มรดกภูภูมิ ภู มิ ภู ปัมิปัมิ ญ ปั ญ ปั ญาทางวัวัฒ วั ฒ วั นธรรม ของกลุ่ลุ่ ลุ่ ม ลุ่ ลุ่ ม ลุ่ ชาติติ ติ พั ติ พั พั น พั นธุ์ธุ์ก ธุ์ ก ธุ์ ะเหรี่รี่ รี่ ย รี่ ยง ในพื้พื้ พื้ น พื้ นที่ที่ ที่ จั ที่ จัง จั ง จั หวัวัด วั ด วั ลำลำ ลำลำ ปาง
มรดกภูภูมิ ภู มิ ภู ปัมิปัมิ ญ ปั ญ ปั ญาทางวัวัฒ วั ฒ วั นธรรม ของกลุ่ลุ่ ลุ่ ม ลุ่ ลุ่ ม ลุ่ ชาติติ ติ พั ติ พั พั น พั นธุ์ธุ์ก ธุ์ ก ธุ์ ะเหรี่รี่ รี่ ย รี่ ยง ในพื้พื้ พื้ น พื้ นที่ที่ ที่ จั ที่ จัง จั ง จั หวัวัด วั ด วั ลำลำ ลำลำ ปาง
๑ ค ำน ำ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยงตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ เมื ่อวันที ่ 3 สิงหาคม 2553 โดยการส ่งเสริมและสนับสนุนชาวกะเหรี ่ยงในเรื ่องอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ (Ethnic identity) และวัฒนธรรมกะเหรี่ยงว่าเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมชาติ ที่มีความหลากหลาย และ ส่งเสริมสังคมให้มีความเข้าใจในการอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรม โดยให้เรียนรู้อัตลักษณ์วัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง และมุ่งเน้นการฟื้นฟูวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงอย่างเป็นองค์รวม ทั้งเรื่องการจัดการ ทรัพยากร การศึกษา สิทธิในสัญชาติ อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ และการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม และปัจจุบัน กระทรวงวัฒนธรรม โดยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ในการจัดท าร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและอนุรักษ์วิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 70 ในขณะที่ทุนวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงเป็นส่วนส าคัญส่วนหนึ่งของการพัฒนาต่อยอด สร้างรายได้นั้น พบว่าจังหวัดล าปางมีข้อมูลที่เป็นองค์ความรู้ทั้งในมิติ สังคม วัฒนธรรม วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ ทุนทางสังคมที่จะน ามาใช้ต่อยอดในการพัฒนาค่อนข้างน้อย ดังนั้นในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๓ จึงได้มีการจัดท าหนังสือ “กลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่จังหวัดล าปาง” ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่าง ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ส านักงานวัฒนธรรมจังหวัดล าปาง ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูง จังหวัดล าปาง และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ล าปาง เพื่อเป็นการต่อยอดการด าเนินงานฟื้นฟูวิถีชีวิต ชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดล าปาง และในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๔ ได้ด าเนินการส ารวจ และรวบรวม องค์ความรู้ด้านมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาติพัน ธุ์กะเหรี่ยง โดยจัดท าฐานข้อมูล และท าการเผยแพร่แก่ผู้สนใจ หรือใช้เป็นข้อมูลของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้ประโยชน์ในการ ท ากิจกรรมการพัฒนา ทั้งในด้านอัตลักษณ์ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง การอนุรักษ์ ฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรม การด ารงวิถีชีวิต การปลุกจิตส านึกให้ตระหนักถึงคุณค่าทางวัฒนธรรม เกิดความรัก และหวงแหนต่อทรัพยากร อันมีค่าตลอดจนการด าเนินกิจกรรมการพัฒนาที่เหมาะสมต่อไป ส านักงานวัฒนธรรมจังหวัดล าปาง จึงได้จัดท าหนังสือ “มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวัดล าปาง” ขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์แก่นักเรียน นักศึกษา หน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงประชาชนผู้สนใจทั่วไป และใช้เป็นแนวทางในการด าเนินงานที่เกี่ยวข้อง กับกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงได้อย่างเหมาะสมต่อไป (นางสาวทัศนีย์ ดอนเนตร์) วัฒนธรรมจังหวัดล าปาง
๒ สารบัญ เรื่อง หน้า คํานํา ๑ สารบัญ ๒ บทที่ ๑ ขอมูลภาพรวมทั่วไปของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดลําปาง ๓ - ๑.๑ ประวัติศาสตรแความเป็นมาของกลุมชนและการเคลื่อนยาย ๓ - ๑.๒ ลักษณะโครงสรางทางสังคม ๑๑ - ๑.๓ ลักษณะทางวัฒนธรรม ประเพณี คานิยม ความเชื่อ ๑4 - ๑.๔ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกะเหรี่ยง ๑8 บทที่ ๒ การศึกษาขอมูลดานมรดกทางวัฒนธรรมของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยง 20 ในจังหวัดลําปางรายพื้นที่ - ๒.๑ บานโปุงน้ํารอน ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง 20 - ๒.๒ บ้านแม่ฮ่าง ต าบลนาแก อ าเภองาว จังหวัดล าปาง 33 - ๒.๓ บ้านแม่หมีใน ต าบลหัวเมือง อ าเภอเมืองปาน จังหวัดล าปาง ๔1 - ๒.๔ บ้านกลาง ต าบลบ้านดง อ าเภอแม่เมาะ จังหวัดล าปาง 48 บทที่ ๓ ข้อมูลรายงานเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง 64 ในจังหวัดล าปาง (แบบ มภ. ๒) - ๓.๑ ผ้าทอกะเหรี่ยงโดยใช้กี่เอว บ้านโปุงน้ าร้อน ต าบลเสริมกลาง 64 อ าเภอเสริมงาม จังหวัดล าปาง - ๓.๒ ผ้าทอกะเหรี่ยงโดยใช้กี่เอว บ้านแม่ฮ่าง ต าบลนาแก 75 อ าเภองาว จังหวัดล าปาง - ๓.๓ ผ้าทอกะเหรี่ยงโดยใช้กี่เอว บ้านแม่หมีใน ต าบลหัวเมือง 85 อ าเภอเมืองปาน จังหวัดล าปาง - ๓.๔ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ บ้านกลาง ต าบลบ้านดง 98 อ าเภอแม่เมาะ จังหวัดล าปาง บรรณานุกรม 113 ภาคผนวก 115
๓ บทที่ ๑ ข้อมูลภาพรวมทั่วไปของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดล าปาง ๑.๑ ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของกลุ่มชนและการเคลื่อนย้าย กะเหรี่ยงเป็นกลุมชาติพันธุแที่มีจํานวนมากที่สุดในบรรดากลุมชาติพันธุแในประเทศไทย จากหลักฐานทาง ประวัติศาสตรแเชื่อกันวากลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงเป็นคนกลุมที่อาศัยอยูในพื้นที่ประเทศไทยมานานหลายรอยปี ดังปรากฏในตํานานหลาย ๆ เรื่องที่กลาวถึงชนพื้นเมืองดั้งเดิม ทั้งลัวะและยางหรือกะเหรี่ยงในภาคเหนือ ชาวกะเหรี่ยงเป็นกลุมคนที่รักความสงบ ผูกพันกับธรรมชาติและไมชอบการตอสูหรือความรุนแรง ในอดีตชาวกะเหรี่ยงจึงมักหลีกเลี่ยงที่จะไมของเกี่ยวกับคนภายนอกชุมชนของตนและมักตั้งหมูบานอยูหางไกล จากชุมชนอื่น๑ ชาวกะเหรี่ยงพูดภาษาตระกูลจีน-ทิเบต สวนภาษากะเหรี่ยงที่ใชมากในประเทศไทย คือ ภาษากะเหรี่ยงโปวแและภาษากะเหรี่ยงสะกอ ซึ่งแมจะเป็นกะเหรี่ยงเหมือนกันแตไมสามารถเขาใจกันไดทั้งหมด เพราะทั้งสองภาษามีความแตกตางกันในเรื่องระบบเสียงและคําศัพทแคอนขางมาก นักภาษาศาสตรแจึงจัด เป็นคนละภาษาชาติพันธุแกะเหรี่ยง โดยแบงตามภาษาที่พูดเป็นสี่กลุมใหญ คือ ๑) กะเหรี่ยงโปวแ (พบในลําปาง) ๒) กะเหรี่ยงสะกอ (พบในลําปาง) ๓) กะเหรี่ยงบเว เรียกตัวเองวาคยา หรือ ยางแดง (ไมพบในลําปาง) ๔) กะเหรี่ยงพะโอ หรือตองสู (ไมพบในลําปาง) มีขอสันนิษฐานวาเดิมชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยูทางตะวันออกของทิเบต ไดอพยพเขาไปตั้งอาณาจักร ในประเทศจีนเมื่อ ๗๓๓ ปีกอนพุทธกาล จีนเรียกพวกนี้วาชนชาติโจว เมื่อถูกจีนรุกรานจึงอพยพมาอยูบริเวณ ลุมแมน้ําแยงซี ยูนนาน แลวถอยรนมาอยูระหวางแมน้ําโขงและแมน้ําสาละวิน ชาวกะเหรี่ยงอพยพเขามาตั้งถิ่น ฐานในพมากอนที่จะขยายเขามาอยูในพื้นที่ของประเทศไทย โดยตั้งถิ่นฐานอยูบริเวณภูเขาทางชายแดน ตะวันออกของสหภาพพมาและตะวันตกของประเทศไทย ตั้งแตเมืองตองยีทางเหนือลงไปทางใตถึงตะนาว ศรีเกือบถึงคอคอดกระ รัฐคะยาและรัฐกะเหรี่ยงมีพื้นที่ครอบคลุมเขตภูเขาทางตะวันออกของเมืองตองอูขยาย ไปตามลําน้ําสาละวินทางใต ระหวางแมน้ําสาละวินและแมน้ําอิระวดีในเขตพะโค พื้นที่สามเหลี่ยมปากแมน้ําอิ ระวดีใกลกับเมืองพะสิมและเมืองยางกุง ในประเทศไทยชาวกะเหรี่ยงอาศัยอยูในภาคเหนือและภาคตะวันตกในเขตชายแดนกับพมา จากที่ตั้งถิ่นฐานของชาวกะเหรี่ยงเป็นพื้นที่แคบยาวจากเหนือลงใตทําใหชาวกะเหรี่ยงที่อยูทางตอนเหนือ คือ กลุมคะยาหรือกะเหรี่ยงแดงและกลุมยอย ๆ มีความสัมพันธแใกลชิดกับกลุมไทและรับอิทธิพลทางวัฒนธรรม ของไท สวนกะเหรี่ยงที่อยูทางใต ไดแก กะเหรี่ยงโปวแและกะเหรี่ยงสะกอเป็นกลุมที่ไดรับอิทธิพลทางวัฒนธรรม ของมอญและพมา ตอมาปัญหาความไมสงบและสงครามระหวางไทยกับพมาในสมัยพระเจาอลองพญายิ่งทําให ชาวกะเหรี่ยงจํานวนมากอพยพจากพมาเขามาสูรัฐฉานและลานนา พระเจากาวิละไดนําชาวกะเหรี่ยงโ ปวแ มาตั้งถิ่นฐานอยูที่หางดง ตอมามีผูอพยพตามมาอีกเป็นจํานวนมากและไดยายไปตั้งถิ่นฐานอยูในเขตจังหวัด ๑ ลูวิส, พอล “หกเผาชาวดอย” พอล และ อีเลน ลูวิส ; ศิริวรรณ สุขพานิช, แปลและเรียบเรียง เชียงใหม : หัตถกรรมชาวเขา, ๒๕๒๘. มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวัดลำปาง
๔ แมฮองสอน เชน บานแมละมู ที่อําเภอแมสะเรียง เป็นตน ชาวกะเหรี่ยงที่อพยพมาในตอนหลังไดขอซื้อที่ดิน และน้ําจากเจาผูครองนครเชียงใหม โดยสงสวยบรรณาการตาง ๆ ใหเจานายหรือแมแตจายคาเชาที่ดิน ใหกับชาวลัวะซึ่งตั้งถิ่นฐานอยูกอนแลว นอกจากการอพยพโยกยายดังกลาวแลวชาวกะเหรี่ยงจํานวนมากไดอพยพเขามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร หลังจากอังกฤษยึดครองพมาไดแลว เนื่องจากชาวกะเหรี่ยงเหลานั้นไมยอมออนนอมตออังกฤษจึงถูกปราบปราม ตองหลบหนีเขามาอยูในไทย โดยกลุมหนึ่งตั้งหลักแหลงอยูทางใต มีชุมชนกะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธแ อีกกลุมหนึ่งไปตั้งถิ่นฐานอยูทางตะวันตกของจังหวัดแมฮองสอน เชียงใหม เชียงราย ลําพูน และลําปาง ชาวกะเหรี่ยงที่ตั้งถิ่นฐานอยูในภาคเหนือนี้มีความสัมพันธแกับเจานายผูปกครอง เมืองตาง ๆ เป็นอันดี เจานายมักจะใชชาวกะเหรี่ยงที่ตั้งถิ่นฐานอยูตามภูเขาและปุาลึกในการดูแลปุาไม โดยเฉพาะอยางยิ่งในเขตตะวันตกของเชียงใหม แมฮองสอน และแมสะเรียง ความสัมพันธแของเจานาย และชาวกะเหรี่ยงนั้นอยูภายใตระบบไพร โดยชาวกะเหรี่ยงตองสงสวยของปุา ตองเสียภาษี ถูกเกณฑแแรงงาน และเสบียงอาหารในกรณีที่เจานายเดินทางไปในพื้นที่นั้น ๆ นอกจากนี้การขยายตัวของการทําปุาไมในภาคเหนือ ทําใหมีการวาจางชาวกะเหรี่ยงมาดูแลชางที่ใชทําปุาไมมากขึ้น ปัจจุบันนี้มีชาวกะเหรี่ยงในประเทศไทยประมาณ ๓๕๓,๓๔๗ คน อยูกระจัดกระจายตามภาคตาง ๆ เป็นกลุมชาติพันธุแบนพื้นที่สูงที่มีจํานวนมากที่สุดอยูใน จังหวัดเชียงใหม แมฮองสอน ตาก ลําพูน กาญจนบุรี เชียงราย แพร อุทัยธานี สุพรรณบุรี สุโขทัย ราชบุรี ลําปาง เพชรบุรี และประจวบคีรีขันธแ มีทั้งชาวกะเหรี่ยงที่ตั้งรกรากเป็นชุมชนมานานตั้งแตครั้งบรรพบุรุษ กับชาวกะเหรี่ยงที่อพยพเขามาอยูในเมืองไทยตามรอยตะเข็บชายแดนระหวางไทยกับพมา ชาวกะเหรี่ยง ที่อพยพเขามาใหมมักจะไมมีที่ทํากินจึงตองกระจายตัวออกไปรับจางทํางานในจังหวัดตาง ๆ ของภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันตก ทําใหจํานวนประชากรชาวกะเหรี่ยงจริง ๆ ในปัจจุบันนี้ไมชัดเจน สําหรับกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดลําปางพบวามีทั้งกะเหรี่ยงโปวแและกะเหรี่ยงสะกอ (ปกาเกอะญอ) โดยกลุมกะเหรี่ยงสะกอ ซึ่งเป็นกลุมใหญจะอาศัยอยูในพื้นที่เมืองปาน แจหม เสริมงาม และงาว โดยเฉพาะบานแมหมีใน บานแมหมีนอก และบานจกปก ในอําเภอเมืองปาน ซึ่งทั้งหมดเป็นชาวกะเหรี่ยงสะกอ ที่อพยพมาจากเมืองคอง อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม ตั้งแตปี พ.ศ.๒๔๘๓ สวนชาวกะเหรี่ยงโปวแที่อาศัย อยูในลําปางมีจํานวนไมมากเป็นกลุมเล็ก ๆ กระจายตัวอยูในพื้นที่อําเภองาว แมเมาะ จากการศึกษาขอมูล ของสํานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยแจังหวัดลําปาง พบวาในจังหวัดลําปางมีประชากร ชาวกะเหรี่ยงสะกอและชาวกะเหรี่ยงโปมากถึง ๔,๐๐๐ กวาคน กระจายตัวอยูตามอําเภอตาง ๆ ไดแก อําเภองาว เมืองปาน แจหม เสริมงาม และแมเมาะ ตัวอยางเชน ชาวกะเหรี่ยงบานกลาง ตําบลบานดง อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง เป็นชุมชนกะเหรี่ยง ที่ยังยึดถือและดําเนินชีวิตตามวิถีดั้งเดิม ดวยการทําไรหมุนเวียน เลี้ยงวัวควาย และหาของปุาขายในชวงที่วางเวนจากฤดูไรนา บานกลางเป็นหมูบานเล็ก ๆ ที่มีประชากรอาศัยอยูเพียง ๗๗ ครัวเรือน มีชาวบานอาศัยอยูไมถึง ๓๐๐ คน สรางบานเรือนอยูกระจัดกระจาย ทามกลางไมใหญที่ยืนตน ใหเห็นทั่วชุมชน แมไมมีการบันทึกเป็นลายลักษณแอักษร ที่สืบคนไปไดวาแทจริงแลวคนบานกลางเขามาตั้งรกราก อยูอาศัยในพื้นที่ตรงนี้ตั้งแตสมัยใด แตจากคําบอกเลาของคนเฒาคนแกในหมูบาน ทําใหพอเห็นภาพวาชุมชน บานกลางตั้งอยูในพื้นที่มามากกวา ๓๐๐ ปี หรือ ๕-๖ ชวงอายุคน โดยผูเฒาเลาตอ ๆ กันมาวาผูกอตั้งหมูบาน มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๕ เป็นชาวกะเหรี่ยงโปวแ จากจังหวัดกาญจนบุรี ที่เดินทางมาคาขาย ในจังหวัดแพร แลวเดินทางตอไปยังเชียงแสน โดยใชเสนทางสันดอยหลวง แตระหวางทางไดหยุดพักบริเวณหวยแมมาย และพบวาพื้นที่ตรงนั้น เป็นปุาอุดมสมบูรณแ และมีสัตวแปุานานาชนิดอาศัยอยูซึ่งเหมาะแกการอยูอาศัยทํากินจึงตัดสินใจตั้งถิ่นฐาน และสรางหมูบานขึ้นที่นั่น๒ ตอมาเริ่มมีคนเคลื่อนยายมาตั้งถิ่นฐานเพิ่มมากขึ้นจนกลายเป็นหมูบานขนาดใหญ ชาวบานในสมัยนั้น จึงขยายพื้นที่ทํากินไปทางทิศเหนือ แลวตั้งหมูบานขึ้นอีกหนึ่งหมูบานซึ่งก็คือชุมชนบานกลางนั่นเอง หลักฐานสําคัญเกี่ยวกับการตั้งหมูบาน คือการบันทึกการเขามาของศาสนาคริสตแ เป็นภาษากะเหรี่ยงสะกอ และอนุสาวรียแที่สรางขึ้นบริเวณที่ตั้งหมูบานเดิม เพื่อฉลองวาระครบรอบ ๑๐๐ ปี ของการตั้งหมูบาน เมื่อ ๒๐ ปีที่แลว ซึ่งคนในชุมชนเชื่อวาบานกลางเป็นหมูบานแรกในประเทศไทยที่นับถือศาสนาคริสตแ ในสวนของขอมูลดานประชากรจากขอมูลการสํารวจขอมูลประชากรบนพื้นที่สูงจังหวัดลําปาง ปีพ.ศ. ๒๕๖๓ ซึ่งจัดทําโดยสํานักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษยแ จังหวัดลําปาง พบวากลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยง ซึ่งมีอยู ๒ กลุมยอย คือกะเหรี่ยงโปวแและกะเหรี่ยงสะกอ มีประชากรรวมกันทั้งหมดจํานวน ๔,๓๑๓ คน อาศัยหนาแนนในพื้นที่อําเภอเสริมงาม จํานวนประชากรราว ๑,๔๘๔ คน รองลงมาคือพื้นที่อําเภองาว มีประชากรราว ๑,๐๖๖ คน โดยภาพรวมพบวาชาวกะเหรี่ยงตั้งบานเรือนกระจายตัวอยูในพื้นที่ทั้งหมด ๕ อําเภอ ไดแก อําเภองาว อําเภอเมืองปาน อําเภอเสริมงาม อําเภอแจหม และอําเภอแมเมาะ โดยพบกลุมกะเหรี่ยง ๒ กลุม กลุมแรกไดแก กลุมกะเหรี่ยงโปวแ อาศัยอยูในอําเภองาวมากที่สุด กลุมที่สองกลุมกะเหรี่ยงสะกอ พบอาศัยอยูในอําเภอเสริมงาม อําเภอเมืองปาน และอําเภอแจหม ซึ่งในพื้นที่บานแมฮางเป็นกลุมกะเหรี่ยงโปวแ สวนใหญนับถือศาสนาคริสตแ ยังมีการทอผาดวยกี่เอวของชาวกะเหรี่ยงโปวแเป็นผาฝูายซึ่งมีลวดลาย เป็นเอกลักษณแเฉพาะตัว มีทั้งลายดั้งเดิมและลายประยุกตแ ทําใหเกิดความสวยงามและทันสมัยมากขึ้นและเป็น หมูบานสงเสริมการทองเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดลําปาง สําหรับบานแมหมีใน เป็นหมูบานของชนเผากะเหรี่ยงสะกอ (ปกาเกอะญอ) อพยพโยกยายมาจากเมืองคอง อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม เมื่อประมาณ ๔๓๓ ปี หรือประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๓ บานแมหมีมีทั้งหมด ๓ หยอมบาน คือ หยอมบานแมหมีใน มีพะตีอายยาง เป็นผูนํา (หญี่โข) หยอมบานแมหมีนอก มีพะตี่โคโลยาง เป็นผูนํา และหยอมบานจกปก มีพะตี่หลายาง เป็นผูนํา มีลําน้ําหลักที่สําคัญของหมูบาน ๔ ลําน้ํา คือ ลําน้ําแมหมี ลําน้ําหวยปุาคา ลําน้ําหวยกอม และลําน้ําหวยแมหมีนอย มีน้ําไหลตลอดปี ชาวบานแมหมีทําไรหมุนเวียน วัฒนธรรมประเพณีของกะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) ดํารงอยูไดดวยการทําไรโดยปลูกพืชผักชนิดตางๆ ผสมผสานไปพรอมกับการปลูกขาวไร ระบบไรของชาวกะเหรี่ยงจึงมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก ระบบการจัดการไรจะใชระบบไรหมุน ไรหมุนเวียนหมายถึงการทําไรในแตละปี โดยชาวกะเหรี่ยง ๑ ครอบครัว จะทําไรหมุนเวียนครอบครัวละ ๕ ไร โดยจะมีแปลงสําหรับจัดระบบหมุนเวียน ๔-๕ แปลงทําวนไป ในชวงเวลา ๕-๖ ปีจะหมุนเวียนกลับมาทําซ้ําในจุดเดิม แลวแตความอุดมสมบูรณแของพื้นที่ หรือบางพื้นที่ อาจใชเวลาแค ๔ ปีก็สามารถกลับไปทําที่แปลงที่ ๑ ได ๒ รัตนาพร เศรษฐกุลและคณะ, ๒๕๔๖. สิทธิชุมชนทองถิ่นชาวเขาในภาคเหนือของประเทศไทย: อดีตและปัจจุบัน กรณีศึกษาและปัญหา. กรุงเทพฯ: นิติธรรม.
