The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วรรณสาร เล่ม วิลาสวัฒนธรรมถิ่นใต้ ทศศ.๖๑

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by plx12042502, 2021-06-12 15:14:39

วรรณสาร เล่ม วิลาสวัฒนธรรมถิ่นใต้ ทศศ.๖๑

วรรณสาร เล่ม วิลาสวัฒนธรรมถิ่นใต้ ทศศ.๖๑

เดชา เรงิ สมุทร, ผูน้ าศาสนา. (๒๕๖๒). สัมภาษณ์เร่อื งประเพณกี ารแตง่ งาน. สมั ภาษณเ์ มอ่ื ๒๕๖๒, ๑๓
สิงหาคม.

สูอดี ภญิ โญ, ผนู้ าศาสนา. (๒๕๖๒). สมั ภาษณ์เรอื่ งประเพณีการแตง่ งาน. สัมภาษณ์เมื่อ ๒๕๖๒,
๓๐ สิงหาคม.

เสรี เรงิ สมุทร, ปราชญช์ าวบ้าน. (๒๕๖๒). สมั ภาษณ์เรือ่ งพธิ กี รรม และการเปลี่ยนแปลงของพิธกี รรม.
สมั ภาษณเ์ มื่อ ๒๕๖๒, ๑๐ สิงหาคม.

หมายเหตุ

บทความวิจยั เร่อื งนผ้ี า่ นการคัดเลอื กให้นาเสนอในงาน การประชมุ ทางวิชาการระดบั ปริญญาตรี
ดา้ นมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์ระดบั ชาติ ครั้งที่ ๔ จัดโดย มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ วิทยาเขต
หาดใหญ่

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถ่ินใต้ หนา้ ๔๖

บทเรยี นชีวิต / กรงกรรม / “ครอบครัวเจา้ ปัญหา”

กด like วรรณกรรม

บทเรียนชวี ิต

วานิสา คาวจิ ิตร

“ยาย” เป็นนวนิยายที่มีความน่าสนใจชวนอ่าน ผู้เขียน คือ ขจรฤทธิ์ รักษา เขียนไว้เมื่อ
ปีพ.ศ. ๒๕๔๘ ขจรฤทธิ์ รักษา เป็นนักเขียนที่มีคุณภาพ ผ่านประสบการณ์งานเขียนทั้งประเภทเรื่องสั้น

นวนยิ าย และสารคดที ส่ี ะท้อนปญั หาสงั คม และวัฒนธรรมประเพณี หรอื มีการหยบิ ยกเรือ่ งใกลต้ ัวมาเขยี น
เปน็ ผลงาน เชน่ เรอ่ื งนักตกปลา เร่ืองนักมวยดัง เรื่องวัยวิกฤติ เร่อื งคนรักเก่า เรอ่ื งยาย เป็นต้น นวนิยาย

เร่ือง “ยาย” นี้ผู้เขียน เขียนจากประสบการณ์ชีวิตของตัวเองที่ต้องสูญเสียคุณยาย เขารู้สึกว่าตัวเอง
ยังไม่ได้อยดู่ แู ลท่านอย่างเต็มท่ี รูต้ ัวอีกทีก็ในตอนท่ีสายเกินไป

วรรณกรรมเรื่องนี้ เป็นนวนิยายท่ีสะท้อนสภาพปัญหาสังคมในปัจจุบันที่คนส่วนใหญ่มักจะยึด

ความรู้สึก ความคิดของตัวเองเป็นหลัก น้อยคนมากที่จะใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้างเป็นหลัก
และสะท้อนการตัดสินใจในการเลือกคู่ชีวิตท่ีเหมาะสม สามารถใช้ชีวิตคู่อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข

จากเรื่องราว และปัญหาในนวนิยายเรื่องน้ี ทาให้มีจุดท่ีน่าสนใจ ดังนั้นผู้ศึกษาจึงขอนาเสนอในประเด็น
ต่าง ๆ ดังนี้

๑. โครงเร่อื ง

นวนิยายเรอื่ ง “ยาย” เป็นนวนยิ ายท่ีเขียนขน้ึ มาจากประสบการณ์จรงิ ของผู้เขยี นซง่ึ เปน็ เรอ่ื งราว
เกี่ยวกับการตอบแทนผู้มีพระคุณ การทางานในชีวิตประจาวัน และการเลือกชีวิตคู่ ซึ่งเรื่องราวเหล่านัน้
ส่งผลใหผ้ ู้เขียนได้รับรู้ถงึ ความรสู้ ึกเศร้าเสียใจ อยากยอ้ นเวลากลับไปแกไ้ ขปญั หาทเี่ กิดข้ึนในอดีต และรบั รู้

ถึงการสูญเสียท่ีไม่มีวันกลับคืนมา รวมทั้งผู้เขียนสามารถเห็นภาพการใช้ชีวิตในอดีตของตนเองได้
อย่างชัดเจน สามารถเห็นข้อดี ข้อเสียของการใช้ชีวิตท่ีผ่านมา จนสามารถนามาเขียนเพื่อเป็นเร่ืองราว

เตอื นใจตนเองและบุคคลที่กาลงั หลงลืมสงิ่ เหล่านั้น โดยการลาดับเหตกุ ารณ์ในเร่อื งนเี้ ป็นลกั ษณะทวนเข็ม
นาฬกิ าที่เริม่ เร่อื งราวด้วยการเลา่ เรอื่ งที่เกดิ ขนึ้ ณ เวลาปัจจุบนั หลงั จากนั้นจึงเล่าย้อนกลับไปยังเรื่องราว
อดีตที่ผ่านมาแล้ววนกลับมายังเหตุการณ์ปัจจุบัน ซ่ึงมีท้ังการเปิดเรื่อง การดาเนินเร่ือง และการปิดเร่อื ง

ไดอ้ ยา่ งน่าตดิ ตามดังน้ี
๑.๑ การเปิดเร่ือง นวนิยายเร่ืองนี้ เปิดเร่ืองด้วยการต้ังประเด็นคาถาม เป็นคาถามท่ีตัวละคร

ถามตัวเองเพื่อค้นคว้าหาคาตอบ มีตัวละครผู้ชายเป็นหลักในการดาเนินเร่ือง เขาแทนตัวเองในเรื่องว่า
“ผม” เขาได้เปิดเรื่องด้วยความสงสัยในตัวคุณยายที่เล้ียงดูเขามา ทาไมยายจึงเป็นผู้เลี้ยงดูเขา พ่อแม่
ของเขาหายไปไหน ดงั ตัวอยา่ งต่อไปนี้

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถิ่นใต้ หนา้ ๔๗

“ผมโตมากับคุณยาย แต่คุณยายท่านเป็นใคร มาจากไหน เป็นลูกเต้าเหล่าใคร
มีความรสู้ กึ นกึ คดิ อย่างไร และตลอดชวี ิตทีผ่ า่ นมายายเจอเหตุการณ์อะไรมาบา้ ง”

(หน้า ๘)

ตัวอย่างข้างต้นเป็นการเปิดเร่ืองที่แสดงถึงความสงสัยของตัวละครที่เป็นตัวเอกของเรื่องท่ีมี
ความสงสยั ในตัวของคุณยาย ซ่ึงเปน็ บุคคลท่ีเลย้ี งดูเขามา เหตุผลเพราะเขาไม่เคยรู้เร่ืองอะไรเกี่ยวกับยาย
ของเขาเลย ท้ังท่ียายเป็นคนที่มีความใกล้ชิดผูกพันกับเขาทางสายเลือด และเป็นคนท่ีเขาเคารพนับถือ
เป็นที่ปรึกษา เป็นที่พ่ึงทางใจเป็นทุกอย่างให้แก่เขา จนเกิดเป็นคาถามท่ีกล่าวเปิดเร่ืองได้อย่างน่าค้นหา
คาตอบ

๑.๒ การดาเนินเร่ือง คือ เรื่องราวได้มีการเล่าเหตุการณ์ ณ เวลาปัจจุบัน ย้อนกลับไปยังอดีต
ท่ีผ่านมา เริ่มเปิดเร่ืองโดยการตั้งคาถามจากความสงสัยในตัวคุณยายแล้วจึงย้อนเล่าเรื่องราวการใช้ชวี ติ
ของตนเองในวัยเด็กท่ีต้องอาศัยอยู่กับยาย จนถึงการทางานและการเลือกคู่ชีวิตของเขาท่ีมีปัญหาภายใน
ครอบครวั ดงั ตวั อย่างตอ่ ไปน้ี

“ยายไมส่ บายพกี่ ็ดูแลบ้างซิ ชว่ งนีผ้ มตอ้ งดูแลลกู ชายผมร้สู กึ วา่ จะติดเกม”
(หนา้ ๕๙)

ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นถึงปัญหาภายในครอบครัวที่เขาต้องดูแลรับผิดชอบทั้งคุณยาย
ผู้มีพระคุณกับเขาเป็นอย่างมาก และลูกชายท่ีเขารัก เนื่องจากลูกชายติดเกมจนอาจทาให้เสียการเรียน
ซึ่งสาเหตุเป็นเพราะเขาทางานหาเงนิ ส่งเสียเล้ียงดูครอบครวั เพียงอย่างเดียวจนลืมใส่ใจในเรอ่ื งของความ
อบอุ่นภายในครอบครัวที่เป็นส่วนหนึ่งทาให้ครอบครัวเป็นครอบครัวท่ีสมบูรณ์ ดังน้ันทุกคนก็มีหน้าท่ี
ท่ีต้องรับผิดชอบ แต่ควรแยกระหว่างเวลางานและเวลาครอบครัว เพ่ือความสุขของคนในครอบครัว
และการเป็นครอบครวั ทส่ี มบรู ณ์

