The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลโพธิ์ศรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by tomclub40, 2022-03-09 23:55:45

วิจัยการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลโพธิ์ศรี

วิจัยการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลโพธิ์ศรี

การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนCAI ตามแนวคอนสตรคั ตวิ ิสต์
เร่อื ง ขอ้ มลู สารสนเทศ สาหรับนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลโพธศิ์ รี

โดย
นายบุญเรือง มงคลศิริ
รหัสนกั ศกึ ษา 593410280122

รายงานวิจัยฉบับนี้เปน็ ส่วนหนงึ่ ของรายวิชาปฏบิ ตั กิ ารสอนในสถานศกึ ษา
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 สาขาวชิ าเทคโนโลยีการศกึ ษาและคอมพิวเตอร์ศึกษา

คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

ช่อื งานวิจัย ก

ชอ่ื - นามสกลุ การพัฒนาบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์
สาขาวชิ า เรอ่ื ง ข้อมลู สารสนเทศ สาหรับนกั เรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 5 โรงเรยี นเทศบาลโพธ์ศิ รี
ปีการศึกษา นายบุญเรอื ง มงคลศิริ
สาขาวิชาเทคโนโลยีการศึกษาและคอมพวิ เตอรศ์ ึกษา
2563

บทคดั ย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์

เร่ือง ข้อมูลสารสนเทศ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ท่ีมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ีเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอน
สตรัคติวิสต์ เร่ือง ข้อมูลสารสนเทศ ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน 3) เพื่อหาประสิทธิผลของบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรอ่ื ง ข้อมูลสารสนเทศ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน
ท่ีมีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ข้อมูล
สารสนเทศ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคร้ังน้ี ได้แก่ นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลโพธิ์ศรี
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จานวน 9 คน เคร่ืองมือในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 2) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติ
วิสต์ เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 3) แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เพ่ือใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก
จานวน 20 ข้อ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เร่ือง ข้อมูลสารสนเทศ กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
ชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 เปน็ แบบมาตราส่วนประมาณคา่ 5 ระดับ จานวน 15 ข้อ สถิติท่ีใชว้ ิเคราะห์ข้อมูลได้แก่
ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพ (E1/ E2) ค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) และการทดสอบ
ค่า t (t-test dependent) ผลการวจิ ยั พบวา่

1. นักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 1 ท่ีเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์
เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ท่ีสร้างขึ้นมีค่าประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 86.67/85.00
ซ่งึ สงู กวา่ เกณฑท์ ก่ี าหนดไว้

2. นักเรียนท่ีเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ข้อมูล
สารสนเทศ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยสร้างข้ึนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี
นยั สาคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ 0.5

3. ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ข้อมูล
สารสนเทศ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีค่าเท่ากับ 0.59 ซ่ึงหมายความว่า นักเรียนมีความก้าวหน้าในการเรียนรู้
เพมิ่ ขึ้นรอ้ ยละ 70

4. นักเรยี นช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 5 ทเี่ รียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรัค
ติวิสต์ เร่ือง ข้อมูลสารสนเทศ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 มีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้
คอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ใน ระดับมากที่สุด มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.57 คะแนน
ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.54



กติ ตกิ รรมประกาศ

งานวิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ สาหรับนักเรียนช้ันประถม-
ศึกษาปที ่ี 5 โดยบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรคั ตวิ สิ ต์ กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยีเล่มน้ี คงไม่สาเร็จลุล่วงด้วยดีหากไม่ได้รับความเมตตาอย่างยิ่งจาก นายวีระศักด์ิ ดอนละคร
ผู้อานวยการโรงเรียนเทศบาลโพธิ์ศรี รวมท้ังคุณครูประจาช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาลโพธ์ิศรี
ทกี่ รุณาให้คาปรึกษาและกาลังใจในการจัดทารายงานการวจิ ยั ฉบับนจ้ี นสาเรจ็

ผวู้ ิจัยขอขอบคุณ คณะผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง 5 ท่าน ซึ่งประกอบด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์อลงกต ภูมิสายดร
ตาแหน่ง อาจารย์ประจาสาขาเทคโนโลยีการศึกษาและคอมพิวเตอร์ศึกษา (ผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อนวัตกรรม)
อาจารย์ศิรินทร ทาสีทอง ตาแหน่ง อาจารย์ประจาสาขาการศึกษาพิเศษและภาษาไทย คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (ผู้เช่ียวชาญด้านหลักสูตรและส่ือการสอน) นายชัชนน ศิรรัตนชัย
ตาแหน่ง ครูชานาญกการพิเศษ โรงเรียนเทศบาลโพธิศ์ รี เทศบาลเมืองมหาสารคาม (ผู้เช่ียวชาญด้านเนื้อหา)
นางสมบัติ เทกอง ตาแหน่ง ครูชานาญกการพิเศษ โรงเรียนเทศบาลโพธิ์ศรี เทศบาลเมืองมหาสารคาม
(ผ้เู ช่ยี วชาญด้านความร)ู้ นางแสงเดือน ทองอบ ตาแหน่ง ครูชานาญกการพิเศษ โรงเรียนเทศบาลโพธิ์ศรี
เทศบาลเมอื งมหาสารคาม (ผู้เชี่ยวชาญดา้ นการวดั และประมินผล) ในการตรวจสอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนในการวิจัยในคร้ังนี้ และยังได้กรุณาให้คาแนะนาในการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ ตรวจสอบ
ความถูกตอ้ งของเอกสารผลงานทางวชิ าการรวมถึงปรับปรุงแก้ไขรายงานฉบับน้ีด้วยความเอาใจใสอ่ ยา่ งดีย่งิ

ขอขอบพระคุณ คณะครูอาจารย์โรงเรียนเทศบาลโพธ์ิศรีทุกท่าน ท่ีให้คาแนะนาและเป็นกาลังใจ
ด้วยดีเสมอมา รวมถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ของโรงเรียนเทศบาลโพธ์ิศรี ปีการศึกษา 2563 ทุกคน ท่ีให้ความ
ร่วมมือในการทดลองใช้เคร่ืองมือวิจัยและร่วมกิจกรรมการจัดการเรียนการสอน จนประสบผลสาเร็จเป็นอย่างดี
และต้องขอขอบคุณคุณครู ชัชนนท์ ศิริรัตนชัย ครูพี่เลี้ยงท่ีกรุณาให้คาแนะนาและให้คาปรึกษาตลอดจนให้
ความช่วยเหลือแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ เพ่ือให้วิจัยฉบับนี้มีความสมบูรณ์ ซ่ึงผู้วิจัยขอขอบพระคุณเป็น
อยา่ งสงู ไว้ ณ โอกาสน้ี

บุญเรือง มงคลศริ ิ



สารบญั หนา้

บทคัดย่อ............................................................................................................................. ................... ก
กติ ตกิ รรมประกาศ................................................................................................................................. ข
สารบัญ............................................................................................................................. ..................... ค
สารบัญ.................................................................................................................................................. ง
สารบญั ตางราง............................................................................................................................. ......... จ
บทที่ 1 บทนา............................................................................................................................... 1
1
1.1 ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา............................................................................ 5
1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจยั ................................................................................................... 5
1.3 สมมติฐานของการวจิ ัย....................................................................................................... 5
1.4 ขอบเขตของการวิจัย.......................................................................................................... 6
1.5 คานยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ........................................................................................................... 7
1.6 ประโยชนท์ ่ีจะไดร้ ับจากการวิจัย........................................................................................ 8
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวขอ้ ง........................................................................................ 9
2.1 หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560).. 11
2.2 หลักสูตรกลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)……………………… 19
2.3 คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอน........................................................................................................ 23
2.4 ทฤษฎกี ารเรยี นรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) ........................................ 31
2.5 ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น..................................................................................................... 34
2.6 ความพงึ พอใจ.................................................................................................................... 36
2.7 งานวิจยั ทีเ่ กยี่ วข้อง............................................................................................................ 39
บทที่ 3 วธิ ีดาเนนิ การวจิ ยั ............................................................................................................. 39
3.1 ประชากรกลุ่มเป้าหมาย..................................................................................................... 39
3.2 เครอื่ งมือท่ีใช้ในการวิจัย.................................................................................................... 40
3.3 การสร้างเคร่ืองมือที่ใช้ในการวจิ ัย ..................................................................................... 44
3.4 การดาเนินการทดลอง........................................................................................................ 45
3.5 การวิเคราะห์ข้อมลู ............................................................................................................ 47
3.6 สถติ ทิ ใ่ี ช้ในการวิเคราะห์ข้อมลู ........................................................................................... 52
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ....................................................................................................... 52
4.1 สญั ลกั ษณ์ท่ีใชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู ................................................................................. 52
4.2 ลาดับขัน้ ตอนในการเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมูล............................................................... 53
4.3 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ........................................................................................................ 56
บทที่ 5 สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ.............................................................................. 56
5.1 สรปุ ผลการวิจัย.................................................................................................................. 57
5.2 อภิปรายผลการวิจัย........................................................................................................... 59
5.3 ข้อเสนอแนะจากการวิจยั ...................................................................................................



สารบัญ (ต่อ)

บรรณานุกรม................................................................................................................................. หน้า
ภาคผนวก.....................................................................................................................................
61
62



สารบัญตาราง

หน้า

ตารางท่ี 1 ตารางวิเคราะห์ประสิทธภิ าพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน 53
ตารางที่ 2 ตารางวิเคราะห์เปรยี บเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นระหว่างกอ่ นเรียนกับหลงั เรยี น 53
ตารางท่ี 3 ตารางวิเคราะหด์ ัชนีประสทิ ธิผลของบทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน 54
ตารางท่ี 4 ตารางวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ 54

บทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอนCAI
ตารางท่ี 5 คะแนนทดสอบระหว่างเรียนและคะแนนผลสัมฤทธ์ิหลังเรียนของนักเรียนท่ีเรียนด้วย

บทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอนCAI (อยใู่ นภาคผนวก)
ตารางท่ี 6 ค่าความเท่ยี งตรงตามเน้อื หา (Index of Item Objective Congruence : IOC) ของแบบ

ประเมินคณุ ภาพของแบบสอบถามความพงึ พอใจที่มีตอ่ กจิ กรรมการเรยี นรโู้ ดยใชบ้ ทเรยี น
คอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอนCAI (อยใู่ นภาคผนวก)

1

บทท่ี 1

บทนา

ความเปน็ มาและความสาคัญของปญั หา
การศึกษาเป็นกระบวนการเรียนรู้ท่ีมคี วามสาคัญในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพและมคี วามสามารถท่ี

จะเสาะแสวงหา ความรู้ในยุคสมัยท่ีมีความเจริญกา้ วหน้าทางเทคโนโลยสี ารสนเทศ ปจั จุบันคอมพวิ เตอรไ์ ด้เข้า
มามีส่วนเกี่ยวข้องกับการดาเนินชีวิตประจาวันของมนุษย์เป็นอย่างมาก ทั้งช่วยเอื้ออานวยความสะดวกสบาย
และช่วยให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ขึ้นไม่ว่าในสังคมเมือง สังคมชนบท หน่วยงานภาครัฐและเอกชนล้วนใช้
คอมพิวเตอร์เพ่ืออานวยความสะดวกในการปฏิบัติงานและตอบสนอง ความต้องการของตนเองด้วยกันท้ังสิ้น
เน่ืองจากคอมพิวเตอร์สามารถจัดเก็บข้อมูลได้เป็นจานวนมาก ทางานได้รวดเร็วถูกต้อง และแม่นยา จึงถือว่า
เป็นเคร่ืองมือท่ีมีความสาคัญและมีบทบาทต่อการดาเนินชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างย่ิงและมีแนวโน้ม ขยายตัว
เพ่ิมข้ึนอย่างต่อเน่ืองการศึกษาเป็นองค์ประกอบท่ีสาคัญในการพัฒนาประเทศ ประเทศที่ประชากรได้รับ
การศึกษาอย่างมีคุณภาพ ย่อมก่อให้เกิดความเจริญในทุกๆ ด้าน กระบวนการจัดการศึกษา จึงต้องส่งเสริมให้
ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ซ่ึงสอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2560 – 2579 ที่มีแนวนโยบายเพ่ือแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธ์ิได้อย่างแท้จริงตาม
ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนคือ การเตรียมพร้อมด้านกาลังคนและการเสริมสร้าง
ศักยภาพของประชากรในทุกช่วงวัย มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ของประเทศ โดยพัฒนาคนให้
เหมาะสมตามช่วงวัย เพื่อให้เติบโตอย่างมีคุณภาพการพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการใน
ตลาดแรงงานและทักษะที่จาเป็นตอ่ การดารงชีวติ ในศตวรรษท่ี 21 ของคนในแต่ละชว่ งวยั ตามความเหมาะสม
การเตรียมความพร้อมของกาลังคนด้านวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยีที่จะเปล่ยี นแปลงในอนาคต ตลอดจนการ
ยกระดับคุณภาพการศึกษาสู่ความเป็นเลิศ ดังนั้นการศึกษาจึงเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงาม
ของบุคคลและสังคม โดยการถ่ายทอดความรู้ การฝึก การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างสรรค์จรรโลง
ความกา้ วหน้าทางวชิ าการ การสร้างองค์ความรู้อันเกิดจากการจัดสภาพแวดล้อม สังคม การเรยี นรู้และปัจจัย
เกอ้ื หนุนให้บคุ คลเรยี นรูอ้ ย่างต่อเนื่องตลอดชีวติ จากความหมายจะเห็นวา่ การศกึ ษาจะช่วยสรา้ งคนหรือบคุ คล
ให้เจริญงอกงาม และส่งผลต่อสังคมในฐานะท่ีแต่ละบุคคลมาอยู่รวมกันเป็นสังคม ซึ่งเป็นกระบวนการท่ีมุ่ง
พัฒนาคนให้เป็นมนุษย์ที่มีคุณภาพมีความสามารถเต็มศักยภาพ มีการพัฒนาท่ีสมดุลท้ัง สติปัญญา จิตใจ
รา่ งกาย และสงั คม เพื่อเสรมิ สรา้ งการพัฒนาและการเจรญิ เติบโตทางเศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศ

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 ซึ่งเป็น
กฎหมายแม่บททางการศึกษาของประเทศได้กาหนดแนวการจัดการศึกษาว่าในการจัดการศึกษาต้องยึดหลัก
ผู้เรียนทุกคน สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนสาคัญท่ีสุด กระบวนการจัดการศึกษาต้อง
ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ พัฒนาตนเองตามธรรมชาติ และเต็มศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545: 11)
นอกจากน้ีการจัดการศึกษาต้องเน้นความสาคัญท้ังความรู้คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการความ
เหมาะสมของแต่ละระดับการศึกษา ส่วนการส่งเสริมด้านเทคโนโลยีทางการศึกษา มาตรา 23 การจัด
การศึกษา (2) ระบุไว้ว่า ความรู้และทักษะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมท้ังความรู้ความเข้าใจและ
ประสบการณ์เร่ืองการจัดการ การบารุงรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม
อย่างสมดุลยั่งยืน มาตรา 24 การจัดกระบวนการรับรู้ (5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ
สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอานวยความสะดวกเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้

2

รวมทั้งสามารถใช้งานวิจัยเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนการเรียนรู้ ท้ังนี้ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกัน
จากสื่อการเรียนการสอนและแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2545: 12) หมวด 9
เทคโนโลยีเพ่ือการศึกษา มาตรา 77 ผู้เรียนมีสิทธิได้รับการพัฒนาขีดความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อ
การศึกษาในโอกาสแรกท่ีทาได้ เพื่อให้มีความรู้และทักษะเพียงพอท่ีจะใช้เทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาในการ
แสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้อย่างต่อเนื่องและตลอดชีวิต (สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน,
2553 : 71)

กระทรวงศึกษาธิการได้พัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐานพุทธศักราช 2551
(ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ โดยมุ่งพัฒนา
โครงสรา้ งประเทศไปสู่ประเทศไทย 4.0 ซึ่งยุทธศาสตรช์ าติที่จะใช้เป็นกรอบแนวทางการพัฒนาในระยะ 20 ปี
ต่อจากนี้ ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ (1) ยุทธศาสตร์ด้านความม่ันคง (2) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้าง
ความสามารถในการแข่งขัน (3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน (4) ยุทธศาสตร์ด้านการ
สร้างโอกาสความเสมอภาค และเท่าเทียมกันทางสังคม (5) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพ
ชีวิตท่ีเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ (6) ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการ
ภาครัฐ เพ่ือมุ่งสู่วิสัยทัศน์และทิศทาง การพัฒนาประเทศ “ความม่ันคง มั่งค่ัง ยั่งยืน” เป็นประเทศพัฒนาแล้ว
ดว้ ยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยยุทธศาสตร์ทั้ง 5 ประการดังกล่าวจะเกิดข้ึนได้เม่ือ
ผู้เรียนผ่านกระบวนการเรียนการสอนที่เหมาะสมต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน สมรรถนะที่สาคัญของ
นักเรียนดังกล่าวเชื่อมโยงกับวิธีการจัดการเรียนรู้ ซ่ึงในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศกาลังมีบทบาทอย่าง
กว้างขวางในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม การบริการสังคม ส่ิงแวดล้อม ไปจนถึงด้าน
การศึกษา เหตุท่ีเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology) มีบทบาทมากเช่นน้ี เพราะเป็นเสมือน
เคร่ืองจักรท่ีขับเคลื่อนให้ทุกส่ิงทุกอย่างที่มาเก่ียวข้องก้าวรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว ในด้านการศึกษาเองก็
สามารถนาเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ในลักษณะต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer
Assisted Instruction หรือ CAI) ระบบสื่อประสม (Multimedia) ระบบสารสนเทศ (Information System)
ระบบ Internet หรือระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence หรือ AI) เป็นต้น ซึ่งผลกระทบของ
ความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศส่งผลให้รูปแบบวิธีการจัดการศึกษาเปล่ียนแปลงไปจากเดิม ที่ยึด
ครูหรือผู้สอนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้เป็นการจัดการศึกษาที่เป็นระบบเปิดมากขึ้น ส่งเสริมการศึกษาตลอด
ชีวิตเน้นการศึกษาเป็นรายบุคคล เน้นเทคโนโลยีทางการศึกษาเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเอง
เน้นคณุ ธรรมและจริยธรรม สง่ เสรมิ นนั ทนาการและการพกั ผอ่ นหย่อนใจมากย่ิงขึ้น

กระทรวงศึกษาธิการได้เห็นถึงความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารและสนับสนุน
การนามาใช้ในสถานศึกษา ดังประกาศกระทรวงศึกษาธิการเร่ืองนโยบายและมาตรฐานการพัฒนาเทคโนโลยี
สารสนเทศและการการสื่อสารเพื่อการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2550) ข้อ1.3 ส่งเสริมการพัฒนาส่ือ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารเพื่อช่วยสอนและช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพการเรียนการสอนและการเรียนรู้
จดั ให้มรี ะบบป้องกันส่ือทีไ่ ม่พงึ ประสงค์ทเี่ ผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตทั้งผู้เรียนและผู้สอน ขอ้ 1.4 สง่ เสรมิ และจดั ให้
มีการวจิ ัยส่ือนวัตกรรมเทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารเพื่อการเรียนรแู้ ละการจัดทาศูนย์ขอ้ มูลเพือ่ พัฒนา
สถานศึกษาเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ฯลฯ ในการนี้หน่วยงานทางการศึกษาทุกระดับได้ดาเนินการตาม
นโยบายดังกลา่ ว โดยใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศทั้งด้านการบริหารและการจัดการเรียนการสอนสาหรับการเรียน
การสอนส่วนใหญ่จะจดั ทาเปน็ สื่อการสอนเพราะส่ือการสอนนับว่าเป็นสิง่ ที่มีบทบาทอยา่ งมากในการเรียนการ
สอนนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เน่ืองจากเป็นตัวกลางที่ช่วยให้การสื่อสารระหว่างผู้สอนและผู้เรียนดาเนินไป
อย่างมีประสิทธิภาพ ทาให้ผู้เรียนมีความเข้าใจความหมายของเน้ือหาบทเรียนได้ตรงตามท่ีผู้สอนต้องการ

3

ไม่ว่าสื่อนั้นจะเป็นสื่อในรูปแบบใดก็ตามล้วนแต่เป็นทรัพยากรท่ีสามารถอานวยความสะดวกในการเรียนรู้ได้
ทั้งสิ้น ซ่ึงในการใช้ส่ือการสอนนั้นผู้สอนศึกษาถึงลักษณะเฉพาะและคุณสมบัติของส่ือแต่ละชนิดเพ่ือเลือกให้
ตรงกับวัตถุประสงค์ของการสอนและการจัดประสบการณ์เรียนรูใ้ ห้แก่ผู้เรียนโดยมีการวางแผนอยา่ งเป็นระบบ
ในการใช้ส่ือด้วย ท้ังน้ีเพ่ือให้กระบวนการเรียนการสอนดาเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ (กิดานันท์ มะลิทอง,
2553) นอกจากน้ีงานวิจัยด้านการเรียนรกู้ ารงานอาชีพและเทคโนโลยีพบว่า การเรียนด้วยคอมพิวเตอร์ช่วยให้
นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงขึ้นและนักเรียนมีความพอใจในการเรียนท่ีมีท้ังภาพและเสียง
(ธวชั ชยั สหพงษ์, 2550; ชชั วาล ต่อชพี , 2552; และวัชระ เยียระยงค,์ 2549)

โรงเรียนเทศบาลโพธ์ิศรี จัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ในรายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคานวณ) โดยกาหนดกิจกรรมให้สอดคล้องตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) และหลักสูตรสถานศึกษา ปีการศึกษา 2563 และ
จากการเกบ็ ข้อมูลการประเมินผลการเรียนในรายบท รายหัวข้อเรอื่ ง และรายวัตถุประสงค์การเรียนรู้ พบว่าใน
หัวข้อ เร่ือง ข้อมูลสารสนเทศ ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 กิจกรรมการเรียนรู้เกี่ยวกับข้อมูลสารสนเทศ
ยังนาเสนอไมช่ ัดเจน นกั เรียนสามารถใชค้ อมพิวเตอร์ในการคน้ หาข้อมูล และการนาเสนองานได้ แต่การเรยี นรู้
เกี่ยวกับลักษณะของข้อมูลที่ดี ประโยชน์ของข้อมูล และการประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูลยังไม่ชัดเจน
เท่าท่ีควร นักเรียนยังไม่เข้าใจในความหมายของข้อมูล ประเภทของข้อมูล แหล่งข้อมูล การรวบรวมข้อมูล
และการประมวลผลข้อมูล เป็นต้น ในการน้ีผู้ศึกษาจึงศึกษาแนวทางการพัฒนาการเรียนรู้เก่ียวกับข้อมูล
สารสนเทศ และจัดทาเป็นบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่องข้อมูลสารสนเทศ เพ่ือใช้ในการจัดกิจกรรมการ
เรยี นรสู้ าหรบั นักเรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5 โดยจาแนกบทเรียนเป็นเร่ืองยอ่ ยเพื่อใหน้ ักเรียนสร้างความเข้าใจ
และสามารถเรียนทบทวนเร่ืองท่ีต้องการได้ผลการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่จัดทาจะส่งผลต่อ
คุณภาพการเรียนรู้ของนักเรียนให้เป็นไปตามเป้าประสงค์ของกลุ่มสาระการเรียนรู้(รายงานผลการเรียนกลุ่ม
สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในรายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคานวณ) ของนักเรียน
ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 โรงเรยี นเทศบาลโพธ์ศิ รี ปีการศึกษา 2563

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นการใช้คอมพิวเตอร์เป็นส่ือการสอนท่ีนาเสนอส่ือประสม ได้แก่
ภาพน่ิง ภาพเคลื่อนไหว ข้อความเสียง และวีดีทัศน์ (VDO) เพ่ือถ่ายทอดเน้ือหาบทเรียนหรือองค์ความรู้ใน
ลักษณะท่ีใกล้เคียงกับการสอนจริงใน ห้องเรียนมากท่ีสุด ท้ังยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน
ได้ตลอดเวลา ผู้เรียนสามารถเรียนรไู้ ด้ด้วยตนเองเวลาใดก็ได้ เพ่ือให้ผ้เู รยี นได้ศึกษาเรียนรู้ช่วยให้ผูเ้ รยี นไม่เกิด
ความเบื่อหน่ายในการเรียน ทาให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ ตื่นเต้นและอยากเรียนมากขึ้น ทาให้ผู้เรียนมีความ
เข้าใจเน้ือหาง่ายขึ้นจดจาได้ดี (วุฒิชัย ประสารสร้อย, 2546: 28-31) และทักษิณา สวนานนท์ (2533: 66 -
67) โดยการศึกษาภาพประกอบเสียงบรรยายและเสียงบรรยายสร้างความคุ้นเคย มีความเป็นกันเองกับ
นกั เรียน โดย จาลองเป็นภาพครผู สู้ อน ภาษาในการบรรยายสั้น กะทัดรัด ชัดเจน (ทักษิณา สวนานนท์, 2533:
66-67) เวลาที่ใช้ในการเรยี นรู้แต่ละกรอบมีความเหมาะสม ไม่ชา้ หรือเรว็ เกินไปเพราะผา่ นการนาไปทดลองใช้
กับนักเรียนเป็น รายบุคคล ท้ังนักเรียนท่ีเรียนเก่ง เรียนระดับปานกลางและเรียนช้า (วุฒิชัย ประสารสร้อย,
2543: 39-43) ซ่ึงเชื่อมโยงสู่กระบวนการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ผู้ศึกษาได้นาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
คู่มือการใช้แบบทดสอบ ตลอดจนแผนการจัดการเรียนรู้ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญทางด้านหลักสูตรและส่ือการ
เรียนการสอน ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้เช่ียวชาญด้านส่ือนวัตกรรม ผู้เช่ียวชาญด้านเน้ือหาความรู้ ตลอดจน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการ วัดและประเมินผล เพ่ือให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความถูกต้องเหมาะสม ทางผู้ศึกษาจึงมี
แนวคิดในการพัฒนาสื่อมัลติมีเดียตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เร่ือง ข้อมูลสารสนเทศ สาหรับนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 5 ให้สอดคล้องกับความต้องการของครูผู้สอนและผู้เรียน ซึ่งตรงกับทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์