๖ สวนกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงที่บานโปุงน้ํารอน อําเภอเสริมงาม พื้นที่โดยทั่วไปของบานโปุงน้ํารอน เป็นพื้นที่ภูเขาประมาณ ๗๐% ของพื้นที่ทั้งหมด ชาวบานที่อาศัยอยูที่บานโปุงน้ํารอนสวนมากประกอบอาชีพ ทํานาเป็นอาชีพหลัก แตเมื่อผานพนจากชวงฤดูกาลทํานาแลวนั้นชาวบานจะหันมาทําสวนเป็นพืชหมุนเวียน รวมไปถึงการรับจางทํางานทั่วไปและหาของปุาไปขาย เพื่อเป็นรายไดเสริมใหกับครอบครัว นอกจากนี้ยังเป็น หมูบานที่คงอัตลักษณแของชนเผากะเหรี่ยงทั้งดานการกิน การแตงกาย บานเรือน และภาษา การกระจายตัวของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่อ าเภอ และชุมชนต่าง ๆ ในจังหวัดล าปาง ๑. อําเภองาว : จํานวนตําบลทั้งสิ้น ๓ ตําบล ไดแก ตําบลบานออน ตําบลบานรอง และตําบลนาแก จํานวนชุมชนทั้งสิ้น ๖ ชุมชน ไดแก บานขุนออนพัฒนา บานขวัญศรี บานแมลึงใน บานแมฮางใต บานแมคิง และบานสันติสุข ๒. อําเภอเมืองปาน : จํานวนตําบลทั้งสิ้น ๒ ตําบล ไดแก ตําบลแจซอน และตําบลหัวเมือง จํานวนชุมชนทั้งสิ้น ๘ ชุมชน ไดแก บานหวยมง บานแมยาง บานหวยโปุง บานแมหมีใน บานแมหมีนอก บานจกปก บานแมตเอมใน และบานแมตเอมนอก ๓. อําเภอเสริมงาม : จํานวนตําบลทั้งสิ้น ๒ ตําบล ไดแก ตําบลเสริมงาม และตําบลเสริมขวา จํานวนชุมชนทั้งสิ้น ๓ ชุมชน ไดแก บานโปุงนารอน บานกลางสันโปุง และบานแมเลียงพัฒนา ๔. อําเภอแจหม : จํานวน ๑ ตําบล คือ ตําบลทุงผึ้ง บานแมจอกฟูา ๕. อําเภอแมเมาะ: จํานวน ๑ ตําบล ไดแก ตําบลบานดง จํานวน ๓ ชุมชน คือ บานหวยตาด บานหวยสาน และบานแมจอกฟูา ซึ่งในจังหวัดลําปางพบวา มีกลุมชาวกะเหรี่ยง ๒ กลุม กลุมแรกคือกลุมกะเหรี่ยงโปวแ สวนใหญอาศัยอยู ในอําเภองาว กลุมที่สองกลุมกะเหรี่ยงสะกอ (ปะกาเกอะญอ) พบอาศัยอยูในอําเภอเสริมงาม อําเภอเมืองปาน และอําเภอแจหม แผนผังแสดงการตั้งถิ่นฐานของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดลําปาง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๗ ตารางสรุปฐานข้อมูลชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในจังหวัดล าปาง กลุ่มชาติพันธุ์ พื้นที่ / ที่ตั้งของชุมชน ลักษณะทางสังคมและ วัฒนธรรม อัตลักษณ์ทาง ชาติพันธุ์ ชาติพันธุ์กะเหรี่ยง พบตั้งบานเรือนกระจายตัวอยูใน พื้นที่ทั้งหมด ๕ อําเภอ ไดแก ๑. อ าเภองาว : จํานวนตําบล ทั้งสิ้น ๓ ตําบล ไดแก ตําบลบาน ออน ตําบลบานรอง ตําบลนาแก จํานวนชุมชนทั้งสิ้น ๖ ชุมชน ไดแก บานขุนออนพัฒนา บาน ขวัญศรี บานแมลึงใน บานแมฮาง ใต บานแมคิง บานสันติสุข ๒. อ าเภอเมืองปาน : จํานวน ตําบลทั้งสิ้น ๒ ตําบล ไดแก ตําบลแจซอน ตําบลหัวเมือง จํานวนชุมชนทั้งสิ้น ๘ ชุมชน ไดแก บานหวยมง บานแมยาง บานหวยโปุง บานแมหมีใน บาน แมหมีนอก บานจกปก บานแม ตเอมใน บานแมตเอมนอก ๓. อ าเภอเสริมงาม : จํานวน ตําบลทั้งสิ้น ๒ ตําบล ไดแก ตําบลเสริมงาม ตําบลเสริมขวา จํานวนชุมชนทั้งสิ้น ๓ ชุมชน ไดแก บานโปุงน้ํารอน บานกลาง สันโปุง บานแมเลียงพัฒนา 4. อ ำเภอแจ้ห่ม : จ านวน 1 ต าบล คือ ต าบลทุ่งผึ้ง บ้านแม่ จอกฟูา 5. อ ำเภอแม่เมำะ : จ านวน 1 ต าบล ได้แก่ ต าบลบ้านดง 3 ชุมชน คือ บ้านห้วยตาด บ้าน กลาง และบ้านแม่ส้าน *** ในจังหวัดลําปางพบวามี ก ลุ ม ชา วก ะ เ ห รี่ ย ง ๒ ก ลุ ม ชุมชนบ้านแม่ฮ่าง : ยังมีการทอ ผาดวยกี่เอวของชาวกะเหรี่ยงโป เป็นผาฝูายซึ่งมีลวดลายเป็น เอกลักษณแเฉพาะตัว มีทั้งลาย ดั้งเดิมและลายประยุกตแ ทําใหเกิด ความสวยงามและทันสมัยมากขึ้น และเป็นหมูบานสงเสริมการทองเที่ยว เชิงวัฒนธรรมของจังหวัดลําปาง ชุมชนบ้านสันติสุข : เป็นหมูบาน ชาวอาขา และกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู รวมกันนับถือศาสนาคริสตแนิกาย คาทอลิก ชุมชนบ้านห้วยมง : จุดเดนคือภูมิ ปัญญาของชาวบาน สวนใหญจะ เป็นดานการจักสาน ผูนําพิธีตาง ๆ การทอผา ซอพื้นเมือง นิทาน รําดาบ และการทําสมุนไพร ภูมิปัญญาหัตถกรรมชาวบานโดย สวนใหญจะทําการจักสาน ทําไม ก ว า ด ท อ ผ า ส า น ขั น โ ต ก สานกระดง และตีเหล็ก ชุมชนบ้านแม่หมีใน/บ้านหมีนอก และบ้านจกปก : เป็นหมูบานของ ชนเผากะเหรี่ยงสะกอ (ปกาเกอะญอ) อพยพโยกยายมาจากเมืองคอง อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม เมื่อป ระมา ณ ๔ ๓๓ ปี หรื อ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๘๓ บานแมหมี มีทั้งหมด ๓ หยอมบาน คือ หยอม บานแมหมีใน มีพะตีอายยางเป็น ผูนํา (หญี่โข) หยอมบานแมหมีนอก มีพะตี่โคโลยาง เป็นผูนํา และหยอม บานจกปก มีพะตี่หลายางเป็นผูนํา - การแตงกาย ยาม - การทอผากี่เอว - อ า ห า ร ข า ว เ บ฿ อ ะ น้ําพริก หมกปลา ไก การ อาศัยอยูรวมกับธรรมชาติ - การอพยพยายถิ่นหรือ ทํางานออกนอกชุมชน นอยมาก - ปลูกขาวไรแบบขั้นบันได และทําไรหมุนเวียน - การปลูกกาแฟที่ไดรับ การสงเสริมใหเป็นที่รูจัก คื อก า แ ฟ ด อ ย แ ม ส า น รวมถึงเป็นแหลงปลูกมะ แขวนที่มีชื่อเสียง - ความเชื่อเปลี่ยนแปลง ตามการนับถือศาสนาแตมี การผสมผสานความเชื่อเดิม - ภาษายังใชภาษากะเหรี่ยง สื่อสารในครอบครัว - ชาวบานแมหมีทําไร หมุนเวียน ในวัฒนธรรม ป ร ะ เ พ ณี ข อ ง ช น เ ผ า ปกาเกอะญอดํารงอยูได ด ว ย ก า ร ทํ า ไ ร ซึ่ ง ไ ม เพียงแตปลูกพืชตาง ๆ มาผสมกับเมล็ดพันธุแขาว ปลูกลงพรอมกับขาวไร และไดมีการปลูกพืชผักอื่น ๆ อีกมากมาย - มีภูมิปัญญาชาวบานคือ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวัดลำปาง
๘ กลุ่มชาติพันธุ์ พื้นที่ / ที่ตั้งของชุมชน ลักษณะทางสังคมและ วัฒนธรรม อัตลักษณ์ทาง ชาติพันธุ์ กลุมแรกคือกลุมกะเหรียงโปวแ สวนใหญอาศัยอยูในอําเภองาว กลุมที่สองกลุมกะเหรี่ยงสะกอ (ปะกาเกอะญอ) พบอาศัยอยูใน อําเภอเสริมงาม อําเภอเมืองปาน และอําเภอแจหม มีลําน้ําหลักที่สําคัญของหมูบาน ๔ ลําน้ํา คือ ลําน้ําแมหมีลําน้ําหวย ปุาคา ลําน้ําหวยกอมและลําน้ํา หวยแมหมีนอยมีน้ําไหลตลอดปี ชุมชนบ้านแม่เลียงพัฒนา สภาพ พื้นที่โดยทั่วไปเป็นภูเขาประมาณ ๗๐% ของพื้นที่ทั้งหมดชาวบาน สวนใหญประกอบอาชีพการทํานา เป็นอาชีพหลัก แตเมื่อผานพนจาก ชวงฤดูการทํานา ชาวบานจะหัน มาทําสวนเป็นพืชหมุนเวียนรวมไป ถึงการรับจางทํางานทั่วไปและหา ของปุาไปขายเพื่อเป็นรายไดเสริม ใหกับครอบครัว จุดเดนอีกประการของบานแม เลียงคือเป็นหมูบานที่ใชนามสกุล เดียวกันทั้งหมูบาน เพิ่งมาเปลี่ยน ไดเพียง ๑ ครอบครัว สวนชื่อจะ นิยมใชคําพยางคแเดียว ในอดีต ผูชายในหมูบานไดรับการยกเวน ไมตองเกณฑแทหารแตหลังจาก พ.ศ. ๒๕๔๒ ไมไดรับการยกเวน อีกตอไปนอกจากนี้ยังเป็นหมูบาน ที่คงอัตลักษณแของชนเผากะเหรี่ยง ทั้งดานการกิน การแตงกาย บานเรือนและภาษา ทอผาพื้นเมือง การตัดเย็บ เสื้อ ยาม ที่แสดงอัตลักษณแ ของเผา กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงโพล่งหรือกะเหรี่ยงโปว์ (Pwo Karen) โพลง/โผลง/โผลว (Pwo) เป็นคําใชเรียกตนเองของกะเหรี่ยงกลุมหนึ่ง โดยมากตั้งถิ่นฐานอยูในเขต ภาคตะวันตกและบางสวนของภาคกลางของไทย กะเหรี่ยงโปเป็นหนึ่งในสี่สายตระกูลคือ ๑) ปกาโปวแ (Pwo) ๒) ปกาจกอ (Skaw) ๓) แบว (Kya) และ ๔) ตองสู (Pa-O/Thaungthu) โดยตามตํานานที่เลาสืบตอมาผาน "ธา" (ขับลํานําเพลง) ทั้งสี่กลุมนับเป็นพี่นองทองเดียวกันที่เกิดมาจากสตรีที่ใสเสื้อ ซึ่งปักลวดลายดวย ลูกเดือย ในบทขับลํานําธาไดกลาววากลุมปกาโปวแหรือโป (Pwo) สืบเชื้อสายมาจากฝั่งแม ในขณะที่ กลุมปกาเกอะญอ (Skaw) สืบเชื้อสายมาจากฝั่งพอ สวนกะเหรี่ยงกลุมนี้ที่อยูในเขตภาคเหนือของไทย มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๙ จะถูกเรียกวา กะเหรี่ยงโปวแมีความหมายวา "คน" ในขณะที่ชาวพมาจะเรียกกะเหรี่ยงกลุมนี้วา "ตะเลงคะยิน" หมายถึง กะเหรี่ยงมอญ๓ ซู เป็นคําที่กะเหรี่ยงโปวแบริเวณภาคตะวันตกและบางสวนของภาคกลางของไทยใชเรียกตนเอง โดยคําเรียกนี้สามารถเชื่อมโยงกับตํานานของคนกะเหรี่ยง ผูเฒาชาวกะเหรี่ยงในจังหวัดกาญจนบุรีเลาสืบกันมาวา พวกเขาเรียกตนเองวา "ซู-สอง" หรือปรัมปราของชาวกะเหรี่ยงกลาววาพวกเขาสืบเชื้อสายมาจาก Swa ผูเป็นทั้งเทพเจาและมนุษยแคนแรกของโลก โดยกะเหรี่ยงเป็นบุตรคนแรกของ Swa การออกเสียง "ซู-สอง" จึงนาจะพองกับคําวา Swa กะเหรี่ยงโผลง หรือ กะเหรี่ยงโปวแ คนไทยในภาคเหนือเรียกวา "พลอ" หรือ "โพลง" บางก็เรียกวา "ยางเดาะแด ยางบาน" กะเหรี่ยงโผลง มีจํานวนประชากรเป็นที่สองรองจากกะเหรี่ยงสะกอหรือปกาเกอะญอ อาศัยอยูแถบจังหวัดเชียงราย เชียงใหม แมฮองสอน ลําพูน ลําปาง แพร ตาก อุทัยธานี กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรีและประจวบคีรีขันธแ คนสวนมากมักเขาใจวากะเหรี่ยงสะกออาศัยอยูเฉพาะทางภาคเหนือ และกะเหรี่ยงโผลงอาศัยอยูเฉพาะทางภาคตะวันตกเทานั้น แตแทที่จริงแลวจะพบกะเหรี่ยงทั้งสองกลุมอยูใน จังหวัดเดียวกัน แตแยกหมูบานไมปะปนกัน เชน ในจังหวัดเชียงใหม มีทั้งกะเหรี่ยงปกาเกอะญอและกะเหรี่ยงโผลง โดยกะเหรี่ยงปกาเกอะญอมีมากที่อําเภอแมแจมและกะเหรี่ยงโผลงมีมากที่อําเภออมกเอย นอกจากนี้ในจังหวัดลําพูน ซึ่งอยูในภาคเหนือกลับมีกะเหรี่ยงโผลงอาศัยอยูหนาแนน โดยเฉพาะที่อําเภอลี้ ทางภาคตะวันตกมีกะเหรี่ยงโปวแ อาศัยอยูหนาแนนก็จริงแตก็พบกะเหรี่ยงปกาเกอะญอที่จังหวัดกาญจนบุรีเชนกัน ชาวตะวันตกเชื่อวา บานเมืองเดิมของชาวกะเหรี่ยงอยูทางตะวันตกของจีนในเขตกวางสีกอนที่พวกเขาจะอพยพสูดินแดนที่พวกเขา อาศัยอยูในปัจจุบัน ชาวจีนเรียกแมน้ําแยงซีเกียงวา "แม่น ้ำของพวกยำง หรือแม่น ้ำของพวกกะเหรี่ยง" สวนชื่อ กะเหรี่ยงโป/โปวแ เป็นคําเรียกกะเหรี่ยงโพลง/โพลวที่อยูในเขตภาคเหนือของไทย มีความหมายวา "คน" หรือในบางพื้นที่จะเรียกวา "ยางโป"๔ พลอ เป็นคําเรียกกะเหรี่ยงโปวแในหมูคนไทยภาคเหนือ โพลง เป็นคําเรียกกะเหรี่ยงโปวแในหมูคนไทยภาคเหนือ ยางเดาะแด เป็นคําเรียกกะเหรี่ยงโปวแในหมูคนไทยภาคเหนือในบางโอกาส ยางบาน เป็นคําเรียกกะเหรี่ยงโปวแในหมูคนไทยภาคเหนือในบางโอกาส ยางแดง เป็นคําที่คนไทยภาคเหนือและคนไทใหญใชเรียกกะเหรี่ยงคะยา (Kaya) ตามการแตงกายของ สตรีที่แตงงานแลว ซึ่งนิยมใสเสื้อและนุงซิ่นที่ทอแซมดวยสีแดง (บุญชวย ศรีสวัสดิ์ บันทึกไววา ยางแดงจะเรียก ตนเองวา "ฉั่ว" พูดภาษาคลายยางกะเลอ การแตงกายผิดกับยางกลุมอื่นตรงใชผาสีแดงหรือขอบริมเสื้อเป็นสีแดง นิยมโพกศีรษะดวยผาสีแดงสลับขาว สวมเสื้อสีแดงหรือขาวขอบริมแดง ผูชายสวมกางเกงกวางสีดําหรือกางเกง แบบชาวไทใหญ หญิงสาวสวมชุดเสื้อกระสอบขาว ผาคอทั้งหนาหลัง ติดกระดุมเหนืออกบน ชายกระโปงกับคอเสื้อ ใชสีแดงเย็บเป็นขอบ๕ ๓ วินัย บุญลือ ๒๕๔๕ “ทุนทางวัฒนธรรมและการชวงชิงอํานาจเชิงสัญลักษณแของชุมชนชาวปกาเกอะญอ”เชียงใหม : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม. ๔ ฟูอน เปรมพันธุแ, ๒๕๖๐ “ภูมิปัญญากะเหรี่ยง กาญจนบุรี” : สํานักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี. ๕ บุญชวย ศรีสวัสดิ์. (๒๕๔๕[๒๕๐๖]). ชาวเขาในไทย. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพแมติชน. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๐ สวนคําวากะเหรี่ยง เป็นคําเรียกตนเองที่รับรูกันโดยทั่วไป โดยในบริบทของไทยในปัจจุบัน คําวา "กะเหรี่ยง" ถูกใชเป็นคําเรียกตนเองของกะเหรี่ยงโปวแหรือโพลวในบริบทที่ตองการแยกตัวเองออกจากกะเหรี่ยง สกอที่เรียกตนเองวา "ปกาเกอะญอ" กลาวในแงที่มาความหมาย คําวา "กะเหรี่ยง" นาจะมีความหมายถึง “เรียบเฉย” หรือเป็นคําที่เชื่อมโยงกับคําวา Karita ในภาษาสันสกฤตซึ่งแปลวา กลุมคนปุา (barbarian tribes) อยางไรก็ตาม คําวา "กะเหรี่ยง" หรือ Karen ในภาษาอังกฤษ ไมเคยมีนัยยะที่นิยามในหมูกลุมคนปกาเกอะญอ หรือโปวแ จนกระทั่งในศตวรรษที่ ๑๙ มิชันนารีและเจาอาณานิคมชาวอังกฤษไดใชคํานี้นิยามกลุมคนปกาเกอะญอและโปวแ (รวมทั้งกลุมยอยของกะเหรี่ยง) คํานี้จึงมีความหมายทางสังคมขึ้น โดยคําวา Karen มาจากคําเรียกที่ชาวพมา เรียกกลุมคนกะเหรี่ยงวา "Kayin" (กะหยิ่น)๖ กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงสะกอ (Sgaw Karen) กลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงที่เรียกตนเองวา “ปกาเกอะญอ” ซึ่งแปลวา “คน” เป็นชนเผาที่มีจํานวนมาก ที่สุด ในประเทศไทย แบงออกไดเป็น ๔ กลุม ไดแก สะกอ หรือยางขาว หรือ ปากกะญอ เป็นกลุมที่มีประชากร มากที่สุด โปวแ หรือ โพล อยูในเขตจังหวัดแมฮองสอน เชียงใหม และลําพูน สวนกลุมปะโอ หรือ ตองสู และบะเว หรือ คะยา ในเขตจังหวัดแมฮองสอน ถิ่นฐานเดิมของกะเหรี่ยงอยูบริเวณมองโกเลียเมื่อกวา ๒,๐๐๐ ปีมาแลว ตอมาไดหนีภัยจากการรุกรานของกองทัพจีน มาอยูที่ธิเบต ถอยรนลงมาทางใตเรื่อย ๆ ตั้งแตบริเวณที่ราบลุม แมน้ําแยงซีเกียง ลุมน้ําสาละวิน มาถึงคอคอดกระ จังหวัดประจวบคีรีขันธแ จํานวนที่อพยพเขามาในประเทศไทย ในตอนปลายศตวรรษที่ ๑๘ ในรัชสมัยสมเด็จพระจุลจอมเกลาเจาอยูหัวฯ คนไทยในภาคเหนือเรียกกะเหรี่ยงสะกอวา “ยางขาว” นอกจากนี้ ยังมีคําอื่นที่ใชเรียกกะเหรี่ยงสะกอ ไดแก “ยางกะเลอ ยางปุา ยางเปียง” กะเหรี่ยงสะกอเรียกตัวเองวา “ปากะญอ” เป็นกะเหรี่ยงที่ใหญที่สุด ในประเทศไทย มีจํานวนประชากรประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน อาศัยอยูในจังหวัดตาก จังหวัดแมฮองสอน จังหวัดเชียงใหม จังหวัดเชียงราย จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี เป็นตน ในจังหวัดลําปาง พบไดเล็กนอย และกระจายตัวอยูในบางอําเภอ การแตงกายเสื้อเด็กและหญิงสาวจะเป็นชุดทรงกระสอบ ผาฝูายพื้นขาว ทอหรือปักประดับลวดลายใหงดงาม สวนหญิงที่มีครอบครัวแลวจะสวมเสื้อสีดํา น้ําเงิน และผานุงสีแดง คนละทอน ตกแตงดวยลูกเดือย หรือทอยกดอก ยกลาย สําหรับผูชายกะเหรี่ยงนั้นสวนมากจะสวมเสื้อตัวยาว ถึงสะโพก ตัวเสื้อจะมีการตกแตงดวยแถบสีไมมีการปักประดับเหมือนเสื้อผูหญิง นุงกางเกงสะดอ นิยมใชสรอย ลูกปัดเป็นเครื่องประดับ และสวมกําไลเงินหรือตุมหู ขอสังเกตเพื่อแยกระหวางกะเหรี่ยงสองกลุมใหดูจากการแตงกายระหวางกะเหรี่ยงโปวแและกะเหรี่ยง สะกอ การแตงกายกะเหรี่ยงเผาสะกอ หญิงจะสวมกระโปรงยาวถึงขอเทา ผมเกลามวยไวขางหลัง พันดวย เสนดายถักสีแดง ผาสวนมากจะทอเอง เสื้อแขนกุดพื้นดํา หรือน้ําเงินปนดํา สวนลางของเสื้อปักลวดลาย ทรงเรขาคณิตดวยดายแดง ปักลูกเดือย มีพูชายครุยบริเวณชายเสื้อ สวนผูชายจะสวมกางเกงขายาวแบบจีน สีดําหรือขาว สวมเสื้อสีแดงยกดอกเป็นหมู แขนสั้น เสื้อยาวครึ่งเขา บางคนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวคลุมดวย เสื้อชุดสีแดง บางคนสวมชุดดํา สําหรับกะเหรี่ยงเผาโปวแ ผูหญิงจะสวมเสื้อแขนกุดพื้นแดงออนหรือสีน้ําหมาก ตัวเสื้อครึ่งลางปักลวดลายเป็นเสนตรงแนวนอนเป็นชวง ๆ เกลามวยผมสูงเป็นกระพุมกลมแผบาน ขมวดเป็นจุก ๖ ทิพยแวิมล ศิรินุพงศแ, พรพรรณ กาญจนาธิวัฒนแ, ๒๕๖๒. “แผนดินกลางใจกะเหรี่ยงแกงกระจาน” มูลนิธิผสานวัฒนธรรม. มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวัดลำปาง
๑๑ สวนการแตงกาย โดยทั่วไปจะคลาย ๆ กัน สวนผูชายจะสวมเสื้อแขนกุด ชายต่ํากวาเอว สีและลวดลายเหมือน เผาสะกอ กางเกงเปูาต่ําสีน้ําเงินเขม หรือดํา โพกหัวดวยผาสีแดง หมวกขาวสีน้ําตาล จากความแตกตางระหวางสองชาติพันธุแสามารถจําแนกไดจากสําเนียงภาษาพูด การแตงกาย และคุณคา ทางสังคมบางอยาง แตโดยลักษณะทางวัฒนธรรมแลวมีลักษณะรวมกัน ดังนั้นผูศึกษาจะทําการอธิบาย เป็นภาพรวมในการนําเสนอขอมูลเชิงพื้นที่ โดยไมแบงกลุมทั้งสองนี้ออกจากกันในการอธิบายประเด็นสังคม วัฒนธรรม แตในเรื่องภูมิปัญญาการทอผาจะแยกตามลักษณะการแตงตัวของแตละกลุม ๑.๒ ลักษณะโครงสร้างทางสังคม กลุ่มเครือญาติ กลุ่มเครือญาติย่อม : สังคมกะเหรี่ยงโปวแ มีการแบงแยกในการนับถือ “สกุลของ ฝุายมารดา” หรือเรียกอีกอยางวา “การนับถือผี สายฝุายมารดา” แตละหมูบานนอกจากจะมีกลุมหรือสมาชิก ของผีสกุลเดียวกันแลว ยังมีกลุมใหญ-เล็ก และกลุมสมาชิกของชุมชนในหมูบานที่มิใชโปวแแท ๆ อีกคือบิดาอาจ เป็น “สะกอ” กลุมสมาชิกเหลานี้ถือไดวาเป็น “กลุมยอย” ซึ่งไมมีอิทธิพลมากเทากับกลุมสกุลฝุายมารดา ที่เป็นกลุมใหญที่สุด กลุมศาสนาคริสตแ ผูประกาศศาสนาหรือสอนศาสนา และกลุมสตรีแมบาน เพราะในชุมชน กลุมนี้ “แมบาน” หรือ “ภรรยา” จะมีอิทธิพลในการตัดสินใจภายในบาน ภรรยาจะเป็นเจาของบานแตผูเดียว และสิทธิ์ขาดเป็นของภรรยาเทานั้น “บานของชุมชนกะเหรี่ยงนั้น ถือวาเป็นอาณาจักรทางวิญญาณของผี บรรพบุรุษฝุายมารดา” สามีไมมีสิทธิ์มาคางแรมหรือแมแตมากินอาหารที่บานได หากภรรยาไมอนุญาต “สตรีแมบาน” หากมีการรวมตัวกันเป็นกลุมก็ยอมมีอิทธิพล (แฝง) ใหกับบานแตละหลังได๗ การนับถือผู้น า : ในชุมชนกะเหรี่ยงโปวแ มีความเชื่อและศาสนาที่มีความแตกตางกัน แบงออกเป็น ๑) กลุมกะเหรี่ยงโปวแที่นับถือพุทธศาสนา จะอาศัยในภาคกลางและภาคเหนือตอนลาง บุคคลสําคัญ ไดแก พระสงฆแ ดวยเหตุที่กะเหรี่ยงโปวแมีความเครงครัดทางพุทธศาสนา ดังนั้นชาวบานจึงใหความสําคัญ ศรัทธา และความเคารพนับถือพุทธศาสนา ผูกระทําพิธีทางศาสนาประจําหมูบานหรือผูนําทางศาสนา ผูเป็นประธาน ในพิธีทางศาสนา ซึ่งมีความเชื่อทางประเพณีวัฒนธรรมและประเพณีประจําปีในหมูบาน ฤๅษี นับถือมากในทาง ศาสนกิจ ใหความเคารพเชนเดียวกับพระสงฆแ มีอิทธิพลเหนือชาวบาน เพราะเชื่อกันวาจะเป็นผูนํา ที่จะทําใหชาวบานประพฤติปฏิบัติตนในทางรักษาศีลธรรม เจาวัดซึ่งมิไดนุงหมเหลืองเชนพระสงฆแ แตเป็นผูชาย ซึ่งเป็นผูนําและพิธีกรรมทางดานความเชื่อ บางคนมักจะเชื่อวา หมอผี หรือบางเจาวัดก็ปฏิบัติตนเชนเดียวกับพระ กลุมอาวุโสประกอบดวยผูชายที่มีอายุมากและมีหลาย ๆ คนเป็นผูกําหนดการวินิจฉัยและการตัดสินใจบางเรื่องได ๒) กลุมกะเหรี่ยงโปวแที่นับถือผี กลุมนี้จะตั้งถิ่นฐานอยูตามภาคเหนือและอยูบนภูเขา หางไกล จากหมูบานคนไทยและยังเครงครัดในเรื่องจารีตประเพณี กลุมนี้จะใหความสําคัญและนับถือ “หมอผี” หรือ “เซี่ย เก็ง คู” เป็นผูชาย หมอผีจะเป็นผูกําหนดงานตาง ๆที่เกี่ยวของกับความเป็นอยูและความเจ็บไขไดปุวย มีอิทธิพลตอชุมชนในเรื่องการทําโทษ และ ปรับไหมตอผูกระทําความผิดตาง ๆ นอกจากนั้นยังนับถือ กลุมอาวุโสเป็นลักษณะหนึ่งของชุมชนกะเหรี่ยงที่ขาดมิได เชนเดียวกับกลุมกะเหรี่ยงพุทธศาสนา ๗ ขวัญชีวัน บัวแดง, ๒๕๔๙. “กะเหรี่ยง : หลากหลายชีวิตจากขุนเขาสูเมือง” : ศูนยแศึกษาชาติพันธุแและการพัฒนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม, พิมพแครั้งที่ ๑. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๒ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในหมู่บ้าน : ตามความเชื่อของกะเหรี่ยงโปวแ ไดแก วัด ศาลผีประจําหมูบาน หรือสถานที่ ซึ่งชาวบานกราบไหวเคารพและบูชา สิ่งที่ชาวบานเห็นควรกราบไหวเชื่อกันวาเป็นที่สิงสถิตของเทวดา ผีสาง หรือนางไม ชาวบานมักจะเรียกวา “เขตหวงหาม” โดยเขตที่หวงหามนั้นจะเป็นเพียงชั่วครั้งชั่วคราว คือ มีกําหนด ๓ วัน ๓ คืน หากใครเขาไปหรือผานเขาไปไมวาจะเป็นการตั้งใจหรือไมตั้งใจก็ดี ผูฝุาฝืนตองจายเงิน ที่เรียกวา “คาปรับไหม” เป็นเงินเทาที่ชาวบานไดใชจายไป เขตที่วานี้จะมีเครื่องหมายไวใหเห็น เชน ที่บันไดบาน ดานหนากับหลัง ที่ทางสามแพรง ที่ประตูทางเขาหมูบาน ที่ยุงขาว หรือบางครั้งอาจจะเป็นที่ไร เครื่องหมายนี้ เรียกวา “ตะเล” หรือ “ตะแหลว” อีกสถานที่ที่กะเหรี่ยงโปวแนับถือ คือบริเวณภายในตัวบาน เชน ที่มุมบาน ซึ่งเป็นที่หลับนอนของพอแม และเป็นที่สําหรับทําพิธีใหขาว น้ํา และสุรา แกผีบานผีเรือน หรือที่เรียกวา “ไซบัง-ไซมึง” และอีกสถานที่หนึ่งคือ “เตาไฟ” สถานที่ที่ใชสําหรับประกอบอาหาร ซึ่งชาวกะเหรี่ยงมีความ เคารพนับถือเสมือนเป็น “เจาแมเตาไฟ” เพราะสามารถทําใหพวกเขามีอาหารการกินที่อิ่มเอม๘ มารยาททางสังคม : การทักทาย ชาวกะเหรี่ยงโปวแทั้งพื้นที่ราบและบนภูเขามีมารยาทที่ดีตอการทักทาย ปราศรัยถือกันวาเป็นสิ่งที่ดีและปกติ รวมไปถึงบุคคลอื่น ๆ อีกดวย ไมวาจะพบกันที่บาน ในหมูบาน กลางดง กลางปุา กลางดอย เมื่อเห็นหรือสวนทางกันจะตองทักทายซึ่งกันและกัน และถึงแมจะไมรูจักกันก็ตองทัก และพูดคุยกัน หากไมพูดจาหรือทักทายกันแลว ชาวกะเหรี่ยงถือวาเป็นการ “เสียมารยาทเป็นอยางสูง” เมื่อไดพบกันก็จะตองทักทายซึ่งกันและกันแลว เมื่อมีการจากกันก็จะตองมีการกลาว “อําลา” บางครั้งผูที่จะจากไป เป็นผูกลาวคําอําลา และบางครั้งผูซึ่งมิไดจากไปก็จะเป็นผูกลาวคําอําลาขึ้นกอนก็ไดเชนกัน การรับประทานอาหาร ถือเป็นมารยาทที่ดีและนายกยอง หากเจอหนากันในขณะที่เจาของบานกําลังทานอาหารอยู และมีแขกหรือเพื่อนบาน ขึ้นไปบนบานก็จะถูกเชิญใหรวมรับประทานอาหารดวย ซึ่งผูถูกเชิญนั้น ตามธรรมเนียมที่นิยม ก็ควรที่จะรวม รับประทานอาหารกับพวกเขาอยางนอยซัก ๔-๕ คํา นอกเสียจากวาทานอิ่มจริง ๆ “การดื่มเหลา” ในสังคม กะเหรี่ยงโปวแ (ยกเวนกะเหรี่ยงเชื้อสายไทยที่นับถือพุทธศาสนาที่ไมไดดื่มสุราและของมึนเมา) ในแตละวันนั้น เกี่ยวของกับการดื่มสุรามาก บางครั้งจะดื่มกัน ๓ วัน ๓ คืน และจากบานหนึ่งไปอีกบานหนึ่งเพื่อใหทั่วถึง ทุกหลังคา การเยี่ยมบาน หรือ “การเยี่ยมเยียน” ถาหากวางจากงานหรือกิจวัตรประจําวันแลว ชาวกะเหรี่ยงโปวแ ก็จะออกไปเยี่ยมบานซึ่งกันและกัน ไมวาจะค่ํามืดหรือดึกดื่นเพียงใด โดยเฉพาะหลังจากกินอาหารค่ําเสร็จแลว แตการเยี่ยมเยียนขึ้นบานใดบานหนึ่งนั้น จําเป็นอยางยิ่งที่จะตองระมัดระวังในเรื่องของ “เขตหวงหาม” การพูดจา ในสังคมกะเหรี่ยงจะนิยมพูดสิ่งที่ดีงามไพเราะ แตจะแฝงไวซึ่งมุกตลกโปกฮา พาใหหัวเราะ ปราศจากความเกรงใจ บอยครั้งที่จะผสมคําลามกเขาไป แตจะไมพูดสอเสียดใหรายแกผูใด ไมพูดดาทอ เสียงดัง ไมโกหกและกลาวเท็จ หากจับไดวากระทําผิดก็อาจจะถูกลงโทษ บังคับใหดื่มน้ําสาบาน จะถูกตําหนิ ทําโทษ หรือปรับไหมจากกลุมอาวุโส การเขารวมพิธีกรรม สังคมของกะเหรี่ยงหากมีกิจกรรม ทุกคนจะตอง มีสวนรวมเขาพิธีกรรมนั้น ๆ ซึ่งอาจจะมีสวนในการรวมแรงงาน หรือมีสวนในการรวมเงินทอง สิ่งของ ในการเขารวม พิธีกรรมนั้น ชายจะแยกไปนั่งในกลุมของชาย และหญิงก็จะแยกนั่งตามกลุมหญิง เรื่องบางเรื่องของพิธีกรรม อาจจะเป็นเรื่องของกลุมชายเทานั้น เชน พิธีศพคนตาย ซึ่งมีแตชายเทานั้นที่ไปรวม สวนหญิงจะไมไดรวมดวย ๘ อางแลวในขวัญชีวัน บัวแดง. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๓ เพราะเชื่อกันวาอาจจะถูกผีรายหรือวิญญาณของผูตายทําราย พิธีกรรมบางอยางจะอนุญาตใหเฉพาะสมาชิก ของกลุมหรือสายผีเดียวกันเทานั้น ข้อห้ามส าคัญ: ชูสาว สังคมกะเหรี่ยงโปวแนับวาเป็นเรื่องที่สําคัญมาก มีความเชื่อถือกันอยางเครงครัด หากใครฝุาฝืนหรือกระทําความผิด จะตองมีการพิจารณาโทษถึงที่สุด เชน การปรับไหม การเลี้ยงผี เพื่อการ ขอขมาลาโทษตอผีเจาที่เจาทาง ผีบรรพบุรุษ และเชื่อกันวาใครผูใดกระทําความผิดในเรื่องชูสาว ถึงแมจะไมเห็น จับไมได แตผีบาน ผีเรือน ผีเจาที่เจาทางเห็น และสังคมกะเหรี่ยงยังเครงครัดในเรื่องของ ผัวเดียว-เมียเดียว การเยี่ยมบาน หากยังไมไดทําพิธี ใครผูใดจะขึ้นมาพักคางไมได แตจะอนุโลมกันไดหากมีความจําเป็นจริง ๆ แตจะตองเป็นผูชายเทานั้นที่จะขึ้นมาพักคางคืนได แขกที่จะมาพักคางคืนที่บานนี้ที่เป็นสามี–ภรรยากันไมควรอยางยิ่ง ที่จะรวมหลับนอนเสมือนหนึ่งเป็นบานของตนเอง ในกรณีที่เจาของบานมีพิธีเลี้ยงผีและสิ่งของตาง ๆ ไมวาจะเป็น ของเจาของบานเองหรือจะเป็นสิ่งของแขกที่ฝากไวในบานนั้น หากไมนําออกกอนที่เจาของบานจะเลี้ยงผีแลว จะนําออกอีกที หลังพิธีเลี้ยงผีเสร็จเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน รวมถึงบุคคลหรือสมาชิกในบานนี้จะออกไปคางคืนภายนอกหมูบานไมได สถานที่สําคัญในชุมชนหรือบานพัก หากเป็นกะเหรี่ยงพื้นราบที่อยูใกลกับคนไทยก็จะมีที่สําหรับเลี้ยงผี ประจําหมูบานโดยเรียกวา “ศาลผี” แตถาเป็นหมูบานกะเหรี่ยงที่นับถือพุทธศาสนาก็จะมีวัด ซึ่งมีพระสงฆแ และพระพุทธรูปอยู นอกจากนั้นยังมีอาณาเขตที่เรียกวา “เขตอภัยทาน” เป็นสถานที่สําหรับชาวบานมาชุมนุมแลวทํา พิธีกรรมตาง ๆ แตหากเป็นกะเหรี่ยงโปวแบนภูเขาและเป็นกลุมที่นับถือผี สถานที่สําคัญ ๆ จะไมคอยมี แตจะมีสถานที่ ที่หามเขาในขณะกําลังทําพิธีเลี้ยงผี ซึ่งจะรูเห็นไดโดยมีเครื่องหมาย “ตะแหลว” ปักไวใหเห็นในที่เดนชัด๙ ค่านิยมส าคัญ : ไดแก ๑) การเกษตร กะเหรี่ยงทุกทองที่ไมวาจะอยูทางภาคเหนือหรือใต และบนภูเขาหรือพื้นราบ สิ่งสําคัญ ในเรื่องของการเกษตรก็คือ “การปลูกขาว” มีทั้งการปลูกขาวนาและขาวไร และสิ่งที่จะขาดมิไดคือ “การเกษตรเพื่อปากทอง” มากกวาที่จะนําไปขายเป็นเงินสด ความนิยมในเรื่องของการเกษตรในชุมชนกะเหรี่ยง ซึ่งนอกจากการปลูกขาวแลวยังมีการปลูกพริก ผักตาง ๆ ไวในไรขาว โดยปลูกพรอมกันกับขาวไร ๒) การรักษาพยาบาล จากความคุนเคยในเรื่องของสภาพความเป็นอยูดั้งเดิมและความไมเชื่อเรื่อง โรคภัยไขเจ็บ แตจะเชื่อในเรื่องของ “ผี” ซึ่งจะเขามาทํารายบุคคลใหเจ็บไขไดปุวย และแมแตอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น ก็จะโทษเรื่อง “ผีทํา” ทั้งสิ้น ถาเป็นกะเหรี่ยงทางภาคใตก็จะเชื่อในเรื่องของยาทันสมัย การฉีดยา และโรงพยาบาล แตถากลุมที่อยูบนภูเขามักจะกลาววา “โรงพยาบาลนั้นเป็นสถานที่สําหรับผูที่จะไปตาย” ๓) การเซนไหวผี ซึ่งเป็นหนาที่และบทบาทของ “หมอผี” ชาวกะเหรี่ยงโดยมากใหความสําคัญและเคารพ เกรงกลัวตอสิ่งที่มองไมเห็นและสัมผัสไมได ไดแก เรื่องของภูติผีปีศาจ เรื่องของเทวดาและผีปุา หรือแมแตผีเจาที่ ๔) หลักการวางตัวใหเป็นที่นิยมของชุมชนจะขึ้นอยูกับ “ตัวบุคคล” บางคนมีความสามารถ แตบางคน ไมสามารถที่จะทําได๑๐ ๙ ยศ สันตสมบัติ. ๒๕๔๒. ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาทองถิ่นเพื่อการพัฒนาอยางยั่งยืน.เชียงใหม: ภาควิชาสังคมวิทยาและ มนุษยวิทยา คณะสังคมศาสตรแ มหาวิทยาลัยเชียงใหม. ๑๐ ______๒๕๔๗. “ระบบการเกษตรแบบไรหมุนเวียน: สถานภาพและความเปลี่ยนแปลง(เลม ๒)”เชียงใหม: คณะสังคมศาสตรแ มหาวิทยาลัยเชียงใหม. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๔ ๑.๓ ลักษณะทางวัฒนธรรม ประเพณี ค่านิยม ความเชื่อ ความเชื่อเกี่ยวกับผี ขวัญ และวิญญาณของกะเหรี่ยง : กะเหรี่ยงถือผีเจาที่เจาทาง “ทิคาเฉคางคงเฉ” เป็นผีที่สําคัญที่สุด พวกเขามีความเคารพนับถือตอผีตนนี้ ไมวาจะเป็นดิน หิน น้ํา ตนไม ไร นา เหมือง ฝาย หรือโลกเรานี้ ก็ตองมีผีเจาที่สิงอยู พวกเขาจะตองมีพิธีบวงสรวงตอผีเจาที่ปีละ ๒ ครั้ง เพื่อที่จะใหผีเจาที่ไดมา ชวยสงเสริมใหผลผลิตพืชไรตาง ๆ เจริญงอกงามยิ่งขึ้น เชน พิธีอั้งเลเขิ้อะ มีขึ้นระหวางฤดูฝนภายหลังการปลูกขาว พิธีเกซางขู หรือพิธีปีใหมภายหลังการเก็บเกี่ยวขาว พิธีดังกลาวทําขึ้นเพื่อปูองกันมิใหผีมีความขุนเคืองหรือโกรธ สวนเรื่องผูประกอบพิธีกรรมคือ หัวหนาหรือผูนําศาสนา เชื่อกันวาเขาเทานั้นที่จะติดตอสื่อสารกับผี มีพิธีกรรมที่สําคัญอีก ๒ พิธี คือพิธีเปี้ยงเคอะ เป็นพิธีเชิญผีตาง ๆ ใหมาชวยเหลือพืชไรที่ยังออนใหเจริญเติบโต กับพิธีโก฿ะบือเร หรือการเรียกขวัญขาว ตอดวยผีประจําตระกูลหรือผีบรรพบุรุษของสายฝุายมารดา เชื่อวา ผีบรรพบุรุษจะสามารถปกปูองคุมครองความเป็นอยูของสมาชิกในสายฝุายนั้น ๆ ได อีกทั้งความเชื่อเกี่ยวกับ ขวัญหรือเลของกะเหรี่ยง เชื่อวาทุกคนมีขวัญประจําตัว ซึ่งมีทั้งหมด ๓๓ ขวัญ แตขวัญที่สําคัญมี ๖ ขวัญ คือ ศีรษะ หู คอ ขอมือ ขวัญตาง ๆ จะออกจากรางกายไดหากบุคคลผูนั้นตาย สวนเด็กที่เพิ่งคลอด เชื่อกันวา ขวัญของรางกายยังมิไดเขามาอยู จะเห็นไดวาเมื่อเด็กเกิด บิดาของเด็กจะรีบทําพิธีเรียกขวัญ ขอแตกตางที่ทําใหจําแนกระหวางกลุมสะกอกับโปวแไดงาย คือภาษาพูด โดยโครงสรางครอบครัว ชาวกะเหรี่ยงจะมีลักษณะครอบครัวเดี่ยวเป็นสวนใหญ เมื่อลูกชายแตงงานจะไปอาศัยอยูกับพอแมของฝุายภรรยา ชั่วระยะหนึ่ง แลวจึงแยกครอบครัวออกมาอยูในละแวกนั้น การแตงงานจะเป็นไปในระหวางเผาพันธุแเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน และอยูรวมชีวิตกันในระบบผัวเดียวเมียเดียว บานทุกหลังเป็นสมบัติของฝุายหญิง วิญญาณ ของบรรพบุรุษ ฝุายหญิงคอยปกปูองคุมครอง ในดานระบบการศึกษาชาวกะเหรี่ยงทุกเผาจะไมมีภาษาเขียน เป็นของตนเอง โดยกลุมกระเหรี่ยงที่อาศัยอยูในพมาเดิมทีมีมิชชันนารีคนหนึ่งไดคิดภาษาเขียนของกะเหรี่ยง (หลิ-วา) ขึ้นโดยการดัดแปลงมาจากตัวอักษรพมา และนําภาษาเขียนเขามาสูอาณาจักรไทยตามการอพยพขามแดน ตอมาบาทหลวงคาทอลิก ชื่อ Joseph Seguinotte ไดคิดภาษากะเหรี่ยง (โรเหม) ขึ้นโดยเขียนตามอักษรโรมัน มีกะเหรี่ยงไมมากที่ใชภาษาเขียนนี้ได๑๑ ในดานความเชื่อเรื่องความตาย มีความเชื่อวาทุกสิ่งลวนกลับคืนสูธรรมชาติ ดังนั้นหมูและไก สําหรับผีของกะเหรี่ยงโปวแ นับเป็นสัตวแเลี้ยงที่มีความหมาย ความสําคัญ และจําเป็นอยางยิ่งในสังคมกะเหรี่ยงโปวแ ทั้งนี้เพราะจะตองใชเพื่อการสังเวยและทําพิธีกรรมตาง ๆ หากไมไดมีพิธีกรรมจะฆาหมูและไกเพื่อบริโภคไมได ไขไกก็จะไมนํามาบริโภคเหมือนกัน สําหรับพันธุแหมูและไกเป็นพันธุแพื้นบานทั้งหมด ไมนิยมนําหมูกับไก ที่เป็น สีขาวทั้งตัวมาทําพิธีกรรม ระบบการจัดการทรัพยากร ดิน น้ า ป่า ดานศักยภาพในการจัดการทรัพยากร ดิน น้ํา และปุา ของชาวกะเหรี่ยง ขอมูลพื้นฐานของหมูบาน ที่ศึกษาในจังหวัดลําปาง ๔ หมูบาน ประกอบดวย บานโปุงน้ํารอน อําเภอเสริมงาม บานแมฮาง อําเภองาว บานแมหมีใน อําเภอเมืองปาน และบานกลาง อําเภอแมเมาะ เป็นหมูบานขนาดเล็ก สภาพเศรษฐกิจโดยรวมของ ๑๑กาญจนา เงารังสีและคณะ. ๒๕๕๘. “บทที่ ๕ พลังความคิดและภูมิปัญญา”. ในอานันทแ กาญจนพันธุแ(บก.).กํากึ้ดกําปากงานวิจัยวัฒนธรรม ภาคเหนือ.เชียงใหม: ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษวิทยา คณะสังคมศาสตรแ มหาวิทยาลัยเชียงใหม. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๕ หมูบานที่ศึกษา การปลูกขาวไรเพื่อการบริโภคในครัวเรือน มีครัวเรือนสวนนอยในแตละหมูบานที่มีที่นาเป็นของ ตนเอง รายไดที่เป็นเงินสดสวนใหญไดจากการขายของปุา ขายสัตวแเลี้ยง และออกรับจางแรงงาน ความเชื่อทาง ศาสนา ถึงแมจะมีชาวบานบางสวนหันมานับถือศาสนาคริสตแ แตความเชื่อในจิตวิญญาณและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังมี อิทธิพลตอชีวิตของคนในชุมชนอยูมาก การจัดจําแนกประเภททรัพยากรดิน น้ํา และปุา ตามประเพณีของ ชาวกะเหรี่ยง โดยจารีตประเพณีของชาวกะเหรี่ยง ปุากับการทํากินเป็นเรื่องผูกพันมาโดยตลอด๑๒ ชาวกะเหรี่ยง ไดจัดจําแนกประเภทปุาตามลักษณะการใชประโยชนแ ๑. ปุาใชสอยรอบหมูบาน ๒. ปุาชา ๓. ปุาฟื้นตัวจากไร ๔. ปุาหัวนา เป็นพื้นที่ปุาเหนือผืนนา ๕. ปุาขุนหวย มักจะอยูสูงกวาและหางไกล จากตัวหมูบาน และยังจําแนกประเภทปุาตามความเชื่อ ไดแก ๑. ปุา ตะ เด โดะ เป็นปุาที่อยูในชองเขา ถือเป็นทางเดินของผี หามหักลางทํากิน แตสามารถหาอาหาร สมุนไพร และไมฟืนจากปุาได ๒. ปกา เด หมื่นเบอ เป็นปุาที่ขึ้นบนเนินลักษณแหลังเตา มีสายน้ําไหลออมหรือลอมรอบ ถือวามีผีแรง หามการหาประโยชนแใด ๆ ทั้งสิ้น ๓. ปกา เซ มอปู เป็นปุาน้ําซับมีตนไมใหญและมีน้ําขังตลอดปี ถือเป็นที่อยูของผีน้ํา หามกินน้ําในบริเวณนี้ ๔. ปกา ที หนา จวะ คี หรือปุาขุนหวย เชื่อวามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิงสถิตอยู หามการตัดไม เพื่อใชประโยชนแ ๕. ปกา ทีเปุอ ถอ เป็นปุาที่มีน้ําซึมออกมาเป็นบริเวณ มีน้ําไหลตลอดปี เชื่อวาเป็นที่อยูของผีน้ํา อาจตัดไม นําไปใชสอยได แตจะตองหางออกมาจากบริเวณน้ําซับ ๙-๑๐ เมตร ๖. ปกา ปู ที เปุอ ถอ เป็นปุาที่มีน้ําผุด เชื่อกันวาผีน้ําดุมาก หามรบกวนเด็ดขาด๑๓ นอกจากจะมีกฎระเบียบที่ควบคุมโดยระบบความเชื่อแลว ชาวกะเหรี่ยงยังมีความเชื่อในการรักษาตนไม โดยมีขอหามการตัดทําลายไมประเภทตอไปนี้ ๑. ตนไมที่ถูกเลือกเป็นที่แขวนสายสะดือเด็กเกิดใหมแตละคน ๒. ตนไทรที่มีขนาดใหญ ๓. ตนไมที่ใชแบกหามคนตาย ๔. ตนไมที่ขึ้นเป็นคูใกลชิดกัน ๕. ตนไมที่สวนปลายโนม ติดกับอีกตนหนึ่ง ๖. ไมตนผึ้ง ที่มีรังผึ้งเกาะอยู ๗. ตนไมที่มีเถาวัลยแพันเกี่ยว ๘. ตนไมที่ขึ้นบนจอมปลวก สวนของดิน นอกจากการเลือกทําเลในการตั้งหมูบานแลว ยังใชดินในการทํานา ไรขาว สวนครัวริมบาน ในหมูบานชาวบานสวนใหญปลูกขาวไรมากกวาขาวนา ทั้งนี้เนื่องมากจากพื้นที่ที่สามารถเปิดเป็นที่นา มีระบบน้ํา เขาหลอเลี้ยงได มีไมมาก อีกทั้งการปลูกขาวไร หมายถึง การมีพืชผักอื่น ๆ อีกหลายสิบชนิดไวบริโภคดวยระบบ การปลูกพืชแบบผสมในไรขาว ซึ่งไมสามารถจะทําอยางเดียวกันไดในนาขาว ระบบการทําไรของชาวกระเหรี่ยง เป็นการทําไรแบบหมุนเวียนที่ดิน ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ : เป็นกฎหมายควบคุมการจัดการทรัพยากรการดํารงอยูของระบบการจัด จําแนกและการจัดการทรัพยากรเหลานี้ มีความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นตัวควบคุม ซึ่งแสดงออกในรูปของพิธีกรรม ตาง ๆ เชน ปลูกขาวไรก็พิธีกรรมที่เรียกรวม ๆ วา “บอคี” พิธีกินขาวใหม (เอาะ บือ ซอ) พิธีเรียกขวัญขาวขึ้นยุง ซึ่งเป็นพิธีที่ทุกครัวเรือนจะตองกระทําทั้งสิ้น พิธีการเหลานี้สะทอนใหเห็นสายใยความสัมพันธแระหวางมนุษยแกับ ๑๒อรุณรัตนแ วิเชียรเขียวและคณะ. ๒๕๔๖. “สิทธิชุมชนพื้นเมืองดั้งเดิมของลานนา: ศึกษากรณีชุมชมลัวะ ลื้อ ปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) ในเขตจังหวัด นาน แพรและเชียงใหม. ๑๓อานุภาพ นุนสง. ๒๕๕๗. ๕ ทศวรรษความเปลี่ยนแปลงในชนบทภาคเหนือ: ศึกษาการจัดการสมบัติชุมชนของชุมชนและหยอมบาน อ.แมแจม จ.เชียงใหม พ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๕๐.กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาองคแกรชุมชน. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๖ ธรรมชาติ ยังมีพิธีกรรมที่แสดงออกถึงความสัมพันธแระหวางคนในชุมชนดวยกัน คือพิธีกรรมที่ถือเป็นวันขึ้นปีใหม เป็นการชุมนุมพบปะกันของคนทั้งชุมชนกอนที่จะลงมือทํากิจกรรมในรอบปีตอไป กรณีตัวอยางของชาวกะเหรี่ยงแสดงใหเราเห็นวา ถึงอยางไรก็ตาม ความเป็นจารีตประเพณีก็ไมอยูนอก กฎเกณฑแของความเป็นพลวัตวาแทจริง การปฏิบัติตามจารีตก็ไดมีการปรับเปลี่ยนตนเองมาแลวในอดีตจากคําบอกเลา ของผูอาวุโสชาวกะเหรี่ยง ในสมัยที่การปกครองยังอยูในมือเจาเมืองตาง ๆ นั้น ชาวกะเหรี่ยงนิยมอยูรวมกันเป็น ชุมชนใหญ ภายใตการนําของ “ฮีโข” (หัวหนาบาน) กอนการเพาะปลูกในแตละปีนั้น ฮีโขจะเรียกประชุม ลูกบานทั้งหมด เพื่อกําหนดพื้นที่เพาะปลูกขาวไรของปีนั้นวา จะทําในบริเวณฟากใดของภูเขา ตอมาเมื่อ การปกครองถูกรวมศูนยแ อํานาจของเจาเมืองตาง ๆ เสื่อมโทรมลง โดยกลายเป็นอํานาจบริหารจากสวนกลาง สังคมกะเหรี่ยงไดเกิดการแตกแยกออกเป็น ๒ ฝุาย คือฝุายที่ยินดีจะปรับตัวเขาสูระบบอํานาจสวนกลาง และฝุายที่ตองการหลีกเลี่ยงจากอํานาจสวนกลาง ซึ่งมีผลทําเกิดการแตกตัวของชุมชนกะเหรี่ยงขนาดใหญ เป็นชุมชนเล็ก ๆ มากขึ้นกระจัดกระจายกันอยูลึกเขาไปในปุาเขา พรอมไปกับการเกิดโครงสรางชุมชนที่ไมมีฮีโข โดยจะมีเพียง “คอทิ” หรือผูอาวุโสที่นับถือกัน ปกครองเฉพาะชุมชนยอย ๆ รูปแบบการใชที่ดินก็ถูกปรับเปลี่ยน ตามไปดวย แตละครัวเรือนสามารถเลือกกําหนดพื้นที่ไรขาวในแตละปีของตนเองได โดยอาจจะยึดตามรูปแบบ การทําไร ในบริเวณฟากดอยเดียวกัน รวมกับครัวเรือนอื่น ๆ หรือไมก็ได ถึงแมจะทําใหดูเหมือนวาที่ไรเป็น ทรัพยแสินสวนตัว แตก็ยังคงยึดถือธรรมเนียมที่เปิดใหมีการเจรจาของใชที่ดินกันได หากผูที่เคยทําอยูกอน ใหความยินยอม ดังนั้นลักษณะของการเป็นสมบัติกึ่งสวนตัว –กึ่งสวนรวมนี้ จะพบเห็นในหมูบานขนาดเล็ก เทานั้น ลักษณะกึ่งสวนตัว – กึ่งสวนรวมนี้ จะเกี่ยวของกับทรัพยากร ดิน น้ํา และปุา โดยตลอดพื้นที่ปลูกสรางบาน หรือ “ตาโร” สวนริมบานนั้นถูกพิจารณาวาเป็นของสวนตัว ตราบเทาที่ผูครอบครองยังอยูและยังใชประโยชนแอยู แตเมื่อใดที่บานหลังนั้นยายไป พื้นที่บริเวณนั้นก็จะตกเป็นของสวนรวมที่ครอบครัวอื่นสามารถใชได สําหรับที่นา ถือวาการบุกเบิกใชเวลาเนิ่นนานและเปลืองแรงงาน รวมทั้งการจัดทําระบบเหมืองฝายนําน้ําเขานา จึงทําใหที่นา ไดรับการพิจารณาวาเป็นทรัพยแสินสวนตัวถาวรที่ตกทอดสูลูกหลานได๑๔ การทอผ้ากี่เอว : หนี่คิ – มัดหมี่กะเหรี่ยงเป็นการนําเสนอถึงกระบวนการมัดหมี่ ลักษณะลวดลาย และการใชลวดลายมัดหมี่ของกลุมชนชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นชาวเขาเผาหนึ่งของประเทศไทยที่มีถิ่นฐานเดิม อยูในพมา และอพยพเขามาสูประเทศไทยประมาณ ๔๐๐ ปีมาแลว กะเหรี่ยงเป็นชนเผาอนุรักษแการถักทอ ซึ่งกลุมที่ปรากฏเดนชัดทางวัฒนธรรมการแตงกายมีเพียง ๒ กลุม คือ กลุมสะกอ และกลุมโปวแ ความแตกตาง ของกะเหรี่ยง ๒ กลุมนี้สังเกตไดจากการแตงกาย ซึ่งปรากฏใหเห็นอยางชัดเจนจากการใชสีและลวดลายตกแตง แตดานรูปแบบ พื้นฐานเครื่องแตงกายของทั้ง ๒ กลุม ยังคงเป็นแบบเดียวกัน คือใชผาหนาแคบเย็บประกอบ เป็นเครื่องนุงหม โดยไมมีการตัดใหโคงเวา การแตงกายตามจารีตเป็นสาเหตุหนึ่งที่เอื้ออํานวยใหกะเหรี่ยง ยังคงทอผาขึ้นใชเองในสังคม ในขณะที่ชาวเขาเผาอื่นเริ่มนําผาทอสําเร็จรูปมาตัดเย็บแทนการทอขึ้นใชเอง ทําใหคนรุนหลังทอผาไมเป็นและไมรูจักการทอผาตามวิถีดั้งเดิม ผามัดหมี่ของกะเหรี่ยง กลุมสะกอและโปวแ เรียกดายที่มัดยอมวา ลูคิ หรือ หลื่อคิ และเรียกผาซิ่นที่ทอสลับลวดลายมันหมี่วา