๑.๓ การปิดเร่ือง คือ การคลายปมปัญหาท่ีเกิดขึ้นในเร่ืองราว ตั้งแต่เปิดเร่ืองจนถึงจบเรื่อง
ผู้เขียนจบเร่ืองด้วยโศกนาฏกรรมที่ต้องสูญเสียคุณยาย ตอนท้ายของเร่ืองผู้เขียนทิ้งท้ายไว้ให้ผู้อ่านได้
ขบคิด ซึ่งเปน็ เครอ่ื งคอยเตอื นใจ ดงั ตัวอยา่ งต่อไปนี้

“กลับมาดูแลท่านได้ก็แค่ตอนที่ไม่ได้เห็นรอยย้ิมของท่านแล้ว ไม่ได้พูดคุย
ไม่ได้ฟังเสียงบ่นท่ีเคยคิดว่าน่าเบื่อ ถ้าย้อนกลับไปผมสัญญาจะดูแล และเอาใจใส่ท่านให้
มากที่สุด กอ่ นที่จะไม่มีทา่ นใหด้ แู ล”

(หน้า ๒๐๖)

ตัวอย่างข้างต้นเป็นการปิดเรื่องที่มีความโศกเศร้าจากการสูญเสีย พร้อมทั้งยังมีการท้ิงท้ายไว้
ให้คิดเป็นคติเตือนใจ เพราะการกระทาท่ีผ่านล่วงเลยมาแล้ว ไม่สามารถย้อนกลับไปแก้ไขได้อีก เม่ือมี
เวลาอยู่ ณ จุด ๆ นัน้ กจ็ งทาหน้าทีใ่ ห้ดที สี่ ดุ กอ่ นท่ีทุกอย่างจะสายเกนิ ไป

นวนิยายเร่ืองน้ีเปดิ เรอื่ งดว้ ยการตั้งประเดน็ คาถามท่ีแสดงถงึ ความสงสยั ใคร่รู้ และพยายามค้นหา
คาตอบเพ่ือคลายความสงสัยให้แกต่ นเอง มีวิธีการดาเนนิ เร่ืองราวด้วยการเล่าเหตุการณ์ ณ เวลาปัจจุบัน
ย้อนกลับไปยังอดีตที่ผ่านมา แล้วจึงย้อนเล่าถึงเรื่องราวการใช้ชีวิตของตนเองต้ังแต่ในวัยเด็ก

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถ่นิ ใต้ หน้า ๔๘

ชีวติ การทางาน จนถึงการเลอื กคชู่ วี ติ ของเขา และมีวธิ ีการปดิ เรอื่ งดว้ ยการคลายปมปญั หาสาเหตทุ ี่เกิดข้ึน
ในตอนท้ายของเรื่องผู้เขียนได้ทิ้งท้ายเป็นข้อคิดเตือนใจให้แก่ผู้อ่านได้คิดถึงเรื่องราวการใช้ชีวิต ว่าให้ทา
ส่ิงเหล่านนั้ ใหด้ ที สี่ ุดก่อนทท่ี ุกอยา่ งจะสายเกนิ ไป

๒. แก่นเรื่อง

นวนิยายเรื่อง “ยาย” สามารถแบ่งแก่นเร่ืองออกเป็น ๒ ประเด็น คือ แก่นเร่ืองหลัก และแก่น
เร่ืองรอง ดังนี้

๒.๑ แก่นเร่ืองหลัก คือ เรื่องราวระหว่างตัวผู้เขียนกับการตอบแทนพระคุณของคุณยาย
ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นสาเหตุเพราะเขาสนใจในเรื่องของการทามาหากินเพื่อหาเงินเล้ียงดูคุณยายเพียง
อย่างเดียว จนลืมใส่ใจความรู้สึกของคุณยายว่าในช่วงบั้นปลายของชีวิตท่านต้องการแค่ได้อยู่ร่วมทา
กิจกรรมต่าง ๆ กับลูกหลานให้ได้มากที่สุด และลูกหลานก็ควรที่จะตอบแทนพระคุณของท่านให้ดีท่ีสุด
เช่นกัน เพราะเงินทองหามาได้กไ็ มส่ ามารถซ้ือความสขุ ใหแ้ กช่ ีวติ ได้ และไมส่ ามารถนาไปได้เมอื่ สนิ้ ชีวิต

๒.๒ แก่นเรื่องรอง คือ เรื่องราวระหว่างตัวผู้เขียนกับครอบครัวของเขาเอง ซ่ึงปัญหาท่ีเกิดขึ้น
เปน็ ปัญหาครอบครวั ท่ีเขาและภรรยาของเขาตา่ งทางานตามหน้าทที่ ร่ี ับผิดชอบ จนลมื สายใยความสัมพันธ์
ทเ่ี ป็นแก้วตาดวงใจ และเป็นความรบั ผดิ ชอบของเขาทง้ั สองคน นน่ั กค็ ือ ลูกชายของเขา โดยตง้ั แต่พวกเขา
มีลูกก็ต้องทางานหนักข้ึนเป็นสองเท่า ต่างฝ่ายต่างทางานกนั จนไมค่ ่อยได้เจอหนา้ กัน ไม่ค่อยได้พูดคยุ กนั
ในบางครั้งก็ไม่เข้าใจปัญหาของกันและกัน ซ่ึงส่งผลให้เกิดการขัดแย้งทางความคิดภายในครอบครัว
จนทาให้พวกเขาทั้งสองคนหยา่ ร้างกัน แต่พวกเขาลืมไปว่าการหย่าร้างมผี ลต่อความรู้สึก และพฤติกรรม
ของลูกท่ีต้องการความรัก ความอบอุ่นจากผู้ท่ีเป็นพ่อและแม่ ได้ร่วมรับประทานอาหารพรอ้ มกนั พ่อ แม่
ลกู หรอื อวยพรวนั เกดิ หอมแกม้ บอกรัก ยิ้ม ทกั ทายกนั เหมือนกบั ครอบครัวอ่ืน ดังตัวอย่างตอ่ ไปน้ี

“ ผมไม่นึกแม้แต่นิดเดียวว่าชีวิตสมรสของตัวเองจะต้องจบลงอย่างน้ี ถ้าผม
มีเมียใหม่แล้วไล่เธอไปให้พ้นจากบ้าน ผมคงรู้สึกดีกว่านี้ แต่น่ีมันกลับตาลปัตรคนที่
ถกู เฉดหัวออกจากบา้ นกลับกลายเปน็ ผม...”

(หน้า ๑๕๗ )

ตัวอยา่ งข้างตน้ เปน็ การสะทอ้ นให้เห็นถงึ ชีวติ หลังการแต่งงาน การมคี รอบครวั ของเขาที่ทาให้เขา
มชี วี ติ ท่ีเปลีย่ นไป จากครอบครัวทเี่ คยอยรู่ ่วมกันอย่างมีความสุขกลับกลายเปน็ ครอบครัวที่มีปัญหาวุ่นวาย
หากเขาคิดย้อนเวลากลับไปได้เขาจะเปล่ียนทุกอย่างให้เขามีชีวิตท่ีดีข้ึน และจะคลี่คลายปมปัญหา
ไม่ท้อถอยกับปัญหาท่ีเกิดขึ้น แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้วไม่สามารถที่จะกลับไปแก้ไขได้ ที่ทาได้มากที่สุด
คือ การใช้ชีวิตต่อไปในวนั ข้างหนา้ ต้องดีและไม่ผิดพลาดเหมือนท่ีผ่านมา เม่ือนึกย้อนกลับไปก็ไม่สามารถ
แก้ไขอะไรได้ เพียงคิดว่าเขานา่ จะมชี ีวติ ทีด่ ีกว่านี้

๓. ฉาก

นวนิยายเรอื่ ง “ยาย” มกี ารบรรยายฉากทนี่ ่าสนใจ ทั้งฉากการทาขนมขายของคุณยายในหมู่บ้าน
ชนบท ซ่ึงเป็นความทรงจาท่ีดีของเขาในวัยเด็กเป็นช่วงที่ไม่มีความทุกข์ ไม่มีเรื่องให้วุ่นวายใจ
ฉากการทางานในบริษัทท่ีวุ่นวาย แข่งขันกับเวลาอยู่ตลอดต่างคนต่างทาหน้าที่ท่ีตนเองได้รับมอบหมาย

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถนิ่ ใต้ หนา้ ๔๙

แก่งแย่งชิงดีชิงเด่นกัน เพื่อความสบายและเงินเดือนท่ีเพ่ิมขึ้น ฉากธรรมชาติ ต้นไม้ ดอกไม้ ที่สามารถ
ส่ือถงึ อารมณ์ความรสู้ ึกได้ และชว่ ยให้อารมณผ์ ่อนคลายได้ ดังเชน่ ตัวอยา่ งต่อไปน้ี