4

มี 5 ขั้น ดังนี้ 1) การนาเสนอสถานการณ์ปัญหา 2) แหล่งข้อมูล 3) ฐานความช่วยเหลือ 4) ผู้ฝึกสอน และ 5)
การร่วมมือกันในการแก้ปัญหา ซ่ึงเป็นทฤษฎีที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดีท่ีเก่ียวข้อง
ดาเนนิ การจัดเนือ้ หาสาระและกจิ กรรมให้สอดคลอ้ งกบั ความสนใจและความถนดั ของผู้เรียน โดยคานงึ ถึงความ
แตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรมู้ า
ใช้เพ่ือป้องกันและแก้ไขปัญหา นิวาตี นิวาตโสภณ (2555: 38) ซึ่งมีความคิดว่า คอมพิวเตอรช์ ่วยสอนสามารถ
ตอบสนองการเรียนรู้ของผู้เรียน มีการทบทวน การทาแบบฝึกหัดและการประเมินผล ส่ิงที่กระตุ้นความสนใจ
และเสรมิ แรงในการเรียนรู้เป็นหลัก การสาคัญอย่างหน่ึงในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ในการนี้ผู้
ศึกษาได้ใช้แบบทดสอบท้ายบทเรียนเป็นการให้นักเรียนได้ทบทวนความรู้และทดสอบตนเองเป็นระยะๆ
สอดคลอ้ งตามแนวคดิ ของสกินเนอร์ (Skinner อ้างถงึ ในทักษิณา สวนานนท์, 2533: 61-62) ส่วนแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ผู้ศึกษาสร้างได้ครอบคลุมจุดประสงค์การเรียนรู้ผ่านการประเมินคุณภาพจาก
ผู้เชี่ยวชาญ มีการทดลองใช้เพื่อหาคุณภาพกับนักเรียนที่ผ่านการเรียนรู้ เร่ือง ข้อมูลสารสนเทศแล้ว ดังน้ัน
กระบวนการประเมินผลจึงมีคุณภาพ สนับสนุนประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักเรียน วัชรพล วิบูลยศริน
(2557: 105-108) โดยลาดับจากการวิเคราะห์หลักสูตร กาหนดวัตถุประสงค์ วิเคราะห์เนื้อหาและกิจกรรม
และ จดั ลาดับเน้ือหาตามขอบข่ายทก่ี าหนด การนาจิตวิทยามาใชใ้ นการออกแบบโดยมสี ิ่งเร้าและการเสรมิ แรง
(ไพโรจน์ ตรี ณธนากุล, 2550: 14) ทาให้บทเรียนนา่ สนใจ นอกจากน้ีบทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนยังเป็นสอ่ื ท่ี
นักเรียนสามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้เป็นรายบุคคล สนองความต้องการในการเรียนรู้ของนักเรียนดังที่ ฮอลล์
(Hall, 1982: 362) ได้แสดงแนวคิดวา่ คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนให้โอกาสนกั เรยี นไดส้ รา้ งสรรคง์ าน

การเรียนการสอนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ช่วยให้เกิดการแก้ปัญหาขณะเรียนทาให้เกิด
การเรียนรู้ที่ดี เนื่องจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถรวบรวมสารแต่ละชนิดท่ีมีคุณภาพ เช่น เสียง
และภาพจากวีดิทัศน์ ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ของนักเรียนดีขึ้นสามารถควบคุมขบวนการเรียนการสอน ทาให้
ผู้เรียนมีความสนใจจะเรียนรู้อย่างสนุกสนาน (ไชยยศ เร่ืองสุวรรณ 2547 : 4) กล่าวว่า มัลติมีเดีย สามารถมี
ปฏิสัมพันธ์ มีการโต้ตอบ (Interactive) กับผู้เรียนได้ทันที สะดวกในการแก้ไขข้อผิดพลาดของการเรียนแต่ละ
ครัง้ และแต่ละปัญหารวมท้ังการใช้คอมพิวเตอร์ในการติดต่อส่ือสารระหว่างผู้เรียนด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์โดย
ผา่ นระบบเครือข่าย ผลการเรียนสามารถบันทึกเก็บไว้และเปรียบเทียบผลกับเกณฑ์มาตรฐานได้ คอมพิวเตอร์
มัลติมีเดียเป็นสื่อการสอนท่ีสามารถสร้างแรงจูงใจในการเรียนให้กับผู้เรียนให้สนใจบทเรียนได้เป็นอย่างดี
และกระตุ้นการรับรู้ในทุกๆ ด้าน (พรเทพ เมืองแมน, 2544: 43) นอกจากน้ีคู่มือการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์
ชว่ ยสอน ช่วยให้นักเรียนปฏบิ ตั กิ ิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างราบรนื่ มีความต่อเนือ่ ง สอดคลอ้ งกับแนวดาเนนิ การ
ของ เอกวุฒิ ไกรมาก (2551: 89) ที่แสดงองค์ประกอบของคู่มือการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
สอดคล้องกับแนวคิดของอานวย เถาตระกูล (2541: 8-10) ซง่ึ แนะนาว่าคู่มอื นักเรียนทีจ่ ัดทาควบคู่กบั บทเรียน
นั้นต้องให้ความชัดเจนต่อนักเรียนเปรียบเสมือนทาหน้าท่ีแทนครู กิจกรรมสาคัญท่ีสนับสนุนการเรียนรู้ของ
นักเรียนคือ การปฏิบัติกิจกรรมตามใบงานซ่ึงเป็นกิจกรรมกลุ่ม ส่งเสริมให้นักเรียนนาความรู้มาใช้โดยมี
ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนมีโอกาสได้แลกเปล่ียน ความรู้ที่เรียนมาและนาความรู้มาใช้ร่วมกัน เป็นการเพ่ิมศักยภาพ
ในการเรยี น รวมท้ังยังตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล นอกจากส่ือและเทคโนโลยีจะส่งเสริมให้ผู้เรยี น
เกิดการเรียนรู้แล้ว รูปแบบการเรียนการสอนก็เป็นปจั จัยหน่ึงท่ีชว่ ยให้ผูเ้ รยี นเกิดความรู้ บทเรยี นคอมพวิ เตอร์
มัลติมีเดียจัดได้ว่าเป็นการนานวัตกรรมการใช้สื่อการสอนแบบประสมที่อาศัยกา รจัดระบบการดาเนินการมา
บูรณาการสื่อประเภทต่างๆ การนาเทคโนโลยีการศึกษามาใช้สาหรับการสร้างสื่อการสอนท่ีสนับสนุนทฤษฎี
คอนสตรัคติวิสต์ โดยสร้างขึ้นในรูปแบบของบทเรียนคอมพิวเตอร์มัลติมีเดีย กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี เพ่ือเป็นอีกหน่ึงทางเลือกสาหรับการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียน เน่ืองจากบทเรียน

5

คอมพวิ เตอร์ชว่ ยสอนเป็นเครอื่ งมือทีส่ ามารถใช้จัดกิจกรรมการเรยี นการสอนให้สอดคล้องกับทฤษฎกี ารเรียนรู้
ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ได้ เพราะลักษณะของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนน้ัน มีจุดมุ่งหมายของเนื้อหาที่
ชัดเจน มีการออกแบบและเตรียมงานหรือปัญหาที่เป็นสภาพการณ์ใกล้เคียงความจริง มีการจัดกิจกรรมและ
โอกาสให้นกั เรียนได้มีบทบาทมีส่วนรว่ ม และได้มีปฏสิ ัมพันธโ์ ดยตรง ระหว่างนักเรียนกับบทเรียนและนักเรียน
กับนักเรยี น และมีการประเมินความรู้ความเข้าใจ ความต่อเนอ่ื งระหว่างความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ของนักเรียน
ตลอดเวลาทีเ่ รียนโดยการเรยี นจากบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน

จากเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์
วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคานวณ) เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน
เทศบาลโพธ์ิศรีขึ้น เพื่อเป็นส่ือการเรียนการสอนท่ีทาให้ผู้เรียนมีความสนุกสนาน มีแรงจูงใจในการเรียนทาให้
นกั เรียนเข้าใจเน้ือหาและนามาใช้แก้ปัญหาในการจัดการเรียนการสอนรวมถึงเป็นส่ือการเรียนการสอนท่ีเสริม
ทักษะ ทบทวนความรู้ความเข้าใจและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงขึ้นตามเจตนารมณ์ของ
พระราชบัญญตั กิ ารศึกษาแหง่ ชาตแิ ละหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐานตอ่ ไป

วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย
1. เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เร่ือง ข้อมูลสารสนเทศ สาหรับ

นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5 ท่มี ีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรยี นที่เรยี นโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน

ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เร่อื ง ข้อมูลสารสนเทศ ระหวา่ งก่อนเรียนกับหลังเรยี น
3. เพอ่ื หาประสทิ ธผิ ลของบทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนตามแนวคอนสตรัคตวิ ิสต์ เร่ือง ขอ้ มูลสารสนเทศ
4. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยบทเรียนคอมพิวเตอร์

ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เร่ือง ข้อมลู สารสนเทศ

สมมติฐานของการวิจัย
1. กิจกรรมการจัดการเรียนรู้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เร่ือง ข้อมูล

สารสนเทศ สาหรบั นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5 ทส่ี รา้ งขึน้ มปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ีเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนว

คอนสตรัคติวสิ ต์ เร่ือง ขอ้ มูลสารสนเทศ หลังเรยี นสงู กวา่ ก่อนเรียน
3. ประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ

มปี ระสทิ ธิผลมากกว่าหรอื เทา่ กับ .05
4. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

ตามแนวคอนสตรคั ติวสิ ต์ เรอื่ ง ข้อมลู สารสนเทศ มคี วามพึงพอใจอยู่ในระดบั มากขนึ้ ไป

ขอบเขตของการวจิ ัย
1. ประชากรกลุ่มเป้าหมาย

ประชากรกลุ่มเป้าหมายท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ เป็นนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาลโพธ์ิศรี
ตาบลตลาด อาเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม สังกัดเทศบาลเมืองมหาสารคาม ปีการศึกษา 2563 จานวน 1
หอ้ งเรียน มนี ักเรยี นทงั้ หมด 9 คน ทไ่ี ด้มาโดยเจาะจง (Purposive Sampling)

6

2. เน้ือหาท่ีใช้ในการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เร่ือง ข้อมูล
สารสนเทศ สาหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 ในรายวิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคานวณ) ท่ีสอดคล้องตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) และหลักสูตร
สถานศึกษา ปีการศกึ ษา 2563 ซ่งึ แบ่งเนือ้ หาออกเปน็ 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ 2 เรอื่ ง

2.1 รจู้ กั ขอ้ มูล
2.2 เรยี นรูแ้ หล่งขอ้ มลู
3. ตวั แปรทีศ่ กึ ษา มีดังนี้
3.1 ตัวแปรอิสระ คือ วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI
ตามแนวคอนสตรัคติวสิ ต์ เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ
3.2 ตัวแปรตาม

3.2.1 ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5
โดยใช้บทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน

3.2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์
ช่วยสอน ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 5

4. ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการศึกษา
4.1 ระยะเวลาท่ีใช้ในการศึกษาครง้ั นี้ คือ ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563

คานยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ

1. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI หมายถึง การนาคอมพิวเตอร์เพื่อมาประยุกต์ใช้ในการเรียน
การสอนใช้ลักษณะในการนาเสนอหลากหลาย อาจมีทั้งตัวหนังสือ ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว สี และ เสียง
เพือ่ ทาให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการเรยี นมากย่งิ ขึ้น

2. คอนสตรัคติวิสต์ หมายถึง วิธีการเรียนรู้ท่ีผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยวิธีการต่างๆ กันได้
แสวงหาความรู้ตลอดจนรวบรวมข้อมูลจนเกิดประสบการณ์ดว้ ยตนเอง โดยอาศัยประสบการณ์และโครงสร้าง
ทางปญั ญาเช่อื มโยงกบั ความรเู้ ดิมกับความรใู้ หมต่ ลอดจนสามารถลงมือปฏิบตั ิและสร้างผลงานได้

3. บทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนCAI ตามแนวคอนสตรคั ตวิ สิ ต์ หมายถงึ การพัฒนากระบวนการ
คิดอย่างอสิ ระและสร้างความรูไ้ ดด้ ้วยตนเองของผ้เู รยี น โดยใช้คอมพิวเตอรเ์ ป็นฐานในการเรียนรู้

4. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ท่ีมีประสิทธิภาพ หมายถึง คุณภาพ
ของบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคตวิ สิ ต์ เรอื่ ง ข้อมลู สารสนเทศ กลมุ่ สาระวิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยี ชั้นประถมศึกษาปที ี่ 5 ด้านกระบวนการและผลลัพธต์ ามเกณฑ์ประสทิ ธภิ าพ 80/80 ดงั น้ี

เกณฑ์ 80 ตัวแรก คือ รอ้ ยละของคะแนนเฉลย่ี ของนักเรียนทกุ คนที่ได้เรยี นจากกระบวนการของ
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ ซ่ึงประกอบด้วยผลการปฏิบัติ
กิจกรรมต่างๆ ในระหว่างการเรยี นแตล่ ะตอน ไดค้ ะแนนไม่นอ้ ยกวา่ รอ้ ยละ 80

เกณฑ์ 80 ตัวหลัง คือ ร้อยละของคะแนนเฉล่ียของนักเรียนทุกคนที่ได้จากการทดสอบวัด
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นหลงั เรยี น ไดค้ ะแนนไม่นอ้ ยกว่าร้อยละ 80

5. ดัชนีประสิทธิผลของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ หมายถึง ค่าท่ี
แสดงความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนว
คอนสตรัคติวิสต์ เร่ือง ข้อมูลสารสนเทศ ที่พัฒนาข้ึนนักเรียนมีความก้าวหน้าเพิ่มข้ึนเท่าใด โดยการวัดด้วย

7

แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น แล้วนาคะแนนทดสอบก่อนทาการทดลองและหลังการทดลอง ไปแทน
ค่าในสูตรการหาดัชนีประสิทธิผลของส่ือของ กูดแมน เฟรทเชอร์ และชไนเดอร์ (Goodman, Fretcher and
Schneider. 1980 : 30-40)

6. ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น หมายถึง ความรคู้ วามสามารถของผู้เรียนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน
ดว้ ยบทเรยี นคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรคั ตวิ สิ ต์ เร่อื ง ขอ้ มูลสารสนเทศ ท่ผี วู้ ิจัยสรา้ งข้ึน

7. แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น หมายถงึ การวัดผลการเรียนรูห้ ลงั จากทผี่ เู้ รียนเรียนจบ
เน้อื หา ซึง่ เป็นแบบทดสอบที่สร้างข้นึ เป็นแบบปรนยั จานวน 20 ข้อ

8. ความพึงพอใจในการเรียนรู้ หมายถึง ความรู้สึกชอบ พอใจ สนใจ หรือมองเห็นคุณค่า ความสาคัญ
ท่ีมีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ข้อมูล
สารสนเทศ

9. การสอนตามปกติ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามคู่มอื การสอนในกลมุ่ สาระการเรียนรู้ท่ี
โรงเรยี นจัดทาขนึ้ ก่อนหนา้ น้ี

10. แผนการจดั การเรยี นรู้ หมายถึง แนวทางการดาเนนิ การจัดกิจกรรมท่ีประกอบดว้ ยสาระสาคัญ
เนื้อหาสาระ กระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การประเมินผล ส่ือและนวัตกรรมที่ใช้ในการจัดกิจกรรม
ท่ีครูผู้สอนเตรียมไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ มาตรฐานช่วงช้ันเพ่ือใช้
ในการจดั การเรียนรู้

ประโยชนท์ ี่จะไดร้ ับจากการวจิ ัย
1. นักเรียนตระหนักและเห็นคุณค่าของการเรียนคอมพิวเตอร์ สามารถนาความรู้ไปปรับใช้ในชีวิต

ประจาวนั ไดอ้ ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
2. เพื่อใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ข้อมูลสารสนเทศ สาหรับนักเรียนชั้น

ประถมศึกษาปที ี่ 5 กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนเทศบาลโพธศ์ิ รี
3. เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนให้สูงข้ึนตามหลักสูตร

แกนกลางการศึกษาขั้นพน้ื ฐาน

8

บทท่ี 2

เอกสารและงานวิจยั ท่เี ก่ียวข้อง

การวิจัยคร้ังน้ี ผู้วิจัยได้ดาเนินการศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง โดยสรุปเสนอเน้ือหาตาม
ลาดบั หัวข้อ ตอ่ ไปนี้

1. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)
2. หลักสตู รกล่มุ สาระการเรียนรู้ วทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรบั ปรงุ พ.ศ. 2560)

2.1 ทาไมต้องเรียนวทิ ยาศาสตร์
2.2 เป้าหมายของวิทยาศาสตร์
2.3 เรยี นรู้อะไรในวิทยาศาสตร์
2.4 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
2.5 คุณภาพของผู้เรยี น
2.6 ตัวช้ีวัดและสาระการเรยี นรูแ้ กนกลาง
3. คอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน
3.1 ความหมายของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
3.2 ประเภทของคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
3.3 คุณลักษณะสาคัญของคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
3.4 ประโยชน์ของคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน
3.5 การประยุกตใ์ ชค้ อมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน
4. ทฤษฎีการเรยี นร้ตู ามแนวคอนสตรคั ตวิ ิสต์ (Constructivism)
4.1 ความหมายของการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์
4.2 การออกแบบการสอนท่มี ีพืน้ ฐานจากทฤษฎีคอนสตรคั ตวิ สิ ต์
4.3 แนวคดิ พ้ืนฐานในการออกแบบการจดั การเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวสิ ต์
4.4 รปู แบบการจัดการเรยี นการสอนทส่ี อดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรคู้ อนสตรัคตวิ ิสต์
4.5 หลกั การออกแบบส่ือตามแนวทฤษฎกี ารเรยี นรู้คอนสตรัคติวสิ ต์
5. ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
5.1 ความหมายของผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
5.2 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น
5.3 หลกั การวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
6. ความพงึ พอใจ
6.1 ความหมายของความพึงพอใจ
6.2 ทฤษฎีท่เี ก่ียวขอ้ งกับความพึงพอใจ
7. งานวิจยั ที่เกยี่ วขอ้ ง
7.1 งานวจิ ัยในประเทศ
7.2 งานวิจยั ต่างประเทศ

9

1. หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พ.ศ. 2560)
กระทรวงศึกษาธิการ (2560 น : 1-4) ได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน

พุทธศักราช 2551 ให้เป็นหลักสูตรแกนกลางของประเทศ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 เริ่มใช้ในโรงเรียน
ต้นแบบการใช้หลักสูตร และโรงเรียนที่มีความพร้อม ในปีการศึกษา 2552 และเร่ิมใช้ในโรงเรียนท่ัวไปใน
ปีการศึกษา 2553 สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐานโดยสานักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา
ได้ดาเนินการติดตามผล การนาหลักสูตรไปสู่การปฏิบัติอย่างต่อเนื่องในหลายรูปแบบ ท้ังการประชุมรับฟัง
ความคิดเห็น การนิเทศติดตาม ผลการใช้หลักสูตรของโรงเรียน การรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของสานัก
วิชาการและมาตรฐานการศึกษา รายงานผลการวิจัยของหน่วยงานและองคก์ รท่ีเกี่ยวข้องกับหลักสูตรและการ
ใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษา ข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ผลจากการศึกษาพบว่า หลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 มีข้อดีในหลายประการ เช่น กาหนดเป้าหมายการพัฒนาไว้ชัดเจน
มีความยืดหยุ่นเพียงพอให้สถานศึกษา บรหิ ารจดั การหลักสูตรสถานศกึ ษาได้ สาหรับปัญหาท่ีพบส่วนใหญ่เกิด
จากการนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สู่การปฏิบัติในสถานศึกษาและ
ในห้องเรียน

นอกจากน้ี การศึกษาข้อมูลทิศทางและกรอบยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม
แห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ซ่ึงเกิดขึ้นในช่วงเวลาของการปฏิรูปประเทศและสถานการณ์โลกท่ี
เปล่ียนแปลง อย่างรวดเร็วและเชื่อมโยงใกล้ชิดกันมากข้ึน โดยจัดทาบนพ้ืนฐานของกรอบยุทธศาสตร์ชาติ
20 ปี (พ.ศ. 2560 - 2579) ซ่ึงเป็นแผนหลักของการพัฒนาประเทศ และเป้าหมายของการพัฒนาที่ย่ังยืน
(Sustainable Development Goals : SDGS) แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579 รวมทั้งการปรับ
โครงสร้างประเทศ ไปสู่ประเทศไทย 4.0 ซ่ึงยทุ ธศาสตร์ชาติท่ีจะใชเ้ ป็นกรอบแนวทางการพัฒนาในระยะ 20 ปี
ต่อจากนี้ ประกอบด้วย 6 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1) ยุทธศาสตร์ด้านความม่ันคง 2) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้าง
ความสามารถในการแข่งขัน 3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน 4) ยุทธศาสตร์ดา้ นการสร้าง
โอกาสความเสมอภาค และเท่าเทียมกันทางสังคม 5) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่
เป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อมและ 6) ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบรหิ ารจัดการภาครัฐ เพ่ือ
มุ่งสู่วิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาประเทศ “ความม่ันคง ม่ังค่ัง ยั่งยืน” เป็นประเทศพัฒนาแล้วด้วยการ
พฒั นาตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

ประเด็นท่ีสาคัญเพื่อแปลงแผนไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลสัมฤทธ์ิได้อย่างแท้จริงตามยุทธศาสตร์การ
พัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนคือ การเตรยี มพร้อมด้านกาลังคนและการเสริมสร้างศกั ยภาพของประชากร
ในทุกช่วงวัยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ของประเทศ โดยพัฒนาคนให้เหมาะสมตามช่วงวัย เพ่ือให้
เติบโตอย่างมคี ุณภาพการพฒั นาทักษะทีส่ อดคล้องกับความต้องการในตลาดแรงงานและทักษะที่จาเป็นต่อการ
ดารงชีวิตในศตวรรษท่ี 21 ของคนในแต่ละชว่ งวัยตามความเหมาะสม การเตรยี มความพร้อมของกาลังคนด้าน
วทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยีท่จี ะเปล่ียนแปลงในอนาคตตลอดจนการยกระดับคุณภาพการศึกษาสคู่ วามเป็นเลิศ

ดังนั้นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ เพ่ือเตรียมความพร้อมคนให้สามารถปรับตัวรองรับผลกระทบ
จากการเปล่ียนแปลงได้อยา่ งเหมาะสม กระทรวงศึกษาธกิ ารจงึ กาหนดเป็นนโยบายสาคัญและเร่งด่วนให้มีการ
ปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ในกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม รวมท้ังสาระ
เทคโนโลยี โดยมอบหมายใหส้ ถาบนั ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ดาเนินการปรับปรุง
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และสาระเทคโนโลยี และมอบหมายให้

10

สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานดาเนินการปรับปรุงสาระภูมิศาสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม

การปรับปรุงหลักสูตรครั้งน้ียังคงหลักการและโครงสร้างเดิมของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น
พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คือ ประกอบด้วย 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพ
และเทคโนโลยี และภาษาตา่ งประเทศ แต่มุ่งเน้นการปรบั ปรุงเน้อื หาให้มคี วามทนั สมัย ทนั ต่อการเปลีย่ นแปลง
และความเจริญ ก้าวหน้าทางวทิ ยาการต่าง ๆ คานึงถึงการส่งเสริมให้ผู้เรียนมที ักษะท่ีจาเป็นสาหรับการเรยี นรู้
ในศตวรรษท่ี 21 เป็นสาคัญ เตรียมผู้เรียนให้มีความพร้อมท่ีจะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ พร้อมที่จะประกอบอาชีพ
เมื่อจบการศกึ ษา หรอื สามารถศกึ ษาตอ่ ในระดบั ท่ีสงู ขน้ึ สามารถแข่งขันและอยรู่ ว่ มกับประชาคมโลกได้

กรอบในการปรับปรุง คือ ให้มีองค์ความรู้ท่ีเป็นสากลเทียบเท่านานาชาติ ปรับมาตรฐานการเรียนรู้
และ ตัวชี้วัดให้มีความชัดเจน ลดความซ้าซ้อนสอดคล้องและเช่ือมโยงกันภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ และ
ระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ ตลอดจนเช่ือมโยงองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี
เข้าด้วยกัน จัดเรียงลาดับความยากง่ายของเนื้อหาในแต่ละระดับชั้นตามพัฒนาการแต่ละช่วงวัยให้มีความ
เชอื่ มโยงความรู้และกระบวนการเรยี นรู้ โดยให้เรยี นรู้ผา่ นการปฏบิ ัติทีส่ ่งเสรมิ ใหผ้ ู้เรียนพฒั นาความคดิ

สาระสาคัญของการปรบั ปรงุ หลกั สตู ร มดี ังน้ี
1. กลมุ่ สาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์

1.1 จัดกลุ่มความรู้ใหม่และนาทักษะกระบวนการไปบูรณาการกับตัวช้ีวัด เน้นให้ผู้เรียนเกิดการ
คดิ วิเคราะห์ คดิ แกป้ ญั หา และมที ักษะในศตวรรษท่ี 21

1.2 กาหนดมาตรฐานการเรียนรู้และตัวช้ีวัดสาหรับผู้เรียนทุกคนท่ีเป็นพ้ืนฐานท่ีเกี่ยวข้องกับ
ชีวิตประจาวันและเป็นพ้นื ฐานสาคญั ในการศกึ ษาตอ่ ระดบั ที่สูงขึ้น

1.3 ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 - 6 กาหนดตัวชี้วัดเป็นชั้นปี เพื่อเป็นแนวทางให้สถานศึกษา
จัดตามลาดับการเรียนรู้อย่างไรก็ตามสถานศึกษาสามารถพิจารณาปรับเล่ือนไหลระหว่างชั้นปีได้ตามความ
เหมาะสม

2. กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ได้เพ่ิมสาระเทคโนโลยี ซ่ึงประกอบด้วยการออกแบบและ
เทคโนโลยี และวิทยาการคานวณ ทั้งน้ี เพ่ือเอื้อต่อการจัดการเรียนรู้บูรณาการสาระทางคณิตศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี กบั กระบวนการเชิงวิศวกรรม ตามแนวคดิ สะเต็มศกึ ษา

3. สาระภูมิศาสตร์ ซ่ึงเป็นสาระหน่ึงในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ได้
ปรบั มาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดให้มีความชัดเจนสอดคล้องกับพัฒนาการตามช่วงวัย มีองค์ความรู้ ที่เป็น
สากล เพ่มิ ความสามารถ ทกั ษะ และกระบวนการทางภมู ศิ าสตร์ ทช่ี ดั เจนข้ึน

เอกสารมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระ
ภูมิศาสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตาม
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 น้ีจดั ทาขึน้ สาหรับสถานศึกษาไดน้ าไปใช้เป็นกรอบ
และทิศทางในการจัดทาหลักสูตรสถานศึกษาและจัดการเรียนการสอน เพ่ือพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคน
ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพด้านความรู้และทักษะที่จาเป็นสาหรับการดารงชีวิตในสังคมที่มีการ
เปลีย่ นแปลง นอกจากน้ีมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชวี้ ัดทกี่ าหนดไว้ในเอกสารนี้ จะช่วยให้ผทู้ เ่ี กย่ี วข้อง ใช้เป็น
แนวทางในการสง่ เสรมิ สนับสนุนใหเ้ กดิ การพัฒนาผเู้ รยี นให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้อยา่ งแท้จรงิ

11

2. หลกั สตู รกลุ่มสาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์ (ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ. 2560)
ตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)

ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 นี้ ได้กาหนดสาระการเรียนรู้ออกเป็น
4 สาระ ได้แก่ สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาระท่ี 3 วิทยาศาสตร์โลก
และอวกาศ และสาระท่ี 4 เทคโนโลยี มีสาระเพ่ิมเติม 4 สาระ ได้แก่ สาระชีววิทยา สาระเคมี สาระฟิสิกส์
และสาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ซ่ึงองค์ประกอบของหลักสูตร ท้ังในด้านของเน้ือหาการจัดการเรียน
การสอน และการวัดและประเมินผลการเรียนรู้นั้นมีความสาคัญอย่างยิ่งในการวางรากฐานการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ของผู้เรียนในแต่ละระดับช้ัน ให้มี ความต่อเนื่องเช่ือมโยงกัน ต้ังแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จนถึง
ขนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 5 สาหรบั กลมุ่ สาระ การเรียนรวู้ ิทยาศาสตรไ์ ดก้ าหนดตวั ชว้ี ดั และสาระการเรียนรู้แกนกลาง
ทผ่ี ู้เรียนจาเป็นต้องเรียน เป็นพ้ืนฐาน เพ่ือให้สามารถนาความรู้น้ีไปใช้ในการดารงชีวิตหรือศกึ ษาต่อในวิชาชีพ
ท่ีต้องใช้ วิทยาศาสตร์ได้ โดยจัดเรียงลาดับความยากง่ายของเน้ือหาแต่ละสาระในแต่ละระดับช้ันให้มีการ
เช่ือมโยง ความรู้กับกระบวนการเรียนรู้ และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาความคิด
ท้ังความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะท่ีสาคัญท้ังทักษะ กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์และทักษะในศตวรรษที่ 21 ในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้ ด้วยกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลหลากหลายและประจักษ์พยานท่ี
ตรวจสอบได้

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ตระหนักถึงความสาคัญของการ
จดั การเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรท์ ี่มุ่งหวังให้เกิดผลสัมฤทธ์ิต่อผเู้ รียนมากที่สดุ จึงได้จัดทาตวั ชว้ี ัดและสาระการเรยี นรู้
แกนกลาง กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ัน
พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ข้ึน เพ่ือให้สถานศึกษา ครูผู้สอน ตลอดจนหน่วยงานต่าง ๆ ได้ใช้เป็นแนวทางใน
การพัฒนาหนังสือเรียน คู่มือครู สื่อประกอบการเรียน การสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผล โดยตัวชี้วัด
และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ตามหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่จัดทาข้ึนน้ีได้ปรับปรุงเพ่ือให้มีความสอดคล้องและ
เช่ือมโยงกันภายในสาระการเรียนรู้เดียวกัน และระหว่างสาระการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ตลอดจนการเชื่อมโยงเน้ือหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับคณิตศาสตร์ด้วย นอกจากนี้ยังได้ปรับปรุงเพ่ือให้มี
ความทันสมัยต่อการเปล่ียนแปลงและความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการต่าง ๆ และทัดเทียมกับนานาชาติ
กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ สรปุ เป็นแผนภาพได้ ดังนี้

12

2.1 ทาไมตอ้ งเรยี นวทิ ยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์มีบทบาทสาคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์เก่ียวข้องกับทุกคน
ท้ังในชีวิตประจาวันและการงานอาชีพต่างๆ ตลอดจนเทคโนโลยีเคร่ืองมือเครื่องใช้และผลผลิตต่างๆ
ท่ีมนุษย์ได้ใช้เพื่ออานวยความสะดวกในชีวิตและการทางานเหล่านี้ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์
ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่นๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิดทั้งความคิดเป็น
เหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวเิ คราะหว์ ิจารณ์ มที ักษะสาคัญในการค้นคว้าหาความรู้ ใช้ความรู้และทักษะเพื่อ
แก้ปัญหา หรือพัฒนางานด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็น
ระบบ รวมทั้งสามารถคน้ หาข้อมูลหรือสารสนเทศประเมินสารสนเทศ ประยกุ ต์ใช้ทักษะการคิดเชิงคานวณและ
ความรู้ ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ ส่ือดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสาร เพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริง
อย่างสร้างสรรค์ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลท่ีหลากหลายและมีประจักษ์พยานท่ีตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์
เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (knowledge-based society) ดังนั้นทุกคนจึง
จาเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ เพื่อท่ีจะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีท่ีมนุษย์
สรา้ งสรรคข์ นึ้ สามารถนาความรไู้ ปใช้อยา่ งมีเหตุผล สร้างสรรค์ และมีคณุ ธรรม

2.2 เปา้ หมายของวทิ ยาศาสตร์

ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ค้นพบความรู้ด้วยตนเองมากที่สุด เพื่อให้ได้ท้ัง
กระบวนการและความรู้ จากวิธีการสังเกต การสารวจตรวจสอบ การทดลอง แล้วนาผลที่ได้ มาจัดระบบเป็น
หลกั การ แนวคิด และองค์ความรู้

การจัดการเรยี นการสอนวิทยาศาสตรจ์ งึ มีเปา้ หมายที่สาคญั ดังน้ี

1. เพอื่ ให้เขา้ ใจหลักการ ทฤษฎี และกฏทเ่ี ป็นพน้ื ฐานในวิชาวิทยาศาสตร์
2. เพอื่ ใหเ้ ข้าใจขอบเขตของธรรมชาตขิ องวชิ าวิทยาศาสตร์และข้อจากัดในการศึกษา วชิ าวิทยาศาสตร์
3. เพื่อให้มที ักษะทส่ี าคญั ในการศึกษาค้นคว้าและคดิ ค้นทางเทคโนโลยี
4. เพื่อให้ตระหนักถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์และสภาพแวด
สอ้ มในเชิงท่มี อี ิทธิพลและผลกระทบซึง่ กันและกนั
5. เพื่อนาความรู้ ความเข้าใจ ในวชิ าวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ตอ่ สงั คมและ
การดารงชวี ิต
6. เพ่ือพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจัดการทักษะ
ในการส่อื สารและความสามารถในการตัดสินใจ
7. เพื่อให้เป็นผู้ที่มีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีอย่างสรา้ งสรรค์

13

2.3 เรยี นร้อู ะไรในวิทยาศาสตร์

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ท่ีเน้นการเช่ือมโยงความรู้
กบั กระบวนการ มีทกั ษะสาคญั ในการค้นควา้ และสร้างองคค์ วามรู้ โดยใช้กระบวนการในการสบื เสาะหาความรู้
และแก้ปญั หาท่ีหลากหลาย ให้ผเู้ รียนมสี ว่ นรว่ มในการเรียนรู้ทกุ ขั้นตอน มกี ารทากิจกรรมดว้ ยการลงมือปฏบิ ัติ
จริงอยา่ งหลากหลาย เหมาะสมกบั ระดับช้นั โดยกาหนดสาระสาคญั ดังน้ี

- วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ชีวิตในส่ิงแวดล้อม องค์ประกอบของส่ิงมีชีวิต การดารงชีวิต
ของมนุษย์และสัตว์ การดารงชีวิตของพิธ พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิวัฒนาการของ
สิง่ มชี ีวิต

- วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เก่ียวกับ ธรรมชาติของสาร การเปล่ียนแปลงของสาร การเคลื่อนท่ี
พลังงานและกล่ิน

- วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ ภายในระบบ
สุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปล่ียนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการ เปล่ียนแปลงลมฟ้าอากาศ
และผลติ อ่ สิ่งมชี วี ิตและสิง่ แวดล้อม

- เทคโนโลยี

 การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับ เทคโนโลยีเพื่อการดารงชีวิต ในสังคมที่มีการ
เปล่ียนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อ่ืนๆ เพ่ือ
แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม เลือกใช้
เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคานงึ ถงึ ผลกระทบต่อชวี ิต สงั คม และสงิ่ แวดล้อม

 วิทยาการคานวณ เรียนรู้เกี่ยวกับ การคิดเชิงคานวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา เป็นข้ันตอน
และเป็นระบบ ประยุกตใ์ ช้ความรู้ด้านวิทยาการคอมพวิ เตอรแ์ ละเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสอ่ื สาร ในการ
แก้ปญั หาทพ่ี บในชีวติ จรงิ ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ

2.4 สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคดิ หลกั ของเทคโนโลยีเพ่ือการดารงชวี ติ ในสงั คมท่มี กี ารเปลีย่ นแปลง อย่าง
รวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และศาสตร์อื่นๆ เพ่ือ
แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบ เชิง
วิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคานึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม
และสง่ิ แวดลอ้ ม
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชงิ คานวณในการแก้ปัญหาที่พบในชีวิตจริงอยา่ งเปน็ ขน้ั ตอน และ
เป็นระบบ ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สารในการเรียนรู้ การทางาน และการ
แก้ปัญหาได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ รเู้ ทา่ ทัน และมีจริยธรรม

14

2.5 คุณภาพของผู้เรยี น
จบชั้นประถมศกึ ษาปีท่ี 3

- เข้าใจสักษณะท่วั ไปของสิ่งมีชวี ิตและการดารงชวี ติ ของสง่ิ มชี ีวติ รอบตวั
- เข้าใจสักษณะที่ปรากฏ ชนิดและสมบัติบางประการของวัสดุที่ใช้ทาวัตถุ และการเปลี่ยนแปลง
ของวสั ดุรอบตัว
- เข้าใจการดึง การผสัก แรงแม่เหล็ก และผลของแรงท่มี ีต่อการเปล่ียนแปลง การเคลื่อนทขี่ องวัตถุ
พลงั งานไฟฟ้า และการผลิตไฟฟ้า การเกิดเสยี ง แสงและการมองเหน็
- เข้าใจการปรากฏของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาว ปรากฏการณ์การข้ึนและตก ของดวง
อาทิตย์ การเกิดกลางวันกลางศิน การกาหนดทิศ สักษณะของหิน การจาแนกชนิดดิน และการใช้ประโยชน์
สักษณะและความสาคัญของอากาศ การเกิดสม ประโยชนแ์ ละโทษของลม
- ตั้งคาถามหรือกาหนดปัญหาเก่ียวกับสิ่งที่จะเรียนรู้ตามท่ีกาหนดให้หรือตามความสนใจ สังเกต
สารวจตรวจสอบโดยใช้เคร่ืองมอื อย่างง่าย รวบรวมข้อมลู บันทึก และอธบิ ายผลการสารวจ ตรวจสอบด้วยการ
เขียนหรอื วาดภาพ และสือ่ สารส่งิ ท่เี รียนรู้ดว้ ยการเล่าเรอ่ื ง หรอื ด้วยการแสดงทา่ ทางเพ่ือใหผ้ ูอ้ นื่ เข้าใจ
- แก้ปัญหาอย่างง่ายโดยใช้ข้ันตอนการแก้ปัญหา มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สอ่ื สารเบื้องตน้ รักษาข้อมลู สว่ นตวั
- แสดงความกระตือรือร้น สนใจที่จะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เก่ียวกับเรื่องท่ีจะศึกษาตามที่
กาหนดให้หรอื ตามความสนใจ มสี ่วนร่วมในการแสดงความคดิ เหน็ และยอมรบั ฟงั ความคดิ เหน็ ผู้อน่ื
- แสดงความรับผิดชอบด้วยการทางานที่ได้รับมอบหมายอย่างมุ่งมั่น รอบคอบ ประหยัด ซ่ือสัตย์
จนงานลลุ ว่ งเปน็ ผลสาเร็จ และทางานร่วมกบั ผู้อืน่ อยา่ งมีความสขุ
- ตระหนักถึงประโยชน์ของการใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต ศึกษา
หาความรู้เพ่มิ เตมิ ทาโครงงานหรอื ชนิ้ งานตามท่ีกาหนดให้หรือตามความสนใจ

จบช้นั ประถมศึกษาปีท่ี 6

- เข้าใจโครงสร้าง สักษณะเฉพาะการปรับตัวของส่ิงมีชีวิต รวมทั้งความสัมพันธ์ของ ส่ิงมีชีวิตใน
แหลง่ ที่อยู่ การทาหน้าทีข่ องสว่ นตา่ งๆ ของฟชิ และการทางานของระบบย่อยอาหาร ของมนุษย์

- เข้าใจสมบัติและการจาแนกกลุ่มของวัสดุ สถานะและการเปลี่ยนสถานะของสสาร การละลาย
การเปลยี่ นแปลงทางเคมี การเปลย่ี นแปลงทม่ี นั กลับไดแ้ ละผันกสบั ไมไ่ ด้ และการแยกสาร อย่างงา่ ย

- เข้าใจลักษณะของแรงโน้มถ่วงของโลก แรงสัพธ์ แรงเสียดทาน แรงไฟฟ้าและ ผลของแรงต่าง ๆ
ผลที่เกิดจากแรงกระทาต่อวัตถุ ความดัน หลักการท่ีมีต่อวัตถุ วงจรไฟฟ้าอย่างงา่ ย ปรากฏการณ์เบ้ืองต้นของ
เสียง และแสง

- เข้าใจปรากฏการณ์การขึ้นและตก รวมถึงการเปลี่ยนแปลงรูปร่างปรากฏ ของดวงจันทร์
องค์ประกอบของระบบสุริยะ คาบการโคจรของดาวเคราะห์ ความแตกต่างของดาวเคราะห์และดาวฤกษ์
การขึ้นและตกของกลุ่มดาวฤกษ์ การใช้แผนท่ีดาว การเกิดอุปราคา พัฒนาการและประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ

- เข้าใจลักษณะของแหล่งน้า วัฏจักรน้า กระบวนการเกิดเมฆ หมอก น้าค้าง น้าค้างแข็ง หยาด น้า
ฟ้า กระบวนการเกิดหิน วัฏจักรหิน การใช้ประโยชน์หินและแร่ การเกิดซากดึกดาบรรพ์ การเกิดลมบก
ลมทะเล มรสุม สักษณะและผลกระทบของภัยธรรมชาติ ธรณีพิบัติภัย การเกิดและผลกระทบของ
ปรากฏการณเ์ รือนกระจก

15

- คืนหาข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพและประเมินความน่าเช่ือถือ ตัดสินใจเลือกข้อมูล ใช้เหตุผลเชิง
ตรรกะในการแก้ปญั หา ใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สารในการทางานรว่ มกัน เข้าใจสิทธิและหน้าท่ขี อง
ตนเคารพสทิ ธิของผ้อู ื่น

- ต้ังคาถามหรือกาหนดปัญหาเกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียนรู้ตามที่กาหนดให้หรือตาม ความสนใจ
คาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานที่สอดคล้ืองกับคาถามหรือปัญหา ที่จะสารวจตรวจสอบ
วางแผนและสารวจตรวจสอบโดยใช้เคร่ืองมืออุปกรณ์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ ท่ีเหมาะสมในการเก็บ
รวบรวมข้อมูลทั้งเชงิ ปริมาณและคุณภาพ

- วิเคราะห์ข้อมูล ลงความเห็น และสรุปความสัมพันธ์ของข้อมูลท่ีมาจากการ สารวจตรวจสอบใน
รปู แบบท่เี หมาะสม เพอ่ื สื่อสารความร้จู ากผลการสารวจตรวจสอบไดอ้ ยา่ งมี เหตผุ ลและหสกั ฐานอ้างอิง

- แสดงถึงความสนใจ มุ่งม่ันในสิ่งท่ีจะเรียนรู้ มีความคิดสร้างสรรค์เก่ียวกับ เรื่องท่ีจะศึกษาตาม
ความสนใจของตนเอง แสดงความคิดเห็นของตนเอง ยอมรับในข้อมูลท่ีมีหลักฐานอ้างอิง และรับฟังความ
คิดเหน็ ผู้อื่น

- แสดงความรับผิดชอบด้วยการทางานที่ได้รับมอบหมายอย่างมุ่งมั่น รอบคอบ ประหยัด ซื่อสัตย์
จนงานลุลว่ งเปน็ ผลสาเรจ็ และทางานร่วมกบั ผูอ้ นื่ อย่างสรา้ งสรรค์

- ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใช้ความรู้และกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ในการดารงชีวิต แสดงความข้ึนชม ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผู้คิดค้นและศึกษา
หาความรู้เพมิ่ เติม ทาโครงงานหรอื ช้ินงานตามทก่ี าหนดใหห้ รอื ตามความสนใจ

- แสดงถึงความซาบซึ้งห่วงใย แสดงพฤติกรรมเก่ียวกับการใช้ การดูแลรักษา ทรัพยากรธรรมชาติ
และสงิ่ แวดส่ือมอยา่ งรูค้ ณุ คา่

จบช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3

- เข้าใจลักษณะและองค์ประกอบทีส่ าคัญของเซลล์ส่ิงมีชวี ติ ความสัมพันธ์ของการทางานของระบบ
ต่าง ๆ ในร่างกายมนุษย์ การดารงชีวิตของพืช การถ่ายทอดสักษณะทางพันธุกรรม การเปล่ียนแปลงของปืน
หรือโครโมโซม และตัวอย่างโรคที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางพันฐกรรม ประโยชน์และผลกระทบของ
สิ่งมีชีวิตตัดแปรพันธกุ รรม ความหลากหลายทางชีวภาพ ปฏิสัมพันธ์ ขององค์ประกอบของระบบนิเวศและการ
ถ่ายทอดพลงั งานในสง่ิ มีชวี ิต

- เข้าใจองค์ประกอบและสมบัติของธาตุ สารละลาย สารบริสุทธ์ิ สารผสม หลักการแยกสาร
การเปล่ียนแปลงของสารในรูปแบบของการเปล่ียนสถานะ การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏิกิริยาเคมี และ
สมบตั ทิ างกายภาพ และการใช้ประโยชน์ของวัสดปุ ระเภทพอลิเมอร์ เซรามกิ และวสั ดุผสม

- เข้าใจการเคล่ือนท่ี แรงลัพธ์และผลของแรงลัพธ์กระทาต่อวัตถุ โมเมนต์ของแรง แรงท่ีปรากฏใน
ชีวิตประจาวัน สนามของแรง ความสัมพันธ์ของงาน พลังงานจลน์ พลังงานศักย์โน้มถ่วง กฎการอนุรักษ์
พลงั งาน การถ่ายโอนพลังงาน สมดุลความร้อน ความสัมพันธ์ของปรมิ าณทางไฟฟ้า การต่อวงจรไฟฟ้าในบ้าน
พลงั งานไฟฟ้า และหลกั การเบื้องต้นของวงจรอิเล็กทรอนิกส์

- เข้าใจสมบัติของคล่ืน และลักษณะของคล่ืนแบบต่าง ๆ แสง การสะท้อน การหักเหของแสงและ
ทศั นอุปกรณ์

- เข้าใจการโคจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ การเกิดฤดู การเคลื่อนท่ี ปรากฏของดวงอาทิตย์
การเกิดข้างขึ้นข้างแรม การข้ึนและตกของดวงจันทร์ การเกิดน้าขึ้นน้าลง ประโยชน์ของเทคโนโลยีอวกาศ
และความก้าวหน้าของโครงการสารวจอวกาศ

16

- เข้าใจลักษณะของชั้นบรรยากาศ องค์ประกอบและปัจจัยท่ีมีผลต่อลมฟ้าอากาศ การเกิดและ
ผลกระทบของพายุฟ้าคะนอง พายุหมุนเขตร้อน การพยากรณ์อากาศ สถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
โลก กระบวนการเกิดเช้ือเพลิงซากดึกดาบรรพ์และการใช้ประโยชน์ พลังงานทดแทนและการใช้ประโยชน์
สักษณะโครงสร้างภายในโสก กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยาบนผิวโลก ลักษณะช้ันหน้าตัดดิน
กระบวนการเกดิ ดิน แหล่งน้าผิวดิน แหล่งนา้ ใต้ดนิ กระบวนการเกิดและผลกระทบของภัยธรรมชาติ และธรณี
พิบัตภิ ยั

- เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยี การเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยี
ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือ คณิตศาสตร์ วิเคราะห์
เปรียบเทียบ และตัดสินใจเพ่ือเลือกใช้เทคโนโลยี โดยคานึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม และส่ิงแวดล้อม
ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะและทรัพยากรเพื่อออกแบบและสรา้ ง ผลงานสาหรับการแก้ปัญหาในชีวิตประจาวัน
หรือการประกอบอาชีพ โดยใชก้ ระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม รวมทั้งเลอื กใช้วัสดุ อปุ กรณ์ และเครื่องมือ
ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง เหมาะสมปลอดภยั รวมทัง้ คานึงถงึ ทรัพย์สนิ ทางปัญญา

- นาข้อมลู ปฐมภูมเิ ขา้ สรู่ ะบบคอมพวิ เตอร์ วิเคราะห์ ประเมิน นาเสนอขอ้ มูลและสารสนเทศได้ตาม
วัตถุประสงค์ ใช้ทักษะการคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริง และเปียนโปรแกรมอย่างง่ายเพื่อ
ช่วยในการแกป้ ญั หา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารอยา่ งรเู้ ท่าทันและรบั ผิดชอบตอ่ สงั คม

- ต้ังคาถามหรือกาหนดปัญหาท่ีเช่ือมโยงกับพยานหลักฐาน หรือหลักการทางวิทยาศาสตร์ท่ีมีการ
กาหนดและควบคุมตัวแปร คิดคาดคะเนคาตอบหลายแนวทาง สร้างสมมติฐานท่ีสามารถนาไปสู่การสารวจ
ตรวจสอบ ออกแบบและลงมือสารวจิตรวจสอบโดยใช้วัสดุและเคร่ืองมือ ที่เหมาะสม เลือกใช้เครื่องมือและ
เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพท่ีได้ผลเที่ยงตรงและ
ปลอดภยั

- วเิ คราะห์และประเมนิ ความสอดคต้องของข้อมูลทไี่ ดจ้ ากการสารวจตรวจสอบ จากพยานหลกั ฐาน
โดยใช้ความรู้และหลักการทางวิทยาศาสตร์ในการแปลความหมายและลงข้อสรุป และสื่อสารความคิด ความรู้
จากผลการสารวจตรวจสอบหลากหลายรูปแบบ หรือใช้เทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อให้ผู้อ่ืนเข้าใจได้อย่าง
เหมาะสม

- แสดงถึงความสนใจ มุ่งม่ัน รับผิดชอบ รอบคอบ และชื่อสัตย์ ในส่ิงท่ีจะเรียนรู้ มีความคิด
สร้างสรรค์เก่ียวกับเรื่องที่จะศึกษาตามความสนใจของตนเอง โดยใช้เครื่องมือและวิธีการที่ให้ได้ผลถูกต้อง
เชื่อถือได้ ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมจากแหล่งความรู้ต่าง ๆ แสดงความคิดเห็นของตนเอง รับฟังความคิดเห็นผู้อ่ืน
และยอมรับการเปลีย่ นแปลงความรูท้ ี่คน้ พบ เมอ่ื มีข้อมูลและประจกั ษพ์ ยานใหมเ่ พ่ิมขน้ึ หรือโต้แยง้ จากเดิม

- ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจาวัน ใช้ความรู้และ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดารงชีวิต และการประกอบอาชีพ แสดงความชื่นชม
ยกย่อง และเคารพสิทธิในผลงานของผู้คิดค้น เข้าโจผลกระทบท้ังด้านบวกและด้านลบของการพัฒนาทาง
วทิ ยาศาสตร์ต่อสิ่งแวดลอ้ มและต่อบรบิ ทอ่นื ๆ และศึกษาหาความรู้ เพิ่มเติม ทาโครงงานหรอื สร้างชนิ้ งานตาม
ความสนใจ

จบชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 6

- เข้าใจการลาเลียงสารเจ้าและออกจากเซลส์ กลไกการรักษาดุลยภาพของมนุษย์ ภูมิคุ้มกันใน
ร่างกายของมนุษย์และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การใช้ประโยชน์จากสารต่าง ๆ ท่ีฟิชสร้างข้ึน การ

17

ถ่ายทอดสักษณะทางพันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรม วิวฒั นาการ ท่ีทาให้เกดิ ความหลากหลายของ
สิ่งมชี วี ิต ความสาคัญและผลของเทคโนโลยีทางดีเอน็ เอตอ่ มนษุ ย์ ส่งิ มชี ีวิตและส่งิ แวดลอ้ ม

- เข้าใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภูมิศาสตร์ต่าง ๆ ของโลก การเปล่ียนแปลงแทนที่ใน
ระบบนิเวศ ปัญหาและผลกระทบท่ีมีต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม

- เข้าใจชนิดของอนุภาคสาคัญที่เป็นส่วนประกอบในโครงสร้างอะตอม สมบัติบางประการของธาตุ
การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ ชนิดของแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคและสมบัติต่าง ๆ ของสารที่มี
ความสัมพันธ์กับแรงยึดเหน่ียว พันธะเคมี โครงสร้างและสมบัติของพอลิเมอร์ การเกิดปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยท่ีมี
ผลต่ออัตราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมีและการเขยี นสมการเคมี

- เข้าโจปรมิ าณทเ่ี กย่ี วกับการเคลื่อนท่ี ความสัมพันธ์ระหวา่ งแรงมวลและความเร่ง ผลของความเร่ง
ท่ีมีต่อการเคลื่อนท่ีแบบต่าง ๆ ของวัตถุ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็ก ความสัมพันธ์ ระหว่างสนามแม่เหล็กและ
กระแสไฟฟา้ และแรงภายในนิวเคลียส

- เข้าใจพลังงานนิวเคลียร์ ความสัมพนั ธ์ระหว่างมวลและพลังงาน การเปลีย่ น พลงั งานทดแทนเป็น
พลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลังงาน การสะท้อน การหักเห การเลี้ยวเบน และการรวมคส้ิน การได้ยิน
ปรากฏการณ์ทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั เสยี ง สีกบั การมองเห็นสี คล่นื แม่เหลก็ ไฟฟา้ และประโยชน์ของคลน่ื แมเ่ หล็กไฟฟ้า

- เข้าใจการแบ่งช้ันและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุและรูปแบบการเคล่ือนที่ของแผ่นธรณีท่ี
สมั พันธ์กับการเกิดลักษณะธรณีสัณฐาน สาเหตุกระบวนการเกิดแผน่ ดินไหว ภเู ขาไฟ ระเบดิ สึนามิ ผลกระทบ
แนวทางการเฝ้าระวัง และการปฏบิ ตั ิตนใหป้ ลอดภยั

- เข้าใจผลของแรงเนื่องจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอริออลิส ท่ีมีต่อการหมุนเวียน
ของอากาศ การหมุนเวียนของอากาศตามเขตละติจดู และผลท่ีมีตอ่ ภูมิอากาศ ความสมั พนั ธ์ของการหมนุ เวียน
ของอากาศ และการหมุนเวียนของกระแสน้าผิวหน้าในมหาสมุทร และผลิต่อสักษณะลมฟ้าอากาศ สิ่งมีชีวิต
และสิ่งแวดล้อม ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปล่ียนแปลง ภูมิอากาศโลก และแนวปฏิบัติเพ่ือลดกิจกรรมของ
มนุษย์ที่ส่งผลต่อการเปล่ียนแปลงภูมิอากาศโลก รวมทั้งการแปลความหมายสัญลักษณ์ลมฟ้าอากาศที่สาคัญ
จากแผนท่อี ากาศ และขอ้ มูลสารสนเทศ

