๙๙ ปลูกพริก ถั่วเหลือง สงโรงงาน ปรากฏวาทุกอยางที่เคยบริโภคจากไรหมุนเวียนจากปุา ตองกลับมาซื้อขาวกิน ซื้อผักกิน ผลกระทบที่ปรากฏชัดเจนคือชาวบานเริ่มมีหนี้สินมากขึ้น เริ่มคิดกลับไปรูปแบบวิธีการผลิตเดิมที่ใชน้ํานอย ตนทุนนอย แตใหผลผลิตที่มั่นคง แตปัญหาสําคัญพื้นที่ทํากินทับซอนกับพื้นที่ปุาอนุรักษแ ทําไรหมุนเวียนไมได ในขณะที่ไรหมุนเวียนนั้นไมไดใชปุย ใชยา ใชธรรมชาติลวน ๆ อาศัยธาตุดินในการหมุนเวียน ๗-๘ ปี คือสิ่งที่ ชาวกะเหรี่ยงบานกลางไดทําสืบทอดกันมาเป็นระยะเวลารอยปี ๕. ประวัติความเป็นมา การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ชาวกะเหรี่ยงบานกลางเริ่มตนการแบงเขตปุาอยางชัดเจน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งกอนหนานั้นชุมชนไดใชประโยชนแจากปุาเหมือนปัจจุบัน แตมีแบบแผนการดูแลรักษาปุา ที่ยังไมชัดเจน และไมเป็นระบบ หลังจากที่ชุมชนไดรับผลกระทบจากนโยบายของภาครัฐเกี่ยวกับเรื่องการจัดการ ทรัพยากร และตองการไลคนออกจากปุา โดยขณ ะเดียวกันชุมชนถูกอุทยานประกาศทับพื้นที่ จึงกอใหเกิดการตื่นตัว และนําไปสูการรวมตัวกัน มีการแตงตั้งคณะกรรมการปุาชุมชนบานกลางขึ้น เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ เพื่อเป็นคณะทํางานในการดูแลจัดการปุาของหมูบาน พรอมมีการวางแผนกิจกรรมในการดูแลรักษาปุา ของชุมชน ซึ่งมีการแบงประเภทของปุาตามลักษณะการใชประโยชนแปุา เนื่องจากตองการรักษาสมดุลของปุา และตองการใหหนวยงานหรือบุคคลภายนอกเห็นถึงกระบวนการการดูแลจัดการปุาของชุมชน โดยการแบงการใชประโยชนแจากปุาของชาวกะเหรี่ยงบานกลางนั้นแบงตามความคุนเคย และลักษณะของปุา ซึ่งใหผูคนภายนอกชุมชนนั้นสังเกตลักษณะ สันหวย และดอยสําคัญ เป็นหลัก ชาวกะเหรี่ยงบานกลางจะรูวาเขตปุา อยูตรงไหน ใชประโยชนแดานไหน เชน ปุาอนุรักษแ ปุาหากิน และปุาใชสอยอยูตรงจุดไหน โดยการแบงเขตปุานั้น เพื่อเป็นการควบคุมการใชประโยชนแจากปุาอยางสิ้นเปลือง และการดูแลจัดการปุาของชุมชนที่งายมากขึ้น ๖. ลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๖.๑ ประเภทงาน ความรูและการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล ๖.๒ ความเชื่อ ชาวบานมีการจัดการและใชประโยชนแจากทรัพยากรธรรมชาติ โดยอาศัยภูมิปัญญาทองถิ่น ซึ่งไดรับการถายทอดกันมาอยางหลากหลาย เชน กฎเกณฑแ ระเบียบ ขอบังคับ การกําหนดบทลงโทษ ความเชื่อ พิธีกรรม ซึ่งจะออกมาในลักษณะความสัมพันธแของคนตองพึ่งพาปุาในการดํารงชีวิต โดยมีการจัดการการใช ประโยชนแจากพื้นที่ปุาไม เชน การทําไรหมุนเวียน การเก็บหาของปุา การฟื้นตัวของปุาไมที่ถูกทําลาย และความรู เกี่ยวกับพันธุแไม ดานขนบธรรมเนียมประเพณีชาวบานไดมีการจัดการทรัพยากรปุาไมโดยแบงเป็นพื้นที่ปุาอนุรักษแ เขตหมูบานสัตวแปุา เขตปุาหากิน และเขตปุาใชสอย เพื่อใชประโยชนแจากปุาไม สวนดานศาสนาชาวบานไมมี ความเชื่อเรื่องผีหรือเจาคุมครองปุา แตจะเชื่อเรื่องพระผูเป็นเจา ซึ่งในคําสั่งสอนจากพระคัมภีรแมีสวนชวยสงเสริม ในการรักษาปุาและใชประโยชนแจากปุาของชาวบาน ดานความเชื่อชาวบานใหความเคารพและปฏิบัติตาม กฎระเบียบ ขอบังคับของหมูบาน โดยมีการแบงปันผลประโยชนแ การใหสิทธิ และกรรมสิทธิ์ แตจะอยูภายใต กฎเกณฑแการจัดการของชุมชน การแกไขปัญหาความขัดแยงจะใชวิธีเจรจาตอรองไปจนถึงการรวมตัวประทวง ในปัจจุบันชาวบานกลาง นับถือศาสนาคริสตแ โดยมีความเชื่อในพระผูเป็นเจา ชาวบานไดเรียนรู และรับการอบรมจากอาจารยแสอนศาสนาที่ใหการอบรมสั่งสอน กลอมเกลา สืบทอดกันมายาวนานกวา ๑๐๐ ปี มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๐๐ ทําใหชาวบานไดรับประโยชนแจากหลักคําสอนสามารถนํามาใชในชีวิตประจําวัน ซึ่งชาวบานเชื่อวา การนมัสการและการอธิษฐานตอพระเจา เพื่อไมใหปุาไมถูกทําลายเป็นการสนองตอบตอดํารัสของพระองคแ ถือวาเป็นเจตนารมณแที่ดีอยางหนึ่งตามความเชื่อในทุกวันอาทิตยแ ชาวบานจะพรอมใจกันไปโบสถแเพื่อสวดมนตแ ออนวอนพระเจาตามความเชื่อของศาสนาและเป็นการเสริมกําลังใจในการดํารงชีวิตใหกับชาวบานทุกคน ๖.๓ กระบวนการ ๑) เริ่มบุกเบิกที่ให้เป็นนา แต่ไร่หมุนเวียนยังเป็นหลักในวิถีการผลิต กอนปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ชาวบานกลาง ยังคงมีวิธีการผลิตในการทําไรหมุนเวียน ผลิตขาวพืชอาหารและเก็บหาของปุาเป็นหลัก ตอมาไดมีองคแกรพัฒนาเอกชน ทั้งกรมประชาสงเคราะหแ ศูนยแพัฒนาชาวเขา โครงการไทย-ออสเตรเลีย โครงการไทย-เยอรมัน และโครงการไทย-นอรแเวยแ เขามาสงเสริม ใหชาวบานบุกเบิกนาขั้นบันได ทําสวนไมผลยืนตน และเริ่มที่จะปลูกพืชเศรษฐกิจ ทั้งขาวโพด ขาวบาเลยแ ถั่วเหลือง และถั่วเขียว แตการทํานาในสมัยนั้นยังเป็นการทดลองหรือบุกเบิกที่จะทํานา จึงทําใหไมเป็นที่นิยมกัน มากนักประกอบกับสภาพความแหงแลงจากการตัดไมที่เกิดขึ้นจากการสัมปทานปุา อีกทั้งยังเกิดภาวะ น้ําแลง น้ําไมพอที่จะใชการผลิต ทําใหไดผลผลิตนอยไมพอใชในการทํานา ขณะเดียวกันระบบการผลิตที่จะพึ่งพิง การปลูกพืชเศรษฐกิจนั้น ชาวบานตองแบกรับภาระตนทุนการผลิตที่สูง ทั้งปุย ยาฆาแมลง เมล็ดพันธุแ หากเทียบกับผลผลิตที่ชาวบานไดรับกับกลายเป็นหนี้สินที่จะตองแบกรับภาระ ทําใหชาวบานสวนใหญเลิกที่จะ ปลูกพืชเศรษฐกิจไป ที่สําคัญแนวคิดการสงเสริมพืชที่มาจากภายนอกของหนวยงานตาง ๆ นั้นไมใชวิธีการผลิต ที่ตรงกับแนวคิด และแนวทางของชุมชน บางหนวยงานที่เขามาสนับสนุนจําตองออกจากพื้นที่ไป ในชวงปี พ.ศ. ๒๕๓๘ การหันกลับมาพึ่งพาตัวเองของชุมชนบานกลาง ที่เป็นแนวทาง แนวคิดของชุมชนที่สอดคลองกับวิถีชีวิตและฐานทรัพยากรที่มีอยูนั้น จึงเริ่มตนจากการบุกเบิกพื้นที่ทํานา ซึ่งมาพรอมกับ ความอุดมสมบูรณแของพื้นที่ปุาที่เริ่มฟื้นกลับคืนมา ที่จะเอื้อใหผลผลิตในการปลูกขาวของชาวบานเพียงพอ สําหรับการบริโภคในครัวเรือนตลอดทั้งปี แมวาจะมีเงื่อนไขทางกฎหมายที่ไมเอื้อตอการเขาถึงฐานทรัพยากรฯ และระบบการผลิตตามวิถีเดิมของชุมชน แตชุมชนยังคงทําไรหมุนเวียนเป็นหลักควบคูไปกับการทําสวน ในลักษณะวนเกษตรและทํานา เพราะเป็นสิ่งที่ชุมชนสามารถสรางสิ่งแวดลอมที่ดีได ๒) สถานการณ์ปัญหาและพัฒนาการจัดการทรัพยากรป่าไม้ จากคําบอกเลาของผูสูงอายุกลาววา แตเดิมปุามีความอุดมสมบูรณแมาก มีน้ําไหล อุดมสมบูรณแ มีสัตวแมากมาย จนกระทั่งไดมีเหตุการณแสําคัญคือ - พ.ศ. ๒๔๙๓ การสัมปทานปุาครั้งที่ ๑ ในชวงที่มีการสัมปทานไมสักใหกับบริษัท ตางชาติ (บริษัทบอมเบยแ-เบอรแมา) ไมสักที่มีขนาดใหญประมาณ ๒-๕ คนโอบไดถูกทําลายลงไปจนหมด - พ.