The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วรรณสาร เล่ม วิลาสวัฒนธรรมถิ่นใต้ ทศศ.๖๑

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by plx12042502, 2021-06-12 15:14:39

วรรณสาร เล่ม วิลาสวัฒนธรรมถิ่นใต้ ทศศ.๖๑

วรรณสาร เล่ม วิลาสวัฒนธรรมถิ่นใต้ ทศศ.๖๑

บอกกล่าวเล่าเร่ือง

บรรณาธกิ าร

สวัสดีผู้อ่านท่ีสนับสนุนวรรณสารฉบับ “วิลาสวัฒนธรรมถิ่นใต้” มาอย่างต่อเนื่อง วรรณสารฉบับน้ี

ยังคงนาเสนอเรื่องราวความเป็นวัฒนธรรม วิถีชีวิต การเป็นอยู่ที่สื่อถึงความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถ่ิน
ของภาคใต้ ผ่านการร้อยเรียงเป็นลายลักษณ์อย่างวิจิตรงดงาม เพ่ือแสดงให้เห็นถึงเสน่ห์ของภาษาไทย
และกล่ินอายของวัฒนธรรมถ่ินใต้ ท่ียังคงเต็มไปด้วยอรรถรส ลีลาวรรณศิลป์ ซึ่งเรื่องราวในวรรณสาร

ฉบบั น้ยี งั คงถกู ถ่ายทอดโดยปลายปากกาของนักศึกษาสาขาวชิ าภาษาไทยเชน่ เดิม
เนือ้ หาสาระของวรรณสารฉบับน้ี ประกอบดว้ ย คอลมั น์สบื เน่ืองจากปก บทความสัมภาษณ์พิเศษ

เสริมสร้างประสบการณ์กับโครงการดี ๆ ปลูกกล้านักวิจัย กด like วรรณกรรม ไขภาษากับไทย
ศิลปศาสตร์ มุมคาร้องมองอย่างนักวิจารณ์ ศิษย์เก่าเล่าเร่ือง ชวนกินชวนเที่ยว เจ้าบทเจ้ากลอน
เกร็ดความรู้ บันทึกภาพในความทรงจา และข่าวประชาสัมพันธ์ เพื่อนาเสนอข้อมูลสาระความบันเทิง

แก่ผอู้ ่าน หวังว่าจะเป็นความรู้และประโยชน์ต่อผูท้ ส่ี นใจ เลง็ เหน็ คณุ ค่าของความเป็นภาษาไทยและคุณค่า
ของวัฒนธรรมถิ่นใต้

สุดท้ายนี้กองบรรณาธกิ ารขอขอบคุณสมาชิกผู้จัดทาวรรณสาร ที่ปรึกษาวรรณสาร รวมท้ังผอู้ า่ น
ทุกท่านที่ใหก้ ารสนับสนุนเปน็ อยา่ งดเี สมอมา

ทีป่ รกึ ษา บรรณาธกิ าร จดั พิมพ์

ผศ.ดร.รุ่งรัตน์ ทองสกุล นางสาวสิริยากร ราโชกาญจน์ นายจักรินทร์ กงั่ แฮ
ผศ.ดร.วรพงศ์ ไชยฤกษ์ นางสาวกรรณกิ าร์ สขุ สมบูรณ์
ผศ.จุฬารตั น์ เสง่ยี ม กองบรรณาธกิ าร นางสาวลภิ าพร ศริ เิ มอื ง
ผศ.ปรดี า เก้ือกอ่ ออ่ น
อ.สุริยา ทองคา นางสาวเบญจรัตน์ ศรีสว่าง ศิลปกรรมปก
อ.พัชราภรณ์ คชนิ ทร์ นางสาวปนิตา ชจู ิต
นางสาววานิสา คาวิจิตร นางสาววาสนา วานิช
พิสูจน์อักษร

นางสาวจุฑามาศ เทพณรงณ์
นางสาวธนั ยาวาท ทองใหม่
นางสาวปวณี น์ ุช อ่อนแก้ว

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถนิ่ ใต้

สารบญั

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถนิ่ ใต้
เดือนกนั ยายน - ธนั วาคม ๒๕๖๓

………………………………………………………………………………………………………………………

เรื่อง หน้า

สืบเนอื่ งจากปก ๑
แดนดินถิน่ งาม ๒
๘ ขนมมงคลของชาวไทยเชอ้ื สายจีนในภูเกต็ ๖
“พ้อต่อ” ประเพณแี หง่ ศรัทธาของชาวภเู ก็ต

บทความสมั ภาษณพ์ เิ ศษ ๑๒
“อนาชดี ” ๑๖
“เงา” จอขาว เลา่ เร่ือง ๑๙
“บอก” ๒๑
“เขาหนา้ ยกั ษ์” ๒๓
เครอ่ื งแกงปา้ ปาน ถ้าทองหลาง
ศาสตร์ศิลป์...มโนราหโ์ รงครู ๒๕
๒๗
เสรมิ สร้างประสบการณ์กบั โครงการดี ๆ ๓๐
การพูดเชิงสรา้ งสรรค์ภาษาไทยถ่ินใต้ : อตั ลกั ษณ์และความหลากหลาย ๓๓
ทางวฒั นธรรม
การประกวดสุนทรพจนอ์ ุดมศึกษาเฉลมิ พระเกียรตพิ ระบรมราชจกั รีวงศ์ ๓๖
“ภาษา ส่อื สาร วกิ ฤตการณ์ COVID- ๑๙”
วิถคี น กบั คติชนวทิ ยา

ปลกู กล้านกั วจิ ยั
ดเิ กยี : บทบาท และภาพสะทอ้ นมิติทางสังคมในประเพณแี ตง่ งาน
ของชาวไทยมุสลมิ อาเภอเกาะยาว จงั หวัดพงั งา

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถน่ิ ใต้

สารบัญ (ตอ่ ) หน้า

เร่อื ง ๔๗
๕๒
กด like วรรณกรรม ๕๗
บทเรยี นชีวติ
กรงกรรม ๖๖
“ครอบครวั เจา้ ปัญหา” ๖๙

ไขภาษากับไทยศลิ ปศาสตร์ ๗๒
ตัง้ ชอ่ื หนังให้โดนใจ เรื่องชิว ๆ แต่ไม่ชิว ๗๖
หลกั การใช้ภาษาไทยในการสอื่ สาร ๘๐
๘๓
มมุ คารอ้ งมองอยา่ งนักวิจารณ์ ๘๖
บาปบริสุทธ์
นางงามตกู้ ระจก ๘๙
ยอดนารีศรีถลาง ๙๒
พลัดพราก
เพลงลกู ทงุ่ ของ ตา่ ย อรทัย ๙๕
๙๗
ศษิ ย์เกา่ เลา่ เร่ือง ๙๙
จากบัณฑิตสาขาวชิ าภาษาไทยในวนั นนั้ สคู่ วามสาเรจ็ ในอาชพี วันน้ี ๑๐๑
บินไกล จากไทยศลิ ปศาสตร์ ๑๐๓
๑๐๕
ชวนกิน ชวนเท่ยี ว
บา้ นหมอกเมืองใต้ แชน่ ้าร้อน ต้มไข่ ณ ปลายพู่ ๑๐๘
เทย่ี วเมอื งคอน เช็คอินวัดไอ้ไข่ ๑๐๘
เทยี่ วชิม ชมเล เเลควายน้อย ๑๐๙
ชา้ งชวนชลิ ๑๐๙
ไออุ่น...ในชนบท ๑๑๐
“ทวั ร.์ ..ก่วั ป่า”

เจา้ บทเจ้ากลอน
ยอดกษตั ริยน์ ักพฒั นไ์ ทย
ศรทั ธาแห่งศาสนาอิสลาม
อายรกั ณ บ้านเรา
เมอื่ พ่อแมแ่ กเ่ ฒ่าชรากาล
คณุ งามความดี

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถ่นิ ใต้

สารบัญ (ต่อ) หน้า

เร่อื ง ๑๑๐
๑๑๑
มหาภยั โควดิ พิษไวรสั ๑๑๑
วิกฤติชาติ สโู้ รคระบาด COVID-๑๙ ๑๑๒
ชาติชีวิต โควดิ -๑๙ ๑๑๒
ผ่าน...COVID-๑๙
คาเปน็ คาตาย ชมิ ชิ ิมิ ๑๑๓
๑๑๗
เกรด็ ความรู้ ๑๒๐
มะโซะยาวี บูดายอ แนแน่ะมอยงั ณ อาเภอยะหา จงั หวัดยะลา ๑๒๒
“บวั หิมะ” ๑๒๔
๕ พืชผักขา้ งบ้าน
ตบวาด ๑๒๖
เห็ด ๑๒๙
๑๓๑
บนั ทกึ ภาพในความทรงจา
“คาฮิต ตดิ ปาก คณาจารย์ ทศศ.” ๑๓๓
บณั ฑติ ป้ายแดง เยอื นถนิ่ สานฝนั ผกู พนั ชาว ทสส. ทศศ.
ภาพจาสดุ ประทับใจในอาเภอ “กะปง” ๑๓๕

ข่าวประชาสมั พันธ์

ผเู้ รียบเรียง

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถิน่ ใต้

แดนดนิ ถ่นิ งาม / ๘ ขนมมงคลของชาวไทยเชอ้ื สายจนี ในภเู ก็ต /
“พ้อต่อ” ประเพณแี ห่งศรัทธาของชาวภเู ก็ต

สืบเนื่องจากปก

แดนดินถน่ิ งาม

แดนดนิ ถิ่นเบ้ืองทกั ษิณา มนต์แห่งบุหงา
ปกั ษ์ใตง้ ามเมืองงามคน เกดิ อทิ ธพิ ล
เดอื นสบิ ถอื กนั
ไทยจนี แขกฝรงั่ อยู่ปน ต่างศาสนา
วฒั นธรรมผสมสมั พันธ์

พอ้ ต่อกินผักสารทวนั
ทงั้ วนั ฮารีรายา

อยรู่ ว่ มแผน่ ดินนานมา
รว่ มสร้างแดนดนิ ถน่ิ งาม

สรุ ิยา ทองคา
ผู้ประพนั ธ์

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถ่ินใต้ หนา้ ๑

๘ ขนมมงคลของชาวไทยเช้อื สายจีนในภูเกต็

เกวลี ส่งศรี

จังหวัดภูเก็ต เป็นจังหวัดหน่ึงอยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย งดงามด้วยสถาปัตยกรรมแบบ
ชิโน - โปรตุกีส ภมู ิประเทศมลี กั ษณะเป็นเกาะ มหี าดทรายทอดยาวสดุ ลูกหูลูกตา นา้ ทะเลใสดจุ แก้วครสิ ตัล
สัตว์โลกใตน้ า้ อุดมสมบรู ณ์ ดงั คาขวญั ประจาจังหวดั ทว่ี ่า “ไขม่ ุกอันดามัน สวรรคเ์ มืองใต้ หาดทรายสีทอง

สองวีรสตรี บารมหี ลวงพอ่ แชม่ ”
ปี ๒๕๕๘ จังหวัดภูเก็ตได้รับการยกย่องจากยูเนสโกว่าเป็นเมืองสรา้ งสรรค์ด้านวิทยาการอาหาร

หรือ Creative Cities of Gastronomy โดยได้รับอนุญาตให้เทศบาลนครภูเก็ตสามารถใช้ช่ือ และตรา
สัญลักษณ์ของยูเนสโกเพื่อการประชาสัมพันธ์ด้านอาหารได้ (เทศบาลนครภูเก็ต, ๒๕๕๘) ทั้งน้ีเน่ืองจาก
อาหารท้องถิ่นภูเก็ตหลายประเภทมีอัตลักษณ์ท่ีโดดเด่น หาทานที่อื่นไม่ได้ เพราะใช้วัตถุดิบท่ีมีเฉพาะ

ในพื้นทจี่ ังหวัดภูเก็ตและเป็นสูตรลับเฉพาะที่ถ่ายทอดผ่านคนในครอบครวั อกี ทัง้ อาหารพน้ื เมืองบางชนิด
ยังเป็นองค์ประกอบสาคัญในประเพณีต่าง ๆ ของชาวไทยเช้ือสายจีนในจังหวัดภูเก็ต วันน้ีผู้เขียนจึงได้

ประมวลความรู้เก่ียวกับขนมมงคลของชาวไทยเชื่อสายจีนในภูเก็ต จากข้อมูลทุติยภูมิปราชญ์ชาวบ้าน
และผ้เู ชี่ยวชาญด้านอาหาร และวฒั นธรรมจนี จากหลาย ๆ แหลง่ มานาเสนอดังตัวอย่างต่อไปนี้

๑. อ่ังกู๊ หรือขนมเต่า เป็นขนมสด มีสีแดง รูปร่าง
เหมือนกับเต่า “อ่ัง” หมายถึง สีแดง เป็นสีแห่งความเป็น

มงคล ส่วน “กู๊” หมายถึง เต่า มีความเช่ือว่าเต่าเป็นสัตว์ท่ีมี
อายุยืน เมื่อนาขนมเต่าไปไหว้องค์เทพเจ้า ก็จะบันดาลให้มี
อายุยืน ขนมอั่งกเู๊ ปน็ ขนมพื้นเมอื งสาคญั ท่ีชาวไทยเชื่อสายจีน

ในจังหวัดภูเก็ตนามาใช้ในประเพณีสารทจีนหรือพ้อต่อ
ซ่ึงเป็นเดือนท่ีชาวจีนถือว่ายมบาลมีการปล่อยภูต ผี

ภาพ : www.wongnai.com/food หรือวิญญาณต่าง ๆ มารับส่วนบุญประจาปี ลูกหลานแต่ละ
ครอบครัวจึงกาหนดให้มีการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ในวันที่ ๑๕

เดือน ๗ จะมีการ “ไป่ป๋ัว” หรือจัดตกแต่งเครื่องเซ่นไหว้ภูตผี และวิญญาณด้วยการทาขนม และแกะสลัก

ผลไม้เป็นรูปสตั ว์ต่าง ๆ

๒. ฮวดโก้ย หรือขนมถว้ ยฟู เป็นขนมสด สีชมพู หรือ ภาพ : www.wongnai.com/food
สีแดง มีลักษณะคล้ายถ้วยเล็ก ๆ แต่นุ่มฟู ความหมายใน
ภาษาจีน “ฮวด” แปลว่า เจริญงอกงาม “โก้ย” แปลว่า ฟู

หรือ ขนมฮวดโก้ย จึงมีความหมายว่า “ขนมแห่งความเจริญ
เฟื่องฟู” ซึ่งขนมฮวดโก้ยนามาใช้ในประเพณีตรุษจีน หรือท่ี

ชาวจีนเรียกว่า เทศกาลฤดูใบไม้ผลิ หรือข้ึนปีเพาะปลูกใหม่
และยังร้จู ักกันในนาม วนั ขึน้ ปีใหมท่ างจันทรคติ ซ่ึงเป็นวนั ขนึ้
ปีใหมต่ ามประเพณีของชาวจีน

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถน่ิ ใต้ หนา้ ๒

๓. ข้าวเหนียวหีบ เป็นขนมท่ีมีลักษณะเป็นข้าว
เหนียวสองสี อัดแน่นผสมเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นขนมท่ีใช้ใน

ง า น แ ต่ ง ง า น เ พ ร า ะ เ ชื่ อ ว่ า สี ที่ ผ ส ม เ ป็ น เ นื้ อ เ ดี ย ว กั น
เปรียบเสมือนคู่บ่าวสาวที่มาจากต่างครอบครวั เม่ือมาอยู่ร่วม

เป็นครอบครัวเดียวกัน หากมีความรักใคร่กลมเกลียว
กอ็ ยู่รว่ มกันไดอ้ ยา่ งมคี วามสขุ

ภาพ : www.phuketemagazine.com

๔. ซีก๊ัวโก้ย เป็นขนมที่มีลักษณะคล้ายผลไม้ตระกูลแตงที่ ภาพ : www.wongnai.com/food

โดนห่ันเป็นชิ้น ๆ “ซีก๊ัว” หมายถึง แตงโม “โก้ย” หมายถึง ฟู
หรอื ขนมสด ซกี ๊ัวโก้ยเปน็ ขนมมงคลที่ใช้ในงานแต่งงานของชาวไทย

เช่อื สายจีนในภูเกต็ เพราะหมายถงึ ความย่งิ ใหญ่ ยศถาบรรดาศกั ด์ิ
และความกลมเกลียวของคู่บ่าวสาวท่ีเปรียบเสมือนความกลม
ของแตงโม

ภาพ : https://talk.mthai.com ๕. ขนมเปยี๊ ะ หรอื ขนมเปีย เปน็ ขนมทที่ าดว้ ยแป้งจีน
ป้ันเป็นทรงกลมแบนเท่าลูกสะบ้าฝักหรือประมาณกาป้ันเด็ก
ใสไ่ สห้ มู หรือ ไส้ถว่ั ซึ่งคาว่า “เปีย๊ ะ” หมายถึง แผ่น หรือบาง

ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจนี ในภูเกต็ เชื่อวา่ ขนมเปีย๊ ะเป็นสญั ลักษณ์
ของความพรั่งพร้อม สมบูรณ์ สมหวัง ความเป็นสิริมงคล

และความสามัคคี ใชใ้ นประเพณกี ารเฉลิมฉลองวนั ขน้ึ ปีใหม่จีน
หรือวันตรุษจีนซึ่งตรงกับ วันขึ้น ๑ ค่า เดือน ๑ จนถึงวันขึ้น
๑๕ คา่ เดือน ๑ (ตามปฏิทนิ จนี )

๖. ตงชิวเปี้ย (ขนมไหว้พระจันทร์) เป็นขนมสดสีขาว ภาพ : www.kuaparen.blogspot.com
มีลักษณะกลมแบน ด้านในมีไส้ทาจากฟักและงาดา ซ่ึงคาว่า “ชิว”
หมายถึง ฤดูใบไม้ร่วง ซ่ึงสัญลักษณ์ของฤดูน้ี คือพระจันทร์

และ “ตง” หมายถึง เหมันต์ฤดู ฤดหู นาว โดยเริม่ ต้นในราวช่วงปลาย
เดอื นเก้าต่อตน้ เดอื นสิบ ภาพสัญลักษณข์ องฤดนู ี้ คือหมิ เหตุท่ีชาวจีน

กาหนดให้พระจนั ทรเ์ ปน็ สัญลักษณป์ ระจาฤดูใบไม้รว่ ง เพราะวา่ ชาวจีน
โดยบรรดาปัญญาชน กวี นักเขียน ต่างมองว่า พระจันทร์ในคืน
กลางฤดูใบไม้ร่วงสวยที่สุด แจ่มจรัสเต็มดวงที่สุดในรอบปี ชาวไทย

เชื่อสายจีนในภูเก็ตเช่ือว่าตงชิวเปี้ยจะนาความเป็นสิริมงคลมาให้
ครอบครัว จงึ นิยมนามาไหวใ้ นประเพณไี หวพ้ ระจันทร์

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถ่ินใต้ หน้า ๓

๗. ขนมอี๋ เป็นขนมท่ีมีลักษณะเป็นเม็ดกลม ๆ เล็ก ๆ

เหมือนบัวลอย มีสีแดง สีชมพู และราดด้วยน้าหวานแทน

น้ากะทิ “อี๋” หมายถึง กลม ชาวไทยเช่ือสายจีนในภเู ก็ตเชอ่ื ว่า

หากนาขนมอ๋ีไปไหว้เทวดา ไหว้เจ้า หรือไหว้บรรพบุรุษจะช่วย

คุ้มครองคนในครอบครัว ด้วยลักษณะกลมของขนมอ๋ี

ส่ือความหมายถึงความกลมเกลียวของคนในครอบครัว

และยังเชอื่ ว่าความสมัครสมานสามัคคใี นหมู่พน่ี ้องจะเป็นกาลัง

สาคัญในการดาเนินชีวิต และการทามาค้าขาย เน่ืองจาก

ภาพ : https://www.tnews.co.th/ ชาวไทยเช้ือสายจีนในภเู กต็ ในอดีตส่วนใหญ่มกั ทางานร่วมกนั
ในเครือญาติ การไหว้ขนมอจ๋ี ึงเปรียบเสมือนการสร้างกาลังใจ

ให้ญาติพี่น้องร่วมแรงร่วมใจกันทางานสร้างฐานะ เป็นเกียรติเป็นศรีแก่วงศ์ตระกูล นอกจากน้ีขนมอี๋

ยังใช้ในประเพณีไหว้ขนมอ๋ี มีธรรมเนียมปฏิบตั ิ ๒ คร้ังใน ๑ ปี คร้ังแรกในวนั ที่ ๑๕ เดือน ๖ เรียกว่า ปั้วนอี ี๋

และเดอื น ๑๑ ของปฏทิ ิน ชาวจีนเรยี กว่า “ตั้งโจยอี๋”

๘. อ่ิวปึ่ง คือ ข้าวเหนียวผัดกับกุ้งแห้ง ปรุงรสดว้ ย ภาพ : www.wongnai.com/food

ซีอิ๊วขาวและซีอ๊ิวดาแบบจีนฮกเก้ียน โรยหน้าด้วยหมูแดง
และหอมเจียว มีไข่ต้มเป็นเคร่ืองเคียง อิ่วป่ึงเป็นภาษา

ฮกเกยี้ นแปลวา่ ขา้ วและน้ามนั อ่วิ ปงึ่ เปน็ หน่งึ ในขนมทีใ่ ช้ใน
พิธีมั่วโง้ยของชาวไทยเช่ือสายจีนในภูเก็ต หรือที่เรียกว่า
การทาพิธีครบเดือน โดยมีความเช่ือว่าครอบครัวไหนที่ลูก

เพง่ิ คลอดครบเดือน พอ่ แมจ่ ะพาเด็กไปทาพธิ ไี หว้พระท่ีศาล
เจ้าด้วยขนมอ่ิวป่ึง เพ่ือขอบคุณเทพเจ้าที่ช่วยประทานเด็ก

มาให้ พรอ้ มท้งั ขอพรให้เดก็ มีสุขภาพรา่ งกายสมบรู ณ์แขง็ แรง
และให้ปลอดภัยจากอนั ตรายทงั้ ปวง

ขนมมงคลพ้ืนเมืองในจังหวัดภูเก็ตยังมีอีกหลากหลายชนิด เพียงแต่ขนมมงคลพื้นเมืองที่ได้
นาเสนอข้างต้นน้ัน เป็นขนมท่ีไดร้ ับความนยิ มนามาใชใ้ นประเพณีของชาวภเู กต็ จานวนมากน่นั เอง

เอกสารอ้างอิง

ขนมแตง่ งาน ความหวานแหง่ ความรกั . (๒๕๖๐). [ออนไลน]์ , เขา้ ถงึ ได้จาก
www.phuketemagazine.com. (๒๕๖๓, ๓๑ พฤศจกิ ายน)

ขนมเปี๊ยะ เปน็ สญั ลกั ษณแ์ ห่งความเป็นสิรมิ งคล ความปรารถนาดีต่อกัน. (๒๕๕๖). [ออนไลน์],

เข้าถงึ ได้จาก https://talk.mthai.com. (๒๕๖๓, ๓๑ พฤศจิกายน)
จรญั แต่บตุ รจุรวี งค์ ผูป้ ระกอบพธิ กี รรมศาลเจ้าปุดจอ้ สมั ภาษณ์เม่ือ (2563), 5 พฤศจกิ ายน.

