณฑปวดั ศรชี ุม จังหวัดสุโขทัย

มหี ลกั ฐานวา่ ในสมยั ทวารวดี (พทุ ธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒)มีการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้ามาในประเทศไทย

ซง่ึ พบวา่ เจดยี จ์ ลุ ประโทณ จงั หวดั นครปฐม อันเคยเปน็ เมอื งสำาคัญสมัยทวารวดี ซ่งึ เปน็ อาณาจักรที่เ1กา่ แกท่ ่สี ุดในดนิ
แดนไทย มภี าพนนู ตา่ำ ประกอบเรอ่ื งราวเปน็ ภาพชา2ดกสนั สกฤตหลายภาพเปน็ เรอ่ื ง จตทุ วารชาดก นอกจากนพ้ี บที่

จงั หวดั กาฬสนิ ธ์ุ เปน็ ชาดกเรอ่ื ง มาตุโปสกชาดก กระท่ังถงึ สมัยสุโขทยั ชาดกมกี ารแพรห่ ลายมากขนึ้ ซงึ่ พบภาพ
ลายเสน้ ในบรเิ วณวัดศรีชุม มีการกล่าวถงึ พระเจ้า ๕๐๐ ชาติ นับว่าเป็นชาดกทเี่ กา่ แกท่ ี่สุด เรยี กว่า “มหานบิ าต
ชาดก” คือ ชาดกท่ีอยูใ่ นพระไตรปฎ ก

เม่ือพิจารณาถึงการดําเนินชีวิตขององคสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา
พุทธสาวก พทุ ธสาวกิ า และศาสนกิ ชนตวั อยา ง ตลอดจนพระโพธสิ ตั วจ ากนทิ านชาดกในเรอื่ ง
ตา งๆ นแ้ี ลว จะเห็นไดว า แตล ะทา นลว นมีจริยวตั รทางการดาํ เนินชีวิตทง่ี ดงามและมีคุณธรรม
เปนหลักในการดํารงตน ดังน้ันในฐานะท่ีเปนพุทธศาสนิกชน นักเรียนควรนําคุณธรรม
และคติขอคิดท่ีไดจากการศึกษานี้มาเปนแนวทางท่ีจะนําไปใชเปนหลักในการปฏิบัติตนและ
ดําเนินชีวิต เพราะนอกจากที่จะทําใหไดรับการยกยองวาเปนผูมีคุณธรรมแลว จะชวยธํารง
สังคมใหมคี วามสงบสุขไดอ กี ดว ย

59

แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tิด เกร็ดแนะครู

จดุ มงุ หมายในการศกึ ษาชาดกคืออะไร ครูควรอธิบายเพิ่มเติมวา ชาดก มาจากคาํ วา ชาตก แปลวา ผูเกดิ แลว
1. ไดแงค ิดนาํ มาใชในชวี ิต 10 ชาติ เรยี กวา ทศชาดก หรือทศชาติ ซึ่งพระพทุ ธเจา กอนตรัสรูเปน พระสัมมา-
2. ทราบประวัตพิ ระโพธสิ ัตว สัมพุทธเจา ทรงเสวยพระชาติมาแลว หลายรอ ยพระชาติ โดย 10 พระชาติสุดทา ย
3. ไดอา นเรือ่ งราวทส่ี นกุ สนาน ปรากฏเรื่องราวดังชาดกตางๆ ไดแก เตมยี ชาดก ชนกชาดก สวุ รรณชาดก
4. รูจักเร่อื งราวในสมัยพทุ ธกาล เนมริ าชชาดก มโหสถชาดก ภรู ิทตั ชาดก จนั ทชาดก นารทชาดก วทิ ูรชาดก
และเวสสันดรชาดก
วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 1. ความรทู ี่ไดจากชาดก จะทาํ ใหเ ราไดแ งคดิ
นักเรียนควรรู
ไดคติสอนใจ เพือ่ ทจี่ ะนําเอาประโยชนไ ปใชใ นการดํารงชีวิตใหเ จรญิ
รงุ เรืองข้ึน 1 จตทุ วารชาดก วา ดว ยจกั รกรดพดั บนศีรษะ หรือทรี่ ูจกั คนุ เคยคําสอนทวี่ า
อยาเหน็ กงจักรเปนดอกบัว
2 มาตุโปสกชาดก วา ดว ยชางผมู คี วามกตัญบู าํ รงุ เลี้ยงมารดาทตี่ าพกิ าร

คูมือครู 59

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Expand
Engage Evaluate Evaluate

ตรวจสอบผล

ตรวจความถกู ตอ งในการตอบคาํ ถาม ¤Ó¶ÒÁ»ÃШÓ˹‹Ç¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃŒÙ
ประจาํ หนวยการเรยี นรู
๑. เพราะเหตุใดการศึกษาพุทธประวัติจึงจ�าเป็นต้องมีการวิเคราะห์ด้วย ไม่สามารถตีความ
หลกั ฐานแสดงผลการเรียนรู ไปตามตวั อักษรหรือข้อความไดท้ ้ังหมด
๒. จงสรปุ และวเิ คราะหพ์ ุทธประวตั ิตามประเด็นที่ได้ศึกษามา ๑ ตอน
1. รายงานประวตั ิของพทุ ธสาวก พทุ ธสาวิกา ๓. นักเรียนคิดว่าจะน�าคุณธรรมของพุทธสาวก พุทธสาวิกา ท่านใดไปใช้เป็นแบบอย่างใน
2. นทิ านเลม เล็ก การดา� เนนิ ชีวิตและเหตผุ ลใดจึงเลอื กทา่ นนัน้
๔. จงสรุปประวัติของพระเจ้าอโศกมหาราช หรือพระโสณะและพระอุตตระ พร้อมคุณธรรม
ทีค่ วรยึดถือเปน็ แบบอยา่ ง มาพอสงั เขป
๕. จากการศึกษาเรอื่ งอมั พชาดก ตติ ตริ ชาดก นกั เรยี นได้มมุ มองหรอื ข้อคิดอะไรบา้ ง

¡Ô¨¡ÃÃÁÊÌҧÊÃ䏾Ѳ¹Ò¡ÒÃàÃÕ¹ÌÙ

กจิ กรรมท่ี ๑ ให้นักเรียนแบ่งกลุ่มแล้วเลือกพุทธประวัติตอนใดตอนหน่ึงตามที่ศึกษา
ทา� การวเิ คราะหเ์ พม่ิ เตมิ แลว้ สง่ ตวั แทนออกมาสรปุ ผลการวเิ คราะหท์ ห่ี นา้ ชนั้

กจิ กรรมท่ี ๒ ใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั จดั ทา� แผนภมู ิ หรอื ผงั มโนทศั นแ์ สดงคณุ ธรรมทค่ี วรยดึ ถอื
เปน็ แบบอยา่ งของพทุ ธสาวก พทุ ธสาวกิ าตวั อยา่ ง ไดแ้ ก ่ พระมหากสั สปะ
พระอุบาลี อนาถบิณฑิกเศรษฐี นางวิสาขา ศาสนิกชนตัวอย่าง ได้แก่
พระเจา้ อโศกมหาราช พระโสณะและพระอตุ ตระ แลว้ นา� ไปตดิ ทปี่ า้ ยนเิ ทศ

กิจกรรมท่ี ๓ ให้นักเรียนหาอาสาสมัคร แล้วจัดแสดงละครสั้นเร่ือง อัมพชาดก และ
ติตติรชาดกในช้ันเรียน หลังการแสดงให้นักเรียนร่วมสรุปข้อคิดท่ีได้จาก
ชาดกท้งั ๒ เรอ่ื ง

พทุ ธศาสนสภุ าษิต

ÍµÚµÒ ËÔ ÍµÚµâ¹ ¹Òâ¶ : µ¹áÅ໚¹·¾Õè Öè§á˧‹ µ¹

60

แนวตอบ คําถามประจําหนว ยการเรียนรู
1. เน่ืองจากพทุ ธประวัติเกิดจากการบนั ทึกสืบตอ กันมา จงึ มีบางเร่ืองราวเสรมิ แตง ข้นึ เพ่อื ขยายความเขา ใจ และมบี างเรอื่ งราวทเ่ี ปน ความเช่ือในสมยั พทุ ธกาล ดังน้ันจึง

ตอ งมกี ารวเิ คราะหพุทธประวัติบางชว งบางตอนเพ่ือใหน กั เรยี นไดศ ึกษาอยางมเี หตผุ ล
2. เจาชายสิทธัตถะเสดจ็ พระดาํ เนิน 7 กาว วิเคราะหไ ดว า เจา ชายสิทธตั ถะจะทรงบรรลุโพชฌงค 7 คือ ธรรมทเ่ี ปนองคแ หง การตรัสรู 7 ประการ คือ สติ ธัมมวิจยะ

วิรยิ ะ ปติ ปส สทั ธิ สมาธิ อุเบกขา
3. นางวสิ าขา เพราะนางวสิ าขามคี วามเคารพเชอ่ื ฟง บดิ ามารดา และดาํ รงตนอยใู นศีลธรรมอันดีของพระพทุ ธศาสนา
4. พระโสณเถระและพระอุตตรเถระเปนผแู ตกฉานในพระไตรปฎก เปนผมู ีสว นรวมในการทําสงั คายนาคร้งั ที่ 3 และไดรบั แตง ต้ังเปน ธรรมทูตเผยแผพระพทุ ธศาสนาใน

ดินแดนสวุ รรณภูมิ มคี ุณธรรมท่คี วรยึดถือเปนแบบอยา ง คือ เปน สาวกท่ีดขี องพระพุทธเจา เปนผูม ขี นั ติธรรมสูงยงิ่ เปน ผมู ีความสามารถในการถา ยทอดพระธรรม
5. ไดขอ คดิ ในเรอื่ งของความกตัญูกตเวทตี อผมู พี ระคณุ และการเคารพผูอาวุโส

60 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate
เปาหมายการเรียนรู
๓หนว่ ยการเรียนรู้ที ่
หลกั ธรรมทาง 1. อธิบายพทุ ธคุณ 9 ได
พระพุทธศาสนา 2. อธบิ ายหลักธรรมสําคญั ในกรอบอรยิ สจั 4
3. นําหลักธรรมไปปรับใชเ พอ่ื การพฒั นาและ

แกป ญหาของตนเองและครอบครวั ได

สมรรถนะของผเู รียน

1. ความสามารถในการคดิ
2. ความสามารถในการแกปญ หา
3. ความสามารถในการใชท ักษะชีวิต

ตัวชว้ี ดั คุณลักษณะอันพงึ ประสงค

● อธิบายพุทธคุณและข้อธรรมสำาคัญในกรอบ 1. มีวินัย
อริยสัจ ๔ หรือหลักธรรมของศาสนาท่ีตน 2. ใฝเ รยี นรู
นับถือตามท่ีกำาหนด เห็นคุณค่าและนำาไป 3. ซอื่ สัตยสจุ ริต
พัฒนาแก้ปัญหาของตนเองและครอบครัว 4. มุงมั่นในการทาํ งาน
(ส ๑.๑ ม.๑/๕)
กระตนุ ความสนใจ Engage
สาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
ครูใหนักเรียนชว ยกนั บอกธรรมะประจําใจของ
● พระรัตนตรัย (พุทธคุณ ๙) แตล ะคนทใ่ี ชในการดาํ เนินชีวิตประจาํ วัน พรอ ม
● อรยิ สจั ๔ บอกเหตุผล จากน้ันใหน กั เรยี นดูภาพหนาหนวย
พรอมทั้งบอกความหมายทางพระพุทธศาสนา
- ทุกข์ (ขันธ์ ๕)
- สมุทยั (หลักกรรม, อบายมขุ ๖) (แนวตอบ ภาพหนาหนว ยนี้ คอื ภาพธรรมจักร
- นโิ รธ (สขุ ๒, คหิ สิ ขุ ) ซงึ่ เปนสัญลักษณข องพระพุทธศาสนา
- มรรค (ไตรสกิ ขา, กรรมฐาน ๒, มีความหมาย คือ วงลอ แหงธรรมท่ีพระพทุ ธเจา
ทรงหมุนเพอ่ื เผยแผพ ระธรรมทท่ี รงตรัสรู เพ่ือให
ปธาน ๔, โกศล ๓, มงคล ๓๘) พุทธศาสนกิ ชนนาํ ไปปฏบิ ัติใหพน จากทุกข)

ÈÒʹҷ¡Ø ÈÒʹÒÂÍ‹ ÁÁËÕ Å¡Ñ ¤Òí Ê͹ Í¹Ñ à»¹š ËÇÑ ã¨¢Í§
ÈÒÊ¹Ò ÊíÒËÃѺ¾Ãоط¸ÈÒʹҹÑé¹ ¾Ãоط¸Í§¤·Ã§µÃÑÊ
äÇÇŒ Ò‹ “¼ãŒÙ ´àË¹ç ¸ÃÃÁ ¼¹ÙŒ ¹éÑ à˹ç àÃÒ” áÊ´§ãËàŒ Ë¹ç ÇÒ‹ ËÅ¡Ñ ¸ÃÃÁ
¹éѹ໚¹ÊÔè§ÊíÒ¤ÑÞÂèÔ§ã¹¾Ãоط¸ÈÒÊ¹Ò ËÅÑ¡¸ÃÃÁ¹Ñé¹à»š¹
¤ÇÒÁ¨ÃÔ§·ÕèÁÕÍÂÙ‹áÅŒÇ ¾Ãоط¸Í§¤à»š¹à¾Õ§¼ÙŒ¤Œ¹¾º áÅŒÇ
¹Òí ÁÒà¼Âá¼á‹ ¡Á‹ ÇÅÁ¹ØÉ ËÅÑ¡¸ÃÃÁ¨Ö§à»š¹ÊèÔ§äÁà‹ ¹Íè× §´ÇŒ Â
àÇÅÒ ¡Å‹ÒǤ×Í à»¹š ¨ÃÔ§àÊÁÍ äÁÁ‹ ÍÕ ´µÕ »¨˜ ¨ºØ ѹ áÅÐ͹Ҥµ
áÁŒäÁ‹ÁãÕ ¤Ã¤¹Œ ¾ºàÅ ËÅÑ¡¸ÃÃÁ¹é¡Õ çÂѧ໹š ¨ÃÔ§Í‹¹Ù ¹Ñè àͧ

¾Ø·¸ÈÒʹԡª¹·Õè´Õ¾Ö§ÈÖ¡ÉÒáÅл¯ÔºÑµÔµ¹µÒÁËÅÑ¡
¤Òí Ê͹㹾Ãо·Ø ¸ÈÒÊ¹Ò áÅÇŒ ¹Òí ËÅ¡Ñ ¸ÃÃÁ¹¹éÑ ÁÒ໹š à¤ÃÍè× §ÁÍ×
¹Òí ·Ò§ÊÌҧ¤ÇÒÁà¨ÃÞÔ Ã‹§Ø àÃÍ× §ã¹¡ÒôíÒà¹¹Ô ªÕÇµÔ ¢Í§µ¹

เกรด็ แนะครู

ครคู วรจดั กจิ กรรมการเรยี นรเู พอ่ื ใหน กั เรยี นสามารถอธบิ ายพทุ ธคณุ และขอ ธรรม
สาํ คญั ในกรอบอรยิ สัจ 4 เหน็ คณุ คา และนําไปพัฒนาแกปญ หาของตนเองและ
ครอบครวั โดยเนน ทักษะกระบวนการตางๆ เชน ทักษะการคดิ การนําไปใช และ
กระบวนการกลุม ดงั ตอ ไปน้ี

• ใหนกั เรียนศึกษาคุณพระรตั นตรยั และความหมายพทุ ธคุณ 9 แลว อภปิ ราย
รว มกัน จากน้ันเขยี นเปนผังความคดิ

• ใหนกั เรียนศึกษาหลกั ธรรมท่ีเกยี่ วของกับหลกั ธรรมอรยิ สจั 4 จากแหลงการ
เรียนรตู า งๆ แลวอธบิ ายหรือแสดงความคดิ เหน็ ตอ ประเด็นหรือกรณตี ัวอยา ง
ท่ีเกิดขน้ึ ในสังคมไทยบนพื้นฐานแหง หลกั ธรรมนัน้ แลวจดั ทาํ เปนชิ้นงานสรปุ
ผลการอภิปราย นาํ เสนอตอชัน้ เรยี น ใหน กั เรียนนอมนาํ หลกั ธรรมทศ่ี ึกษาไป
ประพฤติปฏิบัติในการดําเนินชีวิต แลวเขียนเรยี งความการนําหลักธรรมไปใช
ในชวี ติ ประจําวัน

คูม อื ครู 61

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Expand Evaluate
Explain

กระตนุ ความสนใจ Engage

ครูใหนกั เรียนสวดมนตไหวพ ระโดยกลาว ñ. ¾รÐรัµ¹µรยั
คําบูชาพระรตั นตรยั
๑) ความหมายของพระรัตนตรัย แปลว่า แก้วประเสริฐ ๓ ดวง อันได้แก่
อะระหงั สัมมาสมั พทุ โธ ภะคะวา พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ซง่ึ เป็นองคป์ ระกอบส�าคัญของพระพุทธศาสนา
พทุ ธงั ภะคะวนั ตัง อะภวิ าเทมิ (กราบ) ๑.๑) พระพุทธ หมายถึง องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ซ่ึงทรงเป็นศาสดา
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม ของศาสนา กล่าวคือ ทรงเป็นผู้คน้ พบสจั ธรรมโดยการตรัสรเู้ องและน�ามาสอนใหผ้ ู้อ่ืนปฏบิ ัติตาม
ธัมมงั นะมสั สามิ (กราบ) ทรงประกาศพระศาสนาและเผยแผธ่ รรมให้มนษุ ยไ์ ดเ้ ห็นสจั จะของชวี ติ
สุปะฏิปน โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ๑.๒) พระธรรม หมายถึง ความจริงที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบ พระธรรมน้ีเป็น
สงั ฆงั นะมามิ (กราบ) ความจริงท่ีมอี ยูแ่ ลว้ พระพุทธองคท์ รงค้นพบ แลว้ น�ามาสั่งสอนชาวโลก
หลงั จากนนั้ ครูตั้งคาํ ถามใหนกั เรยี นชวยกนั ตอบ ๑.๓) พระสงฆ์ หมายถงึ สาวกของพระพทุ ธเจา้ เปน็ ผปู้ ฏิบัติธรรมและเผยแผ่
เชน ธรรมแก่มวลมนษุ ย์
• เม่ือทอ งบทสวดมนต นักเรยี นระลกึ ถงึ สิ่งใด
๒) คุณพระรัตนตรัย ในพระรตั นตรยั แตล่ ะดวงมคี ณุ ลกั ษณะแตกตา่ งกนั สา� หรบั
(แนวตอบ ระลึกถงึ คณุ ของพระพุทธ พระธรรม คณุ ของพระพทุ ธเจา้ มที ้งั สิ้น ๙ ประการ เรียกวา่ “พุทธคณุ ๙” ประกอบด้วย
พระสงฆ)

สาํ รวจคน หา Explore (๑) อรหงั หมายถงึ เปน็ ผบู้ รสิ ทุ ธ์ิ
ปราศจากกิเลส
ใหนกั เรยี นศึกษาคนควาเพิม่ เติมเก่ียวกบั (๒) สมั มาสมั พทุ โธ หมายถงึ เปน็
ความหมายและคุณพระรตั นตรัย พุทธคุณ 9 จาก ผตู้ รัสรูเ้ องโดยชอบ
แหลงการเรียนรตู า งๆ เพ่อื นาํ มาอภิปรายรว มกนั ใน (๓) วชิ ชาจรณสมั ปน โน หมายถงึ
ช้นั เรยี น เปน็ ผู้พร้อมด้วยความรู้และความประพฤติ

อธบิ ายความรู Explain ไปดแี ล้ว (๔) สุคโต หมายถึง เป็นผู้เสด็จ

ครสู มุ ตัวแทนนกั เรยี นออกมาเขยี นผังความคิด แจง้ โลก (๕) โลกวิทู หมายถึง เป็นผู้รู้
เร่ือง “พุทธคณุ 9” บนกระดานหนา ชัน้ เรียน โดยให
เพื่อนในช้นั เรียนรวมกนั อภิปราย (๖) อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ
หมายถึง เป็นผฝู้ ก คนทีค่ วรฝก อยา่ งยอดเยยี่ ม
• เมื่อสวดมนตเ สรจ็ แลว นักเรยี นเกิดความรูส ึก (๗) สตั ถา เทวมนสุ านงั หมายถงึ
เชน ไร เปน็ ศาสดาของเทวดาและมนษุ ย์ท้งั หลาย
(แนวตอบ รสู ึกจิตใจสงบ มีสมาธิ และ (๘) พทุ โธ หมายถงึ เปน็ ผตู้ นื่ แลว้
ไมค ิดฟงุ ซา น) พระพุทธรูปถือเป็นรูปเคารพแทนองค์สมเด็จพระสัมมา (๙) ภควา หมายถงึ เปน็ ผมู้ โี ชค
สมั พทุ ธเจา้ (จากภาพ) พระพทุ ธไตรรตั นนายก (หลวงพอ่ โต) ผู้จ�าแนกธรรม
วดั พนญั เชงิ จงั หวดั พระนครศรอี ยธุ ยา

6๒

เกรด็ แนะครู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNิดET
พระรตั นตรัยมคี วามสําคัญตอพระพุทธศาสนาอยางไร
ครูควรอธิบายเพิม่ เตมิ เกีย่ วกับพุทธคุณ 9 ซึ่งเปนบทสวดเพ่ือพรรณนาคณุ ของ แนวตอบ พระรตั นตรัยมคี วามสําคัญตอ พระพุทธศาสนา ดงั นี้
พระพทุ ธเจาทมี่ ตี อ พุทธศาสนิกชน ตลอดจนบอกถงึ ประโยชนทไ่ี ดรบั จากการ พระพทุ ธ ทรงเปน ผูค น พบหลักธรรมและเผยแผพ ระพทุ ธศาสนาใหแ ก
สวดมนตไหวพ ระ และครูนาํ บทสวดมนตบ ูชาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และ มนษุ ยทัว่ โลก
พระสังฆคณุ มาใหนักเรียนฝกสวดมนต โดยครูคัดเลอื กนกั เรยี นท่นี าํ สวดมนต พระธรรม หลกั ความจรงิ ทพี่ ระพทุ ธเจา ทรงคน พบ เพอื่ ใหม นุษยไดศ ึกษา
เปนตนเสียงนาํ สวดมนต และสามารถนาํ ไปประยกุ ตใ ชในชวี ติ ประจาํ วันไดอยาง
มีความสุข
จากนนั้ รว มกนั อภิปรายความหมายของบทสวดมนต และแนะนําใหน ักเรียน พระสงฆ สาวกของพระพทุ ธเจา เปน ผปู ฏบิ ตั ิธรรมและเปน ตวั แทน
ไปสวดมนตท กุ วนั เพอื่ ปลกู ฝง ความศรทั ธาในพระพุทธศาสนา พระพทุ ธเจา ในการเผยแผห ลักธรรมทางพระพุทธศาสนาให
ศาสนกิ ชนมีความเขาใจในพระพุทธศาสนาอยางถองแท

62 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Engage

กระตนุ ความสนใจ

๒. อริยสัจ ๔ ครยู กตัวอยา งหลกั ธรรมคําสอนพระนักเทศน
หรือเปดซดี ีคาํ สอนของพระนักเทศน เชน
อริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐ หรือความจริงของอริยบุคคล เพราะผู้ใดรู้อริยสัจด้วย ทาน ว.วชิรเมธี เกี่ยวกบั อริยสัจ 4 จาก
ปัญญาผู้น้ันจะกลายเปน็ ผ้ปู ระเสริฐทันที ข้อท่วี ่า ท�าให้ประเสริฐ หมายถงึ ขณะท่รี นู้ ้ันความรไู้ ด้ www.youtube.com ใหนกั เรยี นชม จากนน้ั
คลายกิเลสออกจากจิตด้วย อริยสัจเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา ค�าสอนของพระพุทธเจ้า ตัง้ คําถามใหต อบ เชน
ท้งั หมด จะ(ส๑ร) ปุ ทไวกุ ใ้ ขน 1์ อรคิยวสามจั ทท้ังกุ สขิ้น์ หอรอืริยปสญั ัจหปารขะอกงอชบวี ดติ ว้ ทยง้ั อหงมคด์ ๔ ดงั น้ี
(๒) สมทุ ยั สาเหตขุ องทกุ ข์ หรอื สาเหตขุ องปญั หาชีวติ • นักเรียนมคี วามรูเ ก่ยี วกับอรยิ สัจ 4
(๓) นโิ รธ ความดบั ทกุ ข์ หรอื ภาวะหมดปญั หา อยา งไรบาง
(๔) มรรค ทางดับทกุ ข์ หรอื แนวทางแกป้ ัญหาชวี ติ
สาํ รวจคน หา Explore
๒.๑ ทกุ ข์ (ธรรมทีค่ วรรู้)
ครูใหนักเรียนศกึ ษาคนควา เพิม่ เตมิ เกี่ยวกบั
ทกุ ข์ คอื ความจรงิ วา่ ด้วยความทุกข์ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ มนุษย์ทกุ คนไม่วา่ จะ หลักธรรมท่ีเกย่ี วของกับทกุ ข ไดแ ก ขันธ 5 จาก
เป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ ต่างเคยลิ้มลองรสของความทุกข์มาแล้วท้ังสิ้น เพราะมนุษย์ทุกคนล้วน หนงั สอื เรยี นหนา 63 - 74 และจากแหลง การเรยี นรู
มีปัญหา นักเรียนสอบตกก็เป็นทุกข์ เป็นไข้หรือปวดท้องก็เป็นทุกข์ คนแก่ตามองไม่ค่อยเห็น ตางๆ เชน หนังสอื ธรรมะ หอ งสมดุ เปนตน เพอ่ื
นํามาอภปิ รายรว มกนั ในชัน้ เรียน

และหูฟังไม่ค่อยได้ยินก็เป็นทุกข์ คนม่ังมีก็เป็นทุกข์ เพราะกลัวว่าจะมีอันเป็นไปท�าให้ยากจนลง อธบิ ายความรู Explain
คนยากจนก็เปน็ ทกุ ข์เพราะไม่มเี งนิ ซ้ือหาสิง่ ท่ตี นต้องการ
ความทกุ ขด์ งั กลา่ วนี้ บางกรณกี อ็ าจขจดั
ให้หมดไปได้ แต่ก็สามารถหามาได้อีกเสมอ 1. ครูใหน กั เรยี นดูภาพจากหนงั สอื เรียนหนา 63
ความทกุ ขอ์ าจเกดิ ขนึ้ ไดก้ บั บคุ คลในทกุ สถานที่ และใหน กั เรียนบอกถึงเหตกุ ารณใ นภาพ
ทกุ เวลา และทกุ โอกาส แมแ้ กป้ ญั หาใดปญั หา พรอมกบั ชวยกนั วิเคราะหวา
หน่ึงไปได้ ปัญหาใหม่ก็อาจติดตามมาให้แก้ไข • คนในภาพมที กุ ขเ พราะเหตใุ ด
อีกได้ทุกเมื่อ การท่ีกล่าวเช่นน้ีเนื่องจากมุ่งให้ (แนวตอบ มที ุกขเ พราะสขุ ภาพทเ่ี จบ็ ปวย)
มนษุ ยม์ องโลกตามความเปน็ จรงิ และความจรงิ • ถานกั เรยี นเปนญาติหรอื รูจ กั กับบคุ คล
นน้ั คอื ความทกุ ข์ ทง้ั นปี้ ญั หาอาจเกดิ กบั ใครกไ็ ด้ ในภาพ นักเรยี นจะมวี ธิ ีการทาํ ใหเขาคลาย
ทุกขณะ เราจึงต้องไม่ประมาทและพร้อมที่จะ ความทกุ ขไ ดอยางไร
เผชญิ หนา้ กบั ความจรงิ (แนวตอบ หมั่นไปเยีย่ มและชวนคุยเร่อื ง
ทุกข์ จึงเป็นธรรมข้อที่ควรรู้ ซ่ึงมีอยู่ สนุกสนาน คอยปลอบใจ และใหก าํ ลงั ใจ)
มากมาย เชน่ หลกั ธรรม “ขันธ ์ ๕” ดงั จะได้
กลา่ วต่อไป 2. ใหน กั เรยี นอธบิ ายถงึ ความหมายและ
มนุษย์ทุกคนย่อมเคยเจอและต้องเผชิญกับความทุกข์ องคป ระกอบของหลักธรรมอรยิ สัจ 4 รวมกนั
ท้ังนน้ั แตเ่ มอื่ เผชิญแล้วตอ้ งรูจ้ กั ใชส้ ตใิ นการแกป้ ญั หา (แนวตอบ อริยสจั 4 คือ ความจริง
อันประเสรฐิ 4 ประการ ไดแก ทุกข คอื
63 ความไมสบายใจหรือปญหาตางๆ ในชวี ติ
สมทุ ยั คือ สาเหตุทีท่ ําใหเกิดทกุ ข นโิ รธ คอื
ความดับทุกข และมรรค คือ แนวทางดบั ทุกข)

แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tดิ นกั เรยี นควรรู

สภาพของคนที่เกิดทกุ ขต ามหลกั อรยิ สจั 4 จะมีลกั ษณะอยา งไร 1 ทุกข แบง ไดเปน 2 ประเภท ไดแ ก
1. วิตกกังวล 1. ทกุ ขป ระจาํ สังขาร หรอื สภาวะทกุ ข เปน ทุกขท ท่ี ุกคนตองประสบในชวี ิต
2. สุขภาพแขง็ แรง ไดแก เกดิ แก เจบ็ และตาย
3. มีเงนิ ใชเ พียงพอ 2. ทกุ ขจ ร หรือปกิณณทุกข เปน ทุกขที่ประสบเปน ครัง้ คราว มบี างบุคคลท่ี
4. มคี วามทะเยอทะยาน ประสบ ไดแก การประสบกบั สง่ิ ท่ไี มช อบใจ การพลดั พรากจากส่งิ ท่ีรกั
และการผิดหวงั ไมไดใ นสิ่งทต่ี อ งการ
วเิ คราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 1. เนอื่ งจากคนท่มี ีความทกุ ข จะมลี กั ษณะ

ไมส บายกาย ไมสบายใจ วติ กกงั วล เศราโศกเสยี ใจ เปน ตน

คมู อื ครู 63

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ครนู าํ ขา วหรือยกกรณีศึกษาผปู ระสบเหตกุ ารณ ขันธ ์ ๕
ตา งๆ ทท่ี าํ ใหต องเปนทุกข แลวใหนกั เรียน
ชวยกันวิเคราะห ขันธ์ ๕ คอื องค์ประกอบของชีวิต ๕ ประการ มดี ังนี้
• สาเหตุของการเกิดทกุ ข ๑.๑) รูป คือ ส่วนที่เป็นร่างกาย รวมถึงพฤติกรรมทั้งหมดของร่างกายด้วย
• แนวทางการแกป ญ หาหรือดับทกุ ข
ใเนช่โนลกกในารสห่วนมทุน่เีเปวน็ียนวตัโลถหุ สิติ่งเหกลารา่ นห้ีเารยยี ใกจวา่ กา“รรปูเต”ิบ ปโตระขกอองบรด่างว้ กยสาย่งิ ดง้ันเดอิมกจทางั้ ก๔นี้ยเังรหียกมวาา่ ยถ“ึธงสาติ่งุ ใด๔ๆ”1
2. ครแู ละนักเรียนสนทนาถึงหลกั ธรรมทีเ่ ก่ยี วของ ได้แก่
กับทุกข แลว ใหนกั เรยี นอธบิ ายความหมายและ
องคป ระกอบของหลกั ธรรมขันธ 5 (๑) ปฐวธี าต ุ หรอื ธาตุดนิ หมายถงึ สงิ่ ทีม่ ลี ักษณะแขง็
(แนวตอบ ขนั ธ 5 คือ องคป ระกอบของชวี ิต (๒) อาโปธาต ุ หรือธาตุนา้� หมายถงึ สิ่งท่ไี หลและเหลว
5 ประการ ไดแ ก รูป คอื สว นที่เปนรางกาย
เวทนา คอื ความรูสกึ ทเี่ กดิ ขน้ึ ตอส่ิงท่ีรนู ัน้ (๓) เตโชธาต ุ หรือธาตไุ ฟ หมายถงึ ส่งิ ทง้ั หลายทรี่ อ้ น
สัญญา คือ การกําหนดหมายรสู งิ่ ใดสงิ่ หน่ึง (๔) วาโยธาต ุ หรอื ธาตุลม หมายถงึ ส่ิงทงั้ หลายทส่ี นั่ ไหวเคลอ่ื นท่ี
สังขาร คอื ส่ิงทปี่ รงุ แตงจติ หรือส่งิ ทีก่ ระตุน
ผลกั ดนั ใหม นษุ ยก ระทาํ การอยางใดอยา งหน่ึง ๑.๒) เวทนา คอื ความรู้สกึ ท่เี กดิ ขนึ้ ต่อสิ่งทร่ี นู้ ั้น มิได้หมายถงึ ความสงสารที่ใช้
และวิญญาณ คอื การรับรูผานประสาททง้ั 5 กนั ทัว่ ไป เวทนามีอยู่ ๓ ประการ ไดแ้ ก่
และใจ)
(๑) สขุ เวทนา หมายถึง ความรู้สกึ สบายกายสบายใจ
(๒) ทุกขเวทนา หมายถึง ความรู้สึกไมส่ บายกาย ไมส่ บายใจ
(๓) อเุ บกขาเวทนา หมายถงึ ความรู้สกึ เฉยๆ
๑.๓) สญั ญา หมายถงึ การก�าหนดหมายรู้ส่งิ ใดสง่ิ หนึง่ การแยกแยะได้วา่ อะไร
เปน็ อะไร มิไดห้ มายถงึ คา� มน่ั สัญญาในภาษาสามญั สญั ญานเ้ี ป็นข้นั ตอนถดั จากเวทนาน่ันเอง

เรือ่ งน่ารู้

ผลตอบแทนของการกระทาำ

การกระทำาทุกอย่างย่อมมีผลตอบแทนกลับมา แต่ผลตอบแทนจะเป็นอย่างไรนั้นข้ึนอยู่กับองค์ประกอบ
ดังนี้

๑. เวลา การกระทำาบางอย่างอาจเกดิ ผลทันที บางอยา่ งอาจเกดิ ผลชา้ เหมือนกบั การปลกู ต้นไม้ บางชนิด
ออกผลเร็ว บางชนิดออกผลช้า เช่นเดียวกับการทำาดี บางครั้งอาจเห็นผลช้า บางคร้ังต้องรอเวลาเป็นวัน
เดือน ปี จงึ เหน็ ผล

๒. นาำ้ หนกั ของการกระทาำ คนทถ่ี กู ทาำ รา้ ยไดร้ บั บาดเจบ็ มากๆ แลว้ ใหอ้ ภยั ยอ่ มถอื วา่ ทาำ ความดี มีนา้ำ หนัก
มากกว่าคนที่ถูกทำาร้ายได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย แล้วให้อภัย กรรมดีที่มีนำ้าหนักมาก ก็มีโอกาสที่จะก่อให้เกิด
ผลดีในระดบั วตั ถุภายนอกมากกวา่ และเร็วกว่าเปน็ ธรรมดา

3. สถานท่ี คนท่ีทำาความดีในหมู่ชนท่ีแล้งนำ้าใจ ย่อมได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าทำาในหมู่ชนท่ีมีนำ้าใจ
เปรยี บเสมอื นกบั การหวา่ นเมลด็ ขา้ ว แมจ้ ะมพี นั ธด์ุ ี แตถ่ า้ ปลกู ในทแ่ี หง้ แลง้ กย็ อ่ มใหร้ วงนอ้ ยกวา่ ปลกู ในทช่ี มุ่ ชน้ื

64

เกร็ดแนะครู บูรณาการเชอ่ื มสาระ
ครูสามารถจดั กิจกรรมการเรยี นรูบูรณาการ หวั ขอ ขันธ 5 กับกลมุ สาระ
ในการสอนเกีย่ วกับหลกั ธรรมอริยสัจ 4 ครูควรยกตัวอยา งเหตุการณ ขา ว หรอื การเรียนรวู ิทยาศาสตร วชิ าวิทยาศาสตร เรอื่ ง ลกั ษณะของส่งิ มชี วี ติ โดย
กรณีศกึ ษาของบุคคลท่มี คี วามทุกข มาใหน กั เรียนฝก การวิเคราะห การคดิ เชื่อมโยง อธบิ ายความสอดคลองของหลักธรรมขนั ธ 5 ในทางพระพุทธศาสนากับ
แสดงเหตุผล หรือชีแ้ นะแนวทางในการแกป ญ หา และชี้แนะแนวทางการนําไป ลักษณะของสงิ่ มชี วี ติ ทางวทิ ยาศาสตร เชน ธาตตุ างๆ ท่เี ปนองคประกอบ
ประยกุ ตใชในชวี ิตประจาํ วันใหกับนกั เรยี น ของสิ่งมชี ีวิตทางพระพทุ ธศาสนากับวิทยาศาสตร เพอื่ ใหน ักเรียนเขาใจ
ความสมั พันธข องหลกั วิทยาศาสตรก ับหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา
นกั เรียนควรรู

1 ธาตุ 4 จากความเชอ่ื เรอื่ งธาตุ 4 รา งกายมนษุ ยเ ราประกอบไปดว ยธาตุ 4 ไดแ ก
ธาตดุ ิน ธาตนุ าํ้ ธาตลุ ม และธาตไุ ฟ โดยสัดสวนของธาตทุ ้ัง 4 จะแตกตางไปใน
แตละบุคคล จึงมีการตีความและมคี วามเชื่อวา ผูท่มี ีธาตุดนิ เดน จะสงผลใหมี
รูปรา งสงู ใหญ นํา้ หนกั ตวั มาก เคล่อื นไหวชา มีนสิ ัยเรียบรอ ย ธาตุน้ําเดน จะมี
รปู รา งสมสดั สว น ผวิ พรรณสดใส นสิ ยั กลา คดิ กลา ทาํ ธาตลุ มเดน จะมรี ปู รา งสงู โปรง
ผวิ แหงหยาบ ชางพูด และธาตุไฟเดน จะมีรปู รา งดี เคล่อื นไหวรวดเรว็ อารมณร อน

64 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

๑.๔) สงั ขาร1 หมายถงึ สิง่ ที่ปรงุ แต่งจิต หรือสิ่งกระตนุ้ ผลกั ดนั ให้มนษุ ย์กระทา� 1. ครใู หนกั เรยี นอธบิ ายวิญญาณในความหมาย
การอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจเรียกได้ว่าเป็นแรงจูงใจ สังขารเป็นผลรวมของการรับรู้ (วิญญาณ) ขององคประกอบขนั ธ 5
ความร้สู ึก (เวทนา) และความจ�าได้ (สัญญา) เช่น อาจรับรวู้ ัตถสุ งิ่ หนึง่ (วญิ ญาณ) แลว้ ร้สู ึกวา่ (แนวตอบ วญิ ญาณ เปนการตระหนักรขู องจติ
สวยดี (เวทนา) สามารถจ�าได้วา่ เป็นวัตถทุ รงกลม (สัญญา) แจ้งเกดิ แรงจูงใจผลักดันให้เอื้อมมือ ซ่ึงรับรูผา นประสาทท้งั 5 และใจ ไดแ ก
ไปหยิบมาเพราะความอยากได้ ซ่ึงในข้นั ตอนน้ี เรียกวา่ “สงั ขาร” จกั ขวุ ญิ ญาณ รับรอู ารมณท างตา (เห็น)
โสตวญิ ญาณ รับรูอารมณทางหู (ไดย ิน)
ภาพแสดงวญิ ญาณ 6 ฆานวญิ ญาณ รับรูอารมณท างจมูก (ไดก ล่ิน)
ชิวหาวิญญาณ รบั รอู ารมณทางลนิ้ (รูร ส)
โสตวิญญาณ จกั ขุวิญญาณ กายวญิ ญาณ รบั รอู ารมณท างกาย (รสู งิ่ ตอ งกาย)
ชวิ หาวิญญาณ ฆานวญิ ญาณ มโนวญิ ญาณ รบั รอู ารมณท างใจ (รูเรือ่ งในใจ)

กายวญิ ญาณ 2. ใหน ักเรยี นแสดงความคดิ เห็นตอพทุ ธดํารัส
มโนวิญญาณ ทก่ี ลา ววา “เมือ่ ส่ิงน้มี ี สิ่งนน้ั จึงมี เพราะสิ่งน้ี
เกิด สิ่งนน้ั จงึ เกิด”
๑.๕) วิญญาณ การรบั รูผ้ า่ นประสาททงั้ ๕ และใจ ไดแ้ ก่
(๑) จักขุวญิ ญาณ หมายถึง การรับรทู้ างตา หรือการเหน็ 3. ใหนกั เรียนชว ยกนั แสดงความคิดเห็นวา
(๒) โสตวิญญาณ หมายถงึ การรบั รู้ทางหู หรอื การได้ยนิ การศึกษาหลักธรรมขันธ 5 นั้น จะทาํ ใหเขาใจ
(๓) ฆานวญิ ญาณ หมายถึง การรับรูท้ างจมูก หรอื การไดก้ ล่ิน ความทกุ ขไดอยางไร
(๔) ชวิ หาวิญญาณ หมายถึง การรบั รทู้ างลิน้ หรอื การลิม้ รส (แนวตอบ ทําใหเขาใจวา ความรูสึกทกุ ขลวนเกดิ
(๕) กายวิญญาณ หมายถงึ การรบั รู้ทางกาย หรอื การสัมผสั ทางกาย จากรูป เวทนา สญั ญา สังขาร และวญิ ญาณ
(๖) มโนวญิ ญาณ หมายถึง การรับร้ทู างใจ หรือการคิด และเมือ่ เขาใจเชนนน้ั แลวจะทาํ ใหบุคคลลด
การยดึ มน่ั ถือมั่น ปลอยวางจากความทุกข
๒.๒ สมุทัย (ธรรมที่ควรละ) ทงั้ ปวงไดงายขึ้น)

สมุทัย คือ ความจริงว่าด้วยเหตุเกิดแห่งความทุกข์ เพราะความทุกข์ท่ีเกิดขึ้นนั้นต้อง
มสี าเหตุเกิดจากอะไรบางอยา่ ง ไมไ่ ดม้ ีข้ึนลอยๆ ดังพุทธดา� รสั ว่า “เมือ่ สง่ิ น้ีม ี สง่ิ นั้นจึงมี เพราะ
ส่ิงน้ีเกิด สิ่งนั้นจึงเกิด” เช่น นักเรียนที่สอบตกแล้วเป็นทุกข์ก็อาจเป็นเพราะไม่ขยันเรียนเป็น
สาเหตุ หรือถ้าขยันเรียนก็อาจมีสาเหตุอ่ืนๆ เช่น เตรียมตัวสอบไม่เพียงพอ หรือประหม่าใน
การสอบมากเกนิ ไป สาเหตุเหลา่ นเี้ รียกวา่ “สมุทยั ”

6๕

แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETดิ เกรด็ แนะครู

พระพุทธเจา ทรงสอนใหม นุษยเรยี นรเู ก่ียวกับสมุทัยอยางไร ครคู วรอธิบายเพม่ิ เติมวา ขนั ธ 5 เปนธรรมทค่ี วรรู เนอื่ งจากทาํ ใหเขาใจ
1. ใหละท้ิง สภาพของทุกข ซง่ึ นําไปสกู ารดบั ทุกขไดอยางแทจ รงิ เชน ความทกุ ขทร่ี ับรไู ดดวย
2. ใหน าํ มาปฏบิ ตั ิ วิญญาณ คือ ประสาททั้ง 5 และใจ สามารถดบั ไดดว ยใจและปญ ญาเปนสําคญั
3. ใหเขาใจอยา งถอ งแท โดยการปลอยวางไมยดึ ม่นั ถอื ม่ัน เปน ตน
4. ใหน ํามาใชใ นการแกป ญหา
นกั เรยี นควรรู
วเิ คราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 1. สมทุ ัย คอื ความจรงิ วาดวยเหตุเกดิ แหง
1 สงั ขาร มีนัยอีกความหมายหน่ึง คอื หมายถงึ รางกาย ตัวตน สสาร
ความทกุ ข ซ่ึงเมือ่ ทราบแลวกค็ วรละเสีย เชน ความอยากได อยากมเี กนิ สิ่งที่ประกอบกันหรือถูกปรงุ แตง ขึ้นจากธาตุทงั้ 4 ไดแ ก ธาตดุ นิ (เชน เนื้อหนงั
ความพอดี ยอ มเปนสาเหตขุ องความทกุ ขท ัง้ ปวง หากละจากความอยากท่ี กระดูก) ธาตุน้ํา (เชน โลหติ นาํ้ เหลือง เหงื่อ) ธาตลุ ม (ลมหายใจเขา-ออก)
เกนิ พอดเี หลานีเ้ สีย กจ็ ะดาํ รงชวี ติ อยางมีความสขุ ธาตไุ ฟ (ความอบอุน การเผาผลาญพลงั งานในรา งกาย)

คูมอื ครู 65

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Expand Evaluate
Engage Explain

อธบิ ายความรู

ครูสนทนากับนกั เรียนถงึ สาเหตุตา งๆ ทที่ ําให สาเหตทุ แ่ี ท้จรงิ ของความทุกขน์ น้ั คือ ความอยากที่เกินพอดี เรยี กวา่ “ตัณหา”1 ซ่งึ มอี ยู่
เกดิ ทุกข และใหนักเรียนอธิบายถงึ สาเหตุแหง ทกุ ข ๓ ประเภท ดังน้ี
ท่เี รยี กวา “ตณั หา” (๑) กามตัณหา หมายถึง ความอยากได้อย่างโน้นอย่างน้ี อันเกิดจากตา หู จมูก ลิ้น
กายและใจ เชน่ อยากได้เส้อื ผ้าราคาแพง อยากมีรถยนต์ อยากไดบ้ ้านสวยๆ เปน็ ต้น
(แนวตอบ ตณั หา คือ ความตองการทเี่ กิดจาก (๒) ภวตัณหา หมายถึง ความอยากจะเป็นนั่นเป็นนี่ เช่น อยากเป็นมหาเศรษฐี อยาก
ความไมรู จนเกดิ เปน ความอยากได อยากมี ท่ีเกิน เปน็ นักกฬี าอนั ดับ ๑ ของประเทศ อยากเป็นนกั แสดงชอื่ ดงั เปน็ ต้น เมอ่ื ไมไ่ ดเ้ ป็นดงั ปรารถนา
พอดี ซ่งึ แบง เปน 3 ประเภท ไดแก กามตัณหา เปน กเ็ ปน็ ทุกข์
ความตอ งการที่เกดิ จากตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ (๓) วภิ วตณั หา หมายถงึ ความอยากจะไมเ่ ป็นน่นั เป็นน่ี คือ ความไมเ่ ป็นตามสภาพทีต่ น
ภวตัณหา เปน ความตอ งการทีเ่ กิดจากความอยาก เป็นอยู่หรือเผชิญอยู่ แต่ต้องการท่ีจะหลีกหนีให้พ้นจากสภาพน้ันๆ เช่น ไม่อยากเป็นคนโง่
ใหมอี ยู คงอยูต ลอดไป และวิภวตณั หา เปนความไม
ตองการที่จะเปน หรอื ตกอยใู นสภาพท่ีไมพงึ พอใจ)

ขยายความเขา ใจ Expand ไมอ่ ยากเป็นคนจน เป็นตน้
ความอยากทง้ั ๓ ประการทมี่ ากเกนิ พอดี โดยไมค่ า� นงึ ถงึ ความเปน็ ไปไดห้ รอื ความเหมาะสม
การไมค่ า� นึงถงึ ความเปน็ จรงิ ดงั กล่าว ยอ่ มเปน็ ต้นตอของความทกุ ข์ทั้งหมด
ครูใหนักเรยี นแสดงความคดิ เหน็ วา นกั เรยี นมี ดังน้ัน สมุทัย จึงเป็นธรรมที่ควรละ เพราะเป็นธรรมท่ีให้โทษแก่ชีวิต เช่น หลักธรรม
แนวทางในการดาํ เนินชวี ิตอยา งไร เพื่อดบั ตัณหาท่ี ต่อไปนี้
เกดิ ขนึ้ ในใจ
๑) กรรม คือ การกระทา� ในทางธรรม หมายถงึ การกระท�าท่ีประกอบด้วยเจตนา
(แนวตอบ เร่มิ ตนจากการมองโลกบนพื้นฐานของ จงใจ การกระทา� ทปี่ ราศจากเจตนาไมจ่ ดั เปน็ กรรม แตจ่ ะเรยี กวา่ “กริ ยิ า” คอื เปน็ การเคลอื่ นไหว
ความเปน จริง คาํ นึงถึงความเปน ไปได หรอื ความ ธรรมดาท่ีไมม่ ผี ลทางจริยธรรม
ถูกตองที่เหมาะสมกับส่ิงทีต่ นพึงมี ไมทะเยอทะยาน
อยากได อยากมี ของทไ่ี มใชข องตน รจู ักปลอยวาง ๑.๑) ประเภทของกรรม กรรม
ควบคุมจิตใจใหม ีความพอดีและดาํ รงชีวิตอยอู ยาง สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท ข้ึนกับการ
พอประมาณ) พิจารณาตามแงม่ ุม ดงั น้ี
(๑) ประเภทของกรรมตาม
มลู เหตกุ ารกระทา� มี ๒ ประเภท ดงั นี้
๑. อกศุ ลกรรม (กรรมชวั่ )
หมายถึง การกระท�าท่ีเกิดจากอกุศลมูล คือ
โลภ โกรธ หลง
๒. กุศลกรรม (กรรมดี)
หมายถึง การกระท�าที่เกิดจากกุศลมูล คือ
ไม่โลภ ไม่โกรธ ไมห่ ลง
(๒) ประเภทของกรรมตาม
การกระทำาด้วยความจงใจ เพ่ือช่วยเหลือเพ่ือนมนุษย์ การแสดงออก มี ๓ ประเภท ดังน้ี
เปน็ การกระทาำ เพอื่ คณุ ความดี จดั วา่ เปน็ กศุ ลกรรม

66

เกรด็ แนะครู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNิดET
ขอความใดเปน ความเขาใจเรื่อง “กรรม” ในพระพุทธศาสนาท่ถี ูกตอง
ครูอธิบายวา คาํ วา กรรม มีความหมายวา การกระทาํ เทา นน้ั ไมร ะบุวาดี ไมด ี 1. เสือนอนกนิ
แตค นทวั่ ไปมักจะเขา ใจวา กรรม หมายถงึ การกระทาํ ทไ่ี มดี เชน นายแดงถกู 2. ถึงคราวดกี ็ดเี อง
ตํารวจจบั เพราะกรรมทีเ่ คยกระทํา 3. ช่ัวเจด็ ทดี เี จด็ หน
4. ตามบญุ ตามกรรม
นักเรยี นควรรู วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. เพราะกรรม หมายถึง การกระทาํ ในทาง
พระพทุ ธศาสนาสอนไวใ หเชื่อในเรื่องกฎแหง กรรมทวี่ า ผใู ดทํากรรมไว
1 ตณั หา ในทางพระพทุ ธศาสนาสอนใหมนษุ ยระงับตณั หาหรือความอยาก ผูน ั้นตองไดร บั ผลแหง กรรมนั้น ซงึ่ ก็คือ ทาํ ดีไดด ี ทําชวั่ ไดชั่ว ดังน้ัน
โดยใหพ จิ ารณาถงึ ไตรลกั ษณ ซง่ึ เปน ลกั ษณะสามญั ของสง่ิ ทง้ั ปวง นน่ั คอื ใหม องวา ขอความที่วา ตามบญุ ตามกรรม จึงสอดคลองกบั ความเชอื่ ในเรื่องกรรม
ทุกส่ิงเปน ทกุ ข ไมมีความจีรังยง่ั ยืน และไมม ีตัวตน กลา วคอื ทุกสิ่งเกดิ มายอ มเปน
ทกุ ขใ นตวั เอง เมอื่ เกดิ ขน้ึ กม็ กี ารดาํ รงอยู มกี ารเปลย่ี นแปลงไปเรอื่ ยๆ และเสอื่ มสลาย
ไปในท่ีสดุ อยางไรก็ดี มนุษยจ ะใหละตัณหานน้ั เปนเร่อื งยาก ดังนัน้ การทเ่ี ราจะ
อยากมี อยากเปน อะไรนนั้ เราจงึ ตอ งใชป ญ ญาพจิ ารณาถงึ ความไมย ง่ั ยนื ของสง่ิ ตา งๆ
ดวย เพื่อลดความอยากภายในใจและจะไดใชชีวิตอยางมคี วามสขุ

66 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Evaluate
Expand Expand

ขยายความเขา ใจ

๑. กายกรรม หมายถงึ กรรม1ที่กระท�าทางกาย เช่น ต้ังใจเรียนหนังสือ 1. ใหนกั เรยี นแบงกลุม กลมุ ละ 3 - 5 คน
ชว่ ยพยงุ คนแกข่ ้ามถนน ประมวลความรูเรือ่ ง กฎแหงกรรม พรอมกับ
๒. วจีกรรม หมายถึง กรรมที่กระท�าทางวาจา เช่น พูดจาปลอบโยน ยกตัวอยา งเหตุการณท น่ี กั เรียนเคยประสบใน
เพ่อื นทม่ี ีทุกข์ ชวี ติ ประจําวันประกอบการอธบิ าย และสง
๓. มโนกรรม หมายถึง กรรมที่กระท�าทางใจ เช่น รู้สึกสงสารคนที่เจ็บ ตวั แทนกลุม ออกมานาํ เสนอหนาช้ันเรียน
ป่วยเปน็ ทุกข์
๑.๒) ผลของกรรม แบง่ ได้ ๓ ระดบั ดงั น้ี 2. ใหนักเรียนแลกเปล่ียนความคิดเห็นเกี่ยวกับ
๑. ระดบั จิต คือ เม่อื ท�าดจี ติ ใจยอ่ มสงบสขุ เม่ือท�าชว่ั จิตใจย่อมทกุ ขร์ ้อน ตวั อยา งเหตกุ ารณท ี่เพื่อนออกมาเลาใหฟง
๒. ระดับบุคคล คือ คนดยี ่อมเป็นคนดี คนช่วั ยอ่ มเป็นคนชวั่ พรอมกบั ครูอธบิ ายคุณของกรรมเพม่ิ เติม
๓. ระดับภายนอก คือ เมื่อท�าดีย่อมได้รับการสรรเสริญจากบุคคลอื่น
เมอ่ื ทา� ชวั่ ยอ่ มถูกลงโทษต่างๆ 3. ใหน กั เรียนอภิปรายรว มกันวา การปฏิบตั ติ าม
๑.๓) คุณของกรรม เกิดจากการกระท�าทถ่ี ูกตอ้ งซ่งึ มีผลดังนี้ หลกั ธรรมกรรมกอ ใหเ กิดประโยชนอยางไร
๑. ท�าให้เช่ือว่าทุกส่ิงย่อมเป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นลอยๆ (แนวตอบ ผูปฏิบตั ิตามหลักธรรมกรรมจะ
หรอื โชคชะตา แตเ่ กดิ จากการกระทา� ของบคุ คลเอง คาํ นึงถึงสง่ิ ทตี่ นจะกระทําและผลทจี่ ะเกิดขึ้น
๒. ท�าให้เช่ือว่าคุณธรรม ความดี ความสามารถ เป็นเครื่องวัดความ ในภายหลงั ทาํ ใหผ ปู ฏิบัติมเี หตุผลในการ
ดําเนินชวี ติ และสามารถยอมรบั ส่ิงตางๆ
ทเี่ กดิ ขึ้นไดด ี เพราะหลักธรรมกรรมน้ันสอน
ใหเชื่อวา ทุกส่ิงยอ มเปนไปตามเหตปุ จ จยั )

ประเสรฐิ หรือความเลวของคน คนจะดีช่ัวจึงข้ึนอยู่กับสิ่งท่ีกระท�า มิใช่ชาติตระกูลหรือฐานะทาง
สังคม
๓. ท�าให้มีก�าลังใจว่า
ตนเท่านั้นจะเป็นผู้ท�าให้ตนดีหรือเลวลง
ดังน้ันตนจึงสามารถเป็นเหมือนบุคคลอ่ืนที่
ประสบความสา� เร็จได้ด้วยตนเอง
๔. ท�าให้เป็นผู้มีความ
รับผิดชอบต่อตนเองที่จะงดเว้นจากการกระท�า
ชว่ั และมคี วามรับผดิ ชอบตอ่ ผ้อู น่ื

๒) อบายมุข ๖ คือ หนทาง
แห่งความเส่ือม หรือทางแห่งความพินาศ
ทงั้ ๖ ประการ ได้แก่
(๑) ติดสุราและของมึนเมา
มโี ทษ ๖ ขอ้ ดังน้ี อุบัติเหตุส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากผู้ขับขี่เข้าไปเกี่ยวข้องกับ
อบายมุข เช่น การดมื่ สุรา เสพสงิ่ เสพติด