ศ. ๒๕๐๒ ตอมาไดมีการสัมปทานปุาอีกเป็นครั้งที่ ๒ ซึ่งเป็นการสัมปทานไม ใหกับบริษัทไทย ทําใหไมชนิดอื่น ๆ นอกเหนือจากไมสักถูกทําลายรุนแรงอีกครั้ง - พ.ศ. ๒๕๑๔ มีการสัมปทานปุาอีกเป็นครั้งที่ ๓ ซึ่งเป็นการสัมปทานไมใหกับ นายทุน ไมชนิดตาง ๆ ไดถูกตัดทําลายอีกเป็นครั้งที่สาม มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๐๑ - พ.ศ. ๒๕๓๑-๒๕๓๒ หลังจากหมดยุคสัมปทานไม พื้นที่ปุาแถบนี้ก็ตองเผชิญกับ การลักลอบตัดไมเถื่อนของพวกนายทุนและผูมีอิทธิพล ไมที่ถูกตัดนั้นสวนใหญเป็นไมสักและไมขนาดใหญ เพื่อแปรรูป จึงทําใหสภาพปุาที่เสื่อมโทรมจากการสัมปทานที่ผานมาตองเสื่อมโทรมมากยิ่งขึ้นอีกนอกจากนั้นไฟปุา ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการทําลายปุา สวนหนึ่งเกิดจากกลุมคนภายนอกที่เขามาลักลอบยิงสัตวแปุาและไดเผาปุาไปดวย และสวนหนึ่งก็เกิดจากความพลั้งเผลอและความรูเทาไมถึงการณแของชาวบานภายในชุมชนเองทําใหสภาพปุา ที่ถูกทําลายอยูแลวตองเสื่อมโทรมมากขึ้นไปอีก การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ชาวกะเหรี่ยงบานกลางเริ่มตนการแบงเขตปุา อยางชัดเจน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งกอนหนานั้นชุมชนไดใชประโยชนแจากปุาเหมือนปัจจุบัน แตมีแบบแผนการ ดูแลรักษาปุาที่ยังไมชัดเจน และไมเป็นระบบ หลังจากที่ชุมชนไดรับผลกระทบจากนโยบายของภาครัฐเกี่ยวกับ เรื่องการจัดการทรัพยากร และตองการไลคนออกจากปุา โดยขณะเดียวกันชุมชนถูกอุทยานประกาศทับพื้นที่ จึงกอใหเกิดการตื่นตัว และนําไปสูการรวมตัวกัน มีการแตงตั้งคณะกรรมการปุาชุมชนบานกลางขึ้น เมื่อพ.ศ. ๒๕๓๘ เพื่อเป็นคณะทํางานในการดูแลจัดการปุาของหมูบาน สําหรับการจัดการปุาของชาวกะเหรี่ยง บานกลางนั้น แบงออกเป็น ๔ ประเภท ดังนี้ ๑) ปุาชุมชนอนุรักษแ เป็นปุาพื้นที่กวางที่สุด โดยหามตัดไม ลาสัตวแ ทุกชนิด ยกเวนการหา สมุนไพรตาง ๆ และสามารถเก็บเอาหนอไมได เพราะการขุดเอาหนอไม สามารถทําใหหนอไมแตกหนอมากขึ้น เชน หวยมะหลอด เป็นเขตที่ชาวบานไดเขาไปขุดหนอไมหกเป็นจํานวนมาก ถือวาเป็นแหลงใหญ ในการขุด หนอไมหก ดังนั้นการตัดหนอไม จึงเป็นขอยกเวน และทุกครั้งที่คนอื่นถามหรือเจาหนาที่ถามชุมชนตองตอบ และอธิบายวิธีการเก็บหนอไม ไมใหกระทบตอระบบนิเวศได กรณีการตัดไมนั้น ในปุาอนุรักษแเป็นเขตหามในการตัดไม ไมมีใครสามารถเขาไปตัดได ในกรณีที่มีคนแอบไปตัดนั้น ที่ผานมาไมมีถึงขั้นการปรับกัน มีแตการตักเตือน แตในกรณี ที่มีการฝุาฝืนอีกก็จะมีการปรับเงิน ประมาณ ๕๐๐-๑๐๐๐ บาท ตั้งแตมีการตั้งกฎขึ้นยังไมเคยมีรายไดจากการปรับ ๒) ปุาชุมชนหากิน เป็นปุาที่สามารถหาของปุาทุกชนิดได แตการเก็บของปุานั้น จะตองอยูในขอบเขตที่ชุมชนยอมรับและไมทําลายระบบนิเวศ ๓) ปุาชุมชนใชสอย เป็นปุาที่สามารถใชประโยชนแไดตามความจําเป็น เชน การเก็บฟืน ตัดไมสรางบาน แตควรตัดเทาที่จําเป็น ซึ่งการตัดไมนั้นจะไมนิยมตัดหวยใดหวยหนึ่ง แตจะตัดหวยนั้นหนึ่งตน และไปตัดเพิ่มอีกหวยหนึ่ง เป็นการกระจาย เพื่อที่ในการตัดตนไมเขตปุาใชสอย ของชุมชนนั้นกวางมาก โดยเขตปุาชุมชนใชสอยที่ชาวบานใชประโยชนแจริงนั้นเป็นเขตบริเวณที่ใกลๆ ชุมชน ไร นา หรือวาหาของปุาที่ออกบริเวณเฉพาะดอย เชน ผักหวาน หรือที่ใกล ๆ ถนน เป็นตน ๔) หมูบานสัตวแของปุาชุมชน เป็นพื้นที่ที่แบงเพื่ออนุรักษแพันธุแสัตวแปุาใหมี การแพรกระจายมากขึ้น ซึ่งพื้นที่นี้ชาวบานจะมีการใชประโยชนแ เชน การหาเห็ด การหาดอกดิน เทานั้น และพื้นที่นี้ จะมีการทําแนวกันไฟตลอดทั้งดอย มีการจัดเวรยามเดินตระเวนตรวจไฟ และตรวจบุคคลภายนอกที่เขามาลาสัตวแ ดังนั้นจะเห็นไดวาปุาอนุรักษแทั้ง ๔ ประเภท ของชาวกะเหรี่ยงบานกลางนั้นแยกกัน แทบไมออก เพราะวาผสมกันอยูทั้งสามประเภทไมไดแยกขาดกัน โดยปุาหากินบางสวนลักษณะเหมือนปุาอนุรักษแ รวมไปถึงปุาใชสอยที่อยูไกล ๆ เหมือนปุาอนุรักษแ ซึ่งจะซอนกันอยู สวนไรของชาวบาน ถือวาอยูในเขตของ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๐๒ บริเวณเขตปุาใชสอยและอยูในเขตรังวัด โดยนอกเขตรังวัดชาวบานจะไมสามารถเขาไปใชประโยชนแได ยกเวนเพียง การหาหนอไมเทานั้น ๓) เส้นทางและกระบวนการต่อสู้เพื่อสิทธิที่ดินท ากิน - พ.ศ. ๒๕๓๔ กรมปุาไมไดประกาศเขตอุทยานแหงชาติถ้ําผาไททับที่ทํากินของ ชาวบาน พื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นเขตอุทยานฯ ครอบคลุมพื้นที่อําเภอเมือง อําเภอแจหม อําเภอแมเมาะ และ อําเภองาว จังหวัดลําปาง มีเนื้อที่ประมาณ ๑,๒๑๔ ตารางกิโลเมตรหรือ ๗๕๘,๗๕๐ ไร ผลกระทบจากการ ประกาศเขตอุทยานฯ ทําใหชาวบานกลางและชุมชนรอบขาง ถูกจํากัดสิทธิในการใชประโยชนแจากที่ดิน ทํากิน จํากัดสิทธิในการเขาใชประโยชนแและพึ่งพาทรัพยากรจากปุา เกิดความขัดแยงระหวางเจาหนาที่รัฐ กับชาวบานกรณีทําไรหมุนเวียนตามวิถีดั้งเดิมของชุมชน รวมถึงนโยบายการอพยพยายคนออกจากปุา - พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นชวงที่มีการบังคับใชกฎหมายและนโยบายจัดการกับชุมชนที่อยูอาศัย ในเขตพื้นที่ปุาอยางเขมขน มีการอพยพชุมชนหลายแหงใหออกจากพื้นที่ปุาตามนโยบายของรัฐ ชุมชนบานกลาง ก็เป็นหนึ่งในหลายชุมชนที่เขารวมตอสูเพื่อทวงสิทธิของคนที่อยูอาศัยและทํากินในผืนปุามากอนถูกประกาศพื้นที่ปุา ตามกฎหมายซอนทับ โดยเขารวมเป็นสมาชิกเครือขายกลุมเกษตรกรภาคเหนือ (คกน.) และสมัชชาคนจน เรียกรองใหรัฐบาลในขณะนั้นลงมาดําเนินการแกไขปัญหาที่ดินในเขตปุารวมกับกลุมสมัชชาคนจน - พ.ศ. ๒๕๔๐ ไดมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๗ และ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นแนวทาง การแกไขปัญหาที่ดินในเขตปุารวมกับเจาหนาที่อุทยานฯ จนกระทั่งกระบวนการตรวจสอบพิสูจนแสิทธิไดผานความ เห็นชอบจากคณะกรรมการระดับอําเภอ เตรียมสงตอใหคณะกรรมการระดับจังหวัดพิจารณาตองยุติลงเนื่องจาก รัฐบาลไดมีมติคณะรัฐมนตรี ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ที่เสนอโดยกรมปุาไม ซึ่งมีแนวทางในการแกไขปัญหา ที่ดินในเขตปุาขัดแยงกับแนวทางเดิมของเครือขาย ผลจากการรวมรังวัดในครั้งนั้นทําใหชาวบานตองสูญเสียพื้นที่ ไรหมุนเวียนไปกวาครึ่งหนึ่งของที่เคยมีอยูและตองลดรอบการหมุนเวียนพื้นที่ทําไรลงจากประมาณ ๗-๑๐ ปี เป็น ๓-๕ ปี เป็นสวนใหญ ขบวนการตอสูเรียกรองสิทธิในที่ดินทํากินยังคงดําเนินไปอยางตอเนื่อง - พ.ศ. ๒๕๔๕ ชาวบานกลางไดเขารวมกับสหพันธแเกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เรียกรองใหรัฐบาลแกไขปัญหาอีกครั้ง การแกปัญหายังคงไมมีความคืบหนาและถูกยกเลิกอีกครั้ง เมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ - พ.