เทศกาลไหวข้ นมบวั ลอย (เทศกาลตังโจ่ย) มาทาความรู้จักประเพณีไหว้แบบคนไทยเชื้อสายจีน.
(๒๕๖๔). [ออนไลน]์ , เข้าถงึ ไดจ้ าก https://www.tnews.co.th. (๒๕๖๓, ๓๑ พฤศจกิ ายน)

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถน่ิ ใต้ หนา้ ๔

เทศบาลนครภูเกต็ . (๒๕๕๘). [ออนไลน์], เข้าถึงไดจ้ าก
https://www.phuketcity.go.th/news/detail/. (๒๕๖๔, ๙ พฤษภาคม)

บญุ ธรรม สตั ยม์ นั่ ปราชญช์ าวบ้าน สัมภาษณ์เม่ือ (2563), 5 พฤศจกิ ายน.
ปาณศิ รา ชผู ล. (๒๕๕๑). จารึกภาษาจนี . [ออนไลน์], เข้าถึงได้จาก www.phuketdata.net/main.

(๒๕๖๓, ๓๑ พฤศจิกายน)
ผ้จู ดั การออนไลน์. (๒๕๖๑). มาทานขนมอ๋ีในวนั สารทตังโจย่ กัน. [ออนไลน์], เข้าถงึ ได้จาก

www.mgronline.com/china/detail/9610000126384. (๒๕๖๓, ๓๑ พฤศจิกายน)

ผจู้ ัดการออนไลน.์ (๒๕๖๒). ไหว้พระจนั ทรใ์ นอารมณโ์ รแมนตกิ . [ออนไลน]์ , เข้าถงึ ได้จาก
https://mgronline.com/china/detail/9620000088031. (๒๕๖๓, ๓๑ พฤศจิกายน

สมบูรณ์ แกน่ ตะเคียน. (๒๕๕๑). เทศกาลขนมอ๋ี. [ออนไลน์], เข้าถงึ ได้จาก
http://phuketcity.info/default.asp?content=contentdetail&id=17189.
(๒๕๖๓, ๓๑ พฤศจิกายน)

สมหมาย ปนิ่ พทุ ธศิลป์. (๒๕๓๑). ประเพณเี กาะภูเกต็ . พมิ พ์คร้งั ท่ี ๔. ภูเก็ต : ภูเกต็ การพมิ พ์.
หวั หนา้ ผ้คู มุ บอรด์ . (๒๕๔๙). คาจนี ในภาษาไทย ว่าด้วยของกนิ และขนม. [ออนไลน]์ ,

เข้าถงึ ไดจ้ าก https://25904.activeboard.com/t5647366/topic-5647366/.
(๒๕๖๓, ๓๑ พฤศจกิ ายน)
ฮกเก้ียนตงช้วิ หรือ เอ๊ยี วเปย้ี ขนมไหวพ้ ระจนั ทรส์ ไตล์ฮกเก้ยี น. (๒๕๕๙). [ออนไลน]์ ,

เขา้ ถึงได้จาก www.kuaparen.blogspot.com. (๒๕๖๓, ๓๑ พฤศจกิ ายน)
Jukjik. (๒๕๕๙). เปดิ คัมภรี ์ “ปนุ๊ เตโกย้ ” 21 ขนมพ้นื เมอื งภเู กต็ คนภูเก็ตเทา่ น้นั ทรี่ .ู้ [ออนไลน์],

เข้าถงึ ไดจ้ าก www.wongnai.com/food. (๒๕๖๓, ๓๑ พฤศจิกายน)

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถนิ่ ใต้ หน้า ๕

“พ้อต่อ”
ประเพณีแหง่ ศรทั ธาของชาวภเู กต็

ยวิษฐา กาเนิดทอง

“พ้อต่อ” คือช่ือเรียกประเพณีวันสารทจีนของชาวไทยเช้ือสายจีนในจังหวัดภูเก็ต จัดขึ้นในช่วง

เดือน ๗ ตามปฏิทินจันทรคติของจีน โดยเชื่อกันว่าเป็นช่วงเวลาท่ีประตูนรกเปิดออก เพื่อปลดปล่อย
ดวงวิญญาณให้กลับมาเย่ียมและรับส่วนกุศลจากลูกหลานบนโลกมนุษย์ พ้อต่อจึงกลายเป็นเทศกาล
งานบุญท่ีลูกหลานทาบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้บรรพบุรุษ ซึ่งถือปฏิบัติสืบทอดต่อกันมายาวนาน

จนกลายเปน็ ประเพณนี ยิ มจนเรียกไดว้ ่าเปน็ งานประจาปีของชาวภูเก็ต
มิวเซียมไทยแลนด์ (๒๕๕๗) ได้นิยามความหมายของ “พ้อต่อ” ว่าเป็นคาในภาษาจีน

มีความหมายว่า การอนุเคราะห์ผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ยากด้วยการประกอบพิธีบวงสรวง บาเพ็ญกศุ ล
เพ่ืออุทิศอานิสงส์อันเกิดจากการบาเพ็ญน้ันแก่บรรพบุรุษ ญาติพี่น้องผู้ล่วงลับ เป็นการแสดงถึงความ
กตัญญกู ตเวทีของลูกหลาน

ภาพ : https://www.museumthailand.com

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถิน่ ใต้ หนา้ ๖

ประเพณีน้ีชาวภูเก็ตยังคง
ยึดถือช่วงเวลาเดือน ๗ ตาม
ปฏิทินจีนซึ่งตรงกับช่วงเดือน
สิงหาคม – กันยายน ณ ศาลเจ้า
เซ่งเต็กเบ่ว หรือ พ้อต่อก๊ง ซึ่ง
ต้ังอยู่ติดกับโรงเรียนเทศบาลบ้าน
บางเหนียว มกี ารจดั งานประมาณ ๗
วนั ๗ คืน

ภาพ : https://www.museumthailand.com

โดยในงานจะมีพิธีการเซ่นไหว้วิญญาณไร้ญาติท่ีกลายมาเป็นจุดประสงค์หลักของพิธีกรรมใน
ปัจจุบัน สิ่งของที่ใช้ในการตั้งเซ่นไหว้ในสถานท่ีสาคัญของชุมชนต่าง ๆ ประกอบด้วย อาหารคาวหวาน
ผลไม้ต่าง ๆ เช่นเดียวกับการเซ่นไหว้บรรพบุรุษในเทศกาลตรุษจีน แต่มีความแตกต่างตรงท่ีมีอาหาร
จานวนมากกว่า และอาหารที่ขาดไม่ได้คือ ขนมเต่าสีแดง ด้วยมีความเช่ือว่า เต่าเป็นพาหนะแห่งสวรรค์
มีอายยุ ืนยาว สามารถนาพาผู้คนข้ามแดนทุรกนั ดาร จนลว่ งพน้ จากความทุกข์ยากทัง้ ปวงได้

ขนมเต่าสีแดง หรือ
ท่ีเรียกว่า “อ่ังกู๊” เรียกได้ว่า

เป็นสัญลักษณ์ของประเพณี
พ้ อ ต่ อ ท่ี ลู ก ห ล า น น า ม า
เซ่นไหว้ โดยทาจากแป้งสาลี

ผสมน้าตาล บางตัวก็ทาจาก
ขา้ วเหนยี ว หรอื วตั ถดุ ิบอนื่ ๆ

ตามความสะดวกของลูกหลาน
ข น า ด เ ล็ ก บ้ า ง ใ ห ญ่ บ้ า ง
จากนั้นก็ทาสีทับด้วยสีแดง

ซึง่ เปน็ สีแห่งความโชคดี

ภาพ : https://www.museumthailand.com

คนจีนเชื่อว่าเต่าเป็นสัตว์อายุยืน การทาพิธีต่าง ๆ จึงนิยมนาเต่ามาเป็นส่วนหน่ึงของพิธี
บนกระดองก็จะเขยี นคาอวยพรท่ีเปน็ มงคลไว้ เมือ่ ไหว้เสร็จก็นามารับประทานเพ่ือความเป็นสิริมงคลของ

ตนเองและครอบครวั อยา่ งไรก็ตาม การทาบุญเซ่นไหว้ดวงวิญญาณในลักษณะนี้ไมไ่ ด้มีเฉพาะภเู ก็ตเทา่ น้ัน
แต่ยงั ปรากฏในกลมุ่ จีนโพน้ ทะเลอื่น ๆ ดว้ ย เชน่ ชาวจนี ในหมู่เกาะเผงิ หู ประเทศไตห้ วัน ที่มรี ากเหง้าทาง

วัฒนธรรมมาจากชาวจีนฮกเกี้ยนเช่นเดียวกับภูเก็ต โดยมีการทาขนมเต่าตัวใหญ่ หรือนาเครื่องเซ่นไหว้
ต่าง ๆ มาเรียงเป็นรูปเต่า ในพิธีเซ่นไหว้ดวงวิญญาณและบรรพบุรุษ ด้วยความเชื่อว่า “เต่า” จะเป็น
พาหนะนาพาของเซน่ ไหวต้ า่ ง ๆ ไปสู่โลกแห่งวิญญาณ

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถนิ่ ใต้ หน้า ๗

. ดังน้ัน ขนมเต่าสีแดงหลากหลายขนาด จึงกลายเป็นอาหารที่ขาดไม่ได้ในประเพณีพ้อต่อ
เปรยี บเสมอื นสอื่ กลางในการส่งของเซ่นไหว้ รวมถึงส่งความรักและความกตัญญขู องลกู หลานชาวจีนภูเก็ต

ไปสู่บรรพชน ตลอดจนวิญญาณพี่น้องชาวจีนไร้ญาติท่ีเดินทางมาแสวงหาชีวิตใหม่ในภูเก็ต (สานักงาน
วฒั นธรรมจังหวัดภูเกต็ , ม.ป.ป.)

ภาพ : https://www.museumthailand.com

เอกสารอ้างอิง
มิวเซยี มไทยแลนด์. (๒๕๕๗). ประเพณพี ้อต่อ. [ออนไลน]์ , เข้าถึงได้จาก

https://www.museumthailand.com. (๒๕๖๓, ๒๙ พฤศจิกายน).
ร้านอาหารภูเกต็ ท่พี กั ภูเกต็ ฯ. (๒๕๖๓). งานผ้อตอ่ ภูเก็ต. [ออนไลน]์ , เขา้ ถึงได้จาก

https://www.phuketbulletin.co.th. (๒๕๖๔, ๔ มกราคม).
สานกั งานวัฒนธรรมจงั หวดั ภูเกต็ . (ม.ป.ป.). งานพ้อต่อภเู ก็ต. [ออนไลน]์ , เข้าถงึ ได้จาก

https://www.province.m-culture.go.th. (๒๕๖๓, ๓๑ พฤศจกิ ายน).
sanook. (๒๕๕๙). “ประเพณีพ้อตอ้ ” ประเพณีแหง่ ศรทั ธา...หน่ึงเดยี วในภเู ก็ต. [ออนไลน]์ ,

เขา้ ถึงไดจ้ าก https://www.sanook.com. (๒๕๖๔, ๓ มกราคม).

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถ่ินใต้ หนา้ ๘

“อนาชีด” / “เงา” จอขาว เลา่ เร่อื ง / “บอก” /
“เขาหน้ายักษ์” / เครื่องแกงป้าปาน ถา้ ทองหลาง /

ศาสตรศ์ ิลป์...มโนราหโ์ รงครู

บทความ
สมั ภาษณ์พเิ ศษ

“อนาชดี ”

นตี า มซู อ

หลายคนคงสงสัยว่า “อนาชีด” คืออะไร มีความสัมพันธ์กับชาวไทยมุสลิมอย่างไร สามารถ
สะท้อนสังคมไทยมุสลิมอย่างไรบ้าง บทความต่อไปนี้จะเป็นกุญแจไขข้อสงสัยให้ผู้อ่านทราบและเข้าใจ

เกี่ยวกบั “อนาชดี ” โดยนกั ปราชญ์ หรอื ผู้นาทางศาสนาอสิ ลาม “นายมะเซง็ เจะอาแว”

นายมะเซง็ เจะอาแว
ผู้นาศาสนา

อนาชีดคอื อะไรคะ

อนาชีดเป็นคาภาษาอาหรับ ‫ أناشید‬แปลว่า “บทลานา หรือการขับร้อง” เป็นรูปแบบของเพลง
ในอิสลาม นับเปน็ การถ่ายทอดความรู้ และการเผยแผ่ศาสนาผา่ นบทเพลง โดยมวี ตั ถุประสงค์เพอ่ื สง่ เสริม
ให้ชาวไทยมสุ ลิมทุกคนทาความดีต่อทกุ สง่ิ ท่ีพระผู้เป็นเจา้ ได้สรรค์สรา้ งขน้ึ ในจกั รวาลนี้ อกี ทั้งเพลงอนาชีด
ยังสะท้อนในแง่มุมต่าง ๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหาเก่ียวกับศาสนา การทาความดี การตักเตือน
การช่นื ชมพระเจ้า เปน็ ตน้ เพือ่ เป็นการถา่ ยทอดเรือ่ งราวจากชนกลุ่มหนงึ่ ไปสู่อกี กลุ่มหน่งึ อย่างลกึ ซงึ้ ทง้ั ยงั
เป็นการอนรุ กั ษป์ ระเพณีวฒั นธรรมของชาวไทยมสุ ลมิ ให้คงอยูส่ ืบไป

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถ่ินใต้ หน้า ๙

เพลงอนาชดี มีความสัมพนั ธก์ ับชาวไทยมุสลิมอย่างไร

แท้จรงิ แล้วเพลงอนาชีดมีความสัมพนั ธ์กับชาวไทยมุสลิมตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบนั และเปน็ ที่นิยม
อย่างมากของกลุ่มชาวไทยมุสลิมในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเนื้อเพลงอนาชีดมักสะท้อนถึง

หลักคาสอนของศาสนามุ่งเนน้ ให้คนทาความดี ละเว้นจากความชั่ว ยึดม่ันอยู่ในศีลธรรมอันดีงาม มีความ
ศรัทธาต่อพระเจ้าองค์เดียว รวมไปถึงประเพณีของชาวไทยมสุ ลิมด้วย ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เพลงอนาชีดเปน็
สมบัติทางวัฒนธรรมคาสอนศาสนาทีส่ าคัญของชาวไทยมุสลิมทว่ั โลก

เพลงอนาชดี สามารถใชเ้ ครื่องดนตรีประกอบไดห้ รอื ไม่

ตามหลักศาสนาอิสลามจริง ๆ แล้ว การฟังเสียงเพลงหรือดนตรีถือว่าเป็นส่ิงต้องห้ามเด็ดขาด
แต่เดิมเพลงอนาชีดไม่มีดนตรีประกอบ เป็นการขับร้องเด่ียวหรือร้องสด แต่ภายหลังได้มีการพัฒนา

เล่นกลองดุฟ หรือเรียกว่า รามะนา ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่ศาสนาอนุญาต แต่ห้ามใช้เครื่องดนตรีเหมือน
เพลงไทยท่ัวไป อีกทั้งได้เพ่มิ วธิ กี ารร้องให้มีรูปแบบการประสานเสียงด้วย

เพลงอนาชดี แต่เดิมมาจากประเทศใด และภาษาใด

เพลงอนาชีดเดิมมาจากประเทศซาอุดิอาระเบีย เน้ือเพลงเป็นภาษาอาหรับ แต่ปัจจุบันได้มี
การดัดแปลงเน้อื เพลงและทานองตามยุคสมัย มีทัง้ ภาษาอาหรบั ภาษามลายู รวมถึงภาษาไทย ท้งั น้ีข้นึ อยู่
กับผู้แต่งว่าจะแต่งด้วยภาษาใด นอกจากนี้เพลงอนาชีดยังมีความโดดเด่นอีกประการ คือ การใช้ภาษา

ในการแตง่ เพลงท่ีสะท้อนให้เห็นถึงความงามของศิลปะการใช้ภาษา ซ่ึงเปน็ ภาษาท่เี รียบง่าย ตรงไปตรงมา
ไม่สลับซับซ้อน แต่มีความหมายที่ลึกซ้ึงกินใจผู้ฟัง และก่อให้เกิดสุนทรียภาพที่ทาให้ผู้ฟังเกิดจินตนาการ

คลอ้ ยตาม

ยกตวั อย่างเพลงอนาชีด เพื่อเป็นตวั อยา่ งให้กบั คนท่ยี งั ไมร่ จู้ กั

ตวั อย่างเพลงที่มีการดดั แปลงเปน็ ภาษาไทย คือ “เพลงไกลบ้านไกลศรทั ธา” มีข้อความตอนหนึง่ ว่า

“…เม่อื อารมณป์ รารถนาเขา้ มาบังตา ตระเวนราตรีหลงไปกับแสงสีสดใส
เมอื่ ถกู ใจใครกจ็ ับมือไปร่วมอยู่กิน จานนต่อความรัก ยอมเปน็ ทาสของความใคร่
รู้ดีวา่ ซีนาอยแู่ ก่ใจ แต่กท็ าลงไปตามอารมณ์…”

จากเน้อื เพลง “ไกลบา้ นไกลศรัทธา” ข้างตน้ สะท้อนให้เห็นถงึ คาสอนของศาสนาอิสลาม เร่อื งการผิด
ประเวณที ถ่ี า่ ยทอดผ่านคาว่า “ซนี า” ศาสนาอสิ ลามมีข้อห้ามในเร่ืองการผดิ ประเวณี ไม่วา่ จะเปน็ การจับมือ

การกอด การจูบ การอยู่ร่วมกันก่อนแต่งงาน การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน แม้แต่การคิดว่าจะทาในส่ิงท่ี
ผิดประเวณีก็ถือวา่ บาปในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งการกระทาขา้ งต้นถือวา่ มคี วามผิดเป็นบาปใหญ่ จะเห็นได้วา่

ในปัจจุบันคนในสังคมประสบกบั เรอื่ งชู้สาว การผิดประเวณี การหย่าร่าง อันนาไปสู่ครอบครัวที่แตกแยก
และเกิดเป็นปัญหาทางสังคมในท่ีสุด ด้วยเหตุน้ีศาสนาอิสลามจึงเข้มงวดกับเร่ืองการผิดประเวณี
เพ่ือป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาท่ีตามมา คาสอนเรื่องนี้จึงเป็นเร่ืองท่ีต้องห้ามเด็ดขาด ซึ่งความรักของมนษุ ย์

โดยส่วนใหญ่ข้ึนอยู่กับความพอใจของตนเอง เอาความถูกใจ เป็นหลักมากกว่าจะใช้ความถูกต้อง
และความเห็นใจในการตัดสิน บางคนท่ีหลงไหลไปในทางท่ีผิด ยอมทาทุกอย่างแม้กระทั่งยอมเป็นทาสคน

เพ่ือตอ้ งการความรักจากคน ๆ เดียว โดยท่ไี มไ่ ด้คดิ ถึงเรอ่ื งของการผดิ ประเวณี

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถ่ินใต้ หน้า ๑๐

จากเพลง “ไกลบ้านไกลศรัทธา” ข้างต้น มีการใช้ภาษาอาหรับเข้ามาปะปนกัน คาว่า “ซีนา”
แปลว่า “การผิดประเวณี ทาในสิ่งที่ไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติของอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นการมีเพศสัมพันธ์

การมองการอยู่ร่วมกันระหว่างชาย - หญิงก่อนแต่งงาน เป็นต้น” การซีนาจะมี ๒ ลักษณะด้วยกันคือ
การซีนาในเชิงนามธรรมกับการซนี าในเชิงรูปธรรม การซีนาในเชิงนามธรรม เช่น การมองดูเพศตรงขา้ ม

ด้วยอารมณ์ การสัมผัส เป็นต้น ส่วนการซีนาในเชิงรูปธรรมเป็นการมีเพศสัมพันธ์ท่ีไม่ถูกต้องตาม
บทบัญญัติของศาสนาอิสลาม ซึ่งการกระทาเหล่านล้ี ้วนเปน็ การซนี าท้ังสน้ิ

กลา่ วโดยสรุปได้วา่ “อนาชีด” เปน็ บทเพลงท่ีมนุษยแ์ ตง่ ข้นึ โดยนาเอาความจริงท่ีเกิดข้นึ ในสังคม

สอื่ ผ่านกลวิธกี ารใช้ภาษาท่งี ดงาม และแฝงไปด้วยแง่คดิ คาสอนของศาสนาอิสลาม ความโดดเด่นของภาษาที่
มีการใช้ภาษาไทยประสมกับภาษาอาหรับ ซ่ึงมีความหมายท่ีลึกซง้ึ กนิ ใจ ทาให้ผู้ฟังรู้สึกคล้อยตามไปกับบท

เพลง ก่อให้เกิดสุนทรียภาพท่ีทาให้ผู้ฟังเกิดจินตนาการคล้อยตามไปกับเน้ือหา ฉะน้ันแม้ว่าเพลงอนาชีด
จะมีการดัดแปลงไปตามสภาพสังคมท่ีเปล่ียนแปลงไป แต่ศาสนายังคงมีบทบาทสาคัญที่ทาให้สมาชิกใน
สังคมยึดถือปฏิบัติ จึงไม่น่าแปลกใจท่ีเพลงอนาชีดเป็นเครื่องมือในการเผยแผ่ศาสนาอิสลามสู่มวล

มนุษยชาตเิ ป็นสิง่ ทด่ี ีงามสามารถโน้มนา้ วใหผ้ ้คู นศรทั ธาในศาสนาอสิ ลาม และปฏบิ ตั ติ นสคู่ วามดี

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถิน่ ใต้ สัมภาษณ์ : นายมะเซง็ เจะอาแว
ผู้สมั ภาษณ์ : นางสาวนตี า มซู อ
วนั ท่ีสัมภาษณ์ : ๑๗ ธนั วาคม ๒๕๖๓

หนา้ ๑๑

“เงา” จอขาว เล่าเรอื่ ง

ฉัตฑรกิ า กิจผดงุ

นายนฐั พงศ์ ชมุ พงศ์
หนังยอดทอง อ้ายลกู หมี

หนังตะลุง เป็นศิลปะการแสดงท่ีเป็นเอกลักษณ์อย่างหน่ึงของชาวใต้โดยเฉพาะชาว
นครศรีธรรมราช “หนังปฐม อ้ายลูกหมี” เป็นคณะหนังตะลุงท่ีถือว่าเป็นตานานการแสดงหนังตะลุงที่
ได้รับความนิยมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีนายปฐม มุสิกะเป็นหัวหน้าคณะซึ่งถือว่าเป็นบรมครูแห่ง
วงการหนงั ตะลุง ปัจจุบันเสียชีวิตลงแล้ว แต่ยังมีบรรดาลูกศิษยท์ ่ียังคงสืบสาน และถ่ายทอดการเล่นหนงั
ตะลงุ จนถึงทุกวันนี้ ผู้เขียนในฐานะลกู หลานชาวนครศรีธรรมราช จงึ พาทกุ คนมารู้จักกบั ลูกศิษย์คนสาคัญ
ของหนังปฐม อ้ายลูกหมี ผู้ท่ีมีความหลงใหลในการแสดงหนงั ตะลุงต้ังแต่เด็ก จนปัจจุบันตั้งเป็นคณะหนัง
ตะลงุ “หนังยอดทอง อา้ ยลกู หมี”

สวสั ดีคะ่ .....แนะนาตัวใหเ้ พ่อื น ๆ
ร้จู กั กนั หนอ่ ยคะ่

สวัสดีครับ ผมนายนัฐพงศ์ ชุมพงศ์ นักศึกษา
ชั้นปีท่ี ๓ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ
นครศรีธรรมราช ผู้ซึง่ หลงรกั และสบื ทอดวัฒนธรรมอัน
ดีงาม วันน้ีจะมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหนังตะลุงให้
ผู้อ่านได้เปิดโลกทัศน์ต่อมรดกทางวัฒนธรรมของชาว
ใต้กันครับ

จดุ เร่มิ ตน้ ... ในวงการ หนงั ตะลุง เริม่ ขนึ้ ไดอ้ ย่างไรคะ

เริ่มจากการได้รู้จักกับหนังปฐม อ้ายลูกหมี ต้ังแต่ตอนเรียนอย่ปู ระมาณชั้น ป.๔ - ป.๕ รู้สึกชอบ
จึงได้ขอเป็นศิษย์และติดตามไปแสดงในทต่ี า่ ง ๆ จากนน้ั จงึ ได้เรม่ิ เรียนรู้ศลิ ปะการแสดงหนังตะลงุ เรมิ่ ออก
รูปฤาษี ปลายหน้าบท เล่นเคร่ืองดนตรี ทับ โหม่ง ปี่ การกล่าวบทต่าง ๆ จนพัฒนามาเป็นนายหนงั ตะลงุ
ซง่ึ ปัจจบุ นั ในแต่ละเดอื นรับงานแสดงไมน่ ้อยกวา่ ๒๐ คนื ครับ

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถ่นิ ใต้ หนา้ ๑๒

“การเรยี น” หนงั สอื ควบคู่ “การเล่น” หนังตะลุง...แบง่ เวลาอยา่ งไรคะ

แบ่งเวลาในการเรียน คือ ถ้าไปเรียนไม่ไหวก็ใช้วธิ ขี องานจากอาจารย์ แต่ยังไงก็ตอ้ งไปเรียนก่อน
เพราะการเรียนสาคัญมากจงึ ตอ้ งแบ่งเวลาใหไ้ ด้ครับ

“ความเช่อื ”...ในการแสดงหนงั ตะลุงมีอะไรบา้ งคะ

การแสดงหนงั ตะลงุ จะมีความเชอ่ื ควบคู่อยู่ตลอดการแสดง แตว่ ันนี้ผมจะพดู ถงึ ความเช่ือเร่อื งใน
การตัง้ โรง และการเปดิ โรงครับ

การต้งั โรง...
ความเชื่อเรื่องการต้ังโรงหนงั ตะลุง เริ่มจากการข้ึนโรง ๔ เสา หน้าโรงหนังตะลุง หนังจากนั้นตัง้
อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการแสดง โดยเฉพาะแผงหนังตะลุง ต่อมาทาพิธีเบิกโรงโดยคณะเจ้าภาพ ใช้หมาก
๓ คา เทียน ๑ เล่ม ธูป ๓ ดอก เงิน ๓๙๙ เหล้าขาว ๑ ขวด บุหรี่ ๑ ซอง ดอกไม้ ๓ ดอก ต่อด้วยการ
ทอ่ งคาถา เร่มิ จากการไหว้ครู เบิกโรงครู โดยนาเคร่ืองใช้หรอื สิ่งของทเ่ี จ้าภาพนามาใหน้ ายหนงั ทาพิธีไหว้
ครูมาไหว้ ต่อด้วยการขอขมาอาจารย์ ใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่า ๑ ผืน การไหว้ครูจะทาทุกคร้ังที่เร่ิมเล่น
หนงั ตะลงุ โดยมากจะเลน่ ในงานมงคล ประเภทงานบวช งานข้ึนบ้านใหม่ หรอื งานแกบ้ น เปน็ ต้น

การเปิดโรง....
การเปิดโรงจะทาต่อจากเมื่อไหว้ครูเสร็จ ข้ันตอนแรกก็จะมีการออกฤาษีก็จะออกในทางขวามอื
ของนายหนงั ก่อน ๒ คร้ัง ออกคร้ังที่สองจะออกมานาดแขน แล้วเร่ิมออกทางซา้ ย นอกจากน้ันจะออกไป
ทางซ้ายหรือขวาแล้วแต่คณะหนงั ตามจังหวะเครือ่ งดนตรี แต่ในสมัยก่อนมีการเชดิ ฤาษฉี ิวปู หรอื อกี อยา่ ง
หนงึ่ เรยี กวา่ ฤาษเี หยียบ ๓ กล่มุ ปจั จบุ นั ถา้ ไมม่ ีพธิ ีกรรมกจ็ ะตัดใหส้ นั้ ข้ึนโดยการแสดงใหร้ วบรัดข้ึน ตอ่ มา
เป็นการออก พระอิศวร เป็นการร่ายราพระอิศวรทรงโค ซึ่งถือเป็นคติของพรามหณ์หรือเทพเจ้า เพราะ
เชื่อว่าหนังตะลุงมาจากอินเดีย จากนั้นออกปรายหน้าบทหรือรูปกาดเป็นตัวแทนนายหนังออกมาว่าบท
ออกมาขอบคุณ ทาความเคารพ ขอบคุณเจ้าภาพ ส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ เจ้าที่ต่าง ๆ ว่าบทในฉาก ๑ ครั้ง บางหนงั
ตะลงุ ตัดในฉากออกว่าเปน็ หน้าบทออกเปน็ รูปที่หน้าจอ สมยั ก่อนปรายหน้าบทเป็นรูปทย่ี าวมาก จากน้ัน
เป็นการออกเร่ือง ส่วนมากใช้รูปหนังตะลุงเป็นรูปตลก เช่น ทนายขวัญเมือง หรือนายพูนแก้ว มาบอก
เรื่องราวทีจ่ ะเลน่ ในคนื นี้ ออกเจ้าเมืองนามเมอื ง หรอื เรยี กว่าการตงั้ เมอื งกอ่ นทจ่ี ะแสดง จากนนั้ กแ็ สดงไป
เรื่อย ๆ ตามเนือ้ เร่ืองจนกวา่ จะหมดเวลา

สมาชิก...คณะหนังตะลุงมสี มาชกิ อย่างนอ้ ยก่ีคนคะ

หนังตะลุง ๑ คณะ จะมีสมาชิกประมาณ ๑๐ กว่าคน แต่ละคณะจะไม่เท่ากัน ปัจจุบัน
มีการปรับเปล่ียนไปโดยในสมัยก่อนนายหนังต้องมีเครื่องเอง มีตัวหนังเอง รถหกล้อเอง แต่ปัจจุบันเป็น
ธุรกิจลูกคู่ ถ้ามีการแสดงจะเช่าเคร่ืองที่เป็นทีมงาน และรอให้นายหนังติดต่อไป แต่ถ้าพูดถึงความผูกพนั
ในสมัยก่อนจะมีความผูกพันกว่าครับ เพราะไปไหนไปด้วยกัน ไปนอนวัดบ้าง นอนบ้านเจ้าภาพบ้าง
ความผกู พนั ความเป็นมิตรภาพจึงแตกตา่ งกันกบั วิถใี นปัจจบุ ัน

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถิน่ ใต้ หน้า ๑๓

ตัวละครสาคัญ...ในหนงั ตะลงุ มใี ครบา้ งคะ

ฤาษี ใช้ทาแสดงเพ่ือการบูชาครู ผู้ประศาสตร์
วิชาให้กับนายหนังตะลุง แสดงถึงการเคารพบรรพบรุ ษุ
ส่ิงศักดิ์สิทธิ์ ครูหมอหนังตะลุง หรือบุคคลท่ีอบรบสั่ง
สอนเราทัง้ ท่ยี งั มีชีวติ และท่ลี ่วงลับไปแลว้

ต้ังเมือง คือการเอารูปเจ้าเมือง
นางเมือง ผู้ที่ปกครองเมืองในแคว้นต่าง ๆ
เปน็ ตวั หลักในการดาเนินเรอื่ ง

หนูนยุ้ ไอ้เทง่ เป็นการสรา้ ง

สี สั น ใ ห้ กั บ เ ร่ื อ ง ที่ จะ เล่น
มีเอกลักษณ์คือจะตลกขบขัน
เป็นชาวบ้านธรรมดา

เครอื่ งดนตรี.... “อดตี ” กับ “ปัจจุบนั ” มีความแตกตา่ งกนั ไหมคะ

เคร่ืองดนตรีที่ใช้มีความแตกต่างกัน โดยสมัยก่อนจะมีเครื่องดนตรีหลัก ๆ ๕ ชนิด ประกอบดว้ ย
โหม่ง ฉ่ิง กลองทัด กลองตุ๊กหนังตะลุง และทับ เป็นวงป่ีพาทย์ชาตรี บางคณะนาซออู้ ซอด้วงมาเล่น

โดยปัจจุบันมกี ารนาเครอื่ งดนตรีสากลมาเสริมครับ เชน่ นาเบส นากีต้ารม์ าใช้ การนาเคร่อื งเสียงเมื่อก่อน
มกี ารใช้โทรโขง่ อยู่และสมยั นมี้ ีการเพิม่ น้าหนักของเสียงเพมิ่ ขนึ้ เพ่อื เปน็ ท่ตี ดิ ใจของผ้ชู ม

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถ่นิ ใต้ หนา้ ๑๔

วถิ กี ารเล่นหนงั ตะลงุ ... “อดตี ” กบั “ปจั จุบนั ” มีการเปลี่ยนแปลงไหมคะ

ในสมัยก่อนมีการข้ึนโรง กล่าวคาถาอาคม หรือเรียกว่าหนวดราม (เชือกที่มัดระหว่างผ้ากับโรง
เหล็ก) เป็นการทาให้คู่ต่อสู้หรือคู่แข่งได้รับข้อเสีย เช่น เสกตะเกียงให้ดับ หรือเสกผีให้มาน่ังดูหน้าโรง
ทาใหผ้ ู้คนไม่สามารถดูหนังตะลงุ ได้ จะเร่ิมเลน่ ประมาณ ๒ ทุ่ม จนฟ้าสร่างข้ึน จะมเี คร่ือง ๕ เครอ่ื งหลัก ๆ
ประกอบดว้ ยโหมง่ ฉง่ิ กลองทัด กลองตุ๊กหนังตะลงุ และทบั เปน็ วงป่ีพาทยช์ าตรี โดยในการเล่นหนังตะลุง
เล่นเฉพาะในเรื่องจักร ๆ วง ๆ เร่ืองภูตผีปีศาจ ส่ิงเหนือธรรมชาติ แต่ปัจจุบันไม่ได้มีคาถาอาคมอะไร
ชว่ งเวลาในการเล่นหนังกส็ ั้นลง มีการดัดแปลงรปู หนงั ตะลงุ เป็นหนา้ นายหนังเองก็มี มีการนาเคร่ืองดนตรี
สากลมาเสริมครับ เชน่ นาเบส นากตี าร์มาใช้ ในการเลน่ หนังตะลงุ ปจั จบุ ันจะไปตามสถานการณ์บา้ นเมือง
ทเ่ี กดิ ข้ึน อย่างเช่น การล้อการเมือง การลอ้ เศรษฐกิจ เป็นตน้

การอนุรกั ษ์หนงั ตะลงุ ...ฝากเปน็ ขอ้ คิดสาหรบั เยาวชนรุน่ หลงั คะ่

ปัจจุบันการเล่นหนังตะลุงเปล่ียนไป หนังตะลุงไม่ได้รับนิยมเหมือนเมื่อก่อน อาจจะเพราะคนใน
ปจั จบุ ันมกี ารละเล่นอ่ืน ๆ ท่นี ่าสนใจกว่าหนังตะลุง ซ่งึ เปน็ สง่ิ ท่ไี ม่สามารถบงั คับกนั ได้ นอกจากคนที่ชอบ
หนังตะลุงจริง ๆ ที่ยังคงติดตามการเล่นหนังตะลุง หากจะให้ฝากถึงผู้อ่าน อยากจะฝากให้คนรุ่นใหม่
อนุรักษ์สงิ่ เก่า ๆ ไม่ใชเ่ ฉพาะหนังตะลุง แต่รวมถงึ การละเล่น พิธกี รรม หรอื ความเช่อื อื่น ๆ เพราะปัจจุบัน
วัฒนธรรมตะวันตกเข้ามาแทนที่ทาให้วัฒนธรรมของไทยถูกกลืนกิน และผสมกลมกลืนไปกับวัฒนธรรม
ตะวนั ตก

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถ่นิ ใต้ สัมภาษณ์ : นายนฐั พงศ์ ชุมพงศ์
ผู้สมั ภาษณ์ : นางสาวฉตั ฑรกิ า กิจผดงุ
วนั ท่สี มั ภาษณ์ : ๑๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓

หนา้ ๑๕

“บอก”

สริ ยิ ากร อ่อนศรโี รจน์

นางปราณี ออ่ นศรโี รจน์
ปราชญ์ชาวบ้าน

ตาบลลาภี อาเภอท้ายเหมือง

เพลงบอก ถือเป็นการละเล่นอย่างหน่ึงของคนในภาคใต้ ส่วนใหญ่พบในแถบจังหวัดชุมพร
สรุ าษฎร์ธานี นครศรธี รรมราช ตรัง และสงขลา ในอดตี เพลงบอกเปน็ เพลงทน่ี ยิ มเล่นกันอยา่ งแพรห่ ลายใน
วันสารทเดือนสิบ นอกจากเพื่อความสนุกเพลิดเพลินแล้ว ยังมีเพ่ือเป็นกระบอกเสียงให้ชาวบ้านรับรู้ว่า
จะมีงานบุญเกิดข้ึน เพราะเพลงบอกใช้เป็นเพลงในการบอกบุญกุศล โดยปัจจุบันยังคงมีผู้เฒ่าผู้แก่ที่
เช่ียวชาญเกี่ยวกับ “เพลงบอก” อยู่บ้าง และถึงแม้ว่าจังหวัดพังงาไม่ได้ข้ึนชื่อเร่ืองเพลงบอกมากนักก็ตาม
แต่ยังพอมีผู้รู้ด้านน้ี วันน้ีผู้เขียนจึงพาทุกคนมารู้จักกับนางปราณี อ่อนศรีโรจน์ ปราชญ์ชาวบ้านตาบลลาภี
อาเภอท้ายเหมือง จงั หวัดพงั งา ลองตดิ ตามดูนะคะว่าเพลงบอกท่ีจงั หวัดพังงาจะมีความน่าสนใจขนาดไหน

ต้นกาเนดิ หรอื จดุ เริ่มต้นของเพลงบอกในตาบลลาภี มาจากไหนคะ

แรกเร่ิมเดิมที เพลงบอกไม่ได้มีอยู่ในจังหวัดพังงา จะพบอยู่แถวจังหวัดตรัง นครศรีธรรมราช
และสงขลา แตใ่ นสมยั กอ่ นเนิ่นนานมาแล้วตั้งแตส่ มยั บรรพบุรุษ ปู่ยา่ ตายายไดเ้ ล่ากันว่าเพลงบอกทรี่ ้องกัน
อยใู่ นปัจจบุ นั มีต้นกาเนิดมาจากชาวเล หรือทเี่ ขาเรียกตวั เองว่าชาวน้า หรอื ชาวไทใหม่ ได้มารอ้ งเร่ียไรเงนิ
จากชาวบ้านในตาบลลาภีช่วงเทศกาลวันสารทเดือนสิบเพื่อบอกบญุ กับชาวบ้าน โดยเงินที่ได้จากการรอ้ ง
เพลงบอกนี้จะนาไปทาบญุ เพราะวา่ การรอ้ งเพลงบอกถือเป็นประเพณีท่สี บื ทอดต่อกนั มาของคนกลุม่ น้ี

เพลงบอกเข้ามามบี ทบาทในตาบลลาภไี ด้อยา่ งไร ?

จากทีเ่ ขาเล่าตอ่ ๆ กนั มา คนแต่แรก หรอื คนสมัยก่อนได้จดจาวธิ ีการร้องเพลงบอกมาจากชาวเล
ตัง้ แต่รุ่นบรรพบรุ ุษแลว้ ก็มารอ้ งต่อ ๆ กนั มา นบั ไดว้ า่ เพลงบอกในตาบลลาภีมีมานานตั้ง ๑๐๐ กว่าปแี ลว้
เปน็ ประเพณีทส่ี บื ทอดกันมาร่นุ ต่อรุ่น อาจเรียกได้ว่าเพลงบอกทน่ี ยิ มรอ้ งในตาบลลาภไี ดร้ บั การสืบทอดมา
จากชาวเล และรอ้ งกันเฉพาะชว่ งเทศกาลวนั สารทเดือนสบิ เทา่ น้นั เพ่ือเป็นการบอกบุญใหก้ ับชาวบา้ นวา่

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถิ่นใต้ หน้า ๑๖

เร็ว ๆ นจ้ี ะมีการทาบุญใหญ่ให้แกบ่ รรพบุรษุ เงนิ ทไ่ี ด้จากการรอ้ งเพลงบอกก็จะนาไปทาบญุ ท้งั หมด
เชน่ เดียวกับทช่ี าวเลได้ปฏิบัตกิ ันมา

เพลงบอกนิยมร้องกันอยา่ งไร และใช้เคร่ืองดนตรีอะไรคะ

เพลงบอกในตาบลลาภี ส่วนมากผู้ชายเปน็ คนรอ้ ง เพราะว่าเวลาร้องจะเป็นเวลากลางคืน ผู้หญงิ
มีหน้าที่คอยหุงหาอาหารเตรียมไว้ให้ หลังจากร้องเพลงบอกเสร็จจะได้กลับมาถึงบ้านแล้วกินข้าวได้เลย
เพลงบอกจะร้องกันช่วงวันสารทเดือนสิบ ก่อนถึงวันทาบุญใหญ่ ชาวบ้านแต่ละหมู่บ้านก็จะแบ่งกัน
ออกเป็นทีม เพ่ือสลับกันมาร้องบอกบุญในยามค่าคืน เมื่อชาวบ้านได้ยินเสียงร้องก็จะรู้ได้ทันทีเลยว่าอีก
๓-๔ วันข้างหน้าจะเปน็ วันทาบุญใหญ่ คนที่ร้องเพลงบอกก็จะมคี นร้องนาแล้วก็มลี ูกคู่คอยรอ้ งรับ จะรอ้ ง

สลับกันไปเรื่อย ๆ บริเวณบ้านคน ร้องเยินยอคนที่อยู่ในบ้านบ้าง ร้องตามสิ่งท่ีเห็นระหว่างทางบ้าง เช่น
บ้านนี้มีลูกสาวสวย เขาก็จะร้องเยินยอว่าลูกสาวบ้านนี้สวย เพ่ือขอเงินไปทาบุญ พอได้เงินเสร็จเขาก็จะ
รอ้ งขอบคุณหรือว่าให้พร ส่วนเครื่องดนตรที ใี่ ช้เวลารอ้ งเพลงบอกกจ็ ะมี ๓ ชนิด ไดแ้ ก่ ฉง่ิ กลอง และทบั

ภาพ : https://sites.google.com/site/ajanthus/phelng-bxk

ปจั จุบันเพลงบอกของตาบลลาภียงั คงมีสืบทอดใหค้ นรุ่นใหมไ่ หมคะ

ตอนนี้เพลงบอกยังคงมีร้องอยู่ในช่วงเทศกาลวันสารทเดือนสิบของทุกปี เพราะว่าเพลงบอกถือ
เปน็ ประเพณีสาคัญของตาบลลาภีไปแล้ว ได้รับการสืบทอดกันมารุ่นต่อร่นุ คนในหมู่บา้ นที่ยังคงร้องเพลง
บอกอยู่ก็จะมี ตาไข่ หรือนายสมใจ เวชรัตน์ ตาเขม หรือนายเขม กองแก้ว ลุงโมด หรือนายพยุง งานรบี
เร็ว และ(ตายันต์) หรือนายทศภณ เนียมทอง บุคคลดังกล่าวถือได้ว่าเป็นปราชญ์ด้านการร้องเพลงบอก
ของตาบลลาภี เพราะว่าเป็นผู้ท่ีมีความรู้ความสามารถด้านการแต่งกลอน หรือเจ้าบทเจ้ากลอน มีกลวิธี
การร้องท่นี า่ สนใจ สว่ นใหญ่แลว้ คนทีจ่ ะรอ้ งเพลงบอกได้ต้องเป็นคนทมี่ ไี หวพรบิ ดี มคี ารมณ์ดี ตอนนที้ ี่เหน็
อยจู่ ะมีลูกหลานเด็ก ๆ รนุ่ ใหม่เข้ามาร้องเพลงบอกบา้ ง เพราะผู้เฒ่าผแู้ กก่ ็ล้มหายตายจากไปเสียมากแล้ว

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถิ่นใต้ หนา้ ๑๗

ยกตัวอยา่ งเพลงบอกท่ียังมีปรากฏในหมู่บา้ นสกั ๑ เพลงไดไ้ หมคะ ?

เพลงทจี่ ะร้องนส้ี ว่ นมากเปน็ เพลงท่เี ขารอ้ งต่อ ๆ กนั มาตั้งแตอ่ ดตี ซ่งึ บทเพลงต่อไปนี้ร้องถงึ ธรรม
บาล ทที่ ายปัญหากับนกตัวผ้ตู ัวเมยี มีเนอื้ ร้องว่า

แม่เพลง : เออ เจ้าปักษาพี่
ลกู คู่ : วา่ เออ้ วา่ เหอ้ และปกั ษาของพี่
แมเ่ พลง : และ ตอ่ เช้าเราโบกบนิ ไป กนิ ท่ไี หน
ลูกคู่ : วา่ เออ้ ว่าเห้อ ไปกินทีไ่ หน
แมเ่ พลง,ลูกคู่ : พอพรุ่งนเี้ ช้าเราโบกบนิ เอ้ิงเอ๋ย ไปกนิ ทไี่ หนเอย
แมเ่ พลง : ออ สามีพรอ่ งน้องนก
ลูกคู่ : วา่ เอ้อ วา่ เห้อ สามีน้องนก
แมเ่ พลง : ออ สามพี รอ่ งนอ้ งนก
ลกู คู่ : ว่าทอยช้าฉ้าเหอ พร่องนอ้ งนก
แม่เพลง : เอ้อเห้อ เจ้าอย่าตกใจ เอ้อน้อง เห้อ และเจ้าอย่าตกใจ พออนูทยั สอ่ งสางน่นั แหละ

สว่างวัน
ลกู คู่ : นั่นแหละสวา่ งวนั เอย
แม่เพลง,ลกู คู่ : พออโนทยั ส่องสางหวนั ขนึ้ และหว่างวนั เอย
แม่เพลง : เราไปกินศพของธรรมบาล
ลกู คู่ : วา่ เออ้ ว่าเหอ้ ศพธรรมบาล

ในฐานะปราชญ์ด้านเพลงบอก อยากฝากข้อคิดอะไรถงึ คนรุ่นหลังบา้ งคะ

ก็อยากให้คนรุ่นหลังได้เปิดใจ และเรียนรู้เพลงบอกว่าเพลงบอกเป็นอย่างไร เพราะว่าตอนนี้
ลกู หลานคนรนุ่ หลังเขาไม่รจู้ ักเพลงบอกแลว้ เขาไมเ่ คยไดย้ ินวา่ เพลงบอกร้องกนั อย่างไร เน่ืองจากปัจจุบัน
เพลงบอกหาฟังไดย้ ากแลว้ ไมค่ อ่ ยมคี นร้องเพราะว่าคนทเี่ คยร้องเพลงบอกกไ็ ด้ล้มหายตายจากไปกันมาก
แล้ว พอไม่มีคนสืบทอด ต่อไปเด็กรุ่นใหม่อาจจะไม่รู้จักเพลงบอกเลย ก็อยากฝากให้คนรุ่นใหม่มีการ
อนรุ ักษ์วัฒนธรรมพ้ืนบา้ นนไ้ี ว้คะ่

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถน่ิ ใต้ สัมภาษณ์ : นางปราณี ออ่ นศรโี รจน์
ผสู้ มั ภาษณ์ : นางสาวสิรยิ ากร อ่อนศรโี รจน์

วนั ทีส่ ัมภาษณ์ : ๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

หนา้ ๑๘

“เขาหน้ายกั ษ์”

ปนติ า ชจู ิต

นายพีรศกั ดิ์ กจิ หงวน
นายท้ายเรือประมง

บ้านท่าดินแดง

“...พอ่ ตาเขาเหอ..
ขอให้ลกู ไดป้ ลาเยอะ ๆ จับปลาดี ๆ
ในน้านี้ ครัง้ นี้ ดว้ ยเถดิ ...”

ข้อความส้ัน ๆ ข้างต้นคือคาบอกกล่าวเล่าถึงความเคยชินว่า ก่อนการออกเรือไปหาปลาของ
ชาวประมงในพนื้ ท่ีหมู่บ้านทา่ ดนิ แดง อาเภอทา้ ยเหมือง จังหวดั พังงา ตอ้ งกลา่ วถึงสง่ิ ศกั ด์ิสิทธ์ิ คือ พอ่ ตา
เขาหน้ายักษ์แห่ง “เขาหน้ายักษ์” เพื่อให้การออกเรือมีความแคล้วคลาดปลอดภัย และทามาหากินได้
คลอ่ งตัว

เขาหน้ายักษ์ ต้ังอยู่บนหาดท้ายเหมืองในเขตอุทยานแห่งชาติเขาลาปี-หาดท้ายเหมือง จังหวัด
พงั งา ใกล้กับหมู่บ้านท่าดินแดง หมู่บา้ นทมี่ พี ้ืนที่ติดกับทะเล และมีปา่ โกงกางที่อุดมสมบรู ณ์มากท่ีสุดแห่ง
หน่ึงของจังหวัดพังงา บริเวณเขาหน้ายักษ์เป็นชายหาดยาวกว่า ๑๓ กิโลเมตร มีหาดทรายขาวละเอียด
น้าทะเลสฟี ้าอมเขียว มโี ขดหนิ สีสนั สวยงามรูปรา่ งค่อนขา้ งแปลกตา นอกจากความสวยงามของธรรมชาติ
แลว้ เขาหน้ายกั ษ์ยังมศี าลซึ่งเปน็ ศาลพ่อตาเขาหน้ายกั ษ์ท่คี นในพน้ื ทีต่ ่างเคารพบูชา บนบาลศาลกล่าว
ขอพรจนกลายเปน็ ทพี่ ่งึ ทางจติ ใจที่สาคญั ของคนในหมูบ่ า้ น

เรอ่ื งเล่ากอ่ นมาเป็นเขาหน้ายักษ์

แต่ก่อนเขาหน้ายกั ษม์ ีลักษณะเป็นหนา้ ผาท่ีหันไปทางหมู่เกาะสิมิลัน มีรูปร่างเหมือนกับยักษ์ที่มี
หน้าตาโกรธ ดุร้าย มีการเล่าขานต่อ ๆ กันมาว่า ในช่วงสมัยสงครามโลกคร้ังที่ ๒ มีเรือทหารญี่ปุ่นแล่น
ผ่านมาบริเวณผาหน้ายักษ์ เรือเกิดล่มโดยไม่มีสาเหตุ ทหารญ่ีปุ่นเลยคิดว่าเป็นเพราะความอาถรรพ์ของ
ผาหนา้ ยักษ์ ด้วยความโกรธที่ทาให้เรือล่มทหารญีป่ ุน่ จงึ ยงิ ปนื ใหญเ่ ข้าใส่หน้าผาจนพังทลายลง กลายเป็น
เขาและทะเลมาจนถงึ ปจั จบุ นั

อย่างไรก็ตาม เรอื่ งราวของเขาหน้ายักษก์ บั การดารงชวี ติ ของผ้คู นล้วนมคี วามผูกพนั ผสมผสาน
ความเช่ือ จนเกดิ เปน็ ความศรทั ธา และกลายเปน็ ท่พี ่งึ ทางใจ

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถนิ่ ใต้ หน้า ๑๙

เขาหน้ายกั ษ์ยามเยน็ ท่ีมองเหน็ จากหมู่บ้าน

ความเชื่อ ความศรทั ธาต่อเขาหนา้ ยักษ์

เมอื่ ครง้ั ทเ่ี กิดเหตุการณ์สนึ ามิถล่มภาคใตฝ้ ั่งอนั ดามัน ปรากฏว่าคล่ืนสนึ ามิไมไ่ ด้ถล่มหมู่บ้านของ
ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับเขาหน้ายักษ์จนเกิดความเสียหายอย่างย่อยยับเหมือนหมู่บ้านอ่ืน ๆ เหตุการณ์
ครั้งนั้นทาให้ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นเพราะบารมีของเขาหน้ายักษ์ ท่ีมีขนาดใหญ่ และต้ังอยู่ตรงปากคลอง
หมู่บา้ น ทาให้คลืน่ ซดั เข้ามาไดน้ ้อย คนในหมู่บ้านจึงไดร้ ับความเสยี หายไม่มากนัก

น อ ก จาก น้ี เขาหน้ ายั ก ษ์ ยั ง เ ป็น ส ถาน ที่ ช าว บ้าน บ าง ส่ ว น เข้ า ไ ป บน บ าน ขอ พ ร จ าก พ่ อ ต า
เขาหน้ายักษ์ให้การทามาค้าขายรุง่ เรอื ง สุขภาพร่างกายแขง็ แรง อยู่เย็นเป็นสุขปลอดภัยจากภัยอันตราย
ทั้งหลาย และขอให้ครอบครัวมีความสขุ มเี งินมที องใชไ้ ม่ขาดมือ

การเดนิ ทางไปยังเขาหน้ายักษ์

สาหรับผู้ท่ีต้องการนั่งเรือก็สามารถโดยสารเรือของชาวประมง หรือของชาวบ้านได้ แต่ผู้ที่ไม่
ต้องการน่ังเรือก็สามารถเดินเล่นบริเวณชายหาดซึ่งมีความสวยงามด้วยหาดทรายท่ีขาวสะอาด มองดูน้า
ทะเลสีครามใส มองเห็นโขดหินที่มีรูปลักษณ์และสีสันที่แปลกตา เขาหน้ายักษ์จึงเป็นสถานที่ที่เหมาะ
สาหรบั การพกั ผ่อนหย่อนใจของผ้คู น

ศาลพ่อตาเขาหนา้ ยักษ์ทช่ี าวบ้านและชาวประมงไปบนบานศาลกลา่ ว

เขาหน้ายักษ์ สถานท่ีท่องเที่ยวอีกแห่งของจังหวัดพังงา ที่แม้การเดินทางไม่ได้สะดวกสบายมาก
นัก แต่เชื่อแน่ว่าหากได้ไปเยือนท่านจะหลงในมนต์เสน่ห์อันเป็นธรรมชาติท่ียังคงความบริสุทธ์ิ ซึ่งยัง
รอคอยทกุ ท่านไดไ้ ปสมั ผัสด้วยตนเอง

สัมภาษณ์ : นายพีรศักด์ิ กจิ หงวน
ผูส้ มั ภาษณ์ : นางสาวปนติ า ชจู ิต
วันที่สัมภาษณ์ : ๒ ธนั วาคม ๒๕๖๓

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถ่ินใต้ หน้า ๒๐

เคร่อื งแกงป้าปาน ถ้าทองหลาง

จุฑามาศ เทพณรงค์

นางสธุ ี เทพณรงค์
เจา้ ของกิจการเคร่ืองแกงปา้ ปาน

จุดเร่ิมต้นกับการทาธรุ กิจเครอ่ื งแกง

สาหรับการคิดริเริ่มทาเครอ่ื งแกงขายน้ัน เร่ิมมาจากการปลูกขมนิ้ ในหมู่บา้ นเขาตาหนอน เพื่อส่ง
ขายไปยงั ทตี่ า่ ง ๆ รวมท้งั การขายสินคา้ จาพวกเคร่อื งเทศ กะปิ เครื่องปรงุ จนนาไปสู่การนาสง่ิ ท่ีขายมาทา
เป็นเครื่องแกง เพื่อให้มีรายไดเ้ พิ่มขึ้น ส่วนจุดเร่ิมตน้ ในการคิดสูตรเริม่ จากการศึกษาวธิ ีการทาจากบุคคล
อืน่ ๆ แล้วนามาดดั แปลง ลองผดิ ลองถกู จนรสชาติเป็นที่ถูกใจ

สภาพแวดลอ้ มทางธรรมชาตทิ เ่ี อ้อื ต่อการทาเคร่ืองแกง

หม่บู ้านเขาตาหนอนตัง้ อยูท่ ่ามกลางป่าเขา ฝาตกชุก อากาศดี ทาใหก้ ารทาการเกษตรได้ผลดีตาม
ไปด้วย โดยเฉพาะการเพาะปลูกวัตถุดิบท่ีใช้ในการทาเคร่ืองแกง ทั้งขิง ขม้ิน ส่งผลต่อรสชาติของ
เคร่ืองแกงที่อร่อยจนเปน็ ทต่ี อ้ งการของทอ้ งตลาด

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถน่ิ ใต้ หน้า ๒๑

ความโดดเดน่ ของเคร่อื งแกงป้าปาน

เคร่ืองแกงป้าปานใส่ใจทุกรายละเอียดของการทา
เครื่องแกง โดยเครื่องแกงที่ทาขายมี ๔ แกง ได้แก่
แกงกะทิ แกงพริก แกงส้ม และแกงค่ัวกล้ิง แต่ละ
เครื่องแกงมีส่วนผสม และรายละเอียดขั้นตอนการทาที่
แตกต่างกันออกไป โดยเน้นวัตถุดิบที่สดใหม่ และมี
คุณภาพ รวมถึงมีการใส่พริกสดมากกว่าพริกแห้ง เพราะ
การใสพ่ ริกแหง้ ทาใหเ้ ครื่องแกงไม่มีรสชาติ และจะแห้งไมม่ ี
น้าหนัก รวมถึงมีการใส่ขม้ินชันดินแดง ท่ีปลูกเองใน
หมบู่ า้ นเขาตาหนอน ที่มคี วามต่างจากขมน้ิ ในพ้ืนท่อี นื่ ๆ

ช่องทางการขายเครือ่ งแกง

เ ค ร่ื อ ง แ ก ง ที่ ท า ส ด ใ ห ม่ จ ะ น า ไ ป ข า ย ใ น ต ล า ด
และเปิดขายหน้าบ้าน นอกจากน้ียังมีการขายผ่านส่ือ
ออนไลน์ในรูปแบบต่าง ๆ รวมถึงมีการส่งออกไปขายยัง
ต่างจังหวัด และต่างประเทศดว้ ย

การขายเครื่องแกงกบั ผลกระทบจากโควดิ -๑๙

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรสั โควดิ -๑๙ ไม่ได้
ส่งผลกระทบต่อการขายเคร่ืองแกง แต่กลับทาให้การขาย
คล่องตัว และสะดวกมากขึ้น เน่ืองจากชาวบ้านนิยมซื้อ
ครงั้ ละจานวนมากเพื่อนาไปกกั ตุน และมักมาซื้อโดยตรงที่
บ้านเพื่อลดการเดนิ ทางไปซือ้ ท่ตี ลาด

ฝากร้านเครื่องแกงป้าปาน
เคร่อื งแกงท่สี ดใหมใ่ นทุก ๆ วนั พรอ้ มบริการใหล้ กู คา้ ทุกท่าน นอกจากจะมีการขายในราคาปลีก

แล้วก็มีราคาส่ง เพ่ือให้พ่อค้าแม่ค้านาไปขายต่อ รับประกันความอร่อย สาหรับเครื่องแกงมีท้ังหมด ๓
ขนาด ถงุ เล็ก ๑๐ บาท ถงุ กลาง ๒๕ บาท และถงุ ครึง่ กิโลกรมั ๕๕ บาท หากสนใจสามารถตดิ ต่อสอบถาม
ไดท้ ี่เบอร์ ๐๘๐ – ๕๒๒๐๑๕๑ และ ๐๙๙ – ๓๖๐๒๐๑๑

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถิน่ ใต้ สมั ภาษณ์ : นางสุธี เทพณรงค์
ผู้สัมภาษณ์ : นางสาวจุฑามาศ เทพณรงค์
วนั ทส่ี ัมภาษณ์ : ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

หน้า ๒๒

ศาสตรศ์ ลิ ป์...มโนราหโ์ รงครู

อภสิ รา คงแกว้

นายภัทรพงษ์ เสน่ห์ศิลป์
มโนราหใ์ หญ่ คณะเสน่หศ์ ิลป์

“มโนราห์หรือโนรา” การแสดงที่ส่ือถึงความเป็นเอกลักษณ์ของชาวใต้ที่มีการสืบทอดกันมา
ยาวนาน ปัจจบุ ันนยิ มเลน่ ในสองโอกาส คอื เลน่ ในการบันเทงิ ทั่วไปทงั้ กลางวัน และกลางคนื อาจเลน่ โรง
เดยี วหรอื หลายโรงกไ็ ด้ และการเลน่ ในพธิ ีกรรมท่เี รยี กวา่ “โนราโรงครู”

ผู้สืบทอดเชื้อสายมโนราห์เป็นบุคคลสาคัญที่มีบทบาทในการนาศาสตร์ศิลปะการร่ายรา
รวมถึงการทาพธิ ตี ่าง ๆ มาเผยแพร่ให้แกค่ นรุ่นหลังไดร้ ้จู กั จดจา เข้าใจ และร่วมอนรุ กั ษก์ ันตอ่ ไป
วรรณสารฉบับน้ีจึงมีบทสัมภาษณ์ผู้สืบทอดเชื้อสายมโนราห์ท่ีมีผลงาน และสร้างช่ือเสียงในจังหวัดตรัง
“นายภัทรพงษ์ เสน่ห์ศิลป์” มโนราห์ใหญ่ คณะเสน่ห์ศิลป์ ท่ีได้รับรางวัลทูตทางวัฒนธรรมประจาภาคใต้
ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ วันนี้เขาจะมาถ่ายทอดเร่ืองราว ประสบการณ์ในด้านศิลปะมโนราห์ให้แก่ผอู้ า่ น
และผู้ที่สนใจได้ทราบกนั อย่างไรกต็ ามคาเรียก “มโนราห์หรอื โนรา” ที่ปรากฏในวรรณสารฉบบั นผี้ ู้เขยี น
จะเรียกตามคาเรยี กของผ้ใู หข้ อ้ มลู

มโนราหโ์ รงครมู คี วามสาคัญอย่างไร

โนราโรงครูเป็นพิธีท่ีศักด์ิสิทธิ์ ผู้สืบทอดต้องมีวิชาอาคมในการทาพิธี เน่ืองจากมีการเชิญ
ดวงวิญญาณของบรรพบรุ ษุ ลงมาสูพ่ ิธี โดยเรม่ิ จากการตง้ั โรงโนราเพ่ือประกอบพธิ กี รรมในงานต่าง ๆ เช่น
งานแกบ้ นของชาวบ้านแต่ละสายตระกูลที่มาว่าจ้างโนราไปตงั้ โรงครูให้ หรอื งานผูกผ้าใหญ่ที่ต้งั โรงครูเพื่อ
ทาพิธีแกโ่ นราใหม่ พิธีโนราโรงครจู ึงจัดขน้ึ ตามวาระสาคัญ ๓ วัน ๒ คืน เทา่ นน้ั และหากผู้ใดมีการบนบาน
แต่ไม่สามารถดาเนินการได้ ก็จะเกิดอาเพศบรรพบุรุษจะสาแดงโทษแก่ผู้ที่บนบานให้มีอันเป็นไปต่าง ๆ
นานา ทีแ่ มแ้ ต่หลกั วิทยาศาสตร์ก็ไมส่ ามารถอธบิ ายสาเหตุได้

ภาษากบั ศาสตรม์ โนราหม์ ีความสัมพนั ธ์กนั หรอื ไม่ อยา่ งไร

คิดวา่ มคี วามเกี่ยวข้องกันอยา่ งมาก เพราะในการทาพธิ ีหรอื แม้แตก่ ารรา่ ยราต้องมกี ารใช้ทา่ ทาง
ภาษา คาพดู แสดงออกมาเพือ่ ให้ผู้คนเขา้ ใจ ภาษาจงึ มีความสาคัญในการเลา่ เรือ่ งราว และเรอื่ งราวทเี่ ล่า
สว่ นหนง่ึ มาจากวรรณคดหี รือวรรณกรรมไทย รวมทั้งการสรรคามาใชท้ ่ีมีทัง้ สมั ผสั นอกสมั ผัสใน เพ่ือใหล้ ง
กลอนมโนราห์ เชน่

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถนิ่ ใต้ หน้า ๒๓

ว่าฤกษ์งามยามดี ป่านี้ชอบยามพระเวลา
สัสดีของห้าเหย เชิญท่านมาสงิ ตัวข้าหรา

ลูกน้อยขอเรียนอรรถ ขอเรยี นทัง้ ตรัสทงั้ คาถา
ศัตรูอยา่ มีมา ขอใหว้ นิ าศวินายสาย

ศรีศรีจาเรญิ สุข ส้อหรับพระทุกข์ให้เหอื ดหาย
ลาภมาไมข่ าดสาย สอ้ หรบั ระชัยสทิ ธิเม

(บทกลอนออกเสยี งเป็นภาษาถิ่นใต้)

มโนราห์โรงครูแตกตา่ งจากมโนราหท์ ่ัวไปอยา่ งไร

หลกั ๆ ทีเ่ ห็นไดช้ ัดคอื พิธีกรรมแทงเข้ หรือแทงจระเข้ ที่ใชร้ าในพธิ ีกรรมโรงครเู ทา่ น้ัน โดยจะรา
หลังจากคล้องหงสแ์ ลว้ โดยผู้รามีจานวน ๗ คน โนราใหญ่ราเป็น “นายไกร” ท่เี หลืออกี ๖ คน เป็นสหาย

ของนายไกร อุปกรณ์มีเข้ (จระเข)้ ๑ ตวั ทาจากต้นกล้วยพังลา (กลว้ ยตาน)ี ต้นโต ๆ ขดุ ใหต้ ิดเหง้า นามา
แกะสลัก ส่วนเหง้าให้เป็นหัวเข้ เมื่อเสร็จพิธีเจ้าบ้านต้องนาซากจระเข้ไปทิ้งให้ไกลบ้านโดยเร็วท่ีสุด
เน่ืองจากมีความเชื่อว่า ภายในจระเข้มีวิญญาณชั่วร้ายสิงสถิตอยู่ ส่วนอกี พิธีกรรมสาคัญ คือ การเหยียบ

เสน เป็นการรักษาโรคโดยต้องรักษาในพิธีโนราโรงครูเท่านั้น “เสน” คือ เน้ืองอกท่ีนูนขึ้นเป็นแผ่น ๆ
บนผิวหนัง ไม่ได้มีอาการเจ็บปวดหรือเป็นอันตรายต่อชีวิต แต่อาจทาให้ดูมีรอยตาหนิ ขาดความมั่นใจได้

หากเสนเกิดขึ้นบนร่างกายเด็กก็จะมีขนาดโตตามอายุ เสนมีช่ือเรียกไปตามลักษณะของสีท่ีเกิดขึ้น เช่น
ถา้ เนอื้ ที่งอกขนึ้ มาเป็นสีแดงเรยี กว่า เสนทอง ถ้าเปน็ สีดาเรียกวา่ เสนดา โดยพ่อแม่เด็กหรอื ผทู้ ่ีเลยี้ งดูต้อง
จัดเตรียมเคร่ืองถวายใหโ้ นราใหญ่ ไดแ้ ก่ ขันน้า หมากพลู ธปู เทยี น ดอกไม้ มีดโกน หินลบั มีด เงนิ เหรียญ

เครื่องทอง เคร่ืองเงิน หญ้าคา หญ้าเข็ดหมอน รวงข้าว และเงิน ๓๒ บาท เม่ือผ่านการเหยียบแล้ว
จะเห็นว่ารอยจางไป ถ้ายังไม่หายก็ต้องเข้าพิธีกรรมการเหยียบเสนจนครบ ๓ ครั้ง เสนจึงจะหายสนิท

เนื่องจากโนราโรงครูเป็นพิธีกรรมท่ีไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก พิธีกรรมแทงเข้ที่ทาขึ้นในพิธีกรรมโนราโรงครจู ึง
เป็นพิธีกรรมท่ีไม่ปรากฏให้เหน็ ได้บ่อยเช่นกนั สาหรับผู้ท่ีประสงค์จะรักษาโรคเสน ก็ย่อมต้องรอให้มีการ
ประกอบพิธีกรรมโรงครู

ในฐานะทีเ่ ป็นผสู้ บื ทอดศาสตรม์ โนราห์ อยากฝากอะไรให้แก่คนรุน่ หลังบ้าง

อยากฝากถึงนอ้ ง ๆ เยาวชนรุ่นใหม่ ใหร้ จู้ ักรกั เรื่องราวศาสตร์ศิลป์บ้านเกดิ ของตนเอง ไมว่ า่ เกิดท่ี
ไหน ภาคใด ผนื แผ่นดนิ เหลา่ น้ันยอ่ มสร้างศิลปวัฒนธรรม อารยธรรมนนั้ ไว้เสมอ หากคนร่นุ หลังไม่ร้จู ักทา

ความเขา้ ใจ อนรุ กั ษ์ กย็ อ่ มสูญเสยี สิง่ ที่สวยงามเชน่ นัน้ ตามกันไปดว้ ย อย่างเชน่ พท่ี ี่มีความภมู ิใจที่ได้รักษา
ศาสตร์ศลิ ป์โนราของบา้ นเกิดตนเองไว้ แถมยังโชคดที ่มี โี อกาสได้ทาหน้าที่เผยแพรส่ ่งิ เหลา่ น้ีให้ผ้อู นื่ ได้รู้จัก
จงึ ถือเป็นความภาคภูมิใจย่งิ

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถิน่ ใต้ สัมภาษณ์ : นายภทั รพงษ์ สเนห่ ์ศิลป์
ผู้สมั ภาษณ์ : นางสาวอภิสรา คงแก้ว
วนั ทีส่ มั ภาษณ์ : ๒๑ ธันวาคม ๒๕๖๓

หน้า ๒๔

การพูดเชงิ สรา้ งสรรค์ภาษาไทยถิ่นใต้ : อตั ลกั ษณ์และควาหลากหลายทางวฒั นธรรม /
การประกวดสุนทรพจนอ์ ดุ มศกึ ษาเฉลิมพระเกียรตพิ ระบรมราชจักรีวงศ์ /
“ภาษา สอื่ สาร วกิ ฤตการณ์ COVID-๑๙” / วิถีคน กับคตชิ นวิทยา

เสรมิ สรา้ งประสบการณ์
กบั โครงการดี ๆ

การพูดเชิงสรา้ งสรรค์ภาษาไทยถิน่ ใต้ :
อัตลกั ษณ์และความหลากหลายทางวัฒนธรรม

ปนติ า ชจู ิต

เร่ืองราวน่ายินดีได้เกิดข้ึนกับพวกเราชาว ทศศ. เสมอ ๆ ดังเช่น นายนนทเวศน์ คงสม

และนางสาวปาณิสรา ยงกิจ นักศึกษาชั้นปีท่ี ๑ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภฏั ภูเก็ต ได้รบั รางวัลจากการประกวดการพดู เชงิ สร้างสรรคภ์ าษาไทยถิ่นใต้ : อัตลกั ษณ์
และความหลากหลายทางวัฒนธรรม ครง้ั ท่ี ๓ ประจาปี ๒๕๖๓

เม่อื วันท่ี ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๓ คณะศลิ ปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่
ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม จัดโครงการประกวดการพูดเชิงสร้างสรรค์ภาษาไทยถิ่นใต้ : อัตลักษณ์และ

ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ครั้งที่ ๓ ประจาปี ๒๕๖๓ ในหวั ข้อ “แม"่ คาน้แี หลงใตไ้ ดค้ ะลุย เพอ่ื ช่วย
สนับสนุนให้เกิดการอนุรักษ์วัฒนธรรมผ่านภาษา ตลอดจนมีส่วนช่วยฝึกฝนให้นักศึกษาระดับอุดมศึกษา
สามารถนาความรู้ทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นของตนเองมาประยุกต์ใช้ในการพูดเชิงสร้างสรรค์

ผ่านเทคโนโลยีที่ทนั สมัย เกิดการค้นคว้าความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรม รวมถึงเกดิ ความภาคภูมิใจ เห็นคุณค่า
ของวิถีวัฒนธรรมถิ่นใต้ นาไปสู่การแลกเปล่ียนทางวัฒนธรรมประจาถ่ิน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ข้าม

วัฒนธรรม สร้างความสามคั คปี รองดองระหว่างคนในชาตสิ ืบไป

การพดู เชงิ สรา้ งสรรคภ์ าษาไทยถิน่ ใต้ : อตั ลกั ษณแ์ ละความหลากหลายทางวัฒนธรรม ครั้งที่ ๓

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถิน่ ใต้ หนา้ ๒๕

สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ส่งผลงาน
ของนักศึกษาชั้นปีท่ี ๑ สาขาวิชาภาษาไทย จานวน ๔ คน ได้แก่ นางสาวปาณิสรา ยงกิจ นายนนทเวศน์

คงสม นายสราวฒุ ิ เดชอรญั และนางสาวพรพิพฒั น์ เอียดดา เข้าร่วมการประกวดเปน็ คลปิ วีดิโอความยาว
๓ นาที

การประกวดครั้งน้ี แสดงให้เห็นถึงศักยภาพในด้านการพูดของนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต ซึ่งผลการตัดสินปรากฏว่า นักศึกษา
สาขาวชิ าภาษาไทยได้รับรางวลั ๓ รางวลั ดังน้ี

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ ได้แก่ นายนนทเวศน์ คงสม ได้รับเงินรางวัลจานวน ๗,๐๐๐ บาท
พรอ้ มเกียรติบัตร

รางวัลรองชนะเลศิ อนั ดับ ๒ ไดแ้ ก่ นางสาวปาณสิ รา ยงกจิ ไดร้ บั เงินรางวลั จานวน ๕,๐๐๐ บาท
พร้อมเกยี รตบิ ตั ร และรางวัลขวญั ใจออนไลน์ ไดร้ ับเงินรางวลั จานวน ๓,๐๐๐ บาท พรอ้ มเกยี รตบิ ตั ร

นายนนทเวศน์ คงสม นางสาวปาณสิ รา ยงกิจ
ได้รบั รางวลั รองชนะเลศิ อันดบั ๑ ได้รับรางวัล

รองชนะเลศิ อนั ดบั ๒ และรางวลั ขวญั ใจออนไลน์

นางสาวพรพพิ ัฒน์ เอยี ดดา นายสราวฒุ ิ เดชอรญั
ผ้เู ข้ารว่ มการะประกวด ผู้เขา้ ร่วมการะประกวด
การพูดเชิงสรา้ งสรรค์ภาษาไทยถ่นิ ใต้
การพูดเชิงสร้างสรรค์ภาษาไทยถ่ินใต้
หน้า ๒๖
รพดู เชงิ สร้างสรรคภ์ าษาไทยถ่ินใต้
วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถ่ินใต้

การประกวดสนุ ทรพจน์
อดุ มศกึ ษาเฉลมิ พระเกียรติพระบรมราชจักรวี งศ์

ศุทธิพรรณ ชนะจิตวิกุล

เรือ่ งราวทีน่ ่ายินดขี องสาขาวิชาภาษาไทยยังคงเกิดข้นึ อยา่ งต่อเน่ือง ดังเชน่ เรอ่ื งราวน่ายินดีของ
นายสราวุฒิ เดชอรัญ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตที่ได้รับรางวัลชมเชย จากการประกวด
สุนทรพจน์อดุ มศกึ ษาเฉลมิ พระเกียรติพระบรมราชจกั รีวงศ์ คร้งั ท่ี ๓ ประจาปี ๒๕๖๓ รอบภาคใต้ จัดโดย

สมาคมนิสติ เกา่ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลัย ในพระบรมราชปู ถัมภ์ รว่ มกับมหาวิทยาลยั วลยั ลักษณ์

รองอธกิ ารบดี มหาวิทยาลัยวลัยลกั ษณ์
และประธานคณะกรรมการการดาเนนิ การประกวด
รว่ มเปน็ เกยี รติถ่ายภาพกับนักศึกษาผู้ทีไ่ ดร้ บั รางวัล

การจัดการประกวดสนุ ทรพจน์อุดมศกึ ษาเฉลิมพระเกียรตพิ ระบรมราชจกั รวี งศ์ ครงั้ ที่ ๓ ประจาปี
๒๕๖๓ ถือเป็นกิจกรรมสร้างสรรค์และพัฒนาสังคมของสมาคมนิสิตเก่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในพระบรมราชูปถัมภ์ ท่ีจัดการประกวดสุนทรพจน์อุดมศึกษาเฉลิมพระเกียรติพระบรมราชจักรีวงศ์ข้ึน
เพ่ือเป็นการถวายงานผ่านภาษา หัวข้อหลักคือ "ตามรอยพระยุคลบาท ช่วยชาติได้อย่างไร" ชิงถ้วย
พระราชทานพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
เพ่ือเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยไดฝ้ กึ พูดตอ่ หน้าสาธารณะชน รวมทั้งไดฝ้ กึ ฝนการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องตาม
หลกั ภาษาไทย ทัง้ ดา้ นการเรยี บเรียงประโยค การใช้คาใหถ้ กู ตอ้ งเหมาะสมกบั กาลเทศะ และการออกเสียง
ให้ถูกต้องชัดเจน นอกเหนือจากการได้ฝึกฝนการใช้ภาษาไทยแล้ว เยาวชนไทยที่ร่วมประกวดยังได้ตาม
รอยพระยุคลบาท ในการศกึ ษาเรยี นรู้ และน้อมนาพระราชกรณีกิจของพระมหากษัตริย์แหง่ พระบรมราช
จักรีวงศ์ นับแต่รัชกาลที่ ๑ จนถึงรัชกาลท่ี ๑๐ มาเป็นแนวทางในการดาเนนิ ชีวิต และนามาใช้แก้ปัญหา
ของตนเอง และของประเทศชาติได้อย่างถูกตอ้ งตอ่ ไป

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถ่ินใต้ หนา้ ๒๗

การประกวดสุนทรพจน์อดุ มศึกษาเฉลิมพระเกยี รตพิ ระบรมราชจักรวี งศ์ ครง้ั ท่ี ๓ ประจาปี ๒๕๖๓

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม ๒๕๖๓ มีการจัดการประกวดสุนทรพจนอ์ ุดมศึกษาเฉลิมพระเกียรติ
พระบรมราชจักรีวงศ์ ครั้งที่ ๓ ประจาปี ๒๕๖๓ ชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
รอบคัดเลือกภาคใต้ หัวข้อ “ความกตัญญูรู้คุณ เป็นสิ่งนาหนุนให้ชีวิตรงุ่ เรือง” ณ หอประชุมใหญ่ อาคาร
ไทยบุรี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยมีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมการประกวด รวม ๘
สถาบนั จานวน ๑๔ คน ซึ่งมีนักศกึ ษามหาวทิ ยาลัยราชภัฏภูเกต็ เขา้ รว่ มการแข่งขนั จานวนว ๒ คน ไดแ้ ก่
นายสราวุฒิ เดชอรัญ นักศึกษาชั้นปีที่ ๑ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
และนางสาวปวีณน์ ชุ ออ่ นแกว้ นกั ศกึ ษาช้นั ปีที่ ๓ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์
โดยมี ผศ.ดร.วรพงศ์ ไชยฤกษ์ ผศ.ดร.รุง่ รัตน์ ทองสกุล และอาจารย์สรุ ิยา ทองคา จากสาขาวชิ าภาษาไทย
คณะมนษุ ยศาสตร์และสังคมศาสตร์เปน็ อาจารยท์ ฝ่ี กึ ซ้อมและกากบั ดูแลการแข่งขนั ให้นกั ศึกษาทงั้ ๒ คน

นายสราวุฒิ เดชอรญั นางสาวปวณี น์ ุช อ่อนแก้ว
วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถิน่ ใต้ หนา้ ๒๘

สาหรับผลการแข่งขันในปีนี้นักศึกษาของมหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ตทาผลงานได้อย่างยอดเย่ียม

โดยนายสราวุฒิ เดชอรัญ นักศึกษาชั้นปีท่ี ๑ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์

สามารถควา้ รางวัลมาครองได้อยา่ งสวยงาม จากผู้เข้าแข่งขันทั้งสิน้ ๑๔ คน ซ่งึ ผลการประกวดสุนทรพจน์

อดุ มศึกษาเฉลิมพระเกียรตพิ ระบรมราชจักรวี งศ์ ครงั้ ท่ี ๓ ประจาปี ๒๕๖๓ ปรากฏว่า

รางวลั ชนะเลศิ ไดแ้ ก่ นางสาวอาแอเสาะ ยโู ซ๊ะ นกั ศึกษาจากมหาวทิ ยาลยั ราชภัฏยะลา
รางวัลรองชนะเลิศ ได้แก่ นายธวัชชัย สายอ๋อง นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขต
สงขลา นางสาวขวญั จริ า คงเฝอื นักศึกษาจากวทิ ยาลยั พยาบาลบรมราชชนนี ตรัง
รางวลั ชมเชย ได้แก่ นายสราวุฒิ เดชอรญั นักศกึ ษาจากมหาวทิ ยาลัยราชภฏั ภูเก็ต
ท้ัง ๔ คนจะเป็นตัวแทนภาคใต้เข้าร่วมการประกวด รอบชิงรางวัลชนะเลิศในระดับประเทศ
ณ จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั กรุงเทพมหานคร ในวนั ท่ี ๖ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๖๔ ในลาดับตอ่ ไป
จากกจิ กรรมในครง้ั น้ีเปน็ กิจกรรมที่ทาให้นายสราวุฒิ เดชอรัญ นกั ศึกษาจากสาขาวิชาภาษาไทย
ได้แสดงศักยภาพทต่ี นเองมีอย่างเต็มความสามารถ และแสดงให้เห็นวา่ ตนเองนน้ั พร้อมท่ีจะพัฒนาตนให้มี
ประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้นอีกต่อไป ซึ่งนับได้ว่านายสราวุฒิ เดชอรัญ เป็นอีกหน่ึงผลผลิตท่ีมีคุณภาพของ
สาขาวชิ าภาษาไทย และเชื่อไดว้ า่ ในอนาคตจะยงั คงสามารถเตบิ โตได้มากกว่าน้ี ทัง้ น้ี สาขาวิชาภาษาไทย
ขอร่วมเป็นหนึ่งในการส่งกาลังใจให้กับนายสราวุฒิ เดชอรัญ ประสบความสาเร็จในการเข้าร่วมการ
ประกวดในรอบชงิ ชนะเลศิ ท่ีจะถึงน้ีด้วย

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถ่นิ ใต้ หน้า ๒๙

“ภาษา สอ่ื สาร วิกฤตการณ์ COVID-๑๙”

ปนติ า ชูจติ

เม่ือวันที่ ๗ ตุลาคม ๒๕๖๓ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏภูเก็ต จัดโครงการไขภาษากับไทยศิลปศาสตร์ “ภาษาส่ือสาร วิกฤตการณ์ COVID–๑๙”

ณ หอ้ งประชุมแคแสด อาคารเฉลมิ พระเกยี รติ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั ภเู ก็ต
การจัดโครงการคร้ังน้ีมีบุคลากร และนักศึกษาจากสาขาต่าง ๆ ในคณะมนุษยศาสตร์

และสงั คมศาสตร์ เขา้ รว่ มโครงการ โดยไดร้ ับเกยี รติจาก ผศ.ดร.หริ ัญ ประสารการ อธิการบดี มหาวทิ ยาลัย
ราชภัฏภูเก็ต เป็นประธานเปิดโครงการ ร่วมด้วย ผศ.ดร.วรพงศ์ ไชยฤกษ์ ประธานสาขาวิชาภาษาไทย
ก่อนการสัมมนาจะเร่ิมขึ้นได้มีการแสดงฉ่อยเป็นการเปิดเวทีแสดงโดยนักศึกษาช้ันปีท่ี ๓ ได้แก่

นางสาวปวีณ์นุช อ่อนแก้ว นักศึกษาชั้นปีท่ี ๑ ได้แก่ นายสราวุฒิ เดชอรัญ และนายนนทเวศน์ คงสม
ในการน้ีมี คุณกรวิทย์ จันทร์พูล นักส่ือสารมวลชน NBT Phuket คุณอรนงค์ เชาว์ไวพจน์ เจ้าพนักงาน

สาธารณสุขชานาญงาน และอาจารยพ์ ชั ราภรณ์ คชนิ ทร์ นักวิชาการ เป็นวทิ ยากรรว่ มแลกเปลย่ี นความรู้

อาจารยแ์ ละนกั ศึกษาร่วมขับรอ้ งบรรเลงเพลงฉอ่ ย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วรพงศ์ ไชยฤกษ์ ได้กล่าวถึงท่ีมาของโครงการวา่ “เนื่องด้วยสถานการณ์
การแพรร่ ะบาดของโรค COVID-๑๙ ทาให้เกิดการสอื่ สารในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเปน็ การใช้ภาษาในการ
ส่ือสารเพอื่ สร้างแรงบนั ดาลใจ หรือว่าการใชภ้ าษาท่ีเปน็ ภาษาระดับทางการ ซ่งึ มาจากคาแถลงการณ์ของ
ศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ หรือ (ศบค.) และรูปแบบ
การใช้ภาษาที่ไม่เป็นทางการ ที่มาจากการพูดของกลุ่มนักพูดหรือไลฟ์โค้ช รวมถึงรูปแบบการใช้ภาษาท่ี
นาเสนอผ่านการร้อยเรียงเป็นบทเพลงเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ สู่การช่วยกู้วิกฤตการณ์แพร่ระบาด
COVID-๑๙ โดยต้องคานึงถึงลักษณะการใช้ภาษา รวมไปถึงรูปแบบการใช้ภาษา ข้อมูลท่ีต้องการส่ือสาร
และความเหมาะสมของการใช้ภาษา อีกทั้งข้อควรระมัดระวังหรือส่ิงที่ควรหลีกเลี่ยง ซ่ึงเป็นเร่ืองท่ีสาคญั
อย่างยิ่ง อาจส่งผลสู่การรับสารท่ีผิดเพีย้ น เป็นบ่อเกิดของปัญหาต่าง ๆ ตามมาได้ จึงมีความจาเป็นอย่าง
ยิ่งท่ีต้องหาแนวทาง หรือรูปแบบการใช้ภาษาในการสื่อสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เพ่ือการสื่อสารที่ดี
และมปี ระสทิ ธภิ าพสงู สดุ ”

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถิน่ ใต้ หนา้ ๓๐

อธกิ ารบดี มหาวิทยาลยั ราชภัฏภเู กต็ เปน็ เกียรติถา่ ยภาพรว่ มกบั คณาจารย์และผูเ้ ขา้ ร่วมสมั มนา

โครงการสัมมนาไขภาษากับไทยศิลปศาสตร์ “ภาษาส่ือสาร วิกฤตการณ์ COVID–๑๙”
มีวัตถุประสงค์เพ่ือให้ผู้ที่เข้าร่วมสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นรว่ มกนั ในการน้ีมี คุณกรวิทย์ จันทร์พูล
นักส่ือสารมวลชน NBT Phuket คุณอรนงค์ เชาว์ไวพจน์ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชานาญงาน
และอาจารยพ์ ชั ราภรณ์ คชินทร์ นักวชิ าการ เป็นวิทยากรร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ เพอื่ ใหเ้ กิดเครอื ขา่ ยความ
ร่วมมือท่ีเก่ียวข้องกับการใช้ภาษา ซึ่งจะนาไปสู่ข้อสรุปแนวทางรูปแบบการใช้ภาษาในการส่ือสาร
เพื่อสร้างแรงบันดาลใจในสถานการณ์การแพร่ระบาด COVID–๑๙ ผ่านกระบวนการศึกษาค้นคว้าจาก
งานวิจัยท้ัง ๓ เรื่อง ได้แก่ งานวิจัยเรื่อง “การใช้ภาษาส่ือสารเพื่อสร้างแรงบันดาลใจในวิกฤตการณ์
COVID-๑๙” งานวิจัยเร่ือง “ปริเฉทการแถลงข่าวของโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโรค
ติดเช้ือ COVID-๑๙ (ศบค.)” และงานวิจัยเรื่อง “การส่ือสารความหมายในมิวสิควีดิโอของเพลงเกี่ยวกับ
สถานการณ์ COVID-๑๙ ในประเทศไทย” ซึ่งนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย ชั้นปีที่ ๔ เป็นผู้วิจัยจนตกผลกึ
และนาไปสกู่ ารจดั โครงการสัมมนาดงั กล่าวขน้ึ

อาจารยพ์ ัชราภรณ์ คชนิ ทร์ คุณอรนงค์ เชาว์ไวพจน์
อาจารย์ประจาสาขาวิชาภาษาไทย เจา้ พนักงานสาธารณสขุ ชานาญงาน
วิทยากรรว่ มแลกเปลย่ี นความรู้
วิทยากรร่วมแลกเปลี่ยนความรู้
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถน่ิ ใต้
หนา้ ๓๑

คณุ กรวิทย์ จันทร์พลู นายอสิ มัต ดาวเรอื ง
นักส่ือสารสือ่ สารมวลชน NBT Phuket นักศึกษาชัน้ ปที ่ี ๔ สาขาวิชาภาษาไทย

วิทยากรรว่ มแลกเปลีย่ นความรู้ ผดู้ าเนนิ การสมั มนา

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถ่นิ ใต้ หน้า ๓๒

วิถีคน กบั คติชนวิทยา

จฑุ ามาศ เทพณรงค์

เม่ือวันที่ ๓๐ ตุลาคม – ๑ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ สาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์
และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต จัดโครงการเรียนรู้วิถีคนกับคติชนวิทยา โดยมีคณาจารย์
ประจาสาขาวิชาภาษาไทย และนักศึกษาชั้นปีท่ี ๒ เข้าร่วมโครงการ ซึ่งโครงการน้ีเป็นส่วนหน่ึงของ
รายวิชาคติชนวิทยาที่จัดให้มีการแลกเปล่ียนความรู้ข้อมูลทางคติชน และลงพ้ืนที่เก็บข้อมูลภาคสนาม
เรียนร้วู ิถชี ีวติ ของชาวใต้ ณ แหล่งข้อมูลทางคติชนในพืน้ ที่จงั หวดั นครศรธี รรมราช สงขลา และพัทลุง

สาหรับการศึกษาข้อมูลทางคติชนน้ัน ได้เรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร
นครศรีธรรมราช พร้อมท้ังศึกษาเรียนรู้พิพิธภัณฑ์ เมืองนครศรีธรรมราช นั่งรถชมเมืองเล่าเรื่องลิกอร์
นครศรีธรรมราช รวมถึงได้แวะเยี่ยมชมวิถีชวี ิตชมุ ชนริมทะเลสาบสงขลา

รว่ มถา่ ยภาพเป็นที่ระลกึ ณ วดั มหาธาตมุ หาวิหาร ถา่ ยภาพร่วมกับเอกลกั ษณท์ างภาคใต้ โนราห์
พรอ้ มท่าประกอบรา่ ยรา

ระหว่างการเดินทาง ในวนั ที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๖๓ ได้เดินทางไปศกึ ษายังพิพิธภัณฑ์สถาบันทักษิณ
คดศี กึ ษา จงั หวัดสงขลา อีกทั้งในวนั ดงั กล่าวยังตรงกบั วนั เพ็ญเดือนสบิ สอง หรือวันลอยกระทง คณาจารย์

และนักศกึ ษา ทศศ.๖๒ ได้แวะเวียนไปพบปะศิษย์เก่า นายสุรศกั ดิ์ ชัยศรี หรอื พ่ไี ตเต้ิล ที่มากความสามารถ
ปัจจุบันเป็นเจ้าของธุรกจิ ส่วนตัว โดยพี่ไตเติ้ลได้ให้เกียรติเป็นวทิ ยากรให้ความรู้ในด้านการเรียนรู้การทา
บายศรี และกระทงใบตอง เพอ่ื ใชใ้ นงานโอกาส หรือพิธตี ่าง ๆ

วิทยากรสอนประดษิ ฐ์กระทง ร่วมถ่ายภาพ และมอบของทร่ี ะลึกแก่วิทยากร
วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถิ่นใต้ หน้า ๓๓

ในค่าคืนวันเพ็ญเดือนสิบสอง พวกเราได้มีโอกาสชมการแสดงพ้ืนบ้านโนราลงครู เป็นการแสดง
โนราประกอบพิธีกรรมท่ีปรากฏอยู่ในวิถขี องคนภาคใตม้ าต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีจุดมุ่งหมายสาคญั ใน

การแสดงอยู่ ๓ ประการ คอื เพ่ือเป็นการเคารพบูชาและแสดงความกตญั ญตู ่อวิญญาณบรรพบุรุษ เพ่ือแก้
บนส่งิ ที่ไดบ้ นบานศาลกลา่ วเอาไว้ และเพือ่ ทาพิธีครอบครูโนราและรักษาโรคตา่ ง ๆ ทัง้ น้กี ารประกอบพิธี
โนราลงครู ในปจั จบุ ันเป็นการสืบทอดมรดกอันล้าคา่ ของชาวใตเ้ พ่อื ใหค้ งอยจู่ ากร่นุ ส่รู นุ่

ลักษณะการแต่งกาย ในการแสดงพื้นบ้านของ การประกอบพิธโี นราลงครู จะประกอบพธิ โี ดยผู้ท่ีมี
ชาวภาคใต้ เคร่ืองแตง่ กายท่สี วยงาม และมี ความเชยี่ วชาญในดา้ นของโนรา

คุณคา่ อย่างมาก

วันถัดมาพวกเราได้มีโอกาสล่องเรอื ชมความงามทะเลบัวแดง และฝูงควายน้า พร้อมท้ังยังศึกษา

เรียนรู้วิถีชีวิตชุมชมทะเลน้อย และแวะเย่ียมชมวิถีชีวิตชุมชน ณ หลาดใต้โหนด ซึ่งเป็นตลาดชุมชนที่
ชาวบ้านในท้องถ่ินนาผัก ผลไม้ หรืออาหารต่าง ๆ มาจาหน่าย เป็นการรื้อฟื้นส่ิงที่กาลังจะสูญหายไปให้
คนื กลบั มา

ซอ้ื ของรับประทานในตลาดใตโ้ หนดที่ปลอดถุงพลาสติก
ใชว้ ัสดทุ างธรรมชาติทดแทน

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถ่ินใต้ หนา้ ๓๔

เดินหาของรบั ประทานแบบสไตล์พ้ืนบา้ น หรือยุค ๙๐

การเดินทางเรียนรู้ข้อมูลทางคติชน นอกจากนักศึกษาจะไดร้ ับประสบการณ์ตรงแล้ว ยังเป็นการ
เรียนรู้ท่ีหาจากในห้องเรียนไม่ได้ รวมถึงช่วยสร้างความสามัคคีร่วมแรงร่วมใจ ทาให้ทราบถึงปัญหา
ท่ีเกิดขึ้น และสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง นอกจากน้ียังเป็นการเสริมสร้างประสบการณ์ในการ
เรียนรู้ เพอ่ื นาความรทู้ ี่ไดเ้ ปน็ แนวทางการศึกษาในรายวชิ าตา่ ง ๆ ตอ่ ไป

ถ่ายภาพรว่ มกนั ณ พิพิธภณั ฑค์ ตชิ นวิทยา

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถนิ่ ใต้ หน้า ๓๕

ดิเกีย : บทบาท และภาพสะทอ้ นมติ ิทางสังคม
ในประเพณแี ตง่ งานของชาวไทยมสุ ลิม
อาเภอเกาะยาว จงั หวัดพังงา

ปลกู กล้านักวิจยั

ดเิ กยี : บทบาท และภาพสะท้อนมติ ทิ างสังคม
ในประเพณีแต่งงานของชาวไทยมุสลมิ
อาเภอเกาะยาว จังหวดั พงั งา

อิสมัต ดาวเรือง

บทคดั ยอ่
งานวิจัยเร่ือง ดิเกีย : บทบาท และภาพสะท้อนมิติทางสังคมในประเพณีแต่งงานของชาวไทย

มุสลิม อาเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาท
และภาพสะท้อนสังคมของเพลงดิเกียในประเพณีแต่งงานชาวไทยมุสลิม อาเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา
จานวน ๑๑ เพลง ใช้วิธีการสัมภาษณ์ข้อมูลแบบเจาะจงและการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมจากผู้ท่ี
เก่ยี วขอ้ ง เชน่ ผู้ขบั ร้องเพลงดเิ กีย ปราชญช์ าวบา้ น เป็นต้น

ผลการศึกษาพบว่า ด้านบทบาทของเพลงดิเกีย พบว่า เพลงดิเกียมีบทบาท ๔ ด้าน ได้แก่ ด้าน
การให้ความรู้ ด้านการควบคุมสังคม ด้านการให้ความบันเทิง และด้านการเป็นส่ือมวลชนพื้นบ้าน
ซึ่งในปัจจุบันเพลงดิเกียมีบทบาทต่อผู้คนในชุมชนเกาะยาวลดลง และบางส่วนมีการปรับตัว เพ่ือให้
สอดคล้องกับวิถีชีวิตท่ีเปลี่ยนแปลงไป ในส่วนของการสะท้อนภาพลักษณ์สังคมมุสลิม พบว่า เพลงดิเกีย
แสดงให้เห็นมิติทางสังคม ๔ ด้าน ได้แก่ ด้านความเชื่อ ด้านเศรษฐกิจ ด้านวิถีชีวิต และด้านความรัก
เพลงดิเกียในประเพณีแต่งงานสะท้อนถึงภูมิปัญญาผ่านบทบาท และภาพสะท้อนที่มีคุณค่าต่อผู้คน
ส่ิงเหล่าน้ีแสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจของวัฒนธรรมชุมชนท่ีมีคุณค่าท่ีควรอนุรักษ์ และสืบทอดเพื่อให้
ยังคงดารงอยตู่ ่อไป

คาสาคัญ : ดิเกยี / บทบาท / ภาพลักษณ์สังคมชาวมสุ ลมิ / ประเพณแี ตง่ งาน / ชาวไทยมสุ ลมิ

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถิ่นใต้ หน้า ๓๖

บทนา

“เกาะสามเมือง ลือเลื่องการท่องเท่ียว หน่ึงเดียวรังนก มรดกอันดามัน มหัศจรรย์น้าจืดทะเล”
จากคาขวัญของอาเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา จะเห็นว่าอาเภอเกาะยาวมสี ภาพทางภูมิศาสตรท์ ่ีเป็นเกาะ

มีเมืองล้อมรอบ ๓ เมือง ได้แก่ พังงา ภูเก็ต และกระบ่ี มีเกาะบริวาร คือ เกาะกาหลาด เป็นเกาะรังนก
ที่สร้างรายได้มหาศาล และสิ่งที่น่าอัศจรรย์ คือ แม้เป็นพ้ืนที่เกาะแต่มีบ่อนา้ ศักด์ิสิทธิ์ เป็นบ่อน้าจืดทอ่ี ยู่

ในทะเลท่ีมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คนมาอย่างยาวนาน ด้วยความเช่ือว่าเป็นบ่อน้าศักด์ิสิทธ์ิ
ท่ขี อส่งิ ใดจะได้สมดังปรารถนา

อาเภอเกาะยาวเป็นพ้ืนที่ท่ีมีศักยภาพของทรัพยากรการท่องเที่ยวทั้งธรรมชาติ และวัฒนธรรม

ส่ิงเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความสนใจให้นักท่องเท่ียวเข้าไปช่ืนชม และสัมผัสกับความเป็นเอกลักษณ์
ของชุมชน นอกจากนี้เกาะยาวยังมีลักษณะเด่นของความเป็นชุมชนไทยมุสลิม ด้วยประชากรกว่า

ร้อยละ ๙๙ นับถือศาสนาอิสลาม ทาให้พื้นท่ีแห่งนี้มีวัฒนธรรมที่เก่ียวเนื่องกับชาวไทยมุสลิม รวมทั้งมี
วัฒนธรรมอ่ืน ๆ ท่ีโดดเด่น และน่าสนใจ เช่น วิถีชีวิต อาหาร ความเชื่อ พิธีกรรม ประเพณี เป็นต้น
(แนะนาเกาะยาว, ๒๕๕๑, หน้า ๒๔)

การแต่งงาน เป็นประเพณีท่ีเก่ียวกับชีวิตหรือครอบครัว ซ่ึงการแต่งงานของอาเภอเกาะยาว
นอกจากเป็นการจดั งานให้สอดคลอ้ งตามหลักศาสนาอิสลามแลว้ ยงั มีลกั ษณะเด่นด้วยการใช้เพลงพนื้ บ้าน

คือ เพลง ดิเกยี ให้เปน็ ส่วนหน่ึงในประเพณี โดยมีเน้ือหาของเพลงทแ่ี ฝงดว้ ยแง่คดิ ตลอดจนคาสอนตา่ ง ๆ
อย่างนา่ สนใจ ดังที่ฉา เรงิ สมุทร (๒๕๖๒, สมั ภาษณ)์ ให้ข้อมูลเพลงดิเกีย ว่า เพลงดิเกยี ปรากฏอยใู่ นพ้ืนที่
อาเภอเกาะยาวมาเป็นเวลานาน การขับร้องเพลงดิเกียประกอบไปด้วยผู้ขับร้อง และนักดนตรี จานวน

๑๐ – ๑๕ คน โดยเน้ือหาของเพลงเป็นการผูกเร่ืองราวจากการดาเนินชีวิตประจาวันของผู้คน ร้อยเรียง
ให้น่าสนใจ แฝงด้วยแง่คิด คาสอนสาหรับสอนคู่บ่าวสาว มีการปรับเปล่ียนจากบทสวดภาษาอาหรับ

มาเป็นภาษาไทยถ่ินใต้ที่ทาให้ผู้ฟังเข้าใจง่าย เพ่ือส่ือความหมายให้สอดคล้องกับบรรยากาศของงาน
แต่งงาน นอกจากน้ี ทยา เตชะเสน์ (๒๕๕๘) ยังกลา่ วถึงจุดเด่นของ เพลงดิเกยี ว่า เป็นการสื่อความหมาย
จากผูร้ ้องโดยใชภ้ ูมิปญั ญาในการสอน หรอื อบรมสง่ั สอนคนในชุมชนท้องถน่ิ ท่อี ย่รู ว่ มกัน มีการใช้วาทศิลป์

มาเปน็ ภาษาร้อง จนเกดิ เป็นคตชิ นท่ีสะท้อนเร่ืองราวของสังคมใหเ้ ขา้ มาอยู่ในบทเพลง ทาใหเ้ พลงมีเนื้อหา
และความหมายทดี่ ี ควรแกก่ ารจดจา ดงั เชน่ ตัวอย่าง เพลง “ฟงั ”

ฟังแลพน่ี ้องจงฟัง ฟงั และฟงั ให้ดดี ี โอแ้ ละวนั แลในวันน้ี

สาหยาจะว่า ว่าลาฮใู หฟ้ ัง ว่าลาฮูแลใหฟ้ งั วา่ ลาฮูแลใหฟ้ งั

จะขอกล่าวเป็นกลอนลาฮู แลจะบอกใหร้ ูบ้ รรดาญาติแลทีนี้

ไดม้ าวา่ ในสถานบ้านนี้ ไดโ้ ปรดปราณีด้วยความเกรงใจ แลดว้ ยความเกรงใจ

ถ้าไมม่ าแลเห็นว่าก็ไมไ่ ด้ ผมรบั คาสงั่ สาหยาเอาไว้

ถ้าไมเ่ จ็บไม่ไขส้ าหยากต็ อ้ งมา

ถา้ ไมม่ าก็เห็นว่าจะไม่ดี ผมกลวั ไมตรสี าหยาจะขาด

โอน้ ับถอื กนั เปน็ วงศ์ญาติ ผมกลัวจะขาด ขาดสมาคม

สาหยาเปรยี บเสมือนปลาไหล ไมย่ าวเทา่ ใดเปรยี บเสมือนนกบนิ หลา

ท่านอยา่ แช่งแลอยา่ ดา่ ท่านอยา่ นนิ ทา นนิ ทาตามหลัง

บัดดาโรแลเป็นคาและบนั โทน ขอให้ทา่ นอย่าโลนเพราะเปน็ เด็กและยังอ่อน

ยังขัดในคากลอน ในการแสดงหนอแต่งเพลงและลาฮู แลแต่งเพลงและลาฮู

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถน่ิ ใต้ หน้า ๓๗

นกจอกแลมาคาบหมาก มนั กินทัง้ รากและมันกนิ ทัง้ ใบ
นกน้อยมาหยิกนกใหญ่ นกพนั ตีไหนมาหยกิ นกงกั แลมาหยกิ และมาหยกิ นกงัก

(เสรี เรงิ สมทุ ร, ๒๕๖๒, สัมภาษณ์)

เพลง “ฟัง” เป็นเพลงพ้ืนบ้านท่ีใช้ขับร้องในพิธีแต่งงานของชาวไทยมุสลิมตาบลเกาะยาวน้อย

เพลงน้ีเป็นบทเพลงแรกที่ใช้ขับร้องตอนขบวนฝ่ายเจ้าบ่าวแห่ขันหมากไปสู่ขอเจ้าสาว โดยเนื้อเพลงเป็น
การกล่าวแนะนาตัวของผูข้ ับรอ้ ง เนอื้ หาของเพลงสะทอ้ นถงึ วถิ ชี ีวิตของชาวมุสลิมทมี่ ีความรัก ความผกู พัน

ท้ังในฐานะญาติมิตร และผองเพื่อนที่นับถือกันเสมือนเครือญาติ เป็นความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่ไม่ว่า
จะเป็นผใู้ ดก็ตามหากมาอยรู่ ่วมกนั เป็นสงั คมเดียวกันกพ็ ร้อมท่ีจะชว่ ยเหลือเกอ้ื กูล ให้เกียรตซิ ง่ึ กันและกัน
เสมือนพี่น้องเครือญาติเดียวกันท้ังหมด เพลงน้ีเป็นการเชิญชวนให้เช่ือฟังคาบอกกล่าวของผู้นาที่ได้

เชิญชวนให้แขกเหรื่อหรือผู้คนมาร่วมงานสาคัญ โดยสังคมมุสลิมปลูกฝังให้ทุกคนอยู่ร่วมกันด้วยความ
นอบนอ้ ม รวมถงึ การสรา้ งความเชื่อมั่นต่อผูน้ าในกลุ่มชนนนั้ ๆ ดังจะเหน็ ไดจ้ ากเนอ้ื เพลงทส่ี ะทอ้ นให้เห็น

ถึงหน้าที่ความเป็นผู้นาท่ีต้องเป็นผู้ชี้แนะ หรือกระทาในสิ่งท่ีเป็นประโยชน์แก่ผู้ตาม ดังคาว่า “สาหยา”
แปลวา่ “ตัวฉัน” หรอื “ฉัน” ในท่นี ้ีส่อื ถึงผ้นู าทกี่ าลังชี้แจงข้อมลู บางอยา่ งให้ผูต้ ามรบั รูผ้ ่านคาวา่ “พนี่ อ้ ง”
ท่ีสื่อถึงความสัมพันธ์อันใกล้ชิดที่มีต่อกันในสังคมมุสลิม พร้อมทั้งมีการนาเสนอคาสอนด้วยการใช้วิธกี าร

สื่อ คอื “ลาฮู” หมายถงึ เพลงหรอื ทานองเพลงลาฮู สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ วถิ ชี วี ิต ความเชื่อ ท่บี อกเล่าเร่อื งราว
ผ่านเนื้อร้องและทานองเพลง “ดิเกีย” ร้อยเรียงเป็นทานองเพื่อให้ผู้ฟังรับรู้ และรับทราบด้วยใจที่รื่นเรงิ

ไปกับทานองเพลง (ฉา เริงสมุทร, ๒๕๖๒, สมั ภาษณ)์
ในอดีตจะพบเห็น และได้ยินการขับร้องเพลงดิเกียในประเพณีแต่งงานของชาวเกาะยาว

อยา่ งแพร่หลาย แต่ปัจจบุ นั ผู้ขบั ร้อง และนักดนตรที บ่ี รรเลงเพลงดิเกียมจี านวนลดลง และมแี นวโน้มที่จะ

หายไป ด้วยสภาพสังคม และวิถีชีวิตของผู้คนที่เปล่ียนแปลงไป โดยเฉพาะการที่พื้นที่อาเภอเกาะยาว
กลายเป็นพ้นื ท่ชี มุ ชนการท่องเทยี่ วทมี่ นี กั ทอ่ งเทย่ี วท้ังชาวไทย และชาวตา่ งชาตเิ ข้าไปทอ่ งเที่ยวตลอดทั้งปี

การศึกษาเพลง ดิเกีย ซ่ึงเป็นข้อมูลทางคติชนของชุมชนถือเป็นเรื่องสาคัญ และน่าสนใจ เพราะเป็น
การศึกษามรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนให้เห็นวิถีการดาเนินชีวิต ความเป็นอยู่ ค่านิยม คติความเชื่อของ
ผ้คู นในชมุ ชนอย่างชัดเจน ดงั ท่ี เสาวลกั ษณ์ อนันตศาสตร์ (๒๕๔๓) กลา่ วถงึ ความน่าสนใจของคติชนวทิ ยา

ว่า “เปน็ เรื่องทีน่ ่ารู้ นา่ สนใจ จูงใจให้ศกึ ษา เพราะเปน็ เรอ่ื งทแี่ สดงถงึ ความซบั ซอ้ นและความหลากหลาย
ของจิตใจมนุษย์ซ่ึงเป็นสัตว์โลกท่ีน่าศึกษาค้นคว้าอย่างยิ่ง คติชนเป็นส่ิงที่สะท้อนให้เห็นความซับซ้อน

ของวัฒนธรรมมนุษย์ท่ีเกิดขึ้นต้ังแต่สมัยด้ังเดิมและหลงเหลือมาจนถึงปัจจุบัน" สอดคล้องกับท่ี
สามารถ จันทร์สูรย์ และกรรณี อัญชุลี (๒๕๔๕) กล่าวถึงวัฒนธรรมว่า เป็นความเจริญงอกงาม
ทางความคิด ความเชื่อ ทัศนคติ ค่านิยมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องถ่ิน เป็นวิถีชีวิต

โดยส่วนรวมของมนุษย์ท่ีเกดิ จากระบบความสัมพันธร์ ะหวา่ งมนษุ ย์กับมนษุ ย์ มนุษย์กับสังคม และมนุษย์
กับธรรมชาติ วัฒนธรรมมีทั้งสาระและรูปแบบท่ีเป็นระบบความคิด วิธีการ โครงสร้างทางสังคม สถาบัน

ตลอดจนแบบแผนและทุกส่ิงทกุ อยา่ งท่มี นุษยส์ รา้ งขึน้
ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาเร่ือง “ดิเกีย : บทบาท และภาพสะท้อนในประเพณีแต่งงาน

ของชาวไทยมุสลิม อาเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา” เพื่อศึกษาบทบาท และภาพสะท้อนของเพลงดิเกีย

ในประเพณีแต่งงานของชาวไทยมุสลิมที่สะท้อนให้เห็นถึงวิถชี ีวิต และวฒั นธรรมของผู้คนในช่วงเวลาหน่ึง
กอ่ นทจี่ ะมีการเปล่ียนแปลงไปตามกระแสสังคม โดยเฉพาะกระแสของความเป็นชุมชนแห่งการท่องเท่ยี ว

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถนิ่ ใต้ หน้า ๓๘

วัตถุประสงค์ของการศึกษา

๑. เพื่อศึกษาบทบาทของเพลงดิเกียในประเพณีแต่งงานของชาวไทยมุสลิม อาเภอเกาะยาว
จังหวดั พังงา

๒. เพื่อศกึ ษาภาพสะท้อนของเพลงดิเกยี ในประเพณีแต่งงานของชาวไทยมุสลิม อาเภอเกาะยาว
จังหวัดพงั งา

วธิ กี ารศกึ ษา

การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพท่ีเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ผู้ขับร้อง นักดนตรี
ผู้ประกอบพิธีกรรมในประเพณีแต่งงาน ผู้นาชุมชน ผู้นาศาสนา ปราชญ์ชาวบ้านท่ีมีความรู้เก่ียวกับ
ประเพณีแต่งงาน และเพลงพ้ืนบ้าน คู่บ่าวสาวที่แต่งงานโดยใช้เพลงดิเกียเป็นส่วนหนึ่งของการแต่งงาน
ตาบลละ ๑๐ คน จานวน ๓ ตาบล รวมผู้ให้ข้อมูลหลัก จานวน ๓๐ คน รวมทั้งการสังเกตการณ์แบบ
มีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิดจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลในประเพณีแต่งงานท้ัง ๓ ตาบลของอาเภอเกาะยาว
ได้แก่ ตาบลพรใุ น ตาบลเกาะยาวใหญ่ และตาบลเกาะยาวน้อย โดยผูใ้ ห้ข้อมลู เป็นคนในพืน้ ที่ทม่ี ีอายุ ๔๐ ปี
ขึ้นไป มีถ่ินกาเนิดและอาศัยอยู่ในพ้ืนท่ีอาเภอเกาะยาว รวมทั้งจะต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อ
การใหข้ อ้ มูล นอกจากน้ยี ังมีการเก็บข้อมูลเพม่ิ เตมิ จากผใู้ ห้ข้อมูลรองในกรณีท่ีข้อมูลบางสว่ นยงั ไม่สมบูรณ์
จากน้ันจึงนาข้อมูลมาวิเคราะหต์ ามกรอบงานวจิ ัยของ เสน่ห์ บุณยรักษ์ (๒๕๔๕) ศึกษาเร่ือง “การศึกษา
สภาพสังคมจังหวัดพิษณุโลกและคุณค่าเชิงวรรณศิลป์จากบทเพลงพื้นบ้าน” ในด้านภาพสะท้อนสังคม
และเรียบเรียงตามประเด็นทไี่ ด้กาหนดไว้

ผลการศกึ ษา

เพลงดิเกีย เป็นเพลงพื้นบ้านที่ใช้ในงานแต่งงาน โดยผู้แต่งเรียบเรียงเน้ือร้องให้เชื่อมโยง
ถึงเร่ืองราวของการแต่งงาน แม้ตามธรรมเนียมการแต่งงานหรอื การนิกะห์ของชาวมุสลิมในประเทศไทย
จะไม่มีดนตรี หรือการร้องเพลงประกอบ แต่สาหรับชาวไทยมุสลิมชุมชนเกาะยาว หากมีการร้อง
และบรรเลงดิเกียในงานแต่งงานถือว่าเป็นการได้รับเกียรติอย่างยิ่ง ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับความต้องการ
ของเจ้าภาพว่าต้องการให้มีเพลงดิเกียในงานแต่งหรือไม่ เพลงดิเกียทุกเพลงมีทานองที่คล้ายคลึงกัน
ไมเ่ คร่งครัดฉันทลกั ษณข์ องเน้อื เพลง ไมม่ รี ูปแบบทช่ี ัดเจน และเนือ้ เพลงมีทงั้ ขนาดสั้น และยาว

จากการศึกษา “ดิเกีย : บทบาท และภาพสะท้อนในประเพณีแต่งงานของชาวไทยมุสลิม อาเภอ
เกาะยาว จังหวัดพังงา” ผู้วิจัยพบว่ามีเพลงดิเกียท่ีใช้ในประเพณีแต่งงาน จานวน ๑๑ เพลง ได้แก่
เพลงคาสอนอัลเลาะห์ เพลงสรรเสริญพระเจ้า เพลงสอนใจ เพลงสอนหญิง เพลงดาใหญ่ (ดัจญาล) เพลง
สอนลูกเมีย เพลงฟัง เพลงโสดาดวง เพลงเราได้กันใหม่ ๆ เพลงอัสลามมูอาลัยกุม และเพลงประวัตินบี
โดยมผี ลการศกึ ษาดังตอ่ ไปนี้

บทบาทของเพลงดิเกียในประเพณีแตง่ งาน
จากการศึกษาพบว่าเพลงดิเกียทั้ง ๑๑ เพลง ในประเพณีแต่งงานของชาวไทยมุสลิม อาเภอ
เกาะยาว ทุกเพลงมบี ทบาททีส่ าคญั ดงั ตอ่ ไปน้ี
๑. บทบาทด้านที่เกย่ี วกบั การใหค้ วามรู้

เพลงดิเกีย ท้ัง ๑๑ เพลง มีบทบาทที่เก่ียวกับการให้ความรู้ จากการได้สัมภาษณ์ชาวบ้าน
ผู้ให้ข้อมูล กล่าวถึงบทบาทของเพลงดิเกียต่อชาวไทยมุสลิมอาเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา พบว่า
เพลงดิเกียได้ถ่ายทอดความรู้ท้ังทางตรง และทางอ้อม คือ การทาความเข้าใจในวิถีชีวิตของผู้คน สังคม

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถิ่นใต้ หน้า ๓๙

การดาเนินชวี ติ ตามหน้าที่ของพลเมืองในสังคม การเข้าใจธรรมชาติ และสง่ิ แวดล้อม รวมไปถึงการปลกู ฝัง
คุณธรรมในการใชช้ วี ติ บนพื้นฐานความเช่ือทางศาสนา นาเสนอผ่านเนื้อร้อง และภาษติ คาสอนทีแ่ ฝงอยู่ใน
เน้อื รอ้ ง ดงั ตวั อย่างตอ่ ไปนี้

“...ท่านนบีนั้นท่านมีดาหรัด มีข้อบัญญัติทั่วท้ังหญิงชาย คนเราอย่าทามักง่ายคนผู้ชายต้องสอน
ลกู สอนเมีย...”

(เพลงสอนลูกเมยี : ฉา เรงิ สมทุ ร, ๒๕๖๒, สัมภาษณ)์

จากเนื้อเพลงข้างต้น แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่เก่ียวกับการให้ความรู้ โดยนาเสนอผ่านบทบาท
และหน้าท่ีในการครองเรือน ผ่านคาสอนของท่าน “นบี” ซ่ึงสื่อถึงศาสดาผู้ประพฤติชอบด้วยคาสอนแห่ง
ศาสนาอิสลาม

“เราปฏบิ ัตติ กแตง่ ทนี่ อน มึงอย่านอนแลใหส้ ูงกวา่ ผัว หมอนท่ีหนนุ หัวแลใหเ้ ทยี มหวั บ่า มึงอยตู่ ้อง
เอาจอบเอาเสียม …”

(เพลงสอนหญงิ : สูอีด ภญิ โญ, ๒๕๖๒, สัมภาษณ์)

จากเน้ือเพลงข้างต้น แสดงให้เห็นถึงบทบาทที่เก่ียวกับการให้ความรู้เกี่ยวกับการทาหน้าท่ี
ของผู้หญิงที่ต้องทาหน้าท่ีภรรยาว่าต้องมีความเคารพต่อสามี แม้แต่การสอนก็ต้องนอนให้อยู่ในระดับต่า
กวา่ สามี รวมถงึ ใหค้ วามร้ใู นเร่อื งความขยนั ต่อหนา้ ท่ีการงาน

๒. บทบาทในการควบคุมสงั คม
เพลงดิเกีย ทั้ง ๑๑ เพลงเป็นเพลงพื้นบ้านท่ีมีบทบาทในการควบคุมพฤติกรรมในสังคม

โดยเนื้อหาสาระในเพลง มกี ารแนะนาแนวทางการประพฤติปฏิบัติในสงิ่ ท่ีควรกระทาและมีความเหมาะสม
มคี วามสาคญั ในการเป็นเครื่องเสริมสร้างพลงั แห่งจิตใจ ให้มีการเปน็ อยู่ที่ดี สอนใหร้ ู้จักการรักใคร่สามัคคี
กลมเกลียว เพ่ือการประกอบกิจการต่าง ๆ อันดารงอยู่บนบรรทัดฐานในการอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่าง
มีความสุข ดงั ตวั อยา่ งตอ่ ไปนี้

“...อัสลามแลมอู าลยั กมุ ขอใหฮ้ ูกมและตูฮนั อาสา วา่ อาลยั ลยั กุมสลาม ขอให้ทาตามนบี เราอา...”
(เพลงอัสลามมูอาลัยกมุ : ฉา เริงสมุทร, ๒๕๖๒, สมั ภาษณ์)

จากตัวอย่างข้างต้น เน้ือหาของเพลงแสดงให้เห็นถึงการรนรงณ์ให้ประพฤติปฏิบัติตามแบบแผน
ของศาสนาอิสลาม ผ่านการกล่าวอ้างถึงแนวทางของ “บนี” ผู้ซึ่งประพฤติชอบด้วยหลักการแห่งศาสนา
อิสลาม เป็นบทบาทในการควบคุมสังคมให้ทาความดีโดยที่มีแบบอย่างผ่านเนื้อเพลงท่ีว่า “...ขอให้ทา
ตามนบี เราอา...” เปน็ ต้น

๓. บทบาทที่เก่ยี วกบั การใหค้ วามบนั เทงิ
เพลงดิเกีย เป็นเพลงที่ใช้ในประเพณีแต่งงานท่ีเป็นงานมงคล เพลงทั้ง ๑๑ เพลง นอกจาก

จะสอดแทรกคาสอนแลว้ จึงมีความบนั เทงิ แฝงอยู่ แตม่ เี พลงจานวน ๕ เพลง ทีม่ ุ่งเนน้ ความบนั เทงิ เปน็ หลกั
ได้แก่เพลงฟัง เพลงโสดาดวง เพลงเชิญบ่าวเข้าห้อง เพลงอัสลามูอาลัยกุม และเพลงเราได้กันใหม่ ๆ
โดยเน้ือหา รวมถึงท่วงทานองของเพลงดังกล่าวช่วยให้เกิดความสนุกสนาน รื่นเริงแก่กลุ่มคนในสังคม
ทั้งผู้ร้อง ผู้รับฟัง และผู้ชมได้ผ่อนคลายความเครียด อีกทั้งยังเป็นสื่อในการเล่าเรื่องราวของสังคมด้วย

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถิ่นใต้ หนา้ ๔๐

ภาษาทเี่ ขา้ ใจง่าย สนุกสนาน สรา้ งความนา่ สนใจผ่านการรอ้ ยเรียงเป็นบทเพลงท่ีมีเสยี งขับร้อง ท่วงทานอง
จังหวะ และคาท่ีสอ่ื ความหมายถึงอารมณแ์ ละความรสู้ กึ ได้อยา่ งเพลิดเพลิน ดังตวั อย่างต่อไปน้ี

“...จะขอกลา่ วแลเป็นกลอนแลลาฮู และจะบอกแลให้ร้บู รรดาญาติในทนี่ .้ี ..”
(เพลงฟงั : เสรี เริงสมุทร, ๒๕๖๒, สมั ภาษณ)์

จากตวั อย่างข้างตน้ คาว่า “ลาฮู” มกี ารให้ความหมายจากปราชญ์ชาวบ้านว่า หมายถึง การอ่าน
กลอนท่ใี ส่ทานองเพื่อให้เกิดความไพเราะ ช่วยเพิม่ อรรถรสในการขับร้องเปน็ เพลง และถา่ ยทอดเร่อื งราว
ต่าง ๆ สรา้ งความนา่ สนใจ เกิดความสนุกสนามทง้ั ในกลมุ่ ผขู้ บั รอ้ ง และผฟู้ ัง

“โสดาดวงแล้วจะปวงระกา ตัวพ่ีชอกช้าไปเสียแล้วหรือน้อง (ซ้า) วันน้ีตัวพี่เป็นร้อง
ลัน เลน ล่ัน ลัน่ (ซ้า) โอ้แม่ทองเอวกลม ลา ลา ลา ล้า ลนั ”

(เพลงโสดาดวง : ก้อเสน็ ดาวเรอื ง, ๒๕๖๒, สัมภาษณ)์

จากตัวอย่างข้างต้น เน้ือเพลงส่ือเน้ือหาในเชิงตัดพ้อ แต่แฝงด้วยความสนุกสนาน
เป็นการโอ้โลมระหวา่ งชายหญิง สรา้ งความสนุกสนานเพลิดเพลินให้แก่ผูฟ้ ังได้เป็นอย่างดี

๔. บทบาทดา้ นการเป็นสื่อมวลชนพื้นบ้าน
เพลงดิเกยี มบี ทบาทด้านการเป็นสื่อมวลชนพ้นื บา้ นในการเป็นกระบอกเสียง กระจายขา่ วสาร

ประชาสัมพันธ์ให้ผู้คนในชุมชนทราบถึงกิจกรรมและการเปล่ียนแปลงทางสังคม อีกทั้งยังเป็นส่ือดึงดูด
ใหผ้ คู้ นในชมุ ชนเข้ามามสี ่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน โดยเฉพาะในประเพณีแต่งงาน ซ่งึ นอกจาก
การสงั่ สอนคบู่ ่าวสาวแล้วยังสอนผูเ้ ขา้ ร่วมในประเพณีดว้ ย ดังตวั อยา่ งต่อไปนี้

“...วันนี้และเป็นวันอะไร ตุลาบัยจึงได้มาทางน้ี จะขอถามและหนาดไมตรีว่าเขาทาหนูหรี่
ว่าทาไหร แหนะเปด็ หรือวา่ แหนะไก่แหนะควายตวั ใหญ่ ในงานมงคลเผยแพร่แลการกุศลสรา้ งพลเมอื งขึ้น
ให้มากมาย...”

(เพลงโสดาดวง : ก้อเสน็ ดาวเรอื ง, ๒๕๖๒, สัมภาษณ)์

จากตัวอย่างข้างต้น เน้ือหาของเพลงแสดงให้เห็นถึงบริบทของการรวมตัวของผู้คนในชุมชน
ผ่านการบอกกล่าว ว่า “...วนั น้ีและเปน็ วันอะไร ตุลาบัยจงึ ไดม้ าทางน้ี...” และระบชุ ่อื กลุ่มคนอนั เป็นผู้นา
การประกอบศาสนกิจ นาเสนอผ่านคาว่า “ตุลาลัย” ซึ่งหมายถึงผู้เรียนรู้ในเรื่องศาสนา ท่ีมารวมตัวกัน
เพื่องานการกุศล

อย่างไรก็ตามด้วยสภาพของชุมชนเกาะยาวที่เปล่ียนแปลงไปด้วยปัจจัยต่าง ๆ เช่น ปัจจัยด้าน
สังคม เศรษฐกิจ การศึกษา วัฒนธรรม เป็นต้น ส่งผลให้บทบาทของเพลงดิเกียที่ใช้ในประเพณีแต่งงาน
มีการปรับเปลี่ยนไป และลดบทบาทลง ด้วยสภาพความเป็นชุมชนซึ่งเป็นท่ีสนใจของนักท่องเท่ียว
การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตทาให้ความสัมพันธ์ของคนในชุมชนลดลง การศึกษาท่ีทาให้คนหนุ่มสาวต้องไป
อาศัยอยู่ต่างถิ่นทาให้รับวัฒนธรรมสมัยใหม่เข้ามา เป็นต้น และจากการที่ผู้วิจัยได้ลงพ้ืนที่เพ่ือเก็บข้อมูล
ผู้ที่มีความรู้ในการให้ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นผู้สูงวัยท่ีอาจหลงลืมทาให้ข้อมูลบางอย่างที่เคยทา หรือเคยมี
ขาดหายไป นอกจากน้ียังมีการปรับแต่งเน้ือหาของเพลงดิเกียบางส่วนให้เข้ากับยุคสมัย เช่น
มีการปรับเปลี่ยนช่ือเพลงให้เรียกง่ายข้ึน มีการนาเน้ือร้องมาเป็นช่ือเพลง มีการนาช่ือสินค้าที่ปรากฏ

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถิน่ ใต้ หนา้ ๔๑

และเป็นที่นิยมในปัจจุบันมาเพ่ิมเติมในเนื้อเพลง เป็นต้น ส่วนเนื้อหาสาระสาคัญยังคงมีลักษณะ และสื่อ
ความหมายโดยยังคงยึดมั่นในเจตนาเดิม ท้ังการสรรเสริญศาสดาของศาสนาอิสลาม การสอนคู่บ่าวสาว
การสอนการใชช้ ีวิตคู่ การครองเรือน รวมถึงการบอกเล่าวถิ ชี วี ติ ของผคู้ น สง่ิ เหล่าน้แี สดงใหเ้ หน็ ถึงบทบาท
ของเพลงดิเกียท่ีเป็นส่ือพ้ืนบ้านท่ีช่วยสร้างความสัมพันธ์อันดีของผู้คน สร้างความบันเทิงท้ังผู้ขับร้อง
ผู้บรรเลง รวมถึงผู้ฟัง โดยเฉพาะคู่บ่าวสาวท่ีถือว่าได้รับเกียรติอย่างยิ่งด้วย อย่างไรก็ตามด้วยสภาพของ
ส่ือสมัยใหม่ โดยเฉพาะส่ือสังคมออนไลน์ท่ีเข้ามารุกล้าในทุกพ้ืนที่อย่างรวดเร็ว ทาให้ความสนใจในสื่อ
พื้นบ้านประเภทดิเกียลดลง แต่ก็มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมพ้ืนบ้าน
ให้ความสนใจท่ีจะอนุรักษ์ สืบสานให้เพลงดิเกียยังคงอยู่ และสามารถนาเสนอแก่ผู้มาเยือน ดังจะเห็นวา่
ชุมชนสามารถสาธิตการขับร้องเพลงดิเกียในงานแต่งงานที่จัดแสดงขึ้นเพื่อให้ผู้มาเยือนได้ศึกษาเรียนรู้
ถือเป็นการเผยแพรว่ ัฒนธรรมพนื้ บา้ นท่ีเป็นเอกลักษณ์ และนา่ สนใจของชุมชนได้อีกชอ่ งทางหนงึ่

ภาพสะทอ้ นของเพลงดเิ กยี ในประเพณีแตง่ งาน
ภาพสะท้อน เป็นสิ่งท่ีสื่อให้เห็นถึงการถ่ายทอดความหมายอันมาจากบรรทัดฐานการดาเนินชวี ิต
ท้ังส่ิงท่ีจับต้องได้ และไม่สามารถจับต้องได้ จากการศึกษาพบว่าเพลงดิเกียท้ัง ๑๑ เพลง ในประเพณี
แต่งงานของชาวไทยมุสลิม อาเภอเกาะยาว ปรากฏภาพสะท้อน ดงั ต่อไปนี้
๑. ภาพสะทอ้ นดา้ นความเชอื่

ภาพสะทอ้ นดา้ นความเชื่อ คอื การสอื่ ให้เห็นถงึ ระบบสญั ลักษณ์ที่ให้ความหมายแก่สิ่งรอบตัว
มีพลงั อานาจท่สี ามารถสร้างศรทั ธา เรา้ อารมณ์ความรสู้ กึ ของคนโดยการใหส้ ัจธรรมเกีย่ วกับชวี ิต ความเชือ่
ในหลักธรรมของศาสนา ความเชอื่ ในสิง่ ศักดิ์สิทธิ์ และความเชอ่ื ในสง่ิ ท่ีมีอานาจเหนอื มนษุ ย์ พบจานวน ๘
เพลง ได้แก่ เพลงคาสอนอลั เลาะห์ เพลงสรรเสริญพระเจ้า เพลงสอนใจ เพลงดาใหญ่ (ดัจญาล) เพลงสอน
ลกู เมยี เพลงประวตั ินบี เพลงฟงั และเพลงโสดาดวง ดังตัวอย่างต่อไปน้ี

“...คาปราศรัยท่ีผมได้กล่าวมา อย่าได้พลาดพล้ังวันหนึ่งหาเวลา ให้ถือศีลอด อัลเลาะห์ได้จด
ในวันโลกหน้า...”

(เพลงคาสอนอัลเลาะห์, ฉา เรงิ สมทุ ร, ๒๕๖๒, สัมภาษณ์)

จากเน้ือเพลงข้างต้น สะท้อนความเชื่อท่ีกล่าวถึงหลักศรัทธาและหลักปฏิบัติในศาสนาอิสลาม
และการสรรเสริญอัลเลาะห์หรือพระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก เนื้อเพลงระบุถึงข้อปฏิบัติในศาสนา
คือการ “ให้ถือศีลอด” เป็นการอดอาหารในเวลากลางวันและประพฤติตนให้อยู่ในกรอบแห่งการปฏบิ ตั ิ
การละเว้นในส่ิงท่ีพึงกาหนด เป็นระยะเวลา ๑ เดือน ซึ่งเป็นศาสนกิจหน่ึงของชาวมุสลิม รวมไปถึง
ความเช่ือในการเป็นอยู่ของโลกน้ี และโลกหน้า การปฏิบัติตนตามศาสนบัญญัติเพ่ือการแสวงหาผลบุญ
สง่ ผลไปยังโลกหน้าซ่ึงเป็นความเชื่อในศาสนาอสิ ลามเช่นกนั

๒. ภาพสะทอ้ นด้านเศรษฐกจิ
ภาพสะท้อนด้านเศรษฐกิจ คือ การสื่อถึงพฤติกรรมการแลกเปลี่ยนส่ิงต่าง ๆ อันมีปัจจัย

เปน็ สอื่ กลางในการแสดงคุณค่าทางสง่ิ น้นั ๆ ใหม้ คี วามเทา่ เทียมกัน เป็นพฤตกิ รรมท่ีกระทาจนกลายเป็นที่
ยอมรับของบุคคลในสังคม และยึดถือปฏิบัติให้เป็นไปในทางเดียวกัน รวมไปถึงการถือครองกรรมสิทธิ์
อันแสดงออกถึงฐานะ ความนิยม ความสามารถในการซ้ือขายให้ได้ผลลัพธ์คือกาไรและขาดทุน

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถิน่ ใต้ หนา้ ๔๒

จากการศึกษาเพลงดิเกีย ปรากฏเพลงที่มภี าพสะท้อนดา้ นเศรษฐกิจ จานวน ๑ เพลง ได้แก่ เพลงโสดาดวง
ดังตัวอยา่ งต่อไปน้ี

“...ซักบาทนั้นแหละไมข่ าดทนุ เอาแตส่ ่วนบุญและคุณแม่คา้ ...”
(เพลงโสดาดวง : ก้อเส็น ดาวเรอื ง, ๒๕๖๒, สัมภาษณ)์

จากเนอ้ื เพลงข้างตน้ สะท้อนใหเ้ ห็นพฤติกรรมของผู้คนที่เก่ียวขอ้ งกับการซ้ือขาย เกยี่ วกบั รายได้
กาไร ขาดทุน เป็นภาพสะท้อนทางเศรษฐกิจ ส่ือผ่านคาว่า “แม่ค้า” และ “ขาดทุน” และการกล่าวถึง
สอ่ื กลางในการแลกเปล่ียนสิง่ ของ โดยนาเสนอเปน็ จานวนหรือคา่ ของปจั จยั เรียกว่า เงิน มีหน่วยเป็นบาท
ผา่ นคาว่า “ซักบาท” แสดงให้เหน็ ว่าชาวไทยมุสลมิ อาเภอเกาะยาว รู้จักและเข้าใจในเรื่องของการค้าขาย
บทบาทในอาชีพค้าขายเพื่อการแสวงหาผลกาไรอันสมควร ซึ่งเป็นส่ิงจาเป็นที่จะใช้เป็นปัจจัยหลัก
ในการดารงชวี ติ

๓. ภาพสะทอ้ นด้านวถิ ีชีวิต
ภาพสะท้อนด้านวิถชี วี ติ คอื การสื่อใหเ้ หน็ ถงึ แบบแผน พฤติกรรม การดาเนนิ ชวี ติ ของผู้คนท่ีมี

ความสัมพนั ธ์กบั ส่งิ แวดล้อมอนั เปน็ ท่ตี งั้ ถิน่ ฐานในทอ้ งทนี่ น้ั ๆ เช่น การประกอบอาชพี การคมนาคมขนสง่
ที่แสดงถึงการใช้ชีวิต จากการศึกษาเพลงดิเกีย ปรากฏเพลงที่มีภาพสะท้อนด้านวิถีชีวิตจานวน ๓ เพลง
ไดแ้ ก่ เพลงเราได้กันใหม่ ๆ เพลงฟัง และเพลงอสั ลามมอู าลยั กมุ ดังตวั อยา่ งต่อไปนี้

“...เราได้กนั แล้วอยู่กันให้ดดี ี มงึ อย่าทบุ อย่าตี อย่าแช่งอย่าดา่ เราเฝ้ากาดกันทามาหากนิ อยู่หนา้
แผ่นดนิ เราทาไร่ทานา...”

(เพลงอัสลามมอู าลัยกุม : ฉา เรงิ สมุทร, ๒๕๖๒, สมั ภาษณ)์

จากเน้ือเพลงข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงภาพสะท้อนด้านวิถีชีวิต ผ่านการนาเสนอความเป็นอยู่
ของคู่ครองสามี ภรรยาที่ช่วยกนั ทามาหากนิ ดว้ ยการทาเกษตรกรรม คือ การทาไร่ทานา ในข้อความท่วี ่า
“อยู่หน้าแผ่นดินเราทาไร่ทานา” นอกจากน้ียังสะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตที่อยู่อย่างเรียนง่าย
ใช้ทรัพยากรท่ีมีให้เกิดประโยชน์ เป็นการหาเล้ียงชีพเพ่ือดารงชีวิตอยู่บนพื้นฐานของความพอประมาณ
และพอเพียง

๔. ภาพสะท้อนด้านความรกั
ภาพสะท้อนด้านความรัก คือ การสื่อให้เห็นถึงความรักท่ีเกิดขึ้นระหว่างบุคคลที่มี

ความเก่ียวเน่ืองกัน ทั้งในสถาบันท่ีเรียกว่าครอบครัว เครือญาติ และความสัมพันธ์ในระดับท่ีกว้างขึ้น
เก่ียวข้องกันในดา้ นการเปน็ อยู่ การให้เกยี รติ เคารพนบั ถอื ความสมั พันธ์ระหวา่ งสถานะ เช่น บิดา มารดา
สามี ภรรยา บุตร ความเป็นพีน่ อ้ ง ญาตมิ ติ ร ผมู้ พี ระคณุ เปน็ ต้น สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงความรักความผูกพนั ที่มี
ใหแ้ ก่กันและกัน จากการศึกษาเพลงดิเกีย ปรากฏเพลงที่มีภาพสะท้อนด้านวิถีชีวติ จานวน ๕ เพลง ได้แก่
เพลงสรรเสริญพระเจ้า เพลงสอนหญิง เพลงสอนลูกเมีย เพลงเราได้กันใหม่ ๆ และเพลงดิเกียอัสลาม
มอู าลัยกมุ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

“...และพ่อแม่ของเรา และพ่อเกิดหัวรักษาตัวเราอยู่ บนดุนยา ได้ป้อนข้าวอาบน้าทุกเวลา
ไดพ้ ิทักษ์รกั ษา จงร้คู วาม...”

(เพลงสรรเสริญพระเจา้ : กอ้ เดช เรงิ สมุทร, ๒๕๖๒, สมั ภาษณ์)

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถิน่ ใต้ หน้า ๔๓

จากเนื้อเพลงขา้ งต้น สะทอ้ นใหเ้ หน็ ถึงความรักของพ่อแมผ่ ู้ให้กาเนิด คอยเลยี้ งดูฟูมฟกั ปอ้ นข้าว
ป้อนน้าให้กับผู้เป็นลูกมาตั้งแต่เล็กจนโต เน้ือเพลงยังสื่อให้เห็นถึงความสาคัญของการตอบแทนบุญคุณ
ผู้ให้กาเนิด การปรนนิบัติ ดูแลรักษาพ่อแม่ของตน เป็นการสื่อถึงความรักระหวา่ งบุคคลท่ีมีความสัมพันธ์
กันในสายเลือด ส่งผลไปยงั การปลกู ฝังใหผ้ ูเ้ ป็นลกู ทาหน้าทีส่ าคญั คือความกตัญญกู ตเวทตี ่อบพุ การี

สรุปและอภปิ รายผล

จากการศึกษา “ดิเกีย : บทบาท และภาพสะท้อนในประเพณีแต่งงานของชาวไทยมสุ ลิม อาเภอ
เกาะยาว จังหวัดพังงา” ในด้านบทบาทของเพลงดิเกีย พบว่าเพลงดิเกียมีบทบาท ๔ ด้าน ได้แก่
ด้านการให้ความรู้ ด้านการควบคุมสังคม ด้านการให้ความบันเทิง และด้านการเป็นสื่อมวลชนพื้นบ้าน
โดยพบว่าเพลงดิเกียมีบทบาทต่อผู้คนในชุมชนเกาะยาวลดลง และบางส่วนมีการปรบั เปลี่ยน ท้ังนี้เพราะ
วิถีชีวิตท่ีเปล่ียนแปลงไป สอดคล้องกับการศึกษาของ นาฏอนงค์ พวงสมบัติ (๒๕๖๑) ที่ศึกษาเรื่อง
“บทบาทของเพลงพื้นบ้านท่ีมีต่อเยาวชนชุมนุมเพลงพ้ืนบ้าน โรงเรียนเพชรบูรณ์วิทยา” พบว่าบทบาท
ของเพลงพ้ืนบ้านต่อเยาวชนใน ๔ ด้านเช่นเดียวกัน เพียงแต่แตกต่างกันในเนื้อหาสาระของบทบาท
ดงั กล่าว ทั้งน้ีเพราะชุมชนไทยมุสลิมอาเภอเกาะยาวบทบาทของเพลงดิเกียอยู่ภายใต้หลักการทางศาสนา
อสิ ลาม

ด้านภาพสะท้อนของเพลงดิเกีย พบว่า เพลงดิเกียมีภาพสะท้อน ๔ ด้าน ได้แก่ ด้านความเช่ือ
ด้านเศรษฐกิจ ด้านวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และด้านความรัก แต่ละด้านแสดงให้เห็นถึงเร่ืองราว แนวคิด
ขนบนิยมของชาวไทยมุสลิม อาเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา สอดคล้องกับการศึกษาของ พิเชฐ สีตะพงศ์
(๒๕๕๗) ท่ีศึกษาเร่ือง ภาพสะท้อนผ่านเพลงขับสายแปง : กรณีศึกษาบ้านสะแกราย ตาบลดอนยายหอม
อาเภอเมือง จังหวัดนครปฐม โดยพบว่าเพลงขับสายแปงสะท้อนเร่ืองราวทางวัฒนธรรมของชุมชน เช่น
ความเชือ่ สภาพสังคม ประเพณี เปน็ ต้น

จากสภาพความเป็นชมุ ชนมุสลิมของอาเภอเกาะยาว ทาให้เพลงดเิ กยี ทีเ่ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของประเพณี
แตง่ งานยดึ โยงกบั หลกั การทางศาสนาสอดคล้องกบั ท่ี ชศู กั ดิ์ วิทยาภัค (๒๕๖๑) กล่าวว่า ศาสนาทาหน้าที่
ดารงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมกายภาพ เป็นส่วนหนึ่งของการปรับตัวของมนุษย์
กับสิ่งแวดล้อม และสอดคล้องกับที่ อคิน รพีพัฒน์ (๒๕๕๑) กล่าวถึงพิธีการต่าง ๆ ว่า เป็นพฤติกรรม
การแสดงทส่ี รา้ งความเช่ือมน่ั ในความคิดทางศาสนา เพ่มิ ความลกึ ซึง้ และพยายามสรา้ งรัศมขี องความเปน็ จริง
จนนาไปสู่ความศรัทธาในพิธีกรรมโลกท่ีเป็นจริงกับโลกแห่งจินตนาการผสมผสานเป็นโลกเดียวกัน
การปฏิบัติศาสนกิจทาให้ความเช่ือทางศาสนาปรากฏขึ้นในระนาบของมนุษย์ หรือเรียกว่า “การแสดง
ทางวัฒนธรรม”

เพลงพื้นบ้านประเภทดิเกียในประเพณีแต่งงานของชาวไทยมุสลิม อาเภอเกาะยาว จังหวัดพงั งา
มีคุณค่าท่ีสะท้อนถึงภูมิปัญญาของผู้คนในชุมชน ท่ีมีการสืบทอด ส่งต่อจากรุ่นสู่รุน่ บนพืน้ ท่ีของความเป็น
ชุมชนการท่องเที่ยว จึงสามารถนาเสนอให้เป็นส่วนหน่ึงของการท่องเที่ยวได้ ดังท่ี อาจารี รุ่งเจริญ
(๒๕๕๖) ศึกษาเรื่อง “การใช้เอกลักษณ์จากศิลปะการแสดงพ้ืนบ้านเพ่ือการส่งเสริมการท่องเที่ยว
ทางวัฒนธรรม : กรณีศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี” เพื่อหาแนวทางการใช้เอกลักษณ์จากศิลปะการแสดง
พื้นบ้านส่งเสริมการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมแก่จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นการช่วยเพ่ิมศักยภาพทาง
การท่องเที่ยวให้แก่การท่องเท่ียวทางวัฒนธรรมประจาจังหวัดสุพรรณบุรีได้ โดยมีการนา “เพลงอีแซว”
ให้เข้ามามีบทบาท และช่วยเพ่ิมคุณค่าให้กับการท่องเท่ียว แต่เน่ืองจากชุมชนเกาะยาวเป็นชุมชนไทย

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถน่ิ ใต้ หนา้ ๔๔

มุสลิม ดังนั้นหากมีการนาเสนอเพ่ือการท่องเที่ยวจาเป็นต้องรักษาวิถีทางความเช่ือของศาสนาอิสลาม
ไวด้ ว้ ย

อย่างไรก็ตามเพลงดิเกียในประเพณีแต่งงานสะท้อนถึงภูมิปัญญาผ่านบทบาท และภาพสะท้อน
ทีม่ คี ณุ ค่าหลายประการ เช่น คาสอนให้ยึดมัน่ ตามคาสอนของศาสดาที่นาไปสกู่ ารคดิ ดี และทาดี หลักการ
ใช้ชีวิตคู่ ข้อควรปฏิบัติของผู้หญิงท่ีทาหน้าท่ีเป็นภรรยา เป็นต้น รวมถึงสะท้อนถึงสภาพของวิถีชีวิต
ของผู้คนในชุมชนเกาะยาว ความเชื่อ การปกครอง เศรษฐกิจ เป็นต้น สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึง
ความน่าสนใจของวฒั นธรรมชุมชนท่มี คี ุณคา่ ท้งั ทางตรง และทางอ้อม

เอกสารอ้างอิง

คณะกรรมการฝา่ ยจดั ทาหนงั สอื แนะนาเกาะยาว. (๒๕๕๑). แนะนาเกาะยาว.
ชูศักด์ิ วทิ ยาภัค. (๒๕๖๑). นิเวศวทิ ยามนุษย์ : การศกึ ษาสิง่ แวดล้อมในมิติสังคมและวฒั นธรรม.

ศูนยบ์ รหิ ารงานวิจยั มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่.
ทยา เตชะเสน.์ (๒๕๕๘). รายงานวิจัย การศึกษาและอนรุ กั ษ์ “เพลงดเิ กยี ” ในวฒั นธรรมชาวมุสลมิ

ตาบลเกาะยาวน้อย อาเภอเกาะยาว จังหวัดพังงา. กรุงเทพฯ : สานักงานคณะกรรมการ
วัฒนธรรมแห่งชาติ กระทรวงวฒั นธรรม.
นาฏอนงค์ พวงสมบัติ. (๒๕๖๑). บทบาทของเพลงพืน้ บา้ นที่มตี อ่ เยาวชนชุมนมุ เพลงพ้ืนบา้ น โรงเรยี น
เพชรบรู ณ์วิทยา. วิวธิ วรรณสาร. ๒(๑), ๔๑-๕๗.
พเิ ชฐ สีตะพงศ์. (๒๕๕๗). ภาพสะท้อนผ่านเพลงขับสายแปง : กรณศี กึ ษาบา้ นสะแกราย ตาบล
ดอนยายหอม อาเภอเมือง จงั หวดั นครปฐม. วารสารภาษาและวัฒนธรรม. ๓๓(๒), ๙๒-๑๑๓.
สามารถ จันทรส์ ูรย์ และกรรณี อัญชลุ ี. (๒๕๔๕). หนงั สือประเพณีไทยในปจั จบุ ัน. กรุงเทพฯ :
โรงพมิ พอ์ กั ษรไทย.
เสาวลักษณ์ อนันตศานต.์ (๒๕๔๓). ทฤษฎีคตชิ นและวธิ กี ารศึกษา. กรุงเทพฯ : รามคาแหง.
เสนห่ ์ บณุ ยรกั ษ์. (๒๕๔๕). การศึกษาสภาพสังคมจงั หวัดพิษณุโลกและคณุ ค่าเชิงวรรณศิลปจ์ ากบท
เพลงพื้นบ้าน. สถาบันราชภฏั พิบูลสงคราม.
อคิน รพพี ัฒน.์ (๒๕๕๑). วัฒนธรรมคือความหมาย ทฤษฎีและวิธกี ารของคลิฟฟอรด์ เกียรซ์ .
กรงุ เทพฯ : ศนู ยม์ านษุ ยวิทยาสิรนิ ธร.
อาจารี รุง่ เจริญ. (๒๕๕๖). การใช้เอกลักษณ์จากศลิ ปะการแสดงพืน้ บ้านเพ่ือการส่งเสริมการ
ท่องเทย่ี วทางวฒั นธรรม : กรณศี กึ ษาจังหวดั สพุ รรณบุรี. วทิ ยานพิ นธศ์ ลิ ปศาสตรมหาบัณฑติ
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .

สมั ภาษณ์

กอ้ เดช เริงสมทุ ร, ครู ผู้เก็บรวบรวมเพลงดเิ กยี . (๒๕๖๒). สมั ภาษณ์เรอื่ งเพลงดเิ กยี .สัมภาษณ์เมอ่ื ๒๕๖๒,
๑๐ สงิ หาคม.

กอ้ เสน็ ดาวเรือง. สมาชกิ ในคณะดิเกีย. (๒๕๖๒). สัมภาษณ์เรื่องเพลงดเิ กยี การปรับเปลี่ยน. สมั ภาษณ์
เมอ่ื ๒๕๖๒, ๑๒ สิงหาคม.

ฉา เริงสมุทร, ผู้นาศาสนา. (๒๕๖๒). สมั ภาษณ์เรอื่ งประเพณีการแตง่ งาน. สมั ภาษณ์เม่อื ๒๕๖๒, ๑๒
สิงหาคม.

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถิ่นใต้ หนา้ ๔๕


Click to View FlipBook Version