- เข้าใจการกาเนิดและการเปลี่ยนแปลงพลังงาน สสาร ขนาด อุณหภูมิของ เอกภพ หลักฐานที่
สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ประเภทของกาแล็กซี โครงสร้างและองค์ประกอบของ กาแล็กซีทางช้างเผือก
กระบวนการเกิดและการสร้างพลังงาน ปัจจัยที่ส่งผลต่อความส่องสว่างของ ดาวฤกษ์ และความสัมพันธ์
ระหว่างความส่องสว่างกับโชติมาตรของดาวฤกษ์ ความสัมพันธ์ระหว่างสี อุ ณหภูมิผิว และสเปกตรัม
ของดาวฤกษ์ วิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของ ดาวฤกษ์ กระบวนการเกิดระบบสุริยะ
การแบ่งเขตบริวารของดวงอาทิตย์ สักษณะของดาวเคราะห์ ที่เอื้อต่อการดารงชีวิต การเกิดลมสุริยะ พายุ
สุรยิ ะและผสท่มี ตี ่อโลก รวมท้ังการสารวจอวกาศและ การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยอี วกาศ

- ระบุปัญหา ตง้ั คาถามทีจ่ ะสารวจตรวจสอบ โดยมีการกาหนดความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรต่าง ๆ
สืบคนข้อมูลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมติฐานท่ีเป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือก ตรวจสอบสมมติฐานท่ี
เปน็ ไปได้

- ต้ังคาถามหรือกาหนดปัญหาที่อยบู่ นพื้นฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ ที่แสดง
ให้เห็นถึงการใช้ความคิตระดับสูงท่ีสามารถสารวจตรวจสอบหรือศึกษาฟื้นคว้า ได้อย่างครอบคลุมและเช่ือถือ
ได้ สร้างสมมติฐานท่ีมีทฤษฎีรองรับหรือคาดการณ์สิ่งท่ีจะพบ เพื่อนา ไปสู่การสารวจตรวจสอบ ออกแบบ
วิธีการสารวจตรวจสอบตามสมมติฐานท่ีกาหนดไว้ได้อย่างเหมาะสม มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เลือกวัสดุ

18

อุปกรณ์ รวมท้ังวิธีการในการสารวจตรวจสอบอย่างถูกต้อง ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และบันท่ีกผลการ
สารวจตรวจสอบอยา่ งเป็นระบบ

- วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป เพื่อตรวจสอบกับ
สมมติฐานที่ต้ังไว้ ให้ข้อเสนอแนะเพ่ือปรับปรุงวิธีการสารวจตรวจสอบ จัดกระทาข้อมูล และนาเสนอข้อมูล
ด้วยเทคนิควิธีท่ีเหมาะสม ส่ือสารแนวคิด ความรู้จากผลการสารวจตรวจสอบ โดยการพูด เขียน จัดแสดงหรือ
ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื ให้ผูอ้ นื่ เขา้ ใจโดยมีหสักฐานอ้างอิง หรือมที ฤษฎรี องรบั

- แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และชื่อสัตย์ ในการสิบเสาะ หาความรู้ โดยใช้
เคร่ืองมือและวิธีการที่ให้ได้มสถูกต้อง เชื่อถือได้ มีเหตุผลและยอมรับได้ว่าความรู้ ทางวิทยาศาสตร์อาจมีการ
เปลีย่ นแปลงได้
แสดงถงึ ความพอใจและเห็นคุณค่าในการฟื้นพบความรู้ พบคาตอบ หรอื แก้ปัญหาได้ ทางานรว่ มกับผู้อ่ืนอย่าง
สร้างสรรค์ แสดงความคิดเห็นโดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผลประกอบ เกี่ยวกับผลของการพัฒนาและการใช้
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยอี ย่างมคี ุณธรรมต่อสังคม และส่ิงแวดลอ้ ม และยอมรับฟังความคดิ เหน็ ของผ้อู ืน่

- เข้าใจความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ท่ีมีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยี ประเภทต่าง ๆ และ
การพัฒนาเทคโนโลยีท่ีส่งผลให้มีการคิดค้นความรทู้ างวิทยาศาสตร์ท่กี ้าวหน้า ผลของเทคโนโลยีต่อชีวิต สงั คม
และส่ิงแวดสือ่ ม

- ตระหนักถึงความสาคัญและเห็นคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ใช้ใน
ชีวิตประจาวัน ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดารงชีวิต และการประกอบ
อาชีพ แสดงความชื่นชม ภูมิใจ ยกย่อง อ้างอิงผลงานชน้ิ งานทเี่ ปน็ ผลมาจากภูมิปญั ญาท้องถ่ิน และการพฒั นา
เทคโนโลยีท่ที นั สมัย ศึกษาหาความรเู้ พ่ิมเตมิ ทาโครงงานหรอื สร้างชิ้นงานตามความสนใจ

- แสดงความซาบซ้ึง ห่วงใย มีพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษาทรัพยากร ธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า เสนอตัวเองร่วมมือปฏิบัติกับชุมชนในการป้องกัน ดูแล ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง
แวดส่ือมของทอ้ งถน่ิ

- วิเคราะห์แนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน การเปล่ียนแปลงของ
เทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ วิเคราะห์
เปรียบเทียบ และตัดสินใจเพ่ือเลือกใช้เทคโนโลยี โดยคานึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และ
ส่ิงแวดล้อม ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ ทรัพยากรเพ่ือออกแบบ สร้างหรือพัฒนาผลงานสาหรับแก้ปัญหาที่มี
ผลกระทบต่อสงั คม โดยใช้กระบวนการออกแบบ เชิงวิศวกรรม ใช้ซอฟต์แวรช์ ่วยในการออกแบบและนาเสนอ
ผลงาน เลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ และ เคร่ืองมือได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ปลอดภัย รวมทั้งคานึงถึงทรัพย์สินทาง
ปัญญา

- ใช้ความรู้ทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและ การส่ือสาร เพ่ือ
รวบรวมข้อมูลในชีวิตจริงจากแหล่งต่าง ๆ และความรู้จากศาสตร์อ่ืน มาประยุกต์ใช้ สร้างความรู้ใหม่ เข้าใจ
การเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยีท่ีมีผลต่อการดาเนินชีวิต อาชีพ สังคม วัฒนธรรม และใช้อย่างปลอดภัย มี
จรยิ ธรรม

19

2.5 ตวั ชวี้ ัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลาง
กระทรวงศึกษาธิการได้กาหนดตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้

วทิ ยาศาสตร์ สาหรบั นกั เรยี นระดบั ช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 5 ดังนี้
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวติ จริงอย่างเปน็ ขน้ั ตอนและเปน็ ระบบ

ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรยี นรู้ การทางาน และการแก้ปัญหาได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ ร้เู ทา่ ทนั และมีจริยธรรม

สาระและมาตรฐาน ตัวช้วี ดั สาระการเรยี นรู้แกนกลาง

สาระที่ 4 เทคโนโลยี 3. ใช้อินเทอร์เน็ตค้นหาข้อมูล - กำรประเมนิ ควำมน่ำเชอื่ ถอื ของข้อมลู เช่น
มาตรฐาน ว 4.2
ติดต่อสื่อสารและทางานร่วมกัน เปรียบเทียบควำมสอดคล้อง สมบูรณ์ของ

ประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูล ขอ้ มูลจำกหลำยแหล่ง แหล่งต้นตอของข้อมูล

4. รวบรวม ประเมินนาเสนอข้อมูล ผเู้ ขยี น วนั ทีเ่ ผยแพรข่ อ้ มลู

และสำรสนเทศตำมวัตถุประสงค์ - ข้อมูลท่ีดีต้องมีรำยละเอียดครบทุกด้ำน

โดยใช้ซอฟต์แวร์หรือบริกำรบน เช่น ขอ้ ดแี ละขอ้ เสยี ประโยชน์และโทษ

อินเทอร์เน็ตที่หลำกหลำยเพื่อ - การค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต และการ

แกป้ ัญหำในชวี ติ ประจำวัน พจิ ารณาผลการค้นหา

- การรวบรวมข้อมูล ประมวลผล สร้างทาง

เลือกประเมินผล จะทาให้ได้สารสนเทศเพื่อ

ใชใ้ นการแกป้ ัญหาหรอื การตดั สินใจได้อย่างมี

ประสิทธภิ าพ

- การใช้ซอฟต์แวร์หรือบริการบอินเทอร์เน็ต

ที่หลากหลายในการรวบรวม ประมวลผล

สร้างทางเลือก ประเมินผล นาเสนอ จะช่วย

ให้การแก้ปัญหาทาได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง

และแม่นยา

จากตาราง แสดงตัวช้ีวัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางกลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ สรุปได้ว่า
นักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 จะต้องใช้อินเทอร์เน็ตค้นหำข้อมูล ติดต่อส่ือสำรและทำงำนร่วมกัน ประเมิน
ควำมน่ำเชื่อถือของข้อมูล รวมไปถึงกำรรวบรวม ประเมินนำเสนอข้อมูลและสำรสนเทศตำมวัตถุประสงค์โดย
ใชซ้ อฟต์แวร์หรอื บรกิ ำรบนอินเทอรเ์ นต็ ทีห่ ลำกหลำยเพ่ือแก้ปัญหำในชวี ิตประจำวันได้

3.1 ความหมายของคอมพวิ เตอร์ช่วยสอน
ทักษณิ า วไิ ลลักษณ์ (2551 : 21-22) ไดอ้ ธิบายบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนหรอื CAI ไว้วา่ มาจาก
คาว่า Computer Assisted Instruction คือกระบวนการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์เป็นส่ือในการ
นาเสนอเน้ือหาบทเรียนต่าง ๆ ลักษณะการเรียนการสอนเป็นแบบให้ผู้เรียนสามารถโต้ตอบกับบทเรียน
ในลักษณะการถาม – ตอบ หรือลักษณะของการนาเสนอเน้ือหาแต่ละหน่วยการเรียน โดยผู้สอนจะเป็น
ผ้อู อกแบบบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนว่าจะจัดเน้ือหาอย่างไร มีลาดับของบทเรียนเป็นแบบลาดับหรือแบบ
ขนาน โดยบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนทง้ั 2 แบบ จะมีสง่ิ เรา้ ให้กบั ผู้เรยี น ได้แก่ เน้ือหา ภาพทเ่ี คล่ือนไหวได้

20

และมีการตอบคาถาม การตอบสนองของผู้เรียนเม่ือตอบถูกจะมีการเสริมแรงและเมื่อตอบผิดจะมีการให้
กาลงั ใจเสริมแรงใหต้ อบใหมห่ รอื ให้ตอบใหถ้ กู

โดยผู้สอนที่จะสร้างบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนจะต้องทาการระดมสมองเกี่ยวกับเน้ือหาบทเรยี นก่อน
โดยให้ผู้สอนในวิชาเดยี วกันมาชว่ ย เพ่ือเพ่มิ มุมมองให้มีความหลากหลาย จากน้ันนาแผนภมู ิระดมสมองทีไ่ ด้มา
จัดกลุ่ม ที่เรียกว่า แผนภูมิความคิดรวบยอด จากนั้นนาแผนภูมิความคิดรวบยอดท่ีได้ไปดูว่า บทเรียนน้ีควรมี
การเรียนรู้แบบลาดับ (Linear) หรือแบบขนาน (Parallel) เรียกว่าแผนภูมิโครงข่ายเน้ือหาแล้วลงมือสร้าง
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ท่มี ีลักษณะการนาเสนอเป็นกรอบ(Frame) เรยี งลาดับไปเรอ่ื ย ๆ เพ่ือให้ผูเ้ รียน
สามารถโต้ตอบกับคอมพิวเตอร์บทเรียนได้ สาหรับการตอบสนองต่อการตอบคาถามจะใช้เสียง คาบรรยาย
หรือภาพกราฟิก เพ่ือสร้างแรงจูงใจ ความมั่นใจในการเรียนรู้ เม่ือผู้เรียนตอบผิดไม่ควรขา้ มเนื้อหาโดยไมเ่ ฉลย
ควรให้ผู้เรยี นมีอสิ ระในการเรยี น ไมจ่ ากดั เวลาและได้เรียนตามความต้องการของตนเอง

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนคือการนาเสนอบทเรียนโดยอาศัยเคร่ืองคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือ
เพอ่ื ให้ผู้เรียนสามารถเรยี นได้ตามความต้องการของผู้เรียนเองหรือเรยี นจนเกิดความเข้าใจในบทเรียน

3.2 ประเภทของบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน

ลักษณะในการนาเสนอเนื้อหาและกระบวนการ การเรียนการสอนของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนน้ัน
สามารถสรปุ ได้เปน็ 8 ประเภท ดังนี้ (ไพโรจน์ ตรี ณธนากุล และไพบลู ย์ เกียรติโกมล, 2539)

1. แบบการสอน (Instruction)
ใช้เพื่อสอนความรู้ใหม่แทนครู เป็นการพัฒนาแบบ Self Study Package เป็นรูปแบบใน

การศึกษา เรียนรู้ด้วยตนเอง และเป็นชุดการสอนท่ีจะต้องใช้ความระมัดระวัง รวมทั้งทักษะในการพัฒนาท่ีสูง
มาก ในการออกแบบจะต้องเน้นการมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน การควบคุมแนวทาง กจิ กรรมการเรียน และการ
ประเมินผลการเรียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และลักษณะของผู้เรียน ส่วนการออกแบบหน้าจอ จะต้อง
เน้นใหอ้ งค์ประกอบหน้าจอมคี วามนา่ สนใจเป็นหลกั

2. แบบสอนซ่อมเสรมิ หรอื ทบทวน (Tutorial)

เป็นบทเรียนที่ใช้ในการทบทวนการเรียนจากห้องเรียนหรือจากผู้สอน ไม่ว่าจะจากทางไกล
หรือทางใกล้ก็ตาม การเรียนมักไม่ใชค่ วามรู้ใหม่ แต่อาจจะเป็นความรู้ท่เี คยเรียนรมู้ าแลว้ ในรูปแบบการเรียนรู้
แบบอ่ืนๆ แล้วใช้บทเรียนซ่อมเสริมเพื่อเพิ่มเติมความเข้าใจให้ถูกต้องและแม่นยาสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งบทเรียน
สามารถใช้ได้ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน ดังนั้น CAI ประเภทน้ีจึงไม่สามารถนามาสอนแทนครูได้
ทง้ั หมด เพียงแตน่ ามาสอนเสริมหรอื ทบทวนในราย-วิชาที่มกี ารจัดการเรียนการสอนมาแลว้ ในชัน้ เรยี นปกติ

3. แบบฝกึ หัดและฝกึ ปฏิบตั ิ (Drill and Practice)

เป็นบทเรียนท่ีใชเ้ สริมการปฏิบตั หิ รือเสริมทักษะ ในการเรียนการสอนใหเ้ ข้าใจยิ่งขน้ึ และเกิด
ทักษะท่ีต้องการได้ เปน็ การเสรมิ ประสทิ ธผิ ลการเรียนของผ้เู รียน สามารถใชใ้ นห้องเรียน เสริมขณะท่ีสอนหรือ
นอกห้องเรียน ณ ที่ใด เวลาใดก็ได้ ซ่ึงการใช้บทเรียนในการเรียน การสอนเช่นนี้ สามารถใช้ฝึกหัดท้ังด้าน
ทกั ษะการแกป้ ญั หาทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ รวมทงั้ ทางช่างอุตสาหกรรมด้วย

21

4. แบบสร้างสถานการณ์จาลอง (Simulation)
เป็นบทเรียนท่ีออกแบบเพื่อช่วยเปลี่ยนแปลงบรรยากาศการเรียนการสอนในช้ันปกติให้

นา่ สนใจย่ิงข้ึน ในเชิงของการปฏิบัติ ถ้าพจิ ารณาถึงความยืดหยุ่น ความคมุ้ ค่าความปลอดภัยต่างๆ รวมท้ังการ
ควบคุมสถานการณ์ด้วยตนเองแล้ว สถานการณ์จาลองบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน จะให้ประสิทธิภาพและ
ความคล่องตวั ซึง่ ครอบคลุมเน้ือหาได้ทกุ เร่ือง เช่น การซ้อื ขายหุ้น หรือการทดลองวิทยาศาสตร์ เป้าหมายหลัก
ของการสร้างบทเรียนแบบสถานการณ์จาลองเพื่อนาสถานการณ์จริงที่เกิดข้ึนเข้ามาอยู่ในคอมพิวเตอร์ จะทา
ให้ผู้เรียนมีโอกาสเข้าร่วมในกิจกรรมที่เกิดข้ึน มีโอกาสควบคุมสถานการณ์ให้เหมาะสม จึงเป็นส่วนสาคัญ
เพิม่ เตมิ จากการให้สถานการณ์ปกติ เพ่อื การเรยี นรแู้ ละแก้ปญั หามีความความสมบูรณย์ ง่ิ ขึน้

5. แบบสร้างเปน็ เกมส์ (Game)
การพัฒนาในลักษณะเกมส์ สามารถเสริมการเรียนรู้ได้ดีกว่า การใช้เกมส์เพื่อการเรียน

สามารถใช้สาหรับการเรียนรู้ความรู้ใหม่ หรือเสริมการเรียนในห้องเรียนได้ ซ่ึงเหมาะสาหรับผู้เรียนท่ีมี
ระยะเวลาความสนใจสนั้ เชน่ เดก็ หรอื สภาวะแวดล้อมที่ไมอ่ านวย เปน็ ต้น

6. แบบการแก้ปัญหา (Problem Solving)
เป็นบทเรียนในการฝึกการคิด การตัดสินใจ สามารถใช้กับวิชาการต่างๆ ที่ต้องการให้สามารถคิด

แก้ปัญหา ใช้เพ่อื การสอนในห้องเรยี น หรือใช้ในการฝึกทว่ั ๆ ไป เป็นส่ือสาหรบั ผู้บรหิ ารได้ดี

7. แบบทดสอบ (Test)
ใช้เพ่ือตรวจวัดความสามารถของผู้เรียน สามารถใช้ประกอบการสอนในห้องเรียนหรือความ

ต้องการของผ้สู อนหรือผู้เรียนเอง ทงั้ นยี้ ังสามารถใชน้ อกห้องเรียน เพอ่ื ตรวจวัดความสามารถของตนเองได้ด้วย

8. แบบสถานการณเ์ พ่ือให้คน้ พบ (Discovery)
จัดทาเพื่อให้ผู้เรียน เรียนรู้จากประสบการณ์ของตนเอง โดยการลองผิดลองถูกหรือเป็นการ

จัดระบบนาลอ่ งเพื่อชกั นาสู่การเรียนรู้ สามารถใช้เรยี นรคู้ วามรู้ใหม่หรือเปน็ การทบทวนความร้เู ดมิ

3.3 คณุ ลักษณะสาคัญของบทเรยี นคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอน
คุณลกั ษณะทเ่ี ป็นองค์ประกอบสาคัญของคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน 4 ประการ ไดแ้ ก่
1. สารสนเทศ (Information) หมายถึง เนื้อหาสาระท่ีได้รับการเรียบเรียง ทาให้ผู้เรียนเกิด

การเรียนรู้ หรอื ได้รบั ทกั ษะอย่างหนึ่งอยา่ งใดตามท่ีผู้สร้างไดก้ าหนดวตั ถปุ ระสงคไ์ ว้ การนาเสนออาจเป็นไปใน
ลักษณะทางตรง หรือทางอ้อมก็ได้ ทางตรงได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทติวเตอร์ เช่นการอ่าน จา
ทาความเขา้ ใจ ฝกึ ฝน ตัวอยา่ ง การนาเสนอในทางอ้อมได้แก่ คอมพวิ เตอรช์ ่วยสอนประเภทเกมและการจาลอง

2. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individualization) การตอบสนองความแตกต่างระหว่าง
บุคคล คือลักษณะสาคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน บุคคลแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันทางการเรียนรู้
คอมพวิ เตอร์ช่วยสอน เป็นสือ่ ประเภทหนึ่งจึงต้องได้รับการออกแบบให้มีลักษณะท่ีตอบสนองต่อความแตกต่าง
ระหว่างบุคคลใหม้ ากทส่ี ุด

3. การโต้ตอบ (Interaction) คือการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
การเรยี น การสอนรปู แบบทดี่ ีท่สี ดุ ก็คอื เปิดโอกาสใหผ้ เู้ รยี นได้มปี ฏสิ ัมพนั ธก์ ับผู้สอนได้มากทส่ี ดุ

22

4. การให้ผลป้อนกลับโดยทันที (Immediate Feedback) ผลป้อนกลับหรือการให้คาตอบน้ี
ถือเป็นการ เสริมแรงอย่างหน่ึง การให้ผลป้อนกลับแก่ผู้เรียนในทันทีหมายรวมไปถึงการท่ีคอมพิวเตอร์ช่วย
สอนท่ีสมบูรณ์จะต้องมีการ ทดสอบหรือประเมินความเข้าใจของผู้เรียนในเนื้อหาหรือทักษะต่าง ๆ ตาม
วตั ถปุ ระสงค์ทก่ี าหนดไว้

3.4 ประโยชนข์ องบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน

1. ชว่ ยให้ผู้เรยี นไดเ้ รยี นตามความสามารถของตนเอง โดยคานึงถงึ ความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล
2. นกั เรยี นได้เรียนเป็นข้ันตอนจากง่ายไปหายากอยา่ งเป็นระบบ
3. มีความสะดวกในการทบทวนบทเรียน
4. ไมม่ ีข้อจากัดในเร่ืองของเวลาเรียน นักเรยี นสามารถศึกษาจากบทเรียนคอมพิวเตอร์ ชว่ ยสอน
ขณะทีอ่ ยูท่ ี่บา้ นหรืออยทู่ โี่ รงเรยี น
5. ลดเวลาในการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นการเรียนการสอนแบบเอกัตบุคคล ซึ่งนักเรียน
สามารถเรียนรู ้ได้ด้วยตนเอง มีการวัดผลและประเมินผลไปพร้อม ๆ กัน และยังช่วยนักเรียนที่มีปัญหาใน
การเรียน โดยการจัดโปรแกรมเสริมในส่วนที่เป็นปัญหาหรือใช้เสริมความรู้ให้กับนักเรียนที่เรียนรู้ได้เร็วโดย
ไม่ตอ้ งคอยเพอื่ นในชัน้ เรียน
6. สรา้ งทศั นคติท่ีดีใหแ้ ก่นักเรยี น โดยนักเรยี นต้องฝึกความรบั ผิดชอบต่อตนเอง ในการเรียนและ
สรา้ งทัศนคติทด่ี ีในการเรยี นดว้ ย
7. ทาในสิง่ ทีส่ ่อื อื่น ๆ ทาไมไ่ ด้ เช่น การตดั สินใจเสนอเนื้อหาใหม่ ๆ หรอื การตัดสนิ ใจ เรียนซา้ ใน
เน้อื หาเดมิ
8. ลดเวลาในการสอนของครู ในการเรียนวิชาท่ีมีการฝึกทักษะ ครูจะเสียเวลาในช่วงน้ีมาก
เพราะแตล่ ะคนมีความสามารถแตกต่างกัน ครูสามารถให้นกั เรียนแตล่ ะคนได้ฝึกทกั ษะจากคอมพิวเตอรแ์ ทน
9. ทาให้ครูได้มีการพัฒนาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอและมีการนาสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมาใช้
ในการเรยี นการสอนมากขึ้น
10. สามารถจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนไดเ้ หมาะสม สะดวก และรวดเร็วยิ่งขึน้

3.5 การประยกุ ต์ใชบ้ ทเรยี นคอมพิวเตอรช์ ว่ ยสอน
การนาคอมพวิ เตอร์ช่วยสอนมาใชง้ าน สามารถทาได้หลายลกั ษณะ ไดแ้ ก่

3.1 ใช้สอนแทนผู้สอน ทัง้ ในและนอกหอ้ งเรียน ท้งั ระบบสอนแทน บททบทวน และสอนเสริม
3.2 ใชเ้ ป็นสอื่ การเรยี นการสอนทางไกล ผา่ นสื่อโทรคมนาคม เชน่ ผ่านดาวเทยี ม เปน็ ต้น
3.3 ใช้สอนเนอ้ื หาทซ่ี ับซอ้ น ไมส่ ามารถแสดงของจริงได้ เช่น โครงสร้างของโมเลกุลของสาร
3.4 เป็นสื่อสอนวิชาที่อันตราย โดยการสร้างสถานการณ์จาลอง เช่น การสอนขับเคร่ืองบิน
การควบคุมเครือ่ งจักรขนาดใหญ่
3.5 เป็นสื่อแสดงลาดับขั้น ของเหตุการณ์ท่ีต้องการให้เห็นผลอย่างชัดเจน และช้า เช่น
การทางานของมอเตอรร์ ถยนต์ หรอื หวั เทยี น
3.6 เป็นส่อื ฝึกอบรมพนักงานใหม่ โดยไมต่ ้องเสียเวลาสอนซ้าหลายๆ หน
3.7 สร้างมาตรฐานการสอน

23

4. ทฤษฎีการเรยี นร้ตู ามแนวคอนสตรคั ตวิ ิสต์ (Constructivism)

4.1 ความหมายของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
เปน็ ทฤษฎที ่ีวา่ ด้วยการสร้างความรู้ มพี ัฒนาการมาจากปรชั ญาปฏิบตั นิ ิยม (Pragmatism) ทน่ี า

โดย James และ Dewey ในต้นคริสต์ศตวรรษท่ี 20 และการ เปล่ียนแปลงกระบวนทัศน์เก่ียวกับวิธีการหา
ความรู้ในปรัชญาวิทยาศาสตร์ (Philosophy of science) ที่นาโดย Popper และ Feyerabend ในครึ่งหลัง
ของคริสต์ศตวรรษที่ 20 จากการบุกเบิกของ นักจิตวิทยาคนสาคัญ ๆ เช่น เพียเจต์ (Piaget) ออซูเบล
(Ausubel) และเคลล่ี (Kelly) และพัฒนา ต่อมาโดยมีนักการศึกษากลุ่มคอนสตรัคติวิสต์ เช่น ไดรเวอร์
(Driver) เบล (Bell) คามี (Kamil) นอด คิงส์ (Noddings) วอน เกลเซอร์สเฟลด์ (Von Glasersfeld) เฮนเอร์
สัน (Henderson) และอันเดอร์ฮลิ (Underhill) เปน็ ตน้ ( ไพจติ ร สดวกการ, 2543)

ทฤษฎีการเรียนรู้คอนสตรัคติวิสต์ เงื่อนไขการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Construc
tivist Theory) สรปุ ได้ดงั นี้ (วฒั นาพร ระงบั ทุกข์, 2541)