67

แนวขอ สNอบTเนนOก-าNรคETิด เกร็ดแนะครู

“...ชาวบานเห็นนายเขียว ซ่งึ มอี าชีพเพาะเล้ียงกบแอบขายยาบาใหแ ก ในการสอนเรื่องกรรม ครูควรยกตวั อยางขา ว กรณศี ึกษา เหตกุ ารณ ทเี่ กิดขนึ้ จรงิ
เยาวชน จงึ แจงใหเ จาหนาที่ตาํ รวจจบั ...” เชน ยกตวั อยา งจากรายการโทรทัศนทนี่ ําเสนอเร่ืองราวของคนทที่ ําช่ัว ประพฤติ
ไมดตี อ ผอู ืน่ แลว ไดร ับผลกระทบตอ ตนเอง ครอบครัว ทําใหตอ งเปนทกุ ข แลว ให
ขอ ใดเปนกรรมของนายเขียวท่ีทาํ ใหถูกจับ นักเรยี นสรุปขอ คิดท่ไี ดร ับจากเรอ่ื งที่เลา พรอ มท้ังครูช้ีแนะแนวทางการประพฤติ
1. นายเขยี วเล้ยี งกบขาย ปฏิบัตติ นท่ดี ีทงั้ ทางกาย วาจา และใจ
2. นายเขียวขายส่งิ เสพติด
3. ชาวบา นไมชอบนายเขียว นักเรียนควรรู
4. ตํารวจอยากจับนายเขียว
1 กรรม มพี ทุ ธศาสนสภุ าษติ บางบททใี่ หแ งค ิดเก่ยี วกบั เรือ่ งกรรมไว เชน
วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 2. กรรมทีน่ ายเขียวกระทําไว คือ แอบขาย กัมมุนา วตั ตะตี โลโก : สตั วโลกยอ มเปนไปตามกรรม
สานิ กมั มานิ นะยันติ ทุกคะติง : กรรมช่ัวของตนเอง ยอมนาํ ไปสูท คุ ติ
ยาบา อนั เปนส่ิงเสพตดิ แกเ ยาวชนในชุมชน จงึ เปนกรรมหรอื การกระทาํ ที่
ไมด ี จงึ ถูกจับ

คมู อื ครู 67

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Expand Evaluate
Engage Expand

ขยายความเขา ใจ

1. ครใู หน ักเรียนดูภาพจากหนังสือเรียน หนา 67 ๑. เสยี ทรัพย์ ๔. เสยี เกียรติยศชื่อเสยี ง
และตอบคําถาม ดงั น้ี ๒. เกดิ การทะเลาะววิ าท ๕. ทา� ใหไ้ มร่ ู้อาย
• จากสภาพรถทป่ี รากฎในภาพ นักเรยี นคิดวา ๓. เปน็ บ่อเกดิ แห่งโรค ๖. ปัญญาเสอ่ื มลง
เกิดมาจากสาเหตุใดเปน สว นใหญ (๒) ชอบเที่ยวกลางคนื มีโทษ ๖ ข้อ ดงั น้ี
(แนวตอบ ความประมาท เมาแลว ขับ) ๑. ไดช้ อ่ื ว่าไมร่ ักษาตัว ๔. เป็นทร่ี ะแวงสงสยั
• ใครเปน ผูไดรบั ผลกระทบจากเหตกุ ารณ ๒. ไดช้ อ่ื ว่าไมร่ ักษาครอบครวั ๕. เปน็ เปา้ ใหเ้ ขาใส่ความหรอื นินทา
ในภาพ ๓. ไดช้ ่ือว่าไมร่ กั ษาสมบัติ ๖. เปน็ บอ่ เกดิ ของเรอื่ งเดอื ดรอ้ นตา่ งๆ
(แนวตอบ ผูขบั ข่รี ถและครอบครวั คนใกลช ดิ (๓) ชอบเท่ียวดูการละเล่น การไปเท่ียวดูการละเล่นต่างๆ เช่น ร�า ขับร้อง
ของผปู ระสบภัย) ดนตรี เสภา เพลง เถิดเทิง มโี ทษท�าให้การงานเสียหาย เพราะเสียเวลาไปดูการละเลน่ ต่างๆ
(๔) ตดิ การพนัน มีโทษ ๖ ขอ้ ดงั นี้
2. ครสู นทนากบั นักเรียนถึงสาเหตุแหง ทุกขทีเ่ กิด ๑. เม่ือชนะยอ่ มก่อเวร ๔. เขา้ ทปี่ ระชุม คนไม่เชอื่ ถอ้ ยค�า
จากอบายมุข และมอบหมายใหนกั เรยี นบันทกึ ๒. เมื่อแพ้กเ็ สียดายทรัพย์ ๕. เพอื่ นฝูงหม่ินประมาท
สาระสําคญั แตละกลุมวิเคราะหถงึ โทษของ ๓. ทรัพยห์ มดไป ๖. ไม่มีใครอยากใหเ้ ป็นคูค่ รองของลูก
อบายมขุ ตา งๆ แลวออกมานําเสนอให (๕) คบคนชั่ว มโี ทษคือ จะกลายเป็นคนช่วั ไปดว้ ย
เพอ่ื นรวมชนั้ เรยี นฟง (๖) เกียจครานการงาน มีโทษคือจะเป็นคนที่ยกเหตุต่างๆ มาอ้างเพ่ือท่ีจะ
ไมท่ �างาน เช่น อา้ งว่าหนาวนกั ร้อนนัก หิวนัก อม่ิ นัก หรือเหตผุ ลตา่ งๆ นานาประการมากล่าว
3. ครสู มมติเหตกุ ารณใหน ักเรยี นวิเคราะหวา เพื่อหาเหตุไม่ท�างาน คนประเภทน้ีย่อมพบกับ
ถานกั เรียนมีเพื่อนเปน คนเกียจคราน ไมทํางาน ความยากจน เป็นท่รี ังเกยี จของผอู้ ืน่
ตา งๆ ใหสําเรจ็ นักเรยี นจะมีวธิ แี กปญ หา
อยางไร ๒.3 นโิ รธ (ธรรมทคี่ วรบรรล)ุ
(แนวตอบ ตักเตอื นเพ่ือนคนนนั้ ดวยถอ ยคาํ
ท่สี ภุ าพ และชใี้ หเ ห็นถึงผลเสียของความ นโิ รธ คอื ความจรงิ วา่ ดว้ ยความดบั ทกุ ข์
เกียจคราน ซึ่งจะทําใหง านไมบ รรลผุ ลสําเร็จ เม่อื ความทุกข์เกดิ จากสาเหตุ ถ้าเราดับสาเหตุ
อกี ทงั้ ทําใหชีวิตไมก าวหนา) แหง่ ทกุ ขเ์ สยี ความทกุ ขน์ น้ั กย็ อ่ มทจี่ ะดบั ไปดว้ ย
ดังพุทธด�ารัสว่า “เมื่อส่ิงนี้ไม่มี ส่ิงน้ันก็ไม่ม ี
ตรวจสอบผล Evaluate เพราะส่ิงนี้ดับ สิ่งน้ันก็ดับ” เมื่อความทุกข์
เกิดจากความอยากท่ีเกินพอดี โดยไม่ได้ค�านึง
ครูตรวจสอบความถกู ตอ งของผลงานกลุม และ ถึงความเปน็ จรงิ ถา้ เราลดความอยากทฝ่ี นื กบั
สงั เกตพฤติกรรมการทํางานกลุม ความจรงิ ไดม้ ากเท่าใด ความทุกข์ก็จะน้อยลง
หากดับความอยากท่ีผิดธรรมชาติได้ท้ังหมด
การพึ่งพาโหราศาสตร์ ตรวจดูชะตาชีวิต ถึงแม้จะช่วย ปซง่ึัญทหาางพก็หระมพดุทธเศหาลสือนแาตเ่ครียวกามว่าสง“นบิพสุขพอานย่า”1งย่ิง
ปลอบประโลมใจให้เราคลายทุกข์กังวลไปได้ช่ัวขณะ
แตก่ ็มิใช่หนทางดบั ทกุ ข์ทแ่ี ทจ้ ริง

6๘

เกร็ดแนะครู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNิดET
หากคนเราละเวนจากการเสพอบายมขุ จะกอใหเ กดิ ประโยชนต อตนเอง
ครนู าํ ภาพขา วบคุ คลเสพอบายมขุ แลว กระทาํ ความผดิ มาเลา ใหน กั เรยี นฟง เชน และสังคมอยา งไร
เมาแลว ขบั ทาํ ใหป ระสบอบุ ตั เิ หตุ แลว ฝก ใหน ักเรยี นใชว ิธีคิดแบบอริยสจั หรือ แนวตอบ ประโยชนจากการละเวนการเสพอบายมุข มีประโยชนต อตนเอง
คิดแบบแกปญ หาทต่ี น เหตุ ซงึ่ จะทําใหน กั เรยี นรูและเขาใจปญหาทเ่ี กิดขนึ้ ตลอดจน เชน ทําใหป ระหยดั ทรัพย รางกายแข็งแรง ชวี ิตมคี วามสขุ เปน ที่ยอมรับ
สามารถแกไ ขปญหาไดอ ยางมีประสทิ ธิภาพ ของผูอนื่ และกอใหเกดิ ประโยชนตอ สงั คม เชน สังคมสงบสขุ มีความเปน
ระเบียบเรยี บรอ ย ปราศจากอบายมุข
นกั เรียนควรรู

1 นพิ พาน สภาวะที่ปราศจากความทกุ ขแ ละกเิ ลสทัง้ ปวง อันเปน จดุ หมาย
สูงสดุ ของพระพทุ ธศาสนา ซึ่งแบงเปน 2 ประเภท ไดแ ก

1. สอปุ าทิเสสนพิ พาน นิพพานที่ยงั เกีย่ วของกบั เบญจขนั ธ
2. อนปุ าทเิ สสนพิ พาน นิพพานทไี่ มเก่ียวขอ งกบั เบญจขันธ

68 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Engage

กระตนุ ความสนใจ

ดังน้ัน นิโรธ จึงเป็นธรรมที่ควรบรรลุ ในพระพุทธศาสนามีธรรมที่ควรบรรลุมากมาย ครนู ําสนทนาถงึ ประเภทของความสุข ซ่ึงไดแก
ตั้งแต่ขั้นตา�่ สุดถงึ ขน้ั สูงสุด เชน่ หลักธรรมตอ่ ไปนี้ กายกิ สุขกบั เจตสกิ สุขใหนกั เรียนฟง และ
ใหน ักเรียนชว ยกนั ตอบคําถามวา
๑) สขุ ๒ คอื ความสุขอนั เป็นสงิ่ ทท่ี ุกคนปรารถนา แบง่ เปน็ ๒ ประการ ดงั นี้
• ความสุขของนกั เรยี นสว นใหญเ กิดจาก
๑.๑) กายิกสุข คือ ความสุขทางกาย อันเป็นความสุขท่ีเกิดจาก ตา หู จมูก ไดก ระทาํ สง่ิ ใด และเปนความสขุ ประเภทใด
ล้ิน กาย ได้สัมผัสกับส่ิงอันพึงพอใจ เช่น ได้เห็นสิ่งของหรือรูปที่สวยๆ ได้ฟังเพลงท่ีชอบ
ไดส้ ดู ดมกลิน่ หอม ไดก้ นิ ของอร่อย หรือร่างกายได้สัมผสั อากาศท่ไี มร่ ้อนไม่หนาวเกินไป เปน็ ตน้ สาํ รวจคน หา Explore

๑.๒) เจตสิกสุข คือ ความสุขทางใจ เช่น การได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่ นักเรยี นศกึ ษาหลกั ธรรม จากหนังสอื เรยี น
ญาติพน่ี อ้ ง ไม่มีศัตรู ไม่มผี ู้เกลียดชงั มแี ต่ผใู้ หค้ วามรกั ใคร่ นับถอื ยกยอ่ ง สรรเสรญิ หรือการท่ี หนา 68 - 69 เพื่อศกึ ษาธรรมท่ีควรบรรลุ และธรรม
จติ ใจมคี วามสงบไมว่ ติ กกงั วล ไม่คดิ ฟ้งุ ซ่าน ไมห่ วาดระแวง เหลา่ นี้จัดเปน็ ความสขุ ทางใจ ที่ควรเจริญในการดบั ทุกข และนาํ มารวบรวมสรปุ
เปนผงั ความคิด
๒) คหิ ิสขุ คอื ความสขุ ของชาวบ้าน อนั เปน็ ความสขุ ทบ่ี ุคคลทวั่ ไปพึงมี ไดแ้ ก่
อธบิ ายความรู Explain
(๑) อัตถิสขุ หมายถงึ ความสขุ ท่เี กดิ จากการมีทรพั ย์
(๒) โภคสขุ หมายถึง ความสุขทเ่ี กิดจากการใชจ้ า่ ยทรัพย์ 1. ใหนกั เรยี นชว ยกนั แสดงความคิดเหน็ วา
(๓) อนณสขุ หมายถงึ ความสขุ ทีเ่ กิดจากการไม่มีหน้ีสิน ระหวางความสุขทางกายกบั ความสขุ ทางใจ
(๔) อนวัชชสุข หมายถงึ ความสุขทเี่ กิดจากการประพฤติในสิง่ ทไี่ มม่ โี ทษ ความสขุ ประเภทใดเปนความสุขท่แี ทจ ริง

๒.4 มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ) 2. ใหน กั เรียนสรปุ วถิ ที างแหงความดับทกุ ข 8
ประการ ซ่ึงไดแก สัมมาทฏิ ฐิ สัมมาสงั กปั ปะ
มรรค คือ ความจริงว่าด้วยวิธีทางแห่งความดับทุกข์ ถ้าใครปฏิบัติตามก็จะลดความทุกข์ สมั มาวาจา สมั มากัมมันตะ สัมมาอาชวี ะ
หรอื ปญั หาได้ ทางที่จะดับทกุ ขน์ ั้นมอี งค์ประกอบ ๘ ประการ ดงั น้ี สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสมั มาสมาธิ โดย
๑. สมั มาทฏิ ฐ ิ หมายถงึ เหน็ ชอบ เขียนเปน ผงั ความคิด พรอมตกแตง ใหส วยงาม
คือ เห็นอรยิ สจั ๔ ตามความเปน็ จริง สง ครูผูส อน
๒. สมั มาสงั กปั ปะ หมายถงึ ดา� ริ
ชอบ คือ ไม่ลุ่มหลงมัวเมากับความสุขทาง 3. ครูใหนักเรยี นแสดงความคดิ เห็นวา นกั เรียน
กาย ไมพ่ ยาบาท และไมค่ ดิ ร้ายผู้อน่ื สามารถนาํ วถิ ที างแหง ความดบั ทกุ ขห รอื มรรค 8
การ๓ไ.ม พ่ สดูัมเมทาจ็ วาไจมาพ่ ูดหสม่อาเยสถียึงด1 เจรจา มาปรบั ใชในการเรยี นของนักเรียนไดอ ยา งไร
ชอบ คือ ไม่พดู (แนวตอบ เชน สมั มาวาจา หมายถึง เจรจาชอบ
หยาบคาย ไม่พูดไร้สาระ โดยเลอื กใชค ําพดู ท่เี หมาะสมกับบุคคลและ
๔. สัมมากัมมันตะ หมายถึง กาลเทศะ เชน การพดู กับเพอ่ื นและครอู าจารย
กระท�าชอบ คือ ไม่ท�าลายชีวิต ไม่ลักขโมย เปนตน)
ไมป่ ระพฤตผิ ดิ ในกาม
การตั้งใจทำางานด้วยความซ่ือสัตย์สุจริต ตามหลัก
สมั มาอาชวี ะ เปน็ วิถที างดบั ทุกขอ์ ย่างหน่งึ

69

แนวขอ สNอบTเนนOก-าNรคETิด เกร็ดแนะครู

บุคคลใดตอไปนีเ้ ปน ผมู สี มั มาสงั กปั ปะ ใหน กั เรยี นชว ยกันหาบทประพันธเกี่ยวกบั การพดู แลว นําไปติดทป่ี า ยนิเทศ เพ่ือ
1. ฝนใหอภยั ผทู คี่ ดิ รา ยตอเธอเสมอ เปนคตสิ อนใจ เชน อันออ ยตาลหวานล้นิ แลว สิ้นซาก แตลมปากหวานหูไมรูห าย
2. ตอ มตั้งใจอา นหนงั สอื อยา งตอ เน่ือง
3. ขวัญชอบหวา นเสนหใ หเพื่อนชายสนใจ (สุนทรภ)ู
4. โรจนม กั พูดจาหยอกลอเพือ่ นๆ เปนประจาํ
นักเรยี นควรรู
วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 1. เน่ืองจากฝนไมค ิดพยาบาทหรอื ไมคดิ รา ย
1 ไมพ ดู สอเสียด การพดู สอเสียดเปนการพดู เหนบ็ แนม ถากถาง เยย หยันให
กับใคร ซึ่งสอดคลอ งกับสมั มาสังกัปปะ หมายถงึ ดาํ รชิ อบ ผูอ ืน่ ไดรับความเสียใจ คบั แคนใจ ขุนเคอื ง โกรธ อบั อาย มคี วามทุกข การพูด
สอ เสยี ดผูอน่ื ยอ มทําใหผูถ ูกสอ เสยี ดเสียใจ เปน ทกุ ข เชน บางคนมีปมดอยดาน
รปู ราง หรือครอบครัว เมื่อถูกเพื่อนพดู สอ เสียดลอ เลียนอยูเ ปน ประจํา ก็จะสงผล
ใหผ ถู ูกลอ ขาดความม่นั ใจในตนเอง ไมกลา คุยกับใคร เปนตน ดงั นั้น เราจงึ ไมควร
ใชคาํ พดู สอเสยี ดผอู ืน่ ใหไ ดรับความเจบ็ ชํ้าน้ําใจ เพราะจะกลายเปน บาปตดิ ตวั
และไดรับผลกรรมตามสนอง

คมู ือครู 69

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ครแู ละนักเรยี นอภิปรายถงึ ความสําคญั ของ ๕. สัมมาอาชีวะ หมายถึง เลี้ยงชีพชอบ คือ การทํามาหากินดวยอาชีพที่สุจริต
วิถีทางแหง ความดบั ทุกขห รือมรรค 8 และให ไมคดโกงไมหลอกลวง ไมทาํ กจิ กรรมในสิง่ ทีเ่ ปน ผลรา ยแกค นทั่วไป
นักเรยี นแบงกลมุ กลุมละ 3 - 5 คน เพ่อื ศึกษา ๖. สัมมาวายามะ หมายถึง พยายามชอบ คือ ความพยายามท่ีจะปองกันมิให
หลกั ธรรมทเี่ กยี่ วขอ งกบั วถิ ที างแหง ความดบั ทกุ ข ความชั่วเกิดขึ้น ความพยายามท่ีจะกําจัดความชั่วท่ีเกิดขึ้นแลวใหหมดไป ความพยายามที่จะ
หรือมรรค 8 ดังตอ ไปนี้ สรางความดีใหเกิดขน้ึ และความพยายามท่ีจะรกั ษาความดีที่เกดิ ขึ้นแลวใหคงอยตู ลอดไป
• ไตรสกิ ขา ๗. สัมมาสติ หมายถงึ ระลึกชอบ คอื การไมห ลงไมล ืม รตู วั อยูเ สมอวา กําลงั เห็น
• กรรมฐาน 2 สิง่ ตา งๆ ตามความเปนจริง
• ปธาน 4 ๘. สมั มาสมาธิ หมายถึง ต้ังจติ ม่ันชอบ คอื การที่สามารถตั้งจิตใจใหจดจอ อยกู บั
• โกศล 3 สงิ่ ใดส่ิงหนึ่งไดนาน
• มงคล ดังน้ัน มรรค จึงเปนธรรมทคี่ วรเจริญ หมายถงึ ควรพัฒนา ควรทําใหเกดิ ข้ึน
ใหแ ตละกลมุ ออกมานาํ เสนอหนาชนั้ เรยี น ในทางพระพทุ ธศาสนามีธรรมที่ควรเจริญมากมาย เชน หลักธรรมดงั ตอไปนี้

2. ใหน กั เรียนฝก น่งั สมาธิ 20 นาที แลวอภปิ ราย ๑) ไตรสกิ ขา หมายถึง การศึกษาและฝกอบรม มี ๓ ประการ ดงั นี้
ถึงประโยชนทีไ่ ดรบั จากการนั่งสมาธิ (๑) ศีลสิกขา คือ การฝกอบรมเกี่ยวกับความประพฤติ มีเจรจาชอบ กระทํา
(แนวตอบ การฝกนั่งสมาธิจะทาํ ใหผ ฝู กปฏิบัติ ชอบและเลยี้ งชพี ชอบ
มสี ติ มสี มาธิ ไมค ดิ ฟุงซา น มีจิตทีส่ งบ สามารถ (๒) จิตตสิกขา คือ การฝกอบรมจิตเพื่อใหเกิดสมาธิ มีพยายามชอบ ระลึก
คิดไตรต รองสง่ิ ตา งๆ ไดอ ยางรอบคอบ ชอบและตง้ั จติ มัน่ ชอบ
มากยงิ่ ข้นึ ) (๓) ปญ ญาสกิ ขา คือ การฝกอบรมเพอื่ ใหเ กิดความรแู จง มีความเหน็ ชอบและ
ดาํ รชิ อบ
3. ใหนกั เรียนวิเคราะหว า สมถกรรมฐานกับ
วปิ ส สนากรรมฐานมีความแตกตา งกนั อยา งไร ๒) กรรมฐาน ๒ หมายถงึ การกระทาํ ทเี่ กย่ี วกบั การฝก อบรมจติ
(แนวตอบ สมถกรรมฐาน คือ การฝก อบรมจิตใจ ประกอ(๑บ)ดวสยมถ๒กรปรรมะกฐาารน1ดคังือนี้ การฝกอบรมจิตใจใหเกิดความสงบ
เพ่อื ใหเขา ถงึ ซึง่ ความสงบ ต้งั มั่นอยูในอารมณ หรอื การฝก สมาธิ
เดยี ว และเปน การฝกขม กิเลสทง้ั ปวง สว น (๒) วิปสสนากรรมฐาน คือ การฝก อบรมปญญาใหร แู จง หรือ
วิปสสนากรรมฐาน คือ การฝก อบรมจิตใจเพอื่ การเจริญปญญา
ใหเขา ถึงปญญา สามารถรบั รกู ารเกดิ - ดบั ของ การเจริญวิปสสนาไดตองอาศัยสมถะ
อารมณตามความเปน จริง และเปนการ
ละกเิ ลสมิใหเ กิดขนึ้ )

เปนพ้ืนฐาน กลาวคือ สมถะเปนปจจัยทําให
เกิดวิปส สนานั่นเอง เชน เซอรไ อแซก นิวตัน
น่ังอยูใตตนไม จิตใจคิดอยูเรื่องเดียวจนจิตใจ
การเจรญิ สมถวิปส สนา ยอมชว ยใหม สี มาธิในการศึกษา สงบนิง่ เม่ือเขาไดเห็นผลแอปเปล หลนจากตน
และมีปญ ญาจดจาํ เขา ใจไดดี เขาก็เกิดความเขาใจในกฎแหงความโนมถวง

๗๐

นกั เรยี นควรรู ขอ สอบ O-NET
ขอ สอบป ’51 ออกเก่ยี วกบั ธรรมทค่ี วรเจรญิ
1 สมถกรรมฐาน การทาํ สมาธใิ หจ ติ นง่ิ และจดจอ อยกู บั อารมณเ พยี งอารมณเ ดยี ว เพ่ือนๆ ไมยอมใหสนี ํ้าเขากลุมทํารายงาน เพราะมอบหมาย
ซึ่งอารมณข องสมถกรรมฐาน แบงออกเปน 40 อยาง ไดแก กสิณ 10 ใหทําสิ่งใดกม็ กั หลงลมื อยเู สมอ ดังนั้น สีน้ําควรตดั สินใจทาํ อยางไร
1. ขอทดสอบแทนการทาํ รายงาน
อสภุ 10 อนสุ ติ 10 2. ขออนญุ าตคณุ ครทู าํ รายงานเดี่ยว
พรหมวหิ าร 4 อาหาเรปฏกิ ูลสญั ญา 1 3. พยายามฝกตนใหม ีสติสัมปชญั ญะอยเู สมอ
จตธุ าตวุ ฏั ฐาน 1 อรปู ธรรม 4 4. พยายามไปขอเขากลมุ ทาํ รายงานกับเพอ่ื นกลุมอนื่
ท้งั น้กี ารปฏบิ ัตสิ มถกรรมฐานเพียงอยา งเดยี วน้ัน ไมสามารถทําใหจติ หลดุ พน วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 3. สนี ้ําควรแกป ญ หาท่ีสาเหตทุ ี่ทําให
จากความทุกขไดโดยส้นิ เชิง ตนเองมักหลงลืมส่งิ ตา งๆ ดว ยการพยายามฝกตนเองใหม ีสติสัมปชัญญะ
อยเู สมอ เชน การฝก สมถกรรมฐาน
มมุ IT

ศึกษาคนควา ขอ มลู เพมิ่ เตมิ เกยี่ วกบั สมถกรรมฐาน ไดที่
www.vimuttidhamma.org

70 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

กรณีเช่นนี้ความสงบแห่งจิต (สมถะ) ของนิวตัน1 เป็นปัจจัยเก้ือหนุนให้เกิดความเข้าใจแจ่มแจ้ง 1. ครแู ละนักเรยี นอภปิ รายถึงความเพียรอนั เปน
ในสิง่ ท่สี งสัยอคยวู่ า(วมิปสสััมสพนันาธ)์อนีกค่ี ดือ้าคนวหานม่ึงสัมคพือนั ธวใ์ิปนัสดสา้ นนาทเป่สี ม็นถปะัจเจปัยน็ หปนจั ุนจใยั ห้สวิปมัสถสะ2เนจารเิญปน็ข้ึผนลคือ เมื่อ ปจจัยที่จะนําไปสูหนทางแหง ความดบั ทุกข
เกิดความรู้ความเข้าใจในเร่ืองใด จิตใจของเขาก็จะสงบ เยือกเย็น เข้มแข็ง ไม่กระวนกระวาย และใหน กั เรียนอธบิ ายความหมายของ
เช่น นักเรียนเหลือเวลาเพียงสี่ห้าวันเท่านั้นจะถึงเวลาสอบไล่ ทั้งรู้และเข้าใจว่าเวลาเพียงแค่นี้ หลักธรรม ปธาน 4 พรอมบอกวา ปธาน 4
คงดูหนังสือไม่หมดทุกวิชา รู้ว่าควรจะแบ่งเวลาอย่างไร วิชาไหนควรดูมาก วิชาไหนควร ประกอบดวยอะไรบา ง
ดูน้อย หรือวิชาไหนไม่ต้องดูเลยเพราะเจียดเวลาไม่ได้ เม่ือรู้และเข้าใจอย่างน้ีแล้ว จิตก็สงบ (แนวตอบ ปธาน 4 หมายถึง ความเพยี รท่ีชอบ
ไมก่ ระวนกระวาย อ่านหนังสือเตรียมสอบด้วยจิตใจอันมั่นคง หนักแน่นยิ่งข้ึน ผิดกับคนท่ีไม่รู้ 4 ประการ ไดแก สังวรปธาน คอื เพียรระวัง
ไมเ่ ข้าใจข้อจา� กัดของเวลา ไม่ร้วู ่าควรจะแบ่งเวลาอย่างไร คิดแต่ว่าเวลาไม่พอ หนังสอื มากมาย ยับย้ังอกศุ ลท่ียังไมเ กดิ ขน้ึ ปหานปธาน คอื
หลายวิชาล้วนแต่ยังไม่ได้ทบทวนท้ังน้ัน เม่ือเป็นเช่นนี้ก็ได้แต่กระวนกระวายใจไม่เป็นอันกิน เพยี รกาํ จัดอกุศลท่ีเกิดขึ้นแลว ภาวนาปธาน
อันนอน ผลทส่ี ุดก็เลยไมไ่ ด้ทา� อะไร โดยนยั ทก่ี ล่าวมาน้ชี ี้ให้เหน็ ว่า วปิ ัสสนา (ความรู้แจ้ง) เป็น คือ เพียรทํากศุ ลธรรมที่ยงั ไมเ กิดขึน้ ใหบงั เกิด
ปัจจัยให้สมถะ (ความสงบแหง่ จติ ) ม่ันคงและเขม้ แข็งย่งิ ขึ้น อนรุ กั ขนาปธาน คอื เพยี รรกั ษากุศลธรรมที่
เกิดข้นึ แลวใหค งอยูแ ละเจรญิ ย่ิงข้นึ ไป)
๓) ปธาน ๔ คือ ความเพียรทชี่ อบ ๔ ประการ ดังนี้
2. ใหนักเรยี นแบงกลมุ กลุมละ 8 - 10 คน
(๑) สังวรปธาน คอื เพียรระวงั ยับย้ังอกศุ ลที่ยงั ไมเ่ กดิ มใิ หเ้ กดิ ขน้ึ ได้ ทํากจิ กรรมจติ อาสา บําเพญ็ ประโยชนเ พอื่
(๒) ปหานปธาน คือ เพียรละ หรือเพียรกา� จัดอกุศลธรรมทเี่ กดิ ขึน้ แล้ว สว นรวมภายในโรงเรยี น เชน การเกบ็ ขยะใน
(๓) ภาวนาปธาน คอื เพยี รเจรญิ หรอื เพยี รทา� กศุ ลธรรมทยี่ งั ไมเ่ กดิ ใหเ้ กดิ มขี นึ้ สนามเด็กเลน การทาํ ความสะอาดหอ งสมดุ
(๔) อนุรักขนาปธาน คือ เพียรรักษากุศลธรรมท่ีเกิดขึ้นแล้วให้คงอยู่และให้ การเปน จราจรอาสาประจําโรงเรยี น เปนตน
เจริญยง่ิ ข้ึนไป แลวบนั ทกึ รายละเอยี ดของกิจกรรมและ
ค�าว่า อกุศลธรรม ตามที่กล่าวมานี้ หมายถึง ความชั่วท้ังหลาย เช่น การ ประโยชนท ไ่ี ดร บั
ทา� ลายชวี ิต การลกั ทรพั ย์ การพดู เท็จ การคิดร้ายผอู้ นื่ ความพยาบาท เปน็ ต้น ส่วน กุศลธรรม
หมายถงึ ความดงี ามทงั้ หลาย เชน่ ความเมตตากรณุ า ความเออื้ เฟอ้ื เผอื่ แผ่ ความซอ่ื สตั ยส์ จุ รติ
เปน็ ตน้
การทา� กจิ กรรมใดกต็ าม ยอ่ มตอ้ งเผชญิ อปุ สรรคบา้ งไมม่ ากกน็ อ้ ย ดงั นนั้ จงึ ตอ้ ง
มคี วามพากเพยี รบากบนั่ ไมย่ อ่ ทอ้ ตอ้ งพยายามปรบั ปรงุ แกไ้ ขไมเ่ หนอ่ื ยหนา่ ยหรอื ทอ้ ถอย ทง้ั นี้
การรกั ษาความเพียรต้องไมด่ ถู กู ตนเอง ไมป่ ักใจว่าตนเปน็ คนโง่ หรอื ไรค้ วามสามารถ เพราะจะ
ทา� ใหเ้ กดิ ความทอ้ ถอย หมดกา� ลงั ใจ ไมย่ อมปรบั ปรงุ เปลยี่ นแปลง ควรคดิ วา่ ตนมใิ ชค่ นโง่ แตย่ งั
มิได้แสดงความฉลาด ไม่ควรคิดเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ควรเปรียบเทียบตนเองกับตนเอง
เพราะการดูถูกตนเองจะท�าให้งานไม่ก้าวหน้าเท่าท่ีควร แต่การตีค่าสูงเกินจริงจะท�าให้เกิดความ
ประมาททา� ใหเ้ สยี งานได้ ดงั นั้นจงึ ต้องใชส้ ติและปัญญาดูความสามารถของตนเองด้วย