“ผมตัดสินใจออกจากบ้าน หลังจากท่ีมีปัญหากับเมียมาสักระยะหน่ึง
ผมจะไม่กลับมาท่ีบ้านหลังน้ีอีกเลย การเดินทางรู้สึกว่าถนนว่างเปล่าไม่มีอะไรที่น่าสนใจ
ผมหยดุ รถและลดกระจกเพือ่ นอนพักใหค้ วามเหน่อื ยลอยไปกับลมทพ่ี ดั ในหนา้ แลง้ ”

(หน้า ๑๑๗)

ตัวอย่างข้างต้นเป็นการบรรยายถึงความรู้สึกของเขาหลังจากท่ีมีปัญหากับภรรยา และเป็นคน
ท่ียอมถอยเพ่ือให้ปัญหาคลี่คลาย อีกทั้งยังบรรยายการกระทาของเขาระหว่างเดินทางและหยุดพักผ่อน
เนอ่ื งจากเหนอ่ื ยกับปญั หาที่เกิดขึน้

“ยายจะโทรบ่นทาไมนักหนา อยู่คนเดียวมาต้ังหลายปี รอผมกลับไปหาแน่
อีกไม่ถึงเดือนหรอก ของในบา้ นหมดเดี๋ยวผมโอนเงนิ ให้ สวัสดีครับ”

(หน้า ๑๖๓)

ตัวอย่างข้างต้นเป็นการบรรยายถึงอารมณ์ความรู้สึกของเขา เมื่อยายโทรมาเพราะเป็นห่วง
และคิดถึง แต่เขากลับรู้สึกว่าน่าราคาญโทรมาเพื่อบ่น เขาอายุก็มากแล้วไม่จาเป็นต้องบ่น หรือส่ังสอน
ตลอดเวลา เขาคดิ วา่ แค่เงินกส็ ามารถแก้ปญั หาไดท้ ุกอยา่ ง แตเ่ งนิ ไมส่ ามารถซือ้ ความสุขเลก็ ๆ นอ้ ย ๆ ใน
บน้ั ปลายชวี ติ ของยายได้ เพราะยายไมไ่ ด้ตอ้ งการเงินแค่ต้องการใหล้ กู หลานคดิ ถึง และดูแล เอาใจใส่

เห็นได้ว่าผเู้ ขยี นเลา่ เรอ่ื งราวรายละเอียดความทรงจาผา่ นฉากให้ผูอ้ ่านเขา้ ใจมากยง่ิ ขึ้น เพราะฉาก
สามารถอธิบายเล่าเหตุการณ์และช่วยเพิ่มบรรยากาศ ความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ช่ืนชมความสวยงาม
ของธรรมชาติ ภาคภูมิใจในถิ่นบ้านเกิด เป็นต้น ท้ังน้ีเพ่ือให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์คล้อยตามกับการดาเนิน
เร่ืองราวในแตล่ ะฉากของของนวนิยายเรือ่ ง “ยาย”

๔. ตวั ละคร

นวนิยายเรื่อง “ยาย” มีตัวละครหลักอยู่ ๒ ตัว ได้แก่ ผู้ดาเนินเร่ือง ซึ่งในเร่ืองจะใช้สรรพนามแทน
ตวั เองว่า “ผม” และ “คุณยาย” ตัวละครแต่ละตัวมีลกั ษณะนิสัย ดงั น้ี

๔.๑ ตัวละครหลัก คือ ตัวของผู้เขียนเองท่ีเป็นตัวละครหลักในการดาเนินเรื่องเขามีรูปร่างอ้วน
สวมแว่นตาหนาเตอะ มนี ิสัยสุภาพเรียบร้อย ชอบช่วยเหลือคนอน่ื และเปน็ ท่รี กั ของคนในบริษัท

๔.๒ ตัวละครรอง คือ คุณยาย เป็นตัวละครที่ช่วยให้เรื่องดาเนินต่อไปได้ ยายมีรูปร่างอ้วน
เนื้อตัวเต็มไปด้วยก้อนไขมันท่ีเหลว เอวหนาเป็นห่วง สะโพกใหญ่ มีนิสัยขี้บ่น พูดมาก ปากร้ายแต่ใจดี
เมื่อยายเป็นคนขี้บ่นจึงเป็นผลให้ลูกหลานตีตวั ออกห่าง แต่ท่ีแกบ่นแกมีเหตผุ ล เพราะแกรักลูกหลานมาก
อยากใช้ชวี ิต และรว่ มทากิจกรรมตา่ ง ๆ กับลูกหลาน

เห็นได้ว่าตัวละครในนวนิยายเร่ือง “ยาย” มีรูปร่าง และลักษณะนิสัยที่มีทั้งข้อดีและข้อเสีย
มากนอ้ ยแตกต่างกันออกไป ซงึ่ รปู ร่างเปน็ สงิ่ ท่ีสามารถมองเห็นได้ด้วยสายตา สามารถทาให้กลายเป็นคน
ที่มีบุคลิกดี และเป็นส่ิงแรกท่ีผู้คนมองเห็นก่อนท่ีจะเข้ามาทาความรู้จัก ส่วนนิสัยเป็นส่ิงที่ไม่สามารถ
มองเห็นได้ แตส่ ามารถรับรไู้ ด้ด้วยความรู้สกึ หลงั จากทาความรู้จักเรยี บร้อยแลว้ ซึง่ ทง้ั รปู ร่าง และลกั ษณะ
นสิ ัยถือเปน็ เอกลักษณ์เฉพาะตวั บคุ คล เมอ่ื กล่าวถึงรปู รา่ งลกั ษณะนสิ ัยกส็ ามารถบอกวา่ บคุ คลนั้นคือใคร

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถน่ิ ใต้ หนา้ ๕๐

๕. บทสนทนา

นวนิยายเรือ่ ง “ยาย” มบี ทสนทนาท่ีสามารถเข้าใจได้ง่าย เช่น บทสนทนาระหวา่ งพอ่ กับลูกท่ีพ่อ
ชวนลกู ไปรบั ประทานอาหารท่รี ้านอาหาร แตล่ ูกปฏิเสธชัดเจนวา่ “ไม่” ซึ่งเป็นการปฏิเสธท่ีผอู้ า่ นสามารถ
เข้าใจได้แบบตรงไปตรงมาไม่ต้องตีความว่าเป็นการปฏิเสธแบบรักษาน้าใจ หรือปฏิเสธแบบลังเลว่าจะไป
หรอื ไม่ไป หรือยอมไปรับประทานอาหารกบั พอ่ แต่ไปด้วยความไม่เต็มใจ เป็นตน้ ดงั ตวั อย่างตอ่ ไปนี้

“วา่ ไงครับนา้ ”
“นา้ จะโทรมาบอกวา่ คุณยายไมส่ บายหลายอาทิตย์แลว้ คุณลงมาเยี่ยมแกหน่อยกด็ ีนะคะ”
“ผมไมว่ ่างหรอกครบั ช่วงน้ี งานผมเยอะมาก”
“แตแ่ กบ่นถึงแตค่ ณุ นะคะ”
“ครบั บอกแกวา่ อกี ไม่ถึงเดอื นผมกลับไป ผมจ้างให้นา้ ดแู ลยายเงนิ ใช้จ่ายไม่พอบอกผมนะครบั
ผมจะสง่ ให้ทนั ทีเลย”

(หนา้ ๘๒)

จากตวั อย่างขา้ งต้นเปน็ การสนทนาระหวา่ งนา้ ทเ่ี ขาจ้างให้ดแู ลคุณยาย เป็นเหตกุ ารณท์ ่ีนา้ โทรมา
บอกเขาให้กลับมาเย่ียมยายท่ีบ้านบ้าง เนื่องจากยายไม่สบาย ต้องการกาลังใจจากลูกหลาน แต่จะ
สังเกตเห็นว่าเขาเลือกที่จะสนใจการทางานหาเงินมากกว่าสนใจคุณยาย เพราะเขาก็จ้างคนดูแลคุณยาย
แล้วน่าจะเพียงพอสาหรับการดูแลในยามที่ยายไม่สบาย การใช้ภาษาของการสนทนาเป็นการใช้ภาษาที่
เข้าใจง่าย กระชับรัดกุม โดยผู้เขียนยังนาการสนทนาท่ีเข้าใจง่ายมาสร้างเป็นปม โดยการสังเกตจากการ
สนทนาของเขาที่บอกว่ามีหน้าท่ีการงานต้องรับผิดชอบเยอะ และพยายามปัดหนา้ ท่ีการดูแลคุณยายดว้ ย
การจา้ งคนมาดูแล แตไ่ ม่ไดส้ นใจความรู้สึกของคุณยาย

บทสนทนาในนวนิยายเร่ือง “ยาย” เป็นบทสนทนาที่ผู้เขียนต้องการสื่อถึงอารมณ์ของตัวละคร
ทเี่ ป็นตวั ช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจความรู้สกึ นึกคิดของตัวละครแต่ละตัวได้มากย่งิ ขึ้น และบทสนทนาในเรื่องราว
ล้วนเป็นเหตุการณท์ ีส่ าคญั ตอ่ การดาเนินเร่ืองราว เพือ่ เพม่ิ อรรถรสและความเขา้ ใจของผอู้ ่านมากย่ิงข้นึ