ศ. ๒๕๕๐ เกิดปัญหาหมอกควันทั่วภาคเหนือและมีกระแสความตื่นตัวเรื่องการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทําใหเจาหนาที่ปุาไมเพิ่มความเขมงวดในการควบคุมการเขาทําไรหมุนเวียนมากขึ้นอีก - พ.ศ. ๒๕๕๓ ชาวบานกลางถูกเจาหนาที่ยึดพื้นที่ทํากินและประกาศใหเป็นพื้นที่ ที่จะถูกดําเนินคดีหากผูใดเขาไปทํากินในพื้นที่นี้จะถูกขอหาทําลายปุาและทําใหอากาศรอนขึ้นหรือที่ชาวบาน เรียกวาคดีโลกรอน ปัจจุบันชาวกะเหรี่ยงบานกลาง ไดรวมกับเครือขายปฏิรูปที่ดินภาคเ หนือ เรียกรองใหรัฐบาลลงมาแกไขปัญหาที่ดินทํากินตามแนวทางโฉนดชุมชน โดยผานทาง ศจพ. ปชช. ซึ่งในขณะนี้ บานกลางไดดําเนินการสํารวจที่ดินทํากินรายแปลงในแผนที่ ๑: ๔,๐๐๐ และผานการตรวจสอบรับรองขอมูล โดยชุมชนแลว อีกทั้งยังไดรวมกับมูลนิธิพัฒนาภาคเหนือและนักวิชาการทํางานศึกษาวิจัยวิถีการผลิตในระบบ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๐๓ วนเกษตรไรหมุนเวียน และการจัดการปุากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความมั่นคงทางอาหารของเกษตรกร รายยอยบนพื้นที่สูง เพื่อพิสูจนแขอกลาวหาวารูปแบบการผลิตแบบไรหมุนเวียนเป็นสาเหตุของภาวะโลกรอนอีกทางหนึ่งดวย ๖.๔ ขั้นตอน/วิธีการ/ผลส าเร็จ ๑) ระบบการผลิตในไร่หมุนเวียน พื้นที่ไรหมุนเวียนของชุมชนบานกลาง ใชพื้นที่รวมทั้งหมดประมาณ ๑,๖๓๒ ไร มีรอบหมุน อยูระหวาง ๔ -๗ ปี แตละปีชาวบานจะใชพื้นที่ไรหมุนเวียนสําหรับการเพาะปลูกโดยเฉลี่ยรอยละ ๗ ของพื้นที่ ไรหมุนเวียนทั้งหมด โดยเฉลี่ย ๒๕ ไร/ครัวเรือน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบานใชประโยชนแเพื่อการผลิตเป็นหลัก มีองคแประกอบที่หลากหลายของการใชพื้นที่ทั้งพิธีกรรม ความเชื่อ องคแความรู ภูมิปัญญาทองถิ่นที่สืบทอดกันมาตั้งแตบรรพบุรุษ ระบบไรหมุนเวียน เป็นระบบการผลิตที่เกื้อกูลกันทั้งชุมชนและฐานทรัพยากร ตางพึ่งพาอาศัยแรงในการหนุน ตั้งแตการฟันไร การทําแนวกันไฟ การกอเผาไร การทําความสะอาดพื้นที่ การใสขาวไร พืช ผัก อาหารที่มีอยูในไรหมุนเวียน ใหเกิดผลผลิตที่งอกงาม ทั้งเพื่อการบริโภค และความ หลากหลายทางชีวภาพในระบบไรหมุนเวียน จุดเดนสําคัญของไรหมุนเวียนที่สะทอนมุมมองใหเห็นวาตางจาก พื้นที่ไรอื่น ๆ แบบไหน และทําไมชุมชนบานกลางถึงยึดระบบการทําไรหมุนเวียนเป็นหลักในพัฒนาเศรษฐกิจ ของชุมชน และตอบโจทยแแนวคิด ทัศนคติของหนวยงานที่มองวา ไรหมุนเวียนคือ ไรเลื่อนลอย สิ่งสําคัญคือ ๑. ระบบไรหมุนเวียนเป็นระบบการเกษตรที่ตองพึ่งพาน้ําฝนจากธรรมชาติ ไมตองอาศัยชลประทาน ๒. การตัด ฟัน โคน เผาในพื้นที่ไรหมุนเวียนนั้น ไมใชการทําลายปุา แตเป็น กระบวนการหนึ่งในวงจรการเกษตรแบบไรหมุนเวียนที่มีการพักพื้นที่ไรหมุนเวียนจนคืนสภาพไรเหลา กอนที่จะ ตัด ฟัน โคน เผา เพิ่มธาตุอาหารในดิน ๓. ไรหมุนเวียนใชเทคโนโลยีอยางงาย จอบ เสียม สอดคลองกับทรัพยากรปุาไม ที่มีความลาดชัน รักษาหนาดิน ๔. ไมใชสารเคมี เพื่อใหไดอาหารปลอดภัย แหลงน้ําปลอดภัย และรักษาคุณภาพของดิน ในระยะยาว ๕. ไรหมุนเวียนไมใชสาเหตุของไฟปุา เนื่องจากตองทําแนวกันไฟกอนเผาไรทุกครั้ง และมีการตรวจสอบความเรียบรอยหลังการเผา ๖. ไรหมุนเวียนไมใชสาเหตุของการพังทลายหนาดิน ระบบการผลิตมีการพลิก หนาดินนอย และปลูกพืชคลุมดินที่หลากหลายเพื่อรักษาหนาดินไว ๗. การเพิ่มของประชากรไมไดทําใหมีการเปิดพื้นที่ทํากินเพิ่มขึ้น มีระบบอื่นเขามาทําให ชุมชนอยูไดทั้งระบบการผลิต และทรัพยากรฯ โดยการปรับพื้นที่นา สวน เลี้ยงสัตวแ หัตถกรรมพื้นบานและรับจาง ดังนั้นไรหมุนเวียน คือ ระบบเกษตรวัฒนธรรมที่ผสมผสานระหวางเกษตรและปุาไม โดยมีพลวัตรของการจัดการและการปรับตัวอยางตอเนื่องกับเงื่อนไขระบบนิเวศ โดยการเปลี่ยนพื้นที่ไรเหลานี้ ใหเป็นพื้นที่ไรดวยการตัด ฟัน โคน และเพาะปลูก ทั้งพื้นที่ใหมีการพักฟื้นในระยะเวลาที่เหมาะสมการพักฟื้น ที่ดินอยางเป็นระบบ เพื่อรักษาดุลยภาพของทรัพยากรดินน้ําและปุา และเพื่อทําเกษตรไดอยางตอเนื่อง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๐๔ และครบวงจร การใชที่ดินแบบไรหมุนเวียน สวนไรเลื่อนลอย คือระบบการเกษตรที่ยายที่ไปเรื่อย ๆ ไมมีการพัฒนา รูปแบบและการจัดการที่เป็นระบบอยางถาวรและผูกพันกับถิ่นฐานที่ระบบการเกษตรนั้น ๆ ไดใชทรัพยากรอยู ระบบการหมุนเวียนไร การเลือกพื้นที่ที่จะใชประโยชนแใหเป็นไรหมุนเวียน สวนใหญตามความเชื่อและสิ่งที่ ปฏิบัติสืบทอดกันมานั้นจะไมเลือกพื้นที่ที่เป็นปุาตนน้ํานํามาเป็นพื้นที่ใชประโยชนแไรหมุนเวียน เพราะเชื่อวาพื้นที่ ปุาตนน้ําเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่มีดวงวิญญาณ เจาปุาเจาเขาดูแลอยู ชุมชนจะชวยกันดูแลรักษาใหเป็นปุาตนน้ําและ แหลงตนน้ํา หรือสวนใหญเรียกวา ปุาอนุรักษแ ที่หวงหามไมใหเขาไปใชประโยชนแหรือดําเนินการใด ๆ ในพื้นที่ การเลือกพื้นที่ในการทําไรหมุนเวียนจึงมี ๓ สวน ไดแก - สวน A เป็นบริเวณริมลําธารรวมถึงลําธารจะไมเหมาะกับการทําไร หมุนเวียน เพราะเป็นการรักษาการกัดเซาะของน้ําในลําธาร และรักษาความชุมชื้นของบริเวณแมน้ําลําธาร - สวน B เป็นบริเวณที่เหมาะกับการทําไรหมุนเวียน เพราะดินจะอุดม สมบูรณแ ไมบริเวณนี้จะเป็นไมที่โตเร็วและตนไมที่ขึ้นบริเวณนี้ จะแข็งแรง สามารถที่จะฟื้นตัวไดรวดเร็วแมจะผานการตัดและเผา - สวน C เป็นบริเวณบนเขาจะไมเหมาะทําไรหมุนเวียน เพราะดินจะไม สมบูรณแ ตนไมจะฟื้นตัวชาและเป็นการรักษา บริเวณนี้ เพื่อเมล็ดพันธุแจากบริเวณนี้ปลิวหรือกลิ้งลงยังขางลาง (สวน B) ไดดวย การเลือกพื้นที่ในการทําไรหมุนเวียน มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๐๕ นอกจากระบบไรหมุนเวียน จะมีความสําคัญตอระบบการผลิตตามวิถีของชุมชน บานกลางแลว ไรหมุนเวียนยังเป็นพื้นที่ของการสรางระบบนิเวศนแโดยธรรมชาติ เป็นพื้นที่แหลงความมั่นคง ทางดานอาหารที่ชุมชนสามารถเก็บผลผลิตมาบริโภคในครัวเรือนไดทั้งปี โดยจะเห็นไดจากปฏิทินการผลิตในไร หมุนเวียนของชุมชนบานกลางในรอบปี รูปปฏิทินการผลิตในไรหมุนเวียน ไรหมุนเวียน เป็นพื้นที่ในการปลูกขาว พืช และผักชนิดตาง ๆ ที่ชุมชนมองวา เป็นการเกื้อกูลตอระบบนิเวศเป็นอยางสูง จึงทําใหชุมชนสวนใหญทําไรหมุนเวียนกันทุกปี ยกเวนบางครอบครัวที่มี พื้นที่มาก มีขาวบริโภคทั้งปี ซึ่งเมล็ดพันธุแขาวยังเป็นพันธุแขาวดั้งเดิมที่ใชสืบทอดกันมา ปัจจุบันมีอยูทั้งหมด ๑๑ สายพันธุแ พืชอาหารที่พบในพื้นที่ไรหมุนเวียนมีอยูทั้งหมด ๖๔ สายพันธุแ ทั้งนี้ขึ้นอยูกับการเลือกปลูกของแตละ ครอบครัว อยางไรก็ตามแมวาแตละครัวเรือน