The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวทางการปฏิบัติราชการสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐจังหวัดชายแดนภาคใต้
จัดทำขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ก่อนการเริ่มปฏิบัติงานใน
พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sbpac icd, 2021-09-15 23:52:19

คู่มือปฐมนิเทศ ปี 64 v.4

แนวทางการปฏิบัติราชการสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐจังหวัดชายแดนภาคใต้
จัดทำขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในบริบทของพื้นที่ก่อนการเริ่มปฏิบัติงานใน
พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

Keywords: คู่มือปฐมนิเทศ

๕๑

2. ยทุ ธศาสตรค์ วามมัน่ คงจงั หวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๖๔
กอ.รมน. จัดทำยุทธศาสตร์ความมน่ั คงจงั หวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. ๒๕๖๐

- ๒๕๖๔ เพื่อรองรับนโยบายการบริหารและการพัฒนาจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ ดังนี้
๑) แนวความคิดทางยุทธศาสตร์ น้อมนายุทธศาสตร์พระราชทาน “เข้าใจ

เข้าถึง พัฒนา” และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาใช้เป็นกรอบแนวทางในการ
ปฏิบัติงานเพ่ือมุ่งไปสู่การยุติสภาพปัญหา และการสร้างสันติสุขอย่างย่ังยืน โดยมี
แนวความคิดทางยุทธศาสตร์ ได้แก่

(๑) ยึดม่ันในหลักการแก้ไขปัญหาตามแนวทางสันติวิธี หลักสิทธิ
มนษุ ยชนและนติ ธิ รรม

(๒) เปล่ียนถ่ายความรับผิดชอบพื้นท่ีให้กับกาลังในพ้ืนท่ี กำลังประจำ
ถน่ิ และการบริหารจดั การใหก้ ับกลไกปกตขิ องรัฐ

(๓) การอยรู่ ่วมกนั อย่างสนั ติสุขบนพ้ืนฐานความแตกต่างของสังคมพหุ
วฒั นธรรม

(๔) การเขา้ มามีสว่ นร่วมของผ้ทู ีม่ ีส่วนได้สว่ นเสยี จากทกุ กลุ่มทกุ ฝา่ ยใน
การแก้ไขปัญหาและพฒั นาพืน้ ที่

๒) ประเดน็ ยุทธศาสตร์ ๖ ดา้ น ได้แก่
(๑) การเสรมิ สรา้ งความมั่นคงและความปลอดภัยในพืน้ ที่
(๒) การพัฒนาศักยภาพของคนและพ้นื ท่ี
(๓) การเสริมสรา้ งความเข้มแข็งของสังคมพหวุ ฒั นธรรม
(๔) การสร้างสภาวะแวดล้อมทีเ่ กื้อกลู ต่อการพดู คุยเพ่ือสันติสุขจังหวัด

ชายแดนภาคใต้
(๕) การอำนวยความยุตธิ รรมสทิ ธิมนษุ ยชนและการสร้างความเข้าใจ
(๖) การมสี ว่ นรว่ มของทกุ ภาคสว่ น

๓) เปา้ หมาย ได้แก่
(๑) สถิติการก่อเหตแุ ละการสญู เสียลดลง
(๒) หมู่บ้านเร่งรัดการพัฒนาไม่น้อยกว่าร้อยละ ๗๐ แปรสภาพเป็น

หมู่บ้านเสริมสร้างการพฒั นา
(๓) เยาวชนท่อี ยนู่ อกระบบการศกึ ษามีจำนวนลดลง

๕๒

(๔) ประชาชนในพน้ื ทม่ี ีรายได้และคณุ ภาพชวี ติ ทีด่ ีข้นึ
(๕) เงื่อนไขที่เป็นรากเหง้าของปัญหาได้รับการแก้ไข และไม่สามารถ
นำมาใชเ้ ปน็ ประเด็นในการสร้างแนวรว่ มใหม่ ๆ
(๖) จำนวนผู้เห็นต่างจากรัฐที่ยุติใช้ความรุนแรง และกลับมาให้ความ
รว่ มมอื ในการแก้ไขปญั หาเพมิ่ มากขนึ้
(๗) พ้ืนที่ได้รับการพัฒนาเพ่ือให้มีศักยภาพในการแข่งขัน โดย
สอดคลอ้ งกับท่ีต้งั ทางภูมิรฐั ศาสตรแ์ ละอตั ลักษณใ์ นพ้นื ที่
(๘) จำนวนกำลังทหารหลักลดลง และมีการถ่ายโอนความรับผิดชอบ
งานด้านการพัฒนาและงานอานวยความยุติธรรมให้กับหน่วยและส่วนราชการท่ีมี
ภารกิจโดยตรง

3. แผนบูรณาการป้องกันและแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
พ.ศ.๒๕๖๓ - ๒๕๖๕

ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันท่ี ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๒ ให้ความเห็นชอบแผน
แมบ่ ทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ (พ.ศ. ๒๕๖๑- ๒๕๘๐) ตามทีค่ ณะกรรมการยุทธศาสตร์
ชาติเสนอ โดยกำหนดให้สานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นหน่วยงานระดับ
นโยบายและหน่วยและหน่วยงานในการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวั ดชายแดน
ภาคใต้ จัดทำแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดน
ภาคใต้ (แผนระดับ ๓) เพ่ือบูรณาการขับเคล่ือนจากระดับนโยบายไปสู่ระดับการ
ปฏิบัติ โดยในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ท่ีผ่านมา สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติได้จัดการ
ประชุมรว่ มกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตอ่ เนื่อง จัดทำรายละเอยี ดตามท่ีได้รบั มอบหมาย
โดยมีการประมวลผลสภาพปัญหาเฉพาะหน้าประเมิน วิเคราะห์สาเหตุ และแนวโน้ม
ของปัญหาทุกด้าน รวมท้ังกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาเป้าหมายตัวชี้วัดในแต่ละ
ระยะ รวมถึงกำหนดโครงการหลักสำคัญ ท่ีมีผลต่อการแก้ปัญหาเป้าหมายตัวชี้วัดใน
แต่ละระยะ รวมถึงกำหนดโครงการหลักสำคัญท่ีมีผลต่อการแก้ปัญหาในพ้ืนท่ีจงั หวัด
ชายแดนภาคใต้ จานวน ๓๑ โครงการ เพื่อเป็นกรอบการบูรณาการโครงการ กิจกรรม
ของหน่วยงานต่างๆ ในการจัดทำคำของบประมาณ รายจ่ายประจำปีและคณะกรรมการ
ขบั เคลื่อนการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดน (คปต.) ไดใ้ ห้ความเห็นชอบเพื่อใช้เป็นแนวทาง

๕๓

ในการบูรณาการร่วมกันของหน่วย และส่วนราชการที่เก่ียวข้องกับการแก้ไขปัญหา
จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีกรอบแนวคิด วัตถุประสงค์ เป้าหมายและตัวชี้วัดพ้ืนท่ี
เป้าหมายและกลุ่มเป้าหมาย แนวทางและกลยทุ ธ์ดำเนินงานทส่ี ำคัญ ดงั น้ี

๑) กรอบแนวคดิ กำหนดแนวทางดำเนินงานครอบคลมุ ทัง้ มิติด้านความมั่นคงซึ่ง
มอบหมายให้ กอ.รมน.ภาค ๔ สน. เป็นหน่วยรับผิดชอบ และมิติด้านการพัฒนา ซ่ึง
มอบหมายให้ ศอ.บต. เป็นหน่วยรับผิดชอบ โดยมีกลยุทธ์ดำเนินการต่อการขับเคลื่อน
ยุทธศาสตร์ของกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงในพ้ืนท่ี การลดขีดความสามารถ และทำลาย
ศักยภาพของกลมุ่ ผู้กอ่ เหตรุ ุนแรง ป้องกนั เหตุรนุ แรงที่จะเกิดในพื้นท่ีและประชาชนกลุ่ม
เส่ียง รวมทั้งยุติกระบวนการบ่มเพาะเยาวชนทั้งในและนอกระบบการศึกษา ท่ีนำไปสู่
การจัดต้งั มวลชนและกลุ่มผู้ใช้ความรุนแรงในอนาคต ตลอดจนการยตุ ิ การขยายแนวคิด
และการใช้ความรุนแรงในพ้ืนท่ี ควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโต ยกระดับ
คุณภาพชวี ิตของประชาชนให้สงู ข้นึ และสรา้ งสังคมพหุวัฒนธรรมทเี่ ขม้ แข็ง

๒) เปา้ หมาย
(๑) การสูญเสยี จากเหตกุ ารณค์ วามรนุ แรงหมดไป
(๒) ประชาชนผู้เห็นต่างมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการแกไ้ ขปัญหาจังหวัด

ชายแดนภาคใต้
(๓) นานาชาติให้การสนับสนุนการดาเนินการแก้ไขปัญหาจังหวัด

ชายแดนภาคใตข้ องรัฐบาลไทย
(๔)ประชาชนทุกหมเู่ หลา่ อยรู่ ว่ มกันอย่างสนั ตสิ ุขภายใตส้ ังคมพหุวัฒนธรรม
(๕) จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจเพ่ือยกระดับ

ความเปน็ อยู่ของพีน่ ้องประชาชนในพ้ืนท่ี
๓) แนวทางและกลยุทธ์ โดยแบ่งแนวทางการขับเคลื่อนงานออกเป็น ๒

แนวทาง คือ แนวทางด้านความม่ันคง และแนวทางด้านการพัฒนา และกำหนด
กลยุทธ์ ๓ กลยุทธ์หลัก ได้แก่ การแก้ปัญหา การป้องกันปัญหา และการเสริมความ
มนั่ คง และไดก้ ำหนด ๑๓ แผนงาน (โครงการสำคัญรองรับ รวม ๓๑ โครงการ) ดงั น้ี

(๑) แนวทางด้านความมั่นคง มอบหมายให้ กอ.รมน.ภาค ๔ สน.
เป็นหน่วยรับผดิ ชอบ ประกอบด้วย ๗ แผนงาน ได้แก่ (๑) แผนงานเพ่ิมประสทิ ธภิ าพ
งาน ข่าวกรองและบูรณาการฐานข้อมูลความมั่นคงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

๕๔

(๒) แผนงานรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน (๓) แผนงาน
ยบั ยั้งเงินท่ีสนบั สนนุ การกระทาผิดกฎหมาย (๔) แผนงานแก้ไขและป้องกันปัญหาภัย
แทรกซ้อน (๕) แผนงานส่งเสริมและเผยแพ ร่ชุดข้อมูลความจริงท่ีถูกต้อง
(๖) แผนงานแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี (๗) แผนงานเสริมสร้าง
ความร่วมมือกับภาคประชาสงั คมและนานาชาติ

(๒) แนวทางด้านการพัฒนา มอบหมายให้ ศอ.บต. เป็นหน่วย
รับผดิ ชอบประกอบดว้ ย ๖ แผนงาน ได้แก่ (๑) แผนงานเสรมิ สรา้ งสงั คมพหวุ ฒั นธรรม
ท่ีเข้มแข็ง (๒) แผนงานสร้างความเข้าใจประชาชน ทั้งในและนอกจังหวัดชายแดน
ภาคใต้ (๓) แผนงานอำนวยความยุติธรรมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ (๔) แผนงาน
ตำบลมั่นคง มงั่ ค่งั ย่ังยืน ในจงั หวัดชายแดนภาคใต้ (๕) แผนงานพัฒนาเศรษฐกจิ และ
ส่งเสริมศักยภาพพื้นท่ีจังหวัดชายแดนภาคใต้ (๖) แผนงานพัฒนาและปรับปรุง
ประสทิ ธภิ าพด้วยหลักธรรมาภบิ าล

๕๕

วิสัยทศั น์ / พันธกิจ ของ ศอ.บต.

วิสัยทศั น์
สงั คมพหุวัฒนธรรมท่ีเข้มแข็ง เศรษฐกิจเติบโต คุณภาพชวี ิตประชาชนดีขึ้น

การพฒั นาสเี ขยี ว หมุดหมายของนักท่องเทยี่ วทั่วโลก นำชายแดนใต้สู่สันตสิ ุขยงั่ ยนื
พันธกจิ

1. เชื่อมโยงยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาของกระทรวง กรม และหนว่ ยงานตา่ ง ๆ
ให้เปน็ เอกภาพนำไปสู่การปฏิบัติเปน็ รูปธรรม

2. ติดตาม เร่งรัด ผลักดันการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ (Function
Agenda Area) ให้เปน็ ไปตามเปา้ หมาย

3. หนนุ เสริมการทำงานของกระทรวง กรม และหนว่ ยงานของรฐั ให้มคี วาม
ต่อเนื่อง ครบวงจร มิใหเ้ กดิ ช่องว่าง เพือ่ ให้สนับสนนุ การพัฒนาเสริมความมนั่ คง
ค่านิยม

หนว่ ยนำการพัฒนา เปน็ ที่พ่งึ พาของประชาชน
เป้าประสงคร์ วม

๑. สงั คมพหวุ ฒั นธรรมทีเ่ ข้มแข็ง
๒. เศรษฐกิจเติบโตอยา่ งตอ่ เนื่อง
๓. ประชาชนมีคณุ ภาพชวี ติ ท่ีดขี ึ้น
4.ประชาชนได้รับการพัฒนาในทุกมิติและทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมี
คณุ ภาพ
๕. การพฒั นาพ้ืนที่เป็นมติ รกบั สิ่งแวดลอ้ ม ภายใตห้ ลักการมีส่วนรว่ ม และ
การบริหารจดั การภาครัฐ ที่สอดคล้องกบั บริบทพืน้ ท่ี และวถิ ชี วี ติ ประชาชน
๖. สังคมทั้งในประเทศและต่างประเทศมีความเข้าใจต่อสถานการณ์ความ
เปน็ จริงทเี่ กิดข้ึนและใหค้ วามร่วมมอื สนับสนุนนโยบายการแกไ้ ขปญั หาของภาครฐั
7. เกิดการบรู ณาการงานพฒั นาทมี่ ีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างแท้จรงิ

๕๖

อำนาจหนา้ ท่ขี องศูนยอ์ ำนวยการบริหารจงั หวัดชายแดนภาคใต้
ตามพระราชบัญญัติการบรหิ ารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553

มาตรา ๙ ให้ ศอ.บต. มอี ำนาจหนา้ ท่ีในจงั หวัดชายแดนภาคใต้ดงั ตอ่ ไปนี้

๑) จัดทำยุทธศาสตรด์ ้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ให้สอดคล้องกับ
นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยให้สภาที่ปรึกษาการ
บริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้พิจารณาให้ความเห็นก่อนเสนอ กพต.
ใหค้ วามเหน็ ชอบ

๒) จดั ทำแผนปฏิบัติการท่ีจะดำเนนิ การในจงั หวัดชายแดนภาคใต้ให้เปน็ ไป
ตามยทุ ธศาสตร์ด้านการพฒั นาจงั หวัดชายแดนภาคใต้

๓) เสนอแนะและบูรณาการแผนงานและโครงการในด้านการพัฒนาของ
กระทรวงทบวง กรมและหนว่ ยงานอืน่ ของรัฐที่ดำเนินการในจงั หวัดชายแดนภาคใตใ้ ห้
เป็นไปตามแผนปฏบิ ตั กิ ารตาม (๒)

๔) ดำเนินการตามแผนงานและโครงการต่อเน่ืองจากแผนงานและโครงการ
ที่หน่วยงานของรัฐไมอ่ าจดำเนินการต่อไปได้ ซ่งึ หากไม่ดำเนินการจะสง่ ผลเสยี ตอ่ การ
แก้ไขปญั หาตามยุทธศาสตร์ด้านการพฒั นาจงั หวัดชายแดนภาคใต้

๕) กำกับเร่งรัดและตดิ ตามการปฏบิ ัติของหน่วยงานของรัฐฝ่ายพลเรือนให้
เปน็ ไปตามแผนปฏิบัตกิ ารตาม (๒)

๖) คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและอำนวยความเป็นธรรมแก่ประชาชน โดยการรับ
เร่ืองราวร้องทุกข์ให้ความช่วยเหลือและประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานของรัฐท่ี
เกยี่ วขอ้ งรวมทัง้ ตรวจสอบและแกไ้ ขปัญหาพฤตกิ รรมที่ไม่เหมาะสมของเจ้าหนา้ ท่ขี องรฐั

๗) ให้ความช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับความเสียหายและผู้ท่ีได้รับผลกระทบ
จากการกระทำของเจ้าหน้าท่ีของรัฐ อันสืบเน่ืองมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบใน
จงั หวัดชายแดนภาคใต้ตามระเบียบที่ กพต. กำหนด ท้ังนี้ไม่ตัดสิทธิประโยชน์ท่ีผู้น้ัน
ไดร้ บั ตามกฎหมายอืน่

๘) เสนอแนะมาตรการสร้างขวัญและกำลังใจสำหรับเจ้าหน้าท่ีของรัฐใน
จังหวัดชายแดนภาคใตต้ อ่ คณะรฐั มนตรี

๕๗

๙) เสนอแนะหรือแนะนำต่อหน่วยงานของรัฐเกี่ยวกับลักษณะอันพึง
ประสงค์ของเจ้าหน้าท่ีของรัฐ ซึ่งจะสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าท่ีในจังหวัดชายแดนภาคใต้
รวมทั้งดำเนินการให้มีการพัฒนาเจ้าหน้าท่ีของรัฐฝ่ายพลเรือนซ่ึงปฏิบัติหน้าที่ใน
จังหวัดชายแดนภาคใต้และบูรณาการการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐฝ่ายพล
เรือนเพื่อให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาพทางสังคม
เศรษฐกจิ และวิถชี วี ติ ของประชาชน

๑๐) สง่ เสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาใน
จังหวัดชายแดนภาคใต้

๑๑) ส่งเสริมสนับสนุนอำนวยความสะดวกและแก้ไขปัญหาแก่คนไทยใน
จังหวัดชายแดนภาคใตท้ เ่ี ดินทางไปประกอบพิธีฮจั ญ์ ณ ราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

๑๒) ส่งเสริมและสนับสนนุ การจัดการการศึกษาในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้
๑๓) ประชาสัมพันธ์นโยบายและการดำเนินงานของ ศอ.บต. และรัฐบาล
รวมทั้งเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมจารีตประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่นเพ่ือสร้างความเข้าใจ
อันดีแกค่ นไทยท้ังในและตา่ งประเทศ
๑๔) ร่วมมอื กับส่วนราชการทเ่ี ก่ยี วขอ้ งในการเสริมสรา้ งความสัมพันธ์ความ
เข้าใจอันดีและประสานงานในโครงการความร่วมมือความช่วยเหลือและการแก้ไข
ปัญหาในพ้ืนที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กับต่างประเทศ ท้ังนี้ภายใต้กรอบนโยบายของ
รัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรีรวมทั้งแนวทางหรอื นโยบายท่ีกระทรวงการต่างประเทศ
ไดก้ ำหนดไว้
๑๕) ส่งเสริมแนวคิดด้านพหุวัฒนธรรมในฐานะที่เป็นส่วนสำคัญของ
วัฒนธรรมแห่งชาติ รวมถึงการลดการผูกขาดทางวัฒนธรรมหรือการขจัดการเลือก
ปฏิบัติทางวัฒนธรรมโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ทั้งนี้เท่าท่ีไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่ง
รฐั ธรรมนญู และกฎหมาย
๑๖) ปฏบิ ัติการอื่นตามท่ีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ ศอ.บต.
หรอื ตามที่คณะรฐั มนตรหี รอื นายกรฐั มนตรมี อบหมาย

๕๘

บทท่ี 4

อิสลามกับความจริงท่ีตอ้ งรู้

การอยู่ร่วมกนั บนความหลากหลายทางศาสนา ภาษาและเผ่าพนั ธุ์

ศาสนาอิสลามเรียกร้องความยุติธรรม สนั ตภิ าพ และยึดม่ันในหลักการแห่ง
ความรัก ความเข้าใจท่ีเอื้ออาทรระหว่างมนุษย์ อิสลามปฏิเสธแนวความคดิ พฤติกรรม
สุดโตง่ และความรุนแรงโดยสิ้นเชงิ

ในการประชุมใหญ่ระดับโลก เรื่องมุสลิมกับเพื่อนต่างศาสนิก (We & the
others) ซึ่งจัดโดยกระทรวงศาสนสมบัติและกิจการอิสลาม ประเทศคูเวต รว่ มกับสภา
สูงสุดเพ่ือการธำรงสายกลาง ณ โรงแรมเชอราตัน ประเทศคูเวต เม่ือวันท่ี ๕ - ๘
มีนาคม ๒๕๔๙ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงความรู้ทางศาสนาอสิ ลามและศาสนาอ่ืนๆ ได้มี
มติร่วมกนั สรปุ ดังนี้

ความหลากหลายทางศาสนา ภาษาและเผ่าพันธุ์ ถือเป็นพื้นฐานทาง
ธรรมชาติและข้อเท็จจริงของสังคมมนุษย์ โดยความหลากหลายในเรื่องดังกล่าว
ไมอ่ าจนำมาเป็นข้ออา้ งสร้างความบาดหมางและเป็นศตั รูระหว่างกัน และขอประกาศ
เจตนารมณ์แหง่ การยึดม่ันหลกั สายกลาง และตอ่ ต้านพฤติกรรมอันนำไปสคู่ วามรุนแรง
และความบาดหมางระหว่างผู้คนในสังคม