7๑

บรู ณาการเชือ่ มสาระ นักเรยี นควรรู

ครูสามารถนาํ หลกั ธรรม ปธาน 4 ความเพียรทชี่ อบ มาบูรณาการเช่ือม 1 นิวตัน หรือเซอร ไอแซก นิวตนั (ค.ศ. 1643-1727) เปน นักวิทยาศาสตร
โยงกบั สาระหนา ทีพ่ ลเมือง วฒั นธรรม และการดําเนินชวี ิตในสงั คม เร่อื ง นักคณติ ศาสตร นกั ดาราศาสตร นกั เทววทิ ยา นักฟสิกส ชาวองั กฤษ เปนผคู นพบ
บทบาทและการปฏิบตั ิตนของเยาวชนทดี่ ี โดยครยู กตวั อยางเยาวชนหรอื กฎแรงโนม ถว ง กฎการเคลอื่ นที่ สเปกตรมั ของแสง กลอ งโทรทรรศนสะทอ นแสง
บุคคลในสังคมทเี่ ปนแบบอยางที่ดีในดานความเพยี รและมคี ุณธรรม ทําให ถอื เปน บคุ คลหนงึ่ ของโลกท่ีมีอทิ ธพิ ลตอ ประวัติศาสตรม นุษยชาติ
ประสบความสําเรจ็ ในการดําเนินชวี ติ 2 สมถะ เปน ภาษาบาลี แปลวา สงบ ซ่ึงในพระไตรปฎกไดบ ัญญตั คิ วามหมาย
ของสมถะไว 3 แบบ ไดแก
จากน้นั ใหนักเรยี นชว ยกันวิเคราะหค ณุ ธรรมทีเ่ ปนแบบอยา งความดี
พรอมท้งั บอกแนวทางการนําไปปฏบิ ัตใิ นชวี ิตประจําวัน ระบถุ งึ ขอ ดจี าก 1. จิตตสมถะ คือ ความสงบระงับจากอกุศลนิวรณ
การนาํ ไปปฏิบัตแิ ละขอเสียหรือผลกระทบตอบคุ คลหรือสังคมจากการ 2. จติ อธกิ รณสมถะ คือ ความสงบระงบั จากการทะเลาะวิวาทในหมูส งฆ
ไมป ฏิบัติ 3. สัพพสังขารสมถะ คือ ความสงบระงบั สังขารทง้ั ปวง

คมู ือครู 71

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ครูนําสนทนาดว ยการถามนักเรียนวา คนฉลาด เร่ืองนา่ รู้
มีลกั ษณะอยา งไร
(แนวตอบ ครูใหน กั เรยี นแสดงความคิดเหน็ เจดยี ์
อยา งหลากหลาย และใหข อ คิดแกนักเรยี นวา
คนฉลาดจะตอ งเปน ผูมีคุณธรรม จรยิ ธรรม เจดีย์เป็นศาสนสถานท่ีสำาคัญของพระพุทธศาสนา สร้างข้ึนคร้ังแรกใน
มีเมตตาธรรมตอผอู นื่ ) อนิ เดีย เพ่ือใชบ้ รรจพุ ระองั คารธาตขุ องพระพุทธเจา้

2. ครแู ละนกั เรียนอภิปรายถึงความฉลาดอนั เปน ลักษณะรูปทรงของพระเจดีย์มีนัยแฝงอยู่ คือ ฐานล่างท่ีรองรับพระเจดีย์
ปจ จัยท่ีจะนาํ ไปสทู างแหง ความดับทกุ ข และ หมายถงึ ศีลซงึ่ เปน็ ฐานของชวี ติ โคง้ รปู ระฆงั ควำ่าเปรียบได้ด่งั คนที่กำาลงั ทาำ สมาธิ ส่วน
ใหน ักเรยี นอธิบายหลักธรรมโกศล 3 ปลอ้ งไฉน ถ้าทำาเปน็ ๘ ปล้อง หมายถงึ อรยิ มรรคมอี งค์แปด และลกู แก้วทอ่ี ยบู่ นยอด
(แนวตอบ โกศล 3 คอื ความฉลาดซ่ึงมี 3 สูงสดุ หมายถงึ พระนิพพาน
ประการ ไดแก อายโกศล หมายถงึ ความฉลาด
ที่ทําใหร วู าความเจรญิ คอื อะไร และอะไร ดังน้ันการสร้างเจดีย์มีจุดประสงค์ คือ เพื่อเตือนใจให้บุคคลถึงพร้อมด้วย
เปน ปจ จยั ท่ที ําใหเกิดความเจริญ อปายโกศล ศีล หม่ันทาำ สมาธิภาวนา ใชป้ ญั ญาปฏบิ ตั ิตนตามมรรค เพอื่ มงุ่ ส่นู พิ พานนั่นเอง
หมายถงึ ความฉลาดในความเสอ่ื ม รูสาเหตุ
ของ “อบายมขุ 4” และอุปายโกศล หมายถงึ ๔) โกศล ๓ คอื ความฉลาด อนั มี ๓ ประการ ดงั น้ี
ความฉลาดในวิธที ่ที ําใหส าํ เรจ็ ) ๔.๑) อายโกศล คือ ความฉลาดท่ีท�าให้รู้ว่าความเจริญคืออะไร และอะไรเป็น
ปจั จยั ทที่ า� ใหเ้ กดิ ความเจรญิ ปจั จยั ทที่ า� ใหเ้ กดิ ความเจรญิ นน้ั มหี ลกั คา� สอนมากมายในพระพทุ ธ-
3. ครูใหนักเรียนแสดงความคดิ เห็นรวมกันวา ศาสนา เชน่ “วุฑฒธิ รรม ๔” ซึง่ หมายความว่า คุณธรรมทก่ี ่อให้เกดิ ความเจริญงอกงาม ไดแ้ ก่
ระหวางคนเกงกับคนดีนกั เรียนจะเลอื ก (๑) สปั ปุริสสงั เสวะ คอื การคบกบั คนดี มคี วามรู้
คบเพื่อนแบบไหน เพราะเหตใุ ด (๒) สทั ธมั มสั สวนะ คอื การฟงั ธรรม เอาใจใสเ่ ลา่ เรยี น โแยสนวิโงสหมานคสวิกาามรจ1รคงิ อื
(แนวตอบ ครเู ปด โอกาสใหน ักเรยี นแสดง (๓)
ความคดิ เห็นไดอยางหลากหลาย โดยคํานงึ ถงึ คิดหาเหตุผล และวิเคราะห์ปัญหาต่างๆ โดย
คําตอบที่มีเหตผุ ลบนความถกู ตองของกฎหมาย รอบคอบ
และศลี ธรรม คุณธรรม จริยธรรม) (๔) ธัมมานุธัมมปฏิบัติ
คือ การปฏิบัติธรรมให้ถูกต้อง รู้จักดีชั่ว
ประโยชนแ์ ละโทษ
๔.๒) อปายโกศล คอื ความ
ฉลาดในความเส่ือม รู้สาเหตุของความเส่ือม
กล่าวคือรู้ว่าความเส่ือมเป็นสิ่งสวนทาง และ
ตรงข้ามกับความเจริญ สาเหตุของความเส่ือม
มีมากมายหลายประการ เช่น “อบายมุข ๔”
การฟังธรรมทำาให้เกิดสติปัญญา นำาไปสู่ความเจริญ ซง่ึ หมายความว่า ทางแหง่ ความเสอ่ื ม ได้แก่

สอดคลอ้ งกับการปฏบิ ัตติ นตามหลักธรรมโกศล ๓

7๒

นักเรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET
ความฉลาดในความเสอ่ื มหรืออปายโกศล มีความสัมพนั ธกบั ขอใด
1 โยนิโสมนสิการ คาํ วา “โยนิโส” แปลวา ถูกตอ งแยบคาย สว น “มนสิการ” 1. เปนความฉลาดทท่ี ําใหรูว าความเจรญิ คอื อะไร
แปลวา ทําไวในใจ โยนิโสมนสกิ าร จึงหมายถงึ การทาํ ไวใ นใจโดยแยบคาย หรอื 2. เปน ความฉลาดท่ใี ชกลอบุ ายใหต นเองอยรู อด
การคิดถกู ตองตามความเปน จรงิ โดยอาศัยการเกบ็ ขอมูลอยางเปนระบบและคิด 3. เปนความฉลาดในการที่จะทําใหต นเองเจริญแตท ําใหคนอ่นื เสื่อม
เช่อื มโยงตคี วามขอ มลู เพอ่ื นาํ ไปใชตอ ไป โยนโิ สมนสิการมวี ธิ ีคดิ สรปุ ออกเปน 4. เปน ความฉลาดในการท่จี ะไมดาํ เนนิ ชีวิตของตนไปในทางที่เส่ือม
4 แบบ ดงั น้ี วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 4. ความฉลาดในความเส่ือมหรืออปายโกศล
หมายถงึ ความฉลาดท่ีรสู าเหตุของความเสือ่ ม จงึ ทาํ ใหตระหนักรูถงึ การ
1. อุปายมนสิการ คิดถกู วิธี โดยสอนคนใหมีวิธคี ิด วธิ วี จิ ัย และใชว ีธีการนนั้ ไมด ําเนนิ ชวี ติ ของตนไปในทางท่ีเสอื่ ม เชน ไมเปน นกั เลงผหู ญงิ ไมเปน
อยา งถูกตอง วอ งไว นักเลงสรุ า ไมเ ปนนักเลงพนัน ไมคบคนชัว่ เปนมิตร เปน ตน

2. ปถมนสิการ คดิ มรี ะเบียบ ไมก ระโดดไปมา คิดอยา งมเี ปาหมาย
3. การณมนสิการ คิดมเี หตุผล คดิ เชอ่ื มโยงถงึ สาเหตุ
4. อุปปาทกมนสกิ าร คดิ เปน กุศล โดยคิดกรองขอ มลู ขาวสารท่ีเปนประโยชน

และเหมาะสมกบั ตวั เอง

72 คมู อื ครู

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

(๑) เปน็ นักเลงหญิง มคี วามประพฤตไิ มเ่ หมาะสมทางเพศ 1. ครสู นทนากับนกั เรียนถึงการคบมิตรที่ดแี ละ
(๒) เป็นนกั เลงสรุ า ต้งั คาํ ถามใหนกั เรียนชวยกันตอบวา
• การคบหาบัณฑติ เปน มิตรกอใหเ กิด
(๓) เปน็ นกั เลงการพนนั ประโยชนอยางไร
(๔) คบคนชวั่ เปน็ มติ ร (แนวตอบ การคบหาบณั ฑติ ผูมลี กั ษณะ
คดิ ดี พดู ดี ทําดีอยเู สมอ จะทําใหบ คุ คลที่
๔.๓) อุปายโกศล คือ ความฉลาดในอุบายหรือวิธีที่ท�าให้ส�าเร็จ ในพระพุทธ- ใกลชดิ ดว ยน้ันมีจิตใจผอ งใส มปี ญ ญาใน
ศาสนามีค�าสอนเก่ียวกับเร่ืองน้ีมากมาย เช่น “อิทธิบาท ๔” ซ่ึงหมายความว่า ทางไปสู่ความ การคิดแกปญหาใหพ น จากความทกุ ข
สา� เร็จ ได้แก่ และมคี วามสุขในการดาํ เนินชวี ิต)

(๑) ฉนั ทะ คอื ความรัก ความพอใจ และความสนใจในส่ิงทก่ี ระทา� 2. ใหน ักเรยี นรว มกันอภิปรายคํากลาวท่ีวา
(๒) วิริยะ คือ ความพากเพยี ร ความบากบน่ั ความขยนั ความมมุ านะ “คบคนพาล พาลพาไปหาผดิ คบบณั ฑติ
ทจ่ี ะเอาชนะความยากลา� บาก บณั ฑิตพาไปหาผล”
(๓) จิตตะ คือ การเอาใจใส่ฝักใฝ่ ตรวจตราดูแลกิจธุระที่รับผิดชอบ
อย่เู สมอ 3. ใหน ักเรยี นชว ยกนั บอกสิ่งทีน่ ักเรยี นคดิ วา เปน
(๔) วิมังสา คือ การไตร่ตรองพิจารณา หรือใช้ปัญญาในการประกอบ มงคลแกชีวติ และสิ่งทีไ่ มเปน มงคลแกช วี ิตท่ี
การงาน นักเรียนควรหลกี เลีย่ ง
(แนวตอบ สิง่ ท่ีเปนมงคลชีวติ เชน
๕) มงคล คือ ธรรมอันนา� มาซ่ึงความสุขความเจริญ มหี ลกั ดังนี้ การคบคนดีเปน มติ ร ส่ิงไมเปน มงคลแกชีวติ
เชน การคบคนพาลเปนมิตร เปน ตน)
๕.๑) การไม่คบคนพาล คือ การเลี่ยงไม่สมาคมกับบุคคลท่ีมีลักษณะเป็น
คนพาลชอบคิดช่ัว คิดละโมบอยากได้ของผู้อื่นโดยทุจริต คิดพยาบาท ชอบพูดช่ัว พูดค�าเท็จ
พดู ส่อเสียดยยุ ง ชอบทา� ชวั่ ทา� ร้ายชวี ติ มนุษยแ์ ละสัตว์ ลกั ทรพั ยล์ ว่ งละเมดิ ผอู้ นื่ ทัง้ นเ้ี พราะการ
คบคนพาลจะท�าให้ถูกชักน�าไปในทางท่ีผิด เป็นบ่อเกิดของหายนะในชีวิต ถูกผู้อื่นมองในแง่ร้าย
มีแต่ความไม่สบายใจ น�าความเดือดร้อนมาสู่ตนและครอบครัว คนบางคนพื้นฐานดี ไม่มีความ
คิดก่อกรรมท�าชั่วมาก่อน แต่เม่ือไปอยู่รวมกับคนพาล ถูกคนพาลพูดชักจูงโน้มน้าวบ่อยๆ คร้ัง
จติ ใจกอ็ าจโลเลหรอื เกดิ ความเกรงใจ พลอยกระท�าส่ิงไม่ดตี ามคนพาลไปด้วย เม่อื กระท�าส่ิงไม่ดี
บ่อยๆ ครงั้ ก็กลายเปน็ คนพาลไปโดยปริยาย ดงั น้นั หลักธรรมค�าสอนทางพระพุทธศาสนาจงึ สอน
ใหเ้ ราหลกี หนีใหไ้ ๕ก.ล๒จ)า กกคารนคพบาบลัณฑิต1 คือ การคบหาสมาคมกับบุคคลท่ีมีปัญญาและสามารถน�า
ปัญญาน้ันมาใช้ในการด�าเนินชีวิตได้ ปัญญาในท่ีนี้หมายถึงความรู้ที่ช่วยท�าให้เป็นคนดี บุคคล
ที่เป็นบัณฑิตน้ีมีลักษณะชอบคิดดี พูดดี ท�าดี อยู่อย่างสม่�าเสมอ ท้ังนี้การคบบัณฑิตย่อม
ท�าให้จิตใจผ่องใส ได้ปัญญาพ้นจากความเศร้าหมอง มีคนยกย่อง ท�าให้มีความสุข และอาจ
ท�าให้หลดุ พน้ จากทกุ ขท์ งั้ ปวง

73

ขอสอบ O-NET เกรด็ แนะครู
ขอสอบป ’51 ออกเกยี่ วกับหลกั ธรรมทีค่ วรเจริญ โดยถามวา
นกั เรียนระดบั ชั้น ม.3 จะประสบความสาํ เร็จในการศึกษาเลา เรยี นได ครูควรอธบิ ายเพิ่มเตมิ ใหนักเรยี นเขาใจเกี่ยวกบั ลักษณะของคนพาลวา มิได
จะตองปฏิบตั ติ ามหลกั ของคณุ ธรรมขอ ใด จํากดั เฉพาะคนทชี่ อบทําตัวเปน นกั เลง ชอบรังแกขมเหงผูอ่ืนเทานนั้ แตยงั หมาย
1. อทิ ธบิ าท 4 2. พรหมวหิ าร 4 รวมถึง คนทช่ี วนไปทาํ สง่ิ ไมดี เชน ชวนหนเี รียน เปนตน
3. ฆราวาสธรรม 4 4. ปธาน 4
วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 1. ในทางพระพทุ ธศาสนามีหลักธรรม นักเรียนควรรู
คาํ สอนทนี่ าํ ไปสคู วามสาํ เรจ็ มากมาย โดยเฉพาะหลกั ธรรมทสี่ ามารถสง เสรมิ
ใหนักเรยี นประสบความสาํ เรจ็ ในการศึกษาท่ีสาํ คัญ คอื อิทธิบาท 4 ซึ่งเปน 1 บัณฑิต มีลกั ษณะที่แตกตางจากคนพาล 3 ประการ ไดแก
ทางไปสูความสําเรจ็ อันประกอบดว ย ความพอใจ (ฉันทะ) ความพยายาม 1. บณั ฑิตชอบคดิ ดเี ปน ปกติวสิ ัย หมายถึง คิดใหทาน คิดใหอ ภยั อยเู สมอ
(วิริยะ) ความเอาใจใส (จิตตะ) และความพจิ ารณาใครครวญ (วมิ ังสา) ไมผ กู พยาบาท คิดเห็นถูกตอ งตามความเปนจรงิ
2. บณั ฑติ ชอบพดู ดเี ปน ปกตวิ สิ ยั หมายถงึ พดู คาํ จรงิ พดู คาํ สมานไมตรี พดู คาํ
มปี ระโยชน พดู ถกู ตอ งตามกาลเทศะ และพดู ดว ยจติ ทปี่ ระกอบดว ยเมตตา
3. บัณฑิตชอบทาํ ดเี ปน ปกตวิ สิ ัย หมายถึง เวน จากการฆากนั เวน จากการ
ลกั ขโมย เวนจากการประพฤตผิ ดิ ในกาม

คมู ือครู 73

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ครยู กตวั อยางบุคคลท่คี รูเคารพบูชา และเลา
เหตกุ ารณความประทบั ใจท่ีมีตอ บคุ คลนนั้

2. ใหน กั เรยี นเขยี นเลาบคุ คลทีน่ กั เรียนบชู า
มีใครบาง เพราะเหตุใดนักเรียนจงึ บชู าบคุ คล
เหลาน้ัน

2. ใหนกั เรียนทํากิจกรรมที่ 3.5 จากแบบวัดฯ
พระพุทธศาสนา ม.1

ใบงาน ✓แบบวัดฯ แบบฝกฯ
พระพทุ ธศาสนา ม.1 กจิ กรรมท่ี 3.5
หนว ยท่ี 3 หลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา

กจิ กรรมท่ี ๓.๕ ใหน กั เรยี นอา นกรณศี กึ ษา แลว วเิ คราะหป ญ หาทเี่ กดิ ขน้ึ และ คะแนนเตม็ คะแนนทไ่ี ด
ใชหลักธรรมแกไ ขปญหา (ส ๑.๑ ม.๑/๕)
òð

กรณีศกึ ษา หลักธรรมในการแกไ ขปญหา

สุนทรีกําลังศึกษาอยูในระดับช้ันมัธยม- …อ…ิท…ธ…ิบ…า…ท……๔……ค…อื……ท……าง…ไ…ป…ส…ูค…ว…า…ม…ส…าํ …เร…็จ……โ…ด…ย… การถวายเครื่องไทยธรรมแก่พระภิกษสุ งฆท์ ีป่ ฏบิ ตั ดิ ปี ฏิบตั ิชอบ ถือเป็นการบชู าบคุ คลทค่ี วรบูชาอย่างหนงึ่
ศึกษาปที่ ๑ ไดรับผลการเรียนแลวรูสึก …ต…อ…ง…ม…ีใ…จ…ร…ัก…ก…า…ร…เร…ีย…น………เ…ห…็น…ค…ว…า…ม…ส…ํา…ค…ัญ…ข…อ…ง…
เสยี ใจมาก เพราะไดเกรดเฉลี่ย ๑.๕ และ …ก…า…ร…เร…ีย…น……ม…คี……วา…ม…ข…ย…ัน……ต…้งั…ใ…จ……เพ……ยี …ร…พ…ย…าย…า…ม… ๕.๓) การบูชา1ผู้ควรบูชา คือ การยกย่องบุคคลท่ีมีคุณงามความดีมีคุณธรรม
ติด ๐ อีก ๕ วิชา สาเหตุเปนเพราะ …เอ…า…ใ…จ…ใส……ต …อ…ก…า…ร…เร…ยี …น……แ…ล…ะ…ซ…กั …ถ…า…ม…บ…ท…เ…ร…ยี …น…ท…ี่ เพอ่ื ยกจิตใจของคนใหส้ ูงขึ้น โดยผกู ไว้กับสง่ิ ที่ดที ่ีสงู มีกา� ลังใจให้มุ่งทา� ความดตี ามทา่ นเหล่านน้ั
ไมคอยเขาเรียนและไมทํางานสงคุณครู …ไ…ม…เข…า …ใจ…จ…า…ก…ค…ณุ……ค…ร…อู …ย…เู ส……ม…อ……………………………… การบูชาสามารถท�าได้โดยการยกย่อง ยอมรับนับถือและประพฤติปฏิบัติตาม หรืออาจบูชาด้วย
จึงไมม ีคะแนนเกบ็ สิง่ ของ เชน่ บูชาพระพทุ ธรูปด้วยดอกไม้ ธปู เทียน เปน็ ตน้ การบชู าผทู้ ่ีควรบชู าน้ี เปน็ หลักการ
………………………………………………………………………………… เพ่ือความเจริญก้าวหน้าในการด�าเนินชีวิต ท�าให้จิตใจสงบ คิดแต่ทางท่ีดี เกิดก�าลังใจมุ่งม่ันจะ
ท�าความดี และเปน็ วิธีขจัดคนพาลทางออ้ ม เพราะบคุ คลทีค่ วรบูชาลว้ นนบั วา่ เป็นบณั ฑิต
สมยศมักจะมีปญหาทุกครั้งท่ีคุณครูให …ว…ฑุ …ฒ…ธิ…ร…ร…ม……๔……ค…อื ……ค…ณุ …ธ…ร…ร…ม…ท…ก่ี …อ …ใ…ห…เ ก…ดิ……ค…วา…ม…
ทํางานเปนกลุมโดยใหนักเรียนคัดเลือก เรือ่ งนา่ รู้
กันเอง เพราะเพื่อนๆ มักจะไมชวนให …เจ…ร…ิญ……ง…ด…ง…าม………โด…ย…ค……ิด…ห…า…เห…ต…ุผ…ล…แ…ล…ะ…ว…ิเค……ร…าะ…ห…
สมยศเขา กลมุ ดว ย เขาจงึ มกั ขอตอ รองกบั เครือ่ งสังฆภัณฑ์
คุณครูเสมอวา ขอทํางานคนเดียว …ป…ญ…ห…า…ต…า…ง…ๆ……ข…อง…ต……น…เอ…ง…ท…่ที…าํ…ใ…ห…เ …ขา…ก…บั …เ…พ…ือ่ …น…ๆ…
ปัจจุบัน ได้มีร้านค้าจัดเตรียมเคร่ืองสักการบูชาและเคร่ือง
…ไ…ม…ไ ด…อ…ย…า…ง…ร…อ…บ…ค…อ…บ………แล…ะ…ต…ง้ั…ใ…จ…แ…ก…ป …ญ…ห……าต…า…ม… สงั ฆภัณฑอ์ น่ื ๆ ไวค้ อยบรกิ าร อันเปน็ การอาำ นวยความสะดวกสำาหรับผ้ทู ่ีมี
เวลาน้อย แต่มีข้อควรพิจารณาก็คือการซื้อจากร้านควรระมัดระวัง และ
…ข…อ …ม…ลู …ท…่ีว…าง…แ…ผ…น…ไ…ว… ……………………………………………… เฉฉบลับย ตรวจดูให้เรียบร้อย เพราะบางคร้ังอาจมีสิ่งของต้องห้ามหรือสิ่งของท่ี
ไม่เหมาะสมปะปนมาดว้ ย ดงั นน้ั หากสามารถจัดด้วยตนเองจะเป็นการดี
………………………………………………………………………………… ที่สุด เพราะจะได้รู้ว่าอะไรเป็นสิ่งจำาเป็นสำาหรับพระสงฆ์ มีความถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ อีกทั้งเป็นการแสดงออก
ถึงความศรัทธา ความภาคภูมใิ จวา่ เราได้ตัง้ ใจทาำ บญุ อย่างเตม็ กำาลงั ความสามารถ
วริญญาเปนคนขี้วิตกกังวลอยูตลอดเวลา …ไ…ต…ร…ส…ิก…ข…า…ค……อื ……ก…าร…ฝ…ก……อ…บ…ร…ม…จ…ติ …ให……เ ก…ดิ …ส……มา…ธ…ิ
ทกุ ครง้ั ทคี่ ณุ ครซู กั ถาม มกั จะตอบคาํ ถาม …โด……ย…ก…าร…ฝ…ก …ส…ม…า…ธ…แิ …บ…บ…อ…า…น…า…ป…า…น…ส…ต…บิ…อ…ย…ๆ……จ…น…
ไมคอยไดและตอบไมคอยถูกอยูเสมอ …ส…า…ม…า…ร…ถ…ค…ว…บ…ค…ุม…จ…ิต…ใ…ห…ม…ีส……ต…ิก…ํา…ก…ับ……ส……าม…า…ร…ถ…
จนทําใหขาดความม่ันใจ เม่ือไดรับเลือก …ห…ย…ุด…ห…ร…ือ…ก……ร…ะท……ําใ…น……ส…ิ่ง…ท…่ีค…ว…ร…ท…ํา…ห…ร…ือ…ไ…ม…ค…ว…ร…
เปนหัวหนากลุมก็มักจะปฏิเสธเสมอ …ท…ํา…ได…… …แ…ล…ะ…ขั้น……ต…อ…ไป……ถ…าท……ําไ…ด…แ…ล…ว…ก…็ฝ…ก…ท…ํา…ใ…ห…ด…ี
เชนกัน …ข…น้ึ …เร…ือ่…ย…ๆ…………………………………………………………………