หนี่คิ หรือนิไค ๑๔สุมิตรชัย หัตสาร. ๒๕๕๙. โครงการศึกษาปัจจัยเอื้อและขอจํากัดตอการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชนอยางยั่งยืน: กรณีศึกษาชุมชนตนแบบเครือขายปฏิรูปที่ดินภาคเหนือ. (เอกสารอัดสําเนา) มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๗ ฉะนั้นจึงปรากฏวา ลวดลายมัดหมี่ที่ใชในกลุมกะเหรี่ยง จะใชเพียงประกอบในผืนผาซิ่นของหญิงแตงงานแลว เทานั้น กลุมสะกอนิยมใชลวดลายมัดหมี่ตกแตงผาซิ่นมากกวากระเหรี่ยงโปวแ ที่นิยมใชมัดหมี่ที่มีสีตัดกับสีพื้น ของผาซิ่นแทรกสลับเป็นริ้ว ๆ ความกวางของแตละริ้วมีขนาดเล็กกวาในกลุมสะกอ สีที่ใชมีสีดํา และน้ําเงินหรือคราม ในสมัยกอน “หนี่คิ” เป็นผาถุงที่หญิงแมเรือนทุกคนตองมีไวครอบครอง โดยผืนที่สวยที่สุด และเป็นผืนแรกที่จะมีโอกาสสวมใส คือผาซิ่นที่ใชในพิธีแตงงานเป็นชุดกับเสื้อดําปักลูกเดือยลายโบราณ และผาโพกหัวสีขาว ทอลายที่เชิงสองดานอยางงดงาม หลังเสร็จพิธี ชุดนี้จะเก็บรักษาไวในหอผาสีดําผูกดวย ตอก และใสไวกนตะกราทรงสูงเสมือนตูเสื้อผา โดยจะไมนํามาสวมใสอีก และจะถือวาสิ่งนี้คือมรดกที่จะมอบให ลูกหลานตอไป (ซึ่งลูกหลานก็มักจะนําชุดนี้มอบกลับคืนเจาของเมื่อเวลาตาย ใหนําไปใชในโลกหนา) สําหรับจังหวัดลําปางลวดลายลายพื้นฐานของการมัดหมี่ของกะเหรี่ยง มีเพียง ๔ ลายเทานั้น คือ ๑. ลาดคดไปคดมา เป็นลวดลายที่ตอเนื่องไปไดเรื่อย ๆ ๒. ลายวงตา ลักษณะคลายลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ๓. ลายปากนอก มีลักษณะเหมือนลายหยักฟันปลา และ ๔. ลายปีกผีเสื้อ๑๕ การแต่งกาย: ที่เป็นเอกลักษณแมักเห็นไดจากการแตงกายของผูหญิง สวนผูชายจะสวมเสื้อสีแดง สื่อถึงลักษณะของความเป็นชาย สวมเสื้อทรงกระสอบ คอเสื้อเป็นรูปตัววีตรงชายเสื้อจะติดพูหอยลงมา เสื้อสีแดงของชายโสดจะมีพูหอยยาวลงมาเลยชายเสื้อ สวนเสื้อแดงของชายที่แตงงานแลวจะติดพูหอยลงมา เสมอชายเสื้อ ผูชายกะเหรี่ยงจะสวมกางเกงแบบคนไทยภาคเหนือ หรือสวมโสรงแบบพมา นอกจากเสื้อแลว ผูชายกะเหรี่ยงยังใชผาโพกศีรษะ ซึ่งมีลวดลายปีกสีแดงและมีถุงยามที่ออกสีแดง ผูหญิงกะเหรี่ยงสะกอที่ยัง ไมไดแตงงานจะใสชุดทอดวยมือทรงกระสอบสีขาว ยาวกรอมเทาและมีผาโพกศีรษะ สวนผูหญิงกะเหรี่ยง ที่แตงงานแลวจะสวมเสื้อทรงกระสอบตัวสั้นเลยเอว คอเป็นรูปตัววี แขนในตัว สั้นเลยไหล ประดับประดาดวยลูกเดือย และฝูายสี การประดิษฐแลวดลายและการใชสีสันตาง ๆ และสวมผาซิ่น หญิงที่แตงงานแลวจะตองสวมเสื้อที่มี ลายปักลูกเดือยเชื่อกันวาถาไมมีจะทําใหไมมีลูก และเชื่อกันวาจะกันผีได แตกะเหรี่ยงสะกอที่นับถือศาสนาคริสตแ จะไมปักลูกเดือยและจะทําลวดลายลงไปในเสื้อเลย สวนผาซิ่นผูหญิงกะเหรี่ยงที่แตงงานแลวและนับถือผี จะใสผาซิ่นที่มีลายกี่ สวนหญิงที่แตงงานแลวและนับถือศาสนาคริสตแจะไมมีลายกี่ ลวดลายของผาซิ่นแสดงถึง ความขยันหมั่นเพียรของผูทํา การยอมสีผา ใชวัสดุธรรมชาติ ไดแก เปลือกไมสัก ไมแดง ไมประดู สวนตนไม ที่ใชยอมสีเป็นตนเล็ก ๆ ไดแก ตนคราม ตนแสดหรือเงาะปุา การยอมสีของลายกี่จะตองไปเอาตนไมชนิดหนึ่ง ในปุาซึ่งมีสีอยางลายกี่ เวลาไปเอาจะตองไมบอกใคร เพราะจะทําใหยอมไมติด การตั้งถิ่นฐานและบ้านเรือน: กะเหรี่ยงในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออก ตั้งถิ่นฐานอยูตามหุบเขา ที่มีลําธารเล็ก ๆ ไหลผาน ในขณะที่ชาวไทยภูเขากลุมอื่น ๆ เชน มง อาขา เขา ลีซอ มูเซอ ตั้งถิ่นฐานอยูบนเนิน เขา บานกะเหรี่ยง สรางดวยวัสดุที่หาไดจากในทองถิ่น สวนมากใชเสาไมและใชไมไผซึ่งสับและตีแผเป็นฟาก มาทําพื้นบานและฝาบาน หลังคามุงดวยหญาคาแหงเย็บหรือมุงดวยใบตองตึง สรางแบบยกพื้น มีหองเดียว เป็นหองอเนกประสงคแ กลางหองมีเตาไฟสรางอยูบนกระบะดิน เหนือกระบะดินจะสรางชั้นวางของ ชั้นลางสุด วางกระดงขาวเปลือก ชั้นเหนือขึ้นไปใชวางเครื่องปรุงหรืออาจวางหมอขาวหมอแกง อาชีพและความเป็นอยู ๑๕ ศรีสมร เทพสุวรรณแ, ๒๕๕๑.“การศึกษากระบวนการการผลิตและลายของผาทอกะเหรี่ยงจังหวัดตาก: กรณีศึกษา บานปุาไรเหนือ หมูที่ ๓ ตําบล พระธาตุ อําเภอแมระมาด จังหวัดตาก”. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๘ อาชีพหลัก คือการปลูกขาวในนาดําแบบขั้นบันได การปลูกขาวในไรขาว และการทําไรหมุนเวียน อาชีพรอง คือ การหาของปุา รับจางทั่วไป การทอเสื้อ ทอยามขายเป็นรายไดเสริม อาหารกะเหรี่ยง คือ ขาวกับพริก และเกลือ นิยมบริโภคอาหารเผ็ด สวนพืชผักและเนื้อสัตวแที่นํามาบริโภคจะขึ้นอยูกับฤดูกาล ขาวที่กะเหรี่ยง นิยมบริโภค มีอยู ๒ ชนิดคือ ชนิดเมล็ดสีขาวและชนิดเมล็ดสีแดง กับขาวหลักคือ น้ําพริกและแกง อาหารพิเศษ จากธรรมชาติ เชน เห็ด สาหราย ตะไครน้ํา แมงดา ผึ้ง ฯลฯ ของหวาน ซึ่งกะเหรี่ยงไมมีของหวานที่กินหลังอาหาร แตมีขนมที่ทํากินในงานเลี้ยงหรือพิธีกรรม เชน ขาวปุก เป็นตน๑๖ ๑.๔ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวกะเหรี่ยง ในอดีตชาวกะเหรี่ยงใชชีวิตในชนบท มีชุมชนขนาดเล็กและทํามาหากินเพื่อการยังชีพ อาชีพสวนใหญ จึงเป็นการเกษตรทั้งปลูกพืช ปลูกขาวไร และเลี้ยงสัตวแ และชาวกะเหรี่ยงไดชื่อวารูจักการใชพื้นที่ทํากินแบบ "ไรหมุนเวียน" คือการใชที่ดินโดยทําการเพาะปลูกครั้งหนึ่งแลวพักผืนดินไว ๓-๕ ปี จึงกลับไปทําใหมวนเวียนไป โดยตลอด เพื่อปูองกันดินเสื่อมคุณภาพ ไมใชการทําไรเลื่อนลอยอันเป็นการตัดไมทําลายปุาอยางที่หลายๆ คน เคยเขาใจกัน ตอมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ยุคปุาสงวนฯ ทับที่อยูอาศัยและที่ทํากินของชุมชน โดยกรมปุาไมได ประกาศใหผืนดินที่พวกเขาอยูอาศัยและทํากินมาตั้งแตครั้งบรรพบุรุษ ตอมาในปี ๒๕๓๕ เขาสูยุคสวนปุาทับ ที่ดินทํากินและพื้นที่ไรหมุนเวียนดั้งเดิมของชุมชน โดยมีการประกาศพื้นที่ทํากินบางสวนของชาวกะเหรี่ยงเป็น สวนปุา ทําใหสวนปุาทับซอนที่ทํากินของชุมชนในหลายพื้นที่ และเปิดชองใหรัฐอางสิทธิในการใชประโยชนแในปุา อยางถูกตองตามกฎหมาย หามบุกรุก เริ่มหามชุมชนทําไรหมุนเวียน จึงทําใหวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงเปลี่ยนไป อยางสิ้นเชิง ไรหมุนเวียนเริ่มหายไป เปลี่ยนเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว วิถีชุมชนถูกบุกรุกดวยความทันสมัย ความขัดแยงระหวางรัฐกับชุมชนเริ่มมีมากขึ้น ชุมชนเริ่มถูกคุกคาม โดนหามหาของในปุา หามหาน้ําผึ้ง และการใชประโยชนแทุกชนิดจากผืนปุา ดานวิถีชีวิตและการทํามาหากินโดยเฉพาะวิถีการทําไรหมุนเวียน พบวาสถานการณแในภาพรวม ของการทําไรหมุนเวียนของชุมชนกะเหรี่ยงในลําปาง ๒๑ ชุมชน พบวาจํานวนรอยละ ๕๔ ยังคงทําไรหมุนเวียน เป็นวิถีชีวิตหลัก จํานวนรอยละ ๑๕ เป็นชุมชนที่ไรหมุนเวียนไมไดเป็นวิถีหลักและบางสวนแทบไมหลงเหลือ พื้นที่ไรหมุนเวียนและจํานวนรอยละ ๒๑ เป็นชุมชนที่กําลังมีการเปลี่ยนแปลงในวิถีไรหมุนเวียนอยางเขมขน และมีแนวโนมในการปรับเปลี่ยนไปสูการทําเกษตรรูปแบบอื่นหรือปรับลักษณะการใชที่ดิน จากสถานการณแ ขางตนสามารถจําแนกลักษณะการเปลี่ยนแปลงออกเป็น ๒ ลักษณะใหญ ไดแก ๑. ชุมชนที่ยังคง “ทําไรหมุนเวียนเป็นวิถีหลัก” ซึ่งมีความใกลเคียงกับในอดีตหรือยังไมเปลี่ยนแปลงไป จากวิถีปกติ ชุมชนกะเหรี่ยงลักษณะนี้ยังคงทําไรหมุนเวียนปลูกขาวเป็นฐานสําคัญในการเลี้ยงชีพและยังรักษา รอบหมุนเวียนพื้นที่และการพักฟื้นพื้นที่ยาวนานในระยะ ๗-๒๐ ปี โดยในกรณีนี้พบวาหลายชุมชน ไดปรับเปลี่ยนในลักษณะเชิงการปรับตัว ใน ๒ ลักษณะใหญ ไดแก (๑) การปรับเปลี่ยนจากการทําไรหมุนเวียนอยางเดียวในอดีต สูการจัดการพื้นที่การใช ประโยชนแใหมเพื่อเพิ่มพื้นที่นาขาวพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ เชน ชา กาแฟ ผลไม ผัก ในกลุมนี้เนนการจัดการพื้นที่ ๑๖กฤษฎา บุญชัย, พรพณา ก฿วยเจริญและคณะ. ๒๕๕๗. งานวิจัยโครงการศึกษาไรหมุนเวียนของกะเหรี่ยงเพื่อเสนอเป็นมรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรม. กระทรวงวัฒนธรรม. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๙ เกษตรใหสอดคลองกับการเปลี่ยนแปลงและโอกาสทางเศรษฐกิจของชุมชน แตยังคงรักษาพื้นที่ไรหมุนเวียน ของชุมชนใหเป็นพื้นที่หลักและจะมีการปรับลดขอบเขตแปลง ปรับรอบและระยะหมุนของบางแปลง ใหเหมาะสม เรียกไดวาเป็นลักษณะการปรับตัวที่มีความหลากหลายผสมผสานวิถีเกษตรบนที่สูงมากขึ้น แตยังใหความสําคัญกับการจัดการสมดุลของมิติดานทรัพยากรธรรมชาติ เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชุมชน (๒) ชุมชนที่ยังมีพื้นที่ไรหมุนเวียนเป็นหลักในการตอบสนองเรื่องขาวเพื่อยังชีพในครอบครัว แตเริ่มมีแนวโนมที่จะปรับเปลี่ยนไปสูแปลงพืชเชิงเดี่ยวมากขึ้น โดยเฉพาะขาวโพดและพืชเศรษฐกิจ ที่หนวยงานตาง ๆ สงเสริม ในขณะที่แรงจูงใจในการรักษาไรหมุนเวียนลดลงจากแรงกดดันและปัจจัยตาง ๆ ทั้งภายในและภายนอก รวมถึงกลุมที่หันกลับไปทําไรในแปลงไรหมุนเวียนเดิมที่ยุคหนึ่งเคยถูกปลอยทิ้งไมทําประโยชนแ ๒. ชุมชนที่ไรหมุนเวียนไมไดเป็นวิถีชีวิตหลักเชนในอดีต มีทั้งกรณีชุมชนที่ไมหลงเหลือพื้นที่ ไรหมุนเวียนแลวในปัจจุบัน และมีทั้งเริ่มลดพื้นที่ไรหมุนเวียนอยางตอเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการผลิต แบบดั้งเดิมสูระบบเกษตรรูปแบบอื่น เชน ไรขาวโพด และกําลังเปลี่ยนไปสูแปลงพืชเชิงเดี่ยวสลับชนิดในแตละ รอบปี ลักษณะนี้เรียกไดวาแทบจะไมหลงเหลือวิถีไรหมุนเวียนและไดกลายเป็นชุมชนกะเหรี่ยงที่ไดเปลี่ยนวิถี การผลิตหลักและการหาเลี้ยงชีพไปสูรูปแบบอื่นและยังพบกรณีชุมชนที่ไดเปลี่ยนพื้นที่ไรหมุนเวียนในอดีต สูแปลงเกษตรเชิงเดี่ยวถาวร จนแทบไมเหลือพื้นที่ไรหมุนเวียน แตปัจจุบันพบวาเริ่มมีการปรับลดพื้นที่ พืชเชิงเดี่ยวลงและหลายพื้นที่มีแนวโนมในการฟื้นฟูทรัพยากร ฟื้นฟูระบบไรหมุนเวียนของตัวเองและมี แนวโนมไปสูการจัดการพื้นที่แบบใหมในลักษณะการผสมผสานมากขึ้น๑๗ ในปัจจุบันชุมชนชาวกะเหรี่ยงถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงตามการพัฒนา และมีความเปราะบาง ตอการดํารงวิถีเผาพันธุแเอาไว แตชาวกะเหรี่ยงเป็นกลุมชาติพันธุแที่มีชีวิตผูกพันธุแกับพื้นที่และชุมชนมาก เราจะพบวากลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงมีการอพยพออกนอกชุมชนนอยมาก สวนใหญยังคงวิถีดั้งเดิมถึงแมจะโดน กระแสการพัฒนาถาโถม ซึ่งจุดแข็งนี้ไดนํามาซึ่งนโยบายการจัดการเขตวัฒนธรรมพิเศษและการฟื้นฟูวิถีชีวิต วัฒนธรรมกะเหรี่ยงตามมติ ครม. ๒๕๕๓ อันประกอบไปดวย การเพิกถอนพื้นที่ที่รัฐประกาศเป็นพื้นที่ ปุาอนุรักษแ ปุาสงวน ซึ่งทับซอนกับที่ทํากินและที่อยูอาศัยของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยง ที่ไดรับการพิสูจนแ อยางชัดเจนแลววาชาวบานไดอยูอาศัยและใชประโยชนแในพื้นที่ดังกลาวมาเป็นเวลานาน หรือกอนที่รัฐจะประกาศ กฎหมายหรือนโยบายทับซอนดังกลาว การสงเสริมและยอมรับระบบไรหมุนเวียน ซึ่งเป็นวิถีวัฒนธรรม ของกะเหรี่ยงที่เอื้อตอการใชทรัพยากรอยางยั่งยืนและวิถีชีวิตพอเพียง รวมทั้งผลักดันใหระบบไรหมุนเวียน ของชาวกะเหรี่ยงเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม การสงเสริมสนับสนุน และยอมรับการใชประโยชนแในพื้นที่ และการจัดการของชุมชนทองถิ่นดั้งเดิม เชน การออกโฉนดชุมชน จัดสรรงบประมาณรายหัวตามหลักประกัน สุขภาพถวนหนา ใหชาวกะเหรี่ยงที่ไดจัดทําประวัติ และมีสิทธิอาศัยในประเทศไทยเชนเดียวกับคนไทยทั่วไป ซึ่งมติ ครม.ปี ๕๓ ดังกลาวไดสงผลตอการอนุรักษแวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงไดสวนหนึ่ง พรอม ๆ กับการกําหนด ทิศทางการพัฒนาที่เหมาะสมตอไป๑๘ ๑๗ อางแลวในยศ สันตะสมบัติ. ๑๘ ไพสิฐ พาณิชยแกุลและคณะ, ๒๕๕๙. สิทธิของชุมชนชาวกะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) กับการดําเนินเขตวัฒนธรรมพิเศษไรหมุนเวียนในพื้นที่ ยุทธศาสตรแการแกไขปัญหาขอพิพาทกรณีที่ดินทํากินและที่อยูอาศัยของชุมชนกะเหรี่ยงในพื้นที่ปุาภาคเหนือ,สํานักงานสิทธิมนุษยชนแหงชาติ. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๒๐ บทที่ ๒ การศึกษาข้อมูลด้านมรดกทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในจังหวัดล าปางรายพื้นที่ ๒.๑ บ้านโป่งน้ าร้อน ต าบลเสริมกลาง อ าเภอเสริมงาม จังหวัดล าปาง ๒.๑.๑ บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ ๑) ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ บานโปุงน้ํารอน ตั้งอยูหมูที่ ๑ ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง เป็นหมูบาน กลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยง ซึ่งตั้งอยูตําแหนงสุดทายทางทิศเหนือของอําเภอเสริมงาม โดยอยูภายใตการดูแล ขององคแการบริหารสวนตําบลเสริมกลาง ซึ่งในพื้นที่มีแมน้ําแมเสริมไหลผาน เพื่อการประกอบอาชีพ การทําการเกษตรเพาะปลูกพืชตามฤดูกาลของชาวบาน มีลักษณะภูมิประเทศเป็นพื้นที่ราบสูง โดยประชากรใน หมูบานใชภาษากะเหรี่ยงโปวแในการสื่อสาร มีลักษณะเหมือนหมูบานกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงโดยทั่วไป ซึ่งการดําเนินชีวิตของประชาชนสวนใหญจึงยังคงมีความเป็นวิถีแหงธรรมชาติ เนื่องจากหมูบานแหงนี้ เป็นหมูบานที่ตั้งอยูในแถบภูเขาที่มีบอน้ํารอนจากธรรมชาติ ลักษณะของบอน้ํารอนที่พบ จะเห็นไดริมตลิ่ง ตลอดสายน้ําระยะทางประมาณ ๑๐๐ เมตร ของลําหวยแมเสริม ซึ่งชาวบานไดพัฒนาและขุดเป็นบอน้ํารอน ขึ้นมา ๓ บอ แตละบอความรอนไมเทากัน ขณะเดียวกันยังมีตนทุนทางทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณแ มีอาหารจากธรรมชาติปลอดสารพิษ รวมถึงผลิตภัณฑแชุมชนที่พัฒนาจากวิถีชีวิตของชาวบาน เชน การทอผากี่เอว ยอมสีธรรมชาติ เป็นตน สวนสภาพแวดลอมของบานโปุงน้ํารอนนั้นถือเป็นสภาพแวดลอมทางการเรียนรู ซึ่งมีทั้งอัตลักษณแ และวิถีทางวัฒนธรรมที่หลอหลอมจากภูมิปัญญาของคนในชุมชนที่สืบทอดตอกันมา รวมถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี พิธีกรรมทางศาสนาผสมผสานทั้งพุทธและความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือผีของชาวกะเหรี่ยง ทําใหมี การดํารงชีวิตและกิจกรรมการดําเนินชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะตัวและเอื้อตอวิถีความเป็นอยูแบบดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยง ไดเป็นอยางดี โดยบานโปุงน้ํารอน ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง มีอาณาเขตติดตอ ดังนี้ ทิศเหนือ ติดตอกับ ตําบลเสริมขวา อําเภอเสริมงาม ทิศใต ติดตอกับ หมู ๒ บานกิ่วหวยเบิก ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม ทิศตะวันออก ติดตอกับ ตําบลทุงงามและตําบลเสริมขวา อําเภอเสริมงาม ทิศตะวันตก ติดตอกับ อําเภอลี้ จังหวัดลําพูน แผนที่บานโปุงน้ํารอน ตําบลเสริมกลาง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๒๑ บอน้ํารอนจากธรรมชาติภายในหมูบาน (ที่มา : https://www.facebook.com/หมูบานโปุงน้ํารอน-อเสริมงาม-จลําปาง. สืบคนเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ๒) จ านวนประชากรชาติพันธุ์ กลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงตั้งถิ่นฐานที่บานโปุงน้ํารอน หมูที่ ๑ ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง เป็นชาวกะเหรี่ยง ๑๐๐ เปอรแเซ็นตแเป็นการอาศัยอยูกับบิดา มารดา เครือญาติที่สืบเชื้อสาย ชนเผากะเหรี่ยงที่เรียกวา “กะเหรี่ยงโปวแ” โดยมีประชากรจํานวนประมาณ ๕๐๐ คน และจํานวนครัวเรือน ประมาณ ๑๕๐ ครัวเรือน เป็นชุมชนที่มีลักษณะเหมือนชาวกะเหรี่ยงทั่วไป ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โดยทํานาไวบริโภค ในเวลาปกติผูหญิงก็จะทอผาโดยใชกี่เอว เชน ทอเสื้อ ยาม และผาถุง ซึ่งประชาชนสวนใหญ ในหมูบานยังคงมีความเป็นวิถีแหงธรรมชาติ มีความเป็นเอกลักษณแของชุมชนแหงชนเผากระเหรี่ยง ทั้งนี้ไมมีหลักฐานปรากฏทางภาษาเขียน แตสื่อสารผานภาษากะเหรี่ยง ๓) ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน ชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน หมูที่ ๑ ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง มีการตั้งถิ่นฐานมาประมาณ ๑๑๐ กวาปี โดยการอพยพมาจากอําเภอลี้ จังหวัดลําพูน ซึ่งระยะเวลาการตั้งถิ่นฐาน ของหมูบานวัดจากตนไมที่เหลือเพียงตนเดียวของหมูบาน (ตนมะมวงอายุรอยกวาปี) เริ่มตนโดยการเขามา ตั้งถิ่นฐานบานเรือนจํานวน ๗ ครัวเรือน ประชากร ๑๓ คน ซึ่งประกอบอาชีพทําไรเลื่อยลอย จึงตัดสินใจตั้งถิ่นฐาน บานเรือน ณ บานโปุงน้ํารอนจนมาถึงปัจจุบันนี้ มีความสัมพันธแภายในชุมชนแบบพี่แบบนอง ชวยเหลือซึ่งกันและกัน โดยในปี พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๑๗ มีการสรางถนนเขามายังหมูบาน สวนในปีพ.ศ. ๒๕๒๘ มีการนําไฟฟูาเขามายังหมูบาน๑๙ การตั้งถิ่นฐานบานเรือนภายในหมูบาน (ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=HZ๙PqKA๖uXM. สืบคนเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ๑๙สุริยา รัตนกุล และ สมชาย บุรุษพัฒนแ. (๒๕๓๘). สารานุกรมกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงสะกอ. นครปฐม: สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนา ชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๒๒ ตนมะมวงอายุรอยกวาปีในหมูบาน (ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=HZ๙PqKA๖uXM. สืบคนเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ๔) การประกอบอาชีพของชุมชนชาติพันธุ์ อาชีพของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน หมูที่ ๑ ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง อยูในสภาพที่เรียกวาเพื่อยังชีพ ซึ่งหมายถึงการทํามาหากินเพื่อบริโภคเทานั้น ไดแก การปลูกขาว ทําไร ทํานาเป็นหลัก ในชวงที่ละเวนจากการทํานาชาวบานก็จะอยูบานโดยเฉพาะผูหญิงก็จะทอผา ผูชายก็จะ ออกทํางานรับจางทั่วไป จึงนับวากลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงเป็นพวกที่อยูอยางถาวร ไมเคลื่อนยาย ในปัจจุบันเริ่ม เปลี่ยนแปลง จากแตกอนการเพาะปลูกพืชผักผลไม เพื่อบริโภคเทานั้น แตปัจจุบันนี้ทําการคาขายเพื่อเสริม รายไดมากขึ้น ผักที่ปลูก เชน ขาวโพด ลําไย และเสาวรส เป็นตน โดยบานโปุงน้ํารอนมีการคมนาคมคอนขาง สะดวก มีน้ําใช สําหรับทําการเกษตรไดตลอดฤดูกาลเพาะปลูก การเปลี่ยนวิถีการผลิตกระทบกระเทือนตอคุณคา ของการพึ่งตนเองและการพึ่งพากันเองเป็นอยางมาก ชาวบานเริ่มเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อยังชีพมาเป็นการผลิต เพื่อขาย เนื่องจากตองซื้อสินคา เชน พืชผัก กับขาว อาหารเชาเย็น จากตลาดหรือจากพอคา ที่ขายในหมูบาน และนอกหมูบาน ชาวบานเริ่มไมมีเวลาที่จะทําอาหารกินเองและพูดคุยปรึกษาหารือกัน ไมมีเวลาที่จะนึกถึงคนอื่น ที่อยูในหมูบานเดียวกัน หรือแมแตคนที่เป็นญาติพี่นองกัน ดังนั้นกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน หมูที่ ๑ ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง สวนใหญประกอบอาชีพหลักคือ การเพาะปลูก ทําไร ทํานา สวนอาชีพรอง คือการรับจางคาขาย และอุตสาหกรรมในครัวเรือน ไดแก การทอผาดวยมือ (กี่เอว) ซึ่งเป็นการทอ เพื่อการสวมใส ในปัจจุบันไดมีการประยุกตแทอเป็นเสื้อ ยาม เพิ่มมากขึ้น เพื่อขายใหกับนักทองเที่ยว นอกจากนี้ ยังมีการทําเครื่องจักสาน เป็นตน ๒.