๑) อิสลามเป็นศาสนาท่ีเรียกร้องการสร้างบรรยากาศแห่งความร่วมมือ
ระหวา่ งคนต่างศาสนกิ ภายใต้หลักการความเคารพในศกั ด์ิศรขี องความเปน็ มนุษย์ ยึด
ม่ันในหลักการการอยู่ร่วมกันในสังคมโดยสันติ และมีความยืดหยุ่นสามารถน ำไป
ปฏิบัติในโลกแห่งความเป็นจริง ทั้งน้ี เพื่อสร้างความสมั พันธ์อันดีกบั เพื่อนต่างศาสนิก
ได้อย่างเป็นรูปธรรม

๒) การศึกษาอิสลามท่ีมีนัยแอบแฝงและมีวัตถุประสงค์อยู่บนพื้นฐานแห่ง
ความมีอคติ การใส่ร้ายและการบิดเบือนเป็นส่ิงท่ีต้องประณาม การเสวนากับเพื่อนพ่ี
น้องต่างศาสนิกมิได้หมายถึงความพยายามที่จะเข้าไปยุ่งเก่ียวในสารัตถะของศาสนา

๕๙

หากแต่มีเป้าหมายเพื่อกระชับความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องระหว่างเพื่อนร่วมโลก ตลอดจน
แลกเปลยี่ นเรียนร้คู วามเข้าใจซง่ึ กันและกัน เพอื่ นำไปสกู่ ารจรรโลงสงั คมใฝ่สันติ

๓) ทีป่ ระชุมตระหนักถึงความสำคญั และบทบาทการช่วยเหลอื ซง่ึ กันและกัน
ระหว่างเพ่ือนต่างศาสนิก และยืนยันว่าทุกประเทศมีสทิ ธิเสรภี าพในการยึดม่ันศาสนา
ความเช่ือแห่งตน การใช้ชีวิตร่วมกันกับพี่น้องต่างศาสนิกถือเป็นข้อเท็จจริงตาม
ประวตั ิศาสตร์และความจำเป็นของสังคมมนุษย์ภายใตบ้ ริบทของสังคมพหุวัฒนธรรม
สิทธิเสรีภาพควรต้ังม่ันบนพื้นฐานของการให้เกียรติซ่ึงกันและกัน ไม่ใช่เป็นเครื่องมือ
ในการแสดงออกซ่ึงสิทธิเสรีภาพจนเกินขอบเขต หรือล้ำเส้นกรอบวิถีการดำเนินชีวิต
อันปกติสุข อนึ่งในประวัติศาสตร์อิสลามเองก็ปรากฏความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิม
กับผู้ที่มิใช่มุสลิมด้วยเช่นกัน เช่น พบว่ามีการใช้บ่อน้ำร่วมกันระหว่างเราะสูล (ซ.ล.)
และ เคาะหาบะฮฺ กับ ชาวยิวขณะอยู่ที่มหานครมะดีนะฮฺ เมื่อท่านเราะสูล (ซ.ล.)
วะฟาต (เสียชีวิต) พบว่ามีอปุ กรณก์ ารทำสงครามของท่านเราะสูล (ซ.ล.) ถกู จำนองไว้
กับชาวยวิ ท้ังสองกรณีนีย้ ืนยันได้อยา่ งชัดเจนถึงแบบอย่างความสมั พันธ์ระหว่างมสุ ลิม
กับผทู้ ่ีมิใช่มุสลมิ ท่ที ่านเราะสูล (ซ.ล.) เคยปฏบิ ัติ

หลักคำสอนของศาสนาอิสลามยอมรับความแตกต่างและความหลากหลาย
ทางศาสนาและวฒั นธรรม ตลอดจนความหลากหลายทางชาติพนั ธ์ุ การกระทำหรือคำ
กลา่ วใด ๆ ท่ีแสดงให้เห็นว่าศาสนาอสิ ลามมีความเกลียดชงั ศาสนิกในศาสนาและชาติ
พันธ์ุอื่น ๆ ไม่ใช่หลักคำสอนของอสิ ลาม

การไมย่ อมรับการอยูภ่ ายใต้การปกครองของชนต่างศาสนิก

การท่ีมุสลิมอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลท่ีไม่ใช่มุสลิมนั้น มิได้เป็นข้อ
ตอ้ งหา้ มตามบทบัญญัติของศาสนาอิสลามแตป่ ระการใด ไม่เพยี งเฉพาะมุสลิมเท่าน้ัน
ศาสนาอ่ืนก็เช่นเดียวกัน แต่ถ้ารัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกดข่ีลิดรอนทางศาสนา ก็เป็น
สิทธิ์ที่เขาเหล่านัน้ จะลุกขน้ึ ต่อสู้กับความอธรรมและการกดข่ี ในประวัตศิ าสตรอ์ สิ ลาม
ตามรายงานของมุหัมมัด อิบนุอิส หากในหนังสือศรีรอดุรรอสูลุลลอฮฺบันทึกไว้ว่า
เมื่อบรรดาสาวกของท่านเราะสูล (ซ.ล.) ถูกกดขี่ และท่านเราะสูล (ซ.ล.)
ไม่สามารถปกป้องทุกท่านได้ ท่านจึงสั่งให้สาวกของท่านจำนวนหน่ึงอพยพไปยัง
หะบะชะฮฺ (ประเทศเอธิโอเปยี ในปัจจุบัน) ซึง่ กษตั ริย์อันนะญาซียฺ เป็นชนต่างศาสนิก

๖๐

แต่เป็นกษัตริย์ท่ีมีคุณธรรมสูง เป็นการอพยพครั้งแรกของมุสลิมท่ีมีขึ้นก่ อนปี
ฮิจญเราะฮศฺ ักราช กษัตริย์อนั นะญาซียฺแห่งหะบะซะฮฺ ได้ให้การต้อนรับบรรดามสุ ลิม
และทรงประทานที่พำนักให้ผู้อพยพเหล่านั้นต่างมีความสุขที่ได้อยู่อย่างสันติ มีความ
ม่ังคงและเสรีภาพในการนับถือศาสนาและในการอพยพครั้งท่ี ๒ ก่อนปีฮิจญเราะฮฺ
ศักราช มุสลมิ อพยพไปยังหะบะซะฮฺอีกครัง้ ซ่งึ ครั้งนีม้ ุชริกีนจากมหานครมักกะฮไฺ ดส้ ่ง
ตัวแทนไปเจรจากับอันนะญาซียฺแห่งหะบะซะฮฺ ขอรับตัวผู้อพยพท้ังหมดกลับคืนสู่
มหานครมักกะฮฺเพื่อรับโทษ เม่ือได้มีการซักถามและได้ความชัดแจ้งแล้ว กษัตริย์
อันนะญาซียฺแห่งหะบะซะฮฺ ได้ตรัสว่า บรรดามุสลิมมีอิสระท่ีจะอาศัยอยู่ใน
ราชอาณาจักรของพระองค์ได้ตราบเท่าท่ีพวกเขาต้องการ ซึ่งทำให้มุชริกีนแห่ง
มหานครมักกะฮฺผิดหวังมาก กรณีน้ีช้ีให้เหน็ ว่า มสุ ลิมสามารถที่จะอยูท่ ่ีใดก็ได้ ถา้ ที่นั้น
มีผปู้ กครองทม่ี ีคุณธรรม

การชูความเปน็ เช้อื ชาตแิ ละการตอ่ สเู้ พอื่ ขอแบ่งแยกดินแดน

มีบางคนได้รับการปลูกฝังให้เกิดความรู้สึกและเข้าใจในเร่ืองกลุ่มชาติพันธุ์
ประวัติศาสตร์ และเช้อื ชาตินยิ มเพอ่ื นำไปสกู่ ารเรยี กรอ้ งและตอ่ สูใ้ หม้ กี ารแบง่ แยกดนิ แดน

การเรียกร้องและการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในสังคมน้ัน แท้จริงแล้วเป็น
การอนุญาตตามหลักศาสนาอิสลาม แต่การต่อสู้และเรียกร้องด้วยเง่ือนไขของการ
เชิดชูความเป็นเชื้อชาตินิยมนั้น เป็นส่ิงที่ขัดต่อหลักการอิสลาม เพราะลัทธิชาตินิยม
เป็นแนวคิดท่ีพยายามสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในสังคมโลก หรืออีกนัยหนึ่ง คือ
ความเข้าใจรักใคร่ท่ีมีต่อเช้อื ชาติจนเกินเลยและกลับกลายมาเป็นความศรัทธา ซึ่งเป็น
ความเข้าใจผิดเก่ียวกับเร่ืองน้ี ท่านเราะสูล(ซ.ล.) ได้กล่าวไว้ความว่า “ใครก็ตามที่
เรียกร้องไปอะเศาะบียะฮฺ (การคล่ังชาติพันธ์ุ เผ่าพันธุ์ หลงตระกูล ถือพวกพ้อง)
คนผนู้ ั้นมไิ ด้เป็นพวกฉัน ใครก็ตามทตี่ อ่ สู้เพ่ืออะเศาะอียะฮฺ คนผู้น้นั มไิ ดเ้ ปน็ พวกฉัน
และใครก็ตามท่ีตายไปเพราะสนบั สนนุ อะเศาะบียะฮฺ คนผนู้ ัน้ มไิ ด้เป็นพวกเดยี วกับ
ฉัน” (โดยมุสลมิ อะบดู าวูลและอนั นะสาอยี ฺ)

๖๑

การญฮิ าด
การญิฮาด คอื การต่อสู้ในแนวทางของอลั ลอฮฺ (ซุบฮาฯ)ซงึ่ มิไดม้ ีเฉพาะการตอ่ สู้

โดยใช้อาวุธเพียงอย่างเดียว เรื่องน้ีอิบนุอัลก็อยยิม ได้แบ่งประเภทการญิฮาดว่า มี ๑๓
ประเภท อาทิเช่น การต่อสกู้ ับศตั รู การต่อสูก้ ับอารมณ์ การตอ่ สกู้ ับซาตานมารร้าย กาฟิรฺ
(หรั รฺ ีย)ฺ มนุ าฟิก พวกฉ้อฉล คดโกง พวกนอกลูน่ อกทาง พวกท่มี พี ฤตกิ รรมอนั ชวั่ ร้าย

ในกรณีที่มีการใช้อาวุธประหัตประหารกันน้ัน ต้องได้รับการตัดสินช้ีขาด
ด้วยการวินิจฉัย (ฟัตวา) จากผู้มีหน้าที่แก้ไขปัญหาโดยตรงหรือจากการประกาศของ
“วะลียลุ อัมรฺ” (ผู้นำประเทศในกรณีท่ีเป็นรัฐอิสลามหรือผู้นำสูงสุดทางศาสนาอิสลาม
ของประเทศในกรณีท่ไี ม่ใช่รัฐอิสลาม)

การเรยี กว่า ญิฮาด สามารถกระทำได้ภายใต้เง่ือนไขที่ว่าถูกกดขี่และขับไล่
อย่างอยุติธรรม ถูกลิดรอนสิทธิทางศาสนาและจะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทาง
จริยธรรมในการทำสงครามญิฮาด เพราะฉะน้ัน การก่อความรุนแรงต่อประชาชน
ผู้บริสทุ ธิ์ ยอ่ มไมถ่ อื เปน็ การญิฮาด

การญิฮาดสามารถกระทำไดภ้ ายใต้เง่ือนไข ตอ่ ไปน้ี
๑) การกดขแ่ี ละถกู ขับไลอ่ ย่างอยุติธรรม
๒) การถูกลดิ รอนสทิ ธ์ดิ า้ นศาสนา
๓) การญิฮาดเพ่ือให้ได้มาซึ่งสทิ ธิในข้อ ๑ และ ๒ คืนมา
การญิฮาดจะต้องอยู่ภายใต้จริยธรรมในการทำสงคราม คือ การต่อสู้กับ
บรรดาผู้เป็นศัตรู แต่อย่าเร่ิมเป็นศัตรูก่อน...อังอายะฮฺ อัลกุรอาน ความว่า แท้จริง
อัลลอฮฺ (สุบหุฯ) ไม่ทรงรักผู้รุกราน นอกจากนั้นต้องไม่ทำลายศพ ไม่ฆ่าเด็ก สตรี
คนชรา พลเรือนผู้บริสุทธิ์และบุคคลหรือกลุ่มบุคคลท่ีทำสัญญาสงบศึก ไม่ทำลาย
ทรพั ยส์ นิ ไม่ตัดโค่นหรือเผาทำลายต้นไม้ ไม่ฆ่าสัตว์ แต่จะตอ้ งให้ความเมตตาและการ
เอาใจใส่ เช่น ใหก้ ารบริการทางการแพทย์หรอื พยาบาลตอ่ เชลยศึก
ญิฮาดไม่ใช่เคร่ืองมือการทำสงครามต่อผู้บริสุทธ์ิ ไม่ได้หมายถึงการทำลาย
ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนผู้บริสุทธ์ิ ไม่ใช่เครื่องมือที่จะนำไปรังแกคนอ่อนแอ
และผู้ถูกกดข่ี ไม่ว่าบคุ คลเหล่านั้นจะนับถือศาสนาใด การอา้ งคำสอนเร่ืองญิฮาด เพ่ือ
นำมาทำลายชวี ติ และทรพั ย์สินของประชาชนและผู้บริสุทธน์ิ ้ัน ถือว่าเป็นการกระทำท่ี
ไม่ถูกตอ้ งตามหลักศาสนาอสิ ลาม

๖๒

โดยสรุปกล่าวคือ การกำหนดพฤติกรรมว่า เป็นญิฮาดหรือไม่ จะต้องอยู่
ภายใต้เงื่อนไขของการถูกกดขี่และถูกขับไล่อย่างอยุติธรรมและถูกลิดรอนสิทธ์ิทาง
ศาสนา และจะต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางจริยธรรมในการทำญิฮาด ดังน้ัน การก่อ
ความรนุ แรงตอ่ ประชาชนและผบู้ ริสุทธ์ิยอ่ มไม่ถอื เป็นการญฮิ าด

จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดข้ึนในพื้นที่จงั หวัดชายแดนภาคใต้ เยาวชน
บางส่วนถูกปลุกปั่น ยุยง ปลุกเร้าโดยบิดเบือนหลักศาสนาอิสลาม บางส่วนให้เกิด
ความเข้าใจผิด โดยเฉพาะอยา่ งย่ิงในหลักของศาสนาทีว่ ่าด้วยกฎเกณฑแ์ หง่ การญิฮาด
แทจ้ รงิ แล้วการกระทำเช่นนน้ั คือ ฟาสาด (การก่อความเสียหายบนหนา้ แผน่ ดิน)

การก่อการทุกชนิดท่ีไม่ถูกต้องตามหลักการของอิสลามแล้ว ถือเป็นการ
ฟาสาดให้กับสังคมทั้งสิ้น เพราะฟาสาดเป็นการกระทำท่ีตรงกันข้ามกับญิฮาด และ
เป็นส่ิงทีไ่ ม่อย่ใู นเงอ่ื นไขของการญิฮาด

การบิดเบือนคำสอนของอิสลาม โดยการขับเคลื่อนผ่านบุคคลหรือกลุ่ม
บุคคลท่ีไม่รู้สึกว่า ตนเองกำลังถูกชักนำทางความคิด และการมีปฏิกิริยาตอบโต้ด้วย
ความรนุ แรงน้ัน ยอ่ มไม่อาจนำมาซึ่งความชอบธรรมในการกอ่ ความเสียหายตอ่ สงั คม

อิสลาม คือ ศาสนาแห่งความรักและสันติภาพ และอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ)
ต่อต้านการใช้ความรุนแรงในทุกมิติดังความปรากฎในอายะฮฺ อัลกุรอาน ความว่า
“และอย่าให้การเกลียดชังของพวกเจ้าต่อหมู่ชนใด หมู่ชนหน่ึง ทำให้พวกเจ้าขาด
ความยตุ ิธรรม จงยตุ ิธรรมเถดิ เพราะมันเปน็ สงิ่ ทใ่ี กล้กบั ความยำเกรงย่ิงกวา่ ”

การชะฮดี

การชะฮีด คือ การเสียชีวิตจากกรณีการต่อสู้ในสนามรบในแนวทาง
ของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ)การวนิ ิจฉัยว่าบคุ คลใด จะเป็นชะฮดี ได้หรือไม่นั้น ต้องขนึ้ อยู่กับ
เงื่อนไขและหลักเกณฑ์ของการทำญิฮาดตามที่อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ทรงกำหนดเท่าน้ัน
การเสียชีวิตท่ีอยู่นอกเง่ือนไขและหลักเกณฑ์ดังกล่าวน้ี ย่อมไม่ถือเป็นชะฮีด ตาม
บทบญั ญัตอิ สิ ลาม

การเป็นชะฮีดที่แท้จริงน้ัน จะพิจารณาได้จากกรณีการเสียชีวิตของเหล่า
ซุฮาอาอ์ในอดีต เช่น กรณีของ หัมซะฮฺ อิบนุ อับดุลมุฎเฎาะลิบ ซ่ึงเป็นวีรบุรุษของ
อสิ ลามทีเ่ สียชีวติ ในสมรภูมิอหุ ดุ เพ่อื ปกปอ้ งศาสนาอิสลาม เชน่ น้ีคือการชะฮีดทแี่ ท้จริง

๖๓

ดังน้ัน การที่จะวินิจฉัยว่า การเสียชีวิตเป็นชะฮีดหรือไม่นั้น จึงขึ้นอยู่กับการ
ญิฮาดของผู้เสยี ชีวติ วา่ เปน็ ไปตามเง่ือนไขทีอ่ ัลลอฮฺ (ซบุ ฮาฯ) ทรงกำหนดไวห้ รือไม่เทา่ นน้ั

การไมอ่ าบนำ้ ศพอนั เนอื่ งมาจากเหตกุ ารณไ์ ม่สงบ

มบี ุคคลบางส่วนเชื่อว่า การเสยี ชีวิตอันเนื่องด้วยเหตุการณ์ความไม่สงบนั้น
เป็นการเสียชีวิตเพราะการต่อสู้ในแนวทางของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) และเป็นชะฮีดที่ไม่
ต้องอาบน้ำศพ แท้จริงการเป็นชะฮีดหรือไม่น้ัน ขึ้นอยู่กับเง่ือนไขของการญิฮาดเป็น
ชะฮีด ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการอาบน้ำศพหรือไม่น้ัน ผู้ที่เกี่ยวข้องจึงจำเป็นต้อง
พิจารณาเงอ่ื นไขของการญิฮาดและชะฮีดอย่างถ้วนถี่ เพราะเป็นเรื่องท่ีละเอียดอ่อน
และลึกซึง้ อย่างย่ิง

ชะฮดี เท่าท่ปี รากฏในหนา้ ประวัติศาสตรอ์ ิสลาม ทไ่ี มต่ ้องอาบน้ำศพนั้น คือ
ผู้ท่ีเป็นชะฮีดอันเน่ืองจากการต่อสู้ในสมรภูมิสงครามเท่าน้ัน เช่น กรณีการเสียชีวิต
ของ หัมซะฮฺ อิบนุ อับดุลมุฎเฎาะลิบ ซึ่งเสียชีวิตจากการสู้รบในสนามสมรภูมิ ส่วน
ท่านอ่ืนๆ ที่เสียชีวิตแต่มีการอาบน้ำศพ เช่น เคาะลีฟะฮฺ อุมัร เสียชีวิตเพราะถูกแทง
เคาะลีฟะฮฺ อาลี ถูกฟันถงึ แกช่ วี ติ

การสุมปะฮฺ และการถอนคำสมุ ปะฮฺ

เนอ่ื งจากมีกลุ่มบคุ คลกลมุ่ หนง่ึ ได้เรียกร้องให้เยาวชนทำการต่อสู้กับอำนาจ
รัฐ โดยมีการสุมปะฮฺ ซึ่งหากละเมิดการสุมปะฮแฺ ล้ว ชีวิตของผู้ละเมิดน้ันมีความชอบ
ธรรมทจ่ี ะต้องถกู ฆา่

การสุมปะฮฺ (การสาบาน) คือ การกระทำที่มีเปา้ หมายเพื่อยืนยันเจตนาด้วย
การอ้างพระนามของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) เพื่อการกระทำหรือปฏิเสธการกระทำสง่ิ ใดสิ่ง
หน่งึ ในปัจจบุ นั หรือในอนาคต การเลีย่ งไม่กระทำการสมุ ปะฮฺถือว่าเปน็ ข้อดี

คัมภีรอ์ ัลกุรอาน มีบัญญัตเิ ร่อื งดังกล่าวอย่างชัดเจนในหลายอายะฮฺด้วยกัน
เช่น อายะฮฺท่ีมีความว่า “พวกเขาได้ถือเอาคำสาบาน (พล่อยๆ) ของพวกเขามา
เป็นโล่ป้องกันตนเอง แต่แล้วพวกเขาก็ขัดขวางจากวถิ ีทางของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ)
แทจ้ ริงพวกเขาน้ันมพี ฤตกิ รรมอันเลวร้ายย่ิง”

๖๔

อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) จะไม่ทรงเอาโทษแก่พวกเจ้าในการสาบานท่ีไม่จงใจ
แตพ่ ระองคท์ รงเอาผิดด้วยสิ่งทีพ่ วกเจ้าผูกพันการสาบาน ดังนัน้ การไถ่ความผดิ ของ
มนั คือ การให้อาหารแก่คนอนาถา ๑๐ คน จากระดับปานกลางของอาหารทพี่ วกเจ้า
ใหแ้ ก่ครอบครวั ของพวกเจา้ หรอื ไม่กเ็ ครอื่ งนุ่งห่มแก่พวกเขา ๑๐ คน หรือไม่ก็ไถท่ าส
๑ คน ใหเ้ ปน็ อสิ ระ แต่ถ้าไม่ได้ก็ให้ถอื ศลี อด ๓ วนั น้นั เปน็ การไถ่ความผดิ