นวนิยายเร่ือง “ยาย” เป็นนวนิยายที่มีคุณค่าหลายด้าน ท้ังด้านการศึกษาท่ีทาให้ผู้อ่านเข้าใจ
เร่ืองราวได้ง่ายขึ้น ด้วยวิธีการเขียนที่ใช้ภาษากระชับ เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา ไม่สับสน ถ่ายทอด
ความรู้สึกและอารมณ์ได้ดี ทาให้ผู้อ่านเกิดจินตนาการมองเห็นบทบาทของตัวละครในเรื่องราวได้ชัดเจน
มากยิ่งขึ้น อีกท้ังยังสะท้อนให้เห็นถึงความรัก ความห่วงใยของคุณยายที่มีต่อลูกหลาน แต่ลูกหลาน
กลับมองความห่วงใย เป็นเพียงแค่เสียงบ่นท่ีน่าเบื่อ มองข้ามความรู้สึกเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะมีหน้าที่
ท่ตี อ้ งรับผิดชอบมากมายไม่มีเวลาว่างมากพอท่จี ะกลับมาดูแลเอาใจใส่ท่านได้อย่างสม่าเสมอ เสมอื นตอน
ท่ีท่านดูแลลูกหลานถึงแม้ว่างานของท่านจะหนักเพียงใด ท่านก็ไม่เคยละเลยการดูแลเอาใจใส่ลูกหลาน
ทา่ นดูแลเป็นอย่างดีไมข่ าดตกบกพรอ่ งแต่อย่างใด ซ่งึ ผ้อู ่านสามารถนาเรื่องราวจากนวนิยายเรอื่ ง “ยาย”
มาเป็นคติเตือนใจ นาข้อดีจากเรื่องไปปรับใช้ในชีวิตประจาวัน และใช้ข้อเสียเป็นคติคอยเตือนใจ
ในการดาเนนิ ชวี ิตไม่ใหก้ ระทาอย่างตวั ละครในนวนิยายเร่อื ง “ยาย”

เอกสารอา้ งอิง
ขจรฤทธ์ิ รักษา. (๒๕๔๘). ยาย. กรุงเทพฯ : บา้ นหนังสือ

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถ่นิ ใต้ หนา้ ๕๑

กรงกรรม

ศศิวิมล ประคตี วาทิน

“กรงกรรม” เป็นนวนิยายท่ีประพันธ์โดย จุฬามณี ซึ่งเป็นนามปากกาของ นิพนธ์ เที่ยงธรรม
นกั เขียนทม่ี ีช่ือเสียงโด่งดังในช่วง พ.ศ. ๒๕๔๘ จากนวนยิ ายเรือ่ ง “ชงิ ชงั ” ท่ีสง่ เขา้ ประกวดโครงการถนนสู่
ดวงดาว เพ่ือชิงรางวัลทมยันตี อวอร์ด ครั้งท่ี ๑ (๒๕๔๘-๒๕๔๙) ผ่านเข้ารอบ ๒๐ เรื่องสุดท้ายและได้
ตีพิมพ์รวมเล่มแจ้งเกิดเปน็ นกั เขยี นตามกติกาของโครงการ ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ จฬุ ามณมี ผี ลงานการประพันธ์
ท่ีน่าสนใจหลายเรื่อง เช่น ตะเกียงกลางพายุ ลิขิตรักในสายลม ทุ่งเสน่หา สุดแค้นแสนรัก เป็นต้น
นอกจากนย้ี งั มนี วนิยายเรือ่ ง กรงกรรม ท่ีประพนั ธข์ นึ้ มาแล้วได้นามาสร้างเปน็ ละครโทรทัศนท์ างไทยทีวีสี
ชอ่ ง ๓ เม่อื ปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ซง่ึ ละครเรอื่ งน้เี ป็นละครไทยท่สี ะท้อนชวี ติ ของคนในสังคมสมัยนัน้

“กรงกรรม” เป็นนวนิยายท่ีสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอยู่ของคนไทยเชื้อสายจีนในสมัยสงคราม
เวียดนาม พ.ศ. ๒๕๑๐ มีการใช้ชีวิตแบบสังคมคนจีนท่ีนิยมการคลุมถุงชนระหว่างลูกชายเจ้าของร้านค้า
ใหญใ่ นชมุ แสงกับพไิ ล ผหู้ ญิงทีเ่ พียบพรอ้ มในทุก ๆ ดา้ น แต่มีเหตกุ ารณไ์ ม่คาดคิดเกิดขน้ึ กับผู้หญงิ ท่ีทางาน
ในบารอ์ ยู่ท่ีตาคลีกับลูกชายเจ้าของร้านค้าใหญ่ในชุมแสงท่ีทาให้ผู้หญิงท้องและได้พาเธอกลับมาท่ีบ้านด้วย
แต่นางยอ้ ยซ่ึงเป็นแม่ของปฐมไม่ชอบเรณู จงึ มกี ารผูกเวรผูกกรรมขน้ึ จากความเกลียดชัง ความแค้นของแม่
สามี และมีสะใภ้รอง คือ พิไล เข้ามาร่วมเวรร่วมกรรมคร้ังน้ีด้วย เพราะเกิดจากความอิจฉา ริษยาเรณูท่ี
ได้มาแย่งคู่หมั้นของเธอไป ซ่ึงเหตุการณ์ทั้งหมดน้ีเกิดขึ้นจากการสร้างกรรมของตัวละครในนวนิยายเร่ืองน้ี
และมกี ารชดใช้กรรมกนั อย่างไรน้นั ก็เป็นไปตามส่ิงที่พวกเขาเคยทาไว้

นวนิยายเรื่องน้ีมีความน่าสนใจเพราะมีการสอดแทรกข้อคิด การใช้ชีวิต และความเชื่อในด้าน
เวรกรรมไว้มากมาย อกี ทงั้ เปน็ นวนิยายท่ีมีองค์ประกอบครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นโครงเรื่อง แกน่ เร่อื ง ตัวละคร
บทสนทนา น้าเสียง และฉาก จากการศึกษาวรรณกรรมเรื่องน้ี ผู้ศึกษาจะนาเสนอประเด็นดังกล่าวข้างต้น
ตามลาดบั ดงั นี้

๑. โครงเรื่อง

นวนิยาย เรื่อง กรงกรรม ผู้เขียนดาเนินเร่ืองโดยสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นระหว่างครอบครัว
หนึ่งกับผู้หญิงคนหนึ่ง คือ เรณู ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งกับแม่ของสามี ทาให้เกิดความโกรธ
ความเกลยี ดจนมองหน้ากันแทบไม่ติด แต่ในท่สี ดุ แม่ย้อยมองเห็นในความดีของเรณูทเ่ี คยทาไว้ ผลสุดท้าย
ของนวนิยาย เรื่องน้ีก็จบลงแบบราบร่นื คือ ทุกคนต่างรูจ้ กั พอและเกรงกลัวในเวรกรรมทีต่ นเองเคยเจอมา

๑.๑ การเปิดเรอื่ ง
ผู้เขียนเปิดเรื่องโดยการบรรยายให้เห็นลักษณะของตัวละครสาคัญ โดยเริ่มจาก เรณู ปฐม
นางยอ้ ย และพิไล ซง่ึ ตวั ละครสาคัญดงั กล่าวเป็นจดุ เริม่ ตน้ ของนวนิยายเร่อื งนี้ ทมี่ ีความขดั แยง้ กนั ระหวา่ ง
สะใภ้ใหญ่กับแม่สามี ทาให้เกิดความโกรธ ความเกลียดชังขึ้นและยังมีสะใภ้รอง คือ พิไล ท่ีมีความอิจฉา
รษิ ยาเรณูทไี่ ด้แตง่ งานกบั ปฐม

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถิน่ ใต้ หน้า ๕๒

๑.๒ การดาเนนิ เร่ือง
ผู้เขียนสร้างกลวิธีการดาเนินเรื่องโดยมุ่งประเด็นสาคัญด้วยการสร้างความขัดแย้งให้เกิดข้ึน
ระหว่างคนแต่ละคนภายในครอบครัวหน่ึงที่มีนางย้อยเป็นคนคอยบงการเรื่องทุกอย่างภายในครอบครัว
ทุกคนในครอบครัวต้องทาตามสิ่งที่เธอเลือกให้เท่าน้ัน ปฐมเป็นลูกชายคนแรกของนางย้อยที่มีพิไลเป็น
คู่หม้ันอยู่แล้ว แต่ไปเป็นทหารท่ีตาคลีจึงไปทาให้เรณูท้อง ประสงค์ลูกชายคนท่ีสองของนางยอ้ ย เป็นคน
จิตใจดี สว่ นกมลเป็นคนจิตใจดี ชอบช่วยเหลือคนอน่ื และมงคลเป็นลกู ชายคนสุดท้องของนางย้อยที่เจ้าชู้
มากและไดท้ ามาลาทอ้ ง สว่ นสะใภ้ใหญ่ คอื เรณเู ป็นคนจิตใจดี สะใภร้ อง คือ พิไลเป็นคนที่เพยี บพรอ้ มใน
ทุกอย่าง ท้ังหน้าตาและการศึกษา จึงได้มีการเปรียบเทียบบ้านหลังนั้นเป็น กรง ท่ีมีคนคอยกักขังหรือ
กาหนดชวี ติ ของคนภายในบ้านให้อยูใ่ นกรอบความคดิ ของนางย้อยเท่าน้ัน