1. การเรยี นรเู้ ปน็ กระบวนการลงมือกระทา (Active Process) ทเ่ี กิดข้นึ ในแต่ ละบคุ คล
2. ความรู้ต่าง ๆ จะถูกสร้างขึ้นด้วยตัวของผู้เรียนเอง โดยใช้ข้อมูลท่ีได้รับมา ใหม่ร่วมกับข้อมูล
หรือความรู้เดิมท่ีมีอยู่แล้ว รวมท้ังประสบการณ์เดิมมาสร้างความหมายในการ เรียนรู้ของตนเอง ความรู้และ
ความเชื่อที่แตกต่างกันของแต่ละคน จะขึ้นอยู่กับส่ิงแวดล้อมและขนบ ทาเนียมประเพณี และประสบการณ์
ของผู้เรียน จะถูกนามาเป็นพ้ืนฐานในการตัดสินใจและจะมีผล โดยตรงต่อการสร้างความรู้ใหม่ แนวคิดใหม่
หรือการเรียนรู้นั้นเอง
จากความหมายของทฤษฎคี อนสตรัคติวิสตห์ รือแนวคดิ คอนสตรคั ตวิ ิสต์ของนัก การศึกษาหลายท่าน
สรุปเป็นสาระสาคญั ไดด้ งั นี้
1. ความรู้ของบุคคลใด คือ โครงสร้างทางปัญญาของบุคคลน้ันที่สร้างข้ึนจาก ประสบการณ์ในการ
คล่คี ลายสถานการณ์ท่ีเปน็ ปัญหาและสามารถนาไปใชเ้ ปน็ ฐานในการแกป้ ัญหา หรอื อธบิ ายสถานการณอ์ ่ืน ๆ ได้
2. นักเรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยวิธีการท่ีต่าง ๆ กัน โดยอาศัยประสบการณ์และ โครงสร้างทาง
ปญั ญาทีม่ อี ยู่เดิม ความสนใจและแรงจูงใจภายในตนเองเป็นจดุ เรม่ิ ต้น
3. ครูมหี นา้ ทจ่ี ดั การให้นกั เรียนไดป้ รบั ขยายโครงสร้างทางปญั ญาของนกั เรียนเอง
3.1 สถานการณท์ เี่ ปน็ ปญั หาและปฏิสัมพนั ธ์ทางสังคมกอ่ ให้เกิดความขดั แย้ง ทางปญั ญา
3.2 ความขัดแย้งทางปัญญาเป็นแรงจูงใจภายในให้เกิดกิจกรรมการไตร่ตรอง เพ่ือขจัดความ
ขัดแย้งน้ัน Dewey ได้อธิบายเกี่ยวกับลักษณะการไตร่ตรอง ( Reflection) เป็นการ พิจารณาอย่างรอบคอบ
กิจกรรมการไตรต่ รองจะเรม่ิ ต้นด้วยสถานการณ์ท่เี ป็นปัญหา น่าสงสัย งงงวย ยุ่งยาก เรยี กว่า สถานการณ์ก่อน
ไตร่ตรอง และจบลงด้วยความแจ่มชัดที่สามารถอธบิ ายสถานการณ์ดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาได้ ตลอดจนได้
เรยี นรแู้ ละพึงพอใจกบั ผลทไ่ี ด้รับ
3.3 การไตร่ตรองบนฐานแห่งประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่ เดิมภายใต้การมี
ปฏสิ ัมพนั ธ์ทางสังคมกระตุ้นให้มกี ารสร้างโครงสรา้ งใหมท่ างปญั ญา
จากแนวคิดข้างต้นน้ีกระบวนการเรียนการสอนในแนวคอนสตรัคติวิสต์ จึงมักเป็นไปในแบบท่ีให้
นักเรียนสร้างความรู้จากการช่วยแก้ปัญหา (Collaborative Problem Solving) กระบวนการเรียนการสอน
จะเร่ิมต้นด้วยปัญหาท่ีก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา (Cognitive Conflict) น้ันคือ ประสบการณ์และ
โครงสร้างทางปัญญาท่ีมีอยู่เดิมไม่สามารถขจัดการแก้ปัญหานั้น ได้ลงตัวพอดีเหมือนปัญหาท่ีเคยแก้มาแล้ว
ต้องมีการคิดค้นเพ่ิมเติมที่เรียกว่า “การปรับโครงสร้าง ทางปัญญา” หรือ “การสร้างโครงสร้างใหม่ทาง
ปญั ญา” (Cognitive Restructuring) โดยการจัด กิจกรรมให้ผู้เรียนได้ถูกปัญหา ขัดค้าน จนกระทั้งหาเหตุผล

24

หรือหลักฐานในเชิงประจักษ์มาขจัด ความขัดแย้งทางปัญญาภายในตนเอง และระหว่างบุคคลได้ (ไพจิตร
สดวกการ, 2543)

กลุ่มคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist) เช่ือว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดข้ึนภายในของ
ผู้เรียน โดยมีผู้เรียนเป็นผู้สร้าง (Construct) ความรู้จากความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงที่พบเห็นกับความรู้ความ
เข้าใจเดิมท่ีมีมากอ่ นโดยพยายามนาความเข้าใจเกี่ยวกับเหตุการณ์ และปรากฏการณ์ที่ตนพบเห็นมาสร้างเป็น
โครงสร้างทางปัญญา (Cognitive Structure) หรือที่เรียกว่า สกีมา (Shema) ซึ่งเป็นหน่วยท่ีเล็กที่สุดของ
โครงสร้างทางปัญญา หรือโครงสร้างของความรู้ใน สมอง โครงสร้างทางปัญญานี้จะประกอบด้วย ความหมาย
ของส่ิงต่าง ๆ ท่ีใช้ภาษาหรือเก่ียวกับ เหตุการณ์หรือส่ิงท่ีแต่ละบุคคลมีประสบการณ์ หรือเหตุการณ์อาจเป็น
ความเข้าใจหรือความรขู้ องแต่ละบคุ คล

กลุ่มคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) เชื่อว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการสร้าง มากกว่าการรับ
ความรู้ดังนั้นเป้าหมายของการสอนจะสนับสนุนการสร้างมากกว่าความพยายามในการถ่ายทอดความรู้ ดังน้ัน
กลุ่มคอนสตรัคติวิสต์จะมุ่งเน้นการสร้างความรู้ใหม่อย่างเหมาะสมของแต่ละบุคคลและสิ่งแวดล้อมมี
ความสาคัญในการสร้างความหมายตามความเป็นจริง เป็นวิธีการที่นามาใช้ในการจัดการเรียนการสอน
มีหลักการที่สาคัญว่า ในการเรียนรู้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนลงมือกระทาในการสร้างความรู้ ซ่ึงปรากฏแนวคิดท่ี
แตกต่างกันเก่ียวกับการสร้างความรู้ หรือการเรียนรู้ ท้ังนี้เน่ืองมาจากแนวคิดที่เป็นรากฐานสาคัญซ่ึงปรากฏ
จากรายงานของนักจิตวิทยาและนกั การศึกษา คือ Jean Piaget ชาวสวิส และ Ley Vygotaky ชาวรัสเซีย ซึ่ง
แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ Cognitive Construtivist และ Social Constructivist มีรายละเอียด ดังน้ี (สุมาลี
ชยั เจรญิ , 2551)

1. Cogitive Constructivist มีรากฐานทางปรัชญ าของทฤษฎีมาจากความพยายามที่
จะเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกบั ประสบการณ์ใหม่ดว้ ยกระบวนการทพี่ ิสูจน์อยา่ งมเี หตุผลเป็นความรู้ท่ีเกิดจาก
การไตร่ตรอง ซึ่งถือเป็นปรัชญาปฏิบัตินิยมประกอบกับรากฐานทางจิตวิทยาการเรียนรู้ที่มีอิทธิพลต่อพื้นฐาน
แนวคิดน้ี นักจิตวิทยาพัฒนากรชาวสวิส คือ จีน เพียเจตน์ (Jean Piaget) ทฤษฎีของ Piaget จะแบ่งได้เป็น
2 ส่วน คือ Ages และ Stages ซึ่งทั้งสององค์ประกอบน้ีจะทานายว่าเด็กจะสามารถหรือไม่สามารถเข้าใจส่ิง
หนึง่ ส่งิ ใดเมือ่ มอี ายุแตกตา่ งกนั และทฤษฎีเกีย่ วกับด้านพัฒนาการทจ่ี ะอธบิ ายว่า ผู้เรยี นจะพัฒนาความสามารถ
ทางการรู้คิด (Cognitive Abilities) ทฤษฎีพัฒนาการที่จะเน้นจุดดังกล่าว เพราะว่าเป็นพ้ืนฐานหลักสาหรับ
วิธีการทาง Cognitive Constructivism ทางด้านการเรียนการสอนนั้นมีแนวคิดว่ามนุษย์เราต้อง “สร้าง”
(Construct) ความรู้ด้วยตนเองโดยผ่านทางประสบการณ์ ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้จะกระตุ้นให้ผู้เรียนสร้าง
โครงสร้างทางปัญญาหรือเรียกว่า สกีมา (Schemas) เมนทอลโมเดล (Mental Model) ในสมอง สกีมาเหลา่ นี้
สามารถเปล่ียนแปลงได้ (Chang) ขยาย (Enlarge) และซับซ้อนข้ึนได้ โดยผ่านทางกระบวนการดูดซึม
(Assimilation) และการปรับเปลยี่ น (Accommodation)

2. Social Constructivism เป็นทฤษฎีที่มีรากฐานมาจาก Vygotsky ได้เน้นเกี่ยวกับบริบทการ
เรียนรู้ทางสังคม (Social Context Learning) ทฤษฎีพุทธิปัญญาของเพียเจต์ที่ใช้กันมาเป็นพื้นฐานสาหรับ
การเรียนรู้แบบค้นพบ (Discovery Learning) ซึ่งผู้สอนมีบทบาทค่อนข้างจากัด ส่วนทฤษฎีของ Vygotsky
เปิดโอกาสให้ครูหรือผู้เรียนท่ีอาวุโสกว่าแสดงบทบาทในการเรียนรู้ของผู้เรียน Cognitive Construtivist และ
Social Constructivist อาจมีส่วนคล้ายคลึงกันและแตกต่าง Social Constructivist ของ Vygotsky จะเปิด
โอกาสทีจ่ ะมสี ่วนร่วม และเก่ยี วข้องกับครผู ู้สอนมากกวา่ สาหรับทฤษฎีของ Vygotsky ซ่ึงเชือ่ ว่าวัฒนธรรมจะ
เป็นเครือ่ งมือทางปัญญาท่ีจาเป็นสาหรบั การพัฒนารูปแบบและคณุ ภาพของเครื่องมือดังกลา่ ว ไดม้ ีการกาหนด
รปู แบบและอัตราการพัฒนามากกว่าที่กาหนดไว้ในทฤษฎีของเพียเจต์ โดยเช่ือว่าผู้ใหญ่ หรือผู้ท่ีมีความอาวุโส

25

เช่น พ่อ แม่ และครู จะเป็นท่อนาสาหรับเคร่ืองมือทางวัฒนธรรมรวมถึงภาษา เครือ่ งมือทางวัฒนธรรมเหล่าน้ี
ได้แก่ ประวตั ิศาสตร์ วฒั นธรรม บริบททางสังคมและภาษาทกุ วนั นี้ รวมถงึ การเขา้ ถึงขอ้ มลู อิเลก็ ทรอนิกส์

จากที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นสรุปได้ว่า คอนสตรัคติวิสต์เป็นทฤษฎีท่ีเกี่ยวกับความรู้และการเรียนรู้
โดยมีรากฐานมาจากปรัชญาจิตวิทยาและมานุษยวิทยา ซ่ึงเช่ือว่า ความรู้เป็นสิ่งที่บุคคลสร้างขึ้นและบุคคลจะ
เรียนรู้ได้โดยการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอ่ืนและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ซ่ึงต้องอาศัยความรู้ ประสบการณ์เดิมและ
โครงสร้างทางปัญญาเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้

นอกจากนี้ วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2541) กล่าวว่า องค์ประกอบการเรียนรู้ตามแนวคิด คอนสตรัคติ
วิสตป์ ระกอบด้วย

1. ผู้เรยี นสร้างความหมายของส่ิงท่ีได้พบเห็น รบั รู้ โดยใช้กระบวนการทาง ปัญญาของตนเอง ท่ี
เรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประสาทสัมผัสของผู้เรียนกับส่ิงแวดล้อม โดยจะใช้ความรู้ ความเข้าใจ
ท่มี อี ยเู่ ดิมในการคาดคะเนเหตกุ ารณ์

2. โครงสร้างทางปัญญา เกิดจากความพยายามทางความคิดหากการใช้ความรู้ เดิมคาดคะเน
เหตุการณ์ได้ถูกต้อง จะทาให้โครงสร้างทางปัญญามั่นคงยิ่งขึ้นแต่ถ้าหากคาดคะเนไม่ถูกต้องจะเกิดภาวะที่
เรียกวา่ ภาวะไมส่ มดลุ (disequilibrium) และเม่ือมคี วามขดั แยง้ เกิดขึ้น ผู้เรียนมี ทางเลอื ก 3 ทางคอื

2.1 ไม่ปรบั ความคดิ ในโครงสร้างทางปัญญาของตนเอง
2.2 ปรับความคิดในโครงสร้างทางปัญญาไปในทางที่การคาดเดานั้นให้ เป็นไปตาม
ประสบการณม์ ากขึน้
2.3 ไมส่ นใจทจี่ ะทาความเขา้ ใจ
3. โครงสร้างทางปัญญาเป็นส่ิงที่เปลย่ี นแปลงได้ยาก แม้วา่ จะมีหลกั ฐานจากการ สังเกตที่ขดั แย้ง
กบั โครงสรา้ งนั้น
จึงอาจสรุปได้ว่า ตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์นั้น ผู้เรียนเป็นผู้เสริมสร้างความรู้ ด้วยตนเอง ผู้สอน
ไม่สามารถปรับเปลี่ยน โครงสร้างทางปัญญาของผู้เรียนได้ แต่สามารถช่วยผู้เรียน ปรับขยาย โครงสร้างทาง
ปัญญาได้ ด้วยการจดั สถานการณ์ท่ีทาให้เกิดภาวะไม่สมดุลหรือก่อให้เกิด ความขัดแย้งทางปัญญา โดยได้จาก
สิง่ แวดล้อมและการปฏสิ มั พนั ธก์ บั ผู้อื่น )

4.2 การออกแบบการสอนทมี่ พี น้ื ฐานจากทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์
กลุ่มทฤษฎีคอนสตรัคตวิ ิสต์ (Constructivist) เชือ่ ว่า การเรยี นรูเ้ ป็นกระบวนการ สร้างมากกว่า

การรับความรู้ เป้าหมายของการสอนจะสนับสนุนการสร้างมากกว่าความพยายามใน การถ่ายทอดความรู้
ดังนั้น คอนสตรัคติวิสต์ จะมุ่งเน้นการสร้างความรู้ใหม่อย่างเหมาะสมของแต่ละบุคคล และสิ่งแวดล้อมมี
ความสาคัญในการสร้างความหมายตามความเป็นจริง (Duffy and Cunningham, 1996) เป็นวิธีการท่ี
นามาใช้ในการจัดการเรียนการสอนมีหลักการที่สาคัญว่า ในการเรียนรู้มุ่งเน้นให้ผู้เรียนลงมือกระทาในการ
สร้างความรู้ ซึ่งปรากฎแนวคิดท่ีแตกต่างกันเก่ียวกับการสร้างความรู้ หรือการเรียนรู้ ท้ังนี้เนื่องจากแนวคิดท่ี
เป็นรากฐานสาคัญ ซ่ึงปรากฎจากรายงานของจิตวิทยาและนักการศึกษา คือ Jean Piaget ชาวสวิส และ
Lev Vygotsky ชาวรัสเซีย ซ่ึงในการออกแบบการสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์จะอาศัยพื้นฐานจากท้ังสอง
แนวคดิ นีเ้ ป็นรากฐานสาคญั (สุมาลี ชยั เจริญ, 2551)

การนาทฤษฎีการเรียนร้คู อนสตรัคติวสิ ต์ (Constructivist) ไปใชใ้ นการเรียนการสอน มีรายละเอียด
ดงั ตอ่ ไปนี้

1. การเรียนรู้เปน็ กระบวนการทล่ี งมอื ปฏิบตั ิ ประสบการณ์ตรง การลองผดิ ลองถกู ค้นหาวิธีการ
แก้ปัญหาเป็นส่ิงจาเป็นต่อการดูดซึมและการปรับเปล่ียนของข้อมูล วิธีการท่ีสารสนเทศถูกนาเสนอ เป็นสิ่ง

26

สาคัญ เม่ือสารสนเทศถูกนาเข้ามาในฐานะที่เป็นสิ่งช่วยแก้ปัญหาอาจทาหน้าที่เป็นเคร่ืองมือมากกว่าจะเป็น
ข้อเท็จจรงิ อยา่ งแท้จรงิ

2. การเรียนรู้ควรเป็นองค์รวม เน้นสภาพจริงและสิ่งท่ีเป็นจริงในห้องเรียน แบบเพียเจต์ ผู้เรียน
จะมีโอกาสสร้างความรู้ผ่านประสบการณ์ความรู้ของตนเองท่ีไม่ได้มาจากการบอกหรือการสอนของครู
จะมีการเน้นเก่ียวกบั การสอนทักษะเฉพาะนอ้ ยลง และเพ่ิมการเน้นเกี่ยวกับการเรียนรู้ในบริบทท่ีมคี วามหมาย
เทคโนโลยี ครูสามารถจัดหาสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้จะช่วยขยายพ้ืนฐานของความคิดรวบยอดและ
ประสบการณ์ของผเู้ รียน

4.3 แนวคิดพนื้ ฐานในการออกแบบการจดั การเรยี นรตู้ ามแนวทฤษฎคี อนสตรัคติวิสต์
ในการออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์จะอาศัยพื้นฐานแนวคิดทั้ง

สองกลุ่มคือ Cognitive Constructivm และ Social Construtivism ดังจะนาเสนอต่อไปนี้ (สุมาลี
ชัยเจริญ, 2551)

- Cognitive Constructivm

Cognitive Constructivism มีพ้ืนฐานมาจากแนวคิดของ Piaget แนวคิดของทฤษฎีน้ี เน้น
ผ้เู รียนเป็นผู้สร้างความรู้โดยการลงมือกระทา Piaget เชื่อว่า ถ้าผูเ้ รยี นถูกกระตุ้นดว้ ยปัญหาที่ ก่อให้เกิดความ
ขัดแย้งทางปัญญา (Cognitive Conflect) หรือเรียกว่าเกิดการเสียสมดุลทางปัญญา (Disequilibrium) ผู้เรยี น
ต้องพยายามปรับโครงสร้างทางปัญญา (Cognitive Structuring) ให้เข้าสู่ สภาวะสมดุล (Equilibrium) โดย
วิธีการดูดซึม (Assimilation) ได้แก่ การรับข้อมูลใหม่จาก สิ่งแวดล้อมเข้าไปไว้ใน โครงสร้างทางปัญญา และ
การปรับเปลี่ยน โครงสร้างทางปัญญา (Accommodation) คือการเชื่อมโยงโครงสร้างทางปัญญาเดิม หรือ
ความรู้เดิมที่มีมาก่อนกับข้อมูล สารสนเทศใหม่ จนกระทั้งผู้เรียนสามารถปรับโครงสร้างทางปัญญาเข้าสู่
สภาวะสมดุลหรอื สามารถ ท่จี ะสร้างความรใู้ หม่ขนึ้ มาได้ หรอื เกิดการเรยี นรนู้ ั้นเอง

รูปแบบการจดั การเรียนรูต้ ามแนว Cognitive Constructivism
การจัดการเรียนรู้ตามแนว Cognitive Constructivism หรือเรียกว่า ห้องเรียนแบบ เพียเจต์

ผู้เรียนจะมีโอกาสสร้างความรู้ผ่านประสบการณ์ของตนเอง ที่ไม่ใช่มาจากการบอกหรือการสอนจากครู จะมี
การเน้นเก่ียวกับการสอนทักษะเฉพาะน้อยลง ในทางตรงข้ามจะเพิ่มการเน้นเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ใน
บริบทท่ีมคี วามหมาย โดยนาเทคโนโลยีโดยเฉพาะอย่างย่ิงส่ือมวลชน (Multim Media) เป็นส่ิงท่ีจะสนองตอบ
ต่อกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าว ด้วยเทคโนโลยีที่มาสนับสนุน ได้แก่ ส่ือบนเครือข่าย (Webbase) และซีดีรอม
(CD-ROMs) ครูผู้สอนสามารถจัดหาสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้ท่ีจะช่วยขยายพ้ืนฐานของแนวคิด
(Conceptual) และประสบการณ์ (Experiential) ของผู้ท่ีมาศึกษาแม้ว่าซอฟแวร์ทางการศึกษาเหล่านี้จะต้อง
ถกู ผลิตข้ึนมาใช้ในทศวรรษท่ี 1970 และ 1980 อย่างไรก็ตาม ความเจรญิ ก้าวหน้าทางเทคโนโลยสี ามารถที่จะ
สนองตอบ เกย่ี วกับสมรรถนะของเคร่ืองมอื ที่ช่วยใหส้ ามารถบรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ตามแนวทาง Constructivsm

- Social Constructivism
Social Constructivism เป็นทฤษฎีท่ีมีรากฐานจาก Vygotsky ซ่ึงมีแนวคิดสาคัญ ท่ีว่า

“ปฏิสัมพันธท์ างสังคมมบี ทบาทสาคัญในการพัฒนาด้านพุทธิปัญญา” รวมทั้งแนวคิดเก่ียวกับ ศักยภาพในการ
พัฒนาด้านพุทธิปัญญาท่ีอาจมีข้อจากัดเก่ียวกับช่วงของการพัฒนาที่เรียกว่า Zone of Proximal Development
ถ้าผู้เรียนอยู่ต่ากว่า Zone of Proximal Development จาเป็นที่จะต้องได้รับ การช่วยเหลือในการเรียนรู้ ที่

27

เรียกว่า Scaffolding และ Vygotsky เชื่อว่าผู้เรียนสร้างความรู้โดยผ่านทางการปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อ่ืน
ได้แก่ เด็กกับผู้ใหญ่ พ่อแม่ ครูและเพ่ือน ในขณะที่เด็กอยู่ในบริบทของสังคมและวัฒนธรรม (Sociocultural
Content) ในทุกช้ันเรียนกลยุทธ์ทางเรียนรู้ท่ีสอดคล้องกับ Social Constructivism ของ Vygotsky อาจจะไม่
จาเป็นต้องจัดกิจกรรมที่เหมือนกันทุกอย่างก็ได้ กิจกรรมและรูปแบบอาจ เปล่ียนแปลงตามความเหมาะสม
แต่อย่างไรก็ตามจะมีหลักการ 4 ประการท่ีสามารถนาไป ประยุกต์ใช้ได้ในช้ันเรียนที่เรียกว่า “Vygotskian”
หรือตามแนว Social Constructivism ดงั นี้

1. การเรียนรแู้ ละการพัฒนา คือ ดา้ นสังคม ได้แก่ กจิ กรรมการรว่ มมอื (Collaborative Activity)
2. Zone of Proximal Development ควรจะสนองต่อแนวทางการจัดหลักสูตร และการ
วางแผนบทเรียน
3. การเรียนรู้ในโรงเรียนควรเกิดข้ึน ในบริบทที่มีความหมาย และไม่ควรแยก จากการเรียนรู้
และความรู้ที่ผู้เรียนพัฒนามาจากสภาพชีวิตจริง (Real World) ประสบการณ์นอก โรงเรียนควรจะมีการ
เชอื่ มโยงนามาสปู่ ระสบการณ์ในโรงเรียนของผู้เรียน
จากแนวคิดทฤษฎีคอน สตรัคติวิสต์การเรียน รู้ของผู้เรียน เกิดข้ึน เมื่อผู้เรียน ได้มีโอกาส รับข้อมูล
ประสบการณ์ใหม่ ๆ และนามาใช้ในการคิด กล่ันกรองข้อมูล ทาความเข้าใจข้อมูล เชื่อมโยงความรู้ใหม่กับ
ความรู้เดิมและสร้างความหมายข้อมูลความร้ดู ว้ ยตนเอง จะเหน็ ได้ว่าครูมีบทบาทท่สี าคญั ในการจัดให้ผู้เรยี นได้
มโี อกาสรบั ผิดชอบต่อการเรียนรู้ของตนเองโดยการมีปฏิสมั พันธ์กับสิ่งแวดล้อม เช่น บุคคลอ่ืน ๆ เหตุการณ์ใน
ชวี ติ ประจาวันหรือปัญหาตา่ ง ๆ ที่เกดิ ขน้ึ ที่เขาจะต้องมีสว่ นร่วมในการสรา้ งการเรียนรทู้ ี่เกิดข้ึนจากสิ่งแวดลอ้ ม
ต่าง ๆ โดยครมู ีหน้าท่ีจัดการเรยี นการสอนท่ีตอบสนองต่อการเรียนรขู้ องผู้เรียนตามแนวคดิ คอนสตรัคติวิสตใ์ น
การให้นักเรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมซ่ึงช่วยให้ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดไตร่ตรองหาคาอธิบายหรือ
สร้างรูปแบบการทาความเข้าใจต่อเหตุการณ์ที่ได้พบอย่างมีความหมายและสามารถนาความรู้ท่ีสร้างขึ้นน้ีไป
ประยุกตใ์ ช้ในชีวิตจรงิ ได้อยา่ งเหมาะสม

4.4 รปู แบบการจดั การเรียนการสอนท่สี อดคล้องกับทฤษฎกี ารเรียนรู้คอนสตรคั ติวสิ ต์
(Constructivist)

DeVries and Kohlberg (1987) ได้เสนอแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ ที่สอดคล้องกับ แนวคิดของ
Piaget ซง่ึ เป็นหลกั การสาคัญในการจดั การเรยี นการสอน ดงั นี้คอื

1. สง่ เสริมใหผ้ เู้ รียนทากิจกรรมตา่ ง ๆ ดว้ ยตนเองตามความสนใจ
2. ครมู บี ทบาทเป็นเหมือนเพอื่ น ผู้แนะนา กระตนุ้ ให้ผู้เรยี นได้รเิ ริ่ม เลน่ ทดลอง ให้เหตผุ ล และ
ให้ความร่วมมือกับผู้เรียน ใช้การควบคุมหรืออกคาสั่งกับผู้เรียนน้อยทสี่ ดุ
3. ส่งเสรมิ ให้ผเู้ รยี นมโี อกาสรว่ มมือกับบุคคลอืน่ ไดเ้ รียนร้แู ละแก้ปัญหาความขดั แยง้ อย่างสันตวิ ธิ ี

วิธกี ารจดั การเรียนการสอนตามทฤษฎคี อนสตรคั ติวิสต์
1. ส่งเสริมให้เด็กทากิจกรรมต่าง ๆ ตามความสนใจ โดยคานึงถึงองค์ประกอบ พ้ืนฐานท่ีสาคัญ คือ
1.1. ความสนใจ (Interest) เป็นศูนย์กลางของการกระทาสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองท่ีทาให้เกิด

การสังเกต ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้และสติปัญญาด้วยตนเอง เพราะผู้เรียนจะพยายามเรียนรู้และสนใจต่อ
ประสบการณ์ต่าง ๆ ที่นาไปสู่การพัฒนาสติปัญญา โดยกระบวนการปรับโครงสร้างความรู้และกระบวนการ
ปรบั ขยายโครงสรา้ งความรู้

28

1.2 การเลน่ (Play) การเล่นเป็นกระบวนการสรา้ งพฤติกรรม จึงนามาจัดการศึกษาให้กับเด็ก
และถือว่าเป็นส่วนประกอบของการเรียนรู้ เพราะทาให้ผู้เรียนเรียนรู้บทบาทของชีวิต ได้ใช้ภาษาในการ
แสดงออกแสดงความรสู้ ึก ใช้ความคดิ ที่ปราศจากการบังคับหรอื การลงโทษจากผู้ใหญ่

1.3 การทดลอง (Experimentation) เป็นสิ่งที่ผู้เรียน ได้เรียนรู้จากการลองผิดลองถูกนาไปสู่
ความรู้ท่ีถกู ต้องแท้จริง ซงึ่ ถอื เปน็ การทางานของผู้เรียนทท่ี ้าทายและกระตนุ้ ให้ เกิดการเรยี นรู้ในสงิ่ รอบตวั