นอกจากน้ี ยังมีอัลหะดีษอีกหลายบทท่ีกล่าวถึงเรื่องน้ีเช่นกัน อิบนุอุมัรฺ
กล่าวว่า “บิดาของฉันเคยสาบาน แต่แล้วท่านเราะสูล (ซ.ล.) ได้ห้ามไว้ โดยกล่าวว่า
ผู้ใดท่ีสาบานกับสง่ิ หนงึ่ สง่ิ ใดนอกจากอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) แล้ว ก็เท่ากบั เขาผู้นนั้ เปน็ ผ้ตู ั้ง
ภาคีกบั อลั ลอฮฺ (ซบุ ฮาฯ) และเราะสูล (ซ.ล.) ไดก้ ลา่ วว่า บุคคลใดยงั คงแข็งใจสาบาน
ท้ังๆ ท่ีคำสาบานน้ันเป็นอันตรายต่อครอบครัว การกระทำของบุคคลดังกล่าวถือว่า
เป็นบาปใหญ่แหง่ อัลลอฮฺ

เงอ่ื นไขของการสมุ ปะฮฺ มดี ังน้ี
๑) ตอ้ งเริ่มตน้ คำสุมปะฮฺด้วยพระนามของอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ด้วยวาจา
๒) ผสู้ มุ ปะฮฺ ต้องบรรลุวยั ศาสนภาวะแล้ว (บาลฆิ )
๓) ตอ้ งเปน็ การกระทำดว้ ยความสมัครใจอยา่ งแทจ้ ริงไมใ่ ช่ถกู บังคบั
๔) กรณีที่ผ้สู มุ ปะฮฺยังอยู่ในวัยเดก็ จำเป็นต้องไดร้ บั อนุญาตจากผ้ปู กครอง
๕) การสุมปะฮฺที่ถูกต้องน้ัน จะต้องเก่ียวข้องกับเรื่องท่ีต้องปฏิบัติ (วาญิบ)
หรือควรปฏิบัติ (มุสตะหับ) เท่านั้น หากสุมปะฮฺในเรื่องที่ต้องห้าม (หะรอม) ก็ไม่
เกิดผลใดๆ และถือเป็นโมฆะ
การสุมปะฮฺตามคำอธิบายข้างต้นน้ัน จะถูกต้องสมบูรณ์หรือมีผลได้น้ัน
จะตอ้ งมีลักษณะครบถ้วนตามเง่ือนไขดงั กล่าวทุกประการ และถ้าหากไม่ครบเง่ือนไข
ประการใดประการหนึ่งแล้ว การสุมปะฮฺน้ันถือว่า ไม่ได้เกิดขึ้นต้ังแต่ต้นและไม่มีผล
ใดๆ ไม่ตอ้ งจ่ายกฟั ฟาเราะฮ์

๖๕

การใช้ผา้ ยนั ต์ และเคร่อื งรางของขลัง

มคี นบางส่วนถกู สอนและแนะนำใหเ้ ช่ือว่า การใชผ้ า้ ยันต์ เครือ่ งรางของขลัง
การท่องจำถ้อยคำ เพื่อเป็นคาถาอาคม จะเกิดผลดีต่อตนเอง เช่น ทำให้ศัตรูมองไม่
เห็นตวั หรอื จะอย่ยู งคงกระพนั ตีรนั ฟนั แทงไม่เขา้

แท้จริงนั้น ศาสนาอิสลามสอนไม่ให้มุสลิมกระทำการอื่นใดท่ีสำแดงไปใน
ทางการต้ังภาคีหรอื ที่เรยี กกันว่าซริ ิกต่ออลั ลอฮฺ (ซุบฮาฯ) เชน่ การบูชา หรือเชอื่ มน่ั ใน
สิง่ ท่ีถกู สร้าง ผ้ายันต์ เครอื่ งรางของขลัง เวทมนต์ คาถาอาคม ซ่งึ ในทัศนะของอสิ ลาม
ถือว่าพฤติกรรมในการต้ังภาคีเป็นการก่อบาปใหญ่ และบุคคลที่กระทำการดังกล่าวนี้
ขาดคณุ สมบัติของการศรทั ธาท่สี มบูรณ์ ท้ังน้ี เพราะอสิ ลามสอนเนน้ ให้เชอื่ มั่นเอกภาพ
ของอัลลอฮฺ (ซบุ ฮาฯ) (เกาะฎอย์ – เกาะดรั ) ไมใ่ ช่เช่อื ม่นั ในเครอ่ื งรางของขลัง

การฆ่าบคุ คลที่เปน็ กาฟริ และผู้ท่ีถกู กล่าวหาว่าเปน็ มนุ าฟกิ

มีคนบางส่วนถูกเส้ียมสอนให้มีความเช่ือว่า การฆ่ากาฟิร (คนต่างศาสนา)
และมุนาฟิก (ผู้กลับกลอก) เป็นส่ิงที่อนุมัติในอิสลาม ผู้ฆ่าจะได้ผลบุญและหากผู้ท่ีจะ
ไปฆ่ากลับเปน็ ผูถ้ ูกฆ่าเสียเอง เขากจ็ ะไดร้ บั สวรรคเ์ ป็นการตอบแทน

“กาฟิร” มีความหมายโดยรากศัพท์ทางภาษา แปลว่า ผู้ปฏิเสธ ผู้ฝ่าฝืน แต่
ในทางศาสนา “กาฟิร” หมายถึง ผูป้ ฏิเสธต่อศาสนาอสิ ลาม

กาฟริ จำแนกได้ ๓ ประเภท ดังน้ี
๑) กาฟิรหัรบียฺ หมายถึง คนต่างศาสนิกที่เป็นคู่สงครามและเป็นศัตรูซ่ึงมี
ความพยายามที่จะทำลายลา้ งศาสนาอสิ ลาม
๒) กาฟิรซิมมียฺ หมายถึง คนต่างศาสนิกท่ีอยู่ภายใตก้ ารปกครองของรัฐอสิ ลาม
ซง่ึ รัฐจะตอ้ งดแู ลพวกเขาดว้ ยความยตุ ธิ รรมและพวกเขาต้องจ่ายภาษีแก่รัฐอิสลาม
๓) การฟิรมุอาฮัด คือ คนต่างศาสนิกท่ีได้ทำสัญญา และมีพันธสัญญาที่ไม่
รุกรานและไมล่ ะเมดิ ซึง่ กันและกัน
มุนาฟิก คอื บุคคลท่ยี อมรบั ความเป็นมสุ ลมิ เพยี งด้วยวาจาแตจ่ ติ ใจปฏิเสธ
ในสมัยท่านเราะสูล (ซ.ล.) มีผทู้ ่ีเปน็ มนุ าฟิกหลายคน แต่ทา่ นเราะสูล (ซ.ล.)
ไม่เคยอนุญาตให้ฆ่ามุนาฟิกแม้แต่คนเดียว ตอ่ ความคิดของผู้ท่ีปลุกปั่นยุยงเยาวชนว่า

๖๖

คนท่เี ห็นต่างจากคนเป็นกาฟริ หรือมนุ าฟกิ และตอ้ งฆ่าเสยี ให้หมดกนั จงึ เป็นความคิดท่ี
ผดิ หลักศาสนาอิสลาม ไมม่ อี ายะฮฺใดเลยทปี่ รากฏในอลั กุรอานทร่ี ะบใุ หฆ้ ่ามนุ าฟิก

การทำลายศพ

อิสลามเป็นศาสนาท่ีปฏิเสธความรุนแรง การละเมิด การคร่าชีวิตมนุษย์
และการรุกรานทุกรูปแบบ อสิ ลามเป็นศาสนาทก่ี ำชับให้เกดิ ความยุตธิ รรมเพื่อนำไปสู่
เส้นทางแห่งสันติภาพ การกระทำความดี ห้ามปรามการกระทำช่ัว การให้อภัย ดังที่
บญั ญตั ไิ วใ้ นคัมภรี อ์ ัลกรุ อานและอลั หะดษี ดังอายะฮฺ ดังนี้

“ผู้ใดฆ่าซีวิตหนึ่งโดยมิใช่เป็นการชดเชยอีกชีวิตหนึ่ง หรือมิใชเ่ นื่องจาก
การบอ่ นทำลายในแผน่ ดนิ แล้ว กป็ ระหนึ่งว่าเขาได้ฆา่ มนษุ ยท์ ้งั มวล”

“และผู้ใดท่ีฆ่าผู้ศรัทธาโดยเจตนา (โดยมิชอบ) แน่นอนผลตอบแทน
ของเขา คือทณั ฑท์ รมานในขมุ นรกตลอดกาล”

“ผใู้ ดสงเคราะหค์ วามดหี น่ึงแก่ผอู้ ่ืน เขายอ่ มมีส่วนไดจ้ ากความดนี ้นั ด้วย
และผู้ใดสงเคราะห์ความเลวหนึ่งแก่ผู้อื่น เขาก็ต้องรองรับความผิดจากความเลว
น้ันด้วย และอัลลอฮฺ (ซบุ ฮาฯ)ทรงอนุภาพหรอื ทุกๆ ส่งิ ”

“อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ)มิได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผู้ที่ไม่ได้ต่อต้าน
เจ้าในเร่ืองศาสนา และพวกเขามิได้ขับไล่เจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า
ในการท่ีพวกเจ้าจะกระทำความดีแก่พวกเขาและให้ความยุติธรรมแก่พวกเขา
แทจ้ รงิ อลั ลอฮฺ (ซบุ ฮาฯ) ทรงรักผู้มีความยุติธรรม”

“ไม่มีการบงั คับใดๆ ในการนับถอื ศาสนา (อสิ ลาม)
และมีบทอัลหะดษี ความดงั ต่อไปน้ี
“หา้ มการแยง่ ชงิ และการทำให้ศพเสยี โฉม” (อลั หะดษี )
“จงบรจิ าคทานและจงอยา่ ทำให้ศพเสียโฉม” (อลั หะดษี )
“พวกท่านไม่ทราบหรือว่า ข้าพเจ้าสาปแช่งผู้ท่ีใช้เหล็กเผาไฟนาบสัตว์
ทใ่ี บหน้าของมัน หรอื ตีมนั ที่หนา้ ” (อัลหะดษี )
การทำลายศพมุสลิม หรือศัตรู หรือผู้ใดก็ตาม อิสลามก็ไม่อนุญาต เพราะ
การกระทำดังกล่าวน้ัน ถือว่าเป็นการรุกรานและละเมิดเช่นเดียวกันตามบทบัญญัติ
ของอิสลามน้ัน ผู้ที่มีชีวิตอยู่จะต้องให้เกียรติแก่ศพด้วยรูปแบบต่างๆ ตามแบบฉบับ

๖๗

ของท่านเราะสูล (ซ.ล.) ท่ีทรงเป็นแบบอย่างแก่มนุษยชาติ การผ่าศพและการขุดศพ
เป็นที่ต้องห้ามตามหลักศาสนาอิสลาม ยกเว้นเพื่อชันสตู รหาข้อเท็จจริงของความเป็น
บคุ คลหรือหาสาเหตุของการตายเพ่ือหาความเป็นธรรมแก่ทายาทของผ้เู สียชีวติ และ
เพ่อื ประโยชน์ตอ่ การดำเนินการตามกระบวนการยตุ ิธรรมสามารถกระทำได้ ท้ังนี้ ต้อง
อยูภ่ ายใต้คำวนิ ิจฉัยของผ้รู ูท้ างศาสนาและไดร้ ับอนุญาตจากทายาทของผูเ้ สยี ชวี ติ

อน่งึ ในกรณเี ป็นศพนิรนาม การดำเนินการตอ่ ศพต้องให้อยูใ่ นดลุ ยพนิ ิจของ
ผ้นู ำทางศาสนาอิสลามในพ้ืนที่

การฆ่าผูบ้ ริสทุ ธ์ิ การทำลายทรพั ยส์ นิ ของประชาชนและศาสนสถาน

อิสลามสอนไม่ให้ทำลายชีวิตผู้บริสุทธ์ิ ไม่ว่าผู้นั้นจะนับถือศาสนาใดก็ตาม
กล่าวคือ ไม่ฆ่าเดก็ สตรี คนชรา พลเรือนผบู้ ริสทุ ธ์ิ บุคคลหรอื กลุม่ บคุ คลท่ที ำสัญญาสงบ
ศึกในระหว่างการทำสงคราม อิสลามไม่อนุญาตให้ทำร้ายนักบวช ทำลายศาสนสถาน
และไม่อนุญาตให้ฆ่าเด็กและสตรี เพราะอสิ ลามมิได้มีเปา้ หมายเพื่อเอาชนะสงครามหรือ
การต่อสู้เพียงอย่างเดียว การต่อสู้ในลักษณะของการกระทำสงครามน้ันจะต้องเป็นไป
ตามกฎเกณฑ์ของศาสนาตลอดเวลา เพอ่ื สนั ติภาพ ไม่ทำลายทรัพยส์ ิน ไม่ตัดโค่นหรือเผา
ทำลายตน้ ไม้ ไม่ฆา่ สตั ว์ แต่ต้องใหค้ วามเมตตาและเอาใจใส่ ต้องใหบ้ ริการทางการแพทย์
หรือพยาบาลต่อเชลยศึก ดงั ความในอายะฮฺอลั กรุ อาน ดังตอ่ ไปนี้

“ถ้าหากอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ไม่ป้องกันมนุษยชาติด้วยอีกกลุ่มหน่ึงแล้ว
วิหาร โบสถ์และมัสยิด อันเป็นสถานท่ีซ่ึงนามอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ได้รับการรำลึก
ยอ่ มจะถกู ทำลายอยา่ งแน่นอน” (ซูเราะห์ อัลฮจั ญ์ อายะห์ที่ 40, 22:40)
และอีกอายะฮฺหนงึ่ มีความวา่

“....ผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่ง โดยมิใช่เป็นการชดเชยอีกชีวิตหน่ึง หรือมิใช่
เนื่องจากการบ่อนทำลายในแผ่นดินแล้ว ก็ประหน่ึงว่าเขาได้ฆ่ามนุษย์ทั้งมวล...”
(ซเู ราะห์ อัลมาอดี ะห์ อายะห์ท่ี 32, 5:32)

“อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ)ไม่ได้ทรงห้ามพวกเจ้าเกี่ยวกับบรรดาผ้ทู ี่ไม่ต่อต้านเจ้า
ในเร่ืองศาสนา และพวกเขามิได้ขับไล่เจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า ในการที่
พวกเจ้าจะกระทำความดีแก่พวกเขาและใหค้ วามยุติธรรมแกพ่ วกเขา แทจ้ ริงอัลลอฮฺ
(ซบุ ฮาฯ) ทรงรกั ผ้มู ีความยุตธิ รรม” (ซเู ราะห์ อลั มมุ ตาฮา อายะห์ที่ 8, 60:8)

๖๘

บทบาทของอลุ ะมาอแฺ ละผนู้ ำศาสนา

ในยามท่สี ังคมเกดิ วิกฤต อุละมาอฺและผ้นู ำศาสนาอิสลามจะต้องมีความกล้า
หาญในทางจริยธรรมโดยการชี้นำสังคมไปในทางที่ถูกต้อง ทั้งนี้โดยรัฐจะต้องให้การ
สนับสนุนส่งเสริมอุละมาอฺและผู้นำศาสนาให้มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหาของ
สังคมมสุ ลมิ และประเทศชาติโดยรวม

ในเรื่องของอิสลามน้ัน ผู้ที่จะให้คำตอบในเร่ืองของอิสลามได้ดีจะต้องมี
ความเข้าใจถึงวิชาการอิสลามและมีการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีอย่างสม่ำเสมอ
หรอื อย่างน้อยทสี่ ุดตอ้ งมีคณุ สมบัติ ดงั น้ี

๑) เป็นผู้เรยี นวชิ าเก่ียวกบั คมั ภรี ์อลั กุรอานและอัลหะดีษ
๒) เป็นผู้วินจิ ฉยั ของคนยคุ กอ่ น ท้ังท่ีเปน็ มตแิ ละท่ีเป็นขอ้ ขัดแย้ง (อิจญมาอฺ
ของ อุละมาอฺ)
๓) เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในภาษาอาหรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะรู้หลัก
ไวยากรณ์อาหรบั
๔) เป็นผู้ท่ีเรียนรู้แนวทางท่ีจะนำเอาข้อกำหนด (หุกุม) จากอัลกุรอานและ
สนุ นะฮฺมาใช้เมอ่ื ไมม่ ีตัวระบชุ ัดเจนอยู่ในทั้งอัลกุรอานและอลั หะดษี
๕) เป็นผู้มคี วามยุติธรรม (อาศิล)
๖) เปน็ ผไู้ ม่ลมุ่ หลงในทรพั ย์สินเงนิ ทองและลาภยศ (ดุนยา)
๗) เป็นผู้มีความยำเกรง (ตกั วา) ตอ่ อลั ลอฮฺ (ซุบฮาฯ)
๘) เปน็ ผู้มมี ารยาทและจริยธรรม (อคั ฺลาก) อยา่ งสมบรู ณแ์ ละขัดเกลาตัวเองอยู่เสมอ
๙) เปน็ ผตู้ ิดตามข่าวสารและรูเ้ ทา่ ทนั ถงึ สถานการณท์ เี่ กดิ ขึน้ ในโลกปจั จุบัน

การเคารพและเช่อื ฟงั บิดา มารดา

เอกสาร เบอร์จีฮาด ดิ ปัตตานี (การต่อสู้ที่ปัตตานี) เป็นเอกสารท่ีบิดเบือน
คำสอนอิสลามทม่ี ุ่งปลุกอารมณ์และความรู้สึกมากกว่าการศรัทธาอย่างมเี หตผุ ล โดยมี
การเสนอข้อความท่ีสำแดงถึงความรุนแรง ดังน้ี “...โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย
พวกเจ้าจงอย่าได้เอาบิดาและพ่ีน้องของพวกเจ้าในฐานะผู้นำ ถ้าพวกเขาเอนเอียง
ไปในแนวทางท่หี ลงผิด รูปธรรมเท่าน้นั ที่พวกเขาเป็นบิดาและพ่ีน้องเรา แต่นามธรรม

๖๙

ที่แท้จริงนั้น พวกเขาไม่ได้เป็นกลุ่มของฝ่ายเราอีกต่อไป ดังน้ัน หากเป็นที่ชัดเจนว่า
พวกเขาเป็นผ้ทู รยศ จงฆ่าพวกเขาเสยี ...”