จะมีไรหมุนเวียนที่จะใชประโยชนแ แตพื้นที่ทําไรเป็นกรรมสิทธิ์ สวนรวมของชุมชน (หนาหมู) ทุกคนมีสิทธิใชเทาเทียมกัน ภายใตระบบการจัดการรวม เป็นระบบการเกษตรที่มี แผนปฏิบัติการสืบทอดกันมาตั้งแตประวัติศาสตรแ แตยังยืนอยูบนเงื่อนไข ขอจํากัดทางกฎหมายทั้งที่ดินทํากิน ที่ไมมีเอกสารสิทธิ์ พื้นที่ปุาที่ถูกประกาศใหเป็นปุาอนุรักษแตามกฎหมายกลายเป็นถูกกลาวหาวาเป็นผูบุกรุกพื้นที่ปุา ทําลายปุา จํากัดการเขาถึงการใชประโยชนแจากทรัพยากรดวยนโยบายมติครม. คําสั่งทางกฎหมายตาง ๆ ในขณะที่ ชาวบานไดตั้งถิ่นฐานมาหลายชั่วอายุคนแลวก็ตาม และยังเป็นขอถกเถียงใหสังคมสวนใหญไดเขาใจยอมรับในวิถี การผลิตไรหมุนเวียน ที่สามารถเป็นระบบสรางปุาสรางความยั่งยืนได รูปไรหมุนเวียนของชาวกะเหรี่ยงบานกลาง ๒) การดูแลรักษาป่าไม้ของชุมชน ผลของความรวมมือของชาวกะเหรี่ยงบานกลาง และเจตนารมณแในการดูแลรักษาปุา ของชุมชนทําใหชุมชนบานกลางไดรับรางวัล ลูกโลกสีเขียวประเภทชุมชน ประจําปี ๒๕๕๐ นํามาซึ่งความ ภาคภูมิใจของชาวบานและเป็นตนแบบขยายผลสูชุมชนขางเคียง จากเหตุการณแและสาเหตุดังกลาวทําให มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๐๖ สถานการณแดานทรัพยากรของชุมชน เกิดความเสื่อมโทรมอยางหนัก พื้นที่ปุาตนน้ําไดถูกทําลายลงไป สัตวแปุา ลดลงเป็นจํานวนมาก ความอุดมสมบูรณแของลุมน้ําถูกทําลายทําใหปริมาณน้ําในลําหวยตาง ๆ ลดลง บางลําหวย แหงขอด ไมเพียงแตสงผลกระทบตอคนในชุมชนเทานั้น แตยังมีผลสืบเนื่องไปถึงสัตวแปุาและสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่ อาศัยลําหวยในการหลอเลี้ยงชีวิต ดังนั้นกลุมชาวบานจึงไดทบทวนถึงสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นและพยายาม ฟื้นฟูดูแลรักษาปุาตนน้ําของชุมชนที่ถูกทําลายใหฟื้นคืนสภาพดังเดิม โดยใน พ.ศ. ๒๕๓๘ คณะกรรมการปุาชุมชนบานกลาง ไดมีการพยายามรวมตัวกัน และจัดตั้งกลุมองคแกรชาวบาน เพื่อดูแลรักษาปุาไวใหอุดมสมบูรณแถึงลูกถึงหลานตอไป มีการตั้งกฎระเบียบ ในการใชปุาของชุมชน และมีบทลงโทษสําหรับผูที่ฝุาฝืนกฎระเบียบ โดยเฉพาะการดูแลสัตวแปุา มีการกันพื้นที่ ไวใหเป็น “หมูบานสัตวแปุา” โดยมีชาวบานเป็นผูสอดสองดูแลผูรุกล้ําหมูบานสัตวแปุา และในวันสําคัญๆ จะมี พิธีกรรมทางศาสนาคริสตแตามความเชื่อของชาวบานกลาง โดยมีการนมัสการพระเจาอธิษฐานพระเจา เพื่อปุาไม และทรัพยากรธรรมชาติที่ถูกทําลายมากขึ้นทุกวัน คริสตแศาสนิกชนเชื่อวาทุกสิ่งในโลกเป็นสิ่งที่พระเจาทรงสราง ดังนั้นปุาไมและทรัพยากรธรรมชาติก็เป็นสิ่งหนึ่งที่พระเจาทรงสราง ในพระคัมภีรแพระเจาไดตรัสไววา “ใหดูแล รักษาสิ่งที่พระเจาทรงสราง” ชาวคริสตแถือวาการนมัสการและการอธิษฐานเพื่อปุาไมและทรัพยากรธรรมชาติ ไมใหถูกทําลาย เป็นการสนองตอบตอพระดํารัสของพระเจาและถือวาเป็นเจตนารมณแที่ดีอยางหนึ่งตามความเชื่อ ของชาวบาน โดยสมาชิกชุมชนบานกลางไดกลาวเป็นเสียงเดียวกันวา “พวกเราไมตอนรับผูที่เขามาในหมูบาน ของเรา โดยมีความประสงคแหรือเจตนารายตอปุาตอสัตวแและตอพวกเรา” กิจกรรมที่ทางชุมชนบานกลางไดปฏิบัติ มีดังนี้ - ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ จัดตั้งกลุมองคแกรชาวบาน คือ คณะกรรมการปุาชุมชนบานกลาง - การตั้งกฎระเบียบการใชปุาของชุมชน - จัดทําหมูบานสัตวแปุา - ทําแนวกันไฟตอเนื่องทุกปี ทุกเดือนกุมภาพันธแ-เมษายน - การลาดตระเวนตรวจปุา จัดเวรยามหมุนเวียน วันละ ๓ คน ตลอดเดือน ก.พ. - เม.ย. - การทําปูายรณรงคแ - การอนุรักษแพันธุแปลา กําหนดพื้นที่ในการอนุรักษแ กําหนดเครื่องมือในการจับปลา - การบวชปุา - จัดตั้งกองทุนหนอไม - กําหนดพื้นที่สวนกลางในการทําไรหมุนเวียน ผลสําเร็จในการดําเนินงานดานการดูแลรักษาปุาไมของชุมชน มีดังนี้ - ชุมชนมีแหลงอาหาร และมีรายไดจากการเก็บหนอไม ปีละประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ บาท - ผืนปุาเป็นแหลงสมุนไพร - สามารถรักษาแหลงตนน้ํา ลําธาร - สามารถดูแลปูองกันปัญหาไฟปุา หมอกควัน ไดอยางมีประสิทธิภาพ - สามารถรักษาพื้นที่ขยายพันธุแสัตวแปุา จนกลายเป็น “หมูบานสัตวแปุา” มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๐๗ - จัดกองทุนหมูบานเพื่อนํามาทํากิจกรรมในการดูแลรักษาปุา - เยาวชนในพื้นที่ ไมออกไปทํางานตางถิ่น เพราะมีอาชีพและรายไดจากการเก็บของปุา รูปการทําแนวกันไฟบานกลาง ๓) การจัดท าแนวเขตการจัดการที่ดินอย่างมีส่วนร่วม กระบวนการสํารวจแนวเขตและจัดทําฐานขอมูลโดยใชเครื่องมือสารสนเทศ ทางภูมิศาสตรแ ขอมูล ความรู และความจริง ทั้งนี้นอกจากความพยายามในการดูแลจัดการทรัพยากร ของชุมชนใหเป็นไปในแนวทางที่เหมาะสมแลว ในประเด็นที่ดินทํากิน ชุมชนไดริเริ่มการจัดทําแนวเขต การจัดการ ที่ดินอยางมีสวนรวม โดยการสํารวจแนวเขตการใชที่ดินทํากินโดยใชเครื่องมือสารสนเทศทางภูมิศาสตรแ เพื่อสํารวจ จัดทําขอมูลการใชที่ดินรายแปลง รวมถึงการจัดทําแนวเขตที่ดินทํากินและแนวเขตปุาที่ชัดเจน พรอมทั้งปรับปรุง กฎระเบียบการใชที่ดินที่เหมาะสม เพื่อปูองกันการบุกรุกและสรางความเชื่อมั่นในการใชประโยชนแในที่ดินทํากิน ใหกับชุมชนรวมกัน โดยไดพัฒนายกระดับขอมูลแนวเขตที่ดินไปสูหนังสือรับรองทะเบียนประวัติการใชที่ดิน นอกจากนั้นชุมชนบานกลาง ไดรวมประสานงานกับชุมชนใกลเคียงระดับตําบล เพื่อทําความเขาใจเรื่องแนวเขตการจัดการที่ดินและปุาชุมชนใหชัดเจน รวมถึงการจัดตั้งเครือขายระดับตําบล รวมกับชุมชนอื่น ๆ จัดทําเครื่องมือ กลไกการบริหารจัดการที่ดินโดยชุมชนทั้งระบบ แตงตั้งคณะกรรมการที่ดิน โดยชุมชน มีวาระ ๔ ปี มีการจัดตั้งธนาคารที่ดินชุมชน เพื่อเป็นกลไกในการปูองกันปัญหาที่ดินหลุดมือออกนอก ชุมชน รวมถึงการพัฒนาปรับปรุงกฎระเบียบการบริหารจัดการที่ดินของชุมชนใหสามารถแกไขปัญหาและ ปูองกันการบุกรุกไดจริง โดยมีกฎระเบียบการจัดการที่ดินโดยชุมชน ดังนี้ ๑. ไมขยายออกนอกเขตที่ชุมชนสํารวจรวมกัน / ไมบุกรุกปุาเพิ่ม ๒. ไมเปลี่ยนแปลงการใชประโยชนแ-ระบบการผลิตในไรหมุนเวียนเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ ๓. หามคนภายนอกเขามาเชาที่ดินทํากิน ๔. หามใชสารเคมีในระบบการผลิตที่มีผลกระทบตอคนและสิ่งแวดลอม ๕. ไมขายที่ดินใหกับคนภายนอกชุมชน หนังสือรับรองสิทธิชุมชน ทะเบียนประวัติการใชที่ดินวาดวยการจัดการที่ดินอยางยั่งยืน ซึ่ง “ทะเบียนประวัติการใชที่ดิน” มีนัยยะสําคัญเพื่อแสดงวาแปลงที่ดินดังกลาวไดมีการทําประโยชนแในที่ดิน ภายใตขอตกลงรวมและการรับรองของคณะกรรมการหมูบาน เอกสารทะเบียนประวัติการใชที่ดินดังกลาวมิใช เอกสารสิทธิตามกฎหมายที่ดิน