๑.๒ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ๑) วิถีชีวิตวัฒนธรรม วิถีชีวิตในดานตาง ๆ ของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน หมูที่ ๑ ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง ไมวาจะเป็นการตั้งถิ่นฐาน ระบบเศรษฐกิจ ระบบสังคมและวัฒนธรรม การปกครอง ภาษา ศาสนา ความเชื่อ และประเพณี ตางก็มีความสัมพันธแกับสภาพแวดลอมทั้งสิ้น อาทิ การตั้งถิ่นฐานก็มี สาเหตุมาจากความอุดมสมบูรณแของทรัพยากรธรรมชาติและความหนาแนนของถิ่นที่อยูเดิม ระบบเศรษฐกิจก็มี การเปลี่ยนแปลงไปตามความเจริญกาวหนาของเทคโนโลยี แตวิถีในการดําเนินชีวิตแบบดั้งเดิม บางอยางก็ยังคง อยูและยังไมมีการเปลี่ยนแปลงไปมากนัก โดยเฉพาะการอยูรวมกันกับธรรมชาติในลักษณะพึ่งพาอาศัยกัน มีการ ตั้งกฎเกณฑแ ขอความตาง ๆ หรือสรางเป็นความเชื่อและประเพณีเพื่อใหชาวบานอาศัยอยูกับธรรมชาติ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๒๓ สภาพแวดลอมไดอยางสมดุล เป็นตน รวมไปถึงการปรับตัวเพื่อความอยูรอดทางเศรษฐกิจ ก็ทําใหกลุมชาติพันธุแ กะเหรี่ยงรุนใหมยึดมั่นในอัตลักษณแทางชาติพันธุแของตนลดนอยลง เพราะเลือกที่จะปรับอัตลักษณแของตน ใหกลมกลืนกับวิถีชีวิตในโลกสมัยใหม รวมถึงการแตงงานกับคนนอกชนเผาตนเองเพิ่มมากขึ้น ด้านที่อยู่อาศัย ลักษณะบานเรือนของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน หมูที่ ๑ ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง มีลักษณะคลายกับบานเรือนของคนพื้นเมืองทั่วไป คือเป็นบาน ๒ ชั้น หรือชั้นเดียว โดยมีการสรางหองนอนสวนตัว เชน หองนอนลูก หองนอนพอแม พื้นที่วางกลางบานที่ใชสําหรับทํากิจกรรม รวมกันในครอบครัวและพูดคุยกัน มีหองครัวที่แยกออกจากตัวบานใชสําหรับทําอาหารและรับประทานอาหาร สวนใตถุนบานใชสําหรับการทอผากี่เอว และเป็นที่พบปะพูดคุยกันของเพื่อนบานใกลเคียงในการทํากิจกรรมตางๆ หองน้ําจะเป็นแบบสวมซึม สวนใหญจะไมแยกออกจากหองอาบน้ํา รวมถึงความเชื่อและภูมิปัญญาดั้งเดิมที่มี ความสําคัญกับพื้นที่หมูบาน คือ การสืบชะตาขุนหวย การทําบุญปุา การเลี้ยงผีไรผีนา สวนในระดับเรือนยังคงเหลือ ความเชื่อแบบดั้งเดิม คือ การทําบุญเตาไฟ การลงเสาเอกบริเวณเกือบกึ่งกลางเรือน เป็นตน นอกจากนี้ยังมีความเชื่อ ที่มาจากพุทธศาสนา อาทิ การมีหิ้งพระภายในบาน การหันหนาเรือนไปทางวัด การหันหัวนอนไปทางทิศตะวันออก นอกจากนั้นกระแสความทันสมัยที่เขามาในหมูบาน จึงทําใหความเชื่อกับรูปแบบตัวบาน พื้นที่ใชสอยภายใน บาน เกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต แตในปัจจุบันยังคงพบเห็นลักษณะที่อยูอาศัยแบบดั้งเดิมของกลุมชาติพันธุแ กะเหรี่ยงที่บานโปุงน้ํารอน หมูที่ ๑ ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง ที่ยังคงรักษาความเป็นอัตลักษณแ ในเรื่องที่อยูอาศัยของชาวกะเหรี่ยงแบบดั้งเดิมไวอยู๒๐ บานเรือนภายในบานโปุงน้ํารอน ตําบลเสริมกลาง ด้านการแต่งกาย สําหรับการแตงกายของชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน หมูที่ ๑ ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปางนั้น ชุดของเด็ก หรือ ผูหญิงโสด เรียกวา ชุดเชวา เป็นชุดสีขาว ทรงกระสอบยาวเลยเขา แตงลาย บริเวณหนาอก สวนดานลางที่ชายผาชุดเชวา จะทําชายผาใหรุยเป็นเสน ๆ ตามตัวผา สวนอื่นแตงลายเล็กนอย ๒๐ อางแลวในสุริยา รัตนกุล มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๒๔ ชุดเชวา (ที่มา : https://www.facebook.com/หมูบานโปุงน้ํารอน-อเสริมงาม-จลําปาง. สืบคนเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) สวนการแตงกายของผูหญิงที่แตงงานแลว มีครอบครัวแลว จะเปลี่ยนมาใสชุดที่เรียกวา เชโหมซู คือ เสื้อและผาซิ่นสําหรับเสื้อจะมี ๒ ประเภท ไดแก เสื้อเชเบอะ ผูหญิงที่แตงงานตองสวมใสเสื้อเชเบอะ และผาซิ่น ประกอบพิธีแตงงาน ลักษณะของเสื้อเชเบอะแบบดั้งเดิม เป็นผาทอสีดําลวน บริเวณดานลางจากหนาอกลงมา ตกแตงดวยผาลายน้ําไหล หรือ ปักเม็ดลูกเดือย สําหรับปัจจุบันมีการพัฒนาแบบเสื้อใหดูสวยงาม ทันสมัยมากขึ้น โดยสามารถใชผาหลากหลายสีตามความชื่นชอบ อีกประเภทคือ เสื้อเชโหมซู เป็นเสื้อสําหรับผูหญิงที่แตงงานแลว หลังจากผานพิธีแตงงานที่ไดใสเสื้อเชเบอะแลว จึงสามารถใสเสื้อเชโหมซูได ลักษณะเสื้อเชโหมซู คือ บริเวณ ดานลางจากหนาอกลงมาตกแตงดวยผาทอลวดลายยกดอกหรือเก็บดอก สําหรับผาซิ่น แบงออกได ๓ แบบ ไดแก ๑)ผาซิ่นหนี่อู คือ ผาซิ่นที่มีการทอผสมลวดลายหลายชนิด โดยเนนที่กลางและดานลางใหมีความสวยงาม วิธีการทอในขั้นตอนวนดายจะใชไมแนเพียงหนึ่งอัน ๒) ผาซิ่นหนี่กิ คือ ผาซิ่นที่มีการนําดายมามัดยอมใหเกิดลวดลายตามตองการ และนํามาทอเป็นผืน เรียกวา ผาซิ่นลายน้ําไหล วิธีการทอ ในขั้นตอนวนดายจะใชไมแนเพียงหนึ่งอัน ๓)ผาซิ่นหนี่บะตอ มีลักษณะเป็นผาทอ ๓ ชิ้นใน ๑ ผืน ดานบนและดานลาง จะทอเหมือนกันแตสวนตรงกลางจะมีลวดลายที่สวยงาม วิธีการทอในขั้นตอนวนดายจะใชไมแนหลายอัน เพื่อยกเสนดาย สวน “โขเผอกิ” หรือ ผาโผกหัว ปลายทั้งสองทอเป็นลวดลายดวยสีแดงหรือสีตามตองการ สวนตรงกลางจะเป็นสีขาว แตปัจจุบันไดมีการประยุกตแใหมีความหลากหลายในรูปแบบลวดลายและสี รวมทั้งไดมีการตัดเย็บตามรูปแบบตาง ๆ ใหทันสมัยและใสไดหลากหลายโอกาสมากขึ้น การแตงกายของผูหญิงที่แตงงานแลว (ที่มา : https://www.facebook.com/หมูบานโปุงน้ํารอน-อเสริมงาม-จลําปาง. สืบคนเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) สําหรับการแตงกายของผูชายในหมูบานโปุงน้ํารอน จะใสเสื้อเชโปโหละ ตั้งแตวัยเด็ก ไปจนถึงวัยชรา โดยมีลักษณะดั้งเดิม เป็นเสื้อคอแหลมสีแดง และสวมกับกางเกงแบบใดก็ได ปัจจุบันภูมิปัญญา มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๒๕ ทองถิ่นในหมูบานไดพัฒนาแบบเสื้อใหมีความสวยงามนาใสมากขึ้น เสื้อเชโปโหละจึงมีทั้งแบบคอกลม และหลากหลายสีมากขึ้น ดังนั้นในปัจจุบันการแตงกายของชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอนมีการเปลี่ยนแปลงไป เนื่องจากการดํารงชีวิตที่เปลี่ยนไป มีการประกอบอาชีพรับจางที่ตองออกไปรับจางขางนอกพื้นที่ ทั้งตางตําบล ตางอําเภอ เป็นตน จึงทําใหแตงกายนั้นเหมือนกับคนพื้นราบทั่วไป อีกทั้งเสื้อผาของคนพื้นราบนั้นสามารถหาซื้อ ไดงายและสะดวกตอการสวมใสทํางาน รวมไปถึงเวลาที่อยูบานหรือทํากิจกรรมตาง ๆ จะเป็นแบบครึ่งทอน ยกเวนผูหญิงที่ยังไมไดแตงงาน ผูชายก็จะใสเสื้อกะเหรี่ยงกับกางเกงขายาวทั่วไป และถาออกไปทําไรทํา นา จะแตงตัวแบบคนพื้นเมืองทั่วไป สวนผูหญิงจะใสซิ่นกะเหรี่ยงกับเสื้อยืดทั่วไป เด็กเล็กมักจะใสเสื้อผาทั่วไ ป และจะใสชุดประจําเผาเมื่อมีพิธีกรรม ประเพณีที่สําคัญ หรือโอกาสพิเศษตาง ๆ๒๑ การแตงกายของผูชายในหมูบานโปุงน้ํารอน (ที่มา : https://www.facebook.com/หมูบานโปุงน้ํารอน-อเสริมงาม-จลําปาง. สืบคนเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ด้านอาหาร อาหารพื้นบานของชาวกะเหรี่ยง จึงเป็นภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอยางหนึ่งที่ชาวบานไดเรียนรู เลือกสรรปรุงแตงใหเหมาะสมกับความตองการตามแบบวิถีธรรมชาติ โดยความอรอย ซึ่งถูกปรุงแตง การปรับตัว ใหเขากับวิถีชีวิตประจําวันอยางหลากหลาย เป็นวัฒนธรรมที่มีคุณคาที่ทําใหสามารถดํารงชีวิตสืบทอดมาจากรุน สูรุน ดังนั้นภูมิปัญญาดานอาหารพื้นบานจึงสะทอน ถึงวิธีคิด โลกทัศนแความเชื่อ และกฎเกณฑแตาง ๆ เพื่อคนหา อัตลักษณแชุมชนที่เกี่ยวของกับอาหารพื้นบาน ซึ่งอาหารหลักของชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอนสวนใหญ ไดแก พืชผักที่หาไดจากธรรมชาติและตามรั้วบาน มาปรุงแตงดวยวิธีการตาง ๆ เชน ตม แกง ถือเป็นวัฒนธรรมการกิน แบบดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยง บานโปุงน้ํารอน แตไมนิยมประเภททอดและผัด โดยอาหารในชีวิตประจําวัน ของชาวกะเหรี่ยง คือ ขาว พริก เกลือ และนิยมบริโภคอาหารที่มีรสเผ็ดจัด เชน น้ําพริก แกงเผ็ด แกงสม เป็นตน ซึ่งกับขาวของชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอนแทบทุกชนิดตองใสพริก อีกทั้งเมนูกับขาวจะหาไดจากพืชผักที่เก็บไดในปุา หรือพืชผักที่ปลูกเอง เชน ผักกูด ผักหนาม มะแขวง (มะเขือพวง) หนอไม เห็ดลม เห็ดถอบ เห็ดขอน ผักหวานปุา เชน เมนูแหนบไขมดแดง แหนบเขียด และยําผักกูด เป็นตน โดยสามารถหาไดตามฤดูกาลตาง ๆ นอกจากนี้ยังมี การทําขาวเบ฿อะ นิยมใชขาวสารหรือขาวจาวตมใหสุก จากนั้นใสน้ําพริกแกง เนื้อสัตวแ และผัก ซึ่งน้ําพริกแกง ประกอบดวยกะปิ กระเทียม เกลือ พริกกะเหรี่ยงแหง มะแขวนแหง กลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณแของขาวเบ฿อะ เกิดจากการตมใบพอวอและมะแขวน โดยชาวกะเหรี่ยงรับประทานอาหารชนิดนี้เป็นกับขาว สําหรับชาวกะเหรี่ยง ๒๑ ศิริวรรณ “มูลใจเจาพอโมกขละ: ความเชื่อเเละพิธีกรรมของชาวปกาเกอะญอ หมูบานหวยปลากอง ตําบลขะเนจื้อ อําเภอแมระมาด จังหวัด ตาก” วิทยานิพนธแ มหาวิทยาลัยนเรศวร, ๒๕๖๓. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๒๖ บานโปุงน้ํารอน นิยมประกอบอาหารจากขาวเบ฿อะ อาทิ แกงขาวเบ฿อะ ขาวเบ฿อะหนอไมและขาวเบ฿อะ ใสผักตางๆ เป็นตน ซึ่งแตละพื้นที่จะมีรสชาติของขาวเบ฿อะ ที่แตกตางกันออกไปขึ้นอยูกับการปรุงรสชาติ๒๒ สําหรับการรับประทานอาหารแตละมื้อนั้นจะนิยมรับประทานโดยใชชอนตักกับขาวและใชมือ เปิบขาว ถวยแกงจะวางในถาดหรือขันโตกกินรวมกัน สวนถวยน้ําพริกหรือผักนั้นบางทีก็จะอยูในถาด บางทีก็จะ วางอยูขาง ๆ ถาด แตในกรณีที่มีแขกมาเยือน จะมีการเปลี่ยนมาใชจานตักขาว ใชชอนสวนตัวของแตละคน และมีแกวน้ําดื่มสําหรับแขกอีกทั้งชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน จะเครงครัดในประเพณีที่มีพิธีกรรมปิดบานเลี้ยงผี บรรพบุรุษปีละ ๒ ครั้ง และจะมีการทําพิธีดวยไกตม ซึ่งชุมชนมีการเลี้ยงไกและการทําอาหารจากไกหลายเมนู จึงทําใหมีเมนูอาหาร ที่นําไกมาปรุงอาหารไดหลากหลาย อาทิ ตมยําไกพริกสด, น้ําพริกตาแดงผักนึ่ง ตามฤดูกาลที่ทานคูกับขาวเหนียว และมียําไขน้ําแรรวมในวงอาหาร เป็นตน เนื่องจากชุมชนมีบอน้ําแรธรรมชาติ ที่สามารถลวกไขไดตลอดปี รวมไปถึงในหมูบานมีตนกเงที่เกิดขึ้นในพื้นที่มากมาย ทําใหชุมชนนําใบกเงมาหอ ขนมขาวตมมัด เพื่อใหมีความหอมนารับประทาน ซึ่งสามารถทําเพื่อรองรับนักทองเที่ยวไดตลอดปี อาหารของชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน (ที่มา : https://www.facebook.com/หมูบานโปุงน้ํารอน-อเสริมงาม-จลําปาง. สืบคนเมื่อวันที่ ๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ด้านภาษา ภาษาเขียน ความจริงแลวชาวกะเหรี่ยงไมมีภาษาเขียนมากอน แตที่เห็นชาวกะเหรี่ยงเขียนกัน เกิดจากคณะมิชชันนารีที่มารวมงานกับกะเหรี่ยงประมาณศตวรรษที่ ๒๔ ไดปรับปรุงอักษรพมาใชเป็นตัวอักษร สําหรับกะเหรี่ยงขึ้น ซึ่งภาษาพูดนักภาษาศาสตรแจัดใหภาษากะเหรี่ยงเป็นภาษาหนึ่งอยูในสายภาษาตระกูล จีน-ธิเบตกะเหรี่ยง แตละเผามีภาษาพูดที่เกี่ยวพันกับภาษาตาง ๆ พื้นฐานของภาษายังไมเป็นที่ทราบแนนอน บางแหงบอกวามาจากตนตระกูลจีน-ธิเบต คือ พวกกาเร็นนิด (Karenic) แตบางแหงสันนิษฐานวามีความใกลเคียง กับแขนงของธิเบต-พมา ซึ่งเขาใจวาขอสันนิษฐานอันหลังนี้จะถูกตองมากกวา ภาษาของกะเหรี่ยงสกอโปวแ และบเว มีความใกลเคียงกัน แตไมสามารถเขาใจกันไดและเป็นที่นาสังเกตวาภาษากะเหรี่ยงสกอโปวแ ไดรับ อิทธิพลจากภาษาในตระกูลมอญ-เขมร (Mon-Khmer) เฉพาะอยางยิ่งภาษามอญ โดยชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยูใน บานโปุงน้ํารอน สามารถใชภาษากะเหรี่ยง (โปวแ) เป็นภาษาพูด ในการสื่อสารระหวางกะเหรี่ยงดวยกันเอง ซึ่งจะใช ในชีวิตประจําวัน แตในปัจจุบันไดมีบุคคลภายนอกเขามาติดตอสื่อสาร อีกทั้งชาวบานไดรับการศึกษามากขึ้น ทําใหชาวกะเหรี่ยงสามารถสื่อสารไดทั้งภาษากะเหรี่ยง ภาษาทองถิ่นภาคเหนือ (คําเมือง) และภาษาไทยกลางไดดี ๒๒ ปิ่นแกว เหลืองอรามศรี. ๒๕๓๙. ภูมิปัญญานิเวศวิทยาชนพื้นเมือง: ศึกษากรณีชุมชนกะเหรี่ยงในปุาทุงใหญนเรศวร. กรุงเทพฯ: โครงการฟื้นฟู ชีวิตและธรรมชาติ. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๒๗ ๒) ประเพณี/เทศกาล ประเพณีเข้าพรรษา ประเพณีเขาพรรษา คือการที่พระสงฆแอยูประจําที่ใดที่หนึ่งในชวงฤดูฝน พระสงฆแจะตองหยุด การเดินทางไปที่ตาง ๆ และพักอยูที่ใดที่หนึ่งโดยไมไปแรมคืนที่อื่นภายในกําหนด ๓ เดือน ตั้งแตวันแรม ๑ ค่ํา เดือน ๑๐ เหนือ ไปจนถึงวันขึ้น ๑๕ ค่ําเดือนเกี่ยง ชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน ถือวาเป็นวันสําคัญยิ่งวันหนึ่ง เพราะเป็นโอกาสที่จะไดรวมทําบุญ โดยชาวพุทธทั้งหลายจะพากันไปใสบาตร รับศีล ตอนกลางคืน มีการถวายเทียน เขาพรรษากอนจะถึงวันหรือเวลาถวายเทียน มักจะมีการแหเทียนพรรษาไปตามหมูบานตาง ๆ รวมไปถึงการตานขันขาว หาคนตาย การทานแดพอแมปูุยาตายายที่ยังมีชีวิตอยูดวย ในชวงเขาพรรษาชาวบานสวนใหญจะไปทําบุญที่วัด ทุกวันพระ มีการฟังเทศนแ ฟังธรรม คนเฒาคนแกจะมีการไปนอนวัดจําศีล สําหรับคนทั่วไปบางคนก็ตั้งใจในการ งดเวนบาป และถือศีล เชน รักษาอุโบสถศีลตลอดพรรษา งดเวนดื่มสุรา งดเวนเนื้อสัตวแ ตลอดพรรษา เป็นตน ประเพณีเขาพรรษา (ที่มา : https://www.facebook.com/หมูบานโปุงน้ํารอน-อเสริมงาม-จลําปาง. สืบคนเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ประเพณีออกพรรษา ประเพณีออกพรรษา เป็นวันสิ้นสุดการจําพรรษาของพระภิกษุสงฆแที่รวมกันในวัดหรือสถานที่ ซึ่งอธิษฐานตลอดระยะเวลา ๓ เดือน ในวันนี้พระสงฆแจะประกอบพิธีทําสังฆกรรม ซึ่งเรียกวา “วันมหาปวารณา” คือ วันที่พระภิกษุแสงฆแทุกรูปจะอนุญาตใหวากลาวตักเตือนกันได ในเรื่องราวเกี่ยวกับความประพฤติตาง ๆ นับตั้งแต พระสังฆเถระ ไดแก พระภิกษุผูที่มีอาวุโสสูงลงมา จะสามารถวากลาวตักเตือนหรือเปิดโอกาสใหซักถามขอสงสัย ซึ่งกันและกัน สําหรับชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน ถือวาเป็นวันสําคัญยิ่งวันหนึ่ง เพราะเป็นโอกาสที่จะไดรวมทําบุญ ตักบาตรในตอนเชา ถวายสังฆทาน ถวายภัตตาหาร ฟังพระธรรมเทศนา และมีการตักบาตรเทโวในวันรุงขึ้น เป็นตน ประเพณีออกพรรษา (ที่มา : https://www.facebook.com/หมูบานโปุงน้ํารอน-อเสริมงาม-จลําปาง. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๒๘ ประเพณีการขอฝน ชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน และชาวกะเหรี่ยงหมูบานใกลเคียงจะทําพิธีขอฝน ซึ่งเป็น ประเพณีการขอฝนปีละครั้ง และเป็นประเพณีเกาแกที่ชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอนสืบทอดกันมานานหลายสิบปี ตามความเชื่อของชาวกะเหรี่ยง โดยจะนําชางเผือกที่ชวยกันสรางขึ้นมา ซึ่งจะนําไมไผมาจักสานทําเป็นรูปชาง แลวเอาสําลีผสมกาวมาแปะโครงสราง เป็นรูปชาง จากนั้นจัดเครื่องไทยทานประกอบ แลวแหไปขอฝน ระหวาง เดินทางก็จะมีการรองรําทําเพลง ตีกลอง จอย ซอ ของผูเฒาผูแก พอไปถึงลานพิธีก็จะประกอบพิธีทางศาสนา ตามความเชื่อจนเสร็จพิธีในการขอฝน เพื่อใหฝนตกตองตามฤดูกาล เนื่องจากปัจจุบันฝนไมตกตามฤดูกาล ทําให ชาวกะเหรี่ยงไมมีน้ําที่จะใชปลูกขาว ประเพณีการแหชางเผือกขอฝนจึงเป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาจนถึงในทุกวันนี้ ประเพณีการขอฝน (ที่มา : https://www.facebook.com/หมูบานโปุงน้ํารอน-อเสริมงาม-จลําปาง. สืบคนเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ประเพณีขนทรายเข้าวัด ภาคเหนือเป็นเมืองแหงพระพุทธศาสนา คนทางเหนือจึงนิยมมาทําบุญกันทุกวันพระ และเมื่อมี ปัญหาใดก็มักจะนําวัดมาเป็นที่พึ่ง ทั้งการประชุมในหมูบาน งานประจําปีในหมูบาน มักจะนิยมทําในวัด จึงมีความเชื่อวาขนาดเดินเขาออกวัดจะมีทรายของวัดติดเทาไปดวย เกรงวาจะเป็นการลักขโมยทรายวัดออกไป จะทําใหเป็นบาป ดวยเหตุนี้จึงเป็นกุศโลบายใหชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอนทําการขนทรายที่อยูขอบแมน้ํามา ถวายแกวัด โดยการนํามากอรวมกันไวตรงหนาพระวิหารเป็นรูปเจดียแ เพื่อเป็นการนําทรายมาคืนวัดดังเดิม แลวนําตุงไสหมู ตุงสิบสองนักษัตร มาปักไวเป็นการตกแตง และถวายเป็นพระพุทธบูชา ดังนั้นเพื่อมิใหเป็นบาป ที่ตนเหยียบทรายในวัดครั้งกอน และเพื่อเป็นบุญแหงการถวายกอสรางเสนาสนะของวัดตอไปและตุง ก็เป็นเครื่องถวาย เพื่อเป็น สิริมงคล โดยมีความเชื่อวาจะเป็นสะพานนําตนไปสูสวรรคแมักนิยมทํากันในวันที่ ๑๔ เมษายนของทุกปี เชื่อวาเป็นวันเนาวแหรือวันเนา ซึ่งเป็นวันที่ ๒ ของประเพณีสงกรานตแ ประเพณีขนทรายเขาวัด (ที่มา : https://www.facebook.com/หมูบานโปุงน้ํารอน-อเสริมงาม-จลําปาง. สืบคนเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๒๙ ประเพณีตานหลัวหิงไฟพระเจ้า (กองฟืน ถวายเป็นพุทธบูชา) ประเพณีตานหลัวหิงไฟพระเจา ชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอนปฏิบัติตามจารีตประเพณี ที่สืบทอดกันมาชานาน ปีละหนึ่งครั้ง โดยการทํากองฟืนถวายเป็นพุทธบูชา ในวันเพ็ญเดือนสอง (สี่เป็ง) ณ วัดโปุงน้ํารอน ซึ่งเป็นประเพณีที่มีมาแตโบราณของชาวลานนายึดถือปฎิบัติกันมา หลังจากฤดูเก็บเกี่ยวขาว เสร็จสิ้น ชาวบานจะนําขาวใหม ขาวเปลือก หรือขาวสารนํามาถวายที่วัด เพื่ออุทิศสวนกุศลใหกับผูลวงลับ และเจาของนา รวมทั้งเทวดาผูปกปักษแรักษาพื้นที่ทํากิน นอกจากนั้นจะมีการตานหลัวหิงไฟพระเจา หรือฟืน โดยชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอนจะนําทอนไมมาทําฟืนเป็นเรือสําเภาอยางสวยงาม หลังจากเสร็จพิธี ในพระวิหาร จะทําพิธี จุดหลัวหรือกองไฟพระเจา เป็นการเพื่อคลายความหนาวเย็นใหกับพระพุทธเจา ตามความเชื่อของชาวบาน สําหรับตานหลัวหิงไฟพระเจาและตานขาวใหม มักทําไปพรอม ๆ กัน