ข้อความน้ีนำมาอ้างอิงข้างบนน้ี พิจารณาแล้วเห็นว่า ไม่ถูกต้องตามที่
ปรากฎในอัลกุรอาน ซ่ึงแท้จริงนั้น เรื่องดังกล่าวนี้มีอายะฮฺในอัลกุรอานความว่า
“บรรดาผ้ศู รัทธาท้ังหลาย จงอย่าได้ถอื เอาบิดาของพวกเจา้ และพีน่ ้องของพวกเจ้า
เป็นมิตร หากพวกเขาชอบการปฏิเสธศรัทธาเหนือการอีมาน และผู้ใดในหมู่พวก
เจ้าให้พวกเขาเป็นมิตรแล้ว ชนเหล่าน้ีแหละพวกเขาคืออธรรม” (ซูเราะห์
อัตเตาบะห์ อายะหท์ ี่ 23, 9:23)

แท้จริงแล้วทัศนะของอิสลามนั้น บอกว่าบิดามารดาเป็นต้นเหตุแห่งการ
กำเนิดของลูก ดังน้ัน หน้าท่ีของลูกท่ีมีต่อบิดามารดาท่ีนับถือศาสนาใดก็ตาม อิสลาม
เน้นอย่างย่ิงไม่ให้เนรคุณต่อบิดามารดา แต่บิดามารดาจะมากำหนดไม่ให้ลูกเชื่อและ
ศรัทธาต่ออัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ไม่ได้ หน้าท่ีของลูกนั้น คือ การกระทำดีต่อบุพการี
ตลอดไปดงั ท่ีอลั ลอฮฺ (ซุบฮาฯ) ได้กำชับใหก้ ระทำความดี ดงั อายะฮฺอัลกุรอานความว่า
“...และจงคอยดูแลปรนนิบัติท่านทั้งสอง (หมายถึง บิดามารดาที่ไม่ได้เป็นมุสลิม
ยามทท่ี ง้ั สองมีชีวิต) บนโลกนใ้ี ห้ดี...” (ซเู ราะห์ อันนีซาอ์ อายะหท์ ี่ 36, 4:36)

ในสมัยท่านเราะสลู (ซ.ล.) มีบดิ ามารดาของสาวกท่านเราะสลู (ซ.ล.) หลาย
คนยังเป็นกาฟิร และทำการต่อสู้เพื่อขัดขวางอิสลาม แต่พ่อแม่ที่เป็นมุสลิม ใน
บริบทปัจจุบันมีเงื่อนไขท่ีแตกต่างจากสมัยเราะสูล (ซ.ล.) กล่าวคือ บิดามารดา
ท่ีไม่เห็นด้วยกับความคิดเห็นของลูก ก็ไม่ได้หมายถึงท่านเป็นมุนาฟิกที่เราสามารถ
ฆ่าท่านได้ ดงั นัน้ การอ้างข้อความข้างตน้ จงึ เปน็ การกล่าวอ้างทีผ่ ดิ

ในสมัยท่านเราะสูล (ซ.ล.) มีอายะฮฺในคมั ภีร์อัลกุรอานสูเราะฮฺ อลั องั กะบูด
ความว่า “และเราไดส้ ั่งแก่มวลชนมนุษยใ์ หท้ ำดีต่อบิดา มารดาของเขา และแม้เขา
ท้ังสองบังคับเค่ียวเข็ญเจ้าเพื่อให้ต้ังภาคีต่อเข้าในส่ิงท่ีเจ้าไม่มีความรู้ ก็จงอย่า
ปฏิบตั ิตามเขาทั้งสอง...” (ซเู ราะห์ อลั องั กะบูด อายะหท์ ่ี 8, 29:8)

๗๐

การรบั เงินอุดหนุนจากรัฐและเงินเยียวยาครอบครวั ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความ
ไม่สงบในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้

การได้รับเงินอุดหนุนจากรฐั ถือว่า ถูกต้องไม่ขัดต่อหลักอิสลาม เพราะถือว่า
เป็นสทิ ธิอันชอบธรรมของรัฐท่ีได้อุดหนุนให้แก่โรงเรียน อุสตาซ และข้าราชการ และ
บคุ คลที่รบั เงนิ อดุ หนนุ จากรัฐดังกลา่ ว ก็ไม่ถือวา่ เป็นศัตรขู องอสิ ลาม

เงิ น ท่ี ไ ด้ รั บ จ า ก ก าร จั ด ส ร ร เยี ย ว ย า จ า ก รั ฐ ที่ ค ร อ บ ค รั ว ข อ ง ผู้ เสี ย ชี วิ ต
อนั เนอ่ื งมาจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไมถ่ ือเปน็ มรดก

วิถีชีวิตและวฒั นธรรมของชาวไทยมุสลิม

ศาสนาอิสลามมีอิทธพิ ลและมีส่วนในการกำหนดชีวิตของผู้ท่นี ับถือศาสนานี้
นับต้ังแต่เกิดจนกระท่ังตาย ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยมสุ ลิมมีความสัมพันธ์อย่าง
แนบแน่นกับศาสนาอิสลามอย่างไม่อาจแยกออกจากกัน เพราะฉะนั้นการที่จะเข้าใจ
กับสภาพทางสังคม วิถีการดำเนินชีวิตวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีและความ
เชื่อถอื ของชาวมุสลิมนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเข้าใจถึงหลักการของศาสนา
อสิ ลามอย่างกว้าง ๆ เสียกอ่ น

1. ความหมายของศาสนาอสิ ลาม

อิสลามเป็นช่ือของศาสนาท่ีสำคัญศาสนาหนึ่งของโลก กำเนิดขึ้น เมื่อ
ประมาณ พ.ศ. 1153 ณ ประเทศซาอุดีอารเบีย ซึ่งศาสนาน้ีเป็นช่ือที่พระผู้เป็นเจ้า
(อัลลอฮ หรืออัลเลาะห์) ทรงใช้เรียกโดยมีศาสดามูฮัมมัด เป็นศาสนาทูตเพ่ือเผยแพร่
คำสอนตอ่ มนษุ ยชาติ

คำว่า “อิสลาม” เป็นคำภาษาอาหรับ แปลว่า “การมอบกายและใจให้กับ
พระผู้เปน็ เจ้า (อลั ลอฮ) อยา่ งสนิ้ เชิง” ศาสนาอิสลามจึงถกู จัดให้อยู่ในประเภทเอกชน
เทวะนิยม คือศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียว ห้ามการเคารพบูชารูปปั้นภาพจำลอง
ภาพเจว็ดหรือวัตถุนิยม หรือวัตถุอ่ืนใดทุกชนิดรวมท้ังตัวบุคคล หรือแม้แต่ท่าน
ศาสดามูฮัมมดั และห้ามเช่ือถือผสี าง เทวดา สิ่งศักด์ิสิทธ์ิ โชคลางหรือดวงชะตา

๗๑

อสิ ลาม ยังหมายถงึ สันติ สภาวะสงบ ทางแหง่ ความสงบ มคี ำสอนอันเป็น
ธรรมนูญแห่งการดำเนินชีวิตของมวลมนุษย์การอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนด้วยความสงบสุข
ความโอบออ้ มอารีและเป็นขันติธรรมอนั เป็นหลกั ภราดรภาพของมนุษยชาติ

ศาสนาอิสลามเน้นหนักให้ความสำคัญอันทัดเทียม ระหว่างชีวิตในโลก
ปจั จุบันกับชีวิตในปรโลก (อาคีเราะห์) อิสลามไม่ได้สอนให้มนุษย์มีความโน้มเอียง หรือ
ลุ่มหลงไปในทางใดทางหน่ึง แต่จะเน้นหนักผลของการกระทำนั่นคือ การประกอบการดี
และละเว้นความชั่วในโลกปจั จุบนั ย่อมจะส่งผลต่อชวี ิตในปรโลกอนั แจ่มจรัส

อิสลามเป็นศาสนาที่ไม่ได้ต้ังช่ือตามศาสดาผู้ประกาศศาสนาดังเช่นศาสนา
อ่ืนๆ ดังน้ัน การเรียกช่ือศาสนานี้ “ศาสนามะหะหมัด” จึงเป็นการเรียกร้องที่
ไม่ถูกต้อง และควรหลีกเลยี่ ง สว่ นผู้นบั ถือศาสนาอสิ ลามจะเรยี กตนเองวา่ “มุสลิม”

2. โครงสร้างของศาสนาอสิ ลาม

อิสลามประกอบด้วยโครงสรา้ งทส่ี ำคัญ 2 ส่วน ท่ีมุสลิมทุกคนจะตอ้ งยึดม่ัน
คือต้องมีความศรัทธาเป็นพ้ืนฐาน และต้องซึ่งการปฏิบัติจากคงวามศรัทธานั้นเม่ือ
เปรียบเทียบกบั บ้าน บ้านที่มั่นคงแข็งแรงจะตอ้ งมีโครงสรา้ งของอสิ ลามอยู่ในตนอย่าง
ครบถว้ นฉันนั้น

โครงสรา้ งของอิสลามมี 2 สว่ น ได้แก่
1. โครงสร้างในส่วนทเ่ี ป็นหลักศรัทธา (รกุ นอิหมา่ น) มี ๖ ประการ
2. โครงสรา้ งในส่วนท่เี ป็นหลกั ปฏิบตั ิ (รุกนอิสลาม) มี ๕ ประการ
หลักศรทั ธา ๖ ประการ ได้แก่
๑) ศรทั ธาในพระผ้เู ป็นเจ้า คือ องคอ์ ลั ลอฮผฺ ทู้ รงเอกะ โดยไม่ตัง้ สง่ิ ใดเป็นภาคี
๒) ศรัทธาในเทวทตู ของอลั ลอฮฺ เรยี กว่า มะลาอิกะฮฺ
๓) ศรัทธาในบรรดาคัมภีรข์ องอัลลอฮฺ ได้แก่ คัมภีร์ซาบุร , คัมภีร์เตารอต ,
คัมภีร์อินญีล และคัมภีร์อลั กรุ อฺ าน
๔) ศรัทธาในบรรดาศาสดาของอัลลอฮฺ
๕) ศรทั ธาในการกำเนดิ ใหม่ และวันพิพากษาความดคี วามชวั่ ครั้งสดุ ท้ายใน
ปรโลก
๖) ศรทั ธาในการกำหนดกฎสภาวะตา่ ง ๆ ท่ีพระเจา้ ได้ทรงลิขติ ขน้ึ

๗๒

หลกั ปฏบิ ัติ ๕ ประการ ได้แก่
๑) การปฏิญาณตนประกาศความศรัทธา
๒) การละหมาดวันละ ๕ เวลา
๓) การบริจาค (ซะกาต)
๔) การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน
๕) การเดินทางไปประกอบพิธฮี จั ญ์ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบยี

3. วฒั นธรรมในช่วงชวี ิตของชาวมสุ ลมิ

อิสลามได้วางแนวทางปฏิบัติแก่มุสลิมไว้ต้ังแต่เกิดจนตาย ต่ืนจนหลับซ่ึง
แนวปฏิบัติน้ีมาจากบัญญตั ิของพระผู้เป็นเจา้ คอื คัมภีรอ์ ัลกรุ อานและจรยิ วัตรของทา่ น
ศาสดามฮู มั มัด (ศอ็ ลฯ)

ดังนั้น วัฒนธรรมในช่วงชีวิตของมุสลิมทั่วโลกจึงอยู่บนครรลองของคัมภีร์
อัลกรุ อานและหะดษี

3.1 การเกิด เริ่มแรกคลอดหลังจากทำความสะอาดเด็กแล้ว บิดาหรือผู้มี
ความรูท้ างศาสนาจะกลา่ วอะซาน (กรอกที่หูข้างขวา) และกอมัต (กรอกที่หูข้างซ้าย)
แกเ่ ด็กเปน็ ภาษาอาหรับ มีข้อความว่า

๑) องคอ์ ัลลอฮฺผ้ทู รงยง่ิ ใหญ่ องค์อลั ลอฮฺผูท้ รงย่งิ ใหญ่
๒) ข้าขอปฏญิ าณว่า ไมม่ พี ระผ้เู ปน็ เจา้ อืน่ ใด นอกจากพระองค์อลั ลอฮฺ
๓) ขา้ ขอปฏิญาณวา่ นบีมฮู ัมหมัดเปน็ ทตู ของพระองค์
๔) จงมาละหมาด (กราบไหว้พระผูเ้ ป็นเจ้า) เถดิ
๕) จงมาส่คู วามมีชยั เถิด
๖) การละหมาดได้เร่ิมข้ึนแลว้
๗) องคอ์ ลั ลอฮผฺ ู้ทรงยงิ่ ใหญ่
๘) ไมม่ พี ระผ้เู ป็นเจ้าอนื่ ใด นอกจากอลั ลอฮฺ
อะซานและกอมัต คือ การเรียกร้องให้ผู้คนในละแวกมัสยิดได้รู้ว่าถึง
เวลาละหมาดแล้ว

๗๓

3.2 การโกนผมไฟ ตั้งชื่อ และการเชือดสัตว์ ตามแนวทางของ
ท่านนบีมูฮัมหมัดท่ีเคยปฏิบัติไว้กับทารกเมื่ออายุได้ ๗ วัน คือ โกนผม ต้ังช่ือให้และ
เชอื ดสตั วเ์ ปน็ พลีทาน (อากเี กาะห์)

การโกนผมตามหลักการดังกล่าว ไม่มีความจำเป็นจะต้องเชิญคนมา
มากหรือจัดเล้ียงอยา่ งฟุ่มเฟือย ให้จัดตามกำลังความสามารถทางฐานะเศรษฐกิจและ
อยู่ในแนวทางของอิสลาม บางรายจัดงานใหญ่โตหรูหราและมีพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น
แต่งตัวให้ทารกด้วยอาภรณ์อันมคี ่า จดั พิธีเปิดปากทารกดว้ ยเครอ่ื งคาวหวาน เปน็ ต้น

การต้ังชื่อ จะตั้งชื่อท่ีเป็นมงคลให้แก่ทารกตามเชื้อชาติและภาษา แต่
ทารกน้ันจะต้องมีช่ือทางศาสนาด้วย เม่ือคัมภีร์อัลกุรฺอานเป็นภาษาอาหรับ ช่ือทาง
ศาสนาจึงเป็นภาษาอาหรับด้วย โดยมากนิยมนำช่ือศาสนดา สาวก บุคคลสำคัญใน
ประวัติศาสตร์อิสลาม ตามคุณลักษณะของพระเจ้ามาต้ังเป็นชื่อ เช่น มูฮัมหมัด
อุสมาล ฮเู ซ็น อับดุลลอฮฺ เป็นต้น การเขียนหรืออ่านเรียกชอ่ื ชาวไทยมุสลิมในจังหวัด
ชายแดนภาคใต้ สำเนียงมักเพ้ียนไปบ้าง เช่น มูฮัมหมัด เป็น หะมะ อับดุลลอฮฺ เป็น
ดอเลาะ

สำหรับการเชือดสัตว์ (อากีเกาะห์) ในโอกาสท่ีทารกได้คลอดน้ัน
วตั ถุประสงค์ คือ เป็นการขอบคุณต่อความกรุณาของพระเจา้ ท่ีให้ทารกมาและขอให้
พระองค์คมุ้ ครองรกั ษาทารกน้สี ืบไป

สัตว์ท่ีใช้เชือดมักจะเป็นแพะหรือแกะ ถ้าทารกเป็นชายก็จะทำ
อากีเกาะห์ ๒ ตัว แต่ถ้าทารกเป็นหญงิ ก็จะทำอากีเกาะห์เพียงตัวเดียว เนื้อของสัตว์ที่
เชือดแล้ว จะแบ่งเป็น ๓ ส่วน คือ ครอบครัวรับประทานเอง ๑ ส่วน แจกญาติพ่ีน้อง
๑ สว่ น และจดั ไปบรจิ าคแกค่ นจนอีก ๑ ส่วน

ดังนน้ั สำหรบั คนที่มีฐานะพอท่ีจะทำอากเี กาะห์ได้ การโกนผมในวนั ที่ ๗
อันเป็นวันเดียวกับอากีเกาะห์ จึงนำเน้ือน้ีมาปรงุ อาหารเล้ียงกัน พร้อมด้วยการต้ังชื่อ
แต่หากบางรายไม่มีฐานะเพียงพอ การทำอากีเกาะห์ก็ไม่เป็นการบังคับ คงทำแต่การ
โกนผมหรือตง้ั ชื่อเทา่ นัน้

๗๔

3.3 การเขา้ สุนัต (มาโซะยาว)ี
เม่ือเด็กชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลามอายุประมาณ ๘ - ๑๒ ปี

ผปู้ กครองจะทำพิธีเขา้ สุนัตหรือพิธีคอตน่ั ให้ ตามหลักการศาสนาอิสลามการสุนัต คือ
การขลิบปลายหนังอวัยวะเพศออก เพ่อื ใหส้ ะดวกในการทำความสะอาด ทง้ั นี้ เพราะ
มสุ ลิมจะตอ้ งอาบน้ำไปละหมาด และอาบน้ำหลงั จากร่วมหลับนอนระหว่างสามีภรรยา
การที่มีปัสสาวะค้างอยทู่ อี่ วัยวะเพศตามหลักการศาสนาถอื ว่าเปน็ สิ่งสกปรก

3.4 การศึกษา เม่ือเด็กเจริญเติบโตพอที่จะศึกษาเล่าเรียนได้ บิดามารดา
หรือผู้ปกครองจะเร่ิมให้เด็กเรียนภาษาอาหรับ และคัมภีร์อัลกุรฺอาน การเรียนคัมภีร์
เป็นเร่ืองท่ีสำคัญที่สุดของมุสลิม เพราะจากการเรียนน้ีเอง จะทำให้เด็กอ่านคัมภีร์ได้
ถูกต้อง และนำข้อความไปใช้ในการประกอบศาสนกิจประจำวัน เช่น การละหมาด
และอื่น ๆ ได้ ผู้ปกครองจะส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในโรงเรียน ตั้งแต่ยังเด็ก อายุ
ประมาณ ๗ - ๘ ขวบ ก็จะต้องให้เด็กได้เล่าเรียนคัมภีร์อัลกุรฺอานควบคู่ไปกับ
การศกึ ษาวชิ าสามญั ตามหลกั สตู รของรฐั ดว้ ย

ตอนค่ำ ๆ ถ้าเราผ่านไปทางหมู่บ้านมุสลิมจะได้ยินผู้ปกครองสอน
คัมภีร์อัลกุรฺอานให้ลูกหลานในครอบครัว หรือครูสอนให้ลูกศิษย์บ้างตามมัสยิด
หลังจากละหมาดตอนค่ำ ประมาณ ๑๙.๐๐ น. กจ็ ะสอนคัมภีร์อลั กรุ อฺ าน บางท่ีกส็ อน
อา่ นอย่างเดียว บางที่ก็สอนเขียนหนังสืออาหรับประกอบไปด้วย เพื่อให้จำได้แม่นยำ
ครอบครวั ท่ีอยู่กบั ลกู หลานเช่นนี้ก็เป็นการชว่ ยขจัดปัญหาสังคม โดยใหเ้ ดก็ ใชเ้ วลาวา่ ง
ให้เปน็ ประโยชน์ และมีการอบรมมารยาทควบคู่กันไปด้วย มัสยิดที่มกี ารสอนเชน่ นี้ ก็
จะเป็นทร่ี วมให้เด็กฝกึ ฝนตนเป็นคนดี อยูใ่ นแนวทางของศาสนาตัง้ แต่เด็ก ๆ อกี ดว้ ย

เมื่อเด็กอ่านคัมภีร์อัลกุรฺอานจบ ๓๐ ตอนแล้ว สามารถอ่านได้ด้วย
ตนเองทั้งเล่ม ก็จะมีการเลี้ยงฉลองในการเรียนสำเร็จ เพ่ือเป็นกำลังใจแก่เด็ก มีการ
แสดงความยินดีต่อกันภายในครอบครัว เรยี กว่า “พธิ ตี ัมมัตกรุ อฺ าน”

พธิ ตี ัมมัตน้ีเปน็ เร่ืองของประเพณีท่ไี มม่ ีปรากฎเป็นบัญญตั หรือคำสัง่ ให้
กระทำท้งั ในกรุ ฺอานและจริยาวัตรของศาสนาแตอ่ ยา่ งใด ดงั น้นั ผู้ท่จี บคัมภีรแ์ ล้วไมจ่ ัด
พิธีน้ีกไ็ ม่มีความผดิ แต่อย่างใด

๗๕

3.5 การสมรส ตามกฎอิสลามนั้น การสมรส หมายถึง ชายและหญิงได้ผูก
นิติสัมพันธ์เพ่ืออยู่ร่วมกันเป็นสามีภรรยาโดยถูกต้องตามพิธีนิกะห์ (พิธีสมรสตาม
หลักการศาสนาของอิสลาม)

อิสลามเป็นศาสนาที่ส่งเสริมให้มีการสมรส เพ่ือเป็นการสืบพันธ์ุ
มนุษยชาติ

องค์ประกอบของการนกิ ะห์
๑) ผปู้ กครองซงึ่ เรียกว่า “วล”ี
๒) ผู้ทำพิธีนิกะห์ เป็นผู้ที่มีความรู้เป็นผู้ทำพิธีนิกะห์ เช่น อิหม่ามของ
มสั ยดิ นนั้ ๆ
๓) เจา้ บา่ ว เจ้าสาว
๔) พยาน ๒ คน เป็นชายมุสลิมที่มีจิตใจไม่ฟั่นเฟือน หูไม่หนวก ตาไม่
บอดทัง้ สองขา้ ง เปน็ ผมู้ ีมารยาทและอาชพี ท่ดี งี าม และไม่อยู่ในฐานะวลี
๕) ผอู้ บรม หรือ อา่ นคุฏบะฮนฺ ิกะห์ (ซ่ึงอาจเปน็ คนเดยี วกับผู้ทำพิธ)ี
๖) มะฮรั สงิ่ ของหรอื เงินท่จี ะใหแ้ ก่เจ้าสาว
3.6 การทักทายและการทำความเคารพ เม่ือมุสลิมพบกันหรือจะจากกัน
จะกล่าวสลามหรอื ทักทายแกก่ นั คอื
“อัสลามมุอะลัยกุมวะเราะห์มะตุลลอฮิวะบะเราะห์กาต๊ฮุ ฺ” ขอความ
สันติสุข ความเมตตาปรานี และความเป็นสิริมงคลจากพระองค์อัลลอฮฺ จงมีแด่ท่าน
และผู้รับจะรับว่า “วะอะลัยกุมุสลามวะเราะห์มะตุลลอฮิวะบะเราะห์กาตุ๊ฮฺ”
ขอความสันติสุข ความเมตตาปรานี และความเป็นสิริมงคลจากพระองค์อัลลอฮฺจงมี
แด่ท่านเช่นกนั
อน่ึง ในการให้และรับสลามนี้ บางทีก็กล่าวและรับด้วยคำส้ัน ๆ ว่า
“อัสลาม มุอะลัยกุม” และรับว่า “วะอะลัยกุมุสลาม” แต่ผู้รับสลามควรรับด้วย
ประโยคทีย่ าวกวา่ ผู้ทใ่ี หส้ ลาม
ขาวไทยมุสลิมจะใช้การสัมผัสมือท้ังสองด้วยกันระหว่างหญิงต่อหญิง
หรือชายต่อชาย สว่ นระหว่างชายหญิงห้ามสัมผัสมือกัน ท้ังนี้ เป็นไปตามคำสอนของ
ศาสน าอิสลามที่ห้ามหญิง และชายที่ไม่ได้แต่งงาน กัน ถูกเนื้อต้องตัวซ่ึง กัน และ กัน
อย่างไรก็ตาม วิธีการทักทายและการแสดงความเคารพกับคนไทยในศาสนาอื่นจะใช้

๗๖

การไหวต้ ามประเพณีไทยก็ได้ ส่วนการกราบลงกับพื้นนั้น บทบัญญัติศาสนาห้ามมิให้
กระทำโดยเด็ดขาด เพราะการกราบนน้ั ใชป้ ฏบิ ัติเฉพาะกบั พระเจ้าเท่านน้ั