แตเป็นลักษณะการใหสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน ซึ่งมีการกําหนดขอบเขต พื้นที่องคแประกอบหรือผูแทนชุมชน เงื่อนไขการใชพื้นที่ไวอยางชัดเจน สวนกระบวนการในการบริหารจัดการ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๐๘ ในการใชประโยชนแที่ดินสมควรใหชุมชนจัดการกันเองใหสอดคลองกับสภาพสังคม วิถีชีวิตวัฒนธรรม และ สิ่งแวดลอม โดยสิทธิของชุมชนในที่ดินดังกลาวจะทําใหชุมชนสามารถบริหารจัดการที่ดินใหเกิดประโยชนแตอ สมาชิกในชุมชนภายใตเงื่อนไขขอตกลงกับภาครัฐ ซึ่งนอกจากจะเป็นผลดีแกชุมชนแลว ยังเป็นผลดีแกรัฐที่จะ ไดรับความรวมมือจากชุมชนในการดูแลที่ดินและลดภาระในการปูองกันการบุกรุกที่ดินของรัฐอีกทางหนึ่ง รูปหนังสือรับรองสิทธิชุมชน รูปหลักเขตคุมครองพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษชุมชนกะเหรี่ยง ส่วนที่ ๒ คุณค่าและบทบาทของวิถีชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ส าคัญ ชาวกะเหรี่ยงบานกลางมีการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน โดยผานทางภูมิปัญญาทองถิ่น ขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อ ศาสนา ซึ่งสังเกตไดจากการรูจักวิธีการอนุรักษแทรัพยากรปุาไม การทําไร หมุนเวียน การสรางแนวกันไฟ การบวชปุา โดยเฉพาะการทําไรหมุนเวียน ภายหลังทําไรประมาณ ๒-๓ ปีก็สามารถ สรางรอยตอระหวางปุาธรรมชาติกับปุาชวงฟื้นตัวหลังจากการทําไรได ซึ่งจากการอนุรักษแปุาดังกลาวสงผลใหเกิด การรวมกลุมของชาวบานเพื่อการจัดการทรัพยากรปุาไม โดยตั้งเป็นคณะกรรมการปุาชุมชนหมูบานมีการกําหนด กฎเกณฑแ ระเบียบ ขอบังคับ การกําหนดบทลงโทษ โดยชาวบานจะอยูภายใตขอบเขตหรือกฎเกณฑแของ คณะกรรมการปุาชุมชน จากการมีผลประโยชนแรวมกันในทรัพยากรปุาไมทุกคนภายในหมูบานจะมีสิทธิและ ไดรับกรรมสิทธิ์ในการแบงปันผลประโยชนแอยางเป็นธรรมเหมือนกันทุกคน แตชาวบานจะไมไดมีสิทธิ์หรือ กรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาดเพราะถือวาทรัพยากรปุาไมเป็นของสวนรวม มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๐๙ ๒. บทบาทของชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชุมชนไดมีสวนรวมในการจัดการและใชประโยชนแจากทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีการคนหา ปัญหา สาเหตุ หาแนวทางแกไขปัญหา และปกปูองทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน โดยมีการกําหนดนโยบายของ หมูบานในการแกไข ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่เสื่อมโทรมใหฟื้นคืนสภาพ โดยรวมกันวางแผนดําเนินงาน อีกทั้ง จัดตั้งองคแกรคณะกรรมการปุาชุมชนบานกลางขึ้นมา เพื่อบริหารรักษาทรัพยากรปุาไม โดยรางกฎระเบียบ ขอบังคับ และกําหนดการใชประโยชนแจากทรัพยากรปุาไม จัดสรรชาวบานใหเขารวมในกิจกรรมการรักษาปุา ของหมูบาน ซึ่งการอํานวยการจะผานทางประธานกรรมการปุาชุมชนในการสั่งการ รวมทั้งประสานงานกับ หนวยงานของรัฐและองคแกรเอกชนภายนอก สวนในดานของงบประมาณชาวบานจะเก็บรวบรวมเงินกันภายใน หมูบาน เพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนรักษาปุาของหมูบาน และอีกสวนหนึ่งไดรับสนับสนุนจากองคแการบริหารสวนตําบลบานดง ส่วนที่ ๓ มาตรการในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. โครงการกิจกรรมที่มีการด าเนินงานของรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การอนุรักษแ ฟื้นฟู กรมปุาไม (สํานักงานปุาไมจังหวัดลําปาง อุทยานแหงชาติถ้ําผาไท) เขามาดูแลตรวจตราในพื้นที่ปุาไม และเขารวมกิจกรรมการบวชปุาของชุมชน, องคแการบริหารสวนตําบลบานดง เขามาสงเสริม และรวมกิจกรรมการบํารุงรักษา ฟื้นฟูปุารวมกับชาวบาน, เครือขายกลุมเกษตรกรภาคเหนือเขามา สนับสนุนแลกเปลี่ยนใหความรูแกชาวบาน การจัดการและการใชประโยชนแจากทรัพยากรปุาไม, ผูใหญบานและคณะกรรมการหมูบาน การบริหารจัดการ การปูองกัน การอนุรักษแ และการฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติของชุมชน ๒. มาตรการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่คาดว่าจะด าเนินการ ในอนาคต การขับเคลื่อน บานกลางโมเดล ชุมชนตนแบบ “คนอยูกับปุา” ยืนหยัดสูรัฐ ดวยขอมูลและวิถีกะเหรี่ยง ดั้งเดิม โดยกําหนดพื้นที่ปุาไวอยางชัดเจน มีคณะกรรมการปุาชุมชนบานกลาง ที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อดูแล จัดการ และวางแผนกิจกรรมในการดูแลปุา พรอมทั้งแบงพื้นที่ปุา ออกเป็น ๔ ประเภท ทั้งปุาอนุรักษแ ปุาชุมชนหากิน ปุาชุมชนใชสอย และหมูบานสัตวแปุาของชุมชน ดังนั้น บานกลางโมเดลจึงเป็นตนแบบ ในเรื่องคนอยูกับปุา มาปรับใชกับการพัฒนาในพื้นที่ และพิสูจนแใหเห็นวาคนสามารถอยูกับปุาได ยกใหเป็นโมเดลนํารองของการจัดการตัวเองในการอยูรวมกับธรรมชาติ สังคม วิถีวัฒนธรรม อาหาร และการผลิตตาง ๆ ไดดี เพื่อปรับใชกับหมูบานอื่น ๆ รวมถึงที่สําคัญที่สุดคือ บานกลางยังคง แนวทางของคนอยูกับปุา เพราะเชื่อวาธรรมชาติ และพระเจาสามารถเลี้ยงเราใหอยูรอดได จึงทําให ชาวกะเหรี่ยงบานกลาง ยังตองลุกขึ้นสู และตอรองกับเจาหนาที่รัฐ ดวยความอุดมสมบูรณแของปุาไม ที่เป็นหลักฐานเชิงประจักษแ ใหชวยยืนยันวาชาวกะเหรี่ยงบานกลางชวยกันรักษาผืนปุาแหงนี้มาเป็นอยางดี มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๑๐ ส่วนที่ ๔ สถานภาพปัจจุบัน ๑. สถานะการคงอยู่ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีการปฏิบัติอยางแพรหลาย เสี่ยงตอการสูญหายตองไดรับการสงเสริมและรักษาอยางเรงดวน ไมมีการปฏิบัติอยูแลวแตมีความสําคัญตอวิถีชุมชนที่ตองไดรับการฟื้นฟู ๒. สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้และปัจจัยคุกคาม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเกิดจากชาวบานมีสวนรวม พบวา เมื่อมองอยางผิวเผินแลว อาจจะดูเหมือนวาจะไมเป็นตามระเบียบ แบบแผน ตามหลักวิชาการ แตปรากฏวาชาวบานมีวิธีการ จัดการตามแบบของตนไดอยางมีประสิทธิภาพ บนเงื่อนไขวิถีชีวิตของชุมชนในการรวมกันวางแผน ดําเนินการจัดตั้งคณะกรรมการปุาชุมชนหมูบานกลางขึ้นมาเพื่อบริหารรักษา โดยรวมกันรางกฎระเบียบ ขอบังคับ การกําหนดความรับผิดชอบของชาวบาน การรวมกิจกรรม การรักษาปุา โดยมีการสั่งการ จากคณะกรรมการปุาชุมชนของหมูบานในการจัดการทรัพยากรปุาไมของชุมชน จะออกมาในรูปของ แรงงานคนเป็นสวนมาก ในดานของงบประมาณที่ไดมาจากการเก็บรวบรวมของชาวบานทุกหลังคา เรือนซึ่งบงบอกถึงการเสียสละและรูซึ้งถึงคุณคาของทรัพยากรปุาไมซึ่งกอใหเกิดประโยชนแแกชุมชน ๓. รายชื่อผู้สืบทอดหลัก รายชื่อบุคคล/หัวหน้า คณะ/กลุ่ม/สมาคม/ ชุมชน อายุ/อาชีพ องค์ความรู้ด้านที่ได้รับ การสืบทอด/จ านวนปีที่ สืบทอดปฏิบัติ สถานที่ติดต่อ/โทรศัพท์ นายสมชาติ หละแหลม ผูใหญบาน หมูบานกลาง การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ ๑๑ หมู ๕ ตําบลบานดง อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง โทรศัพทแ๐๘ ๑๐๒๗ ๐๗๕๐ ส่วนที่ ๕ การยินยอมของชุมชนในการจัดท ารายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชื่อ-สกุล นายสมชาติ หละแหลม สถานภาพที่เกี่ยวข้องกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ผูใหญบาน หมูที่ ๕ บานกลาง ตําบลบานดง ขอรับรองข้อมูลตามเอกสารค าขอเสนอฯ และยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลและน าไปใช้ประโยชน์ต่อไป ลงชื่อ นายสมชาติ หละแหลม วันที่ ๓๐ เดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๑๑ ส่วนที่ ๖ ภาคผนวก ๑. บุคคลอ้างอิง นายสมชาติ หละแหลม ผูใหญบาน หมูที่ ๕ บานกลาง ตําบลบานดง ที่อยู ๑๑ หมู ๕ ตําบลบานดง อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง โทรศัพทแ๐๘ ๑๐๒๗ ๐๗๕๐ ๒. รูปภาพ พร้อมค าอธิบายใต้ภาพ จ านวน ๕ ภาพ รหัสภาพ ภาพ ค าอธิบาย วัน เดือน ปี ที่ ถ่าย ผู้ถ่ายภาพ การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ –๐๑ ลงพื้นที่จัดเก็บ ขอมูล ๒๖ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ –๐๒ ลงพื้นที่จัดเก็บ ขอมูล ๒๖ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ –๐๓ ปู า ย ท า ง เ ข า หมูบานกลาง ๒๖ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ –๐๔ ปูายแสดงเขาสู พื้นที่คุมครอง ทางวัฒนธรรม พิเศษ ๒๖ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา การจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ –๐๕ บานเรือนของ ชาวกะเหรี่ยง บานกลาง ๒๖ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๑๒ ๓. ข้อมูลภาพถ่าย ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว หรือข้อมูลเสียง ขอมูลภาพถาย ไดแก ภาพถาย จํานวน ๕ ภาพ ขอมูลภาพเคลื่อนไหว ไดแก ขอมูลเสียง ไดแก ๔. ข้อมูลผู้เสนอ ชื่อ-สกุล นายสมชาติ หละแหลม หนวยงาน ผูใหญบาน หมูที่ ๕ บานกลาง เลขที่ ……๑๑……..หมู ..…๕….. ซอย ........-......... ถนน .....-......... แขวง/ตําบล ...บานดง….. เขต/อําเภอ........แมเมาะ.................. จังหวัด ....ลําปาง.....รหัสไปรษณียแ ......... ๕๒๑๑๐........ โทรศัพทแ ........-....... โทรสาร .....-.... มือถือ ๐๘ ๑๐๒๗ ๐๗๕๐ ๕. ข้อมูลผู้ประสานงาน ชื่อ-สกุล นายสมชาติ หละแหลม โทรศัพทแ .........-........ โทรสาร ..........-....... มือถือ ๐๘ ๑๐๒๗ ๐๗๕๐ อีเมลแ ............-.................. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๑๓ บรรณานุกรม กาญจนา เงารังสีและคณะ, ๒๕๕๘. “บทที่ ๕ พลังความคิดและภูมิปัญญา”. ในอานันทแ กาญจนพันธุแ(บก.). กํากึ้ดกําปาก งานวิจัยวัฒนธรรมภาคเหนือ. เชียงใหม: ภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษวิทยา คณะสังคมศาสตรแ มหาวิทยาลัยเชียงใหม. คณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.), ๒๕๖๓. “สถานการณแและภาพรวมงานวิจัยเพื่อพัฒนาและแกปัญหาในจังหวัดลําปาง” ไพสิฐ พาณิชย์กุลและคณะ, ๒๕๕๙. สิทธิของชุมชนชาวกะเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) กับการดําเนินเขตวัฒนธรรมพิเศษไรหมุนเวียนในพื้นที่ยุทธศาสตรแการ แกไขปัญหาขอพิพาทกรณีที่ดินทํากินและที่อยูอาศัยของชุมชนกะเหรี่ยงในพื้นที่ปุาภาคเหนือ,สํานักงานสิทธิ มนุษยชนแหงชาติ. ขวัญชีวัน บัวแดง, ๒๕๔๙. “กะเหรี่ยง : หลากหลายชีวิตจากขุนเขาสูเมือง” : ศูนยแศึกษาชาติพันธุแและการพัฒนา สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม, พิมพแครั้งที่ ๑ ลูวิส, พอล, ๒๕๒๘. “หกเผาชาวดอย” พอล และ อีเลน ลูวิส ; ศิริวรรณ สุขพานิช, แปลและเรียบเรียง เชียงใหม : หัตถกรรมชาวเขา, ๒๕๒๘ วินัย บุญลือ, ๒๕๔๕. “ทุนทางวัฒนธรรมและการชวงชิงอํานาจเชิงสัญลักษณแของชุมชนชาวปกาเกอะญอ”เชียงใหม : บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม ฟ้อน เปรมพันธุ์, ๒๕๖๐. “ภูมิปัญญากะเหรี่ยง กาญจนบุรี” : สํานักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี. ศรีสมร เทพสุวรรณ์, ๒๕๕๑. “การศึกษากระบวนการการผลิตและลายของผาทอกะเหรี่ยงจังหวัดตาก: กรณีศึกษา บานปุาไรเหนือ หมูที่ ๓ ตําบล พระธาตุ อําเภอแมระมาด จังหวัดตาก ศิริวรรณ มูลใจ, ๒๕๖๓. “เจาพอโมกขละ: ความเชื่อเเละพิธีกรรมของชาวปกาเกอะญอ หมูบานหวยปลากอง ตําบลขะเนจื้อ อําเภอแมระมาด จังหวัดตาก” วิทยานิพนธแ มหาวิทยาลัยนเรศวร. ชัยศิลป์ คนคล่อง, ๒๕๔๓. “ความเชื่อ ประเพณี และวัฒนธรรมของชาวปกาเกอญอบานแมหมีในหมูที่ ๖ ตําบลหัวเมือง อําเภอเมืองปาน จังหวัดลําปาง” สํานักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตรแ กฤษฎา บุญชัย, พรพณา ก๊วยเจริญและคณะ. ๒๕๕๗. “การศึกษาไรหมุนเวียนของกะเหรี่ยงเพื่อเสนอเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม”. กระทรวงวัฒนธรรม คณะกรรมการอ านวยการบูรณาการเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกระเหรี่ยง. ๒๕๕๔. “แนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง”. กรุงเทพฯ: โรงพิมพแแหงจุฬาลงกรณแมหาวิทยาลัย. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๑๔ รัตนาพร เศรษฐกุลและคณะ. “สิทธิชุมชนทองถิ่นชาวเขาในภาคเหนือของประเทศไทย: อดีตและปัจจุบัน กรณีศึกษาและปัญหา. กรุงเทพฯ: นิติ ธรรม”. ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี. ๒๕๓๙. “ภูมิปัญญานิเวศวิทยาชนพื้นเมือง: ศึกษากรณีชุมชนกะเหรี่ยงในปุาทุงใหญนเรศวร”. กรุงเทพฯ: โครงการฟื้นฟูชีวิต และธรรมชาติ. ยศ สันตสมบัติ. ๒๕๔๒. “ความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาทองถิ่นเพื่อการพัฒนาอยางยั่งยืน” .เชียงใหม: ภาควิชาสังคมวิทยา และมนุษยวิทยา คณะสังคมศาสตรแ มหาวิทยาลัยเชียงใหม. สุมิตรชัย หัตสาร. ๒๕๕๙. “ โครงการศึกษาปัจจัยเอื้อและขอจ ากัดตอการบริหารจัดการที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชนอยางยั่งยืน: กรณีศึกษาชุมชนตนแบบเครือขายปฏิรูปที่ดินภาคเหนือ”. (เอกสารอัดสําเนา) ______๒๕๔๗. “ระบบการเกษตรแบบไรหมุนเวียน: สถานภาพและความเปลี่ยนแปลง (เลม ๒)”.