The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือครู พระพุทธฯ ม.1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Paphawit Ponjareansuk, 2021-01-03 05:46:16

คู่มือครู พระพุทธฯ ม.1

คู่มือครู พระพุทธฯ ม.1

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Expand Evaluate
Engage Expand

ขยายความเขา ใจ

1. ครแู ละนกั เรยี นอภิปรายถงึ วัตรปฏิบตั ทิ ี่เปน เรอ่ื งนา่ รู้
แบบอยางของพระภกิ ษุ แลว วเิ คราะหวา ส่ิงใด
ท่ีนกั เรยี นสามารถนาํ ไปประยุกตใชใ นชวี ิต อปุ ปถกริยา
ประจําวันไดบาง
(แนวตอบ พระภิกษุที่ดีจะดาํ รงชีวติ อยูอยาง อุปปถกริยา คือ การกระทา� นอกรีตนอกรอยของพระภิกษสุ ามเณร ๓ ประเภท ดงั น้ี
เรียบงา ย พึ่งเพยี งปจจยั 4 ในการเลี้ยงชพี
ทง้ั ยงั ปฏิบตั ดิ ี ปฏิบัตชิ อบ อยูในศลี ธรรม ๑. อนาจาร คือ การประพฤตทิ ีไ่ ม่ดี ไมง่ าม ไมเ่ หมาะสม แกภ่ าวะของความเปน็ บรรพชิต ซงึ่ มี ๓ อย่าง
อนั ดงี าม ซง่ึ นกั เรยี นสามารถนาํ แบบอยา งทดี่ ี
ของพระภกิ ษมุ าเปน แบบอยางในการดาํ เนินชีวติ คือ การเล่นเหมือนเด็ก การร้อยดอกไม้ การเรียนดิรัจฉานวิชา เช่น การท�านายฝัน การทายหวย การท�าเสน่ห์
ของตนได กลาวคอื ไมใ ชจ า ยไปกับส่งิ ของท่ี
ฟมุ เฟอย และหม่ันเกบ็ ออมอยางสม่ําเสมอ) ดลู ายมอื เปน็ ตน้ 1

2. ครใู หนักเรียนสืบคน ประวตั แิ ละผลงานของ ๒. บาปสมาจาร คือ ความประพฤติเหลวไหล เลวทราม เช่น ชอบประจบคฤหัสถ์ด้วยอาการอันไม่
พระภิกษุท่เี ปนแบบอยา งท่ีดี จากน้ันบันทกึ
การสืบคน ลงในกระดาษ A4 เหมาะสม

๓. อเนสนา คือ การหาเลี้ยงชพี ในทางทีไ่ มเ่ หมาะสมกับความเป็นภิกษุ ผิดสมณวิสัย เช่น การหลอกลวง

วา่ ตนเองเป็นพระอรยิ ะ เปน็ โสดาบนั เปน็ อรหันต์ เพอื่ หวงั ลาภสกั การะ เป็นตน้

ตรวจสอบผล Evaluate พระสงฆ์ผู้เผยแผ่ธรรมะจะต้องสามารถช้ีแจงให้เกิดความเข้าใจให้ได้ว่าความอยาก
ที่เรียกว่า “ตัณหา” น้ัน เป็นความโลภและทุจริต คนท่ีอยากด้วยอ�านาจความโลภและทุจริต
ครตู รวจผลงานแบบบันทึกการสืบคนประวตั ิ ย่อมจะกระท�าการอะไรเพื่อตนเองและสร้างความเดือดร้อนให้แก่สังคมเป็นอย่างมาก ถ้ายิ่งเร้า
พระภิกษทุ ี่เปน แบบอยา งท่ีดี ให้คนเกิดความอยากชนิดนี้มากเท่าใด สังคมก็จะเต็มไปด้วยคนโลภ คนทุจริต คนท่ีเอารัด
เอาเปรียบ หาความสงบสุขได้ยาก ความอยาก (ตัณหา) อย่างนี้ พระพุทธเจ้าตรัสสอนให้
พยายามลดละให้มากท่ีสุดเท่าท่ีจะท�าได้ แต่ความอยากในทางสร้างสรรค์ เช่น อยากท�าความดี
อยากช่วยเหลือคนอื่น อยากเรียนหนังสือให้มีความรู้มากๆ เพื่อออกไปรับใช้ชาติ ท่านเรียกว่า
“ธรรมฉนั ทะ” คนทีม่ ีความอยากชนดิ น้ีเป็นคนไม่โลภ ไม่ทุจรติ จะตง้ั หน้าตัง้ ตาทา� งานด้วยความ
ขยันหม่ันเพียร ด้วยความซ่ือสัตย์สุจริต ความอยากชนิดนี้เท่านั้นที่สนับสนุนส่งเสริมให้เกิด
การพัฒนาอย่างแท้จริง สรุปให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ “พระพุทธศาสนาสอนให้ก�าจัดความอยากท่ี
เรยี กวา่ ตณั หา แต่ใหพ้ ฒั นาความอยากท่เี รียกวา่ ธรรมฉันทะ”

๒) การประพฤติตนให้เป็นแบบอย่าง วิธีที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งในการเผยแผ่พระพุทธ-

ศาสนา คือ การประพฤตติ นใหเ้ ปน็ แบบอยา่ ง ผูท้ ่ีจะเผยแผ่พระพุทธศาสนาไดน้ นั้ กอ่ นอน่ื ตัวเอง
จะต้องเป็นพทุ ธศาสนิกชนทดี่ ี คือ รแู้ ละเข้าใจหลักธรรมถกู ต้องและปฏิบัตติ ามหลกั ธรรมนน้ั ดว้ ย
เหมือนครูสอนดนตรีต้องรู้และเข้าใจทฤษฎีดนตรีและต้องเล่นดนตรีให้ดีด้วย ถ้ารู้แต่ทฤษฎีแต่
ตัวเองเล่นไม่เป็น จะสอนให้คนอื่นเล่นได้อย่างไร คนที่สูบบุหรี่มวนต่อมวนจะสอนให้คนเลิก
สูบบุหร่ีได้อย่างไร การท่ีพระพุทธศาสนาสอนให้คนลดและละความโลภ ความโกรธ ความหลง
ให้หมดไปหรือเหลือน้อยท่ีสุดเท่าท่ีจะท�าได้นั้น หากพระภิกษุเองเต็มไปด้วยความโกรธ ความ
โลภ ความหลง แลว้ จะสอนคนอืน่ ให้ลดละไดอ้ ยา่ งไร หากพระสงฆ์มคี วามเป็นอย่อู ย่างฟุ่มเฟือย
หรหู รา จะสอนให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่ายไดอ้ ยา่ งไร

90

นกั เรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNิดET
ขอใดเปนพฤตกิ รรมท่แี สดงใหเ หน็ วาชาวพทุ ธไดปฏบิ ัติ “ธรรมฉนั ทะ”
1 คฤหัสถ หมายถงึ ผูค รองเรอื น หรือบคุ คลใดกต็ ามทไ่ี มไ ดบวชเปน พระภิกษุ 1. มะปรางชอบอานหนงั สอื ธรรมะ
ซึ่งสามารถใชเ รียกไดท ง้ั ผูชายและผหู ญงิ โดยคําวา “คฤหัสถ” น้ันมคี วามหมาย 2. มะยมเขา วดั ปฏิบัติธรรมทุกวันพระ
คลายกันกับคําวา “ฆราวาส” 3. มะปริงมคี วามพอใจในการนัง่ สมาธบิ รหิ ารจิต
4. มะนาวบริจาคเงินชวยเหลือผปู ระสบภยั สนึ ามทิ ปี่ ระเทศญป่ี ุน
บรู ณาการอาเซียน วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 4. ธรรมฉันทะ หรอื กุศลฉนั ทะ หมายถงึ
ความตองการหรือความอยากที่จะทาํ ความดี เชน การชว ยเหลอื ผอู ืน่
ครูควรเปดเว็บไซต www.thaiteachers.tv ใหน กั เรียนชมรายการ I am in ดว ยความเตม็ ใจ เปนตน ซ่งึ ตรงขามกบั ตัณหาฉันทะ ทีห่ มายถึง ความ
ASEAN เพอื่ เรียนรูวถิ ีชีวติ ของพระภิกษใุ นประเทศอาเซียน แลวสนทนารว มกับ ตอ งการหรือความอยากท่จี ะทําในสิง่ ซ่ึงเปน ฝา ยอกศุ ล ดงั นั้น การกระทาํ
นักเรยี นเกย่ี วกับวิถีชวี ิตของพระภิกษใุ นประเทศตา งๆ เชน ความแตกตางของ ของมะนาวท่ตี องการชวยเหลือผูอน่ื ตรงกับหลักปฏบิ ัติ “ธรรมฉนั ทะ”
กิจพระภิกษทุ ีพ่ ึงปฏบิ ัตใิ นการอนุรกั ษศ ิลปวัฒนธรรมและพธิ ีกรรมทางศาสนา
เปนตน

90 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Engage

กระตนุ ความสนใจ

พระภิกษุมีหน้าที่ท่ีจะท�าให้ชาวบ้านเห็นว่า การมีชีวิตตามที่พระพุทธองค์ทรง ครูใหนกั เรยี นเปรียบเทียบคาํ พดู สําหรับใชกบั
สอนน้ันเป็นไปได้ หลักค�าสอนนั้นเป็นนามธรรม การปฏิบัตินั้นเห็นได้เป็นรูปธรรม พระภิกษุ พระภิกษุ กับคาํ พดู สาํ หรับบุคคลท่ัวไปวาเหมือน
อยา่ งน้อยตอ้ งมชี ีวติ เรยี บง่าย พ่ึงเพยี งปัจจยั ๔ เลย้ี งชพี ไม่สะสมทรพั ย์สนิ เงินทอง ไมย่ ึดตดิ ใน หรอื ตา งกนั อยางไร โดยครอู าจยกตัวอยา งและให
ลาภสักการะ มเี มตตา ไม่พยาบาท ไม่คดิ ร้ายผู้อ่นื เปน็ ตน้ นกั เรยี นตอบ เชน คาํ วา “กิน” คําพูดสาํ หรับ
พระภิกษุท่ีปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ อาจเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ดีโดยไม่ต้องสอน พระภิกษจุ ะใชค าํ วา “ฉัน” เปนตน
หลักธรรมดว้ ยวาจาเลยกไ็ ด้
สาํ รวจคน หา Explore
๓. มารยาทชาวพุทธ
นักเรียนศึกษามารยาทชาวพทุ ธจาก
๓.๑ การเข้าพบพระภิกษุ และการปฏิบตั ติ นในเขตวัด หนงั สอื เรยี นหนา 91 - 97

วัดเปน็ สถานท่ีศักด์ิสทิ ธข์ิ องชาวพทุ ธ ชาวพทุ ธจงึ มหี นา้ ท่ปี ฏบิ ัติตนต่อวดั ด้วยความเคารพ อธบิ ายความรู Explain
และสุภาพ พงึ มมี ารยาทสา� รวมกาย วาจา ใจ งดการคะนอง งดสูบบหุ ร่ี และเมือ่ พบสง่ิ ใดที่ท�าให้
ใจขนุ่ มัว เช่น อากาศรอ้ น หวิ พบคนไมม่ มี ารยาท กต็ อ้ งอดทน เปน็ การใหอ้ ภยั และฝึกขนั ตดิ ว้ ย 1. ครูสมุ ตวั แทนนกั เรยี นออกมาเลา ประสบการณ
แตถ่ ้าเหน็ คนทา� ลายความสงบของผอู้ น่ื เช่น สง่ เสยี งดงั กต็ อ้ งตักเตอื นดว้ ยความสภุ าพ การเขารว มพธิ ีกรรมทางพระพุทธศาสนา
นอกจากนี้ พระภิกษุสงฆ์เป็นผู้สืบทอดพระพุทธศาสนา จึงเป็นผู้ท่ีต้องให้ความเคารพ เชน การแตง กายไปวดั การเตรยี มภตั ตาหาร
เล่ือมใส การไปวัดและการเข้าพบพระภิกษุสงฆ์จึงมีลักษณะการปฏิบัติตนท่ีเหมาะสมพอสรุปได ้ ไปถวายพระภกิ ษุ การปฏบิ ตั ิตนระหวาง
ดังน้ี รว มพธิ ี เปน ตน
(๑) ควรแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อย ไม่ใส่เสื้อผ้าที่มีสีสันฉูดฉาด ไม่ตกแต่งเคร่ือง
ประดบั เพื่อประกวดประชันกนั โดยเฉพาะผ้หู ญงิ ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้ารัดรปู 1หรือนุ่งกระโปรงสนั้ 2. ครแู ละนักเรียนอภิปรายถึงการเขาพบ
มากเกินไป ควรค�านึงถึงความสะอาด เรียบรอ้ ย ไมม่ ีลกั ษณะย่วั ยใุ หเ้ กิดกเิ ลส พระภิกษุ และการปฏบิ ัตติ นในเขตวัดท่ี
(๒) ถ้าไปร่วมพิธีในช่วงเช้า ควรมีภัตตาหารไปถวายพระภิกษุด้วย แต่ถ้าศาสนพิธี ถูกตองเหมาะสม
นัน้ ๆ จดั ข้ึนตอนบา่ ยหรือเยน็ ควรมนี า�้ ผลไม้ไปถวายพระสงฆ์ดว้ ยจะเปน็ การด ี ซ่งึ ปัจจุบันมกี าร
บรรจุเป็นกล่องเป็นขวดขนาดเล็กบริโภคได้หมดภายในครั้งเดียวก็มีความสะดวกแก่การถวายแต่
ควรหลกี เล่ียงการถวายเครอื่ งดม่ื ที่โฆษณาว่าเป็นยาชกู �าลัง หรอื สิง่ เสพตดิ ท้ังปวง
(๓) ควรไปถึงวัดก่อนการประกอบศาสนพิธี หรือไปให้ถึงบริเวณพิธีก่อนที่พระสงฆ์
จะลงมาจากกฏุ ิ
(๔) ขณะพระสงฆ์แสดงพระธรรมหรือให้ศีล ควรต้ังใจฟังอย่างส�ารวม ให้จิตใจ
มีสมาธิอยู่กับการฟังเทศน์ ไม่คิดฟุ้งซ่านหรือวอกแวก นอกจากนี้ขณะรับศีลควรน่ังประนมมือ
กล่าวรับศีล อย่างชัดถ้อยชัดค�า ไม่ควรนั่งเฉยๆ หรือนั่งพูดคุยกัน ท้ังนี้ในกรณีท่ีมีกิจธุระ
จ�าเป็นในระหว่างนั้น ไม่อาจจะอยู่ร่วมประกอบพิธีจนเสร็จสมบูรณ์ได้ ก็ควรอยู่ร่วมกันจนกระท่ัง
พระเทศนจ์ บช่วงหนง่ึ ๆ ก่อน แลว้ คอ่ ยลุกออกไป

9๑

ขอสอบ O-NET นกั เรยี นควรรู

ขอสอบป ’51 ออกเก่ยี วกบั มารยาทชาวพุทธ 1 กเิ ลส หมายถึง สิง่ เกาะตดิ หรือความสกปรกของจติ ใจ มอี ยู 3 ประการ
ทกุ ขอเปน แนวทางในการปฏบิ ตั ติ นตอ พระภกิ ษุ ยกเวนขอใด ไดแก
1. ปฏบิ ัติตอพระภกิ ษุดว ยอามิสทาน
2. ปฏิบตั ติ อพระภกิ ษดุ ว ยความเต็มใจ ความโลภ อยากไดข องของผอู นื่ มาเปน ของตน
3. ใหค วามเคารพพระภิกษดุ วย กาย วาจา ใจ ความโกรธ ความเคียดแคน ชิงชัง อยากใหผูอืน่ มีอนั เปนไป
4. ใหค วามเคารพพระภกิ ษุทีม่ จี าํ นวนพรรษามากกวาพระภกิ ษทุ ่ี ความหลง คือ ความหลงผิด เขลา ไมร ผู ดิ ถกู ชัว่ ดี
มพี รรษานอ ย
มุม IT
วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 4. พทุ ธศาสนิกชนควรใหความเคารพตอ
ศึกษาคนควา ขอ มูลเพิม่ เตมิ เกย่ี วกบั ขา วพระสงฆไทย ไดที่
พระภกิ ษทุ ุกรปู เทาเทยี มกนั เพราะพระสงฆเปนสาวกของพระพทุ ธเจา เปน http://www.phrathai.net
ผูสบื ทอดพระพทุ ธศาสนา และเผยแผห ลักธรรมแกศาสนกิ ชนใหนาํ ไปใชใ น
การดําเนนิ ชวี ติ และเพอ่ื การอยูรว มกนั อยางสนั ติสุข

คูมอื ครู 91

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ครูใหน กั เรียนแบงกลมุ กลมุ ละ 3 - 5 คน (๕) การสนทนากับพระสงฆ์ ควรสนทนาอย่างส�ารวม มีสัมมาคารวะ ถ้าเป็น
แลว สมมตสิ ถานการณใ หน กั เรยี นแตง บทสนทนา พระเถระชั้นผู้ใหญ่ เราพึงประนมมือขณะพูดกับท่าน และควรสนทนาในเรื่องท่ีเก่ียวข้องกับ
ระหวางพระภิกษกุ บั ตนเอง เชน การนิมนต ศาสนพิธีที่ก�าลังปฏิบัติอยู่ ไม่ควรซักถามท่านในเรื่องอ่ืนๆ ส�าหรับผู้หญิง พึงระวังจัดเส้ือผ้าให้
พระภิกษุมาประกอบพธิ งี านบุญที่บาน เรยี บรอ้ ยกอ่ นจะลกุ จะนง่ั และไมค่ วรสนทนากับ
การนมิ นตพระภิกษุมาเปนวิทยากรที่โรงเรยี น พระสงฆ์ตามล�าพัง หรือในท่ีห่างไกลผู้อ่ืนแม้
เปนตน จะเป็นญาติกับท่านก็ตาม เพราะถือเป็นการ
ผิดวนิ ัย
2. ใหนกั เรยี นออกมาแสดงบทบาทสมมตจิ าก (๖) การสนทนากับพระ พึงรักษา
บทสนทนาทีน่ กั เรียนแตงขึ้น หลังจากการแสดง เวลาให้ดี เมื่อพูดคุยธุระเสร็จแล้ว ก็ควรรีบลา
จบลง เพอ่ื นในช้นั เรียนกลาวติชม พรอ มกับ เพราะในชว่ งทม่ี กี ารประกอบศาสนพธิ ี พระสงฆ ์
ครูอธบิ ายเพิ่มเติมเกยี่ วกับการระมดั ระวงั กริ ยิ า ย่อมมีกิจท่ีสมณเพศจะต้องปฏิบัติค่อนข้าง
มารยาทในการเขา พบพระภกิ ษุ มากอยู่แล้ว
(๗) ไม่ควรน�าเร่ืองทางโลกที่ไม่
3. ครูและนกั เรียนอภปิ รายถึงความจําเปน ใน ในการสนทนากับพระสงฆ์จะต้องมีกิริยาอาการท่ีส�ารวม เกี่ยวข้องกับท่านมาสนทนา ควรสนทนา
การใชเ ทคโนโลยีตางๆ ของพระภิกษุภายในวัด มสี ัมมาคารวะ และสนทนาในเรื่องทสี่ า� คญั เฉพาะเร่ืองท่ีควรจะต้องรอบรู้เรื่องราวความ
และใหน กั เรยี นแสดงความคิดเห็นวา นักเรียน
เห็นดว ยหรือไมกบั การใชโ ทรศัพทม อื ถอื หรอื เป็นไปของสภาพสังคมโลกปัจ1จุบัน เพ่ือท่านจะได้ทันเหตุการณ์ มีความรู้ไปประยุกต์ใช้เทศนา
การใชค อมพวิ เตอรของพระภิกษใุ นปจจุบัน สั่งสอนชาวบ้านได้ แต่ฆราวาสก็พึงระมัดระวัง ไม่ควรน�าเร่ืองทางโลกบางเรื่องที่ไม่เหมาะสมไป
(แนวตอบ ครเู ปด โอกาสใหน ักเรยี นแสดงความ พูดคุย ปรึกษา หรือไปยุ่งเก่ียวกับท่าน เช่น เรื่องการเมือง การเจรจาติดต่อค้าขาย หรือ
คดิ เหน็ ไดอ ยางหลากหลาย โดยอยบู นพ้ืนฐาน
ของความมีเหตผุ ล)

ข้อพิพาททย่ี งั เปน็ คดคี วามกนั อยู่ เปน็ ตน้ เพราะทา่ นต้องวางตวั เปน็ กลาง ไมเ่ ข้าขา้ งใดข้างหนงึ่
(๘) ไม่กระท�าการใดๆ ท่ีเป็นการรบกวนการประกอบศาสนพิธี อาทิ พูดคุย
เสียงดัง ดื่มเครื่องด่ืมหรือรับประทานอาหาร สบู บหุ ร ี่ สง่ เสยี งโวยวาย รอ้ งเพลง เปดิ โทรศพั ท์
มือถอื พดู คุยกบั ผอู้ นื่ เปน็ ตน้

๓.๒ การแสดงความเคารพพระรตั นตรัย

พระรัตนตรัย คือ ส่ิงประเสริฐสุดสามส่ิงในพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย พระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ ดวงแก้วท้ังสามน้ีเป็นที่สักการบูชาของพุทธศาสนิกชน ในฐานะที่เราเป็น
ชาวพุทธ จึงควรเรียนรู้การแสดงความเคารพพระรัตนตรัย เพื่อจะได้น�าไปใช้ปฏิบัติจริงได้
อย่างถูกต้อง เพราะดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทุกคนก็สามารถปฏิบัติได้ แต่สภาพความ
เปน็ จรงิ เรากจ็ ะพบว่า มบี คุ คลอีกจ�านวนหนึ่ง ทย่ี งั ปฏิบัติผิดขนั้ ตอนอยู่ การแสดงความเคารพ
พระรัตนตรัย มีธรรมเนยี มท่ีถือว่าเป็นมารยาทพงึ ปฏิบตั ิอย่ ู ๓ ประการ ดงั นี้

9๒

เกรด็ แนะครู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET
สถาบันใด มีหนา ทีห่ ลักในการปลูกฝงคุณธรรมจริยธรรมใหแ กส มาชกิ
ครคู วรพานกั เรียนไปเขารวมพิธกี รรมทางพระพุทธศาสนาหรอื เขา ฟงธรรมะ ในสังคม
จากพระภกิ ษุที่วัดใกลสถานศกึ ษา เพื่อเรียนรูการเขา พบพระภกิ ษุและการปฏบิ ัติตน 1. สถาบันศาสนา
ในเขตวดั ไดอยา งถูกตองเหมาะสม 2. สถาบันเศรษฐกจิ
3. สถาบันการศกึ ษา
นกั เรยี นควรรู 4. สถาบนั ครอบครัว
วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 1. สถาบันศาสนา มหี นา ทีห่ ลกั ในการปลกู ฝง
1 ฆราวาส บุคคลผคู รองเรอื น เปนชาวบา นท่วั ไปที่มิใชน ักบวช หรืออาจเรยี ก คุณธรรมจริยธรรมแกสมาชิกในสังคมดว ยวธิ ีการตางๆ เชน พระสงฆ
วา “คฤหสั ถ” ซงึ่ ควรดํารงตนอยใู นหลกั ธรรมสําหรับผคู รองเรือนเรียกวา เทศนาธรรมใหแ กพทุ ธศาสนกิ ชนในวันสาํ คญั ทางพระพทุ ธศาสนา เปนตน
“ฆราวาสธรรม” มี 4 ประการ ไดแก

สจั จะ คือ ความซ่ือสตั ย
ทมะ คอื การควบคุมจิตดวยปญญา
ขนั ติ คอื การอดทนอดกลั้น
จาคะ คอื ความเสียสละ

92 คูม อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

การประนมมือ (อญั ชล)ี คือ การ 1. ครูสนทนากับนักเรียนถงึ ความหมายและ
ยกมือท้ังสองตั้งประนมขึ้นเป็นพุ่ม โดยให้ ความสาํ คญั ของพระรัตนตรัย ตลอดจน
ฝ่ามือท้ังสองชิดกันต้งั ไว้ระหวา่ งอก นิว้ มือท้ัง การแสดงความเคารพตอพระรัตนตรยั
สิบชิดกัน ไม่เหยียดไปข้างหน้า แขนท้ังสอง
ถอยห่างจากล�าตัวพอสมควร ไม่ห่างมาก 2. ครูใหนักเรียนจบั คฝู ก ปฏิบตั ิการประนมมือ
หรือชิดล�าตัว เงยหน้ามองตรงต่อส่ิงท่ีเคารพ การไหว และการกราบพระรตั นตรัยท่ถี ูกวธิ ี
ล�าตัวตั้งตรงหลังไม่งอ การประนมมือเคารพ และออกมาปฏบิ ัติหนาช้ันเรยี น ใหเพือ่ นใน
พระรตั นตรยั ควรทา� ดว้ ยความเคารพ ออ่ นนอ้ ม ชัน้ เรยี นรว มกนั ติชม พรอมกบั ครูอธบิ าย
ไม่ให้นิ้วงอหงิก ไม่ประสานนิ้วกัน ไม่ยกมือ เพมิ่ เติม
ประนมให้สูงจรดคาง และไม่ปล่อยให้มือ
ตกลงมาอยูท่ ่ีหน้าทอ้ ง เปน็ ต้น 3. ครใู หนกั เรยี นวเิ คราะหถ ึงความแตกตาง
การประนมมือท�าได้ทัง้ ในขณะทยี่ ืนหรือน่งั การประนมมือใชเ้ มอ่ื ฟังเทศน์ ฟงั เจริญพระพทุ ธมนต ์ ระหวางการไหวกบั การกราบ
ฟังพระสวดพระอภิธรรม และเปน็ ท่าเตรียมไหวห้ รือกราบ (แนวตอบ การไหวท ําไดโ ดยการยกมอื ที่
ทั้งน้ีการประนมมือแสดงความเคารพพระรตั นตรยั นน้ั กอ่ นจะลดมอื ลงมาอยทู่ า่ ปกต ิ นยิ มยกมอื ที่ ประนมข้ึนจรดหนา ผากพรอ มกบั นอ มศรี ษะ
ประนมนนั้ โดยใหน้ ว้ิ ชจี้ รดหนา้ ผากกอ่ น ลงเลก็ นอยใหปลายนิ้วช้ีจรดตนี ผม ซ่งึ การไหว
นัน้ กระทําในขณะท่พี ระสงฆน ั่งเกาอ้ี หรอื ยืน
การไหว้ (นมัสการ) ท�าได้โดยการ หรือกาํ ลังเดนิ ผา น สวนการกราบเปน
ยกมือที่ประนมข้ึนจรดหน้าผากพร้อมกับ การใชอ วัยวะทั้ง 5 สว นของรา งกายจรดกบั พน้ื
น้อมศีรษะลงเล็กน้อยให้ปลายนิ้วจรดตีนผม คอื มือท้ังสอง เขาท้ังสอง และหนาผาก
ปลายน้ิวหัวแม่มือจรดกลางหน้าผากหรือ จรดพื้น ซงึ่ การกราบน้ันกระทําในขณะท่ี
หว่างค้ิว ไหวค้ ร้ังเดยี วแลว้ ลดมือลง พระสงฆน ง่ั อยูกับพืน้ )
การไหว้ขณะยืนนั้นผู้ชายควรยืน
สน้ เทา้ ชดิ ปลายเทา้ แยกออกเลก็ นอ้ ย ผหู้ ญงิ
ควรกา้ วขาขวาออกไปขา้ งหนา้ แลว้ ยอ่ ตวั หรอื
ค้อมตวั ต่�าลงเลก็ นอ้ ย
การไหว้พระรัตนตรัยกระท�าใน

ใโหอก้ใชา้กสาตร่ากงรๆา บเแชท่นน )ไ หนวอ้พกรจะาสกงนฆก้ี ์ขารณแะสทด่ีนงั่คงเวกา้ามอเี้หคารรือพยปืนชูอนยูยี่หวรัตือถก ุ1�าหลรังอืเดปินูชผน่าียนส ถ(าถน2้ากพ็กรระะสทงา� ฆด์น้วยั่งกอายรู่บไนหพว้ื้น

9๓

กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกร็ดแนะครู

ครใู หน กั เรยี นฝก ปฏิบตั เิ พม่ิ เติมเก่ยี วกบั ลกั ษณะการแสดงความเคารพ ครสู ามารถเปด เว็บไซต www.youtube.com ใหน ักเรยี นดกู ารกราบ
ในโอกาสตางๆ เชน การไหวพระสงฆ การไหวผ อู าวุโสกวา การไหวบุคคล แบบเบญจางคประดิษฐประกอบการเรยี นการสอน เพ่อื เสรมิ ความเขา ใจท่ถี กู ตอ ง
ระดบั เสมอกนั เปน ตน ใหกบั นักเรยี น

นักเรยี นควรรู

1 ปูชนยี วัตถุ สิ่งใดสงิ่ หนึง่ สาํ หรับเปน ทร่ี ะลึกและควรแกก ารบชู า เชน
พระบรมสารรี ิกธาตุ พระพุทธรูป วัตถมุ งคล พระเครื่อง เปน ตน
2 ปชู นียสถาน สถานที่ทปี่ ระดิษฐานสิง่ สําคญั อนั ควรแกก ารนบั ถอื และบชู าใน
พระพุทธศาสนา เชน พระเจดีย พระปรางค วัด เปน ตน

คมู อื ครู 93

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

ครสู นทนากบั นกั เรียนเกี่ยวกบั ที่มาของการสวด การกราบ (อภวิ าท) การกราบพระรตั นตรยั ใชว้ ธิ กี ารกราบ
พระอภธิ รรมทจี่ ัดขึน้ ในงานศพ แลวตง้ั คําถาม แบบเบญจางคประดิษฐ์ เป็นการแสดงความเคารพพระรัตนตรัยตาม
ใหนักเรยี นชว ยกนั ตอบ เชน แบบวฒั นธรรมไทย หมายถึง การกราบทใ่ี หอ้ วยั วะทงั้ ๕ ส่วนของ
รา่ งกายจรดกับพ้นื คอื มือท้งั สอง เข่าทง้ั สอง และหน้าผากจรดพน้ื
• การสวดพระอภิธรรมมีวตั ถุประสงคเ พ่อื ถือเป็นการแสดงความเคารพอย่างสงู สุด
อะไร การกราบจะมีอย ู่ ๓ ขนั้ ตอน คอื อญั ชล ี วนั ทา อภิวาท
(แนวตอบ เนือ่ งจากพระอภิธรรมถือเปน ท้ังนี้การกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ของชายและหญิงจะมีความ
คาํ สอนข้ันสงู ท่ีมเี นือ้ หาละเอยี ดลกึ ซงึ้ ตา่ งกัน ดงั นี้
ในทางพระพุทธศาสนาจึงมคี วามเชื่อวา ผู้ชาย นั่งคุกเข่าปลายเท้าตั้ง นั่งบนส้นเท้า (แบบท่า
หากไดนํามาแสดงในงานศพใหแ กผูเ สยี ชีวิต เทพบุตร) ยกมือประนมข้ึนจรดหน้าผาก ตอนกราบลงจึงคว่�ามือ
แลว จะทาํ ใหผเู สียชีวิตไดร ับบญุ กุศลอยา ง ทงั้ สองลงแบนราบพรอ้ มกนั เมอ่ื มอื ถงึ พนื้ ใหแ้ ยกจากกนั พอทห่ี นา้ ผาก
แรงกลา อกี ทงั้ ทําใหผฟู ง บทสวดพระอภธิ รรม จะจรดพื้นได้ โดยให้ศอกท้ังสองอยู่ต่อจากหัวเข่า แล้วลุกน่ังตรง
เห็นสัจธรรมความไมเทย่ี งแทของชีวิต) ทา� เช่นนี้จนครบ ๓ ครง้ั แล้วยกมือขึน้ จบ น้ิวหวั แม่มอื อยูร่ ะหว่างคว้ิ
ปลายนิ้วจรดหน้าผาก (ท่าวันทา) อกี ครง้ั
• นกั เรียนควรปฏบิ ตั ติ นในพธิ ีสวด ผหู้ ญงิ นง่ั คกุ เขา่ ปลายเทา้ ราบกบั พน้ื นง่ั บนสน้ เทา้ (แบบ
พระอภธิ รรมอยางไร ท่าเทพธิดา) ตอนกราบลงให้เอาศอกคร่อมเข่าทั้งสองข้าง ส่วน
(แนวตอบ ควรประนมมอื และกาํ หนด จงั หวะและวธิ กี ารกราบทา� อย่างเดยี วกบั ชาย
จติ ไปตามเสียงสวด พรอ มกบั ตั้งใจฟงดวย
อาการสํารวมและสงบ)

๓.๓ การฟังสวดพระอภิธรรม เรยี กวา่ พระอภธิ รรมปฎ ก1 มเี นอื้ หาเกยี่ วกบั

พระอภธิ รรมเปน็ สว่ นท ี่ ๓ ของพระไตรปฎิ ก
อหรลรกั ถคกา� ถสา2อ นอชนั นั้ อสธงู บิขาอยงพพรระะไพตทุ รธปศฎิ ากสอนกี าต อ่ แหบนง่ เง่ึ ป) น็ น า๗ม วคา่ มั ภพรี ร ์ ะพอนระรุ ฎทุ กีธา จแาหรง่ยศ ์ ร(อลี างั จกาาร ยไผ์ดแู้ส้ ตรปุง่ อเนธบิอื้ หายา
ของพระอภธิ รรมทง้ั ๗ คมั ภรี ล์ งเปน็ จติ เจตสกิ (คณุ สมบตั ขิ องจติ ) รปู และนพิ พาน
การสวดพระอภิธรรม มักจะจัดขึ้นเม่ือมีงานศพ ชาวบ้านเรียกว่า “สวดศพ” มีต้นเค้า
มาจากครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จไปจ�าพรรษาบนสวรรค์ช้ันดาวดึงส์ เหล่าเทวดาอันมีท้าวสักก-
เทวราช (พระอินทร์) เป็นประธาน อดีตพุทธมารดา ซึ่งมาเกิดเป็นเทพบุตรในสวรรค์ช้ันดสุ ติ
ได้ลงมาฟังพระธรรมเทศนาจากพระพุทธเจ้าด้วย พระองค์จึงทรงแสดงพระอภิธรรมแก่ประชุม
เทวดาตลอดเวลา ๓ เดอื น จดุ ประสงค์เพ่ือโปรดพระพุทธมารดา เปน็ การทดแทนคุณนน่ั เอง
เพราะฉะนน้ั เมอ่ื บดิ ามารดาสน้ิ ชวี ติ ลง เจา้ ภาพจงึ จดั ใหม้ กี ารสวดพระอภธิ รรม ถอื วา่ จะได้
ทดแทนคุณผู้บังเกิดเกล้า ดุจเดียวกับที่พระพุทธองค์ทรงท�า ต่อมาแม้ญาติมิตรอื่นสิ้นชีวิตลง
เจา้ ภาพกจ็ ดั ใหม้ กี ารสวดพระอภธิ รรมเชน่ กนั การฟงั สวดพระอภธิ รรมจงึ ถอื กนั วา่ ไดบ้ ญุ กศุ ลมาก
ชาวพทุ ธจงึ ไดถ้ อื ปฏบิ ตั มิ าจนเปน็ ประเพณตี ราบเทา่ ทกุ วนั น้ี

9๔

นกั เรยี นควรรู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET
ขอใดอธบิ ายคาํ วา “อญั ชลี” ไดถูกตองท่ีสุด
1 พระอภิธรรมปฎก ธรรมะขัน้ สงู ทก่ี ลาวถึงเร่อื งของ จติ เจตสิก รูป และ 1. การกมลงกราบโดยใหอ วยั วะทัง้ 5 สว นของรา งกายจรดพื้น
นิพพาน มีการเปรียบเทยี บไวว า พระอภธิ รรมปฎกมีความสาํ คญั เปรยี บเสมอื น 2. การยกมือประนมขนึ้ เปน พมุ โดยใหฝา มอื ทงั้ สองชิดกันตั้งไวร ะหวา งอก
รากแกว พระวินัยปฎกเปรยี บเสมือนลําตน พระสุตตันตปฎ กเปรียบเสมอื นก่งิ กาน 3. การประนมมือขึน้ พรอมกับกมศรี ษะเลก็ นอ ย นิว้ หวั แมม ือจรดปลายจมกู
ดังน้นั บรรดาปฎ กทงั้ 3 น้ี พระอภิธรรมจงึ มคี วามสาํ คญั ที่สดุ เปน ความรูร ะดับสูง 4. การประนมมอื ข้นึ พรอ มกบั กมศรี ษะเล็กนอย นวิ้ หวั แมมอื จรดที่ปลายคาง
ที่เรยี กวา “ปรมตั ถธรรม” วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 2. อญั ชลี มคี วามหมายวา การยกมือประนม
2 อรรถกถา คัมภรี อ ธิบาย หรือขยายความคาํ ศัพทแ ละขอ ความใน ขนึ้ เปนพมุ โดยใหฝ า มอื ทงั้ สองชดิ กนั ต้งั ไวระหวางอก ใบหนา มองตรง
พระไตรปฏ ก โดยเลาเรอ่ื งประกอบหรือเช่อื มโยงความเปน มาใหเ ขา ใจชัดเจนข้ึน ตอสงิ่ ที่เคารพ

94 คูมือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

ผ้ฟู ังสวดพระอภธิ รรม พงึ ปฏบิ ตั ิดงั น้ี ครอู ธบิ ายทีม่ าของประเพณกี ารฟงเทศนให
(๑) ตั้งใจฟงั โดยเคารพ นักเรียนฟง และตง้ั คําถามใหน กั เรียนชวยกนั ตอบ
(๒) ถ้าไม่เข้าใจก็ส่งกระแสจิตไป เชน
ตามเสียงสวด เพือ่ ชว่ ยสร้างสมาธใิ นการฟัง
(๓) ถ้าเข้าใจความหมายของ • การฟงพระธรรมเทศนาแบง เปนกี่ประเภท
บทสวด ก็ให้น้อมใจไปตามค�าสวดนั้น สร้าง อะไรบา ง
ศรัทธาในพระพทุ ธ พระธรรม และพระสงฆ์ (แนวตอบ การฟง พระธรรมเทศนาแบงเปน
(๔) พึงร�าลึกเสมอว่า พระท่าน 2 ประเภท ไดแ ก เทศน 1 ธรรมาสน คอื
สวดให้คนเป็นฟัง มิได้สวดให้คนตายฟัง จึง พระภกิ ษแุ สดงธรรมเทศนาเพียงรูปเดยี ว
ควรน�าเอาธรรมะในบทสวดน้ันมาเป็นแนวทาง และเทศน 2 ธรรมาสน คอื การแสดงธรรม
ดา� เนินชวี ิตใหไ้ ด้ ลกั ษณะถาม - ตอบโดยมพี ระภกิ ษุ 2 รปู )

๓.๔ การฟังพระธรรมเทศนา • นักเรยี นควรปฏบิ ัตติ นในการฟง พระธรรม
เทศนาอยา งไร
ประเพณีการฟังเทศน์มีมาตั้งแต่สมัย การฟังสวดพระอภิธรรมในงานศพ ผู้ฟังควรประนมมือ (แนวตอบ การฟง พระธรรมเทศนาในงาน
พุทธกาล คัมภีร์กล่าวไว้ว่า พระพุทธเจ้าทรง พร้อมท้ังก�าหนดจิตไปตามเสียงสวด ตั้งใจฟังด้วยอาการ ตา งๆ ผฟู ง ควรตงั้ ใจนอ มจิตไปตามกระแส
บ�าเพ็ญพทุ ธกจิ ประจา� วัน ๕ ประการ ดังนี้ ส�ารวมและสงบ ธรรม ที่กําลงั ฟง และควรประนมมือเพอ่ื
แสดงความเคารพตอ พระธรรมและพระสงฆ
■ เวลาเชา้ เสด็จออกบณิ ฑบาต เพอื่ โปรดสตั ว์ หากจาํ เปน ตองลกุ ออกจากสถานท่ีดังกลาว
■ เวลาสาย ทรงแสดงพระธรรมเทศนา หรอื เทศน์แก่ประชาชนท่มี าฟังธรรมทวี่ ัด ในขณะฟงธรรม ควรยกมอื ขน้ึ จบกอ นจะ
■ เวลาบ่าย ประทานพระโอวาทแกภ่ กิ ษ ุ และภกิ ษุณที ง้ั หลาย เดนิ ออกไปดวยกิรยิ าอาการทีส่ ภุ าพ)
■ เวลาดึก ทรงตอบปญั หาเทวดา นัยวา่ เหล่าเทวดาจะมาเฝา้ ทลู ถามปญั หากับพระองค์
ในเวลาดกึ
■ เวลาจวนสว่าง ทรงพิจารณาดูสัตวโลกที่จะไปโปรด ผู้ใดปรากฏในข่ายคือพระญาณ
กจ็ ะเสด็จไปโปรดผนู้ น้ั

นอกจากที่จะทรงแสดงพระธรรมเทศนาที่พระวิหารที่ประทับแล้ว ยังทรงแสดงแก่บุคคล
ใปผหู้รเผ้ขะเกู้้าขเาา้ฝรเ้ าฝใแา้นรลสบัะถเฟปางั ็นนดมทว้ งยี่แค ลลกะ โาอร(เแกหสาตสดุใองหธ่ืน้ถรๆึงร คมวดเปา้วมน็ยบเ จญุแรมิญกริ้ข)ยิ ณาอ ะยเ(่าสกงดาหร็จนทอึ่งา�อใบกนญุ บม)ิณง คอฑลยบ า่ า๓งตห๘ น กงึ่ ปใ็ทนรระบงกญุแาสกรด ริ2ยิงชาธาวรวตัรพมถุท ุสธ๑้ันจ๐ๆึง1
ถือว่าเป็นเรอ่ื งส�าคญั ยิง่
การฟงั พระธรรมเทศนาในปจั จบุ นั ซงึ่ แสดงโดยพระภกิ ษ ุ เพอ่ื สงั่ สอนประชาชน แบ่งได้เป็น
๒ ประเภท ดังน้ี

9๕

แนวขอ สNอบTเนนOก-าNรคETิด นกั เรยี นควรรู

การฟงพระธรรมเทศนา ผฟู ง อยา งตง้ั ใจยอมไดป ระโยชนอยา งไร 1 บญุ กริ ยิ าวตั ถุ 10 การกระทาํ ทเี่ ปน บญุ เปน กศุ ล มี 10 ประการ แบง เปน 3 หมวด
1. มีมนษุ ยสมั พนั ธด ี ดงั น้ี หมวดทาน ไดแ ก การทําทานการอทุ ิศบุญกศุ ลใหผอู น่ื การยินดใี นความดขี อง
2. เกิดความสุขกายสบายใจ ผอู น่ื หมวดศีล ไดแก การรักษาศลี การมีความออนนอมตอผอู ่ืน การชวยเหลือ
3. จิตสงบเยอื กเย็น มสี ติ และสมาธิดี ขวนขวายในกจิ ทชี่ อบ หมวดภาวนา ไดแ ก การฟง ธรรม การแสดงธรรม การภาวนา
4. รแู ละเขาใจหลักคาํ สอนชัดเจนยิ่งขน้ึ และหมวดทีเ่ ขาไดกับทกุ หมวด คอื การทาํ ความคิดเห็นใหตรงกนั
2 มงคล 38 ประการ เหตแุ หงความสุข ความกาวหนา ในการดาํ เนินชีวติ ซึง่
วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 4. ผตู ้ังใจฟง พระธรรมเทศนายอมไดประโยชน พระพทุ ธเจา แสดงไวใ หพทุ ธศาสนกิ ชนไดพงึ ปฏบิ ัติ นาํ มาจากบทมงคลสตู รท่ี
พระพทุ ธเจาตอบคาํ ถามเทวดาวา คณุ ธรรมท่ที าํ ใหช ีวติ ประสบความสาํ เรจ็ คือ
ในขน้ั ตน คือ รแู ละเขาใจหลักคําสอนอยา งชัดเจน อนั นาํ ไปสูการปฏิบัติได มงคล 38 ประการ เชน การไมคบคนพาล การบูชาบุคคลที่ควรบูชา เปน ตน
อยางถกู ตอ งเหมาะสม

คมู ือครู 95

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

ครแู ละนกั เรียนอภปิ รายถงึ ประโยชนทีไ่ ดร บั ๑) เทศน์ ๑ ธรรมาสน์ คือ การเทศน์สง่ั สอนพุทธศาสนิกชนโดยมีพระภิกษเุ พยี ง
จากการฟง พระธรรมเทศนารว มกนั
รปู เดยี ว เปน็ ผแู้ สดงธรรมเทศนา
(แนวตอบ การฟง พระธรรมเทศนาทาํ ใหผฟู ง ได
รบั ขอ คดิ คตเิ ตือนใจตางๆ ในการดําเนินชวี ิต ๒) เทศน์ ๒ ธรรมาสน์ คือ
กอใหเ กิดสติปญญา มีจิตใจทผ่ี อ งใส และมีความรู การเทศน์สั่งสอนพุทธศาสนิกชนโดยเป็น
ความเขาใจในพระพทุ ธศาสนามากยงิ่ ขนึ้ ) ลักษณะถามตอบ ในหัวข้อธรรม เพ่ือให้ผู้ฟัง