3.7 การแต่งกาย อิสลามเป็นศาสนาท่ีกลา่ วถึงการแตง่ กายของมสุ ลิมไว้แต่
ก็มิได้ระบุว่า คนท่ีจะเป็นมุสลิมได้ต้องนุ่งโสร่ง ใส่หมวกขาว ดำ แดง ฯลฯ โพกผ้าที่
ศีรษะ (สะระบั่น) ฯลฯ โองการของพระองค์อัลลอฮฺ (ซุบห์) ที่ได้ทรงบัญญัติไว้ใน
คัมภีร์อัลกุรฺอานเก่ียวกับการแต่งกาย คือ “ลูก ๆ ของอาดัมเอ๋ย แน่นอนเราได้
ประทานลงมาแก่สูเจ้า ซึ่งอาภรณ์เพ่ือปกปิดส่ิงพึงละอายของสูเจ้าและเป็น
เครื่องประดับ แต่อาภรณ์แห่งการสำรวมตนจากความชั่วที่ดียิ่งน้ัน คือ (หน่ึง) จาก
โองการทัง้ หลายของอลั ลอฮฺ เพอื่ พวกเขาจะได้รำลึกและสำรวมตน” (๗ : ๒๖)

การแต่งกายของชาย ชายมุสลิมต้องแต่งกายให้สะอาดและสุภาพ
ตอ้ งปกปิดส่วนท่ีอยูร่ ะหว่างสะดือและหัวเข่า ส่วนรูปแบบของเสื้อผ้าจะอยู่ในรูปแบบใด
ก็ได้ เชน่ กางเกง โสรง่ อสิ ลามมิได้จำกัดว่าเปน็ มุสลิมต้องนุ่งโสร่ง และการเหมาเอาว่า
คนนุ่งโสร่งจะต้องเป็นมุสลิมเสมอไป ก็เป็นความเข้าใจท่ีผิดเช่นกัน ส่ิงที่อิสลามจำกัด
แกช่ าย คอื การแตง่ กายโดยผิดเพศ เสื้อผ้าท่เี ปน็ ผา้ ไหมหรือเครอ่ื งประดับทีท่ ำดว้ ยทอง

การแตง่ กายของหญิง หญิงมุสลิม (มุสลิมะห)์ ตอ้ งแต่งกายด้วยเสื้อผ้า
ทม่ี ดิ ชิด จะแตง่ กายตามสมัยนิยม หรอื แฟช่ันที่ขัดตอ่ ศาสนบัญญัตไิ ม่ได้
พระผ้เู ปน็ เจา้ ไดท้ รงบญั ญตั ิไว้ในคัมภีร์อลั กุรฺอานว่า

“โอ้มุฮำมัด จงกล่าวแก่ภรรยาท้ังหลายของเจ้าและลูกหญิงของเจ้า
และผู้หญิงผู้ศรัทธาทั้งหลาย ให้นางกระชับเส้ือคลุมของนางให้มิดชิด นั่นเป็นการ
เหมาะสมกว่าที่นางจะได้เปน็ ที่น่าสังเกตและจะไม่ถกู เราะราน” (๓๓ : ๕๙)

“โอ้มุฮำมัด จงกล่าวแก่หญิงผู้ศรัทธาท้ังหลายให้พวกนางลดสายตา
ของนางลงต่ำ และให้ปกป้องของพึงสงวนของพวกนาง และจงอย่าอวดเครื่องประดับ
ของนาง เว้นแตท่ ี่เปดิ เผยและใหป้ ิดดว้ ยผ้าคลุมศีรษะของนางตลอดมาถงึ หน้าอกของนาง”

กล่าวโดยสรุป คือ หญิงมุสลิมต้องแต่งกายด้วยเส้ือผ้าที่มิดชิด
พงึ เปิดได้แตใ่ บหนา้ และฝา่ มือ

3.8 อาหารและเครื่องดม่ื อาหาร การรับประทานอาหารและเครอ่ื งดื่มเป็น
เอกลกั ษณอ์ ย่างหน่งึ ทที่ ำให้มสุ ลิมแตกต่างจากประชาชาตอิ น่ื ๆ

๗๗

สตั ว์ที่ต้องหา้ มสำหรับมสุ ลิม
๑) สัตว์ที่ตาย โดยตายเอง ถูกรัดคอ และถูกตีตาย พลัดตกจากท่ีสูง

ชนกนั ตาย ถูกสัตว์ปา่ จับกิน
๒) เลือดทุกชนิด ในเลือดอาจมีเชื้อโรค เพราะแพทย์สามารถตรวจหา

โรคไดจ้ ากเลอื ด
๓) สกุ ร
๔) สตั วท์ ่ีถูกฆ่าจากวัตถปุ ระสงคเ์ พอ่ื การบวงสรวง บูชา
๕) สัตวท์ ่ีถูกฆา่ โดยไมไ่ ด้ระบุนามพระเจา้
๖) สตั ว์ทีม่ ีเขี้ยวเลบ็ (มพี ิษ) และสตั วเ์ ลือ้ ยคลานทุกชนดิ
ดังน้ัน การที่เข้าใจว่าอิสลามห้ามกินหมูอย่างเดียว โดยสามารถกิน

เนื้อไก่ หรือสัตว์อ่ืนท่ีไม่ผ่านกระบวนการเชือดที่ถูกตามหลักศาสนา (โดยมุสลิม) จึง
เปน็ ความเข้าใจทไ่ี มถ่ ูกตอ้ ง

เครื่องด่ืม เคร่ืองดื่มซึ่งเป็นที่ต้องห้ามของมุสลิม คือ สิ่งท่ีทำให้มึนเมา
ทกุ ชนิด ไม่ว่าจะเมามากเมานอ้ ยก็ตาม ฉะน้ัน สุรา เบียร์ น้ำผลไม้ทเ่ี จือบรั่นดี อาหาร
ที่เจอื ดว้ ยของเหล่านเี้ ปน็ ทีต่ ้องห้ามของมุสลิม ชาย - หญิง ทุกคน ในทุกโอกาสและทุก
ฤดูกาล ฉะนั้น มุสลมิ ต้องไม่มีเหตุผลข้ออ้างหรือข้อแม้ว่า ด่ืมเพ่ือสังคม ดื่มเพื่อเจริญ
อาหาร หรอื จะหยุดด่ืมเฉพาะเดือนท่ถี อื บวช ฯลฯ ความเปน็ มุสลมิ ของผู้ศรทั ธาจะต้อง
มอี ยู่ตลอดเวลาทุกโอกาสหรอื สถานที่ นำ้ ชาจึงเปน็ เครอ่ื งดืม่ ทน่ี ยิ มกันในหมชู่ าวมุสลิม

3.9 การเสียชีวิต การตายภาษาอาหรับ เรียกว่า ถึงอาย้ัล หมายความว่า
การกลับไปสู่ความเมตตาของพระองค์อัลลอฮฺ ฉะนั้น เมื่อทราบข่าวการตาย
มุสลิมจะกล่าวประโยค “แท้จริงเราเป็นของอัลลอฮฺและแท้จริงเราเป็นผู้กลับไปหา
พระองค”์ (๒ : ๑๕๖)

การตายในทัศนะของอิสลามไม่ได้เป็นความทุกข์ การพ้นทุกข์ หรือ
“การตายเป็นการเพิ่มทุกข์” แต่อิสลามถือว่า การตายคือการกลับไปสู่ความเมตตา
ของพระผู้เปน็ เจา้ อัลลอฮฺ (ซุบห์)

เม่ือมุสลิมเสียชีวิต เป็นหน้าที่ของญาติหรือเพ่ือนบ้านใกล้เคียงท่ีเป็น
มุสลิมจะจัดการศพตามหลักการศาสนา ๔ ประการ คือ การอาบน้ำศพ ห่อศพ กล่าว
คำอวยพรตอ่ ศพ (ละหมาดให้แกศ่ พ) และฝงั

๗๘

ผูท้ ี่จะไปร่วมงานจะมีมากน้อยเพียงใด อยู่ที่ศพน้ันจะเป็นท่ีเคารพนับ
ถือของผูอ้ ืน่ มากน้อยเพียงใด แต่ถึงอย่างไรก็ตามมุสลมิ ทกุ คนถือเปน็ หน้าที่ของตนท่ีจะ
ไปเย่ียมเยียน และละหมาดให้ศพ และไปแสดงความเสียใจกับญาติ การเย่ียมอาจจะ
นำเงินหรอื เครี่องบริโภคไปทำบญุ กบั เจา้ ภาพตามทปี่ ระเพณีของคนในหมู่บ้านนน้ั ๆ

4. วันสำคญั ทางศาสนาอสิ ลาม

4.1 วันฮารีรายอหรือวนั อีด วันตรษุ ทางศาสนาอิสลามในปหี น่งึ มี ๒ วนั คือ
วันอีด้ิลฟิตรี และวันอีดิ้ลอัฏฮา วันตรุษสองวันนี้ห่างกัน ๗๐ วัน มุสลิมจะไปร่วม
ละหมาดในวันตรุษเวลาประมาณ ๐๙.๐๐ น. โดยพาครอบครัวไปด้วย หลังจากน้นั ก็มี
การพบปะให้พรกนั ขออภัยกัน ไปเย่ียมผู้ใหญ่ ตลอดจนเยี่ยมสุสาน (กูโบร์) ให้ความ
สนุกสนานรน่ื เริงแกเ่ ดก็ ๆ และทำทาน

วันอีด้ิลฟิตรี หรือเรียกกันในจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า รายอปอซอ
เปน็ วันตรษุ ครั้งแรกของปี หลังจากมุสลิมถือศีลอด (ปอซอ) มาแลว้ ในเดอื นรอมฎอน
เป็นเวลา ๑ เดือน ทางศาสนากำหนดให้ปฏิบัติศาสนกิจตามที่กล่าวไวข้ ้างตน้ ในวันตรุษ

ก่อนประกอบพิธีละหมาดในวันอีดิ้ลฟิตรี จะมีการบริจาคข้าวสาร ท่ี
เรยี กว่า “ซากาตฟติ เราะห”์

ฟิตเราะห์ เป็นศาสนบัญญัติอย่างหน่ึงที่ปฏิบัติในวันอีดิ้ลฟิตรี (หรือ
รายอปอซอ) พิธีนี้จะทำได้นับตั้งแต่วันเข้าเขตเดือนรอมฎอน จนถึงตอนเช้าก่อน
ประกอบพิธีละหมาด เน่ืองในวันอีด้ิลฟิตรี ซากาตฟิตเราะห์เป็นทานบังคับโดยใช้
อาหารท่ีบริโภคเป็นประจำกันแต่ละประเทศ สำหรับประเทศไทย คือ ข้าวสารหรือ
อาจบริจาคทานบังคับเป็นเงินก็ได้ตามอัตรา ข้าวสาร ๔ ทะนาน หัวหน้าครอบครัวมี
หนา้ ท่จี ่ายใหแ้ กบ่ ุคคลผอู้ ย่ใู นความรบั ผิดชอบ เชน่ บุตร ภรรยา คนใช้ เป็นตน้

ผู้บริจาคข้าวสารหรือเงินดังกล่าวก็มีคนยากจน คนเดินทางที่ขาด
ทรัพย์ คนท่ีเข้ารบั นับถือศาสนาอิสลามใหม่ ๆ ท่ีขาดการดูแลเอาใจใส่จากญาติพี่น้อง
และอน่ื ๆ ท่ีจดั อยู่ในบคุ คล ๗ ประเภท

๗๙

4.2 วันอีดิ้ลอฎั ฮา (รายอฮัจญ์) วันตรุษหลัง ซงึ่ เปน็ ชว่ งระยะเวลาที่มุสลิม
เดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครเมกกะฮฺ ประเทศซาอุดิอาระเบีย กำลังประกอบ
ศาสนกจิ อยู่ และผา่ นพน้ การพักแรมท่ีท่งุ อารอฟะห์แล้ว พิธกี ารทางศาสนาทีป่ ฏิบัตใิ น
วนั นี้ สว่ นใหญ่เหมือนวันอดี ิ้ลฟิตรี (รอยอปอซอ) มีพิธีการที่ไม่เหมือนกันอยูอ่ ยา่ งหนึ่ง
คือ ไม่มีการบริจาคฟิตเราะห์ (บริจาคข้าวสาร) แต่มีพิธีกรรมกุรบาน (การเชือดสัตว์
เป็นพลที าน) แทน

กุรบาน ถูกบัญญัติไว้ในศาสนาอิสลามเพื่อปฏิบัติในวันอีด้ิลอัฎฮา
(รอยาฮัจยี) หลังจากละหมาดเนื่องในวันอีดิ้ลอัฎฮาแล้ว และต่อจากนั้นอีก ๓ วัน
ด้วยการฆ่าสัตว์เป็นพลีทานแก่กลุ่มมุสลิมผู้ยากไร้ สัตว์ท่ีเชือดจะต้องมีลักษณะ
สวยงาม มีอวัยวะทุกอยา่ งครบถว้ นสมบูรณ์ คือ ไม่พกิ ารหรืออวัยวะไมส่ มประกอบ

สัตว์ท่ีศาสนาอนุญ าตให้เชือดเพื่อประกอบพิธีกรรมสำหรับ
ประเทศไทย มีดงั น้ี

- แพะ , แกะ จำนวน ๑ ตัว ถอื เปน็ ๑ สว่ น
- วัว , ควาย จำนวน ๑ ตวั ถือเปน็ ๗ ส่วน
ผทู้ ี่ประกอบพิธีนี้จะเชือดเพื่อตนเอง ๑ ส่วน อทุ ิศแก่ผู้อื่นก็ได้ หรือจะ
ทำร่วมกับเพอ่ื น ญาติ กไ็ ด้ ตามจำนวนสว่ นของเน้อื สัตว์
ผู้รบั บริจาคฟิตเราะห์ (ข้าวสาร) หรือ กุรบาน (เน้ือสัตว์) เป็นทานนั้น
จะตอ้ งเปน็ มสุ ลมิ โดยเฉพาะ เพราะเปน็ เรือ่ งทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั พิธที างศาสนา
การร่วมงานในงานร่ืนเริงและเย่ียมเยียนกันนั้น ผู้นับถือศาสนาอื่นไป
ร่วมดว้ ยก็ไดแ้ ละเป็นการแสดงออกซึ่งนำ้ ใจอนั ดงี าม
4.3 วันขึ้นศักราชใหม่ วันที่ ๑ เดือนมุฮัรรัม เป็นวันแรกของการเริ่ม
ศักราชใหม่ ตามประวัติศาสตร์ถือเป็นวันท่ีท่านศาสดามูฮัมมัดล้ีภัยจากนครเมกกะฮฺ
ไปสู่นครดีนะห์ เม่ือวันนี้ได้เวียนมาบรรจบมุสลิมจึงรำลกึ ถงึ เหตกุ ารณ์ในวนั นั้น แตเ่ พ่ือ
มิให้การรำลึกภาพเหตุการณ์สำคัญในวันนน้ั เป็นการสูญเปล่า ก็ประกอบกิจกรรมกศุ ล
เช่น การอา่ นคัมภีร์อัลกุรฺอาน การเอ่ยคำสดุดี สรรเสริญองคพ์ ระศาสดา ตลอดจนขอ
พรมาปฏบิ ตั เิ สริม อนั เป็นสริ ิมงคล
ปัจจุบันบางแห่งจะจัดทำหนังสือประกอบด้วยบทความ ประวัติการ
อพยพของท่านศาสดา เพ่ือให้เยาวชนได้ศึกษา หรือจัดให้มีการอ่านประวัติของ

๘๐

ทา่ นศาสดาในตอนอพยพเพอื่ รำลกึ ถึงท่าน หรือจดั นิทรรศการเป็นตัวอักษร หรือภาพ
สถานทีต่ ่าง ๆ ทเ่ี ก่ียวกบั การอพยพของทา่ นเพ่อื ใหเ้ ยาวชนได้ศกึ ษา

4.4 วันเมาลิด (เฉลิมฉลองวันคล้ายวันเกิดของศาสดามูฮัมมัด) ตรงกับ
วนั ท่ี ๑๒ เดือนรอปิอลุ เอาวลั (เดอื นทสี่ ามของศกั ราชอิสลาม) เม่อื วันน้ีเวียนมาบรรจบ
ครบรอบ มุสลิมจะได้จัดงานถวายความรำลึกถึงท่านศาสดามูฮัมมัด อาจจัดข้ึนตาม
มัสยิดหรือตามบ้านก็ได้ ในพิธีจะมีการนำประวัติของศาสดามากล่าวถึง เป็นการสดุดี
ในคุณธรรมอนั สงู ส่งของทา่ น มีท้งั การกล่าวด้วยรอ้ ยแกว้ และรอ้ ยกรอง เปน็ ประการหน่ึง
ท่ีสอนให้เยาวชนได้รู้จักบุคคลสำคัญทางศาสนา เป็นการเผยแพร่เกียรติคุณของ
ท่านศาสดาผู้มีพระคุณ และแสดงกตเวทิตาคุณไปในตัวด้วย นอกจากนั้นมีการอ่าน
คมั ภีร์อัลกรุ ฺอาน การกล่าวคำรำลึกพระผู้เป็นเจา้ ผู้ทรงไวซ้ ึ่งพระมหากรณุ า ตลอดท้ังมี
การขอพร เม่ือเสรจ็ พิธีทางศาสนาแลว้ ก็จดั เลย้ี งอาหารแกผ่ ู้ทีม่ าร่วมชมุ นมุ

ก า ร จั ด ง า น ใน วั น น้ี บ า ง จั ง ห วั ด ถื อ เป็ น ง า น ป ร ะ จ ำ ปี ข อ ง จั ง ห วั ด
ประกอบดว้ ย พิธีการทางศาสนาและการเผยแพรศ่ าสนา ตลอดจนสร้างความเขา้ ใจแก่
ชนศาสนิกอนื่ ในกรงุ เทพมหานครถอื เป็นงานระดับประเทศทเี่ รียกวา่ “งานเมาลคิ กลาง”
ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่คร้ังทรงดำรง
พระราชอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ
สยามมกฎุ ราชกุมาร เสด็จเปน็ องคป์ ระธานในพธิ ที ุกปเี สมอมา

4.5 วันอาซูรอ ตรงกับวันที่ ๑๐ ของเดือนมุฮัรรัม ซ่ึงเป็นวันแรกของ
ศักราชอิสลาม เป็นวันท่ีพระผู้เป็นเจ้าได้ประทานส่ิงต่าง ๆ ให้แก่ชาวโลกหลาย
ประการ โดยเฉพาะในวันนี้ ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่าเป็นวันท่ีเรือของศาสดานูห์
ซึ่งบรรทุกประชาชนของท่านจำนวนหนึ่ง ได้มาจอด ณ ที่แห่งน้ี ขณะที่มหาอุทกภัย
ถงึ วาระท่ีสดุ และต่างก็พน้ ภัย เสบียงอาหารที่เหลืออยู่นั้น ศาสดาได้นำมาปรุงอาหาร
รบั ประทาน ดังน้ัน มุสลิมจึงระลึกถึงเหตุการณ์นนั้ และได้ปฏิบตั ิตามอย่างโดยนำเอา
พืชและเน้ือสัตว์มาทำเป็นอาหารคาวบ้างหวานบ้าง เรียกช่ืออาหารตามความสำคัญ
ของวนั ว่า “อาซรู อ” และเรียกเพย้ี นไปว่า “บูโบ” กม็ ีความหมายว่า การเอามารวมกัน

4.6 วันอิสเราะห์และเมียะราจ ตรงกับวันที่ ๒๗ เดือนระยับ (เดือนท่ี ๗
ของศักราชอิสลาม) เป็นวันที่ทา่ นศาสดามูฮัมมัดได้ออกเดินทางจากมัสยิดอลั -หะรอม
นครเมกกะห์ ไปสู่มัสยิดอัล-อักซอ นครเยรูซาเล็มในตอนกลางคืน และหลังจากน้ัน

๘๑

เดนิ ทางสเู่ บ้ืองบน จากนั้นก็ได้รบั บทบัญญัตวิ ่าด้วยเรอื่ งละหมาด ๕ เวลา ฉะนั้น เพ่ือ
รำลึกถึงประวัติส่วนน้ีของท่าน มุสลิมจึงพร้อมกันอ่านชีวประวัติเร่ือง การเมียะราจ
เป็นการสอนให้เยาวชนทราบถงึ ชวี ประวัติตอนหนง่ึ ของท่าน

วันสำคัญต่าง ๆ ดังกล่าวมาจะระบุว่า ตรงกับวันที่เท่าไร เดือนอะไร
จะระบุเป็นวันเดือนสากลไม่ได้ เน่ืองจากอิสลามกำหนดวันตามจันทรคติและถือการ
เห็นดวงจนั ทร์ในวันท่ี ๒๙ ของเดอื นเป็นการกำหนดวันเร่ิมตน้ เดอื นใหม่ ในรอบปหี น่ึง
มี ๓๕๐ วัน หรือ ๓๕๕ วัน ซ่ึงตามสากลมี ๓๖๕ วัน วันสำคัญวันหนึ่ง ๆ จึงเลื่อนข้ึน
ประมาณปีละ ๑๐ วัน

4.7 วันศุกร์ เป็นวันสำคัญในรอบสัปดาห์ ซึ่งได้กำหนดให้มุสลิมทุกคนไป
ร่วมละหมาดในหมู่บ้าน ดงั นัน้ มุสลิมท้ังหลายโดยเฉพาะผชู้ ายจะหยุดพักการงานตา่ ง ๆ
ไปละหมาด หากเป็นประเทศที่มีมุสลิมเป็นจำนวนมาก จะถือเอาวันศุกร์เป็นวันหยุด
งานประจำสัปดาห์ ฉะนั้น เมื่อถึงวันศุกร์ทุกมัสยิดท่ัวประเทศ ก็จะมีมุสลิมไปรวมกัน
อย่างมาก สำหรับประเทศไทยเวลาละหมาดอยูร่ ะหว่าง ๑๒.๓๐ - ๑๓.๐๐ น.