1.4 ความร่วมมือ (Cooperation) เป็นสิ่งที่มีความสัมพันธ์ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง
ผู้เรียนกับผู้ใหญ่ ผู้เรียนกับเพื่อน ๆ ซึ่งเป็นกระบวนการทางสังคมอีกท้ังความขัดแย้งที่เกิดข้ึนถือเป็นปัจจัย
สาคญั ในการนาไปสกู่ ารยอมรับนับถือซ่ึงกนั และกนั ทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั ความตอ้ งการความคิดของแต่ละบคุ คล

2. ผู้เรยี นเป็นผูท้ ากจิ กรรมดว้ ยตนเองมากกวา่ ให้ครูสอน
2.1 ใหผ้ ู้เรียนสรา้ งกตกิ าขึน้ เพ่ือใชใ้ นการอยรู่ ว่ มกัน
2.2 ให้ผเู้ รยี นตดั สินใจเลอื กกิจกรรมที่ครูแนะนาด้วยตนเอง
2.3 ให้ผู้เรียนแสดงความคิดเห็นท่ีต่างกันในการออกเสียง โดยครูเลือก ประเด็นและ

ดาเนินการท่ีสนบั สนุนในการแลกเปลยี่ นความคิดเห็น
2.4 ใหผ้ ้เู รยี นสามารถมคี วามคดิ เห็นทแ่ี ตกต่างจากครไู ด้
2.5 ให้มีอสิ ระในการเลือกกจิ กรรมและเพื่อนร่วมกิจกรรมในแตล่ ะวนั
2.6 มีการตดั สินใจด้วยตนเอง เมอ่ื มีปัญหาเกดิ ข้นึ

3. ความสมั พันธ์ระหว่างครูกับผเู้ รยี นเป็นความร่วมมอื มากกว่าการบังคับหรอื ควบคุม
3.1 พูดกับผ้เู รยี นเกยี่ วกับกฎเกณฑ์พน้ื ฐานในการตัดสนิ ใจเร่อื งราวตา่ ง ๆ
3.2 แนะนาผเู้ รยี นเกีย่ วกบั กิจกรรมมากกวา่ การกาหนดใหเ้ รียนในสิง่ ต่าง
3.3 เมื่อผู้เรียนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ให้ใช้เหตุผลบอกถึงผลท่ีจะเกิดข้ึน มากกว่าการ

ลงโทษทรี่ นุ แรง
3.4 หลีกเล่ียงการใหร้ างวัลทีเ่ กิดจากภายนอก
3.5 ใหผ้ ูเ้ รียนเกดิ ความขดั แยง้ ภายในตนเองจากการทางาน
3.6 สร้างบรรยากาศทผ่ี ้เู รียนสนใจ
3.7 ให้ผู้เรยี นเปน็ ตัวเองภายใต้กฎทีผ่ ูเ้ รยี นสร้างขน้ึ
3.8 ปฏิบัติกับผู้เรียนท่ีมีพฤติกรรมต่อต้าน ด้วยการแสดงว่าเขามีความสาคัญ กับผู้อื่นและ

พฤตกิ รรมทไ่ี มม่ เี หตุผลนนั้ ท่จี ริงมีเหตผุ ลและเดด็ เดีย่ ว
3.9 ช่วยเหลือให้เหตุผลและคัดเลือกกิจกรรมท่ีให้ความรู้ 3 ประเภท คือ ทางกายภาพตรรกะ –

คณิตศาสตร์ และจรยิ ธรรมของสังคม
3.10 ใช้กิจกรรมเปน็ เครอ่ื งมอื ในการสง่ เสรมิ พฒั นาการผู้เรยี น
3.11 ให้คิดเสมอว่าความผดิ พลาดของผู้เรียน เป็นสง่ิ สาคัญในการสรา้ ง กระบวนการเรียนรู้
3.12 สนับสนุนพัฒนาการทั่วไปของผู้เรียน และส่งเสริมพัฒนาการของ ผู้เรียนจากความ

เขา้ ใจภายในบคุ คล
3.13 ไม่ประเมินผลจากความรู้ทางวิชาการของผู้เรียน แต่ประเมินจากเหตุผล ความเข้าใจ

ภายในตนเอง และการพัฒนาความเปน็ ตวั ของตนเอง
หลักการสาคัญในการพัฒนาความคิด และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปสู่การเป็น ครูตามแนวคิด

คอนสตรัคติวิสต์

29

1. จากบทบาทการเป็นผู้สอนไปสู่การเป็นผู้สร้าง โดยการลดบทบาทจากการ สอนเป็นการแนะนา
เพ่ือให้ผู้เรียนสร้างความรู้ด้วยตนเอง และคอยติดตามความสนใจและส่ิงที่ผู้ เรียนรู้เพ่ือช่วยให้มีการเรียนเป็น
รายบคุ คล

2. จากการเสริมแรงไปสู่ความสนใจ โดยเป็นผู้ให้การสนับสนุน กระตุ้น ความสนใจของผู้เรียนไปสู่
การเรียนรู้ ทาให้มีความแตกตา่ งจากการเสรมิ แรงภายนอก เช่น ให้ รางวัลตา่ ง ๆ เพราะความสนใจเปน็ เสมอื น
แรงจูงใจภายในที่นาเดก็ ไปส่กู ารพฒั นาการเรยี นรู้

3. จากบังคับควบคุมไปสู่การพัฒนาผู้เรียนให้มีความเป็นตัวของตัวเอง โดยการส่งเสริมให้ผู้เรียน
เรียนรู้และมีเหตุผลในการกระทา ทาให้ความสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับครูเป็นความสัมพันธ์แบบร่วมมือ
มีความเป็นมิตร และปฏิบัติต่อผู้เรียนด้วยการแสดงออกถึงการ ยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ครูต้องเป็นผู้
ประเมินผู้เรียนเพ่ือให้การช่วยเหลือได้ถูกต้อง เพ่ือจัดเตรียมกิจกรรมและสถานการณ์ท่ีเหมาะสม กระตุ้นให้
ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเป็นผู้ร่วมงานท่ีต้องสร้างความสัมพันธ์แบบร่วมมือระหว่างผู้เรียนกับครู ผู้เรียนกับ
เพอื่ นเกิดขึ้น

4. ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีโอกาสร่วมมือกับบุคคลอื่น มีโอกาสได้เรียนรู้และ แก้ปัญหาความขัดแย้งที่
เกิดข้ึน สิ่งท่ีจาเป็นต่อการพัฒนาผู้เรียนคือ การควบคุมตนเอง และการ ร่วมมือกับผู้อ่ืน นอกจากน้ีความ
ขดั แย้งยังเป็นส่ิงทผ่ี ู้เรียนต้องเรียนรู้เพ่ือแก้ปัญหาและพัฒนาไปสู่ ความร่วมมือ ระหวา่ งบุคคล และนาไปสกู่ าร
พัฒนาความเปน็ ตวั ของตนเอง ดงั นี้

4.1 สร้างทปี่ ระชุมสาหรับใชใ้ นการตัดสินใจของกลมุ่
4.2 มกี ารอภปิ รายถงึ สถานการณ์ยุ่งยากทีเ่ กย่ี วกบั จริยธรรมสงั คมอยา่ งสม่าเสมอ
4.3 มกี ารตัดสินใจเม่ือมีปญั หาเกดิ ขึ้น และสามารถขอความเหน็ จากลมุ่ ได้
4.4 ใหโ้ อกาสผู้เรยี นไดแ้ สดงความคิดเหน็ ในการแกป้ ัญหา
จิราภรณ์ ศิริทวี (2541) กล่าวว่า หัวใจสาคัญของแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ที่ ทาให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้
ดที ี่สดุ คอื
1. ผู้เรียนต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นเจ้าของการเรียนและลงมือปฏิบัติจริง ไม่ใช่การเรียนรู้ด้วยการ
บอกเล่า แต่ต้องเรียนรู้ด้วยความเข้าใจซ่ึงมีแหล่งความรู้มาจากการที่ผู้เรียนมี ปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมตาม
ธรรมชาตแิ ละความรทู้ ีไ่ ดจ้ ากการจดั กจิ กรรม
2. ผู้เรียนจะเรียนรไู้ ด้ดผี ่านกระบวนการกลุ่ม ซึ่งจะช่วยเสรมิ ให้เกิดการ ร่วมมือในการทางาน สง่ ผล
ถึงทักษะทางสังคม ไม่ว่าจะเป็นการช่วยหลือกัน ความรับผิดชอบ การเป็นผู้นาผู้ตาม การตัดสินใจ การแก้ปัญหา
ขอ้ ขดั แย้ง
3. ครูจะต้องสอื่ สารออกมาในลักษณะของการกระตนุ้ ใหผ้ ู้เรยี นคิดมากกว่าท่ีจะบอกหรือตอบคาถาม
ผู้เรยี นตรง ๆ บทบาทของครูจึงเปน็ แคผ่ ชู้ ้แี นะไมใ่ ช่ผชู้ ้นี า

4.5 หลกั การออกแบบส่ือบนเครือขา่ ยตามแนวทฤษฎีการเรียนรูค้ อนสตรัคตวิ สิ ต์

กิจกรรมโดยอาศยั หลักการพืน้ ฐานและทฤษฎีการเรียนร้ขู องPiaget (1962) ซง่ึ มแี นวคดิ ดงั นี้
1. เปน็ กิจกรรมทน่ี า่ สนใจ
2. สง่ เสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการคิด ตดั สินใจ แกป้ ญั หาดว้ ยกนั
3. เน้นการพฒั นาความคิดท่ีไดม้ าจากการมีปฏสิ ัมพนั ธ์ทางสงั คมกับผู้อน่ื
4. ลดบทบาทของครูในการดาเนนิ กิจกรรมให้นอ้ ยลง

30

5. ให้ผู้เรียนดาเนินการเรียนด้วยตนเอง มีอิสระในการแสดงความคิดเห็นเพื่อขจัดปัญหา
ความขดั แย้งท่เี กดิ ข้นึ ขณะทากจิ กรรม และหาข้อตกลงเพือ่ ไมใ่ หค้ วามขดั แย้งเกดิ ขนึ้ อีก

6. ให้ทกุ คนมโี อกาสรว่ มกิจกรรมทต่ี นเองสนใจ
การออกแบบการเรียนรู้ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ในท่ีน้ีได้นาหลักการที่ สาคัญของทั้งสองกลุ่มแนวคิด
คือ Cognitive Constructivism และ Social Constructivism มาใช้ใน การออกแบบ ดังมีองค์ประกอบที่
สาคัญดงั นี้ (สุมาลีย ชัยเจริญ, 2551)

1. สถานการณ์ปัญหา (Problem Base) มาจากพื้นฐานของ Cognitive Constructivism
ของเพียรเจต์ เชื่อว่า ถ้าผู้เรียนถูกกระตุ้นด้วยปัญหา (Problem) ที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา
(Cognitive Confliect) หรือเรียกว่า เกิดการเสียสมดุลทางปัญญา ผู้เรียนต้องพยายามปรับโครงสร้างทาง
ปญั ญาใหเ้ ข้าสสู่ ภาวะสมดุล (Equilibrium) โดยการดูดซึม (Assimilation) หรอื การปรับเปล่ียนโครงสรา้ งทาง
ปัญญา (Accommodation) จนกระทั้งผู้เรียนสามารถปรับโครงสร้างทางปัญญาเข้าสู่สภาวะสมดุลหรือ
สามารถที่จะสร้างความรู้ใหม่ขึ้นมาได้หรือเกิดการเรียนรู้น้ันเอง ในส่ิงแวดล้อมทางการเรียนรู้ท่ีสร้างข้ึน
สถานการณป์ ัญหาจะเปน็ เสมือนประตูทผี่ ูเ้ รียนจะเข้าสู่เนอ้ื หาที่จะเรียนรู้ โดยสถานการณ์ปัญหาท่ีสร้างขึ้นอาจ
มลี ักษณะหลายลักษณะ เชน่

1.1 เปน็ สถานการณป์ ัญหาเดยี วกันท่คี รอบคลุมเนอ้ื หาท้งั หมดท่เี รยี น
1.2 เป็นสถานการณ์ปัญหาที่มีหลายระดับสาหรับระดับมือใหม่ (Novice) ระดับผู้เช่ียวชาญ
(Expert) หรอื ง่าย ปานกลาง ยาก เป็นตน้
1.3 เป็นสถานการณป์ ัญหาทีม่ หี ลายสภาพบริบท ทผี่ ้เู รยี นเผชิญในสภาพจรงิ
1.4 เป็นสถานการณป์ ญั หาที่เป็นเรอื่ งราว (Story)
2. แหล่งเรียนรู้ (Recource) เป็นท่ีรวบรวมข้อมูล เนื้อหา สารสนเทศที่ผู้เรียนจะใช้ในการแก้
สถานการณ์ปัญหาท่ีผู้เรียนเผชิญ ซ่ึงแหล่งเรียนรู้ในสิ่งแวดล้อมทางการเรียนรู้นั้นคงไม่ใช่เพียงแค่เป็นเพียง
แหล่งรวบรวมเน้ือหาเท่านั้นแต่รวมถึงสิ่งต่าง ๆ ท่ีผู้เรียนจะใช้ในการเสาะแสวงหาและค้นพบคาตอบ
(Discovery) ดงั นั้นผเู้ ขยี นจะขอนาเสนอลักษณะของแหล่งเรียนรูต้ า่ ง ๆ มีรายละเอยี ด ดงั ตอ่ ไปน้ี
2.1 ธนาคารขอ้ มูล
2.2 แหลง่ ท่ีเกย่ี วข้องในการสร้างความรู้ เช่น ชมุ ชน ภูมปิ ญั ญาท้องถ่ิน เป็นตน้
2.3 เครอื่ งมอื ท่ชี ว่ ยในการสร้างความรู้ เช่น อปุ กรณใ์ นการทดลอง
3. ฐานการช่วยคิด (Scaffolding) มาจากแนวคิดของ Social Costructivism ของ Vysgotsky
ที่เช่ือว่า ถ้าผู้เรียนอยู่ต่ากว่า Zone of Proximal Development ไม่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้ จาเป็นท่ี
จะต้องได้รับการช่วยเหลือท่ีเรียกว่า Seoffolding ซ่ึงฐานความช่วยเหลือจะสนับสนุนผู้เรียนในการแก้ปัญหา
หรอื การเรียนรใู้ นกรณีที่ไมส่ ามารถปฏิบัติภารกิจให้สาเรจ็ ด้วย ตัวเองได้
4. การโค้ช (Coaching) มาจากพื้นฐาน Situated Cognition และ Situated Learning
หลักการนี้ได้กลายมาเป็นแนวทางในการจัดการเรยี นรู้ ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ ที่ได้เปล่ียนบทบาทของครูที่
ทาหน้าที่ในการถ่ายทอดความรู้หรือบอกความรู้มาเป็น “การโค้ช” ที่ให้ความช่วยเหลือ การให้คาแนะนา
สาหรับผู้เรียนจะเป็นการฝึกหัดผู้เรียน โดยการให้ความรู้แก่ผู้เรียนในเชิงการให้การรู้คิดและการสร้างปัญญา
ซง่ึ บทบาทของการโค้ชมเี งื่อนไขท่ีสาคญั ดังน้ี
4.1 เรียนรูผ้ อู้ ยใู่ นความดแู ล หรอื จากการสงั เกตด้วยการฟงั และการไต่ถามดว้ ยความเอาใจใส่
4.2 ควรสอบถามกระตุ้นความคิดของนักเรียน โดยพยายามจัดส่ิงแวดล้อมทางการเรียนรู้ท่ี
กอ่ ให้เกิดความขดั แยง้ ทางปญั ญา

31

4.3 สร้างเส้นทางเป็นเชิงการสืบสวนอย่างมีความหมายต่อผู้เรียนและพยายามสนับสนุนให้
ผู้เรยี นสร้างเส้นทางอย่างมีเหตุผลและมีความหมาย

4.4 ยอมรับในสติปัญญาผู้เรียน และพยายามช่วยแก้ไขปรับปรุง เพ่ือทาให้ผู้เรียนมีความ
เขา้ ใจในการเลอื กเส้นทางการตดั สนิ ใจหรอื เลอื กวธิ ีการท่จี ะปฏบิ ตั ิต่อไป

5. การร่วมมือกันแก้ปัญหา (Collaboration) เป็นอีกองค์ประกอบหน่ึง ที่มีส่วนสนับสนุนให้
ผเู้ รียนได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับผู้อื่นเพ่ือขยายมุมมองให้แก่ตนเอง การร่วมมือกันแก้ปัญหาจะสนับสนุน
ให้ผู้เรียนเกิดการคิดไตร่ตรอง (Reflective Thinking) เป็นแหล่งที่เปิดโอกาสให้ทั้งผู้เรียน ผู้สอน ผู้เชี่ยวชาญ
ได้เสวนาแสดงความคิดเห็นของตนเองกบั ผู้อน่ื สาหรบั การออกแบบการรว่ มมือกันแก้ปัญหาในขณะสร้างความรู้
นอกจากน้ีการร่วมมือกันแก้ปัญหายังเป็นส่วนสาคัญในการปรับเปล่ียนและป้องกันความเข้าใจท่ีคาดเคล่ือน
(Misconception) ท่จี ะเกิดข้นึ ในขณะทเี่ รียนรู้รวมทั้งการขยายแนวคิด

5. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
5.1 ความหมายของผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน มีผู้ที่กลา่ วถึงความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดงั น้ี

จินตนา วงศ์อาไพ (2551 : 51) กล่าววา่ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถึง ผลของการจัดการเรยี นรู้
ที่แสดงให้เห็นถึงความสาเร็จของผู้เรียนในด้านความรู้ ทักษะสมรรถภาพต่าง ๆ ของสมองซ่ึงสามารถ
พิจารณาได้จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่เกิดจากผลของการจัดการเรียนรู้
ในรปู แบบตา่ ง ๆ

พัชรี ปฏิรูปวาที (2547 : 32) ได้กล่าวถึงความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนว่า เป็นผลของ
พฤติกรรมท่ีเก่ียวข้องกับสมรรถภาพทางสมองและสติปัญญาของนักเรียนที่เปล่ียนแปลงไป หลังจากท่ีได้เรียน
ไปแลว้ สามารถวดั ได้โดยใชแ้ บบทดสอบ

สุชาดา ทองอินทร์ (2551 : 69) ได้สรุปความหมายของผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนไวว้ า่ เป็น ความรู้
ทักษะและความสามารถต่าง ๆ ท่เี กดิ ข้ึนภายหลังท่นี กั เรยี นได้รับการฝึกฝนและอบรมส่งั สอนในเรื่องที่เรียน
มาแลว้ อันมีผลใหเ้ กดิ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมซ่ึงสามารถตรวจสอบไดจ้ ากการวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน

จากความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่นักการศึกษากล่าวไว้ข้างต้น สรุปได้ว่าผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความสามารถของนักเรียนแสดงให้เห็นถึงความสาเร็จในการเรียนหลังจากที่
นักเรียนได้เรียนหรือได้รับประสบการณ์มาแล้วสามารถวัดและประเมินผลได้ จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน

5.2 ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีนักการศึกษาได้จาแนกประเภทของ
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ดงั นี้

ชวลติ ชกู าแพง (2550 : 94-97) ได้จาแนกประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ดงั น้ี
1. แบบอัตนัย เป็นแบบทดสอบท่ีเขียนคาถาม โดยกาหนดสถานการณ์หรือปัญหาในรูปใดรูปหนึ่ง
เพื่อให้ผู้ตอบได้แสดงความรู้ ความเข้าใจ ความคิดเห็น ได้อย่างไม่จากัดคาตอบของข้อสอบ แบบอัตนัย
มีลักษณะและปริมาณไม่แนน่ อน การตอบข้อสอบแบบอตั นัยจึงตอ้ งจัดระเบยี บคาตอบภายในเวลาท่ีกาหนดให้
ใช้สานวนภาษาและแบบฉบับของตนเองเขียนตอบ เขียนคาตอบให้ครอบคลุมอย่างสมบูรณ์และระมัดระวัง
การตรวจใหค้ ะแนน ผู้ท่ีตรวจต้องมีความรู้ในเนื้อหาวิชาน้ันต้องอาศัยทักษะและความพยายามในการอ่านและ
ทาใจใหเ้ ปน็ กลางในการตรวจ

32

2. แบบเติมคา เป็นลักษณะของแบบทดสอบที่เขียนประโยคหรือข้อความเป็นตอนนาไว้ แล้วเว้น
ช่องว่างระหว่างข้อความหรือท้ายข้อความสาหรับให้เติมคาหรือข้อความเพ่ือให้ข้อความนั้น ถูกต้องสมบูรณ์
การเว้นชอ่ งว่างอาจจะเว้นทว่ี า่ งให้เติมมากกวา่ หนึง่ แห่ง

3. แบบเลือกตอบหลายตัวเลือก ประกอบด้วยส่วนท่ีเป็นคาถามและส่วนที่เป็นคาตอบ ส่วนคาถาม
เป็นข้อความปัญหา เขียนเป็นประโยคคาถาม ส่วนคาตอบให้เลือกเป็นตัวเลือก หลายตัวเลือก มีทั้งคาตอบถูก
และคาตอบผิดเรียกว่า ตัวลวง ข้อสอบแบบเลือกตอบจึงเป็นข้อสอบ ชนิดท่ีมีคาตอบกาหนดไว้ให้ก่อน
แล้วผู้ตอบเลือกตอบตัวเลือกใดตัวเลือกหนงึ่ หรอื หลายตวั เลอื ก แลว้ แตเ่ งือ่ นไขคาถาม

4. แบบถูกผิด ลักษณะของข้อสอบจะเขียนข้อความที่เป็นสถานการณ์ซ่ึงมีทั้งถูกหรือผิด คละกันไป
รูปแบบคาถามจาแนกเป็น แบบคาถามเดียว แบบคาถามขยาย และแบบคาตอบผสม โดยให้พิจารณาว่า
คาถามหรือข้อความนน้ั ถกู หรือผดิ

5. แบบจับคู่ ลักษณะของข้อสอบประกอบด้วยคาถาม เขียนเป็นตัวยืนไว้ในสดมภ์ซ้ายมือ โดยมีท่ี
ว่างเว้นไว้หน้าขอ้ เพื่อให้ผู้ตอบเลือกหาคาตอบท่ีเขียนไว้ในสดมภ์ขวามอื รปู แบบคาถามสามารถจาแนกได้เป็น
แบบหาความสัมพันธ์แบบตัวเลือกคงที่ และแบบจัดเรยี งลาดบั

จากประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่นักการศึกษาได้กล่าวไว้ข้างต้น สรุปได้ว่า
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน แบ่งออกเป็นแบบทดสอบเบ้ืองต้น แบบทดสอบพ้ืนฐานความรู้
แบบทดสอบตนเอง และแบบทดสอบหลังเรียน ซึ่งการสร้างแบบทดสอบแต่ละประเภท ดังกล่าวน้ันอาจเขียน
คาถามให้ผู้เรียนตอบเป็นแบบอัตนัย แบบเติมคา แบบเลือกตอบหลายตัวเลอื ก แบบถูกผิด แบบจับคู่ โดยควร
คานึงว่าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้น ต้องสามารถตรวจสอบพฤติกรรม หรือผลการเรียนรู้ของ
ผู้เรียนอันเนื่องมาจากการจัดการเรียนรู้ได้ว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถมากน้อยเพียงใด ซึ่งผลการทดสอบ
จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามจุดประสงค์การเรียนรู้ หรือตามมาตรฐานการเรียนรู้ท่ี
กาหนดไวแ้ ละเป็นประโยชน์ต่อการพฒั นาและปรบั ปรุงคุณภาพการจัดการเรยี นรู้ของครูผู้สอน

5.3 หลักการวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
มนี กั การศกึ ษากล่าวถงึ หลักการวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น ดงั นี้
บลูม (Bloom. 1958 : 241 : อ้างถึงใน ชัยฤทธ์ิ ศิลาเดช. 2544 : 38-39) ได้กล่าวถึงการวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นในด้านพุทธิพิสัย ไดแ้ ก่
1. ความรู้ความจา หมายถึง การระลึกได้ของเรื่องราวต่าง ๆ ที่เคยพบเห็น เคยได้ยิน หรือเคยได้มี
ประสบการณ์มาแลว้ เป็นเรอ่ื งของความสามารถในการจดจาสิ่งตา่ ง ๆ จาแนกไดด้ งั น้ี

1.1 ความรใู้ นเรอ่ื ง เกยี่ วกับศพั ท์ นิยาม กฎ และความจรงิ
1.2 ความรู้ในวธิ กี าร เกย่ี วกบั ระเบยี บแบบแผน ลาดบั ข้ัน แนวโนม้ ประเภท เกณฑแ์ ละวธิ กี าร
1.3 ความรู้รวบยอดในเน้อื เรื่องเกย่ี วกบั วิชา การขยายหลักวิชา ทฤษฎแี ละโครงสรา้ ง
2. ความเข้าใจ หมายถึง ความสามารถในการจับใจความสาคัญหรือแปลความหมาย ของส่ิงของ
หรือสัญลกั ษณ์ จาแนกได้ดงั น้ี
2.1 การแปลความหมายของศพั ท์ วลี การเปลี่ยนรปู
2.2 การตคี วาม เป็นการสรุป เรียงลาดบั จาแนกความแตกตา่ ง
2.3 การขยายความ เป็นการคาดคะเน อา้ งสรปุ ทานาย ตดั สิน ขยายความเพ่มิ เตมิ
3. การนาไปใช้ หมายถึง ความสามารถที่จะนาความรู้ หรือความเข้าใจในสิ่งที่รู้เห็นมานั้น ไป
แก้ปญั หาใหม่ได้ สามารถนาไปสรปุ เลอื กใช้ พัฒนา สร้าง สาธติ วางแผนเพือ่ แกป้ ัญหา

33

4. การวิเคราะห์ หมายถึงความสามารถในการแยกแยะเรื่องราวต่างๆ ออกมาเป็นส่วนย่อยๆ ได้ว่า
ส่ิงนั้นประกอบด้วยส่วนย่อย ๆ อะไรบ้าง ส่วนใดเป็นส่วนท่ีสาคัญที่สุด แต่ละส่วนย่อยนั้น สัมพันธ์กันอย่างไร
จาแนกไดด้ งั น้ี