ประเพณีตานหลัวหิงไฟพระเจา (ที่มา : https://www.facebook.com/หมูบานโปุงน้ํารอน-อเสริมงาม-จลําปาง. สืบคนเมื่อวันที่ ๑๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ประเพณีบวชป่า สืบชะตามหากุศล วิถีชุมชนคนต้นน้ า ชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน และชุมชนใกลเคียง ไดรวมกันประกอบพิธีทําบุญปฏิบัติธรรม สืบชะตามหากุศล ในงานรุกขมูลวัตรปฏิบัติธรรมบวชปุา ณ อางเก็บน้ําแมเสริม อันเนื่องมาจากพระราชดําริ บานโปุงน้ํารอน โดยหมูบานโปุงน้ํารอนเป็นชุมชนกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงที่มีวิถีชีวิตผูกพันกับธรรมชาติมาชานาน เพื่อปลูกจิตสํานึกใหกับชุมชนไดรวมกันอนุรักษแปุาตนน้ําแมเสริม ซึ่งเป็นแหลงทรัพยากรปุาไมและอาหาร ตามธรรมชาติที่หลอเลี้ยงชุมชน ถือเป็นพิธีทําบุญสืบชะตา บวชปุา และมีพระสงฆแไดปฏิบัติธรรมในเขตปุาชุมชน ๗ วัน ๗ คืน และบิณฑบาตผืนปุาเพื่อใหเป็นเขตหวงหามในการตัดไมทําลายปุา ประเพณีบวชปุา สืบชะตามหากุศล (ที่มา : https://www.facebook.com/หมูบานโปุงน้ํารอน-อเสริมงาม-จลําปาง. สืบคนเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๓๐ ๓) ศาสนา/พิธีกรรม ชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอนนับถือศาสนาพุทธเป็นสวนใหญ รวมไปถึงการนับถือผี ซึ่งมีความเชื่อวา แทบทุกหน ทุกแหงจะมีผีสิงสถิตอยู เชน ในปุา ในน้ํา ในไร หรือในหมูบาน ผีที่ชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน นับถือมีอยู ๒ อยาง คือ ผีเรือนกับผีบาน ซึ่งผีเรือน เป็นผีประจําบานเรือน คือ เมื่อบิดามารดาปูุยาตายายได เสียชีวิตไปแลว วิญญาณยังคงเวียนวายอยูภายในบานเรือนและหมูบานดวยความเป็นหวงบุตรหลาน ผูที่จะสืบตระกูล ของตนและจะคอยปูองกันรักษาใหอยูดวยความสุข ชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอนจะมีการเลี้ยงผีเรือนอยางนอย ปีละ ๒ ครั้ง สวนผีบานหรือผีที่รักษาหมูบาน ชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอนถือวาเป็นผีที่มีความสําคัญมากตนหนึ่ง เพราะมีความสําคัญเกี่ยวกับการเกษตรและพิธีกรรมเกี่ยวกับความสุขของคนทั้งหมูบาน โดยการเลี้ยงผีเจาที่นั้น จะจัดทําปีละสองครั้ง ซึ่งคนในหมูบานทั้งหมดตองเขารวมในพิธี รวมไปถึงมีความเชื่อที่วา ผีหอหรือผีบรรพบุรุษ จะคอยปกปูองคุมครองทุกคนในครอบครัวใหดําเนินชีวิตไดอยางปกติสุข การแตงงานเป็นการเพิ่มสมาชิกใหม ของคนในหมูบาน จึงตองมีการบอกกลาวผีหอของหมูบานไดทราบและชวยใหงานแตงงานราบรื่น ตลอดจนเชื่อวา หมูบานมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คอยปกปักรักษาเขตแดน การพาคนนอกหมูบานเขามาจะตองขออนุญาตเสียกอน เพื่อใหเจาที่หรือผีบรรพบุรุษชวยเปิดทางและปัดเปุาสิ่งไมดีที่ติดตามเจาบาวมาใหหายไป เป็นตน พิธีกรรมแต่งงาน ชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน สวนใหญอยูกันเป็นครอบครัวเดี่ยว โดยในบานหลังหนึ่ง จะประกอบดวยพอแมและลูกเทานั้น เมื่อลูกแตงงานก็จะแยกครอบครัวไปปลูกบานใหมหลังเล็ก ๆ แตมีขอแมวา ถาแตงงานแลวชายจะตองมาอยูกับบานภรรยากอนเป็นเวลาหนึ่งฤดูกาลเกษตร (คือเริ่มจากการถางไร) ปลูกขาว และเก็บเกี่ยวขาวประมาณ ๗-๘ เดือน หลังจากนั้นก็จะปลูกบานใกลชิดกับพอแมฝุายภรรยา ซึ่งกะเหรี่ยงโปวแเป็น กลุมที่นับถือผีบรรพบุรุษฝุายมารดา สําหรับผูมีบิดาหรือมารดาเป็นกลุมอื่น เชน สะกอหรือลัวะ จะไมมีผีบรรพบุรุษ หรือผีในสายฝุายมารดาเดียวกัน จะมีแตผีเรือนของตนเองเทานั้น ซึ่งการแตงงานเป็นแบบผัวเดียวเมียเดียว ถือเป็นกฎ ที่เครงครัดมากในหมูบาน การหยารางมีนอยและการแตงงานใหมไมคอยปรากฏ การสมสูกอนที่จะแตงงานกันนั้นเป็นกฎ ขอหาม และจะถูกรังเกียจ ถึงขั้นปรับไหม และเชื่อกันวาผีเจาที่จะขุนเคือง (การผิดผี) โดยปกติกะเหรี่ยงโปวแจะ แตงงานกับพวกเผาเดียวกัน แตก็มีบางที่แตงงานกับคนนอกเผา เชนกะเหรี่ยงสะกอ ลัวะ และคนพื้นเมือง เป็นตน๒๓ สวนการสูขอ มีลักษณะคือ เมื่อเป็นที่รับรูแลววาหญิงชายรักชอบพอกัน พอแมและญาติพี่นอง ของฝุายหญิงก็จะสงคนไปหาฝุายชาย เพื่อสอบถามใหแนใจวาฝุายชายรักและยินดีที่จะแตงงานกับฝุายหญิง จริงหรือไม หากฝุายชายรักชอบพอกันและยินยอมที่จะแตงงานกับฝุายหญิง ก็จะมีการนัดหมายวันเวลา ทําพิธีแตงงานกันในเวลานั้น (ตามหลักประเพณีกะเหรี่ยงฝุายหญิงจะตองเป็นฝุายไปขอฝุ ายชาย) สวนการหมั้นหมายนั้น เมื่อฝุายชายตกลงปลงใจวาจะแตงงานกับฝุายหญิงและนัดหมายวันเวลาแตงงาน ที่แนนอนแลว ฝุายชายจะสงเถาแกไปทําพิธีหมั้นหมายฝุายหญิงกอนวันแตงงาน ซึ่งภายในพิธีฝุายหญิงจะฆาไก ๒ ตัว ในการทําอาหาร เพื่อเลี้ยงรับรองเถาแกของฝุายชาย และวันรุงขึ้นก็จะนัดหมายวันเวลาที่ฝุายชาย และเพื่อน ๆ จะมาหาฝุายหญิง เพื่อทําพิธีแตงงานตอไป หมูตัวแรกทําพิธีเทาะเตาะ คือหมูตัวแรกที่ใชฆาในพิธี ๒๓กฤษฎา บุญชัย, พรพณา ก฿วยเจริญและคณะ. ๒๕๕๗. งานวิจัยโครงการศึกษาไรหมุนเวียนของกะเหรี่ยงเพื่อเสนอเป็นมรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรม. กระทรวงวัฒนธรรม มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๓๑ แตงงานและจะนําเนื้อหมูมาเอาไวเป็นเครื่องบูชา เพื่อขอเทวดามาอวยพรเจาบาวเจาสาวและผูรวมงานทุกคน เมื่อถึงเวลาออกเดินทางไปสูหมูบานเจาสาว เถาแกของเจาบาวและเพื่อนเจาบาวจะลงไปอยูพรอมกันที่พัก หนาหมูบานและจะปูเสื่อเพื่อนั่งปรึกษาหารือกัน จากนั้นเถาแกจะทําพิธีรินเหลาและอธิษฐานขอพรเมื่อเสร็จพิธี ก็จะออกเดินทางโดยมีเจาบาวและเพื่อน ๆ ของเจาบาวรวมเดินทางกันอยางพรอมเพรียงกัน เมื่อเดินทางมาถึง บานเจาสาว เพื่อนบานของเจาสาวก็จะคอยตอนรับ โดยจะใหไปพักที่พักชั่วคราวบริเวณหนาบาน เพื่อทําพิธี ดื่มเหลา เสร็จพิธีดื่มหัวเหลา (เหลาขวดแรกที่ใชดื่มในพิธี) หลังจากนั้นก็จะขึ้นไปสูบานเจาสาวเพื่อพักผอน และดื่มเหลาพรอมกับขับลํานําโตตอบกันระหวางเพื่อนเจาบาวที่เป็นคนตางถิ่นและเพื่อนเจาสาวที่เป็นคนตางถิ่น และเพื่อนเจาสาวที่เป็นคนในถิ่น ในขณะเดียวกันนี้ญาติพี่นองของเจาสาวก็จะทําการฆาหมู เพื่อทําอาหารสําหรับ เลี้ยงตอนรับแขกที่มาในงานทุกคน รวมถึงเพื่อนเจาบาวที่มาจากตางถิ่นมารับประทานอาหารรวมกันเสร็จแลว ก็จะเป็นเวลาสวนตัวของแตละคนที่จะพักผอนนอนหลับ หรือเยี่ยมเยือนเพื่อนบานอื่น ๆ และขับลํานําโตตอบกัน ซึ่งบางคนบางกลุมก็จะเที่ยวขับลํานําตลอดคืนเลยก็มี การขอพรระหวางเดินทางกลับ ฝุายหญิงก็จะทําการฆาไก ๒ ตัว ตมใหสุกแลวหอใหเถาแกและเพื่อนของเจาบาวนํากลับไป เพื่อเป็นอาหาร เมื่อออกจากหมูบานของเจาสาว ซึ่งระหวางทางจะหยุดอยูขางทาง เถาแกจะทําพิธีถวายอาหารแดเทพยดา เพื่อเป็นการอวยพรแกผูรวมเดินทาง ใหไดรับความปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งหลายและกลับถึงบานโดยสวัสดิภาพ จากนั้นทุกคนที่มาดวยกัน จะตองชวยกันกินไกกับขาวใหหมด พอกลับถึงบานแลวทุกคนก็จะมารวมกันตัวกันตรงจุดหนาบานของเจาบาว กอนที่จะแยกยายกันกลับบานของตน แลวเถาแกก็จะทําพิธีดื่มหัวเหลาอีกครั้งเป็นครั้งสุดทาย วันรุงขึ้นเพื่อนบานทุกคนจะหยุดงาน ซึ่งถือเป็นขอหาม เรียกขอหามนี้วา “ดึเทาะโคเบล” การผูกขวัญรวมกัน ระหวางเจาบาวและเจาสาว (กี่ฆึจือ) หลังจากอยูรวมกันนานสามวันสามคืนแลวพอแมของเจาบาวและเจาสาว จะทําพิธีผูกขวัญให โดยจะผูกรวมกันระหวางเจาบาวและเจาสาว ซึ่งการผูกขวัญรวมกันนี้มีความหมายวา ทั้งสองคนไดกลายเป็นหนึ่งอันเดียวกันแลวตั้งแตบัดนี้เป็นตนไป พิธีกรรมงานศพ งานศพตามประเพณีของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน จะมีลักษณะที่คลายกับงานศพ ของชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่อื่น ๆ ทั่วไป เมื่อในหมูบานหากมีผูคนในหมูบานเสียชีวิตลง เพื่อนบานทุกคนจะหยุดงาน เพื่อที่จะมาในงานของผูตาย ขั้นแรกญาติพี่นองก็จะอาบน้ําศพและนําเสื้อผาใหม มาสวมใสใหเสร็จแลวก็จะหอศพ ดวยเสื่อตีขาวและเตรียมสัมภาระใหแกศพ หลังจากหอศพแลวจะหาไมไผหนึ่งทอนยาวนํามาผาออกเป็น ๔ ซีก เทา ๆ กัน ครึ่งทอนแลวงามลงบนศพเพื่อยึดศพใหมั่น เรียกไมไผทอนนี้วา “ไมงามศพ” จากนั้นจะนําเสื้อผา ของศพที่ญาติพี่นองมอบใหแขวนไวที่ปลายทอนไมไผ ซึ่งเปูาหมายของการเตรียมสัมภาระของศพ เพื่อทําความรมรื่น ใหศพขณะเดินทางกลับไปยังโลกหนา สวนพิธีสงสัมภาระและขาวของใหศพ ซึ่งกอนที่จะปลงศพ จะมีการเตรียมสัมภาระและขาวของ ใหศพ โดยประกอบดวยปัจจัยจําเป็นในการดําเนินงาน ไดแก ยาม มีดหมอ ชาม ถวย ไมขีดไฟ เชื้อมัน เชื้อขาว กลากลวย ยาสูบ หมากพลู เป็นตน ขาวของสัมภาระทั้งหมดจะบรรจุลงในกะฉุกใบหนึ่ง เมื่อไดเวลาปลงศพ กะฉุกใบนี้ก็จะถูกเอาไปดวย เมื่อปลงศพเสร็จแลวจะนํากะฉุกใบนี้ไปวางไวใตตนไม จากนั้นนําขอเกี่ยวคอเสื้อ ผูทําพิธีและดึงกลับบานพอเป็นพิธี ซึ่งการทําพิธีสงสัมภาระและขาวของใหศพนี้มีความหมายวา ในโลกหนา มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๓๒ วิญญาณของศพจะตองกลับไปทํามาหากินเชนเดียวกับชีวิตในโลกนี้ จึงตองมีการมอบสัมภาระและขาวของให มิเชนนั้นวิญญาณจะมีความยากลําบากไมมีขาวของและเครื่องใชในการทํามาหากิน เป็นตน สําหรับขอหามหลังปลงศพ คือไมใหคนในหมูบานออกไปทํามาหากินนอกบาน สวนจะหาม กี่วันนั้นขึ้นอยูกับวาศพนั้นมีการเก็บไวกี่วัน หากเก็บไวหนึ่งวันก็จะหามออกไปทํางาน ๑ วัน ถาเก็บ ๓ วัน ก็จะหาม ๓ วัน เป็นตน เนื่องจากชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอนมีความเชื่อวา หลังจากปลงศพ วิญญาณของผูตาย ยังเดินไปมาภายในบริเวณหมูบานอยูจนกวาจะพนจํานวนวันที่เก็บศพไว เพราะฉะนั้นหากผูใดออกนอกหมูบาน ในชวงนี้ ผีผูตายอาจเห็นเขาและจับขวัญของผูนั้นไป ซึ่งจะทําใหผูนั้นลมปุวยลงได รวมไปถึงพืชผักของศพ หากมีผูเสียชีวิตลงในกลางปีและผูเสียชีวิตไมมีโอกาสไดรับประทานพืชผักที่ตนปลูกลงไป ในกรณีนี้ญาติพี่นอง ก็จะนําผลผลิตของพืชผักตาง ๆ ในรอบปีนั้นไปฝากไวที่ไรหรือใตตนไมบริเวณของศพ หลังจากเก็บเกี่ยวเสร็จแลว ทั้งนี้เพื่อใหวิญญาณศพไดกลับมารับประทานผลผลิตพืชผักเหลานั้น แลวจะไดกลับไปสูสุคติดวยความสงบสุข จะไดไมกลับมาขอจากญาติพี่นองอีก เป็นตน ในปัจจุบัน เนื่องจากสังคมไดเปลี่ยนแปลงไป งานศพตามประเพณีของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยง ในพื้นบานโปุงน้ํารอนจึงมีการเปลี่ยนแปลงจากการทําพิธีแบบดั้งเดิม จึงหาดูงานศพแบบดั้งเดิมไดยากมากขึ้น เห็นไดจากการเปลี่ยนแปลง เชน เสื่อตีขาวที่ใชหอศพไดมีการเปลี่ยนมาใชเป็นโลงศพแทน และพิธีการประกอบ ทางศาสนาอยางการขับลํานําแทบจะไมทํากันแลวในชุมชน ซึ่งคนรุนหลังมีสวนนอยมากที่จะใหความสําคัญ เนื่องจากการทําพิธีแบบดั้งเดิมตองใชเวลานานเป็นขามคืนขามวัน โดยสังคมที่คนปัจจุบันตองเรงรีบจึงมีการยน ระยะเวลา ทําใหสวนสําคัญของพิธีไดปรับเปลี่ยนมาเป็นรูปแบบใหม คือ รวดเร็วและลดขั้นตอนของพิธีกรรม งานศพบางอยางไป เป็นตน ๔) ศิลปะ/การแสดง เต้นร าชนเผ่าปกาเกอญอ การเตนรําที่นําเอาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยงมาประยุกตแเป็นทาทาง ลีลาประกอบเพลง ที่มีเนื้อรองเป็นภาษากะเหรี่ยง ซึ่งผูที่ทําการแสดงจะสวมผาโพกศีรษะ แตงกายดวยชุดกะเหรี่ยง ซึ่งในปัจจุบัน อาจเห็นลักษณะของการแสดงเตนรําชนเผาปกาเกอญอไดในกลุมเด็กและเยาวชนโรงเรียนบานโปุงน้ํารอนที่จะมี การแสดงในงานเทศกาลสําคัญตาง ๆ ภายในหมูบาน และทําการแสดงตอนรับแขกหรือนักทองเที่ยวที่เขามา เยี่ยมชมหมูบาน เป็นตน เตนรําชนเผาปกาเกอญอ (ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=sCN๖FH-Bf๕A. สืบคนเมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๓๓ ๒.๒ บ้านแม่ฮ่าง ต าบลนาแก อ าเภองาว จังหวัดล าปาง ๒.๒.๑ บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ ๑) ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ บานแมฮาง หมูที่ ๔ ตําบลนาแก อําเภองาว จังหวัดลําปาง มีระยะทางหางจากตัวอําเภองาว ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร โดยประชากรเป็นชาวไทยภูเขาเผากะเหรี่ยงและเผาอาขา ซึ่งบานแมฮาง ตั้งอยูใน ภูมิประเทศที่เป็นเทือกเขาสลับซับซอน ประกอบดวยปุาเต็งรัง ปุาเบญจพรรณ ปุาดิบเขา และปุาสนเขา ที่อุดมสมบูรณแ จึงมีพรรณไมและสัตวแปุาอาศัยอยู อีกทั้งเป็นปุาตนน้ํายม ซึ่งประชาชนสวนใหญมีอาชีพเกษตรกรรม มีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงและอาขาที่พึ่งพิงธรรมชาติ โดยมีอาณาเขตติดตอ ดังนี้ ทิศเหนือ ติดตอกับ บานสันติสุข ตําบลนาแก อําเภองาว ทิศใต ติดตอกับ ตําบลบานออน อําเภองาว ทิศตะวันออก ติดตอกับ ตําบลบานออน อําเภองาว ทิศตะวันตก ติดตอกับ ตําบลปงเตา อําเภองาว แผนที่บานแมฮาง ตําบลนาแก อําเภองาว ๒) จ านวนประชากรชาติพันธุ์ ชาวบานแมฮาง หมูที่ ๔ ตําบลนาแก อําเภองาว จังหวัดลําปาง สวนใหญเป็นกลุมชาติพันธุแ กะเหรี่ยง และอาขาที่อาศัยอยูรวมกัน สําหรับชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยูที่บานแมฮาง เป็นการอาศัยอยูกับบิดา มารดา และเครือญาติที่สืบเชื้อสายชนเผากะเหรี่ยง โดยมีประชากรที่เป็นชาวกะเหรี่ยง จํานวนประมาณ ๔๐๐ คน และจํานวนครัวเรือนประมาณ ๙๒ ครัวเรือน เป็นชุมชนที่มีลักษณะเหมือนชาวกะเหรี่ยงทั่วๆ ไป ซึ่งชาวบาน ในหมูบานสวนใหญนับถือศาสนาคริสตแ นิกายโปรเตสแตนตแ (หยอมบาน บานแมฮาง) และมีบางสวนที่ยังนับถือผี ศาสนาพุทธ และศาสนาคริสตแ นิกายคาทอลิก (หยอมบาน บานแมคิง) การประกอบอาชีพ สวนใหญประกอบอาชีพ เกษตรกรรม หาของปุา รับจางทั่วไป วิถีชีวิตของชาวบานกะเหรี่ยง ดํารงชีวิตโดยการทําไร หาของปุา ในเวลาวาง ผูหญิงก็จะทอผาโดยใชกี่เอว ไวสําหรับนุงหม และเป็นเครื่องใชในบาน เชน ผาหม ผาปู ถุงยาม ผาโบกหัว เสื้อไวใชในครัวเรือน เป็นตน ซึ่งประชาชนสวนใหญในหมูบาน ยังคงมีความเป็นวิถีแหงธรรมชาติมีความเป็น เอกลักษณแของชุมชนชาวกระเหรี่ยง และยังสื่อสารระหวางกันผานภาษากะเหรี่ยง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๓๔ ๓) ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน บานแมฮาง หมูที่ ๔ ตําบลนาแก อําเภองาว จังหวัดลําปาง ในอดีตมีบริเวณกวางขวางมาก เป็นเมืองโบราณที่มีชื่อวา “เวียงแปูง” ปัจจุบันยังปรากฏซากปรักหักพังใหเห็นอยูทั่วไป ซึ่งเดิมชาวบานแมฮาง ไดอาศัยอยู ณ บานแมกวัก (แมหินในปัจจุบัน) ไดเขามาทําไร ทําสวน และสรางที่พักอาศัยชั่วคราว เพื่ออยูดูแลไร ตอมามีชาวบานเริ่มเขามาอาศัยอยูกันมากขึ้น จึงไดยายเขามาอยูอยางถาวร ณ บานแมฮาง เนื่องจากการเดินทาง ไป-กลับคอนขางลําบาก โดยเริ่มจากไมกี่หลังคาเรือนและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงไดมีการรวมตัวกันสรางโบสถแเพื่อใช เป็นสถานที่นมัสการพระเจา และไดเลือกอาจารยแลูน ศักดา เป็นผูดูแลคริสตจักร และเป็นผูใหญบาน ตอมาในปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ไดมีการประชุมประจําปีคริสตจักรภาคที่ ๑๐ ณ คริสตจักรมากมายจึงไดมีการเสนอตอที่ประชุมภาค เพื่อพิจารณาแตงตั้งกลุมสมาชิกบานแมฮางเป็นคริสตจักรที่ไดพิจารณาและอนุมัติกอตั้งเป็นคริสตจักรโดยใชชื่อวา “คริสตจักรวรกาย” แลวไดตั้งอาจารยแลูน ศักดา เป็นศิษยแยาภิบาลประจําการ หลังจากนั้นไมนานไดเกิดไฟไหม โบสถแวอดไปทั้งหลัง ทางคริสตแจักรจึงไดเสนอเรื่องกอตั้งโบสถแใหมอีกครั้งหนึ่ง ตั้งแตเริ่มแรกที่มีการกอตั้งหมูบาน แมฮางจนถึงปัจจุบัน มีผูนําทําหนาที่ผูใหญบานทั้งสิ้น จํานวน ๕ คน ปัจจุบันมีนายอรุณ เยละ เป็นผูใหญบาน โดยบานแมฮางมีการแบงหยอมบานออกเป็น ๓ หยอม ไดแก หยอมบานแมฮาง (ประชากรสวนใหญนับถือ ศาสนาคริสตแ นิกายโปรเตสแตนตแ เป็นกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยง ชุมชนดั้งเดิม) หยอมบานหวยจอน (เป็นชาวเผาอาขา ที่ยายมาจากอําเภอแมจัน อําเภอแมสรวย และอําเภอแมฟูาหลวง จังหวัดเชียงราย ประชากรนับถือผี และศาสนาคริสตแ นิกายคาทอลิก) และหยอมบานแมคิง (เป็นกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงและเป็นชุมชนดั้งเดิม ประชากรนับถือผี ศาสนาพุทธ และศาสนาคริสตแ นิกายคาทอลิก)๒๔ การตั้งถิ่นฐานบานเรือนภายในหมูบานแมฮาง (ที่มา : https://www.facebook.com/aroon.yela.๕/photos. สืบคนเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ๔) การประกอบอาชีพของชุมชนชาติพันธุ์ อาชีพของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานแมฮาง สวนใหญประกอบอาชีพเกษตรกรรม เชน การปลูกขาวทําไร ทํานา ทําสวน เป็นตน ซึ่งแตเดิมเป็นหมูบานที่ทําการเกษตรเพื่อการยังชีพ โดยทําการเกษตรรูปแบบไรหมุนเวียน ทํากันปีละหนึ่งครั้ง พอเสร็จสิ้นจากการทําไร ประชาชนสวนใหญก็จะอยูกับบาน ทํางานทั่วไป เชน รับจางทั่วไป หาของปุา ทอผา จักสานตามวิถีดั้งเดิมของชุมชน เป็นการดํารงชีพแบบเรียบงาย แบบพอเพียง แตในปัจจุบัน ไดเกิดการเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งจากการทําเกษตรเพื่อการยังชีพ เปลี่ยนมาเป็นการทําเกษตรกรรมเพื่อการคาขาย มากขึ้น ทําใหมีการแผวถางปุามากขึ้น จากที่เคยทําการเกษตรปีละครั้ง มาเป็นการทําเกษตรตลอดทั้งปี ๒๔คณะกรรมการสงเสริมวิทยาศาสตรแ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), ๒๕๖๓. “สถานการณแและภาพรวมงานวิจัยเพื่อพัฒนาและแกปัญหาในจังหวัด ลําปาง” มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๓๕ จากที่ไมมีหนี้สินกลับมีหนี้สิน ในปัจจุบันพื้นที่สวนใหญจะเป็นพื้นที่ปลูกขาวโพด สภาพปุากลายเป็นภูเขาหัวโลน นอกจากนี้ชาวบานยังมีการเก็บหาของปุา ซึ่งถือเป็นแหลงรายไดใหกับชาวบาน ทั้งเพื่อการบริโภคและจําหนาย โดยภายในหมูบานจะมีขอตกลง ระเบียบการจัดการที่คนในหมูบานตกลงรวมกันและปฏิบัติกันอยางเครงครัด ในชวงที่ละเวนจากการทํานาชาวบานก็จะอยูบาน โดยเฉพาะผูหญิงก็จะทอผา ผูชายก็จะออกทํางานรับจางทั่วไป ดังนั้นกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานแมฮาง สวนใหญประกอบอาชีพหลักคือ เกษตรกรรม โดยการเพาะปลูกทําไร ทํานา และมีอาชีพรองที่สรางรายไดใหแกครอบครัวคือ การรับจาง คาขาย และอุตสาหกรรมในครัวเรือน ไดแก การทอผากี่เอว โดยบานแมฮาง มีผลิตภัณฑแจากผาทอ อาทิ เสื้อผูชาย-ผูหญิง ถุงยาม ผาโบกหัว เป็นตน ไวใชใน ครัวเรือนและเพื่อขายใหกับนักทองเที่ยว นอกจากนี้ยังมีการทําเครื่องจักสาน และการทําหนอไมอัดปี๊บ เป็นตน การทําเกษตรกรรมภายในหมูบานแมฮาง (ที่มา : https://www.facebook.com/aroon.yela.๕/photos. สืบคนเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ๒.๒.