5. องค์กร ผู้นำศาสนา และประเพณีทีส่ ำคัญ

5.1 จุฬาราชมนตรี เป็นตำแหน่งผู้นำศาสนาสูงสุดฝ่ายศาสนาอิสลามใน
ประเทศไทย ซึ่งมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา คือ “พระยาเฉกอะหมัดรัตนเศรษฐี”
(คนแรก) และประมาณ พ.ศ.๒๔๗๙ มีการออกพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการ
ศาสนูปถมั ภฝ์ า่ ยอสิ ลาม จุฬาราชมนตรมี ฐี านะเปน็ ขา้ ราชการประจำ เม่ือ พ.ศ.๒๔๘๘

พระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐ ได้
กำหนดฐานะของจุฬาราชมนตรี ไว้ในมาตรา ๖ ว่า “พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง
จุฬาราชมนตรีคนหน่งึ เพ่ือเป็นผูน้ ำกจิ การศาสนาอิสลามในประเทศไทย”

จุฬาราชมนตรีมีอำนาจดังต่อไปนี้ (มาตรา ๘)
๑) ให้คำปรึกษา และเสนอความเห็นต่อทางราชการเก่ียวกับกิจการ
ศาสนาอสิ ลาม
๒) แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อให้คำปรึกษาเก่ียวกับบัญญัติแห่งศาสนา
อิสลาม

๘๒

๓) ออกประกาศแจ้งผลการดูดวงจันทร์เพ่ือกำหนดวันสำคัญทางศาสนา
๔) ออกประกาศเกี่ยวกับขอ้ วินิจฉยั ตามบญั ญัตแิ ห่งศาสนาอสิ ลาม
5.2 คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ตามพระราชบัญญัติ
การบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐ ได้กำหนดให้มีกรรมการคณะหน่ึง
เรยี กว่า “คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย” ประกอบด้วย จฬุ าราชมนตรี
เป็นประธาน และกรรมการซง่ึ ทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ แต่งตงั้ จากกรรมการอสิ ลาม
ประจำจงั หวดั ซ่ึงเป็นผู้แทนของคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด จังหวัดละหนึ่งคน
และกรรมการอีกจำนวนหน่ึงในสามของจำนวนผู้แทนกรรมการอิสลามประจำจังหวัด
ซ่งึ คัดเลือกโดยจฬุ าราชมนตรี
คณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ทำหน้าที่หลักในการให้
คำป รึก ษ าแก่ รัฐม น ตรีว่าก ารก ระท รวงมห าดไท ย และรัฐม น ตรีว่าก าร
กระทรวงศึกษาธิการ และออกระเบยี บการดำเนินงานและควบคมุ ดูแลการบริหารงาน
ของคณะกรรมการอสิ ลามประจำมัสยิด
5.3 คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด พระราชบัญญัติการบริหาร
องคก์ รศาสนาอิสลาม พ.ศ.๒๕๔๐ ในมาตรา ๒๖ ได้กำหนดให้จงั หวัดที่มมี ัสยิดไมน่ อ้ ย
กว่า ๓ มัสยิด ให้มีคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดคณะหน่ีง ประกอบด้วย
กรรมการจำนวนไม่น้อยกว่า ๙ คน แต่ไม่เกิน ๑๓ คน โดยมีตำแหน่งประธาน
กรรมการ รองประธานกรรมการ เลขานกุ ารและตำแหน่งอ่นื ตามความจำเปน็
กระทรวงมหาดไทย จะดำเนินการคัดเลือกกรรมการอิสลามประจำ
จังหวัด โดยให้อิหม่ามประจำมัสยิดใน จังหวัดน้ัน เป็น ผู้คัดเลือ กและให้
กระทรวงมหาดไทยประกาศรายชื่อผไู้ ดร้ บั การคดั เลอื กในราชกจิ จานุเบกษา
คณะกรรมการอสิ ลามประจำมัสยิด มีหนา้ ท่ีที่สำคัญ คือ ให้คำปรึกษา
และเสนอความเห็นที่เกี่ยวกับศาสนาอิสลามต่อผู้ว่าราชการจังหวัด กำกับ ดูแล และ
ตรวจการปฏิบัติงานของคณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิดในจังหวัด การคัดเลือก
แต่งต้ังและถอดถอนกรรมการอิสลามประจำมัสยิด รวมท้ังมีอำนาจประนีประนอม
หรือช้ีขาดคำร้องทุกข์ของสัปบุรุษประจำมัสยิดที่เห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก
คณะกรรมการอสิ ลามประจำมัสยิดของตน ตลอดจนประนีประนอมข้อพพิ าทเก่ียวกับ
เร่ืองครอบครัวและมรดก

๘๓

5.4 มสั ยดิ และคณะกรรมการอสิ ลามประจำมัสยิด
มัสยิด ตามพระราชบัญญัติการบริหารองค์กรศาสนาอิสลาม พ.ศ.

๒๕๔๐ มาตรา ๔ ให้คำนิยามมัสยิดว่า “สถานท่ีซ่ึงมุสลิมใช้ประกอบศาสนกิจโดย
จะต้องมีละหมาดวันศุกรเ์ ป็นปกติ และเปน็ สถานทีส่ อนศาสนาอสิ ลาม”

มัสยิดนอกจากจะเป็นสถานที่ละหมาดทุกเวลา วันละ ๕ ครั้งแล้ว
มัสยิดยังเป็นศูนย์ของกิจกรรมทางด้านสังคมและวัฒนธรรมอิสลามอีกด้วย เช่น เป็น
สถานที่ศึกษาวิชาศาสนาจากอิหม่าม หรือผู้ที่มาบรรยายเป็นประจำ หรือในวันสำคัญ
ทางศาสนาและวันศุกร์ ปัจจุบันในมัสยิดหลายแห่งได้จัดสอนวิชาศาสนาแก่ยุวชน
มุสลิม โดยสรา้ งอาคารต้ังอยู่ใกล้เคียงกับมัสยิด เรียกเป็นภาษาพ้ืนเมืองวา่ “โรงเรียน
ตาดีกา” บางแหง่ เรยี กวา่ “โรงเรียนฟัรดอู นิ ”

คณะกรรมการอิสลามประจำมัสยิด แต่ละมัสยิดจะมีคณะกรรมการ
คณะหนึง่ ไมน่ ้อยกว่า ๗ คน แตไ่ ม่เกนิ ๑๕ คน เพอื่ บรหิ ารกิจการมัสยิด ประกอบดว้ ย
อหิ ม่าม คอเต็บ บหิ ล่ัน ซ่ึงอยูใ่ นตำแหน่งโดยไม่จำกัดเวลา และกรรมการอื่น ๆ ซึ่งอยู่
ในตำแหน่งคราวละ ๔ ปี ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผ้แู ต่งตั้ง โดยประชาชนหรือสัปบุรุษ
ของมสั ยิดน้นั ๆ เปน็ ผเู้ สนอช่อื และคดั เลอื ก

คณะกรรมการอสิ ลามประจำมัสยิด มอี ิหม่ามเปน็ ประธานโดยตำแหน่ง
มีคอเต็บและบหิ ลั่นเป็นรองประธาน

หนา้ ทขี่ องคณะกรรมการอสิ ลามประจำมัสยดิ มีดังนี้ (มาตรา ๓๕)
๑) บำรุงรกั ษามสั ยิดและทรัพยส์ ินของมัสยดิ ใหเ้ รยี บรอ้ ย
๒) วางระเบยี บปฏบิ ัติภายในของมัสยดิ
๓) ปฏิบัตติ ามคำแนะนำ ช้ีแจงของคณะกรรมการอิสลามประจำจงั หวัด
๔) สนับสนุนให้สัปบุรุษในการปฏิบัติศาสนกิจ ส่งเสริมให้เกิดความ
สามคั คีและชว่ ยเหลอื ซง่ึ กนั และกนั
๕) อบรมส่งั สอนใหส้ ปั บรุ ุษปฏิบตั ิศาสนกจิ โดยถูกตอ้ งเคร่งครัด
๖) ประนปี ระนอมขอ้ พพิ าทระหวา่ งสปั บุรษุ เม่ือได้รบั การรอ้ งขอ
๗) ดูดวงจนั ทรแ์ ละแจง้ ผลการดดู วงจันทรต์ ่อคณะกรรมการประจำจงั หวัด

๘๔

๘) ส่งเสรมิ การศึกษาและจดั กิจกรรมที่ไม่ขัดต่อข้อบัญญัติแห่งศาสนา
อิสลาม

อิหม่าม เป็นภาษาอาหรับแปลว่า “ผู้นำ” ถ้าในการละหมาดเรียกว่า
“ผู้นำการละหมาด” ในประเทศไทย อิหม่าม หมายถึง ผนู้ ำท้องถิ่นมุสลิม โดยมีมัสยิด
เป็นจุดศูนย์รวม มีงานทำเป็นอาชีพเช่นเดียวกับชายทั่วไป ไม่ถือเป็นนักบวชหรือ
นักพรต เชน่ เดียวกับคอเต็บ และบหิ ลั่น ในปจั จบุ ันอหิ มา่ มต้องทำหนา้ ที่ทง้ั ดา้ นศาสนา
และสงั คมผนู้ ำทอ้ งถนิ่ ดว้ ย

หน้าท่ขี องอิหมา่ ม มดี งั น้ี
๑) สั่งสอนและอบรมหลักธรรมทางศาสนาแก่สปั บรุ ุษ
๒) แนะนำให้สัปบุรุษปฏิบัติให้ถูกต้องตามบัญญัติของศาสนาอิสลาม
และกฎหมายบ้านเมือง
๓) ปกครอง ดแู ล แนะนำเจา้ หน้าท่ีของมัสยดิ ให้ปฏิบัติงานในหน้าท่ีให้
เรยี บรอ้ ย
๔) อำนวยความสะดวกแก่มสุ ลมิ ในการปฏบิ ัตศิ าสนกิจ
คอเต็บ เป็นภาษาอาหรับแปลว่า “เทศน์หรอื แสดงเทศนา” โดยทั่วไป
มักจะเข้าใจคำว่า คำเต็บเป็นเพียงผู้แสดงธรรมในวันศุกร์ หรือเทศนาในวันสำคัญ ๆ
ทางศาสนาเท่านั้น ซ่ึงความจริงแล้ว คอเต็บยังหมายถึงแสดงเทศนาชักชวนมนุษย์
ประพฤติปฏิบัติในคุณธรรมอันดีงามแห่งอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นมัสยิดหรือนอกมัสยิด
และคอเต็บยังมีหน้าที่บริหารอีกด้วย ในฐานะที่เป็นรองประธานกรรมการอิสลาม
ประจำมัสยิด
คอเต็บมีหนา้ ท่ี ดงั นี้
๑) หน้าทท่ี างศาสนา ไดแ้ ก่ แสดงธรรมกถา (คตุ บะฮ)ฺ ในวันศุกร์
๒) หน้าท่ีทางการบริหาร ในทางกฎหมายแล้ว คอเต็บมีตำแหน่งเป็น
รองประธานกรรมการอิสลามประจำมัสยดิ ซ่งึ ตอ้ งทำหน้าที่แทนอหิ ม่าม (ประธาน) ได้
ทุกอยา่ งในเวลาท่ีอหิ มา่ มไมอ่ ยหู่ รอื ไดร้ ับมอบหมายจากอหิ ม่าม
บิหลั่น เดิมเป็นช่ือสาวกของท่านศาสดามูฮัมหมัด เป็นผู้ประกาศเชิญ
ชวนละหมาด (บังหรืออะซาน) เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ อิสลามชาวบ้านทั่วไป
นิยมเรียกชื่อนี้แก่ผู้มีตำแหน่งประกาศเชิญชวนละหมาด และเป็นการให้เกียรติหรือ

๘๕

รำลึกถึงผู้ทำหน้าที่นี้คนแรก ตามความจริงแล้วผู้ทำหน้าที่ประกาศเชิญชวนละหมาด
ภาษาอาหรบั เรยี กวา่ “มอุ ัซซนิ ”

บิหล่ัน มีหน้าท่ีสองด้านเหมือนคอเต็บเช่นกัน คือ ในฐานะผู้บริหาร
มัสยดิ คือ รองประธานกรรมการและหน้าที่ดา้ นศาสนาอสิ ลาม คือ อะซาน (ประกาศ
เชญิ ชวนละหมาด) เมอ่ื เขา้ เวลาละหมาด

๕.๕ ดะโต๊ะยุติธรรม ดะโต๊ะยุติธรรมเป็นตำแหน่งเทียบเท่าผู้พิพากษา
ประจำศาลจังหวดั ชายแดนภาคใต้ ซ่ึงมีมสุ ลิมเปน็ จำนวนมาก คือ ศาลจังหวัดปัตตานี
ยะลา นราธิวาสและสตูล จังหวัดละ ๒ คน เป็นผู้มีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยและตัดสิน
ชขี้ าดกรณีข้อพพิ าทของมสุ ลมิ ณ ศาลชัน้ ต้นในเขต ๔ จังหวัดน้ี ในการพจิ ารณาอรรถคดี
ตามที่กำหนดในพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้กฎหมายอิสลามในเขตจังหวัดปัตตานี
นราธิวาส ยะลาและสตูล พ.ศ.๒๔๘๙ ดะโต๊ะยุติธรรมจะทำการพิจารณาความพร้อม
ด้วยผู้พิพากษาและผู้พิพากษาจะเป็นผ้เู รียบเรียงคำพิพากษาตามคำวินิจฉัยชี้ขาดของ
ดะโต๊ะยุตธิ รรม ผลของการตัดสนิ นี้ไม่มีการอทุ ธรณ์ฎกี าอกี ต่อไป

ดะโต๊ะยุติธรรม นับเป็นข้าราชการท่ีสำคัญอีกตำแหน่งหนึ่ง
เมื่อข้าราชการย้ายไปอยู่ในจังหวัดเหลา่ น้ี ควรจะได้ไปเยี่ยมทำความรจู้ ักและให้ความ
นบั ถือด้วย

ตามหลักของศาสนาอิสลาม คุณสมบัติของดะโต๊ะยุติธรรมจะต้อง
เป็นชายมุสลมิ ผมู้ น่ั คงในพระธรรมวินัย มีสติสมั ปชญั ญะสมบรู ณ์ มีความฉลาดรอบรู้ใน
บทแห่งคมั ภีร์อัลกุรอฺ าน จริยธรรมของท่านศาสดา มีความเขา้ ใจในหลักนติ ิศาสตร์ของ
สาวกศาสดา และจะต้องเข้าใจหลักการเปรยี บเทียบ โดยอาศัยเหตุผลแห่งกฎหมายต่าง ๆ
ท่ีไม่ขดั กับหลักศาสนาอิสลาม ไม่ทุพพลภาพหรือไร้ความสามารถ เป็นท่ีเคารพนับถือ
ของชาวมุสลิมส่วนใหญ่ จึงต้องมีการคัดเลือกจากมุสลิมในจังหวัดเหล่านั้น โดยให้
อหิ ม่ามหรือผ้นู ำของมัสยิดเปน็ ผ้อู อกเสียงเลอื กต้ัง แลว้ จงึ เสนอกระทรวงยตุ ิธรรมเพ่ือ
นำความขน้ึ กราบบังคมทูลแตง่ ตัง้ ต่อไป จึงนับเป็นวิธกี ารท่ีแสดงออกถึงประชาธปิ ไตย
ประการหนึ่ง การกระทำเช่นนี้นับว่า รัฐบาลให้การอุปถัมภ์แก่ศาสนาอิสลาม เพ่ือให้
เกดิ ความมัน่ คงทางศาสนาย่งิ ขน้ึ ไปประการหน่งึ ดว้ ย

มุสลิมในประเทศไทยอยู่ในจังหวัดอ่ืน ๆ ก็ดำเนินชีวิตตามกฎหมาย
อิสลามทุกประการเช่นเดียวกัน โดยอิหม่ามหรือผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธานใน

๘๖

การพิจารณา โดยคู่ความมอบอนุญาโตตุลาการให้ หรือมิฉะน้ันก็เป็นการยินยอม
กันเองระหว่างสามภี รรยาหรือคคู่ วามนน้ั

๕.๖ ปอเนาะ ปอเนาะ โดยความหมายของคำแปลว่า “กระท่อม” แต่โดย
ความเขา้ ใจทีเ่ กีย่ วข้องกบั งานการศกึ ษาน้ี หมายถึง สถาบันสอนวิชาศาสนาอสิ ลาม

ความเดิม ชาวมุสลิมในจังหวัดปัตตานีเป็นท่ียอมรับในวงการ
ทรงคุณวุฒิทางวิชาการศาสนาอิสลามในภูมิภาคเอเชียว่า เป็นแหล่งท่ีมีความรู้ทาง
ศาสนาอิสลาม ได้แปลและเรียบเรียงตำรับตำราศาสนาอิสลามจากภาษาอาหรับมา
เปน็ มาลายูท้องถิน่ อยา่ งมากมายมาเป็นเวลาช้านาน ด้วยเหตุน้ี จึงไดม้ ีมสุ ลิมในจังหวัด
ใกล้เคียง เช่น สงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตลอดจนจาก
ส่วนกลาง เช่น พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ นนทบุรี ปทุมธานี ฯลฯ ไปศึกษา
วิชาศาสนาอิสลามในจังหวัดปัตตานีกันมาก (รวมถึงยะลาและนราธิวาส) นอกจาก
บุคคลในประเทศแลว้ ยังมีมสุ ลิมจากประเทศใกล้เคยี งเข้ามาศึกษาด้วย เชน่ มาเลเซีย
พม่า เขมร ฟิลิปปินส์ หรือศึกษาจากชาวเมืองปัตตานีที่สอนอยู่ในเมือ งเมกกะ
ประเทศซาอุดิอาระเบีย ท้ังน้ีมีหลักฐานจนถึงปัจจุบันตำรับตำราศาสนาอิสลามที่
ชาวปัตตานีเรียบเรียงหรือแปลนั้น ยังเป็นที่นิยมและใช้สอนวิชาศาสนาอิสลามทั้งใน
ภาคกลาง ภาคใต้ ตลอดจนประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย

สถานที่สอนศาสนาอิสลามที่กล่าวมาแล้วนั้น ทางภาคใต้เรียกว่า
“ปอเนาะ” และวิชาท่ีสอนส่วนใหญ่เป็นวชิ าท่ีว่าด้วยหลกั การผศู้ ึกษาในปอเนาะที่มา
จากท้องถ่นิ ใกลเ้ คียงนัน้ ได้แก่ เด็กจากชนบททพี่ น้ เกณฑ์การศกึ ษาภาคบังคับ

ต่อมา รัฐบาลได้มีนโยบายปรับปรุงการศึกษาในปอเนาะเพ่ือให้
สอดคล้องกับนโยบายพัฒนาการศึกษา การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ
เพอื่ แก้ปัญหาการศกึ ษาในจังหวัดชายแดนภาคใตโ้ ดยดำเนินการเปน็ ระยะ ๆ ดังน้ี

พ.ศ.๒๕๐๔ เริ่มปรับปรุงปอเนาะ โดยมีระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ
วา่ ด้วยการปรับปรงุ สง่ เสรมิ ปอเนาะ

พ.ศ.๒๕๐๔ ได้วางแผนปรับปรุงบริเวณอาคารสถานที่หลักสูตรมีการ
สอนภาษาไทย วชิ าชีพและการวัดผล

๘๗

พ.ศ.๒๕๐๘ ปรับปรุงให้ได้ระดบั มาตรฐานโรงเรยี นและเปล่ยี นชื่อจาก
ปอเนาะเป็น “โรงเรียนราษฎรส์ อนศาสนาอิสลาม” มีอาคารเรียนเป็นเอกเทศ มีการ
สอนวิชาสามญั ระดบั ชัน้ ป.๕ , ป.๖ , ป.๗ ควบคกู่ บั วิชาศาสนา

พ.ศ.๒๕๒๖ เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “โรงเรยี นเอกชนสอนศาสนาอิสลาม”
อย่างไรกต็ าม ปอเนาะทมี่ กี ารเรยี นการสอนในลกั ษณะเดิมก็ยังมีอยใู่ นจังหวดั ชายแดน
ภาคใต้

๕.๗ สถานที่ บุคคล และประเพณีท่ีเก่ียวข้องกับวิถีชีวติ ของชาวไทยมุสลิม
ในจงั หวัดชายแดนภาคใต้

๑) สุเหร่า มีความหมายใช้เรียกศาสนสถานเช่นเดียวกับคำว่า มัสยิด
ในบางพ้ืนท่ีเหมาะกับสถานที่ละหมาดทเ่ี ป็นเรอื นไม้

๒) บาแล หรือบาลา สถานท่ีสอนศาสนาท่ียังไม่เป็น ปอเนาะหรือท่ี
ผเู้ รียนไดม้ าปลกู สร้างทอ่ี ยู่อาศยั บรเิ วณใกล้เคยี ง