4.1 วเิ คราะหค์ วามสาคญั บอกความสาคัญ วิจารณ์ หรืออภิปรายองคป์ ระกอบ
4.2 วเิ คราะหค์ วามสัมพนั ธ์ เปรยี บเทยี บ บรรยายเหตแุ ละผล จดั หมวดหมู่
4.3 วเิ คราะหห์ ลกั การ จุดประสงค์ อธิบายความเป็นมา หาข้อสรุป
5. การสังเคราะห์ หมายถงึ ความสามารถในการผสมส่วนตา่ ง ๆ หรือสว่ นยอ่ ย ๆ นน้ั เข้าด้วยกนั
เพื่อให้ได้สงิ่ ใหมท่ ่ีสมบรู ณก์ ว่า หรือดีกวา่ หรอื แปลกกวา่ เดิม จาแนกได้ดงั นี้
5.1 สังเคราะห์ข้อความ เขียนบทความ โครงสร้าง แต่งเรื่องใหม่
5.2 สงั เคราะห์แผนงาน เปน็ การวางแผน เป้าหมาย กาหนดจดุ ประสงค์ หรอื วธิ ที างาน
5.3 สังเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นการรวบรวมเรอ่ื ง หรือสรา้ งความสัมพนั ธ์
6. การประเมินค่า หมายถึง ความสามารถในการพิจารณาตัดสนิ เรื่องราว หรอื เหตกุ ารณ์ต่าง ๆ วา่ ดี
หรือไม่ดี และเหมาะสมหรอื ไม่ จาแนกไดด้ ังน้ี
6.1 ประเมินคา่ โดยอาศยั ข้อเทจ็ จรงิ ภายใน โดยใชว้ ธิ ีการตดั สนิ พิจารณาหรือเปรียบเทียบ
6.2 ประเมินค่าโดยอาศัยข้อเท็จจริงภายนอก โดยใช้วิธีการตัดสิน โต้แย้งพิจารณา หรือ
เปรยี บเทยี บ
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 ข : 76-77) กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ควรวัดเพื่อ
วิเคราะห์ผ้เู รียนกอ่ นเรียน และวดั ความสาเรจ็ หลงั เรยี น ดังน้ี

1. วเิ คราะห์ผู้เรียนก่อนเรียน เป็นหน้าท่ีของครูผูส้ อนในแต่ละวิชา เพ่ือตรวจสอบความรู้ ทักษะและ
ความรู้ต่าง ๆ ของผู้เรียนโดยใช้วิธีการที่เหมาะสม แล้วนาผลการประเมินมาเตรียมผู้เรียน ทุกคน ให้มีความ
พรอ้ มและมีความรู้พ้ืนฐาน ซึ่งจะช่วยให้การจัดกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรยี น ประสบความสาเร็จในการเรียน
ไดเ้ ปน็ อย่างดี แตจ่ ะไมน่ าผลทไ่ี ด้ไปใชใ้ นการพิจารณาตดั สินผลการเรียน มแี นวปฏิบัติดังนี้

1.1 วิเคราะหค์ วามรู้ ทักษะทีเ่ ปน็ พื้นฐานของเรือ่ งทีจ่ ะเรยี นรู้
1.2 เลือกวิธีการและเคร่ืองมือสาหรับวัดความรู้และทักษะพ้ืนฐานอย่างเหมาะสม การใช้
แบบทดสอบ การซักถาม การสอบถามผู้ที่เคยสอน การพิจารณาแฟม้ สะสมงาน เปน็ ตน้
1.3 ดาเนินการประเมนิ ความรแู้ ละทกั ษะพน้ื ฐานของผเู้ รยี น
1.4 นาผลการประเมินไปพัฒนาผู้เรียนให้มีความพร้อมท่ีจะเรียน เช่น จัดการเรียนรู้ พื้นฐาน
สาหรับผู้ท่ีต้องการความช่วยเหลือ และเตรียมแผนการจัดการเรียนรู้เพ่ือสนับสนุนผู้เรียน ท่ีมีความสามารถ
พิเศษ เปน็ ตน้
2. วัดความสาเร็จหลังเรียน เป็นการประเมินเพื่อมุ่งตรวจสอบความสาเร็จของผู้เรียน เป็นการวัด
และประเมินผู้เรียนท่ีได้เรียนจบแล้ว เพื่อตรวจสอบผลการเรียนรู้ของผู้เรียนตามตัวชี้วัดหรือผลการเรียนรู้
พัฒนาการของผู้เรียนเม่ือนาไปเปรียบเทียบกับผลการประเมินวิเคราะห์ผู้เรียน ก่อนเรียน ทาให้สามารถ
ประเมินศักยภาพในการเรียนรู้ของผู้เรียน และประสิทธิภาพในการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน ข้อมูลได้จาก
การวัดความสาเร็จของผู้เรียนภายหลังการเรียน สามารถนาไปใช้ ประโยชน์ในการปรับปรุงแก้วธิ ีการเรียนของ
ผู้เรียน การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้สอนหรือซ่อมเสริมผู้เรียน ให้บรรลุตัวชี้วัดหรือผลการเรียนรู้
การประเมินความสาเร็จหลังเรียนนี้จะสอดคลอ้ งกับการประเมินวเิ คราะห์ผเู้ รียนก่อนการเรียนการสอน หากใช้
วธิ ีการและเคร่อื งมอื ประเมินชุดเดยี วกันหรือคู่ขนานกนั เพ่อื ดูพัฒนาการของผเู้ รยี นไดช้ ดั เจน

34

จากหลักการวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่นักการศึกษากล่าวไว้ข้างต้นสรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน ต้องพิจารณาถึงพฤติกรรมของการวัดท่ีสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนรู้ และพฤติกรรมที่
ต้องการให้เกิดกับผเู้ รียนในด้านความร้คู วามจาความเข้าใจ การนาไปใช้การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการ
ประเมินค่า ซ่ึงการวัดผลท่ีมีประสิทธิภาพต้องวัดให้ตรงตามจุดประสงค์ครอบคลุมเน้ือหาท่ีผู้เรียนได้เรียนไปแล้ว
เคร่ืองมือทใี่ ช้วัดต้องมีความน่าเชอ่ื ถือ ถกู ต้องและยุติธรรม โดยผา่ นการหาคุณภาพท่ีไดผ้ ลออกมาเปน็ ที่ยอมรับ
สามารถวิเคราะหผ์ ูเ้ รยี นได้โดยการเปรียบเทยี บ ผลการวัดกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน

6. ความพึงพอใจ
6.1 ความหมายของความพึงพอใจ
มผี ทู้ ่ีกล่าวถึงความหมายของความพงึ พอใจ ดังนี้
มอร์ส (Morse. 1955 :27) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือส่ิงท่ีสามารถขจัด

ความเครียดของบุคคลให้น้อยลงไปได้ เพราะถ้าเกิดความเครียดมากจะทาให้บุคคลเกิดความไม่พอใจ ในการ
ปฏิบตั ิกิจกรรมหรอื การทางาน ซง่ึ ความพึงพอใจของบุคคลมีผลมาจากความต้องการ เมอื่ บุคคลมีความต้องการ
มากจะเกิดปฏิกิริยาเรียกร้องเพื่อหาวิธีการตอบสนองเพ่ือให้เกิดความพึงพอใจหรือลดความเครียดให้น้อยลง
หรือหมดไปไดแ้ ละความพงึ พอใจกจ็ ะมมี ากขน้ึ ด้วย

แอปเปิลไวท์ (Applewhite. 1968 : 6) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกส่วนตัวของ
บุคคลในการปฏิบตั ิงาน ซึ่งมีความหมายรวมไปถึงความพึงพอใจต่อสภาพแวดล้อมทางกายภาพ การมีความสุข
ท่ีจะทางานร่วมกับผู้อื่น สามารถอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ได้
และมีทศั นคตทิ ่ีดีต่องานหรือกจิ กรรมต่าง ๆ ท่ีปฏิบัติ

คาเขื่อน อิ่มใจ (2545 : 29) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิด หรือทัศนคติ
ของผู้ปฏิบัติงานที่มีตอ่ การปฏิบัติงาน รวมท้ังกระบวนการ องค์ประกอบ ตลอดจนปัจจยั ที่เกี่ยวข้องกับงานนั้น
หากเป็นไปในทางบวกจะเป็นผลทาให้เกิดความพึงพอใจต่อการปฏิบัติงาน มีการเสียสละ อุทิศแรงกาย แรงใจ
แรงทรัพย์ และสติปัญญาให้แก่งานมากขึ้น แต่ในทางตรงข้ามหากผู้ปฏิบัติ มีความรู้สึกนึกคิด หรือทัศนคติต่อ
การปฏิบัติงานเป็นไปทางลบ จะมีผลทาให้เกิดความไม่พึงพอใจต่อการปฏิบัติงาน ท้ังนี้ความพึงพอใจต่อการ
ทางานจะเปน็ ผลมาจากการสรา้ งแรงจูงใจ เพอ่ื กระตุน้ ให้เกิดความพึงพอใจนั่นเอง

ปนัดดา ยอดระบา (2546: 6) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกท่ีดีที่ชอบ ที่พอใจ หรือ
ประทับใจของบุคคลต่อส่ิงใดส่ิงหนึ่งท่ีได้รบั โดยสงิ่ นั้นสามารถตอบสนองต่อความต้องการ ท้ังดา้ นร่างกายและ
จติ ใจ ซงึ่ บคุ คลมคี วามต้องการหลายส่งิ หลายอย่างและมีความต้องการหลายระดับ ซึ่งหากได้รับการตอบสนอง
กจ็ ะก่อใหเ้ กดิ ความพงึ พอใจ

พชิ ิต บุตรศรีสวย (2546 : 11) กล่าววา่ ความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความรู้สกึ ชอบ ความรกั ความ
ยินดียอมรับ และการมีเจตคติท่ีดีต่อการปฏิบัติงาน ความพึงพอใจเป็นความรู้สึก โดยรวมของบุคคลที่มีการ
ทางานในเชิงบวก เป็นความสุขของบุคคลท่ีเกิดจากการปฏิบัติงาน ทาให้เกิดความกระตือรือร้น มุ่งม่ัน
มีความคิดสร้างสรรค์และมีกาลังใจต่อการปฏิบัติงาน ส่งผลให้เกิด ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของงานได้
ในทส่ี ดุ

อัมพร วงษา (2547 :27) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกของบุคคลท่ีมีทัศนคติที่ดีต่อ
การปฏิบัติงาน ความรู้สึกน้ีเกิดข้ึนได้จากการจูงใจให้ผู้ปฏิบัติรักการทางาน พึงพอใจในการปฏิบัติงาน มีความ
รับผิดชอบต่อการทางาน มีความคิดสร้างสรรค์คิดค้นวิธีการทางานให้มีประสิทธิภาพได้ ความพึงพอใจจะ
นาไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิงานทด่ี ีบรรลจุ ุดประสงค์ท่วี างไว้

35

จากความหมายของความพึงพอใจท่ีนักการศึกษากล่าวไว้ข้างต้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ ท่ีเกิด
ขึ้นกับผู้เรียนหมายถึง ความรู้สึกของผู้เรียนท่ีมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ หรือกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ได้ปฏิบัติ
ความรู้สึกนี้เกิดข้นึ ได้จากการจูงใจใหเ้ กิดการ ใฝ่เรียนรรู้ ักการเรียน พึงพอใจในกิจกรรมท่ีปฏิบัติ ซึ่งจะส่งผลให้
เกิดความรับผิดชอบต่อการเรียน ส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และคิดค้นหาวิธีการเรียนได้ด้วยตนเองอย่างมี
ประสิทธิภาพได้ และความพึงพอใจดังกล่าวจะนาไปสู่การมีผลการเรียนท่ีดี บรรลุจุดประสงค์การเรียนรู้
ท่ีวางไว้ได้

6.2 ทฤษฎีทเี่ กีย่ วข้องกบั ความพึงพอใจ
มีนกั การศึกษาเสนอทฤษฎีทเ่ี กยี่ วข้องกับความพึงพอใจ ดงั นี้
เฮอร์ซเบอร์ก (Herzberg. 1959 : 113-115) ได้เสนอทฤษฎีที่เก่ียวข้องกับความพึงพอใจ โดยนาเสนอ
ทฤษฎีท่ีเป็นสาเหตุที่ทาให้เกิดความพึงพอใจของบุคคล ซึ่งปัจจัยท่ีทาให้เกิดความพึงพอใจของบุคคลมี 2
ปัจจัย ดังน้ี
1. ปัจจัยกระตุ้น เป็นปัจจัยท่ีเก่ียวกับการปฏิบัติกิจกรรมซึ่งเป็นผลให้เกิดความพึงพอใจ เช่น
ความสาเร็จในการปฏิบัติ การได้รบั ความยอมรบั นบั ถอื ลกั ษณะของงานหรอื กจิ กรรมท่ีปฏิบัติ ความรบั ผดิ ชอบ
ความก้าวหน้าในการทางาน เปน็ ต้น
2. ปัจจัยค้าจุน เป็นปจั จยั ที่เกี่ยวข้องกับส่ิงแวดล้อมในการทางาน และมสี ่วนที่ทาให้บุคคลเกดิ ความ
พึงพอใจในการทางาน เชน่ เงินที่ไดร้ ับโอกาสในความก้าวหนา้ สถานะของบุคคล สภาพแวดล้อมในการทางาน
เป็นตน้
แมคเกรเกอร์ (McGreger, 1960 : 33-35) ได้เสนอทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ โดยอธิบาย
ถงึ ธรรมชาตแิ ละลกั ษณะของมนุษย์ 2 ประเภท ดังนี้
1. คนประเภทเอ็กซ์ (X) มีลกั ษณะดงั นี้

1.1 มสี ญั ชาตญาณทจี่ ะหลกี เล่ยี งการปฏบิ ตั กิ จิ กรรมทกุ อย่างแมว้ ่าจะทาได้
1.2 มีความรบั ผิดชอบนอ้ ย ชอบในการถกู สงั่ การมากกวา่ เป็นผ้สู ่งั การเอง
1.3 ขาดความคิดรเิ ร่มิ สร้างสรรค์ในการปรบั ปรุงงานให้ดขี ้ึน
1.4 มีความปรารถนาให้มีการตอบสนองความต้องการหรือความพึงพอใจของตนเองทางด้าน
รา่ งกายและความปลอดภยั มากที่สดุ
2. คนประเภทวาย (Y) มีลกั ษณะดงั น้ี
2.1 เป็นบุคคลท่ีชอบการทางาน จะมีความรู้สึกพึงพอใจท่ีได้ทางานเหมือนเป็นการเล่น หรือ
พกั ผ่อนเมอ่ื ไดท้ างาน
2.2 มีความรับผิดชอบในการทางานสูง มีความกระตือรือร้น และมีความทะเยอทะยานที่จะ
ประสบความสาเร็จในการทางาน
2.3 มีทกั ษะความสามารถในการควบคมุ ตนเอง สามารถดแู ลตัวเองได้ดี
2.4 มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ในการทางาน รู้จักคิดเพื่อท่ีจะปรับปรุงการทางานให้ดีย่ิงข้ึน รู้จัก
วางแผนเพ่ือการพฒั นางานให้มคี ุณภาพ
2.5 มีความรู้สึกพึงพอใจมากท่ีสุด เมื่อได้รับเกียรติยศ ช่ือเสียงและความสมหวังในชีวิต หรือการ
ทางานต่างๆ
มาสโลว์ (Maslow. 1970 : 69-80) ได้เสนอทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกับความพึงพอใจ ซึ่งเป็นแนวคิด
เก่ียวกบั ความต้องการที่ต้ังอยู่บนสมมุติฐานท่ีว่า มนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอไม่มีที่สิ้นสุด เม่ือความต้องการ

36

ไดร้ ับการตอบสนองหรือพึงพอใจอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วความต้องการส่ิงอื่น ๆ ก็จะเกิดขึ้นมาอีก ความต้องการ
ของบุคคลอาจจะซ้าซ้อนกัน ความต้องการอย่างหนึ่งอาจยังไม่ทันหมดไป ความต้องการอีกอย่างหนึ่งอาจ
เกดิ ขน้ึ ได้ ซ่ึงความตอ้ งการของมนุษย์ มีลาดบั ขั้นดังน้ี

1. ความต้องการดา้ นรา่ งกายเปน็ ความต้องพื้นฐาน เปน็ ส่ิงจาเปน็ ตา่ งๆ ในการดารงชีวิต เชน่ อาหาร
ท่ีอย่อู าศยั เคร่ืองนุ่งห่ม ยารักษาโรค เปน็ ต้นไป

2. ความต้องการความปลอดภัย ความมัน่ คงในชีวติ ท้งั ทเี่ ปน็ อย่ใู นปจั จุบันและอนาคต ความเจรญิ ก้าวหน้า
อบอ่นุ ใจ

3. ความต้องการทางสังคม เปน็ สง่ิ จูงใจท่ีสาคัญตอ่ การเกิดพฤติกรรม ตอ้ งการให้สงั คมยอมรับตนเอง
4. ความต้องการมีฐานะเป็นความพึงพอใจในด้านสังคม อยากให้บุคคลยกย่องสรรเสริญ อยากมี
ความเป็นอสิ รภาพ
5. ความต้องการท่ีจะประสบความสาเร็จในชีวิต เป็นความต้องการในระดับสูง อยากให้ตนเอง
ประสบความสาเรจ็ ทกุ อยา่ งในชวี ิต
สก๊อต (Scott. 1970 : 124) ได้เสนอทฤษฎีในเรื่องการจูงใจให้เกิดความพึงพอใจต่อการปฏิบัติ
กจิ กรรมดงั น้ี

1. กิจกรรมควรมีความสัมพันธส์ อดคล้องกับความต้องการ และมคี วามหมายท่ดี ี ต่อผ้ปู ฏบิ ตั กิ ิจกรรม
2. กิจกรรมดังกล่าวต้องมีการวางแผน และวัดความสาเร็จได้ โดยใช้ระบบการทางานและการ
ควบคุมทมี่ ีประสทิ ธภิ าพ
3. เพ่ือให้ได้ผลในการสร้างแรงจูงใจภายใต้จุดประสงค์ของกิจกรรม ผู้ปฏิบัติกิจกรรมจะต้องมี
ส่วนร่วมในการกาหนดจุดประสงค์ได้รับทราบความสาเร็จในการปฏิบัติ และสามารถปฏิบัติกิจกรรมนั้นให้
สาเรจ็ ลงได้ดว้ ยตนเอง

จากทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกับความพึงพอใจท่ีนักการศึกษากล่าวไว้ข้างต้นสรุปได้ว่า ความพึงพอใจของ
บคุ คลเกิดจากส่ิงทก่ี ระตุ้นให้รู้สึกถึงความสาเรจ็ ของกิจกรรม รวมไปถงึ สภาพแวดลอ้ มที่เอื้อต่อการทากิจกรรม
ตา่ งๆ นอกจากน้ีการสร้างความพึงใจให้กับบุคคลตอ้ งคานึงถึงธรรมชาติของบุคคล เพื่อให้ไดร้ ับการตอบสนอง
ตามท่ีต้องการ และนาไปส่คู วามสาเร็จในกจิ กรรมท่ปี ฏิบัติ อยา่ งไรกต็ ามในการสร้างความพงึ พอใจให้กับผเู้ รียน
ตอ้ งคานึงถงึ กิจกรรมการเรียนรู้ที่จัดขึ้น กล่าวคือกิจกรรมการเรยี นรู้น้ันต้องมคี วามสัมพันธ์สอดคล้องกบั ความ
ต้องการของผู้เรียน และมีความหมายต่อผู้เรียนอย่างแท้จริง ครูผู้สอนต้องวางแผน และจัดลาดับการเรียนรู้ให้
เป็นระบบสร้างแรงจูงใจหรือเสริมแรงให้ผู้เรียนอย่างมีความหมายสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน
นอกจากน้ีการเปดิ โอกาสให้ผ้เู รียนมสี ่วนร่วมในทุกข้นั ตอนของกิจกรรมการเรียนรยู้ ังเป็นผลให้ผู้เรียนเกดิ ความ
พึงพอใจต่อการเรยี นรู้ ซ่ึงจะสง่ ผลให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ไดด้ ีและประสบความสาเร็จในการเรียนได้ในทสี่ ดุ

7. งานวจิ ัยทเ่ี กยี่ วข้อง
7.1 งานวิจัยในประเทศ
ปรเมศวร์ สิริสุรภักดี ธเรศวร์ เตชะไตรภพ และบริบูรณ์ ชอบทาดี (2560) ได้ทาการศึกษาวิจัย

การพัฒนาสอ่ื มัลตมิ ีเดยี คอมพิวเตอร์ เรื่อง หลักการทางานของคอมพิวเตอร์ สาหรบั นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนวัดพุทไธศวรรย์ ผลจากการวิจัยพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยส่ือมัลติมีเดีย
คอมพิวเตอร์พัฒนาข้ึนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เนื่องจากผู้วิจัยได้
ทาการทดสอบโดยให้นักเรียนทาแบบทดสอบก่อนและหลังเรียนเพ่ือทาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ

37

เรียนของนักเรียน จากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแสดงให้เห็นว่านักเรียนมีความรู้และความเข้าใจในเนื้อหา
ทีเ่ รยี นมากขึน้

นิกร สุกขชาติ (2559) ได้ทาการศึกษาวิจัย การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาการ
ออกแบบโรงงานอุตสาหกรรม ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังน้ี คือ นักศึกษาคณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม
ศูนย์นทบุรี ผลการวิจยั โดยสรปุ พบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน วิชาการออกแบบโรงงานอุตสาหกรรมท่ี
พัฒนาข้ึนมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ท่ีกาหนด 80/80 โดยมีประสิทธิภาพท่ี 86.45/84.39 ส่วนผลการประเมิน
คุณภาพของส่ือโดยรวมพบว่า นักศึกษาส่วนใหญ่ประเมินคุณภาพของสื่อในด้านเน้ือหา การนาเสนอและการ
เรยี นรจู้ ากสื่อวา่ มีคุณภาพอยู่นระดบั มาก

ประภาทิพย์ อัคคะปัญญาพงศ์ (2559) ได้ทาการวิจัยเร่ือง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอน
โดยใช้สถานการณ์ปัญหาเป็นฐาน เพื่อสร้างเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เร่ือง มงคลชีวิต
วิชาพระพุทธศาสนา ผลการวิจัยปรากฏว่า 1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน โดยใช้สถานการณ์ปัญหาเป็น
ฐาน เพอ่ื สร้างเสริมความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เร่ือง มงคลชีวิต วิชาพระพุทธศาสนา สาหรบั นักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีท่ี 6 มีประสิทธิภาพ 88.23/85.86 ซ่ึงเป็นไปตามเกณฑ์ที่ต้ังไว2้ ) มีค่าประสิทธิผลของการเรียน
จากบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอน เร่ือง มงคลชีวิต เท่ากับ 0.68 3) เปรียบเทียบคะแนนความสามารถในการ
คดิ วิเคราะห์ เรื่องมงคลชีวิต หลังเรยี นสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 และ 4) ความพึง
พอใจของนักเรียนท่ีมีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เฉลี่ยอยู่ในระดับมากท่ีสุด มีค่าเฉล่ีย
เทา่ กับ 4.59

พรเจตน์ จ้าปาศรี และ วิมาน ใจดี (2560) ได้ทาการวิจัยเร่ือง การพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย
สอนออนไลน์ร่วมกับการจัดการเรียนรู้ด้วยตนเองเร่ือง ภาษา HTML สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้เชี่ยวชาญด้านเน้ือหาและผู้เช่ียวชาญด้านเทคนิคและวิธีการมีความคิดเห็นต่อบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนออนไลน์ว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
ออนไลน์ มีค่าประสทิ ธภิ าพ 80.19/84.67 สูงกว่าเกณฑ์ทต่ี ั้งไว้ 3) ผู้เรียนที่เรียนดว้ ยบทเรียนคอมพวิ เตอร์ช่วย
สอนออนไลน์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05
และ 4) ความพึงพอใจของผเู้ รียนทม่ี ตี ่อบทเรยี นคอมพิวเตอร์ช่วยสอนออนไลน์ อยู่ในระดับมากท่สี ดุ

ปัญจพัฒน์ พัฒนญ์ านนท์ (2559) ได้ศึกษาวิจยั เรื่อง ผลการจัดการเรยี นรู้โดยประยุกต์ใชท้ ฤษฎีการ
สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองประกอบบทเรียนออนไลน์ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 พบว่า ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง
ประกอบบทเรียนออนไลน์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรียนของนักเรียนท่ีได้รับการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้ทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองประกอบ
บทเรียนออนไลน์สงู กว่านักเรยี นท่ีไดร้ ับการจัดการเรียนรแู้ บบปกติอย่างมนี ยั สาคัญทาง

ดารารัตน์ สมมาตย์, เหมมิญญ์ ธนปัทม์มีมณี (2559) ได้ศึกษาเก่ียวกับการพัฒนาบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบสถานการณ์จาลองประกอบการเรียนการสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เพ่ือ
พัฒนาการคิดวิเคราะห์ สาหรบั นักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผลการวจิ ัยพบว่า 1. ประสิทธิภาพของบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนแบบสถานการณ์จาลองประกอบการเรียนการสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ ท่ีผู้วิจัย
สรา้ งขนึ้ มีประสทิ ธิภาพ 85.25/81.75 ท้ังนเ้ี ป็นเพราะผู้วจิ ัยไดท้ าการวเิ คราะห์เน้อื หา วิเคราะห์ผลการเรียนรู้ที่
คาดหวัง สร้างแบบวัดการคิดวิเคราะห์สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วย
สอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องจากผู้เช่ียวชาญด้านเน้ือหา ด้านส่ือและ
นวัตกรรมตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ มีคะแนนผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมี

38

นัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 ด้านวัดผลประเมินผลการศึกษา อย่างเป็นข้ันตอนได้ปรับปรุงแก้ไข ตามข้อ
เสนอแนะ จากนน้ั ไดท้ าการทดลองใชต้ ามรปู แบบการพัฒนาสอ่ื สอดคล้องกับงานวจิ ัยของ พรพรรณ จันทรว์ งค์
(2558) พบว่า บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์มีประสิทธิภาพ87.44/83.44 ซึ่งเป็นไป
ตามเกณฑ์ท่กี า หนดไวค้ ือ 80/80 บทเรยี นคอมพิวเตอร์ชว่ ยสอนแบบเกมการสอนตามแนวทฤษฎีคอนสตรัคติ
วิสต์ที่สร้างข้ึนนั้นมีประสิทธิภาพและทา ให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงข้ึนและนักเรียนสามารถคิด
แก้ปัญหาและสร้างความรู้ภายใต้เงื่อนไขท่ีกาหนดไว้ในบทเรียนเพ่ือบรรลุเป้าหมายของเกมได้ตามแนวทฤษฎี
คอนสตรคั ตวิ ิสต์

7.2 งานวิจัยตา่ งประเทศ

Tao Guo, Qijian Jia (2016, น. 38) ได้ศึกษาเก่ียวกับการวจิ ัยผลกระทบของการสอภาษาองั กฤษ
ดว้ ยคอมพิวเตอร์มัลติมีเดียในโรงเรียนมัธยม ผลการศกึ ษาพบว่า (1) การศึกษาแบบมัลติมีเดียสามารถกระตุ้น
การเรียนรู้ความสนใจของนักเรียนด้วยความแตกต่างท่ีน่าทึ่งก็สามารถปรับปรุงความสามารถในการฟังและ
ความสามารถในการพูดของพวกเขาเช่นกัน รวมท้ังประสิทธิภาพการศึกษาท่ีดีกว่าการศึกษาแบบด้ังเดิม
(2) ไม่มีความแตกต่างท่ีโดดเด่นมันดูเหมือนจะเป็นดีกว่าการศึกษาแบบด้ังเดิมในด้านเหล่านี้รวมถึงผลกระทบ
โดยทั่วไปของการศึกษาสร้างแรงบันดาลใจจิตใจของพวกเขาปรับปรุงระดับการเขียนและความสนใจของพวก
เขาศึกษา (3) ดูเหมือนจะด้อยกว่าที่จะเข้าใจคาสอนสาคัญคะแนน แต่ไม่มีความแตกต่างท่ีชัดเจนระหว่างมัน
กับการศึกษาแบบด้ังเดิมในเรื่องนี้ (4) โดยทั่วไปจะดาเนินการเช่นเดียวกับการศึกษาแบบดั้งเดิมในบันทึกของ
โรงเรียนและดเู หมอื นว่าจะมีประสทิ ธภิ าพมากขึน้ สาหรับนกั เรยี นท่ยี ากจน

