๔๙ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก บานกลางเป็นหมูบานที่นับถือศาสนาคริสตแทั้งหมูบาน ดังนั้นความสัมพันธแของ ผูคนในหมูบานเป็นลักษณะแบบครอบครัวขยาย สวนใหญเป็นญาติพี่นอง มีลักษณะการชวยเหลือเกื้อกูล ซึ่งกันในหมูบาน จึงทําใหผูคนในหมูบานมีความสัมพันธแที่เหนียวแนนและมีโครงสรางดั้งเดิม โดยมีการปกครอง แบบผสมผสานทั้งใชความเชื่อ ศาสนา มาประยุกตแใหเขากับการปกครองที่อยูในรูปแบบกระจายอํานาจ ซึ่งมีทั้ง ผูใหญบาน และผูนําศาสนา เป็นตน การตั้งถิ่นฐานบานเรือนภายในหมูบานกลาง (ที่มา : https://www.facebook.com/profile.php?id=๑๐๐๐๐๘๓๕๒๙๓๕๓๘๐. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ๓) ประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐาน ประวัติการกอตั้งหมูบานไมไดมีการบันทึกไวเป็นลายลักษณแอักษร แตเป็นลักษณะการเลา สืบตอกันมาจากผูเฒาผูแกในหมูบานเลาวา บานกลางมีอายุมากกวา ๓๐๐ ปี หรือ ๕-๖ ชวงอายุคนซึ่งผูกอตั้ง หมูบานกลุมแรกเป็นชาวกะเหรี่ยงโปวแจากจังหวัดกาญจนบุรีไดเดินทางมาทําการคาขายทางภาคเหนือดวยขบวน ชาง มา มีการตั้งปางชางที่บริเวณบานสกล (สันนิษฐานวาปัจจุบันนาจะเป็นเขตตําบลสรอยอําเภอวังชิ้น จังหวัดแพร) ตอมาตองการเดินทางไปคาขายที่อําเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงรายโดยเดินทางตามแนวสันเขาดอยหลวง ระหวางการเดินทางไดมาหยุดพักขบวนชางที่บริเวณใกลหวยแมมาย บริเวณนั้นเป็นปุาสมบูรณแมีสัตวแปุานานาชนิด เป็นพื้นที่เหมาะกับการทํามาหากินจึงไดตัดสินใจตั้งถิ่นฐานและสรางหมูบานบนพื้นที่นั่น ตอมาเริ่มมีคนยายเขามา ตั้งถิ่นฐานเพิ่มขึ้น จนกลายเป็นหมูบานขนาดใหญ มีการขยายที่ทํากินขึ้นไปทางทิศเหนือของหมูบาน และตั้งหมูบาน ขึ้นอีกหนึ่งหมูบานนั้นคือ บานกลางในปัจจุบัน อีกกลุมยายไปบริเวณหวยแมต๋ํา อยูไดไมนานก็ยายไปอยูที่หวยแมมาย และยายอีกครั้งไปอยูที่หวยปิง ปัจจุบันคือบานแมสาน สวนหมูบานเดิมคือหมูบานเนาะไมมีชุมชนอาศัยอยูแลว หลักฐานการตั้งถิ่นฐานหลักฐานสําคัญที่ยืนยันการกอตั้งหมูบานมายาวนานกวารอยปี ไดแก ไมผลตาง ๆ เชน หมาก มะมวง มะขาม พุทรา สมโอ ฯลฯ และหลักฐานเอกสารตาง ๆ เชนเอกสารการเสียภาษี บํารุงทองที่ ภบท. ๕ (ภาษีดอกหญา) หลักฐานสําคัญอีกประการหนึ่งที่ยืนยันการกอตั้งหมูบานมายาวนานกวา รอยปีคือ เอกสารบันทึกการเขามาของศาสนาคริสตแเป็นภาษากะเหรี่ยงสะกอและอนุสาวรียแแหงการเผยแพร ศาสนาของคณะคริสตจักรกะเหรี่ยงแบ฿บติสตแแหงประเทศไทย (Karen Baptist Convention: KBC) เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๔๓๑ ที่สรางขึ้นบริเวณที่ตั้งหมูบานเดิม (บานเนาะ) มีการฉลองครบรอบ ๑๒๕ ปีของการเผยแพรศาสนา เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๐ บานกลางนับเป็นหมูบานแรกในประเทศไทยที่รับศาสนาคริสตแ ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจของชาวบาน ในอดีตชุมชนบานกลางนับถือผีมากอนและตั้งหมูบานอยูทางทิศตะวันตกหางจากที่ตั้งหมูบาน ในปัจจุบันประมาณ ๓ กิโลเมตร ตอมาไดมีการเขามาประกาศพระกิตติคุณ (คําสอนของพระเยซู) แกชาวบานจนเกิด ความนับถือ และศรัทราจึงไดเปลี่ยนมาเป็นคริสตแเตียนทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีหลักฐานการแตงตั้งผูนําหมูบาน ผูใหญบานตั้งแตคนแรกจนถึงคนปัจจุบัน โดยมีลําดับ ดังตอไปนี้ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๕๐ คนที่ ๑ ผูใหญแจง คนที่ ๒ ผูใหญแกว (เลือกจากชุมชนประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๔) คนที่ ๓ ผูใหญขาว พุดสวย คนที่ ๔ ผูใหญหลา คนที่ ๕ ผูใหญวอ หลักแหลม (แตงตั้งอยางเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๖) มีเอกสารการแตงตั้งเป็นหลักฐาน คนที่ ๖ ผูใหญบุญมากจีนตา (แตงตั้งอยางเป็นทางการเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๗) คนที่ ๗ ผูใหญสมชาติ หละแหลม (ปัจจุบัน) นอกจากนี้ภายในบานกลาง ยังมีอนุสาวรียแแหงการเผยแพรพระกิตติคุณ สถานที่สําคัญแหงหนึ่ง ของชุมชนบานกลาง ซึ่งถือเป็นหลักฐานสําคัญอีกประการหนึ่งที่ยืนยันการกอตั้งของหมูบานแหงนี้วามีอายุยาวนาน กวารอยปี คือบันทึกการเขามาของศาสนาคริสตแเป็นภาษากะเหรี่ยงสะกอและอนุสาวรียแแหงการเผยแพรศาสนา ของคณะคริสตจักรกะเหรี่ยงแบบติสตแแหงประเทศไทย (KAREN BAPTIST CONVENTION: TKBC) เมื่อ ค.ศ. ๑๘๘๑ ที่สรางขึ้นบริเวณที่ตั้งหมูบานเดิม (บานเนาะ) เพื่อฉลองครบรอบ ๑๐๐ ปีของการกอตั้งหมูบานเมื่อ ๒๐ ปีกอน อนุสาวรียแแหงพระกิตติคุณ (ที่มา : https://www.facebook.com/U๒t-Bandong-Lampang-๑๐๖๓๙๓๐๖๔๘๖๒๓๖๔/. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ๔) การประกอบอาชีพของชุมชนชาติพันธุ์ อาชีพของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานกลาง สวนใหญประกอบอาชีพเกษตรกรรม อาทิการทําไร หมุนเวียน ซึ่งไมใชการทําไรเลื่อนลอย โดยการทําไรเลื่อนลอย เป็นระบบเกษตรที่ยายไปเรื่อย ๆ ไมมีการพัฒนา รูปแบบและการจัดการที่เป็นระบบอยางถาวร แตไรหมุนเวียนสําหรับชาวบานกลางนั้นมีความคิดเห็นวาเป็น วิธีการทําการเกษตรที่ชวยดูแลรักษาดิน เพราะมีการเวนชวงการปลูกในระยะเวลาที่เหมาะสมใหดินไดพักเพื่อฟื้นฟูแรธาตุ ในดิน โดยเปลี่ยนพื้นที่ปลูกและหมุนเวียนกลับมาใชพื้นที่เดิม ใหพื้นที่ใหมไดพักฟื้น ทําใหสามารถทําการเกษตร ไดตอเนื่อง ขอดีของไรหมุนเวียนคือ เป็นระบบการเกษตรที่พึ่งพาน้ําฝนตามธรรมชาติ ใชน้ํานอย ไมตองอาศัย ชลประทาน มีการปลูกพืชคลุมดิน และชาวบานมีระบบการจัดการทรัพยากร รวมไปถึงการทําสวน เป็นการปลูก เพื่อยังชีพเป็นหลัก เหลือกินจึงขายบาง พื้นที่สวนสวนมากจะเป็นพื้นที่ที่อยูใกลกับชุมชน พืชที่ปลูกสวนใหญ ไดแก มะมวง มะขาม พุทรา สมโอ ลิ้นจี่ กลวย มะแขวน ฯลฯ โดยมะแขวนถือวาเป็นพืชหลักเพียงชนิดเดียวที่ได ขายทุกปี ชุมชนมีขอตกลงวาหามปลูกพืชเศรษฐกิจเชิงพาณิชยแ เนื่องดวยเกรงจะเกิดผลกระทบจากการใชสารเคมี นอกจากนี้ยังมีการทํานา พื้นที่บริเวณที่ราบและริมลําหวยก็จะมีการบุกเบิกเป็นนาสําหรับปลูกขาว โดยขาวที่ปลูกในนา จะมีทั้งพันธุแดั้งเดิมและพันธุแที่ไดรับการสงเสริมจากทางราชการ ปัจจุบันนาถือเป็นฐานการผลิตหลักของคนในชุมชน มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๕๑ นอกจากการทําเกษตรกรรมแลว ชาวบานยังมีการเก็บหาของปุา ปัจจุบันการเก็บหาของปุา เป็นแหลงสรางรายไดหลักใหกับชาวบาน ทุกครัวเรือนจะหาของปุา ทั้งเพื่อการบริโภคและขาย การเก็บหาของปุานั้น จะมีขอตกลงระเบียบการจัดการที่คนในชุมชนมาตกลงรวมกันและปฏิบัติกันอยางเครงครัด รวมไปถึงมีการเลี้ยงสัตวแ ซึ่งเป็นเลี้ยงสัตวแพื้นบานไดแก วัว ควาย หมู เป็ด ไก เป็นตน เพื่อการบริโภคและขายเมื่อจําเป็นตองใชเงิน เชน สงลูกเรียน ใชหนี้ รักษาพยาบาล ฯลฯ ถือเป็นแหลงออมทรัพยแที่สําคัญอีกอยางหนึ่งของคนในชุมชน ซึ่งการเลี้ยงวัว และควายนั้นในฤดูฝนจะเลี้ยงปลอยไวในปุา สวนฤดูแลงจะนํามาเลี้ยงไวใกล ๆ บาน เชน ในนา ในสวน เป็นตน นอกจากนี้เมื่อวางเวนจากการผลิตดานเกษตรกรรม ชาวบานมีการทํางานหัตถกรรม ปัจจุบันครัวเรือนสวนใหญ ยังคงมีการจักสาน เสื่อ กระบุง ตะกรา ฯลฯ ไวใชสอย และการทอผากี่เอวของชาวกะเหรี่ยงไวนุงหมและขาย ใหแกนักทองเที่ยวและผูที่ตองการซื้อผาทอ การทําเกษตรกรรมของชาวกะเหรี่ยงบานกลาง (ที่มา : https://www.facebook.com/profile.php?id=๑๐๐๐๓๒๘๘๕๐๗๕๗๙๗. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ๒.๔.๒ อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ๑) วิถีชีวิตวัฒนธรรม กลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานกลาง เป็นชุมชนที่นับถือศาสนาคริสตแทั้งหมูบาน มีการปฏิบัติ พิธีกรรมทางศาสนาอยางสม่ําเสมอ ทุกวันอาทิตยแจะรวมกันประกอบพิธีการทางศาสนา โดยมีศิษยาภิบาลหรือ ครูสอนศาสนา (เทียบเทาเจาอธิการหรือเจาอาวาส) เป็นผูประกอบพิธีการที่เกี่ยวของกับศาสนาทั้งหมด เชน การนมัสการพระเจา พิธีแตงงาน พิธีฌาปณกิจ และนมัสการพิเศษ เชน วันอิสเตอรแ วันคริสตแมาส วันสงทายปีเกา และวันขึ้นปีใหม เป็นตน ทั้งการนมัสการตามครัวเรือน เพื่อใหกําลังใจแกผูสูงอายุหรือผูปุวยที่ไมสามารถไปรวม กิจกรรมที่โบสถแได กิจกรรมในการนมัสการพระเจามีการรองเพลงสรรเสริญพระเจา ผูนําศาสนาจะอาน พระคัมภีรแ และเทศนาอธิบายความหมายของพระคัมภีรแที่อาน เพื่อใหชาวบานซาบซึ้งในหลักคําสอน และนอมนํา คําสอนไปปฏิบัติใชในชีวิตประจําวันปฏิบัติตนเป็นคนดีมีศีลธรรม เป็นตน ด้านที่อยู่อาศัย การสรางที่อยูอาศัยของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานกลางในอดีตนั้น สรางบานเรือนดวยไมไผ ทั้งหลัง หลังคาบานมุงดวยหญาคาที่นํามาถักใหเป็นแพหรือใชลําไมผาครึ่งวางค่ําวางหวายฝา และพื้นบานจะนํา ลําไมไผซางสับทั้งลํา แลวนํามาแผใหเป็นแผน บานที่สรางดวยไมไผจะมีอายุ ๒-๓ ปี จะตองมีการซอมแซมหรือ เปลี่ยนใหม สวนลักษณะการสรางบานในปัจจุบัน เป็นการสรางบานชั้นเดียวยกพื้นสูงบริเวณใตถุนใชเป็นที่ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๕๒ พักผอนและเก็บของ ตัวบานใชตนไมเนื้อแข็ง ทั้งเสาบาน ฝา และพื้นบาน สวนหลังคามุงดวยกระเบื้อง ซึ่งการสรางบาน ดวยไมเนื้อแข็ง เพื่อใหมีความคงทนมากขึ้น ภายในตัวบานจะมีหองนอนตามที่เจาของบานตองการสราง มีลานบาน กวางขวางเพื่อไวทํากิจกรรมในครอบครัวหรือประกอบพิธีตามศาสนา สวนหองครัวจะอยูในตัวบานหรืออาจแยก ตางหากขึ้นอยูกับสภาพพื้นที่ของแตละครัวเรือน บานเรือนภายในบานกลาง ตําบลบานดง ด้านการแต่งกาย การแตงกายของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานกลาง ปัจจุบันแตงกายเหมือนคนพื้นราบ แตยังคงมีการรักษาวัฒนธรรมการแตงกายชุดกะเหรี่ยงในวันสําคัญตาง ๆ ซึ่งชาวกะเหรี่ยงบานกลางไดมีการรับเอา วัฒนธรรมตะวันตกเขามา โดยสันนิษฐานวานาจะพรอมกับการเขามาเผยแผศาสนาของมิชชั่นนารีชาวพมาเมื่อปี ค.ศ. ๑๘๘๒ จากประวัติศาสตรแบานแมสาน มีถิ่นฐานที่บานกลางมากอน และไดมีการแยกยายตั้งถิ่นฐานใหม และไมไดเปลี่ยนศาสนา เครื่องแตงกายทั้งชายและหญิงยังคงมีอยู สวนบานกลางหลังจากไดเปลี่ยนศาสนาดั้งเดิม มาเป็นศาสนาคริสตแ ไดละทิ้งประเพณีวัฒนธรรมตาง ๆ ทั้งหมด รับเอาวัฒนธรรมทางตะวันตกและวัฒนธรรม การแตงกายของกะเหรี่ยงสกอวแดวย เชน วันคริสตแมาส วันขึ้นปีใหม วันอีสเตอรแ ปัจจุบันการแตงกายทั้งผูชายและผูหญิงจะใสเสื้อผาที่มีขายตามทองตลาดทั่วไป เชน เสื้อยืด กางเกง และผาซิ่น ทั้งนี้ไดมีการรณรงคแฟื้นฟูวัฒนธรรมการแตงกายขึ้นมา เพื่อใหเอกลักษณแชาติพันธุแกะเหรี่ยง ยังคงอยู ถึงแมวาชุมชนบานกลางเป็นกะเหรี่ยงโปวแแตไดนําวัฒนธรรมการแตงกายของกะเหรี่ยงสกอวแมาใช ที่ผานมาไดมีกลุมแมบานบานกลางไดเขาอบรมการทอผากี่เอว เพื่อใหสมาชิกในครัวเรือนไดสวมใสในวันสําคัญ ทางศาสนาหรือหากมีพิธีกรรมตาง ๆ เชน งานแตงงาน หรืองานฌาปณกิจ เป็นตน สําหรับการแตงกายของผูชายและเด็กผูชายเป็นเสื้อที่ทอโดยใชกี่เอวเรียกวา “เซพะกอ” คลายผาทอของกะเหรี่ยงทั่วไป จะเนนใหเป็นสีแดงใสกับกางเกงทั่วไป ขณะเดียวกันไดมีการประยุกตแใหมีสีที่ หลากหลายมากขึ้นตามความชอบของแตละบุคคล สวนการแตงกายของเด็กผูหญิงและหญิงสาวที่ยังไมแตงงาน จะเป็นผาทอโดยใชกี่เอวเชนเดียวกัน จะเป็นชุดคลุมยาวสีขาวเรียกวา “เชวา” ซึ่งอาจมีลวดลายที่บริเวณเอว และตรงชายเสื้อเล็กนอย เพื่อใหเกิดความสวยงาม อาจใช “โขเผอกิ” หรือผาโพกหัวดวยก็ได การใชชุดคลุมขาว แสดงถึงความบริสุทธิ์สดใสดุจผาขาวของเด็กและหญิงสาว สวนการแตงกายของผูหญิงที่แตงงานแลว จะใสชุดที่มีสองทอนคือ มีเสื้อ ๑ ชิ้น และผาถุง ๑ ชิ้น เรียกวา “เซโหมซู” ซึ่งจะแบงเป็น ๒ แบบ แบบที่ ๑ คือ เชโหมชู มีลักษณะเดน คือ ตั้งแตหนาอกขึ้นไป จะทอดวยดายสีดํา จากหนาอกลงมาจะทอโดยผสมลวดลายชนิด เรียกวา “เชอู” แบบที่ ๒ คือ เชเบอะ ซึ่งจะทอเหมือนเสื้อกะเหรี่ยงผูหญิง แตตกแตงดวยการปักดายและเบอะ เบอะมีลักษณะเป็นเม็ดยาวสีขาว มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๕๓ หรือเป็นเม็ดกลมรี การใชเบอะขึ้นอยูกับความชอบของแตละบุคคล สวนผาถุงจะมี ๓ แบบ ซึ่งจะมีสีแดง เป็นหลักแบบที่เรียกวา “หนี่อู” คือ ผาถุงที่มีการทอผสมลวดลายหลายชนิด โดยเนนที่ตรงกลางและดานลางใหมี ความสวยงามแบบที่ ๒ เรียกวา “หนี่กิ”คือ ผาถุงที่มีการนําดายมามัดยอมใหเกิดลวดลายตามตองการและนํามา ทอเป็นผืนแบบที่ ๓ เรียกวา “หนี่บะตอ” มี ๓ ชั้นใน ๑ ผืน ดานบนและดานลางจะทอเหมือนกัน แตตรงกลาง จะมีลวดลายที่สวยงาม สวน “โขเผอกิ” หรือ ผาโพกหัว ปลายทั้งสองทอเป็นลวดลายดวยสีแดงหรือสีตามตองการ สวนตรงกลางจะเป็นสีขาว แตปัจจุบันไดมีการประยุกตแใหมีความหลากหลายในดานรูปแบบลวดลายและสีของเสื้อ และผาถุงรวม ทั้งไดมีตัดเย็บตามรูปแบบตาง ๆ ใหทันสมัยและใสไดหลากหลายโอกาสมากขึ้น การแตงกายของชาวกะเหรี่ยงบานกลาง ด้านอาหาร อาหารการกินของชาวกะเหรี่ยงบานกลาง ตั้งแตดั้งเดิมจะใชพืชผักที่ขึ้นตามปุาตามเขาและปลูก ในไรหมุนเวียนตามฤดูกาลนั้น ๆ มาประกอบอาหาร โดยนํามาผสมกับเครื่องปรุงชนิดตาง ๆ ที่มีอยูในครัวเรือน อาหารที่เป็นเนื้อสัตวแจะไดจากสัตวแที่เลี้ยงไวบริโภคในครัวเรือน เชน ไก หมู หากเป็นสัตวแน้ําจะหาตามลําหวยตาง ๆ ซึ่งในลําหวยมีความหลากหลายของพันธุแสัตวแน้ําสูง สามารถหาไดทุกฤดูกาล แตชาวบานจะไมหาหรือจับสัตวแน้ํา ในชวงฤดูฝน เนื่องจากเป็นชวงสัตวแน้ําวางไขและเป็นชวงที่มีน้ํามากหาปลาตาง ๆ ยาก พืชผักที่สามารถหาไดตามฤดูกาล เชน ฤดูรอน จะมีผักกูด ผักหนาม ชะอม ผักหวาน ดอกสะแล ดอกตั้ง ดอกแค ผักแซว ผักไห ผักกุม เป็นตน สวนในฤดูฝน จะมีหนอไมชนิดตาง ๆ ยอดฝักทอง แตงกวา ดอกดิน มะระขี้นก มะเขือพวง ผักขม ผักเอิงควาย ดอกกาน ถั่วชนิดตาง ๆ เห็ดโคน เห็ดหลม เห็ดไข เห็ดโคนจอมปลวก เห็ดหูหนู เป็นตน และฤดูหนาว จะมีดอกนางลาว ผักหนัง ตุน บอน ตําลึง ผักกาดกวางตุง ผักบุง ผักชีฝรั่ง ยี่หรา เห็ดลม เป็นตน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นตัวอยางอาหารที่ไดจากปุาชุมชนเพียงบางสวน หากสํารวจ อาหารของชาวกะเหรี่ยงบานกลาง แหลงอาหารที่สําคัญที่สุดคือ ไรหมุนเวียน ซึ่งไรหมุนเวียนมีผักตาง ๆ ไวบริโภคตลอดทั้งปี โดยเจาของไรจะปลูกทุกอยางไวในไรหมุนเวียน เชน พริก มะเขือ ตะไคร ถั่วพู กระเจี๊ยบเขียว บวบลาย บวบเหลี่ยม แมงลัก ผักชีลาว แตงกวา เผือก มัน มันสําปะหลัง ขาวโพด ขาวฟุาง มะนอย ผักชี หอวอ ถั่ว ผักชีฝรั่ง ขา ขิง โหระพา ขมิ้น มะเขือเทศ ฯลฯ ซึ่งผักบางชนิดสามารถเก็บกินไดตลอดทั้งปีหรือนานกวานั้น บางชนิดขายไดราคาดี เป็นที่ตองการของตลาด เชน พริกสด และพริกแหง ซึ่งเป็นผักที่ปลอดสารพิษสามารถ เก็บไวไดนาน นอกจากนี้ยังมีการทําขาวแกงขาวเบอะ เป็นอาหารพื้นบานของกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นแกงขาวที่ตมสุกจน ไปถึงสุกเละ ใสพริกแกง เนื้อสัตวแและผัก แกงขาวเบ฿อะมีหลากหลายรูปแบบ ทั้งแกงขาวเบอะใบพอวอ (ดั้งเดิม) แกงขาวเบอะผักกาด แกงขาวเบอะหนอไม แกงขาวเบอะเห็ดลม เป็นตน ยกตัวอยาง แกงขาวเบอะหนอมื้อ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๕๔ หรือที่เรียกกันวา "ตนเตารางแดง" เมื่อนํามาประกอบอาหารจะมีรสชาติหวาน ใสเครื่องแกงที่ตําดวย พริกกะเหรี่ยงแท และเพิ่มความหอมดวยกลิ่นขมิ้น แกงขาวเบอะหนอมื้อ (ที่มา : https://www.facebook.com/U๒t-Bandong-Lampang-๑๐๖๓๙๓๐๖๔๘๖๒๓๖๔/. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ด้านภาษา ชาวกะเหรี่ยงบานกลาง สวนใหญเป็นชนเผากะเหรี่ยงโปวแ ภาษาพูดเป็นภาษากะเหรี่ยงโปวแ สวนภาษาเขียนจะใชภาษากะเหรี่ยงสกอวแ ซึ่งเป็นภาษาทางการที่มีการใชมากในชาวกะเหรี่ยงหรืออาจเรียกไดวา เป็นภาษากลางของกะเหรี่ยง โดยคาดวาชุมชนบานกลางมีการใชกะเหรี่ยงสกอวแตั้งแตที่มีมิชชั่นนารีชาวพมา มาเผยแผศาสนา และสอนภาษากะเหรี่ยงสกอวแในการอานพระคัมภีรแ รองเพลง ที่เขียนดวยภาษากะเหรี่ยงสกอวแ ปัจจุบันการประกอบพิธีทางศาสนา เชน การรองเพลงสรรเสริญพระเจา การอานพระคัมภีรแจะใช ภาษากะเหรี่ยมสกอรแทั้งหมด ชุมชนบานกลางไดมีการสอนภาษากะเหรี่ยงใหกับเด็กนักเรียน เพื่อรักษา วัฒนธรรมทางภาษา และเมื่อเติบโตสามารถอานเขียนภาษากะเหรี่ยงได ซึ่งจะมีความสําคัญอยางยิ่งในการ ประกอบพิธีทางศาสนา สวนภาษาที่ใชในการสื่อสารกันมีหลายภาษา ทั้งภาษากะเหรี่ยงโปวแ ภาษาไทยพื้นถิ่น (คําเมือง) ภาษาไทยกลาง เป็นตน แตภาษาที่นิยมพูดกันภายในหมูบานคือ ภาษากะเหรี่ยงโบวแ ๒) ความรู้และภูมิปัญญา การทอผ้ากะเหรี่ยงโดยใช้กี่เอว ผาทอของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานกลางนั้น เป็นภูมิปัญญาการทอผาโดยใชกี่เอวที่เป็นอัตลักษณแ การทอผาของชาวกะเหรี่ยง มีวิธีการทอลักษณะคือ การทอผาที่ผูทอตองนั่งกับพื้นเหยียดขาตรงไปขางหนา ทั้งสองขาง เสนยืนมีสายหนังคาดรัดโอบไปดานหลังใชนิ้วหรือไมไผเล็ก ๆ สอดดายพุงและใชไมแผนกระแทก เสนดายใหแนนทอเป็นผืนผา สวนรูปแบบการทอผาของชาวกะเหรี่ยงบานกลางมีลักษณะ เป็นผาทอหนาแคบ ที่ใชเครื่องมือทอแบบหางหลังหรือที่เรียกกันวา “กี่เอว” ผาที่ทอจะถูกกําหนดตามความตองการใชงาน ตั้งแต เริ่มตนทอ เชน ผาทอสําหรับเสื้อ ผาทอสําหรับผาซิ่น ผาทอสําหรับผาพันคอ ผาทอสําหรับผาโพกศีรษะ หรือผาทอ สําหรับทําเป็นยาม เป็นตน เทคนิคการทอผาของชาวกะเหรี่ยงบานกลาง มีเทคนิคการสรางสรรคแลวดลายที่หลากหลาย ทั้งการจก การทอยกดอก การนัดหยี่ การปักดวยดายหรือใหมพรมหลากสี การปักประดับตกแตงดวยเมล็ดลูก เดือย เป็นตน ซึ่งการปูายดวยดายเป็นลวดลายดอกไม ใบไม และลวดลายตาง ๆ ถือเป็นจุดเดนและความแตกตาง ในงานฝีมือผาทอของชาวกะเหรี่ยงบานกลาง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๕๕ ผลิตภัณฑแผาทอกะเหรี่ยงบานกลาง เครื่องจักสาน (กระด้ง) ไผบงมีจํานวนมากในพื้นที่ปุาเขตชุมชนของบานกลาง ซึ่งเป็นวัสดุที่ไดจากธรรมชาติ ทําใหเครื่องจักสานที่รังสรรคแขึ้นมานั้นมีความแข็งแรง ทนทาน และสามารถใชงานในครัวเรือนไดอยาง หลากหลาย สําหรับเครื่องจักสานที่ชาวบานกลางมีความรูและภูมิปัญญาในการผลิต คือ กระดงที่ทําจากไผบง ซึ่งสวนที่นํามาทํานั้นคือ เนื้อไม โดยใชทําคอกสําหรับทําเครื่องจักสาน เมื่อนําไมไผมาเหลาใหเป็นเสนบาง พอสมควรแลวตองตากใหแหงกอน จึงจะนํามาสานได กรณีที่จะยอมสีไมไผเมื่อเหลาไมไผและตากแหงเรียบรอยแลว ตองนําไมไผไปตมใสเกลือกอนพรอมใสสีผสมอาหารและเอาไปตากใหแหงอีกรอบจึงคอยเอานํามาสาน ดังนั้น ผลิตภัณฑแหัตถกรรมเครื่องจักสาน ที่เป็นฝีมือของชาวบาน จึงมีความวิจิตรงดงาม แข็งแกรง ทนทาน ดวยผานกรรมวิธี การคัดเลือกไมไผที่ดีมีคุณภาพ เพื่อเขาสูกระบวนการจักสานใหกลายเป็นผลิตภัณฑแหัตถกรรมเครื่องจักสานที่มีคุณภาพ เครื่องจักสาน (กระดง) การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สําหรับสภาพปุาบานกลางมีความอุดมสมบูรณแมาตั้งแตอดีต เนื่องจากคนในชุมชนไดมีการจัดการ การดูแลรักษาทรัพยากรปุาไมตามพิธีกรรมความเชื่อที่สืบทอดมายาวนาน พื้นที่ปุาบานกลางจึงเป็นพื้นที่เปูาหมาย ในการสัมปทานไมสัก โดยบริษัทเอกชน ถึง ๓ รอบ รอบแรกในปี พ.ศ. ๒๔๙๓ รอบที่สองในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ และรอบที่สามในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ แมจะมีการยกเลิกสัมปทานในปี พ.ศ. ๒๕๓๒ แตขบวนการตัดไมทําลายปุา ก็ยังไมหมดไปจากพื้นที่ยังมีการลักลอบตัดไมสักโดยกลุมทุนและผูมีอิทธิพลในทองถิ่น ตอมารัฐบาลไดมีนโยบาย การประกาศเขตปุาอนุรักษแหลังการประกาศยกเลิกสัมปทานปุาไม พื้นที่บานกลางถูกประกาศเป็นเขตอุทยานแหงชาติ ถ้ําผาไท เมื่อวันที่ ๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๔ มีพื้นที่ครอบคลุม ไดแก พื้นที่อําเภอเมือง อําเภอแจหม อําเภอแมเมาะ และอําเภองาว จังหวัดลําปาง มีเนื้อที่ทั้งหมด ๗๕๘,๗๕๐ ไร หรือ ๑,๒๑๔ ตารางกิโลเมตร ซึ่งผลกระทบจากการ ประกาศเขตอุทยานฯ ซอนทับที่ดินทํากิน ที่อยูอาศัย พื้นที่ปุาชุมชน ทําใหชาวบานขาดความมั่นคงในเรื่องสิทธิ ที่ดินทํากิน ซึ่งถือวาที่ดินเป็นปัจจัยหลักที่สําคัญตอการผลิตเพื่อการเลี้ยงชีพของชุมชน เกิดปัญหาความขัดแยง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๕๖ ระหวางเจาหนาที่รัฐกับชาวบาน มีการขมขู คุกคาม ชาวบานขณะที่เขาไปทํากินในที่ดินของตนเอง ทําให ชาวบานเกิดความหวาดระแวงรูสึกไมมีความมั่นคงในการดํารงชีวิต ดานการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ชาวกะเหรี่ยงบานกลางเริ่มตนการแบงเขตปุาอยางชัดเจน เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ซึ่งกอนหนานั้นชุมชนไดใชประโยชนแจากปุาเหมือนปัจจุบัน แตมีแบบแผนการดูแลรักษาปุา ที่ยังไมชัดเจน และไมเป็นระบบ หลังจากที่ชุมชนไดรับผลกระทบจากนโยบายของภาครัฐเกี่ยวกับเรื่องการ จัดการทรัพยากร และตองการไลคนออกจากปุา โดยขณะเดียวกันชุมชนถูกอุทยานประกาศทับพื้น ที่ จึงกอใหเกิดการตื่นตัว และนําไปสูการรวมตัวกัน มีการแตงตั้งคณะกรรมการปุาชุมชนบานกลางขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๘ เพื่อเป็นคณะทํางานในการดูแลจัดการปุาของหมูบาน พรอมมีการวางแผนกิจกรรมในการดูแลรักษาปุาของชุมชน ซึ่งมีการแบงประเภทของปุาตามลักษณะการใชประโยชนแปุา เนื่องจากตองการรักษาสมดุลของปุา และตองการให หนวยงานหรือบุคคลภายนอกเห็นถึงกระบวนการการดูแลจัดการปุาของชุมชน โดยการแบงการใชประโยชนแจากปุา ของชาวกะเหรี่ยงบานกลางนั้นแบงตามความคุนเคย และลักษณะของปุา ซึ่งใหผูคนภายนอกชุมชนนั้นสังเกต ลักษณะ สันหวย และดอยสําคัญ เป็นหลัก ชาวกะเหรี่ยงบานกลางจะรูวาเขตปุาอยูตรงไหนใชประโยชนแดานไหน เชน ปุาอนุรักษแ ปุาหากิน และปุาใชสอยอยูตรงจุดไหน โดยการแบงเขตปุานั้น เพื่อเป็นการควบคุมการใช ประโยชนแจากปุาอยางสิ้นเปลือง และการดูแลจัดการปุาของชุมชนที่งายมากขึ้น สําหรับการจัดการปุาของ ชาวกะเหรี่ยงบานกลาง แบงออกเป็น ๔ ประเภท ดังนี้ ๑) ปุาชุมชนอนุรักษแ เป็นปุาพื้นที่กวางที่สุด โดยหามตัดไม ลาสัตวแ ทุกชนิด ยกเวนการหา สมุนไพรตาง ๆ และสามารถเก็บเอาหนอไมได เพราะการเอาหนอไม สามารถทําใหแตกหนอมากขึ้น เชน หวยมะหลอด เป็นเขตที่ชาวบานไดเขาไปเอาหนอไมหกเป็นจํานวนมาก ถือวาเป็นแหลงใหญในการเอาหนอไมหก ดังนั้นการตัด หนอไม จึงเป็นขอยกเวน และทุกครั้งที่คนอื่นถามหรือเจาหนาที่ถามชุมชนตองตอบและอธิบายวิธีการเก็บหนอไม ไมใหกระทบตอระบบนิเวศได กรณีการตัดไมนั้น ในปุาอนุรักษแเป็นเขตหามในการตัดไม ไมมีใครสามารถเขาไปตัดไดในกรณีที่ มีคนแอบไปตัดนั้น ที่ผานมานั้นไมมีถึงขั้นการปรับกัน มีแตการตักเตือน แตในกรณีที่มีการฝุาฝืนอีก ก็จะมีการ ปรับเงิน ประมาณ ๕๐๐-๑๐๐๐ บาท ตั้งแตมีการตั้งกฎขึ้นยังไมเคยมีรายไดจากการปรับ ๒) ปุาชุมชนหากิน เป็นปุาที่สามารถหาของปุาทุกชนิดได แตการเก็บของปุานั้นจะตองอยูใน ขอบเขตที่ชุมชนยอมรับและไมทําลายระบบนิเวศ ๓) ปุาชุมชนใชสอย เป็นปุาที่สามารถใชประโยชนแไดตามความจําเป็น เชน การเก็บฟืน ตัดไม สรางบาน แตควรตัดเทาที่จําเป็น ซึ่งการตัดไมนั้นจะไมนิยมตัดหวยใดหวยหนึ่ง แตจะตัดหวยนั้นหนึ่งตน และไปตัดเพิ่มอีกหวยหนึ่ง เป็นการกระจายพื้นที่ในการตัดตนไม เขตปุาใชสอยของชุมชนนั้นกวางมาก โดยเขตปุาชุมชนใชสอยที่ชาวบานใชประโยชนแจริงนั้นเป็นเขตบริเวณที่ใกล ๆ ชุมชน ไร นา หรือวาหาของปุา ที่ออกบริเวณเฉพาะดอย เชน ผักหวาน หรือที่ใกล ๆ ถนน เป็นตน ๔) หมูบานสัตวแของปุาชุมชน เป็นพื้นที่ที่แบงเพื่ออนุรักษแพันธุแสัตวแปุาใหมีการแพรกระจายมากขึ้น ซึ่งพื้นที่นี้ชาวบานจะมีการใชประโยชนแ เชน การหาเห็ด การหาดอกดิน เทานั้น และพื้นที่นี้จะมีการทําแนวกันไฟ ตลอดทั้งดอย มีการจัดเวรยามเดินตระเวนตรวจไฟ และตรวจบุคคลภายนอกที่เขามาลาสัตวแ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๕๗ ดังนั้นจะเห็นไดวาปุาอนุรักษแทั้ง ๔ ประเภท ของชาวกะเหรี่ยงบานกลางนั้นแยกกันได คอนขางยาก เพราะวาผสมกันอยูทั้งสามประเภทไมไดแยกขาดกัน โดยปุาหากินบางสวนลักษณะเหมือน ปุาอนุรักษแ รวมไปถึงปุาใชสอยที่อยูไกล ๆ เหมือนปุาอนุรักษแ ซึ่งจะซอนกันอยู สวนไรของชาวบาน ถือวาอยูใน เขตของบริเวณเขตปุาใชสอยและอยูในเขตรังวัด โดยนอกเขตรังวัดชาวบานจะไมสามารถเขาไปใชประโยชนแได ยกเวนเพียงการหาหนอไมเทานั้น สําหรับกิจกรรมดานการดูแลทรัพยากรธรรมชาติของชาวกะเหรี่ยงบานกลาง ไดแก ๑. การทําแนวกันไฟ เป็นกิจกรรมที่มีการทําประจําทุกปี ชาวกะเหรี่ยงบานกลางจะชวยกันทํา แนวกันไฟ ในชวงตั้งแตเดือนกุมภาพันธแ-เมษายน ซึ่งจะทําอาทิตยและ ๑ ครั้ง โดยบริเวณที่ทําแนวกันไฟ คือพื้นที่ปุาอนุรักษแทั้ง ๔ ประเภท และมีกฎระเบียบใหทุกครอบครัวที่ทําไรจะตองทําแนวกันไฟกอนเผาทุกครั้ง และเมื่อเกิดไฟปุาชาวบานจะตองชวยกันดับไฟปุาเสมอ ๒. การลาดตระเวนตรวจปุา เป็นกิจกรรมที่ทําในชวงการทําแนวกันไฟ ซึ่งคณะกรรมการจะจัด เวรยามหมุนเวียนวันละ ๓ คน ตลอดระยะเวลา ๖ เดือน โดยมีหนาที่เดินตรวจไฟปุา และตรวจคนที่เขามาลาสัตวแ หากเจอบุคคลภายนอกที่เขามาลาสัตวแปุาในเขตปุาอนุรักษแ ซึ่งครั้งแรกจะตักเตือน ครั้งที่สองปรับและหากทําอีก ในครั้งที่สามจะดําเนินคดีตามกฎหมาย ๓. การทําปูายรณรงคแและการประชาสัมพันธแ โดยขอความที่ทําเป็นปูายปุาอนุรักษแประเภทตาง ๆ และคําขวัญหรือประโยคที่เชิญชวนใหรวมอนุรักษแทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม เชน หามเผาปุา หามลาสัตวแ ในเขตปุาอนุรักษแ เป็นตน เพื่อใหบุคคลที่พบเห็นรูวาเป็นแนวเขตปุาของหมูบานกลาง ๔. จัดทําเขตอนุรักษแพันธุแปลา โดยมีวัตถุประสงคแเพื่ออนุรักษแพันธุแปลาพื้นบานของชุมชนไมให สูญพันธุแ ซึ่งชวงระยะเวลาการอนุรักษแแลวแตชุมชนจะตกลงกัน นอกจากมีการกําหนดพื้นที่ในการอนุรักษแแลว ยังมีพื้นที่อื่นที่สามารถหาปลาได โดยที่จะตองใชเครื่องมือที่ไมทําลายระบบนิเวศในน้ํา และหามใชไฟฟูาในการ หาปลา หากฝุาฝืนจะมีการตักเตือนหรือรับโทษตามที่ชุมชนกําหนด เป็นตน เมื่อปี พ.ศ ๒๕๓๘ ชุมชนไดบวชปุาชุมชนเพื่อเฉลิมพระเกียรติในหลวงครองราชยแครบ ๕๐ ปี ชุมชนไดจัดงานบวชปุาขึ้น หนวยงานที่เขารวมงาน เชน อบต.บานดง ปุาไม และสมาชิกเครือขายกลุมเกษตรกร ภาคเหนือ เนื่องจากบานกลางเป็นหมูบานที่นับถือศาสนาคริสตแ พิธีกรรมจึงประกอบในรูปแบบของคริสตแศาสนา มีศิษยาภิบาล (คนดูแล) เป็นผูประกอบพิธีกรรม ในพิธีจะมีการรองเพลงสรรเสริญพระเจาอานพระคัมภีรแ ที่เกี่ยวกับการสรางโลกและสรรพสิ่งของพระเจา การอธิษฐานเพื่อขอใหพระเจาทรงคุมครองปุาของชุมชน หลังจากนั้นจึงนําปูายผาที่ที่มีสัญลักษณแรูปเป็นไมกางเขนมัดรอบตนไม เพื่อใหพระผูเป็นเจาคุมครองปุา ทั้งนี้การจัดการปุาโดยชุมชน เป็นการพึ่งพาเกื้อกูลกันที่มีความสัมพันธแและเชื่อมโยงตอกัน ระหวาง ปุา คน และแผนปฏิบัติของชุมชน อันถือเป็นการยกระดับการจัดการของชุมชนไดอยางมีประสิทธิภาพ โดยยังคงไวซึ่งจารีตดั้งเดิมของชุมชน ตลอดจนระบบเศรษฐกิจและแผนการผลิตที่สอดคลองกับการจัดการปุา ซึ่งความสามารถจากการจัดการปุานี้จะเห็นไดจากความอุดมสมบูรณแของปุา ความหลากหลายของ ทรัพยากรธรรมชาติ และความมั่นคงทางอาหารของชุมชน เป็นตน
๕๘ ผลกระทบจากนโยบายการประกาศเขตปุาของรัฐซอนทับพื้นที่ของชุมชน ตั้งแตปี พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นตนมา ทําใหชาวบานบานกลางและชุมชนรอบขางถูกจํากัดสิทธิในดานตางๆ อาทิ สิทธิในการใชประโยชนแจากที่ดินทํากิน ความขัดแยงระหวางเจาหนาที่รัฐกับชาวบานกรณีการทําไรหมุนเวียน สิทธิในการเขาถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จําเป็น ตลอดจนถึงนโยบายการยายคนออกจากปุา เป็นตน แรงกดดันตาง ๆ เหลานี้ทําใหคนในชุมชนลุกขึ้นมาตอสูเรียกรองสิทธิและความเป็นธรรม จากรัฐ ในปี พ.ศ.๒๕๓๘-๒๕๔๐ ชาวบานไดเขารวมการเรียกรองใหรัฐบาลในขณะนั้นแกไขปัญหาที่ดิน ในเขตปุารวมกับสมัชชาคนจน จนไดมติ ครม. ๑๗, ๒๙ เม.ย.๔๐ เป็นแนวทางในการแกไขปัญหาโดยรวมกับ เจาหนาที่อุทยานฯ ทําการสํารวจรังวัดพื้นที่ทํากิน โดยเฉพาะพื้นที่ไรหมุนเวียน และผานความเห็นชอบของ คณะทํางานระดับอําเภอ สงตอคณะกรรมการระดับจังหวัดเพื่อพิจารณา แตรัฐบาลไดยกเลิกมติดังกลาวเพราะ กรมปุาไมไดเสนอมติ ครม. ๓๐ มิ.ย. ๔๑ ซึ่งเป็นปัญหาตอการแกไข กระบวนการดําเนินการที่ผานมาจึงตองยุติลง ปี พ.ศ. ๒๕๓๘ จุดเริ่มตนของกระบวนการอนุรักษแปุาของชุมชนบานกลาง มีการรวมตัวกันเป็น คณะกรรมการปุาชุมชนบานกลาง ตั้งกติกาและกิจกรรมรวมกันในการอนุรักษแปุาและสัตวแ ตามวัฒนธรรม การจัดการปุาที่ถายทอดกันมาแตเดิม นําหลักปฏิบัติทางศาสนาคริสตแซึ่งเป็นศาสนาของหมูบานมาใชในการ อนุรักษแปุาไมและสัตวแปุา เชน การบวชปุา การหามลาสัตวแปุา เป็นตน ปี ๒๕๔๕ ไดรวมกับสหพันธแเกษตรกรภาคเหนือ (สกน.) เรียกรองใหรัฐบาลแกไขปัญหา แตไดมีการยกเลิกคณะกรรมการฯ เมื่อ ๒๓ มี.ค. ๒๕๔๗ กระบวนการแกไขปัญหาจึงยุติลง เป็นหมูบาน เปูาหมายการแกไขปัญหาที่ดินของ ศจพ.ปชช. ปัจจุบันชาวบานดําเนินการสํารวจที่ดินทํากินรายแปลง ในแผนที่ ๑:๔,๐๐๐ ซึ่งผานการตรวจสอบรับรองขอมูลโดยชุมชนแลว หลังจากตนไมเบาบาง ไฟปุาก็เป็นปัญหาที่เริ่มเขามา เมื่อหมดไมใหญรุนแรก ตนไผเขามา แทนที่ ขณะทําการปลูกปุา ชาวบานก็ไดใชหนอไผเป็นอาหาร และมีรายไดเสริมสวนหนึ่ง นอกจากนั้นปุาไผยัง เป็นแหลงอาหารของสัตวแปุาที่อยูใกล ๆ หมูบาน ชุมชนจึงมีการตั้งกติกาในการเวนหนอ เพื่อใหเป็นลําตนและ เป็นผลผลิตในปีตอไป นอกจากนั้น ยังไดจัดตั้ง “กองทุนหนอไม” ดวยแนวคิดที่วา เมื่อไดประโยชนแจากปุาก็ตอง ตอบแทนปุา ดวยการเก็บเงินจํานวนหนึ่งจากการขายหนอไม เพื่อมาทํากิจกรรมการอนุรักษแปุา โดยชวงแรกของ การจัดตั้งกองทุนไดจัดเก็บหลังคาละ ๒๐ บาท/เดือน ตอมาเปลี่ยนเป็น ๒ บาท/คน/เดือน ปรับเพิ่มมาเป็น ๕๐ บาท/คน/เดือน แตก็ไมเพียงพอ จึงเปลี่ยนมาเป็นการเก็บรายไดจาก ๓ วันของการเก็บหนอไม (ปีที่ผานมา เก็บได ๓๐,๐๐๐ บาท) ซึ่งรายไดจากการเก็บหนอไมปีละประมาณ ๖๐๐,๐๐๐ บาท สงผลใหเยาวชนในหมูบาน ไมตองออกไปทํางานนอกพื้นที่ และกลายเป็นกําลังสําคัญในการอนุรักษแปุา อีกทั้งยังมีการจัดทํา “หมูบานสัตวแปุา” พื้นที่อนุรักษแสัตวแปุาใหมีการแพรพันธุแมากขึ้น โดยจะใชประโยชนแเพียงการหาเห็ดหรือดอกดินเทานั้น และจะมี การทําแนวกันไฟตลอดพื้นที่โดยรอบ จัดเวรยามเดินตระเวนตรวจไฟปุา และบุคคลภายนอกที่จะเขามาลาสัตวแ สําหรับสัตวแที่พบในหมูบานสัตวแปุา ไดแก เกง ไกปุา หมูปุา กระรอก กระตาย ตะกวด ฯลฯ โดยหมูบานสัตวแปุา เป็นวิถีของชุมชนที่ทําพืชไรหมุนเวียน การปลอยพื้นที่ไวสัก ๓-๔ ปี จะทําใหสัตวแเล็กและสัตวแขนาดกลาง เขามา หาอาหารกิน เชน พวกเมล็ดพืชพันธุแที่เหลือ พื้นที่ที่ไมไดถูกรบกวนจะกลายเป็นแหลงขยายพันธุแของสัตวแตาง ๆ พื้นที่นี้ชาวบานจะไมลาสัตวแ เพื่อปลอยใหปริมาณสัตวแมีเพิ่มขึ้น และเมื่อหมุนเวียนกลับมาทําพืชไรในพื้นที่นี้อีกครั้ง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๕๙ บรรดาสัตวแปุาก็จะยายไปแหลงใหม ซึ่งไดแก พื้นที่ที่เพิ่งจบรอบการทําเกษตร และวัฏจักรของหมูบานสัตวแปุา ก็จะเริ่มขึ้นอีกครั้ง โดยมีอาณาบริเวณอยูรอบๆ หมูบาน รายชื่อคณะกรรมการป่าชุมชนบ้านกลาง ๑. นายบุญมาก จีนตา ประธานกรรมการ ๒. นายคําแสน มะโน รองประธานกรรมการ ๓. นายจันทรแทอง พุดสวย เหรัญญิก ๔. นายบุญเป็ง จีนตา กรรมการ ๕. นายบุญโรย มะกันถา กรรมการ ๖. นายบุญสง จีนตา กรรมการ ๗. นายสมศักดิ์ มะกันถา กรรมการ ๘. นายสมคิด ปินตา กรรมการ ๙. นายนิเวศ พุดสวย กรรมการ ๑๐. นายสมชัย มะโน กรรมการ ๑๑. นายจักรี พุดสวย กรรมการ ๑๒. นายพิชัย มะกันถา กรรมการ ๑๓. นายวันชัย มะโน กรรมการ ๑๔. นายโนเชาวแ พุดสวย กรรมการ ๑๕. นายสุวัด จีนตา กรรมการ ๑๖.นายอิน หลักแหลม กรรมการ ๑๗.นายบุญมาก หลักแหลม กรรมการ ๑๘.นายวงศแวาลยแ มะกันถา กรรมการ ๑๙.นายทอง จีนตา กรรมการ ๒๐.นายทองดี มะโน กรรมการ ๒๑.นายอภิสิทธิ์ พุดสวย กรรมการ ๒๒.นายสมชาติ หลักแหลม ผูประสานงาน ๒๓.นายเพ็ญ บุญเรือง ผูประสานงาน ๒๔.นายบุญตัน พุดสวย ผูประสานงาน หน้าที่และความรับผิดชอบ มีดังต่อไปนี้ ๑. ประชุมติดตามการดําเนินงานและสถานการณแดานปุาชุมชน ๒. ประสานงานกับเจาหนาที่รัฐและเอกชนใหเขามามีสวนรวมในการแกไขปัญหาที่เกิดขึ้นกับชาวบาน ๓. ทําความเขาใจใหกับชุมชนใกลเคียงใหเขาใจและชวยกันรักษาปุา ๔. เสนอปัญหาเขาสภาตําบลใหรับรูถึงปัญหาของชาวบาน ๕. จัดหากองทุนที่จะใชในการรักษาปุา มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๖๐ กฎระเบียบป่าชุมชน ๑. หามตัดไมในเขตปุาอนุรักษแ และปุาหากิน โดยมีระเบียบ คือ มีการวากลาวตักเตือน การปรับ และการจับกุมสงเจาหนาที่ ๒. หามจุดไฟเผาปุาในเขตปุาอนุรักษแ ปุาหากิน และปุาใชสอย โดยมีระเบียบใหปรับ ตามความผิด พิจารณาความผิดโดยคณะกรรมการปุาชุมชน ๓. หามทําไรในเขตปุาชุมชน ๔. หามตัดไมในปุาหากิน (หาเก็บของปุา) และลาสัตวแในเขตหมูบานสัตวแปุา โดยมีระเบียบคือการยึดของกลาง ๕. ชาวบานสามารถหาเก็บของปุา อาหาร สมุนไพร ฟืน ในเขตปุาอนุรักษแ และปุาหากิน และ สามารถหาไมสรางบานในเขตปุาใชสอยได เพื่อใชสอยตามจําเป็นในครอบครัว ๖. หามบุคคลทั้งภายใน และภายนอกขุดหนอไมในเขตปุาชุมชนไปขาย โดยเงินปรับจะนําไปเขา กองทุนรักษาปุาของชุมชนบานกลาง การทําแนวกันไฟบานกลาง (ที่มา : https://www.facebook.com/northerndevelopmentfoundation/. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ๓) ประเพณี/เทศกาล ประเพณีวันอีสเตอร์ (วันคืนพระชนม์พระเยซู) เป็นวันที่พระเยซูทรงเป็นขึ้นมาจากความตาย ซึ่งมีหลักการนับวัน และเวลาอยูในชางวันอาทิตยแ หลังพระจันทรแเต็มดวงของวันที่ ๒๑ เดือนมีนาคมของทุกปี ตามหลักที่พระคัมภีรแที่ไดบัญญัติไว จึงทําใหเกิดความเชื่อในเรื่องวันอีสเตอรแ โดยเชื่อกันวาพระเยซูยอมใหทหารโรมัน แหงชนชาติอิสราเอลตรึงพระองคแบนไมกางเขน เพื่อถายบาปใหกับมนุษยแโลก หลังจากที่พระองคแสิ้นพระชนมแลง พระศพของพระองคแถูกเคลื่อนยายเก็บไวในอุโมงคแ กอนที่จะนําไปฝัง หลังพระองคแสิ้นพระชนมแไดสามวันพระองคแไดฟื้น คืนชีพในเชามืดของวันอาทิตยแ เชื่อกันวาชวงเวลาที่ศพของพระองคแไดถูกเก็บไวในอุโมงคแ มารีหญิงชาวมักคาลา และสะโลมเป็นสาวกของพระเยซู หญิงเหลานี้จะตื่นแตเชามืด เพื่อที่จะนําน้ํามันหอมมาริบลงบนพระศพของพระองคแ เป็นการชวยรักษาศพใหคงสภาพไมเนาเปื่อย เมื่อถึงวันอีสเตอรแ ชาวกะเหรี่ยงบานกลางจะตื่นแตเชามืด เพื่อที่จะไปยัง สุสานของแตละครอบครัว จะนําดอกที่เตรียมไวนําไปเคารพศพของบรรพชนของตนเอง เมื่อทุกคนทําธุระของ ตัวเองเสร็จ ทุกคนในหมูบานจะพากันไปที่โบสถแ ซึ่งจะมีอาจารยแศาสนาเป็นผูเริ่มกลาวเปิด และประกอบพิธีกรรมทาง ศาสนา กิจกรรมที่มีในวันอีสเตอรแ ไดแก กิจกรรมควานหาไข เป็นกิจกรรมที่เพลิดเพลิน อบอุน จะเห็นความพยายาม ของทุกคนที่ตั้งใจที่หาไขที่ซอนไวตามจุดตางๆ ที่แฝงไปดวยความหมายและคติสอนใจ ซึ่งเป็นตํานานที่บรรพบุรุษ ชาวกะเหรี่ยงที่นับถือศาสนาคริสตแ ไดสืบทอดเป็นตํานานที่เป็นลายลักษณแอักษรที่บัญญัติลงไวในพระคัมภีรแ เพื่อเป็นสื่อ อันสําคัญใหลูกหลาน ไดศึกษาและไดปฏิบัติตามกันมา และคาดหวังวาจะมีสืบทอดกันไปในเจตนารมณแที่ดีงามตลอดไป มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๖๑ ประเพณีวันคริสต์มาส (เทศกาลคริสต์มาส) ในชวงเทศกาลคริสตแมาสนั้นเป็นการรําลึกถึงวัน ประสูติของพระเยซู ซึ่งถือวาเป็นวันที่สําคัญสําหรับคริสตแศาสนิกชนทั่วไป โดยชาวกะเหรี่ยงบานกลางจะจัดงาน คริสตแมาสตรงกับวันที่ ๒๕ ของเดือนธันวาคมของทุกปี ณ โบสถแคริสตจักรมากมายบานกลาง โดยอาจจะมี บุคคลภายนอกเขามารวมดวยในงาน เมื่อถึงวันคริสตแมาสชาวกะเหรี่ยงบานกลางจะเขาโบสถแ เพื่อทําการสวด นมัสการแดพระเจาตั้งแตชวงเชา และในชางบายชาวกะเหรี่ยงก็จะมาชวยกันจัดเตรียมงาน และยังมีการแขงขัน กีฬาเชื่อมความสัมพันธแในชวงเวลากลางวัน สวนในตอนค่ําของวันคริสตแมาสจะมีการนมัสการพระเจา การรับประทานอาหาร และกิจกรรมการแสดงตาง ๆ ของชาวกะเหรี่ยงบานกลาง เทศกาลคริสตแมาส ณ โบสถแคริสตจักรมากมาย (ที่มา : https://www.facebook.com/คริสตจักรมากมาย-บานกลาง-๓๐๕๐๔๕๙๔๒๙๑๑๐๔๘/. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) การแขงขันกีฬาเชื่อมความสัมพันธแ (ที่มา : https://www.facebook.com/คริสตจักรมากมาย-บานกลาง-๓๐๕๐๔๕๙๔๒๙๑๑๐๔๘/. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) ประเพณีวันขึ้นปีใหม่ เป็นประเพณีที่จัดขึ้นในชวงสิ้นเดือนธันวาคมของทุกปี ซึ่งจะตรงกับชวง หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต ในวันขึ้นปีใหมจะจัดเพียงปีละครั้งเทานั้น ซึ่งเป็นวันที่สําคัญวันหนึ่งของ ชาวกะเหรี่ยงบานกลาง เพระวาเป็นวันที่ญาติพี่นองจะกลับมารวมงานปีใหม โดยชาวกะเหรี่ยงทุกคนจะเขาโบสถแ เพื่อไปอธิษฐานขอพร เมื่อเสร็จจะทานขาวรวมกัน หลังจากนั้นจะมีการประมูลราคาขาวของ ของแตละบาน ที่นํามาประมูลรวมกัน หลังจากประมูลราคาสิ่งของเสร็จ ตกเย็นมีการแสดงตาง ๆ ขึ้นภายในโบสถแ โดยในงานเลี้ยง จะไมมีการกินเหลา จากนั้นก็จะแยกยายกันกลับบานของตนเอง ในชวงนี้จะมีการอธิษฐานทุกคืน จนครบ ๑ คืน จึงจะถือวาสิ้นสุดพิธีกรรมขึ้นปีใหม โดยผูนําหมูบานจะเป็นผูระบุวันลวงหนา แตละหมูบานจะมีวันปีใหม แตละปี ไมตรงกัน เพราะเป็นพิธีที่หมายถึงการเริ่มตนของฤดูกาลการเกษตร และอยูเย็นเป็นสุข ดังนั้นประเพณีสวนใหญของชาวกะเหรี่ยงบานกลางจะเกี่ยวของกับศาสนา เชน การอวยพรปุา วันขอบคุณพระเจา วันอีสเตอรแ วันศีลมหาสนิท วันคริสตแมาส วันนมัสการพระเจา ซึ่งชาวกะเหรี่ยง จะดําเนิน ควบคูไปกับวันสําคัญตาง ๆ ของประเทศไทย เชน วันเด็ก วันพอ วันแม เป็นตน มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๖๒ ๔) ศาสนา/พิธีกรรม ชาวกะเหรี่ยงบานกลางสวนใหญจะนับถือศาสนาคริสตแ และมีสถานที่ใชประกอบพิธีการทางศาสนา คือ โบสถแคริสตจักรมากมาย ซึ่งคริสตจักรนี้เป็นคริสตจักรกะเหรี่ยงแบ็บติสแหงแรกในประเทศไทย ศาสนา จึงถือเป็น ศูนยแรวมจิตใจของชาวกะเหรี่ยงบานกลาง และสรางความสัมพันธแอันดีของผูคนในชุมชนและคนนอกชุมชนที่เป็น ชาวกะเหรี่ยง ซึ่งเป็นคริสเตียนเชนเดียวกัน ในทุกวันอาทิตยแจะมีการนมัสการพระเจา โดยระหวางการนมัสการพระเจา ตั้งแตเริ่มตนจนจบการนมัสการ จะใชภาษากะเหรี่ยงทั้งหมด ไดแก การอธิษฐาน การอานพระคัมภีรแ การเทศนา การถวาย เสียงเพลง และการประชาสัมพันธแขาวสารในคริสตจักรการ ซึ่งหนังสือพระคัมภีรแจะมีทั้งภาษาไทยและภาษากะเหรี่ยง โบสถแคริสตจักรมากมาย (ที่มา : https://www.facebook.com/U๒t-Bandong-Lampang-๑๐๖๓๙๓๐๖๔๘๖๒๓๖๔/. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) การนมัสการพระเจาในทุกวันอาทิตยแ (ที่มา : https://www.facebook.com/คริสตจักรมากมาย-บานกลาง-๓๐๕๐๔๕๙๔๒๙๑๑๐๔๘/. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) พิธีกรรมเกี่ยวกับการเกิด ในอดีต เด็กทารกแรกเกิดจะตัดสายรกบรรจุในกระบอกไมไผ แลวจึงปิดปากกระบอกไมไผ ดวยเศษผา แลวจึงนําไปผูกติดกับตนไมในปุารอบหมูบาน ตนไมตนนั้นจะชื่อวา "เคปอขู" หรือที่เรียกวา ตนไม สายรก โดยตนไมนั้นหามผูใดตัดเด็ดขาด เนื่องจากมีความเชื่อวา ขวัญของคนผูนั้นจะอยูที่นั่น หากตัดตนไมจะทํา ใหขวัญของเด็กหนีไป แลวทําใหเด็กเกิดความเจ็บปุวยได ซึ่งผูที่ตัดตนไมนั้นจะถูกปรับเป็นไก โดยพอกับแม จะตองนําไกที่ปรับไปทําพิธีกรรมเรียกขวัญของเด็กกลับคืนมา แตในปัจจุบันการฝากทองและการคลอดตองไป คลอดที่โรงพยาบาล จึงทําใหการตัดสายรกบรรจุในกระบอกไมไผ ไดสูญหายไป พิธีกรรมการแต่งงาน พิธีกรรมการแตงงานแบบศาสนาศริสตแ เมื่อเริ่มเขาสูพิธี คนจุดเทียนที่ไดรับเลือกจะเดินถือ เทียนเปลาไปตอไฟจากแทนเทียนที่อยูดานหนาโบสถแ หลังจากนั้นก็จะนําเทียนที่อยูในมือไปจุดตอยังเชิงเทียน ดานซายและขวา เมื่อจุดเรียบรอยแลว เด็กนอยทั้งสองจะเดินออกมาหลังจากจุดเทียนเสร็จเรียบรอย ผูคนที่อยูในโบสถแ ก็จะบรรเลงเพลงตอนรับขบวนเจาสาว ประกอบไปดวยเด็กนอยผูถือแหวนหมั้น เด็กโปรยดอกไม เพื่อนเจาสาว มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๖๓ รวมทั้งบิดาผูเป็นคนพาเจาสาวเดินคลองแขนเขามาภายในโบสถแ การที่เจาสาวเดินควงแขนมาพรอมกับบิดา ไปตามทางเดินสูพิธีนั้น ถือเป็นการมอบกรรมสิทธิ์ใหกับเจาบาวเป็นผูรับหนาที่แทนในการปกปูองทะนุถนอมดูแลตอ เมื่อบิดาของเจาสาวพาเจาสาวมาถึงบริเวณที่ประกอบพิธี บาทหลวงผูประกอบพิธีนั้นจะอานขอพระคัมภีรแ เกี่ยวกับการใชชีวิต เพื่อใหเจาบาวและเจาสาวรับทราบถึงภาระหนาที่ที่ตองปฏิบัติตอกันเมื่อกาวเขาสูการใชชีวิตคู ตอไป หลังจากที่ใหคํามั่นสัญญากันแลว จะเป็นการประกอบพิธีแลกแหวนแตงงาน ทั้งคูจะสวมแหวนแตงงาน ใหแกกัน จากนั้นจึงลงนามในหนังสือสําคัญที่โบสถแจะเป็นผูออกให ซึ่งเป็นคนละใบกับทะเบียนสมรส และประกาศ การแตงงานระหวางคูบาวสาวอยางเป็นทางการ สําหรับการแตงกายจะแตงกายดวยชุดกะเหรี่ยงทั้งหมด พิธีกรรมการแตงงานภายในบานกลาง (ที่มา : https://www.facebook.com/คริสตจักรมากมาย-บานกลาง-๓๐๕๐๔๕๙๔๒๙๑๑๐๔๘/. สืบคนเมื่อวันที่ ๒๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔) พิธีกรรมเกี่ยวกับงานศพ พิธีกรรมเกี่ยวกับงานศพของศาสนาคริสตแ ชาวกะเหรี่ยงบานกลางจะมีการเชิญบาทหลวงไป ประกอบพิธีสวดวิญญาณ การรดน้ําศพ การจัดฝังศพ เพื่อรอนําไปประกอบพิธีการมีรูปไมกางเขน เทียน ๑ คู และแจกันดอกไม ซึ่งจะวางไวดานศีรษะของศพ และควรมีภาชนะใสน้ํามนตแของทางศาสนาคริสตแ พรอมกับกิ่งไมวางไว เพื่อใหผูที่มาเคารพศพใชพรมศพเล็กนอย ซึ่งเจาภาพจะตั้งศพสวดอธิษฐานกอนพิธีฝังศพ ๓-๗ วัน โดยการเก็บศพไว ขึ้นอยูกับญาติพี่นองของผูเสียชีวิตวาตองการเก็บไวกี่วัน ใชเวลาในการสวดประมาณ ๓๐ นาที กอนนํารางผูเสียชีวิต บรรจุลงในโลงศพ จะมีพิธีเพื่อเป็นเกียรติและแสดงความเคารพผูเสียชีวิต และยังเป็นการใหผูที่ยังมีชีวิตอยู ไดระลึกไววารางนี้เป็นของผูที่มีกุศล มีคุณงามความดี โดยบาทหลวงจะเป็นผูอานบทภาวนาและประพรมน้ํามนตแ กอนยกรางของผูเสียชีวิตบรรจุลงในโลงศพ ปิดฝาโลงศพ และตกแตงโลงศพดวยมาลัยและดอกไม ซึ่งบาทหลวงจะ ทําพิธีสงวิญญาณ และอําลาผูเสียชีวิตครั้งสุดทาย จากนั้นจะมีการเคลื่อนยายไปที่สุสานเพื่อประกอบพิธีฝังศพ ๕) ศิลปะ/การแสดง การละเลนพื้นบานของชาวกะเหรี่ยงบานแมกลาง พบทั้งสิ้น ๓ การละเลน ไดแก รํากระทบไม รํากระดง และรําเชือก การละเลนพื้นบานทุกชนิดมีที่มาและความหมายอันเป็นการละเลนที่แสดงถึงภูมิปัญญา วิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยง ที่ประกอบสรางขึ้นเป็นเรื่องราวตาง ๆ อาทิ ทารํา อุปกรณแการแสดง ผูแสดง บทเพลงที่ใช ประกอบในการแสดง เป็นตน ซึ่งปัจจุบันบทเพลงที่ใชประกอบการแสดงนั้นมีการเขียนเนื้อเพลงไวเป็น ลายลักษณแอักษร และการอัดบันทึกเสียงเพลงที่ขับรองออกมาไว แสดงใหเห็นถึงอัตลักษณแและวิถีชีวิตของ ชาวกะเหรี่ยงบานกลาง ซึ่งผูที่ทําการแสดงจะแตงกายดวยชุดกะเหรี่ยง ปัจจุบันอาจเห็นลักษณะของการแสดงรําตาง ๆ ไดในกลุมเด็กและเยาวชนโรงเรียนแมสาน สาขาบานกลาง ที่จะมีการแสดงในงานเทศกาลสําคัญตาง ๆ ภายใน หมูบาน และทําการแสดงตอนรับแขกหรือนักทองเที่ยวที่เขามาเยี่ยมชมหมูบาน เป็นตน มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๖๔ บทที่ ๓ ข้อมูลรายงานเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงในจังหวัดล าปาง (แบบ มภ.๒) มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงในจังหวัดลําปาง ที่เหมาะสมสําหรับ ขึ้นทะเบียนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม คือ ผาทอกะเหรี่ยงโดยใชกี่เอว บานโปุงน้ํารอน ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม ผาทอกะเหรี่ยงโดยใชกี่เอว บานแมฮาง ตําบลนาแก อําเภองาว ผาทอกะเหรี่ยงโดยใชกี่เอว บานแมหมีใน ตําบลหัวเมืองอําเภอเมืองปาน และภูมิปัญญาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ บานกลาง ตําบลบานดง อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง โดยมีรายละเอียดขอมูลรายงานเบื้องตนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของกลุม ชาติพันธุแกะเหรี่ยงในจังหวัดลําปาง ตามแบบ มภ.๒ ดังตอไปนี้ ๓.๑ ผ้าทอกะเหรี่ยงโดยใช้กี่เอว บ้านโป่งน้ าร้อน ต าบลเสริมกลาง อ าเภอเสริมงาม จังหวัดล าปาง ส่วนที่ ๑ ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. ชื่อรายการ ผาทอกะเหรี่ยงโดยใชกี่เอว ๒. ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม วรรณกรรมพื้นบานและภาษา ศิลปะการแสดง แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และงานเทศกาล ความรูและการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล งานชางฝีมือดั้งเดิม การละเลนพื้นบาน กีฬาพื้นบานและศิลปะการตอสูปูองกันตัว ๓. พื้นที่ปฏิบัติ บานโปุงน้ํารอน ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง เป็นชาวกะเหรี่ยงโปวแประกอบอาชีพ เกษตรกรรม โดยทํานาไวบริโภค ในเวลาปกติผูหญิงก็จะทอผาโดยใชกี่เอว เชน ทอเสื้อ ยาม และผาถุง ซึ่งประชาชน สวนใหญในหมูบานยังคงมีความเป็นวิถีแหงธรรมชาติ มีความเป็นเอกลักษณแของชุมชนแหงชนเผากะเหรี่ยง ทั้งนี้ไมมีหลักฐาน ปรากฏทางภาษาเขียน แตสื่อสารผานภาษากะเหรี่ยงสวนสภาพแวดลอมของบานโปุงน้ํารอนนั้นถือเป็นสภาพแวดลอม ที่มีทั้งอัตลักษณแและวิถีทางวัฒนธรรมที่หลอหลอมจากภูมิปัญญาของคนในชุมชนที่สืบทอดตอกันมา รวมถึงขนบธรรมเนียม ประเพณี พิธีกรรมทางศาสนาผสมผสานทั้งพุทธและความเชื่อเกี่ยวกับการนับถือผีของชาวกะเหรี่ยง ทําใหมีการดํารงชีวิต และกิจกรรมการดําเนินชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะตัวและเอื้อตอวิถีความเป็นอยูแบบดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยงไดเป็นอยางดี ๔. สาระส าคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโดยสังเขป ผาทอของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอนนั้น มีเอกลักษณแการทอผาโดยใชกี่ทอมัดเอว มีลักษณะการทอโดยใชฝูายโยงเขากับเอวของผูทอ การทอ ผูทอตองนั่งกับพื้น เหยียดขาตรงไปขางหนาทั้งสองขาง เสนยืนมีสายหนังคาดรัดโอบไปดานหลัง ใชนิ้วหรือไมไผซี่เล็ก ๆ สอดดายพุง และใชไมแผนกระแทกเสนดายใหแนน ผาทอกะเหรี่ยงมีลักษณะวิธีการทอ โดยทําลวดลายบนผาซิ่น ตัวซิ่นทอลายมัดหมี่สีแดงอมสมสลับลายทอยกดอก มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๖๕ ตีนซิ่นทอลายจกแลวเย็บกับตัวซิ่น สวนเสื้อทําลวดลายดวยวิธีการปัก ดังนั้นกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงจึงมีภูมิปัญญา ดานการทอผาจนเป็นวัฒนธรรมประจําเผา เป็นเอกลักษณแของชาวกะเหรี่ยงที่ผูหญิงตองทอผาใหคนในครัวเรือน สวมใส และเป็นองคแความรูที่ไดรับการถายทอดจากรุนสูรุน อีกทั้งสามารถทอผาไดทุกที่ สะดวก และรวดเร็ว สามารถเคลื่อนยายไปตามสถานที่ตาง ๆ ได เชน ใตถุนบาน กระทอมทําการเกษตร เป็นตน ๕. ประวัติความเป็นมา กลุมผาทอกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน ไดมีการจัดตั้งขึ้นอีกครั้งอยางเป็นทางการในปี พ.ศ.๒๕๖๑ เนื่องจากเป็นปีที่ไดรับงบประมาณสนับสนุนจากหนวยงานภาครัฐ จากการยื่นโครงการไปยังหนวยงานที่เกี่ยวของ ในโครงการชุมชนทองเที่ยว OTOP นวัตวิถี เพื่อสรางและพัฒนาชาวบานและบุคลากร ทวาไมไดรับการสนับสนุน ในรูปแบบของเงิน หากแตเป็นการสนับสนุนในดานการจัดซื้อวัสดุอุปกรณแที่จําเป็นตอการผลิตผาทอ อาทิ ฝูาย ไหมประดิษฐแ เป็นตน ปัจจุบันกลุมผาทอกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอนมีสมาชิกรวมกันทั้งสิ้นจํานวน ๓๐ คน โดยมี ตั้งแตอายุ ๓๐ – ๖๐ ปี และมีนางพลอย กาวิโล เป็นผูประสานงานและนักบัญชีของกลุมผาทอกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน ๖. ลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๖.๑ ประเภทงาน ชางฝีมือดั้งเดิม ๖.๒ ลักษณะพิเศษ ลักษณะจุดเดนของผาทอกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน ซึ่งมีคุณภาพของสีทนตอแสง โดยการใชน้ําแร เป็นสวนผสมในทุกขั้นตอนของการยอมสีธรรมชาติ สียอมธรรมชาติจะมีสีที่สวยงามแบบสบายตาไมฉูดฉาดเกินไป สีทนตอแสง และที่สําคัญไมมีสารเคมีตกคาง ซึ่งใชกี่เอวในการทอผาจึงไดผืนผาที่แนน และลวดลายที่หลากหลายรูปแบบ เป็นลายดั้งเดิมที่สืบทอดตอกันมาจากบรรพบุรุษ และลวดลายที่ดัดแปลงมาจากลายเดิม เป็นลวดลายที่ลอกเลียน มาจากธรรมชาติ เชน ลายปีกผีเสื้อ ลายแมลงปอ ลายแมงมุม ลายตนไมดอกไม เป็นตน เป็นการสะทอนวิถีชีวิต ของชาวกะเหรี่ยงที่ผูกพันกับธรรมชาติ และสะทอนถึงความละเอียดออนในการที่จะเก็บเอาสิ่งแวดลอมรอบตัว มาถักทอ ลวดลายเหลานั้นไดอยางประณีต งดงาม ซึ่งทุกขั้นตอนการผลิตตองอาศัยความอดทน และการเอาใจใสในการทอผา รูปผลิตภัณฑแผาทอกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน ๖.๓ เครื่องมือ/อุปกรณ์ในการทอผ้ากี่เอว ๑) แผนคาดหลัง แตเดิมนั้นทํามาจากหนังสัตวแ แตปัจจุบันมีการประยุกตแนําเอา กระสอบมาตัดเย็บ ปลายทั้งสองขางเจาะรูรอยเชือก สําหรับคลองกับไมรั้งผาที่ทอ แลวพันออมกับเอวผูทอ ๒) ไมพันผา เป็นไมรั้งผาสําหรับรั้งและพันผาที่ทอแลว เป็นไมทอนกลมๆ ใชสําหรับ มวนเก็บผาที่ทอแลวและยังเป็นไมอันแรกที่ใชพันดายเมื่อเริ่มขึ้นเครื่องทอ ขนาดไมสั้นหรือยาวเกินไป สวนปลายทั้งสองขางนั้นบากเป็นชองสําหรับใชคลองเชือกจากแผนหนัง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๖๖ ๓) ไมกระทบ เป็นไมกระทบผา ทําจากไมมะเกลือ ยาวประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ๔) ไมแยกดาย ทํามาจากไมไผยาวประมาณ ๖๐ เซนติเมตร ใชสําหรับแยกดานยืน ออกจากกันตามแนวตะกอ เพื่อใหเกิดชองวางพอที่จะสอดไมกระทบเขาไปและทําใหมีชองวางสําหรับสอดดาย ขวางไดกวางขึ้น โดยใชไมไผหรือไมเนื้อแนนแตไมควรมีน้ําหนักมากเกินไป เพื่อความสะดวกในการหยิบจับเวลาใช ๕) ไมไบ ใชเพื่อแบงเสนดายยืน ๖) ไมยึด เป็นไมไผเจาะรูทั้ง ๒ ขางสําหรับยึดเครื่องทอ ๗) เสยถึง คือ ไมใสดาย ทําจากไมกลมหนาประมาณ ๑ นิ้ว ๘) ไมมวนดายพุงใชสําหรับสอดดายพุง ๙) ไมสําหรับยันเทา ใชควบคุมใหดายยึดตึง หรือยอนในระหวางการทอ ๑๐) ไมขึ้นเครื่องทอ ชวยใหการทอผาสําเร็จ ซึ่งเป็นไมเนื้อแข็งหรือไมไผ โดยเจาะรู เรียงกันตามขนาดของสวนประกอบเครื่องทอ ไดแก ไมพันผา ไมหนอสะยา ไมชวยแยกดาย เป็นตน รูปอุปกรณแการทอผากะเหรี่ยงโดยใชกี่เอว ๖.๔ กลวิธีการผลิตงาน ๑) ขั้นตอนการยอมสีธรรมชาติ โดยใชน้ําแรเป็นสวนผสมในทุกขั้นตอนการผลิต ๑. เตรียมน้ําวัตถุดิบสีเขมขน ประมาณ ๒๐ ลิตร โดยการทุบหรือทําใหแตกเพื่อให น้ําสีคายออกมา แชทิ้งไวประมาณ ๒-๗ วัน แลวนําไปตมใหเดือด ประมาณ ๑ ชั่วโมง ๒. นําฝูายดิบไปทําความสะอาด ดวยการใชผงซักฟอกซักลาง และลางน้ําเปลาใหสะอาด ๓. หลังจากนั้นนําน้ําที่ตม (ตามขอ ๑) นําไปกรอง ผสมน้ําขี้เถาประมาณครึ่งลิตร นําฝูายที่ลางแลวไปตมในน้ําสีเขมขน ประมาณ ๑ ชั่วโมง ทิ้งไวใหเย็น ๔. นําฝูายที่ตมและเย็นแลว ไปลางน้ําเปลาประมาณ ๒-๓ รอบ ๕. เตรียมน้ําผสมแปูงขาวเจาใหมีสีขาวขน ตมจนแปูงขาวเจาสุก ทิ้งไวใหอุนพอประมาณ ๖. นําฝูายที่ยอมสีแลว แชในน้ําแปูงขาวเจา ประมาณ ๑๐ นาที แลวสะเด็ดน้ํา บีบน้ําออกใหแหง นําไปตากแหงในที่รม การเตรียมฝูายดิบในการตมยอมสี มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๖๗ การยอมฝูายโดยสีธรรมชาติ ฝูายดิบ ฝูายยอมโดยสีธรรมชาติ ๒) ขั้นตอนการเตรียมเครื่องทอผา กอนที่จะทอผาจะตองมีการเตรียมเครื่องทอผา ๑. การปั่นดาย อุปกรณแในการปั่นดายผาทอกะเหรี่ยง ประกอบดวย หลอดกรอดาย และเครื่องกรอดาย ซึ่งหลอดกรอดาย เดิมชาวกะเหรี่ยงใชวิธีมวนดายดวยมือ ใหเป็นกอน ปัจจุบันใชทอพลาสติกแทน มีความยาว ๑๐ เซนติเมตร ๒. การกรอดายขวาง ดายขวางเป็นดายที่สอดเขาไประหวางดายยืน ทําใหเกิดลวดลาย ตางๆ เรียกวา ลุงทุย ใชดายพันกับไม ขนาดยาวประมาณ ๑ ฟุต เสนผาศูนยแกลาง ประมาณ ๑ เซนติเมตร ๓. ตั้งไมเครื่องทอกี่เอว หลังจากปั่นดายเสร็จเรียบรอยแลวก็นํามาขึ้นดาย ๔. การขึ้นดาย หรือการขึ้นเครื่องทอกี่เอว เป็นการนําเอาเสนดายมาเรียงตอกันอยาง มีระเบียบตามแนวนอน โดยพันรอบกับสวนประกอบของเครื่องทอ และกอนที่จะมี การขึ้นดายจะตองมีการเตรียมดายดวยการปั่นดาย การตั้งเครื่องทอ การเรียง เสนดาย และการเปลี่ยนไมเป็นเครื่องทอ เป็นตน มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๖๘ ๖.๕ การทอผ้า มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ ก่อนการทอผ้า การทอผาของชาวกะเหรี่ยงกอนที่จะขึ้นเครื่องทอ จําเป็นจะตองกําหนดวัตถุประสงคแ ของการทอกอนวา จะทอเพื่อใชทําอะไร เชน ทอยาม ทอเสื้อ ทอผาถุง ฯลฯ และตองกําหนดขนาดไปพรอมกันดวย ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะของเครื่องนุงหมของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยง เป็นการนําผาแตละชิ้นมาเย็บประกอบกัน โดยไมมีการตัด (ยกเวนความยาว) ดังนั้นการทอผาแตละครั้งจึงตองกะใหไดขนาดที่จะนํามาเย็บ แลวสวมไดพอดีตัว โดยชาวกะเหรี่ยงไมมีเครื่องมือที่ใชเป็นมาตรฐานในการวัด จึงตองใชวิธีกะประมาณ โดยอาศัยความเคยชิน ซึ่งการกะขนาดของผาที่จะทอแตละครั้ง ผูทอจะยึดรูปรางของตนเป็นมาตรฐานวา เมื่อขึ้นเครื่องทอเพื่อทอเสื้อ ของตนตองเรียงดายสูง ประมาณเทาไหรของไมที่เสียบบน ไมขึ้นเครื่องทอ เชน ประมาณวา "ครึ่งไม" หรือ "คอนไม" เป็นตน ฉะนั้น เมื่อตองทอใหผูอื่นจึงตองเพิ่มหรือลดขนาดของดายลง โดยอาศัยการเปรียบเทียบจากรูปรางของผูทอ ดังกลาว ปกติแลวความกวางของผาที่ทอไดมีขนาดเพียง ๑ ใน ๔ ของรอบอก ผูสวมใส อยางหลวม ๆ ถาทอผาหม ความกวางอาจเทากับ ๑/๒ หรือ ๑/๓ ของความกวางที่ตองการก็ไดทั้งนี้ขึ้นอยูกับการนําไปประกอบเป็น เครื่องนุงหม เชน ผืนผาที่ทอจะเทากับ ๔ เทาของความยาวแทจริงของเสื้อ หรือชุดยาวก็จะทอผาขนาดเดียวกัน คือ ๒ ผืน โดยแตละผืนมีความยาว ๒ เทาของความยาวที่แทจริง เป็นตน การทอผ้า (๑) การขึ้นเครื่องทอ เป็นการนําเสนดายมาเรียงกันอยางมีระเบียบตามแนวนอน ขนานไปกับไมขึ้น เรียงลําดับไวดังนี้ การเรียงดายจะใชจํานวนคู เชน ๒ เสน หรือ ๔ เสนครบก็ไดหากตองการ ผาหนา เชน ผาหม ก็ใชดายไปแยกที่ตะกอเป็น ๒ สวน สวนละ ๒ เสน หากเป็นเสนดายพื้นเมืองปั่นเอง ปกตินิยม ใชดายยืนเพียงเสนเดียว เวลาเรียงใช ๒ เสนควบ หากเป็นดายสําเร็จรูป จะใชดายยืน ๒ เสนเวลาเรียงใช ๔ เสนควบ จํานวนดายอาจเพิ่มมากขึ้น ในกรณีที่เป็นการทอผาลายนูนตามแนวยาว เชน การทอเสื้อของผูชายสูงอายุ จะใชดายยืนปกติ คือ ๑ เสน เวลาเรียงใช ๒ เสนควบ เมื่อถึงเวลาจะเพิ่มดายยืนเป็น ๒ หรือ ๓ เสน ฉะนั้นเวลา เรียงดายตองใช ๔ หรือ ๖ เสนควบ ทั้งนี้ขึ้นอยูกับลวดลายที่ตองการ - เริ่มตนคลองดายลงที่หลักที่ ๑ สาวเสนดายผานหลักที่ ๒,๓,๔,๕,๖,๗ นําไปคลองที่ หลักที่ ๘ และสาวมาคลองที่หลักที่ ๑ - ดึงดายทั้งหมดใหตึงเสมอกัน นํามาพันรอบหลักที่ ๒ - ดึงดายใหตึงเสมอกันพาดผานดานหนาของไมหลักที่ ๓ ถึงไมหลักที่ ๔ เป็นจุดแยกดาย โดยใชดายสีขาวอีกกลุมหนึ่งเป็นเสนดายตะกอสอดเขาไประหวางเสนดาย เป็น ๒ สวนเทา ๆ กัน สวนที่ไมได คลองกับตะกอแยกเสนดายผานหลังหลักที่ ๔ และสวนที่คลองตะกอ ดึงเสนดายผานดานหนาหลักที่ ๔ - รวบดายทั้งสองสวนเขาดวยกันใหตึง พาดผานหลักที่ ๕,๖ พันออมหลักที่ ๗ - ดึงดายทั้งหมดใหตึงพรอมออมหลักที่ ๘ และสาวใหตึง ดึงกลับมาเริ่มตนที่หลักที่ ๑ ใหม - สอดไมทั้งหมดออกจากเครื่องทอ และนําไมไบ ๑ อัน สอดเขาไปแทนไมใสตะกอที่ ๑ นําไมไบ ๒ อันเขาสอดเปลี่ยนไมใสตะกอที่ ๒ และไมใสตะกอที่ ๓ ซึ่งตองใชชวยแยกดายเวลาทอแกะดอก สวนไมไบที่ ๒ ใสกระบอกไมไผแทน ๑ อัน มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๖๙ (๒) การเรียงดาย มีขั้นตอนดังนี้ - คลองดายที่หลักที่ ๑ และสาวดายทั้งหมดผานหลักที่ ๒, ๓, ๔ และ ๕ นําไปคลอง หลักที่ ๖ และสาวกลับมาคลองหลักที่ ๑ - ดึงดายทั้งหมดใหตึงเสมอกันและนํามาพันรอบหลักที่ ๒ ตามแนวเข็มนาฬิกา - ดึงดายทั้งหมดใหตึงเสมอกันมาทางดานหนาหลักที่ ๓ ซึ่งเป็นจุดแยกไดโดยใชดาย อีกกลุมหนึ่ง ซึ่งเป็นดายตะกอสอดเขาไประหวางดายที่แยกเป็น ๒ สวนเทา ๆ กัน ดายสวนที่ไมไดคลองกับ ตะกอ แยกผานดานหลังหลักที่ ๔ และสวนที่คลอง ตะกอดึงผานดานหนาหลักที่ ๔ - รวบดายทั้งสองสวนเขาดวยกัน ดึงใหตึงสาวพันออมหลักที่ ๕ ตามแนวเข็มนาฬิกา - ดึงดายทั้งหมดใหตึงพันออมหลักที่ ๖ และสาวใหตึง ดึงกลับมาเริ่มตนที่หลักที่ ๑ ใหม หากตองการสลับสีก็เปลี่ยนดายกลุมใหมเป็นสีที่ตองการ โดยเริ่มตั้งแตหลักที่หนึ่งเชนกัน ทําหมุนเวียนไปเชนนี้ เรื่อย ๆ จนดายที่เรียงมีความสูงเทากับความกวางของผาที่ตองการใช - ถอดไมทั้งหมดออกจากไมขึ้นเครื่องทอ และนําไมหนอสะยาสอดเขาไป เก็บตะกอ แทนไมกรุ฿โผ (หลักที่ ๖) ซึ่งตองใชสําหรับชวยแยกดายเวลาทอ จากนั้นนําเครื่องทอทางดานไมรั้งผาไปผูกยึดกับฝา หรือเสาระเบียงบาน โดยใหไดระดับความสูงประมาณศีรษะของผูทอขณะที่นั่งราบกับพื้น สวนทางดานไมพันผา นําแผนหนังมาออมรอบเอวดานหลังของผูทอ และผูกรั้งหัวทายกับปลายทั้งสองของไมพันผา พรอมกับดึง เครื่องทอ ใหตึงพอประมาณ โดยผูทอกระเถิบถอยหลังนั่งในตําแหนงที่เหมาะสม (๓) การกรอดายขวาง ดายขวาง คือ ดายที่สอดเขาไประหวางดายยืนปกติ การทอผา ของคนพื้นราบจะกรอใสหลอดดาย และติดกระสวย นําสอดผานเขาไประหวางดายยืน แตการทอของกะเหรี่ยงไมมี กระสวย จึงตองใชดายพันไมขนาดยาวประมาณ ๑ ฟุต เสนผาศูนยแกลางประมาณ ๑ เซนติเมตร โดยมือซาย จับปลายไม ดานหนึ่งวางทาบกับหนาขาขวา ใชมือขวาปั่นฝูายเขาหาตัวโดยใหดายผานเขามาระหวางนิ้วชี้กับ นิ้วกลางของมือซาย ทําเชนนี้จนดายในไมมีมากพอควรแลว จึงกรอใสไมอันใหม (๔) การทอผาของชาวกะเหรี่ยง มี ๒ ชนิด การทอธรรมดาหรือทอลายขัด คือการสอดดายขวางเขาไประหวางดายยืน ซึ่งแยกสลับกันขึ้น ๑ ลง ๑ หรือขึ้น ๒ ลง ๒ ตามจํานวนเสนดาย ที่เรียงเมื่อขึ้นเครื่องทอ ผาที่ไดเนื้อผาจะเรียบ สม่ําเสมอ และเป็นสีเดียวกันตลอดผืน ใชสําหรับเย็บชุดเด็กหญิง กะเหรี่ยง และเย็บกางเกงผูชายเทานั้น โดยปกติดายยืน และดายขวางที่ใชในการทอ แบบธรรมดาจะมีจํานวน เทากัน ยกเวนกรณีที่ใชดายตางชนิดกัน เชน ดายยืนเป็นดายสําเร็จรูปซึ่งเสนเล็ก และดายขวางพื้นเมือง มีขนาด เสนใหญ ตองใชดานยืนจํานวนมากกวาดายขวาง ผาที่กะเหรี่ยงทอใชสวนใหญจะมีลวดลายประกอบ ทั้งนี้ขึ้นอยูกับ การใชประโยชนแ และความนิยม เชน ชุดหญิงสาวจะมีลายขวางบริเวณเหนืออก ผาถุงของหญิงแตงงานแลวจะทอ ลวดลาย บริเวณไหลอยางสวยงาม การทอเป็นลวดลายจะเป็นที่นิยมในกลุมผูหญิงมากกวา (๕) การประดิษฐแลวดลายในผืนผาขณะทอ โดยลักษณะลวดลายจะปรากฏ เป็นเสนนูนตามแนวตั้ง หรือแนวนอนก็ไดหากเป็นลายนูนตามแนวตั้ง การกําหนดลายจะทําพรอมกับ การเรียงดาย คือใชจํานวนดายเพิ่มขึ้นกวาปกติในบริเวณที่ตองการใหเป็นลายนูน สวนดายขวางใชจํานวน เทาปกติ ซึ่งการทอวิธีนี้นิยมใชทอเสื้อผูชายสูงอายุของชาวกะเหรี่ยง ลวดลายสลับสีเป็นการทอแบบธรรมดา คือ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๗๐ ใชดายยืนและดายขวางจํานวนเทาปกติแตแทรกดายสีตาง ๆ สลับเขาไป ขณะเรียงดายยืนหรือเมื่อสอดดายขวาง เชน การทอผาหม ยาม และผาถุงของหญิงที่แตงงานแลว บางครั้งชาวกะเหรี่ยงจะทอลวดลายสลับสีเป็นลายนูน ในเนื้อผา เชน บริเวณเหนืออกของชุดเด็กหญิงกะเหรี่ยง สวนลายจกเป็นการทอลวดลายโดยการสอดดายสลับ ซึ่งไมใชดายเสนเดียวกับดายขวางเขาไปเป็นบางสวนในเนื้อผาตามลวดลาย และสีในตําแหนงที่ตองการ การยกดายยืน จะไมเป็นไปตามการยกตะกอ แตผูทอจะใชนิ้วมือหรือขนเมนชวยสอดยกดายขึ้นตามจํานวนที่กะไว และสอดดาย สีที่ตองการเขาไป ระหวางดายยืนนั้น ฉะนั้นลวดลายที่ปรากฏบนผืนผาทั้งผืนอาจไมเหมือนกันก็ได รวมไปถึงการปัก ลูกเดือยประดับชายเสื้อผูหญิง จะใชวิธีปักหลังจากเย็บผาประกอบเขาไปพรอมกันในขณะทอผา โดยรอยลูกเดือย เขากับเสนดายขวางระหวางดายยืน โดยใหลูกเดือยลอยตัวอยูบนผืนผา เมื่อประกอบเป็นลวดลายแลวจึงปักทับดาย สลับสีลงในชองระหวางลูกเดือยเหลานั้นเป็นการทําลวดลายบนผืนผาใหสวยงามหลังจากเย็บเป็นเครื่องนุงหมแลว ซึ่งสีของลูกเดือยที่ใช ไดแก สีดํา แดง เหลือง และขาว โดยจะใชทุกสีและใหน้ําหนักกับสีดํา และสีแดง สวนสีเหลือง และสีขาวเป็นสีตกแตง สวนสีประกอบ ไดแก สีชมพู น้ําเงิน สม เขียว เป็นกลุมสีที่นํามาใชภายหลัง และนิยมใช กันมากขึ้น สวนใหญมักซื้อที่ยอมเสร็จแลวมาใชโดยใหเหตุผลวาสีสวยและไมตก (๖) การตัดเย็บ การตัดเย็บตามปกติแลว ผาจะเป็นผาหนาแคบ จํากัดตามขนาดเครื่องทอ คือ กวางที่สุด ไมเกิน ๒๐ นิ้ว สวนความยาวขึ้นอยูกับวัตถุประสงคแของผูทอ ดังนั้นการตัดเย็บเครื่องนุงหมของ ชาวกะเหรี่ยงจึงเป็นการนําผาทั้งผืนมาเย็บประกอบกัน โดยพยายามตัดใหนอยที่สุด เนื่องจากในอดีตกะเหรี่ยง ไมมีกรรไกรใช ซึ่งผาที่ทอแตละชิ้นเมื่อนํามาประกอบกันเป็นเครื่องนุงหมแลว จะไมมีเศษเหลือทิ้ง การแบงผา จึงทําโดยใชมีดคม ๆ กรีดตามแนวขวางของผืนผาเทานั้น ดวยเหตุนี้รูปทรงของเสื้อผากะเหรี่ยงจึงไมมีสวนโคงเวา เพราะเป็นการยากที่จะใชมีดกรีดผาใหไดลักษณะเชนนั้น สิ่งสําคัญในการนําผามาประกอบกัน คือ ตองเป็นผาที่ ทอขึ้นสําหรับเครื่องนุงหมตัว หรือผาผืนนั้นโดยเฉพาะ จะนําไปประกอบกับสวนของตัวหรือผืนอื่นไมได เชน ผาที่ ทอเพื่อเย็บเป็นเสื้อผูชายจะนํามาเย็บเป็นยาม หรือผาหมไมได และผาที่ทอสําหรับเย็บยามก็ไมสามารถนํามาเย็บเป็นเสื้อ หรือผาหมไดเชนเดียวกัน ทั้งนี้เนื่องจากไดกําหนดลวดลายสี และขนาดไวอยางแนนอนแลว กอนที่จะทอผาแตละผืน รูปการทอผากี่เอว รูปลวดลายผาทอกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๗๑ ส่วนที่ ๒ คุณค่าและบทบาทของวิถีชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ส าคัญ เนื่องจากการดําเนินชีวิตของชาวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอนที่เครงครัดในเรื่องประเพณี วัฒนธรรม พิธีกรรมตาง ๆ ไมวาจะเป็นการสรางบานเรือนหรือการแตงกาย ที่ผูหญิงกะเหรี่ยงเกือบทุกครัวเรือนในหมูบาน จะตองทอผาเป็น คือ เมื่อแตงงานมีลูกจะตองทอผาไวใหลูกเป็นผาสีขาว เมื่อครบเกาเดือนคลอดลูกก็จะทอผาไดหลายผืน นําผามาตัดเย็บเป็นเสื้อผาใหลูกใสอยางงาย ๆ อีกทั้งการทอผากี่เอว ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาของชาวกะเหรี่ยง บานโปุงน้ํารอนที่แสดงใหเห็นถึงอัตลักษณแในภูมิปัญญาการทอผากี่เอว รวมไปถึงเอกลักษณแ ในการแตงกาย ซึ่งบานโปุงน้ํารอน ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง เป็นชุมชนหนึ่งที่รวมอนุรักษแและสืบสาน วัฒนธรรมการทอผากี่เอวแบบดั้งเดิมของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยง อันดํารงไวซึ่งคุณคาทางมรดกภูมิปัญญาทองถิ่นตอไป ๒. บทบาทของชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชุมชนกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง เป็นหมูบานของกลุม ชาติพันธุแกะเหรี่ยงที่มีวิถีชีวิตความเป็นอยูแบบดั้งเดิม และยังคงรักษาไวซึ่งประเพณี วัฒนธรรมอันดีงามของชนเผา ซึ่งการทอผากี่เอวนั้นเป็นลักษณะของการทอผาของชาวกะเหรี่ยงที่มีการสืบทอดกันมาเนิ่นนานจากรุนสูรุน จนมาถึงปัจจุบัน โดยในอดีตผูสูงอายุมักจะทอผาใหแกลูกหลานและคนในครอบครัวเพื่อใชนุงหม ในชีวิตประจําวัน อุปกรณแที่ใชในการทอผานั้น เป็นวัสดุจากธรรมชาติที่สามารถประดิษฐแขึ้นเองได ปัจจุบันจึงไดมี การอนุรักษแวัฒนธรรมที่ดีงามเหลานี้ และเผยแพรใหแกลูกหลานและบุคคลภายนอก เพื่อไมใหสูญหาย จนเกิด การรวมกลุมผาทอกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน เริ่มมีการรวมตัวของกลุมตั้งแตปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ปัจจุบันมีจํานวน สมาชิกทั้งหมด ๓๐ คน เพื่อสงเสริมอาชีพของชาวบานในชุมชน อีกทั้งเพื่อสืบสาน ถายทอดภูมิปัญญาที่เป็น อัตลักษณแของชาติพันธุแกะเหรี่ยงเอาไว ส่วนที่ ๓ มาตรการในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. โครงการ กิจกรรมที่มีการด าเนินงานของรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การอนุรักษแ ฟื้นฟู องคแการบริหารสวนตําบลเสริมกลาง พัฒนาชุมชนอําเภอเสริมงามและพัฒนาชุมชนจังหวัดลําปาง ศูนยแพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงฯ และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนยแการศึกษานอกที่ตั้งลําปาง เขามา สงเสริม สรางโครงการ เพื่ออนุรักษแและฟื้นฟูผาทอกี่เอวกะเหรี่ยง รวมไปถึงเพื่อพัฒนา การทองเที่ยว โดยชุมชน การสืบสานและถายทอด องคแการบริหารสวนตําบลเสริมกลาง พัฒนาชุมชนอําเภอเสริมงามและพัฒนาชุมชนจังหวัดลําปาง ศูนยแพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงฯ และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนยแการศึกษานอกที่ตั้งลําปาง เขามา สงเสริม สรางโครงการ จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรูเชิงบูรณาการ เพื่อพัฒนาการทองเที่ยวโดยชุมชน และเพื่อสืบสาน ถายทอดองคแความรูผาทอกี่เอวกะเหรี่ยง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๗๒ การพัฒนาตอยอดมรดกภูมิปัญญา องคแการบริหารสวนตําบลเสริมกลาง พัฒนาชุมชนอําเภอเสริมงามและพัฒนาชุมชนจังหวัดลําปาง ศูนยแพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงฯ และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนยแการศึกษานอกที่ตั้ง ลําปาง เขามาสงเสริม สรางโครงการ เพื่อพัฒนาตอยอด รวมไปถึงการพัฒนาสินคารูปแบบตาง ๆ ที่นําลวดลาย ผาทอกี่เอวกะเหรี่ยงไปตอยอด เพื่อสรางมูลคาของชิ้นงาน ตลอดจนเพื่อพัฒนาการทองเที่ยวโดยชุมชน ๒. มาตรการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่คาดว่าจะด าเนินการใน อนาคต การจัดตั้งเป็นศูนยแการเรียนรู “ผาทอกี่เอวกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน” เพื่อใหเป็นที่ศึกษาเรียนรู เป็นแหลงรวมชางฝีมือในการทอผา และเป็นนําเสนอผลงาน สินคา ของผาทอกี่เอวบานโปุงน้ํารอน เพื่อใหนักทองเที่ยวไดเขามาเที่ยวชม ทั้งวิถีการทอ การยอมสี และการจับจายซื้อสินคาของกลุมทอผา ตลอดจนการพัฒนาการทองเที่ยวโดยชุมชน ส่วนที่ ๔ สถานภาพปัจจุบัน ๑. สถานะการคงอยู่ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีการปฏิบัติอยางแพรหลาย เสี่ยงตอการสูญหายตองไดรับการสงเสริมและรักษาอยางเรงดวน ไมมีการปฏิบัติอยูแลวแตมีความสําคัญตอวิถีชุมชนที่ตองไดรับการฟื้นฟู ๒. สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้และปัจจัยคุกคาม ผูเชี่ยวชาญในการทอผากี่เอวกะเหรี่ยงแบบดั้งเดิมนั้น มีจํานวนลดนอยลงอยางตอเนื่อง เนื่องจากการเรียนรูขั้นตอนการทอ เทคนิคการทอลวดลาย การยอมสีนั้น ตองการอาศัยเวลา ในการฝึกฝน ทําใหไมมีคนรุนใหมที่จะสืบสานความสามารถในดานนี้อยางตอเนื่อง รวมไปถึงการผลิต ผาทอกี่เอวกะเหรี่ยงนั้นมีจํานวนลดนอยลง เนื่องจากผูคนเริ่มใหความสนใจนอยลง และคนรุนใหม ไมใหความสําคัญกับการสวมใสในสมัยปัจจุบัน รวมไปถึงผาที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรมนั้น มีราคาที่ถูกและหาซื้อไดงายกวา ปัจจุบันราคาวัสดุที่ใชในการทอ เชน เสนฝูาย มีราคาที่สูง ดังนั้นทางกลุมจึงมีการพัฒนาผลิตภัณฑแรูปแบบใหมที่ตอบสนองความตองการของตลาดสมัยใหม ๓. รายชื่อผู้สืบทอดหลัก รายชื่อบุคคล/หัวหน้า คณะ/กลุ่ม/สมาคม/ ชุมชน อายุ/อาชีพ องค์ความรู้ด้านที่ได้รับ การสืบทอด/จ านวนปีที่ สืบทอดปฏิบัติ สถานที่ติดต่อ/โทรศัพท์ นางพลอย กาวิโล บานโปุงน้ํารอน ผาทอกี่เอวกะเหรี่ยง หมู ๑ ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง ๐๙ ๕๔๕๑ ๖๙๑๐ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๗๓ ส่วนที่ ๕ การยินยอมของชุมชนในการจัดท ารายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชื่อ-สกุล นางพลอย กาวิโล สถานภาพที่เกี่ยวข้องกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประสานงานและนักบัญชีของกลุม ขอรับรองข้อมูลตามเอกสารค าขอเสนอฯ และยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลและน าไปใช้ประโยชน์ต่อไป ลงชื่อ นางพลอย กาวิโล วันที่ ๓๐ เดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ส่วนที่ ๖ ภาคผนวก ๑. บุคคลอ้างอิง นางพลอย กาวิโล ผูประสานงานและนักบัญชีของกลุมผาทอกะเหรี่ยงบานบานโปุงน้ํารอน ที่ตั้ง บานโปุงน้ํารอน หมู ๑ ตําบลเสริมกลาง อําเภอเสริมงาม จังหวัดลําปาง เบอรแโทร ๐๙ ๕๔๕๑ ๖๙๑๐ ๒. รูปภาพ พร้อมค าอธิบายใต้ภาพ จ านวน ๑๐ ภาพ รหัสภาพ ภาพ ค าอธิบาย วัน เดือน ปี ที่ถ่าย ผู้ถ่ายภาพ ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๑ ลงพื้นที่จัดเก็บ ขอมูลผาทอกี่ เอวกะเหรี่ยง ๑๒ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๒ ลงพื้นที่จัดเก็บ ขอมูลผาทอกี่ เอวกะเหรี่ยง ๑๒ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๓ ลวดลายผาทอ กี่เอวกะเหรี่ยง ๑๒ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๔ ลวดลายผาทอ กี่เอวกะเหรี่ยง ๑๒ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๕ ขั้นตอนกา ร ท อ ผ า กี่ เ อ ว กะเหรี่ยง ๑๒ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๗๔ รหัสภาพ ภาพ ค าอธิบาย วัน เดือน ปี ที่ถ่าย ผู้ถ่ายภาพ ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๖ ขั้นตอนกา ร ท อ ผ า กี่ เ อ ว กะเหรี่ยง ๑๒ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๗ อุปกรณแการ ท อ ผ า กี่ เ อ ว กะเหรี่ยง ๑๒ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๘ ฝู า ย ย อ ม สี ธรรมชาติ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๙ กี่เอวกะเหรี่ยง ๑๒ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๑๐ ผลิตภัณฑแผา ทอกะเหรี่ยง บานโปุงน้ํา รอน ๑๒ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ๓. ข้อมูลภาพถ่าย ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว หรือข้อมูลเสียง ขอมูลภาพถาย ไดแก ภาพถาย จํานวน ๑๐ ภาพ ขอมูลภาพเคลื่อนไหว ไดแก ขอมูลเสียง ไดแก ๔. ข้อมูลผู้เสนอ ชื่อ-สกุล นางพลอย กาวิโล หนวยงาน กลุมผาทอกะเหรี่ยงบานโปุงน้ํารอน บานโปุงน้ํารอน หมู ..…๑….. ซอย ............-...........ถนน ...........-........... แขวง/ตําบล ...เสริมกลาง…. เขต/อําเภอ.........เสริมงาม.................. จังหวัด ....ลําปาง.....รหัสไปรษณียแ .........๕๒๒๑๐........โทรศัพทแ ...........-........ โทรสาร .......-...... มือถือ....๐๙ ๕๔๕๑ ๖๙๑๐.... ๕. ข้อมูลผู้ประสานงาน ชื่อ-สกุล นางพลอย กาวิโล โทรศัพทแ ..........-........... โทรสาร ..........-............ มือถือ....๐๙ ๕๔๕๑ ๖๙๑๐.... อีเมลแ ...............-...................... มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๗๕ ๓.๒ ผ้าทอกะเหรี่ยงโดยใช้กี่เอว บ้านแม่ฮ่าง ต าบลนาแก อ าเภองาว จังหวัดล าปาง ส่วนที่ ๑ ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. ชื่อรายการ ผาทอกะเหรี่ยงโดยใชกี่เอว ๒. ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม วรรณกรรมพื้นบานและภาษา ศิลปะการแสดง แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และงานเทศกาล ความรูและการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล งานชางฝีมือดั้งเดิม การละเลนพื้นบาน กีฬาพื้นบานและศิลปะการตอสูปูองกันตัว ๓. พื้นที่ปฏิบัติ บานแมฮาง หมูที่ ๔ ตําบลนาแก อําเภองาว จังหวัดลําปาง สวนใหญเป็นกลุมชาติพันธุแ กะเหรี่ยง และอาขาที่อาศัยอยูรวมกัน สําหรับชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยอยูที่บานแมฮาง เป็นชุมชนที่มีลักษณะเหมือน ชาวกะเหรี่ยง ทั่ว ๆ ไป ซึ่งชาวบานในหมูบานสวนใหญนับถือศาสนาคริสตแ นิกายโปรเตสแตนตแ (หยอมบาน บานแมฮาง) และมีบางสวนที่ยังนับถือผี ศาสนาพุทธ และศาสนาคริสตแ นิกายคาทอลิก (หยอมบาน บานแมคิง) โดยวิถีชีวิตของชาวบานกะเหรี่ยง ดํารงชีวิตโดยการทําไร หาของปุา ในเวลาวางผูหญิงก็จะทอผาโดยใชกี่เอวไว สําหรับนุงหม และเป็นเครื่องใชในบาน เชน ผาหม ผาปู ถุงยาม ผาโพกหัว เสื้อ ไวใชในครัวเรือน เป็นตน ซึ่งประชาชนสวนใหญในหมูบานยังคงมีความเป็นวิถีแหงธรรมชาติ มีความเป็นเอกลักษณแของชุมชนชาวกะเหรี่ยง และยังสื่อสารระหวางกันผานภาษากะเหรี่ยง ๔. สาระส าคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโดยสังเขป ผาทอของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานแมฮางนั้น เป็นผาทอทั้งการทอโดยกี่เอว หรือหางหลัง เป็นลวดลายที่ออกแบบและคิดไวกอนลวงหนาแลววา ผาชิ้นนี้จะถูกนําไปใชอยางไร และหากตองการนําไป ตกแตงจะตกแตงอยางไรใหสวยงามและเพิ่มมูลคา นอกจากผาทอที่ไดจะถูกนําไปใช ทําเสื้อ ทํายาม ทําผาถุง ทางกลุมทอผากะเหรี่ยงบานแมฮางยังมีการทอผาพื้นสีพื้น เพื่อใชสําหรับการตัดเย็บเป็นเสื้อผา เป็นตน ๕. ประวัติความเป็นมา สําหรับความเป็นมาของกลุมผาทอกะเหรี่ยงบานแมฮาง ซึ่งวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงในหมูบาน แมฮาง ยังคงสืบทอดผานลูกหลาน โดยเฉพาะการทอผา ผูหญิงชาวกะเหรี่ยงในหมูบาน ไดมีการจัดตั้งกลุมทอผา ขึ้นมาในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ ซึ่งในชีวิตประจําวัน มีการทอผาใชกันอยูแลว นอกจากนั้นกลุมทอผา ยังเป็น ศูนยแขอมูลและจําหนายผลิตภัณฑแจากฝีมือของสมาชิกในกลุม ซึ่งลวดลายผาทอยังคงแบบลวดลายของชนเผา และเริ่มมีการประยุกตแออกแบบลวดลายใหม แตยังคงลวดลายเดิมไวเป็นฐานอยู แกนนําในการจัดตั้งกลุม คือ นางอาภรณแ ศิราไพบูลยแพร เป็นผูที่ริเริ่มในการชักชวนสตรีในหมูบานที่มีความสนใจ มีความสามารถ และมีความพรอม ในการรวมมือกันสืบทอดภูมิปัญญาทองถิ่น และสรางรายไดเสริมใหแกครอบครัว นอกจากเป็นการเพิ่มรายได มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๗๖ ใหแกครอบครัวของสมาชิกในหมูบานแลว ยังเป็นการเปิดโอกาสใหผูที่สนใจไดเขามาศึกษา หาความรู และเป็น การสืบทอดศิลปะการทอผากะเหรี่ยงใหคงอยู ๖. ลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๖.๑ ประเภทงาน ชางฝีมือดั้งเดิม ๖.๒ ลักษณะพิเศษ ลักษณะจุดเดนของผาทอกะเหรี่ยงบานแมฮางนั้น เป็นผาฝูายที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณแ เฉพาะตัว มีลายดั้งเดิม และลายที่มีปรับปรุง ประยุกตแเป็นลายใหม โดยใชฐานลายเกามาปรับ ทําใหเกิดความ สวยงามและทันสมัยมากขึ้น จากวิถีชีวิตที่เรียบงาย ผูกพันกับปุา ทําใหชาวกะเหรี่ยงบานแมฮาง ยังคงมีวิถีชีวิต ดั้งเดิม โดยเฉพาะการนําเอาทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งเปลือกไม ใบไม ผลไม มายอมสีผา ไมวาจะเป็นเปลือกประดู ใหสีน้ําตาลออน ลูกสะหมอใหสีเทาเขม สีน้ําเงินจากใบหอม โดยนําวัสดุจากธรรมชาติมาใชในการยอมสี และในปัจจุบันมีการประยุกตแผลิตภัณฑแบางชิ้น โดยมีการใชสีสังเคราะหแมาเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มสีสันใหแกเนื้อผา เทคนิคหรือเคล็ดลับในการผลิตผาทอของชาวกะเหรี่ยงบานแมฮาง จะตองทอดวยกี่เอว และหากเป็นเสื้อสําหรับสวมใสจะตองตัดเย็บดวยมือ ไมใชจักรเย็บ และจะตองมีสีสันที่สวยงาม ผาทอกะเหรี่ยงแตละชิ้นจะไมซ้ํากัน เนื่องจากการออกแบบแตละครั้งขึ้นอยูกับผูทอ และวัตถุประสงคแของการใช งาน ดังนั้น ผลิตภัณฑแที่ไดจะมีออกแบบลวดลายที่ไมซ้ํากัน แตยังคงรักษาเอกลักษณแของผาทอกะเหรี่ยงไวเสมอ รูปผลิตภัณฑแผาทอกะเหรี่ยงบานแมฮาง ๖.๓ เครื่องมือ/อุปกรณ์ในการทอผ้ากี่เอว ๑) แผนคาดหลัง แตเดิมนั้นทํามาจากหนังสัตวแ แตปัจจุบันมีการประยุกตแนําเอา กระสอบมาตัดเย็บ ปลายทั้งสองขางเจาะรูรอยเชือก สําหรับคลองกับไมรั้งผาที่ทอ แลวพันออมกับเอวผูทอ ๒) ไมพันผา เป็นไมรั้งผาสําหรับรั้งและพันผาที่ทอแลว เป็นไมทอนกลมๆ ใชสําหรับมวนเก็บผาที่ทอแลวและยังเป็นไมอันแรกที่ใชพันดายเมื่อเริ่มขึ้นเครื่องทอ ขนาดไมสั้นหรือยาวเกินไป สวนปลายทั้งสองขางนั้นบากเป็นชองสําหรับใชคลองเชือกจากแผนหนัง ๓) ไมกระทบ เป็นไมกระทบผา ทําจากไมมะเกลือ ยาวประมาณ ๗๐ เซนติเมตร ๔) ไมแยกดาย ทํามาจากไมไผยาวประมาณ ๖๐ เซนติเมตร ใชสําหรับแยกดานยืน ออกจากกันตามแนวตะกอ เพื่อใหเกิดชองวางพอที่จะสอดไมกระทบเขาไปและทําใหมีชองวางสําหรับสอดดาย ขวางไดกวางขึ้น โดยใชไมไผหรือไมเนื้อแนนแตไมควรมีน้ําหนักมากเกินไปเพื่อความไมสะดวกในการหยิบจับเวลาใช ๕) ไมไบ ใชเพื่อแบงเสนดายยืน ๖) ไมยึด เป็นไมไผเจาะรูทั้ง ๒ ขางสําหรับยึดเครื่องทอ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๗๗ ๗) เสยถึง คือ ไมใสดาย ทําจากไมกลมหนาประมาณ ๑ นิ้ว ๘) ไมมวนดายพุงใชสําหรับสอดดายพุง ๙) ไมสําหรับยันเทา ใชควบคุมใหดายยึดตึง หรือยอนในระหวางการทอ ๑๐) ไมขึ้นเครื่องทอ ชวยใหการทอผาสําเร็จ ซึ่งเป็นไมเนื้อแข็งหรือไมไผ โดยเจาะรูเรียงกันตามขนาดของสวนประกอบเครื่องทอ ไดแก ไมพันผา ไมหนอสะยา ไมชวยแยกดาย เป็นตน รูปอุปกรณแการทอผากะเหรี่ยงโดยใชกี่เอว ๖.๔ กลวิธีก่อนการทอผ้า การทอผาของชาวกะเหรี่ยงกอนที่จะขึ้นเครื่องทอ ตองมีการเตรียมอุปกรณแเสนดาย ยอมสีจากธรรมชาติ หรือสีสังเคราะหแ กําหนดความตองการวาตองการทอผลิตภัณฑแประเภทใด เชน ยาม เสื้อ ผาพันคอ ผาโพกหัว เนื่องจากการทอกี่เอว ตองกําหนดรูปแบบกอนการทอ นําเสนดายที่จะใชมายอมสี ตามตองการ เมื่อไดเสนดายที่ยอมสีเรียบรอยแลว จึงนําเสนดายมามวนเป็นไจและโวนเสนดายตามความยาว ของผาทอที่ตองการทอ เมื่อไดเสนดายตามตองการแลว การทอจะใชกี่เอวทอ ดังนั้นการทอผาแตละครั้งจึงตอง ประมาณความยาวผาใหไดขนาดที่จะนํามาเย็บ แลวสวมไดพอดีตัว โดยชาวกะเหรี่ยงไมมีเครื่องมือที่ใชเป็น มาตรฐาน ในการวัดจึงตองใชวิธีกะประมาณ โดยอาศัยความเคยชิน ซึ่งการประมาณความยาวขนาดของผาที่จะทอ แตละครั้ง ผูทอจะยึดรูปรางของตนเป็นมาตรฐาน สวนการออกแบบลวดลายขึ้นอยูกับผูทอที่จะออกแบบ ลวดลาย และสามารถปรับลวดลายไดตามความตองการ เชน การนําลูกเดือยมาตกแตงเป็นรูปดอกไม หรือปัก เพื่อเพิ่มความสวยงามใหแกผลิตภัณฑแสําหรับการประดิษฐแลวดลาย ชาวกะเหรี่ยงบานแมฮาง มีลวดลายที่นิยม สําหรับการทอผากะเหรี่ยง ๓ ประเภท คือ การทอธรรมดา หรือทอลายขัด ลายขิด และลายจก รูปฝูายดิบ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๗๘ รูปฝูายยอมโดยสีธรรมชาติ ๖.