๑.๓ การปดิ เรื่อง
ผู้เขียนปิดเรื่องด้วยการชี้ให้เห็นถึงจุดจบของคนแต่ละคนท่ีมีผลมาจากการกระทาของตนเองที่
ผ่านมา ตอนจบของเร่ืองนี้จบลงแบบราบร่ืน หลังจากท่ีต่างคนต่างชดใช้เวรกรรมที่ตนเองได้ก่อขึ้นมา
มีความเกรงกลัวในเวรกรรมท่ีตนเองเคยเจอมา และได้แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตของตัวเอง ในแบบที่ตัวเอง
เลอื กอย่างมีความสขุ

๒. แก่นเรือ่ ง

ผู้เขียนต้องการสะท้อนถึงความคิด ความเชื่อและเร่ืองราววิถีชีวิตของคนในบ้านหลังหน่ึง
ซึ่งเปรียบเสมือน “กรงกรรม” ท่ีเกิดข้ึน มีทั้งกรรมดีและกรรมชั่วท่ีพวกเขาได้สร้างข้ึนมาในอดีต โดยไม่
คาดคิดถึงผลที่จะได้รับแต่การกระทาของทุกคนมักจะมีเหตุผลของตัวเอง โดยการแสดงแนวคิดในเรื่อง
“กรรม” ว่าเป็นสาเหตหุ ลักท่ีทาให้ชีวิตของตัวละครตอ้ งประสบกับชะตากรรมทน่ี ่าสงสารและต้องยอมรับ
กบั สงิ่ ท่ีตวั เองได้กระทาไว้

๓. ตวั ละคร

นวนิยาย เร่ือง กรงกรรม มีตัวละครหลากหลายบุคลิกและตัวละครแต่ละบุคลิกมีลักษณะเด่นท่ี
แตกตา่ งกนั ไปดว้ ยอปุ นสิ ัยและลักษณะบุคลิกภาพทงั้ ภายนอก และภายใน ตัวละครที่สาคญั ไดแ้ ก่

๑. เรณู เป็นตัวละครท่ีมีกิริยามารยาทเรียบร้อยเป็นกุลสตรี หน้าตาสะสวยเป็นท่ีหมายปองของ
หนุ่ม ๆ หลายคน แต่งกายด้วยเส้ือผ้าสีฉูดฉาด เพราะเธอเป็นผู้หญิงทางานในบาร์ แต่ในช่วงหลัง ๆ
การแต่งกายเปล่ยี นไปเหมอื นชาวบ้านท่ัว ๆ ไป เพราะไม่ได้ทางานทบี่ าร์แล้ว

๒. เฮียใช้ เป็นตัวละครที่พูดจาไพเราะ แต่เป็นคนเจ้าชู้ แต่งกายด้วยเสื้อผ้าหรูหรา ดูดี สะอาด
เรียบร้อยเพราะทางบ้านมฐี านะค่อนขา้ งดี

๓. นางย้อย เป็นตัวละครที่มีนิสัยปากร้าย พูดจาหยาบคาย พูดจาเสียงดัง เป็นคนแต่งกายด้วย
เส้ือผ้าท่ดี ูดี มรี าคาสะอาดสะอ้าน เรียบรอ้ ย เพราะเปน็ คนมีฐานะรา่ รวย

๔. พิไล เป็นตัวละครที่มีหน้าตาสวยงาม แต่งกายดี มีฐานะร่ารวย มีการศึกษาสูง แต่เป็นคน
ค่อนขา้ งเหน็ แก่ตวั

๕. อาซา เปน็ ตวั ละครที่มีนิสัยมองโลกในแงด่ ี มีนา้ ใจต่อผอู้ ่นื และยงั เป็นคนที่คอยช่วยเหลือเรณู
ตลอดเวลา แตง่ กายดี สภุ าพ เรยี บรอ้ ย

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถ่ินใต้ หน้า ๕๓

ตัวละครสาคัญที่ปรากฏในนวนิยายเรอ่ื งนี้ แม้จะมีบุคลิกภาพและลักษณะอปุ นิสัยแตกต่างกันไป
แต่ทกุ ตัวกม็ ีบทบาทสาคญั ที่ทาให้เรือ่ งมีความน่าสนใจ และสง่ ผลตอ่ เหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ในเร่ืองได้เป็นอย่างดี

๔. บทสนทนา

บทสนทนาท่ปี รากฏในวรรณกรรมเรื่องนี้ เปน็ การโต้ตอบระหวา่ งตัวละครแต่ละตัวในสถานการณ์
ต่าง ๆ เช่น บทสนทนาเหตุการณ์ท่ีเรณูกาลงั โต้เถียงอยู่กับนางยอ้ ย บทสนทนาเหตุการณ์ที่นางย้อยพูดถึง
เรณูให้เจ๊กเซ้งฟัง เป็นต้น เพื่ออธิบายถึงบทสนทนาที่สื่อลักษณะนสิ ัย รวมท้ังแนวคิด และพฤติกรรมของ
ตัวละครอีกดว้ ย เพราะตวั ละครจะแสดงความรู้สึก และเปดิ เผยตัวตนท่แี ทจ้ ริงผ่านบทสนทนา ดังตวั อยา่ ง
ต่อไปนี้

“จ๋า แม”่ เรณทู ่ีนัง่ ให้นางย้อยยนื ให้คา้ หัวอยู่ท่ีเดิม ยม้ิ เย็น ดวงตานัน้ เตน้ หลกุ หลิกอย่างคนที่อวด
ดอ้ื ถอื ดี ย่ัวอารมณ์นางยอ้ ยมากข้นึ

“เฮ้ย ดมู ัน ดูหนา้ ตามนั มนั วอนมอื วอนตนี อ๊ัวแคไ่ หน”
“ก็ลือ้ มาดา่ อีกอ่ น”
“เฮยี เขา้ ข้างมนั เหรอ เข้าข้างมนั ใชไ่ หม” นางย้อยหันไปขนึ้ เสยี งกบั เจ๊กเซง้
“ไม่ใช่ อ๊ัวก็ว่าไปตามที่อว๊ั เห็น อาย้อย อ๊ัวบอกล้ือแล้วว่า เราอย่าใช้ชีวิตในบ้ันปลายให้มนั ยุง่ ยาก
ลาบากนกั ลือ้ ฟังอ๊วั บ้าง”
“แตฉ่ นั เกลียดมนั ฉันเกลยี ดมนั ” ความคับแค้นใจ อยากเอาชนะ ทาให้นา้ ตานางยอ้ ยไหลออกมา
โดยลมื ไปว่าตอนน้ียืนอยตู่ รงหน้า ศตั รู

(จุฬามณี (นามปากกา) ๒๕๖๐, หน้า ๑๖๓ )

บทสนทนาข้างต้น เป็นบทสนทนาของเรณูกบั นางย้อยทีก่ าลังโตเ้ ถียงกันอยู่ เพราะเรณไู ด้สนทนา
กับนางย้อยด้วยน้าเสียงท่ีอวดดี ทาให้นางย้อยไม่พอใจเรณูเป็นอย่างมาก แต่มีเจ๊กเซ้งท่ีคอยพูดเตือนสติ
นางย้อยอยตู่ ลอดเวลา

“ฉันไม่อยากให้อีไปน่ังขายขนมอยู่ตรงน้ัน หรือหาบของไปขายตามตรอกซอกซอยให้เราพลอย
ขายขี้หน้าชาวบ้านไปด้วย” เผยความในใจแล้ว สีหน้าหนักใจของนางย้อยก็ดีขึ้น เจ๊กเซ้งน่ังน่ิงมองหน้า
ในใจเต็มไปดว้ ยความสงสยั ว่า มันเกดิ อะไรขน้ึ มอี ะไรมาดลบนั ดาลใจใหเ้ มียของตนเปล่ียนไปได้ถึงเพียงน้ี
แต่ว่านางย้อยก็ไม่ยอมพูดอะไรต่อ หลังปล่อยให้ความเงียบเข้าครอบงาอยอู่ ึดใจใหญ่ ๆ เจ๊กเซ่งก็เอ่ยถาม
วา่

“ทาไมล้ือถงึ เพิ่งคดิ ได้”
“อาเฮยี ” นางยอ้ ยเสยี งเขม้
“มีใครมาต่อวา่ ลอ้ื รึป่าว”
“ไมม่ ใี ครพูดอะไรหรอก ฉันคดิ ได้ของฉนั เอง”

(จฬุ ามณี (นามปากกา) ๒๕๖๐, หน้า ๒๓๖)

ตัวอย่างขา้ งตน้ เป็นบทสนทนาของนางย้อยกับเจ๊กเซ้งท่กี าลงั พูดถงึ เรณูว่าเหนื่อยขนาดไหนกต็ อ้ ง
ต่ืนมาทาขนมขาย เพราะเจ๊กเซ้งสงสัยวา่ ทาไมนางยอ้ ยเพ่ิงได้คิดที่จะสงสารเรณู ท้ัง ๆ ที่แรก ๆ นางย้อย
เกลยี ดเรณูมาก

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถน่ิ ใต้ หนา้ ๕๔

นวนิยาย เร่ือง กรงกรรมมีการใช้บทสนทนาเพื่อโต้ตอบระหว่างตัวละครต่าง ๆ เพื่อส่ือถึง
อุปลักษณะนิสัย ความคิดและพฤติกรรมของตัวละครน้ัน ๆ เน่ืองจากตัวละครบางตัวจะแสดงตัวตน
ออกมาในรูปแบบบทสนทนาก็ได้

๕. นา้ เสียงในการแตง่

น้าเสียงที่ปรากฏในวรรณกรรมเรื่องนี้ ผู้เขียนต้องการถ่ายทอดความคิดเห็นในเรื่องของอารมณ์
ความรู้สึก โดยถ่ายทอดออกมาในลักษณะต่าง ๆ เช่น การตัดพ้อต่อว่า การเห็นอกเห็นใจ การประชด
ประชนั เป็นต้น ซ่งึ ได้มีการเปรยี บเทียบส่ิงนั้นวา่ เปน็ เวรกรรมท่ีเราไม่สามารถหนไี ด้ โดยเวรกรรมทเี่ ราเจอ
นน้ั จะขึน้ อยู่กับวา่ เราทาอะไรไว้บา้ ง ไม่ช้าก็เรว็ ทเ่ี ราจะไดร้ ับมนั ดงั ตัวอยา่ งตอ่ ไปนี้

“ตอนที่ม้าท้องแก ท้องน้องแก ม้ายังต้องห่ันหยวกเล้ียงหมูต้ังแต่เช้ายันค่า น้าท่าหาบขึ้นมาจาก
แมน่ า้ จนเตม็ ทกุ โอง่ ไมเ่ ห็นแท้งไปสักทอ้ ง พวกแกออกมาแข็งแรงทกุ คน”

(จุฬามณี (นามปากกา) ๒๕๖๐, หน้า ๓๙)

ตวั อย่างข้างตน้ เปน็ บทสนทนาของนางยอ้ ยกับกมลที่มีการตดั พ้อตอ่ วา่ กลม ทีช่ อบพูดแสดงความ
สงสารแก่เรณู เพื่อให้นางย้อยเกิดความสงสารเรณูด้วย เพราะกมลไม่อยากให้เรณูทางานหนักทั้ง ๆ
ท่กี าลงั ทอ้ งลูกของพี่ชายอยู่

“ล้ือฟังไม่ผิดหรอก ม้าจะให้เรณูเลิกขายขนมแล้วมาช่วยงานที่ร้าน ถ้าแววอีดี ม้าคิดว่าพอต่ัวเฮีย
ของลอื้ มันปลดทหารมา ม้าจะหาเซง้ รา้ นให้มันสองคนช่วยกนั ทา ชว่ ยกนั สรา้ งเนอ้ื สรา้ งตวั ให้มฐี านะเทยี มคน
อ่ืน ๆ เขา”

(จุฬามณี (นามปากกา) ๒๕๖๐, (หน้า ๒๔๔)

ตวั อยา่ งขา้ งต้น เปน็ บทสนทนาของนางยอ้ ยกบั ประสงค์ทม่ี ีความเห็นอกเหน็ ใจเรณู แทนทจี่ ะต้อง
ทาขนมขายทุกวัน ก็ให้มาช่วยขายของที่ร้าน เมื่อปฐมปลดทหารออกมา นางย้อยก็จะหาเซ้งร้านให้เรณู
เพ่ือขายของจะไดส้ ร้างเนื้อสร้างตวั ใหม้ ฐี านะเท่าเทยี มคนอืน่ ๆ

นวนิยาย เรือ่ ง กรงกรรมมีการใช้นา้ เสียงทถ่ี า่ ยทอดออกมาในลักษณะต่าง ๆ ของตัวละคร เพ่อื สือ่
ให้เหน็ ถึงอารมณ์ ความคิด ทัศนคติ ทีแ่ สดงออกมาผ่านน้าเสยี งของตวั ละคร

๖. ฉาก

ฉากทป่ี รากฏในวรรณกรรมเรื่องน้ีมฉี ากที่สาคัญหลายฉาก เช่น ฉากที่พิไลใช้ใหบ้ ุญปลูกนวดขาให้
นางยอ้ ย ฉากที่เรณูมาทบ่ี า้ นปฐมครง้ั แรก เปน็ ต้น การบรรยายรายละเอียดเช่นน้ที าให้ผอู้ า่ นจนิ ตนาการได้
ชัดเจนทงั้ ภาพ เสยี ง ผู้ประพนั ธ์ไม่เพียงบรรยายถงึ สิง่ ที่เราสามารถรับรู้ไดด้ ้วยการสัมผัส หรือการมองเห็น
แตย่ ังบรรยายถึงความรู้สกึ และความคิดของตัวละครว่าเป็นอย่างไร ดังตวั อยา่ งฉากต่อไปน้ี

“คนื นัน้ กลบั มาจากพธิ สี วดอภิธรรมศพแล้ว พิไลกบ็ อกใหบ้ ุญปลกู นั้นช่วยนวดขาใหน้ างย้อยท่ีบ่น
วา่ รูส้ กึ ชาท่ีปลายเท้า แต่พอบญุ ปลกู นวดเฟ้น นางยอ้ ยก็วา่ บญุ ปลูกนั้นมอื หนัก ไมเ่ หมือนมือของเรณู พิไล
ได้ยินดังน้ันก็จึงขอลองนวดให้เอง ดูท่าแล้วนางย้อยจะไม่พอใจเหมือนที่เรณูทาให้ แต่นางย้อยก็ไม่ได้พูด
อะไรออกมา”

(จุฬามณี (นามปากกา) ๒๕๖๐, หน้า ๔๗๗ )

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถ่นิ ใต้ หนา้ ๕๕

ตัวอย่างข้างต้น เป็นฉากทส่ี อ่ื ใหเ้ ห็นถึงความไม่พอใจของนางย้อย ทบ่ี ่นวา่ รู้สกึ ชาทป่ี ลายเท้า พิไล
จึงให้บุญปลูกมานวดปลายเท้าให้นางย้อย แต่นางย้อยก็กลับบอกว่าบุญปลูกมือหนักนวดแรงเกินไป
ไม่เหมอื นเรณู พไิ ลไดย้ นิ แบบน้นั กข็ อลองนวดให้นางยอ้ ยดบู ้าง แต่นางยอ้ ยกไ็ ม่พอใจเหมือนท่เี รณูนวด

นวนิยาย เรื่อง กรงกรรมมีการใช้ภาษาบรรยายทาให้ผู้อ่านเห็นภาพและเกิดจินตนาการ ทาให้
ผอู้ า่ นรสู้ ึกคลอ้ ยตามไปกับตัวละครไดง้ ่ายขนึ้ ซึ่งผ้อู า่ นจะมคี วามสนใจและอยากตดิ ตามอ่านนวนิยายเรื่อง
นตี้ ่อไป

นวนยิ าย เร่อื ง กรงกรรม เปน็ นวนิยายทสี่ ะทอ้ นให้เหน็ ถึงความคิด ความเช่ือและเร่อื งราววิถีชีวิต
ของชาวบ้านจังหวัดนครสวรรค์ในสมัยนั้น ซึ่งมีครอบครัวหนึ่งท่ีมีคนในครอบครัวต่างก็พากนั อิจฉาริษยา
กัน แต่ด้วยความแค้นของบางคน ทาให้เกิดเหตุการณ์ท่ีไม่คาดคิดขึ้น จึงเป็นที่มาของนวนิยายเร่ืองนี้
และมีการเปรียบเทียบคาว่า “กรง” ของ “กรรม” เมื่อมารวมกันก็ข้ึนอยู่กับบุคลิกของตัวละครว่าจะมี
เหตุผลในส่ิงท่ีตัวเองได้กระทาลงไป บ้างก็อ้างว่าส่ิงที่ทาไปน้ันเป็นเหตุจาเป็น หาเหตุผลมากมายเพื่อ
เข้าข้างตัวเอง นวนิยายเรื่องน้ีบอกเล่าเรื่องราวพ้ืนถิ่นของชาวนครสวรรค์ ที่ทาให้เห็นถึงกิเลสตัณหาของ
คนออกมาได้ดีเขียนเร่ืองได้อย่างถึงใจและได้ข้อคิดในด้านของการใช้ชีวิต ความเชื่อในเรื่องของเวรกรรม
ซึง่ สามารถนาขอ้ คิดเหล่าน้นั ไปปรบั ใชใ้ นชวี ติ ประจาวันได้

เอกสารอา้ งองิ
จฬุ ามณี. (๒๕๖๐). กรงกรรม. กรงุ เทพฯ : แสงดาว.