Genç Osman Ilhan and Şahin Oruç (2016) ได้ศึกษาวิจัยเก่ียวกับผลกระทบของการใช้
มัลติมีเดียกับนักเรียนประสิทธิภาพ : กรณีศึกษาวิชาสังคมศึกษา พบว่า 1. จากผลของมัลติมีเดียที่มีต่อ
ผลสัมฤทธิข์ องนกั เรยี นซง่ึ ตอ้ งใช้ทกั ษะคอมพิวเตอรข์ องครู มนั อาจจะเป็นกลา่ วว่าครไู ม่ควรจะล้าหลังในแงข่ อง
ความรู้ด้านเทคโนโลยี สาหรับหลักสูตรนี้ในการบริการควรจะเปิด 2. วัสดุท่ีมีเทคโนโลยีในปัจจุบันสาหรับ
การศึกษาสังคมควรเลือกบทเรียนและพัฒนา 3. พื้นฐานทางเทคโนโลยีของโรงเรียนควรเป็นการปรับปรุงและ
โรงเรียนควรได้รับการออกแบบในทางท่ีจะโอกาสปัจจุบันสาหรับการใช้งานมัลติมีเดีย 4. จานวนภาพยนตร์
ภาพนิ่งภาพเคลื่อนไหวรูปถ่ายและบันทึกเสียงที่ใช้เพ่ือวัตถุประสงค์ของควรเพิ่มบทเรียนและทางเลือกควร
แตกต่างกันไป 5. นักเรียนควรบูรณาการเข้ากับการเรียนรู้มากข้ึนดาเนินการโดยทาให้พวกเขาเตรียมสื่อ
ประสมบางอยา่ งวัสดุ

จากงานวิจัยในประเทศและต่างประเทศเก่ียวกับบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่กล่าวมาสรุปได้ว่า
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน ช่วยให้นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนดีขึ้น และช่วยให้นักเรียนรู้สึก
กระตือรือร้น สนุกสนานกับการเรียนรวมไปถึงความคงทนในการเรียนรู้สูง และช่วยให้นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อ
การเรียนการสอน จึงเห็นว่าบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนเหมาะสมและสามารถนามาใช้ในการเรียนรู้พัฒนา
ทักษะการคิดวเิ คราะห์ สาหรับนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที ี่ 5 ผ้วู ิจยั จึงสนใจท่ีจะพฒั นาทกั ษะการคิดวิเคราะห์
แก่นักเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ เพ่ือให้ผูเ้ รียนเกิดทักษะในการคิดวิเคราะห์ สนุกสนาน และมีความสุข
กับการเรียน ผู้เรียนสามารถเรียนได้ตามความถนัดตามความสามารถของตนเองและส่ือมัลติมีเดียสามารถ
ปรบั ปรุงแก้ไขขอ้ มลู ใหท้ นั สมยั ได้ตลอดเวลาซงึ่ ทาให้การเรียนมปี ระสทิ ธภิ าพมากยิ่งข้ึน

39

บทท่ี 3

วิธดี าเนนิ การวิจยั

การดาเนินการวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ซึ่งมีลาดับข้ันตอน
ในการวิจยั ดังน้ี

1. ประชากรกล่มุ เปา้ หมาย
2. เครอื่ งมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย
3. การสรา้ งเครื่องมือท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย
4. การดาเนนิ การทดลอง
5. การวิเคราะหข์ ้อมูล
6. สถิติทใี่ ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมูล

3.1 ประชากรกลุ่มเปา้ หมาย

1. ประชากรกลุม่ เปา้ หมายทีใ่ ช้ในการวจิ ยั ครง้ั นี้ เปน็ นักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรยี นเทศบาลโพธ์ศิ รี
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 สังกัดเทศบาลเมืองมหาสารคาม ตาบลตลาด อาเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม
ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 รวมทั้งหมด 9 คน

การเลือกกลุ่มเป้าหมาย ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) (สุรวาท ทองบุ,
2550) เนื่องจากเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก และมีนักเรียนท้ังช้ัน 9 คน ซึ่งได้จัดนักเรียนทั้งหมดแบบคละระดับ
สติปัญญา และเป็นห้องเรียนท่ีผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สอน โดยนักเรียนมีระดับสติปัญญา ความรู้
ความสามารถใกล้เคียงกัน และภายในห้องเรียนมีนักเรียนทุกระดับสติปัญญา ชั้นเรียนท่ีจาเพาะเจาะจง
(Purposive Sampling) คือ นกั เรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 5 โดยมีนักเรยี นรวมทั้งสนิ้ 9 คน

3.2 เครอื่ งมือท่ีใชใ้ นการวิจัย

1. แผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคานวณ)
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ซ่ึงแบ่งเน้ือหาออกเป็น 2 เรื่อง จานวน 9 แผนการจัดการเรียนรู้
ดังนี้

แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 1 ความหมายของขอ้ มลู
แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ 2 ประเทของขอ้ มลู
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 3 ลกั ษณะของข้อมูลที่ดี
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 4 ประโยชน์ของขอ้ มูล
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 5 แหลง่ ข้อมลู
แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี 6 การรวบรวมขอ้ มลู
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 7 การประมวลผลข้อมูล
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 8 การสืบค้นข้อมูลโดยใชอ้ ินเทอร์เนต็
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ 9 การประเมินความนา่ เชือ่ ถือของข้อมูล

40

2. บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เร่ือง ข้อมูลสาระสนเทศ กลุ่มสาระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ วิชาเทคโนโลยี (วิทยาการคานวณ) หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ซ่ึงแบ่ง
เน้ือหาออกเป็น 2 เร่อื ง ดังน้ี

2.1 รู้จักขอ้ มูล
2.2 เรยี นรแู้ หลง่ ขอ้ มลู
3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพ่ือใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนเป็น
แบบทดสอบปรนยั 4 ตัวเลือก จานวน 20 ขอ้ ซง่ึ ผู้วิจยั สรา้ งข้นึ ตามแนวการสรา้ งและหาคุณภาพแบบองิ เกณฑ์
(สรุ วาท ทองบ.ุ 2550 : 101-104)
4. แบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้บทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ข้อมูลสาระสนเทศ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
วิชาเทคโนโลยี (วทิ ยาการคานวณ) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นแบบมาตราสว่ นประมาณค่า 5 ระดบั จานวน 15 ข้อ

3.3 การสร้างเครอ่ื งมือทใี่ ช้ในการวจิ ัย

ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดาเนินการสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเพื่อท่ีจะ
นาไปทดลองใชจ้ รงิ ในปกี ารศกึ ษา 2563 โดยผูว้ ิจยั ได้ดาเนนิ การตามลาดบั ดงั น้ี

1. การสรา้ งแผนการจดั การเรยี นรู้มลี าดบั ขัน้ ตอน ดงั ตอ่ ไปนี้
1.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐานกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5

เพื่อเป็นแนวทางในการกาหนดจุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดประเมินผลส่ือและ
แหลง่ เรียนรู้ โครงสรา้ งของวิชาจากตาราและเอกสารต่าง ๆ

1.2 วิเคราะห์เน้ือหา จุดประสงค์การเรียนรู้ เวลา กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัยได้ศึกษาและวิเคราะห์กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
โดยแบง่ เน้อื หาออกเปน็ 2 เรอื่ ง จานวน 9 แผนการจัดการเรยี นรู้ รวมจานวน 12 ชว่ั โมง ดงั นี้

แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ความหมายของขอ้ มลู จานวน 1 ชวั่ โมง
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 2 ประเภทของขอ้ มูล จานวน 1 ช่ัวโมง
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 3 ลกั ษณะของขอ้ มลู ท่ดี ี จานวน 1 ชวั่ โมง
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 4 ประโยชนข์ องข้อมูล จานวน 2 ชวั่ โมง
แผนการจัดการเรียนรทู้ ่ี 5 แหลง่ ข้อมลู จานวน 1 ชัว่ โมง
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 6 การรวบรวมข้อมูล จานวน 2 ชว่ั โมง
แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี 7 การประมวลผลขอ้ มลู จานวน 1 ชว่ั โมง
แผนการจัดการเรียนรูท้ ่ี 8 การสืบคน้ ขอ้ มูลโดยใช้อนิ เทอรเ์ นต็ จานวน 2 ช่วั โมง
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 9 การประเมนิ ความน่าเช่อื ือของขอ้ มูล จานวน 1 ชว่ั โมง

1.3 วเิ คราะหค์ วามสัมพนั ธ์ระหวา่ งเน้ือหา สาระสาคัญ และจดุ ประสงค์การเรยี นรู้ กลมุ่ สาระ
การเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 5

1.4 จัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินผลการปฏิบัติงานและแบบทดสอบย่อยท้าย
แผนการจัดการเรยี นรโู้ ดยมีข้ันตอน ดงั ต่อไปนี้

41

1.4.1 ศึกษารูปแบบและขั้นตอนการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ของกระทรวงศึกษาธิการ
เขียนแผนการจัดการเรยี นร้ทู ี่มุ่งเน้นให้ผูเ้ รยี นปฏบิ ตั จิ นเกดิ ทกั ษะของกระทรวงศึกษาธิการ. (2561)

1.4.2 จัดทาแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินแผนการปฏิบัติงาน จานวน 9 แผน
รวมเวลา 12 ชวั่ โมง ไม่รวมเวลาทดสอบกอ่ นเรียนหลงั เรียน ดังตามรายช่ือของแผนในข้อ 1.2

1.4.3 ศึกษาหลักและวิธีการสร้างแบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้โดยผูเ้ ช่ียวชาญแบบ
มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ โดยใช้เกณฑ์ของ บุญชม ศรีสะอาด (2545 : 103) และสรา้ ง
แบบประเมินแผนการจัดการเรียนรู้ กาหนดหัวข้อการประเมิน 5 ด้าน ประกอบด้วย จุดประสงค์การเรียนรู้
สาระการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการสอน การวดั ผลประเมินผล

1.4.4 นาแผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน และแบบทดสอบย่อยท่ี
จัดทาเสร็จเรียบร้อยแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญเพ่ือทาการประเมินคุณภาพและความเหมาะสม ซึ่งผู้เชี่ยวชาญ
ประกอบดว้ ย

1.4.4.1 ผู้ช่วยศาสตราจารยอ์ ลงกต ภูมิสายดร ตาแหน่ง อาจารย์ประจาสาขาเทคโนโลยี
การศกึ ษาและคอมพวิ เตอรศ์ ึกษา คณะครศุ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม (ผู้เชย่ี วชาญดา้ นส่ือนวัตกรรม)

1.4.4.2 อาจารย์ศิรินทร ทาสีทอง ตาแหน่ง อาจารย์ประจาสาขาการศึกษาพิเศษ
และภาษาไทย คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม (ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและสอื่ การสอน)

1.4.4.3 นายชัชนน ศิรรัตนชัย ตาแหน่ง ครูชานาญกการพิเศษ โรงเรียนเทศบาลโพธ์ิศรี
เทศบาลเมอื งมหาสารคาม (ผู้เชย่ี วชาญดา้ นเน้ือหา)

1.4.4.4 นางสมบัติ เทกอง ตาแหน่ง ครูชานาญกการพิเศษ โรงเรียนเทศบาลโพธ์ิศรี
เทศบาลเมอื งมหาสารคาม (ผเู้ ชี่ยวชาญด้านความรู้)

1.4.4.5 นางแสงเดือน ทองอบ ตาแหน่ง ครูชานาญกการพิเศษ โรงเรียนเทศบาลโพธิ์ศรี
เทศบาลเมอื งมหาสารคาม (ผู้เช่ยี วชาญดา้ นการวัดและประมนิ ผล)

1.4.5 วิเคราะห์ผลการประเมินคุณภาพและความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้
ซ่งึ ผู้เชี่ยวชาญเป็นผูป้ ระเมินและใหข้ ้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไข โดยผลการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ผลการ
ประเมินคุณภาพและความเหมาะสมของแผนการจดั การเรียนรู้อยู่ในระดบั ดมี าก

1.5 จัดพิมพ์แผนการจัดการเรียนรู้ เป็นฉบับสมบูรณ์เพ่ือนาไปทดลองใช้จริง ในภาคเรียนท่ี 2
ปกี ารศกึ ษา 2563

2. การสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ข้อมูลสาระสนเทศ
กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 5

2.1 ศึกษาหลักสูตร คู่มือครู หนังสือแบบเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 และแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ เพ่ือทาการวิเคราะห์เนื้อหาและทฤษฎีเพื่อจัดทาหน่วย
การเรียนจดั เรียงลาดับเนอ้ื หา กาหนดจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ และกาหนดขอบข่ายของการนาเสนอเน้อื หา

2.2 ศึกษาเทคนิควิธีการสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจากหนังสือ เอกสาร และ
งานวจิ ัยที่เคยมีผู้ทาวจิ ัยมากอ่ นนี้

2.3 สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ข้อมูลสาระสนเทศ
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้โปรแกรม Adobe Captivate 9, Microsoft
Office, Photoshop, Adobe Illustrator CS6 ซ่ึงแบ่งเน้อื หาออกเป็น 2 เรอ่ื ง

2.3.1 รจู้ ักข้อมลู
2.3.2 เรียนรแู้ หล่งข้อมูล

42

2.4 บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ข้อมูลสาระสนเทศ
กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ทสี่ รา้ งขึน้ เสนอผเู้ ช่ยี วชาญ ด้านเนือ้ หา ด้านหลักสตู ร
และการสอน ด้านการวัดผลและประเมินผลการศึกษาและด้านจิตวิทยา ตรวจสอบความถูกต้องของบทเรียน
คอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวสิ ต์ ซง่ึ ใช้ผู้เช่ียวชาญกลุ่มเดิม

จากคาแนะนาของผู้เช่ียวชาญ ได้นาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์
มาปรับปรงุ แกไ้ ขตามคาแนะนา ดังนี้

1. ปรับแตง่ เนอื้ หาสาระให้เหมาะสมและครอบคลมุ
2. แก้ไขตวั อักษรพิมพ์ผดิ จัดให้เป็นระเบยี บ
3. ตกแต่งใหส้ วยงาม เพ่ือดึงดดู ความสนใจนองนักเรียน
4. ควรมีการยกตัวอย่างภาพประกอบ เพื่อให้นักรยี นเข้าใจไดง้ า่ ยยงิ่ ขน้ึ
5. ควรมเี สยี งบรรยาย ดนตรปี ระกอบ เพ่ือให้นักเรยี นมคี วามกระตือรือรน้ ในการเรียน
2.5 นาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรอื่ ง ข้อมูลสาระสนเทศ
กล่มุ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ท่ีสร้างข้ึนไปทดลองใช้ ดังนี้ (ชยั ยงค์
พรหมวงศ์.2556: 11-12)
2.5.1 ทดลองแบบรายบุคคล (1:1) เป็นการทดลองใช้กับนักเรียน เน่ืองจากเป็นโรงเรียน
ขนาดเล็ก ไม่มีนักเรียนเพียงพอจึงนาไปทดลองกับ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์วิทยา
สังกัดเทศบาลเมืองมหาสารคาม ตาบลตลาด อาเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปี
การศึกษา 2563 จานวน 3 คน ซึ่งมีบริบทใกล้เคียงกัน โดยเป็นนักเรียนท่ีมีระดับสติปัญญาอ่อน (ผลการเรียน
เฉลี่ย ไมเ่ กิน 1.50) 1 คน ปานกลาง (ผลการเรยี นเฉล่ยี 1.51 - 2.50) 1 คน และ เกง่ (ผลการเรียนเฉล่ีย 2.51
ข้ึนไป) 1 คน ผู้วิจัยไดส้ ังเกตพฤตกิ รรมการเรยี น ความต่อเนือ่ งของการเรียน ความเข้าใจในการปฏิบตั ิกจิ กรรม
ต่าง ๆ ในบทเรยี นของนักเรียน จากนน้ั ได้นาปัญหาในการเรียนมาปรบั ปรุงแก้ไข ดงั นี้
- ตวั หนังสือที่ใช้เลก็ ทาใหอ้ ่านไมช่ ัดเจน
- ภาพประกอบการเรยี นไม่ชัดเจน ขาดความนา่ สนใจ
- ปรับคาช้ีแจงในแบบฝึกหดั ใหอ้ ่านงา่ ย
- ตัวอกั ษรปรบั สหี วั ขอ้ ให้เด่นชดั

ผูว้ ิจยั ได้ทาการปรับปรงุ บทเรียนปรบั ตัวหนงั สือและภาพประกอบใหช้ ัดเจนมากยิง่ ขึ้น

2.5.2 ทดลองแบบกลุ่มเล็ก (1:6) หลังจากแก้ไขปรับปรุงในการทดลองรายบุคคลแล้ว
ได้นาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เร่ือง ข้อมูลสาระสนเทศ ไปทดลองใช้กลุ่ม
เล็กกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์วิทยา สังกัดเทศบาลเมืองมหาสารคาม ตาบล
ตลาด อาเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ที่เรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จานวน 6 คน โดยเป็น
นักเรียนท่ีมีระดับสติปัญญาอ่อน 2 คน ปานกลาง 2 คน และเก่ง 2 คน ผู้วิจัยได้สังเกตพฤติกรรมการเรียน
ความต่อเน่ืองของการเรียน ความเข้าใจในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ในบทเรียนของนักเรียน จากน้ันได้นา
ปญั หาในการเรยี นมาปรบั ปรุงแกไ้ ขอีกครงั้ ดังนี้

- ความยากในการใชง้ าน ทาใหป้ ระสทิ ธิภาพการเรียนรู้ไมด่ ีเทา่ ทคี่ วร
- บนั ทกึ เสยี งใหม่ให้มีความชัดเจน และเพ่ิมเสียงประกอบใหน้ ่าสนใจมากยงิ่ ขน้ึ

ผูว้ จิ ัยไดท้ าการปรับแตง่ บทเรียนคอมพวิ เตอรช์ ว่ ยสอนให้สามารถใช้งานได้งา่ ยมากยง่ิ ข้นึ

43

2.5.3 ทดลองแบบภาคสนาม (1:21) หลงั จากแกไ้ ขปรับปรุงในการทดลองกลมุ่ เลก็ แล้วได้
นาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เรื่อง ข้อมูลสาระสนเทศ ไปทดลองใช้กลุ่มเล็ก
กับนักเรียนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์วิทยา สังกัดเทศบาลเมืองมหาสารคาม
ตาบลตลาด อาเภอเมือง จังหวดั มหาสารคาม ที่เรยี นในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จานวน 21 คน ซึ่งได้มา
จากการเลือกแบบเจาะจง ผู้วิจัยได้สังเกตพฤติกรรมการเรียน ความต่อเนื่องของการเรียน ความเข้าใจในการ
ปฏิบัติกิจกรรมตา่ ง ๆ ในบทเรยี นของนกั เรยี น จากนน้ั ไดน้ าปญั หาในการเรยี นมาปรับปรุงแกไ้ ขอกี เป็นครัง้ ท่ี 3 ดงั นี้

- นกั เรียนไม่เข้าใจเน้ือหาเทา่ ท่คี วร
- การแสดงผลคะแนนจากการทาแบบทดสอบยังไมค่ ่อยน่าสนใจ
ผ้วู จิ ยั ได้ทาการปรบั เน้ือหาสาระใหส้ ามารถเขา้ ใจงา่ ยและน่าสนใจมากข้ึน และปรบั ปรงุ การแสดง
คาตอบจากแบบทดสอบใหแ้ สดงคาชื่นชมเม่ือผา่ นเกณฑ์การประเมนิ

2.6 ตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุง ข้อบกพร่องของบทเรียนคอมพิวเตอรช์ ่วยสอนCAI ตามแนว
คอนสตรคั ตวิ ิสต์ เรอ่ื ง ขอ้ มูลสาระสนเทศ แลว้ จงึ นาไปดาเนินการทดลองจรงิ ตามแบบการวิจัยทกี่ าหนด

3. การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เพ่ือใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและหลัง
เรียนเป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก จานวน 30 ข้อ ซึ่งผู้วิจัยสร้างข้ึนตามแนวการสร้างและหาคุณภาพ
แบบอิงเกณฑ์ ดังนี้

3.1 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560)
กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 5

3.2 วิเคราะห์หลักสูตรด้านเนื้อหา เขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการ
สร้างแบบทดสอบ

3.3 ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การสร้างแบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธิ์แบบอิงเกณฑ์ โดยศึกษาหนังสือประเมินผลการศึกษาของสมนึก ภัทธยิ ธนี (2544) หนังสือการวิจัย
เบอื้ งตน้ ของบุญชม ศรีสะอาด (2545) และหนงั สือการวิจยั ทางการศกึ ษาของสรุ วาท ทองบุ (2550)

3.4 วิเคราะห์สาระการเรียนรู้และมาตรฐานการเรียนรู้ แล้วสร้างตารางวิเคราะห์กาหนด
จานวนข้อและระดบั พฤตกิ รรม

3.5 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก
จานวน 30 ข้อ และตอ้ งการใช้จรงิ 30 ขอ้ โดยครอบคลุมจุดประสงค์การเรยี นรู้

3.6 นาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนที่สรา้ งขน้ึ เสนอผู้เชีย่ วชาญตรวจสอบความตรง
เชิงเนือ้ หา (Content Validity) โดยวิธีอาศยั ดุลยพินิจของผู้เช่ยี วชาญ โดยพิจารณาความสอดคล้องขอขอ้ สอบ
กบั วัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ (IOC : Index of Item Objective Congruence) ซง่ึ ใชผ้ ู้เช่ียวชาญกลุม่ เดมิ

3.7 ปรับปรุงแก้ไขจากผลการประเมินตามข้อ 3.6 แล้วนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์ สังกัดเทศบาลเมือง
มหาสารคาม ตาบลตลาด อาเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ท่ีเรียนในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563
จานวน 25 คน

3.8 หลังจากทาการทดลองสอบ นาผลท่ีได้มาวิเคราะห์หาค่าอานาจจาแนกรายข้อแบบอิง
เกณฑ์(B - Index) โดยวิธีของเบรนแนน(Brennan) คัดเลือกแบบทดสอบท่ีมีค่าอานาจจาแนก(B - Index)
ตั้งแต่ .20 – 1.00 ไวใ้ ช้ ผู้วิจัยคัดข้อที่มีค่าอานาจจาแนกใกล้ 1.00 เพราะปรับปรุงข้อท่ีไม่ได้มาตรฐานตามคา
ชี้แนะของผเู้ ชี่ยวชาญให้มีคุณภาพผ่านเกณฑ์ คัดเลือกไวม้ คี ่าอานาจจาแนกต้ังแต่ 0.2 ถงึ 1.00

44

3.9 นาแบบทดสอบที่คัดเลือกไว้ จานวน 30 ข้อ มาวิเคราะห์หาค่าความเที่ยง (Reliability) ของ
แบบทดสอบ โดยวธิ ีของโลเวท(Lovett) ผลปรากฏวา่ แบบทดสอบทงั้ ฉบับมีคา่ ความเที่ยงเทา่ กบั 0.99

3.10 จัดพิมพ์และทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นฉบบั สมบรู ณ์เพ่ือนาไปทดลองใช้
จรงิ ในภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2563

4. การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ท่ีมีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้
บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ เร่ือง ข้อมูลสารสนเทศ กลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 เปน็ แบบมาตราสว่ นประมาณค่า 5 ระดบั จานวน 15 ขอ้

4.1 ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถาม โดยศึกษาหนังสือการวัดผลและประเมินผลการศึกษา
ของสมนึก ภัทธิยธนี (2544) หนังสือการวิจัยเบื้องต้นของบุญชม ศรีสะอาด (2545) และหนังสือการวิจัยทาง
การศึกษาของสุรวาท ทองบุ (2550)

4.2 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ โดยลักษณะของแบบสอบถามเป็นแบบ
มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) ตามแบบของลิเคิร์ท(Likert) จานวน 15 ข้อ และต้องการ
ใช้จริง 15 ข้อ

4.3 นาแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ท่ีสร้างข้ึนเสนอผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความ
ตรงเชงิ เน้ือหา (Content Validity) โดยวิธีอาศัยดุลยพินิจของผู้เชีย่ วชาญ โดยพจิ ารณาความสอดคล้องของข้อ
คาถามกบั คณุ ลักษณะท่ีต้องการหรือนยิ ามศัพท์ (IC : Index Congruence) ซ่งึ ใช้ผเู้ ชยี่ วชาญกลมุ่ เดิม

4.4 ปรับปรุงแก้ไขจากผลการประเมินและข้อเสนอแนะตามข้อ 4.3 แล้วนาแบบสอบถาม
ความพึงพอใจในการเรียนรู้ไปทดลองใช้ (Try Out) กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 5 โรงเรียนเทศบาลศรีสวัสดิ์
สังกัดเทศบาลเมืองมหาสารคาม ตาบลตลาด อาเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563
จานวน 25 คน ซ่ึงเป็นกลุ่มนักเรียนท่ีเคยนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนCAI ตามแนวคอนสตรัคติวิสต์
เร่ือง ข้อมลู สารสนเทศ ทักษะไปทดลองใช้และไมใ่ ช่กลมุ่ ตวั อย่าง/กลุม่ เปา้ หมาย

4.5 วิเคราะห์หาคุณภาพของแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ โดยคานวณหาค่า

อานาจจาแนกเป็นรายข้อ (rxy ) โดยใช้สัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนรายข้อกับคะแนนรวม

(Item – total Correlation) ซึ่งได้ค่าอานาจจาแนกของแบบสอบถามความพึงพอใจในการเรียนรู้ท่ีดีท่ีสุด
คดั ไว้ใช้จานวน 15 ข้อ โดยมีคา่ อานาจจาแนกต้งั แต่ 0.20 ถงึ 1.00

4.6 หาค่าความเที่ยง (Reliability) ของแบบสอบถามทั้งฉบับ โดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา
(α - coefficient) ตามวิธีการของครอนบาค (Cronbach) ได้ค่าความเช่ือมั่นของแบบวัดความพึงพอใจในการ
เรียนรทู้ ง้ั ฉบับเทา่ กับ 0.59

4.7 จดั พมิ พ์และทาแบบสอบถามความพงึ พอใจในการเรยี นรูฉ้ บับสมบูรณ์เพอ่ื นาไปทดลองใช้
จริงในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563

3.4 การดาเนนิ การทดลอง

การดาเนินการวิจัยคร้งั น้ีเป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ซึ่งผ้วู ิจยั ได้ดาเนินการ

ทดลองตามแบบวิจัยที่มีกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแบบสุ่มและมีการเก็บรวบรวมข้อมูลก่อนและหลังการ

ทดลอง (Randomized Control Group) ดังนี้

กลมุ่ การ การทดสอบก่อนเรียน ทดลอง การทดสอบหลงั เรยี น
เจาะจง (Pretest) (Posttest)

ER O1 X O2


Click to View FlipBook Version