๒ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ๑) วิถีชีวิตวัฒนธรรม กลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานแมฮาง ยังคงมีอัตลักษณแทางชาติพันธุแของกลุมในดานวัฒนธรรม และภูมิปัญญาทองถิ่น ทั้งดานที่อยูอาศัย ภาษา อาหาร ประเพณี และการแตงกายของกลุมชาติพันธุแ ทําใหเกิดเป็น ชุมชนเขมแข็ง โดยยังคงรักษาวัฒนธรรม วิถีชีวิตที่เรียบงายที่อาศัยอยูรวมกับธรรมชาติ ประเพณีพิธีกรรมของ ชาวกะเหรี่ยงไวไมใหสูญหาย แมวาในอดีตหมูบานแหงนี้จะเคยนับถือผี แตปัจจุบันศาสนาคริสตแไดเขามามี บทบาทในหมูบานมากขึ้น จึงทําใหหมูบานแหงนี้กลายเป็นหมูบานที่นับถือศาสนาคริสตแ ทวาความเป็นอัตลักษณแ ของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงยังคงมีการรักษาและสืบทอดผานภาษา การแตงกาย มาจนถึงปัจจุบันนี้ ด้านที่อยู่อาศัย ลักษณะบานเรือนของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานแมฮาง มีลักษณะคลายกับบานเรือน ของคนพื้นเมืองทั่วไป ทั้งที่เป็นบานลักษณะสองชั้น และชั้นเดียว โดยมีการแบงสัดสวนพื้นที่ในตัวบาน ไดแก หองนอนสวนตัวของลูก หองนอนของพอแม มีพื้นที่วางกลางบานที่ใชสําหรับดูโทรทัศนแ และพูดคุยกัน มีหองครัวที่แยกออกจากตัวบานใชสําหรับทําอาหาร และมีใตถุนบานที่ใชสําหรับการทอผากี่เอว รวมถึงเป็นที่ พบปะพูดคุยกันของเพื่อนบานใกลเคียงในการทํากิจกรรมตาง ๆ สวนหองน้ําจะเป็นแบบสวมซึม สวนใหญจะไม แยกออกจากหองอาบน้ํา แตในปัจจุบันลักษณะการสรางบานของชาวบานแมฮางสวนใหญนิยมสรางบานชั้นเดียว ยกพื้นสูง บริเวณใตถุนใชเป็นที่พักผอนและเก็บของ ตัวบานใชไมเนื้อแข็ง ทั้งเสาบาน ฝาบาน และพื้นบาน มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๓๖ สวนหลังคามุงดวยกระเบื้อง ซึ่งการสรางบานดวยไมเนื้อแข็ง เพื่อใหมีความคงทนมากขึ้น แตยังคงเห็นลักษณะ ที่อยูอาศัยแบบดั้งเดิมของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงที่บานแมฮาง หมูที่ ๔ ตําบลนาแก อําเภองาว จังหวัดลําปาง ที่ยังคงรักษาความเป็นอัตลักษณแในเรื่องที่อยูอาศัยของชาวกะเหรี่ยงแบบดั้งเดิมไวอยู บานเรือนภายในบานแมฮาง ตําบลนาแก ด้านการแต่งกาย สําหรับการแตงกายของชาวกะเหรี่ยงบานแมฮางนั้น ชุดของเด็ก หรือ ผูหญิงโสด เรียกวา ชุดเชวา มีทั้งสีขาวและสีแดง ทรงกระสอบยาวเลยเขา แตงลายบริเวณหนาอก สวนดานลางที่ชายผาชุดเชวา จะทําชายผาใหรุยเป็นเสน ๆ ตามตัวผาสวนอื่น ๆ จะแตงลายเล็กนอย ผูชายจะใสชุดเสื้อคอสีแดง ใสกางเกงทรงกระบอก เนื่องดวยในปัจจุบันผูชายกะเหรี่ยง นิยมแตงกายเหมือนผูคนในทองถิ่นทั่วไป แตสวนใหญยังคงมีเสื้อสีแดงสําหรับไวใสในโอกาสสําคัญ ซึ่งเสื้อสีแดง เป็นสัญลักษณแของความเป็นชาย แสดงถึงความอดทน แข็งแรง เสื้อสีแดงของชายกะเหรี่ยงเป็นเสื้อทรง กระสอบคอเสื้อรูปตัววี ตรงชายคาเสื้อจะติดพูหอยลงมา ตัวเสื้อจะมีการตกแตงดวยแถบสีไมมีการปักประดับ เหมือนเสื้อผูหญิงสมัยกอนเสื้อแดงของชายโสดจะมีพูหอยยาวลงมาเลยชายเสื้อ สวนเสื้อแดงของชายที่แตงงาน แลวจะติดพูหอยลงมาเสมอชายเสื้อ เพราะชายที่แตงงานแลวตองทํางานมากขึ้น การที่ใสเสื้อที่มีพูยาว จะทําใหรุงรัง ไมสะดวกในการทํางาน ผูชายกะเหรี่ยงจะสวมกางเกงแบบคนไทยภาคเหนือ สวนผูหญิงที่แตงงาน หรือมีครอบครัวแลว จะใสชุดเป็น ๒ สวนคือ ผาซิ่นสีแดง และใสเสื้อ คอสีดํา น้ําเงิน คนละทอน ตกแตงดวยลูกเดือย หรือทอยกดอก ยกลาย หรือปักดวยดายหลากสีในลวดลาย ชนิดตาง ๆ ซึ่งแตละชนิดจะเลียนแบบจากธรรมชาติ ดังนั้นชาวกะเหรี่ยงในหมูบานแมฮาง ตําบลนาแก อําเภองาว จังหวัดลําปาง การแตงกาย จะแตงกายคลายกับกะเหรี่ยงทั่ว ๆ ไป คือ ผูหญิงถายังไมไดแตงงาน จะสวมใสชุดสีขาวยาวกรอมเทา สําหรับผูหญิง ที่แตงงานแลว จะใสเสื้อสีตาง ๆ และผาถุง สําหรับผูชายในปัจจุบันจะสวมใสเสื้อสีตาง ๆ ตามความตองการ และนิยมแตงกายดวยเสื้อผาทั่วไป เชน เสื้อยึด กางเกงยีนสแ เป็นตน แตหากในหมูบานมีงานสําคัญทางศาสนา หรืองานที่หมูบานมีการรวมตัวกัน สมาชิกในหมูบานจะตองแตงกายดวยชุดกะเหรี่ยง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๓๗ ชุดเชวา สําหรับหญิงสาวที่ยังไมไดแตงงาน (ที่มา : https://www.facebook.com/aroon.yela.๕/photos. สืบคนเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) การแตงกายหญิงสาวที่แตงงานแลว (ที่มา : https://www.facebook.com/aroon.yela.๕/photos. สืบคนเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) การแตงกายของผูชายในหมูบานแมฮาง (ที่มา : https://www.facebook.com/aroon.yela.๕/photos. สืบคนเมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ด้านอาหาร อาหารหลักของชาวกะเหรี่ยงบานแมฮางสวนใหญนิยมนําพืชผักที่หาไดในปุาตามฤดูกาล และตามรั้วบาน มาปรุงแตงดวยวิธีการตาง ๆ เชน ตม แกง ผัด เป็นตน อาทิ ผักกูด ผักหนาม หนอไม เห็ดลม เห็ดถอบ และผักหวานปุา ฯลฯ โดยนํามาผสมกับเครื่องปรุงตาง ๆ ที่มีอยูในครัว สวนอาหารที่เป็นเนื้อสัตวแจะได จากที่เลี้ยงไวบริโภคในครัวเรือน เชน ไก หมู หากเป็นสัตวแน้ําจะหาตามลําหวยตาง ๆ ซึ่งในลําหวยสามารถหาได ทุกฤดูกาล แตชาวบานจะไมนิยมจับสัตวแน้ําในชวงฤดูฝน เนื่องจากเป็นชวงที่สัตวแน้ําวางไขและเป็นชวงที่มี น้ําหลากหาปลาตาง ๆ ยาก นอกจากนี้ยังมีการทําขาวเบ฿อะ นิยมใชขาวสารหรือขาวจาวตมใหสุก จากนั้นใส น้ําพริกแกง เนื้อสัตวแ และผัก โดยชาวกะเหรี่ยงรับประทานอาหารชนิดนี้เป็นกับขาว ซึ่งแตละพื้นที่จะมีรสชาติ ของขาวเบ฿อะที่แตกตางกันออกไปขึ้นอยูกับการปรุงรสชาติของขาวเบ฿อะ ดังนั้นชาวกะเหรี่ยงบานแมฮาง รับประทานอาหารในแตละวันนั้นแบงออกเป็นสามเวลา ชาวกะเหรี่ยงเรียกวา “เอาะแม” ซึ่งมีขาวเป็นหลัก เหมือนกับคนทั่ว ๆ ไป มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๓๘ อาหารของชาวกะเหรี่ยงบานแมฮาง ด้านภาษา ชาวกะเหรี่ยงบานแมฮางสวนใหญเป็นกะเหรี่ยงโปวแ (ผูคนในพื้นที่ดั้งเดิม) แตจะมีบางสวน ที่เป็นกะเหรี่ยงสกอวแ คือ กะเหรี่ยงที่มาจากพื้นที่ขางนอกเขามาแตงงานกับคนในหมูบาน ซึ่งภาษาพูดที่ใชเป็น ภาษากะเหรี่ยงโปวแ สวนภาษาเขียนจะใชภาษากะเหรี่ยงสกอวแ ซึ่งเป็นภาษาทางการที่มีการใชมากในหมูชน ชาวกะเหรี่ยง หรืออาจเรียกไดวาเป็นภาษากลางของกะเหรี่ยง คาดวาบานแมฮางมีการใชภาษากะเหรี่ยงสกอวแ ตั้งแตที่มีมิชชั่นนารีมาเผยแผศาสนาและสอนภาษากะเหรี่ยงสกอวแอานพระคัมภีรแ รองเพลง ที่เขียนดวยภาษา กะเหรี่ยงสกอวแ ดังนั้นชาวกะเหรี่ยงบานแมฮางใชภาษาในการสื่อสารกันหลายภาษา ทั้งภาษากะเหรี่ยงโปวแ กะเหรี่ยงสกอวแ ภาษาเมือง (คําเมือง) ภาษาไทยกลาง เป็นตน แตภาษาที่นิยมพูดกันภายในหมูบาน คือ ภาษากะเหรี่ยงโปวแ ๒) ประเพณี/เทศกาล ประเพณีวันอีสเตอร์ (วันคืนพระชนม์พระเจ้า) ประเพณีวันอีสเตอรแ เป็นอีกหนึ่งในเทศกาลที่สําคัญมากที่สุดในศาสนาคริสตแ เนื่องจาก วันอีสเตอรแนั้น เป็นวันเฉลิมฉลองการคืนพระชนมแของพระเยซูหลังจากที่ทรงถูกตรึงกางเขน และสิ้นพระชนมแไปแลวเป็นเวลา ๓ วัน โดยในแตละปีจะไมตรงกันขึ้นอยูกับการกําหนด โดยสภาคริสตจักร ในประเทศไทย และสิ่งที่ชาวบานแมฮางจะทํารวมกันในวันอีสเตอรแคือ จะชวยกันทําความสะอาดปุาชา ของหมูบานและจัดเตรียมสถานที่บริเวณปุาชาประจําหมูบานกอนวันงาน ๑ วัน และในชวงเชามืดของวันถัดไป เวลาประมาณ ๐๔.๐๐ น. ชาวบานจะออกไปรวมตัวกันที่ปุาชาอีกครั้ง เพื่อทําการนมัสการพระเจารวมกัน และจะทําการนมัสการรวมกันอีกครั้งในตอนกลางวันที่โบสถแ พรอมทั้งยังมีการแสดงของเด็ก ๆ มีการรวมรองเพลง และรวมรับประทานอาหารรวมกัน นอกจากนั้นยังมีการตามหาไขไกที่ตมแลวที่จะถูกนําไปซอนไวบริเวณ โดยรอบของโบสถแ ซึ่งสําหรับความเชื่อของศาสนาคริสตแแลวไขไกนั้น หมายถึง การมีชีวิตใหม มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๓๙ ประเพณีวันคริสต์มาส (เทศกาลคริสต์มาส) ชาวกะเหรี่ยงบานแมฮางจะรวมพิธีทางศาสนาคริสตแ เนื่องในวันคริสตแมาส ถือเป็นวันคลายวันประสูติ ของพระเยซูคริสตแ จึงเป็นวันที่ชาวคริสเตียนทั่วโลก มีความชื่นชมยินดีเป็นอยางมาก โดยกิจกรรมของหมูบานนั้น ไดมีการจัดขึ้นในวันที่ ๒๔-๒๕ ธันวาคมของทุกปี จะมีการจัดเตรียมงาน มีการเตรียมแจกเสื้อผา อาหารตาง ๆ ใหแกแขกที่มาเยือน นอกจากนั้นในชวงกลางคืนชาวบานในหมูบานบางสวนจะออกเดินไปรองเพลงและอวยพร ตามบานตาง ๆ ในหมูบานจนถึงรุงเชา โดยในวันที่ ๒๕ ธันวาคม จะมีการนมัสการพระเจา และรับประทานอาหารรวมกัน เทศกาลคริสตแมาสบานแมฮาง (ที่มา : https://www.facebook.com/aroon.yela.๕/photos. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ๓) ศาสนา/พิธีกรรม ชาวกะเหรี่ยงบานแมฮาง สวนใหญนับถือศาสนาคริสตแ นิกายโปรเตสแตนตแ (หยอมบานแมฮาง) และมีบางสวนที่ยังนับถือผี ศาสนาพุทธ และศาสนาคริสตแ นิกายคาทอลิก (หยอมบานแมคิง) โดยมีสถานที่ใช ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาคริสตแ คือ โบสถแคริสตจักรวรกาย ซึ่งทุกวันอาทิตยแชาวบานจะหยุดการทํางาน และจะไมออกไปยังที่ตาง ๆ หากไมจําเป็น โดยจะรวมใจกันไปนมัสการพระเจาที่โบสถแ ในระหวางการนมัสการ พระเจา ตั้งแตเริ่มตนจนจบการนมัสการ ชาวบานมีการใชภาษากะเหรี่ยงทั้งหมด ไมวาจะเป็นการอธิษฐาน การอานพระคัมภีรแ การเทศนา การถวายเสียงเพลง และการประชาสัมพันธแขาวสารในคริสตจักร ซึ่งในหนังสือ พระคัมภีรแจะมีทั้งภาษาไทยและภาษากะเหรี่ยง นมัสการพระเจาที่โบสถแคริสตจักรวรกาย (ที่มา : https://www.facebook.com/aroon.yela.๕/photos. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) พิธีกรรมการเกิด การเกิดในสมัยกอนหมอตําแยเป็นผูทําคลอด เนื่องจากการเดินทางไปโรงพยาบาลลําบาก และมีคาใชจายสูง เมื่อเด็กคลอดพอของเด็กจะนํารกไปฝังใตบันไดขั้นแรก ซึ่งมีความเชื่อวาเมื่อเด็กโตขึ้น เด็กจะมี ความรักและผูกพันกับบาน หากเด็กหลงหายบันไดจะเรียกขวัญเรียกใหเด็กกลับบาน ปัจจุบันการฝากทองและ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๔๐ การคลอดตองไปคลอดที่โรงพยาบาล จึงทําใหการฝังรกใตบันไดจึงไดสูญหายไป เมื่อเด็กอายุได ๑ เดือน มีการ ประกอบพิธีทางศาสนาคือ จะเชิญผูนําศาสนามาประกอบพิธีศาสนาที่บาน เป็นการนมัสการขอใหพระเจา คุมครองเด็กใหมีสุขภาพแข็งแรง ใหเติบโตเป็นคนดี รวมทั้งอาจมีการตั้งชื่อเป็นภาษากะเหรี่ยง พิธีกรรมการแต่งงาน พิธีการแตงงานการใชชีวิตคูรวมกันของชายหนุมหญิงสาว จะเกิดขึ้นไดเมื่อพอแมทั้งสองฝุาย ไดตกลงกับยอมใหชายหนุมกับหญิงสาวสามารถแตงงานและใชชีวิตรวมกันได จึงกําหนดวัน เวลา ในการประกอบ พิธีทางศาสนา จากนั้นจึงแจงใหผูนําศาสนาทราบ ขั้นตอนการประกอบพิธีทางศาสนาไมมีความสลับซับซอน ผูที่อยูในขบวนพิธีประกอบดวยผูประกอบพิธี เจาบาวเจาสาว เพื่อนเจาบาวเพื่อนเจาสาวเด็กถือพาน และหนังสือทะเบียนสมรส เด็กถือพานมาลัย เด็กถือพานแหวน เด็กโปรยดอกไมและพอแมคูบาวสาว ซึ่งพิธีกรรมจะเป็นแบบสากล โดยจะประกอบพิธีภายในโบสถแ สําหรับการแตงกายจะแตงกายดวยชุดกะเหรี่ยง ทั้งหมด เมื่อเสร็จพิธีจะมีการรับประทานอาหารรวมกันที่บานเจาบาวและบานเจาสาวจากนั้นเวลาตอนหัวค่ําจะมี การนมัสการที่บานเจาสาว เพื่อเป็นการอวยพรใหคูบาวสาวครองรักกันอยางมั่นคง พิธีกรรมเกี่ยวกับการตาย เมื่อมีการตายเกิดขึ้นในหมูบานแมฮาง ชาวบานจะอยูพรอมกันที่บานผูเสียชีวิต เพื่อรวมไวอาลัย และแสดงความเสียใจกับญาติพี่นอง จากนั้นผูนําทางศาสนาจะประกอบพิธีมนัสการพระเจา เพื่อมอบดวงวิญญาณ กลับสูออมแขนของพระเจา และเป็นการหมุนใจญาติพี่นอง โดยการเก็บศพไวขึ้นอยูกับญาติพี่นอง ของผูเสียชีวิตวาตองการเก็บไวกี่วัน หลังจากที่ญาติพี่นองตัดสินใจจะทําพิธีฌาปณกิจศพ จะมีการนมัสการ พระเจาอีกครั้งกอนที่จะมีการบรรจุศพลงในโลง จากนั้นจะมีการเคลื่อนยายไปที่สุสานเพื่อประกอบพิธีฝังศพ เมื่อฝังศพเสร็จแลวจะมีการนมัสการที่บานญาติผูเสียชีวิตอีก ๓ คืน เพื่อเป็นการใหกําลังใจญาติพี่นอง ๔) ศิลปะ/การแสดง ศิลปะการแสดงชนเผ่า การเตนรําที่นําเอาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวกะเหรี่ยง มาประยุกตแเป็นทาทางลีลาประกอบเพลง ที่มีเนื้อรองเป็นภาษากะเหรี่ยง ซึ่งผูที่ทําการแสดงจะสวมผาโพกศีรษะ แตงกายดวยชุดกะเหรี่ยง เพื่อใหเห็นถึง วิถีชีวิต วัฒนธรรม และการแตงกายของกลุมชาติพันธุแ ในปัจจุบันอาจเห็นลักษณะของการแสดงเตนรําชนเผาได ในกลุมเด็กและเยาวชนโรงเรียนบานแมฮาง ที่จะมีการแสดงในงานเทศกาลสําคัญตาง ๆ ภายในหมูบาน และทําการแสดง ตอนรับแขกหรือนักทองเที่ยวที่เขามาเยี่ยมชมหมูบาน เป็นตน ศิลปะการแสดงชนเผา (ที่มา : https://www.youtube.com/watch?v=PbFAwW๗QD๑s. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๔๑ ๒.๓ บ้านแม่หมีใน ต าบลหัวเมือง อ าเภอเมืองปาน จังหวัดล าปาง ๒.๓.๑ บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ ๑) ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ บานแมหมีใน หมูที่ ๖ ตําบลหัวเมือง อําเภอเมืองปาน จังหวัดลําปาง ตั้งอยูหางจาก ตัวจังหวัดลําปาง ไปทางทิศเหนือประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร และอยูหางจากตัวอําเภอเมืองปานประมาณ ๔๕ กิโลเมตร สูงจาก ระดับน้ําทะเลประมาณ ๗๐๐ เมตร ซึ่งบานแมหมีในมีทั้งหมด ๓ หยอมบาน คือ หยอมบานแมหมีใน หยอมบาน แมหมีนอก และหยอมบานจกปก โดยมีลําน้ําหลักที่สําคัญของหมูบาน ๔ ลําน้ํา คือ ลําน้ําแมหมี ลําน้ําหวยปุาคา ลําน้ําหวยกอม และลําน้ําหวยแมหมีนอย มีน้ําไหลตลอดปี ซึ่งบานแมหมีใน ตําบลหัวเมือง อําเภอเมืองปาน จังหวัดลําปาง มีอาณาเขตติดตอ ดังนี้ ทิศเหนือ ติดตอกับ บานจําบอน ตําบลแมเจดียแใหม อําเภอเวียงปุาเปูา จังหวัดเชียงราย ทิศใต ติดตอกับ บานทุงยาง หมู ๖ ตําบลหัวเมือง อําเภอเมืองปาน จังหวัดลําปาง ทิศตะวันออก ติดตอกับ บานแมสง ตําบลรองเคาะ อําเภอวังเหนือ จังหวัดลําปาง ทิศตะวันตก ติดตอกับ บานเมืองนอย ตําบลแมเจดียแใหม อําเภอเวียงปุาเปูา จังหวัดเชียงราย สภาพแวดลอมภายในหมูบานแมหมีใน (ที่มา : https://www.nairobroo.com/travel/meamhee-teerak/. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ๒) จ านวนประชากรชาติพันธุ์ บานแมหมีใน ตําบลหัวเมือง อําเภอเมืองปาน จังหวัดลําปาง มีประชากรประมาณ ๑๑๘ คน ครัวเรือนประมาณ ๒๐ ครัวเรือน กลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานแมหมีในเขามาตั้งถิ่นฐานนานประมาณ ๑๕๗ ปี ลักษณะการตั้งบานเรือนอยูรวมกันเป็นกลุม มีภูเขาลอมรอบและลําหวยไหลผาน ชาวบานสวนใหญประกอบ อาชีพเกษตรกรรมอยูในหมูบานมากกวาออกไปทํางานนอกหมูบาน ชาวบานยังคงยึดถือความเชื่อประเพณี และวัฒนธรรมดั้งเดิมอยางเครงครัดเยาวชนในหมูบานสวนใหญเรียนที่ศูนยแการเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแมฟูาหลวง บานแมหมีใน ซึ่งเปิดสอนวันจันทรแถึงศุกรแ โดยครูอาสาสมัคร ไมมีการปิดภาคเรียน แตจะพักการเรียนชวงสิ้นเดือน ถึงตนเดือน วิชาหลักที่สอนคือภาษาไทยและคณิตศาสตรแ ศึกษาจบไดวุฒิการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ ๖ ซึ่งมีการศึกษาตอในระดับมัธยมหลายสถาบันโดยกรมประชาสงเคราะหแและมูลนิธิการศึกษาเพื่อชีวิต และสังคมใหการสนับสนุนทุนการศึกษา ๓) ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน ประวัติการตั้งหมูบานแมหมีใน เลากันวา กะเหรี่ยงบานแมหมีในอพยพมาจากบานเมืองคอน อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม เมื่อประมาณ ๔๓๓ ปี หรือประมาณปี พ.ศ.๒๓๘๓ โดยการนําของ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๔๒ นายพะตือ ยาง เขามาตั้งถิ่นฐานบานเรือนอยูบริเวณที่ราบในหุบเขาริมลําหวยแมหมี เพื่อหาที่ดินทํากินแหงใหม ในบริเวณริมหวยแมหมี ทางทิศใตของที่ตั้งหมูบานปัจจุบัน เรียกวา บานเกอแนโป หลังจากนั้นไดยายหมูบาน ไปอยูบริเวณลําหวยแมหมีและแมตเอม ตอมามีชาวกะเหรี่ยงจากตําบลแจซอน อําเภอเมืองปาน จังหวัดลําปาง และเวียงปุาเปูา จังหวัดเชียงราย ไดอพยพเขามาอยูดวย ซึ่งการยายที่ตั้งหมูบานแตละครั้งมีสาเหตุตางกัน เชน ผูนําเสียชีวิต เกิดโรคระบาด เกิดความขัดแยงในหมูบาน และยายเพื่อใหอยูใกลพื้นที่ทํากิน จนกระทั่งมีการ แยกกลุมบานออกเป็น ๒ กลุมใหญ คือ กลุมบานแมหมี และกลุมบานแมตเอม ทั้งนี้ในกลุมบานแมหมีได แบงออกเป็น ๒ หยอม คือ บานแมหมีในและบานแมหมีนอก ตอมาปีพ.ศ. ๒๕๒๐ นายโคโล ยาง ผูนําในขณะนั้น ไดแยกหมูบานแมหมีมาตั้งในพื้นที่ปัจจุบัน โดยการจัดระเบียบหมูบาน ประกอบดวยผูใหญบาน ซึ่งเป็นคนพื้นราบ บานทุงยาง และคณะกรรมการหมูบาน ๙ คน กรรมการที่ปรึกษา ๓ คน กรรมการตรวจปุา ๖ คน กรรมการ การศึกษา ๕ คน ทั้งนี้การแตงตั้งคณะกรรมการหมูบานมาจากความเห็นรวมของชาวบาน นอกจากผูนําที่รัฐ แตงตั้งแลวบานแมหมีในยังมีผูนําดั้งเดิมซึ่งเรียกวา “ญี่โข” ดวย ผูนําทั้งสองกลุมแบงบทบาทหนาที่กัน คือ คณะกรรมการหมูบานดูแลการติดตอประสานงานกับหนวยงานนอกชุมชน สวนญี่โขและผูอาวุโสของหมูบาน ดูแลเรื่องที่เกี่ยวของกับประเพณีวัฒนธรรมในชุมชน เชน พิธีมัดมือปีใหม พิธีแตงงาน พิธีเลี้ยงผีไร นอกจากนั้น ญี่โขยังดูแลลูกบานไมใหทําผิดขอหามของหมูบานและกฎหมายดวย๒๕ ๔) การประกอบอาชีพของชุมชนชาติพันธุ์ อาชีพสวนใหญของชาวกะเหรี่ยงบานแมหมีใน จะประกอบอาชีพเกษตรกร โดยการปลูกขาว ทําไรหมุนเวียน ทําสวน และปลูกผักสวนครัวในไร บางครอบครัวก็ปลูกกาแฟตามแนวรั้ว นําเมล็ดไปขาย นอกจากเพาะปลูกแลว ยังเก็บของปุา เชน น้ําผึ้ง หนอไม เห็ด เป็นตน ชาวบานบางคนก็มีรายไดจํานวนมาก จากการขายสัตวแเลี้ยง นอกจากนั้น ผูหญิงในหมูบานยังมีรายไดจากการทอผา โดยรวมตัวกันเป็น “กลุมสตรีทอผา ยอมสีธรรมชาติ” ซึ่งไดรับการสงเสริมสนับสนุนจากมูลนิธิการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม และการออมทรัพยแ บานแมหมีในมีกลุมออมทรัพยแซึ่งเพิ่งกอตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยเริ่มจากเจาหนาที่โครงการพัฒนาชุมชนชาวเขา มูลนิธิการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม แนะนําใหกลุมสัตรีทอผายอมสีธรรมชาติรูจักการออม ๒.๓.๒ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ๑) วิถีชีวิตวัฒนธรรม ชาวกะเหรี่ยงบานแมหมีใน มีเอกลักษณแเฉพาะตัว มีประเพณีวัฒนธรรม ความเชื่อที่สืบทอดกันมา มีความใกลชิดผูกพันกับธรรมชาติมาแตอดีต ปัจจุบันวิถีชีวิตของชาวบาน ตองมีการติดตอกับสังคมภายนอก อีกทั้งชุมชนมีความใกลชิดกับธรรมชาติ อาศัยธรรมชาติในการดํารงชีวิต อาชีพหลัก ไดแก เก็บของปุา ลาสัตวแ ทํานา ทําไร ปัจจุบันความสมบูรณแของทรัพยากรธรรมชาติลดลง อาชีพเก็บของปุาลาสัตวแทําไดยากขึ้น ชาวบาน จึงประกอบอาชีพทํานา ทําไรเป็นหลัก และมีการซื้อสินคาจากภายนอกมากขึ้น สภาพเศรษฐกิจชุมชน เปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากมีประชากรเพิ่มมากขึ้น ทรัพยากรธรรมชาติกลับอุดมสมบูรณแนอยลงและพื้นที่ ทําการเกษตรมีจํากัด ชาวบานมีภาวะหนี้สินในขณะที่รายไดลดลงทําใหมีสภาพความเป็นอยูที่คอนขางลําบาก ๒๕ชัยศิลป คนคลอง, ๒๕๔๓. “ความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรมของชาวปกาเกอญอบานแมหมีใน หมูที่ ๖ ตําบลหัวเมือง อําเภอเมืองปาน จังหวัด ลําปาง” สํานักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรแ. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๔๓ ในดานวิถีการผลิตชาวบานแมหมีทําไรหมุนเวียน วัฒนธรรมประเพณีของชนเผาปกาเกอญอ ดํารงอยูไดดวยการทําไรซึ่งไมเพียงแตปลูกขาวไรเทานั้น แตยังไดมีการปลูกพืชผักตางๆ โดยการนําเมล็ดพันธุแพืชตาง ๆ มาผสมกับเมล็ดพันธุแขาวปลูกลงพรอมกับขาวไร และไดมีการปลูกพืชผักอื่น ๆ อีกมากมายประกอบกับประเพณี ที่เกี่ยวของกับกระบวนการทําไรหมุนเวียน เชนประเพณีปีใหมเป็นการเริ่มตนของกระบวนการผลิตทางการเกษตร ตามวิถีชีวิตของชนเผา ผูเฒา ผูแก ภายในหมูบานตองรวมกันหารือเพื่อคัดเลือกและกําหนดพื้นที่ทําไรหมุนเวียน วาควรทําทางดานทิศไหนของหมูบานกรรมสิทธิ์การถือครองที่ดินในไรหมุนเวียนจะไมเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แตจะเป็นของชุมชนทุกคนเป็นเจาของรวมกัน หรือที่เรียกวา“ของหนาหมู” นอกจากนี้ยังมีสวนที่เกี่ยวของกับ การจัดการทรัพยากรที่ดิน ปุาไม และน้ําตามความเชื่อที่มีการสืบทอดกันมาตั้งแตบรรพบุรุษของชนเผาและถือเป็น กฎ ระเบียบ ขอหามของชนเผาที่ตองยึดถืออยางเครงครัดนอกจากทําไรหมุนเวียนแลวชาวบานแมหมี ไดมีการบุกเบิกพื้นที่ราบลุมตามหุบเขาใกลลําหวยเป็นที่นา ควบคูกับการทําไรหมุนเวียน ด้านที่อยู่อาศัย ลักษณะบานเรือน ตัวบานยกพื้นสูงจากพื้นดินประมาณ ๑ เมตรเศษ ใตถุนใชเลี้ยงสัตวแ เก็บฟืน เก็บพาหนะ ตากผา หรือทอผา ที่วางขางบานมักตั้งครกกระเดื่องซึ่งบางบานอาจทําเพิงสําหรับตั้งครกกระเดื่อง แยกออกจากตัวบาน โดยบานทุกหลังมุงหลังคาดวยไมเกล็ด (ไมสัก) ใชไมไผสับฟาก หรือไมทําฝาบาน พื้นบาน เป็นไมสักหรือไมเนื้อแข็ง ภายในบานมีหองนอนมิดชิดสําหรับลูกสาว สวนหองครัวกั้นแยกออกมามีเตาไฟ อยูตรงกลาง หองครัวซึ่งนอกจากใชทําอาหารแลว ยังเป็นที่ประกอบพิธีกรรมดวย บานหลังหนึ่งประกอบดวย ตัวบาน ยุงฉางขาว ลานบาน และมีเขตรั้วบาน โดยใตถุนจะมีคอกหมู บริเวณนอกบานทําคอกเพื่อเลี้ยงไก วัว และควาย ลักษณะบานเป็นใตถุนสูงจากพื้น ๕-๖ ฟุต โดยเสาบานเป็นไมทั้งตน พื้นบางบานปูดวยฟากไมไผ และฝาบานใชไมกระดาน สวนหลังคามุงดวยใบตองตึงหรือไมไผผาซีกเรียกวา "ไมโขบ" แตก็มีบางที่มุงหลังคา กระเบื้อง ตัวบานมี ๒ สวน คือ ชานบาน และหองใหญ ซึ่งเป็นหองอเนกประสงคแสําหรับเป็นหองครัว หองอาหาร และรับแขก โดยมีเตาไฟอยูตรงกลาง มีชั้นวางของ ๓ ชั้น ทําดวยไมไผสานเพื่อวางอุปกรณแ เครื่องครัว ชั้นลางสุดจะตากขาวเปลือกดวยความรอนจากเตาไฟ ภายในหองคอนขางจะมืดเพราะไมมีหนาตาง มีเพียงแสงที่ลอดเขามาตามซี่หรือรอยโหวของฟาก บริเวณลานบานเป็นที่ทํากิจกรรมกลางแจง เชน นั่งผิงไฟ ทอผา ทําเครื่องจักสาน และหองน้ํา บานเรือนในหมูบานแมหมีใน มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๔๔ ด้านการแต่งกาย การแตงกาย ผูชายโสดหรือแตงงานแลวจะใสเสื้อทรงกระบอก คอวี แขนสั้น สีแดงหรือสีชมพู เรียกวา เชควอ สวมกางเกงทรงใดก็ได ขณะที่หญิงสาวใสชุดสีขาวยาวคลุมถึงเขาหรือตาตุม มีลวดลาย ทอประดับเรียกวา เชวา ทั้งนี้หญิงสาวโสดหามสวมเสื้อผาสีดํา ดังนั้นจึงมีการทอเชวาสีชมพูและสีมวง ไวสวมใสดวย สําหรับหญิงแตงงานแลวจะสวมใสเสื้อผาสีดําหรือน้ําเงินยาวถึงเอว เรียกวา เชซู ประดับดวยลูกเดือยปักมือ สวมผาถุงสีแดงหรือสีชมพู ปัจจุบันผูชายนิยมแตงตัวเหมือนคนพื้นราบมากขึ้น เนื่องจากมีความสะดวก ในการทํางาน สําหรับเสื้อผาหญิงสาวจะทอกันเอง แตสําหรับครอบครัวที่นับถือศาสนาคริสตแมักจะไมปักลูกเดือย แตใชเป็นการทอเป็นลายตาง ๆ แทน การแตงกายของชาวกะเหรี่ยงบานแมหมีใน (ที่มา : https://www.nairobroo.com/travel/meamhee-teerak/. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ด้านอาหาร อาหารการกิน จะมีขาวเป็นอาหารหลัก โดยชาวกะเหรี่ยงบานแมหมีในจะตําขาวกินเอง ผูหญิงจะตําขาวเปลือกวันละ ๒ ครั้ง ตอนเชามืดและตอนเย็น ปลายขาวที่ไดจะนําไปเลี้ยงสัตวแ ในการหุงขาว หากหุงขาวแฉะจะใชใบตองปิดปากหมอและนําไปตั้งไฟออน ๆ อีกครั้ง ขาวเหนียวนึ่งสุกที่ทานไมหมดจะนํามาทําขาวจี่ หรือขาวปิ้งในวันรุงขึ้น และจะมีน้ําพริก มีสวนประกอบคือ พริกสด มะเขือเทศ หอมแดง ที่นําไปยางไฟจนสุก ปรุงรส ดวยเกลือ สวนการกิน ใชขันโตกวางอาหาร สมาชิกในบานนั่งลอมลงรอบขันโตก บางคนใชชอนบางคนใชมือกินขาว รวมไปถึงนิยมอาหารรสเผ็ดกับขาวทุกชนิดตองใสเกลือ สวนพืชผักและเนื้อสัตวแที่นํามาบริโภคจะขึ้นอยูกับ ฤดูกาล เพราะไดมาจากการผลิตเองและธรรมชาติ และเนื้อสัตวแที่นิยมนํามาทํากับขาวคือ ปลาทู ปลาแหง เนื้อ หมู เนื้อวัว ปลาสด ซึ่งตองซื้อจากพอคา สําหรับสัตวแเลี้ยงคือ ไก และหมูนั้นเป็นสัตวแที่ใชในพิธีกรรม ชาวบาน ไมคอยนํามาบริโภค สวนสัตวแปุาหามาไดเป็นครั้งคราว สวนใหญเป็นนก หนู กระรอก หมูปุา ไกปุา เป็นตน โดยนิยม นํามาขาย เพราะไดราคาสูงและนําเงินมาซื้อของจากพอคาแทน ดังนั้นอาหารที่ซื้อไดแก ปลาทูเค็ม ปลาแหง ปลากระปอง เนื้อหมู เนื้อไก เกลือ กะปิ ปลาราขนม ผักผลไมตาง ๆ ชาวบานนิยมทํากับขาวอยางเดียวในแตละมื้อ สวนมากเป็นน้ําพริกและแกง นอกจากนี้ยังมีอาหารประเภทอื่น เชน ตมเค็ม หมก ยํา ไมชอบกินอาหารที่มี น้ํามัน ชาวบานกินขาวโดยนั่งเป็นวงรอบโตก สําหรับขนม ชาวบานไมกินของหวานหลังกินขาวแบบคนไทย แตจะมีขนม ซึ่งจะทํากินในงานเลี้ยงหรือประเพณีตาง ๆ เชน ขาวปฺุก คือ ขาวเหนียวนึ่งสุกแลวเอามาผสมกับ งาคั่วและเกลือที่ตําละเอียดแลวตําใหเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งทําในพิธีมัดมือปีใหม พิธีขึ้นบานใหม และขาวเหนียวตม มีลักษณะคลายขาวตมน้ําวุนของไทย ตางกันที่ขนาดและรูปราง นอกจากนี้จะใชตอกแทนที่จะใชไมกลัด๒๖ ๒๖อางแลว ชัยศิลป คนคลอง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๔๕ ด้านภาษาและการศึกษา ชาวกะเหรี่ยงบานแมหมีใน จะพูดภาษากะเหรี่ยง และภาษาไทยภาคเหนือ (คําเมือง) แตจะมี กลุมผูสูงอายุที่ฟังหรือพูดภาษาไทยกลางไมได แตชาวบานโดยสวนใหญสามารถพูดและฟังภาษาไทยภาคเหนือ (คําเมือง) ได เพราะไดติดตอสื่อสารกับคนพื้นราบบอยครั้ง และตอเนื่อง มีเพียงสวนนอยที่พูดและฟังภาษาไทยกลาง ไมได ในดานการศึกษาพบวาเยาวชนในหมูบานสวนใหญเรียนที่ศูนยแการเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแมฟูาหลวง บานแมหมีใน ศูนยแการเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแมฟูาหลวงบานหมีใน เปิดสอนวันจันทรแถึงศุกรแ โดยครู อาสาสมัคร ไมมีการปิดภาคเรียน แตจะพักการเรียนชวงสิ้นเดือนถึงตนเดือน วิชาหลักที่สอนคือภาษาไทยและ คณิตศาสตรแ ศึกษาจบไดวุฒิการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ ๖ ซึ่งมีการศึกษาตอในระดับมัธยมหลายสถาบัน โดยกรมประชาสงเคราะหแและมูลนิธิการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคมใหการสนับสนุนทุนการศึกษา ด้านการจัดการทรัพยากร สําหรับชุมชนบานแมหมี ซึ่งประกอบดวย ๓ หมูบานยอย กินพื้นที่ในเขตอุทยานประมาณ หนึ่งหมื่นกวาไร แบงเป็นพื้นที่ทํากินและเพาะปลูก ๑,๑๗๐ ไร ซึ่งพื้นที่สวนใหญโดยเฉพาะที่ทํากินถูกประกาศ เขตอุทยานทับซอนและมีปัญหาในเรื่องกรรมสิทธิ์และการถือครอง รวมถึงสงผลตอระบบการผลิตตามแบบวิถีเดิม คือไรหมุนเวียน ทั้งนี้ชาวบานไดเสนอประเด็นเรื่องการดูแลจัดการทรัพยากรรวมกับเจาหนาที่อุทยานที่จะเขามาชวย ดูแลทรัพยากร ขณะเดียวกันก็ไมไดตองการกรรมสิทธิ์ในเขตอุทยานแตอยางใด เพียงแตขอใหมีการสํารวจ และขีดแนวเขตอุทยานใหชัด โดยละเวนพื้นที่ทํากินของชาวบานไว สวนพื้นที่ปุาซึ่งอยูในเขตอุทยาน ชาวบาน ยืนยันวาพวกเขาสามารถชวยกันดูแลรักษา โดยรวมเป็นหูเป็นตากับเจาหนาที่รัฐได เพราะนั่นคือสิ่งที่ชาวบาน ทํากันมาแลวเนิ่นนานอยางเป็นระบบ การจ าแนกประเภทป่าและการใช้ประโยชน์จากป่าตามความเชื่อของชาวบ้านแม่หมีใน ๑. ปุาตาเดโดะเป็นปุาที่อยูระหวางสันเขา ๒ ลูก มีพื้นที่บริเวณกวางเป็นปุาแก บริเวณตั้งแตรองกิ่ว ของภูเขาถึงกิ่วกลางยอดเขาทั้ง ๒ ลูก จะไมทําการใด ๆ ทั้งสิ้นเป็นปุาทางเดินของผี เก็บเห็ดหาอาหาร หาของปุา เก็บฟืน หาสมุนไพร หาหนอไม เก็บใบตอง ๒. ปุาเดะมื่อเบอเป็นเขาเดี่ยวมีลักษณะนูนตรงกลาง คลายหลังเตามีลําหวยไหลออมขนาน ๒ ขาง เป็นปุา ที่มีผีแรง เป็นบานของผี เขาไปใชประโยชนแไดบาง สวนใหญเป็นผูชายหามทําไร สวน ปลูกบาน หามตัดตนไม ๓. ปุาชา แยกเป็น ๒ สวน คือ สวนที่ฝังศพเรียกวา “ปุาปู” และอีกสวนเป็นปุาที่เอาของคนตายไว เชน สัมภาระเครื่องใชตาง ๆ ของคนตายเรียกปุานี้วา“ปุาโล” เป็นปุาของผีของคนตายไมมีการใชประโยชนแใดๆ ทั้งสิ้น ๔. ปุาทีมอปู (ปุาดินโปุง) เป็นปุาที่มีผีน้ําอาศัยอยูลาสัตวแ เลี้ยงสัตวแเก็บสมุนไพร ๕. ปุาเซเลอะทีคัวะคี (ปุาตนน้ํา ปุาขุนน้ํา)ปุามีผีหรือสิ่งศักดิ์อาศัยอยู เก็บหวาย ใบตอง หาอาหาร ลาสัตวแ เก็บสมุนไพร ใสกระบอกหนู (เครื่องมือดักหนูของชาวบาน) หามตัดตนไม ๖. ปุาเดะปอ (ปุาสายสะดือ) ปุาเจาของสายรกสายสะดือหาอาหาร เก็บสมุนไพรลาสัตวแ หาหนอไม หาฟืนใสกระบอกหนูหามตัดตนไม มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๔๖ ๗. ปุาทีเปอทอ (ปุาน้ําซับน้ําซึม) ปุาที่อยูของผีน้ํา หาอาหาร เก็บสมุนไพร ลาสัตวแ เก็บใบตอง เลี้ยงสัตวแ ๘. ปุาปกาปู ทีเปอทอ (ปุาน้ําผุด) ปุาที่มีผีดุมาก ไมมีใครเขาไปรบกวนและไมมีการเขาไปใชประโยชนแ ใดๆ ทั้งสิ้น ๙. ปุาหัวไรปลายนา ที่มีน้ําซับ น้ําซึม ผีน้ําอาศัยอยู เก็บฟืน หาอาหาร เก็บสมุนไพร ใสกระบอกดักหนู การใชประโยชนแในที่ดิน ระบบการผลิตและการใชประโยชนแจากปุา ลักษณะการใชประโยชนแและกรรมสิทธิ์การ ถือครองที่ดินของบานแมหมี สามารถแบงออกเป็น ๔ ลักษณะดังนี้ ประเภทที่ดิน กรรมสิทธิ์การถือครอง ๑. ปุาชุมชน - ของหนาหมู กรรมสิทธิ์รวม ๒. ไรหมุนเวียน - กรรมสิทธิ์สวนบุคคล/แตใชรวมกัน ๓. สวน - กรรมสิทธิ์สวนบุคคล ๔. ที่นา - กรรมสิทธิ์สวนบุคคล ๒) ประเพณี/เทศกาล ประเพณีวันขึ้นปีใหม่ กําหนดวันโดยผูอาวุโสโดยจัดขึ้นปีละ ๒ ครั้ง คือเดือนกุมภาพันธแซึ่งใกลชวงเริ่มทําไร และเดือน กันยายนซึ่งสิ้นสุดการทําไร กอนถึงวันงานทุกครัวเรือนจะเตรียมเหลาไวสําหรับประกอบพิธี โดยหมักเหลา จากขาวสุก สวนแปูงเหลาหรือโกมี่จะทําจากขาวสารเหนียวแช ซึ่งมีความเชื่อวาแปูงเหลาเป็นของบริสุทธิ์ ดังนั้น จึงตองเตรียมจากหญิงสาวบริสุทธิ์ใสชุดขาว ทั้งนี้หญิงสาวจะไมกินขาวกอนตําแปูงแตสามารถกินกลวยได คนใน หมูบานอาจรวมกันลงขันซื้อหมูเพื่อทําอาหารเลี้ยงแขกที่มารวมงาน ผูหญิงจะทําขนมและขาวปุกเพื่อใชประกอบพิธี ชวงเย็นกอนวันงานจะมีการทําพิธีที่บานญี่โข เป็นการดื่มเหลาพรอมเวียนไปยังครัวเรือนตาง ๆ ซึ่งมีการเตรียม เหลาไว โดยผูอาวุโสจะอวยพรใหเจาบานพรอมทั้งรินเหลารดลงรองพื้นบาน หลังจากนั้นทําพิธีซิดะ คือการเวียน จิบเหลาสงตอไปยังทุกคนที่รวมพิธี โดยสมาชิกภายในบานจะตองดื่มทุกคนเพราะเชื่อวาทําใหสุขสบาย เชาวันรุงขึ้นทุกครัวเรือนจะฆาไกตัวผูตัวเมียหรือหมูตัวเล็กทําอาหาร สมาชิกครัวเรือนจะเตรียมขันโตกใสกับขาว ขนม ขาวปุก เหลา และดายผูกขอมือ ชาวบานทุกคนแตงกายดวยชุดประจําเผา พิธีกรรมเริ่มตนจากบานญี่โข ซึ่งเจาบานจะผูกขอมือใหแกสมาชิก ดวยเชื่อวาจะอยูเย็นเป็นสุขผูกพันมัดกันไวจนชั่วลูกหลาน หลังจากนั้น แมบานจะผูกขอมือใหลูกพรอมอวยพร เมื่อผูกขอมือเสร็จเจาบานจะรินเหลาลงแกว สวดอวยพรและเวียนกันดื่ม ตามดวยการกินขนมในขันโตกพอเป็นพิธีและสุดทายรวมกันรับประทานอาหาร ในชวงสายจะประกอบพิธีคลายกับ ชวงเย็นเมื่อวานเพียงแตจะมีการรับประทานอาหารเพิ่มเขามา นอกจากนี้ยังมีการขับรองเพลงกะเหรี่ยง ดังเป็น ระยะ ๆ ตั้งแตชวงสายจนถึงดึก ในวันนี้เด็กที่ยังไมไดเจาะหูทั้งหญิงชายจะใหคนแกเจาะหูใหเพราะเชื่อวาหากใคร ไมไดเจาะหูเมื่อตายไปจะถูกหนอนมาชอนไช สวนกลุมหนุมสาวจะมีการถักดายขอมือเรียกวา จิเกอเด จับกลุม ผูกขอมือกันเพื่อสรางความสัมพันธแ การจัดปีใหมของชาวกะเหรี่ยงจะทําเฉพาะผูที่นับถือผีหรือบรรพบุรุษ ๓) ศาสนา/พิธีกรรม ชาวกะเหรี่ยงบานแมหมีในนับถือศาสนาพุทธ คริสตแ และผี โดยมีสัดสวนการนับถือผีสูงสุด คือรอยละ ๗๘.๘๑ รองลงมาคือศาสนาคริสตแ รอยละ ๑๗.๘๐ และศาสนาพุทธ รอยละ ๓.๓๙ ทั้งนี้การที่ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๔๗ ชาวบานเปลี่ยนจากนับถือผีมานับถือศาสนาคริสตแนั้น เนื่องจากความขัดสน ไมมีคาใชจายในการประกอบพิธี สวนกลุมที่นับถือศาสนาพุทธนั้นมีการประกอบพิธีทางศาสนาเป็นระยะ ๆ ตามความสะดวกและความจําเป็น พิธีผูกต้นไม้สายสะดือ เป็นพิธีเกี่ยวกับการเกิด พอของเด็กจะนําสายรกเด็กเกิดใหมลงใน กระบอกไมไผที่ใชใสน้ําที่เรียกวา “ทีเตอะ” แลวนําไปผูกติดกับตนไมที่มีผลในปุา เพราะเชื่อวาเมื่อเด็กโตขึ้น จะมีเพื่อนไมอดอยาก มีลูกหลานสืบตอไปเหมือนผลของไมตนนั้น วันมัดสายสะดือหามคนทั้งหมูบานขึ้นยุงขาว เพราะเชื่อวาหากไมทําตามจะไมประสบความสําเร็จดานการงานในภายภาคหนา ตนไมที่มัดสายสะดือ หามตัดโคน แตกินลูกไดยกเวนเจาของสายสะดือ เป็นตน พิธีกรรมเกี่ยวกับงานศพ เมื่อมีคนตายทุกคนในหมูบานตองเขารวมงาน หากผูตายเป็น ภรรยาหัวหนาครอบครัว สัตวแเลี้ยงจะตองถูกฆา รื้อบาน และเผาเครื่องใชตาง ๆ เพราะถือวาบานเรือนและสัตวแเลี้ยง เป็นของผูหญิง ตอนกลางคืนจะมีการรองเพลงซอไวอาลัยแกผูตาย เป็นเวลา ๒ คืน และตอนเชาวันที่สามจึงนําศพ ไปฝังพรอมกับสมบัติของผูตาย หลังจากฝังศพผูเขารวมงานจะลางตัวเพื่อไมไดสิ่งไมดีติดตัวมา และเสียบมีดพรา ที่นําไปในรองพื้นบาน พิธีไหวผีเรือน (ผีบรรพบุรุษ) เนื่องดวยความเชื่อเรื่องดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่วนเวียน ดูแลลูกหลาน ดังนั้นทุกคนในครอบครัวจะตองเขารวมพิธีไหวผีเรือนอยางเครงครัด โดยพิธีกรรมเป็นการนั่งลอมวง รอบสํารับอาหาร (เนื้อไกตมและน้ําเปลา) สมาชิกในบานจะเริ่มกินขาวและอาหารตามลําดับจนครบ และสุดทายเป็นการเชิญดวงวิญญาณมากินเครื่องเซนไหวและอธิษฐานขอใหปกปูองคุมครองคนในครอบครัว พิธีไหว้ผีเรือน (ผีบรรพบุรุษ) เนื่องดวยความเชื่อเรื่องดวงวิญญาณบรรพบุรุษที่วนเวียนดูแล ลูกหลาน ดังนั้นทุกคนในครอบครัวจะตองเขารวมพิธีไหวผีเรือนอยางเครงครัด โดยพิธีกรรมเป็นการนั่งลอมวง รอบสํารับอาหาร (เนื้อไกตมและน้ําเปลา) สมาชิกในบานจะเริ่มกินขาวและอาหารตามลําดับจนครบ และสุดทายเป็นการเชิญดวงวิญญาณมากินเครื่องเซนไหวและอธิษฐานขอใหปกปูองคุมครองคนในครอบครัว พิธีกรรมการแต่งงาน ชาวกะเหรี่ยงจะไมไดเสียกอนแตงงาน เพราะผิดผี และหากทองจะถูก ประจาน การแตงงานฝุายชายจะสงคนเฒาคนแก ๒ คน ทาบทามหญิงสาว หากฝุายหญิงพรอมจะเตรียมหมู และทอเสื้อสีแดงสําหรับฝุายชาย และทอเสื้อดําและผาถุงสําหรับตนเอง งานแตงงานจะจัด ๓ วัน ๓ คืน ที่บาน เจาสาว และจัดพิธีที่บานเจาบาว เจาบาวจะอยูบานเจาสาวประมาณ ๗ วัน แลวทําพิธีสงตัวเจาสาวอยูบาน เจาบาว ๗ วันหลังจากนั้นเจาบาวจะอยูบานเจาสาวเป็นเวลา ๑ ปี จึงแยกออกไปสรางบานเรือนของตนเอง ชาวกะเหรี่ยงจะยึดถือเรื่องผัวเดียวเมียเดียว หากภรรยาเสียชีวิต สามีตองรอ ๓ ปีจึงจะแตงงานใหมได บทบาท ชายหญิง ชาวกะเหรี่ยงถือวาบานเป็นของผูหญิง ไรเป็นของผูชาย ผูชายจะมีบทบาทในไรมากกวาผูหญิง รวมทั้งเป็นผูนําในการประกอบพิธีกรรม ขณะที่ผูหญิงมีบทบาทในครัวเรือน ดูแลความเป็นอยูของสมาชิก ในเรือน ทําอาหาร เลี้ยงลูก ตักน้ํา ตําขาว ทอผา เลี้ยงสัตวแ เป็นตน มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๔๘ ๒.๔ บ้านกลาง ต าบลบ้านดง อ าเภอแม่เมาะ จังหวัดล าปาง ๒.๔.๑ บริบททางสังคมและวัฒนธรรมของชุมชนชาติพันธุ์ ๑) ลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ บานกลาง หมูที่ ๕ ตําบลบานดง อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง เป็นกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงโปวแ นับถือศาสนาคริสตแ สังกัดสภาคริสตจักรแหงประเทศไทย ในอดีตหมูบานนี้เคยนับถือผีมากอน และตั้งหมูบาน อยูทางทิศตะวันตกหางจากที่ตั้งหมูบานในปัจจุบันประมาณ ๓ กิโลเมตร ตอมาประมาณ ๑๒๐ ปีที่ผานมาไดมี การเขามาประกาศพระกิตติคุณ (คําสอนของพระเยซู) ชาวบานเกิดความนับถือศรัทธาจึงไดเปลี่ยนมาเป็นคริสเตียน ทั้งหมด และกลายเป็นจุดเริ่มตนแหงการเผยแผคริสตแศาสนากะเหรี่ยงแบ฿บติสในประเทศไทย โดยลักษณะทาง กายภาพของบานกลาง เป็นภูเขาสูงสลับซับซอน สภาพปุาเป็นปุาเบญจพรรณ สลับกับปุาเต็งรัง มีพื้นที่ราบ ตามหุบเขาและเชิงเขา ซึ่งมีลักษณะการตั้งถิ่นฐานอยูบนพื้นที่สูง สูงกวาระดับน้ําทะเลประมาณ ๕๐๐-๖๐๐ เมตร จากระดับ น้ําทะเลปานกลาง และมีลักษณะภูมิประเทศเป็นแนวเทือกเขาลอมรอบลักษณะเป็นแองกระทะ ลอมรอบดวยภูเขา ๗ ลูก ที่เป็นตนน้ําของลําหวยเล็ก ๆ จํานวน ๑๗ สาย โดยมีแหลงตนน้ําสําคัญที่เป็นลําหวย ขนาดใหญ ๒ สายหลัก คือลําหวยแมมาย และลําหวยแมต่ํา ไหลลงสูแมน้ํายม มีเนื้อที่ทั้งหมด ประมาณ ๒๓,๐๘๐.๐๓ ไร เป็นที่อยูอาศัย ๕๘.๘๑ ไร พื้นที่ใชสอย ๒,๒๘๑.๓๐ ไร ที่เหลือเป็นพื้นที่ปุาชุมชน ซึ่งบานกลาง ตําบลบานดง อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง มีอาณาเขตติดตอ ดังนี้ ทิศเหนือ ติดตอกับ บานแมสาน อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง ทิศใต ติดตอกับ บานจําปุย อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง ทิศตะวันออก ติดตอกับ บานปููจอย อําเภอเมือง จังหวัดลําปาง ทิศตะวันตก ติดตอกับ บานปงปางหละ อําเภองาว จังหวัดลําปาง แผนที่บานกลาง ตําบลบานดง อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง ๒) จ านวนประชากรชาติพันธุ์ กลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานกลาง ตําบลบานดง อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง เป็นชาวกะเหรี่ยงโปวแ มีประชากรประมาณ ๓๐๐ คน ครัวเรือนประมาณ ๗๐ ครัวเรือน ชาวบานจะใหความเคารพเชื่อถือและปฏิบัติ ตามหลักคําสอนของคริสตแศาสนาอยางเครงครัด เชน การเขาโบสถแในวันอาทิตยแ และจะหยุดการทํากิจกรรม ทั้งหมด การเฉลิมฉลองวันคริสตแมาส ฯลฯ การดําเนินชีวิตของชาวบานเป็นไปโดยเรียบงาย มีวัฏจักรที่ไมได มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง