The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ผศ.ดร.ธิติมา พลับพลึง การออกแบบการวิจัยเชิงปริมาณ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ผศ.ดร.ธิติมา พลับพลึง การออกแบบการวิจัยเชิงปริมาณ

ผศ.ดร.ธิติมา พลับพลึง การออกแบบการวิจัยเชิงปริมาณ

1


การออกแบบวิจัย (Research Design) แบบวิจัย เป็นแผน โครงสร้างหรือยุทธวิธีส าหรับการศึกษาค้นคว้าเพื่อ ให้ได้ค าตอบของปัญหาการวิจัย และควบคุมความแปรปรวนที่เกิดขึ้น ซึ่งแผนเป็นโครงร่าง (พิมพ์เขียว)ที่แสดงแนวทางและขั้นตอนใน การด าเนินการวิจัยในภาพรวม โครงสร้างเป็นรูปแบบของความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรหรือกรอบแนวคิดการวิจัย และยุทธวิธีเป็นวิธีการที่เลือก ใช้ได้แก่ การเก็บรวบรวมข้อมูล หรือการวิเคราะห์ข้อมูล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


1. เพื่อให้ได้ค าตอบในปัญหาที่ท าการวิจัยอย่างถูกต้อง (validity) แม่นย า(Accurately) เป็นปรนัย (Objectively) และประหยัด (Economically) กระท าด้วยความระมัดระวัง บนฐานของกฎ ทฤษฎี และประสบการณ์ ก าหนดแผนวิจัย อย่างรอบคอบตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ผลการวิจัย ถูกต้อง มีความเป็นปรนัยและแม่นย าตามต้องการ 2 . เพื่อควบคุมความแปรปรวน (Variance) ของ ตัวแปรในการวิจัย จุดมุ่งหมายของการออกแบบการวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


หลักการของแม็กซ์มิน คอน The Max Min Con principle หลักการในการควบคุมความแปรปรวนในการวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


“เพิ่มความแปรปรวนอย่างมีระบบ” เป็นการท าให้ความแปรปรวนอันเนื่องมาจากตัวแปรอิสระหรือตัว แปรทดลองมีค่าสูงที่สุด โดยพยายามท าให้คุณสมบัติของตัวแปร อิสระมีความแตกต่างกันมากๆ เพื่อที่จะให้ผลที่เกิดจากตัวแปรอิสระ ต่อตัวแปรตามที่ต้องการศึกษามีค่าแตกต่างกันมากที่สุดเช่น การศึกษาผลของการสอนทั้ง 2 วิธี ผู้วิจัยควรจะต้องออกแบบให้ การสอนทั้ง 2 วิธีนั้นแตกต่างกันจริงอย่างชัดเจน เช่น สอนแบบโครงงานและสอนแบบโมเดลซิปปา 1. Maximization of Systematic Valiance (Max.) มหาวิทยาลัยราช ส านกั พฒั นาสมภัฏรรถสวนนะคสุนัน รแู ลทะบาุค ลรากรอาชวีศึกษา ่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


กรณีที่ไม่ใช่การวิจัยเชิงทดลอง ต้องท าให้กลุ่มตัวอย่างมีความแตกต่างกัน มากที่สุด • ต้องการเปรียบเทียบสมรรถภาพทางร่างกายของชายไทยที่มีอายุต่างกัน กลุ่มตัวอย่างที่น ามาศึกษาต้องมีอายุต่างกันอย่างชัดเจน เช่น 20 ปี กับ 50 ปี • ต้องการเปรียบเทียบรูปแบบการบริหาร/จัดการ ทางสุขภาพ ของชุมชน ที่ต่างกัน การเลือกพื้นที่ชุมชนควรมีความต่างกันอย่างชัดเจน เช่น เมืองกับชนบท / เทศบาลนครกับเทศบาลต าบล อบต. ตัวอย่าง มหาวิทยาลัยราช ส านกั พฒั นาภัฏสมสวน รรถสุนัน นะครทแู ละบุคลากรอาชวีศึกษา า ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


“ลดความแปรปรวนจากตัวแทรกซ้อน” เป็นการลดความแปรปรวน อันเนื่องมากจากความคลาดเคลื่อนให้มีค่าต่ าสุด ซึ่ง ความคลาดเคลื่อนอาจมาจากกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มที่น ามาศึกษามีคุณสมบัติต่างกัน วิธีการด าเนินการวิจัยไม่เหมาะสม และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลขาด คุณภาพก็ได้ ดังนั้นผู้วิจัยควรเพิ่มความระมัดระวังในเรื่องต่อไปนี้ 1. การเลือกกลุ่มตัวอย่าง ควรใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมกับลักษณะของกลุ่ม ประชากร เพื่อให้ได้ตัวแทนที่ดีของประชากรในการท าวิจัย 2. เครื่องมือที่ใช้วัด ควรมีความเที่ยง (reliability) สูง 3. การควบคุมสภาพแวดล้อมในการทดลองหรือการวัดให้เหมาะสม ปราศจาก สิ่งรบกวน 2. Minimization of Error Variance (Min.) มหาวิทยาลัยราช ส านกั พฒั นาภัฏสมรสวนรถนสุนัน ะครแูทลาะบุคลากรอาชวีศึกษา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


เป็นการควบคุมอิทธิพลของตัวแปรภายนอกอื่นๆ ที่ไม่ได้ศึกษาแต่ตัวแปรนั้นอาจมีอิทธิพล ต่อตัวแปรตาม เพื่อไม่ให้เกิดผลต่อตัวแปรตาม ซึ่งอาจท าได้โดยวิธีต่าง ๆ ดังนี้ 1. การก าจัดตัวแปรภายนอก เช่น ถ้าศึกษาผลการสอนนักศึกษาโดยวิธีการสอน 2 วิธี ว่าจะให้ผลแตกต่างกันหรือไม่ ก็จะต้องจัดสภาพการณ์เพื่อจ ากัดตัวแปร อื่นๆ ที่ อาจมีอิทธิพลต่อการเรียนการสอนให้หมดไปเช่น ความสามารถของผู้สอน สภาพ ห้องที่ใช้สอน เวลาที่ใช้สอน และเนื้อหาที่ใช้สอน ควรจะมีคุณสมบัติไม่แตกต่างกัน 3. Control of Extraneous Variables (Con.) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


2. การท าให้ตัวแปรภายนอกที่มีผลต่อตัวแปรตามมีจ านวนเท่าๆ กัน และ เหมือนกันในแต่ละกลุ่มตัวอย่างที่น ามาศึกษาเช่น การจับคู่ (matching by pair)โดยจัดให้ทั้ง 2 กลุ่มที่ทดลองมีคุณสมบัติเหมือนกันเป็นคู่ๆ เช่น มีIQ เท่ากัน มีอายุเท่ากัน เพศเดียวกัน เป็นต้น หรือถ้าแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็นกลุ่ม ก็จัดให้ 2 กลุ่มมีลักษณะของตัวแปรภายนอกเท่ากัน หรือ มีค่าเฉลี่ยของตัว แปรภายนอกที่เท่ากัน 3. ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่าง โดยให้ประชากรทุกหน่วยมีโอกาสได้รับเลือกมา เป็นกลุ่มตัวอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งจะช่วยให้กลุ่มตัวอย่างมีคุณสมบัติคละกัน ถือว่าเป็นไปตามทฤษฎีความน่าจะเป็น และจะสามารถช่วยควบคุมตัวแปร ภายนอกได้ 3. Control of Extraneous Variables (Con.) มหาวิทยาลัยราช ส านกั พฒั ภัฏนาสวน สมรรสุนัน ถนะทคารแู ละบุคลากรอาชวีศึกษา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


4. การน าตัวแปรภายนอกมาเป็นตัวแปรอิสระตัวแปรหนึ่งในการศึกษา เช่น ในการศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของเด็ก วัยรุ่น ถ้าพบว่าฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัวจะมีผลต่อชนิดของ อาหารที่เด็กวัยรุ่นเลือกรับประทานก็น าฐานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว มาเป็นตัวแปรหนึ่งในการท าวิจัยด้วย เช่น รายได้ครัวเรือน 5. การใช้สถิติควบคุม เป็นการน าตัวแปรภายนอกมาเป็นตัวแปรคุมโดย การใช้วิธีการทางสถิติมาช่วยเช่น ถ้าต้องการศึกษาเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ในการเรียนของนักศึกษาชายและหญิง แต่ระดับ IQ เป็นตัว แปรภายนอกที่ผู้วิจัยไม่สามารถควบคุมได้ ก็น าระดับ IQ ของนักศึกษา แต่ละคนมาเป็นตัวแปรร่วม (covariate) ในการวิเคราะห์ด้วย 3. Control of Extraneous Variables (Con.) มหาวิทยาลัยราช ส านกั พฒัภัฏนาสวนสมรสุนัน รถนะทครแู ละบุคลากรอาชวีศึกษา า ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


1. เป็นแบบวิจัยที่มุ่งตอบปัญหาของค าถามการวิจัย 2. เป็นแบบวิจัยที่สามารถควบคุมความแปรปรวนของตัวแปรได้ โดยใช้หลัก Max Min Con 3. มีความตรงภายใน คือ ผลของการวิจัยเกิดจากตัวแปรอิสระหรือ ตัวแปรทดลองอย่างเดียว 4. มีความตรงภายนอก คือ ผลของการวิจัยสามารถอ้างอิงไปยัง ประชากรเป้าหมายได้ถูกต้อง ลักษณะของแบบการวิจัยที่ดี มหาวิทยาลัยราช ส านกั พฒั นาภัฏสมสวน รรถนสุนัน ะครแูทละบุคลากรอาชวีศึกษา า ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


1)การวิจัยแบบไม่ทดลอง (non – experimental design) การวิจัยแบบทดลอง (experimental design) การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (quasi – experimental design) แบบการวิจัย 3 แบบหลัก มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


เป็นงานวิจัยที่มุ่งศึกษาค้นคว้าข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับเหตุการณ์หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งใน อดีตและปัจจุบัน เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจในปรากฏการณ์นั้นๆ อย่างชัดเจน 1.การศึกษาเชิงส ารวจ (survey study) เป็นการศึกษาสภาพจริงของเหตุการณ์ เช่น การ ส ารวจความพึงพอใจของผู้รับบริการแผนกผู้ป่วยนอก การส ารวจค่าใช้จ่ายในการ รักษาพยาบาลของประชาชน 2.การศึกษาสัมพันธภาพ (relationship study) เป็นการศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัว แปรต่างๆ 2.1 การศึกษาความสัมพันธ์แบบง่าย (simple correlation) เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรอิสระ 1 ตัวและตัวแปรตาม 1 ตัว 2.2 การศึกษาความสัมพันธ์ในเชิงท านาย (predictive correlation research) หรืออาจ เรียกว่าความสัมพันธ์พหุคูณ เป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นมากกว่า 1 ตัว กับ ตัวแปรตาม 1 ตัว ในการวิเคราะห์ในคราวเดียวกัน x ท านาย y ได้มากน้อยเท่าไร 1. การวิจัยแบบไม่ทดลอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


3.การศึกษาเฉพาะกรณี (case study) เป็นการศึกษาที่มุ่งจะค้นคว้า หรือศึกษาเรื่องใดเรื่อง หนึ่งอย่างละเอียด เช่น การศึกษาปัญหาการเรียนของนักศึกษาออทิสติก 4.การศึกษาติดตามผล (follow – up study) เป็นการศึกษาเพื่อติดตามผลผู้ที่ผ่านการ เตรียมหรืออบรมโดยโปรแกรม หรือกิจกรรมหนึ่งๆ ว่าประสบผลส าเร็จมากน้อยเพียงใด มี ปัญหาหรืออุปสรรคใดบ้าง ซึ่งสามารถน าผลการวิจัยมาใช้ในการปรับปรุงการท ากิจกรรมครั้ง ต่อไปได้เช่น การศึกษาการติดตามภาวะการมีงานท าของบัณฑิต เป็นต้น 5.การศึกษาเชิงเปรียบเทียบเหตุผล (causal – comparative study) เป็นการศึกษาถึง ความเป็นเหตุเป็นผลของเรื่องใดเรื่องหนึ่งเช่น การศึกษาสาเหตุของการขาดเรียนของ นักศึกษา 6.การวิเคราะห์เอกสาร (documentary study) เป็นการวิจัยโดยการวิเคราะห์ประเด็นที่ สนใจจากเอกสารหรือสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบแล้วสรุปเป็นผลการศึกษา เช่น การวิเคราะห์บันทึกผลทางการแพทย์ในการรักษาผู้ป่วย 1. การวิจัยแบบไม่ทดลอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


1. การวิจัยแบบไม่ทดลอง 7. การศึกษาพัฒนาการ (developmental study) เป็นการศึกษาการเปลี่ยนแปลง ของเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง 7.1 การศึกษาความเจริญเติบโต (growth study) เป็นการศึกษาเพื่ออธิบายความ เปลี่ยนแปลงหรือความเจริญงอกงามของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เช่น การศึกษาปัจจัยที่ท าให้ คนมีความสุข ซึ่งวิธีการวิจัยเพื่อการศึกษาความเจริญเติบโตนั้นสามารถท าได้ 2 วิธี คือ ก. การศึกษาระยะยาว (longitudinal study) ข. การศึกษาภาคตัดขวาง (cross – sectional) 7.2 การศึกษาแนวโน้ม (trend study) เป็นการศึกษาสภาพหรือปรากฏการณ์ที่ เกิดขึ้นในอดีตและเป็นอยู่ในปัจจุบัน เพื่อคาดการณ์หรือท านายสภาพการณ์ต่าง ๆ ที่จะ เกิดขึ้นในอนาคต เช่น การศึกษาแนวโน้มของการวิจัยการศึกษาในทศวรรษหน้า มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


เป็นการวิจัยที่มีการจัดกระท ากับตัวแปรอิสระแล้วสังเกตผลที่เกิดขึ้นจากการจัดกระท า นั้น ๆ ภายใต้สถานการณ์ก าหนด แล้วจึงสรุปผลเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการจัดกระท า (กลุ่มควบคุม) ซึ่งการวิจัยที่ถือว่าเป็นการวิจัยแบบทดลองที่แท้จริงจะต้องประกอบด้วย องค์ประกอบ 3 ประการ 1. การจัดกระท า (manipulation) คือมีการให้สิ่งทดลอง (experimental treatment หรือ intervention) กับกลุ่มทดลอง เพื่อวัดผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการให้ สิ่งทดลองนั้น ซึ่งสิ่งทดลองอาจเป็น ยา สารเคมี สภาพการณ์ หรือวิธีการก็ได้ 2. มีการควบคุม (control) คือจะต้องมีการควบคุมสภาพการณ์และปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ที่อาจมีผลอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของผลการทดลองทั้งหมด 3. มีการสุ่ม (randomization) เลือกตัวอย่างกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง เพื่อป้องกัน ความล าเอียงในการเลือกตัวอย่างการทดลอง 2. การวิจัยแบบทดลอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


การออกแบบวิจัยแบบทดลอง จะต้องค านึงถึง • ความตรงภายใน (internal validity) เป็นคุณลักษณะที่สามารถสรุปได้ว่าผลการ ทดลองที่เกิดขึ้นกับตัวแปรตาม เป็นผลของการจัดกระท าหรือตัวแปรอิสระอย่างแท้จริง ไม่ใช่เกิดจากปัจจัยภายนอกอื่นๆ ร่วมด้วย ซึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตรงภายในมี หลายปัจจัย เช่น เหตุการณ์ฟ้อง วุฒิภาวะ การวัดหรือการทดสอบ เครื่องมือวิจัย การ ถดถอยทางสถิติ ความล าเอียงในการเลือกตัวอย่าง การลดน้อยของตัวอย่าง และอิทธิพล ขององค์ประกอบ • ความตรงภายนอก (external validity) เป็นคุณสมบัติที่ผลการวิจัยนั้นสามารถขยาย การสรุปผลไปใช้กับประชากรที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ และสามารถน าวิธีการทดลอง วิธีการ วัด และเครื่องมือต่าง ๆ ไปใช้กับกลุ่มประชากรอื่นได้ ซึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตรง ภายนอก ได้แก่ ความล าเอียงในการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ปฏิกิริยาร่วมของการทดสอบก่อน ทดลอง ปฏิกิริยาของผู้ทดลองที่ดีมาก และการทดลองหลายวิธีหรือทดลองซ้ าซึ่งผล อาจจะไม่ได้มาจากการทดลองสุดท้าย 2. การวิจัยแบบทดลอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


ในการวิจัยแบบทดลองมีวิธีการท าได้อยู่หลายแบบ ถ้าให้ R = การสุ่มตัวอย่าง O = การวัดค่าตัวแปร X = การจัดกระท าหรือการท าการทดลอง 1. แบบมีการควบคุมแบบสุ่มและมีการทดสอบก่อนและหลัง (pretest - posttest control group design) ซึ่งสามารถเขียนเป็นผังการวิจัยได้ดังนี้ กลุ่มทดลอง R O1 X O2 กลุ่มควบคุม R O1 O2 แบบของการวิจัยทดลอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


2. แบบที่มีการควบคุมแบบสุ่มและมีการทดสอบหลังการทดลอง (posttest – only control group design) สามารถเขียนผังการวิจัยได้ดังนี้ กลุ่มทดลอง R X O2 กลุ่มควบคุม R O2 3. แบบสี่กลุ่มทดลองของโซโลมอน (Solomon four – group design) สามารถเขียน เป็นผังการวิจัยได้ดังนี้ กลุ่มทดลอง R O1 X O2 กลุ่มควบคุม R O1 O2 กลุ่มทดลอง R X O2 กลุ่มควบคุม R O2 แบบของการวิจัยทดลอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


เป็นการวิจัยที่มีวิธีการคล้ายกับการวิจัยแบบทดลอง แต่ในการท าวิจัยนั้นไม่ได้มีการควบคุม และ/หรือการสุ่มเข้ากลุ่มทดลอง ลักษณะ การวิจัยแบบทดลอง การวิจัยแบบกึ่งทดลอง การจัดกระท า มี มี การควบคุม มี มีหรือไม่มี การสุ่มเข้ากลุ่ม มี มีหรือไม่มี แบบของการวิจัยกึ่งทดลอง มีได้หลายแบบแต่ที่ นิยมใช้ มีดังนี้ 1. แบบมีกลุ่มควบคุม ไม่ได้สุ่มและมีการทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (non – randomized control – group pretest – posttest design) กลุ่มทดลอง O1 X O2 กลุ่มควบคุม O1 O2 3. การวิจัยแบบกึ่งทดลอง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


2. แบบมีกลุ่มควบคุมและมีการทดสอบหลังการทดลอง (non – randomized control – group posttest only design) กลุ่มทดลอง X O2 กลุ่มควบคุม O2 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


การออกแบบ วัดตัวแปร การออกแบบ การเลือกตัวอย่าง การออกแบบ การวิเคราะห์ข้อมูล การออกแบบวิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


1. การวัดค่าตัวแปรอิสระและตัวแปรตาม 1.1 การระบุโครงสร้างและการก าหนดนิยามตัวแปร นิยามเชิงทฤษฎี นิยามเชิงปฏิบัติการ 1.2 การก าหนดมาตรวัดและการสร้างเครื่องมือวัด 1.3 การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ 1.4 การก าหนดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ตัวช่วย : การทบทวนวรรณกรรม (จะท าเหมือน/ต่าง ?) การออกแบบการวัดตัวแปร มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


รางวัล ชมเชย งานวิจัย ดเีดน่ ดา้ น สังคมศาสต ร์ ปี 2563 สมาคม สังคมศาสต รแ์ ห่ ง ประเทศ ไทย มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 2 กิจกรรม ได้แก่ 1. การก าหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่าง 2. การก าหนดวิธีการเลือกตัวอย่าง การออกแบบการเลือกตัวอย่าง (Sampling design) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


คือ กลุ่มตัวอย่างเพียงส่วนหนึ่งของประชากรเป้าหมายที่น ามาศึกษาซึ่งเป็น ตัวแทนประชากร จะเป็นตัวแทนที่ดีของประชากรได้จะใช้อ้างอิงประชากรได้ น่าเชื่อถือ จะต้องมีวิธีการเลือกตัวอย่างและขนาดตัวอย่างที่เหมาะสม จึงต้อง อาศัยสถิติเข้ามาช่วยในการสุ่มตัวอย่างและก าหนดขนาดตัวอย่าง เช่น ครัวเรือน โรงเรียน นักศึกษา และผู้ป่วย เป็นต้น หน่วยตัวอย่าง (Sampling Unit) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


หมายถึง รายชื่อหน่วยตัวอย่างทั้งหมดที่มีอยู่ เช่น ประชากรคือนักศึกษาใน วิทยาลัยอาชีวศึกษาแห่งหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2560-2564 จ านวน 6,000 คน กรณีที่มีประชากรเป้าหมายมีจ านวนจ ากัด (Finite Population) ผู้วิจัยสามารถท ากรอบของการสุ่มตัวอย่างได้อย่างสมบูรณ์ เช่น บัญชีรายชื่อหรือรหัสนักศึกษา พร้อมทั้งระบุที่อยู่สถานที่ติดต่อได้สะดวก กรอบตัวอย่าง (Sampling Frame) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


ก าหนดประชากรเป้าหมาย สร้างกรอบของการสุ่มตัวอย่าง ก าหนดขนาดของตัวอย่าง เลือกเทคนิควิธีการสุ่มตัวอย่าง ด าเนินการสุ่มตัวอย่าง กระบวนการสุ่มตัวอย่าง 5 ขั้นตอน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


การก าหนดเป้าหมายจะต้องนิยามค าจ ากัดความของประชากรที่จะศึกษาให้ชัดเจน .. โดยพิจารณาจากปัญหาที่ต้องการท าการวิจัย รวมถึงวัตถุประสงค์และขอบเขตของ การท าวิจัย ซึ่งจะท าให้ทราบว่าต้องวิเคราะห์ข้อมูลจากประชากรกลุ่มใด ระบุ คุณสมบัติหรือลักษณะต่าง ๆ ของประชากรที่เข้าข่ายในการศึกษา หรือ มีขอบเขต กว้างเพียงใด ใช้อะไรเป็นหน่วยวิเคราะห์ และจะน าผลการวิจัยไปใช้กับประชากร กลุ่มใด ค าถามวิจัย : ประชากรคือใคร กลุ่มตัวอย่าง ? 1. ก าหนดประชากรเป้าหมาย (Target Population) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


เรื่อง การพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะ การคิดของผู้เรียนในระดับประถมศึกษา ค าจ ากัดความของประชากร คือ…. ประชากร คือ ครูผู้สอน ผู้บริหาร และนักเรียนของโรงเรียน เอกชนในระดับประถมศึกษาจาก 5 ภูมิภาค (ตัวอย่างการสร้างนวัตกรรมและทดลองใช้) ปิยนันท์ หิรัณย์ชโลทร และ สิทธิกร สุมาลี (2561) วารสารศิลปากรศึกษาศาสตร์วิจัย ปีที่ 10 ฉบับที่ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


• ถ้าประชากรเป้าหมายมีจ านวนจ ากัด (Finite Population) ใช้เกณฑ์อะไร คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง เช่น อายุ เพศ สัญชาติ เวลา ภูมิศาสตร์เป็นต้น ผู้วิจัย ควรท ากรอบ/เกณฑ์/ขั้นตอนการสุ่มตัวอย่าง สามารถจัดท ากรอบการสุ่ม ตัวอย่างให้สมบูรณ์ได้ โดยท าบัญชีรายชื่อทั้งหมดของประชากร และจัดเรียง รายชื่อของประชากรแบบไม่ล าเอียง ให้หมายเลขอ้างอิง ถ้ามีที่อยู่และเบอร์ โทรศัพท์จะสะดวกยิ่งขึ้น • ถ้าไม่ทราบจ านวนประชากร จะต้องวางแผนสร้างกรอบและเกณฑ์การสุ่ม ตัวอย่างหลายขั้นตอนและมีหลักเกณฑ์ที่เชื่อถือได้ทางวิชาการ 2. สร้างกรอบ/เกณฑ์ของการสุ่มตัวอย่าง (Sampling Frame) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


ขั้นตอนนี้ผู้วิจัยจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับจ านวน หรือ ขนาดของ ตัวอย่างให้ เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการวิจัยและประชากรเป้าหมาย การก าหนด ขนาดตัวอย่างผู้วิจัยจะต้องใช้ทฤษฎีและวิจารณญาณเข้ามาช่วยในการ ตัดสินใจ เช่น ขนาดของความคลาดเคลื่อนที่ยอมให้เกิดขึ้น งบประมาณ ระยะเวลาในการวิจัย 3. ก าหนดขนาดของตัวอย่าง(Sampling Size) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


การก าหนดขนาดของตัวอย่างมีหลายวิธี โดยพิจารณาจาก ขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากประชากรเป้าหมาย ก าหนดขนาดตัวอย่างโดยวิธีการทางสถิติ (นิยมในงานวิชาการ) ก าหนดขนาดของตัวอย่างโดยใช้ตาราง ใช้แอพพลิเคชั่นหรือใช้โปรแกรม s sample size calculator การก าหนดขนาดของตัวอย่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


ประชากรเป้าหมาย มีหลักเกณฑ์ในการก าหนดตัวอย่างดังนี้ ถ้า 100 < N < 1,000 ก าหนดให้ n = 15 - 30 % ของ N ถ้า 1,000 < N < 10,000 ก าหนดให้ n = 10 - 15 % ของ N ถ้า 10,000 < N < 100,000 ก าหนดให้ n = 5 - 10 % ของ N ถ้า 100,000 < N < 1,000,000 ก าหนดให้ n = 1 - 5 % ของ N N หมายถึง จ านวนประชากรทั้งหมด n หมายถึง จ านวนตัวอย่าง 1. การก าหนดขนาดของตัวอย่างโดยพิจารณาจากขนาดของ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


ถ้าจ านวนประชากรมี 500 คน จ านวนตัวอย่างประมาณ 75 - 150 คน ถ้าจ านวนประชากรมี 1,800 คน จ านวนตัวอย่างประมาณ 180 - 270 คน ถ้าจ านวนประชากรมี 27,500 คน จ านวนตัวอย่างประมาณ 1,375 - 2,750 คน ถ้าจ านวนประชากรมี 160,000 คน จ านวนตัวอย่างประมาณ 1,600 - 1,800 คน ตัวอย่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


ก่อนอื่นจะต้องพิจารณาว่าทราบจ านวนประชากรทั้งหมดหรือไม่ เพราะการค านวณหาขนาดของประชากร ในกรณีทราบจ านวน ประชากร กับ กรณีไม่ทราบจ านวนประชากรจะใช้สูตรต่างกัน 2. ก าหนดขนาดของตัวอย่างโดยวิธีการทางสถิติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


1. ค่าความคลาดเคลื่อนจากการประมาณค่า (Standard error of the estimate) : e 2. ระดับความเชื่อมั่น (Level of confidence) : หาจากค่า Z ในการก าหนดขนาดตัวอย่างโดยวิธีการทางสถิติ ค่า Z ที่ระดับความเชื่อมั่น 99 % = 2.58 ค่า Z ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % = 1.96 ค่า Z ที่ระดับความเชื่อมั่น 90 % = 1.64 สิ่งที่ต้องพิจารณา…... มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


การก าหนดขนาดตัวอย่าง เมื่อต้องการประมาณค่าสัดส่วน เมื่อ n = จ านวนตัวอย่าง Z = คะแนนมาตรฐาน = สัดส่วนของลักษณะที่สนใจในประชากร e = ค่าความคลาดเคลื่อนจากการประมาณค่า 1. เมื่อทราบค่าสัดส่วน และไม่ทราบขนาดประชากร n = Z2 e 2 p (1-p) p มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


2. เมื่อทราบค่าสัดส่วน และทราบขนาดประชากร n0 = Z2 e 2 p (1-p) n = n0 n0 1 + N เมื่อ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


3. เมื่อไม่ทราบค่าสัดส่วน และไม่ทราบขนาดประชากร n = Z2 e 2 p (1-p) = Z2 e 2 0.5 (1 - 0.5) n = Z2 4e 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


4. เมื่อไม่ทราบค่าสัดส่วน และทราบขนาดประชากร n = N Z2 Ne2 + Z2 p (1 - p) p (1 - p) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


กรณีทราบจ านวนประชากร และต้องการค านวณขนาดของตัวอย่างที่ใช้ในการส ารวจ เพื่อน าไปประมาณค่าเฉลี่ยของประชากร ใช้สูตรดังนี้ n = (CV)2 Z 2 + (N-1) e2 N (CV)2 Z 2 เมื่อ n = จ านวนตัวอย่าง N = จ านวนประชากร Z = คะแนนมาตรฐานที่ระดับความเชื่อมั่นตามที่ก าหนด e = ค่าความคลาดเคลื่อนจากการประมาณค่า CV = สัมประสิทธิ์ความผันแปร 3. การก าหนดขนาดของตัวอย่างโดยใช้ตาราง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


n = (CV)2 Z 2 + (N-1) e2 N (CV)2 Z 2 ค่า Z ที่ระดับความเชื่อมั่น 99 % = 2.58 ค่า Z ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 % = 1.96 ค่า Z ที่ระดับความเชื่อมั่น 90 % = 1.64 3 2 n = 1 + Ne 2 N เมื่อ N มีค่าใหญ่มาก N - 1 จะมีค่าใกล้เคียง N จากค่า Z มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


ตารางส าเร็จที่ใช้สูตรของ Taro Yamane n = 1 + Ne 2 N มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


ตารางส าเร็จรูปของทาโรยามาเน่ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


N n N n 460 210 2,200 327 418 214 2,400 331 1,000 278 9,000 368 5,000 357 100,000 384 ตารางส าเร็จรูปของเครซี่และมอร์แกน มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


ขนาดตัวอย่าง ความคลาด เคลื่อนจากการ สุ่ม ข้อพิจารณาในการก าหนดขนาดของตัวอย่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


ขั้นตอนนี้ผู้วิจัยจะต้องตัดสินใจเลือกเทคนิควิธีการสุ่มตัวอย่าง ที่เหมาะสม เพื่อ น าไปใช้เป็นตัวแทนของประชากรได้ ซึ่งมีอยู่หลายวิธี วิธีการเลือกตัวอย่างแบ่งเป็น 2 วิธีใหญ่ ๆ คือ 1. วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น (Non Probability Sampling) 2. วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบใช้ความน่าจะเป็น (Probability Sampling) 4. เลือกเทคนิควิธีการสุ่มตัวอย่าง (Sampling technique) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


1. วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น (Non Probability Sampling) การสุ่มตัวอย่างโดยไม่ทราบโอกาสที่หน่วยต่าง ๆ ของประชากรจะถูก สุ่มไปเป็นกลุ่มตัวอย่าง การสุ่มแบบนี้ ผู้วิจัยไม่สามารถคาดเดาหรือ ประมาณได้ว่า โอกาสที่แต่ละหน่วยของประชากรเป้าหมายจะถูกสุ่ม มาเป็นตัวอย่างเท่ากับเท่าไร วิธีนี้แบ่งได้ 4 แบบ คือ วิธีการสุ่มตัวอย่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


(การสุ่มตัวอย่างแบบตามความสะดวกหรือแบบบังเอิญ) เป็นการสุ่มตัวอย่างที่อาศัยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูลหรือสุ่ม ตัวอย่างโดยบังเอิญหรือไม่ได้ตั้งใจ ตัวอย่างที่ ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบนี้ จะไม่สามารถน าไปเป็นตัวแทนของประชากรได้ เพราะไม่ได้มีการควบคุม การสุ่มตัวอย่างให้เป็นไปอย่างสุ่ม จึงอาจเกิดความล าเอียงในการเลือก ตัวอย่างขึ้นได้ ดังนั้นผู้ที่จะน าผลการวิจัยที่ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบนี้ไปใช้ ควรจะตระหนักถึงความน่าเชื่อถือของการสุ่มตัวอย่างด้วย 1.1 Convenience or Accidental Sampling มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ร่วมกบั สถาบนั วจิ ยั และพัฒนาสมรรถนะอาชีพประเทศไทย


Click to View FlipBook Version