๓) ตาดีกา ศูนย์อบรมจริยธรรมอิสลามประจำมัสยิด ซึ่งสอนวิชา
ศาสนาอิสลามแก่ยวุ ชนมุสลมิ ในเวลาเลกิ เรียนการศกึ ษาภาคบังคบั

๔) สัปบุรุษ บรรดามุสลิมทั้งหมดที่อยู่ในหมู่บ้าน หรือใกล้เคียงกับ
มัสยิดหนึ่งมัสยิดใด และไปละหมาด ณ มัสยิดน้ันเป็นประจำ ภาษาพื้นเมืองเรียกว่า
“มะมูม” สัปบรุ ุษหนง่ึ คนจะมีชอ่ื ในทะเบยี นสัปบรุ ุษของมัสยิดเพยี งแห่งเดียว

๕) โต๊ะครู ครูสอนศาสนาในปอเนาะ หรอื บาแล
๖) อุสตะ ครูสอนศาสนาทั่วไปท่ีเป็นชาย ส่วนครูสอนศาสนาท่ีเป็น
สตรี เรียกวา่ อสุ ตซั ซะห์
๗) โต๊ะปาเก ผเู้ รียนในปอเนาะ
๘) ฮัจยี เป็นคำที่คนทั่วไปเรียกเป็นคำนำหน้าชื่อของมุสลิมที่ได้
ประกอบพิธีฮัจยม์ าแลว้
๙) โตะ๊ ลาใบ เป็นคำท่ีคนทัว่ ไป มักใชเ้ รียกเปน็ คำนำหนา้ ชื่อของมสุ ลิม
ท่มี คี วามรู้ทางด้านศาสนาอิสลาม พอทจ่ี ะนำผู้อ่ืนในกิจกรรมทางศาสนาได้
๑๐) มาแกปูโละ คำว่า “มาแกปูโละ” เป็นคำภาษามาลายูท้องถ่ิน
แปลว่า “กินเหนียว” เป็นประเพณีทีน่ ยิ มปฏบิ ัตกิ ันอยูใ่ นจังหวดั ชายแดนภาคใต้

๘๘

ประเพณีมาแกปูโละ หรือกินเหนียวน้ัน เป็นประเพณีของการจัดเลี้ยง
อาหาร โดยการเชิญแขกเหร่ือซ่ึงเป็นท้ังพรรคพวกเพ่ือนฝูงรจู้ ักมักคุน้ กันดีหรอื ไม่เคย
รู้จักหน้าค่าตากันมาก่อนก็มี แต่ได้รับการเชิญหรอื ชักชวนกันมาจากพรรคพวกเพื่อน
ฝงู ของเจา้ ภาพอีกทอดหนึง่ ซงึ่ ผูร้ ับเชญิ น้ันกอ็ าจจะไปรว่ มดว้ ยความยนิ ดีหรอื ไม่กต็ าม

อาหารที่เล้ียงรับรองก็เป็นอาหารข้าวจ้าวธรรมดา และไม่มีการเล้ียง
ข้าวเหนียว แต่เขาเรียกวา่ “ไปกินเหนยี ว”

งานมาแกปูโละหรืองานกินเหนียวนั้น มักจะจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์
เพอ่ื การหาเงิน ซ่ึงผ้ทู ่ีเป็นแขกรับเชิญ เมื่อไปรว่ มงานและรบั ประทานอาหารเสรจ็ แล้ว
จะตอ้ งนำเงินไปมอบใหเ้ จา้ ภาพตามแต่กำลังศรัทธาของแต่ละคน

การจัดงานมาแกปูโละ มักจะถือโอกาสเนื่องในโอกาสต่าง ๆ เช่น
(๑) งานเขา้ สนุ ัต
(๒) งานการสมรส
(๓) งานขึ้นบา้ นใหม่ ฯลฯ
การจัดงานมาแกปูโละเพ่ือการหาเงินน้ัน ไม่ใช่วัฒนธรรมทางศาสนา
แต่เป็นประเพณีนิยมเฉพาะบางท้องถ่นิ เท่านั้น สำหรับวัฒนธรรมทางศาสนาอิสลามนั้น
หากจะจัดงานเลี้ยงข้ึนในวาระต่างๆ ข้างต้น เป็นการเล้ียงอาหารแก่คนยากจน
จะเปน็ การเล้ยี งใหท้ านไม่ใช่เพื่อการหาเงนิ
๑๑) มาแกแต คำว่า “มาแกแต” เป็นภาษามาลายูท้องถ่ิน แปลว่า
“กินน้ำชา” เปน็ ประเพณที ่ปี ฏบิ ัตกิ ันอยใู่ นจังหวัดชายแดนภาคใต้
ประเพณีมาแกแตหรือกนิ น้ำชานั้น ไม่ใช่วัฒนธรรมทางศาสนาอิสลาม
แต่เป็นเรื่องท่ีสังคมในท้องถิ่นคิดจัดขึ้นเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือการหาเงินเนื่องใน
กรณตี ่าง ๆ เช่น
(๑) หาเงินเพ่ือสร้างโรงเรียน มัสยิด สุเหร่า ศาสนสถาน ศาลา ฯลฯ
ซง่ึ เปน็ สาธารณสถานต่าง ๆ
(๒) หาเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปมักกะฮฺ ซง่ึ ไม่ใช่บัญญัติ
ทางศาสนา
(๓) หาเงนิ ไปใช้จา่ ยในกรณีต่าง ๆ เช่น กรณีต้องคดีความหรือประสบ
ความเดอื ดร้อนต่าง ๆ

๘๙

ข้อพึงปฏิบตั ิ และละเวน้ ปฏิบตั ใิ นการปฏิบตั ิราชการในจงั หวัดชายแดนภาคใต้

๑.ขอ้ พึงปฏบิ ตั ิ

ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรปฏิบัติตน
และปฏบิ ัตงิ าน ดังนี้

1) ถือว่าศาสนามิใช่สิ่งที่แบ่งแยกคนไทยออกจากกันให้เป็นหมู่พวก ชาว
ไทยผู้นับถือศาสนาอสิ ลาม มีสทิ ธ์ิในการเปน็ เจ้าของประเทศและรบั บริการตางๆ จาก
รัฐเทา่ เทียมกับคนไทยท่ีนบั ถือศาสนาอนื่ หรอื ในทอ้ งถ่นิ อนื่ ของประเทศทุกคน

2) สนับสนุนนโยบายการบริหารและการพฒั นาจังหวัดชายแดนภาคใต้ และ
ตามแนวนโยบายให้ความอุปถัมภ์ต่อกิจการศาสนาอิสลามของรัฐบาลตลอดจน
ให้ความเคารพนับถือผู้นำทางศาสนาอิสลาม ทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วน
ทอ้ งถิน่ ตามสมควรแกต่ ำแหน่งหนา้ ท่ที างศาสนาของท่านเหลา่ นัน้

3) ถือว่าเป็นหน้าที่พิเศษ ที่จะสนใจให้ความช่วยเหลือแก่ชาวไทยผู้นับถือ
ศาสนาอิสลาม โดยถือว่าศาสนากิจ และประพฤติปฏิบัติตามหลักการศาสนาอิสลาม
โดยถือวา่ ศาสนาเป็นส่ิงสำคญั ท่ีจะสรา้ งความมนั่ คงให้แกป่ ระเทศ

4) ศึกษาหลักการ ศาสน บัญ ญั ติ ความหมายของศาสนาอิสลาม
ขนบธรรมเนียมประเพณี และศาสนกิจของชาวไทยท่ีนับถือศาสนาอิสลามให้ทราบ
อย่างถี่ถ้วนเพื่อป้องกันการปฏิบัติผิดพลาด และจะได้ปฏิบัติในสิ่งท่ีชาวไทยผู้นับถือ
ศาสนาอสิ ลามต้องการและถูกตอ้ ง จะไดเ้ ขา้ กบั ประชาชนในท้องถนิ่ ได้

5) แสดงความเคารพต่อสถานท่ี พิธีกรรมการศาสนากิจ และบุคคลสำคัญ
ทางศาสนาอิสลาม โดยการปฏิบัตใิ ห้เหมาะสมตามท่ีหลักการทางศาสนาอนุญาต เช่น
ไม่สวมรองเท้าเข้าไปในมัสยิด ไม่กระทำการใดๆท่ีจะเป็นการรบกวนในขณะมุสลิม
ละหมาด หรือว่าคัมภีรอ์ ัลกุรอาน ไม่หยบิ จับคัมภีรท์ ่ีเป็นภาษาอาหรับส่งิ ใดสงสยั วา่ จะ
ปฏบิ ัตอิ ย่างไรจึงเหมาะสมก็ไต่ถามมสุ ลมิ หรอื ผ้นู ำศาสนาในที่นั้นๆ กอ่ น

6) ไปร่วมงานประเพณีของชาวไทยมุสลิม ตามที่ได้รับคำเชื้อเชิญหรือที่
ทราบว่าเป็นพิธีการที่เราจะไปร่วมได้ โดยไม่ขัดกับหลักการศาสนาไปมาหาสู่กับ

๙๐

ครอบครัวมุสลิมเพื่อนบ้านตามโอกาสที่สมควร คบหาสมาคมกับชาวไทยที่นับถือ
ศาสนาอิสลาม โดยไมน่ กึ รงั เกียจเดียดฉันท์

7) ในการเดินทางไปราชการหรือปฏิบัติหน้าที่ครั้งแรก ในท้องท่ีจังหวัด
ชายแดนภาคใต้ การได้ทำความรู้จัก หรือแสดงคารวะต่อผู้นำทางศาสนาของจังหวัด
อำเภอหรือตำบลท่ีจะไปปฏิบัติงานนั้น เช่น กรรมการอิสลามประจำจังหวัด
ดะโตะ๊ ยุตธิ รรม อิหม่าม กรรมการมสั ยดิ

8) ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ที่เป็นมุสลิม จะต้องปฏิบัติตามหลักการทาง
ศาสนาอย่างเคร่งครัด และในโอกาสเดียวกันจะต้องประสานกับผู้นับถือศาสนาอ่ืน
โดยไม่มกี ารแบง่ แยกกัน

9) การจัดกิจกรรมต่างๆ ที่หน่วยงานของรฐั จัดข้ึน เชน่ การประชุมสัมมนา
ออกพบปะประชาชนในหมู่บ้าน การเดินทางไปทัศนศึกษาดูงาน ฯลฯ ควรหลีกเลี่ยง
วนั ศุกร์ ถ้าหลกี เล่ียงไมไ่ ด้ กค็ วรจัดเวลาสำหรับการไปละหมาด ในวันศุกร์ให้ได้

๒.ข้อพึงละเว้น

ข้าราชการและเจ้าหนา้ ท่ีของรัฐในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควรละเวน้ ในการ
ปฏบิ ัติ ดงั น้ี

1) การกล่าวคำที่จะก่อให้เกิดความสะเทือนใจ หรือการแสดงการแบ่งแยก
ระหว่างคนท่ีนับถือสาสนาต่างกัน เช่น การเรยี กคนที่นับถือศาสนาอิสลามว่า “แขก”
หรือการใช้คำพูดท่ีอาจทำให้ชาวไทยผู้นับถือศาสนาอิสลาม เข้าใจว่าตนเองเป็น
คนมลายู เชน่ ใชค้ ำว่า ออรังมลายู เป็นต้น

2) การประพฤติผดิ ในข้อห้ามทางศาสนาอิสลาม ในสมาคมทีม่ ีชาวไทยผนู้ ับ
ถือศาสนาอิสลามอยู่ก็ดี ในบ้าน อาคารสถานบ้านเรือนก็ดีหรือในศาสนสถานใน
ศาสนาอิสลามก็ดีจนเป็นที่รังเกียจของมุสลิม เช่น การรับประทานอาหารที่ปรุงด้วย
เนื้อสัตว์ที่ต้องห้าม การดื่มสุราเมรัย แม้จะมีมุสลิมประพฤติไม่ดีบางคนจัดเหมาเล้ียง
กต็ าม หรอื การใหข้ องตอ้ งห้ามตามหลกั การอสิ ลามเปน็ ของขวัญ ควรละเวน้ เดด็ ขาด

3) การประพฤติหรือทำการอันไม่เหมาะสมกับสตรีมุสลิม เช่น การอยู่สอง
ตอ่ สอง การถูกเน้ือต้องตัวโดยไม่จำเป็น หรอื ไม่ได้รบั อนุญาตจากผู้ปกครองหรือสามี

๙๑

เพราะหลักการศาสนาอิสลามห้ามสตรีคลุกคลีกับบุรษที่ไม่ใช่ญาติ โดยเฉพาะสองต่อ
สอง ในเมือ่ ผู้ปกครองหรอื สามไี ม่อยู่

4) การเช้ือเชิญให้มุสลิมรบั ประทานเนื้อสัตว์ท่ีต้องห้ามตามหลักการศาสนา
หรอื ด่ืมสุรา ทง้ั ในงานสังคมตา่ งๆ หรือเป็นการส่วนตวั ไม่ว่า ณ ทใ่ี ด

5) การบงั คับ ชกั ชวน ให้ชาวไทยผู้นับถอื ศาสนาอิสลามร่วมพธิ ีในศาสนาอื่น
หรือพิธีท่ีต้องการทำความเคารพใดๆ เพราะขัดข้อห้ามในหลักการอิสลามห้ามกราบ
ไหว้บูชาวัตถุหรอื ธรรมชาติ นอกจากพระผู้เป็นเจ้าเทา่ นน้ั

๓.ข้อปฏิบตั ิสำหรับการเขา้ มสั ยดิ หรือใช้สถานที่ของมัสยิด

1) สำหรับผู้ที่มิใช่มุสลิม ก่อนจะเข้ามัสยิดต้องได้รับอนุญาตจากอิหม่าม
หรือกรรมการมสั ยดิ เสียกอ่ น

2) ภายในมัสยิดใช้เปน็ ท่ลี ะหมาดและอบรมธรรม ห้ามพดู คยุ กันในเรื่องท่ีไม่
สมควรหรือพดู เกีย่ วกบั ทางโลก

3) เม่อื จะข้นึ บนมสั ยิด ต้องให้เกียรตดิ ว้ ยการถอดรองเทา้
4) แตง่ กายดว้ ยเสอ้ื ผ้าท่ีสะอาดเรยี บร้อยและมดิ ชิดตามหลักการอิสลาม
5) ไม่นำส่งิ ของต้องห้ามตามหลกั การศาสนาเข้าไปในบรเิ วณมัสยิด
6) ไม่เสพของมึนเมา หรือเข้ามัสยิดในระหว่างท่ีตนเองมึนเมาหรือมีกลิ่น
ของสง่ิ มนึ เมา
อน่งึ เพ่ือเหมาะสมดว้ ยประการท้งั ปวง ควรถามหรือขอคำแนะนำศาสนาใน
ท้องถิ่นน้ันๆ ก่อนเป็นดีท่ีสดุ เพราะข้อปฏิบัติละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ตลอดถึงค่านิยม
พนื้ บ้านของท้องถิน่ ต่างๆ จะไม่เหมอื นกัน

๙๒

คำถาม – คำตอบ

คำถาม – คำตอบ และขอ้ เสนอแนะของอดีตจุฬาราชมนตรี
(นายประเสริฐ มะหะหมดั )
เก่ียวกบั แนวทางการปฏบิ ัติตนของผู้ท่ีนบั ถอื ศาสนาอิสลามที่เหมาะสม

ระหว่างวันที่ ๑๒-๑๕ มกราคม ๒๕๒๕ ได้เรียนเชิญจุฬาราชมนตรีเพ่ือมา
พบปะเยี่ยมเยียนพ่ีน้องมุสลิมจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็ได้มีการตอบปัญหาขอ้ ขัดแย้ง
ไปแล้วบางส่วน ซึ่งจุฬาราชมนตรีเป็นผู้ตอบ โดยมี “นายสวาสด์ิ สุมาลยศักดิ์ และ
นายวนิ ัย สะมะอุน” ร่วมคณะอยู่ด้วย ตอ่ มาในปี พ.ศ.๒๕๔๐ นายสวาสดฯ์ิ ได้รับการ
แต่งตง้ั ใหเ้ ปน็ จุฬาราชมนตรจี นถงึ แก่อนิจกรรมในปี พ.ศ.๒๕๕๓

คำตอบและข้อเสนอแนะของอดีตจุฬาราชมนตรี เป็นการแก้ไขปัญหาที่
ศอ.บต.รวบรวมขึ้นจากการที่ได้แต่งต้ังคณะกรรมการรวบรวมปัญหาข้อขัดแย้งต่างๆ
ในพื้นที่ ๕ จังหวัดชายแดนภาคใต้ คือ สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลาและนราธิวาส โดย
มอบหมายใหค้ ณะกรรมการที่มีอยู่ในจังหวดั นนั้ ๆ ส่งเข้ามา ซึ่งปัญหาบางปัญหาไดร้ ับ
การแก้ไขแล้ว รวมท้ัง ศอ.บต. ได้รวบรวมคำวินิจฉัย (คำฟัตวา) ท่ีเป็นปัจจุบันและ
น่าสนใจไวด้ ว้ ยแลว้ ดังนี้

๙๓

ปญั หาที่ 1
ในพิธีการต่าง ๆ ซ่ึงประธานจะต้องจุดธูปบูชาพระรัตนตรัย ผู้ที่อยู่ในท่ี

ประชุมจะต้องลกุ ขึ้นยนื ตรงในขณะทป่ี ระธานลุกขน้ึ ไปจุดธูปเทียนนั้น ชาวพุทธจะต้อง
ประนมมือ ส่วนมุสลิมจะต้องยืนตรง การยืนตรงเช่นน้ัน จะขัดกับหลักการศาสนา
อิสลามหรือไม่
คำตอบ

การยืนขน้ึ ขณะประธานทำพธิ ีดังกลา่ ว ขัดตอ่ หลกั การศาสนาอิสลาม
ข้อเสนอแนะ

ควรให้มุสลมิ นั่งอยูก่ ับทีต่ ามเดมิ และถา้ จะเป็นการยนื กค็ วรยืนในขณะท่ี
ประธานเดนิ เขา้ สูห่ อ้ งประชุมเทา่ น้นั เพือ่ เปน็ เกยี รติแก่ประธานฯ

ปญั หาที่ 2
การท่ีนักเรียนนักศึกษามุสลิมรำไหว้ครู โดยการกราบในวิชามวยไทย กระบ่ี

กระบอง นาฏศิลป์ เปน็ ต้น ผิดหลักการศาสนาอสิ ลามหรือไม่ จะทำไดใ้ นลักษณะใดบ้าง
คำตอบ

การกราบส่ิงอ่ืนนอกจากอัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) จะกราบในวาระใดหรือเจตนาใด
ก็ตาม ถือเปน็ ความผิดตอ่ บทบัญญตั ิศาสนาอสิ ลามท้งั ส้นิ
ขอ้ เสนอแนะ

สำหรับนักเรียนนักศึกษาท่ีเป็นมุสลิม ควรสอนเฉพาะเน้ือหาวิชาล้วนๆ
การกราบในพธิ ีดังกล่าวให้งดเวน้ โดยเด็ดขาด และหากจะจัดพธิ ไี หว้ครู กใ็ ห้ดใู นข้อที่ 3

ปัญหาท่ี 3
ในพิธีไหว้ครู ถ้านักเรียนนักศึกษาไทยมุสลิมเข้าร่วมพิธีทางโรงเรียนจัดขึ้น

ซงึ่ ไมม่ ีการกราบ แต่จะมกี ารนำดอกไม้ธูปเทยี นมอบให้แก่ครูอาจารย์ เพื่อแสดงความ
กตัญญูรู้คุณ จะขดั หลักการศาสนาอิสลามหรือไม่ และการท่ีนักเรยี นไหว้ครูหรือกราบ
ครูในห้องเรยี นจะทำได้หรือไม่

๙๔

คำตอบ
1. การนำดอกไม้มอบแก่ครู ถ้าเพื่อนำดอกไม้นั้นไปกราบไหว้บูชา ก็ผิด

บทบัญญัติศาสนาอิสลาม แตถ่ า้ เป็นเจตนาอืน่ นอกจากนน้ั กไ็ มเ่ ป็นไร
2. การไหว้ทำความเคารพครใู นห้องเรยี น ไมผ่ ดิ บทบัญญตั ิศาสนาอิสลาม
3. การกราบ ผิดบทบญั ญตั ศิ าสนาอิสลาม
4. การมอบธปู เทยี น ถา้ ประโยชน์ของธปู เทียนทค่ี รูรับไว้นัน้ นำไปเพือ่ ใชง้ าน

อนั ไม่เก่ียวกับการกราบไหวบ้ ูชา หรือเก่ียวกับพิธีศาสนาอ่ืน ก็อนุโลมให้มอบได้แต่ไม่
บังควรนกั เพราะโดยทัว่ ไปธปู เทียนถูกใชใ้ นเรื่องกราบไหว้บูชามากกวา่ อย่างอ่นื
ข้อเสนอแนะ

การจัดพิธีไหว้ครู มิใช่พิธีการของศาสนาอิสลาม นักเรียนมุสลิมต้องงดเว้น
อย่างเด็ดขาด นอกจากจะเปล่ียนรูปแบบพิธีทางศาสนาพราหมณ์ - พุทธ มาเป็นแบบ
ศาสนาอิสลาม และการมอบของท่ีระลึกแก่ครู ก็ควรเหลือเพียงดอกไม้ ส่วนธูปเทียน
ตัดออกเสยี ในวันไหว้ครู นักเรียนมุสลมิ ควรจัดกจิ กรรมดงั นี้
- เชิญอิหม่ามและกรรมการมัสยิด และหรือผู้ทรงคุณวุฒิ มาเป็นผู้นำในการขอพร
- ถ้าบุคคลในข้อ 1 มีความรู้พอ ก็ให้เป็นคนให้โอวาทในทางศาสนาอิสลาม เก่ียวกับ
การเคารพครบู าอาจารย์