พรชยั ไปคบหากบั สมยศ ทาํ ใหม าโรงเรยี น …ม…ง…ค…ล………ค…ื อ………ธ…ร…ร…ม…อ…ั …น…น…ํ า…ม…า…ซ…่ึ …ง…ค…ว…า…ม…ส…ุ ข…
สายเสมอทงั้ ทบ่ี า นอยูใกลโ รงเรยี น รวมถงึ …ค…ว…า…ม…เจ…ร…ิญ………เร…ิ่ม…จ…า…ก…ก…า…ร…ค…บ…เ…พ…ื่อ…น…ท…ี่ด…ีม…ีค……วา…ม…
มักไมเ ขา เรียนเปนประจํา จนเปนทเ่ี ออื ม …ส…า…ม…า…ร…ถ……เ…พ…ร…า…ะ…เพ……่ือ…น…ด…ีจ…ะ…ช…ัก…ช…ว…น……ให……พ…ูด…ด…ี
ระอาของครผู สู อน ตลอดจนไมร บั ผดิ ชอบ …ค…ิด…ด…ี …แ…ล…ะ…ท…ํา…ด…ี ……รว…ม…ถ…ึง…เ…ป…น…แ…บ…บ……อ…ย…าง…ใ…ห…เ…ขา…
งานท่ีไดรับมอบหมาย เชน การเปนเวร …ไ…ด…เร…ีย…น……ร…ูแ…ล…ะ…พ…ัฒ…น……าต……น…เอ…ง…ใ…ห…เ…ป…น…ค……น…ด…ีท…่ีม…ี
ทําความสะอาดหอ งเรียน เปน ตน …ค…ว…า…มร…บั……ผ…ดิ …ช…อ…บ……………………………………………………

(พิจารณาคาํ ตอบของนกั เรียน โดยใหอ ยใู นดลุ ยพนิ จิ ของครูผูส อน) ๒๙

74

นกั เรยี นควรรู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET
บุคคลใดตอไปน้ีเปนบคุ คลที่ควรบูชา
1 การบูชา การเล่ือมใส ยกยอง เชดิ ชู ดวยกริ ิยาอาการทสี่ ภุ าพ ท้ังตอ หนา 1. บคุ คลที่มีอาํ นาจมอี ทิ ธิพลในสังคม
และลับหลัง โดยสามารถแสดงออกผานทางกาย วาจา และใจ ซง่ึ การบชู าใน 2. บุคคลทีท่ าํ ความดอี ยา งสม่ําเสมอ
ทางปฏบิ ตั ิมี 2 ประเภท ไดแก 3. บุคคลทค่ี อรรัปชนั แลว นาํ เงนิ มาทาํ บุญกุศล
4. บคุ คลทเ่ี คยทําความดีแลว กลับมาทาํ ความชัว่ ภายหลัง
1. อามิสบูชา คอื การบูชาดว ยสิ่งของ เชน การบูชาพระรัตนตรยั ดว ยดอกไม วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 2. การบูชาบคุ คลท่ีควรบชู าเปนการยกยอง
ธูปเทียน เปน ตน บคุ คลผมู ีคณุ งามความดี เชน บุคคลผทู ีป่ ระกอบความดีอยางสมา่ํ เสมอ
บําเพญ็ ตนเพ่ือประโยชนส ว นรวม ประกอบอาชีพสุจรติ มคี วามเพียรไม
2. ปฏิบตั ิบูชา คือ การบูชาดวยการตง้ั ใจประพฤติปฏบิ ัตติ ามคาํ สอนของ ยอ ทอ ตอ อปุ สรรค มีคณุ ธรรม จริยธรรม ในการดําเนนิ ชีวิต บาํ รุงพระพทุ ธ-
ทา น เชน การตง้ั ใจเรยี น การชว ยเหลือและแบง เบาภาระงานจากบดิ า ศาสนาอยางสมํ่าเสมอ เปนตน
มารดา เปน ตน

74 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate

ขยายความเขา ใจ Expand

๒.๕ คณุ ของอริยสัจ 1. ใหนักเรียนแบงกลมุ กลมุ ละ 4 - 5 คน
ศึกษาสภาพปญ หาทีเ่ กดิ ขนึ้ ในโรงเรยี น หรอื ใน
๑) สอนให้แก้ปัญหาด้วยปัญญาและเหตุผล สิ่งท้ังปวงย่อมเกิดจากสาเหตุ สงั คมไทยทท่ี าํ ใหเ กิดทกุ ข กลมุ ละ 1 ปญ หา
แลวใหนาํ หลกั ธรรมอริยสัจ 4 มาใชใ นการ
บางอย่าง เมื่อต้องการแก้ปัญหา ก็ต้องพยายามสืบสาวให้พบสาเหตุ หากดับสาเหตุของปัญหา แกป ญ หาเพอ่ื การดบั ทุกข สรปุ ลงในกระดาษ
ได้ก็ย่อมดับปัญหาได้ A4 แลว นําเสนอหนา ช้ันเรียน

๒) สอนให้ไม่ประมาท อริยสัจสอนให้ไม่ประมาท คือ เตือนว่าปัญหาและความ 2. ครแู ละนักเรียนรว มกันอภิปรายถึงขอดีของ
การนําหลกั ธรรมอริยสัจ 4 มาใชในชวี ติ
ทุกข์ของคนเราน้ันเกิดได้ทุกเมื่อ เราไม่ควรหลงระเริง หลังจากท่ีแก้ปัญหาใดปัญหาหน่ึงได้แล้ว ประจาํ วนั และใหนักเรยี นศึกษาหลกั ธรรม
ปญั หาใหมอ่ าจเกิดตามมาอกี มากมาย ดงั นั้น เม่อื มคี วามสขุ ก็ไม่ควรหลงลืมตวั และพร้อมที่จะ ทางพระพทุ ธศาสนาอ่ืนๆ นอกเหนอื จาก
เผชิญปญั หาทุกเมอื่ หลกั ธรรมอรยิ สจั 4 ทม่ี งุ สอนใหมนุษยเขาใจ
หลกั การดาํ เนนิ ชวี ติ มากขน้ึ แลว เขยี นเรยี งความ
๓) สอนให้แก้ปัญหาด้วยตัวเอง ท้ังน้ีเพราะว่าปัญหาทั่วไปท่ีประสบนั้นเกิดจาก บอกถึงการนําไปใชใ นชีวิตประจาํ วัน และ
ประโยชนทไี่ ดรับจากการปฏิบัติตนตาม
ตัวเอง ดังนั้นตัวเองเท่านั้นจึงจะแก้ได้ จะอาศัยโชคชะตา ฤกษ์ยาม ส่ิงศักดิ์สิทธิ์ให้ช่วยเหลือ หลักธรรมดังกลา ว
ไม่ได้ แม้บางปัญหาอาจมีผู้อ่ืนเข้ามาช่วยแต่ที่สุดตัวเองเท่าน้ันที่จะเป็นผู้แก้ปัญหาขั้นสุดท้าย
เพราะผู้ท่ีรู้สึกว่ามีความทุกข์หรือปัญหานั้นคือตัวเอง ดังนั้นตัวเองเท่าน้ันที่จะรู้ว่าความทุกข์น้ัน ตรวจสอบผล Evaluate
หมดไปหรือยงั
1. สงั เกตจากความถกู ตอ งในการตอบคําถามใน
๔) สอนให้เห็นส่ิงต่างๆ ตามความเป็นจริง อริยสัจช่วยให้หลุดพ้นจากกิเลส ชั้นเรยี น และการแสดงความคดิ เหน็ ในหวั ขอ
อภิปรายตางๆ
ตณั หาท�าให้เกดิ แสงสวา่ งแหง่ ปัญญา และปัญญาก็เปน็ เครอื่ งนา� ทางของชวี ติ ชวี ิตดา� เนนิ ไปตาม
ปัญญาย่อมสงบสุข ไม่เห็นแก่ตัว จิตใจก็ค�านึงถึงผู้อื่น พร้อมจะรับรู้ความสุขความทุกข์ของ 2. ประเมนิ จากแบบบันทกึ การปฏบิ ัติกิจกรรม
เพื่อนร่วมโลก ก่อใหเ้ กดิ ความกรุณาข้ึนแล้วบา� เพญ็ ตนใหเ้ ปน็ ประโยชนส์ ุขแก่คนทั่วๆ ไป รวมทง้ั จติ อาสา
สตั วท์ ้ังหลายดว้ ย
3. ประเมินผลงานการศึกษาปญ หาในสงั คมไทย
หลักธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นหลักความจริงท่ีพระพุทธองค์ทรงค้นพบด้วย 4. ตรวจความถูกตอ งจากการเขียนเรียงความ
พระองค์เอง แล้วน�ามาเผยแผ่แก่มวลมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์ได้เข้าใจความจริงในชีวิต ท้ังนี้
หลกั ธรรมสามารถใหผ้ ลแก่ผูป้ ฏบิ ตั ติ ามสมควร บอกถงึ การนําหลกั ธรรมอริยสัจ 4 ไปใชและ
ประโยชนจากการปฏบิ ตั ิ
การท�าความเขา้ ใจในหลกั ธรรมค�าสอนตา่ งๆ ของพระพทุ ธองค์ ย่อมทา� ใหเ้ ข้าใจ
หลักการด�าเนินชีวิต โดยเฉพาะหลักอริยสัจ ๔ นั้นสอนให้มนุษย์ใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา
ต้ังอยู่ในความไม่ประมาท สอนให้ดับทุกข์ด้วยตนเอง ตลอดจนให้พิจารณาทุกสิ่งตามความ
เป็นจริง หลักธรรมเหล่านี้สามารถน�ามาประยุกต์ใช้เป็นเคร่ืองมือน�าทางให้ด�าเนินชีวิตอย่าง
ถูกต้องและดีงามได้ ดังน้ันพุทธศาสนิกชนท่ีดีจึงควรศึกษาหลักธรรมต่างๆ ให้ชัดเจนเพ่ือน�า
ไปปฏบิ ัติ เพราะถ้าหากไม่เข้าใจหลกั ธรรมดีแลว้ การปฏิบัตกิ อ็ าจคลาดเคล่อื นไปได้

7๕

กจิ กรรมทา ทาย บรู ณาการอาเซียน

ใหนักเรยี นยกตัวอยา งบุคคลทีป่ ระสบผลสําเร็จในการแกไขปญหาใน ครูอธิบายเพิม่ เติมเกี่ยวกบั การเตรียมพรอมในการเปนเยาวชนอาเซียนท่ดี แี ละ
ชีวิตโดยใชหลกั ธรรมอรยิ สัจ 4 ใหน ําประวตั แิ ละเร่อื งราวออกมาเลา เปน มคี ณุ ธรรม โดยคํานึงถงึ คุณลกั ษณะของเยาวชนไทยในประชาคมอาเซยี น 3 ดาน
ตวั อยางใหเ พอื่ นฟงที่หนาชัน้ ดังนี้

บูรณาการเช่ือมสาระ 1. ดานความรู มคี วามรูเ กีย่ วกับประเทศอาเซียนในดา นการเมอื ง เศรษฐกิจ
สังคมและวฒั นธรรม
ครูสามารถนาํ เนื้อหา เร่ือง อริยสจั 4 มาบรู ณาการเชื่อมโยงกบั กลมุ สาระ
การเรยี นรภู าษาไทย วชิ าหลกั ภาษาและการใชภ าษา เรอ่ื ง การแตง คาํ ประพนั ธ 2. ดานทักษะและกระบวนการ มีทกั ษะในการสอ่ื สารอยางนอย 2 ภาษา (ภาษา
โดยใหนักเรยี นแตง คาํ ประพันธเ ก่ยี วกบั คณุ ของอรยิ สจั 4 โดยเลือกจากหวั ขอ อังกฤษ และภาษาประเทศในอาเซยี นอกี อยางนอย 1 ภาษา) ทกั ษะในการใช
ใดหวั ขอ หนง่ึ ในหนงั สอื เรยี น เพ่ือใหน กั เรียนสามารถนาํ หลักแหงเหตแุ ละผล เทคโนโลยสี ารสนเทศอยางสรางสรรค มคี วามสามารถในการแกป ญ หาอยางสันติวธิ ี
มาเปนหลกั ในการแกป ญหาในชวี ติ และในการเรียนไดอ ยา งมีประสิทธิภาพ มคี วามเปนผนู าํ และมคี วามสามารถในการทาํ งานรว มกับผอู ืน่

3. ดา นเจตคติ มีความภูมิใจในความเปน ไทย ความเปน อาเซยี น และมีวิถีชวี ิต
ประชาธปิ ไตย ยึดมนั่ ในหลกั ธรรมาภบิ าล

คมู อื ครู 75

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Expand
Engage Evaluate Evaluate

ตรวจสอบผล

ครตู รวจความถูกตอ งในการตอบคําถาม ¤Ó¶ÒÁ»ÃШÓ˹‹Ç¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒ
ประจําหนว ยการเรยี นรู
๑. เพราะเหตใุ ดเราจงึ ควรเรยี นรเู้ รอ่ื งอริยสัจ ๔
หลกั ฐานแสดงผลการเรยี นรู ๒. อบายมขุ ๖ สง่ ผลตอ่ ตนเอง ครอบครวั และสังคม อย่างไรบ้าง
๓. การศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาใหป้ ระโยชนอ์ ย่างไร (จงอธบิ าย)
1. ผลงานการวเิ คราะหวิธแี กป ญ หาในสงั คมไทย ๔. จากการศึกษาหลักธรรมในหน่วยนี้ นักเรียนคิดว่าหลักธรรมใดบ้างท่ีสามารถน�าไปใช้
ดวยหลักอรยิ สจั 4
ประโยชน์ในดา้ นการเรียนได้ จงอธิบายพร้อมยกตวั อย่างประกอบ
2. เรยี งความการนําหลักธรรมอริยสจั 4 ไปใช ๕. การศึกษามงคล ๓๘ ใหป้ ระโยชนแ์ กต่ วั ผูท้ ีศ่ ึกษาและนา� ไปปฏิบตั อิ ย่างไร
ในชีวิตประจําวนั

¡¨Ô ¡ÃÃÁÊÃÒŒ §ÊÃ侏 Ѳ¹Ò¡ÒÃàÃÕ¹ÌÙ

กจิ กรรมท ่ี ๑ เขยี นบันทกึ ประจา� วนั ๑ สัปดาห์ หลงั จากน้นั ยกตัวอยา่ งมา ๑ เหตกุ ารณ์
น�ามาวเิ คราะหก์ ารกระท�าในกรอบของอรยิ สัจ ๔ ว่าได้นา� หลักอริยสจั ขอ้ ใด
ไปใช้บ้าง พร้อมสรปุ ผลที่ไดร้ บั

กจิ กรรมท่ ี ๒ แต่งนิทานที่เก่ียวกับโทษของอบายมุข ๖ โดยวาดภาพประกอบพร้อม
ระบายสีใหส้ วยงามแลว้ น�าส่งครผู ู้สอน

พทุ ธศาสนสภุ าษิต

ʾھ·Ò¹í ¸ÁÁÚ ·Ò¹í ªÔ¹ÒµÔ : ¡ÒÃã˸Œ ÃÃÁ‹ÍÁª¹Ð¡ÒÃãË·Œ §éÑ »Ç§

76

แนวตอบ คําถามประจาํ หนว ยการเรียนรู
1. เพราะอริยสจั 4 คือ ความจริงอันประเสรฐิ 4 ประการ ที่สอนใหแ กปญหาดวยปญ ญาและเหตผุ ล เพราะทกุ สง่ิ ทีเ่ กดิ ข้นึ ลวนมเี หตปุ จจยั
2. อบายมขุ 6 สง ผลใหต นเองมีความทกุ ข มคี วามเดอื ดรอน ครอบครวั อยอู ยางไมส งบสุข กอ ใหเกดิ ปญหาทะเลาะวิวาท และสรางความวนุ วายใหก บั สังคม
3. ทําใหมแี นวทางในการปฏิบตั ิท่ดี ี คือ คดิ ดี พดู ดี ทาํ ดี อันจะนําไปสูการมชี วี ติ ทีด่ ี มคี วามสุข
4. หลกั ธรรมทน่ี กั เรียนสามารถนาํ ไปใชประโยชนใ นการเรยี น เชน หลกั ธรรมอบายมขุ 6 คือ หนทางแหงความเสื่อม หากเราหลีกเลีย่ งไมขอ งเกี่ยวกบั อบายมุขตางๆ

เชน ไมเสพสรุ าและของมึนเมา ไมเท่ยี วกลางคืนจนตอ งหนเี รียน ไมเลน การพนนั จนตอ งเปนหนสี้ นิ ไมค บคนชวั่ จนนาํ ไปสูการกระทําความผดิ ตางๆ กจ็ ะสง ผล
ใหผลการเรียนไมต กต่ํา ชีวิตประสบแตค วามสุข ความเจรญิ กาวหนา
5. การศกึ ษามงคล 38 จะทําใหมแี นวทางในการดําเนนิ ชีวิตไดอยา งมคี วามสขุ และกาวหนา เชน การไมคบคนพาล การคบหาบัณฑติ และบชู าบุคคลท่ีควรบชู า เปนตน )

76 คูม ือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate
เปาหมายการเรียนรู
๔หนว่ ยการเรยี นรูท ี่
1. บอกหลกั การอา นภาษาบาลีและสามารถอาน
พทุ ธศาสนสุภาษิต ไดอ ยา งถกู ตอ ง

2. บอกความหมายของพทุ ธศาสนสุภาษติ ตางๆ
และสามารถนําขอ คดิ ไปประยุกตใ ชใ นชีวติ
ประจําวนั ได

ตวั ชี้วดั สมรรถนะของผูเรยี น

● อธิบายพุทธคุณและข้อธรรมส�าคัญในกรอบ 1. ความสามารถในการคิด
อริยสัจ ๔ หรือหลักธรรมของศาสนาที่ตน 2. ความสามารถในการแกป ญ หา
นับถือตามท่ีก�าหนด เห็นคุณค่าและน�าไป 3. ความสามารถในการใชท ักษะชีวิต
พฒั นาแก้ปญหาของตนเองและครอบครวั
(ส ๑.๑ ม.๑/๕) คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค

สาระการเรยี นรูแกนกลาง 1. มวี นิ ัย
2. ใฝเรียนรู
● พทุ ธศาสนสุภาษิต 3. ซอ่ื สตั ยส จุ ริต
- ย� เว เสวติ ตาทโิ ส 4. มงุ ม่ันในการทาํ งาน
คบคนเช่นใดยอ่ มเปน็ เชน่ นั้น
- อตตฺ นา โจทยตตฺ าน� กระตนุ ความสนใจ Engage
จงเตอื นตนดว้ ยตนเอง
- นิสมฺม กรณ� เสยโฺ ย ครูใหน กั เรยี นดูภาพหนาหนว ย อา นออกเสียง
การใครค่ รวญก่อนแลว้ ท�าจึงดีกวา่ ตามหลักการอานภาษาบาลที ่ีถกู ตอ ง วิเคราะห
- ทรุ าวาสา ฆรา ทุกขฺ า ความหมายของพทุ ธศาสนสุภาษติ และบอก
เหย้าเรือนทป่ี กครองไม่ดนี า� ทุกขม์ าให้ แนวทางในการนาํ ไปประยกุ ตใ ชใ นชวี ติ ประจาํ วัน
ครูถามคาํ ถาม
¾Ø·¸ÈÒÊ¹ÊØÀÒÉԵ໚¹¤íÒÊ͹¢Í§¾Ãоط¸à¨ŒÒ«Ö觨Ð
໹š ¢ÍŒ ¤ÇÒÁʹéÑ æ áÅÐࡺç ÃǺÃÇÁäÇ㌠¹¾ÃÐäµÃ»® ¡ «§Öè µÍ‹ ÁÒ
¡çä´Œ¹íÒÁÒà¼ÂἋãËŒÃѺÃÙŒ¡Ñ¹Í‹ҧ¡ÇŒÒ§¢ÇÒ§ ¾Ø·¸ÈÒʹ-
ÊÀØ ÒÉµÔ ¶×Í໹š ¢ÍŒ ¤´Ô ¢ÍŒ àµ×͹㨠àµÍ× ¹ÊµÔ¢Í§àÃÒãË¡Œ ÃзíÒ
ã¹Êè§Ô ·´èÕ Õ§ÒÁáÅж¡Ù µŒÍ§

´§Ñ ¹¹éÑ ¾·Ø ¸ÈÒʹ¡Ô ª¹¾§Ö È¡Ö ÉÒàÃÂÕ ¹Ã¾ŒÙ ·Ø ¸ÈÒʹÊÀØ ÒɵÔ
«Ö觹͡¨Ò¡¨Ð໹š ¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃŒÙ¸ÃÃÁÐã¹·Ò§ÍÍŒ ÁáÅÇŒ Âѧª‹ÇÂ
ãËŒà¡Ô´¤ÇÒÁÃÙŒ¤ÇÒÁࢌÒã¨ã¹¾Ãоط¸ÈÒʹÒÁÒ¡¢Öé¹ áÅÐ
ÊÒÁÒö¹Òí ä»ãªàŒ »¹š á¹Ç·Ò§ã¹¡ÒôÒí à¹¹Ô ªÇÕ µÔ ã˾Œ º¡ºÑ ¤ÇÒÁ
ÊØ¢áÅФÇÒÁà¨ÃÔÞä´ŒÍ¡Õ ´ŒÇÂ

เกร็ดแนะครู

ครคู วรจัดกจิ กรรมการเรียนรูเพื่อใหน กั เรยี นสามารถอธบิ ายขอ ธรรมสําคญั
ของพระพุทธศาสนา เพอื่ ใหเห็นคุณคาและนําไปพัฒนาแกปญ หาของตนเองและ
ครอบครวั โดยเนน การพฒั นาทกั ษะกระบวนการ เชน ทกั ษะการฝก ปฏิบตั ิ ทกั ษะ
การคดิ และกระบวนการสืบสวน ดังตอ ไปน้ี

• ใหน ักเรยี นศึกษาการอานภาษาบาลี สบื คนพทุ ธศาสนสภุ าษติ จากแหลง การ
เรียนรตู างๆ แลวฝกทกั ษะการอานภาษาบาลี เพอ่ื ทาํ ความเขา ใจ
พุทธศาสนสภุ าษิต เพ่อื อธบิ ายความหมายและแสดงความคิดเห็นเกย่ี วกบั
พทุ ธศาสนสุภาษิตท่กี าํ หนด

• จัดปา ยนิเทศพุทธศาสนสภุ าษิตท่ีเปน แนวทางการดาํ เนนิ ชวี ติ ในบรเิ วณ
ทเ่ี หมาะสมในโรงเรยี น

คมู อื ครู 77

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Expand Evaluate
Explain

กระตนุ ความสนใจ Engage

ครูเลา นิทานชาดกประกอบพทุ ธศาสนสภุ าษติ พุทธศาสนสุภาษิต1 เป็นหลักค�ำสอนของพระพุทธเจ้ำซึ่งกล่ำวไว้ในรูปของข้อควำม
แลวใหน ักเรยี นรวมกันอภปิ รายวา นทิ านชาดก ขนำดสัน้ แตม่ ีเน้อื หำและสำระอันลึกซึง้ สำมำรถนำ� ไปเปน็ ขอ้ คิดในกำรดำ� เนินชวี ิตได้เปน็ อย่ำงดี
เรอ่ื งดังกลาวใหค ติสอนใจตรงตามพทุ ธศาสน-
สุภาษิตใด ท้ังน2้ีก่อนจะได้เรียนเร่ืองพุทธศำสนสุภำษิต เรำควรท่ีจะมีควำมรู้พ้ืนฐำนเก่ียวกับ
กำรอ่ำนภำษำบำลีกอ่ น โดยกำรอ่ำนภำษำบำลสี ะกดแบบบำลี มีหลกั กว้ำงๆ ดงั นี้
สาํ รวจคน หา Explore ๑) พยัญชนะตัวใดท่ีเขียนโดดๆ โดยไม่มีสระ ให้อ่ำนออกเสียง “สระอะ” (กำร
สะกดแบบบำลี จะไม่ใชส้ ระอะ) พยัญชนะทีม่ สี ระอื่นกำ� กับก็ออกเสยี งตำมสระนั้น เชน่
1. ใหนกั เรียนสบื คนพุทธศาสนสภุ าษิตตางๆ
จากแหลง การเรยี นรู เชน หนังสอื ธรรมะ ปำท อำ่ นว่ำ ปำทะ
หองสมดุ เปน ตน กต ” กะตะ
๒) การสะกดแบบบาลี มกี ำรใช้ “พินท”ุ โดยเขยี นเปน็ จุดใตพ้ ยัญชนะ มหี ลกั กำร
2. ใหนกั เรียนศกึ ษาการอา นภาษาบาลีจาก ดงั นี้
หนงั สอื เรียนหนา 78 (๑) เม่ือใช้พินทุจุดใต้พยัญชนะตัวใด พยัญชนะตัวน้ันจะกลำยเป็นตัวสะกด
ไม่ต้องออกเสียง เชน่
อธบิ ายความรู Explain รกุ ฺข อ่ำนว่ำ รกุ -ขะ
อตฺถิ ” อัต-ถิ
1. ครยู กตัวอยา งพทุ ธศาสนสุภาษิตหรือตัวอยา ง ปฏจิ ฺจ ” ปะ-ฏิจ-จะ
คําภาษาบาลีท่นี กั เรียนพบเหน็ ในชวี ิตประจําวัน เสยฺโย ” เสย-โย
และใหน กั เรยี นฝก อาน
(๒) บางคร้ังใช้พินทุจุดใต้พยัญชนะ เพื่อให้เป็นตัวควบกล�้ำ ในกรณีนี้ให้อ่ำน
2. ครแู นะนําหลกั การอา นภาษาบาลีโดยสรุปเปน ออกเสยี งก่ึงมำตรำ เชน่
ผงั ความคดิ พรอ มยกตวั อยา งการอา นภาษาบาลี
ที่ถูกตองเพ่อื เสริมสรางความเขา ใจ

กตฺวำ อำ่ นว่ำ กตั -ตวำ (เสยี ง ตะ หนำ้ วา ออกกง่ึ มำตรำ)
พฺยำธิ ” พยำ-ธิ (เสยี ง พะ หนำ้ ยา ออกกงึ่ มำตรำ)
พรฺ ำหฺมณ ” พรำม-มะ-ณะ (เสยี ง พะ หน้ำ รา
ออกก่ึงมำตรำ)

๓) ในการสะกดแบบบาลี มีกำรใช้ “นิคหิต” (เขียนเป็นวงกลมเล็กๆ) ถือว่ำเป็น
พยญั ชนะออกเสียง แมก่ ง คือใชเ้ ป็นตัว ง สะกด เช่น