๕ การทอผ้า มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ (๑) การขึ้นเครื่องทอ เป็นการนําเสนดายมาเรียงกันอยางมีระเบียบตามแนวนอนขนานไป กับไมขึ้น เรียงลําดับไวดังนี้ เริ่มตนคลองดายลงที่หลักที่ ๑ สาวเสนดายผานหลักที่ ๒,๓,๔,๕,๖,๗ นําไปคลองที่ หลักที่ ๘ และสาวมาคลองที่หลักที่ ๑ จากนั้นดึงดายทั้งหมดใหตึงเสมอกัน นํามาพันรอบหลักที่ ๒ ดึงดาย ใหตึงเสมอกันพาดผานดานหนาของไมหลักที่ ๓ ถึงไมหลักที่ ๔ เป็นจุดแยกดาย โดยใชดายสีขาวอีกกลุมหนึ่งเป็น เสนดายตะกอสอดเขาไประหวางเสนดาย เป็น ๒ สวนเทา ๆ กัน สวนที่ไมไดคลองกับตะกอแยกเสนดายผานหลัง หลักที่ ๔ และสวนที่คลองตะกอ ดึงเสนดายผานดานหนาหลักที่ ๔ รวบดายทั้งสองสวนเขาดวยกันใหตึง พาดผาน หลักที่ ๕,๖ พันออมหลักที่ ๗ จากนั้นดึงดายทั้งหมดใหตึงพรอมออมหลักที่ ๘ และสาวใหตึง ดึงกลับมาเริ่มตนที่ หลักที่ ๑ ใหม สอดไมทั้งหมดออกจากเครื่องทอ และนําไมไบ ๑ อัน สอดเขาไปแทนไมใสตะกอที่ ๑ นําไมไบ ๒ อัน เขาสอดเปลี่ยนไมใสตะกอที่ ๒ และไมใสตะกอที่ ๓ ซึ่งตองใชชวยแยกดายเวลาทอแกะดอก สวนไมไบที่ ๒ ใสกระบอกไมไผแทน ๑ อัน หลังจากนําดานขึ้นเครื่องทอเสร็จ จะเป็นการเรียงดาย และการกรอดายขวาง โดยการทอผาของชาวกะเหรี่ยงจะไมมีกระสวย จึงตองใชดายพันไมขนาดยาวประมาณ ๑ ฟุต เสนผาศูนยแกลาง ประมาณ ๑ เซนติเมตร โดยมือซายจับปลายไม ดานหนึ่งวางทาบกับหนาขาขวา ใชมือขวาปั่นฝูายเขาหาตัว โดยใหดายผานเขามาระหวางนิ้วชี้กับนิ้วกลางของ มือซาย ทําเชนนี้จนดายในไมมีมากพอควรแลว จึงกรอใสไมอันใหม (๒) การทอผาของชาวกะเหรี่ยง มี ๒ ชนิด การทอธรรมดาหรือทอลายขัด คือการสอดดายขวาง เขาไประหวางดายยืน ซึ่งแยกสลับกันขึ้น ๑ ลง ๑ หรือขึ้น ๒ ลง ๒ ตามจํานวนเสนดายที่เรียงเมื่อขึ้นเครื่องทอผา ที่ไดเนื้อผาจะเรียบ สม่ําเสมอ และเป็นสีเดียวกันตลอดผืน ใชสําหรับเย็บชุดเด็กหญิงกะเหรี่ยง และเย็บกางเกง ผูชายเทานั้น โดยปกติดายยืน และดายขวางที่ใชในการทอ แบบธรรมดาจะมีจํานวนเทากัน ยกเวนกรณีที่ใชดาย ตางชนิดกัน เชน ดายยืนเป็นดายสําเร็จรูปซึ่งเสนเล็ก และดายขวางพื้นเมือง มีขนาดเสนใหญ ตองใชดานยืน จํานวนมากกวาดายขวาง การทอเป็นลวดลาย ผาที่กะเหรี่ยงทอใชสวนใหญจะมีลวดลายประกอบ ทั้งนี้ขึ้นอยูกับ การใชประโยชนแ และความนิยม เชน ชุดหญิงสาวจะมีลายขวางบริเวณเหนืออก ผาถุงของหญิงแตงงานแลวจะทอ ลวดลาย บริเวณไหลอยางสวยงาม เป็นตน การทอเป็นลวดลายจะเป็นที่นิยมในกลุมผูหญิงมากกวา (๓) การประดิษฐแลวดลายในผืนผาขณะทอ ซึ่งลักษณะลวดลายในเนื้อผาจะปรากฏ เป็นเสนนูน ตามแนวตั้ง หรือแนวนอนก็ได หากเป็นลายนูนตามแนวตั้ง การกําหนดลายจะทําพรอมกับการเรียงดาย คือใชจํานวนดายเพิ่มขึ้นกวาปกติในบริเวณที่ที่ตองการ ใหเป็นลายนูน สวนดายขวางใชจํานวนเทาปกติ การทอวิธีนี้ นิยมใชทอเสื้อผูชายสูงอายุของเผากะเหรี่ยง ลวดลายสลับสีเป็นการทอแบบธรรมดา คือใชดายยืนและดายขวาง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๗๙ จํานวนเทาปกติแตแทรกดายสี ตาง ๆ สลับเขาไป ขณะเรียงดายยืนหรือเมื่อสอดดายขวาง เชน การทอผาหม ยาม และผาถุงของหญิงที่แตงงานแลว ลวดลายผาถุงในบางทองถิ่นจะมีลักษณะพิเศษกวาการทอลายสลับสีธรรมดา คือ จะใชดายยอม มัดหมี่ หรือยอมแบบลายน้ําไหลเป็นดายยืน บางครั้งกะเหรี่ยงจะทอลวดลาย สลับสีเป็นลายนูน ในเนื้อผา เชน บริเวณเหนืออกของชุดเด็กหญิงกะเหรี่ยง ลายจก เป็นการทอลวดลายโดยการสอดดายสลับ ซึ่งไมใชดายเสนเดียวกับดายขวางเขาไปเป็น บางสวนในเนื้อผาตามลวดลาย และสีในตําแหนงที่ตองการ การยกดายยืน จะไมเป็นไปตามการยกตะกอ แตผูทอจะใชนิ้วมือ หรือขนเมนชวยสอดยกดายขึ้นตามจํานวนที่กะไวและสอดดาย สีที่ตองการเขาไป ระหวางดายยืนนั้น ฉะนั้นลวดลายที่ปรากฏบนผืนผาทั้งผืนอาจไมเหมือนกันก็ได สวนลายขิด คือการทอผาโดยใหลวดลายที่ปรากฏเหมือนกันทั้งผืน ลักษณะลายแบบยกดอกในตัว โดยกําหนดสีตามดายยืน การแยกดายยืนใชวิธีนับเสนเป็นชวง ๆ และสอดไมเขาไปเป็นตัวนําไมจะชวยแยกดาย ใหชองระหวางดายยืนกวาง เพื่อความสะดวกในการสอดดายขวาง ชาวกะเหรี่ยงนิยมทอผาลายขิดเพื่อเย็บเป็นผาถุงสําหรับหญิงที่แตงงานแลว โดยปกติการปักลูกเดือยประดับชายเสื้อผูหญิง จะใชวิธีปักหลังจากการเย็บผาประกอบเขาไป พรอมกันในขณะทอผา โดยรอยลูกเดือยเขากับเสนดายขวางระหวางดายยืน โดยใหลูกเดือยลอยตัวอยูบนผืนผา เมื่อประกอบเป็นลวดลายแลวจึงปักทับดายสลับสีลงในชองระหวางลูกเดือยเหลานั้น เป็นการทําลวดลายบนผืนผา ใหสวยงาม หลังจากเย็บเป็นเครื่องนุงหมแลว สวนใหญชาวกะเหรี่ยงจะนิยมปักประดิษฐแลวดลายบนเสื้อผูหญิง ที่แตงงานแลว ลักษณะการประดับประดาจะใชดายหลากสีปักสลับลูกเดือย รูปการทอผากี่เอว รูปลวดลายผาทอกะเหรี่ยงบานแมฮาง รูปผลงานและรางวัลผาทอกะเหรี่ยงบานแมฮาง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๘๐ ส่วนที่ ๒ คุณค่าและบทบาทของวิถีชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ส าคัญ การทอผากี่เอวของชาวกะเหรี่ยงเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมและถูกถายทอดสั่งสอนมาจากบรรพบุรุษ สืบตอกันมาหลายชั่วอายุคน โดยไดรับการถายทอดความรูทักษะฝีมือการทอผามาจากผูเป็นแมตั้งแตยังเป็น เด็กหญิงในวัยประมาณ ๑๐ ปีการมีความภาคภูมิใจตอบรรพบุรุษ ที่ไดสอนวิธีการทอผา โดยไมตองใชเทคโนโลยี เขามาชวย ภาคภูมิใจในลวดลายผาที่บรรพบุรุษไดคิดคนไวให อยากรักษา ดํารงวัฒนธรรม ลวดลายแบบดั้งเดิมไว แตรูปทรงสามารถเปลี่ยนแปลงได ซึ่งขั้นตอนกวาจะไดมาเป็นผาหนึ่งผืน ตองผานกระบวนการอันประณีต มากมายตั้งแตการเก็บฝูายจนผานขั้นตอนตาง ๆ มาเป็นเสนฝูาย การยอมสี และนํามาใสเครื่องมวนฝูายออกมา ใหเรียงเป็นเสนๆ จากนั้นนําไปเรียงเสนฝูายบนเครื่องตั้งฝูายเพื่อเตรียมไปทอเป็นผืนในขั้นตอนตอไป เมื่อทอ เสร็จแลวก็นํามาเย็บตอเป็นผืนตามแตการใชงาน และประดับตกแตงอยางสวยงาม ดังนั้นการทอผากี่เอว ถือเป็น มรดกภูมิปัญญาของชาวกะเหรี่ยงบานแมฮางที่แสดงใหเห็นถึงอัตลักษณแในภูมิปัญญาการทอผากี่เอว รวมไปถึง เอกลักษณแการในการแตงกาย ซึ่งบานแมฮาง เป็นชุมชนหนึ่งที่ยังคงอนุรักษแและสืบสานวัฒนธรรมการทอผากี่เอว แบบดั้งเดิมของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยง อันดํารงไวซึ่งคุณคาทางมรดกภูมิปัญญาทองถิ่นตอไป ๒. บทบาทของชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม บานแมฮาง หมูที่ ๔ ตําบลนาแก อําเภองาว จังหวัดลําปาง มีความจําเป็นอยางยิ่งที่จะตองมีการอนุรักษแ ภูมิปัญญาผาทอกะเหรี่ยงและหาทางปูองกันมิใหเสื่อมสูญ เพราะผาทอกะเหรี่ยงมีคุณคาในวัฒนธรรมประเพณี มีคุณคา ความงามที่แสดงลักษณะเฉพาะทองถิ่น มีภูมิปัญญาการสรางสรรคแและมีคุณคาในทางเศรษฐกิจที่จะสงเสริมการสราง อาชีพในทองถิ่น สงเสริมใหพัฒนาเป็นอาชีพเพื่อสรางรายได และการสงเสริมใหเกิดการสืบทอดความรูใหอยูกับชุมชน จึงนับวาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรรักษาไวและใหคงอยูกับลูกหลานชาวกะเหรี่ยงตอไป ปัจจุบันจึงไดมีการอนุรักษแ วัฒนธรรมที่ดีงามเหลานี้ และเผยแพรใหแกลูกหลาน และบุคคลภายนอก เพื่อไมใหสูญหายจนเกิดการรวมกลุมผาทอ กะเหรี่ยงบานแมฮาง ไดมีการจัดตั้งกลุมทอผาขึ้นมา ในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ ปัจจุบันมีจํานวนสมาชิกทั้งหมด ๑๕ คน เพื่อสงเสริมอาชีพของชาวบาน ในชุมชน อีกทั้งเพื่อสืบสาน ถายทอด ภูมิปัญญาที่เป็นอัตลักษณแของชาติพันธุแกะเหรี่ยงเอาไว ส่วนที่ ๓ มาตรการในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. โครงการ กิจกรรมที่มีการด าเนินงานของรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การอนุรักษแ ฟื้นฟู องคแการบริหารสวนตําบลนาแก พัฒนาชุมชนอําเภองาวและพัฒนาชุมชนจังหวัดลําปาง ศูนยแพัฒนา ราษฎรบนพื้นที่สูงฯ เขามาสงเสริม สรางโครงการ เพื่ออนุรักษแและฟื้นฟูผาทอกี่เอวกะเหรี่ยง รวมไปถึง เพื่อพัฒนาการทองเที่ยวโดยชุมชน การสืบสานและถายทอด องคแการบริหารสวนตําบลนาแก พัฒนาชุมชนอําเภองาวและพัฒนาชุมชนจังหวัดลําปาง ศูนยแพัฒนา ราษฎรบนพื้นที่สูงฯ เขามาสงเสริม สรางโครงการ จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรูเชิงบูรณาการ เพื่อพัฒนาการทองเที่ยวโดยชุมชนและเพื่อสืบสาน ถายทอดองคแความรูผาทอกี่เอวกะเหรี่ยง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๘๑ การพัฒนาตอยอดมรดกภูมิปัญญา องคแการบริหารสวนตําบลนาแก พัฒนาชุมชนอําเภองาวและพัฒนาชุมชนจังหวัดลําปาง ศูนยแพัฒนาราษฎร บนพื้นที่สูงฯ เขามาสงเสริม สรางโครงการ เพื่อพัฒนาตอยอด รวมไปถึงการพัฒนาสินคารูปแบบตาง ๆ ที่นําลวดลาย ผาทอกี่เอวกะเหรี่ยงไปตอยอด เพื่อสรางมูลคาของชิ้นงาน ตลอดจนเพื่อพัฒนาการทองเที่ยวโดยชุมชน ๒. มาตรการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่คาดว่าจะด าเนินการ ในอนาคต การจัดตั้งเป็นศูนยแการเรียนรู “ผาทอกี่เอวกะเหรี่ยงบานแมฮาง” เพื่อใหเป็นที่ศึกษาเรียนรู เป็นแหลงรวมชางฝีมือในการทอผา และนําเสนอผลงาน สินคา ของผาทอกี่เอวบานโปุงน้ํารอน เพื่อใหนักทองเที่ยว ไดเขามาเที่ยวชม ทั้งวิถีการทอ การยอมสี และการจับจายซื้อสินคาของกลุมทอผา รวมไปถึงการ พัฒนาการทองเที่ยวโดยชุมชน การพัฒนาสินคาใหมีความทันสมัย ตามความตองการของตลาด ส่วนที่ ๔ สถานภาพปัจจุบัน ๑. สถานะการคงอยู่ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีการปฏิบัติอยางแพรหลาย เสี่ยงตอการสูญหายตองไดรับการสงเสริมและรักษาอยางเรงดวน ไมมีการปฏิบัติอยูแลวแตมีความสําคัญตอวิถีชุมชนที่ตองไดรับการฟื้นฟู ๒. สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้และปัจจัยคุกคาม สภาวการณแปัจจุบัน ผาทอกะเหรี่ยงบานแมฮางไดรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคม และวัฒนธรรม คือ การขาดแคลนชางทอผากะเหรี่ยงรุนใหม เพราะผูทอสวนใหญมักจะเป็นสตรี สูงอายุ เริ่มมีจํานวนลดนอยลง ทําใหขาดชวงการสืบทอดความรู การหมดความนิยมในการใช และ กลายเป็นแคสัญลักษณแของคนกะเหรี่ยง การขาดความตอเนื่องและขาดความริเริ่มสรางสรรคแใน การพัฒนาผาทอ จากเหตุผลดังกลาวขางตน จึงมีความจําเป็นอยางยิ่งที่จะตองมีการอนุรักษแภูมิปัญญา ผาทอกะเหรี่ยงและหาทางปูองกันมิใหเสื่อมสูญ เพราะผาทอกะเหรี่ยงมีคุณคาในวัฒนธรรมประเพณีมี คุณคาความงามที่แสดงลักษณะเฉพาะทองถิ่น ๓. รายชื่อผู้สืบทอดหลัก รายชื่อบุคคล/หัวหน้าคณะ/ กลุ่ม/สมาคม/ชุมชน อายุ/อาชีพ องค์ความรู้ด้านที่ได้รับ การสืบทอด/จ านวนปีที่ สืบทอดปฏิบัติ สถานที่ติดต่อ/โทรศัพท์ นางอาภรณแ ศิราไพบูลยแพร บานแมฮาง ผาทอกี่เอวกะเหรี่ยง ๑๘ หมู ๔ ตําบลนาแก อําเภองาว จังหวัดลําปาง นางประไพ สิราซาง บานแมฮาง ผาทอกี่เอวกะเหรี่ยง ๑๐/๔ หมู ๔ ตําบลนาแก อําเภองาว จังหวัดลําปาง นางวิลัย ปิ่นเงิน บานแมฮาง ผาทอกี่เอวกะเหรี่ยง ๑๓/๑ หมู ๔ ตําบลนาแก อําเภองาว จังหวัดลําปาง นางปรานอม ศิราไพบูลยแพร บานแมฮาง ผาทอกี่เอวกะเหรี่ยง ๑๘/๔ หมู ๔ ตําบลนาแก อําเภองาว จังหวัดลําปาง นางอัมพร แกวชมภู บานแมฮาง ผาทอกี่เอวกะเหรี่ยง ๑๔/๖ หมู ๔ ตําบลนาแก อําเภองาว จังหวัดลําปาง นางจันทรแศรี ศักดา บานแมฮาง ผาทอกี่เอวกะเหรี่ยง ๒๒/๕ หมู ๔ ตําบลนาแก อําเภองาว จังหวัดลําปาง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๘๒ ส่วนที่ ๕ การยินยอมของชุมชนในการจัดท ารายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชื่อ-สกุล นางอาภรณแ ศิราไพบูลยแพร สถานภาพที่เกี่ยวข้องกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประธานกลุมผาทอกะเหรี่ยงบานแมฮาง ขอรับรองข้อมูลตามเอกสารค าขอเสนอฯ และยินยอมให้เปิดเผยข้อมูลและน าไปใช้ประโยชน์ต่อไป ลงชื่อ นางอาภรณแ ศิราไพบูลยแพร วันที่ ๓๐ เดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ส่วนที่ ๖ ภาคผนวก ๑. บุคคลอ้างอิง นางอาภรณแ ศิราไพบูลยแพร ประธานกลุมผาทอกะเหรี่ยงบานแมฮาง ที่อยู ๑๘ หมู ๔ ตําบลนาแก อําเภองาว จังหวัดลําปาง เบอรแโทร ๐๖ ๑๕๖๒ ๗๕๐๔ ๒. รูปภาพ พร้อมค าอธิบายใต้ภาพ จ านวน ๑๐ ภาพ รหัสภาพ ภาพ ค าอธิบาย วัน เดือน ปี ที่ ถ่าย ผู้ถ่ายภาพ ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๑ ลงพื้นที่จัดเก็บ ขอมูลผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง ๒๕ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๒ ลงพื้นที่จัดเก็บ ขอมูลผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง ๒๕ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๓ ลวดลายผาทอกี่ เอวกะเหรี่ยง ๒๕ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๔ ลวดลายผาทอกี่ เอวกะเหรี่ยง ๒๕ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๘๓ รหัสภาพ ภาพ ค าอธิบาย วัน เดือน ปี ที่ ถ่าย ผู้ถ่ายภาพ ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๕ ลวดลายผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง ๒๕ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๖ การทอผากี่เอว กะเหรี่ยง ๒๕ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๗ อุปกรณแการทอ ผากี่เอวกะเหรี่ยง ๒๕ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๘ ฝู า ย ย อ ม สี ธรรมชาติ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๙ กี่เอวกะเหรี่ยง ๒๕ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๑๐ ผลิตภัณฑแผาทอ กะเหรี่ยงบานแมฮาง ๒๕ กันยายน ๒๕๖๔ เฉลิมชนมแ บุตรจุมปา มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๘๔ ๓. ข้อมูลภาพถ่าย ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว หรือข้อมูลเสียง ขอมูลภาพถาย ไดแก ภาพถาย จํานวน ๑๐ ภาพ ขอมูลภาพเคลื่อนไหว ไดแก ขอมูลเสียง ไดแก ๔. ข้อมูลผู้เสนอ ชื่อ-สกุล นางอาภรณแ ศิราไพบูลยแพร หนวยงาน กลุมผาทอกะเหรี่ยงบานแมฮาง เลขที่ ……๑๘……..หมู ..…๔….. ซอย .........-.......... ถนน ..........-........ แขวง/ตําบล ...นาแก….. เขต/อําเภอ........งาว.................. จังหวัด ....ลําปาง.....รหัสไปรษณียแ .........๕๒๑๑๐........ โทรศัพทแ .......-........ โทรสาร ............. มือถือ ๐๖ ๑๕๖๒ ๗๕๐๔ ๕. ข้อมูลผู้ประสานงาน ชื่อ-สกุล นางอาภรณแ ศิราไพบูลยแพร โทรศัพทแ ..........-........ โทรสาร ...........-....... มือถือ ๐๖ ๑๕๖๒ ๗๕๐๔ อีเมลแ .............-.................. มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๘๕ ๓.๓ ผ้าทอกะเหรี่ยงโดยใช้กี่เอว บ้านแม่หมีใน ต าบลหัวเมือง อ าเภอเมืองปาน จังหวัดล าปาง ส่วนที่ ๑ ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. ชื่อรายการ ผาทอกะเหรี่ยงโดยใชกี่เอว ๒. ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม วรรณกรรมพื้นบานและภาษา ศิลปะการแสดง แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และงานเทศกาล ความรูและการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล งานชางฝีมือดั้งเดิม การละเลนพื้นบาน กีฬาพื้นบานและศิลปะการตอสูปูองกันตัว ๓. พื้นที่ปฏิบัติ บานแมหมีใน หมูที่ ๖ ตําบลหัวเมือง อําเภอเมืองปาน จังหวัดลําปาง ตั้งอยูหางจากตัวจังหวัดลําปาง ไปทางทิศเหนือประมาณ ๑๒๐ กิโลเมตร และอยูหางจากตัวอําเภอเมืองปานประมาณ ๔๕ กิโลเมตร สูงจาก ระดับน้ําทะเลประมาณ ๗๐๐ เมตร ซึ่งบานแมหมีในมีทั้งหมด ๓ หยอมบาน คือ หยอมบานแมหมีใน หยอมบาน แมหมีนอก และหยอมบานจกปก โดยมีลําน้ําหลักที่สําคัญของหมูบาน ๔ ลําน้ํา คือ ลําน้ําแมหมี ลําน้ําหวยปุา คา ลําน้ําหวยกอม และลําน้ําหวยแมหมีนอย มีน้ําไหลตลอดปี บานแมหมีในมีประชากรประมาณ ๑๑๘ คน ครัวเรือนประมาณ ๒๐ ครัวเรือน กลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยงบานแมหมีในเขามาตั้งถิ่นฐานนานประมาณ ๑๕๗ ปี ลักษณะการตั้งบานเรือนอยูรวมกันเป็นกลุม มีภูเขาลอมรอบและลําหวยไหลผาน ชาวบานสวนใหญประกอบ อาชีพเกษตรกรรมอยูในหมูบานมากกวาออกไปทํางานนอกหมูบาน ชาวบานยังคงยึดถือความเชื่อประเพณีและ วัฒนธรรมดั้งเดิมอยางเครงครัด เยาวชนในหมูบานสวนใหญเรียนที่ศูนยแการเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแมฟูาหลวง บานแมหมีใน ซึ่งเปิดสอนวันจันทรแถึงศุกรแ โดยครูอาสาสมัคร ไมมีการปิดภาคเรียน แตจะพักการเรียนชวงสิ้นเดือน ถึงตนเดือน วิชาหลักที่สอนคือภาษาไทยและคณิตศาสตรแ ศึกษาจบไดวุฒิการศึกษาระดับประถมศึกษาปีที่ ๖ ซึ่งมีการศึกษาตอในระดับมัธยมหลายสถาบันโดยกรมประชาสงเคราะหแและมูลนิธิการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม ใหการสนับสนุนทุนการศึกษา ดานประวัติการตั้งหมูบานแมหมีในเลากันวากะเหรี่ยงบานแมหมีในอพยพมาจากบานเมืองคอน อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม เมื่อประมาณ ๔๓๓ ปี หรือประมาณปี พ.ศ.