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถิน่ ใต้ หน้า ๕๖

“ครอบครวั เจ้าปัญหา”

เบญจรตั น์ ศรีสว่าง

นวนิยายเร่ือง “ขณะหนึ่ง ไม่รู้จบ” เป็นผลงานการประพันธ์ของ อรุณวดี อรุณมาศ ซึ่งเป็น
นกั เขียนผู้มากความสามารถ มผี ลงานออกมาใหไ้ ดต้ ิดตามอยบู่ ้างทัง้ นวนยิ าย บทกวี และความเรียง แม้วา่
ผลงานของเขาจะไมม่ ากนักเมอื่ เทียบกับนักเขยี นท่านอนื่ ๆ แต่ผลงานของเขาแทบจะทุกเร่ืองถือวา่ เป็นที่
ยอมรับของนกั อ่านจานวนมาก อกี ทง้ั แต่ละเร่ืองยังคงแฝงข้อคดิ และมเี นอ้ื หาที่เป็นเอกลกั ษณ์เฉพาะตัวได้
เป็นอย่างดี ผลงานของเขามักเป็นเร่ืองราวท่ีดุเดือดเลือดพล่าน โหดร้ายทารุณ เพราะต้องการให้ข้อคิด
แก่ตัวละครทุกตัว อย่างเช่นนวนิยายเรื่อง “ขณะหนึ่ง ไม่รู้จบ” ท่ีมีความแปลกใหม่ด้วยการเขียนให้ตัว
ละครหลักทุกตัวมุ่งเน้นให้มองโลกในแง่ร้าย ทาให้การดาเนินชีวิตในแต่ละวันไม่พบเจอความสงบสุข
ด้วยความนา่ สนใจในเนือ้ หาจึงได้รบั ผลตอบรับเปน็ อย่างดี มีผู้ติดตามอ่านเป็นจานวนมาก และมียอดการ
ส่งั จองหนงั สอื มากกว่า ๓,๐๐๐ เลม่

นวนิยายเร่ืองน้ีเป็นเร่ืองราวของครอบครัวหนึ่งท่ีมีพ่อ แม่ และลูกสาว ซ่ึงอาจดูเหมือน
ครอบครัวปกติเช่นเดียวกับครอบครัวอ่ืน ๆ แต่ความปกติก็มักจะแฝงไปด้วยความไม่ปกติ ดั่งเช่น
เรือ่ งราวของพอ่ กับแม่ ทมี่ ักมเี ร่ืองให้ขัดแยง้ โต้เถียงกันอย่เู สมอ ไมว่ ่าเรอ่ื งน้นั จะเป็นเรื่องเลก็ หรือเร่ือง
ใหญ่ โดยเฉพาะเรื่องเล็ก ๆ ท่ีพวกเขาท้ังคู่สามารถทาให้กลายเป็นเร่ืองราวใหญ่โตได้อยู่เสมอ ส่วนลูก
สาวซงึ่ เปน็ เด็กน้อยทีม่ คี วามข้ีสงสยั อยตู่ ลอดเวลา เธอมกั จะตัง้ คาถามพร้อมทั้งตอบคาถามน้นั ด้วยตวั เอง
เสมอ แม้คาถามนั้นจะไดร้ ับคาตอบไปแล้วแต่เธอก็สามารถตง้ั คาถามเพิ่มเติมไปได้อีก นอกจากนีเ้ ธอยัง
ทาหน้าที่เหมือนเปน็ กรรมการคอยตัดสินเวลาท่ีพอ่ กับแม่ของเธอมีข้อถกเถียงกันอีกด้วย ซ่ึงเรื่องราวก็ได้
ดาเนินไปเช่นนั้นจนจบเร่ือง วรรณกรรมเร่ืองนี้เป็นนวนิยายที่ผู้ประพันธ์นาเสนอได้อย่างน่าสนใจตาม
องค์ประกอบของวรรณกรรมไม่ว่าจะเป็น โครงเรอ่ื ง แก่นเรือ่ ง ตัวละคร บทสนทนา น้าเสียงในการแต่ง
และฉาก

๑. โครงเรือ่ ง

นวนยิ ายเรือ่ ง “ขณะหนง่ึ ไมร่ จู้ บ” ผู้เขยี นเลา่ เรอ่ื งเกีย่ วกับครอบครัวหน่ึงในสงั คมท่มี ักมองโลกใน
แง่ร้ายตลอดเวลา ไม่มีความยินดีกับเรอ่ื งราวใดทั้งส้ิน โดยกล่าวถึงเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดข้ึนกับครอบครวั
น้ัน ๆ ซ่ึงทุกเรื่องราวมักเป็นเรื่องท่ีไม่ค่อยสู้ดีนัก ผู้เขียนเล่าเร่ืองเก่ียวกับการใช้ชีวิตของคนปกติท่ัวไป
ตั้งแต่เช้าจนเข้านอน แล้วเริ่มวันใหม่ หมุนเวียนเช่นนี้ไปจนจบเรื่อง โดยในแต่ละวันจะมีเร่ืองราวเกิดขนึ้
แตกต่างกนั ไป ซ่งึ ถือเป็นเรอ่ื งราวทมี่ ีความนา่ สนใจ เนื่องจากเป็นการตแี ผ่ถงึ สังคมครอบครัว แสดงใหเ้ ห็น
ว่าในแต่ละวันมีเร่ืองราวใดเกิดขึ้นบ้าง อีกท้ังยังสามารถนามาเป็นข้อเตือนใจในการดาเนินชีวิตของ
ครอบครัวผู้อ่านได้เป็นอย่างดี ซ่ึงตัวละครเอกในการดาเนินเรอื่ งทั้งส้ิน ๓ ตัว ตัวละครท้ัง ๓ ตัวมีบทบาท
ต้ังแต่ต้นจนจบเร่ือง ผู้เขียนต้องการส่ือให้เห็นถึงเร่ืองราวความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวหน่งึ ท่ีมีสามี
ภรรยา และลูกสาว โดยทส่ี ามกี บั ภรรยามักจะมีปญั หาให้เกิดข้อถกเถียงกันอยู่ทุกวัน ไม่วา่ จะเปน็ เร่อื งเล็ก ๆ
หรือเร่ืองใหญ่ ๆ และผู้เป็นลูกสาวก็จะทาหน้าท่ีเป็นกรรมการคอยตัดสินอยู่เสมอ เร่ืองราวดาเนินเป็น
เชน่ น้นั จนกระท่ังจบเรื่อง

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถนิ่ ใต้ หน้า ๕๗

๑.๑ การเปิดเร่ือง
นวนิยายเรอื่ งน้ีเปิดเรอ่ื งด้วยบทสนทนาของตัวละคร คือ คาบ่นของสามี เน่ืองจากหาข้อตกลง

ร่วมกันในการหาสถานท่ีเท่ียวไม่ได้ จึงทาให้สามีเกิดความไม่พอใจ และว่ากล่าวภรรยาด้วยความโมโห
ดังตวั อยา่ งต่อไปนี้

“เออดี… ไอนู้นก็ไม่ดี ไอน่ีก็ไม่เอา เสนออะไรไปก็เงียบ เอายังไงกันแน่
วะ น่าราคาญชะมัด ตัวเองเป็นคนชวนแท้ ๆ ยังมาทาฟึดฟัด ไม่พอใจ
อะไรไมย่ อมพดู นิสัยน้ีแกย้ ังไงกแ็ ก้ไม่หายจริง ๆ ไปได้จากใครมา ไมไ่ ป
ก็ไม่ต้องไป อยบู่ า้ นใหต้ ายกนั ไปข้างนงึ กแ็ ล้วกนั ”

(หนา้ ๒)

ตัวอย่างขา้ งตน้ แสดงใหเ้ หน็ ว่าผู้เขยี นตอ้ งการเปิดเรื่องของนวนิยายในลักษณะของความขัดแย้ง
ระหว่างคู่สามีภรรยา ซึ่งถือเป็นจุดที่น่าสนใจของนวนิยายเร่ืองน้ี เนื่องจากนวนิยายโดยท่ัวไปมักจะเปิด
เรื่องด้วยความราบรื่นของเรื่องราวต่าง ๆ แล้วค่อย ๆ เล่าถึงเนื้อหาให้เป็นไปตามลาดับขนั้ ตอน หรือไม่ก็
เปิดเรือ่ งดว้ ยการเลา่ ยอ้ นไปถึงความหลงั จนมาถึงเรอ่ื งราวในปัจจุบัน แตน่ วนิยายเรอ่ื งนเ้ี ปดิ เรื่องให้เห็นถึง
ความขดั แยง้ ของละครเอกต้ังแต่เรมิ่ เร่ือง โดยเร่อื งราวตัวอยา่ งข้างต้น เปน็ ความขัดแย้งทเี่ กิดขึ้นระหว่างคู่
สามีภรรยาในเร่ืองของการหาข้อสรุปในการเดินทางไม่ได้ ซึ่งแรกเร่ิมภรรยาชักชวนสามีออกเดินทาง
ท่องเที่ยว จากน้ันสามีได้เสนอสถานท่ีต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่เป็นท่ีต้องการของภรรยา อีกท้ังภรรยายังแสดง
กริยาที่ไม่เหมาะสม จนทาให้ผู้เป็นสามีเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมาก ซ่ึงกลวิธีการเปิดเร่ืองข้างต้น
ผเู้ ขยี นต้องการดงึ ดูดความสนใจของผู้อ่านเพ่ือให้ตระหนักคิดวา่ เพราะเหตุใดจงึ เกิดความขัดแยง้ ขนึ้ ตั้งแต่
แรกเริ่ม และต้องการให้ผู้อ่านเกิดความรู้สึกว่าต้องการติดตามเรื่องราวของนวนิยายว่าเน้ือหาต่อไปจะ
ดาเนินไปในทิศทางใด เน้ือหาจะยังคงไว้ซ่ึงความขัดแย้งหรือไม่ แล้วต้นเหตุของความขัดแย้งท่ีเกิดขึ้นมี
ความเป็นมาอย่างไร