เกิดความรู้ความเข้าใจที่แจ่มชัดยิ่งข้ึน การ
เทศน์ ๒ ธรรมาสน์ ส่วนมากจะมีพระภิกษ ุ
๒ รูป ร่วมกันแสดงธรรมเทศนา จึงเรียกว่า
เทศน์ ๒ ธรรมาสน์
การฟังพระธรรมเทศนาน้ีมี
ระเบยี บปฏบิ ตั ิ ดงั นี้
(๑) ฝ่ายผู้ฟัง ให้รับศีลก่อน
แล้วกล่าวค�าอาราธนาธรรม เพื่ออัญเชิญให้
พระแสดงพระธรรมเทศนา
บ นธรร มาส น1 ์ จับ(ใ๒บ)ล าพนรขะ้ึนภปิกรษะุสคงอฆงร์ผะู้เหทวศ่านงอ์นกั่ง
การเทศน์ ๑ ธรรมาสน์ จะมีพระภิกษุสงฆเ์ พียงรูปเดยี ว มือทงั้ สองประนมแคอ่ กแลว้ ตั้งนโม ๓ จบ
เป็นผู้เทศน์ โดยจะอ่านจากพระคัมภีร์ที่เป็นภาษาบาลี
ประกอบกบั บทเทศนท์ ่ีเป็นภาษาไทยตามปกติ

(๓) จากนนั้ ยกพระบาลอี ทุ เทศ (ยกพระบาลีมาเป็นหัวข้อแสดงธรรม) แล้วอ่าน
ค�าเทศน์ในใบลาน หรือในกรณีท่ีเทศน์ปากเปล่า ก็อธิบายธรรมไปเลย แม้จะไม่อ่านก็ต้อง
ประคองคมั ภีรไ์ ว้ระหวา่ งอกจนเทศน์จบ
(๔) ฝ่ายผู้ฟังให้น่ังประนมมือ ตั้งใจฟังค�าธรรมเทศนาน้ัน ไม่พูดคุย หยอกล้อ
กับคนที่นงั่ ใกลๆ้
(๕) เม่ือเทศนจ์ บผเู้ ปน็ เจา้ ภาพจะถวายไทยธรรม2แกภ่ ิกษุ เป็นอนั เสร็จพธิ ี

๓.๕ การฟงั เจริญพระพทุ ธมนต์

การเจริญพระพุทธมนต์ คือ การสวดพระสูตร หรือพระปริตร อันเป็นค�าสอนของ
พระพุทธเจ้า แนวความคิดเร่ืองการเจริญพระพุทธมนต์ นอกจากเป็นพุทธานุสสติ (เคร่ืองเตือน
ร�าลึกถึงพระพุทธเจ้า) แล้ว ยังเชื่ออีกว่าสามารถช่วยขจัดปัดเป่าป้องกันภยันตรายต่างๆ รวม
ตลอดถึงโรคภัยไข้เจ็บที่จะเกิดขึ้นด้วย เพราะเหตุนี้การเจริญพระพุทธมนต์จึงเรียกอีกอย่างหนึ่ง
ว่าการเจริญพระปรติ ร หรอื การสวดพระปรติ ร

96

นักเรยี นควรรู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNิดET
การฟงเจรญิ พระพทุ ธมนต มคี ุณประโยชนหลายประการ ยกเวนขอใด
1 ธรรมาสน ทีน่ ั่งสาํ หรบั พระสงฆ เวลาแสดงธรรมเทศนาตอพุทธศาสนิกชน 1. เปนทร่ี กั ใครแกบ คุ คลท้ังหลาย
หรือไวสําหรับพระสงฆเ ปนประธานของพธิ ีกรรมตางๆ เชน สวดปาฏิโมกข 2. ชวยใหจ ติ ใจสะอาดบริสุทธข์ิ ึ้น
เทศนมหาชาติ เปน ตน 3. นอ มนาํ ใหระลกึ ถึงคณุ พระพทุ ธเจา
2 ถวายไทยธรรม การถวายปจ จัย 4 แกพระภิกษุ ซงึ่ เรียกวา ไทยทาน หรอื 4. เกิดความเชื่อมนั่ ในการประกอบการงาน
วตั ถทุ าน มวี ัตถุประสงคเ พื่อถวายความอุปถัมภแกพ ระภิกษุ เพ่ือความเปนสิริมงคล วิเคราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 1. การฟงเจรญิ พระพทุ ธมนต เปนการระลึกถึง
แกผถู วาย และเพอื่ อุทิศสวนกศุ ลแกผทู ีล่ วงลบั ไปแลว คุณพระพทุ ธเจา ชวยขจัดความหมองหมน ในจิตใจ ทําใหจ ิตใจสงบ มีสติ
และความมน่ั ใจในการกระทําส่งิ ตางๆ จะไดต้ังใจประพฤตดิ ี ทําดี

96 คูม ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Expand Evaluate
Explain

อธบิ ายความรู Explain

ต้นเหตุของการเจริญพระพุทธมนต์น้ันมีเรื่องเล่าว่า ในสมัยที่เมืองไพศาลี แคว้นวัชชี 1. ครูอธิบายถงึ ท่ีมาของการเจรญิ พระพุทธมนต
เกิดทุพภิกขภัย (ข้าวยากหมากแพง) ประชากรล้มตายเป็นจ�านวนมาก กษัตริย์ผู้ครองเมือง ใหนกั เรยี นฟง พรอ มตง้ั คาํ ถามใหนักเรียน
เข้าใจว่า ท่ีเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นเป็นเพราะมี ชว ยกันตอบ เชน
พวกภูตผปี ีศาจมาทา� รา้ ย จงึ กราบทูลอาราธนา • การเจรญิ พระพุทธมนตจ ัดขนึ้ เพอื่ อะไร
พระพุทธเจ้าให้เสด็จไปช่วยขับไล่ภูตผีเหล่านี้ (แนวตอบ การเจรญิ พระพุทธมนต คอื
พระพุทธองค์ทรงมีพุทธบัญชาให้พระอานนท์ การสวดพระสูตร หรอื พระปริตร อันเปน
สวดรัตนสูตร (พระสูตรที่กล่าวถึงอานุภาพ คาํ สอนของพระพุทธเจา เปน พิธีทาง
ของพระรตั นตรยั ) แลว้ ประพรมนา�้ พระพทุ ธมนต์ พระพุทธศาสนาที่จดั ขน้ึ เพ่ือใหพทุ ธ-
รอบก�าแพงเมือง พวกภูตผีปีศาจจึงไม่กล้า ศาสนกิ ชนระลึกถงึ คําสอนของพระพุทธเจา
มาท�าร้าย ประชาชนก็หายจากโรคร้ายในที่สุด และสามารถนอมนาํ คาํ สอนไปปฏิบัตใิ ชใ น
ด้วยความเช่ือนี้ชาวพุทธในกาลต่อมา จึงจัด ชีวิตประจําวนั ได อีกทั้งยังทาํ ใหผ ฟู ง เกดิ
ให้มีการเจริญพระพุทธมนต์อย่างจริงจัง (เร่ิม สมาธิ เกดิ ปญ ญา และมีจติ ใจสงบ)
ท่ีประเทศศรลี งั กา) โดยรวบรวมพระสูตร และ • นกั เรยี นควรปฏบิ ัติตนในการฟงเจรญิ -
แสวตด่งมคนาถต ์า๗ส �าตหา� รนับาสน1ว ดหปรอื้อสงวกดันมภนัยตข ์ ึ้๑น๒ เตรียา� นกาวน่า การฟังการเจริญพระพุทธมนต์ ควรตั้งใจฟังด้วยความ พระพุทธมนตอ ยา งไร
เคารพ พร้อมท้งั น้อมร�าลกึ ถึงคุณของพระรตั นตรัย (แนวตอบ ผูฟง ควรต้ังใจฟงดวยความเคารพ
และนอ มระลกึ ถงึ คุณพระพทุ ธ พระธรรม
ใชส้ า� หรับสวดในงานพธิ ีต่างๆ มาแตบ่ ดั นนั้ พระสงฆ)

การฟงั เจรญิ พระพุทธมนต์มีหลกั ปฏบิ ัติตน ดงั น้ี ขยายความเขา ใจ Expand
(๑) ต้งั ใจฟังด้วยความเคารพ
(๒) แม้ไม่เข้าใจความหมาย ก็ให้ส่งใจไปตามเสียงสวดน้ัน น้อมร�าลึกถึงคุณพระพุทธ
พระธรรม และพระสงฆ์ ครใู หนกั เรียนแบง กลมุ เพอื่ ฝก การแสดงความ
(๓) ถ้าเข้าใจความหมาย ก็จะยิง่ ชว่ ยใหม้ จี ติ ศรทั ธาเล่อื มใสในพระรัตนตรยั ยง่ิ ขึ้น เคารพตอ พระรตั นตรัย และเขารว มในศาสนพิธี
(๔) เมอ่ื จติ มศี รทั ธาเลอ่ื มใส จติ ใจกจ็ ะสะอาดบรสิ ทุ ธขิ์ นึ้ จงึ เทา่ กบั เปน็ การชา� ระลา้ ง ขดั เกลา บันทกึ การปฏบิ ตั ลิ งในแบบบนั ทกึ การปฏิบตั ิตน
กิเลส (เคร่ืองเศรา้ หมองใจ) ออกจากจติ ใจ และยกระดบั จิตใจใหส้ ูงขึ้น ของชาวพทุ ธทีด่ ี

เรอื่ งนา่ รู้ ตรวจสอบผล Evaluate

นา�้ พระพุทธมนต์ ตรวจสอบจากแบบบันทกึ การปฏิบตั ติ นของ
ชาวพทุ ธทดี่ ี
นา้� พระพทุ ธมนตห์ รอื นา้� มนต์ เปน็ นา้� ทส่ี า� เรจ็ หรอื ผา่ นการเจรญิ พระพทุ ธมนตข์ องพระสงฆใ์ นพธิ มี งคลตา่ งๆ
ชาวพุทธนิยมน�ามาผสมเป็นน�้าอาบ ดื่มกิน หรือประพรมบนศีรษะ อาคารบ้านเรือน ป้ายสถานท่ี ยานพาหนะ
โดยมีความเชอื่ ว่าจะน�าความสวสั ดมี ีโชคมาให้ ตลอดจนสามารถขจดั ปดั เปา่ ส่งิ ไมด่ ี อันตราย ภัยพิบัตติ า่ งๆ ได้

97

บูรณาการเช่ือมสาระ นักเรยี นควรรู

ครอู ธบิ ายเพมิ่ เติมถึงหลักการฟง สวดพระอภธิ รรม การฟง พระธรรม- 1 สวดมนต 7 ตํานาน คําวา สวดมนต ในทน่ี ห้ี มายถงึ เจรญิ พระพุทธมนต หรือ
เทศนา การฟง เจริญพระพทุ ธมนต โดยบูรณาการเชอ่ื มโยงกบั กลุมสาระ เรียกอีกอยางหนึ่งวา สวดพระปริตร หมายความวา การสวดมนตเพ่ือความเปน
การเรียนรภู าษาไทย วชิ าหลกั ภาษาและการใชภ าษา เร่อื ง ทกั ษะการฟง สริ ิมงคล ชวยปกปก รักษาคมุ ครองปอ งกนั ภัย
อยางมปี ระสิทธภิ าพ เพ่อื นํามาปรับใชในการดาํ เนินชวี ิต โดยครูอาจ
เสนอแนะแบบบนั ทกึ ความรจู ากการฟง ในประเดน็ ดังนี้ คาํ วา “ตาํ นาน” ทานผูรใู หทศั นะวา นา จะมาจากคาํ วา “ตาณ” ในภาษาบาลี
ทแ่ี ปลวา ตานทาน ปองกัน มใิ ชตํานานทีแ่ ปลวา เรอื่ งราวในอดีต สําหรบั บทสวด
1. สาระสาํ คัญของเรื่องท่ีฟง 7 ตํานาน ประกอบดว ย มงคลสตู ร รัตนสตู ร กรณยี เมตตสตู ร ขันธปริตร
2. แหลง ขอ มลู ธชัคคสูตร อาฏานาฏยิ ปริตร และองั คุลิมาลปรติ ร
3. ประโยชนท ่ไี ดร บั

มุม IT 97

ศึกษาคนควาขอมลู เพิม่ เติมเกี่ยวกบั การเจริญพระพทุ ธมนต ไดที่
http://www.mcu.ac.th

คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Expand Evaluate
Explain

กระตนุ ความสนใจ Engage

ครูกระตนุ ความสนใจของนกั เรยี นดวยคาํ ถาม ô. การป¯บิ ตั ติ นอยา‹ งเËมาะสมตอ‹ เพอ×è นตามËลกั พระพทุ ธÈาสนา
เกี่ยวกบั เพ่อื น เชน
๔.๑ ทศิ 6
• เพื่อนรักของนกั เรียนมลี กั ษณะอยางไร บุคคลแต่ละคนจะอยเู่ พยี งลา� พงั คนเดียวไม่ได้ จ�าเป็นต้องมกี ารติดตอ่ คบหาสมาคมกับผู้อืน่
(แนวตอบ ใหค าํ ปรกึ ษาไดทกุ เรอ่ื ง ชว ยเหลอื ซึ่งการติดตอ่ สมั พันธก์ ับผูอ้ ืน่ กจ็ ะมคี วามแตกต่างกนั ออกไป ตามแต่สถานะของบคุ คล คอื อยูใ่ น
เรื่องเรียน และใหก าํ ลงั ใจอยูเ สมอ เปนตน)

สาํ รวจคน หา Explore ฐานะเพอื่ นบ้าง อย่ใู นฐานะลกู ศษิ ยบ์ ้าง เปน็ ตน้ ซึ่งในทางพระพทุ ธศาสนากม็ หี ลกั ธรรมทช่ี ว่ ยสอน
หรอื แนะน�าเรา เพื่อจะได้ปฏิบัติตนต่อผู้อน่ื ไดอ้ ย่างเหมาะสม หลกั ธรรมนนั้ คอื ทศิ ๖
1. ครูใหนักเรียนจับคู เพือ่ สอบถามเพอื่ นถงึ การ ทศิ ในทางพระพทุ ธศาสนา หมายถงึ นยั เปรยี บเทยี บถงึ บคุ คลประเภทตา่ งๆ ท1สี่ า� คญั เกยี่ วขอ้ ง
ปฏบิ ัติตนตอบคุ คลตางๆ ในชีวติ ประจาํ วนั กันในสงั คม ซง่ึ หลักธรรมทิศ ๖ ถอื ว่าเป็นหลักธรรมที่จะกอ่ ใหเ้ กดิ ความสมานฉนั ท์ และเกอื้ กลู กนั
ระหว่างบคุ คลตา่ งๆ ประกอบด้วย
2. นกั เรียนศกึ ษาหลกั ธรรมทศิ 6 แลวออกมาเขยี น ทิศเบอื้ งบน
บนกระดานหนา ชน้ั เรยี น ในท่นี ีจ้ ะขอกลา่ วถึงทศิ เบอื้ งซา้ ยก่อน ดงั นี้ พระสงฆ์

อธบิ ายความรู Explain ทศิ เบือ้ งซ้าย (อตุ รทศิ หรือทศิ เหนอื ) ได้แก่
มติ รสหาย ซงึ่ การคบหาสมาคมกบั มติ รสหายนน้ั ควรเรยี นรู้
ครูสนทนากับนกั เรยี นถงึ ปญหาทเ่ี กิดจาก หลักเกณฑ์การปฏิบัติตนต่อกัน เพ่ือเพิ่มพูนมิตรภาพ
ความสมั พนั ธของบุคคลในสังคม โดยยกตัวอยาง ใหล้ กึ ซงึ้ ยง่ิ ขนึ้ หลกั เกณฑซ์ ง่ึ มติ รสหายทด่ี พี งึ ปฏบิ ตั ติ อ่ เรา
ปญ หาการไมเขาใจกนั ระหวางเพอ่ื น จากน้ันครู มอี ยู่ ๕ ประการ ดงั นี้
ต้งั ประเด็นใหน กั เรยี นแสดงความคิดเห็นรวมกัน ๑. ป้องกนั เราเมื่อเราอยใู่ นความประมาท
เชน ๒. รกั ษาทรพั ยส์ นิ ของเราเมอ่ื เราอยใู่ นความประมาท
๓. เมอื่ มภี ัยเอาเป็นที่พงึ่ พ�านกั ได้
• นกั เรียนจะใชหลักธรรมใด เพ่ือปฏบิ ตั ติ อ ๔. ไม่ละทิง้ เราในยามทกุ ข์ยาก
ผูอน่ื ไดอยางเหมาะสม ๕. ใหค้ วามนับถอื ตลอดถงึ วงศ์ตระกลู ของเรา
(แนวตอบ หลักธรรมทศิ 6 ซ่งึ หมายถงึ
ธรรมท่ใี ชเ ปนแนวทางในการปฏิบตั ิตอ บคุ คล ทิศเบอ้ื งหน้า ทิศเบอื้ งขวา
ประเภทตา งๆ 6 ประเภท โดยเปรียบไดก บั บิดา มารดา ครูอาจารย์
ทิศทงั้ 6 รอบตวั ไดแก
ทศิ เบอ้ื งหนา คอื บดิ า มารดา ทศิ เบอื้ งซา้ ย ทิศเบ้อื งหลงั
ทศิ เบอื้ งขวา คอื ครอู าจารย มติ รสหาย สามี ภรรยา
ทศิ เบือ้ งหลัง คอื สามภี รรยา
ทศิ เบ้อื งซา ย คือ มิตรสหาย ทิศเบอ้ื งลา่ ง
ทศิ เบอ้ื งลาง คอื ผูอ ยูใตบ ังคับบัญชา คนงาน ลกู จา้ ง
ทิศเบื้องบน คือ พระสงฆห รือนกั บวช)

98

เกร็ดแนะครู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNิดET
บคุ คลใดเปน ตวั อยา งของผูปฏิบัติตนตามหลกั ธรรมทศิ 6 ทศิ เบื้องซา ย
ครคู วรใหนักเรียนเขยี นบทความวเิ คราะหวา การปฏบิ ัตติ นตามหลักธรรมทิศ 6 ไดเหมาะสมทีส่ ุด
สอนใหนกั เรียนมคี ุณธรรมในเรอื่ งใด 1. สรยุทธศ กึ ษาหาความรูเกย่ี วกับการอา นใจคน
2. วราภรณคอยชวยเหลอื และตักเตอื นเพื่อนเม่อื ยามทําผดิ
นักเรียนควรรู 3. เอกราชชวนเพื่อนไปรอ งคาราโอเกะเพ่ือผอ นคลายกอนสอบ
4. เกตเกลาใชเ วลาวนั หยุดเสารอ าทิตยพักผอ นอยูกบั ญาตพิ ่ีนอง
1 สมานฉันท การเหน็ พอ งกนั หรอื มคี วามพอใจรวมกนั ในการอยูรวมกนั ใน วิเคราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 2. การปฏิบัติตนตามหลักธรรมทศิ 6
สงั คม แนวทางการสรา งสมานฉนั ท มดี ังน้ี ทศิ เบอื้ งซาย คือ การปฏบิ ัตติ นตอมิตรสหายดวยความจริงใจ คอยชวยเหลือ
และตักเตือนเพอื่ นเมื่อยามทาํ ผิด
1. คิด พดู ทาํ ดวยเมตตา
2. ชวยเหลือเก้อื กูลกัน
3. ประพฤติปฏบิ ัติตนอยูใ นความสุจรติ ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผน
4. พยายามปรบั ความคดิ ความเห็นใหลงรอยกัน ภายใตค วามถกู ตอง

และเหตผุ ล

98 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

เมื่อได้รับการปฏิบัติจากมิตรสหายดีเช่นน้ี เราควรตอบแทนความดีของมิตรสหายด้วย ๕ 1. ครูอธิบายเพม่ิ เตมิ เก่ียวกบั หลกั ธรรมทศิ 6
ประการ ดงั นี้ แลว ตั้งคาํ ถามใหน กั เรยี นชว ยกนั ตอบ เชน
๑. เผื่อแผ่แบ่งปัน • ทศิ เบ้อื งซา ย คอื มิตรสหายมคี วามสําคญั
๒. เจรจาด้วยถอ้ ยคา� ที่ไพเราะ กบั ชวี ติ ของนักเรียนอยางไร
๓. ให้ความช่วยเหลอื เกอ้ื กลู มนี ้า� ใจ (แนวตอบ ความสําคัญของเพอ่ื น เชน เปน
๔. วางตนเสมอต้นเสมอปลาย บคุ คลท่คี อยใหคําปรึกษา ใหค วาม
๕. ใหค้ วามซือ่ สตั ย์จรงิ ใจ ชวยเหลอื เก้ือกูลกนั ในยามทุกขยาก)
• มติ รแทม ลี ักษณะเชน ใดบาง
๔.๒ มติ รแท ้ มิตรเทยี ม (แนวตอบ ลักษณะของมติ รแท มี 4 ประการ
ไดแ ก เปนมิตรอุปการะ เปนมิตรรว มทกุ ข
๑) มติ รแท้ คอื มติ รทรี่ ่วมสุขร่วมทุกขแ์ ละพง่ึ พาอาศัยกันในยามคับขัน เปน็ มิตร รว มสขุ เปน มติ รแนะนําประโยชน และ
ดว้ ยใจจริง ถอื วา่ เปน็ บคุ คลท่คี วรคบเป็นมิตร มี ๔ ประเภท ดงั น้ี เปน มติ รมนี ํา้ ใจ)
(๑) มิตรอปุ การะ มีลกั ษณะ ๔ ประการ ดังน้ี
๑. ช่วยรักษาเพื่อนเม่ือเพ่ือนประมาท เช่น ให้ข้อคิดเตือนใจ ช่วยดูแล 2. ครใู หนกั เรียนทํากจิ กรรมที่ 5.6 จากแบบวัดฯ
เพอ่ื น เปน็ ตน้ พระพทุ ธศาสนา ม.1
1
๒. ช่วยรักษาทรัพย์ของเพื่อนจากอันตรายต่างๆ เมื่อเพ่ือนประมาท เช่น ใบงาน ✓แบบวดั ฯ แบบฝก ฯ
อันตรายจากโจรผูร้ ้าย อัคคภี ัย เปน็ ตน้ พระพทุ ธศาสนา ม.1 กิจกรรมที่ 5.6

๓. เป็นที่พึ่งพ�านักได้ยามเม่ือเพื่อนมีภัย คือ เม่ือมีภัยเกิดขึ้นก็ช่วยเหลือ หนว ยที่ 5 หนา ทชี่ าวพุทธและมารยาทชาวพุทธ

เต็มความสามารถท่จี ะช่วยได้
๔. ช่วยเหลือเกินกว่า
กิจกรรมที่ ๕.๖ ใหน ักเรียนศกึ ษาเร่ืองมิตรแท มติ รเทียม แลวนําตัวเลขหนา คะแนนเตม็ คะแนนทไ่ี ด
ขอความมาเตมิ ลงในกรอบท่ีกําหนดใหถกู ตอง (ส ๑.๒ ม.๑/๓)
ท่ีออกปาก เมื่อเพ่ือนมีกิจจ�าเป็น เช่น เมื่อ ñð

เพื่อนมีธุระจะต้องใช้สอยเงินทองด้วยเหตุผลที่ มติ รแท (คนทีค่ วรคบ) มติ รเทียม (คนที่ไมค วรคบ)
เหมาะสม ก็ยินดีออกทรัพย์ของตนช่วยเหลือ มีอุปการะ ๕, ๙, ๑๘…………………………………………………………………. ปอกลอก ๑, ๑๐……………………………………………………………….
ด้วยความเต็มใจ และการให้ความช่วยเหลือก็ รว มทกุ ขรว มสุข ๒, ๑๑……………………………………………………. ดแี ตพ ูด …………๔……, …๑…๓……, …๑…๖…,……๑…๗…………………………..
แนะนาํ ประโยชน ๖, ๑๕…………………………………………………… หัวประจบ ๗, ๑๒, ๑๙………………………………………………………………..
มีนา้ํ ใจ ๘, ๑๔……………………………………………………………………….. ชวนเพ่ือนไปทางเสื่อม ๓, ๒๐……………………………………..

ใหม้ ากเกินกว่าท่ีเพอื่ นเอ่ยปากขอมา ๑. คดิ เอาแตไดอยา งเดียว
(๒) มิตรร่วมทุกข์ร่วมสุข ๒. บอกความลับแกเ พอื่ น
มลี ักษณะ ๔ ประการ ดังนี้ ๓. ชกั ชวนเพ่อื นไปเท่ยี วกลางคืน เฉฉบลบั ย
๑. บอกความลับของตน ๔. กลา วทวงบญุ คุณเพื่อน
แก่เพ่ือน แสดงให้เห็นถึงความรักใคร่ จริงใจ ๕. ใหข อ คดิ เตือนใจเพอื่ น ๔๗
ไม่กลัวว่าเพ่ือนจะน�าความลับของตนไปเปิด การเลือกคบมิตรที่ดีเป็นมิตรแท้ ย่อมแนะน�ากันให้ท�าใน ๖. หามปรามเพอ่ื นเม่ือเหน็ เพอ่ื นจะทําความชว่ั
เผยแก่ผู้อื่น ส่งิ ทด่ี มี ีประโยชน์ ๗. เห็นเพ่อื นทําไมถ ูกก็เหน็ ดเี หน็ ชอบดว ย
๘. เพื่อนเปนทุกขกเ็ ปน ทกุ ขด วย
99 ๙. เพอื่ นลืมกระเปาเงนิ โทรศัพท ก็ใหยืม
๑๐. คดิ แตเ อาเปรียบเพือ่ น ไมย อมขาดทุน
๑๑. ปด ความลบั ของเพ่ือนมิใหแพรห ลาย
๑๒. เมือ่ เพือ่ นทาํ ไมด กี ็เฉยๆ ไมสนใจ
๑๓. สงเคราะหเพอ่ื นดว ยสงิ่ ท่ีไมมีประโยชน
๑๔. ชวยเปน ธุระใหเ มอ่ื เพ่อื นมกี จิ ธุระจําเปน
๑๕. ชวนเพือ่ นไปทําบญุ ทํากุศล
๑๖. ไมยอมรบั โทรศพั ทเ มือ่ รวู า เพอ่ื นโทรมาขอความชว ยเหลือ
๑๗. มักพดู วา ไมมีหรอื ไมวา งถาเพือ่ นตอ งการความชว ยเหลอื
๑๘. ชวนคุณพอ ไปรบั เพ่อื นเมื่อรูว า บา นเพ่อื นถกู น้าํ ทวม
๑๙. ตอหนาเพ่อื นก็สรรเสรญิ ลบั หลงั ก็นินทา
๒๐. ชวนเพ่ือนไปด่ืมสรุ า

กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกร็ดแนะครู

ครสู มมติสถานการณใหน กั เรียนแสดงความคิดเหน็ วา ถาเพื่อนสนิทของ ครูอธบิ ายเสรมิ วา เร่อื งมติ รแท มิตรเทียม ปรากฏอยใู นสิงคาโลวาทสูตร
นักเรียนขอลอกการบา น นักเรยี นจะทําอยางไร เพราะเหตุใด โดยเขยี น ซ่งึ พระพทุ ธองคทรงแสดงแกสงิ คาลมาณพ วา ดวยทศิ 6 ท่ีบคุ คลควรบชู า
ลงในสมุด ความยาวไมเกนิ 1 หนา กระดาษ แลวนาํ สงครผู สู อน
นักเรยี นควรรู

1 ทรัพย ในทางพระพุทธศาสนากลาวไววา ความสขุ จากการมีทรพั ยมีขอบเขต
จาํ กดั ทรัพยจะกอใหเกดิ ความสุขเพ่ิมขึน้ ตราบใดที่ความสุขน้นั เปนความสขุ เพอ่ื
ความสะดวกสบายในการอยรู อดเทานนั้ หากการมที รพั ยมากเพอ่ื สนองความ
ตอ งการใหชีวติ มีความหรูหรา ฟุม เฟอย เกนิ ความจําเปน ยอมทําใหค วามสขุ
ลดลง เกิดความทกุ ขเขา มาแทน ดงั นนั้ การหาทรัพยเ พื่อใหไ ดม าดว ยวธิ ีการท่ีสุจรติ
รจู ักใชทรัพยอ ยา งพอดี และรจู กั รกั ษาทรพั ยโ ดยใชส ติปญญาจัดการไดอ ยา ง
เหมาะสมจงึ จะทําใหชีวติ อยอู ยา งมีความสุข

คมู ือครู 99

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Evaluate
Engage Expand Expand

ขยายความเขา ใจ

ครูใหน กั เรียนวิเคราะหว า มีหลกั ธรรมใดอีกบา ง ๒. ปิดความลับของเพอื่ นมใิ ห้แพรง่ พราย อันอาจจะทา� ให้เพ่อื นเสียหายได้
ในพระพุทธศาสนาทสี่ อนในเร่ืองของการสรา งและ ๓. เมื่อมีภัยอันตรายไม่ละท้ิง สามารถพึ่งพาอาศัยกัน ไม่ทิ้งกันเพื่อเอา
รักษาความสัมพันธทดี่ ีระหวา งบุคคล ตัวรอด
๔. แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้ ถ้าเห็นว่าชีวิตของเพ่ือนมีค่าหรือมีประโยชน์
(แนวตอบ หลกั ธรรมสังคหวัตถุ 4 เปน หลักธรรม ตอ่ ส่วนรวม หรอื ตอ่ ประเทศชาติ เมือ่ ถงึ คราวคบั ขนั แมช้ วี ิตกส็ ละได้
สําหรับการผกู มติ ร สามารถเปน แนวทางในการสรา ง
และรักษาความสัมพนั ธอ นั ดรี ะหวางบคุ คลได ซึ่งมี (๓) มิตรแนะน�าประโยชน ์ มีลักษณะ ๔ ประการ ดงั น้ี
ทั้งหมด 4 ประการ ดงั นี้ ๑. หา้ มปรามเพอ่ื นเมื่อเหน็ เพื่อนจะท�าความชว่ั
๒. คอยแนะน�าให้เพื่อนตั้งอยู่ในความดี อันเป็นหนทางสู่ความเจริญ
1. ทาน คอื การให การเอื้อเฟอเผื่อแผ กา้ วหนา้
ชวยเหลอื ซึง่ กนั และกนั ๓. เมื่อเห็นสิ่งอันเป็นประโยชน์ก็บอกให้เพ่ือนรู้ เพ่ือจะได้น�าไปปฏิบัติเพื่อ
ความเจริญก้าวหนา้
2. ปยวาจา คอื การพดู จาดว ยถอ ยคาํ ท่ี ๔. บอกความสุขให้ คือ ให้ประกอบการกุศล มีการให้ทาน รักษาศีล
สุภาพและไพเราะ เปน็ ต้น

3. อตั ถจริยา คอื การทําประโยชนใ หแก (๔) มติ รมีนา�้ ใจ มีลักษณะ ๔ ประการ ดังน้ี
สว นรวม ๑. เพื่อนเป็นทุกข์ก็เป็นทุกข์ด้วย คือ ไม่สบายใจเมื่อเพ่ือนเป็นทุกข์และ
คอยหาทางชว่ ยเหลอื
4. สมานัตตา คอื การปฏิบัตติ นไดอยา ง ๒. เพ่อื นมีความสขุ ก็ยินดีดว้ ย คือ พลอยมีความสุขกับเพื่อนเมอ่ื ร้วู ่าเพือ่ น
เสมอตน เสมอปลาย) มคี วามสขุ
๓. เม่ือมีคนติเตียนเพื่อน ก็ช่วยยับย้ังแก้ต่างให้ คือ คอยชี้แจงความจริง
ของเพอื่ นใหผ้ ู้อื่นรูใ้ ห้เขา้ ใจอยา่ งถูกต้อง
๔. เม่ือมีคนสรรเสริญเพื่อน ก็ช่วยพูดเสริมสนับสนุนว่าเป็นจริงตามท่ี
พูดกนั

๒) มติ รเทยี ม คอื ศตั รใู นรา่ งของมติ ร ไมค่ วรคบ ควรหนหี า่ งใหไ้ กล ม ี ๔ ประเภท

ดังน้ี
(๑) มติ รปอกลอก มีลกั ษณะ ๔ ประการ ดงั นี้

๑. คิดเอาแต่ได้อย่างเดียว ไม่คิดถึงผลประโยชน์ของผู้อ่ืน ไม่สนใจว่าใคร
จะได้รับความเดือดร้อน
๒. ยอมเสียน้อยโดยหวังจะเอามาก คดิ แตเ่ อาเปรยี บไมย่ อมขาดทุน
๓. ไม่รับท�ากิจของเพ่ือนคราวมีภัย คือ เป็นคนประจบเอาใจเพ่ือนเม่ือตน
มีภัย แตเ่ มอ่ื พน้ ภัยแล้วก็ละท้ิงเพือ่ น

๑00

เกรด็ แนะครู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET
ทุกครงั้ ท่ีลกั ขณาไดยินเพื่อนตา งหอ งนินทาวา รา ยเพอื่ นสนทิ ของตน
ใหน กั เรียนแตล ะคนหานิทาน บทความ เร่ืองส้ัน เรอ่ื งเลา ขา วทีเ่ ปนเร่อื งราว เธอจะเขาไปพูดแกตาง ช้แี จงความจรงิ ใหแ กเพ่อื นของเธอ จากพฤติกรรม
การแสดงออกของความเปน มิตรแทค นละ 1 เรื่อง คดั ลอกพรอมรูปลงบนกระดาษ ของลักขณา จัดวาเปน ลกั ษณะของมติ รประเภทใด
A4 แลวนําสง ครูผูส อน 1. มิตรมีน้าํ ใจ
2. มิตรอปุ การะ
มุม IT 3. มติ รรว มทกุ ขร ว มสุข
4. มติ รแนะนําประโยชน
ศึกษาคน ควาขอ มูลเพม่ิ เตมิ เก่ยี วกับความหมาย ความสําคัญของสาํ นวนไทย วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 1. มิตรมนี ้าํ ใจจะคอยชวยเหลือ เมอื่ เพอื่ น
เกีย่ วกบั การคบมติ ร ไดท ี่ www.royin.go.th เปน ทุกข ตลอดจนคอยยับยัง้ คนท่มี ากลาวตเิ ตียน และชแี้ จงความจริงให
คนนั้นฟง

100 คมู อื ครู

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate

ขยายความเขา ใจ Expand

๔. คบเพอื่ นเพราะเหน็ แกป่ ระโยชนข์ องตน คอื หวงั กา� ลงั ทรพั ย ์ กา� ลงั กาย 1. ครูและนักเรยี นรวมกนั อภปิ รายวา การเลอื ก
กา� ลงั ความคิดจากเพื่อนฝ่ายเดยี ว คบมิตรแท มปี ระโยชนต อ การดําเนนิ ชีวติ
อยางไร
(๒) มิตรดีแต่พดู มีลกั ษณะ ๔ ประการ ดงั นี้ (แนวตอบ เน่อื งจากลกั ษณะนิสยั ของเพ่อื นที่
๑. พูดแต่เร่อื งทผี่ า่ นไปแล้ว เชน่ กล่าวทวงบุญคณุ เป็นต้น เลอื กคบนั้น มอี ิทธิพลตอความคดิ และการ
๒. พดู แตเ่ รอื่ งทหี่ า่ งไกลยงั มาไมถ่ งึ เชน่ อวดอา้ งวา่ ตนสามารถชว่ ยเหลอื กระทําของบคุ คลผนู ้ัน ดงั นนั้ การเลือกคบ
กจิ การทุกอยา่ งได้ แต่เมอ่ื ถึงคราวจา� เป็นกไ็ มส่ ามารถท�าอะไรได้ มติ รแท อนั เปน บุคคลท่คี ดิ ดี ทาํ ดี พูดดี
๓. สงเคราะหด์ ว้ ยสง่ิ ไม่มีประโยชน์ ดํารงตนอยใู นศลี ธรรมอยูเ สมอนัน้ จะทําให
๔. เม่อื เพ่อื นมกี จิ ก็อ้างแต่เหตขุ ดั ขอ้ ง ไม่สนใจให้ความช่วยเหลือ ผูทค่ี บหามีความสขุ ความเจรญิ กาวหนาใน
ชวี ิต หากมีปญ หาหรอื อปุ สรรคตางๆ ในชีวิต
(๓) มิตรหัวประจบ มีลักษณะ ๔ ประการ ดงั นี้ มติ รแทจ ะเปนผูคอยชว ยเหลอื ใหผ า นพน ไปได
๑. ท�าชว่ั กเ็ ออออ ไมห่ ้ามปราม พลอยเห็นดีเห็นชอบด้วย ดวยดี อีกทั้งยงั ชว ยเกอื้ กูลครอบครวั และญาติ
๒. ท�าดกี ็เออออ ไม่สนบั สนุนอยา่ งจรงิ จงั พนี่ องใหม คี วามสขุ อกี ดวย)
๓. ตอ่ หนา้ สรรเสรญิ คอื ยกยอ่ งชมเชย ประจบเอาใจเฉพาะตอ่ หนา้
๔. ลบั หลังนนิ ทา คือ นินทาว่ารา้ ย ยกเรอ่ื งไมด่ ีงามมาเจรจา 2. ครใู หนกั เรียนเขยี นเรยี งความเร่ือง “เพ่ือนท่ดี ี
ของฉัน” ลงในกระดาษ A4 สงครผู สู อน
(๔) มติ รชวนไปในทางเสอ่ื ม มลี ักษณะ ๔ ประการ ดงั นี้ ครเู ลอื กเรียงความทน่ี า สนใจและใหน กั เรียน
๑. ชกั ชวนไปด่ืมน�า้ เมา เจาของผลงานออกมาอานใหเ พ่อื นฟง พรอม
๒. ชักชวนไปเทยี่ วกลางคนื กับใหเ พื่อนในชั้นเรยี นแสดงความคดิ เหน็
๓. ชกั ชวนไปเที่ยวดกู ารละเล่นมหรสพต่างๆ ตอ เรยี งความดังกลา วรวมกัน
๔. ชักชวนไปเล่นการพนัน
ตรวจสอบผล Evaluate
พระพุทธศาสนามีความสําคัญตอการดําเนินชีวิตตามอยางวิถีไทยอยางไม
สามารถแยกออกจากกันไดอยางเดด็ ขาด กระทง่ั เปน ทีย่ อมรับวาเมอื งไทยเปนศนู ยก ลางของ ตรวจสอบจากเรียงความเร่ือง “เพือ่ นที่ดี
พระพุทธศาสนา ดังน้ันพุทธศาสนิกชนไทยจึงควรปฏิบัติตนตามหลักหนาท่ีชาวพุทธ คือ ของฉนั ”
ทํานุบํารุงพระพุทธศาสนาใหยืนยงสถาพรสืบไป อาจจะดวยวิธีหม่ันศึกษาหาความรูใน
หลกั ธรรมและนาํ ไปใชใ นการดาํ รงชวี ติ ปฏบิ ตั ติ ามหลกั ประเพณพี ธิ กี รรมทางพระพทุ ธศาสนา
หรือสงเสริมอุปถัมภพระภิกษุสงฆผูเปนผูสืบทอดพระพุทธศาสนา นอกจากนี้ยังตองคอย
เผยแผพระศาสนาใหรุงเรืองยิ่งขึ้นไป ตลอดจนปกปองพระศาสนามิใหเส่ือมหรือถอยลงสู
ความต่ําดวย

แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETดิ ๑0๑

การปฏิบัตติ นเม่ือมิตรชักชวนไปในทางเส่ือม ควรปฏบิ ัตติ นอยา งไร เกรด็ แนะครู
1. เลิกคบเพื่อนคนนั้นในทันที
2. นาํ พฤติกรรมของเพ่อื นไปบอกอาจารย ครูอธิบายเพ่มิ เตมิ เกย่ี วกบั คณุ สมบตั ิของกลั ยาณมิตร 7 ประการ ไดแก
3. ไปกับเพื่อนเพอื่ คอยตกั เตอื นและดแู ลเพ่ือน 1. ปโ ย คอื มคี วามนารกั สบายใจเม่ืออยใู กล
4. ปฏิเสธโดยใหเหตผุ ลทด่ี ี และมที า ทีท่ปี ระนปี ระนอม 2. ครุ คอื นาเคารพนบั ถือ เพราะเปนบคุ คลทม่ี ีคุณธรรม
3. ภาวนีโย คอื นา ยกยองเทิดทูน เพราะเปนบุคคลท่ีมีความรูและมีปญ ญาดี
วิเคราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 4. การปฏิเสธโดยใหเหตผุ ลทีด่ ี และมีทาที 4. วัตตา คอื สามารถพูดโนม นา วใจใหผอู ืน่ กระทําในสง่ิ ที่ดี
5. วจนักขโม คอื สามารถอดทนตอ ถอยคําวพิ ากษว ิจารณของคนรอบขา ง
ที่ประนีประนอมนั้น จะชวยรกั ษาความสมั พันธร ะหวางเพอ่ื นเอาไว อกี ท้ัง
เมอื่ มโี อกาส นกั เรยี นสามารถตกั เตอื นใหเพ่ือนเปลยี่ นพฤติกรรมไปในทาง พรอ มท่ีจะรบั ฟง และใหคําปรกึ ษาอยเู สมอ
ทีเ่ หมาะสมได 6. คมั ภรี ญั จะ กถัง กตั ตา คอื สามารถอธบิ ายเรอ่ื งยากใหเ ห็นภาพพจนเ ขา ใจ

ไดง า ย
7. โน จัฏฐาเน นโิ ยชเย คอื ไมช ักจงู ไปในทางเสื่อม

คมู ือครู 101

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Expand
Engage Evaluate Evaluate

ตรวจสอบผล

ครูตรวจความถกู ตอ งในการตอบคําถาม ¤Óถามประ¨ÓËน‹วยการเรยี นรู้
ประจาํ หนว ยการเรียนรู
๑. เพอ่ื นท่ีดมี ลี กั ษณะอย่างไร อธบิ ายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ
หลักฐานแสดงผลการเรียนรู ๒. เราควรตอบแทนความดีของมติ รสหายทด่ี ีอยา่ งไร
๓. นักเรียนควรปฏิบัติตนต่อพระสงฆ์ผู้สืบทอดพระพุทธศาสนาอย่างไร จึงจะได้ชื่อว่าเป็น
1. แบบบนั ทกึ การสบื คนประวตั ิพระภกิ ษทุ ่บี าํ เพ็ญ พทุ ธศาสนกิ ชนทด่ี ี
ประโยชนต อ สังคม

2. แบบบนั ทกึ การปฏบิ ตั ติ นของชาวพุทธที่ดี
3. เรียงความเรอื่ ง “เพอื่ นทดี่ ขี องฉนั ”

ก¨ิ กรรมสรา้ งสรร¤์พั²นาการเรียนรู้

กิจกรรมท่ี ๑ แบ่งกลุ่มค้นคว้าข้อมูลการปฏิบัติตนต่อพระสงฆ์ในสถานการณ์ต่างๆ และ
น�ามาฝึกปฏิบัติในชั้นเรียน และอภิปรายร่วมกันถึงความส�าคัญของการ
ปฏบิ ตั ติ นเปน็ พทุ ธศาสนิกชนที่ดี

กจิ กรรมท่ี ๒ ให้นักเรียนทั้งชั้นร่วมกันไปบ�าเพ็ญประโยชน์ในวันหยุดที่วัดใกล้โรงเรียน
และถ่ายภาพข้ันตอนกิจกรรมบ�าเพ็ญประโยชน์ แล้วน�าไปจัดนิทรรศการที่
ป้ายนิเทศ รวมทั้งสัมภาษณ์เพื่อนๆ และบุคคลในชุมชนถึงความรู้สึกท่ี
เหน็ เยาวชนไปร่วมกันบ�าเพ็ญประโยชน์ที่วัด

กจิ กรรมท ่ี ๓ แบง่ กลมุ่ วาดภาพตามหวั ขอ้ “การปฏบิ ตั ติ นเปน็ เพอื่ นทดี่ ตี ามหลกั ทศิ เบอ้ื ง
ซา้ ยในทศิ ๖” หลงั จากนนั้ ใหแ้ ตล่ ะกลมุ่ สง่ ตวั แทนมานา� เสนอหนา้ ชน้ั และ
อภปิ รายรว่ มกนั ถงึ ความสา� คญั ของการปฏบิ ตั ติ นเปน็ เพอื่ นทดี่ ตี ามหลกั ทศิ ๖

พุทธศาสนสภุ าษิต

ªàÔ ¹ ¡·ÃÂÔ í ·Ò๹ : ¾Ö§ª¹Ð¤ÇÒÁµÃÐ˹´Õè ÇŒ ¡ÒÃãËŒ

๑0๒

แนวตอบ คาํ ถามประจําหนวยการเรียนรู
1. เพือ่ นทด่ี มี ลี ักษณะตา งๆ เชน

• ปอ งกันเราเมื่อเราอยใู นความประมาท เชน ในชว งทเ่ี ราไมตงั้ ใจเรยี น เพื่อนคอยตักเตือนและชกั ชวนใหต้งั ใจเรียนหนงั สอื
• เปน ที่ปรกึ ษาท่ีดี เชน ในยามท่ีเรารสู กึ สบั สน มปี ญหา เพ่ือนจะคอยใหกําลงั ใจเปนทีป่ รกึ ษาที่ดี มีเหตุผล ทําใหผานชว งทกุ ขไ มส บายใจได
• ไมละทิ้งเราในยามทุกขยาก เชน เม่อื เรามปี ญ หาตางๆ ทงั้ เกีย่ วกบั การเรียน การคบเพอื่ น ครอบครวั เพื่อนจะอยเู คียงขา งเสมอ
2. เราควรตอบแทนความดีของมิตรสหายทด่ี ีดวยการปฏิบตั ิตน ดงั น้ี
• ใหความชว ยเหลอื เก้ือกูลในยามทกุ ขยาก
• คอยแนะนําหรอื เปนที่ปรกึ ษาที่ดใี หแ กเ พื่อนเสมอ
• พดู จาดว ยถอยคาํ ทีส่ ุภาพและไพเราะ
• มีความซอื่ สัตย และจริงใจตอ กัน
• มคี วามปรารถนาดีตอเพือ่ น ตลอดถงึ วงศต ระกลู ของเพือ่ น
3. ปฏิบัติตนตอ พระภกิ ษุดวยความเคารพและสุภาพ ทงั้ ยังนําหลักธรรมท่พี ระภกิ ษเุ ทศนามาประพฤตปิ ฏบิ ัตใิ นชวี ิตประจาํ วัน