เชียงใหม: คณะสังคมศาสตรแ มหาวิทยาลัยเชียงใหม. อานุภาพ นุ่นสง. ๒๕๕๗. “๕ ทศวรรษความเปลี่ยนแปลงในชนบทภาคเหนือ: ศึกษาการจัดการสมบัติชุมชนของชุมชนและหยอมบาน อ.แมแจม จ.เชียงใหม พ.ศ. ๒๕๐๐-2550”.กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาองคแกรชุมชน Marshall, Harry Ignatius ,1997. The Karen People of Burma. A Study in Anthropology and Ethnology. White Lotus. Anderson, Jon Lee , 2004. Guerrillas: Journeys in the Insurgent World. Penguin Books. Delang, Claudio O., 2003. Living at the Edge of Thai Society: The Karen in the Highlands of Northern Thailand. London: Routledge. ISBN 978-0-415-32331-4. Falla, Jonathan ,1991. True Love and Bartholomew: Rebels of the Burmese Border. Cambridge: Cambridge University Press. ISBN 978-0-521-39019-4. Forbes, Andrew, and Henley, David, 2012. 'Chiang Mai's Hill Peoples' in: Ancient Chiang Mai Volume 3. Chiang Mai, Cognoscenti Books, ASIN: B006IN1RNW. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๑๑๕ ภาคผนวก
๑๑๖ แบบส ารวจมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในพื้นที่จังหวัดล าปาง (แบบ มภ.๑) กลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง ชื่อรายการ มรดก ภูมิปัญญา ลักษณะ ข้อมูลโดยสังเขป ชื่อผู้ถือปฏิบัติ และผู้สืบทอด สถานะการคงอยู่ ภาพถ่ายมรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรม ปฏิบัติ อย่าง แพร่หลาย เสี่ยงต่อ การสูญ หาย ไม่มี ปฏิบัติ แล้ว บานโปุงน้ํารอน ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง ผาทอกะเหรี่ยง โดยใชกี่เอว งานชางฝีมือ ดั้งเดิม ความรู และ การปฏิบัติเกี่ยวกับ ธรรมชาติและจักรวาล แนว ปฏิบัติ ทางสังคมเกี่ยวกับ พิ ธี ก ร ร ม ป ร ะ เ พ ณี แ ล ะ เทศกาล ศิลปะการแสดง มีคุณภาพของสีทนตอแสง โดยการใช น้ําแรเป็นสวนผสมในทุกขั้นตอนของ การยอมสีธรรมชาติ ซึ่งใชกี่เอวในการ ทอผาจึงไดผืนผาที่แนน และลวดลาย ที่หลากหลาย รูปแบบเป็น ลายดั้งเดิม ที่สืบทอดตอกันมาจากบรรพบุรุษ และ ลวดลายที่ดัดแปลงมาจากลายเดิม เป็นลวดลายที่ลอกเลียนมาจาก ธรรมชาติ นอกจากนี้ผาทอกะเหรี่ยงยัง อยูในวิถีชีวิตพิธีกรรม ประเพณี และ เทศกาล ซึ่งชาวบานจะแตงชุดประจํา เผาเมื่อมีพิธีกรรม ประเพณีที่สําคัญ และโอกาสพิเศษตาง ๆรวมไปถึง ผาทอ กะเหรี่ยง ถูกนําเป็นเครื่องแตงกาย เพื่อใชในการแสดงของชาวกะเหรี่ยงใน งานประเพณีที่สําคัญของหมูบาน งาน สําคัญทางศาสนาและงานตอนรับ นักทองเที่ยว เป็นตน - นางพลอย กาวิโล - ส ม า ชิ ก ใ น ก ลุ ม ผ า ท อ กะเหรี่ยงบาน โ ปุง น้ํ า ร อ น ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริม งาม จังหวัด ลําปาง
๑๑๗ กลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง ชื่อรายการ มรดก ภูมิปัญญา ลักษณะ ข้อมูลโดยสังเขป ชื่อผู้ถือปฏิบัติ และผู้สืบทอด สถานะการคงอยู่ ภาพถ่ายมรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรม ปฏิบัติ อย่าง แพร่หลาย เสี่ยงต่อ การสูญ หาย ไม่มี ปฏิบัติ แล้ว บานแมฮาง ตําบลนาแก อําเภองาว จังหวัดลําปาง ผาทอกะเหรี่ยง โดยใชกี่เอว งานชางฝีมือ ดั้งเดิม ความรู และ การปฏิบัติเกี่ยวกับ ธรรมชาติและจักรวาล แนว ปฏิบัติ ทางสังคมเกี่ยวกับ พิ ธี ก ร ร ม ป ร ะ เ พ ณี แ ล ะ เทศกาล ศิลปะการแสดง ผ า ท อ ก ะ เ ห รี่ ย ง เ ป็ น ผ า ฝู า ย ที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณแเฉพาะตัว มีลายดั้งเดิม และลายที่มีปรับปรุง ประยุกตแเป็นลายใหม โดยใชฐานลาย เกามาปรับ ทําใหเกิดความสวยงาม และทันสมัยมากขึ้น มีการนําเอ ทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งเปลือกไม ใบไม ผลไม มายอมสีผา นอกจากนี้ผา ทอกะเหรี่ยงยังอยูในวิถีชีวิต พิธีกรรม ประเพณี และเทศกาล ซึ่งชาวบานจะ แตงชุดประจําเผาเมื่อมีพิธีกรรม ประเพณีที่สําคัญ และโอกาสพิเศษ ตาง ๆรวมไปถึงผาทอกะเหรี่ยง ถูกนํา เป็นเครื่องแตงกาย เพื่อใชในการแสดง ของชาวกะเหรี่ยงในงานประเพณีที่ สําคัญของหมูบาน งานสําคัญทาง ศาสนา และงานตอนรับนักทองเที่ยว เป็นตน - นางอาภรณแ ศิราไพบูลยแพร - นางประไพ สิราซาง - น า ง วิ ลั ย ปิ่นเงิน - นางปรานอม ศิราไพบูลยแพร - สมาชิกใน กลุมผาทอ กะเหรี่ยงบาน แมฮาง ตําบล นาแก อําเภอ งาว จังหวัด ลําปาง
๑๑๘ กลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง ชื่อรายการ มรดก ภูมิปัญญา ลักษณะ ข้อมูลโดยสังเขป ชื่อผู้ถือปฏิบัติ และผู้สืบทอด สถานะการคงอยู่ ภาพถ่ายมรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรม ปฏิบัติ อย่าง แพร่หลาย เสี่ยงต่อ การสูญ หาย ไม่มี ปฏิบัติ แล้ว บานแมหมีใน ตําบลหัวเมือง อําเภอเมืองปาน จังหวัดลําปาง ผาทอยอมสี ธรรมชาติ งานชางฝีมือ ดั้งเดิม ความรู และ การปฏิบัติเกี่ยวกับ ธรรมชาติและจักรวาล แนว ปฏิบัติ ทางสังคมเกี่ยวกับ พิ ธี ก ร ร ม ป ร ะ เ พ ณี แ ล ะ เทศกาล ศิลปะการแสดง - สมาชิกใน กลุมผาทอ กะเหรี่ยงบา น แมฮาง ตําบล นาแก อําเภอ งาว จังหวัด ลําปาง
๑๑๙ กลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง ชื่อรายการ มรดก ภูมิปัญญา ลักษณะ ข้อมูลโดยสังเขป ชื่อผู้ถือปฏิบัติ และผู้สืบทอด สถานะการคงอยู่ ภาพถ่ายมรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรม ปฏิบัติ อย่าง แพร่หลาย เสี่ยงต่อ การสูญ หาย ไม่มี ปฏิบัติ แล้ว บ า น ก ล า ง ตําบลบานดง อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง ผาทอกะเหรี่ยง โดยใชกี่เอว งานชางฝีมือ ดั้งเดิม แนว ปฏิบัติ ทางสังคมเกี่ยวกับ พิ ธี ก ร ร ม ป ร ะ เ พ ณี แ ล ะ เทศกาล ศิลปะการแสดง เทคนิคการทอผาของชาวกะเหรี่ยง บานกลาง มีการสรางสรรคแลวดลาย ที่หลากหลายทั้งการจก การทอ ยก ดอก การนัดหยี่ การปักดวยดายหรือ ไหมพรมหลากสี การปักประดับ ตกแตงดวยเมล็ดลูกเดือย เป็นตน ซึ่งการปูายดวยดายเป็นลวดลาย ดอกไม ใบไม และลวดลายตาง ๆ ถือ เป็นจุดเดนและความแตกตาง นอกจากนี้ชาวบานจะแตงชุดประจํา เผาเมื่อมีพิธีกรรม ประเพณีที่สําคัญ และโอกาสพิเศษตาง ๆ รวมไปถึง ผา ทอกะเหรี่ยง ถูกนํามาเป็นเครื่อง แตงกาย เพื่อใชในการแสดงของชาว กะเหรี่ยงในงานประเพณีที่สําคัญของ หมูบาน งานสําคัญทางศาสนา และ งานตอนรับนักทองเที่ยว เป็นตน - นางสาวแกวตา จินใจ --นางสาวจามจุรี มะกันถา -- นางสาววลิ ดา หละแหลม - น า ง ส า ว นิตยา ครอง ธารา - สมาชิกใน กลุมผาทอ กะเหรี่ยงบาน กลาง ตําบล บานดง อําเภอแม เมาะ จังหวัด ลําปาง
๑๒๐ กลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง ชื่อรายการ มรดก ภูมิปัญญา ลักษณะ ข้อมูลโดยสังเขป ชื่อผู้ถือปฏิบัติ และผู้สืบทอด สถานะการคงอยู่ ภาพถ่ายมรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรม ปฏิบัติ อย่าง แพร่หลาย เสี่ยงต่อ การสูญ หาย ไม่มี ปฏิบัติ แล้ว บ า น ก ล า ง ตําบลบานดง อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง เครื่องจักสาน (กระด้ง) งานชางฝีมือ ดั้งเดิม ความรู และ การปฏิบัติเกี่ยวกับ ธ ร ร ม ช า ติ แ ล ะ จักรวาล ไ ผ่ บง มีจ า น ว น ม า กใ น พื้ น ที่ ปุ า เ ข ต ชุ ม ช น ข อ ง บ้ า น ก ล า ง ท าให้เครื่องจักสานที่รังสรรค์ขึ้นมา นั้นมีความแข็งแรง ทนทาน และ สามารถใช้งานในครัวเรือนได้อย่าง หลากหลาย ส าหรับเครื่องจักสานที่ ชาวบ้านกลางมีความรู้และภูมิปัญญา ในการผลิต คือ กระด้งที่ท าจากไผ่บง ซึ่งส่วนที่น ามาท านั้นคือ เนื้อไม้โดย ใช้ท าคอกส าหรับท าเครื่องจักสาน เมื่อน าไม้ไผ่มาเหลาให้เป็นเส้นบาง พอสมควรแล้วต้องตากให้แห้งก่อน จึงจะน ามาสานได้กรณีที่จะย้อมสีไม้ ไผ่เมื่อเห ล าไม้ไผ่ แ ล ะต า กแห้ง เรียบร้อยแล้ว ต้องน าไม้ไผ่ไปต้มใส่ เกลือก่อนพร้อมใส่สีผสมอาหารและ เอาไปตากให้แห้งอีกรอบจึงค่อยเอา น ามาสาน - นายอิน หละ แหลม - ชาวบ้านใน หมู่บ้านกลาง ต าบลบ้านดง อ าเภอแม่ เมาะ จังหวัด ล าปาง
๑๒๑ กลุ่มชาติพันธุ์ กะเหรี่ยง ชื่อรายการ มรดก ภูมิปัญญา ลักษณะ ข้อมูลโดยสังเขป ชื่อผู้ถือปฏิบัติ และผู้สืบทอด สถานะการคงอยู่ ภาพถ่ายมรดกภูมิปัญญาทาง วัฒนธรรม ปฏิบัติ อย่าง แพร่หลาย เสี่ยงต่อ การสูญ หาย ไม่มี ปฏิบัติ แล้ว บ้ า น ก ล า ง ต าบลบ้านดง อ าเภอแม่เมาะ จังหวัดล าปาง การจัดการ ท รั พ ย า ก ร ธรรมชาติ ความรู และ การปฏิบัติเกี่ยวกับ ธ ร ร ม ช า ติ แ ล ะ จักรวาล การจัดการทรัพยากรธรรมชาติชุมชน เริ่มต้นการแบ่งเขตปุาอย่างชัดเจนเริ่ม เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ แต่ก่อนหน้านั้น ชุมชนได้ใช้ประโยชน์จากปุาเหมือน ปัจจุบัน แต่แบบแผนการดูแลรักษา ปุาอย่างไม่ชัดเจนและไม่เป็นระบบ หลังจากที่ชุมชนได้รับผลกระทบจาก นโยบายของรัฐบาลในเรื่องของการ จัดการทรัพยากรและต้องการไล่คน ออกจากปุาและขณะเดียวกัน ชุมชนถูก อุทยานประกาศทับพื้นจึงก่อให้เกิด การตื่นตัวและน าไปสู่การรวมตัวกันมี การแต่งตั้งคณะกรรมการปุาชุมชน บ้านกลางขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ เพื่อ เป็นคณะท างานในการดูแลจัดการปุา ของหมู่บ้านพร้อมกับมีว างแผน กิจกรรมในการดูแลปุา - นายสมชาติ หละแหลม (ผู้ใหญ่บ้าน) - ชาวบ้านใน หมู่บ้านกลาง ต าบลบ้านดง อ าเภอแม่ เมาะ จังหวัด ล าปาง
๑๒๒ คณะผู้จัดท า ที่ปรึกษำ 1. นางสาวทัศนีย์ ดอนเนตร์ วัฒนธรรมจังหวัดล าปาง 2. นางลัษมา ธารีเกษ วัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี 3. นางปิยะนาถ พูลพิพัฒน์ ผู้อ านวยการศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดล าปาง คณะท ำงำน 1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์เพ็ญศิริ พันพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ล าปาง 2. นางธิติพร จินดาหลวง ผู้อ านวยการกลุ่มกิจการพิเศษ 3. นางพรรณทิพย์ เหล่าวัฒนพงศ์ ผู้อ านวยการกลุ่มส่งเสริมศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม 4. นางพัชรนันท์ แก้วจินดา ผู้อ านวยการกลุ่มยุทธศาสตร์และเฝูาระวังทางวัฒนธรรม ส านักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย 5. นางสาวกิศยา จันแดง ผู้อ านวยการกลุ่มกิจการพิเศษ ส านักงานวัฒนธรรมจังหวัดเชียงราย 6. นางกรรณิกา ศักดิ์มั่นวงศ์ นักวิชาการวัฒนธรรมช านาญการ 7. นางสาววารินทร์ เหล่าสงคราม นักวิชาการวัฒนธรรมช านาญการ 8. นายศุขฐิ์เกษม ฝั้นค าอ้าย นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ 9. นางสาวมะลิวรรณ ปันแก้ว นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ ๑0. นางสาวสุนิสา กุลกิจ นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ ๑1. นายอัมรินทร์ เจะอาลี นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ 12. นายวิษณุพงศ์ พรมยะ นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ ๑3. นายธนกฤต สมบัติวรรณทนา นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ ๑4. นายภานุพงษ์ หมื่นภิรมย์ นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ ๑5. นางสาวภูษณิศา ทองประทุม นักวิชาการวัฒนธรรมปฏิบัติการ 16. นางสาวจีรพร ปูอข่วง นักพัฒนาสังคม ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดล าปาง 17. นายสิทธิพงษ์ ฟุูงสันติภาพ ผู้น ากลุ่มท่องเที่ยวบ้านบ่อสี่เหลี่ยม 18. นายวรวุฒิ ชัยสุขศรีสองฟูา ผู้ใหญ่บ้านบ่อสี่เหลี่ยม ต าบลปงเตา อ าเภองาว จังหวัดล าปาง 19. นายสมชาติ รักษ์สองพลู ผู้ใหญ่บ้านกลาง ต าบลบ้านดง อ าเภอแม่เมาะ จังหวัดล าปาง ๒0. นายพงษ์พันธุ์ อัญชลีอนันตกิจ ผู้ประสานงานการท่องเที่ยวชุมชนบ้านบ่อสี่เหลี่ยม ต าบลปงเตา อ าเภองาว จังหวัดล าปาง ๒1. นายอรุณ เยละ ผู้ใหญ่บ้านแม่ฮ่างใต้ ต าบลนาแก อ าเภองาว จังหวัดล าปาง ๒2. นางอาภรณ์ ศิราไพบูลย์พร ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าพื้นบ้านกะเหรี่ยง บ้านแม่ฮ่างใต้ ต าบลนาแก อ าเภองาว จังหวัดล าปาง ๒3. นางพลอย กาวิโล ประธานกลุ่มท่องเที่ยวบ้านโปุงน้ าร้อน ต าบลเสริมกลางอ าเภอ เสริมงาม จังหวัดล าปาง 24. นางสาวนัซมี สังข์ศิลปชัย ฝึกงานสหกิจศึกษา มหาวิทยาเชียงใหม่ 25. นางสาวธิญาดา บุญยืน ฝึกงานสหกิจศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์ล าปาง
กลุ่มลุ่ ชาติพัตินพัธุ์กธุ์ ะเหรี่ย รี่ ง จัจัด จั ด จั ทำทำทำทำโดย สำ สำสำสำนันัก นั ก นั งานวัวั วั ฒ วั ฒนธรรมจัจัง จั ง จั หวัวั วั ด วั ดลำลำ ลำลำ ปาง ๔๔๐๐๙๙ ถถนนนนพพรระะเเจ้จ้จ้าจ้าทัทันทันทัใใจจ ตำตำตำตำบบลลต้ต้นต้นต้ ธธงงชัชัยชัยชั อำอำอำอำเเมืมือ มื อ มืงงลำลำลำลำปปาางง จัจัจังจังหหวัวัดวัดวัลำลำลำลำปปาางง โโททรรศัศัพศัพศัท์ท์ ท์ท์ ๐๐ ๕๕๔๔๒๒๒๒ ๘๘๗๗๖๖๓๓ โโททรรสสาารร ๐๐ ๕๕๔๔๘๘๒๒ ๔๔๑๑๘๘๒๒ wwwwww..mm--ccuullttuurree..ggoo..tthh//llaammppaanngg FFaacceebbooookk:: สสนนงง.. วัวัฒวัฒวั นนธธรรรรมม ลำลำลำลำปปาางง ((สำสำสำสำนันันักนักงงาานนวัวัฒวัฒวั นนธธรรรรมมจัจัจังจังหหวัวัดวัดวัลำลำลำลำปปาางง)) แม่พริกริ เถินถิ สบปราบ เกาะคา แม่ทะ ห้างฉัตฉัร เมือมืงลำ ปาง แม่เมาะ งาว แจ้ห่ม เมือมื งปาน วังวัเหนือ เสริมริ งาม