๒๓๘๓ โดยการนําของ นายพะตือ ยาง เขามาตั้งถิ่นฐานบานเรือนอยูบริเวณที่ราบในหุบเขาริมลําหวยแมหมี เพื่อหาที่ดินทํากินแหงใหมในบริเวณริมหวย แมหมี ทางทิศใตของที่ตั้งหมูบานปัจจุบัน เรียกวา บานเกอแนโป หลังจากนั้นไดยายหมูบานไปอยูบริเวณลําหวย แมหมีและแมตเอม ตอมามีชาวกะเหรี่ยงจากตําบลแจซอน อําเภอเมืองปาน จังหวัดลําปาง และเวียงปุาเปูา จังหวัดเชียงราย ไดอพยพเขามาอยูดวย ซึ่งการยายที่ตั้งหมูบานแตละครั้งมีสาเหตุตางกัน เชน ผูนําเสียชีวิต เกิดโรคระบาด เกิดความขัดแยงในหมูบาน และยายเพื่อใหอยูใกลพื้นที่ทํากิน จนกระทั่งมีการแยกกลุมบาน ออกเป็น ๒ กลุมใหญ คือ กลุมบานแมหมี และกลุมบานแมตเอม ทั้งนี้ในกลุมบานแมหมีไดแบงออกเป็น ๒ หยอม มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๘๖ คือ บานแมหมีในและบานแมหมีนอก ตอมาปี พ.ศ. ๒๕๒๐ นายโคโล ยาง ผูนําในขณะนั้น ไดแยกหมูบานแมหมี มาตั้งในพื้นที่ปัจจุบัน โดยการจัดระเบียบหมูบาน ประกอบดวยผูใหญบาน ซึ่งเป็นคนพื้นราบบานทุงยาง และคณะกรรมการหมูบาน ๙ คน กรรมการที่ปรึกษา ๓ คน กรรมการตรวจปุา ๖ คน กรรมการการศึกษา ๕ คน ทั้งนี้การแตงตั้งคณะกรรมการหมูบานมาจากความเห็นรวมของชาวบาน นอกจากผูนําที่รัฐแตงตั้งแลวบานแมหมีใน ยังมีผูนําดั้งเดิมซึ่งเรียกวา “ญี่โข” ดวย ผูนําทั้งสองกลุมแบงบทบาทหนาที่กัน คือ คณะกรรมการหมูบานดูแล การติดตอประสานงานกับหนวยงานนอกชุมชน สวนญี่โขและผูอาวุโสของหมูบานดูแลเรื่องที่เกี่ยวของกับ ประเพณีวัฒนธรรมในชุมชน ๔. สาระส าคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโดยสังเขป อาชีพสวนใหญของชาวกะเหรี่ยงบานแมหมีใน จะประกอบอาชีพเกษตรกร โดยการปลูกขาว ทําไรหมุนเวียน ทําสวน และปลูกผักสวนครัวแซมในไร บางครอบครัวก็ปลูกกาแฟตามแนวรั้ว นําเมล็ดไปขาย นอกจากเพาะปลูกแลว ยังเก็บของปุา เชน น้ําผึ้ง หนอไม เห็ด ชาวบานบางคนก็มีรายไดจํานวนมากจากการขาย สัตวแเลี้ยง นอกจากนั้น ผูหญิงในหมูบานยังมีรายไดจากการทอผา โดยรวมตัวกันเป็น “กลุมสตรีทอผายอมสี ธรรมชาติ” ซึ่งไดรับการสงเสริมสนับสนุนจากมูลนิธิการศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม และการออมทรัพยแ บานแมหมีใน มีกลุมออมทรัพยแซึ่งเพิ่งกอตั้งเมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๒ โดยเริ่มจากเจาหนาที่โครงการพัฒนาชุมชนชาวเขา มูลนิธิ การศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม แนะนําใหกลุมสตรีทอผายอมสีธรรมชาติรูจักการออมโดยเชื่อมโยงกับกลุมการผลิต คือกลุมทอผา มีการจัดการระบบผลประโยชนแและสวัสดิการจากกองทุน ๕. ประวัติความเป็นมา การแตงกายชาวกะเหรี่ยงบานแมหมียังคงมีลักษณะดั้งเดิมโดยเฉพาะกลุมประชากร ตั้งแตอายุ ๓๐ ปีขึ้นไป ผูชายโสดหรือแตงงานแลวจะใสเสื้อทอผาฝูายทรงกระบอก คอวี แขนสั้น สีแดง หรือสีชมพู เรียกวา เชควอ สวมกางเกงทรงใดก็ได ขณะที่ผูหญิง ถาเป็นสาววัยรุนเวลาปรกติจะแตงตัว แบบทั่วไปตามสมัยนิยม แตจะมีชุดประจําเผาสําหรับใสออกงานสําคัญเรียกวา เชวา ทั้งนี้หญิงสาวโสด หามสวมเสื้อผาสีดํา ดังนั้นจึงมีการทอเชวาสีชมพูและสีมวงไวสวมใสดวย สําหรับหญิงแตงงานแลวจะใสเสื้อผา สมัยนิยมสลับกับชุดประจําเผาที่เรียกวา เชซู ประดับดวยลูกเดือยปักมือ สวมผาถุงสีแดงหรือสีชมพู ปัจจุบันผูชายนิยมแตงตัวเหมือนคนพื้นราบมากขึ้น เนื่องจากมีความสะดวกในการทํางาน สําหรับเสื้อผาหญิงสาว จะทอกันเอง แตสําหรับครอบครัวที่นับถือศาสนาคริสตแมักจะไมปักลูกเดือย แตใชเป็นการทอเป็นลายตาง ๆ แทน การแตงกายของหญิง-ชาย บานหมีใน มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๘๗ สําหรับความเป็นมาของกลุมผาทอกะเหรี่ยงบานแมหมี ยังคงสืบทอดผานลูกหลาน โดยเฉพาะ การทอผา ผูหญิงชาวกะเหรี่ยงในหมูบาน ไดมีการจัดตั้งกลุมทอผาขึ้นมา ในวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๔๘ ซึ่งใน ชีวิตประจําวัน มีการทอผาใชกันอยูแลว นอกจากนั้นกลุมทอผา ยังเป็นศูนยแขอมูลและจําหนายผลิตภัณฑแจาก ฝีมือของสมาชิกในกลุม ซึ่งลวดลายผาทอยังคงแบบลวดลายของชนเผา และเริ่มมีการประยุกตแออกแบบลวดลายใหม แตยังคงลวดลายเดิมไวเป็นฐานอยู แกนนําในการจัดตั้งกลุม คือ นางอาภรณแ ศิราไพบูลยแพร เป็นผูที่ริเริ่ม ในการชักชวนสตรีในหมูบานที่มีความสนใจมีความสามารถ และมีความพรอมในการรวมมือกันสืบทอดภูมิปัญญา ทองถิ่น และสรางรายไดเสริมใหแกครอบครัว นอกจากเป็นการเพิ่มรายได ใหแก ครอบครัวของสมาชิกในหมูบานแลว ยังเป็นการเปิดโอกาสใหผูที่สนใจไดเขามาศึกษา หาความรู และเป็นการสืบทอดศิลปะการทอผากะเหรี่ยงใหคงอยู ๖. ลักษณะเฉพาะที่แสดงถึงอัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๖.๑ ประเภทงาน ชางฝีมือดั้งเดิม ๖.๒ ลักษณะพิเศษ ลักษณะจุดเดนของผาทอกะเหรี่ยงบานแมหมีนั้น เป็นผาฝูายที่มีลวดลายเป็นเอกลักษณแ เฉพาะตัว มีลายดั้งเดิม และลายที่มีการปรับปรุง ประยุกตแเป็นลายใหม โดยใชฐานลายเกามาปรับ ทําใหเกิด ความสวยงามและทันสมัยมากขึ้น จากวิถีชีวิตที่เรียบงาย ผูกพันกับปุา ทําใหชาวกะเหรี่ยงบานแมหมี ยังคงมี วิถีชีวิตดั้งเดิม โดยเฉพาะการนําเอาทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งเปลือกไม ใบไม ผลไม มายอมสีผา ไมวาจะเป็น เปลือกประดู ใหสีน้ําตาลออน ลูกสะหมอใหสีเทาเขม สีน้ําเงินจากใบหอม โดยนําวัสดุจากธรรมชาติมาใชในการ ยอมสี และในปัจจุบันมีการประยุกตแผลิตภัณฑแบางชิ้น โดยมีการใชสีสังเคราะหแมาเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มสีสันใหแกเนื้อผา ขั้นตอนกวาจะไดมาเป็นผาหนึ่งผืน ตองผานกระบวนการอันประณีตมากมาย ตั้งแตการเก็บ ฝูายจนผานขั้นตอนตาง ๆ มาเป็นเสนฝูาย การยอมสี และนํามาใสเครื่องมวนฝูายออกมาใหเรียงเป็นเสนๆ จากนั้นนําไปเรียงเสนฝูายบนเครื่องตั้งฝูายเพื่อเตรียมไปทอเป็นผืนในขึ้นตอนตอไป เมื่อทอเสร็จแลวก็นํามาเย็บ ตอเป็นผืนตามแตการใชงาน และประดับตกแตงอยางสวยงาม ผาทอกะเหรี่ยง มีลักษณะเป็นผาทอหนาแคบ ที่ใชเครื่องมือทอแบบหางหลัง หรือที่เรียกกันวา 'กี่เอว' ผาที่ทอจะถูกกําหนดตามความตองการใชงาน ตั้งแตเริ่มตนทอ เชน ผาทอสําหรับเสื้อ ผาทอสําหรับผาซิ่น ผาทอสําหรับผาโพกศรีษะ หรือผาทอสําหรับ ทําเป็นยาม ศิลปะลวดลายบนผืนผาของชนเผากะเหรี่ยง มีเอกลักษณแโดดเดนที่แสดงถึงตัวตนของชนเผา กะเหรี่ยงที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ลวดลายตาง ๆ มักเกิดจากการสังเกต การใชจินตนาการนําเอาลักษณะเดน จากสิ่งที่พบเห็นในธรรมชาติและสิ่งแวดลอมรอบตัว ทั้งพืชพรรณ ดอกไม ตนไม สัตวแนอยใหญ ขาวของ เครื่องใชในชีวิตประจําวัน ตลอดไปจนถึงประเพณีและคตินิยมของชนเผามาประยุกตแถายทอดลงสูลวดลาย บนผืนผาไดอยางงดงาม ดวยเทคนิคการสรางสรรคแลวดลายที่หลากหลาย ทั้งการจก การทอยกดอก การมัดหมี่ การปักดวยดายหรือไหมพรมหลากสี การปักประดับตกแตงดวยเมล็ดลูกเดือย (ยกเวนกลุมที่นับถือคริสตแ) มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๘๘ การอบรม กศน. เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑแผา การทอผาของปกาเกอะญอกอนที่จะขึ้นเครื่องทอ จําเป็นจะตองกําหนดวัตถุประสงคแของการ ทอกอนวาจะทอเพื่อใชทําอะไร เชน ทอเสื้อผูหญิง (ไชบาง) ทอเสื้อผูชาย (ไชอะควา) ทอผาถุง (นิง) ทอถุงยาม (ธง) เสื้อสาว (ไชมือนาง) ฯลฯ และตองกําหนดขนาดไปพรอมกันดวย ทั้งนี้เนื่องจากลักษณะของเครื่องนุงหม ของชนเผาปกาเกอะญอ เป็นการนําผาแตละชิ้นมาเย็บประกอบกันโดยไมการตัด ดังนั้นการทอผาแตละครั้งจึงตองกะใหไดขนาดที่จะนํามาเย็บ แลวสวมไดพอดีตัว ปกาเกอะญอไมมีเครื่องมือที่ใชเป็นมาตรฐานในการวัด จึงตองใชวิธีกะประมาณ โดยอาศัยความเคยชิน การกะขนาด ของผาที่จะทอแตละครั้ง ผูทอจะยึดรูปรางของตนเป็นมาตรฐานวา เมื่อขึ้นเครื่องทอเพื่อทอเสื้อของตนตองเรียงดาย สูงประมาณเทาไหรของไมที่เสียบบน “แท แบร อะ” หรือไมขึ้นเครื่องทอ เชนประมาณวา “ครึ่งไม” หรือ “คอนไม” เป็นตน ฉะนั้นเมื่อตองทอใหผูอื่นจึงตองเพิ่ม หรือลดขนาดของดายลง โดยอาศัยการเปรียบเทียบจากรูปราง ของผูทอดังกลาว ฝูายที่ใชทอนั้นมักจะเป็นฝูายที่ยอมสีจากธรรมชาติ เชน รากไม เปลือกไม ขมิ้น ตนมะเกลือ เป็นตน ก็จะทําใหไดสีไมฉูดฉาด จะสีธรรมชาติ แตปัจจุบันนิยมใชไหมประดิษฐแแทนฝูายยอมจากธรรมชาติเนื่องจาก หาไดงาย นางแสงคํา สุจาดึก อายุ ๗๔ ปี บานแมหมีใน เป็นปราชญแมีภูมิปัญญาดานการทอผากี่เอวคนหนึ่ง ในบานแมหมีและในตําบลหัวเหมืองที่มีความสามารถดานนี้และไดสืบทอดมาตั้งแตอายุ ๑๗ ปี จากมารดาและ เป็นผูที่สอนภูมิปัญญานี้ตอไปยังลูกหลานใหสืบทอดตอไป ปัจจุบันผาทอกะเหรี่ยงไดประยุกตแเป็นผลิตภัณฑแหลายอยางเพื่อใหเขากับยุคสมัย ผานการออกแบบ และความคิดสรางสรรคแและแฝงความเป็นเอกลักษณแของทองถิ่นไว เพื่อสรางมูลคาเพิ่มในชิ้นงานและมีคุณคาทางจิตใจ ฉะนั้นเมื่อตองทอใหผูอื่นจึงตองเพิ่ม หรือลดขนาดของดายลง โดยอาศัยการเปรียบเทียบจาก รูปรางของผูทอดังกลาว ปกติแลวความกวางของผาที่ทอไดมีขนาดเพียง ๑ ใน ๔ ของรอบ อก ผูสวมใส อยางหลวมๆ ถาทอผาหมความกวางอาจเทากับ ๑/๒ หรือ ๑/๓ ของความกวางที่ตองการก็ไดทั้งนี้ขึ้นอยูกับการนําไปประกอบ เป็นเครื่องนุงหมเชน ผืนผาที่ทอจะเทากับ ๔ เทาของความยาวแทจริงของเสื้อ หรือชุดยาวก็จะทอผาขนาด มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๘๙ เดียวกันคือ ๒ ผืน โดยแตละผืนมีความยาว ๒ เทาของความยาวที่แทจริง เป็นตน เครื่องทอผาไมมีหลักฐาน ที่แสดงวาแตเดิมรูปแบบของการทอผาของกะเหรี่ยงเป็นแบบใด แตเทาที่ปรากฏใหเห็นมาจนถึงปัจจุบันพบวาเป็น แบบทอมัดเอวหรือหางหลังเชนเดียวกับการทอผาของ ลัวะ และลาหู ซึ่งลักษณะการทอผานี้คลายของชาวเปรู สมัยโบราณ ชนเผาแถบกัวเตมาลา ฟิลิปปินสแและแม็กซิโก ดังนั้นชาวกะเหรี่ยงจึงมีความชํานาญในการยอมสีเสนดายดวยวัสดุจากธรรมชาติโดยจะ ประมาณความยาวของดายใหเพียงพอในการขึ้นเครื่องทอแตละครั้ง เพื่อใหไดสีที่เหมือนกัน การยอมสีธรรมชาติ มีวิธีแตกตางกันไป โดยขึ้นอยูกับวัสดุที่นํามาใช แตทั้งนี้ถาอยากใหสีติดดีตองนําดายมาผานกระบวนการละลาย ไขมันโดยตมน้ําเดือดประมาณครึ่งชั่วโมง แลวซักดวยน้ําเย็นจนฝูายเป็นสีขาว ปัจจุบันชาวบานใชวิธีซักดวย ผงซักฟอกแลวลางออกจากนั้นจึงนําไปยอมสีขณะดายเปียกขั้นตอนการยอมสีในสมัยโบราณ ไดใชภูมิปัญญา ชาวบานในการนําวัตถุดิบจากธรรมชาติมาใชในการยอมสีทําใหไดสีสันที่หลากหลายยิ่งขึ้น โดยที่ไมเป็นอันตราย ตอคน สัตวแสิ่งแวดลอม แตยังคงดํารงไวซึ่งวัฒนธรรมอันดีงามที่เป็นภูมิปัญญาของคนสมัยกอน สีหลักที่ใชจะอยูใน โทนสีเหลือง สีน้ําตาลออน ถึงสีน้ําตาลเขม สีคราม สีเขียว และสีชมพูการพัฒนาสีธรรมชาติมีความเป็นไปได ไมจํากัด เพราะองคแความรูอยูที่ชาวบาน โดยมัดยอมดายที่ยอมแลวผึ่งใหแหงจะทดลอง ใบไมตางฤดูใหผล แตกตางเป็นเรื่องสนุก หลักการเดียวแตสามารถนําวัสดุหลายอยางมาใชใหเกิดสีหลากหลาย เป็นความรูที่ไม ตายตัว สามารถตอยอดได เป็นทิศทางการพึ่งตนเองบนฐานความรูที่ชุมชนมีและสามารถพัฒนาไปไดดวยตนเอง ๖.๓ เครื่องมือ/อุปกรณ์ในการทอผ้ากี่เอว ขั้นตอน การทอผากะเหรี่ยง ๑. นําฝูายที่จัดหามามวน หรือปั่นใหเป็นรูปกลมๆ ๒. นําทาเบลิงวางไวใหพอเหมาะกับความตองการ กะระยะใหไดขนาดที่จะทํา นําอุปกรณแเสียบไวตามรูที่ตองการ ๓. คลองฝูายไปมาลักษณะคลายแถวเรียงหนากระดานใหไดขนาดตามความตองการแลวยกลง ๔. ถอดออกมาทั้งหมด วางลงในแนวนอน ดึงอุปกรณแออกจากทาเบลิง ๕. เสียบลูคูใหไดขนาด ๔๕ องศา แลวเริ่มทําการทอไปเรื่อย ๆ การยกดอก หรือลายตาง ๆ แลวแตจินตนาการของผูทอ ๖. นํามาเย็บเป็นรูปราง แลวแตความตองการผาทอกะเหรี่ยงที่ทําสําเร็จแลวสวนใหญใช เป็นเครื่องนุงหมในครอบครัวชาวกะเหรี่ยงแตไมไดใชทุกวัน ทุกคนตองมีอยางนอยคนละ ๑ ชุด เพื่อใสในงานพิธีสําคัญ เชน ประเพณีแตงงาน ประเพณีเวียนศาลา ประเพณีขาวหอ เป็นตน แตก็ไดประยุกตแงานผากะเหรี่ยงเพื่อการ นําไปประดิษฐแใหเกิดความหลากหลายเพื่อใหเกิดประโยชนแในชีวิตประจําวัน ขั้นตอนการย้อมสีผ้า การยอมนั้นแบงไดเป็น ๒ ลักษณะ คือ การยอมเย็นและการยอมรอน คือการยอมเย็นนั้น จะนิยมยอมในหมอดิน โดยการเตรียมน้ําสีใสไวในหมอ จากนั้นนําเสนฝูายไปจุมลงในหมอ ใชมือคนบีบ จนกระทั่ง ไดสีตามตองการ หรือจะทําการหมักไวเพื่อใหสีที่ไดเขมขึ้น สวนการยอมรอนเป็นการนําเสนฝูายตมในหมอที่ใสน้ําสี ใชไมคนเพื่อใหฝูายโดนน้ําสีอยางทั่วถึง เมื่อไดสีตามตองการจึงนําไปซักและตากแหงซึ่งการยอมรอนมีขั้นตอนดังนี้ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๙๐ ๑. นําเสนฝูายที่จะไปทําการยอมมาซักดวยน้ําสะอาดเพื่อขจัดฝุุนผงและไขตางๆ จากนั้นบีบน้ําออกใหหมาดเพื่อใหสีที่ ยอมติดเสนฝูายอยางสม่ําเสมอ ๒. นําเสนฝูายที่บีบหมาด ๆ แลว ลงไปตมในหมอน้ําสี คนฝูายอยางสม่ําเสมอเพื่อใหสี เขาไปในเสนฝูายอยางทั่วถึงประมาณ ๓๐ นาที (ขึ้นอยูกับชนิดของวัตถุดิบที่นํามายอม) ๓. เมื่อไดสีตามตองการนําเสนฝูายขึ้นจากหมอตม บิดใหหมาด นําไปซักดวยน้ําสะอาด แลวตากใหแหง ถาตองการใหสีเขมขึ้นสามารถนํามาตมอีกครั้งหนึ่ง จนกวาจะไดสีตามตองการ การยอมสี ตองขึ้นกับชนิดของผาดวย เชน ผาฝูาย ผาลินิน ผาเลยอง ผามัสลินหรือ วิสโคส สามารถยอมสีไดทุกชนิด เมื่อยอมผาเสร็จแลว ใหรีบลางผาในน้ําสะอาด ๖.๔ กลวิธีก่อนการทอผ้า การทอผาของชาวกะเหรี่ยงกอนที่จะขึ้นเครื่องทอ ตองมีการเตรียมอุปกรณแเสนดายยอมสี จากธรรมชาติ หรือสีสังเคราะหแ กําหนดความตองการวาตองการทอผลิตภัณฑแประเภทใด เชน ยาม เสื้อ ผาพันคอ ผาโพกหัว เนื่องจากการทอกี่เอว ตองกําหนดรูปแบบกอนการทอ นําเสนดายที่จะใชมายอมสีตาม ตองการ เมื่อไดเสนดายที่ยอมสีเรียบรอยแลว จึงนําเสนดายมามวนเป็นไจและโวนเสนดายตามความยาวของผา ทอที่ตองการทอ เมื่อไดเสนดายตามตองการแลว การทอจะใชกี่เอวทอ ดังนั้นการทอผาแตละครั้งจึงตองกะใหได ขนาดที่จะนํามาเย็บ แลวสวมไดพอดีตัว โดยชาวกะเหรี่ยงไมมีเครื่องมือที่ใชเป็นมาตรฐานในการวัด จึงตองใชวิธี กะประมาณ โดยอาศัยความเคยชิน ซึ่งการกะขนาดของผาที่จะทอแตละครั้ง ผูทอจะยึดรูปรางของตน เป็นมาตรฐาน สวนการออกแบบลวดลายขึ้นอยูกับผูทอที่จะออกแบบลวดลาย และสามารถปรับลวดลายไดตาม ความตองการ เชน การนําลูกเดือยมาตกแตง เป็นรูปดอกไม หรือปักเพื่อเพิ่มความสวยงามใหแกผลิตภัณฑแ สําหรับการประดิษฐแลวดลาย ชาวกะเหรี่ยงบานแมฮาง มีลวดลายที่นิยมสําหรับการทอผากะเหรี่ยง ๓ ประเภท คือ การทอธรรมดา หรือทอลายขัด ลายขิด และลายจก ๖.