102 คูมือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate
เปา หมายการเรียนรู
๖หน่วยกำรเรียนรูท ่ี
วนั สาํ คัญ 1. อธบิ ายประวตั ิ ความสาํ คญั ของวันสาํ คญั
ทางพระพทุ ธศาสนา ทางพระพุทธศาสนาตางๆ ได

และศาสนพธิ ี 2. ปฏบิ ตั ิตนในวนั สําคญั ตา งๆ ทางพระพทุ ธ-
ศาสนาไดอยางเหมาะสม

3. จดั พิธกี รรมและปฏิบตั ติ นในศาสนพิธไี ด
อยา งถูกตอ ง

ตัวชว้ี ดั สมรรถนะของผเู รยี น

● จัดพิธีกรรมและปฏิบัติตนในศาสนพิธี 1. ความสามารถในการคิด
พิธีกรรม ไดถ้ ูกต้อง (ส ๑.๒ ม.๑/๔) 2. ความสามารถในการสื่อสาร
3. ความสามารถในการใชทักษะชีวติ
● อธบิ ายประวตั ิ ความสา� คญั และการปฏบิ ตั ติ น
ในวันส�าคัญทางศาสนาท่ีตนนับถือตามท่ี คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค
กา� หนดได้ถูกตอ้ ง (ส ๑.๒ ม.๑/๕)
1. มีวนิ ัย
สำระกำรเรยี นรแู กนกลำง 2. ใฝเ รยี นรู
3. ซ่อื สตั ยสุจรติ
● การจดั โตะหม่บู ูชาแบบหม ู่ ๔ หม ู่ ๕ หมู่ ๗ 4. มงุ มั่นในการทํางาน
และหม่ ู ๙ 5. รกั ความเปน ไทย

● การจดุ ธปู เทยี น การจดั เครอื่ งประกอบโตะ หมู่ ªÒµäÔ ·ÂÁàÕ Í¡Å¡Ñ É³¡ ÒûÃСͺ¾¸Ô ¡Õ ÃÃÁ·Ò§¾Ãо·Ø ¸ กระตนุ ความสนใจ Engage
บูชา ÈÒʹÒ໚¹¢Í§µ¹àͧ ÈÒʹ¾Ô¸ÕàËŋҹÕéáÁŒ¨ÐÁÔ㪋ᡋ¹á·Œ
¢Í§ÈÒʹÒàËÁ×͹¡Ñº¾ÃиÃÃÁ¤íÒÊ͹ ᵋ¡çÁÕʋǹª‹ÇÂãËŒ ครูใหนกั เรียนดภู าพหนาหนวยและตงั้ คําถาม
● ค�าอาราธนาต่างๆ ÊÔè§·Õè໚¹á¡‹¹´íÒçÍÂÙ‹áÅÐà¨ÃÔÞàµÔºâµä´Œ ´Ø¨´Ñ§à»Å×Í¡äÁŒ·èÕ กระตนุ ความสนใจ เชน
● ประวัติและความส�าคัญของวันธรรมสวนะ ËÍ‹ ËÁØŒ ᡹‹ äÁÍŒ ‹٠à¾Íè× ã˵Œ ¹Œ äÁ·Œ §éÑ µ¹Œ ´Òí çÍÂáÙ‹ ÅÐà¨ÃÞÔ àµºÔ âµ
ä´©Œ ¹Ñ ¹Ñ¹é • นักเรยี นคิดวา ศาสนพิธีดงั กลาว เปนศาสน-
วนั เข้าพรรษา วันออกพรรษา วนั เทโวโรหณะ พธิ ีใด จัดข้นึ เพอื่ อะไร
● ระเบียบพิธี พิธีเวียนเทียน การปฏิบัติตน ¹Í¡¨Ò¡¹éÕÈÒʹ¾Ô¸ÕÂѧª‹ÇÂáÊ´§¶Ö§àÍ¡Åѡɳ¢Í§ªÒµÔ
áÅÐ໹š à¤ÃÍè× §ÃÇÁ¹Òéí ã¨ãˤŒ ¹µÒ‹ §ËÁ‹Ù µÒ‹ §¤³ÐµÒ‹ §¤ÇÒÁÃʌ٠¡Ö • นกั เรียนเคยเขารวมกจิ กรรมในศาสนพธิ ี
ในวันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอัฏฐมีบูชา ¹¡Ö ¤´Ô à¢ÒŒ ÁÒʨً ´Ø ÈÒʹ¸ÃÃÁÍ¹Ñ à´ÂÕ Ç¡¹Ñ ´§Ñ ¹¹éÑ ¾·Ø ¸ÈÒʹ¡Ô ª¹ อนื่ ๆ อีกหรือไม
วนั อาสาฬหบูชา วนั ธรรมสวนะ และเทศกาล ·´Õè Õ ¨§Ö ¤ÇÃÈ¡Ö ÉÒ¤ÇÒÁ໹š ÁÒ¢Í§Ç¹Ñ ÊÒí ¤ÞÑ ·Ò§¾Ãо·Ø ¸ÈÒʹÒ
สา� คัญ à¾Íè× ãËÊŒ ÒÁÒö»¯ºÔ µÑ µÔ ¹ä´ÍŒ ÂÒ‹ §¶¡Ù µÍŒ §àËÁÒÐÊÁã¹Ç¹Ñ ´§Ñ ¡ÅÒ‹ Ç

เกรด็ แนะครู

ครคู วรจัดกิจกรรมการเรียนรเู พ่อื ใหนกั เรียนสามารถจัดพธิ ีกรรมและปฏิบัติตน
ในศาสนพธิ ีไดถูกตอ ง และอธิบายประวตั ิ ความสําคญั การปฏบิ ัตติ นในวันสาํ คญั
ทางพระพุทธศาสนาตามท่ีกําหนดไดถ กู ตอ ง โดยเนน พฒั นาทักษะกระบวนการ
ตางๆ ทส่ี ําคัญ ไดแ ก กระบวนการสืบสอบ กระบวนการทํางานกลุม และทกั ษะการ
ฝก ปฏบิ ัติ ดังตอไปนี้

• ใหนกั เรยี นชว ยกันศกึ ษาวนั สาํ คัญตา งๆ ทางพระพุทธศาสนา ในดา นประวัติ
ความเปนมา ความสาํ คญั การปฏบิ ตั ติ นของพทุ ธศาสนิกชน แลว สรปุ ความรู
และชว ยกันจัดปายนิเทศวนั สําคัญทางพระพุทธศาสนา

• ใหนักเรยี นศกึ ษาข้นั ตอนการจดั ศาสนพธิ จี ากแหลง การเรียนรูตางๆ แลว ให
นักเรยี นฝก ปฏิบตั ิตามขัน้ ตอนเหลานั้น บนั ทกึ การประกอบศาสนพธิ ี

คูมอื ครู 103

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Expand Evaluate
Explain

กระตนุ ความสนใจ Engage

ครูนาํ สนทนาเกีย่ วกบั วนั สาํ คัญทางพระพทุ ธ ñ. Ç¹Ñ ÊÓ¤ÞÑ ·Ò§¾Ãо·Ø ¸ÈÒʹÒ
ศาสนาท่ีเพง่ิ ผา นมาหรือทกี่ ําลังจะมาถงึ ใหนักเรยี น
ชว ยกนั บอกความสาํ คญั และกิจกรรมตา งๆ 1.1 วันมาฆบูชา
ท่คี นในชมุ ชนรว มกันปฏบิ ตั สิ ืบทอดกนั มา
วันมาฆบชู า ตรงกับวันเพ็ญเดือน ๓ ของทุกป ถา้ ปใ ดมอี ธิกมาส คือ เดอื น ๘ สองหน
สาํ รวจคน หา Explore กม็เาลฆ่ือะน ว(เันดมือานฆ บ๓ูช) า๔ไป เปปร็นะวกันารเพ เ็ญรยีเดกือวน่า จ๔ำ ตเุรมง่ือคคสรัน้ังนพบิ ุทำธตก าณล มเีเวหฬตุวุกนั ามรณหา์เกวิหิดาขรึ้น1 ใในนวกันรเงุ พร็ญาชเคดฤือหน์

ครูแบง นักเรยี นออกเปน 7 กลุม เพ่อื ศกึ ษา ไดแ้ ก่ ((๒๑)) พพรระะสสาาววกก ท๑้ั,ง๒ ๕๑๐,๒ ร๕ปู ๐ ม ารปูปร ะชลมุ้วนกันไดโด้รยับทเกุอรหปู ิภลิกว้ ขนุอเปุปน็ สพัมรปะอทรา2ห ันคตือท์ ง้ั ไสดนิ้ ้รับการ
ประวตั ิ ความเปน มา ความสาํ คญั และการปฏบิ ตั ติ น
ในวนั สําคญั ทางพระพทุ ธศาสนาตา งๆ ไดแก
วันมาฆบชู า วันวสิ าขบูชา วันอฏั ฐมบี ชู า อปุ สมบทจากพระพุทธเจา้
วันอาสาฬหบูชา วนั เขา พรรษา วันออกพรรษา (๓) พระสาวกเหล่าน้ันมาประชุมกันโดยมไิ ดน้ ัดหมายมาก่อนลว่ งหน้า
และวนั ธรรมสวนะ โดยจดั ทําเปน รายงาน และ (๔) พระพทุ ธเจา้ ทรงแสดงโอวาทปาฏโิ มกข์
นาํ เสนอในชน้ั เรยี น เหตกุ ารณท์ งั้ ๔ มาประจวบกันในวนั เดยี วกนั นัน้ ถอื เป็นเรอ่ื งอัศจรรย์ นอกจากนีใ้ น

อธบิ ายความรู Explain พรรษาสดุ ทา้ ยยงั เปน็ วนั ทพี่ ระพทุ ธเจา้ ทรงปลงพระชนมายสุ งั ขารวา่ อกี ๓ เดอื น จะเสดจ็ ดบั ขนั ธ์
ปรนิ พิ พาน
ในการประชุมกันในวันน้ัน พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์ อันเป็น
1. นกั เรียนทบทวนความรูเ ดิมจากท่ีเคยเรียนมา ค�าสอนของพระพุทธศาสนาประกอบดว้ ยหลักธรรม ๓ ประการใหญๆ่ ดงั นี้
เก่ยี วกับความสําคญั และการปฏบิ ตั ติ นใน ขอหนึง่
วันมาฆบูชา ขันติ คือ ความอดกลั้น เป็นตบะสูงสุด พระพุทธะท้ังหลายกล่าวว่านิพพานเป็น
ธรรมะสงู สุด คนทา� ร้ายคนอ่ืนไมใ่ ช่บรรพชิต คนเบยี ดเบียนคนอ่ืนไม่ใชส่ มณะ
2. ครใู หต วั แทนกลมุ ท่ี 1 ออกมานําเสนอผลการ ขอ สอง
คน ควา ประวัติความสาํ คญั และการปฏิบัติตน การไม่ท�าความชัว่ ทงั้ ปวง การทา� แตค่ วามด ี การทา� ใจ
ในวนั มาฆบูชา

ใหบ้ รสิ ทุ ธ ์ิ น้ีคอื คา� สอนของพระพทุ ธะทงั้ หลาย
ขอ สาม
การไม่ว่าร้าย การไม่ท�าร้าย การส�ารวมในปาฏิโมกข ์
การรู้จักประมาณในอาหาร การอยู่ในท่ีสงัด การบ�าเพ็ญสมาธ ิ
น่ีเปน็ คา� สอนของพระพทุ ธเจา้ ท้งั หลาย
พิธีมาฆบูชามีขึ้นครั้งแรกในสมัย
รัชกาลท ่ี ๔ โดยทางราชการกา� หนดให้เปน็ วันหยุด
ราชการหนึ่งวัน พุทธศาสนิกชนประกอบพิธี
ตามประเพณนี ิยม ดงั นี้
10๔

นกั เรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET
เหตุการณ 4 ประการทเ่ี กดิ ข้ึนในวนั เพญ็ เดอื นมาฆะ เหตกุ ารณใ ด
1 เวฬวุ นั มหาวหิ าร หรอื พระวิหารเวฬวุ นั กลันทกนิวาปสถาน ซ่ึงเดิมเปน ที่มอี ิทธิพลตอพุทธศาสนกิ ชนปจจบุ ันมากทสี่ ดุ
พระราชอทุ ยานของพระเจา พมิ พิสาร กษตั รยิ แ ควน มคธ หลงั จากทีพ่ ระเจา 1. พระพทุ ธเจา ทรงแสดงโอวาทปาฏโิ มกข
พมิ พิสารไดฟงธรรมจากพระพุทธเจา จนบรรลุพระโสดาบัน และเปนพระอริยบุคคล 2. พระสาวก 1,250 รปู ลวนเปนพระอรหันตทัง้ สิ้น
ในพระพุทธศาสนา จึงไดถ วายพระราชอทุ ยานแหงนเ้ี ปน วัดแหง แรกในพระพุทธ- 3. พระสาวก 1,250 รูป ลวนไดรบั เอหิภกิ ขอุ ปุ สัมปทา
ศาสนา 4. พระสาวก 1,250 รูป มาประชุมพรอ มกนั โดยมิไดน ดั หมาย
2 เอหิภิกขุอุปสมั ปทา วธิ ีอปุ สมบทพระภิกษุในสมัยพทุ ธกาล โดยพระพุทธเจา วิเคราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 1. เพราะพระสาวกสามารถนําโอวาท-
ทรงประทานใหด วยพระองคเอง ดวยการตรสั วา “จงมาเปนภิกษุเถิด ธรรมอันเรา ปาฏโิ มกข หลกั คาํ สอนอนั เปน หัวใจของพระพุทธศาสนาไปเผยแผแ ก
กลา วดีแลว ทา นจงประพฤติพรหมจรรยเ พือ่ ทาํ ท่ีดีท่ีสุดแหง ทุกขโดยชอบเถิด” พุทธศาสนกิ ชน ทําใหหลักธรรมไดต ัง้ มน่ั เผยแผอ ยูใ นดินแดนตา งๆ
ซ่งึ ปฐมภิกษุในพระพทุ ธศาสนา คอื พระอญั ญาโกณฑญั ญะ มาจนถึงทุกวนั นี้

104 คูม ือครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

ร ักษาศ ลี ๘ 1 ง(ด๑เ)ส ทพ�าสตรุ นาเใมหร้อยั ย ู่ใหนรศือีลถใือนโธอรกรามสใเหล้พกิ สิเศง่ิ ษเสขพึ้นตไดิปเกหวล่า่าวนันี้ ธรรมดา เช่น งดเว้นอบายมุข ครูใหน ักเรียนรว มกันสรุปความรเู กยี่ วกับวัน
(๒) บ�าเพ็ญสาธารณประโยชน์ มาฆบูชา และใหนักเรยี นชว ยกันตอบคําถาม เชน
เช่น บริจาคโลหิต บริจาคทรัพย์ ท�าความ
สะอาด และซ่อมแซมวัดวาอาราม ห้องสมุด • ในวนั มาฆบชู านกั เรยี นควรปฏิบตั ิตน
ประชาชน ถนนหนทาง เป็นต้น อยา งไรบา ง
(๓) ทา� บุญตกั บาตร ฟังธรรมทาง (แนวตอบ ปฏิบัตติ นอยใู นศลี ธรรม บําเพญ็
สาธารณประโยชน และเขารวมกจิ กรรม
ทางพระพุทธศาสนา เชน ทาํ บุญตักบาตร
ประกอบพิธีเวียนเทยี น เปน ตน)

วิทยุ โทรทัศน์ หรอื ทีอ่ งคก์ ารตา่ งๆ จัดขนึ้
(๔) ประกอบพิธีเวียนเทียน คือ
น�าดอกไม้ธูปเทียนไปวัด ประชุมพร้อมกันใน
โบสถ ์ หรอื หน้าพระสถูป หร2อื พระปฏมิ า โดย
ยืนหันหน้าตรงต่อพระสถูปหรือพระปฏิมา
ฆราวาสยืนตัง้ แถวอยูห่ ลังพระสงฆ์ ประนมมือ
ถือดอกไม้ธูปเทียน เมื่อพระสงฆ์ผู้ใหญ่ในท่ี
ประชุมกล่าวน�าค�าบูชาเสร็จแล้ว จุดธูปเทียน ในวันส�าคัญทางพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนมัก
น�าทักษิณาวรรต เดนิ เวียนขวารอบพระอโุ บสถ จะนิยมท�าบุญตักบาตรที่วัดหรือสถานท่ีที่หน่วยงานต่างๆ
จดั ขึ้น

หรือพระสถูป ๓ รอบ ขณะเดินควรท�าใจให้
สงบ ส�ารวมกิริยาวาจา ไม่ส่งเสียงอึกทึก ไม่โห่ร้อง ไม่พูดจาหยอกล้อกัน ไม่แสดงอาการตลก
คะนอง ขณะเดินรอบแรกให้ระลึกถึงพระพุทธคุณ รอบสองระลึกถึงพระธรรมคุณ รอบสุดท้าย
ระลึกถึงพระสงั ฆคณุ เมือ่ เวียนครบ ๓ รอบแล้ว ใหน้ �าเครอ่ื งสกั การบชู าไปไวใ้ นกระถางที่เตรยี ม
ไว ้ จากนนั้ เขา้ ไปในโบสถ์เพอื่ ท�าวตั ร สวดมนต ์ และสดบั ฟงั พระธรรมเทศนา
ทัง้ น้พี ุทธศาสนกิ ชนทีไ่ ม่อาจไปเวยี นเทยี นที่วดั ได ้ เช่น เจบ็ ปว่ ยหรอื ไมส่ ะดวกด้วยประการ
ใดๆ จะประกอบศาสนกิจที่บ้านได้ โดยการจุดธูปเทียนบูชาพระ ท�าจิตใจให้สงบ น้อมระลึกถึง
พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ ก็ยอ่ มได้ชอื่ วา่ เป็นพุทธศาสนิกชนที่ดเี ช่นเดยี วกัน

1.๒ วนั วิสาขบูชา

วนั วิสาขบชู า ตรงกบั วันเพ็ญเดอื น ๖ ของทกุ ป ถา้ ปใ ดมีอธกิ มาส คือ เดือน ๘ สองหน
ก็เลื่อนไปเป็นวันเพ็ญเดือน ๗ วันวิสาขบูชาน้ีถือเป็นวันคล้ายวันประสูติ วันตรัสรู้ และวัน
ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ชาวพุทธถือว่าเป็นวันพระใหญ่ ดังน้ันพุทธศาสนิกชนจึงให้ความ
สา� คัญมาก และมักจะไปร่วมประกอบพิธกี รรมทางศาสนากันอยา่ งเนอื งแนน่ ในวนั น้ี

10๕

แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETิด นกั เรยี นควรรู

วตั ถปุ ระสงคส าํ คญั ของการประกอบพธิ ีกรรมในวนั สาํ คญั ทางพระพทุ ธ 1 ศีล 8 ไดแก
ศาสนาคอื อะไร 1. เวน จากการฆาสตั ว
แนวตอบ การประกอบพิธีกรรมในวนั สําคญั ทางพระพทุ ธศาสนา 2. เวน จากการลกั ขโมยของผอู นื่
เปนการระลึกถงึ คุณความดขี องพระพทุ ธเจา ทที่ รงแสวงหาหนทางแหงการ 3. เวน จากการประพฤตผิ ิดพรหมจรรย
ดบั ทกุ ขใหแกพ ทุ ธศาสนกิ ชนทงั้ หลาย เพ่ือการปฏบิ ัติตนเปน ชาวพทุ ธท่ดี ี 4. เวนจากการพดู ปด พดู สอเสียด พดู คําหยาบ พูดเพอ เจอ
และสืบทอดพระพุทธศาสนาตอไป 5. เวนจากการดม่ื สุรา เคร่ืองดม่ื แอลกอฮอลตา งๆ
6. เวน จากการบริโภคอาหารในยามวิกาล
7. เวน จากการฟอนราํ ขบั รอง และประดบั รา งกายดว ยดอกไม หรือ
เครื่องประดบั ตา งๆ
8. เวนจากการนอนที่นอนสูง

2 สถปู สิ่งกอ สรางทางพระพทุ ธศาสนาที่มรี ปู รางคลายระฆังคว่าํ ซง่ึ สนั นษิ ฐาน
วาเกดิ ขึน้ ในสมยั อินเดียโบราณ สรา งขึ้นสาํ หรบั บรรจพุ ระบรมสารีรกิ ธาตุของ
พระพุทธเจา อัฐธิ าตุของกษัตรยิ  และพระอรหนั ต

คูมือครู 105

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ครูใหนกั เรียนบอกประวตั ิ และความสาํ คญั ของ เรือ่ งน่ารู้
วันวสิ าขบูชา
มหาสุบนิ
2. ครูใหต วั แทนกลมุ ท่ี 2 ออกมานําเสนอผลการ
คนควา ประวัติ ความสําคญั และการปฏบิ ัติตน มหาสุบนิ คือ ความฝน ครัง้ สา� คัญ ๕ เรอ่ื ง ของพระโพธสิ ัตว์ ก่อนจะตรัสรเู้ ปน็ พระพทุ ธเจา้ มดี ังน้ี
ในวันวสิ าขบชู า ๑. เสด็จบรรทมโดยมีมหาปฐพีเป็นพระแท่น มีเขาหิมพานต์เป็นเขนย พระหัตถ์ซ้ายเหยียดมหาสมุทร
ดา้ นบรู พทศิ พระหตั ถ์ขวาเหยียดมหาสมทุ รด้านปจฉมิ ทศิ พระบาททงั้ สองเหยยี บมหาสมุทรดา้ นทักษิณ หมายถึง
3. ครูและนกั เรยี นรวมกันสรปุ ประวัติ ความสําคัญ การไดต้ รสั รูพ้ ระสมั มาสมั โพธิญาณ ซ่งึ ไม่มีสงิ่ ใดยงิ่ ใหญ่กว่า
ของวันวสิ าขบชู า และใหน กั เรยี นวาดภาพ ๒. หมู่หนอนตัวขาวศีรษะด�าได้ขึ้นมาจากพระบาทคลุมถึงพระชานุ หมายถึง การท่ีมีคฤหัสถ์มากมาย
เหตุการณที่เกิดขึ้นในวันวิสาขบชู า พรอมกับ พากนั ถงึ ตถาคตเปน็ สรณะ
เขยี นบรรยายใตภาพสง ครูผูสอน ๓. มีหญา้ คางอกจากนาภขี องพระองค ์ สูงข้นึ ถึงทอ้ งฟา หมายถึง การไดต้ รสั ร ู้ แล้วทรงประกาศออกไปถงึ
มวลมนุษย์และหมูเ่ ทพ
๔. นกท้งั หลาย ๔ จา� พวก มีสตี า่ งๆ พากันบนิ มาจากทิศทั้งสี่ แลว้ มาหมอบจับท่เี บื้องพระบาทและกลาย
เป็นสีขาวท้ังหมด หมายถึง การท่ีชนช้ันสี่วรรณะมาออกบวชรวมกันในพระธรรมวินัย และได้ประจักษ์แจ้งวิมุตติ
ธรรม
๕. เสด็จด�าเนินไปบนภูเขามูล แต่ไม่ทรงเปอนมูล หมายถึง การทรงเจริญลาภในปจจัยส่ีอย่างพรั่งพร้อม
แต่ไมท่ รงลุ่มหลง เพราะทรงบรโิ ภคด้วยปญ ญา

พระพุทธเจ้าประสูติที่สวนลุมพินีวัน1 ซ่ึงอยู่ระหว่างเมืองกบิลพัสดุ์ นครหลวงของแคว้น
สักกะกับเมืองเทวทหนครของแคว้นโกลิยะ ในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ (เดือน ๖) ก่อนพระพุทธ-
ศกั ราช ๘๐ ป
พระศรพีมรหะาพโพุทธธิ เจริม้าตฝัรงัแสมรู้อ่นน้�าเุตนตรรัญสชัมรมา2 าตสั�ามบโพลอธุริญุเวาลณา เสไนดา้เนปิค็นมส ัมแมคาวส้นัมมพคุธท ธใเนจว้าัน เณพ็ญ ใเตดื้อร่นม
วิสาขะ (เดอื น ๖) กอ่ นพระพทุ ธศกั ราช ๔๕ ป เม่ือพระชนมไ์ ด้ ๓๕ พรรษา
พระพทุ ธเจ้าเสด็จดบั ขนั ธป์ รินพิ พาน ณ ระหว่างต้นรังทั้งค่ใู นสาลวโนทยาน นครกสุ ินารา
ในวันเพญ็ เดอื นวิสาขะ (เดือน ๖) ก่อนพุทธศักราช ๑ ป  เมอื่ พระชนมไ์ ด้ ๘๐ พรรษา
นับว่าเป็นเร่ืองอัศจรรย์ท่ีเหตุการณ์ท้ัง ๓ ได้มาอุบัติในวันเดียวกัน พุทธศาสนิกชนจึง
จัดให้มีการประกอบพิธีกรรมขึ้นในวันวิสาขบูชาเพ่ือน้อมระลึกถึงสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ซ่ึงทรงมพี ระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นตอ่ สัตวโลก
รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ทรงออกพระราชก�าหนดเรียกว่า
“พระรำชกำ� หนดพธิ วี สิ ำขบชู ำ” หา้ มมใิ หม้ กี ารฆา่ สตั วแ์ ละเสพสรุ าเมรยั ๓ วนั คอื วันขึ้น ๑๔,
๑๕ ค�่า และแรม ๑ ค่�า เดือน ๖ และโปรดให้พระบรมวงศ์พร้อมท้ังประชาชนท่ัวไปท�าบุญ
ตกั บาตร รักษาศลี ปล่อยสัตวต์ ามศรทั ธา จดุ ประทีปโคมไฟ เวียนเทยี น เปน็ ตน้

10๖

นกั เรียนควรรู ขอสอบ O-NET
ขอ สอบป ’52 ออกเกย่ี วกบั วนั สําคัญทางพระพทุ ธศาสนา
1 สวนลุมพินวี ัน สถานท่ปี ระสตู ิของเจา ชายสทิ ธัตถะ ซงึ่ ในสมัยพุทธกาล เมอ่ื ถึงวนั สาํ คัญทางพระพุทธศาสนา ชาวพทุ ธควรจะระลึกถงึ สิง่ ใดมาก
สวนลุมพินวี นั เปนสวนปา สาธารณะทร่ี มรนื่ เหมาะแกการพักผอ น ปจ จบุ นั ต้ังอยู ที่สดุ
อาํ เภอไภรวา แควนอูธ ประเทศเนปาล ภายในมีเสาหนิ พระเจา อโศกมหาราช 1. พระรตั นตรัย
ใหพุทธศาสนกิ ชนสกั การบูชา และใน พ.ศ. 2540 สวนลมุ พินวี นั ไดร บั การยกยอง 2. พระไตรปฎ ก
จากองคก ารยูเนสโกใหเปน มรดกโลก ประเภทมรดกทางวฒั นธรรม 3. พระพุทธคุณ 3
2 แมน้าํ เนรัญชรา แมน าํ้ ทีไ่ หลผานแควน มคธ ตําบลอรุ ุเวลาเสนานิคม 4. การทํานบุ ํารงุ พระพุทธศาสนา
ประเทศอินเดยี ซ่ึงชาวอินเดยี เรยี กแมนาํ้ สายนว้ี า ลลิ าจัน มาจาก คาํ สนั สกฤตวา วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 1. เพราะพระรตั นตรยั มคี ณุ กบั พทุ ธศาสนกิ ชน
ไนยรัญจนะ แปลวา แมน า้ํ ทีม่ ีสใี สสะอาด แมนา้ํ เนรัญชราเปน แมน ้ําสายสําคญั ใน อยา งย่ิง กลา วคอื พระพทุ ธ เปน ศาสดาผกู าํ เนิดพระพุทธศาสนา พระธรรม
พุทธประวัติ กลาวคือ เปน แมนา้ํ ท่พี ระพุทธเจาทรงอธิษฐานวา “ถา แมจะไดต รสั รู เปน หลกั คําสอนของพระพทุ ธเจาอันเปน แนวทางในการดาํ เนนิ ชีวิต และ
อนุตตรสัมมาสมั โพธิญาณ กข็ อใหถาดทอง (ถาดขาวมธุปายาสทน่ี างสชุ าดานํามา พระสงฆ เปนผูเผยแผหลกั คาํ สอนของพระพทุ ธเจา ดังน้ัน พทุ ธศาสนิกชน
ถวาย) ลอยทวนกระแสนาํ้ ขนึ้ ไป” ซึ่งถาดนั้นก็ลอยทวนกระแสนา้ํ ข้ึนไปจรงิ ๆ จึงควรยึดพระรัตนตรัยเปน สรณะ ใหค วามเคารพบชู า และระลึกถงึ
พระรัตนตรัยในวันสําคัญทางพระพทุ ธศาสนาตา งๆ

106 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

àÊÃÔÁÊÒÃÐ ÇѹÊíÒ¤ÑÞÊҡŢͧâÅ¡ ครนู ําสนทนาถงึ ความสาํ คญั ของวนั วิสาขบูชา
Ç¹Ñ ÇÔÊÒ¢ºªÙ Òวันวิสาขบูชา1 คือ วันแหงการบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖ หมายถึง ในฐานะวันสาํ คญั ของโลก และใหนกั เรียน
วนั ทพ่ี ทุ ธศาสนกิ ชนมาประกอบการบชู า เนอื่ งดว ยเปน วนั สาํ คญั แหง การประสตู ิ วิเคราะหว า เพราะเหตุใดองคการสหประชาชาติ
ตรสั รู และปรนิ พิ พานของพระพทุ ธเจา เพอ่ื นอ มราํ ลกึ ถงึ พระคณุ ขององคส มเดจ็ จงึ ประกาศใหวนั วิสาขบูชาเปน วันสําคัญสากล
พระสมั มาสมั พทุ ธเจา ผเู ปน พระบรมศาสดาของพระพทุ ธศาสนา และถอื ไดว า ของโลก
วันวิสาขบูชาเปนจุดเร่ิมตนของพระพุทธศาสนา เพราะเม่ือพระพุทธเจาได
ทรงอบุ ตั ขิ น้ึ แลว เหตุการณอืน่ ๆ จงึ เปนผลสืบเนอ่ื งตามมา ดงั นัน้ วันวิสาขบชู าจึงนับไดวามีความสาํ คัญเปน อยา งย่งิ (แนวตอบ วนั วสิ าขบชู าเปนวันสาํ คญั ของ
ทง้ั ทเ่ี ปน วนั สาํ คัญเกา แกมมี าแตโ บราณ และในแงทเ่ี ปนสากล คือ เปน ท่ยี อมรบั กนั อยา งกวางขวางในการจดั พิธีบูชา พุทธศาสนกิ ชนทว่ั โลก เพราะเปนวนั ทพ่ี ระพุทธเจา
กันทัว่ ไปในประเทศท่นี บั ถอื พระพทุ ธศาสนา ประสูติ ตรสั รู เสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน อกี ทั้ง
พระพทุ ธเจา ยงั ทรงสอนใหม เี มตตาธรรมและ
วนั สาํ คญั สากลของโลก หมายถงึ วนั ทอี่ งคก ารสหประชาชาตปิ ระกาศใหเ ปน วนั สาํ คญั สากล (International ขนั ติธรรมตอ เพือ่ นมนษุ ยและสรรพสัตวท ั้งหลาย
Recognition of the Day of Vesak) ทมี่ คี วามสาํ คัญตอมนษุ ยชาติ โดยตระหนักในความสําคัญวา เพือ่ ใหเ กิดสันตสิ ขุ ในสังคม อันเปนแนวทางของ
สหประชาชาตทิ ม่ี งุ พัฒนาสมั พันธไมตรีระหวา ง
๑. วนั วสิ าขบชู ามี ๒. พระพทุ ธศาสนา ๓. พระพุทธเจา ทรง ประเทศใหธ าํ รงไวซง่ึ สันตภิ าพ และความมัน่ คง
ระหวา งประเทศ)

ความสาํ คญั อยา งยงิ่ เปน ศาสนาหนึง่ ท่ี ส่งั สอนใหมนุษย
ตอ พทุ ธศาสนกิ ชน เกาแกทสี่ ดุ ในโลก มีเมตตาธรรมและ
ทัว่ โลก เพราะเปน มคี ณุ ปู การอัน ขนั ติธรรมตอ เพือ่ น
วนั ท่พี ระพทุ ธเจา ใหญห ลวงทาง มนษุ ยด วยกัน
ประสตู ิ ตรัสรู ดานจติ ใจตอมวล เพ่อื ใหเ กิดสันตสิ ุข
และปรินิพพาน มนุษยชาตติ ลอด ในสังคม อนั เปน
ระยะเวลากวา แนวทางขององคก าร
๒,๕๐๐ ป และ สหประชาชาติ
สบื ตอไปในอนาคต

สํานักงานใหญแ หง
องคการสหประชาชาติและสาํ นกั งานยอย
ทัว่ โลกไดมีการจัดกจิ กรรมตา งๆ เพือ่ ระลกึ ถงึ
พระพุทธเจา ในวันดงั กลา วนีด้ ว ย

๑๐๗

แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETดิ นักเรียนควรรู

เพราะเหตใุ ดจึงกําหนดใหว นั วสิ าขบชู าเปนวันสําคัญสากลของโลก 1 วนั วิสาขบูชา มาจากคําวา “วสิ าขะ” เปนภาษาบาลแี ปลวา เดือน 6 สว นใน
1. เปนวันประสูติของพระพุทธเจา ประเทศศรลี ังกาเรยี กวันวิสาขบชู าวา “วสี ัค” หรือ “เวสคั ” เขยี นเปน ภาษาองั กฤษ
2. เปน วันประสูติ ตรัสรู และปรินพิ พานของพระพุทธเจา ไดว า “Vesak” หรอื “Vesak Day” ซ่ึงองคการสหประชาชาตไิ ดใชค าํ น้ตี าม
3. เปน วันที่พระพทุ ธเจาทรงแสดงธรรมโอวาทปาฏโิ มกข ชาวศรีลังกาในการประกาศใหวนั วิสาขบชู าเปนวันสาํ คัญสากลของโลก สําหรับ
4. เปน วนั ทพ่ี ระสงฆส ามารถวากลา วตักเตอื นกันไดดว ยความเมตตา การกาํ หนดวันวิสาขบชู าในแตล ะประเทศกแ็ ตกตา งกนั กลา วคอื ในประเทศไทย
และประเทศแถบเอเชยี ตะวนั ออกเฉียงใต กําหนดใหวนั เพญ็ กลางเดอื น 6 เปน
วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 2. วนั วิสาขบูชาเปนวนั สาํ คัญของพระพุทธเจา วนั วิสาขบชู า แตใ นประเทศทีน่ ับถอื พระพทุ ธศาสนานิกายมหายาน เชน ประเทศ
ญปี่ นุ จะกําหนดใหว ันเพญ็ กลางเดือน 8 เปน วันวิสาขบชู า
กลา วคือ เปนวันสําคญั แหง การประสูติ ตรัสรูหลักธรรมอนั ประเสรฐิ คอื
อรยิ สัจ 4 และเปน วนั ทพี่ ระองคท รงแสดงปจ ฉิมโอวาทในวันเสดจ็ ดับขันธ
ปรินพิ พาน และทสี่ าํ คัญหลักคําสอนของพระพทุ ธเจา ที่ทรงสัง่ สอนใหมนษุ ย
มีเมตตาธรรมและขันตธิ รรมตอ เพือ่ นมนุษย เพือ่ ใหเกิดสนั ตสิ ขุ สอดคลอ ง
กับแนวทางของสหประชาชาตทิ ม่ี งุ สรางสันติสุขแกม นุษยชาติ

คูมอื ครู 107

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ครใู หนกั เรียนทบทวนความรเู ดมิ โดยชวยกนั นอกจากน้ี ในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญคร้ังท่ี ๕ เม่ือวันที่ ๑๕
บอกประวตั ิความเปนมา และความสาํ คัญของ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ไดมีมติกําหนดใหวันวิสาขบูชาเปนวันสําคัญในกรอบขององคการ
วันอัฏฐมีบูชา สหประชาชาติ ซ่งึ ถอื วาเปนเรือ่ งทีน่ ายินดีเปนอยา งยิง่ สําหรบั พุทธศาสนกิ ชนทั่วโลก

2. ครใู หต วั แทนกลมุ ท่ี 3 นําเสนอผลการคน ควา ปจจุบันในวันวิสาขบูชา ทางรัฐบาลไดประกาศใหเปนวันหยุดราชการ ๑ วัน เพ่ือให
ประวตั ิ ความสาํ คัญ และการปฏิบัติตนในวนั พทุ ธศาสนกิ ชนไปบาํ เพญ็ กุศลตามประเพณีนิยมเหมอื นวนั มาฆบชู า
อฏั ฐมบี ชู า
๑.๓ วนั อฏั ฐมบี ชู า
3. ครแู ละนกั เรยี นรว มกนั อภปิ รายสรปุ ประวัติ
ความสําคญั ของวันอัฏฐมบี ูชา และใหน กั เรยี น ไป ๘ ววันันอัฏเฐปมนีบวูชันาคลตารยงวกันับถววันายแพรมระเ๘พลคิงํ่พา รเะดพือุทนธส๖รีระหรทือ่ีเมเือดงือกนุสิน๗ารนา1ับจถึงัดถจือาเกปวนันววันิสสาําขคบัญูชทา่ี
บอกวาในวนั อฏั ฐมบี ชู า นักเรยี นควรปฏิบตั ติ น ระลกึ ถึงพระพทุ ธองคอกี วันหนงึ่
อยา งไร เมือ่ วนั แรม ๘ คาํ่ เดือน ๖ ซ่ึงนยิ มเรยี กกนั วา อฏั ฐมี ไดเวยี นมาบรรจบในแตล ะปชาวไทย
(แนวตอบ ปฏิบตั ิตนอยใู นศีลธรรม บาํ เพ็ญ ที่เปนพุทธศาสนิกชนที่มีความเคารพศรัทธาในพระพุทธองคอยางแรงกลา โดยเฉพาะพระสงฆ
สาธารณประโยชน และเขารวมกจิ กรรมทาง และอุบาสกอุบาสิกาของวัดหนึ่งๆ 2กเป็ไดนพตนรอมแตกัไนมปมรีหะกลอักบฐาพนิธวีบาูชไดาขเร้ึน่ิมเปปฏนิบกัตาิกรเันฉมพาาตะั้งภแาตยเมในื่อวใัดด
พระพุทธศาสนา เชน ทําบญุ ตกั บาตร ทาํ ทาน เชน ท่ีวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎ์ิ
สวดมนตไหวพระ ฟงพระธรรมเทศนา เปน ตน)

ในปจจุบันนี้ก็ยังถือปฏิบัติอยู การประกอบพิธีอัฏฐมีบูชาน้ัน นิยมทํากันในตอนคํ่าและปฏิบัติ
อยา งเดียวกนั กบั การประกอบพธิ ีวสิ าขบูชา จะตางกันแตท่คี ําบชู าเทา น้นั
วันอัฏฐมีบูชาเพ่ิงไดรับการจัดใหเปนวันสําคัญทางพุทธศาสนาในประเทศไทยเมื่อไมนาน
มาน้ี และพิธีระลึกถึงวันอัฏฐมีบูชาไดรับความสนใจจากพุทธศาสนิกชนไมมากเทาวันมาฆบูชา
วนั วสิ าขบชู า และวนั อาสาฬหบชู า สว นใหญม ี
แตพระสงฆเปนผูจัดทํา และไมไดจัดเปนพิธี
ใหญโตนัก สวนเร่ืองท่ีพระเทศนในวันน้ีก็ไมได
กําหนดแนนอนขึ้นอยูกับผูจัด บางแหงจัดให
มีเทศนแจงที่เรยี กวา เทศนแ บบสังคายนา บาง
แหงก็เทศนเ ร่ืองประวตั พิ ระพทุ ธศาสนา แสดง
ความเปนมาของพระพุทธศาสนาตั้งแตพระ
สมั มาสมั พทุ ธเจา เสดจ็ ปรนิ พิ พานจนถงึ ปจ จบุ นั
เพอ่ื เปน เครอ่ื งระลกึ ถงึ พระคณุ ของพระพทุ ธเจา
และปลกู ฝง ความเลอื่ มใส ความศรทั ธา ความ
ซาบซง้ึ ในพระคณุ ของพระรตั นตรยั เพอื่ จะไดน าํ
ในวันอัฏฐมีบูชาจะมีการเทศนเร่ืองพุทธประวัติ เพื่อให มาใชเ ปน หลกั ดาํ เนนิ ชวี ติ ใหถ กู ตอ งตามทาํ นอง
พทุ ธศาสนิกชนไดระลึกถึงพระคณุ ของพระพุทธเจา และ คลองธรรม
ซาบซง้ึ ในพระคุณของพระรตั นตรยั

๑๐๘

นักเรยี นควรรู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET
เพราะเหตุใด ในปจ จุบนั วดั และพุทธสถานบางแหงจึงจัดใหมีพธิ ีกรรมใน
1 กสุ ินารา ปจจบุ ันเหลือเปนซากโบราณสถานอยใู นเขตอาํ เภอกุสินดรหรอื วนั อฏั ฐมบี ูชา
กาสยาในเขตจังหวดั เทวริยา รฐั อุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย ปจ จบุ นั มีวดั ไทย 1. เพอื่ ใหพ ุทธศาสนกิ ชนเขา วดั มากข้ึน
สรา งไว 1 แหง คอื วดั ไทยกสุ นิ าราเฉลมิ ราชย 2. เพ่อื ใหระลกึ ถงึ พระคุณของพระพทุ ธเจา
2 วัดมหาธาตุยุวราชรงั สฤษฎ์ิ หรือวัดมหาธาตุ ปจจบุ ันตั้งอยูระหวางพระบรม- 3. เพ่ือใหสืบเนอ่ื งกบั พิธกี รรมในวันวิสาขบชู า
มหาราชวังกบั พระราชวังบวรสถานมงคล เขตพระนคร กรงุ เทพมหานคร ซ่ึงเปน 4. เพอ่ื ใหพ ทุ ธศาสนิกชนเขาใจการปรนิ ิพพานของพระพุทธเจา
พระอารามหลวงชน้ั เอกพเิ ศษ ประเภทราชวรมหาวหิ าร เดมิ ชอ่ื วา วดั สลกั สรา งขนึ้ วิเคราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 2. พิธีกรรมในวันอฏั ฐมีบูชาในวัดและที่
ในสมยั อยธุ ยา ตอ มาในสมยั รัชกาลท่ี 5 พระองคท รงพระราชทานพระราชทรพั ย พทุ ธสถานบางแหงในประเทศไทย ปจ จุบนั จัดข้นึ เพือ่ ใหพทุ ธศาสนิกชน
สว นพระองคข องสมเด็จพระบรมโอรสาธริ าช เจา ฟามหาวชริ รณุ หศิ สยามมกฎุ ราช ระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจา รวมถงึ นาํ หลักธรรมมาเปนหลกั ในการ
กมุ าร ในการบูรณะวดั มหาธาตุ แลว พระราชทานนามใหมวา “วัดมหาธาตุยุวราช- ดําเนินชวี ิต
รงั สฤษฎ์ิราชมหาวหิ าร”

108 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

1.๔ วันอาสาฬหบชู า 1. ครสู นทนาถงึ เหตุการณในพทุ ธประวตั ติ อน
ปฐมเทศนาใหนักเรียนฟง แลว ใหน ักเรียน
วนั อาสาฬหบชู า ตรงกบั วนั เพญ็ เดอื น ๘ ถา้ ปใ ดมอี ธกิ มาส กเ็ ลอ่ื นวนั อาสาฬหบชู าไปเปน็ ชว ยกันสรุปเหตกุ ารณสาํ คญั ในวันดงั กลาว
เดอื น ๘ หลัง รว มกนั
วันเพ็ญเดือน ๘ เป็นวันส�าคัญทางพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันท่ีพระพุทธเจ้า
แสดงปฐมเทศนา หรือ ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน 2. ครใู หตวั แทนกลุม ที่ 4 ออกมานาํ เสนอ
แขวงเมอื งพาราณส ี และเปน็ วนั ทท่ี า่ นโกณฑญั ญะไดด้ วงตาเหน็ ธรรม และไดก้ ระทา� การอปุ สมบทดว้ ย ผลการคนควาประวัติ ความสําคญั และ
เอหิภิกขุอุปสัมปทา เป็นพระอริยสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา ท�าให้รัตนะ คือ พระพุทธ การปฏบิ ัตติ นในวนั อาสาฬหบชู า
พระธรรม และพระสงฆ์ ครบสามองคใ์ นวันน้ี
เหตุการณท์ ที่ �าใหว้ ันเพญ็ เดอื นอาสาฬหะเปน็ วันส�าคญั ได้แก่ 3. ครเู ลา เหตกุ ารณใ นพทุ ธประวตั ติ อนปฐมเทศนา
(๑) เป็นวันท่ีพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา คือ แสดงพระธรรมเป็นครั้งแรก และเหตกุ ารณในวนั เพญ็ เดอื นอาสาฬหบูชา
มีช่ือว่า ธมั มจักกัปปวตั ตนสูตร ซึ่งมีใจความสา� คญั กล่าวถงึ อรยิ สัจ ๔
(๒) เปน็ วันทพ่ี ระสังฆรัตนะ เกดิ ขนึ้ เป็นครง้ั แรกในโลก
(๓) เปน็ วันท่ีพระรตั นตรัย คอื พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ ์ ครบทง้ั ๓ ดวง
ทางราชการไดก้ า� หนดใหว้ นั อาสาฬบชู า เปน็ วนั สา� คญั ทางพระพทุ ธศาสนาเมอื่ พ.ศ. ๒๕๐๑
และให้เป็นหยุดราชการ ๑ วัน พุทธศาสนิกชนบ�าเพ็ญกุศลตามประเพณีเหมือนวันมาฆบูชา
และวนั วสิ าขบูชา