ปัญหาที่ 4
การเชิญผู้นำอิสลามเขา้ รว่ มในพิธี ควรกำหนดบทสวดให้แน่นอน ทา่ นคดิ ว่า

ควรใช้บทสวดใด
คำตอบ

บทสวดในศาสนาอิสลามไม่มี มีแต่บทขอพรซึ่งศาสนาอิสลามมิได้กำหนดไว้
ตายตัว สดุ แต่ผ้รู ู้ในทอ้ งถ่ินจะนยิ มปฏบิ ตั ิ
ขอ้ เสนอแนะ

ให้อยู่ในดุลยพินิจ ของผู้รู้มุสลิมในท้องถ่ินน้ันๆ บทขอพรที่ส่วนใหญ่ปฏิบัติ
กันอยา่ งกวา้ งขวางทัว่ ไปคือ
1. การอ่านอลั กรุ อาน 2. การซอลาวาต 3. การขอดอุ า

๙๕

ปัญหาท่ี 5
การชักชวนให้นักศึกษาไทยมุสลิม ไปร่วมในพิธีและงานพิธีต่างๆ ที่ขัดกับ

หลักการศาสนาอิสลาม เช่น วนั สงกรานต์ วนั ลอยกระทง การแหเ่ ทยี นพรรษา เปน็ ต้น
ยอ่ มเปน็ สาเหตใุ หเ้ กิดความแตกแยก ควรหาทางแก้ไขปัญหาและป้องกันอยา่ งไร
คำตอบ

วิธีป้องกันคอื งานนี้ไม่ต้องเชิญมุสลมิ เข้าร่วม เพราะขัดต่อหลักการศาสนา
อสิ ลามอยแู่ ล้ว

ปญั หาที่ 6
การที่หน่วยราชการ ได้ให้ใช้พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน เพื่อให้ชายไทย

มุสลมิ ทีเ่ ปน็ คูก่ รณหี รอื พยานสาบานตัว จะขดั กับหลกั การศาสนาอิสลามหรอื ไม่
คำตอบ

การสาบาน ต้องสาบานต่ออัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ) และการใช้อัลกุรอานมาถือไว้
ขณะสาบานไม่ผดิ บทบัญญตั ิศาสนาอสิ ลาม

ปัญหาท่ี 7
การร่วมในพธิ ีวันสำคัญของชาติ เชน่ วนั ปิยมหาราช มีการนำพวงมาลาแล้ว

มีการถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้าหรือพระบรมฉายาลักษณ์ ถ้าชาวไทยมุสลิมทำ
ความเคารพด้วยการยืนตรง หรือคำนับ จะขัดหลักศาสนาอิสลามหรือไม่ และควร
ปฏิบตั ิอยา่ งไร
คำตอบ

- การนำพวงมาลาไปถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้าน้ัน ผิดบทบัญญัติ
ศาสนาอสิ ลาม เพราะอิสลามห้ามเคารพรปู ปั้น ไมว่ ่าจะเปน็ รปู ป้นั อะไรก็ตาม

- การยืนตรงต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์น้ัน ไม่ผิดบทบัญญัติศาสนา
อิสลาม เพราะมิใช่รูปปัน้ นักวชิ าการอสิ ลามมีความเหน็ ว่า

1. รูปปั้นหรือสลัก หรือหลอมทุกชนิด เป็นส่ิงต้องห้าม (ฮะรอม)
2. รูปภาพไมเ่ ป็นส่งิ ต้องห้าม เม่ือรูปภาพไม่เป็นสิ่งต้องห้าม การจะแขวนไว้

๙๖

ที่ไหน ก็ไม่เป็นส่ิงต้องห้าม และการยืนต่อหน้ารูปภาพโดยมิได้เจตนาบูชา จึงไม่เป็น
การต้องห้าม

ปัญหาที่ 8
การแต่งกายตามเครื่องแบบต่างๆ เพื่อความเหมาะสมตามสถานการณ์และ

สถานท่ี เช่น การแต่งกายเครื่องแบบลูกเสือ เครื่องแต่งกายกีฬาที่จำเป็นต้องนุ่ง
กางเกงขาสัน้ เปน็ ต้น ขดั กับหลักการศาสนาอสิ ลามหรอื ไม่ ควรปฏิบัติอยา่ งไร
คำตอบ

การแต่งกายแบบนั้น ถือว่าผดิ บทบญั ญัตศิ าสนาอิสลาม
ข้อเสนอแนะ

ใหน้ ุง่ กางเกงขายาวพน้ หัวเขา่ หรือสวมถงุ เทา้ ใหส้ ูงขน้ึ มา

ปญั หาท่ี 9
การร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี จะขัดต่อหลักการศาสนาอิสลามหรือไม่

และเน้อื รอ้ งมีความหมายอยา่ งไร
คำอธบิ ายเกยี่ วกับ การร้องเพลงสรร เสริญพระบารมี

1. ข้าวรพุทธเจ้า คำสรรเสริญตามหลักภาษาน้ัน ไม่มีการแปลตามมูล
ภาษา หากใช้ในการแทนตัวผู้พูด เรียกว่าบุรุษท่ี 1 หรอื ผู้ฟัง เรียกว่าบุรุษที่ 2 หรือผู้
ถูกกล่าวถึง เรียกว่าบุรุษท่ี 3 ดังน้ัน เมื่อภาษาไทยใช้คำสรรพนามบุรุษท่ี 1 ต่อ
พระมหากษัตริย์ว่า ข้าพระพุทธเจ้า ก็มิได้หมายความตามมูลเดิมของภาษา หาก
หมายความเป็นบรุ ุษสรรพนามท่ี 1 ท่ีตรงกับคำธรรมดาว่า ฉัน, ผม, ข้าพเจ้า น้ันเอง
ดงั น้ันการใชส้ รรพนามดังกล่าว จึงไม่ถอื เปน็ ความผดิ ตามบทบญั ญัตอิ ิสลาม

อน่ึง ถ้าจะแปลกันตามมูลเดิมของภาษาจริงๆ คำว่า ข้าพระพุทธเจ้า
ก็สามารถแยกการแปลไดด้ ังนี้
- ข้า .. สรรพนามบรุ ุษที่ 1 บา่ ว, คนรบั ใช้, ทาส
- พระ .. ใช้เป็นคำนำหน้านามพระเจ้าแผ่นดิน หรือเจา้ นายช้ันสูง หรือผู้มีคุณธรรมดี
ฯลฯ
- พทุ ธ .. ผู้รู้, ผตู้ รสั รู้, ผูต้ น่ื แล้ว

๙๗

- เจา้ .. ใชเ้ ติมทา้ ยคำเรยี กผู้ทีน่ ับถือ ฯลฯ
จะเห็นว่า การแยกแปลออกมาตามมูลเดิมทางภาษา ก็กลายไปเป็น

"คณุ ลกั ษณะ" กลางๆ ซึ่งไม่จำกดั ว่าจะเป็นผ้ใู ด ในพจนานุกรม คำวา่ "ข้าพระพุทธเจ้า"
ให้ความหมายไวว้ า่ "สรรพนามบรุ ุษท่ี 1 ใช้พดู กบั เจ้าหน้าท่ีชน้ั สงู หรอื พระเจา้ แผน่ ดิน
มีความหมายเทา่ กับ " ข้าพเจา้ " การใชค้ ำพูดไมว่ า่ จะเปน็ ภาษาใดกต็ าม ย่อมขึ้นอยกู่ ับ
เจตนาของผู้พูดเองว่า จะหมายความคำพูดน้ันอย่างไร เพราะคำพูดเป็นส่ือของ
ความหมายที่สะท้อนจากความรู้สกึ นึกคิดของคนเรา ดังน้ันเม่ือพจนานุกรมและผ้พู ูด
พูดคำว่า"ข้าพระพุทธเจ้า" ในความหมายของ "สรรพนามบุรุษท่ี 1" ก็ไม่ถือว่ากล่าว
คำพูดทผี่ ิดต่อหลกั การอิสลามแต่ประการใดๆ อนึ่ง หลกั ภาษาไทยแบง่ การพูดออกเป็น
2 ลักษณะคือ คำพูดสามัญธรรมดา กับราชาศัพท์ เมื่อเราจะพูดภาษาไทย ก็ต้องใช้
หลักภาษาไทยให้ถูกต้องและคำว่า "ข้าวรพุทธเจ้า" ก็คือคำว่า "ข้าพระพุทธเจ้า"
น่ันเอง
- วร .. ด,ี วิเศษ,ยอดเยยี่ ม. มีค่า. ประเสริฐ

2. เอามโนและศริ ิกราน หมายความวา่ เอาใจและศีรษะนอบน้อมถวายบังคม
พระเจา้ อยหู่ ัว นบพระภมู บิ าลบุญดิเรก พระเจ้าอยู่หัว ผมู้ ีบุญญาธิการ คำว่า มโน .. ใจ,
ศริ ะ .. ศรี ษะ ทั้งใจและศีรษะได้นอบน้อม ตอ่ พระบาทสมเด็จพระเจา้ อยู่หวั ซ่ึงการน้อม
นบก็ยังมไิ ด้ มีความหมายเจาะจงลงไปว่าตอ้ งกราบ เพระคำว่า
- กราน .. ตามพจนานุกรม หมายถึง นอบ, ไหว้, นอบน้อม ดังน้ัน การแสดงความ
นอบน้อมต่อพระมหากษัตริย์ท่ีใช้คำว่า "ถวายบังคม" จึงมิได้จำกัดเฉพาะว่าจะต้องเป็น
"การกราบ" ซ่ึงผิดบทบัญญัติศาสนาอิสลาม เพราะการกราบนั้นศาสนาอิสลามสอนไว้
ให้กระทำเฉพาะต่อพระองค์อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ)เท่านั้น จะกระทำต่อส่ิงอ่ืนหรือบุคคลอ่ืน
ไม่ได้การถวายบังคม จึงขึ้นอยู่กับหลักความเช่ือและหลักศาสนาของผู้กระทำ สำหรับ
ผไู้ ม่ได้นับถือศาสนาอสิ ลาม ก็อาจหมายถึงการกราบ การหมอบลงไปต่อหน้าพระพักตร์
ซง่ึ เป็นท่าทางอันแสดงออกทางกิรยิ า อนึ่ง คำว่า "ถวายบงั คม" แยกแปลได้ดังนี้

- ถวาย หมายถึง มอบ, ให้, ให้ดู, ใหช้ ม
- บังคม หมายถึง ไหว้, มีความหมายเท่ากับ "กราบ" ด้วย เม่ือผู้นับถือ
ศาสนาอิสลาม ไม่สามารถจะถวายบังคมด้วยการกราบได้ ก็กระทำได้ด้วยการยืนตรง
การแสดงท่าถวายบังคมเพียงเท่าที่กล่าวมานี้ มิได้หมายความว่า ผู้นับถือศาสนา

๙๘

อิสลามจะขาดความเคารพนบนอบต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็หาไม่ แท้จริง
แล้วในจิตใจของผู้นับถือศาสนาอิสลาม ก็คงเปี่ยมด้วยความเคารพนบนอบ และ
จงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เหมือนกับชายไทยท่ีนับถือศาสนาพุทธ
น่ันเอง

3. เอกบรมจักริน ทรงเป็นกษตั ริย์สบื ราชวงศ์จักรอี ันประเสริฐ ทรงเป็นเอก
ในประเทศไทย พระสยามินทร์

4. พระยศย่งิ ยง เยน็ ทรงมีพระเกียรติคณุ งามมาก ประชาชนมีความร่มเย็น
เพระพระ องค์ปกป้อง ศิระเพราะพระบริบาล คุ้มครอง คำว่า "บริบาล" เป็น
คุณลักษณะซ่ึงแสดงถึงการปกป้องคุ้มครองดแู ล ซง่ึ เป็นไปได้ต้ังแตบ่ ิดา มารดา จนถึง
พระผู้เป็นเจ้า และตรงกับพระนามของพระผู้เป็นเจ้า ท่ีแปลวา่ อภิบาล หรือ บรบิ าล
คือวา่ รอ๊ บบฺ พระนามของพระผูเ้ ปน็ เจา้ นั้น นักวชิ า การแบ่งออกเปน็ 2 คอื
1. พระนามแห่งอาตมัน
2. พระนามแห่งคณุ ลกั ษณะ

พระนามแห่งอาตมนั น้ัน จะนำไปใช้กับบคุ คลอืน่ ไมไ่ ด้ นอกจากจะต้องเพิ่ม
คำว่า "ข้า" ลงไป แต่พระนามแห่งคุณลกั ษณะนั้น สามารถจะใช้รว่ มโดยบุคคลอื่นๆ ได้
และคำๆ น้กี ็เปน็ หนึ่งในจำนวนพระนามแห่งคณุ ลกั ษณะ หากนำไปใชโ้ ดยเจาะจง เป็น
คุณลักษณะของพระผู้เป็นเจ้า ก็ต้องหมายถึงพระองค์จะนำมาใช้กับบุคคลอ่ืนไม่ได้
และต้องเพิ่มคำว่า "ข้า" ลงไปถ้าหมายความไม่จำกัดเจาะจงว่า เป็นคุณลักษณะของ
พระองค์ กส็ ามารถนำมาใชก้ บั บุคคลอื่นๆ ได้โดยทวั่ ไป

5. ผลพระคุณธรักษา ดว้ ยผลแห่งความดีท่พี ระองคท์ รงปกป้องค้มุ ครองให้
ประชาชนไดม้ สี ุขสำราญปวงประชาเป็นสุขสานต์ น้ัน

6. ขอบันดาล ธ ประสงค์ใด ขอพระคุณนั้น จงบันดาลสิ่งท่ีพระองค์ต้อง
พระราชประสงค์จำนงหมาย จงสฤษดิ์ดังหวังวรหฤทัย จงสำเร็จสมพระราชหฤทัย
หวงั ดังท่ไี ดน้ ้อมเกลา้ ฯถวายพระพรชัย ดจุ ถวายชยั ชโย ประโยคทอ่ นท้ายน้ี เป็นการ
ถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ วั โดยอ้างถงึ ความดที ่พี ระบาทสมเดจ็ พระ
เจ้าอยู่หัว ให้การคุ้มครองต่อประชาชนจนเป็นสุข ขอความดีของพระองค์ได้บันดาล
ให้พระองค์ สำเร็จสมพระราชหฤทัยหวัง เป็นประเพณี การถวายพระพรชัยมงคล
ซ่ึงมักจะอ้างแบบน้ัน หากจะหมายความตรงตามตัวอักษร ตามหลักการอิสลามแล้ว

๙๙

ถอื วา่ ผดิ เพราะความดีนั้นไม่อาจบันดาลสงิ่ ใดได้ ผ้บู ันดาลคือพระองค์อัลลอฮฺ (ซุบฮาฯ)
คำพูดทำนองนี้ มีความหมายในเชิงเปรียบเทียบ เพ่ือเน้นถึงความเคารพใน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้มีน้ำหนักย่ิงข้ึน มิได้มีความหมายท่ีเป็นจริงในทาง
รูปธรรม เม่ือคำพูดในเชิงเปรียบเทียบเช่นน้ี การจะตัดสินนัยยะแห่งคำพูดก็ต้อง
พิจารณาถึงเจตนาของผู้พูด และเจตนาของผู้พูดประโยคเหล่านั้น จะวัดกันที่หลักยึด
มัน่ ในจิตใจเป็นประการสำคัญ ซึ่งมีการแสดงออกเป็นกระจกสะทอ้ นถึงหลักยึดม่ันนั้น
อน่ึง สาเหตุที่ทางศาสนาอิสลามถอื ว่าสิน้ สภาพอิสลามมีอยู่ 3 สาเหตุคอื

1. การกระทำท่ีทำให้สน้ิ สภาพอสิ ลาม
2. ความคิดท่ที ำให้ส้นิ สภาพอิสลาม
3. คำพดู ทท่ี ำใหส้ ิน้ สภาพอิสลาม
คำพูดทีแ่ สดงถงึ เจตนาว่า จะปฏิบัติการกระทำทท่ี ำใหส้ ้ินสภาพอิสลาม โดย
ไม่ได้กระทำจริงตามนน้ั ยังไมถ่ ือวา่ ส้นิ สภาพอิสลาม แต่ถ้าจิตใจคิดท่ีจะเลิกจากสภาพ
อิสลาม หรือจะนับถือศาสนาอืน่ เพียงแตม่ ีความลังเลในหัวใจต่อความคดิ นั้น กท็ ำให้
สน้ิ สภาพอสิ ลามได้แล้ว ถ้าสมมุติจะยึดตามบางคน ทแี่ ปลบทเพลงไปตามความหมาย
ทนี่ ยิ ามตามหลกั ศาสนาอน่ื ๆ เม่ือมสุ ลิมนำมาใชโ้ ดยไม่มีเจตนาท่ีจะทำและมไิ ดก้ ระทำ
เช่น อาจจะแปลคำ กราน เป็นกราบหรือ นบ เป็น กราบ หรือ บังคม เป็น กราบ
คำพดู กเ็ ป็นเพยี งคำพดู ซงึ่ ยังไม่มีการกระทำ จึงไมถ่ อื เป็นคำพดู ท่ีทำใหข้ าดสภาพ
อสิ ลาม เพราะการกราบผดิ ตรงการกระทำ แต่เม่อื นำมาเป็นคำพูดก็ยังสามารถจะแปล
ออกไปได้อกี ตามเจตนาของผู้พดู เอง ดังกล่าวไว้แลว้

การร้องเพลงชาติผิดหลักการศาสนาหรือไม่ ?
การร้องเพลงชาตไิ มผ่ ิดหลักศาสนา

เพลงชาติ
ประเทศไทยรวมเลือดเน้ือชาติเช้ือไทย เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน

อยู่ดำรงคงไว้ได้ท้ังมวล ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด
เอกราชจะไมใ่ ห้ใครข่มขี่ สละเลือดทกุ หยาดเปน็ ชาตพิ ลี เถลิงประเทศชาติไทยทวีมชี ยั ชโย
คำอธิบาย

๑๐๐

ประเทศไทยเป็นทร่ี วมของคนเชื้อชาตไิ ทย เปน็ ประเทศของประชาชนทั่วทุก
แห่ง คนไทยได้ดำรงรักษาไว้ให้คงอยู่ได้ท้ังหมด เพราะคนไทยล้วนแต่มีความร่วมรัก

สามัคคีกัน ตามปกติคนไทยรักความสงบ แต่เมอื่ ถึงคราวรบคนเกง่ กลา้ ไมเ่ กรงกลัวศตั รู
ไม่ยอมให้ใครใช้กำลังทำลายเอกราชได้ตามความชอบ คนไทยยอมสละเลือดทุกหยาด
เพือ่ ชาติ จะปกครองประเทศไทยใหเ้ จริญและมีชยั ชนะ (โดย อาจารยก์ ำชยั ทองหลอ่ )

ปญั หาที่ 10

การจัดพิธีเฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติของพระบรมศาสดานบีมูฮำหมัด

มีขอบเขตเพยี งใด ควรจะพิจารณา

1. การแห่โดยเอาสุภาพสตรถี อื บายศรี มารว่ มขบวนแห่

2. การแตง่ รถนำประกวด บางคนั แต่งรูปสัตว์ เชน่ รูปนก

คำตอบ

ขอบเขตของงานเมาลิดกลางคือ

1. อ่านอัลกรุ อาน 2. อา่ นประวัติท่านศาสดา

3. อ่านบทขอพร (ดุอา) 4. อ่านบทซิกรลุ้ เลาะห์

5. อ่านซอลาวาต 6. เล้ียงอาหารแก่ผู้เขา้ รว่ มพธิ ี

- การแห่สุภาพสตรี ผดิ บทบญั ญัติศาสนาอิสลาม

- การแตง่ รถประกวด ไมผ่ ดิ บทบัญญตั ิ ทง้ั น้ีถา้ ผูแ้ ต่งไม่ยึดถอื วา่ เปน็ สว่ นหนึง่ ของ

ศาสนา โดยถือเปน็ เพยี งการประกวดตามระเบยี บประเพณี

- การแต่งเปน็ รูปสตั ว์ตา่ ง ๆ ผิดบทบัญญตั ศิ าสนาอสิ ลาม

ปญั หาท่ี 11

ทำไมในท้องถ่ินที่มคี นไทยมุสลิมมาก โรงเรียนและสถานที่ราชการ จงึ ไม่หยุดใน
วันศุกร์และวนั เสาร์เพื่อเปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนและข้าราชการมสุ ลมิ ไปละหมาดในวนั ศุกรไ์ ด้
คำตอบ

เพราะทางราชการมีคำสงั่ ไว้อย่างนนั้ ความจริงสมยั แรกกอ็ นุโลมใหท้ ้องถ่ิน
ที่มีมุสลิม หยุดวันพฤหัสบดี วันศุกร์ แต่ต่อมาก็เปลี่ยนแปลงเป็นวันเสาร์ – อาทิตย์
ไมเ่ กย่ี วกับข้อหา้ มข้อใชท้ างศาสนา


Click to View FlipBook Version