๕ การทอผ้า มีขั้นตอนดังต่อไปนี้ (๑) การขึ้นเครื่องทอ เป็นการนําเสนดายมาเรียงกันอยางมีระเบียบตามแนวนอนขนานไปกับไม ขึ้นเรียงลําดับไวดังนี้ เริ่มตนคลองดายลงที่หลักที่ ๑ สาวเสนดายผานหลักที่ ๒,๓,๔,๕,๖,๗ นําไปคลองที่หลักที่ ๘ และสาวมาคลองที่หลักที่ ๑ จากนั้นดึงดายทั้งหมดใหตึงเสมอกัน นํามาพันรอบหลักที่ ๒ ดึงดายใหตึงเสมอกัน พาดผานดานหนาของไมหลักที่ ๓ ถึงไมหลักที่ ๔ เป็นจุดแยกดาย โดยใชดายสีขาวอีกกลุมหนึ่งเป็นเสนดายตะกอ สอดเขาไประหวางเสนดาย เป็น ๒ สวนเทา ๆ กัน สวนที่ไมไดคลองกับตะกอแยกเสนดายผานหลังหลักที่ ๔ และ สวนที่คลองตะกอ ดึงเสนดายผานดานหนาหลักที่ ๔ รวบดายทั้งสองสวนเขาดวยกันใหตึง พาดผานหลักที่ ๕,๖ พันออมหลักที่ ๗ จากนั้นดึงดายทั้งหมดใหตึงพรอมออมหลักที่ ๘ และสาวใหตึง ดึงกลับมาเริ่มตนที่หลักที่ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๙๑ ๑ ใหม สอดไมทั้งหมดออกจากเครื่องทอ และนําไมไบ ๑ อัน สอดเขาไปแทนไมใสตะกอที่ ๑ นําไมไบ ๒ อันเขาสอด เปลี่ยนไมใสตะกอที่ ๒ และไมใสตะกอที่ ๓ ซึ่งตองใชชวยแยกดายเวลาทอแกะดอก สวนไมไบที่ ๒ ใสกระบอกไมไผ แทน ๑ อัน หลังจากนําดานขึ้นเครื่องทอเสร็จ จะเป็นการเรียงดาย และการกรอดายขวาง โดยการทอผาของ ชาวกะเหรี่ยงจะไมมีกระสวย จึงตองใชดายพันไมขนาดยาวประมาณ ๑ ฟุต เสนผาศูนยแกลางประมาณ ๑ เซนติเมตร โดยมือซายจับปลายไม ดานหนึ่งวางทาบกับหนาขาขวา ใชมือขวาปั่นฝูายเขาหาตัวโดยใหดายผานเขามา ระหวางนิ้วชี้กับนิ้วกลางของมือซาย ทําเชนนี้จนดายในไมมีมากพอควรแลว จึงกรอใสไมอันใหม (๒) การทอผาของชาวกะเหรี่ยง มี ๒ ชนิด การทอธรรมดาหรือทอลายขัด คือการสอดดายขวาง เขาไประหวางดายยืน ซึ่งแยกสลับกันขึ้น ๑ ลง ๑ หรือขึ้น ๒ ลง ๒ ตามจํานวนเสนดายที่เรียง เมื่อขึ้นเครื่องทอ ผาที่ไดเนื้อผาจะเรียบ สม่ําเสมอ และเป็นสีเดียวกันตลอดผืน ใชสําหรับเย็บชุดเด็กหญิงกะเหรี่ยง และเย็บกางเกง ผูชายเทานั้น โดยปกติดายยืน และดายขวางที่ใชในการทอ แบบธรรมดาจะมีจํานวนเทากัน ยกเวนกรณีที่ใชดาย ตางชนิดกัน เชน ดายยืนเป็นดายสําเร็จรูปซึ่งเสนเล็ก และดายขวางพื้นเมือง มีขนาดเสนใหญ ตองใชดานยืน จํานวนมากกวาดายขวาง การทอเป็นลวดลาย ผาที่กะเหรี่ยงทอใชสวนใหญจะมีลวดลายประกอบ ทั้งนี้ขึ้นอยูกับ การใชประโยชนแ และความนิยม เชน ชุดหญิงสาวจะมีลายขวางบริเวณเหนืออก ผาถุงของหญิงแตงงานแลวจะทอ ลวดลาย บริเวณไหลอยางสวยงาม เป็นตน การทอเป็นลวดลายจะเป็นที่นิยมในกลุมผูหญิงมากกวา (๓) การประดิษฐแลวดลายในผืนผาขณะทอ ซึ่งลักษณะลวดลายในเนื้อผาจะปรากฏ เป็นเสนนูนตามแนวตั้ง หรือแนวนอนก็ได หากเป็นลายนูนตามแนวตั้ง การกําหนดลายจะทําพรอมกับการเรียงดาย คือใชจํานวนดายเพิ่มขึ้นกวาปกติในบริเวณที่ตองการ ใหเป็นลายนูน สวนดายขวางใชจํานวนเทาปกติ การทอวิธีนี้ นิยมใชทอเสื้อผูชายสูงอายุของเผากะเหรี่ยง ลวดลายสลับสีเป็นการทอแบบธรรมดา คือใชดายยืนและดายขวาง จํานวนเทาปกติแตแทรกดายสี ตาง ๆ สลับเขาไป ขณะเรียงดายยืนหรือเมื่อสอดดายขวาง เชน การทอผาหม ยาม และผาถุงของหญิงที่แตงงานแลว ลวดลายผาถุงในบางทองถิ่นจะมีลักษณะพิเศษกวาการทอลายสลับสีธรรมดา คือจะใชดายยอมมัดหมี่ หรือยอมแบบลายน้ําไหลเป็นดายยืน บางครั้งกะเหรี่ยงจะทอลวดลายสลับสีเป็นลายนูน ในเนื้อผา เชน บริเวณเหนืออกของชุดเด็กหญิงกะเหรี่ยง ลายจกเป็นการทอลวดลายโดยการสอดดายสลับ ซึ่งไมใชดายเสนเดียวกับดายขวางเขาไปเป็น บางสวนในเนื้อผาตามลวดลาย และสีในตําแหนงที่ตองการ การยกดายยืนจะไมเป็นไปตามการยกตะกอ แตผูทอจะใชนิ้วมือ หรือขนเมนชวยสอดยกดายขึ้นตามจํานวนที่กะไว และสอดดายสีที่ตองการเขาไป ระหวางดายยืนนั้น ฉะนั้นลวดลายที่ปรากฏบนผืนผาทั้งผืนอาจไมเหมือนกันก็ได สวนลายขิด คือการทอผาโดยใหลวดลายที่ปรากฏเหมือนกันทั้งผืน ลักษณะลายแบบยกดอกในตัว โดยกําหนดสีตามดายยืน การแยกดายยืนใชวิธีนับเสนเป็นชวง ๆ และสอดไมเขาไปเป็นตัวนําไมจะชวยแยกดาย ใหชองระหวางดายยืนกวาง เพื่อความสะดวกในการสอดดายขวาง ชาวกะเหรี่ยงนิยมทอผาลายขิดเพื่อเย็บเป็นผาถุงสําหรับหญิงที่แตงงานแลว โดยปกติการปักลูกเดือยประดับชายเสื้อผูหญิง จะใชวิธีปักหลังจากการเย็บผาประกอบเขาไป พรอมกันในขณะทอผา โดยรอยลูกเดือยเขากับเสนดายขวางระหวางดายยืน โดยใหลูกเดือยลอยตัวอยูบนผืนผา เมื่อประกอบเป็นลวดลายแลวจึงปักทับดายสลับสีลงในชองระหวางลูกเดือยเหลานั้น เป็นการทําลวดลายบนผืนผาใหสวยงาม หลังจากเย็บเป็นเครื่องนุงหมแลว สวนใหญชาวกะเหรี่ยงจะนิยมปักประดิษฐแลวดลายบนเสื้อผูหญิงที่แตงงานแลว ลักษณะการประดับประดาจะใชดายหลากสีปักสลับลูกเดือย มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๙๒ รูปการทอผากี่เอว มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๙๓ ส่วนที่ ๒ คุณค่าและบทบาทของวิถีชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. คุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ส าคัญ การทอผากี่เอวของชาวกะเหรี่ยงเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมและถูกถายทอดสั่งสอนมาจากบรรพบุรุษสืบตอ กันมาหลายชั่วอายุคน โดยไดรับการถายทอดความรูทักษะฝีมือการทอผามาจากผูเป็นแมตั้งแตยังเป็น เด็กหญิงในวัยประมาณ ๑๐ ปีการมีความภาคภูมิใจตอบรรพบุรุษที่ไดสอนวิธีการทอผา โดยไมตองใชเทคโนโลยี เขามาชวย ภาคภูมิใจในลวดลายผาที่บรรพบุรุษไดคิดคนไวให อยากรักษา ดํารงวัฒนธรรม ลวดลายแบบดั้งเดิมไว แตรูปทรงสามารถเปลี่ยนแปลงได ซึ่งขั้นตอนกวาจะไดมาเป็นผาหนึ่งผืน ตองผานกระบวนการอันประณีต มากมาย ตั้งแตการเก็บฝูายจนผานขั้นตอนตาง ๆ มาเป็นเสนฝูาย การยอมสี และนํามาใสเครื่องมวนฝูายออกมา ใหเรียงเป็นเสนๆ จากนั้นนําไปเรียงเสนฝูายบนเครื่องตั้งฝูายเพื่อเตรียมไปทอเป็นผืนในขึ้นตอนตอไป เมื่อทอ เสร็จแลวก็นํามาเย็บตอเป็นผืนตามแตการใชงาน และประดับตกแตงอยางสวยงาม ดังนั้นการทอผากี่เอว ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาของชาวกะเหรี่ยงบานแมฮางที่แสดงใหเห็นถึงอัตลักษณแในภูมิปัญญาการทอผากี่เอว รวมไปถึง เอกลักษณแการในการแตงกายซึ่งบานแมฮางหมีใน เป็นชุมชนหนึ่งที่ยังคงอนุรักษแและสืบสานวัฒนธรรมการทอผากี่เอว แบบดั้งเดิมของกลุมชาติพันธุแกะเหรี่ยง อันดํารงไวซึ่งคุณคาทางมรดกภูมิปัญญาทองถิ่นตอไป ๒. บทบาทของชุมชนที่มีต่อมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม บานแมหมี มีความจําเป็นอยางยิ่งที่จะตองมีการอนุรักษแภูมิปัญญาผาทอกะเหรี่ยงและหาทางปูองกัน มิใหเสื่อมสูญ เพราะผาทอกะเหรี่ยงมีคุณคาในวัฒนธรรมประเพณี มีคุณคาความงามที่แสดงลักษณะเฉพาะ ทองถิ่น มีภูมิปัญญาการสรางสรรคแและมีคุณคาในทางเศรษฐกิจที่จะสงเสริมการสรางอาชีพในทองถิ่น สงเสริมให พัฒนาเป็นอาชีพเพื่อสรางรายได และการสงเสริมใหเกิดการสืบทอดความรูใหอยูกับชุมชน จึงนับวาเป็นมรดก ทางวัฒนธรรมที่ควรรักษาไวและใหคงอยูกับลูกหลานชาวกะเหรี่ยงตอไป ปัจจุบันจึงไดมีการอนุรักษแวัฒนธรรม ที่ดีงามเหลานี้ และเผยแพรใหแกลูกหลานและบุคคลภายนอก เพื่อไมใหสูญหาย ส่วนที่ ๓ มาตรการในการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. โครงการ กิจกรรมที่มีการด าเนินงานของรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การอนุรักษแ ฟื้นฟู พัฒนาชุมชนอําเภอเมืองปานและพัฒนาชุมชนจังหวัดลําปาง ศูนยแพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงฯ ศูนยแการศึกษานอกโรงเรียน เขามาสงเสริม สรางโครงการ เพื่ออนุรักษแและฟื้นฟูผาทอกี่เอวกะเหรี่ยง รวมไปถึงการยอมสีธรรมชาติ การออกแบบตัดเย็บและการพัฒนาผลิตภัณฑแ การสืบสานและถายทอด พัฒนาชุมชนอําเภอเมืองปานและพัฒนาชุมชนจังหวัดลําปาง ศูนยแพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงฯ ศูนยแการศึกษานอกโรงเรียน เขามาสงเสริม สรางโครงการ จัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรูเชิงบูรณาการ เพื่อพัฒนาการทองเที่ยวโดยชุมชนและเพื่อสืบสาน ถายทอดองคแความรูผาทอกี่เอวกะเหรี่ยง มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๙๔ การพัฒนาตอยอดมรดกภูมิปัญญา พัฒนาชุมชนอําเภอเมืองปานและพัฒนาชุมชนจังหวัดลําปาง ศูนยแพัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงฯ ศูนยแ การศึกษานอกโรงเรียน เขามาสงเสริม สรางโครงการ เพื่อพัฒนาตอยอด รวมไปถึงการพัฒนาสินคา รูปแบบตาง ๆ ที่นําลวดลาดผาทอกี่เอวกะเหรี่ยงไปตอยอด เพื่อสรางมูลคาของชิ้นงาน ตลอดจนเพื่อ พัฒนาการทองเที่ยวโดยชุมชน ๒. มาตรการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่คาดว่าจะด าเนินการ ในอนาคต การจัดตั้งเป็นศูนยแการเรียนรู “ผาทอกี่เอวกะเหรี่ยงบานแมหมีนอก”เพื่อใหเป็นที่ศึกษาเรียนรูเป็นแหลงรวม ชางฝีมือในการทอผา และเป็นนําเสนอผลงาน สินคา ของผาทอกี่เอวบานแมหมีทั้งสามหยอมบาน ไดแก หมีใน หมีนอกและจกปก เพื่อใหนักทองเที่ยวไดเขามาเที่ยวชม ทั้งวิถีการทอ การยอมสี และการจับจายซื้อสินคาของ กลุมทอผารวมไปถึงการพัฒนาการทองเที่ยวโดยชุมชน การพัฒนาสินคาใหมีความทันสมัย ตามความตองการของตลาด ส่วนที่ ๔ สถานภาพปัจจุบัน ๑. สถานะการคงอยู่ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม มีการปฏิบัติอยางแพรหลาย เสี่ยงตอการสูญหายตองไดรับการสงเสริมและรักษาอยางเรงดวน ไมมีการปฏิบัติอยูแลวแตมีความสําคัญตอวิถีชุมชนที่ตองไดรับการฟื้นฟู ๒. สถานภาพปัจจุบันของการถ่ายทอดความรู้และปัจจัยคุกคาม สภาวการณแปัจจุบัน ผาทอกะเหรี่ยงบานแมหมีไดรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและ วัฒนธรรม คือ การขาดแคลนชางทอผากะเหรี่ยงรุนใหม เพราะผูทอสวนใหญมักจะเป็นสตรีสูงอายุ เริ่มมีจํานวน ลดนอยถอยลง ทําใหขาดชวงการสืบทอดความรู การหมดความนิยมในการใช และกลายเป็นแคสัญลักษณแ ของคนกะเหรี่ยง การขาดความตอเนื่องและขาดความริเริ่มสรางสรรคแในการพัฒนาผาทอ จากเหตุผลดังกลาว ขางตน จึงมีความจําเป็นอยางยิ่งที่จะตองมีการอนุรักษแภูมิปัญญาผาทอกะเหรี่ยงและหาทางปูองกันมิใหเสื่อมสูญ เพราะผาทอกะเหรี่ยงมีคุณคาในวัฒนธรรมประเพณี มีคุณคาความงามที่แสดงลักษณะเฉพาะทองถิ่น ๓. รายชื่อผู้สืบทอดหลัก รายชื่อบุคคล/หัวหน้าคณะ/ กลุ่ม/สมาคม/ชุมชน อายุ/ อาชีพ องค์ความรู้ด้านที่ได้รับ การสืบทอด/จ านวนปีที่ สืบทอดปฏิบัติ สถานที่ติดต่อ/โทรศัพท์ ประธานกลุมวิสาหกิจชุมชนทอ ผายอมสีธรรมชาติบานแมหมีใน - ผาทอกี่เอวกะเหรี่ยง ๗๗ หมู ๖ ตําบลหัวเมือง อําเภอ เมืองปาน จังหวัดลําปาง โทรศัพทแ ๐๘ ๓๓๒๒ ๒๐๑๕ ประธานกลุมทอผายอมสี ธรรมชาติบานแมหมีนอก - ผาทอกี่เอวกะเหรี่ยง ๕๙ หมู ๖ ตําบลหัวเมือง อําเภอเมือง ปาน จังหวัดลําปาง ๕๒๒๔๐ โทรศัพทแ๐ ๕๔๒๗ ๑๐๖๕ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๙๕ ส่วนที่ ๕ การยินยอมของชุมชนในการจัดท ารายการเบื้องต้นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ชื่อ-สกุล ประธานกลุมวิสาหกิจชุมชนทอผายอมสีธรรมชาติบานแมหมีใน สถานภาพที่เกี่ยวข้องกับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ประธานกลุมผาทอกะเหรี่ยงบานแมหมีใน ขอรับรองขอมูลตามเอกสารคําขอเสนอฯ และยินยอมใหเปิดเผยขอมูลและนําไปใชประโยชนแตอไป ลงชื่อ ประธานกลุมวิสาหกิจชุมชนทอผายอมสีธรรมชาติบานแมหมีใน วันที่ ๓๐ เดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ส่วนที่ ๖ ภาคผนวก ๑. บุคคลอ้างอิง ประธานกลุมวิสาหกิจชุมชนทอผายอมสีธรรมชาติบานแมหมีใน ๗๗ หมู ๖ ตําบลหัวเมือง อําเภอเมืองปาน จังหวัดลําปาง โทรศัพท์ ๐๘ ๓๓๒๒ ๒๐๑๕ ประธานกลุมทอผายอมสีธรรมชาติบานแมหมีนอก ที่อยู ๕๙ หมู ๖ ตําบลหัวเมือง อําเภอเมืองปาน จังหวัดลําปาง ๕๒๒๔๐ โทรศัพท์๐ ๕๔๒๗ ๑๐๖๕ ๒. รูปภาพ พร้อมค าอธิบายใต้ภาพ จ านวน ๑๐ ภาพ รหัสภาพ ภาพ ค าอธิบาย วัน เดือน ปี ที่ ถ่าย ผู้ถ่ายภาพ ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๑ ลงพื้นที่จัดเก็บ ขอมูลผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง ๒ ๕ กั น ย า ย น ๒๕๖๔ เพ็ญศิริ พันพา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๒ ลงพื้นที่จัดเก็บ ขอมูลผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง ๒ ๕ กั น ย า ย น ๒๕๖๔ เพ็ญศิริ พันพา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๓ ลวดลายผาทอกี่ เอวกะเหรี่ยง ๒ ๕ กั น ย า ย น ๒๕๖๔ เพ็ญศิริ พันพา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๔ ลวดลายผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง ๒ ๕ กั น ย า ย น ๒๕๖๔ เพ็ญศิริ พันพา มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๙๖ รหัสภาพ ภาพ ค าอธิบาย วัน เดือน ปี ที่ ถ่าย ผู้ถ่ายภาพ ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๕ ลวดลายผาทอกี่ เอวกะเหรี่ยง ๒ ๕ กั น ย า ย น ๒๕๖๔ เพ็ญศิริ พันพา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๖ การทอผากี่เอว กะเหรี่ยง ๒ ๕ กั น ย า ย น ๒๕๖๔ เพ็ญศิริ พันพา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๗ อุปกรณแการทอ ผากี่เอวกะเหรี่ยง ๒ ๕ กั น ย า ย น ๒๕๖๔ เพ็ญศิริ พันพา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๘ ฝู า ย ย อ ม สี ธรรมชาติ ๒ ๕ กั น ย า ย น ๒๕๖๔ เพ็ญศิริ พันพา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๐๙ กี่เอวกะเหรี่ยง ๒ ๕ กั น ย า ย น ๒๕๖๔ เพ็ญศิริ พันพา ผาทอกี่เอว กะเหรี่ยง-๑๐ ผลิตภัณฑแผาทอ กะเหรี่ยงบานแม ฮาง ๒ ๕ กั น ย า ย น ๒๕๖๔ เพ็ญศิริ พันพา ๓. ข้อมูลภาพถ่าย ข้อมูลภาพเคลื่อนไหว หรือข้อมูลเสียง ขอมูลภาพถาย ไดแก ภาพถาย จํานวน ๑๐ ภาพ ขอมูลภาพเคลื่อนไหว ไดแก ขอมูลเสียง ไดแก มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๙๗ ๔. ข้อมูลผู้เสนอ ชื่อ-สกุล ประธานกลุมทอผายอมสีธรรมชาติบานแมหมีนอก ที่อยู่ ๕๙ หมู ๖ ตําบลหัวเมือง อําเภอเมืองปาน จังหวัดลําปาง ๕๒๒๔๐ โทรศัพท์๐ ๕๔๒๗ ๑๐๖๕ ประธานกลุมวิสาหกิจชุมชนทอผายอมสีธรรมชาติบานแมหมีใน ที่อยู่ ๗๗ หมู ๖ ตําบลหัวเมือง อําเภอเมืองปาน จังหวัดลําปาง โทรศัพท์ ๐๘ ๓๓๒๒ ๒๐๑๕ ๕. ข้อมูลผู้ประสานงาน ชื่อ-สกุล นางอาภรณแ ศิราไพบูลยแพร โทรศัพทแ ..................... โทรสาร ...................... มือถือ ๐๖ ๑๕๖๒ ๗๕๐๔ อีเมลแ ..................................... มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง
๙๘ ๓.๔ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ บ้านกลาง ต าบลบ้านดง อ าเภอแม่เมาะ จังหวัดล าปาง ส่วนที่ ๑ ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ๑. ชื่อรายการ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (ทรัพยากรปุาไมและที่ดิน, ระบบการผลิตในไรหมุนเวียน) ๒. ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม วรรณกรรมพื้นบานและภาษา ศิลปะการแสดง แนวปฏิบัติทางสังคม พิธีกรรม ประเพณี และงานเทศกาล ความรูและการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล งานชางฝีมือดั้งเดิม การเลนพื้นบาน กีฬาพื้นบานและศิลปะการตอสูปูองกันตัว ๓. พื้นที่ปฏิบัติ บานกลาง หมูที่ ๕ ตําบลบานดง อําเภอแมเมาะ จังหวัดลําปาง เป็นกลุมชาติพันธุแ กะเหรี่ยงโปวแ นับถือศาสนาคริสตแ สังกัดสภาคริสตจักรแหงประเทศไทย ในอดีตหมูบานนี้เคยนับถือผีมากอน และตั้งหมูบานอยูทางทิศตะวันตกหางจากที่ตั้งหมูบานในปัจจุบันประมาณ ๓ กิโลเมตร ตอมาประมาณ ๑๒๐ ปีที่ผานมา ไดมีการเขามาประกาศพระกิตติคุณ (คําสอนของพระเยซู) ชาวบานเกิดความนับถือศรัทธา จึงไดเปลี่ยนมาเป็นคริสเตียนทั้งหมด และกลายเป็นจุดเริ่มตนแหงการเผยแผคริสตแศาสนากะเหรี่ยงแบ฿บติส ในประเทศไทย การดําเนินชีวิตของชาวบานเป็นไปโดยเรียบงาย มีวัฏจักรที่ไมไดเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก ดังนั้นความสัมพันธแของผูคนในหมูบานเป็นลักษณะแบบครอบครัวขยาย สวนใหญเป็นญาติพี่นอง เป็นลักษณะ การชวยเหลือเกื้อกูลซึ่งและกันในหมูบาน จึงทําใหผูคนในหมูบานมีลักษณะความสัมพันธแที่เหนียวแนนและมี โครงสรางดั้งเดิม โดยมีการปกครองแบบผสมผสานทั้งใชความเชื่อ ศาสนา มาประยุกตแใหเขากับการปกครอง ที่อยูในรูปแบบกระจายอํานาจ ซึ่งมีทั้งผูใหญบาน และผูนําศาสนา เป็นตน ๔. สาระส าคัญของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมโดยสังเขป การจัดทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชน เป็นการพึ่งพาเกื้อกูลกันที่มีความสัมพันธแและเชื่อมโยงตอกัน ระหวาง ปุา คน และแผนปฏิบัติของชุมชน อันถือเป็นการยกระดับการจัดการของชุมชนไดอยางมีประสิทธิภาพ โดยยังคงไวซึ่งจารีตดั้งเดิมของชุมชน ตลอดจนระบบเศรษฐกิจและแผนการผลิตที่สอดคลองกับการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งความสามารถจากการจัดการนี้จะเห็นไดจากความอุดมสมบูรณแของปุา ความหลากหลาย ของทรัพยากรธรรมชาติ และความมั่นคงทางอาหารของชุมชน เป็นตน โดยวิถีชีวิตของชาวกะเหรี่ยงบานกลางตั้งแตอยูมา ๑๐๐-๒๐๐ ปี สวนใหญทํานา ทําไรหมุนเวียน เก็บหาของปุา เป็นรายไดเสริม และตอมามีกฎหมายที่กลาววาชาวกะเหรี่ยงบานกลางเป็นผูบุกรุกที่ปุา หาของปุาไมได ทําไรหมุนเวียนไมได จึงทําใหชุมชนเริ่มปรับวิธีคิดของตัวเอง หันมาปลูกพืชเศรษฐกิจทดแทนไร หมุนเวียน เพื่อใหไดเงินมามากขึ้น ซึ่งชาวบานเริ่มนําขาวโพดเขามาปลูกทดแทนไรหมุนเวียน ทํานาปลูกขาวบาเลยแ มรดกภมูิปัญญาทางวฒันธรรม ของกลุ่มชาติพันธกุ์ะเหรี่ยง ในพื้นที่จังหวดัลำ ปาง