การเวียนเทียนเป็นพิธีกรรมอย่างหน่ึงในวันอาสาฬหบูชา เพื่อระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัยทั้ง ๓ คือ พระพุทธคุณ 10๙
พระธรรมคณุ และพระสงั ฆคณุ

แนวขอ สNอบTเนน Oก-าNรคETิด เกร็ดแนะครู

รฐั บาลกาํ หนดใหวันอาสาฬหบชู าเปนวันหยดุ ราชการ เนอ่ื งจากสาเหตุใด ครูควรอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ถึงทานโกณฑัญญะ ซงึ่ เปน พระสงฆร ูปแรกในพระพุทธ-
1. เพื่อใหประชาชนไดพ ักผอนตามอธั ยาศัย ศาสนาวา เปนพราหมณป ระจาํ ราชสํานกั ศากยะท่ีพระเจาสุทโธทนะทรงเลอื ก
2. เพ่ือสงเสรมิ การทองเที่ยวในประเทศไทย ใหท าํ นายพระลกั ษณะของเจาชายสทิ ธัตถะหลงั จากประสตู ิได 5 วัน ซ่งึ เปน
3. เพือ่ รณรงคการประหยดั พลงั งานในทีท่ ํางาน พราหมณเ พียงคนเดียวท่ียืนยนั คําทาํ นายวา เจา ชายสิทธัตถะจะเสด็จออกผนวช
4. เพอ่ื ใหพุทธศาสนิกชนประกอบพิธีทางศาสนา และทรงตรสั รเู ปนศาสดาของโลกอยา งแนนอน หลงั พจิ ารณาจากความถกู ตอ ง
ไมไดต ามปรนนิบตั ิจนตรสั รูจากเจา ชายสทิ ธตั ถะเสดจ็ ออกผนวช โกณฑญั ญะและ
วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 4 . เพือ่ ใหพทุ ธศาสนกิ ชนไปทาํ บญุ ตกั บาตร บตุ รพราหมณอ กี 4 คน อนั ประกอบดว ย วปั ปะ ภทั ทยิ ะ มหานามะ และอสั สชิ
จงึ ออกบวชตามเพื่อคอยปรนนบิ ัติ และในวันทีพ่ ระพุทธเจาแสดงปฐมเทศนา
ฟง เทศนฟ งธรรม และเวียนเทียน อันเปน การสืบทอดพระพทุ ธศาสนาให โกณฑัญญะไดด วงตาเหน็ ธรรมและไดร ับอุปสมบทดว ยเอหภิ กิ ขุอปุ สัมปทาเปน
ม่ันคงสบื ไป พระสงฆรปู แรกในพระพทุ ธศาสนา จึงมชี ่อื ใหมวา “อญั ญาโกณฑัญญะ” ซ่งึ
“อัญญา” แปลวา ผไู ดร แู ลว อีกทั้งไดร บั ยกยองเปน เอตทัคคะในทางรตั ตญั หู รอื
ผูมีประสบการณม าก

คมู ือครู 109

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ครูสนทนากับนกั เรยี นเกยี่ วกับประเพณีแหเ ทยี น 1.๕ วันเขา้ พรรษา
พรรษา และใหนักเรยี นอภปิ รายถึงวัตถุประสงค
ของการจดั ประเพณีนใี้ นวันเขาพรรษา วนั เขา้ พรรษา คอื วนั ทพ่ี ระสงฆอ์ ธษิ ฐานว่า จะอยู่ประจ�าในอาวาสตลอด ๓ เดือน โดย
ไมไ่ ปแรมคืนในท่อี ่ืน ตรงกบั วนั แรม ๑ ค�า่ เดือน ๘ คือ วันถัดจากวนั อาสาฬหบูชา ถ้าปใดมี
2. ครูใหตวั แทนนักเรียนกลุมท่ี 5 ออกมานาํ เสนอ อธิกมาสก็เลื่อนวนั เขา้ พรรษาเป็นวันแรม ๑ คา�่ เดือน ๘ หลัง
ผลการสบื คน ขอมลู วนั เขาพรรษา ตามประวัติกล่าวว่า ในสมัยพุทธกาล พระภิกษุได้ท่องเท่ียวจาริกไปยังท่ีต่างๆ แม้กระทั่ง
ในฤดฝู น กย็ งั ออกไปจารกิ อย ู่ จงึ ทา� ใหไ้ ปเหยยี บขา้ วกลา้ ของชาวบา้ นเกดิ ความเสยี หาย พระพทุ ธเจา้
3. ครูใหน กั เรียนเขียนเลา ประสบการณการเขา รวม จึงทรงวางระเบียบให้พระภิกษุอยู่ประจ�าที่ตลอดเวลา ๓ เดือน ในฤดูฝน เรียกว่า จําพรรษา
งานประเพณแี หเ ทยี นพรรษาลงกระดาษรายงาน ต่อมาการเข้าพรรษามวี ตั ถปุ ระสงคก์ ว้างออกไปโดยสรุปได้ ดงั นี้
สงครูผสู อน (๑) เพื่อใหพ้ ระสงฆ์ ได้มีเวลาศกึ ษาพระธรรมวินยั ไดม้ ากขึ้น
(๒) เพ่อื เปดิ โอกาส ใหช้ าวบ้านไดบ้ า� เพญ็ กศุ ล เชน่ รกั ษาศลี ฟงั ธรรม เปน็ ตน้
4. ครูใหนักเรียนแสดงความคิดเหน็ วา ประเพณี (๓) เพอ่ื ใหป้ ระชาชนนา� บตุ รหลานทเ่ี ป็นชายเขา้ มาบวช เพ่ือศกึ ษาธรรม
แหเ ทียนพรรษาในประเทศไทยทม่ี ีการแกะสลกั ในวันเข้าพรรษาน้ี พระสงฆ์ก็มีกิจที่ต้องท�าในส่วนของสงฆ์ พุทธศาสนิกชนจะไปท�าบุญ
ตนเทียนใหง ดงามน้นั มปี ระโยชนตอสงั คม ตักบาตร ฟังเทศน์ รักษาศีล ผู้มีศรัทธาก็จะอธิษฐานงดจากการกระท�าท่ีเป็นอกุศลต่างๆ เช่น
อยา งไร มเสกี พาสรปุราระ กหวรดือเทสิ่ยงี เนสพพรตริดษอา1 ่ืนรๆว มเทปง้ั็นพตทุ ้นธ ศนาสอนกกิจชานกกนน็ี้กยิ็จมะชถ่ววายยกผันา้ ตอกาบแนตา่�้งฝเสนนแาลสะนจตัะตปุ จาั มจยัอแากรพ่ามระตภ่ากิงษๆ ุ
(แนวตอบ ครูเปด โอกาสใหน กั เรยี นแสดงความ สามเณร วันเข้าพรรษาจึงเปน็ อีกโอกาสหนง่ึ ท่พี ุทธศาสนิกชนจะไดท้ า� บญุ ท�ากุศลเปน็ พเิ ศษ
คดิ เหน็ ไดอ ยางหลากหลายโดยอยูบนพน้ื ฐาน
ของความมเี หตผุ ล เชน เพื่อสบื สานประเพณี
วัฒนธรรมท่ีดี)

ในเทศกาลเข้าพรรษา บางสถานท่ี เช่น จังหวัดอุบลราชธานี จะแกะสลักต้นเทียนอย่างงดงาม อันเป็นกิจกรรมด้าน
ประเพณีทไ่ี ดร้ บั แรงบันดาลใจจากความศรทั ธาในพระพุทธศาสนา

110

เกรด็ แนะครู กจิ กรรมทาทาย

ครแู นะนาํ ใหน ักเรยี นเขารว มประเพณีแหเทยี นพรรษาในสถานที่ตางๆ เพ่อื ครใู หน ักเรยี นไปสืบคนเพม่ิ เติมเก่ียวกับประเพณตี ักบาตรดอกไม
เรยี นรู และอธิบายเพมิ่ เตมิ เก่ียวกบั ความเปนมาของการแหเ ทียนพรรษาในจังหวัด ทีจ่ ัดขน้ึ ในวนั เขาพรรษา โดยหาขอมลู ดานประวัติความเปนมา ความสาํ คัญ
อุบลราชธานี บรรยากาศ ขัน้ ตอนตา งๆ ของประเพณนี ้ดี ว ยตนเอง รปู แบบประเพณี และสถานท่ีจัด แลวจัดทาํ เปนบันทึกการศึกษาคนควา

นกั เรยี นควรรู

1 เทยี นพรรษา มาจากการถวายเทียนของพทุ ธศาสนิกชน โดยนาํ เทยี นเลม เลก็
มารวมกนั ถวาย เม่อื เทียนมขี นาดตา งกันเปนจาํ นวนมากข้ึน ทาํ ใหด ูไมเปน ระเบยี บ
จึงไดนําเทยี นเหลาน้ันมามดั เขา กับแกนไมไผใหเปน ตนเทียนขนาดใหญ แลว
ตกแตงดวยกระดาษเงนิ กระดาษทองเปนลวดลายตา งๆ รอบตน เทียน จากนั้นได
มกี ารคิดคนทําตน เทยี นเปนตน เด่ียวเพอ่ื ใหใ ชงานไดนานขนึ้ โดยใชลาํ ไมไ ผท ่ีทะลุ
ปลอ งมาเปน แบบหลอ ตน เทยี น และใชเ ปน ฐานของตน เทยี นในขบวนแหเ ทยี นพรรษา

110 คมู อื ครู

กระตุน ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

1.๖ วนั ออกพรรษา และวันตักบาตรเทโวโรหณะ 1. ครูใหนกั เรียนดูภาพพิธตี กั บาตรเทโวในหนังสอื
เรียนหนา 111 แลว อภปิ รายรว มกันถึงสิง่ ทเ่ี ปน
วันออกพรรษา ตรงกับวันข้ึน ๑๕ ค่�า เดือน ๑๑ ซ่ึงเป็นวันท่ีพระสงฆ์อยู่จ�าพรรษา เอกลักษณของประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ
ครบ ๓ เดอื น โดยพระสงฆจ์ ะมีโอกาสกลา่ วค�าตกั เตอื นซ่งึ กนั และกัน พระสงฆร์ ูปใดมีขอ้ ขอ้ งใจ (แนวตอบ การตกั บาตรเทโวโรหณะเปนการ
เร่ืองความประพฤติเกี่ยวกับวินัยสงฆ์ก็ไม่ต้อง ตกั บาตรที่พทุ ธศาสนิกชนนาํ ขาวสาร
นิง่ ไว้ อนญุ าตใหช้ แี้ จงกนั ได ้ เรยี กวา่ วนั ปวารณา อาหารแหง ผลไมตา งๆ มาตักบาตรรว มกัน
หรือมหาปวารณา อน่ึงเมื่อออกพรรษาแล้ว และนําขาวตมลูกโยนมาใสบาตร ซง่ึ มลี ักษณะ
พระสงฆ์ย่อมไปค้างแรมท่ีอื่นอันเหมาะสมได้ คลายขาวตมมดั แตม ีขนาดเล็กกวา ทํามาจาก
ในเทศกาลออกพรรษาน้ี พุทธศาสนิกชนจะ ขา วเหนยี วผดั กบั กะทิ แลว นาํ ใบเตย หรอื
รว่ มกนั จดั งานทา� บญุ ตกั บาตรครง้ั ใหญ ่ เรยี กวา่ ใบมะพรา วมาหอ เพ่ือนําไปน่ึงใหส กุ โดยหอ ให
ตักบาตรเทโวโรหณะ หรือนิยมเรียกกันว่า มีชายยาวไวเพื่อความสะดวกในการตักบาตร)
วันตักบาตรเทโว คือ การท�าบุญตักบาตร
เนื่องในวันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าเสด็จกลับลง 2. ครูใหน กั เรียนกลุม ที่ 6 นําเสนอผลการคน ควา
จากเทวโลก โดยเชอื่ กนั ตามตา� นานวา่ หลงั จาก ขอมลู วันออกพรรษา
ทพ่ี ระพทุ ธเจา้ เสดจ็ ไปจ1า� พรรษาโปรดพระมารดา
ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อออกพรรษาแล้ว 3. ครูใหน ักเรยี นวิเคราะหถ ึงขอ ดีของการกลาว
พระองคเ์ สด็จลงจากสวรรค์มายงั โลกมนษุ ย ์ ใน คําตักเตือนซึง่ กนั และกนั ของพระสงฆใ นวัน
วนั ขนึ้ ๑๕ คา�่ เดอื น ๑๑ พทุ ธศาสนกิ ชนจงึ ถอื วา่ พิธีตักบาตรเทโวท่ีจัดข้ึนอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจ�าทุกป  ปวารณา และวิเคราะหถ งึ ประโยชนท่ไี ดร ับ
วนั รงุ่ ขน้ึ คอื แรม ๑ คา่� เดอื น ๑๑ เป็นโอกาส ท่ีวัดสังกสั รัตนครี ี จังหวดั อทุ ยั ธานี จากการเขา รว มพิธีตกั บาตรเทโว
พิเศษ พร้อมใจกันตักบาตรเฉลิมฉลองและ (แนวตอบ การกลา วตกั เตือนซง่ึ กันและกนั ของ
ถอื เปน็ ประเพณสี ืบมา พระสงฆน ับเปนการกระทาํ ท่ชี วยลดความ
การตักบาตรนิยมท�ากันที่วัด นับเป็นการตักบาตรพิเศษ บางแห่งมีการจัดพิธีใหญ่โต ขัดแยง เบ้ืองตน ทําใหพระสงฆอ ยรู ว มกนั อยาง
แห่พระพุทธรูปน�าหน้าพระสงฆ์เพื่อให้พุทธศาสนิกชนตักบาตร เหมือนตักบาตรกับองค์ สันติสขุ สว นประโยชนท่ีไดรบั จากการเขา รวม
พระพุทธเจา้ จรงิ การตกั บาตรเทโวน้นี ิยมทา� กัน ในวันแรม ๑ ค�่า เดอื น ๑๑ แต่บางวัดก็นยิ มท�า พิธีตกั บาตรเทโว คอื สืบทอดประเพณี
ในวนั ขนึ้ ๑๕ ค�า่ เดือน ๑๑ และพธิ ีกรรมทางพระพุทธศาสนา ตลอดจน
ฝก ใหร ูจักเสียสละทาํ ประโยชนใ หก บั สงั คม)
1.๗ วนั ธรรมสวนะ

วนั ธรรมสวนะ แปลวา่ วันส�าหรับฟังธรรม เรียกกนั ท่ัวไปวา่ “วันพระ” ซ่งึ มี ๒ ชนดิ คอื
วันพระเล็กและวันพระใหญ่ วันพระเล็ก ได้แก่ วันขึ้น วันแรม ๘ ค�่า ส่วนวันพระใหญ่ ได้แก ่
วนั ข้ึน วนั แรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค่า�
ความเป็นมาของวันธรรมสวนะ มีกล่าวไว้ว่า เม่ือครั้งพระพุทธเจ้าทรงประกาศพระพุทธ-
ศาสนาใหม่ๆ พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ ได้นับถือพระพุทธศาสนาและได้ถวาย

111

แนวขอ สNอบTเนนOก-าNรคETดิ เกร็ดแนะครู

การตักบาตรเทโวโรหณะสอดคลองกับเหตุการณต อนใดในพทุ ธประวัติ ครใู หนกั เรยี นไปสบื คน วนิ ัยสงฆ หรอื ศลี 227 ขอ อนั เปนกฎควบคุมความ
1. มารผจญ ประพฤตขิ องพระสงฆใ หเ ปน แบบอยา งทด่ี แี กพ ทุ ธศาสนิกชน ตลอดจนความหมาย
2. ปรนิ พิ พาน ของคาํ วา “อาบัติ” และการแสดงอาบตั ิหรอื ปลงอาบตั ิ
3. ลงจากเทวโลก
4. รบั ขาวมธปุ ายาส นักเรียนควรรู

วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 3. การตักบาตรเทโวโรหณะในวันออกพรรษา 1 สวรรคชัน้ ดาวดึงส ชอ่ื สวรรคช น้ั ท่ี 2 แหง สวรรค 6 ชน้ั ไดแ ก จาตมุ หาราชกิ า
หรอื จาตมุ หาราชกิ ดาวดึงส ยามา ดุสติ นิมมานรดี และปรนิมมิตวสวตั ดี ซึง่
เปน การระลกึ ถงึ การเสดจ็ กลบั ลงจากเทวโลกหลงั จากทรงโปรดพทุ ธมารดา ตามความเช่ือทางพระพุทธศาสนา กลา วไวว า เทวดาที่เกิดบนสวรรคช ้นั ดาวดงึ ส
ในสวรรคชัน้ ดาวดงึ ส นั้น เมอ่ื ครง้ั เปนมนุษยหมั่นทําบุญ เพราะเห็นวา เปนสงิ่ ดีงาม และเปน ส่ิงทค่ี วรทํา
เปนนิจ

คมู อื ครู 111

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ครูเลาถงึ ความเปน มาและความสําคญั ของวัน ความอุปถัมภ์แก่พระพุทธเจ้า ตลอดจนพระศาสนาโดยรวม พระองค์ทรงถวายวัดเวฬุวัน (สวน
ธรรมสวนะ แลว ตง้ั คาํ ถามใหน ักเรียนชว ยกนั ไผ)่ ใหเ้ ป็นวัดท่ปี ระทบั ของพระพทุ ธเจ้าและภกิ ษสุ งฆ์ โดยถอื เปน็ วดั แรกในพระพุทธศาสนา
ตอบวา คราวหนง่ึ พระเจ้าพมิ พิสาร ทอดพระเนตรเหน็ พวกอัญญเดยี รถีย ์ (ผู้นบั ถอื ศาสนาอ่นื จาก
• ในวนั ธรรมสวนะ พุทธศาสนกิ ชนทีด่ ีควร พระพุทธศาสนา) มาประชมุ กนั ในวัน ๘ ค�่า และวัน ๑๔ หรือ ๑๕ คา�่ ท้ังข้นึ และแรม กน็ า� ความ
ปฏิบัติตนอยางไร กราบทูลพระพุทธเจ้า โดยทรงมีพระราชปรารภว่า “พวกอัญญเดียรถีย์ มาประชุมกัน ในวันข้ึน
(แนวตอบ พทุ ธศาสนิกชนทด่ี คี วรปฏบิ ตั ิ วันแรม ๘ ค่�า และวันข้ึนวันแรม ๑๔ หรือ ๑๕ ค�่า ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยดี พระสงฆ์ใน
กิจกรรมทางพระพุทธศาสนา เชน ทําวตั ร พระพทุ ธศาสนาน่าจะท�าอย่างนั้นบ้าง”
สวดมนตพรอ มกับพระสงฆ หรือหลงั จาก พระพุทธเจ้าจึงตรัสเรียกภิกษุสงฆ์มา และรับส่ังให้มีการประชุมในวันดังกล่าว เบื้องแรก
พระสงฆทําวตั รสวดมนตจบ รับศลี 8 พระสงฆ์ไม่ทราบว่าจะประชุมกันไปเพื่ออะไร เวลามาประชุมพร้อมกัน ต่างก็นั่งนิ่งเงียบ
ฟงธรรม บําเพ็ญจติ ภาวนา ถวายสงั ฆทาน ไม่สนทนาปราศรัยกัน บ้างก็นั่งสัปหงกด้วยความง่วงเหงาหาวนอน บ้างก็ขยับมือขยับเท้าคลาย
เปน ตน) ความเม่ือยขบ ประชาชนเห็นเข้าก็ต�าหนิว่า พระสมณศากยบุตรเหล่าน้ี ไม่ทราบว่าท�าอะไรกัน
ได้แต่นั่งน่ิงเงียบ ไม่พูดจาปราศรัยกัน เมื่อความทราบถึงพระพุทธเจ้า พระองค์จึงทรงให้มีการ
2. ครูใหต ัวแทนนกั เรยี นกลุมที่ 7 นําเสนอผล แสดงธรรม และฟังธรรม ในวันดังกล่าวน้ีด้วย เพ่ือน�าไปปฏิบัติขัดเกลาจิตใจ ต้ังแต่น้ันมา
การคนควาขอ มูลวันธรรมสวนะ วันธรรมสวนะจึงเป็นวันที่พระสงฆ์ได้ท�าประโยชน์ คือเป็นวันที่พระสงฆ์มาประชุมกันฟังธรรม

3. ครใู หนกั เรียนทาํ กิจกรรมท่ี 6.5 จากแบบวดั ฯ
พระพทุ ธศาสนา ม.1

ใบงาน ✓แบบวดั ฯ แบบฝกฯ ค�าสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซ่ึงในวันนี้พุทธศาสนิกชนจะไปวัดเพ่ือฟังธรรมท่ีแสดงโดยพระภิกษุ
และถอื ศลี อโุ บสถ (ศีล ๘) อกี ด้วย ท้งั นี้เม่ือถึงวันธรรมสวนะ พุทธศาสนกิ ชนพึงปฏบิ ัตติ นดงั น้ี
พระพทุ ธศาสนา ม.1 กิจกรรมท่ี 6.5 (๑) เวลาเช้า พระภิกษุสามเณร และ

หนวยที่ 6 วนั สาํ คัญทางพระพุทธศาสนา และศาสนพิธ� อบุ าสกอุบาสกิ า ประชุมกนั ทพ่ี ระอโุ บสถ หรอื

กิจกรรมท่ี ๖.๕ ใหน กั เรียนเติมขอ ความลงในตารางทกี่ าํ หนดให (ส ๑.๒ ม.๑/๕) คะแนนเต็ม คะแนนทไ่ี ด ศาลาการเปรยี ญ 1

ñð

วันสาํ คัญทาง ตรงกับวนั ความสําคญั (๒) พระสงฆ์ท�าวัตรสวดมนต์ เริ่มด้วย
พระพุทธศาสนา
………ข…ึ้น……๑…๕……ค…่าํ ……เด……ือ…น……๓……….. …เป…น……วัน……ท…่พี …ร…ะ…พ…ทุ …ธ…เ…จ…า…แ…ส…ด…ง…โ…อ…ว…าท……ป…า…ฏ…ิโ…ม…ก.ข.  นมัสการพระรัตนตรัย และสวดบทท�าวัตรเช้า
วนั มาฆบชู า …อ…ัน…เ…ป…น …ห…วั …ใ…จ…ส…ํา…ค…ญั …ข…อ…ง…พ……ร…ะพ……ุท…ธ…ศ…า…ส…น…า……..
ไปจนจบ
วนั วสิ าขบชู า ………………………………………………………………………………..

วันอาสาฬหบชู า ………ข…ึ้น……๑…๕……ค……่าํ …เ…ด…อื …น……๖……….. …เ…ป…น …ว…ัน…ค…ล……า ย…ว…ัน……ป…ร…ะส……ูต…ิ …ต…ร…สั …ร…ู ………………….. (๓) ในฝ่ายฆราวาส บางแห่งจะท�าวัตร
วันเขาพรรษา …แ…ล…ะ…ป…ร…ิน…ิพ……พ…า…น…ข…อ…ง…พ…ร…ะ…พ…ทุ …ธ…เ…จ…า…………………..
เฉฉบลบั ย
วนั ออกพรรษา ………ข…น้ึ ……๑…๕……ค……า่ํ …เ…ด…อื …น……๘……….. …เ…ป…น …ว…ัน…ท…ี่พ……ร…ะพ……ทุ …ธ…เจ…า…ท…ร…ง…แ…ส…ด……ง………………….. สวดมนต์ไปพร้อมกับพระสงฆ์ บางแห่งก็ท�า
…ป…ฐ…ม…เ…ท…ศ…น…า……ค…ือ……ธ…ัม…ม…จ…ัก…ก……ัป…ป…ว…ัต…ต…น…ส……ูต…ร…..

………แ…ร…ม………๑……ค…า่ํ …เ…ด…ือ…น……๘……….. …พ…ร…ะ…ส…ง…ฆ…ห……ย…ดุ …จ…า…ร…กิ …ป…ร…ะ…จ…ํา…อ…ย…ูใน……ว…ัด…………….. หลงั จากพระสงฆ์ทา� เสร็จแลว้
…๓……เด……ือ…น……เพ……่อื …ป…ฏ…บิ …ตั …ิธ…ร…ร…ม…แ…ล…ะ…ศ…า…ส…น……ก…จิ ……..

………แ…ร…ม……๑……ค…ํา่ ……เด…ือ…น……๑…๑……….. …ว…ัน…ท…พ่ี……ร…ะส……ง…ฆ…ท …าํ …พ…ิธ…ีป…ว…า…ร…ณ…า…แ…ล…ะ…ม…ีก…า…ร……….. (๔) จากนนั้ กม็ กี ารรบั ศลี ๕ หรอื ศีล ๘
…ต…กั …บ……าต……ร…เท…โ…ว…โ…ร…ห…ณ…ะ………………………………………..

กิจกรรมท่ี ๖.๖ ใหน ักเรียนพิจารณาภาพ แลวเตมิ ขอ ความการปฏบิ ตั ติ น คะแนนเต็ม คะแนนทีไ่ ด ตามความเหมาะสม เสร็จแล้วพระธรรมกถึก
ในวันธรรมสวนะใหถ ูกตอ ง (ส ๑.๒ ม.๑/๕)
õ

…………ส…ว…ด…ม…น…ต… …ท…าํ …วัต…ร………………… …………ฟ……ง…ธร…ร…ม……ถ…ือ…ศ…ลี ……๘…………… ……ท…ํา…บ…ุญ……ต…กั …บ……าต…ร……ฟ…ง…ธ…ร…ร…ม…… การฟงธรรมในวันส�าคัญทางศาสนาหรือวันธรรมสวนะ ขึ้นธรรมาสน์แสดงธรรม ระหว่างฟังธรรม
…………แส……ด…ง…ธ…รร…ม…………………………… …………บ……าํ เ…พ…ญ็ …ก…ศุ……ล……………………… นอกจากจะช่วยกล่อมเกลาจิตใจแล้ว ยังสามารถน�าหลัก ก็ประนมมือต้ังใจฟังด้วยความเคารพ ก�าหนด
……………………………………………………… ธรรมท่ีได้ไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการด�าเนินชีวิต ไปตามเนื้อหาพระธรรมเทศนาที่พระแสดง
ได้ด้วย เพอ่ื เจริญศรทั ธาและสตปิ ัญญา
ผลทไี่ ดร บั จากการปฏบิ ตั ติ น ตนเอง คือ …เพ…ิ่ม…พ…ูน……ศ…ร…ัท…ธ…าใ…น…พ……ร…ะพ…ุท……ธศ……าส…น……า……เพ…ื่อ…เ…ป…น…แ…น…ว…ท…า…ง…ใ…น..
………………………ก…า…ร…ป…ฏ…บิ……ตั …ิต…น…ท…่ดี …ี …………………………………………………………………. 11๒
สงั คม คอื …ส…ร…า…ง…ส…ัม…พ…ัน……ธ…ท …่ดี …ขี …อ…งค……น…ใ…น…ช…มุ …ชน……ส……ร…า ง…ค…ว…า…ม…ส…า…ม…ัค…ค…ี ….

(พิจารณาคําตอบของนักเรยี น โดยใหอยูในดุลยพนิ ิจของครูผูสอน)

๕๖

เกร็ดแนะครู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNิดET
วันสาํ คัญทางพระพุทธศาสนาที่มีความสําคญั มากท่ีสดุ คือวันใด และ
ครอู าจนิมนตพระมาเทศนธรรมะสอนใจใหก บั นกั เรียนฟง โดยเปดโอกาสให เน่ืองดวยเหตุใด
นักเรยี นซกั ถามขอสงสัยในหัวขอ ธรรมะดังกลา ว แนวตอบ วันวสิ าขบชู ากลา วไดวา เปนวันสําคัญทางพระพทุ ธศาสนา
ที่มคี วามสําคัญมากทีส่ ดุ เนอื่ งจากเปนวนั คลายวันประสูติ ตรสั รู และ
นักเรียนควรรู ปรนิ ิพพานของสมเด็จพระสมั มาสัมพุทธเจา พระศาสดาผูเผยแผห ลกั ธรรม
คําสอน โปรดสัตวโลกทั้งปวงใหพน ทกุ ข ซง่ึ ปจ จบุ ันองคการสหประชาชาตไิ ด
1 ทาํ วตั รสวดมนต กจิ ของพระสงฆท ี่ตองปฏิบัตเิ ปนประจําวนั ละ 2 คร้ัง คือ ประกาศใหเ ปน วนั สาํ คัญสากลของโลก
ชวงเชาและชวงเยน็ โดยสวดบชู าพระรัตนตรัย สวดพจิ ารณาปจ จัยท่บี ริโภค
ทุกวนั สวดเจริญกรรมฐาน สวดอนโุ มทนาทานของทายก และสวดแผส วนกุศล

112 คูมือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate

ขยายความเขา ใจ Expand

(๕) เมื่อเทศนจ์ บ หวั หนา้ อบุ าสกอบุ าสิกานา� กลา่ วสาธุการ ๓ คร้ัง (สาธ ุ สาธุ สาธ)ุ เป็น 1. ครใู หนักเรียนวเิ คราะหค ณุ คาของวันสาํ คญั
อนั เสรจ็ พธิ ี ทางพระพทุ ธศาสนาตอ สังคมไทย
วันธรรมสวนะ ท่ีพระพทุ ธเจ้าทรงบัญญตั ิข้นึ ก่อเกดิ ประโยชน ์ ดังน้ี (แนวตอบ วันสําคญั ทางพระพทุ ธศาสนาเปน
(๑) ในฝ่ายสงฆ์ วันธรรมสวนะเป็นโอกาสให้พระสงฆ์ได้มาประชุมกันฟังค�าส่ังสอนของ บอเกดิ ของขนบธรรมเนียมและวฒั นธรรมไทย
พระพทุ ธเจ้า เปน กลไกควบคุมสังคมใหอยูอยางสงบสขุ
(๒) เปดิ โอกาสใหพ้ ระภกิ ษสุ ามเณรได้ผลัดกันแสดงธรรม เท่ากับเป็นวิธีฝึกตนให้มีความ ทง้ั น้ี ยงั ทําใหพ ทุ ธศาสนกิ ชนนอมราํ ลกึ ถงึ
สามารถในการถ่ายทอดธรรม อันจักเปน็ กา� ลงั สา� คญั ในการประกาศพระพทุ ธศาสนา คณุ ของพระรัตนตรัย หลักคําสอนของ
(๓) ในฝ่ายอุบาสกอุบาสิกา เมื่อได้ฟังธรรมในวันธรรมสวนะ ก็จะเพ่ิมพูนศรัทธาใน พระพุทธเจา ตลอดจนนาํ หลักธรรมตา งๆ ไป
พระรตั นตรยั และพระพทุ ธศาสนาโดยรวม ปฏิบตั ิในชวี ติ ประจาํ วนั เพื่อใหเกิดประโยชน
(๔) ได้ฟงั สิ่งทค่ี วรรับฟงั ทราบแนวทางปฏิบตั ติ นในฐานะชาวพทุ ธท่ีดี สงู สุดตอ สังคม)
(๕) สง่ิ ท่เี คยฟังแล้ว จะไดร้ ู้เพิม่ เติมแจม่ แจ้งยงิ่ ข้ึน
(๖) บรรเทาความสงสัย คือ หายสงสยั ในบางเรื่องท่ีตนไมเ่ ขา้ ใจมานาน 2. ครูและนักเรียนรว มกันสรปุ ประวัติและ
(๗) ได้รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรควรละ อะไรควรบ�าเพ็ญ เป็นพุทธศาสนิกชนท่ีมีความ ความสาํ คัญของวนั สาํ คัญตางๆ ทางพระพทุ ธ-
เหน็ ถกู ต้องตามหลกั พระพุทธศาสนา ศาสนา แลว ใหน กั เรียนแตล ะกลุม จดั ปาย
(๘) ในส่วนสังคม วันธรรมสวนะเป็นวันที่สมานสัมพันธ์ชุมชนไว้เป็นหนึ่งเดียว ท�าให้ นิเทศเกย่ี วกบั วันสาํ คัญตา งๆ พรอ มตกแตง
ชุมชนนั้นๆ มีความสามัคคี เพราะสมาชิกในชุมชนจะได้มีโอกาสมาพบปะกัน ได้มีโอกาสพูดคุย ใหสวยงาม
แลกเปล่ียนทัศนะกันทั้งทางโลกและทางธรรม หากใครมีเร่ืองเดือดร้อน คนอื่นๆ ก็ควรให้ความ
อนุเคราะห์ชว่ ยเหลือกนั ตามสมควรแก่อัตภาพ ตรวจสอบผล Evaluate

เร่ืองน่ารู้ 1. สังเกตจากความถูกตองของการตอบคาํ ถาม
และแสดงความคิดเหน็ ในช้นั เรยี น
คุณประโยชน์ที่ไดร้ บั จากวันสา� คญั ทางพระพุทธศาสนา
2. ตรวจสอบจากความสวยงามของผลงาน
พุทธศาสนิกชนทว่ั ไปย่อมจะไดร้ บั ประโยชนจ์ ากวันสา� คัญทางพระพุทธศาสนาดงั ต่อไปน้ี ภาพวาดเหตกุ ารณใ นวนั สําคัญทาง
มเี วลาในการปฏิบัตศิ าสนกจิ มากขน้ึ เพราะวันส�าคญั ทางพระพทุ ธศาสนามักเปน็ วันหยดุ ราชการ ทั้งนี้ พระพุทธศาสนา

เพ่ือเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนได้มีเวลาไปประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาตามประเพณีนิยม ซ่ึงโดยปกติ 3. ตรวจสอบจากความถูกตองของงานเขียนเลา
พุทธศาสนิกชนเป็นผู้มีศีลมีธรรมอยู่แล้ว แต่ในวันส�าคัญทางพระพุทธศาสนาบางท่านอาจรักษาศีลให้เคร่งครัด ประสบการณการเขารวมงานประเพณี
ยิง่ ขนึ้ ไปอีก โดยเฉพาะในวันเข้าพรรษาจะมผี ูอ้ ธิษฐานตนรกั ษาศีลเป็นพเิ ศษตลอดระยะเวลา ๓ เดือน แหเ ทียนพรรษา

ไดม้ โี อกาสรว่ มบ�าเพ็ญสาธารณประโยชน์ หลงั จากปฏิบตั ศิ าสนกจิ เสรจ็ เรยี บรอ้ ยแลว้ พุทธศาสนกิ ชน 4. ตรวจสอบจากความสมบูรณของขอมูลความรู
ก็จะร่วมมือร่วมใจกันบ�าเพ็ญสาธารณประโยชน์ เช่น ซ่อมแซมและท�าความสะอาดวัด บริจาคโลหิต สละทรัพย์ ในการจัดปายนเิ ทศ
บ�ารุงโรงพยาบาล ขุดลอกทางระบายน�้า เป็นต้น ซึ่งการบ�าเพ็ญสาธารณประโยชน์นี้ นอกจากผู้บ�าเพ็ญจะได้รับ
ความอิ่มเอิบใจแลว้ บุคคลอนื่ หรอื สังคมก็ยังไดร้ บั ผลประโยชน์อีกด้วย

113

แนวขอ สNอบTเนนOก-าNรคETดิ บูรณาการอาเซยี น

ผทู ่ีไดฟง ธรรมเปน ประจําจะมีลกั ษณะอยางไร ครูอธิบายขอ มลู เพ่มิ เตมิ เก่ียวกบั งานประเพณขี องประเทศทีน่ ับถอื พระพทุ ธ-
แนวตอบ ผูฟงธรรมเปนประจาํ จะเปน ผูมคี วามรอบรหู ลกั ธรรมทาง ศาสนาในอาเซียน เชน ประเทศลาว ซ่งึ มีประเพณี วัฒนธรรมท่เี ก่ยี วเน่ืองกบั
พระพุทธศาสนา สามารถเลือกหลักธรรมนาํ ไปประยกุ ตใชในการดาํ เนินชวี ติ พระพุทธศาสนา และมคี วามคลายคลึงกับภาคตะวันออกเฉียงเหนอื ของไทย คือ
ไดอ ยางเหมาะสม และมีสตใิ นการคิดไตรต รองแกไ ขปญหาตางๆ โดยอยบู น ฮตี สิบสอง หมายถึง จารตี ประเพณี 12 เดือน เชน
พื้นฐานของหลกั ศีลธรรม เปน ผทู ป่ี ระสบความเจริญรงุ เรอื งในชวี ติ
• เดอื นอา ย : บุญเขากรรม เพ่อื ใหพ ระภกิ ษเุ ขา พธิ กี รรมปลงอาบตั ดิ ว ยการอยู
ในเขตท่ีจํากดั เพอ่ื ชาํ ระจิตใจใหส ะอาด

• เดอื นย่ี : บญุ คณู ลาน หรอื บญุ กองขา ว จดั หลงั ฤดเู กบ็ เกยี่ ว กอ นทจี่ ะนาํ ขา วทน่ี วด
แลว ไปเกบ็ ในยงุ ฉาง จะมกี ารทาํ บญุ ขวญั ขา ว มกี ารนมิ นตพ ระภกิ ษมุ าสวด เพอื่
ใหเ กดิ ความเปน สริ มิ งคล และเปน นมิ ติ หมายทดี่ ใี หป ต อ ไปทาํ นาเกดิ ผลดยี ง่ิ ขนึ้

• เดอื นสาม : บุญขาวจี่ จัดหลงั งานมาฆบชู า ชาวนาจะนาํ ขา วจ่หี รอื ขาวเหนียว
ที่น่ึงสุกแลว ปน เปน กอนทาเกลือ นําไปเสยี บไมยาง จากนัน้ นําไขม าทาใหท่วั
แลวยา งจนไขสกุ และถอดไมเสียบออก นาํ นา้ํ ตาลออ ยยดั ลงตรงกลางเปน ไส
นาํ ถวายพระสงฆใ นชวงท่ีหมดฤดทู ํานาแลว เพ่ือเปน การทาํ บญุ

คมู ือครู 113

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Expand Evaluate
Explain

กระตนุ ความสนใจ Engage

ครูสุมตัวแทนนักเรยี นออกมาเลาประสบการณ ò. ÈÒʹ¾¸Ô Õ
การเขารว มศาสนพธิ ใี หเ พือ่ นในชนั้ เรียนฟง

สาํ รวจคน หา Explore ๒.๑ การจัดโตะหมูบูชา

ครูใหน ักเรียนศึกษาคน ควารปู แบบและขนั้ ตอน การจัดโตะหมูบูชา คือ การจัดท่ีบูชาพระ แสดงความเคารพตอพระพุทธเจา ซ่ึงสามารถ
การปฏบิ ตั ใิ นการจัดศาสนพธิ ี เพอื่ นาํ มาฝก ปฏบิ ตั ิ ทาํ ได ๒ ทาง คอื บชู าดว ยส่งิ ของ เรียกวา อามิสบูชา และบูชาดว ยการปฏบิ ัตติ นตามคําสอน
การจัดศาสนพิธี 1 พธิ ี โดยศกึ ษาจากหนังสือ เรียกวา ปฏิบัติบูชา การจัดที่บูชาถือเปนอามิสบูชา มีจุดมุงหมายเพื่อใหเปนที่ระลึกถึง
เกีย่ วกับศาสนพิธี หรอื สอบถามจากผรู ู พระพุทธเจา เพื่อความสงบทางจิตใจ เพื่อเตือนสติใหทําความดีและเพ่ือความเปนสิริมงคล
การจดั โตะ หมบู ชู า สามารถแบง ไดเ ปน ๒ ลักษณะ ดังน้ี

อธบิ ายความรู Explain ๑) การจัดท่ีบูชาในศาสนพิธี การประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาน้ัน จะ
ตองจัดท่บี ชู าพระดว ย โดยมีพระพุทธรูป แจกนั ดอกไมอ ยา งนอ ย ๑ คู เชงิ เทียนอยางนอ ย ๑ คู
และกระถางธปู
1. ครใู หนกั เรยี นนาํ ความรทู ี่ศกึ ษาคน ความา การจัดที่บูชานิยมจัดเปนโตะหมูบูชา เชน โตะหมู ๕ ประกอบดวยโตะ ๕ ตัว
รวมกนั อภิปรายความหมาย ความสําคัญ และ เปนตน ถแาตหตาอโตงใะชหผมาูไขมาไว1ดห รจือะผใาชสตะ่ังอหารดือสโีเตรียะอบะปไูรรอกง็ไพด้ืนทเี่สสมียคกวอรนนําแมลาวจหัดาเตป่ังนหโรตือะโบตูชะเาล็กเรๆียกววางา
ลาํ ดับขั้นตอนของการจัดศาสนพิธี โตะเดี่ยว
ซอนเพือ่ เปนท่ีต้ังพระพทุ ธรูป
2. ครสู นทนาถงึ การจัดโตะหมบู ูชาและใหน กั เรยี น การตั้งพระพุทธรูป นิยมตั้งใหหันพระพักตรไปทางเดียวกับพระสงฆ โดยพระสงฆ
ชวยกนั บอกความสาํ คญั และองคป ระกอบใน น่งั ทางเบือ้ งซายของพระพุทธรปู เพอ่ื จะไดถ ือวาใหพระพุทธรปู เปน ประธาน มเี คร่ืองบูชา ไดแก
การจดั โตะ หมบู ูชา

ธูป เทยี น ดอกไม โดยการจัดจะขึน้ อยูกับวาใชโตะหมูก ่ตี วั ดงั น้ี

๑๑๔

เกรด็ แนะครู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNิดET
อามิสบูชากับปฏบิ ัติบูชา มคี วามแตกตา งกนั อยา งไร
ในการจัดการเรียนการสอนเก่ียวกับศาสนพิธี ครูควรจะจดั กจิ กรรมใหนกั เรียน แนวตอบ อามิสบชู า เปนการบูชาดวยสงิ่ ของ สวนปฏิบัตบิ ชู า เปน การ
ไดล งมอื ฝกปฏิบตั จิ ริง โดยครูใหน ักเรียนไปศึกษาความรจู ากแหลงการเรยี นรูตางๆ บูชาดวยการปฏบิ ตั ติ ามคาํ สอนของพระพทุ ธเจา ทง้ั นี้ เพ่อื ใหเ กิดความ
เชน เขารวมในพธิ กี รรมตางๆ ที่วัดใกลบาน เปนตน เพอื่ ใหนกั เรยี นไดนําความรู สขุ สงบทางใจอยา งแทจ รงิ พทุ ธศาสนิกชนควรแสดงความเคารพตอ
และประสบการณม าฝก ปฏบิ ัติจรงิ โดยครูควรจัดสถานที่ บรรยากาศใหเ ปนงาน พระพุทธเจาดวยวธิ กี ารท้งั สองควบคกู ันไป เพราะจะเปน การปลกู ฝงให
พธิ กี รรม เชน งานทําบุญเล้ียงพระ หรอื ครอู าจเชิญวิทยากรมาใหค วามรเู พ่ิมเตมิ ผูปฏบิ ัติมจี ิตใจโอบออมอารี รูจกั เสียสละ ปฏิบัติตนอยใู นศลี ธรรม และ
นับเปนการสืบทอดพระพทุ ธศาสนาใหคงอยสู ืบไป
นกั เรียนควรรู

1 ผาขาว การใชผาขาวปูนัน้ ไมไ ดเ ปน บทบัญญัตใิ นทางพระพุทธศาสนา แต
เปนธรรมเนียมปฏบิ ตั ทิ ีน่ ิยมกัน เพราะดูสะอาดตา มีความเรยี บรอย ขณะเดียวกัน
กม็ นี ยั ทางธรรมเพอื่ สอ่ื ใหเ หน็ วา พธิ กี รรมทจี่ ะปฏบิ ตั เิ ปน สง่ิ สะอาด บรสิ ทุ ธดิ์ จุ ผา ขาว
ดังน้นั ผรู ว มพธิ กี ็พงึ ขัดเกลาจิตใจหรือมีสมาธิอยูกบั พธิ กี รรม ไมว อกแวกไปเรื่องอน่ื
เพื่อผลของการรวมพธิ ีกรรมจะชว ยทาํ ใหใจของเราสะอาดบริสทุ ธ์เิ พิ่มขึน้

114 คมู ือครู

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

๑.๑) โตะเดยี่ ว ใชแ้ จกนั ๒ เชิงเทยี น ๒ กระถางธูป ๑ มีวธิ ีวางตามแผนผัง 1. ครใู หน กั เรยี นดูภาพการจดั โตะ หมูบชู า
ตอ่ ไปน ้ี จากหนังสอื เรยี นหนา 115 แลวอภปิ รายถึงวิธี
การจดั โตะ หมูบ ูชาแบบโตะ เดย่ี ว โตะหมู 4
แผนผังการจดั โตะเดีย่ ว
2. ครูใหนกั เรยี นอภิปรายรว มกนั วา นอกจาก
๑.๒) โตะหม ู่ ๔ มี ๒ แบบ คอื แบบธรรมดา และแบบโตะซดั (โตะ ปกหรือโตะ การจดั โตะ หมบู ชู าในพธิ ที างพระพทุ ธศาสนาแลว
เคียง) ใช้แจกัน ๑ (แบบธรรมดาใช้ ๒) เชิงเทียน ๒ (แบบธรรมดาใช้ ๖) กระถางธูป ๑ ในปจ จุบันนยิ มจดั โตะ หมูบชู าในงานใดบาง
พานดอกไม้ ๒ หากสถานทจี่ า� กัดมากอาจใชเ้ ครอื่ งบชู าแบบอยา่ งละหนงึ่ ได้ คอื พานดอกไม้ ๑ (แนวตอบ เชน การจดั โตะหมูบูชาในพิธี
เชงิ เทียน ๑ และกระถางธปู ๑ มวี ิธกี ารวางตามแผนผงั ต่อไปน ้ี ถวายพระพร พิธรี บั พระราชทานเครื่องราช-
อสิ ริยาภรณห รือของพระราชทาน ในพิธีถวาย
สักการะเน่อื งในวันสําคญั เก่ียวกับสถาบนั
พระมหากษตั ริย การจดั โตะหมูบชู าใน
การประชุมหรอื สัมมนา เปน ตน )

แผนผงั การจดั โตะ หมู ๔

สา� หรบั โตะ ซดั เป็นคา� เรียกโตะ หม่ ู ๔ ที่จัดโดยทแยงมุมโตะ ออก ตง้ั เคร่ือง
บูชาและพระพุทธรูปทแยงตามมุมโตะ หรือตั้งบริเวณมุมห้องโดยทแยงกับมุมห้องด้านตรงข้าม
ใชส้ า� หรับบา้ นท่ีมีสถานทจ่ี �ากัดไม่มที ่ีจัดโตะ หม่บู ชู า สว่ นจะเรียกโตะปก หรือโตะเคยี งน้นั ขึน้ อยกู่ บั
การวางโตะ หากน�าโตะหมู่ ๔ ไปตั้งไว้ข้างหนง่ึ ของโตะหมใู่ หญ่ จะเรียกวา่ โตะ ปก ถ้าต้ังไวท้ งั้ สอง
ข้างจะเรยี กวา่ โตะเคียง หมายถงึ โตะทีต่ ้งั เคยี งค่กู ับโตะหมูใ่ หญ่

11๕

บรู ณาการเช่ือมสาระ เกรด็ แนะครู

ครูสามารถนําเนื้อหาเร่อื ง การจัดโตะ หมูบชู า มาบูรณาการเช่ือมโยงกบั ครูอธิบายเพ่มิ เตมิ วา การจดั โตะหมบู ชู าเปน วฒั นธรรมประจําชาติไทยที่
กลุม สาระการเรียนรูศลิ ปะ วชิ าทัศนศิลป เร่ือง การจัดองคป ระกอบศลิ ป สบื ทอดกนั มานาน แตไมปรากฏหลกั ฐานชดั เจนวา เกิดข้ึนในสมยั ใด สมเด็จกรม-
โดยใหน ักเรียนสบื คนภาพหรอื ชว ยกันจดั โตะหมบู ูชาที่ถูกตอ งสวยงาม พระยาดาํ รงราชานุภาพ ทรงอธิบายไวว า เครื่องบชู าชนิดนีเ้ ปนความคดิ แบบไทย
แตก ระบวนการจัดเอาอยางมาจากการจดั แตง เคร่อื งเรอื นของจีน เม่อื รชั กาลท่ี 2
กจิ กรรมทาทาย สง ราชทตู ไทยออกไปเมอื งปก กงิ่ ไดเ ครอื่ งเรอื นจากจนี มาแตง พระราชวงั หลวง จงึ เปน
เหตใุ หเกดิ ความนิยมมาเปน ท่ีแรก แตข อมูลจากจดหมายเหตุสมัยรชั กาลที่ 3 เมอ่ื
ใหน กั เรยี นจัดกจิ กรรมประกวดการจัดโตะ หมูบูชาในศาสนพธิ แี บบตา งๆ พ.ศ. 2391 พบวา มีการจัดโตะหมบู ูชาในงานฉลองที่วัดพระเชตพุ นวมิ ลมังคลาราม
โดยนิมนตพระธรรมวทิ ยากรมาชีแ้ นะในการจัดโตะ หมใู หถกู ตอ งเหมาะสม ตอ มาในสมัยรชั กาลที่ 4 มกี ารประกวดจดั โตะหมูบูชารปู แบบตา งๆ ในพระบรม-
และประหยดั มหาราชวัง และในวดั พระศรรี ตั นศาสดาราม ซง่ึ รูปแบบการจดั โตะหมบู ชู าดงั กลาว
ไดสบื ทอดตอมาจนถึงปจ จบุ นั สว นการจัดโตะ หมูบชู าในสถานทีร่ าชการ หรือใน
พิธกี ารตา งๆ เริ่มขึน้ ในสมัยรฐั บาลของจอมพล ป. พบิ ูลสงคราม

คมู อื ครู 115

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ครใู หน กั เรยี นดภู าพการจดั โตะหมู 5 และโตะ ๑.๓) โตะ หม่ ู ๕ ใช้แจกัน ๔ พานดอกไม ้ ๕ เชิงเทียน ๖ (หรือ ๘) กระถาง
หมู 7 จากหนงั สือเรียนหนา 116 แลว อภปิ ราย ธูป ๑ มวี ธิ วี างตามแผนผงั ต่อไปนี้
ถึงวธิ กี ารจดั
แผนผงั การจัดโตะ หมู ๕
2. ครูใหนักเรียนวเิ คราะหค วามสําคัญของการจดั
โตะหมูบูชา ๑.๔) โตะหมู่ ๗ ใชแ้ จกนั ๔ พานดอกไม ้ ๕ เชิงเทยี น ๘ (หรอื ๑๐) กระถาง
(แนวตอบ ความสําคญั ของการจัดโตะ หมบู ูชา มี ธูป ๑ มีวิธีวางตามแผนผังตอ่ ไปนี้
ดังนี้
- เปน สัญลกั ษณเ ตือนพุทธศาสนกิ ชน (ทง้ั ใน
กลมุ ของพระสงฆแ ละฆราวาส) ใหมีจิตสํานึก
และเกดิ ศรัทธาเลอ่ื มใสในพระพทุ ธศาสนา
เนือ่ งจากการจดั โตะ หมูบ ชู าทใี่ ชใ นพธิ กี รรม
ทางศาสนาตอ งอญั เชญิ พระพทุ ธรปู ประดษิ ฐาน
บนโตะหมตู รงกลางทสี่ งู ท่สี ดุ เสมอื นหน่ึง
พระพทุ ธเจาไดป ระทบั อยูตลอดเวลาและ
เปน ประธานในพิธดี วย จึงเปนการย้ําเตือน
ใหพทุ ธศาสนกิ ชนซาบซง้ึ ถึงพระปญญาของ
พระพทุ ธองคทท่ี รงตรัสรไู ดดว ยพระองคเอง
- เปนสัญลักษณแ สดงถงึ วัฒนธรรมและ
ประเพณไี ทย ท้ังการแกะสลกั การลงรัก
ปดทอง และการฝงมุกของชุดโตะ หมูบ ูชา
อนั เปน ลวดลายวิจิตรสวยงาม หรอื การจัด
ตกแตง พานพมุ บชู าพระรตั นตรัย พานพุม
เฉลมิ พระเกยี รติ และการจดั แจกันดอกไม
แบบไทยทีส่ ะทอนใหเ หน็ ถึงภูมิปญญาไทย
ศิลปะการประดษิ ฐด อกไมแบบไทย ซึง่
มคี วามประณตี งดงาม)

แผนผังการจัดโตะ หมู ๗

11๖

เกร็ดแนะครู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNิดET
การจดั โตะหมบู ชู าสะทอนถึงวฒั นธรรมไทยอยางไร
ครอู ธิบายขอมลู เพม่ิ เตมิ วา ในการจดั โตะ หมบู ชู า ประกอบดว ย แนวตอบ สะทอนใหเ ห็นวา สังคมไทยวัฒนธรรมไทยเก่ียวของกับ
เทยี น หมายถงึ การบชู าพระธรรม การจุดเทียน หมายถึง ความสวาง นยิ ม พระพทุ ธศาสนา โตะ หมู รวมถงึ อปุ กรณท ่ีใชบ นโตะ หมู นอกจากจะมี
ความงดงาม มีลวดลายออ นชอยแลว ยงั มีการจัดวางอยา งแนบเนียน มี
จดุ เทียน 2 เลม เพ่อื บูชาพระธรรมและพระวินัย หลักเกณฑใ นการวาง เปน การแสดงออกถงึ การใหค วามเคารพนบั ถือ
ธปู หมายถงึ การบชู าพระพทุ ธ การจดุ ธปู หมายถงึ การเตอื นสตใิ หช าวพทุ ธ อยา งสูงตอพระพทุ ธศาสนา

รจู ักเผากิเลสของตน นิยมจุดธปู 3 ดอก เพอ่ื บชู าพระปญญาคณุ
พระบรสิ ทุ ธิคณุ และพระมหากรุณาคุณ
ดอกไม หมายถึง การบชู าพระสงฆ การประดบั ดอกไม หมายถึง ความงดงาม
ของพระสงฆท ี่มีแบบแผน มีกิรยิ าทางกาย วาจา และใจอยใู นศีลธรรม

116 คูม อื ครู

กระตุน ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

๑.๕) โตะหมู่ ๙ ใช้แจกัน ๖ พานดอกไม้ ๗ เชิงเทียน ๑๐ (หรือ ๑๒) 1. ครูใหนกั เรยี นดูภาพการจัดโตะ หมู 9
กระถางธปู ๑ มวี ธิ วี างตามแผนผังตอ่ ไปน้ี จากหนังสอื เรยี นหนา 117 แลวอภิปรายถงึ
วิธีการจัด

2. ครใู หน ักเรียนเขียนอธบิ ายการจดั โตะ หมบู ูชา
พระประจําบานของนกั เรียน หรือสถานทีอ่ ่ืนๆ
วาเปนการจัดโตะหมูบชู าแบบใด พรอ มวาดผงั
การจดั ประกอบคาํ อธบิ าย ลงกระดาษรายงาน
สง ครูผูส อน

3. ครใู หนกั เรียนทาํ กิจกรรมท่ี 6.3 จากแบบวดั ฯ
พระพุทธศาสนา ม.1

ใบงาน ✓แบบวดั ฯ แบบฝกฯ
พระพุทธศาสนา ม.1 กจิ กรรมท่ี 6.3

หนว ยท่ี 6 วันสําคญั ทางพระพุทธศาสนา และศาสนพธิ �

แผนผังการจดั โตะหมู ๙ กิจกรรมท่ี ๖.๒ ใหน กั เรยี นศกึ ษาเรอื่ งศาสนพธิ ี แลว โยงคาํ ทมี่ คี วามหมาย คะแนนเตม็ คะแนนท่ไี ด
สอดคลอ งกัน (ส ๑.๒ ม.๑/๔)
๒) กำรจัดท่ีบูชำพระประจ�ำบำน การจัดที่บูชาพระท่ีบ้าน นิยมจัดตามสภาพ õ

ของบ้านและฐานะของเจ้าบ้าน เช่น ถ้าเป็นบ้านเล็กๆ นิยมมีห้ิงพระติดข้างฝา ถ้าบ้านขนาด ๑. ศาสนพิธี การให
ปานกลางอาจมีโตะเดี่ยวบูชา ถ้ากว้างมากนิยมมีโตะหมู่บูชาจัดเป็นห้องต่างหาก คือ ห้องพระ ๒. ทาน พธิ ีกรรมทางพุทธศาสนา
ประจ�าบ้าน ทงั้ นี้ผงั การจดั โตะหมูน่ ีม้ ีลักษณะดังทก่ี ลา่ วมาแลว้ ๓. ศีล การเช้อื เชิญพระสงฆใหศ ลี
๔. ภาวนา การเช้ือเชญิ ขอใหพ ระสงฆเ จรญิ พระพุทธมนต
เรื่องน่ารู้ ๕. อาราธนาศลี สาํ รวมกาย วาจา ใจ
๖. อาราธนาธรรม ทําบญุ เพื่อใหเกิดความสขุ
พระพุทธรูปกับทิศตะวันออก ๗. สมาทานศีล ทาํ บญุ เก่ียวเนอื่ งกบั คนตาย
มคี ตคิ วามเชอื่ เกยี่ วกบั การตงั้ พระพทุ ธรปู ในอาคารบา้ นเรอื น สา� นกั งาน มกั ๘. อาราธนาพระปริตร การอบรมจติ ใจใหผ องใส
๙. ทาํ บญุ งานมงคล การเช้ือเชิญใหพ ระสงฆแ สดงธรรม
นยิ มใหพ้ ระพทุ ธรปู หนั หนา้ ไปทางทศิ ตะวนั ออก1 เหตทุ มี่ คี วามเชอ่ื เชน่ น ี้ คงสบื เนอื่ ง ๑๐. ทําบญุ งานอวมงคล การรบั ศีล/งดเวนความชั่ว

มาจากคติที่ว่า ในวันที่เจ้าชายสิทธัตถะตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กจิ กรรมท่ี ๖.๓ ใหน กั เรยี นเขยี นเครอ่ื งหมาย ✓ ลงในชอ งวา งหนา ขอ ความ คะแนนเต็ม คะแนนท่ไี ด
พระองคป์ ระทบั นง่ั หนั พระพกั ตรไ์ ปทางทศิ ตะวนั ออกและตรสั รใู้ นชว่ งใกลร้ งุ่ ที่ถูก และเขยี นเครอื่ งหมาย ✗ ลงในชองวา งหนาขอความ
เฉฉบลับย ทีผ่ ิด พรอ มท้งั แกไขขอที่ไมถ ูกตอ ง (ส ๑.๒ ม.๑/๔) õ
เมื่อมีการสร้างพระพุทธรูปไว้เคารพบูชา จึงถือเอาทิศตะวันออกเป็นหลัก
ในการตงั้ พระพทุ ธรปู ซงึ่ แทท้ จ่ี รงิ เปน็ ความนยิ มของชาวพทุ ธ แตใ่ นทางพระพทุ ธศาสนามไิ ดม้ ขี อ้ กา� หนดไวแ้ ตอ่ ยา่ งใด ✓…………….. ๑. การจัดโตะหมูบ ชู าถอื วา เปนอามิสบูชา …………………………………………………………………………….
✓…………….. ๒. การบชู าดว ยการปฏบิ ตั ติ นตามคาํ สอนของพระพทุ ธเจา เรยี กวา ปฏบิ ตั บิ ชู า ………….
ส�าหรับชาวพุทธบางท่านก็มิได้ยึดถือมั่นในเรื่องนี้ เพราะเห็นว่ามิใช่แก่นของศาสนา และหลักธรรมทาง ✓…………….. ๓. การจัดโตะ หมบู ูชาไมต องตั้งครบรูปแบบก็ได ถา ใชในพธิ ธี รรมดา …………………………..
พระพุทธศาสนาก็สอนมใิ ห้ยึดตดิ ในส่งิ เหลา่ นี้ ✗…………….. ๔. ทศิ ทางท่ีหันหนา โตะหมูบ ชู านยิ มหันไปทางทศิ เหนือ …ต…ะ…ว…ัน…อ…อ…ก……………………………….
✗…………….. ๕. การต้ังโตะหมูใหหันไปทางเดียวกับพระภิกษุ โดยใหพระภิกษุน่ังอยูทางดาน
11๗
✓…………….. ๖. ขวามอื ของโตะ หมู …ท…า…ง…ซ…า …ย…ม…อื …ขอ…ง…โ…ต…ะ…ห…ม…ู ………………………………………………………………………….
✗…………….. ๗. อุปกรณก ารจัดโตะ หมูบูชา มแี จกัน พานดอกไม เชงิ เทยี น กระถางธูป ……………..
โตะ หมู ๕ ใชแ จกัน ๔ พานดอกไม ๖ เชงิ เทยี น ๖ หรอื ๘ กระถางธปู ๑
…พ…า…น…ด…อ…ก…ไ…ม… …๕……………………………………………………………………………………………………………………………….
✓…………….. ๘. โตะหมู ๗ ใชแจกนั ๔ พานดอกไม ๕ เชิงเทยี น ๘ หรือ ๑๐ กระถางธปู ๑

✗…………….. …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

๙. จดุ เทยี นดา นซา ยมอื ของพระพทุ ธรปู กอ น ตอ จากนน้ั จงึ จดุ ทางขวามอื ตามลาํ ดบั
…จ…ุด…เ…ท…ยี …น…ท…า…ง…ขว…า…ม…ือ…ข…อ…ง…พ…ร…ะ…พ…ุท…ธ…ร…ปู …ก…อ…น………………………………………………………………………………….
✓…………….. ๑๐. ดา นหนา โตะ หมบู ชู าควรวางโตะ ทก่ี ราบพระสาํ หรบั ประธานในพธิ ดี ว ย …………………..

๕๔

กจิ กรรมสรา งเสรมิ นักเรียนควรรู

ครใู หน กั เรียนรวบรวมชนดิ ของดอกไมท ค่ี วรแกก ารนํามาบชู า 1 ตรสั รู การรูแจง ซ่ึงพระพทุ ธเจาทรงตรัสรูญาณ 3 ไดแก
พระรตั นตรยั หรอื นาํ มาจดั โตะหมูบชู า พรอ มกับบอกความหมายหรือ 1. บุพเพนิวาสานุสตญิ าณ ความรูเปนเหตุใหระลึกถงึ ขันธ คอื ระลึกชาตไิ ด
เหตผุ ลทค่ี นไทยนยิ มนาํ ดอกไมด งั กลาวมาบชู าพระ 2. จตุ ูปปตาญาณ ความรใู นการเกิดของสตั วทงั้ หลาย คือ หูตาทพิ ย
3. อาสวักขยญาณ ความรใู นการกาํ จัดกิเลสและเขาสพู ระนิพพาน คอื
อริยสัจ 4 พระพทุ ธเจาทรงตรสั รู เม่ือทรงมีพระชนมายุ 35 พรรษา ซึ่ง
ในวนั ท่ี 4 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2555 จงึ ครบรอบ 2,600 ปแหงการตรสั รูข อง
พระพทุ ธเจา โดยเรียกวา พทุ ธชยันตี แปลวา ชยั ชนะของพระพทุ ธเจา
(ทมี่ เี หนอื กเิ ลสทงั้ ปวง)

คูม ือครู 117

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ครูสนทนาถึงการจุดธปู เทียนในงานพิธีตา งๆ ๒.๒ การจดุ ธูปเทียน
แลวตง้ั คาํ ถามใหน ักเรยี นชวยกนั ตอบวา
• การจดุ ธูปเทยี นบนโตะ หมบู ชู าทีถ่ กู วธิ ี ควร การจุดธูปเทียนเปนการเร่ิมตนประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา เจาภาพควรที่จะ
ปฏบิ ตั ิอยา งไร เปนผูจุดเอง เวนแตมีการเชิญใหบุคคลอ่ืน
(แนวตอบ การจุดธูปเทียนนิยมเรม่ิ จดุ จากทาง มาเปน ประธานในพธิ ี กน็ ยิ มใหป ระธานเปน ผจู ดุ
ขวามือของพระพุทธรูปกอ น แลวจึงจดุ เลม ถาในงานน้ันมีพิธีกรก็ใหพิธีกรเปนผูเชิญ
ทางซายมือ ถามเี ทียนหลายคนู ยิ มจุดคบู น เจาภาพ หรอื เชญิ ใหป ระธานพิธมี าจดุ ธูปเทียน
กอนแลวเลือ่ นมาจดุ คูลาง โดยเร่ิมจดุ จาก แลว แตก รณี
เทยี นเลมขวามือของพระพุทธรูปเชน เดยี วกนั การจุดธูปเทียนนิยมเริ่มจุดจากทาง
และเม่อื จดุ เทยี นแลวจึงจดุ ธูปเปนลาํ ดับตอ ไป ขวามอื ของพระพทุ ธรปู กอ น แลว จงึ จดุ เลม ทาง
หลังจากน้ันกราบเบญจางคประดษิ ฐ 3 ครงั้ ) ซายมือ ถามีเทียนหลายคูนิยมจุดคูบนกอน
แลวเล่ือนมาจุดคลู า ง โดยเรมิ่ จดุ จากเทยี นเลม
2. ครใู หนักเรียนวิเคราะหถ ึงความเช่อื ในการ ขวามอื ของพระพทุ ธรปู เชน เดยี วกนั
จดุ ธปู เทยี นบชู าพระรตั นตรยั ของคนไทย เมื่อจุดเทียนแลวจึงจุดธูปเปนลําดับ
(แนวตอบ คนไทยเชือ่ กันวา การจดุ ธูปเปน การจดุ ธปู เทยี น เปน การปฏบิ ตั อิ ยา งแรกในการประกอบ ตอไป ถาธูปมิไดจุดนํ้ามันเตรียมไว นิยมถอน
อามิสบูชา คอื บชู าดว ยของหอม เพ่อื ระลึกถงึ พิธกี รรมทางพระพทุ ธศาสนา ซงึ่ ถือเปน การเร่ิมตน พธิ ี ธูปมาจุดกับเทียนชนวน ถาไมมีเทียนชนวน
พระพุทธคุณ 3 ประการของพระพุทธเจา ไดแก
พระปญญาคุณ พระวิสทุ ธคิ ุณ และพระมหา- ก็จุดกับไมขีดไฟหรือกับเทียนกไ็ ด การปกธปู นั้นควรปก เรียงรายกะระยะพองาม หลงั จากทําการ
กรณุ าคุณ สวนการจดุ เทียน เปน การบูชา จุดธูปเ๒ทยี .๓นบูชกาาพรรอะราัตรนาตธรยันแาลศว ีลจ1งึ เร่มิ ประกอบพธิ นี ั้นๆ ไปตามข้ันตอนจนเสร็จพิธี
พระธรรมและพระวินัยของพระพทุ ธเจา )

อาราธนาเปน ศพั ทท ใ่ี ชก บั พระสงฆ แปลวา เชอ้ื เชญิ การอาราธนาศลี หมายถงึ การเชอ้ื เชญิ พระ
ใหศีล การประกอบพิธีกรรมตางๆ ทางพระพุทธศาสนา จึงมักเริ่มตนดวยการอาราธนาศีล
โดยมจี ดุ มงุ หมายจะใหพ ระสงฆเตอื นสตมิ ิใหกระทาํ ความช่ัว และรักษาศีล

ในการอาราธนาศีล เมื่อประธานในพิธีหรือเจาภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พิธีกร
กจ็ ะกลาวคําอาราธนาศีล โดยตาํ แหนง ของพิธีกรเปนดังน้ี

ถาพระสงฆน่ังบนอาสนะยกสูง โดยเจาภาพและแขกน่ังเกาอ้ี ใหผูอาราธนาไปยืนระหวาง
เจาภาพกับแถวพระสงฆตรงกับรูปที่ ๓ หรือ ๔ หางแถวพระสงฆพอสมควร หันหนาไปทาง
โตะ หมบู ชู า ประนมมอื ไหวพ ระพทุ ธรปู กอ น แลว ยนื ประนมมอื ตง้ั ตวั ตรงกลา วคาํ อาราธนาศลี

ถาพระสงฆน ่ังอาสนะตํ่าธรรมดา เจาภาพและแขกกน็ ่ังกบั พนื้ พิธีกรผูอาราธนาตอ งเขา ไป
นั่งคกุ เขา ตอ หนา แถวพระสงฆต รงขางหนา กราบพระที่โตะ หมูบูชา ๓ ครง้ั กอ น แลว ประนมมือ
ตัวตั้งตรงกลา วคาํ อาราธนาศลี ดังตอ ไปนี้

๑๑๘

เกรด็ แนะครู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET
การประพฤตผิ ิดศลี 5 ขอ ใด ทอี่ าจนาํ ไปสกู ารละเมดิ ศีลขออื่นไดม ากท่สี ดุ
ครคู วรใหน ักเรียนผลดั เปลย่ี นกัน จดุ ธูปเทยี นบนโตะ หมบู ูชาอยางถกู วธิ ี 1. ศลี ขอ 1
กอ นเรมิ่ การสวดมนตน าํ และใหน กั เรียนคนอ่นื ๆ ในหอ งสวดมนตพรอมกนั เชน 2. ศีลขอ 3
นมสั การพระรตั นตรัย ไตรสรณคมน แผเ มตตา เปนตน 3. ศีลขอ 4
4. ศีลขอ 5
นักเรียนควรรู วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 4. เพราะการผิดศีลขอ 5 คือ การดม่ื ของ
มนึ เมา ซงึ่ จะทาํ ใหข าดสติในการควบคุมตนเพื่อมิใหกระทําส่ิงท่ไี มดตี า งๆ
1 ศลี แปลวา ปกติ คือ ขอปฏิบัตขิ ้ันพืน้ ฐานทางพระพุทธศาสนา เพ่ือควบคมุ เชน การฆาสัตว การลกั ทรัพย การประพฤติผดิ ในกาม และการพดู ปด
กาย วาจา ใจใหต ง้ั อยใู นความดงี าม ซึง่ ศีลสําหรบั คฤหัสถม ี 5 ขอ ไดแก
หามฆา สัตว หามลกั ทรพั ย หา มประพฤตผิ ิดในกาม หามพดู ปด และหามเสพ
สงิ่ เสพติดหรอื ของมนึ เมาทกุ ชนิด

118 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู

1 ค�ำอำรำธนำศลี 1. ครสู นทนาถงึ ความสําคัญของการอาราธนาศลี
ค�ำบำล ี มย � ภนเฺ ต วิส� ุ วสิ �ุ รกขฺ นตฺถาย ติสรเณน สห ปญฺจ สีลาน ิ ยาจาม ในงานพธิ ีกรรมทางพระพทุ ธศาสนา
ทุตยิ มฺปิ มย� ภนเฺ ต วิสุ� วิส �ุ รกขฺ นตฺถาย ตสิ รเณน สห ปญจฺ สลี านิ ยาจาม
ตติยมปฺ ิ มย � ภนฺเต วสิ ุ � วิส �ุ รกฺขนตถฺ ายตสิ รเณน สห ปญจฺ สีลาน ิ ยาจาม 2. ครใู หน ักเรยี นจับคู ฝกทองคําอาราธนาศลี ใน
ค�ำอำ่ น มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ หนังสือเรยี นหนา 119

ยาจามะ 3. ครตู ั้งคําถามใหน ักเรียนชวยกนั ตอบ
ทุติยัมปิ มะยงั ภนั เต วสิ ุง วิสุง รักขะนตั ถายะ ตสิ ะระเณนะ สะหะ ปญั จะ • วัตถุประสงคของการอาราธนาศีลคืออะไร
สีลานิ ยาจามะ (แนวตอบ การอาราธนาศลี เปน การขอศลี จาก
ตะตยิ ัมปิ มะยงั ภนั เต วิสงุ วิสงุ รักขะนตั ถายะ ตสิ ะระเณนะ สะหะ ปัญจะ พระสงฆ เพอ่ื เปนการเตือนสติใหร กั ษาศีล
สีลานิ ยาจามะ และละเวนจากการทําความชว่ั )
ค�ำแปลไตรสขรา้ ณแตคพ่ มรนะ2ส์ เงพฆอ่ื ผ์ ปเู้ จรระญิโยชขนา้ พแ์ กเจก่ า้ าทรง้ั ศหึกลษาายเขปอน็ ศภลี า๕คๆปไรปะการ พรอ้ มดว้ ย
แมค้ รงั้ ที่ ๒ ขา้ แตพ่ ระสงฆ์ผเู้ จรญิ ขา้ พเจ้าทั้งหลายขอศลี ๕ ประการ
พร้อมดว้ ยไตรสรณคมน์ เพ่ือประโยชนแ์ ก่การศกึ ษาเปน็ ภาคๆ ไป
แมค้ ร้ังท่ี ๓ ขา้ แต่พระสงฆ์ผเู้ จรญิ ข้าพเจา้ ทัง้ หลายขอศีล ๕ ประการ
พร้อมด้วยไตรสรณคมน์ เพอื่ ประโยชนแ์ กก่ ารศกึ ษาเป็นภาคๆ ไป

11๙

แนวขอสNอบTเนนOก-าNรคE Tดิ นกั เรยี นควรรู

ในการประกอบพิธีกรรม ขอ ใดตอไปน้ีจะตอ งปฏบิ ตั ิเปนขน้ั ตอนแรก 1 คาํ บาลี ภาษาที่ใชใ นคัมภรี ทางพระพุทธศาสนา นิกายเถรวาท เชน
1. กรวดนํา้ พระไตรปฎ ก อรรถกถา เปนตน หรอื เรยี กวา ภาษามคธ หรือภาษามคธโี บราณ
2. อาราธนาศีล ซึ่งเปน ภาษาทีใ่ ชพดู กันในสมยั พุทธกาล สนั นิษฐานไดวา ภาษาบาลอี าจเปนภาษา
3. ถวายจตุปจ จัย ทตี่ รัสออกมาจากพระโอษฐของพระพทุ ธเจา
4. อาราธนาพระปริตร 2 ไตรสรณคมน มาจากคาํ วา “ไตร” แปลวา สาม คาํ วา “สรณ” แปลวา ที่พ่ึง
และคาํ วา “คมน” แปลวา การถึง ไตรสรณคมนจ งึ มีความหมายวา การมี
วเิ คราะหค าํ ตอบ ตอบขอ 2. หลังจากประธานจดุ ธปู เทยี นบชู า พระรตั นตรัย อนั ไดแก พระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ เปนที่พ่งึ เพื่อเปน เคร่อื ง
ระลกึ เตอื นตนใหย ดึ ม่นั ในความดี
พระรตั นตรยั แลว ข้ันตอนตอ มาพิธกี รจะอาราธนาศีล เพอื่ ใหพระสงฆ
ชีแ้ นะส่งิ ทถี่ กู ท่ีควรให

คูมือครู 119

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู

1. ครสู นทนาถงึ ความสาํ คญั ของการอาราธนาธรรม ๒.๔ การอาราธนาธรรม
การอาราธนาพระปรติ ร ในงานพธิ ีกรรมทาง
พระพทุ ธศาสนา ธรรม คือ หลักคาํ สอนอนั เปน็ แนวทางให้ปฏบิ ัตแิ ต่ความดี บํารุงจิตใจให้งดงาม เพอ่ื สรา้ ง
วินัยท่ีดี การอาราธนาธรรมจึงหมายถึง การเชื้อเชิญให้พระสงฆ์ได้กรุณาชี้แนะแนวทาง
2. ครใู หน กั เรียนจบั คู ฝก ทอ งคาํ อาราธนาธรรม ในการปฏิบัติความดีตามหลักธรรมพระพุทธศาสนา ซ่ึงการอาราธนาธรรมจะกระทําต่อจาก
ในหนงั สือเรียนหนา 120 และคาํ อาราธนา การรับศีล ฉะน้ันเม่ือพระสงฆ์ให้ศีลจบลงแล้ว ให้ประนมมืออยู่ในอิริยาบถเดิมพร้อมกับกล่าว
พระปริตร จากหนงั สอื เรียนหนา 121 คําอาราธนาธรรม ดงั ตอ่ ไปน้ี

ค�ำอำรำธนำธรรม
คำ� บำลี พฺรหฺมา จ โลกาธปิ ตี สหมฺปติ
กตอฺ ญฺชลี อนธวิ รํ อยาจถ
สนตฺ ีธ สตฺตาปปฺ รชกฺขชาติกา
เทเสตุ ธมมฺ ํ อนุกมปฺ มิ ํ ปชํ (กราบ ๓ ครง้ั )
ค�ำอ่ำน พรหมา จะ โลกาธปิ ะตี สะหัมปะติ

กตั อญั ชลี อะนะธวิ ะรงั อะยาจะถะ
สันตีธะ สตั ตาปปะระชกั ขะชาติกา
เทเสตุ ธมั มัง อะนุกัมปิมัง ปะชัง
คำ� แปล ท้าวสหัมบดีพรหมผู้เป็นอธิบดีของโลก ได้ประนมหัตถ์นมัสการ
กราบทลู วงิ วอนตอ่ สมเดจ็ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ผปู้ ระเสรฐิ วา่ สตั วท์ ง้ั หลายทม่ี ี
ธุลี คือ กิเลสในดวงตาเบาบางยังมีอยู่ในโลกนี้ ขอพระองค์ได้โปรดแสดง
ธรรมเพ่ืออนเุ คราะหแ์ ก่หมสู่ ตั วน์ ดี้ ว้ ยเถิด

๒.๕ การอาราธนาพระปริตร

ปรติ ร แปลวา่ คมุ้ ครองรกั ษา โดยในทางตาํ นานกลา่ ววา่ การสวดพระปรติ รเกดิ ขนึ้ ครง้ั แรก
ในลงั การาว พ.ศ. ๕๐๐ ดว้ ยเหตทุ พ่ี ทุ ธศาสนกิ ชนชาวลงั กาปรารถนาจะใหพ้ ระสงฆช์ ว่ ยเหลอื ตนใหม้ ี
สริ มิ งคลและปอ้ งกนั ภยนั ตรายดว้ ยการสวดมนตแ์ ละคาถาตามแบบของพราหมณ ์ พระสงฆจ์ งึ เกดิ
ความคดิ สวดพระปรติ รขนึ้ โดยนาํ พระสตู รทส่ี รรเสรญิ คณุ ของพระรตั นตรยั มาเปน็ บทสวด โดยใน
ชโพ่วชงแฌรงกคกสาตู รรส1 วคดรจน้ั ะมขคีึ้นนอนยยิู่กมับมเหาตกุกขาน้ึ ร ณจ์ งึ มเชกี ่นา รนสาํวพดรพะิธสีมตู งรคตลา่ งๆก ็ใชม้มาสงควดลเสปูตน็ รพ รสะวปดรใติหร้ค นจปน่วเกยด ิ เกป็ใน็ช้
ประเพณสี บื ทอดตอ่ มาจนถงึ ปจั จบุ นั ดงั นน้ั การอาราธนาพระปรติ รจงึ หมายถงึ การเชอื้ เชญิ พระสงฆ์
ใหส้ วดมนตใ์ นบททวี่ า่ ดว้ ยพระพทุ ธานภุ าพของสมเดจ็ พระผมู้ พี ระภาคเจา้ ทง้ั นเี้ พอ่ื ปอ้ งกนั ภยั พบิ ตั ิ
และสรา้ งความเปน็ สริ มิ งคลใหเ้ กดิ ขน้ึ โดยจะกระทาํ หลงั จากทพี่ ระสงฆไ์ ดใ้ หศ้ ลี จบแลว้

1๒0

นักเรยี นควรรู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNิดET
พธิ ีกรรมทางพระพทุ ธศาสนามีความสาํ คัญอยา งไร
1 โพชฌงคสูตร ธรรมทเ่ี ปนองคแหงการตรสั รู 7 ประการ หมายความวา การ แนวตอบ พิธกี รรมทางพระพทุ ธศาสนามีความสาํ คัญหลายประการ
บรรลุมรรคผล หรือการเขาถึงความดี ตองมโี พชฌงค 7 ประการ อันไดแ ก กลา วคือ ทาํ ใหผ คู นเหน็ คุณประโยชนของศาสนา ชว ยชกั นาํ จิตใจผคู นให
1. สติ (ความระลึกได) 5. ปสสัทธิ (ความสงบ) นอมในธรรมเปนอุบายใหผูค นบางสว นเขาถึงศาสนาไดงา ยขนึ้ ชวยทําให
2. ธัมมวจิ ยะ (การเลอื กเฟนธรรม) 6. สมาธิ (ความตง้ั ใจมน่ั ) เกิดความสามัคคีกลมเกลยี วของผูรว มพิธกี รรม ทําใหผ ูรว มพธิ ีกรรมเกดิ
3. วริ ิยะ (ความเพียร) 7. อุเบกขา (ความวางเฉย) ความสุขอ่ิมเอมใจ รวมท้งั เยาวชนไดเห็นสิง่ ท่ีดสี ่งิ ทพี่ ึงปฏิบัติ เพอ่ื จะได
4. ปติ (ความอ่ิมใจ) เปนพลังในการค้าํ จุนศาสนาสืบตอ ไป

มมุ IT

ศึกษาเพิม่ เติมเกยี่ วกบั โพชฌงค 7 วา ประกอบดวยอะไรบา งและสาํ คญั อยางไร
ไดท่ี http://www.kammatan.com

120 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate

ขยายความเขา ใจ Expand

วิธีอาราธนาพระปริตร ปฏิบัติเช่นเดียวกับการอาราธนาศีลและอาราธนาธรรม แต่ใช้ 1. ครูใหนักเรยี นจัดบรรยากาศในหอ งเรียนเปน
ค�าอาราธนาพระปรติ ร ดงั ตอ่ ไปนี้ งานพธิ ีกรรมทางพระพุทธศาสนา 1 พธิ ี และ
ใหน กั เรยี นฝก ปฏบิ ัตขิ ัน้ ตอนตา งๆ ใน
คำ� อำรำธนำพระปรติ ร ศาสนพิธีตามท่ีไดศึกษา และฝก ปฏิบตั ิมา
พรอ มกับบันทกึ ข้นั ตอนการปฏิบัติ และผลท่ี
ค�ำบำลี วปิ ตตฺ ปิ ฏิพาหาย สพฺพสมฺปตฺติสทิ ธฺ ิยา ไดรบั จากการฝก ปฏิบตั ิ
สพพฺ ทกุ ขฺ วนิ าสาย ปริตตฺ � พรฺ ูถ มงฺคล �
วปิ ตฺตปิ ฏิพาหาย สพพฺ สมปฺ ตฺติสทิ ธฺ ยิ า 2. ครใู หน ักเรียนแสดงความคดิ เหน็ วา การจดั
สพพฺ ภยวินาสาย ปริตฺต� พรฺ ูถ มงฺคล� ศาสนพิธโี ดยคํานงึ ถึงความเรยี บงายและ
วปิ ตฺติปฏพิ าหาย สพพฺ สมปฺ ตฺติสทิ ธฺ ยิ า ความสะดวกของผจู ดั งานเปนสําคัญมผี ลดี
สพพฺ โรควินาสาย ปรติ ฺต � พรฺ ถู มงคฺ ล� (กราบ ๓ คร้งั ) และผลเสยี หรือไม อยางไร
คำ� อำ่ น วิปตั ติ ปะฏพิ าหายะ สัพพะสัมปัตตสิ ิทธยิ า (แนวตอบ ครเู ปด โอกาสใหน กั เรยี นแสดงความ
ปรติ ตงั พรถู ะ มงั คะลงั คดิ เหน็ ไดอ ยา งหลากหลาย โดยอยบู นพื้นฐาน
สพั พะทุกขะวนิ าสายะ สพั พะสมั ปตั ตสิ ิทธยิ า ของความมเี หตผุ ล)
วปิ ตั ติ ปะฏิพาหายะ ปริตตงั พรูถะ มังคะลัง
สัพพะสมั ปัตติสิทธยิ า ตรวจสอบผล Evaluate
สพั พะภะยะวินาสายะ ปรติ ตัง พรถู ะ มงั คะลงั
วิปัตติ ปะฏิพาหายะ 1. ประเมนิ ความถูกตองแมนยําในการฝกทอ งคํา
อาราธนาตางๆ ในการประกอบศาสนพิธี
สพั พะโรคะวนิ าสายะ
2. ตรวจสอบความถกู ตอ งของการฝก ปฏิบัติ
คำ� แปล ขอพระสงฆท์ ั้งหลาย จงสวดพระปรติ รอนั เปน็ มงคล เพอ่ื ป้องกนั ความวบิ ัติ ขั้นตอนการประกอบศาสนพิธี
ทั้งปวง เพ่อื ยงั สมบตั ิทั้งปวงใหส้ า� เรจ็ เพอื่ ใหท้ กุ ขภ์ ยั โรคทง้ั ปวงพนิ าศไป

ในพระพุทธศาสนามีการก�าหนดวันต่างๆ ท่ีมีความสัมพันธ์เกี่ยวเน่ืองกับ
พระพุทธศาสนาข้ึนหลายวันให้ถือเป็นวันส�าคัญทางพระพุทธศาสนา อาทิ วันมาฆบูชา
วันวสิ าขบชู า วันอัฏฐมบี ชู า วันอาสาฬหบชู า เป็นตน้ ทง้ั นีว้ ันสา� คญั เหล่าน้ีนอกจากจะท�าให้
พุทธศาสนิกชนได้ระลึกถึงความส�าคัญของพระพุทธศาสนา และพระพุทธเจ้าแล้ว ยังถือเป็น
โอกาสที่พุทธศาสนิกชนจะได้ปฏิบัติธรรม กระท�าคุณความดีตามหลักค�าสอนของพระพุทธ-
องค์อีกด้วย ในวันส�าคัญดังกล่าวน้ี พุทธศาสนิกชนนิยมไปวัดเพ่ือฟังธรรม เวียนเทียน

หรือปฏิบ1ัติศาสนกิจอ่ืนๆ ที่เหมาะสม ทั้งนี้กิจกรรมต่างๆ ทางพระพุทธศาสนานี้เรียกว่า

ศาสนพิธี ดังนั้น ศาสนพิธี จึงเป็นส่ิงส�าคัญที่พุทธศาสนิกชนควรศึกษาให้ถ่องแท้ เพ่ือ
สามารถนา� ไปปฏบิ ัตใิ นการประกอบศาสนพิธไี ด้อย่างถกู ตอ้ งเหมาะสม

1๒1

กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกรด็ แนะครู

ครใู หนกั เรยี นเขยี นลําดับขั้นตอนการปฏิบตั ิศาสนพธิ ใี นงานมงคล ครคู วรใหน กั เรียนศกึ ษาเพ่ิมเติมเกยี่ วกบั คาํ อาราธนาหรือคาํ ถวายทานตา งๆ
หรืองานอวมงคล 1 พิธใี หถ กู ตอง นําสงครผู สู อน เชน คาํ บชู าพระรตั นตรัย คํากรวดน้าํ คาํ ถวายผา ปา คําถวายผา อาบน้าํ ฝน เปน ตน

กจิ กรรมทาทาย นกั เรียนควรรู

ครูใหนักเรยี นเขียนลําดบั ขั้นตอนศาสนพธิ ีในงานมงคลและงานอวมงคล 1 ศาสนพิธี พิธีกรรมทางศาสนาท่มี รี ะเบยี บและวธิ ีปฏิบัติสบื ทอดกนั มานบั แต
พรอมทัง้ สรา งตารางเปรยี บเทยี บ ความเหมือนหรือความแตกตางในลําดบั อดตี มกั ประกอบพิธใี นศาสนสถาน หรอื สถานท่ศี ักดิส์ ทิ ธิ์ เชน ในพระพุทธศาสนา
ขั้นตอนตา งๆ ของงานทงั้ สองประเภท และยกตวั อยา งการประกอบ มีการประกอบพิธีอุปสมบทโดยจดั ขน้ึ ทว่ี ัด ศาสนาอสิ ลามมีการประกอบพธิ ี
ศาสนพธิ ี 1 พิธใี หถ กู ตอง นําสง ครูผูส อน ละหมาดท่ีมัสยดิ เปน ตน ซึง่ การประกอบศาสนพธิ จี ะชว ยเสริมสรา งความสามคั คี
และสบื ทอดศาสนาใหม ่ันคงสบื ไป

คมู ือครู 121

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Expand
Engage Evaluate Evaluate

ตรวจสอบผล

ครตู รวจความถกู ตอ งในการตอบคําถาม ¤Ó¶ÒÁ»ÃШÓ˹‹Ç¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃŒÙ
ประจําหนวยการเรียนรู
๑. ในวันส�าคัญทางพระพุทธศาสนา ถ้านักเรียนติดธุระหรือไม่สะดวกด้วยประการใดๆ ควร
หลกั ฐานแสดงผลการเรียนรู ปฏบิ ัตเิ ชน่ ไรจงึ จะไดช้ อื่ วา่ เปน็ พทุ ธศาสนิกชนทีด่ ี
๒. การเขา้ รว่ มศาสนพิธีในวันสา� คญั ทางพระพทุ ธศาสนามีประโยชนอ์ ยา่ งไร
1. ปา ยนเิ ทศวนั สําคญั ทางพระพทุ ธศาสนา ๓. นกั เรยี นคดิ วา่ การจดั โตะหมู่บชู ามีจดุ ประสงคเ์ พือ่ อะไร
2. บนั ทกึ การประกอบศาสนพิธี ๔. การอาราธนาศีล การอาราธนาธรรม และการอาราธนาพระปริตรมีความแตกต่างกัน
อยา่ งไร
๕. นักเรียนควรจะปฏิบัติตนอย่างไรจึงจะได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชน หรือศาสนิกชนท่ีดี
ของศาสนาทต่ี นนบั ถือ จงอธบิ ายพร้อมยกตัวอย่างประกอบ

¡Ô¨¡ÃÃÁÊÌҧÊÃ䏾Ѳ¹Ò¡ÒÃàÃÕ¹ÌÙ

กจิ กรรมท ี่ ๑ อภิปรายร่วมกันในหัวข้อ “ความส�าคัญของวันธรรมสวนะกับการปฏิบัติตน
เพ่ือการเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี” หลังจากน้ันให้นักเรียนเขียนสรุปเน้ือหา
การอภปิ รายลงในสมดุ สง่ ครูผูส้ อน

กจิ กรรมท่ ี ๒ ครูพานักเรียนไปร่วมบ�าเพ็ญประโยชน์ หรือเข้าร่วมศาสนพิธีตามโอกาส
และเวลาท่เี หมาะสม

กจิ กรรมท ่ี ๓ จัดการประกวดการจัดโตะหมู่บูชาระหว่างห้องเรียน รวมทั้งจัดนิทรรศการ
เกี่ยวกับการปฏิบัติตนท่ีถูกต้องในศาสนพิธีต่างๆ เพื่อให้ความรู้แก่นักเรียน
ในโรงเรียน

พทุ ธศาสนสภุ าษิต

ÊÒ¡¨Ú©Ò »ÞÚ Ò àÇ·µÔ ¾Ú¾Ò : »Þ˜ ÞÒ¾§Ö Ì٠(ÁÕ) ä´Œ´ÇŒ ¡ÒÃʹ·¹Ò

1๒๒

แนวตอบ คําถามประจาํ หนว ยการเรยี นรู
1. ทาํ จติ ใจใหบ ริสุทธิ์ ประพฤตติ นอยูใ นศีลธรรม บําเพญ็ ประโยชนใหแกสว นรวม และไหวพระสวดมนต ระลึกถงึ คณุ พระรตั นตรยั และความสําคญั ของวนั ดงั กลาว
2. เปนการอนรุ ักษแ ละสบื ทอดประเพณที างพระพุทธศาสนา และทําใหผ เู ขา รวมศาสนพิธมี จี ติ ใจทผ่ี อ งใส เกิดความสุขใจ มีความเขาใจในหลกั ธรรม และสามารถ

นอ มนําไปปฏิบตั ิไดในชวี ิตประจําวนั ตลอดจนไดเรยี นรขู ้นั ตอนการปฏิบตั ิในศาสนพธิ ตี า งๆ ไดอยางถกู ตอง
3. เพือ่ ใหพทุ ธศาสนิกชนระลึกถงึ พระปญ ญาของพระพุทธเจา เตอื นสติใหท าํ ความดี และเกิดศรทั ธาในพระพุทธศาสนา
4. การอาราธนาศลี คอื การเชอ้ื เชญิ ใหพระสงฆใหศลี และการอาราธนาธรรม คอื การเช้ือเชญิ ใหพระสงฆแสดงธรรม สว นการอาราธนาพระปริตร คือ การเช้ือเชญิ ให

พระสงฆสวดมนต เพอ่ื ปองกนั ภยั และสรางความเปนสิรมิ งคล
5. ปฏบิ ัติตนตามหลักธรรมคาํ สอนของศาสนาทตี่ นนับถอื และเขารว มกจิ กรรมในวันสําคญั ทางศาสนา เชน ใสบ าตรทุกเชา ไปเวยี นเทยี นทวี่ ดั ใกลบ า นในวันสาํ คญั ทาง

พระพุทธศาสนา เชน ในวันวิสาขบูชา เปนตน

122 คูม ือครู

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate
เปาหมายการเรยี นรู
๗หนว่ ยการเรียนร้ทู ี่
การบรหิ ารจิต 1. อธบิ ายความรเู บ้อื งตน เกีย่ วกับการบรหิ ารจติ
และการเจริญปญญา และการเจรญิ ปญ ญาได

2. สวดมนต แผเมตตา และฝก สมาธติ ามหลกั
อานาปานสตไิ ดอยา งถกู ตอ ง

3. นําวิธีการคดิ แบบโยนโิ สมนสิการ วธิ กี าร
บรหิ ารจิตและเจริญปญ ญาไปประยกุ ตใ ช
ในชีวิตประจําวันได

ตวั ช้วี ดั สมรรถนะของผเู รียน

● เห็นคุณค่าของการพัฒนาจิตเพื่อการเรียนรู้ 1. ความสามารถในการคิด
และการดำาเนินชีวิตด้วยวิธีคิดแบบโยนิโส- 2. ความสามารถในการแกปญ หา
มนสิการคือวิธีการคิดแบบคุณค่าแท้-คุณค่า 3. ความสามารถในการใชทกั ษะชวี ติ
เทียม และวิธีคิดแบบคุณ-โทษและทางออก
หรือการพัฒนาจิตตามแนวทางของศาสนาท่ี คณุ ลักษณะอันพึงประสงค
ตนนับถือ (ส ๑.๑ ม.๑/๖)
1. มีวนิ ัย
● สวดมนต์ แผเ่ มตตา บรหิ ารจติ และเจรญิ ปญ ญา 2. ใฝเรียนรู
ด้วยอานาปานสติ หรือตามแนวทางของ 3. ซ่ือสัตยส จุ รติ
ศาสนาท่ตี นนับถือตามท่ีกาำ หนด 4. มุง มน่ั ในการทํางาน
(ส ๑.๑ ม.๑/๗)

สาระการเรยี นร้แู กนกลาง Á¹ÉØ ÂÁ ÊÕ Ç‹ ¹»ÃСͺÊÒí ¤ÞÑ ò ÊÇ‹ ¹ ¤Í× ÃÒ‹ §¡Ò ¡ºÑ ¨µÔ 㨠กระตนุ้ ความสนใจ Engage
ÃÒ‹ §¡Ò¹¹Ñé àÃҵ͌ §àÍÒã¨ãÊ´‹ á٠źÒí Ã§Ø àÅÂÕé §´ÇŒ ¢Ҍ Ç»ÅÒÍÒËÒÃ
● โยนิโสมนสกิ าร ÍÂÙ‹àÊÁÍ Ê‹Ç¹¨Ôµã¨¹éѹ¡çµŒÍ§¡ÒÃÍÒËÒÃÁÒºíÒÃØ§àÅéÕ§´ŒÇ ครูใหน ักเรียนนง่ั สมาธเิ ปนเวลา 5 นาที แลว
- วิธีคิดแบบคณุ คา่ แท้-คุณคา่ เทยี ม ઋ¹¡¹Ñ ËÒäÁá‹ ÅŒÇÍÒ¨à¡Ô´¡Òþ¡Ô Ò÷ҧ¨Ôµä´Œ ต้ังคําถามกระตุนความสนใจ เชน
- วธิ คี ิดแบบคุณ-โทษและทางออก
¡Òýƒ¡ÊÁÒ¸Ô໚¹¡ÒÃãËŒÍÒËÒ÷ÕèÁդسÀҾᡋ¨Ôµã¨ • ในขณะท่นี กั เรียนน่ังสมาธิน้ัน นกั เรียน
● สวดมนตแ์ ปลและแผ่เมตตา ÍÂÒ‹ §Ë¹§èÖ ¨Ôµã¨·äÕè ´ŒÃºÑ ¡ÒúÒí Ã§Ø Ã¡Ñ ÉÒ´ÇŒ ÂÊÁÒ¸Ô ÂÍ‹ Á¨ÐÁÕ นกึ ถงึ ส่งิ ใด
● วธิ ปี ฏบิ ตั แิ ละประโยชนข์ องการบรหิ ารจติ และ ¤ÇÒÁºÃÊÔ ·Ø ¸Ôì ÊÐÍÒ´ Á¤Õ ³Ø ¸ÃÃÁ¨ÃÂÔ ¸ÃÃÁ Á¤Õ ÇÒÁ¼Í‹ ¹¤ÅÒ (แนวตอบ พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ)
â»Ã§‹ àºÒ ʧºÊ¢Ø àËÁÒÐá¡‹¡Òþ²Ñ ¹Ò§Ò¹·Ò§Êµ»Ô ˜ÞÞÒ ¤Í×
เจรญิ ปญ ญาการฝกึ บรหิ ารจติ และเจรญิ ปญ ญา ¨ÐÍÒ‹ ¹ ¿§˜ ËÃÍ× È¡Ö ÉÒʧèÔ ã´ ¤´Ô äµÃµ‹ ÃͧʧèÔ ã´ ¡¨ç Ðà¡´Ô ¤ÇÒÁÃÙŒ • หลังจากนง่ั สมาธิ นกั เรยี นมีความรูส ึก
ตามหลกั สติปฏฐานเนน้ อานาปานสติ ¤ÇÒÁࢌÒ㨠áÅФÇÒÁªíÒ¹ÒÞä´Œâ´ÂäÁ‹ Ò¡ ´èѧ¾Ãоط¸- อยา งไร
● นำาวิธีการบริหารจิตและเจริญปญญาไปใช้ใน Ǩ¹ÐÇÒ‹ “¨µÔ ·ÁÕè ÊÕ ÁÒ¸Ô ÂÍ‹ Á¨Ðà¡Í×é ¡ÅÙ á¡¡‹ ÒÃà¨ÃÞÔ àµºÔ âµá˧‹ (แนวตอบ รสู กึ จติ ใจสงบ มีสมาธมิ ากขน้ึ
ชีวิตประจาำ วัน »˜ÞÞÒ໹š ÍÂÒ‹ §´”Õ กวา เดิม และพรอ มที่จะเร่มิ เรยี น)

เกรด็ แนะครู

ครคู วรจดั กิจกรรมการเรียนรเู พ่ือใหนักเรยี นเห็นคณุ คา ของการพฒั นาจิตเพื่อ
การเรยี นรแู ละการดาํ เนินชวี ิตดวยวธิ คี ดิ แบบโยนโิ สมนสกิ าร คือ การคิดแบบ
คุณคา แท คณุ คา เทียม การคิดแบบคุณโทษ และทางออก และสวดมนต
แผเ มตตา บรหิ ารจติ และเจรญิ ปญญาตามหลกั อานาปานสตไิ ด โดยเนนการพฒั นา
ทักษะการคดิ การปฏิบัติ ดังน้ี

• ใหน ักเรยี นจบั คูแลว ศกึ ษาคน ควา เกย่ี วกับการฝก สมาธดิ วยวิธีตางๆ
และฝกปฏบิ ัติ บันทึกผลหลังการฝกปฏบิ ตั ิ

• ใหนกั เรียนฝก สวดมนตแปลและแผเ มตตารวมกัน แลว ใหนกั เรยี น
ฝก ปฏิบตั ิที่บา น จากน้ันนาํ ผลการฝก ปฏบิ ตั มิ าอภปิ รายรว มกนั ในช้ันเรียน

• ใหนกั เรยี นศึกษาการเจรญิ ปญ ญาตามวิธคี ดิ แบบโยนโิ สมนสิการ แลวนํามา
อภปิ รายแสดงความคิดเหน็ รวมกนั ตอ ขา วหรือประเด็นท่คี รกู ําหนด

คมู่ ือครู 123

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Expand Evaluate
Explain

กระตนุ้ ความสนใจ Engage

ครูและนักเรยี นสนทนาถงึ ประสบการณ ñ. ¤วามรÙ้เบอ×é §ตน้ เกÂีè วกบั การบริหารจติ และเจรญิ ปญั ญา
ของนกั เรยี น หรือคนใกลต วั ทเี่ คยฝกปฏบิ ตั ิ
สมถกรรมฐานหรือวปิ ส สนากรรมฐาน การบริหารจิต คือ การฝึกจิตให้มีสมาธิ การเจริญปัญญา คือ การพัฒนาปัญญา หรือ
กวิปลสั่าวสอนีกานกัยรรหมนฐึง่ าวน่า1น กน่ั าเอรบงรหิ ารจติ คอื การฝกึ สมถกรรมฐาน ส่วนการเจริญปัญญา คือ การฝกึ
สา� รวจคน้ หา Explore
๑.๑ ความหมายและประโยชน์ของสมาธิ
ครูใหนกั เรยี นจับคูศกึ ษาคนควาเกี่ยวกับวิธกี าร ๑) ความหมายของสมาธิ สมาธ ิ แปลวา่ ความต้งั ม่นั แหง่ จติ หมายถึง ภาวะท่ี
ฝก จิตใหม ีสมาธิในรปู แบบตา งๆ ดวยการสมั ภาษณ
ผทู ีม่ คี วามรเู กย่ี วกับการฝกบรหิ ารจิต และผทู ป่ี ฏบิ ัติ จิตมเี ร่อื งที่คดิ เปน็ หน่งึ หรืออาการท่ีจติ แนบแนน่ อย่กู บั ส่งิ ใดสง่ิ หนง่ึ นานๆ
สมาธเิ ปน ประจาํ แลว บนั ทึกขอ มูลลงสมุด สมาธิเป็นภาวะกลางๆ ไม่ดไี ม่ช่ัวในตัวเอง สดุ แต่จะไปใช้ในทางใด ถา้ น�าไปใช้
เพอ่ื เบยี ดเบยี นหรือทา� ลายผู้อนื่ เชน่ ตงั้ จิตแน่วแนน่ ่งั ตกปลา ตัง้ ใจแนว่ แนข่ ณะกระทา� โจรกรรม
อธบิ ายความรู้ Explain เหลา่ นี้เป็น “มจิ ฉาสมาธิ” หรอื สมาธผิ ดิ แต่ถ้าในทางตรงขา้ มจะถอื เป็น “สัมมาสมาธ”ิ หรอื
สมาธิถูก
1. ครูและนกั เรยี นรวมกนั อภปิ รายถงึ ความหมาย
ความสาํ คญั ของสติ สมาธิ และปญ ญา และ ๒) ประโยชน์ของสมาธิ มอี ยู่มากมาย ดังจะกล่าวได้ ดังน้ี
ใหนักเรยี นดภู าพจากหนงั สือ ครูต้ังคาํ ถามวา
• สมาธิชวยเพิม่ ประสทิ ธภิ าพในการอา นได ๒.๑) ประโยชน์ของสมาธิในชีวิตประจำาวัน สมาธิมีประโยชน์อย่างยิ่งในการ
อยา งไร ดา� เนินชีวติ ประจ�าวัน เชน่
(แนวตอบ ทาํ ใหผ อู า นเขาใจและจดจาํ สาระ ๑. ท�าให้จติ ใจสบายหายเครยี ด มคี วามสขุ ผอ่ งใส
สําคญั ของเร่ืองที่อานไดอยางแมนยาํ ) ๒. หายจากการวติ กหวาดกลวั หายกระวนกระวาย

2. ครสู มุ นกั เรยี นออกมานําเสนอขอมูลจากการ ๓. นอนหลับง่าย หลับสนิทไม่
สมั ภาษณบ ุคคล พรอมกบั ใหเพื่อนในชนั้ เรียน ฝันร้าย สั่งตัวเองได้ เช่น ก�าหนดให้หลับให้
ลองปฏบิ ัติการฝกบริหารจติ และบอกประโยชน ตื่นตามเวลาทีต่ ้องการ
ทไี่ ดร ับหลงั จากการฝก ๔. มีความว่องไวกระฉับกระเฉง
รจู้ กั ตัดสนิ ใจเหมาะแก่สถานการณ์
๕. มีความเพียรพยายามแน่วแน่
ในจุดหมาย มคี วามใฝ่สัมฤทธสิ์ ูง
๖. มีสติสัมปชัญญะรู้เท่าทัน
ปรากฏการณต์ า่ งๆ ยบั ยงั้ ชง่ั ใจไดด้ เี ยยี่ ม

๗. มีประสิทธิภาพในการท�างาน
เช่น เรียนหนังสือเก่ง ท�ากิจการงานทุกอย่าง
สมาธิช่วยทำาให้จิตใจของเราสงบ และทำาให้การเรียนรู้ ส�าเรจ็ ลุล่วงไปดว้ ยดี

ตา่ งๆ มปี ระสทิ ธภิ าพมากขน้ึ

๑๒๔

เกรด็ แนะครู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET
การฝก สมาธิ มีประโยชนต อนกั เรยี นอยางไร
ครเู พ่มิ เตมิ ขอมูลวา การฝก สมาธิสามารถทําไดท กุ ขณะ ทุกอิรยิ าบถ ดังน้ี แนวตอบ การฝก สมาธิ ทาํ ใหจ ติ ใจสงบ เยือกเย็น ไมวิตกกงั วลเรื่องใดๆ
1. การยนื ยนื ใหตรง มือขวาทับมอื ซา ย ภาวนาท่ีคําวา พุทโธ มีสติสัมปชญั ญะ รูเทาทันปรากฏการณต า งๆ ตลอดเวลา จงึ สามารถ
2. การเดิน เรียกวา เดินจงกรม มือขวาทบั มือซาย ภาวนาที่คาํ วา พทุ โธ คดิ แกป ญหาในชวี ิตประจาํ วันไดอ ยางราบรืน่ ตลอดจนทําใหม ีสมาธใิ น
การเรยี นและการทํางาน สามารถเรียนหรือปฏบิ ัตงิ านไดอ ยางมใี จจดจอ
เดนิ อยา งสาํ รวม โดยกาํ หนดรูในใจ อนั จะนาํ มาซ่ึงความสาํ เรจ็ ในชีวิต
3. การนอน นอนตะแคงขางขวา เอามอื ขวาวางรองศรี ษะ ยดื มือซายไปตามตัว

ไมงอตวั แลวสํารวมสติ ภาวนาคําวา พุทโธ

นักเรยี นควรรู

1 วปิ ส สนากรรมฐาน การทําสมาธใิ หจ ติ หลดุ พนจากความทุกขทัง้ ปวงไดโดย
สนิ้ เชิง มงุ เนน ใหผปู ฏิบัติเกิดปญญาเหน็ แจง หมายความวา เห็นปจจบุ ัน
เห็นรูปนาม เห็นพระไตรลกั ษณ และเห็นมรรคผลนิพพาน

124 คมู่ อื ครู

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู้

๘. ส่งเสริมความจา� และสมรรถนะทางสมอง 1. ครใู หนกั เรียนวเิ คราะหวา ปจ จยั ใดบางที่
๙. เกอ้ื กูลแก่สุขภาพทางกาย เช่น ชะลอความแก ่ คือ ดอู ่อนกวา่ วัย สง เสรมิ ใหการฝก สมาธไิ ดผลดี
๑๐. รักษาโรคบางอย่างได้ เช่น โรคท้องผูกเรื้อรัง โรคกระเพาะอาหาร (แนวตอบ ปจ จยั ทส่ี ง เสรมิ ใหการฝก สมาธไิ ด
โรคความดันโลหติ โรคหอบหืด และโรคกายจติ อื่นๆ ผลดี ไดแก สถานท่ีสงบปราศจากเสยี งรบกวน
มอี ากาศถา ยเทสะดวก และการฝก สมาธิ
๒.๒) ประโยชนข์ องสมาธใิ นการพฒั นาบคุ ลกิ ภาพ สมาธมิ ปี ระโยชนต์ อ่ บคุ ลกิ ภาพ ในชวงเวลาทเี่ หมาะสม กลา วคอื มีรางกาย
ดังน้ี และจติ ใจทมี่ ีความพรอม ไมควรเลอื กเวลาที่
๑. ท�าใหบ้ ุคลกิ เข้มแขง็ หนกั แนน่ มัน่ คง เพงิ่ รบั ประทานอาหารเสรจ็ ใหมๆ หรอื ชว งที่
๒. มีความสงบเยอื กเย็น ไม่ฉนุ เฉียวเกรย้ี วกราด รา งกายออ นเพลยี )
๓. มคี วามสุภาพน่มุ นวล ทา่ ทมี เี มตตากรณุ า
๔. สดชน่ื ผอ่ งใส ยิม้ แย้ม เบิกบาน 2. ครใู หน ักเรียนทาํ กจิ กรรมท่ี 7.3 จากแบบวดั ฯ
พระพุทธศาสนา ม.1

๕. สง่า องอาจ นา่ เกรงขาม ใบงาน ✓แบบวดั ฯ แบบฝก ฯ
๖. มีเสน่หด์ ึงดดู ใจ นา่ คบหา พระพทุ ธศาสนา ม.1 กิจกรรมท่ี 7.3
๗. มีความมน่ั คงทางอารมณ์
๘. กระฉบั กระเฉง กระปรีก้ ระเปร่า ไมเ่ ซื่องซึม หนวยที่ 7 การบรห� ารจต� และการเจร�ญปญ ญา

๙. พรอ้ มเผชิญเหตกุ ารณ์ตา่ งๆ สามารถแก้ไขสถานการณค์ บั ขนั ได้ กิจกรรมท่ี ๗.๓ ใหนักเรยี นฝกการทาํ สมาธิ แลวบนั ทึกผลการปฏิบัติ คะแนนเตม็ คะแนนท่ีได
๑๐. มองอะไรทะลุปรุโปร่ง รับรู้อะไรได้ง่าย รู้จักตนเองและผู้อ่ืนตามความ
เป็นจริง (ส ๑.๑ ม.๑/๗) ñð
๒.๓) ประโยชน์ของสมาธิที่เป็นจุดหมายของศาสนา ระดับนี้หมายถึงสมาธิ
ท่ีแนบแน่นถึงระดับ “อัปปนาสมา1ธิ” หรือสมาธิระดับฌาน ผู้ได้สมาธิระดับนี้ จิตใจจะสงบ ตอนท่ี ๑ สังเกตการปฏิบัติสมาธิของตนเอง และเปรียบเทียบผลการสังเกตจากการฝกสมาธิ
แน่วแนม่ าก สามารถระงับ “นวิ รณ์” (กิเลสที่ปิดกัน้ จติ มใิ หพ้ ฒั นาสูงขึ้น) ได้หมด พร้อมจะนา� ไป แลว บันทกึ ลงในตาราง
สปู่ ญั ญาเหน็ แจ้งความจริงสงู สดุ อนั เปน็ จดุ หมายสูงสุดทางพระพุทธศาสนา
ขอสังเกต กอ นการฝก สมาธิ หลงั จากฝกสมาธิ ขอ สังเกตเพ่มิ เตมิ

๑. รางกาย …เ…ม…อื่ …ย…ล…า………………………….. …ผ…อ …น……ค…ล…า…ย……………………… ……………………………………………
๒. จิตใจ …ฟ……งุ …ซ…าน………ไม…ส……ง…บ………….. …จ…ิต…ใ…จ…ผ…อ…น……ค…ล…า…ย…………… ……………………………………………
๓. สตปิ ญญา …จ…า…ก…ค…ว…า…ม…เ…ค…ร…ยี …ด…………… ……………………………………………
๔. อารมณ ………………………………………….. …ส…ม……อ…ง…ป…ล…อ…ด…โ…ป…ร…ง………… ……………………………………………
๕. ความจํา …ค…ิด……อ…ะไ…ร…ไ…ด…ร …ว…ด…เ…ร…็วข…้ึน…… ……………………………………………
…ส……ม…อ…ง…ไม…ป……ล…อ…ด…โ…ป…ร…ง ….. …ส…ง…บ……เย…อื …ก…เ…ย…น็ ………………… ……………………………………………
…ค……ดิ …เร…ื่อ…ง…ต…า…ง…ๆ……ไ…ด…ช …า….. …ค…ว…า…ม…จ…าํ …ด…ี ……………………… ……………………………………………
…ส……ับ…ส…น……………………………..
…ค……วา…ม…จ…ํา…ส…นั้……………………..

(พจิ ารณาคาํ ตอบของนกั เรยี น โดยใหอ ยูในดุลยพนิ จิ ของครูผสู อน)

๑.๒ การเตรียมการปฏบิ ัติ เฉฉบลับย ตอนที่ ๒ หลงั จากที่นักเรยี นปฏิบตั ิสมาธเิ สรจ็ แลว ใหตอบคําถามตอ ไปน้ี
๑. หลงั จากการปฏบิ ัติสมาธิ นกั เรยี นมคี วามรูส กึ อยา งไรบา ง ……รสู……ึก…จ…ติ …ใ…จส……ง…บ……ไม…ค…ดิ…ฟ……ุงซ…า…น……………..
(๑) เลือกสถานที่ สถานที่จะต้องให้เหมาะสมแก่การฝึกสมาธิ คือ ต้องเป็นท่ี
ไม่อับลม ไม่อกึ ทึก ปราศจากเสียงรบกวน ถา้ มหี อ้ งส�าหรบั ฝกึ สมาธโิ ดยเฉพาะไดย้ ง่ิ ดี …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
(๒) ก�าหนดเวลา ควรเลือกเวลาท่ีเหมาะสม ไม่ควรเลือกเวลาท่ีรับประทานอาหาร
อ่ิมใหม่ๆ หรอื เวลาท่ที า� งานมาจนร่างกายอ่อนเพลียแล้ว นอกจากน้ีเวลาท่ีใชใ้ นการฝกึ แตล่ ะครงั้ ๒. นกั เรียนสามารถปฏบิ ตั สิ มาธิในโอกาสและสถานท่ีใดบา ง ……ว…ัน…พ…ร…ะ…ท…ี่ว…ดั ……ห…ร…ือ…ท…ําท……ุก…ว…ัน…ท…่ีบ…า …น………
กไ็ มค่ วรใหน้ านจนเกนิ ไป
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….
(๓) สมาทานศีล อาจนิมนต์พระมาให้ศีล หรือไม่ก็ตั้งจิตงดเว้นด้วยตัวเองในกรณี
๓. การปฏิบตั สิ มาธิในครง้ั นมี้ ีผลดีตอนกั เรยี นอยางไร …จ…ติ…ใ…จ…ส…ง…บ……ส…ม…อ…ง…ป…ล…อ…ด…โป…ร…ง……ส…า…ม…าร…ถ…ค…ดิ…อ…ะ…ไ…ร
…ไ…ด…อ…ย…าง…ร…ว…ด…เ…ร…็ว ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

๔. นกั เรียนจะแนะนาํ หรอื ชกั ชวนเพื่อนๆ ท่ีไมเ คยปฏิบตั ิสมาธิ ใหหนั มาปฏิบตั สิ มาธิไดอยา งไร
…พ…ูด…ถ…งึ …ป…ร…ะ…โย…ช…น……ท …ี่ได…ร…ับ……จ…าก…ก……าร…ฝ…ก …ส……ม…าธ…ิท…ต่ี…น……ได…ป……ฏ…ิบ…ตั …ใิ …ห…เพ…อ่ื…น……ฟ…ง …แล……ะใ…ห…เ…พ…อื่ …น…ล…อ…ง…ป…ฏ…บิ …ัต…ดิ…ู……………….

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

๕. นกั เรยี นคิดวาจะปฏบิ ัติสมาธคิ รัง้ ตอไปเมื่อใด เพราะเหตุใด …ก…อ …น…น……อ…น……เพ…ร…า…ะ…ม…เี ว…ล…า…เพ…ยี…ง…พ…อ…ท…จ่ี…ะ..
…ป…ฏ…บิ …ตั …สิ …ม…า…ธ…ไิ …ด…แ …ล…ะเ…ป…น …ช…ว …ง…ท…ร่ี …า ง…ก…า…ย…เ…ม…อื่ ย…ล…า… …เค……ร…ยี ด……จ…าก…ก…า…ร…เ…ร…ยี …น…ห…ร…อื …ก…า…ร…ท…าํ ง…า…น…ม…า…ท…ง้ั …ว…นั ……ก…า…ร…ป…ฏ…บิ …ตั .ิ
…ส…ม…า…ธ…ิจ…ะช…ว …ย…ล…ด…ค…ว…า…ม…เม…อ่ื …ย…ล…า…แ…ล…ะ…ค…ว…าม…เ…ค…ร…ยี …ด…ไ…ด… …………………………………………………………………………………………….

(พิจารณาคําตอบของนกั เรยี น โดยใหอ ยูในดลุ ยพนิ จิ ของครูผสู อน)

๖๔

ท่ไี ม่มีพระ ทงั้ นี้เพ่ือให้จติ ใจบรสิ ทุ ธิ ์ สะอาด อันเปน็ พ้นื ฐานส�าหรบั การทา� สมาธิ

๑๒5

กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกร็ดแนะครู

ครแู นะนําใหน กั เรยี นไปฝก สมาธิ เปน เวลา 1 สัปดาห โดยเตรยี มการ กอนทีจ่ ะใหนกั เรยี นไดฝ ก ปฏิบตั ิสมาธิจริง จะตอ งใหความรู มีการทดลอง
ปฏบิ ตั ิ ดงั น้ี ฝกปฏิบัติ โดยอยูภายใตการกาํ กบั ของผูมีประสบการณ พระธรรมวิทยากร จะไดใ ห
ผลในทางปฏิบัติท่ีมีคา
• เลอื กสถานท่ี ซึง่ อาจเปน ท่ีบา นหรือสถานท่ีเหมาะสมและสะดวก
• กําหนดเวลาในการฝก โดยจัดทาํ เปน ตารางการฝก ทช่ี ดั เจน นักเรียนควรรู
• ทําการฝกปฏิบัติสมาธิสม่ําเสมอ
• บันทกึ ผลการปฏิบตั ิ และเปรียบเทยี บตนเองระหวางกอ นฝก สมาธิ 1 นวิ รณ อกศุ ลธรรม หรือกเิ ลสที่ขัดขวางจิตไมใ หบ รรลุถึงความดี ประกอบดวย
• กามฉนั ทะ คือ ความพอใจยึดตดิ ในกามคุณท้ัง 5 ไดแก รปู เสยี ง กล่นิ
และหลังฝก สมาธิวา มีความเปลีย่ นแปลงอยางไร รส และสมั ผัส
นกั เรียนนําแบบบันทึกผลการปฏบิ ัตสิ งครผู สู อน และครสู ังเกต • พยาบาท คอื ความไมพ อใจ ความหงุดหงิด ความคดิ รา ยตอผอู ื่น
พฤติกรรมของนักเรยี นท่ีเปลี่ยนไปในทางที่ดขี ึน้ เชน มสี มาธิในการเรยี น • ถนี มิทธะ คอื ความงว งซมึ ความหดหู หมดกําลังใจ
มากขน้ึ มสี ตกิ อ นลงมอื ปฏบิ ตั ิงาน มคี วามสุภาพออนโยนมากขึ้น มีเหตุผล • อทุ ธัจจกกุ กจุ จะ คอื ความฟุงซา น ความกังวล ความทกุ ขรอ นใจ
มากข้นึ เปนตน • วิจกิ จิ ฉา คอื ความลังเลสงสัย ความไมแ นใ จ

ค่มู ือครู 125

กระตุน้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Expand Evaluate
Engage Explain

อธบิ ายความรู้

1. ครแู ละนกั เรียนอภิปรายถงึ ความสาํ คญั ของ (๔) นมสั การพระรตั นตรยั สวดรา� ลกึ พระคณุ ของพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆ ์ ดงั นี้
การสวดมนตและการแผเมตตาใหนักเรียนฟง
อะระหัง สมั มาสัมพทุ โธ ภะคะวา พทุ ธัง ภะคะวนั ตงั อะภิวาเทมิ
2. ครนู าํ สวดมนต เริ่มดวยคํานมสั การ สวากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม ธัมมงั นะมสั สามิ
พระรตั นตรยั จากหนงั สอื เรยี นหนา 126 สปุ ะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สังฆัง นะมามิ
และใหน ักเรียนกลา วตาม
(๕) แผ่เมตตา เราสามารถส่งความปรารถนาดีไปยังสรรพสัตว์ท้ังหลาย โดยจะสวด
3. ครูตง้ั คําถามใหนกั เรียนตอบวา นกั เรยี นเคย ภาษาบาลี หรือค�าไทยก็ได้ หรือถ้าไม่สวดก็อาจใช้วิธีต้ังจิตส่งความปรารถนาดีไปแก่สรรพสัตว์
สวดมนตค าํ นมัสการพระรัตนตรัยใน ทงั้ หลายกไ็ ด้
โอกาสใดบา ง
(แนวตอบ เชน สวดมนตไหวพระตอนเขาแถว (๖) ตัดกังวล ตัดห่วงตัดกังวลทุกอย่างออกให้หมดส้ิน ไม่คิดเรื่องงาน เรื่องเรียน
เคารพธงชาติทโ่ี รงเรยี น สวดมนตไหวพ ระ เรอื่ งญาติมิตร หรือปญั หาตา่ งๆ ทเ่ี กดิ ขึ้นกบั ตนเอง ครอบครวั หรือคนใกลช้ ดิ ให้กา� หนดเฉพาะ
กอนนอน สวดมนตไ หวพระในวันสําคญั ตางๆ
ทางพระพุทธศาสนา เปน ตน ) เ รอ่ื งทีจ่๑ะ.ฝ๓ึก ส กมาาธรขิ สณวะดนน้ัมเทนา่ 1ตน์แั้นปลและแผ่เมตต2า

ขยายความเขา้ ใจ Expand คาำ นมัสการพระรัตนตรยั

ครูใหนักเรียนฝกสวดมนตแปล โดยขอ อะระหัง สมั มาสมั พุทโธ ภะคะวา พระผมู้ ีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต ์ ดบั เพลงิ กิเลส
อาสาสมคั รทสี่ วดมนตไ ดด ี เปนตน เสยี งนําสวดมนต เพลงิ ทุกขส์ น้ิ เชงิ ตรสั รชู้ อบไดโ้ ดยพระองคเ์ อง
เร่ิมจากคํานมัสการพระรตั นตรัย พุทธงั ภะคะวนั ตงั อภิวาเทมิ ข้าพเจ้าอภวิ าทพระผู้มพี ระภาคเจา้ ผรู้ ู้ ผตู้ ื่น ผู้เบิกบาน
(กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม พระธรรม เป็นธรรมท่ีพระผู้มพี ระภาคเจ้า ตรัสไว้ดแี ลว้
ธมั มัง นะมสั สามิ ขา้ พเจา้ นมัสการพระธรรม (กราบ)
สุปะฏปิ ันโน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ พระสงฆ์สาวก ของพระผมู้ พี ระภาคเจา้ ปฏบิ ัตดิ แี ล้ว
สงั ฆงั นะมาม ิ ขา้ พเจา้ นอบนอ้ มพระสงฆ์ (กราบ)

คำานอบนอ้ มพระพทุ ธเจา้

นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต ขอนอบน้อมแด่พระผู้มพี ระภาคเจา้ พระองคน์ ั้น
อะระหะโต ซ่ึงเปน็ ผู้ไกลจากกเิ ลส
สัมมาสมั พทุ ธัสสะ ตรัสรชู้ อบไดโ้ ดยพระองคเ์ อง
(ว่า ๓ หน)


๑๒6

นักเรียนควรรู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET
ขอ ใดกลาวถึงจุดประสงคข องการสวดมนตไ ดถ ูกตอ งที่สดุ
1 การสวดมนต มีวตั ถปุ ระสงคเพอื่ สบื ทอดคาํ สอนของพระพทุ ธเจา ซงึ่ เนื้อหา 1. เพ่อื ระลึกถึงพระรัตนตรัย
ทํานอง ภาษาของการสวดมนตข องพระพุทธศาสนานิกายตางๆ มคี วามแตกตา งกนั 2. เพื่อใหเ ปน ท่รี ักใครข องผอู นื่
ในสวนของรายละเอียด พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทยึดบทสวดแบบด้ังเดิมตามท่ี 3. เพ่อื ใหแ คลว คลาดจากอันตรายทงั้ ปวง
บนั ทกึ ไวใ นพระไตรปฎ ก สว นพระพทุ ธศาสนานกิ ายมหายานมบี ทสวดทม่ี าจากคมั ภรี  4. ทําใหสขุ ภาพรา งกายแข็งแรงและมอี ายยุ นื
หรือคาถาอนื่ ๆ นอกเหนือพระไตรปฎ กดว ย วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 1. การสวดมนตม จี ดุ ประสงคเพอื่ เปนการระลึก
2 แผเ มตตา ในการแผเ มตตาไมวาจะกลา วเปน ภาษาบาลี ภาษาไทย หรอื ต้ัง ถงึ พระรตั นตรยั และเปน สริ ิมงคลใหกับตนเอง
กระแสจิตก็ตาม ขอใหส ะทอนออกมาจากความรูสึกวาตองการแผอ ทุ ิศผลบุญกศุ ลไป
ยงั สรรพสัตวตางๆ เจา กรรมนายเวร เทวาอารกั ษ ดว ยใจ ดวยรูสึกปรารถนาดจี รงิ
อยางนี้การแผเ มตตาก็จะเปน ประโยชนไ ดอ านิสงสมาก

126 คู่มอื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Evaluate
Expand Expand

ขยายความเขา้ ใจ

บทสรรเสรญิ คุณพระรัตนตรัย 1. ครใู หต วั แทนนกั เรยี นทเ่ี ปน ตน เสยี ง นาํ สวดมนต์
บทสรรเสริญพระพทุ ธคุณ และอภปิ ราย
บทสรรเสรญิ พระพุทธคุณ ความหมาย

(นำ� ) อติ ิปิ โส ภะคะวำ (รบั ) อะระหงั สมั มำสมั พทุ โธ วิชชำจะระณะสมั ปนั โน สุคะโต 2. ครใู หนักเรียนทํากิจกรรมท่ี 7.4 จากแบบวัดฯ
โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสำระถิ สัตถำ เทวะมะนุสสำนัง พทุ โธ ภะคะวำติ พระพุทธศาสนา ม.1

(นำ� ) องค์ใดพระสัมพุทธ (รับ) สุวิสุทธสนั ดำน ใบงาน ✓แบบวดั ฯ แบบฝกฯ
ตดั มลู เกลศมำร บ่ มหิ มน่ มิหมองมัว
หน่งึ ในพระทยั ท่ำน กเ็ บิกบำนคอื ดอกบวั พระพุทธศาสนา ม.1 กจิ กรรมท่ี 7.4

รำคี บ พนั พัว สุวคนธก�ำจร หนวยท่ี 7 การบรห� ารจ�ตและการเจร�ญปญญา

องค์ใดประกอบดว้ ย พระกรุณำดงั สำคร
โปรดหมปู่ ระชำกร มละโอฆกันดำร
กิจกรรมท่ี ๗.๔ ใหนักเรียนเติมบทสวดมนตหรือคําแปลของบทสวดมนต คะแนนเตม็ คะแนนที่ได
ตอ ไปน้ีใหถ ูกตอง (ส ๑.๑ ม.๑/๗)
ชท้ี ำงบรรเทำทุกข์ และช้สี ขุ เกษมสำนต์ õ

ช้ที ำงพระนฤพำน อันพ้นโศกวิโยคภัย คาํ นมัสการพระรัตนตรยั

พรอ้ มเบญจพธิ จัก- ษจุ รัสวิมลใส …อะ…ร…ะ…ห…งั …ส…ัม…ม…า…ส…มั …พ…ทุ …โ…ธ…ภ…ะ…ค…ะ…วา………… พระผมู พี ระภาคเจา เปน พระอรหนั ต ดบั เพลงิ กเิ ลส เพลงิ ทกุ ข
เห็นเหตุท่ีใกลไ้ กล ก็เจนจบประจักษ์จรงิ ส้ินเชงิ ตรัสรูชอบไดโดยพระองคเอง
ก�ำจัดน้�ำใจหยำบ สนั ดำนบำปแห่งชำยหญิง
สตั ว์โลกไดพ้ ึ่งพงิ มละบำปบำ� เพ็ญบุญ …พ…ุท…ธัง……ภ…ะ…ค…ะว…นั …ต…งั……อ…ะ…ภ…วิ า…เท……มิ…………… ขาพเจา อภวิ าทพระผมู ีพระภาคเจา ผรู ู ผูตื่น ผเู บิกบาน
(กราบ)

…ส…วา…ก…ข…า…โต……ภ…ะ…ค…ะว…ะ…ต…า…ธ…ัม…โ…ม……………… พระธรรม เปน ธรรมท่ีพระผูม ีพระภาคเจา ตรัสไวดแี ลว
…ธัม…ม…ัง……น…ะ…ม…ัส…ส…าม…ิ………………………………… ขาพเจา ขอนมัสการพระธรรม (กราบ)
…ส…ปุ …ะฏ…ปิ…น…โ…น……ภ…ะ…ค…ะว…ะ…โต……ส…า…วะ…ก…ะ…ส…งั …โฆ… พระสงฆส าวก ของพระผูมีพระภาคเจา ปฏิบัติดีแลว
…ส…งั ฆ……งั …น…ะ…ม…า…ม…ิ …………………………………… ขาพเจา นอบนอมพระสงฆ (กราบ)

ข้ำฯ ขอประณตน้อม ศริ เกล้ำบงั คมคุณ คาํ นอบนอมพระพทุ ธเจา เฉฉบลับย
สัมพทุ ธกำรุญ- ญภำพน้นั นริ ันดร ฯ (กรำบ)
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต …ข…อ…น…อ…บ…น…อ…ม…แ…ด…พ …ร…ะ…ผ…ูม …พี …ร…ะ…ภ…า…ค…เจ…า……พ…ร…ะ…อ…ง…ค…น…ัน้ ………………………………
อะระหะโต …ซ…ึ่ง…เป…น……ผ…ไู ก…ล…จ…า…ก…ก…ิเ…ล…ส……………………………………………………………………………
สมั มาสมั พุทธสั สะ …ต…ร…สั …ร…ชู …อ…บ…ไ…ด…โ …ด…ย…พ…ร…ะอ…ง…ค……เอ…ง………………………………………………………………
(วา ๓ หน)
บทสรรเสรญิ พระธรรมคณุ
คําแผเ มตตา
(น�ำ) สวำกขำโต (รับ) ภะคะวะตำ ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกำลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก
สพั เพ สัตตา …ส…ัต…ว…ท…ง้ั …ห…ล…า…ย……ท…่ีเ…ป…น …เ…พ…อ่ื …น…ท…กุ …ข… …เก……ิด……แ…ก… …เจ…บ็ ………ต…าย……ด……ว ย…ก…นั……..

ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญหู ีติ …ท…ั้ง…ห…ม…ด…ท…ง้ั…ส…น้ิ……………………………………………………………………………………………

(นำ� ) ธรรมะคือคณุ ำกร (รบั ) สว่ นชอบสำธร …อ…ะ…เว…ร…า……โห…น……ต…ุ ………………………………… จงเปนสขุ เปน สุขเถิด อยา ไดม ีเวรแกกันและกนั เลย
…อ…พั …ย…า…ป…ช…ฌ…า……โ…ห…น…ต…ุ ………………………… จงเปน สขุ เปน สุขเถิด อยาไดเ บยี ดเบียนซึง่ กนั และกันเลย
อะนฆี า โหนตุ …จ…ง…เป…น……ส…ุข…เ…ป…น…ส…ุข…เ…ถ…ิด……อ…ยา…ไ…ด…ม…ีค…ว…า…ม…ท…ุก…ข…ก …า…ยท……ุก…ขใ…จ…เ…ล…ย………………
ดจุ ดวงประทีปชัชวำล
…ส…ขุ…ี …อ…ตั …ต…า…น…งั ……ป…ะ…ร…หิ …ะร…นั……ต…ุ …………… จงมคี วามสขุ กายสขุ ใจ รกั ษาตนใหพ น จากทกุ ขภ ยั ทงั้ สน้ิ เถดิ
ทานท้ังหลายท่ีทานไดทุกข ขอใหทานมีความสุข ทานท้ัง
แหง่ องคพ์ ระศำสดำจำรย์ ส่องสัตวส์ ันดำน หลายที่ไดสุข ขอใหสขุ ย่งิ ๆ ขนึ้ ไป…เทอญ
สว่ำงกระจำ่ งใจมล
ธรรมใดนบั โดยมรรคผล เปน็ แปดพึงยล ๖๕

และเกำ้ กับทง้ั นฤพำน อนั ลกึ โอฬำร
สมญำโลกอดุ รพิสดำร
พสิ ุทธพ์ิ ิเศษสุกใส
อกี ธรรมต้นทำงครรไล นำมขนำนขำนไข
ปฏบิ ตั ิปริยัติเปน็ สอง
คือทำงดำ� เนินดจุ คลอง ใหล้ ่วงลุปอง
ยังโลกอุดรโดยตรง
ขำ้ ฯ ขอโอนออ่ นอุตมงค์ นบธรรมจำ� นง
ดว้ ยจิตและกำยวำจำ (กรำบ)

127

กจิ กรรมสรา งเสรมิ เกร็ดแนะครู

ครใู หนกั เรียนแปลความหมายของบทสวดมนต บทสรรเสริญพระพุทธ- ครูควรอธิบายเพ่ิมเติมเกยี่ วกบั ความหมายของคาํ ศพั ทใ นบทสวดมนต เพอ่ื ให
คณุ บทสรรเสริญพระธรรมคุณ บทสรรเสริญพระสงั ฆคุณ และบทแผเมตตา นักเรยี นเกดิ ความเขา ใจมากยิ่งขนึ้ เชน
จากนน้ั ใหนักเรยี นไปฝกสวดมนตทบ่ี า น เชน ตอนกอ นนอน โดยใหนกั เรยี น
บนั ทึกผลหลังการปฏิบัติ แลว นําสงครูผูสอน • เบญจพธิ จัก หมายถงึ ดวงตาหรือปญญาท้ัง 5 อนั ประกอบดวย มงั สจกั ษุ
ทิพยจักษุ ปญญาจักษุ พุทธจักษุ และสมันตจักษุ

• นฤพาน หมายถึง นพิ พานความดับสนทิ แหง กิเลสและกองทุกข
• โอฆ หมายถงึ กิเลสทีท่ ว มทบั จติ ใจของหมสู ัตว ไดแ ก กาม ภพ ทฐิ ิ

และอวชิ ชา
• มละ หมายถงึ การละ, ทิ้ง
• เกลศ หมายถึง กเิ ลส หรอื ความชวั่ ราย หรอื สงิ่ ที่ทาํ ใหเศราหมอง

คมู่ ือครู 127

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Expand Evaluate
Engage Expand

ขยายความเขา้ ใจ

1. ใหต ัวแทนนักเรยี นทเี่ ปน ตนเสียงนาํ สวดมนต บทสรรเสริญพระสังฆคุณ
บทสรรเสรญิ พระธรรมคุณ บทสรรเสรญิ
พระสงั ฆคณุ และบทแผเมตตา และอภปิ ราย (น�า) สุปะฏิปันโน (รับ) ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ความหมายของบทสวดมนตดังกลา ว
ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ยะทิทัง
2. ครูและนกั เรยี นรวมกนั อภิปรายถึงประโยชนท่ี
ไดร บั จากการสวดมนตแ ละแผเ มตตาเปน ประจาํ จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ อาหุเนยโย ปาหุเนยโย
(แนวตอบ การสวดมนตและแผเมตตาเปน ประจาํ
ทําใหผ ูปฏบิ ัติมจี ติ ใจที่สงบ ปราศจากความโกรธ ทกั ขิเณยโย อญั ชะลีกะระณีโย อะนตุ ตะรัง ปญุ ญกั เขตตงั โลกสั สาติ
ความโลภ ความหลงทั้งปวง มสี ตริ ตู ัวอยูเ สมอ
รูจักแยกแยะสิ่งใดดสี ง่ิ ใดไมดี อกี ทัง้ กอใหเ กิด (นา� ) สงฆ์ใดสาวกศาสดา (รับ) รบั ปฏิบตั มิ า
สมาธใิ นการศกึ ษาเลา เรียนและการทาํ งานตา งๆ
ไดด ีข้ึน) แต่องค์สมเดจ็ ภควนั ต์

เหน็ แจง้ จตุสัจเสรจ็ บรร- ลุทางทอี่ นั

ระงบั และดับทกุ ขภ์ ยั

โดยเสดจ็ พระผตู้ รสั ไตร ปัญญาผอ่ งใส

ตรวจสอบผล Evaluate สะอาดและปราศมวั หมอง

1. ครตู รวจสอบความถกู ตองจากขอ มูล เหนิ หา่ งทางขา้ ศกึ ปอง บ มิล�าพอง
การสัมภาษณพระภิกษุ หรอื ผูมคี วามรูเก่ียวกบั
การฝกบริหารจิต ด้วยกายและวาจาใจ

2. ครสู งั เกตจากความตัง้ ใจและความถกู ตองใน เป็นเนือ้ นาบุญอนั ไพ- ศาลแดโ่ ลกัย
การสวดมนตและแผเ มตตา
และเกดิ พิบูลย์พูนผล

สมญาเอารสทศพล มีคณุ อนนต์

อเนกจะนบั เหลอื ตรา

ขา้ ฯขอนบหมู่พระศรา- พกทรงคณุ า

นคุ ณุ ประดจุ ร�าพนั

ดว้ ยเดชบุญขา้ อภิวนั ท ์ พระไตรรัตน์อนั

อุดมดิเรกนิรตั สิ ยั

จงช่วยขจดั โพยภัย อนั ตรายใดใด

จงดับและกลบั เสอ่ื มสูญ ฯ

(กราบ ๓ ครัง้ )

๑๒8 กิจกรรมทา ทาย

เกรด็ แนะครู ครูจดั กิจกรรมประกวดการสวดมนตระดับชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที่ 1 โดยจัด
เปน 2 ประเภท ไดแ ก
ครคู วรใหนักเรียนผลัดเปน ผนู ําในการสวดมนตและแผเ มตตา โดยปฏิบัติเปน
ประจํากอนจบช่วั โมงเรียนหรือตามความเหมาะสมกับเวลา รวมทงั้ ควรแนะนาํ • ประเภทเดย่ี ว โดยการคัดเลอื กตวั แทนของแตละหอ งมารวมแขง ขัน
ใหน ักเรียนนาํ ไปใชเปนประจาํ ทบ่ี าน เชน กอ นเขานอน เพื่อความเปนสวัสดิมงคล • ประเภทหมู โดยกลมุ ท่ีสวดมนตไดถ กู ตอง ไพเราะ พรอมเพรยี ง

มุม IT จะเปนผูชนะ

ครแู นะนาํ นกั เรยี นวาสามารถฝกสวดมนต ไดที่ http://www.youtube.com
โดยคน หาคาํ วา “บทสรรเสริญพระธรรมคณุ ”, “บทสรรเสรญิ พระสังฆคณุ ”

128 ค่มู ือครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Engage

กระตนุ้ ความสนใจ

การแผ่เมตตา คือ การตั้งจิตส่งความปรารถนาดีขอให้ผู้อ่ืนหรือสรรพสัตว์ทั้งหลายในโลก ครใู หต วั แทนนกั เรยี น 1 คน ออกมาสาธติ
มีความสขุ การฝก สมาธติ ามหลกั อานาปานสติ หรอื ใหน กั เรยี น
ชมกระบวนการฝก สมาธติ ามหลกั อานาปานสตจิ าก
คำาแผ่เมตตา www.youtube.com โดยคนหาคําวา “ฝกสมาธิ
ตามหลกั อานาปานสติ”

สัพเพ สตั ตา สัตว์ทัง้ หลาย ทีเ่ ป็นเพ่อื นทกุ ข ์ เกดิ แก่ เจ็บ ตาย ดว้ ยกนั ท้งั หมด สา� รวจคน้ หา Explore
ทงั้ สิ้น
อะเวรา โหนต ุ จงเป็นสุข เปน็ สขุ เถิด อย่าได้มีเวรแกก่ ันและกนั เลย ครูใหนกั เรยี นศกึ ษาคน ควา กระบวนการฝก
อัพยาปัชฌา โหนต ุ จงเปน็ สขุ เปน็ สขุ เถดิ อยา่ ไดเ้ บียดเบียนซึ่งกันและกันเลย สมาธติ ามหลักอานาปานสตใิ นอิรยิ าบทตางๆ เชน
อะนีฆา โหนตุ จงเปน็ สขุ เป็นสขุ เถิด อยา่ ไดม้ ีความทุกขก์ ายทุกข์ใจเลย การยืน การเดนิ จากบคุ คลท่ีปฏบิ ตั สิ มาธิอยเู ปน
สุข ี อตั ตานัง ปะริหะรันตุ จงมคี วามสขุ กายสขุ ใจ รกั ษาตนใหพ้ น้ จากทุกข์ภยั ทั้งส้ินเถิด ประจํา หรือแหลงการเรียนรตู า งๆ เชน สถาน
ท่านท้ังหลายท่ีท่านได้ทุกข์ ขอให้ท่านมีความสุข ท่านท้ังหลาย ปฏบิ ตั ธิ รรม วัดใกลบา น เปน ตน
ทท่ี า่ นได้สขุ ขอใหส้ ขุ ยิง่ ๆ ข้นึ ไป...เทอญ
อธบิ ายความรู้ Explain
๒. กกราะรบฝึกวสนมากธิตาารมฝหึกลักสอมานาาธปาิตนาสตม1ิ หเปล็นกัวิธอีกาารนฝึกาเปบ้ือางนต้นสทต่ีบุคิ คลทั่วไปสามารถท�าได้
ครูอธิบายความรูเกีย่ วกับการฝก สมาธิตาม
หลักอานาปานสติ แลวใหน กั เรยี นดภู าพ จาก
โดยง่าย โดยมีข้ันตอนและวธิ กี ารฝึกดงั ตอ่ ไปนี้ หนังสือเรียนหนา 129 แลว ใหน กั เรียนปฏิบตั ิตาม
๑. น่ังท่าสมาธิ คือ น่ังขัดสมาธิ เอามือขวาทับมือซ้าย เท้าขวาทับเท้าซ้าย หรือถ้า
ไม่สะดวกจะใช้ท่าอ่ืนก็ได้ เช่น กรณีท่ีผู้ฝึกเป็นผู้หญิง ซึ่งอาจสวมกระโปรง สามารถใช้ท่าน่ัง
พบั เพียบแทนได้
๒. น่ังสบายๆ ตั้งกายให้ตรง ไม่เกร็ง
และต้องคอยระวังไม่ให้หลังงอ เพราะจะท�าให้
เสยี บุคลกิ ภาพ
๓. หลับตาพอสบาย หรือบางคนจะใช้
วิธีลืมตาเพ่งวัตถุก็ได้ แต่ส�าหรับผู้ท่ีเพ่ิงเริ่ม
ฝึกสมาธิแล้ว การใช้วิธีหลับตาจะง่ายและได้
ผลดีกวา่
๔. ตั้งศูนย์กลางสมาธิไว้ท่ีลมหายใจ
สงั เกตวา่ ลมกระทบตรงไหนชดั เจน กใ็ หก้ า� หนด
จุดนั้นเพียงจุดเดียว เช่น บริเวณช่องจมูก การน่งั สมาธิจะน่งั ท่าขัดสมาธิ เอามือขวาทับซ้าย เท้าขวา
โพรงจมูก หรอื รมิ ฝีปากบน เปน็ ต้น ทบั ซา้ ย ไม่งอหลัง หลับตา และตั้งสมาธิโดยกำาหนดลม
หายใจเขา้ -ออก

๑๒9

แนวขอสNอบTเนน Oก-าNรคETดิ เกรด็ แนะครู

การกําหนดลมหายใจเขา ออกดว ยการนบั เลขจะชว ยผฝู กสมาธิอยางไร ในการฝกปฏิบัติสมาธิ ครูควรประเมนิ ความรคู วามเขา ใจของนักเรียนทกุ คน
1. มีความแมนยาํ ในการนบั เลข รวมท้ังจดั ฝกอบรมเปน ระยะๆ โดยอยูภ ายใตการกาํ กับดแู ลของผมู ปี ระสบการณ
2. ชว ยกําหนดจงั หวะในการหายใจ เพอื่ ใหการปฏบิ ตั ิสมาธิของนกั เรียนจะไดมีผลคบื หนา
3. ชวยใหมองเหน็ ภาพเหตุการณในอนาคต
4. ทาํ ใหจิตแนวแนอ ยูกับการนบั จนเกดิ เปนสมาธิ นักเรยี นควรรู

วิเคราะหคําตอบ ตอบขอ 4. การกําหนดลมหายใจเขา ออกดวยการนบั เลข 1 อานาปานสติ มาจากคาํ วา “อานะ” กับ “อาปานะ” หมายถึง ลมหายใจเขา
ลมหายใจออก และคาํ วา “สต”ิ หมายถงึ ความระลึกรู การกาํ หนดรูในปจ จุบัน
เปนอบุ ายทีจ่ ะดงึ มิใหจ ิตฟงุ ซาน เปน การตรึงจิตใหจ ดจอ เฉพาะลมหายใจ อานาปานสติ จึงมคี วามหมายวา การระลกึ รูถ ึงลมหายใจเขา - ออก
ขจัดความคิดวิตกกังวล ไมวอกแวก จติ จะไดอยนู ิง่ เขาสคู วามสงบ สามารถ
จะรวมเปน สมาธไิ ดเ ร็ว การปฏบิ ัตสิ มาธกิ จ็ ะกระทาํ ไดง าย

คมู่ ือครู 129

กระตุน้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Expand Evaluate
Engage Explain

อธบิ ายความรู้

ครแู ละนักเรียนรวมกนั บอกขน้ั ตอนการฝก ๕. เมื่อหายใจเข้า ก็ให้จิต1ก�าหนดว่า “เข้า” เม่ือหายใจออกก็ให้จิตก�าหนดว่า “ออก”
สมาธิตามหลกั อานาปานสติทถ่ี กู ตอ ง พยายามก�าหนดให้พอดกี ับลมหายใจ ไมก่ อ่ น ไมห่ ลงั กนั คือ สติต้องให้ทนั กบั ลมหายใจ
๖. อาจภาวนาในใจเวลาหายใจเข้าว่า “พุท” และเวลาหายใจออกว่า “โธ” เป็น พุทโธ
ขยายความเขา้ ใจ Expand เรอ่ื ยไปจนจิตสงบ
๗. อาจใช้วธิ ีนับเลขก็ได้ โดยเวลาหายใจเขา้ และออกจนสุดแลว้ นบั วา่ “หน่ึง” พอเทย่ี วที่
1. ครใู หนักเรยี นฝก ปฏบิ ัตติ ามข้ันตอนการฝก สองก็นับว่า “สอง” เร่ือยๆ ไปจนถึง “สิบ” แล้วเริ่มนับ “หน่ึง” ใหม่ ท้ังน้ีควรนับเฉพาะตอน
สมาธิดังกลาว และใหน ักเรียนประเมินตนเองวา หายใจออกก็พอ ตอนหายใจเขา้ ไมจ่ า� เป็นตอ้ งนบั
กระบวนการฝก สมาธิของนักเรียนถกู วิธีหรอื ไม ๘. ระหวา่ งนับหนงึ่ ถงึ สบิ ตอ้ งคอยระวงั อย่าใหเ้ ผลอ ถา้ เผลอก็ให้ต้งั ตน้ นับใหม่ท�าเรอื่ ยไป
จนกว่าจะมีสติสมาธิไมเ่ ผอเรอ
2. ครูใหนักเรียนวิเคราะหว า การฝกสมาธิตาม การฝึกปฏิบัติสมาธินี้ในระยะแรกๆ จิตอาจจะฟุ้งซ่าน สงบอยู่กับลมหายใจได้ยาก
หลักอานาปานสติ สามารถนําไปประยุกตใชใน หรือไม่นาน จึงต้องอาศัยความพยายาม หมั่นฝึกบ่อยๆ จนเป็นกิจวัตร จึงจะเกิดผลจากการ
ชวี ติ ประจาํ วนั ไดอ ยา งไร ปฏบิ ัติ จิตจะสงบเยอื กเยน็ ข้ึน จะคิดหรือเลิกคิดเรอื่ งใดๆ ได้ฉับไวข้นึ ความจ�าดขี ึ้น จิตแจม่ ใส
(แนวตอบ เน่อื งจากการฝก สมาธิตามหลักอานา- เบกิ บาน เป็นตน้
ปานสติเปน การกาํ หนดจิตใหมีสตสิ ัมปชญั ญะ ส�าหรับนักเรียนสามารถน�าการฝึกสมาธินี้ไปใช้ในชีวิตประจ�าวัน การฝึกสามารถท�าได้
อยเู สมอ มจี ติ ท่จี ดจออยูในเรอ่ื งใดเรอื่ งหน่ึง ไม่ยาก ตามความสะดวกของแต่ละบุคคล สถานท่ีท่ีใช้ฝึกอาจจะเป็นห้องพระ หรือในห้องนอน
ทําใหจติ ไมฟงุ ซาน อันเปนพื้นฐานที่ดีในการใช ก็ได้ เวลาในการฝึก เช่น ช่วงหัวค่�าก่อนที่จะอ่านหนังสือ ท�าการบ้าน หรือก่อนนอน จะท�าให้
สตแิ ละปญ ญาในการดําเนินชวี ติ เพราะเม่อื จิต นักเรียนมีสมาธใิ นการอา่ นหนังสือมากข้ึน มคี วามจ�าที่ดี และทา� ใหน้ อนหลับสบาย
ไดถูกฝกใหม คี วามน่งิ ดแี ลว ยอมปฏิบตั ิสิ่งตา งๆ
ไดดี สามารถแกไ ขปญหาเฉพาะหนาไดอยาง เรอื่ งน่ารู้
รวดเร็ว เชน ดานการเรยี นจะทาํ ใหม สี มาธใิ น
การอานหนังสอื ไดมากข้ึน จดจําเน้ือหาตา งๆ การเจรญิ สมาธิ
ไดอ ยางแมน ยํา เปนตน)
การเจริญสมาธิมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี แต่วิธีที่นิยมฝึกกันมากและฝึกได้ง่าย
3. ครใู หนักเรยี นไปฝก สมาธติ ามหลกั อานาปานสติ มอี ยู่ ๓ วธิ ี ดังนี้
ทีบ่ า นเปนเวลา 1 สปั ดาห บันทกึ ผลการปฏิบัติ
และผลท่ีไดร บั จากการปฏบิ ัติ ๑. แบบเพ่งวัตถุ วัตถุที่ใช้เพ่งด้วยตาจะใช้พระพุทธรูปองค์ใดองค์หน่ึง
ก็ได้ มาเพ่งมองให้จิตจดจ่ออยู่กับองค์พระองค์น้ันนานๆ แล้วหลับตา ถ้ายังเห็น
ตรวจสอบผล Evaluate รูปพระติดตาชัดอยู่ แสดงว่าสมาธิเร่ิมเกิดข้ึนแล้ว หรือขณะที่เพ่งมองนั้นจิตใจไม่วอกแวกไปคิดเรื่องอื่นๆ สมาธิก็
เกิดขน้ึ แลว้
ครูประเมนิ การปฏบิ ตั ิสมาธจิ ากการฝกปฏิบัติ ๒. แบบก�าหนดลมหายใจ ขณะท่ีหายใจเข้าให้เอาจิตจดจ่ออยู่กับลมหายใจเข้า ขณะหายใจออกก็ให้จิต
ในหองเรยี น และจากแบบบนั ทกึ ผลการปฏบิ ตั ิสมาธิ จดจ่อกับลมหายใจออก โดยอาจจะกำาหนดด้วยคาำ ว่า “พทุ -โธ” ก็ได้
๓. แบบนับลมหายใจ เม่ือขณะหายใจเข้ากเ็ อาจิตจดจอ่ กับลมหายใจเข้า เมอ่ื หายใจออกก็ให้จิตจดจ่อกับ
ลมหายใจออก พอสูดลมหายใจออกให้นับในใจว่า “หน่ึง” นับเฉพาะลมหายใจออกทุกคร้ัง เรื่อยไปจนถึง “สิบ”
ถอื ว่า “หนึง่ เที่ยว” ควรทำาให้ไม่นอ้ ยกวา่ สิบเท่ยี ว จงึ จะไดร้ บั อานสิ งสเ์ ร็ว

๑๓0

นกั เรยี นควรรู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNดิ ET
จุดมุงหมายท่ีใหนักเรียนฝก ปฏบิ ัติสมาธิคืออะไร
1 จิต ในลักษณะทไี่ ดร ับการฝกสมาธมิ าดแี ลวในระดบั อัปปนาสมาธิ จะมี 1. บรรลุสูนพิ พาน
ลกั ษณะจิต ดงั น้ี 2. มผี ลการเรยี นทดี่ ี
1. ตง้ั มัน่ 5. ปราศจากส่งิ ทจ่ี ะทาํ ใหมวั หมอง 3. จติ ใจสงบเกดิ ปญ ญา
2. บรสิ ุทธิ์ 6. ออ นโยน 4. เพ่อื ใหสุขภาพรา งกายแข็งแรง
3. ผอ งใส 7. ควรแกการทาํ งาน วเิ คราะหคําตอบ ตอบขอ 3. การฝกปฏบิ ตั ิสมาธิมีจุดมุงหมายท่จี ะทาํ ให
4. เรียบเสมอ 8. มนั่ คง จิตใจสงบ ไมฟุงซาน เพ่ือทาํ ใหเกดิ ปญญา มสี ติ สามารถคดิ ปรารถนา
เรียนรูสง่ิ ตา งๆ ไดรวดเร็ว มีคณุ ธรรม และประสิทธิภาพ
มุม IT

ศึกษาคน ควา ขอมูลเพม่ิ เตมิ เก่ียวกับการบรหิ ารจติ ตามหลกั อานาปานสติ
ไดที่ http://www.nmt.ac.th

130 ค่มู อื ครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Engage

กระตนุ้ ความสนใจ

๓. การเจริญปัญญา ครูนําบทความเก่ยี วกับขน้ั ตอนการประดษิ ฐ
ส่งิ ของหรอื เคร่ืองใชอ ยางใดอยางหน่ึงมาให
ปัญญา แปลวา่ ความรทู้ ัว่ ถงึ หมายถึง ความร้จู ริงเก่ยี วกบั เร่ืองต่างๆ อย่างทวั่ ถึง หรอื รู้ นกั เรยี นอาน และตง้ั คาํ ถามกระตุนความสนใจ
ตลอด ถ้ารไู้ ม่ท่วั ถึงในสง่ิ ใด ร้ไู มต่ ลอดในส่งิ ใด ยงั ได้ชือ่ วา่ ไม่มปี ญั ญาแท้จริงในส่ิงน้ัน เชน
ปัญญาหรือความรู้ แต่ละคนมีมากน้อยบ้างต่างกันไป ข้ึนอยู่กับว่าใครได้รับการฝึกฝน
อบรมมามากน้อยเพียงใด ความรู้นั้นสามารถฝึกฝนหรือพัฒนาให้มีมากได้ โดยอาศัยความ • นักเรยี นสามารถเรยี นรขู น้ั ตอนการประดษิ ฐ
พากเพียรหมั่นศึกษา หมั่นฝึกฝนตนเอง ทั้งน้ีการพัฒนาปัญญาให้เจริญงอกงามสามารถท�าได ้ สง่ิ ของดังกลาวอยางสมบูรณไดอ ยางไร
๓ ทาง ดงั นี้ (แนวตอบ เรยี นรจู ากการอา นบทความและคดิ
ตอ ยอดความร)ู
๓.๑ สตุ มยปัญญา : ปัญญาเกิดจากการฟงั
• นักเรียนคดิ วา ตามหลกั พระพุทธศาสนา
การฟังมปี ระโยชนแ์ ละมีผลดีมากมายตอ่ ปญั ญา ดงั นี้ บอเกิดของความรมู าจากทใ่ี ดบา ง
(๑) ไดย้ นิ ได้ฟงั สง่ิ ที่ไม่เคยไดย้ นิ ไดฟ้ งั มากอ่ น จะเปน็ การเพ่มิ ความรแู้ กต่ ัวเรา เช่น (แนวตอบ การฟง การคดิ และการลงมอื ทํา)
ไมเ่ คยรู้วา่ บรรพบุรุษของเราไดต้ อ่ สูเ้ สยี สละเลอื ดเนือ้ และชีวติ มาอยา่ งไร จงึ รักษาประเทศชาติให้
คงอยไู่ ดต้ ราบเทา่ ทกุ วนั นี้ เม่ือได้ฟังครูอาจารย์เล่าให้ฟัง กไ็ ดร้ ูข้ ึ้นมา เป็นตน้ สา� รวจคน้ หา Explore
(๒) ท�าให้เข้าใจชัดเจนย่ิงข้ึน เพราะเร่ืองราวบางอย่างแม้เราจะเคยได้ยินได้ฟังมา
แลว้ แตไ่ มเ่ ขา้ ใจชดั เจน หรอื จา� ไมแ่ มน่ ยา� พอไดฟ้ งั อกี ครงั้ กจ็ ะชว่ ยใหร้ เู้ ขา้ ใจแจม่ แจง้ กวา่ เดมิ ครูใหน ักเรียนศึกษาคน ควาเก่ียวกับการ
(๓) บรรเทาความสงสัยได้ เพราะแม้บางเรื่องได้ฟังเพ่ิมเติม ได้ความรู้ความเข้าใจ เจรญิ ปญญา และการเจริญปญ ญาโดยการคดิ แบบ
เพิ่มเติมแลว้ อาจยังมขี ้อสงสยั อยูบ่ า้ ง เม่ือได้ฟงั เรื่องนน้ั ๆ บอ่ ยๆ ก็จะช่วยใหห้ มดความสงสัยได้ โยนโิ สมนสิการ จากแหลง การเรียนรูตางๆ เชน
หรอื บางเรอ่ื งทีย่ ังไมเ่ คยไดฟ้ งั มากอ่ น แต่ตนมีความสงสยั อยู่แล้ว เม่อื มผี มู้ าอธิบายใหฟ้ ัง ก็อาจ หนงั สือธรรมะ หอ งสมุด เปนตน แลว จดบนั ทกึ
ท�าลายความสงสยั ลงได้ ลงสมุด
(๔) ท�าความเห็นให้ถูกต้องได้ เพราะบางเรื่องแม้เราเคยได้ยินได้ฟังมาแล้วหลาย
ครั้ง แต่เราอาจยังมีความคิดเห็นที่ผิดจากความเป็นจริง เมื่อได้ฟังอธิบายบ่อยครั้งข้ึนจากผู้รู้ อธบิ ายความรู้ Explain
แทจ้ รงิ กจ็ ะกลบั มีความคิดเห็นถกู ต้องได้
(๕) ท�าให้มีจิตผ่องใส เพราะบางเรื่องท่ีเราได้ฟังเป็นความรู้ที่แท้จริง ความรู้ที่ 1. ครเู ลา เหตกุ ารณข า วประจําวัน และใหนกั เรยี น
บริสุทธิ์ หรือเป็นเร่ืองท่ีเป็นประโยชน์แก่ตนเองและสังคม ก็อาจเกิดความปลาบปลื้ม เลื่อมใส รว มกนั แสดงความคดิ เหน็

ศรัทธา๓ยิ่ง.๒ขึ้น จมนิ ีจติตใาจผมอ่ ยงใปสยญั ง่ิ ขญ้นึ า : ปญั ญาเกิดจากการคดิ 1 2. ครยู กคํากลา ว “ปญ ญาเกดิ จากการฟงและ
การอาน” แลวใหนกั เรยี นรว มกันอภปิ ราย
มีเร่ืองราวหลายเร่ืองที่เราได้ยินได้ฟังมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่หายสงสัยขุ่นข้องใจ แสดงความคดิ เหน็
เพราะมีแง่มุมท่ีซับซ้อน ก็ต้องน�าเอามาคิดทบทวน หาเหตุผล ในท่ีสุดก็จะเกิดความรู้ความ
เข้าใจท่ีถูกต้องข้ึนได้ เช่น ได้ฟังเร่ืองพันท้ายนรสิงห์ พระเจ้าแผ่นดินทรงพระราชทานอภัย
โทษให ้ ไมป่ ระหารชวี ติ แต่พนั ทา้ ยนรสิงหย์ นื กรานขอรับโทษประหาร เมอื่ คิดทบทวนไปมาอยา่ ง

๑๓๑

แนวขอ สNอบTเนน Oก-าNรคETิด เกรด็ แนะครู

พระพุทธเจาทรงสอนใหเหน็ ถึงความสาํ คญั ของปญ ญา เพราะเหตผุ ล ในการสอนเร่ือง ปญญาเกดิ จากการฟงและการคิด ครูอาจเลานทิ านหรือ
ในขอใด เรอื่ งราวในชาดกท่ีเก่ยี วกับการฟงและการคดิ ใหน กั เรยี นรวมกันอภิปราย
สรปุ ขอคดิ ทไี่ ดรับ
1. ทําใหม ีอาชพี ทม่ี น่ั คง
2. ทาํ ใหม ที รพั ยสนิ มาก นกั เรียนควรรู
3. ทาํ ใหเขาใจพฤตกิ รรมของผูอืน่
4. ทาํ ใหร ูว ธิ แี กป ญหาทีเ่ กิดจากทกุ ขดว ยเหตุและผล 1 การคิด การรจู กั คิดใหเปน คดิ ใหถ ูกตอ ง นับเปน ปจจยั สาํ คัญในการบรหิ าร
การดําเนนิ ชีวติ ท่ถี กู ตอ งหรือชีวิตทีด่ ี ในทางพระพทุ ธศาสนาสอนใหมนุษยคิด
วเิ คราะหค ําตอบ ตอบขอ 4. ปญ ญาในทางพระพุทธศาสนา หมายถงึ เขามาสจู ิตใจ พจิ ารณาจติ ใจ โดยมงุ ใหเกดิ ความรูค วามเขา ใจตามสภาวะแทๆ
เนน การขจัดอวิชชา เพอื่ เสริมสรางคณุ ภาพจติ ใหม คี ุณธรรมและเกิดกุศลธรรม
การรเู หตุรผู ลตามความเปนจริง ไมตกอยภู ายใตอํานาจของกเิ ลส อันจะ
ทําใหม องเห็นปญหาทีแ่ ทจรงิ และรจู กั วธิ ีแกปญ หาที่ถกู ตองเหมาะสม

คมู่ ือครู 131

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู้

1. ครนู าํ ข้นั ตอนการปฏิบตั ิงานมาใหน กั เรยี น ถี่ถ้วนก็จะเข้าใจเหตุผลว่าท�าไมพันท้ายนรสิงห์จึงตัดสินใจเช่นน้ัน และเข้าใจว่าเพราะเหตุนี้เอง
ฝกปฏิบตั ิ เชน การพบั กระดาษเปน รปู ตา งๆ พนั ท้ายนรสงิ หจ์ งึ สมควรไดร้ ับการยกย่องว่าเป็นวรี บุรุษ
และใหนกั เรียนรว มกนั สรุปวา ปญ ญาจะเกิดได
ตองเกิดจากการฟง การคิด และการลงมอื ทํา ๓.๓ ภาวนามยปญั ญา : ปญั ญาเกิดจากการลงมือทา�
อยางไร
เม่ือฟังครูอาจารย์ หรือผู้รู้บอกกล่าว เล่าอธิบาย แล้วน�ามาคิดหาเหตุผลด้วยตนเอง
2. ครูใหน ักเรียนวิเคราะหว า ความรทู เี่ กิดจากการ บางครงั้ บางเร่ือง กไ็ ม่สามารถทา� ความกระจ่างให้ได้ เป็นเพียงความรู้ตามต�ารา ปัญญาทเี่ กิดยัง
ฟง เพยี งอยางเดยี วนัน้ สามารถทาํ ใหเ กิดความรู ไม่เป็นของตนแท้จริง จะต้องอาศัยการลงมือท�าหรือปฏิบัติด้วยตนเอง ความรู้จึงจะสมบูรณ์
ความเขา ใจทถี่ ูกตอ งไดห รือไม อยางไร ตัวอย่างเช่น เราเรียนรู้ว่าการปลูกต้นไม้ ต้องท�าอย่างน้ัน แต่พอมาลงมือปฏิบัติท�าการ
(แนวตอบ ความรทู ่ีเกิดจากการฟง แตปราศจาก ปลูกต้นไม้จริงๆ อาจปลูกไม่เป็น ต้นไม้ไม่งอก หรืองอกก็ไม่งาม ไม่ให้ดอกให้ผลตามต้องการ
การคิด ยอ มไมก อ ใหเ กิดความรทู แี่ ทจ รงิ เร่ืองอย่างนี้ก็ต้องมาหัดมาท�า หรือฝึกฝนด้วยตนเอง จึงจะรู้แจ้งว่าส่ิงท่ีเราได้รับรู้เรียนรู้มาตาม
แตห ากความรทู ีเ่ กดิ จากการฟง แลว ถูกนาํ ไปคิด หลกั วชิ าการ เม่อื ลงมอื ปฏบิ ตั ิจรงิ ๆ แล้วเปน็ อยา่ งท่ีเราเรยี นรมู้ าหรอื ไม ่ ปฏิบตั ิจรงิ ๆ ไดห้ รือไม่
ไตรตรอง พรอ มกบั ลงมอื ปฏบิ ตั ใิ หเหน็ จรงิ วา ถา้ หากไมส่ ามารถปฏบิ ตั ไิ ดจ้ รงิ ๆ ตอ้ งหาวธิ แี กป้ ญั หา เชน่ ทบทวนสง่ิ ทเ่ี รยี นใหมใ่ หเ้ ขา้ ใจมากขนึ้
ถกู หรือผดิ น้ัน ก็จะเกิดเปน ความรูท่ีสมบูรณไ ด) เป็นตน้
กล่าวโดยสรุป การเรียนวิชาการท้ังหลายจะให้เกิดปัญญาแท้จริง จะต้องปฏิบัติขั้นตอน
3. ครูใหน ักเรียนแสดงความคิดเห็นวา ในกรณี ทั้ง ๓ คอื
การเรียนรูของคนหหู นวก คนตาบอด หรอื คน ขน้ั แรก ต้องสดบั ตรับฟงั จากครูอาจารยห์ รือผ้รู ผู้ ้เู ชย่ี วชาญในสาขาวชิ าน้นั ๆ ฟังให้มาก
เปน ใบน นั้ จะสามารถพฒั นาปญ ญาใหเ ทา เทยี ม ทส่ี ุดเท่าท่จี ะท�าได้ ในกรณีนี้รวมถงึ การอ่านด้วย
กับคนปกติไดอยางไร ข้ันที่สอง เอาเรื่องที่ได้ฟัง ได้อ่านมา
(แนวตอบ ครเู ปด โอกาสใหนักเรยี นแสดงความ คิดทบทวนพิจารณา หาเหตผุ ลความเป็นไปได้
คิดเหน็ ไดอยางหลากหลาย เชน คนทบี่ กพรอ ง เป็นไปไม่ได ้ ถา้ ยังไมแ่ น่ใจ ก็ทดสอบกบั ข้อมูล
ทางรา งกายเหลา นี้จะสามารถพฒั นาปญญาได เดิมท่ีได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่านมาอีกคร้ัง รวมทั้ง
เทาเทยี มกับคนปกติ เพราะปจจบุ นั มกี ารคิดคน ไต่ถามทา่ นผูร้ ู้ให้หายสงสัยด้วย
และพัฒนาเทคโนโลยที างการแพทยใหทนั สมัย ขั้นท่ีสาม เอามาลงมือท�าด้วยตนเอง
เพ่อื อํานวยความสะดวกในการแสวงหาความรู เพ่ือทดสอบว่า ความรู้ท่ีได้อ่าน ได้ฟังมาและ
และพฒั นาตนใหก ับคนเหลานี้)

ที่คิดพิจารณาด้วยตนเองจนแน่ชัดแล้วน้ัน
เมือ่ ลงมือท�าจรงิ ๆ แล้วจะไดผ้ ลตามน้ันหรือไม ่
ถ้าปรากฏผลจริงตามนั้น ก็แสดงว่าความรู้ท่ี
เราได้มาเป็นความรู้ที่ถูกต้องสมบูรณ์ ถ้าหาก
ไมป่ รากฏผล เราตอ้ งมาทบทวนว่ามีสาเหตุมา
เม่ือได้รบั รู้จากการฟงมาแลว้ นำามาปฏบิ ตั ิจรงิ ด้วยตนเอง จากสิ่งใด แล้วท�าการศกึ ษาเรยี นรู้ใหม่ใหเ้ ข้าใจ
อย่างมสี มาธิ ยอ่ มทาำ ให้เกิดปญ ญาแจ่มแจ้งมากย่งิ ขึน้ อยา่ งถอ่ งแท้

๑๓๒

เกรด็ แนะครู บูรณาการเชือ่ มสาระ
ครูสามารถนาํ เนื้อหาเก่ยี วกับการพฒั นาปญญา 3 ทาง ไดแก ปญ ญา
ครูนาํ คํากลอนของทานพุทธทาส อินทปญ โญ มาใหนักเรยี นอานและอภปิ ราย เกิดจากการฟง ปญญาเกดิ จากการคดิ และปญญาเกิดจากการลงมือทาํ
ในประเด็น วิธีการพฒั นาปญญาในวิถีทา นพทุ ธทาส ในหมวดศาสนา เรอื่ ง มาบรู ณาการเช่ือมโยงกับกลมุ สาระการเรียนรวู ิทยาศาสตร วิชา
การเรยี นธรรมะ ดงั คํากลาวตอ ไปน้ี วิทยาศาสตร เรือ่ ง กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร โดยใหนักเรยี นศึกษา
กระบวนการทางวิทยาศาสตรแลวชวยกนั อธิบายวา การพัฒนาปญญาทาง
เรียนธรรมะ อยา ตะกละ ใหเกินเหตุ จะเปน เปรต หวิ ปราชญ เกนิ คาดหวัง พระพทุ ธศาสนากบั กระบวนการทางวิทยาศาสตร มคี วามสอดคลองกนั
อยา เรียนอยา ง ปรัชญา มัวบาดงั เรยี นกระท่งั ตายเปลา ไมเ ขารอย อยา งไร
เรยี นธรรมะ ตองเรยี น อยางธรรมะ เรียนเพอ่ื ละ ทุกขใหญ ไมทอถอย
เรยี นทท่ี กุ ข ที่มีจรงิ ยงิ่ เขารอย ไมเ ล่ือนลอย มองใหเ ห็น ตามเปนจรงิ
ตอ งต้ังตนการเรยี นท่ีหูตา ฯลฯ สมั ผัสแลว เกิดเวทนา ตัณหาวงิ่
ข้ึนมาอยาก เกิดผูอยาก เปน ปากปลงิ “เรยี นรยู งิ ตณั หาดบั นบั วาพอฯ”

132 ค่มู ือครู

กระตุน้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู้

ô. การเจริญปัญญาâ´Âการ¤´ิ แบบâÂนâิ สมนสกิ าร 1. ครแู ละนกั เรยี นสนทนาเกยี่ วกับความสาํ คัญ
ของการคดิ อยา งเปนระบบ
พระพุทธเจ้าตรัสสอนว่า การศึกษาที่แท้จริงจะเกิดก็ต่อเม่ือมนุษย์รู้จักคิด การรู้จักคิด
วิเคราะห์ วิจารณ์อย่างรอบคอบรอบด้าน ท�าให้เกิดปัญญาแตกฉาน เรียกว่า โยนิโสมนสิการ 2. ครใู หนักเรียนแบงกลุม จาํ นวน 10 กลุม เพื่อ
การคิดแบบโยนโิ สมนสกิ าร ม ี ๑๐ ข้นั ตอนด้วยกัน ดังน้ี ศกึ ษาขอมลู ทํารายงานวเิ คราะหก ารคดิ แบบ
(๑) คดิ แบบแยกแยะสว่ นประกอบ โยนโิ สมนสิการ 10 ขัน้ ตอน โดยมอบหมาย
(๒) คดิ แบบคณุ โทษ และทางออก กลุมละ 1 ข้นั ตอน พรอ มกบั ออกมานาํ เสนอ
(๓) คิดแบบสบื สาวเหตุปัจจยั หนาช้นั เรยี น
(๔) คิดแบบสัมพันธ์หลกั กบั เป้าหมาย
(๕) คิดแบบแกป้ ญั หา 3. ครูและนักเรียนอภปิ รายเพิ่มเติมเก่ยี วกับ
(๖) คดิ แบบรู้เท่าทนั ธรรมดา การคดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร 10 ขน้ั ตอน และ
(๗) คดิ แบบคณุ คา่ แท้ คุณคา่ เทยี ม ใหนักเรยี นยกตวั อยา งการคดิ แบบคณุ คาแท
คุณคาเทยี ม พรอ มกบั ใหเพื่อนในช้นั เรยี น
รว มกันอภปิ ราย

(๘) คิดแบบปลกุ เร้าคณุ ธรรม
(๙) คิดแบบเป็นอยใู่ นปจั จบุ นั
(๑๐) คดิ แบบแยกประเด็น
๔ใน.ท๑นี่ ขี้ กอายรกกคาดิ รคแดิ บ ๒บ อคยณุ ่างค มา่ าแอธทิบ าคยณุ ดงัคนา่ ้ี เทียม1



การคิดแบบคุณค่าแท ้ คณุ ค่าเทียม เปน็ วธิ ีคิดทเ่ี กย่ี วข้องกับความต้องการและการประเมนิ
คุณค่า คือ ถ้าคิดเพียงแต่จะสนองตัณหาของตนไม่ว่ากับส่ิงใด เป็นการคิดแบบคุณค่าเทียม
แต่ถ้าคิดถึงแก่นหรือคุณประโยชน์แท้จริงของสิ่งน้ัน เรียกว่าคิดด้วยคุณค่าแท้ เช่น เรื่องอาชีพ
คนที่คิดถึงคุณค่าแท้ของอาชีพ จะมองไปที่แก่นของอาชีพนั้นๆ มากกว่ามองภาพลวงภายนอก

เรอ่ื งนา่ รู้

พระพทุ ธรปู ปางสมาธิ

พระพุทธรูปปางสมาธิ มีพุทธลักษณะเปนพระน่ังขัดสมาธิหงายพระหัตถ์
ทงั้ สอง พระหตั ถข์ วาซอ้ นบนพระหตั ถซ์ า้ ยวางอยบู่ นพระเพลา มที มี่ าจากเหตกุ ารณใ์ น
พทุ ธประวตั ติ อนทพี่ ระโพธสิ ตั วไ์ ดร้ บั หญ้าคา ๘ กาำ จากพราหมณ์โสตถยิ ะ แล้วทรงนำา
หญ้านั้นมาทำาเปนบัลลังก์ท่ีใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ ณ ตำาบลอุรุเวลาเสนานิคม ริมฝง
แม่นำ้าเนรัญชรา แล้วประทับนั่งขัดสมาธิบนบัลลังก์หญ้าคา ผินพระพักตร์ไปทางทิศ
ตะวันออก ซง่ึ ในครง้ั นที้ ำาให้พระองค์ตรัสรู้เปน พระสัมมาสมั พุทธเจ้าน่ันเอง

๑๓๓

บรู ณาการเช่ือมสาระ นักเรยี นควรรู

ครูใหข อคิดกบั นักเรียนเกย่ี วกบั การนําวิธคี ิดแบบคุณคา แท คุณคา เทียม 1 คุณคา แท คุณคา เทยี ม คณุ คา แท หมายถึง ประโยชน หรอื คุณคาท่แี ทจรงิ ของ
มาใชในการดําเนนิ ชีวิต โดยบูรณาการเชอ่ื มโยงกบั สาระเศรษฐศาสตร เรอ่ื ง สิง่ ที่มาสนองความตองการในชวี ิตประจําวัน โดยใชปญ ญาในการตีคา เชน อาหาร
การนําปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียงมาใชใ นการดําเนนิ ชีวิต โดยใหน ักเรียน มีประโยชนทําใหรา งกายแข็งแรง คุณคา เทียม หมายถึง ประโยชน หรอื คุณคาท่ี
นยิ ามเปา หมายในการดาํ เนินชีวิตของตนเอง เชน เปา หมายในการดาํ เนนิ มนุษยส มมตใิ หแ กสงิ่ นัน้ เพอ่ื อาํ นวยความสะดวก ความอลังการ เสริมฐานะ เชน
ชีวติ เพอื่ อยูเ ยน็ เปนสุข มีความพอเพยี ง พอประมาณ ไมวง่ิ ตามคณุ คาเทียม อาหารมคี ุณคา แทอ ยูในที่การบาํ รงุ รางกายมีการเสริมแตงคุณคาเทยี ม เชน ตอง
หรอื คณุ คา ทเี่ คลอื บแฝง หรอื คณุ คา ทถี่ กู สรา งขน้ึ มาจากการโฆษณาใหน า สนใจ เปนอาหารทีม่ รี าคาแพง วางขายในสถานทห่ี รหู รา เปน ตน

จากน้นั ใหนักเรยี นชวยกนั ยกตวั อยางคณุ คา แทของสงิ่ ตา งๆ เชน
โทรศพั ทม อื ถือ รถยนต เส้ือผา อาหาร เปนตน พรอ มท้ังใหน กั เรียนรวมกนั
วิเคราะหถงึ ขอดีของการคิดแบบคณุ คา แท และขอ เสียจากการคดิ แบบ
คณุ คาเทียม

ค่มู ือครู 133

กระตนุ้ ความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู้

1. ครูใหนักเรยี นผลดั กันเลาประสบการณในชวี ติ เช่น เด็กผู้ชายหลายคนบอกว่าอยากเปน็ ทหาร เพยี งเพราะคิดว่า การเปน็ ทหารน้ันโก้ เคร่อื งแบบ
ของตนเองที่เคยตัดสนิ ใจกระทาํ สงิ่ ตางๆ ท่ี สวยงามสง่าผง่ึ ผาย มีโอกาสที่จะได้รบั ยศสูงๆ เปน็ ใหญ่เป็นโตในสงั คม มอี า� นาจเปน็ ท่ีเกรงกลวั
แสดงถงึ ความสอดคลองกบั วธิ ีการคิดแบบ ของคนทว่ั ไป เหลา่ นเ้ี รยี กวา่ เปน็ การคดิ แบบคณุ คา่ เทยี ม ไมใ่ ชแ่ กน่ แทข้ องอาชพี สว่ นทตี่ อ้ งฝกึ ฝน
คณุ คา แท คุณคา เทียม และการคิดแบบคณุ โทษ ตนเองโดยเผชิญตอ่ อนั ตรายทกุ ชนิด ซอ่ื สตั ยต์ อ่ ประเทศชาตแิ ละแผ่นดิน ยอมสละแม้กระทง่ั ชีวิต
และทางออก เพ่ือเอกราชอธิปไตยของประเทศ เพราะคิดเช่นน้ีจึงจะเรียกว่า คิดแบบคุณค่าแท้ คนที่มี
วิธีคิดแบบคุณค่าแท้มักเป็นคนใช้ปัญญาพิจารณาอย่างรอบคอบ สามารถตัดสินใจได้ถูกต้อง
2. ครใู หน ักเรียนเขยี นแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกับ พระพุทธองคจ์ ึงตรัสสอนให้ฝึกคดิ แบบคณุ ค่าแทเ้ สมอ และนา� ไปปรบั ใชใ้ นการด�าเนนิ ชวี ิตใหไ้ ด้
การยึดติดในสินคา แบรนดเ นม พรอมกับบอก
ถึงแนวทางแกไขปญหาดังกลาวลงในกระดาษ ๔.๒ การคดิ แบบคุณโทษ และทางออก
A4 สง ครผู ูสอน

(๑) คิดในแง่ดี ว่าสิ่งนั้นเรื่องนั้น มีสิ่งดีต่อตัวเราเอง ต่อคนอ่ืน หรือสังคมหรือไม่
อย่างไร
(๒) คิดในแง่เสยี วา่ สงิ่ น้นั เร่อื งนนั้ ก่อใหเ้ กิดผลเสียอย่างไรบ้าง
(๓) ในกรณีทีม่ ที งั้ แงด่ แี ละแงเ่ สยี เราควรจะมที างเลอื กอะไรทีด่ กี ว่าบา้ ง
การตดั สนิ ใจทา� หรอื ไมท่ า� อะไรลงไป หลงั จากพจิ ารณาไตรต่ รองอยา่ งรอบคอบแล้ว
โอกาสทจี่ ะผดิ พลาดอาจไม่มี หรือมนี อ้ ยลง
ตามปกติมนุษย์มักเคยชินกับการมองโลกในแง่เดียว แล้วยึดว่าส่ิงท่ีตนเห็นว่า
ถูกต้อง ความคิดของคนอ่ืนท่ีแตกต่างจะผิด
หมด ในที่สุดก็ทะเลาะกันเพราะความยึดมั่น
ในมุมมองของตน ทั้งน้ีการมองเพียงแง่ใด
แงห่ นงึ่ เพยี งอยา่ งเดยี วอาจผดิ พลาดได ้ หรอื ถกู
ก็ถูกเพียงส่วนเดียว ยกตัวอย่างเช่น กรณี
ในชนบทที่ห่างไกล เมื่อราชการตัดถนนผ่าน
มีประปา ไฟฟ้า การคมนาคมท่ีสะดวกสบาย
ท�าให้ชีวิตชาวชนบทเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
มากมาย
ถ้ามองในแง่บวกจะเห็นว่า หมู่บ้าน
ชนบทแห่งน้ีเจริญข้ึน พัฒนาขึ้น ส่ิงที่ไม่เคย
มีก็มี มีถนนหนทางทันสมัย มีน้�าประปา มี
แม้ในยามที่มีปญหา ถ้าเรารู้จักคิดท้ังด้านบวก และ ตกึ รามใหญๆ่ มีโรงงานอุตสาหกรรม ชาวบ้าน
ดา้ นลบ ย่อมจะหาทางออกของปญ หาได้เสมอ มงี านท�าเพ่ิมข้ึน เป็นต้น

๑๓๔

เกร็ดแนะครู บูรณาการเช่ือมสาระ
ครยู กตวั อยางผลดีและผลกระทบจากการสรางสง่ิ อํานวยความสะดวก
ครคู วรอธิบายย้าํ กับนักเรียนซึง่ อยูใ นวยั เยาวผ านประสบการณชีวติ มานอย เรื่อง ตางๆ เพอ่ื พฒั นาทอ งถิ่นและประเทศใหทันสมัย โดยบรู ณาการเชอ่ื มโยง
การมองโลกท้ัง 2 ดา นวา ไมควรมองเพียงดานเดยี ว จะชวยทาํ ใหเ ราคดิ พจิ ารณา กับสาระเศรษฐศาสตร เรื่อง การพฒั นาเศรษฐกิจของประเทศ และสาระ
สงิ่ ตา งๆ ดวยความรอบคอบ จะชวยใหเราทําอะไรไมผ ดิ พลาด ซงึ่ เปน มุมมอง ภูมศิ าสตร เร่อื ง การเปลยี่ นแปลงสภาพพนื้ ที่ทําใหเ กดิ สังคมใหม โดย
ความคดิ ทส่ี ามารถนาํ ไปใชใ นสงั คมปจจบุ ันไดเปน อยา งดี ครูฝกใหน ักเรียนคดิ วเิ คราะหแ บบคณุ โทษและทางออก

บเศรู ณรากษารฐกจิ พอเพยี ง

การคิดแบบคณุ โทษ และทางออก สอนใหค นมองสง่ิ ตา งๆ อยา งรอบดาน
ไมสดุ โตงไปดา นใดดา นหน่งึ แตควรยดึ ทางสายกลาง อันจะนาํ ไปสทู างออก
ที่เหมาะสม

นกั เรยี นเขียนบทวิเคราะหล งในสมดุ บันทกึ วา การคิดแบบคณุ โทษ และทางออก
สอดคลองกบั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี งอยางไร และสําคญั ตอ การดําเนนิ ชวี ติ ในโลก
ยคุ บรโิ ภคนยิ มอยางไร เสร็จแลวนําสงครูผสู อน

134 คูม่ ือครู

กระตุ้นความสนใจ สา� รวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Evaluate
Explain Expand Explain

อธบิ ายความรู้

ถ้ามองในแง่ลบจะเห็นว่า ท่ามกลางความเจริญทางวัตถุเหล่านี้ท�าให้ความดีงาม 1. ครเู ลาขา วเหตกุ ารณที่เปนประเดน็ ในสงั คม
ทอ�า่ีเคนยวมยีไคดว้เาลมือสนะหดาวยกไมปา แกขล่งบั ขเปันน็กบันร รมยีคากวาามศททีอ่ะเึกยทอึกท ะพยลาุกน1พ ลม่าีคนว ามมีกเปาร็นกอ้หู ยนู่อี้ยยมื่าสงหินรกูหันรเพาฟอ่ื ุ่ซมอื้เฟวตัือถยุ ปจ จุบนั ใหน กั เรียนฟง เชน กระแสการเขา มา
แทนความเปน็ อยอู่ ยา่ งเรียบง่าย ดูหมน่ิ วฒั นธรรมด้ังเดิมของตนวา่ ด้อยค่า ลา้ สมัย เปน็ ต้น ของวฒั นธรรมตะวันตก การยดึ ตดิ สินคา
แต่ถ้าพิจารณาท้ังผลดี และผลเสียท้ังสองด้านแล้วพิจารณาหาทางออกว่าควรจะ แบรนดเ นม พฤตกิ รรมบรโิ ภคนยิ ม เปน ตน
แก้ปัญหาอย่างไร เช่น และรวมกันอภิปรายเปรียบเทียบถึงประโยชน
(๑) ท�าใจยอมรับว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะปิดก้ันกระแสการพัฒนาทางวัตถุหรือเทคโนโลยี โทษ และแนวทางแกไ ขในประเด็นดังกลา ว
สมัยใหม่ สง่ิ เหลา่ นนั้ สักวันหน่ึงก็ยอ่ มไหลบา่ เข้าไปในทอ้ งถิ่นทีห่ ่างไกล
(๒) จ�าเป็นต้องยอมรับให้มีการพัฒนาทางวัตถุ ยอมรับการไหลบ่าเข้ามาของ 2. ครใู หน ักเรียนวิเคราะหว า นักเรยี นสามารถ
วฒั นธรรมใหม่ทแ่ี ตกต่างทางวฒั นธรรมท้องถนิ่ แตด่ ้งั เดิม นําวธิ คี ดิ แบบโยนโิ สมนสกิ ารไปประยุกตใชใน
(๓) ควรรับด้วยสติ ด้วยปัญญา ด้วยการรู้เท่าทัน รู้จักเลือกรับเฉพาะส่ิงท่ีดีไม่เกิด ชวี ติ ประจําวันไดอยางไร
โทษแก่ตนและท้องถ่ินของตน หรืออาจปรับให้เข้ากับพ้ืนฐานของตนโดยไม่เสียความเป็นตัวของ (แนวตอบ เนอ่ื งจากการคดิ แบบโยนิโส-
ตวั เอง มนสิการเปนวธิ คี ิดอยา งเปน ระบบ ทําให
มนษุ ยร ูจักคิดวเิ คราะหด ว ยเหตผุ ลจนสามารถ
๕. การนÓวธิ กี ารบรหิ ารจติ และเจรญิ ปญั ญาไปใชใ้ นชวี ติ ประจÓวนั แกไขปญหาตางๆ ได ดงั น้นั จงึ สามารถนาํ
วิธคี ิดดงั กลาวนีไ้ ปประยุกตใชแกปญ หาตางๆ
เคยสงสัยบ้างหรือไม่ว่าท�าไมเวลาท่ีเราอ่านหนังสือการ์ตูน เล่นวิดีโอเกม หรือเกม ในชวี ติ ประจาํ วันได เชน การตดั สนิ ใจเลือกซ้ือ
คอมพิวเตอร์ จึงรู้สึกว่าเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็วเหลือเกิน ไม่ทันไรก็หน่ึงช่ัวโมงหรือสอง สนิ คาใหค มุ คา การตดั สนิ ใจเลอื กสถานที่
ช่ัวโมงแล้ว ว่าจะเล่นสักหน่ึงชั่วโมงก็กลายเป็นสอง เป็นสาม ขอต่อออกไปทีละนิดๆ จนกลาย เรยี นพเิ ศษ การเขยี นวิเคราะหค ําถามใน
เป็นเล่นแล้วไม่ยอมเลิก น่ีเป็นเพราะเวลาเราอ่านหนังสือการ์ตูนหรือเล่นเกม จิตของเรามุ่งมั่น ขอสอบ เปนตน )
อยู่ทีต่ วั อกั ษร รปู ภาพ และเร่ืองราวในหนังสอื หรอื อยทู่ คี่ วามเคลือ่ นไหวของบุคคล วัตถสุ ง่ิ ของ
ในเกมอย่างจดจ่อ ถ้าแม่เรียกให้ไปกินข้าวหรือเตือนให้ท�าการบ้าน เราจะรู้สึกร�าคาญหรือไม่
พอใจวา่ เสยี งของแมม่ ารบกวนสมาธิการเล่น หรือการอ่านของเรา
พ่อแม่หลายคนมักกล่าวว่าอยากให้ลูกต้ังใจอ่านหนังสือเรียนเหมือนท่ีต้ังใจอ่านหนังสือ
การ์ตูนหรือเล่นเกม เราเองก็อาจแปลกใจตัวเองว่าท�าไมจึงจดจ่ออยู่กับสิ่งเหล่าน้ีได้นานๆ
น่ีแสดงว่าการที่จิตของเราจะจดจ่ออยู่ท่ีสิ่งใดสิ่งเดียวมิใช่เร่ืองยากซ่ึงเราสามารถจะปฏิบัติในชีวิต
ประจา� วนั ประเดน็ อยทู่ ว่ี า่ เราจะใชจ้ ติ มุง่ ม่ันอยูท่ ี่สิ่งใด เพอื่ ใหเ้ กดิ ประโยชน์ ความกา้ วหน้า และ
ความสุขแก่ชวี ติ ของเรา
นอกจากนเ้ี คยสงั เกตหรอื ไมว่ า่ เวลาทใ่ี จของเราจดจอ่ อยกู่ บั เกม หรอื กบั เรอ่ื งราวในหนงั สอื
การ์ตูนนั้น ใจของเราไม่ได้มีความสงบ มันมีแต่ความด้ินรน ความอยากเอาชนะ อยากรู้ไม่มี
สิ้นสุด เป็นความหลงติดในความสนุก ความต่ืนเต้น หรือถูกครอบง�าด้วยกิเลส จนลืมหน้าท่ี

๑๓5

แนวขอ สNอบTเนนOก-าNรคETิด นกั เรียนควรรู

การบริหารจติ และการเจริญปญญามปี ระโยชนต อ การเรยี นของนักเรียน 1 ความทะเยอทะยาน เกิดข้นึ จากความตอ งการของมนษุ ย ซึง่ ถอื วา เปน ความ
อยางไรบาง ตอ งการชนดิ หนง่ึ ท่ีเกิดขนึ้ ทางจิตใจ และจะเกดิ ขนึ้ เม่ือไมไ ดรบั ความพงึ พอใจ
แนวตอบ มนษุ ยมคี วามตองการทจี่ ะประสบความสาํ เร็จไดรบั การยอมรบั ตองการมอี าํ นาจ
1. ทําใหมคี วามจําดี สามารถจดจาํ สาระความรูทค่ี รสู อนไดอ ยา งแมนยาํ อยูเหนอื ผูอ ืน่ ความตอ งการจึงเปนสงิ่ กระตุนใหเกดิ ความทะเยอทะยานข้ึนในใจ
2. เกดิ การเรยี นรูอยางเปนระบบ มีความรคู วามเขาใจอยา งถอ งแท เปนตวั กําหนดทิศทางแหง ความคิดและการกระทําของมนุษย กลา วคอื ในผทู ี่
มีคุณธรรมศลี ธรรม ความทะเยอทะยานจะแสดงออกในทางบวก คอื ใชค วาม
จึงสามารถจดั ความรคู วามคดิ ไดอยางเปนระบบ สามารถของตนเองมมุ านะ ฝกฝนตนเพ่อื ไปสูจุดหมาย แตส ําหรับผูท่ีขาดคณุ ธรรม
3. เรียนรูไดเรว็ เพราะจติ มีสมาธิ จดจอเฉพาะเรอื่ งใดเร่อื งหน่งึ ศีลธรรม ความทะเยอทะยานจะแสดงออกในทางลบ คือ กระทําทุกวถิ ีทางเพ่ือให
4. ประสบความสําเร็จในการเรียน เมอ่ื เรียนรูไดเ ร็ว มคี วามเขา ใจและ ตนเองไปสจู ดุ หมาย ถงึ แมว า จะตอ งใชเลห เ หลี่ยม คดโกง เอาเปรยี บผอู ่ืนเพอ่ื ใหไ ด
มาก็ตาม แตส ดุ ทายกจ็ ะพบเจอแตค วามทกุ ขใ นชีวิต
ความจําอยางเปน ระบบ ก็จะสามารถทําขอสอบหรือผานการวัดผลท่ีได
คะแนนสงู

คูม่ อื ครู 135

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจคน้ หา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Explore Expand Evaluate
Engage Explain Explain

อธบิ ายความรู้

1. ครใู หนกั เรียนชว ยกนั บอกปญ หาในการเรียน ธุระการงานท่ีจะต้องท�า หรือบางครั้งจนถึงลืมกินลืมนอน จิตใจกระวนกระวาย คอยคิดแต่ว่า
วิเคราะหส าเหตุของปญหาตา งๆ เชน สมาธสิ ั้น เม่ือไรจะถึงวันที่หนังสือการ์ตูนเล่มใหม่จะออกเสียที หรือเกมเก่าเล่นจบแล้วเบ่ือ อยากได้
จดจาํ บทเรยี นไดน อ ย เปน ตน แลว ระดมสมอง เกมใหม่ ใจคอยคดิ จะหาโอกาสไปซื้อ ไปโหลดมาเลน่ หรอื อยากไปร้านเกม
หาแนวทางในการแกไ ขปญ หาดงั กลาว วันหนึ่งๆ จิตใจเรากระวนกระวายด้วยความอยาก และถ้าความอยากยังไม่ได้รับการ
ตอบสนอง ก็รู้สึกไม่สมหวัง บางทีก็หงุดหงิด เป็นทุกข์มากกว่าสุข แต่เรากลับมองข้ามด้านที่
2. ครูใหนักเรียนทาํ กจิ กรรมท่ี 7.7 จากแบบวดั ฯ เปน็ ความดิน้ รนกระวนกระวายเหล่านีไ้ ป สนใจมองแตค่ วามสนกุ ความต่ืนเตน้ ความแปลกใหม่
พระพุทธศาสนา ม.1 ทจ่ี ะได้รับ และคดิ ว่าน่เี ป็นสง่ิ ทใ่ี หค้ วามสขุ ทพี่ ูดเชน่ น้มี ิได้หมายความว่าไมใ่ ห้รู้จกั เล่นสนุก หรอื
แสวงหาความเพลิดเพลิน เพราะสง่ิ เหล่านี้ไมใ่ ชเ่ ร่อื งเสียหาย ชีวติ เด็กต้องได้เลน่ ได้สนกุ สนาน
ใบงาน ✓แบบวดั ฯ แบบฝกฯ ได้เรียนรู้ส่ิงใหม่ๆ และคนเราเมื่อเหน็ดเหน่ือยก็ต้องมีการผ่อนคลาย เพียงแต่ต้องไม่เล่นจน
พระพทุ ธศาสนา ม.1 กจิ กรรมท่ี 7.7 เสยี การเรงาาจนะหมรีวอื ิธเีปสยีฏกิบาัตริตเรัวียอนย่างไรจึงจะเกิดความพอดีและมีสต1ิ ไม่ติดส่ิงเหล่านี้จนเสียการเรียน
บางคนรวู้ ่าสงิ่ เหล่านท้ี �าให้เสยี การเรยี น เสยี สขุ ภาพ แตฝ่ ืนไม่ได้ ทัง้ นกี้ ารมีสต ิ คือ รูส้ กึ ตวั เสมอ
หนว ยที่ 7 การบรห� ารจ�ตและการเจรญ� ปญ ญา รู้ตัวว่าก�าลังท�าอะไร การท่ีเรารู้ตัวว่าก�าลังท�าอะไร จะท�าให้เราท�าสิ่งน้ันได้ดี เพราะใจของเรา
จดจอ่ อย่ทู ่ีสงิ่ นน้ั ไม่ใช่สักแต่ท�าๆ ให้เสร็จ ยกตวั อย่างเช่น เวลาทเ่ี ราชว่ ยแมล่ า้ งจาน ถา้ เรามสี ติ
กิจกรรมท่ี ๗.๗ ใหน ักเรียนตอบคําถามตอ ไปนี้ (ส ๑.๑ ม.๑/๗) คะแนนเต็ม คะแนนทไ่ี ด เราจะรู้ว่าขณะน้ีมือของเราก�าลังท�าอะไรกับจาน จานที่อยู่ในมือสกปรกตรงไหนบ้าง คราบออก
หมดแล้วหรือยัง จานสะอาดดีแล้วหรือยัง ยังมีกลิ่นคาวหรือไม่ และจับจานไม่ให้ล่ืนหลุดมือ
ñð ตกแตก เป็นต้น เมื่อใจของเราจดจ่ออยู่กับสิ่งท่ีท�า ใจของเราก็จะว่างจากการคิดถึงส่ิงอ่ืน
ขะมักเขม้นท�าส่ิงท่ีอยู่ในมือนั้นอย่างดีและระมัดระวัง ไม่พะวงถึงส่ิงอ่ืน แม้ว่าส่ิงเหล่านี้จะดูเป็น
๑. นักเรียนจะนําวธิ บี รหิ ารจิตและเจริญปญญาไปใชในชวี ิตประจาํ วันไดอ ยา งไร เรื่องเล็กน้อย แต่เราจะเห็นว่างานที่เราท�าด้วยความมีสติจะก่อให้เกิดผลดี ต่างกับการล้างจาน
..จ...ะ...น....าํ...แ...น.....ว...ท....า..ง....ก....า..ร....ป....ฏ....บิ ....ัต....ิไ..ป....ป....ร...ะ...ย...กุ....ต....ใ...ช...ใ...น....ก....า...ร...ด....าํ...เ..น....ิน....ช....ีว..ติ...........โ..ด....ย....ค....อ...ย....ๆ.........ท....ด....ล....อ....ง...ก....า...ร...ฝ....ก ....ป....ฏ...ิบ.....ัต....สิ ....ม...า...ธ...ิ.. ที่รีบๆ ท�าให้เสร็จๆ โดยขณะที่ท�าใจอาจไปอยู่ท่ีอื่น เช่น รายการโทรทัศน์ที่อยากดู การคุยกับ
..ต....า...ม...ห....ล....ัก....อ....า..น.....า...ป....า..น.....ส....ต....ิไ...ป....ท....ีล....ะ..ข...ั้น.....ต....อ...น...........แ....ล...ะ...ฝ....ก....ป....ฏ...ิ.บ....ัต....ิเ..ป....น....ป....ร...ะ...จ....ํา.........ร....ว..ม....ถ....ึง...ม....ีก....ํา..ห....น.....ด....เ..ว..ล....า...ท....่ีแ...น.....น....อ....น...... เพอื่ น ฯลฯ หรือการกวาดบ้านถบู ้านกท็ �านองเดียวกัน ถ้าเราท�าเพียงแค่ให้เสร็จ บา้ นของเราจะ
..ข...ณ.....ะ...เ.ด....ยี....ว...ก....นั ....ก....ต็....อ....ง...ร...ะ...ง...ับ....จ....ติ....ไ..ม....ใ..ห....ฟ....งุ....ซ...า...น.........ม....ีค....ว...า..ม....อ...ย....า..ก.........ค....ว...า...ม...ต....อ....ง...ก....า...ร...ท....่เี..ก....ิน....พ....อ....ด....ี .....ม...ีใ...จ...ม....งุ ...ม...นั่.....จ...ด....จ....อ..... ไม่สะอาดเท่ากับการท่ีเรากวาดถูบ้านอย่างมีสติ ฝุ่นตรงไหนก็รู้ก็เห็น กวาดถูได้สะอาด บ้านมี
..ก....ับ....ส....่งิ...ท.....ที่ ....ํา.......เ.ช...น.........เ..ม....ื่อ...ก....ํา...ล....ัง...เ..ร...ยี....น....ห....น....งั....ส....อื........ก....ต็ ....ัง้ ...ใ...จ...เ..ร...ยี....น.........จ...ิต....ใ...จ...ไ...ม...ว...อ...ก....แ....ว..ก.................................................................... รอยกระเทาะ พ้ืนเป็นรอยตรงไหนก็จะมองเห็น หรือถ้าบ้านเก่าก็อาจจะสังเกตเห็นว่ามีทางของ
ปลวกหรือมดแมลงชนิดอ่ืนเดินตรงไหนบา้ ง ถอื เป็นการดแู ลรกั ษาบา้ นไปในตัวด้วย
.................................................................................................................................................................................................................................................... ในแต่ละวัน ถ้าเราหัดฝึกสติเช่นน้ีไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะท�าอะไรก็ตาม จะเรียนหนังสือ
ช่วยพ่อแม่ท�างานบ้าน หรือเล่นสนุก เราก็จะเป็นคนที่ท�าส่ิงต่างๆ ได้ดี เพราะจิตใจเรามีความ
.................................................................................................................................................................................................................................................... มุ่งม่ันจดจ่ออยู่กับสิ่งท่ีท�า ไม่ใช่จดจ่อเฉพาะเมื่อเวลาเล่นเกมหรืออ่านหนังสือการ์ตูน คนที่ฝึก
เจริญสติอย่างตอ่ เนอ่ื งนอกจากจะทา� ใหจ้ ติ สงบแล้ว ยงั ทา� ใหส้ มองปลอดโปรง่ มพี ลงั สมาธิในการ
.................................................................................................................................................................................................................................................... ท�าสงิ่ ต่างๆ ใหม้ ีประสทิ ธิภาพดีข้ึน ความจ�าดขี ึน้ และมีความพากเพยี รอดทนในการทา� สง่ิ ต่างๆ
ถ้าเปน็ นกั เรียนก็จะมสี มาธิในการฟัง การอ่านดขี ึ้น สามารถคิดเข้าใจและจดจา� บทเรยี นตา่ งๆ ได้
....................................................................................................................................................................................................................................................
๑๓6
....................................................................................................................................................................................................................................................

....................................................................................................................................................................................................................................................

....................................................................................................................................................................................................................................................

เฉฉบลับย ๒. การบริหารจิตหรือการฝก สมาธิ มปี ระโยชนตอ การเรยี นของนักเรียนอยา งไรบาง
..๑..........ม....คี ....ว...า..ม....จ...าํ...ด....ี....ส.....า..ม....า...ร...ถ....จ...ด....จ....าํ ..ส.....า..ร....ะ..ค....ว...า...ม....ร...ทู....ี่ค....ณุ.....ค....ร....สู....อ....น....ไ...ด...อ....ย...า...ง...แ....ม...น....ย....ํา.......ไ...ม...ล....ืม...เ..ล....ือ....น........เ..ป....น.....ค....ว..า...ม....ร...ูท....่ี..

ฝงแนนติดตัว....................................................................................................................................................................................................................................................

..๒.........เ..ก....ดิ....ค....ว...า...ม...จ....ํา...เ.ป....น.....ร...ะ...บ....บ.........เ..พ....ร....า..ะ...ม...ีค.....ว..า...ม....ร...ูค....ว...า...ม...เ..ข...า ...ใ..จ....ท....ีถ่ ...อ....ง...แ...ท..........ส....า..ม....า...ร...ถ....จ...ดั....ค....ว...า...ม...ร....ูค....ว...า..ม....ค....ิด....ไ..ด....อ....ย...า...ง.....

เปนระบบ....................................................................................................................................................................................................................................................

..๓.........เ..ร....ีย...น.....ร...ูไ...ด...เ..ร....็ว.........ไ..ม....ว ..า...จ....ะ..เ..ป....น....ค....ว...า...ม....ร...ูท....ีไ่...ด...จ....า...ก....ก....า..ร....ฟ....ง...ค....ร....สู ....อ...น...........ห....ร...ือ....ห....า...ห...น.....ัง...ส....อื....อ...า...น.....เ.อ....ง.........เ..พ....ร....า..ะ...ไ..ม....ม...ี..

..อ...ะ...ไ..ร....ม...า...ร...บ....ก....ว...น....จ....ติ.......จ...ติ....จ....งึ ...ม...สี....ม....า...ธ...ิ ...เ.ก....ดิ....ป....ญ.....ญ.....า..ค....ว...า...ม...ร...ทู....ผี่....า ..น.....เ.ข...า...ม...า......ส....ม....อ...ง...จ....งึ ...จ...ด....จ....าํ..เ..ร...ย.ี ...น....ร....ไู ..ด....อ...ย....า ..ง....ร...ว...ด....เ.ร....ว็ ....

..๔.........ป....ร....ะ..ส.....บ....ค....ว...า..ม....ส....าํ...เ..ร...จ็....ใ..น.....ก....า..ร....เ.ร....ีย...น........เ..ม...่อื....ม...คี....ว...า...ม...ร....ูด....ี...เ..ร...ยี....น....ร....ูไ..ด....เ..ร...็ว.......เ.ร....ยี ...น.....ร...ไู...ด....อ ...ย...า...ง...แ....ม...น.....ย...าํ......ก....ส็....า...ม...า...ร....ถ.....

..จ...ะ...ท....าํ ...ข...อ...ส....อ....บ....ห....ร...อื....ผ...า...น.....ก....า..ร....ว...ัด....ผ...ล....ท....่ีไ..ด....ค....ะ...แ...น.....น....ส....งู ....................................................................................................................................

....................................................................................................................................................................................................................................................

....................................................................................................................................................................................................................................................

....................................................................................................................................................................................................................................................

....................................................................................................................................................................................................................................................

....................................................................................................................................................................................................................................................

(พิจารณาคาํ ตอบของนักเรยี น โดยใหอ ยูในดุลยพนิ ิจของครผู สู อน)

๖๘

เกร็ดแนะครู ขแอนสวอบNเนTน กาOร-คNิดET
การท่ีพระพทุ ธเจาทรงสอนใหบรหิ ารจิต หรือฝกจิตใหมีสมาธอิ ยเู สมอนั้น
ครูควรใหนกั เรยี นสาํ รวจกจิ วตั รประจําวันของตนเองทีส่ ามารถปฏิบตั ไิ ด สะทอนใหเ ห็นวา พระพุทธองคทรงสอนใหพุทธศาสนกิ ชนพัฒนาตนในดา นใด
เปน เวลานานและสม่าํ เสมอ โดยมีจติ จดจอ อยกู ับสงิ่ นน้ั เปน เวลานาน จากน้ันให มากทสี่ ุด
วิเคราะหว า แนวตอบ เนอ่ื งจากการบรหิ ารจติ หรอื ฝกจติ ใหมีสมาธอิ ยเู สมอนน้ั จะ
ทาํ ใหจิตสงบ มสี ตสิ มั ปชญั ญะในการกระทาํ ส่งิ ตา งๆ ในชีวติ ประจําวนั ซง่ึ
• พฤตกิ รรมดังกลา ว มคี ุณหรอื โทษตอ ชวี ิต สะทอ นใหเ ห็นวา พระพุทธองคท รงใหค วามสําคญั กบั การพฒั นาปญญา
• ถา หากมคี ณุ ตอ ชีวิตจะปฏิบตั ติ นตอไปอยา งไร และหากไมมีคณุ หรือเปน โทษ เพราะเม่อื จิตมีสมาธิจิตก็จะสามารถคดิ ไตรตรองสง่ิ ตา งๆ ไดอยา ง
สมเหตสุ มผล เกดิ ปญญาในการคิดหาวธิ ีแกป ญหาตางๆ ไดอ ยา งชาญฉลาด
ตอ ชีวิตควรจะลด ละ เลิกพฤติกรรมนนั้ อยางไร

นกั เรยี นควรรู

1 สติ ในพทุ ธศาสนสภุ าษิต มีบทกลา วใหแงค ดิ เก่ยี วกบั ประโยชนข องการมีสติ
ไวหลายบทดวยกัน เชน สะติ สัพพถะ ปต ถิยา : สตจิ ําเปนในทท่ี ั้งปวง สะตมิ ะโต
สะทา ถทั ทงั : ผมู สี ติ เทา กบั มีส่งิ นาํ โชคตลอดเวลา

136 ค่มู อื ครู

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจค้นหา อธิบายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain Expand Evaluate

ขยายความเขา้ ใจ Expand

งา่ ยขน้ึ ถงึ แมเ้ ราจะเลน่ เกมในยามวา่ ง พอ่ แมก่ ็จะไม่บ่นหรือเปน็ หว่ งกลวั เสยี การเรยี น ครกู จ็ ะรกั ที่ 1. ครใู หน กั เรียนรว มกนั สรุปความรเู ก่ยี วกบั การ
เหน็ เราเอาใจใสก่ ารเรยี น บรหิ ารจติ และการเจรญิ ปญ ญาและใหนักเรียน
คนท่ีมสี ติจะเปน็ คนทีไ่ ม่ประมาท ตืน่ ตัว แบงกลุม กลมุ ละ 5 - 8 คน เพื่อชวยกนั แตง
อยู่เสมอ รวู้ า่ กา� ลงั ทา� อะไร และการมสี ตทิ า� ให้ นิทาน และวาดภาพประกอบในหัวขอ
จิตใจไม่ดิ้นรน ไม่ฟุ้งซ่าน นอกจากนี้ยังช่วย “การเจริญปญญาใหง อกงาม” พรอ มสรปุ
ให้พินิจพิจารณาส่ิงท่ีท�าอยู่อย่างรอบคอบ ขอคิดท่ไี ดจ ากนิทาน สง ครูผสู อน
สติช่วยให้เราระมัดระวังตัว เกิดปัญญาท่ีจะคิด
ปอ้ งกนั ลว่ งหนา้ ไม่ให้พลาดตกไปในทางเส่ือม 2. ครใู หต วั แทนกลุมออกมาเลา นทิ านหนา
หรือทางช่ัว หรือมองเห็นวิธีแก้ไขปัญหา ใน ชัน้ เรียน และใหเพ่อื นในชนั้ เรยี นรว มกัน
อภปิ รายถึงขอ คดิ ทไี่ ดจากนทิ านเรื่องดังกลา ว
รวมกนั

การพัฒนาสต ิ เราตอ้ งร้วู า่ อะไรดีอ1ะไรชว่ั ทงั้ นี้ ตรวจสอบผล Evaluate
สตินั้นมีทั้งมิจฉาสติและสัมมาสติ โดยมิจฉา
สติคือจิตต้ังม่ันไปในทางชั่ว ทางท่ีท�าให้เกิด
ทุกข์ ส่วนสัมมาสติคือจิตต้ังม่ันไปในทางดี 1. ประเมินจากความถกู ตอ งในการตอบคาํ ถาม
ทางทีท่ �าใหเ้ กิดความสงบใจ การเปน็ ผูม้ สี มั มา และการแสดงความคดิ เหน็ ในชัน้ เรยี น
สติจะช่วยให้เรามีส�านึกในหน้าที่และในสิ่ง
ท่ีดีงาม เพราะสติคือความไม่ประมาท และ 2. ตรวจสอบจากความถูกตองของรายงาน
ความไม่ประมาทน้ีจะช่วยให้เราประสบความ การฝึกบริหารจิตช่วยให้เรามีสติรู้ตัวอยู่เสมอและตั้งตน วิเคราะหก ารคดิ แบบโยนิโสมนสกิ าร
อยูใ่ นความไม่ประมาท
3. ประเมินผลงานกลุมการแตงนทิ าน โดย
สา� เร็จในชวี ติ ได ้ ประเมินจากการใชภาษาไดถูกตอ งเหมาะสม
เนื้อเรอื่ งนา สนใจ ชวนตดิ ตาม และมีภาพ
การเจรญิ ปญญา บํารุงพัฒนาใหป ญญามีมากขึน้ ไดม ากนอยเพยี งใดนน้ั ข้ึนอยู ประกอบท่ีสวยงาม
กบั ประสทิ ธภิ าพของจติ ถา จติ ดมี สี มาธกิ ย็ อ มทาํ ใหส ามารถรบั รเู รอ่ื งราวตา งๆ ไดด ี สามารถ
แยกแยะองคประกอบ ขอดี ขอเสีย และคิดหาแนวทางแกปญหาไดดียิ่งข้ึนตามไปดวย
ดังนั้น การบริหารจิตจึงมีความสําคัญยิ่งตอการเจริญปญญา ท้ังน้ีการบริหารจิตสามารถ
ทําไดดวยการน่ังสมาธิ ซึ่งอาจใชหลักอานาปานสติเปนการเร่ิมตนกอน การบริหารจิตวิธีน้ี
จะทําใหจิตมีความสะอาด สงบ พรอมจะรับสิ่งใหมๆ ไดดีมากขึ้น นอกจากน้ียังชวยเพ่ิม
ประสิทธิภาพในการทํางานใหทําไดดีมากข้ึน ทั้งยังชวยสงเสริมบุคลิกภาพอีกดวย ดังนั้น
จงึ กลา วไดว า การบรหิ ารจติ เพอ่ื เจรญิ ปญ ญานม้ี คี วามสาํ คญั และมปี ระโยชนอ ยา งยงิ่ สมควรที่
พทุ ธศาสนกิ ชนควรจะหม่ันฝกฝนไวเ พอื่ นําไปใชในการพฒั นาปญ ญาของตน

๑๓7

แนวขอ สNอบTเนน Oก-าNรคETดิ นกั เรยี นควรรู

เปา หมายของการบริหารจติ หรอื ฝกสมาธิในทางพระพทุ ธศาสนาคอื ขอใด 1 สมั มาสติ ตามคําจาํ กดั ความแบบพระสูตรนั้น คือ หลักธรรมท่ีเรียกวา
1. เพมิ่ พลังจิต สตปิ ฏ ฐาน ทีแ่ ปลวา ท่ีตั้งของสติ หรือวธิ ีปฏิบตั ใิ หส ติบังเกิดผลดีท่สี ุด แบงเปน 4
2. สงเสริมบุคลิกภาพ ประเภท ไดแ ก
3. รักษาสขุ ภาพกายและใจใหเ ขม แขง็
4. เปน พ้นื ฐานของปญญาเพือ่ ลดละกิเลสทงั้ ปวง 1. กายานุปส สนา การพจิ ารณากาย
2. เวทนานปุ ส สนา การกําหนดรูในเวทนา
วเิ คราะหคาํ ตอบ ตอบขอ 4. การบริหารจติ หรอื ฝกสมาธิมจี ุดประสงค 3. จติ ตานุปสสนา การกําหนดรูในจิต
4. ธัมมานุปสสนา การกาํ หนดรใู นธรรม คอื นิวรณ ขนั ธ อายตนะ
เพือ่ ใหจ ติ ต้งั มน่ั อยู ณ ขณะหนึ่ง ปราศจากการคิดกังวลใดๆ เม่อื จิตนงิ่
จิตจะเกดิ ปญญาในการคดิ แยกแยะ สิง่ ใดดี สิ่งใดช่ัว และละกิเลสท้งั ปวง โพชฌงค และอริยสจั 4
เพ่อื ใหช วี ติ มีความสขุ สงบ

คู่มือครู 137

กระตุ้นความสนใจ ส�ารวจคน้ หา อธิบายความรู้ ขยายความเขา้ ใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain Expand
Engage Evaluate Evaluate

ตรวจสอบผล

ครูตรวจความถกู ตองในการตอบคําถาม ¤Ó¶ามประจÓหนว‹ ÂการเรีÂนรÙ้
ประจาํ หนว ยการเรียนรู
๑. การฝกึ สมาธิมปี ระโยชนต์ ่อตวั ผู้ปฏิบตั ิอย่างไร
หลกั ฐานแสดงผลการเรยี นรู ๒. เพราะเหตใุ ดปญั ญาทแี่ ทจ้ รงิ จงึ เกดิ จากการลงมอื ทา� จงอธบิ ายพรอ้ มยกตวั อยา่ งประกอบ
๓. การฝึกพัฒนาจิตเพ่ือการเรียนรู้และการด�าเนินชีวิตด้วยวิธีคิดแบบโยนิโสมนสิการ
1. รายงานวิเคราะหการคิดแบบโยนโิ สมนสกิ าร มปี ระโยชนอ์ ยา่ งไร และสามารถนา� ไปใชใ้ นการดา� เนนิ ชวี ติ ประจา� วนั ไดอ้ ยา่ งไร จงอธบิ าย
2. รูปเลมนิทานประกอบภาพ พร้อมยกตวั อยา่ งประกอบ

กิจกรรมสร้า§สรร¤¾ ั²นาการเรีÂนร้Ù

กจิ กรรมท ่ี ๑ เชิญวิทยากรมาอบรมและบรรยายให้ความรู้เก่ียวกับคุณประโยชน์ของ
สมาธิแลว้ ฝกึ ปฏิบัติตามขน้ั ตอน

กิจกรรมท ่ี ๒ ให้นักเรียนฝึกนั่งสมาธิตามหลักอานาปานสติ ก่อนเข้าเรียนประมาณ ๑๐
นาท ี แล้วสมุ่ นักเรยี นมาเล่าถึงความรู้สกึ ขณะปฏิบัติ

กิจกรรมท่ี ๓ แต่งนิทานพร้อมวาดภาพประกอบในหัวข้อ “การเจริญปัญญาให้งอกงาม”
พรอ้ มสรปุ ขอ้ คิดท่ีได้จากนทิ านเร่ืองนนั้ ๆ สง่ ครผู ้สู อน

พุทธศาสนสุภาษิต

¨µÔ µÚ ÊÊÚ ·Áâ¶ ÊÒ¸Ø : ¡Òý¡ƒ ¨µÔ ໚¹¤ÇÒÁ´Õ
๑๓8

แนวตอบ คาํ ถามประจาํ หนวยการเรียนรู
1. การฝกสมาธิมีประโยชนตอ ผปู ฏิบตั ิ ดังนี้

- ทําใหผ ปู ฏบิ ัตมิ จี ิตใจสงบ มสี ติสมั ปชญั ญะ รูเ ทา ทนั ปญ หา และมีสมาธใิ นการศกึ ษาเลาเรียน
- เปน การพัฒนาบุคลิกภาพของผูปฏบิ ัติใหมคี วามสงบ เยอื กเยน็ มคี วามมั่นคงทางอารมณ
2. เพราะเม่อื ไดรบั ความรูท่ีเกดิ จากการฟง แลวนํามาคิดวิเคราะหพจิ ารณาดวยเหตุผล และอาศัยการลงมอื ปฏิบตั ิจริง ซึ่งจะกอใหเ กิดการเรยี นรูท่สี มบูรณ เชน
- ขั้นแรก นกั เรียนตั้งใจฟง ครูอธบิ ายวิธกี ารบวกเลข
- ขนั้ ท่ีสอง นักเรียนคิดทบทวนทาํ ความเขาใจหลกั การและวิธกี ารบวกเลข
- ขั้นที่สาม นักเรยี นลองปฏบิ ตั วิ า สง่ิ ทีน่ กั เรียนเขาใจนั้นถูกตอ งหรอื ไม เมื่อทาํ ไมถูกก็ควรทบทวนใหมจ นกวา จะปฏิบัตไิ ดถ ูกตอ ง
3. ทาํ ใหเปน คนรอบคอบ รูจักคิดวเิ คราะหอ ยา งเปน ระบบ อนั จะเปนพื้นฐานวิธีการคิดที่ดีเพื่อนาํ ไปสกู ารคิดแกไขปญหาตา งๆ ในชวี ติ ประจําวนั ได เชน
การคิดแบบคุณคา แท คณุ คาเทียมในการใชจ า ยสินคา ตา งๆ ในแตละวนั เปนตน

138 คูม่ ือครู

กระตนุ้ ความสนใจ สา� รวจค้นหา อธบิ ายความรู้ ขยายความเข้าใจ ตรวจสอบผล
Explore Explain
Engage Expand Evaluate
เปา หมายการเรียนรู
๘หน่วยการเรยี นรทู้ ่ ี
ศาสนสัมพันธ 1. อธิบายเหตผุ ลและความจําเปน ท่ีทุกคนตอ ง
เรยี นรูศ าสนาอ่ืนๆ

2. ปฏิบตั ติ นตามหลกั ธรรมทางพระพทุ ธศาสนา
และดาํ รงชีวิตอยางพอเพียง

3. ปฏิบตั ติ นตอศาสนกิ ชนอนื่ ในสถานการณ
ตางๆ ไดอยา งเหมาะสม

4. อธบิ ายการกระทําของบคุ คลท่ีเปน แบบอยา ง
ดา นศาสนสมั พนั ธ และนําขอ คิดไปประยกุ ต
ใชใ นชีวติ ประจาํ วนั ได

ตัวชว้ี ัด สมรรถนะของผเู รียน

● วิเคราะหและปฏิบัติตนตามหลักธรรม 1. ความสามารถในการส่อื สาร
ทางศาสนาท่ีตนนับถือ ในการดำารงชีวิต 2. ความสามารถในการคดิ
แบบพอเพียง และดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม 3. ความสามารถในการแกป ญหา
เพ่อื การอยรู่ ว่ มกันได้อย่างสนั ตสิ ุข 4. ความสามารถในการใชทกั ษะชีวติ
(ส ๑.๑ ม.๑/๘)
คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค
● วเิ คราะหเ หตผุ ลและความจาำ เปน ทท่ี กุ คนตอ้ ง
เรยี นรศู้ าสนาอ่ืนๆ (ส ๑.๑ ม.๑/๙) 1. รกั ชาติ ศาสน กษัตริย
2. มวี ินัย
● ปฏิบัติตนต่อศาสนิกชนอ่ืนในสถานการณ 3. ใฝเรียนรู
ต่างๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม (ส ๑.๑ ม.๑/๑๐) 4. อยูอยางพอเพยี ง

● วเิ คราะหก ารกระทาำ ของบคุ คลทเ่ี ปน แบบอยา่ ง
ด้านศาสนสัมพันธและนำาเสนอแนวทางการ
ปฏบิ ัติของตนเอง (ส ๑.๑ ม.๑/๑๑)

สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง »ÃÐà·Èä·Âà»´ âÍ¡ÒÊãË»Œ ÃЪҪ¹ÁàÕ ÊÃÀÕ Ò¾ã¹¡ÒÃàÅÍ× ¡ กระตนุ้ ความสนใจ Engage
¹ºÑ ¶Í× ÈÒÊ¹Ò »ÃЪҪ¹¨§Ö ÊÒÁÒöàÅÍ× ¡¹ºÑ ¶Í× ÈÒʹÒã´¡äç ´Œ
● การปฏบิ ตั ติ นตามหลกั ธรรมทางศาสนาทตี่ น ´ŒÇÂà˵عÕé¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒÈÒʹÒÍè×¹ ÃÇÁ¶Ö§¡Òû¯ÔºÑµÔµ¹Í‹ҧ ครูสนทนากับนกั เรยี นเกีย่ วกบั ศาสนาอืน่ ๆ
นับถือในการดำารงชีวิตแบบพอเพียง และ àËÁÒÐÊÁµ‹ÍÈÒʹ¡Ô ª¹Í×¹è ໹š ·Ò§Ë¹Ö§è ·è¨Õ ЪNj ÂãËàŒ ÃÒࢌÒ㨠ที่นกั เรยี นรูจ ัก แลว ตง้ั คําถามกระตุนความสนใจ
การดูแลรักษาส่ิงแวดล้อมเพื่อการอยู่ร่วม ¤ÇÒÁᵡµÒ‹ §¢Í§áµÅ‹ ÐÈÒÊ¹Ò à¾Í×è ¨Ðä´ÊŒ ÒÁÒöÍÂÃÙ‹ Ç‹ Á¡¹Ñ เชน
กันได้อย่างสันติสุข (ตามสาระการเรียนรู้ ä´ŒÍÂÒ‹ §ÁÕ¤ÇÒÁÊØ¢
ขอ้ ๕) • ปจจบุ ันในประเทศไทย มผี นู บั ถอื ศาสนาใด
·§éÑ ¹¹Õé Í¡¨Ò¡¨ÐàÃÂÕ ¹ÃÈÙŒ ÒʹÒ͹×è áÅÇŒ ¡Òû¯ºÔ µÑ µÔ ¹µÒÁ บา ง
● ศาสนกิ ชนของศาสนาตา่ งๆ มกี ารประพฤตติ น ËÅ¡Ñ ¸ÃÃÁ·Ò§ÈÒʹҷµèÕ ¹¹ºÑ ¶Í× ã¹¡ÒôÒí çªÇÕ µÔ Ẻ¾Íà¾ÂÕ § (แนวตอบ เชน พระพุทธศาสนา ศาสนาครสิ ต
และวิถีการดำาเนินชีวิตแตกต่างกันตามหลัก áÅСÒôÙáÅÃÑ¡ÉÒÊÔè§áÇ´ÅŒÍÁ ¡ç¨Ðª‹ÇÂãËŒàÃÒ´íÒà¹Ô¹ªÕÇÔµ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮนิ ดู เปน ตน )
ความเช่อื และคำาสอนของศาสนาทตี่ นนับถอื ä´ÍŒ ÂÒ‹ §Á¤Õ ÇÒÁÊ¢Ø àª¹‹ ¡¹Ñ à¾ÃÒÐàÁÍè× àÃÒèٌ ¡Ñ ¾Íã¨ã¹Ê§èÔ ·µèÕ ¹ÁÕ
ÍÂÙ‹áÅÐä´ÁŒ Òâ´ÂªÍº¸ÃÃÁ ¡¨ç зíÒãËŒàÃÒäÁä‹ ¢Ç¤‹ njҢͧ¢Í§
● การปฏบิ ตั ติ นอยา่ งเหมาะสมตอ่ ศาสนกิ ชนอน่ื ¼ÍÙŒ ¹è× ·Õäè Áã‹ ª‹¢Í§µ¹ ªÇÕ Ôµ¡¨ç ÐÁÕ¤ÇÒÁÊ¢Ø
ในสถานการณตา่ งๆ

● ตวั อยา่ งบคุ คลในทอ้ งถน่ิ หรอื ประเทศทป่ี ฏบิ ตั ิ
ตนเปนแบบอย่างด้านศาสนสัมพันธหรือมี
ผลงานทางดา้ นศาสนสมั พนั ธ

เกรด็ แนะครู

ครูควรจัดกิจกรรมการเรยี นรเู พ่อื ใหน กั เรียนสามารถปฏบิ ัตติ นตามหลักธรรม
ทางพระพทุ ธศาสนาในการดาํ รงชวี ิตแบบพอเพียง วเิ คราะหเหตผุ ลและความจาํ เปน
ที่ทุกคนตองเรียนรศู าสนาอ่ืนๆ ปฏิบตั ิตนตอ ศาสนิกชนอ่นื ในสถานการณตา งๆ ได
อยา งเหมาะสม และวเิ คราะหก ารกระทาํ ของบคุ คลทเ่ี ปน แบบอยา งดา นศาสนสมั พนั ธ
และนาํ เสนอแนวทางการปฏิบตั ิของตนเอง โดยเนนพฒั นาทักษะการคิด ดังตอ ไปนี้

• ใหนักเรยี นศึกษาความจาํ เปนทต่ี อ งเรียนรูศาสนาอน่ื และการปฏบิ ัตติ นตอ
ศาสนิกชนอ่นื ในสถานการณต างๆ แลว ต้งั คําถามเพอื่ ตรวจสอบความรู

• ใหนักเรียนสืบคนขอมูลหลักธรรมทางศาสนาที่สัมพันธกับการดํารงชีวิตแบบ
พอเพยี งจากแหลงการเรียนรูตางๆ แลว นําขอมูลความรูมาอภิปรายรว มกัน

• ใหนกั เรียนศึกษาคนควา ประวตั ิบุคคลทเ่ี ปนแบบอยางทางดานศาสนสัมพันธ
จากหนังสือเรียนและแหลง การเรยี นรอู นื่ ๆ แลว นาํ ขอมูลมาอภปิ รายแสดง
ความคดิ เห็นรวมกนั จากนั้นใหน ักเรียนจดั ทําเปน แผน พับบุคคลตวั อยางดาน
ศาสนสมั พนั ธ

คมู่ ือครู 139


Click to View FlipBook Version