กต� อำ่ นวำ่ กะ-ตงั
วสิ ุ� ” วิ-สงุ
วสิ� ” วะ-สิง

78

นกั เรยี นควรรู บรู ณาการเชื่อมสาระ
ครูควรฝกใหนกั เรยี นอานภาษาบาลีทีถ่ ูกตอง โดยยกตวั อยา งคาํ
1 พทุ ธศาสนสภุ าษติ หมายถงึ หลักคาํ สอนของพระพุทธเจา ทีก่ ลาวไวใ นรูป เพมิ่ เตมิ จากหนงั สอื เรยี น จากนน้ั ฝก วธิ กี ารสงั เกตคาํ ไทยทมี่ าจากภาษาบาลี
ของขอ ความขนาดสั้น แตม ีเนื้อหาและสาระลึกซึ้ง สามารถนําไปเปน ขอคิดในการ โดยบูรณาการเช่ือมโยงกับกลุม สาระการเรยี นรูภาษาไทย (หลกั ภาษาและ
ดําเนนิ ชวี ิตไดเ ปนอยางดี ท้งั น้ไี ดมกี ารรวบรวมจัดแบง ออกเปนหมวดหมตู างๆ การใชภ าษา) เกยี่ วกับการฝก สังเกตคําไทยท่ีมาจากภาษาบาลี เชน
เพอ่ื สะดวกแกการศึกษาคน ควา เชน หมวดสามัคคี หมวดกรรม หมวดวาจา สระในภาษาบาลี ซึ่งมี 8 ตวั คอื อะ อา อิ อี อุ อู เอ โอ
หมวดทาน เปน ตน พยัญชนะมี 33 ตวั เศษวรรค 8 ตวั ภาษาบาลไี มม ี ศ ษ ไมน ยิ ม
2 ภาษาบาลี ภาษาเกา แกที่มถี ่นิ กาํ เนดิ จากแควน มคธ ในประเทศอินเดยี คาํ ควบกลา้ํ เปน ตน
ใชสาํ หรบั บันทึกหลักคาํ สอนและพุทธศาสนสภุ าษิตตางๆ ในคมั ภรี พ ระไตรปฎ ก จากน้นั ใหนกั เรยี นชวยกนั ยกตวั อยา งภาษาบาลีท่ีพบในภาษาไทยหรอื
ของพระพทุ ธศาสนา มักพบในชวี ติ ประจาํ วัน เชน ปฐม รัฐ วฒั นา จุฬา กฬี า เปน ตน

78 คมู ือครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

๑. ย ํ เว เสวติ ตาทิโส : คบคนเช่นใดยอ่ มเปน็ เช่นนน้ั 1. ครแู ละนกั เรียนสนทนาถงึ ลักษณะของมิตร
ทดี่ ี ใหนกั เรียนชวยกนั บอกลกั ษณะของมิตร
มนุษย์นั้นไม่อำจอยู่คนเดียวหรืออยู่เฉพำะกับครอบครัวของตนแต่ต้องมีกำรคบค้ำสมำคม ทดี่ ี และขอ ดขี องการคบมติ รท่ดี ี
กบั คนภำยนอก เชน่ ทโ่ี รงเรยี น ทท่ี ำ� งำน เปน็ ตน้ กำรคบคนจงึ ตอ้ งระวงั ใหด้ ี เพรำะกำรคบบคุ คล (แนวตอบ มติ รทีด่ คี วรเปน คนดีทัง้ ทางโลกและ
เช่นใดย่อมทำ� ให้เป็นบุคคลเช่นนัน้ ไปดว้ ยไมช่ ำ้ ก็เรว็ ดังค�ำโคลงทว่ี ำ่ ทางธรรม กลาวคือมีความคดิ คาํ พดู และการ
กระทําที่อยใู นศีลธรรมอนั ดี ยอมสละ
ปลารา้ พันห่อด้วย ใบคา ประโยชนสวนตนเพือ่ ประโยชนส ว นรวมเปน
ใบก็เหม็นคาวปลา คละคลงุ้ สําคญั ซง่ึ การเลอื กคบมิตรท่ดี ีน้ันจะทาํ ให
คือคนหม่ไู ปหา คบเพอ่ื น พาลนา ชักชวนไปทําในสง่ิ ทีด่ ี สง ผลใหตนเองและ
ได้แตร่ า้ ยรา้ ยฟุ้ง เฟ่ืองให้เสียพงศ์ ครอบครวั มคี วามสขุ มีความเจรญิ กา วหนา)
กฤษณา
ใบพอ้ พันหอ่ หมุ้ เพริศด้วย 2. ครูใหน กั เรียนอา นโคลงโลกนิติจากหนงั สือ
หอมระรวยรสพา นกั ปราชญ์ เรยี นหนา 79 แลว ชวยกนั วเิ คราะหความหมาย
คอื คนเสพเสน่หา ดุจไมก้ ลน่ิ หอม และขอ คดิ ท่ไี ดร ับจากโคลง พรอมตอบคําถาม
ความสขุ ซาบฤาม้วย • เพราะเหตุใดจึงกลา ววา “เมือ่ คบคนเชน ใด
โคลงโลกนติ ิ : สมเด็จฯ กรมพระยาเดชาดิศร ยอมเปน เชน น้ัน”
(แนวตอบ เพราะสง่ิ แวดลอมมอี ิทธิพลตอ
ประเภทของคนสำมำรถแบง่ ได้เปน็ ๒ ประเภท คือ คนดีกับคนไมด่ ี โดยพิจำรณำท้ังทำง ความรสู กึ นกึ คิดและพฤติกรรมของมนษุ ย
ธรรมและทำงโลก ดงั นน้ั เม่อื อยูใ กลบุคคลแบบใดยอ มไดร บั
การถายทอดอุปนสิ ยั และความประพฤตจิ าก
๑) คนดี ในทำงธรรม คือ คนมีจติ เมตตำ เอือ้ เฟื้อ ไมล่ ักขโมย ไม่ฉ้อโกง ไมผ่ ิด บคุ คลนนั้ ไปเองโดยธรรมชาต)ิ

ลูกผิดเมียผู้อ่ืน ไม่พูดหยำบยุยงให้คนแตกสำมัคคี พูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์และเป็นควำมจริง
ไม่อำฆำตพยำบำท ไม่คิดว่ำกำรกระท�ำทุจริตเป็นกำรแสดงควำมเก่ง เป็นต้น ส่วนคนดีใน
ทำงโลก คือ ควำมขยัน ประกอบอำชีพสุจริต ท�ำงำนเก่ง มีควำมสำมำรถ หลีกเล่ียงอบำยมุข
ไม่ละเมิดใคร แต่ก็ไม่เอ้ือเฟื้อใคร ไม่เอำเปรียบคน แต่ก็ไม่ยอมเสียสละโดยที่ตนไม่ได้ประโยชน์
เป็นต้น ซง่ึ คนดใี นทำงโลกกบั ทำงธรรมก็จะมลี ักษณะแตกตำ่ งกนั

๒) คนไมด่ ี ในทำงธรรม คือ คนชอบประทุษรำ้ ยผู้อื่น ทรมำนสตั ว์ ชอบลักขโมย

และฉ้อโกงล่วงเกินของรักของผู้อ่ืน พูดค�ำหยำบ พูดเท็จเป็นประจ�ำ ชอบยุยงให้คนแตกควำม
สำมัคคี คิดแค้นพยำบำท เห็นว่ำท�ำทจุ ริตไดเ้ ป็นกำรแสดงถงึ ควำมเก่ง เปน็ ต้น ส่วนคนที่ไมด่ ใี น
ทำงโลก คือ คนข้ีเกียจ ท�ำงำนไม่มีประสิทธิภำพ ชีวิตกำรงำนไม่ประสบควำมส�ำเร็จ ไม่ชอบ
ศึกษำหำควำมรู้ มีชีวิตอยู่ไปวันๆ เอำแต่เที่ยวเตร่ ไม่พยำยำมใช้ควำมสำมำรถที่ตนมีอยู่ท�ำตน
ใหเ้ ปน็ ประโยชนต์ ่อตนเองและครอบครวั เป็นต้น

79

แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETดิ เกรด็ แนะครู

เหตุผลสําคญั ท่เี ราไมควรคบคนช่วั คอื อะไร ครคู วรยกตวั อยา งเหตกุ ารณ หรอื บคุ คลทมี่ ลี กั ษณะสอดคลอ งกบั พทุ ธศาสนสภุ าษติ
1. ถกู ผอู ื่นตฉิ ินนทิ าน “คบคนเชนใดยอมเปน เชนน้ัน” ทัง้ ดา นดแี ละไมด ี ใหน ักเรยี นรว มกันอภปิ รายแสดง
2. จะไมส นใจหนา ทขี่ องตน ความคดิ เห็นถงึ ขอคดิ ท่ีไดร บั จากเหตกุ ารณหรอื กรณศี ึกษา และแนวทางการนาํ ไป
3. อาจหลงกระทาํ ความช่ัวตาม ปฏบิ ตั ิในชวี ิตประจาํ วนั
4. ทรัพยส ินเงินทองจะรอ ยหรอ
ตวั อยา งทด่ี ี เชน ผูท่ปี ระสบความสําเรจ็ ในชีวติ เพราะการเลอื กคบเพอ่ื นท่ีดี
วเิ คราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 3. ผลกระทบที่สาํ คัญที่สุดจากการคบคนชวั่ ตัวอยางที่ไมดี เชน การคบเพ่ือนทเี่ กเร ไมต ้งั ใจเรียน ชกั ชวนกนั ไปทําในสง่ิ ที่
ไมด ี เปน ตน
ก็คอื มโี อกาสกระทําความช่ัวตามไดง า ย ซึ่งเม่อื หลงผดิ กระทาํ ความชวั่
ตามไปแลว ก็จะถลําทาํ ตวั ทําส่งิ ทีร่ ายแรงข้นึ ไปเรอื่ ยๆ ในทสี่ ดุ ชีวติ จะ มุม IT
อับจนหมดอนาคต

ศึกษาคน ควา ขอมูลเพม่ิ เตมิ เกย่ี วกบั พทุ ธศาสนสุภาษติ ไดท ่ี
http://www.thammapedia.com

คมู อื ครู 79

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ครูสนทนากับนักเรยี นถงึ ปญ หาตา งๆ ทเ่ี ผชญิ เหตุที่คบคนเช่นใดย่อมเป็นเช่นน้ัน เป็นเพรำะส่ิงแวดล้อมมีอิทธิพลต่อควำมรู้สึกนึกคิด
ในชวี ติ ประจําวนั เชน ปญหาเกย่ี วกบั การเรยี น และพฤติกรรมของมนุษย์ ดังนั้นเม่ืออยู่ใกล้ใครจึงมักจะได้รับกำรถ่ำยทอดอุปนิสัยและควำม
และถามนักเรยี นวา ประพฤติจำกคนน้ันด้วย ทั้งน้ีเกิดข้ึนโดยมิได้ตั้งใจเลียนแบบ แต่เป็นไปเองโดยธรรมชำติ เช่น
• ถา นกั เรียนรูส ึกข้เี กยี จทาํ การบา น นักเรียน พ่อแม่เปน็ คนใจรอ้ น ลกู ก็มกั จะใจร้อนด้วย หรืออยู่ในละแวกทม่ี ีคนพดู หยำบ เด็กๆ บริเวณนัน้ ก็
จะมีวิธเี ตือนตนอยางไร จะพดู หยำบด้วย เป็นต้น

2. ครูใหนักเรยี นอธบิ ายความหมายและเขยี น มนุษย์มักเอำอย่ำงส่ิงที่ตนพบเห็น โดยเฉพำะอย่ำงย่ิงส่ิงท่ีอยู่ใกล้ ดังน้ันกำรคบบุคคลใด
คําอานของพุทธศาสนสุภาษิต “อตตฺ า หิ จนสนิทมักจะท�ำให้มีลักษณะเหมือนกันโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น กำรเลือกคบคนดี คนดีย่อมแนะน�ำ
อตฺตโน นาโถ” และ “อตตฺ นา โจทยตฺตานํ” ส่งั สอนในทำงที่ดี เมื่อสนทิ สนมกันกย็ ่อมเป็นเหมือนคนดโี ดยไม่ได้ตั้งใจ
(แนวตอบ อตตฺ า หิ อตตฺ โน นาโถ อานวา
อดั -ตา-ห-ิ อดั -ตะ-โน-นา-โถ มีความหมายวา ò. อตตฺ นา โ¨ทยตฺตาน ํ : ¨งเตอื นตนดว้ ยตนเอง
ตนเปน ทพี่ งึ่ แหง ตน การจะทาํ อะไรกต็ ามควร
ท่ีจะใชความสามารถของตน อยา หวงั พึง่ ผูอ่ืน โดยทั่วไปมนุษย์ย่อมจะมีเวลำที่ตกอยู่ในควำมประมำทบ้ำง หลงผิดบ้ำง เผลอบ้ำง รู้เท่ำ
หรือพ่งึ โชคชะตา อตฺตนา โจทยตตฺ านํ อานวา ไม่ถึงกำรณ์บ้ำง แล้วอำจถล�ำตัวลงสู่หำยนะหรือควำมช่ัวได้ แต่ท้ังน้ีบำงคนอำจโชคดี มีผู้หวังดี
อัด-ตะ-นา-โจ-ทะ-ยัด-ตา-นัง มคี วามหมายวา คอยตักเตือน เช่น บิดำ มำรดำ ญำติ ครู เพอ่ื น เปน็ ตน้ แต่อย่ำงไรก็ตำม ไม่มีผู้ใดท่สี ำมำรถอยู่
จงเตือนตนดวยตนเอง ควรฝก เตือนตัวเอง ใกลแ้ ละคอยตักเตอื นได้ตลอดเวลำ แตค่ วำมประมำท ควำมหลง และควำมรูเ้ ทำ่ ไม่ถึงกำรณน์ ั้น
กอนคิดหรือตดั สนิ ใจกระทําส่ิงใดรจู กั สํารวจ ศสำำมสำนรำถสเอกนดิ วข่ำนึ้ ไดตต้นลเปอนดทเว่ีพลึ่งำแดหงั่งนตน้ัน1ท ำ(องทตดีฺ่ตทีำสี่ ดุหิ คอื ตอ้ งพยำยำมเตอื นตนดว้ ยตนเอง พระพทุ ธ-
ความบกพรอ งของตนเองอยเู สมอ เพ่ือจะได อตฺตโน นำโถ) เพรำะผู้ที่อยู่กับตนตลอดเวลำ
แกไ ขและพัฒนาตนเองไปในทางท่ดี ีขึน้ ) คือตนเอง ควำมช่วยเหลือที่คำดหวังได้จำกบุคคลอ่ืนน้ันไม่แน่นอน แต่ถ้ำสำมำรถช่วยเหลือ
ตนเองได้ ควำมชว่ ยเหลอื นน้ั ยอ่ มเปน็ สงิ่ แนน่ อน
3. ใหน กั เรยี นวิเคราะหวา ดังนั้น จึงควรฝกเตือนตนเอง แม้ว่ำ
• หลกั ธรรมใดในพระพทุ ธศาสนาทชี่ ว ยสง เสรมิ จะเป็นกำรกระท�ำท่ียำก เพรำะต้องแบ่งตนเอง
ใหมนุษยร ูจักเตือนตนเองใหท ําในสิง่ ทด่ี แี ละ เป็นผู้ทำ� และผดู้ ู แตก่ ต็ อ้ งเปน็ สงิ่ ทีฝ่ กทำ� ให้ไดด้ ี
ถูกตอง ที่สุด โดยเริ่มต้นฝกเตือนตนเองในเร่ืองเล็กๆ
(แนวตอบ หลกั ธรรมหริ ิโอตัปปะ คือ น้อยๆ ก่อน เชน่ เมือ่ ใชจ้ ่ำยเงนิ ตอ้ งหยดุ คิด
ความละอายและความเกรงกลัวตอบาป บ่อยๆ ว่ำก�ำลังใช้จ่ำยอย่ำงสุรุ่ยสุร่ำยหรือไม่
เปนหลักธรรมคุมครองโลกใหมคี วามสงบสุข ของสงิ่ นนั้ มคี วำมจำ� เปน็ ตอ้ งใชม้ ำกนอ้ ยแคไ่ หน
รักตนเอง รกั ครอบครวั และรักสวนรวม) เกินกว่ำก�ำลังฐำนะของตนหรือไม่ ถ้ำใช่จะ
เกิดอะไรขึ้นในอนำคต เป็นต้น บุคคลที่เตือน
4. ใหนักเรียนเขยี นเลา เหตุการณเกยี่ วกบั การนาํ ตนเองในเร่ืองเล็กๆ น้อยๆ ได้แล้ว ภำยหลัง
พุทธศาสนสภุ าษติ “จงเตือนตนดวยตนเอง” บุคคลบางคนมีพ่อแม่ผ้ปู กครองคอยช้นี �าตักเตือนส่งั สอน แม้ประสบกับเร่ืองใหญ่ก็จะเตือนตนได้เอง
ไปใชใ นชีวติ ประจาํ วันแลวประสบความสําเรจ็ แต่เมื่อไม่มีคนตักเตือนแล้ว ตนเท่าน้ันต้องเตือนตน เพรำะมีกำรฝกกำรเตือนตนเองมำแลว้
เขยี นบนั ทกึ ลงสมุด ดว้ ยตนเอง

8๐

นักเรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET
บุคคลที่จะคอยตกั เตอื นเราไดดีท่ีสุดคอื ใคร
1 ตนเปน ทีพ่ ง่ึ แหงตน “ตน” ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง อัตตา อันมี แนวตอบ ตัวเราเองหรอื ตนเอง เพราะผอู น่ื ไมไ ดอยกู บั เราตลอดเวลาหรือ
องคป ระกอบที่เรียกวา ขนั ธ 5 ไดแก รปู เวทนา สัญญา สงั ขาร และวิญญาณ ทกุ สถานท่ี ถาหากเรามจี ติ สํานึกท่ดี ี ก็จะมสี ง่ิ มาคอยตกั เตือนตนเอง
พทุ ธศาสนสุภาษติ นีส้ อนใหมนุษยรจู กั พัฒนาตนเองดวยตนเอง อันจะทาํ ให ไมใหก ระทําในสิ่งทีไ่ มด ี ไมว า ใครจะเห็นหรือไมเหน็ ก็ตาม
สามารถควบคมุ เหตุและผลจากการกระทาํ ตางๆ ไดด ี อกี ทง้ั เสรมิ สรางใหผปู ฏิบัติ
มที ักษะความสามารถทด่ี ใี นการเรียนและการทาํ งานอกี ดว ย บูรณาการเช่อื มสาระ
ครูสามารถนาํ เนื้อหาเรือ่ ง พุทธศาสนสุภาษิต อตฺตนา โจทยตฺตานํ
เบศรู ณรากษารฐกจิ พอเพยี ง จงเตอื นตนดว ยตนเอง มาบรู ณาการเชอ่ื มโยงกบั สาระเศรษฐศาสตร
เรือ่ ง การนําปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยกุ ตใ นการดาํ เนนิ ชีวิต เชน
การพ่งึ พาตนเองได คอื ความสามารถในการดาํ รงตนอยไู ดอยา งอสิ ระ ม่ันคง เกย่ี วกบั การใชจ ายประจาํ วนั โดยใหนักเรยี นบนั ทึกรายรบั -รายจา ย
และสมบูรณ ถือเปน เปา หมายสําคญั ประการหนึง่ ของปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง ของตนใน 1 สปั ดาห แลว นํามาประเมินความเหมาะสมในการใชจาย

นักเรยี นแบงกลุม รว มกันอภิปรายในประเดน็ ท่ีวา การที่บคุ คลจะสามารถพึง่ พา
ตนเองไดอ ยา งมนั่ คงน้นั จาํ เปน ตอ งอาศัยการเตอื นตัวเองในดานใดบางอยางไร
จากน้ันใหตัวแทนกลมุ ออกมานาํ เสนอหนาชั้นเรียน

80 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

มนษุ ยม์ ักมนี ิสัยชอบจับผดิ ผอู้ ืน่ เหน็ ควำมผิดของผูอ้ นื่ ไดง้ ่ำย แต่ควำมบกพรอ่ งของตนเอง 1. ครสู นทนากบั นักเรยี นถงึ คาํ กลา วที่วา
มักมองไม่เห็น หรือบำงทีแกล้งท�ำไม่เห็น จึงต้องฝกนิสัยใหม่ ต้องพยำยำมส�ำรวจตัวเอง “คดิ ทุกคาํ ทพ่ี ูด แตอยาพดู ทกุ คําท่ีคดิ ” และ
พยำยำมท�ำใจให้เป็นกลำง แยกตนเองจำกผู้ท�ำมำเป็นผู้ดูให้ได้ โดยย้อนดูตัวเองว่ำได้ท�ำอะไร สมุ ตวั แทนนักเรียนออกมาเลา เหตุการณใน
ลงไปบ้ำง เกิดควำมประมำท ควำมหลงผิดอะไรบ้ำง หำกพยำยำมท�ำได้แล้ว ก็จะเห็นควำม ชวี ติ ประจําวนั ทตี่ รงกบั คํากลา วนี้
บกพร่องของตนเองได้ดยี ิ่งขนึ้ กำรเตือนตนเองกจ็ ะเกิดขน้ึ
2. ครใู หนกั เรยี นอธบิ ายความหมายและเขียน
ó. นสิ มมฺ กร³ ํ เสยฺโย : การใครค่ รวÞก่อนáÅว้ ¨ÖงทÓดกี วา่ คําอานของพุทธศาสนสุภาษติ “นสิ มฺม กรณํ
เสยฺโย”
กำรกระท�ำส่ิงใดก็ตำมท่ีไม่ใคร่ครวญและคิดทบทวนให้รอบคอบ มักไม่ประสบผลดีเท่ำที่ (แนวตอบ นิสมฺม กรณํ เสยโฺ ย อานวา น-ิ
ควรจะเป็น หรือในบำงกรณี อำจท�ำให้เกิดผลร้ำยอย่ำงที่คำดไม่ถึงก็เป็นได้ เช่น เพ่ือนชักชวน สาํ -มะ-กะ-ระ-นงั -เสย-โย มคี วามหมายวา
ใหเ้ สพส่งิ เสพติด โดยบอกวำ่ จะทำ� ใหไ้ ดร้ บั ควำมสขุ อย่ำงทีไ่ มเ่ คยคิดมำกอ่ น ถำ้ ขำดสติขำดควำม การใครค รวญกอนแลวจึงทําดีกวา ซงึ่ การ
ยัง้ คิด เชื่อตำมเพื่อนไปเสพยำเขำ้ กอ็ ำจท�ำใหก้ ลำยเปน็ คนติดสง่ิ เสพติด เสียอนำคตได้ เปน็ ตน้ ใครค รวญในท่นี ี้ คือ การใชส ติสัมปชญั ญะ
ในกำรประกอบอำชีพกำรงำนก็เช่นกัน ถ้ำขำดกำรไตร่ตรองให้ดีก่อน อำจท�ำให้ชีวิต คิดคํานึงถึงขอ เท็จจรงิ ผลดี ผลเสีย โดย
ไม่ก้ำวหน้ำเทำ่ ท่คี วร เช่น เม่ือมีคนชกั ชวนให้เปล่ยี นงำน โดยพูดถึงแตส่ ่วนดขี องงำนใหม่ หำก ปราศจากอคติ ความโกรธ ความโลภ และ
ไม่คิดให้รอบคอบไปท�ำตำมค�ำชวน กลับปรำกฏว่ำงำนใหม่สู้งำนเก่ำไม่ได้ แล้วถ้ำคิดเปลี่ยนงำน ความหลงตางๆ อันจะกอ ใหเกดิ ความ
ใหมอ่ กี ก็กลำยเปน็ คนจับจดไป เปน็ ต้น ผดิ พลาดในการตัดสินใจได)
กล่ำวตำมควำมเป็นจริง มนุษย์ทุกคนที่ยังเป็นปุถุชนอยู่ย่อมมีควำมวู่วำมบ้ำง ไม่มำก
คก็นิดนอ้ ยั้นทบันำทงคี นหมรืออี บะไำรงอคยนู่ใมนีอใจคบต1้ำิองยแู่ใลนว้ ใจเมทอื่ �ำไดใหย้ ้นิ ไดเ้ ห็นสงิ่ ทีใ่ กล้กับควำมเช่อื ของตนก็รบี รับควำม 3. ครใู หน ักเรียนแสดงความคดิ เห็นวา
ไม่เห็นส่ิงต่ำงๆ ตำมควำมเป็นจริง เห็นแต่สิ่ง • ถา เพือ่ นของนักเรยี นชกั ชวนไปทาํ ในส่ิงท่ีผดิ
ท่ีตนอยำกเห็นเท่ำน้ัน นอกจำกน้ี ควำมกลัว เชน เลน การพนัน สบู บุหร่ี ดื่มเหลา โดย
ควำมรกั ควำมเกลยี ด ล้วนมีสว่ นท�ำใหก้ ระท�ำ สบประมาทวา ถา ไมทาํ แสดงวา ไมก ลา
กำรต่ำงๆ โดยขำดควำมใคร่ครวญ บุคคล ไมแ นจ ริง นกั เรียนจะทําอยางไร
จ�ำนวนไม่น้อยยึดม่ันกับส่ิงที่ตนคุ้นเคย เมื่อ (แนวตอบ นกั เรียนตอ งมีสตพิ จิ ารณาส่งิ ตา งๆ
พบส่ิงใหม่ก็ใจเร็วตัดสินสิ่งใหม่น้ันจำกควำม เหลานัน้ วา เปน สิง่ ท่ผี ดิ เปน ส่งิ ทีไ่ มดี
มีโทษตอตนเองและคนรอบขาง และเลอื ก
ใชค ําพูดเพอื่ ปฏิเสธคาํ ชักชวนจากเพือ่ น
เหลานั้นอยา งเดด็ ขาด)

เชื่อเก่ำๆ ของตน ท�ำให้วู่วำมและตัดสินใจ
ผิดพลำดได้ ซึ่งกำรตัดสินใจที่ผิดพลำดอำจ
น�ำพำส่ิงไม่ดีมำสู่ตน ดังน้ันในกำรตัดสินใดๆ
ก็ตำม จะตอ้ งคดิ ใคร่ครวญใหด้ เี สียก่อน
ในทำงพระพุทธศำสนำกล่ำวไว้ว่ำควำม
ไม่ประมำทถือเป็นธรรมท่ีสูงสุดประกำรหนึ่ง การปฏิบัติส่ิงใดๆ ก็ตาม ต้องใช้สติปญญาใคร่ครวญให้ดี
ดงั พทุ ธดำ� รสั วำ่ เสียกอ่ น จงึ ลงมือปฏิบัติ

8๑

แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETดิ เกรด็ แนะครู

พฤติกรรมของบคุ คลใดทตี่ รงตามพทุ ธศาสนสุภาษิตทว่ี า ครเู สริมความรใู หก ับนกั เรยี นวา สังคมไทยมีคําสอนเกี่ยวกบั ใหใครค รวญให
“นิสมฺม กรณํ เสยฺโย” มากท่สี ุด รอบคอบกอ นจะทําอะไร ตัวอยา งเชน อยา ทาํ ตนเปนคนหนุ หนั พลันแลน หรอื
คิดกอนพดู อยาพดู แลว จึงคิด หรอื ชา ชา ไดพ ราเลม งาม จากนั้นใหนกั เรยี นรวมกนั
1. ณเดชซ้ืออูคเู ลเลม าฝกเลนหลังเลิกเรยี น อภิปรายวา มีคําสอนอ่ืนๆ อกี หรือไม ท่ใี หแงค ดิ เกี่ยวกับเร่ืองนี้
2. พี่อาทติ ยซ้ือโทรศัพท iPhone มาแชทกบั นอ งนี
3. นทเรียนพเิ ศษรอ งเพลงเพื่อไปประกวดเดอะสตาร นักเรยี นควรรู
4. ปกรณเ รียนพเิ ศษภาษาองั กฤษเพ่ือนาํ ไปใชใ นชวี ติ ประจาํ วัน
1 อคติ ความลาํ เอียง ซง่ึ ในทางพุทธศาสนาแบง ออกเปน 4 ประเภท ไดแก
วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 4. เพราะปกรณมีการคดิ พจิ ารณากอน 1. ฉนั ทาคติ ความลาํ เอียงเพราะความรักใคร
2. โทสาคติ ความลาํ เอียงเพราะความไมช อบ หรอื โกรธแคน
การตดั สนิ ใจไดอ ยางสมเหตสุ มผลที่สดุ กลาวคือ ภาษาองั กฤษมคี วาม 3. โมหาคติ ความลาํ เอียงเพราะความไมร ู หรอื ความรเู ทาไมถึงการณ
จําเปน และมคี วามสําคัญตอการเรยี นและการทาํ งานในอนาคตจึงควรคา 4. ภยาคติ ความลําเอียงเพราะความกลัว
แกการเรยี น
คูม อื ครู 81

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ครูนําขา วหรือเหตุการณปจจุบนั ทม่ี ีสาเหตุ “รอยเท้าของสัตว์บกชนิดใดก็ตาม ย่อมลงในรอยเท้าช้างได้ท้ังหมด
มาจากปญหาครอบครัว แลว ใหนักเรียน รอยเท้าช้างเรียกว่าเป็นยอดของรอยเท้าเหล่าน้ัน โดยความเป็นใหญ่
วเิ คราะหถ ึงความสาํ คญั ของสถาบนั ครอบครวั ฉนั ใด กศุ ลธรรมทง้ั หลายอยา่ งใดก็ตาม ยอ่ มมคี วามไม่ประมาทเป็นมลู
ทมี่ ีตอสังคม ประชุมลงในความไม่ประมาทได้ทั้งหมด ความไม่ประมาทเรียกได้ว่า
(แนวตอบ สถาบนั ครอบครัวนับเปน สถาบันแรก เปน็ ยอดของธรรมเหล่าน้ัน ฉนั นัน้ ”
ของสังคมในการกาํ หนดพฤติกรรมของมนษุ ย
ใหเปนไปตามระเบียบแบบแผนของสังคม ซง่ึ ๔. ทรุ าวาสา ฆรา ทกุ ฺขา : เหย้าเรอื นทีป่ กครองไมด่ ี
ครอบครัวทําหนาท่ีปลกู ฝง ทัศนคติ อบรมเลยี้ งดู นคÓรทอบกุ คขรัว1ม์ เปา็นใสหถำ้ บันท่ีส�ำคัญยิ่งของมนุษย์ ถ้ำ2ทำรกที่เกิดใหม่ไม่มีพ่อแม่ผู้ปกครอง
ใหการศกึ ษา และถา ยทอดประสบการณตา งๆ
ใหกับสมาชกิ ตั้งแตเกิดจนเติบโตเปน ผใู หญ) คอยดูแลก็ไม่อำจกลำยเป็นคนท่ีสมบูรณ์ได้ ท้ังน้ีเหย้ำเรือนเป็นท่ีอำศัยของครอบครัว และ
ทุกครอบครวั ยอ่ มมีหวั หนำ้ เปน็ ผู้ดูแล หรอื เปน็ ผู้ปกครอง
2. สมุ ตัวแทนนักเรยี นออกมาเลาชวี ิตในครอบครัว
ใหเพ่ือนในชัน้ เรียนฟง แลว ใหน ักเรยี นแสดง ที่ใดก็ตำมท่ีมีคนอยู่ด้วยกันหลำยคน ก็ต้องมีระเบียบกฎเกณฑ์ และมีผู้ปกครองเพื่อดูแล
ความคดิ เห็นวา ทาํ ไมครอบครัวของเพอื่ นจงึ มี ให้สมำชิกในครอบครัวอยู่กันอย่ำงมีระเบียบเรียบร้อย แม้กฎเกณฑ์ของครอบครัวจะไม่ได้เป็น
ความสขุ ลำยลักษณอ์ ักษรเหมือนกฎหมำยบำ้ นเมือง แตก่ ็เป็นท่ีรกู้ นั ในทำงปฏบิ ัติ

3. ใหน กั เรยี นอา นและอธบิ ายความหมายของพทุ ธ- เหย้ำเรือนท่ีมีกำรปกครองดี คนในครอบครัวย่อมมีควำมสงบสุข มีควำมสำมัคคี
ศาสนสภุ าษิต “ทุราวาสา ฆรา ทกุ ขฺ า” ปรองดอง มสี ขุ ภำพจติ ดี มเี วลำคดิ เรอื่ งทจี่ ะทำ� เพอื่ เปน็ ประโยชนแ์ กต่ นเองและผอู้ น่ื กำรประกอบ
(แนวตอบ ทรุ าวาสา ฆรา ทุกขฺ า อานวา ท-ุ รา- อำชีพกำรงำนก็เป็นไปด้วยควำมรำบรื่น ส่วนเหย้ำเรือนที่ปกครองไม่ดีน้ัน สมำชิกในครอบครัว
วา-สา-คะ-รา-ทกุ -ขา มคี วามหมายวา เหยาเรือน ก็อำจทะเลำะเบำะแว้งกัน ขำดควำมสำมัคคี ท�ำให้ชีวิตส่วนตัวและชีวิตกำรท�ำงำนไม่สำมำรถ
ท่ีปกครองไมด ีนาํ ทุกขม าให เหยาเรอื น หมายถึง ด�ำเนนิ ไปไดด้ ้วยดีเท่ำทค่ี วร
อาคารที่อยอู าศัย นอกจากนี้ หมายถึง
ผคู รองเรือน ซ่ึงควรยดึ ถือธรรมะในการ พ่อแม่บำงคนสอนลูกอย่ำง แต่ตัวเองท�ำอีกอย่ำง เช่น สอนลูกไม่ให้สูบบุหรี่ แต่ตัวเอง
ครองเรอื น ไดแ ก สจั จะ ทมะ ขนั ติ และจาคะ สูบบุหรี่ หรือพูดค�ำหยำบเสมอ แต่คนอื่นท�ำบ้ำงก็ไม่พอใจ หรือพ่อแม่บำงคนติดสุรำ กำรพนัน
อันจะนําความสขุ ความสงบมาสชู ีวติ ครอบครัว) แลว้ จะสอนลูกไม่ให้ท�ำไดอ้ ย่ำงไร ผปู้ กครองทด่ี นี นั้ จะตอ้ งทำ� ตวั เปน็ ตวั อยำ่ งทด่ี ีด้วย

4. ใหน กั เรียนวิเคราะหวา เร่อื งน่ารู้
• หลักธรรมใดบางท่ีสามารถนาํ มาประยุกตใ ช
ในการพฒั นาครอบครวั เพ่ือใหค รอบครัวมี บตุ ร
ความสขุ บุตรในทางพระพทุ ธศาสนา แบ่งออกเปน็ ๓ ประเภท ดังนี้
(แนวตอบ เชน ทิศ 6 เปนหลักธรรมทม่ี งุ สอนให ๑. อภิชาตบุตร คอื บุตรที่ทา� ความดคี วามเจริญใหแ้ กว่ งศต์ ระกูล ใหส้ ูงกว่า
สมาชิกในครอบครัวรูจกั บทบาทและหนา ท่ี
ของตน ทําใหสามารถปฏิบตั ิตอกันไดอ ยาง บดิ ามารดา
มคี วามสขุ ) ๒. อนชุ าตบตุ ร คอื บตุ รทไี่ มไ่ ดท้ า� ใหว้ งศต์ ระกลู รงุ่ เรอื ง แตก่ ไ็ มไ่ ดท้ า� ใหต้ า่� ลง
๓. อวชาตบุตร คือ บุตรที่ช่วั ทา� ลายชือ่ เสยี งทด่ี ีงามของวงศต์ ระกลู

82

นกั เรียนควรรู บูรณาการเชื่อมสาระ
ครสู ามารถนําเน้ือหาเร่อื ง พทุ ธศาสนสุภาษิต ทรุ าวาสา ฆรา ทุกฺขา
1 ครอบครวั สถาบันทางสังคมท่เี ล็กท่สี ดุ แตสําคัญทส่ี ดุ ในสังคม ซ่งึ มีหนาท่ี เหยาเรือนที่ปกครองไมด นี าํ ทกุ ขมาให มาบูรณาการเชื่อมโยงกบั สาระหนาที่
พนื้ ฐาน 4 ประการ ดงั นี้ พลเมือง วฒั นธรรม และการดําเนนิ ชวี ติ ในสงั คม เรื่อง สถาบนั ครอบครวั
โดยครูอธบิ ายเพม่ิ เติมถึงความสําคัญของสถาบันครอบครัว บทบาทหนาท่ี
1. เลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว และการปฏบิ ัตติ นของสมาชิกในครอบครัว พรอมทัง้ ยกตัวอยา งครอบครวั
2. เสริมสรางกําลังใจ ของบุคคลทมี่ ีชือ่ เสียง ประสบความสาํ เร็จท้งั การงานและชวี ิตครอบครวั เพ่อื
3. วางรูปแบบการดาํ รงชีวติ ของครอบครัวที่เหมาะสม ใหนักเรียนรวมกนั อภิปรายแสดงความคดิ เห็น และนาํ ไปเปนแนวทางในการ
4. สรางใหเ กิดกระบวนการทางสงั คมของสมาชกิ ในครอบครัว ซ่งึ หมายถงึ ปฏิบัตใิ นครอบครวั ของตน

การสรา งคานิยมพ้นื ฐาน เพื่อเตรยี มพรอ มใหส มาชกิ เขา สสู ังคม
2 เหยา มคี วามหมายเชน เดียวกบั เรือน ครอบครวั บา น มกั ใชควบคูกับเรือน
เปน เหยา เรือน

82 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate

ขยายความเขา ใจ Expand

1. ครูและนักเรียนรวมกนั สรุปพุทธศาสนสุภาษติ
ตา งๆ และใหนักเรยี นเลือกพทุ ธศาสนสภุ าษิต
ทปี่ ระทบั ใจ แลวออกมาพูดถงึ เหตผุ ลและ
การนําขอ คิดทไ่ี ดร ับไปใชในชวี ติ ประจําวนั
(แนวตอบ ครูเปด โอกาสใหน กั เรียนแสดง
ความคิดเหน็ ไดอยา งหลากหลายโดยอยูบน
พนื้ ฐานของความมีเหตุผล)

2. ครูใหนกั เรยี นแบงกลมุ ทาํ ปา ยพุทธศาสน-
สุภาษติ ทยี่ ดึ เปนแนวทางในการดําเนินชีวติ
แลว นาํ ไปตดิ ในสถานท่ตี างๆ ในโรงเรยี น

ตรวจสอบผล Evaluate

พ่อแมม่ หี น้าทส่ี า� คัญในการสง่ เสริมการศกึ ษาให้กับสมาชกิ ในครอบครวั และปฏิบัตติ นเปน็ แบบอยา่ งทด่ี ี 1. สงั เกตจากความถูกตองของการตอบคาํ ถาม
ในชนั้ เรียน
เหยำ้ เรือนท่ีปกครองดีน้นั ควรมลี ักษณะดังนี้ และมีควำมยืดหยุ่น1
(๑) ระเบยี บและกฎเกณฑข์ องบ้ำน ต้องไมเ่ ข้มงวดเกนิ ไป 2. ตรวจผลงานการจัดทําปายนิเทศพทุ ธศาสน-
(๒) สมำชิกในครอบครวั ต้องปฏิบัตติ ำมระเบียบ สุภาษิต โดยพิจารณาจากความถกู ตอ งของ
(๓) พอ่ แมต่ ้องท�ำตัวเปน็ แบบอย่ำงทีด่ ี เน้อื หาและความสวยงาม

(๔) ทกุ คนมเี มตตำตอ่ กนั ใหอ้ ภยั กนั ไมค่ อยแต่จะจับผดิ กนั
(๕) พ่อแมต่ อ้ งมคี วำมยตุ ธิ รรม ไม่ลำ� เอียง

2

ในพระไตรปฎกประกอบดวยคําสอนมากมาย รวมถึงพุทธศาสนสุภาษิตอัน

เปนวาจาที่พระพุทธองคทรงประทานแกมนุษยชาติ เพื่อใหคติแงคิดในการดําเนินชีวิตให

เกิดความสุข จึงถือวาพุทธศาสนสุภาษิตมีคุณคาแกการศึกษายิ่ง เพราะสามารถท่ีจะนําไป

ประยุกตใชในการดาํ เนินชวี ติ ประจําวนั ไดเ ปน อยางดี

8๓

แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETิด นักเรยี นควรรู

ผปู กครองในขอใดที่กลาวไดวา ปฏบิ ัติตนตามพุทธศาสนสภุ าษิต 1 ความยดื หยุน มีความหมายตามพจนานกุ รม หมายถึง การรูจักผอ นส้ัน
ทรุ าวาสา ฆรา ทุกขฺ า ผอนยาว ไมต ายตวั เปลย่ี นแปลงได สาํ หรับบุคคลท่มี คี วามยืดหยนุ ที่แทจ ริงจะตอง
ยึดหลกั ความถูกตอง ความเที่ยงตรง และความยุตธิ รรม โดยเอาใจเขามาใสใ จเรา
1. เปนแบบอยา งที่ดีใหแกบ ตุ ร เปดใจกวาง รับฟงความคิดเหน็ ทแ่ี ตกตา ง โดยไมสรางบรรยากาศแหง การแตกแยก
2. หารายไดเ ลยี้ งสมาชกิ ไดม าก เคารพสิทธิสว นบคุ คล และกลาแสดงความคิดเหน็ ของตนดวยความสุภาพและ
3. ปกครองสมาชกิ อยางเขม งวด มีเหตผุ ล
4. รักและเอาใจใสบ ตุ รท่วี า นอนสอนงาย 2 พระไตรปฎ ก คมั ภรี หรอื ตําราที่บรรจุคําสอนของพระพุทธเจา จัดแบง ออก
เปน 3 หมวด ไดแก
วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 1. ผปู กครองครอบครวั ทดี่ ี มีบทบาทหนา ท่ี
พระวนิ ยั ปฎ ก วาดวยวนิ ัยหรอื ศลี ของภิกษุ ภิกษณุ ี
สาํ คัญในการเล้ียงดแู ละอบรมบม นิสยั บุตรใหเ ปนคนดี โดยการส่ังสอน พระสุตตนั ตปฎก วา ดว ยพระธรรมเทศนาทั่วไป
และปฏบิ ตั ติ นเปน แบบอยา งทีด่ ี ดูแลสมาชิกในครอบครวั ใหอยูกนั อยา ง พระอภิธรรมปฎ ก วา ดวยธรรมะทส่ี าํ คัญตางๆ
เปนระเบยี บเรียบรอ ย บานเรอื นท่ีมีการปกครองทดี่ ียอ มทาํ ใหค นใน
ครอบครัวอยรู วมกันอยางมคี วามสุข

คูมอื ครู 83

กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Expand
Engage Evaluate Evaluate

ตรวจสอบผล

ครูตรวจความถกู ตองในการตอบคําถาม คÓ¶ามปรШÓหน่วยการเรียนรÙ้
ประจําหนวยการเรียนรู
๑. คนดที ี่สมบรู ณ์มีลักษณะอยำ่ งไร
หลกั ฐานแสดงผลการเรียนรู ๒. เหตุใดบคุ คลจงึ ตอ้ งเตอื นตนดว้ ยตนเอง
๓. กำรขำดสติไตร่ตรองก่อนลงมือท�ำสิ�งใดส�ิงหนึ�ง มีผลเสียอย่ำงไร ยกตัวอย่ำงประกอบ
ปา ยนเิ ทศพทุ ธศาสนสภุ าษติ
กำรอธิบำย
๔. กำรปฏิบัติตนตำมระเบียบกฎเกณฑ์ของบ้ำน มีประโยชน์อย่ำงไร ยกตัวอย่ำงประกอบ

กำรอธิบำย
๕. ให้ยกตัวอย่ำงพุทธศำสนสุภำษิตท่ีนักเรียนยึดถือเป็นแนวทำงในกำรด�ำรงชีวิตมำ ๑ ข้อ

พร้อมบอกเหตุผลด้วยว่ำ เหตุใดนักเรียนจึงยึดถือพุทธศำสนสุภำษิตข้อน้ันเป็นแนวทำง
ในกำรดำ� เนนิ ชีวติ

ก¨ิ กรรมสร้างสรรค¾์ ²ั นาการเรียนรÙ้

กจิ กรรมที่ ๑ แต่งเรื่องส้ัน ๑ เรื่อง ที่เก่ียวข้องกับพุทธศำสนสุภำษิตที่ได้เรียนและบอก
ข้อคิดที่ได้จำกเรอ่ื งสัน้ น้ัน ส่งครูผ้สู อน

กิจกรรมท ่ี ๒ เขียนยกตัวอย่ำงจำกประสบกำรณ์ของตน หรือจำกเร่ืองที่ได้ยินได้ฟงมำ
จำกบคุ คลอน่ื ทเี่ กยี่ วขอ้ งกบั พทุ ธศำสนสภุ ำษติ ที่ไดเ้ รยี น โดยวเิ ครำะหว์ ำ่ กำร
กระทำ� นั้นควรหรือไมค่ วร อย่ำงไร

พทุ ธศาสนสภุ าษิต

¹µÚ¶Ô ¾ÒàÅ ÊËÒÂµÒ : ¤ÇÒÁ໚¹ÊËÒÂäÁ‹ÁãÕ ¹¤¹¾ÒÅ

8๔

แนวตอบ คําถามประจาํ หนวยการเรียนรู
1. คนดีท่ีสมบรู ณ คอื คนที่คดิ ดี พูดดี ทาํ ดี ทง้ั ในทางโลกและทางธรรม
2. เพราะการเตือนตนอยูเสมอน้นั จะทาํ ใหบุคคลมีสตใิ นการยงั้ คดิ ยง้ั ทํา ดาํ รงตนอยูบนความไมประมาท
3. กอ ใหเกดิ ความทุกข หรือความเดอื ดรอนมาสูต นเองและคนรอบขา ง เชน การทดลองสบู บหุ รี่ จะทําใหม ีสขุ ภาพรา งกายทรุดโทรม สิน้ เปลอื งเงินทอง และทาํ ใหพ อ แม

เสยี ใจกับการกระทาํ ดังกลาว
4. ทาํ ใหค รอบครวั อยกู นั อยางผาสุก เพราะทกุ คนรูจกั บทบาทหนาทีข่ องตน เชน ลกู มีหนา ท่แี บง เบาภาระงานบา นจากพอแมแ ละหมน่ั ศึกษาหาความรู เปนตน
5. ครูเปด โอกาสใหนกั เรยี นแสดงความคดิ เห็นไดอ ยา งหลากหลาย โดยพิจารณาจากคําตอบของนกั เรยี น เชน ยดึ ถอื พุทธศาสนสภุ าษิต “จงเตือนตนดวยตนเอง” เพราะ

เปนการเตือนสติของเราวาในการคิดหรือกระทาํ สง่ิ ใดจะตอ งใชสติ ปญญา พจิ ารณาอยางรอบคอบ มเี หตมุ ผี ล คาํ นึงถงึ ผลทจ่ี ะเกิดขึน้ ท้ังผลดีและผลเสีย ทําให
การดําเนนิ ชวี ติ ไมป ระมาท ชวี ติ มคี วามสุข เปนตน

84 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate
เปา หมายการเรียนรู
๕หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี
1. บอกถึงความสาํ คญั ของวัดและพระภกิ ษุ
หนาท่ชี าวพุทธ ตลอดจนการบําเพ็ญประโยชนต อ พทุ ธ-
และมารยาท ศาสนสถาน
ชาวพุทธ
2. วิเคราะหบ ทบาทของพระภกิ ษใุ นการเผยแผ
พระพุทธศาสนา

3. ปฏบิ ตั ติ นไดอยางถูกตองและเหมาะสม
ท้งั ตอพระภิกษุและในการเขา รว มพธิ กี รรม
ทางพระพุทธศาสนา

ตวั ช้วี ดั สมรรถนะของผเู รียน

● บา� เพญ็ ประโยชนต์ อ่ ศาสนสถานของศาสนาท่ี 1. ความสามารถในการคดิ
ตนนับถือ (ส ๑.๒ ม.๑/๑) 2. ความสามารถในการสอื่ สาร
3. ความสามารถในการใชทกั ษะชวี ติ
● อธิบายจริยาวัตรของสาวกเพ่อื เป็นแบบอย่าง
ในการประพฤติปฏิบัติ และปฏิบัติตนอย่าง คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค
เหมาะสมต่อสาวกของศาสนาที่ตนนับถอื
(ส ๑.๒ ม.๑/๒) 1. มีวินยั
2. ใฝเ รียนรู
● ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมต่อบุคคลต่างๆ 3. ซื่อสตั ยส ุจรติ
ตามหลกั ศาสนาทตี่ นนบั ถือตามที่ก�าหนด 4. มงุ มัน่ ในการทาํ งาน
(ส ๑.๒ ม.๑/๓)
»ÃÐà·Èä·ÂÁÕ¾Ãоط¸ÈÒʹÒ໚¹ÈÒʹһÃШíÒªÒµÔ กระตนุ ความสนใจ Engage
สาระการเรียนร้แู กนกลาง áÅмÊÁ¼ÊÒ¹¡ÅÁ¡Å¹× ¡ºÑ Ç¶Ô ªÕ ÇÕ µÔ ¤ÇÒÁ໹š Í¢‹Ù ͧ¤¹ä·Â ¨¹
äÁ‹ÊÒÁÒöá¡ÍÍ¡¨Ò¡¡Ñ¹ä´Œ ´Ñ§¹Ñé¹ ¤ÇÒÁà¨ÃÔÞËÃ×Í ครูนาํ ภาพการประกอบพิธกี รรมทางพระพทุ ธ
● การบ�าเพญ็ ประโยชน์และการบา� รุงรกั ษาวัด ¤ÇÒÁàÊÍ×è Á¢Í§¾Ãо·Ø ¸ÈÒʹÒÂÍ‹ ÁÁ¼Õ Å¡ÃзºµÍ‹ 椄 ¤Áä·Â ศาสนามาใหน กั เรยี นดู แลวตั้งคาํ ถามกระตุน
● วิถชี ีวติ ของพระภิกษุ ´ÇŒ  ¡Å‹ÒǤÍ× àÁÍ×è ¾Ãоط¸ÈÒʹÒà¨ÃÞÔ ÃØ‹§àÃ×ͧ º¤Ø ¤Åã¹ ความสนใจ
● บทบาทของพระภิกษุในการเผยแผ่พระพุทธ 椄 ¤ÁÂÍ‹ ÁÁÈÕ ÅÕ ¸ÃÃÁ ÍÂË٠Nj Á¡¹Ñ ã¹Ê§Ñ ¤Áä´ÍŒ ÂÒ‹ §Ê§ºÊ¢Ø ᵋ
ã¹·Ò§¡ÅѺ¡Ñ¹¶ŒÒ¾Ãоط¸ÈÒʹÒàÊ×èÍÁŧ ¼ÙŒ¤¹¡ç¨Ð¢Ò´ • ภาพดังกลา วเปน ภาพเก่ยี วกับพธิ กี รรมใด
ศาสนา เช่น การแสดงธรรม ปาฐกถาธรรม ÈÕŸÃÃÁÍÂÍÙ‹ ÂÒ‹ §àÍÒÃÑ´àÍÒà»ÃÂÕ º¡¹Ñ Êѧ¤Á¡Âç Í‹ Áà´Í× ´ÃÍŒ ¹ และมีความความสําคญั ตอพระพุทธศาสนา
การประพฤติตนให้เปน็ แบบอย่าง อยางไร
● การปฏบิ ัติตนที่เหมาะสม ´§Ñ ¹¹éÑ ã¹°Ò¹Ð·àèÕ »¹š ªÒǾ·Ø ¸ àÃÒ¨§Ö ÁËÕ ¹ÒŒ ··èÕ ¨èÕ Ð·Òí ¹ºØ Òí çØ
- การเขา้ พบพระภิกษุ ¾Ãо·Ø ¸ÈÒʹÒãËàŒ ¨ÃÞÔ Á¹èÑ ¤§Êº× ä» â´ÂËÁ¹èÑ È¡Ö ÉÒËÒ¤ÇÒÁÃŒÙ
- การแสดงความเคารพ การประนมมือ »¯ºÔ µÑ µÔ ÒÁËÅ¡Ñ ¸ÃÃÁáÅлÃÐླ¾Õ ¸Ô ¡Õ ÃÃÁ·Ò§ÈÒÊ¹Ò à¼ÂἋ
áÅл¡»Í‡ §¾ÃÐÈÒʹÒ
การไหว้ การกราบ การเคารพพระรตั นตรยั
การฟังเจริญพระพุทธมนต์ การฟังสวด
พระอภิธรรม การฟังพระธรรมเทศนา
● ปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมต่อเพื่อนตามหลัก
พระพทุ ธศาสนาหรอื ศาสนาท่ีตนนบั ถอื

เกร็ดแนะครู

ครคู วรจดั กิจกรรมการเรยี นรูเพื่อใหน กั เรยี นสามารถปฏบิ ัติพิธกี รรมทางศาสนา
ไดอยางถูกตอง บําเพญ็ ประโยชนต อศาสนาทตี่ นนบั ถอื ปฏบิ ัติตนอยา งเหมาะสม
ตอบคุ คลตางๆ ตามหลักศาสนาทีต่ นนบั ถอื โดยเนน ทกั ษะกระบวนการตา งๆ ที่
สําคัญ ไดแ ก กระบวนการกลุม ทักษะทางสงั คม ดงั ตอ ไปน้ี

• ใหนักเรียนศึกษาคน ควาเก่ยี วกับความสําคัญของวัดและบทบาทของ
พทุ ธศาสนกิ ชนท่ีดีในการบําเพ็ญประโยชนแ กว ดั และพระพทุ ธศาสนา

• ใหนักเรียนศึกษาคนควาวิถีชีวิตของพระภิกษุจากแหลงการเรียนรูตางๆ แลว
สืบคนประวัตพิ ระภกิ ษทุ ี่เปนแบบอยางทด่ี ี จดั ทําเปน แบบบันทกึ การสืบคน

• ใหนักเรยี นศึกษามารยาทชาวพุทธ เลาประสบการณข องตน และใหน กั เรียน
ปฏิบตั ติ ามท่ีไดศกึ ษามา แลว จดั ทําเปน แบบบันทึกการปฏบิ ตั ติ นของชาวพทุ ธ
ทีด่ ี

• ใหน กั เรียนศึกษาหลักธรรมทศิ 6 ทิศเบอื้ งซาย แลวเขียนเรยี งความ

คมู อื ครู 85

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate

กระตนุ ความสนใจ Engage

ครูสนทนากับนกั เรยี นเก่ียวกบั การประกอบ ๑. การบÓเพญ็ ประโยชน์และการบÓรุงรกั ษาวดั
พิธกี รรมทางศาสนาในวันสําคญั ท่ีผานมา แลว
ต้งั คาํ ถามกระตนุ ความสนใจ เชน วัดทั่วประเทศในปัจจุบันมีมากกว่า ๓๕,๐๐๐ วัด วัดเหล่าน้ีมีความหลากหลายท้ังในด้าน
รูปแบบ ขนาด พ้ืนท่ี ฐานะ และการจัดกิจกรรมต่างๆ วัดบางวัดมีขนาดใหญ่ บางวัดมีขนาด
• ในวันสําคัญทางพระพุทธศาสนาทผ่ี านมา ปานกลาง บางวัดเปน็ พระอารามหลวง บางวัดเป็นวดั ราษฎร์ บางวดั ต้ังอยใู่ นเมือง บางวัดตง้ั อยู่
นกั เรยี นไดเ ขา รว มพิธกี รรมหรือไม อยางไร ในชนบท นอกจากนว้ี ดั ยังประกอบดว้ ย ถาวรวัตถตุ า่ งๆ ได้แก่ อโุ บสถ วิหาร ศาลาการเปรียญ
หอระฆัง กุฏิ เป็นต้น ถาวรวัตถุเหล่านี้จัดว่าเป็นสมบัติที่ชาวพุทธจะต้องช่วยกันดูแลท�านุบ�ารุง
• “วดั ” เปนสถานที่ท่ีมคี วามสาํ คัญกบั ชุมชน รักษา แต่การจะบ�ารงุ รักษาวดั และศาสนสถานให้ด�ารงคงอยู่ตลอดไป จ�าเปน็ ต้องสรา้ งสา� นกึ ของ
อยา งไร ชุมชนแต่ละท้องถิ่นให้เห็นถึงประโยชน์ของการมีวัดและพุทธสถาน จะได้ช่วยกันบ�ารุงรักษา
และสรา้ งความสมั พันธร์ ะหว่างชาวบ้านกบั วัด ดังน้ี
สาํ รวจคน หา Explore (๑) ส่งเสริมให้ชุมชนในท้องถิ่นมีความรู้สึกว่าวัดเป็นของตน เพื่อให้มีความรู้สึกรัก
และหวงแหน จะไดช้ ่วยกันดูแลรกั ษา
1. ใหนักเรยี นศึกษาคน ควาเกยี่ วกบั ความสําคัญ (๒) สง่ เสรมิ ใหช้ ุมชนในทอ้ งถิน่ รสู้ ึกว่าวดั เปน็ ท่พี ึง่ ทางจติ ใจ เป็นท่ใี ห้ชาวบา้ นเข้ามา
ของวัด และบทบาทของพุทธศาสนกิ ชนทด่ี ีใน แสวงหาความสงบ หรือรับฟังค�าสอน ค�าปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาชีวิต เพื่อให้ชาวบ้านเห็นคุณค่า
การบําเพ็ญประโยชนแกว ดั และพระพทุ ธศาสนา ของวัดและเขา้ วัดมากขนึ้
จากแหลง การเรียนรูตา งๆ เชน หอ งสมุด (๓) ส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางในการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับสาธารณูปโภค ตลอดจน
เปนตน สง่ เสรมิ อาชีพ เพอ่ื ให้เกิดความรู้สึกว่าวัดกับชมุ ชนต่างชว่ ยเหลอื เกอ้ื กูลซ่ึงกนั และกนั ท้งั นี้วดั จะ
ดา� รงคงอยกู่ บั ชมุ ชนตอ่ ไปและสามารถตอบสนองความตอ้ งการของชมุ ชนไดด้ ี กจ็ า� เปน็ ทชี่ าวพทุ ธ
2. ใหน กั เรียนสํารวจกิจกรรมของวดั ใกลบาน ทัง้ หลายตอ้ งชว่ ยทา� นบุ า� รงุ และดูแลรักษาวัด เพือ่ ใหค้ งอยคู่ ูก่ ับชุมชนสบื ไป

๑.๑ การบา� เพญ็ ประโยชน์

พุทธศาสนิกชนที่ดีมีหน้าที่บ�าเพ็ญประโยชน์แก่วัด พระภิกษุสามเณร เพ่ือเก้ือกูลให้
พ ระพุท ธศ าส(น๑า)ด ท�าอรงดอผย้าตู่ ป่อ่า1ไ ปทไอดด้หกลฐาินย2ป หระากทาุนรท เรชัพ่นย์ไปช่วยสร้างอุโบสถ วิหาร หรือศาสนสถาน
อ่นื ๆ ตามความจ�าเปน็ และความต้องการของวดั
(๒) ให้ทุนการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณร หรือจัดหาส่ือ วัสดุ อุปกรณ์ท่ีทันสมัย
เกีย่ วกบั การศกึ ษาให้

(๓) จัดหาผู้เชี่ยวชาญช่วยอบรมวิธีการใช้สื่อและอุปกรณ์ที่ทันสมัย รวมท้ังระบบ
การจดั การเอกสารให้แกพ่ ระภกิ ษุสามเณร
(๔) ดูแลมิให้ผู้ใดใช้วัดเป็นสถานท่ีประพฤติมิชอบหรือใช้วัดเป็นแหล่งท�ามาหากิน
หาผลประโยชน์ เพราะวัดควรเปน็ ที่สงบ เป็นทพ่ี ักใจของผู้เข้าไปเยอื น
(๕) ชกั ชวนกนั ไปทา� บญุ รกั ษาศลี เจรญิ ภาวนา โดยเฉพาะในวนั สา� คญั ทางศาสนา

86

นกั เรยี นควรรู ขอสอบ O-NET
ขอ สอบป ’51 ออกเกย่ี วกบั การบาํ รงุ รกั ษาวดั
1 ทอดผา ปา ประเพณีทําบญุ ถวายผาไตรจีวรใหแกพระภกิ ษุ โดยไมม ีกาํ หนด ศาลาการเปรยี ญ วดั ทา ทราย ชาํ รดุ ผุพงั ผูใ หญบานทราย ควรดาํ เนินการ
ชว งเวลา ซงึ่ ในปจ จบุ ันนยิ มกระทํา 3 รปู แบบ อยา งไร
1. เรียกชาวบานมาชว ยกนั ซอมแซม
1. ผา ปา หางกฐิน ไดแก ผาปา ชนดิ ทีเ่ จาภาพจดั ใหมีขนึ้ ตอจากการทอดกฐนิ 2. ทาํ หนงั สอื ราชการของบประมาณแผน ดนิ มาซอมแซม
2. ผาปา โยง ไดแ ก ผาปาทจี่ ัดทาํ รวมกันหลายกอง นาํ บรรทกุ เรอื แหไปทอด 3. จดั ทําผา ปา สามัคคีหลายๆ คร้ัง เพ่อื นาํ เงนิ มาสรางใหม
4. ประชมุ ปรกึ ษาหารือระหวา งพระสงฆก ับฆราวาสเพอื่ แกปญ หา
ตามวัดตา งๆ ซึง่ อยรู ิมแมนา้ํ ซง่ึ จะมีเจา ภาพเดยี วหรอื หลายเจา ภาพกไ็ ด รว มกนั
3. ผา ปาสามัคคี ไดแ ก ผา ปาทม่ี กี ารบอกบญุ ไปตามสถานท่ตี า งๆ ใหรว มกนั วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 4. เพราะการทาํ นบุ ํารงุ พระพทุ ธศาสนาเปน
หนา ที่ของชาวพุทธทุกคน ซ่ึงมีพระสงฆเ ปนผูน ําในการใหความรู พฒั นา
ทําบุญ โดยอาจมจี ดุ ประสงคเ พอ่ื รว มกนั หาเงนิ สรา งถาวรวัตถตุ างๆ ศาสนสถาน และเผยแผพระพุทธศาสนาใหมั่นคงสืบไป
2 ทอดกฐิน ประเพณที าํ บุญถวายผาไตรจวี รใหแกพระภิกษุ โดยมกี ําหนด
ตง้ั แตแรม 1 คํา่ เดอื น 11 ไปจนถึงกลางเดอื น 12 ซึง่ ตามอรรถกถาฎกี ากลาวไว
มี 2 ลักษณะ ไดแก จุลกฐนิ และมหากฐนิ

86 คูมือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา ออธธบิ บิ Eาาxยยplคคaวiวnาามมรรู ู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Expand Evaluate
Explain

อธบิ ายความรู Explain

๑.๒ การบา� รุงรักษาวัด 1. ครใู หน ักเรยี นชวยกนั บอกกิจกรรมของวัด
ใกลบาน และใหนกั เรยี นท่ีเคยไปรว มกจิ กรรม
หนา้ ทก่ี ารบา� รงุ รกั ษาวดั มไิ ดเ้ ปน็ หนา้ ทเ่ี ฉพาะของสมภารเจา้ อาวาสเทา่ นน้ั ชาวบา้ นในชุมชน ท่ีวดั มาเลา ประสบการณใหเ พอ่ื นฟง
ก็มีหน้าท่ชี ่วยแบง่ เบาภาระแก่ทา่ นด้วย การบ�ารุงรกั ษาวัดอาจแบ่งได้ดังนี้
(๑) การกอ่ สรา้ ง ซ่อมแซม ปรับปรุง ตกแต่ง วางแบบแปลนศาสนสถานและศาสน- 2. ใหน ักเรยี นเปรยี บเทยี บกจิ กรรมตา งๆ ทจี่ ดั ที่
วัตถุ รวมถึงการสร้างพระพุทธรูป สร้างศาลาสวดศพ และเมรุเผาศพ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ทั้ง วัดระหวา งอดตี กับปจ จุบนั และวเิ คราะหค วาม
แรงงาน เงนิ และความคิด เปลยี่ นแปลงท่เี กิดขึน้ พรอมทง้ั ชว ยกนั บอก
(๒) ช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย จัดหาทุน ทรัพย์สิน เคร่ืองมือและอุปกรณ์ท่ีทันสมัย บทบาทและความสาํ คัญของวดั ท่ีมีตอชุมชน
ส �าหรบั กา รบา�(๓รงุ )ร จกั ัดษใาหศ้มาสีกนาสรถเราียนนแกละาศราสสอนนวพัตถระใุ หป้วรดัิย ัติธรรม1 หรือส่งเสริมให้ผู้ที่อาศัยอยู่ใน และตอพทุ ธศาสนิกชนตงั้ แตอดีตถึงปจ จบุ ัน
วัดศึกษาพระปริยัติธรรมตามความเหมาะสม เช่น ถ้าเป็นพระภิกษุสามเณรให้เรียนนักธรรม
เปรียญธรรม ถ้าเป็นศิษย์วัดให้เรียนธรรมศึกษาและศาสนพิธี พร้อมกับสนับสนุนค่าใช้จ่ายและ 3. ใหนกั เรยี นสํารวจตนเองวา ไดเ ขารว มกิจกรรม
อุปกรณท์ ี่จา� เป็นตอ้ งใช ้ ทีว่ ัดมากนอ ยแคไหน และไดชวยพัฒนาหรือ
(๔) สง่ เสรมิ สนบั สนนุ วดั ทงั้ กา� ลงั เงนิ และกา� ลงั กาย จดั งานการกศุ ลประจา� ปสี า� หรบั บํารงุ รักษาวัดอยางไรบา ง และถามคําถามวา
ชุมชน หรือจัดกิจกรรมทางพุทธศาสนาท่ีส�าคัญ เช่น การอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาให้ • ในฐานะพทุ ธศาสนิกชนท่ดี ี นกั เรียน
ประชาชนนมัสการ จะบําเพญ็ ประโยชนใหแ กว ัดในชุมชน
(๕) ช่วยท�าความสะอาดวัดและบริเวณภายในวัด ให้ปราศจากส่ิงปฏิกูลหรือส่ิงท่ีจะ ของนักเรยี นไดอยา งไรบาง
ทา� ใหว้ ดั ดไู มส่ ะอาด ดไู มเ่ จรญิ หเู จรญิ ตา รวมไปถงึ ไมค่ วรนา� สตั วเ์ ลย้ี งตา่ งๆ ไปปลอ่ ยภายในวดั
ขยายความเขา ใจ Expand

เรื่องน่ารู้ 1. ครแู ละนกั เรยี นอภปิ รายถึงคานิยมในการสราง
วัดในสังคมไทยปจจุบนั และแสดงความคดิ เห็น
วัด วา วดั ในประเทศไทยมีความงดงามอยางไร
(แนวตอบ ปจ จุบนั นิยมสรางพระพุทธรปู
วดั เปน็ ศาสนสถานในพระพทุ ธศาสนา เปน็ ทอ่ี าศัยของพระสงฆ์ และเปน็ แหล่งรวมสิ่งกอ่ สรา้ งต่างๆ ได้แก่ หรอื โบสถใหม ขี นาดใหญ ออกแบบใหม ี
โบสถ์ เปน็ สถานท่ที ี่พระสงฆม์ าชมุ นมุ กันสวดมนต์ และท�าสงั ฆกรรมส�าคัญ เช่น อปุ สมบท สถาปต ยกรรม จติ รกรรมอยา งไทย มีการ
วหิ าร มีรูปรา่ งคลา้ ยกับโบสถ์ เป็นสถานทปี่ ระดษิ ฐานพระพทุ ธรปู หรอื แสดงธรรม แกะสลกั ลวดลายของประตูหรอื หนา ตางโบสถ
สถูป ในไทยมี ๒ ชนิด คือ เจดีย์ มีลักษณะเหมือนสถูปของอินเดีย และพระปรางค์ ได้รับอิทธิพลมา ท่ปี ระณตี และเขยี นภาพผนังโบสถ เพอ่ื เลา
จากเขมร เร่ืองราววถิ ชี ีวิตและภมู ปิ ญ ญาของคนไทย)
หอไตร คอื หอสมุดท่เี กบ็ พระคมั ภีร์ ซ่งึ โดยทัว่ ไปมกั จะมีรูปทรงอยา่ งเรอื นไทย
มณฑป อาจใช้เป็นหอสมุดหรอื ท่ีประดษิ ฐานส่งิ ศกั ด์ิสิทธิ์ 2. ครูใหนักเรียนไปบาํ เพญ็ ประโยชนท ่ีวัดใกล
ศาลา ในวัดหนึ่งอาจมีหลายศาลา ส�าหรับศาลาที่ไม่มีก�าแพงใช้เป็นศาลาท่ีพัก ส่วนศาลาที่มีก�าแพง โรงเรยี น แลว ใหนักเรยี นบนั ทึกการทํางานและ
เรยี กวา่ การเปรยี ญ ใช้เปน็ ทส่ี อนหลักธรรม ประโยชนทไี่ ดรบั จากการปฏิบตั ิ
กุฏิ เป็นอาคารหมู่ อาจเป็นอาคารยาวต่อเนื่องกันหรือเป็นหลังเดียว มีห้องหลายห้อง เป็นที่พักของ
พระสงฆ์ เรียกรวมกันวา่ “สงั ฆาวาส” ตรวจสอบผล Evaluate

87 ตรวจสอบจากบันทกึ การบําเพญ็ ประโยชนทว่ี ัด

บรู ณาการเชอ่ื มสาระ นักเรยี นควรรู

ครสู ามารถนาํ เน้ือหาเร่ือง การบาํ เพ็ญประโยชนแ ละการบาํ รุงรกั ษาวดั 1 พระปรยิ ตั ธิ รรม หรอื พระพทุ ธพจน หรอื พระไตรปฎ ก เปน ธรรมทคี่ ณะสงฆไ ทย
มาบูรณาการเชอื่ มโยงกบั กลุมสาระการเรียนรูศ ิลปะ วิชาทัศนศลิ ป เรอื่ ง พึงศกึ ษาเลาเรียน ไดแ ก
รูปแบบงานทศั นศลิ ป โดยอาจใหน กั เรียนรวมกลุมกนั รวบรวมภาพและ
ขอมลู ส่ิงกอ สรา งของวัดสาํ คญั ในทอ งถน่ิ เพอื่ ใหนักเรยี นเกิดความรู • การศกึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรมหลกั สตู รแผนกธรรม ซง่ึ แผนกธรรม มี 3 ระดับ
ความเขา ใจ และตระหนักถึงคุณคา ของวดั ในทอ งถิน่ ของตน คือ นักธรรมช้ันตรี โท เอก แผนกบาลี มี 9 ระดับ คือ เปรียญธรรม
ประโยค 1 - 9

• การศึกษาพระปรยิ ัติธรรมหลักสตู รพระปริยัติสายสามัญ เรียนวิชาทั่วไปท่ี
กระทรวงศึกษาธิการกาํ หนด

บูรณาการอาเซยี น

ครยู กตวั อยา งการสรา งวัดของประเทศสมาชกิ อาเซียนท่ีนบั ถือพระพทุ ธศาสนา
เปน ศาสนาประจําชาติ เชน ประเทศเมียนมา มีพระพุทธศาสนานิกายเถรวาทเปน
ศาสนาประจําชาติ มีผนู บั ถือมากถงึ 90.3% ชาวเมยี นมานิยมสรา งพระพุทธรูป
สรา งเจดยี  และสรางวดั มากกวา 45,000 วดั เปนตน
คมู อื ครู 87

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Expand Evaluate
Explain

กระตนุ ความสนใจ Engage

ครูสนทนากับนักเรยี นเกี่ยวกบั รายการโทรทศั น ๒. การเรียนรวู้ ิถชี วี ิตของพระภิกษุสงฆ์
หรือรายการวทิ ยุที่มีพระภิกษเุ ปน วิทยากร และ
ต้งั คําถามกระตุนความสนใจวา ชาวพุทธที่ดีควรเรียนรู้วิถีชีวิตของพระในพระพุทธศาสนาตามสมควร ในท่ีน้ีจะกล่าวถึง
ภาระหน้าทีบ่ างอยา่ งของพระภกิ ษใุ นการสืบทอดพระพทุ ธศาสนา คือ การศึกษา การปฏบิ ตั ิ และ
• นกั เรียนมีความคดิ เห็นอยา งไรตอ บทบาท การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนา ดงั น้ี
ของพระภิกษุในลกั ษณะดงั กลาว
๒.๑ การศึกษา
สาํ รวจคน หา Explore
การศึกษา หมายถงึ การเรยี นพระพทุ ธวจนะหรือพระไตรปฎิ ก การเรียนในสมยั กอ่ นใชว้ ิธี
ครใู หน ักเรียนศกึ ษาคน ควาวิถีชีวติ ของพระภกิ ษุ ท่องจ�า เรียกว่า “มุขปาฐะ” ถ่ายทอดสืบต่อกันมา ต่างคนต่างท่องจ�า มากน้อยตามความ
และบทบาทหนา ที่ในการสบื ทอดพระพุทธศาสนา สามารถและความถนัดของท่านแต่ละรูป ด้วยเหตุน้ีเมื่อเวลาล่วงไปจึงมีผลท�าให้พระธรรมวินัย
จากแหลงการเรียนรตู า งๆ เชน หนังสอื เรียน คลาดเคล่ือนไปจากเดิม ด้วยความเกรงว่าจะเกิดความเสียหาย พระสงฆ์จึงเรียกประชุมกันท�า
หอ งสมุด หรอื สอบถามจากพระภิกษโุ ดยตรง “สังคายนา” เพื่อความสมบูรณ์ย่ิงขึ้นของพระธรรมเสียคร้ังหนึ่ง พระธรรมวินัยท่ีได้รับการช�าระ
เปน ตน และบนั ทึกลงสมดุ หรือผ่านการสังคายนาแล้วก็ได้รับการท่องจ�าสืบต่อมาอีก ภายหลังจึงได้มีการบันทึกไว้เป็น
ลายลักษณอ์ ักษร ท�าให้การศึกษาของพระสงฆม์ ีความสะดวกขนึ้
อธบิ ายความรู Explain การศึกษาเล่าเรียนนี้ ต่อมาภายหลังเรียกกันว่า “คันถธุระ” (หน้าที่ด้านการเรียนพระ-
คมั ภรี ์) อนั เป็นการเรียนรหู้ ลักวิชาเพื่อเกอื้ กูลและสนับสนนุ การปฏบิ ัตธิ รรมใหเ้ กิดผลดี
1. ครใู หน ักเรียนนาํ ความรูทไ่ี ดจากการศึกษา
คนความาเขียนเรียงความในหวั ขอ “บทบาท ๒.๒ การปฏบิ ตั ิ
ของพระภิกษุในสังคมไทยปจจุบนั ”
ภาระหน้าท่ีด้านนี้เรียกตามศัพท์ศาสนาว่า “วิปัสสนาธุระ” (หน้าท่ีปฏิบัติเพ่ือความเห็น
2. ครูคัดเลอื กเรียงความทีม่ ีเน้ือหาชัดเจนและ แจ้ง) หมายถึง การฝึกฝนอบรมจิตใจให้เป็น
นา สนใจ โดยใหนักเรียนผูเ ขยี นออกมาอา นให สมาธิ ให้มีพลัง เพ่ือน�าไปขจัดกิเลส คือ
เพ่ือนในชนั้ เรียนฟง ความเศร้าหมองแห่งจิตและให้เกิดความรู้แจ้ง
เหน็ จรงิ กลา่ วคอื การปฏบิ ตั ติ ามทฤษฎที ่ีได้ฝกึ
3. ครูและนกั เรียนอภิปรายเนื้อหาของเรียงความ ศึกษาเล่าเรียนมาข้างต้นนั้น เพื่อผลคือความ
รว มกัน ครูอธบิ ายบทบาทและหนา ที่ของ ดับทุกข์เป็นขั้นๆ จนถึงความดับโดยสิ้นเชิง
พระภกิ ษุเพิม่ เติม

การศึกษาเฉพาะด้านปริยัติ คือคัมภีร์ต่างๆ
นั้นเปรียบเหมือนการอ่านแผนท่ี ส่วนการ
ปฏิบัติน้ันเปรียบเหมือนการเดินทางตาม
เส้นทางท่ีแผนที่ระบุไว้ เพ่ือไปสู่จุดมุ่งหมาย
ที่ตนต้องการ ดังน้ัน วิถีชีวิตของพระสงฆ์ใน
ด้านการศึกษาเล่าเรียน จึงต้องมีท้ังการศึกษา
การศกึ ษาเนอ้ื ความในพระไตรปฎิ กใหร้ แู้ จง้ ถอื เปน็ หนา้ ที่ ทางดา้ นปรยิ ตั แิ ละดา้ นปฏบิ ตั คิ วบคพู่ รอ้ มกนั ไป
ของพระภิกษุสงฆ์

88

บูรณาการอาเซยี น ขอ สอบ O-NET
ขอสอบป ’51 ออกเกย่ี วกบั วถิ ชี วี ิตของพระสงฆ
ครูเลาถงึ ธรรมเนียมการปฏบิ ัตติ นของพุทธศาสนกิ ชนของประเทศสมาชกิ คณุ ยายพาหลานสาวไปตักบาตรบรเิ วณหนา บา น พระสงฆร ปู หนง่ึ เดิน
อาเซยี นที่นบั ถือพระพุทธศาสนาเปนศาสนาประจําชาติ เชน ชาวพมา ถอื ธรรมเนยี ม มารบั บาตร คุณยายจงึ นมิ นตพ ระสงฆใหม ารับบาตรในวันพรงุ นด้ี ว ย
ทว่ี า ผูชายทุกคนตอ งมีโอกาสไดครองผา กาสาวพัสตร และศึกษาธรรมะ พระสงฆจ ะกลา วตอบวา อยา งไร
อยา งนอย ๑ ครง้ั ในชวี ติ จึงจะเปนผูชายที่สมบูรณ ซง่ึ พระภกิ ษพุ มาจะไมโ กนค้ิว 1. ครบั ผม
ฉนั อาหารมอื้ เดียว และออกบณิ ฑบาตไดทงั้ วัน สาํ หรบั ผหู ญิงสามารถบวชเปนชไี ด 2. ขอบคุณโยม
โดยโกนผม แตไ มโ กนค้วิ นงุ หม ผาสชี มพอู อนหรอื สสี ม 3. เจรญิ พร
4. อนโุ มทนา
จากนนั้ ใหน กั เรยี นสบื คน ธรรมเนยี มการปฏบิ ตั ขิ องพทุ ธศาสนกิ ชนในประเทศอนื่ วเิ คราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 3. คาํ วา “เจริญพร” เปน คาํ เรม่ิ และคาํ รับ
เพ่มิ เติม เชน ลาว กัมพชู า เปนตน ของพระสงฆและสามเณรใชพดู กับคฤหสั ถท ว่ั ไป เทียบไดกบั คาํ วา เรยี น
และครบั
มมุ IT

ศึกษาคนควา ขอมลู เพม่ิ เตมิ เก่ยี วกับพระสงฆ ไดท ่ี www.phuttha.com

88 คูมือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

๒.๓ การเผยแผพระพทุ ธศาสนา ครูและนกั เรียนอภิปรายถึงบทบาทการเผยแผ
พระพทุ ธศาสนาของพระภิกษุ และตงั้ คําถามให
พระภกิ ษเุ ปน็ ผสู้ ละเหยา้ เรอื น สละความสขุ ทางโลกเพอื่ แสวงหาสจั ธรรม โดยหนา้ ทสี่ �าคัญ นกั เรยี นชวยกนั ตอบ
ของพระภิกษ ุ ก็คือ ศึกษาพระธรรมคา� สอนของพระพทุ ธองคใ์ ห้เข้าใจอยา่ งถอ่ งแท ้ แล้วจงึ น�ามา
เผยแผ่แก่มวลมนษุ ย ์ เพอ่ื เปน็ หนทางใหโ้ ลกได้พบกับความสงบและสนั ติอยา่ งแทจ้ ริง พระภิกษุ • การแสดงธรรมเทศนาหรอื การเทศนของ
อาจเผยแผพ่ ระศาสนาไดห้ ลายทาง เช่น การแสดงธรรม การแสดงปาฐกถาธรรม การประพฤติ พระภกิ ษเุ ปน กจิ กรรมทชี่ ว ยเผยแผพ ระพทุ ธ-
ตนใหเ้ ปน็ แบบอย่าง เป็นต้น เราชาวพุทธควรทา� ความเข้าใจกับบทบาทของพระภกิ ษ ุ ดงั น้ี ศาสนาอยางไร
(แนวตอบ การแสดงธรรม ปาฐกถาธรรมหรือ
๑) การแสดงธรรม ปาฐกถาธรรม การแสดงธรรมนัน้ เรยี กเตม็ ๆ วา่ การแสดง การเทศน เปน กจิ กรรมทพ่ี ระภกิ ษทุ ําหนา ท่ี
พระธรรมเทศนา หรือเรียกยอ่ ๆ วา่ “เทศน์” มีทั้งเทศน์เดีย่ ว (เทศนร์ ปู เดียว) และเทศนป์ จุ ฉา สรา งความรคู วามเขา ใจทถี่ ูกตองเก่ยี วกบั
ธมวิสรารัชแม2นต ่โาบโ ดร(ยเาทผณศู้ฟ นงัม์ถนรี าั่งะมปเบ-รตียะนอบบมแล)ม ะอื ตวฟั้งธิ แังีปอตฏย่ บิ า่ ๒ัตง สิเปรงน็ูปบแขเรบ้ึนยี บไบปอร ยอ้ ก่ายงา โรตดแ้ังยสใเดจฉฟงพพงั าร ะะท ธค่ารนือร ผมม้รูเทู้กีกศลารา่นอวาวานรา่ ี้เากปธา็นนรรฟาูปศังแลีเ1ทบ ศบอนาทร์แ่ีทาบ�าธบกนันนาี้ หลกั ธรรมคําสอนในพระพทุ ธศาสนา
เป็นการรกั ษาศีล ฝึกสมาธิ และอบรมปัญญาไปในตวั โดยการถายทอดดวยถอ ยคําทงี่ ายตอ
การแสดงปาฐกถาธรรม คอื การแสดงธรรม โดยใชภ้ าษาธรรมดาท่สี ื่อความไดง้ า่ ย การเขา ใจใหแกพ ุทธศาสนกิ ชนฟง และ
สามารถนาํ ไปปฏบิ ัตใิ นชีวติ ประจาํ วนั ได
อยางถูกตอง)

ไมม่ รี ปู แบบและพธิ ีกรรมอยา่ งที่ใช้ในการเทศน์ ขยายความเขา ใจ Expand
ทั้งน้ีการแสดงธรรมและแสดงปาฐกถาธรรม พระภิกษุมีหน้าที่ท่ีจะสร้างความรู้
ความเข้าใจท่ีถูกต้องเก่ียวกับพระพุทธศาสนา ในบางครั้งบางคนอาจไม่เลื่อมใสศรัทธาใน ครใู หน ักเรยี นจบั คู เพอ่ื ศึกษาประวัตพิ ระภกิ ษุ
พระพุทธศาสนามิใช่เพราะพระพุทธศาสนา ที่มบี ทบาทในการเผยแผพระพุทธศาสนา แลว
สอนไม่ดี แต่เพราะไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิด จึง นํามาเรียบเรยี งลงกระดาษ A4 พรอมหา
เหมาเอาว่าพระพทุ ธศาสนาไม่ด ี ไม่นา่ เลือ่ มใส ภาพประกอบ
ศรัทธา ยกตัวอย่างเช่น มีการกล่าวหาว่า
พระพุทธศาสนาสอนหลักธรรมท่ีขัดกับการ
พัฒนาคนและสังคม เพราะพระพุทธศาสนา
สอนให้ก�าจัดตัณหา (ความอยาก) โดยเขาให้
เหตุผลวา่ การจะพฒั นาอะไรไดน้ ั้น ต้องเร้าให้
คนเกิดความอยาก เกิดความต้องการ เมื่อ
ต้องการมากๆ ก็จะกระท�าหรือพัฒนาตนมาก
ขึ้นเอง พระพุทธศาสนาสอนให้ละความอยาก
ก็เท่ากับสอนให้คนงอมืองอเท้า ซ่ึงเป็นการ
ตีความที่คลาดเคลื่อน อาจเป็นเพราะขาด พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้ท่ีมีบทบาทส�าคัญในการเผยแผ่
ความร้คู วามเข้าใจในหลกั ธรรมอย่างถ่องแท้ พระธรรมแก่พุทธศาสนกิ ชน

89

แนวขอ สNอบTเนนOก-าNรคETดิ เกร็ดแนะครู

การเผยแผพระพทุ ธศาสนาในชุมชนของนักเรยี นมลี กั ษณะอยางไรบา ง ครคู วรเพิม่ เติมขอมลู เกย่ี วกับชั้นยศสมณศักดิ์ของพระสงฆไ ทยในปจจบุ นั
แนวตอบ พระภิกษุจากวดั ในชุมชนเผยแผพ ระพุทธศาสนาในหลาย สมณศักดิ์ คือ ยศสําหรับพระสงฆทพี่ ระมหากษตั ริยทรงเปน ผพู ระราชทาน
แนวทางท่สี ําคญั ไดแ ก การเทศนาพระธรรมในวันสําคัญทางพระพุทธศาสนา โดยมเี ครื่องหมายบง บอกยศเปน “พดั ยศ” การทพี่ ระสงฆร ปู ใดไดรบั พระราชทาน
การเทศนหรอื สอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนและการจัดอบรม สมณศกั ดิ์ ยอ มไดร บั มอบหมายภาระหนา ทใ่ี นการปกครองหมคู ณะสงฆไ ป
คา ยพัฒนาชวี ติ รวมถงึ การฝก อบรมธรรมะ ปฏบิ ัติสมาธิ และปฏบิ ตั ิพธิ ีกรรม พรอมกนั ดว ย
ทางพระพุทธศาสนาอยเู ปน ประจาํ
นกั เรียนควรรู

1 อาราธนาศีล การกลาวขอศลี แกพระภกิ ษุ เพ่อื ต้ังจติ รักษาศีลของตนใหม ี
ความบริสุทธิ์ งดเวนจากการกระทาํ ความช่วั ทัง้ ปวง
2 อาราธนาธรรม การกลา วขอใหพระภกิ ษแุ สดงธรรมใหฟง กระทาํ หลงั จาก
อาราธนาศลี และการสมาทานศลี เรยี บรอ ยแลว

คูม อื ครู 89


Click to View FlipBook Version