๑.๒ การดาเนนิ เรอ่ื ง
นวนยิ ายเร่ืองนีใ้ ช้กลวิธีการดาเนินเรื่องตามช่วงเวลาทเ่ี กิด ผู้เขยี นมุง่ เนน้ การเล่าเรอ่ื งราวทีเ่ ป็น

เหตุให้เกิดปัญหา และข้อถกเถียงระหว่างครอบครัวหน่ึง แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นปัญหาของคู่สามีภรรยา
เป็นหลัก ต้ังแต่การเปิดเร่ืองก็กล่าวถึงบทสนทนาท่ีมีความขัดแย้งกันของตัวละครเอก ซ่ึงเร่ืองราวในนว
นิยายเรื่องนี้ยังคงดาเนินเร่ืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง และการมองโลกในแง่ร้ายของทุกตัวละครหลัก
ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง การดาเนินเร่ืองจะมีแต่เร่ืองที่ไม่คาดคิด แม้ว่าผู้อ่านจะมองว่าไม่ใช่เร่ืองท่ีจะเป็น
ปัญหาให้เกิดการทะเลาะกันได้ แต่สาหรับครอบครัวน้ีทุกเร่ืองราวที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นปัญหาทั้งส้ิน
ดังตวั อย่างตอ่ ไปนี้

“จะกินข้าวกันกันตอนไหน จะได้ตั้งโต๊ะ ผู้เป็นสามีกล่าวถามพร้อมกับ
เดินเข้าห้องครัว ทันใดน้นั มีเสยี งแทรกเข้ามาโดยทันที …ทาไม! ไม่พอใจ
อะไร ทาให้แดกแล้วยังมาทาเร่ืองมาก เพียงยกมาวางบนโต๊ะยังต้องถาม
ไอควายเอ๊ยยย…”

(หนา้ ๗๖)

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถนิ่ ใต้ หนา้ ๕๘

ตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นว่าสาหรับครอบครัวน้ีต่อให้เป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นปัญหาได้
แต่จะต้องมีคนใดคนหนึ่งท่ีมักจะทาให้เรื่องน้ัน ๆ กลายเป็นเร่ืองราวใหญ่โตได้เสมอ และต้องมีการใช้
คาพูดที่มคี วามเสยี ดสีแอบแฝงเอาไว้โดยตลอด เช่นตวั อยา่ งข้างตน้ สามเี พียงถามคาถามท่ีไม่ไดย้ ากแก่การ
ตอบแต่อยา่ งใด แตผ่ เู้ ป็นภรรยากลับตอบกลับดว้ ยการถากถาง เสยี ดสี ซ่ึงเร่ืองราวในนวนยิ ายเรื่องนต้ี ั้งแต่
ตน้ จนจบเร่ืองก็ยังคงเป็นความขัดแยง้ ของคนในครอบครวั อยูด่ ี

๑.๓ การปิดเร่อื ง
นวนิยายเร่ืองนี้ ผู้เขียนปิดเรื่องด้วยการให้ผู้อ่านขบคิดต่อว่าเร่ืองจะเป็นอย่างไรต่อไป

โดยผเู้ ขียนทิง้ ท้ายด้วยบทบน่ พมึ พาของสามีที่รู้สึกเปน็ อิสระในการดูโทรทัศน์เมอื่ ภรรยาของเขาได้ขนึ้ ห้อง
ไปนอน กล่าวได้ว่าการที่ผู้เขียนปิดเร่ืองเช่นน้ี เพราะต้องการคงเอกลักษณ์ความเป็นนวนิยายของเรื่องน้ี
เอาไว้ จึงท้ิงท้ายเรื่องด้วยการบ่นของสามี แต่เป็นการบ่นที่ไม่ใช่เรื่องรุนแรง นั่นเพราะผู้เขียนต้องการให้
ผูอ้ ่านคิดไดว้ า่ ชีวติ จริงการเป็นครอบครวั ก็ตอ้ งมปี ัญหากันทุกครอบครัว แต่อยทู่ ว่ี า่ แต่ละครอบครวั มปี ัญหา
หนักนอ้ ยแตกต่างกันอย่างไร เช่นเดียวกบั นวนิยายเรื่องน้ีที่ผู้เขียนเล่าให้เหน็ ปญั หาต่าง ๆ ตัง้ แตต่ น้ จนจบ
เรอ่ื ง แมแ้ ตก่ ารทิง้ ท้ายกย็ งั คงเปน็ การสร้างความหนักใจ แตก่ ลับเป็นความหนกั ใจท่ีผู้เปน็ สามีรับรู้อยู่ฝ่าย
เดยี ว จึงกลายเปน็ เรื่องหนกั ใจเพยี งเลก็ น้อย ดงั ตวั อย่างต่อไปนี้

“เฮ้อ… ยายแก่ไปได้สักที กว่าจะบ่นเสร็จละครก็ปาไปเกือบจบ หนักหู
จรงิ ๆ คืนนคี้ งเป็นคนื ที่มคี วามสุขทสี่ ดุ ในรอบ ๑ เดือน พรุง่ นีเ้ ชา้ คงตอ้ ง
ลกุ ข้นึ ตักบาตรเปน็ การยกใหญ่”

(หนา้ ๙๖)

ตัวอย่างข้างต้นแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกของผู้เป็นสามีท่ีมีต่อภรรยา ว่าเขารู้สึกสบายใจเม่ือ
ภรรยาไม่ร่วมดูโทรทัศน์ด้วย การท่ีภรรยาของเขาได้ขึ้นห้องนอนมันย่ิงทาให้เขามีความสุข เพราะไม่ต้อง
ทนฟังคาบ่นของเธอถงึ ขน้ั ท่ีจะตักบาตรขอบคณุ ส่งิ ศักด์สิ ิทธท์ิ ด่ี ลใจใหภ้ รรยาของเขาขึน้ ห้องนอน

โครงเรือ่ งของนวนยิ ายเร่ืองนี้ ใช้กลวิธกี ารเปดิ เรื่องด้วยบทสนทนาทม่ี ีความขัดแยง้ ระหว่างคู่สามี
ภรรยา ซึง่ เป็นส่งิ ที่แสดงใหเ้ ห็นวา่ เนอ้ื เรื่องจะต้องดาเนนิ ไปดว้ ยความทุกข์ท่ีแต่ละตวั ละครไดแ้ สดงอุปนิสัย
ใจคอในลักษณะของการมองโลกในแง่ร้าย ต่อให้เป็นเร่ืองที่ดีก็สามารถเปลี่ยนให้กลายเป็นเรื่องที่เต็มไป
ด้วยความอึดอัดได้เป็นอย่างมาก และสาหรับการปิดเร่ืองของนวนิยายเรื่องน้ี ผู้เขียนปิดเรื่องด้วยฉากท่ี
บ้าน ซ่ึงเป็นเรื่องราวของคู่สามีภรรยา แม้จะเป็นฉากปิดเรื่องแต่ก็ยังแอบแฝงไว้ด้วยความรู้สึกเหน่ือยใจ
ของปญั หาครอบครัว

๒. แกน่ เรอ่ื ง

ผู้เขียนต้องการสะท้อนความคิดท่ีว่า “มนุษย์มีชีวิตที่เป็นทุกข์” หากคนเรารู้จักการปล่อยวาง
หัดมองโลกในแง่บวก ทาจิตใจให้สดใส การใช้ชีวิตในแต่ละวันคงจะมีความสุขมากกว่าน้ี อะไรท่ีไม่เป็นท่ี
พอใจแกต่ นเองก็ให้มองข้ามมันไปบ้าง ไม่เกบ็ มาคิดโน่น คดิ น่ี ถา้ เกดิ ทุกคนทาได้เชน่ นน้ั การดาเนินชีวิตใน
แต่ละวันคงจะงา่ ยข้ึน ไม่มอี ะไรรบกวนจิตใจมากมายขนาดน้ี แตน่ น่ั ก็เป็นเพยี งความตอ้ งการท่อี ยากจะให้
เป็น ซ่ึงในความเป็นจริง มนุษย์ไม่สามารถปล่อยวางอะไรได้เลย เอาแต่ใจตนเอง ไม่สนสิ่งรอบข้างทั้งสนิ้
เม่ือเป็นเช่นน้ัน ผู้เขียนจึงได้เขียนนวนิยายเรื่อง “ขณะหนึ่ง ไม่รู้จบ” ให้ดาเนินเรื่องไปอย่างอิสระ

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถ่นิ ใต้ หนา้ ๕๙

เขียนเรอ่ื งราวใหต้ ัวบุคคลในนวนิยายเรื่องน้ีให้คล้ายกับคนที่จติ ไม่ปกติ มองโลกในแง่รา้ ยทกุ สิ่งท่พี บเจอใน
ชีวติ ประจาวันเป็นลบ และไมม่ คี วามสขุ กับเรอ่ื งราวในชีวติ ท่ีพวกเขาพบเจอ ดังตัวอยา่ งต่อไปนี้

“อะไร…นี่คุยเร่ืองต้นไม้อีกแล้วเหรอ ไอพวกบ้าต้นไม้เอ๊ย ซ้ือมาทาบ้า
อะไรกินเข้าไปก็ไม่ได้ มงคลมงเคินอะไรกัน ปลูกกะเพราโหระพายัง
ดีกว่า บ้านจะกลายเป็นป่าไปทุกวันแล้ว ยังจะปลูกอีก เปลืองค่า
น้าประปา แล้วน่ีต้นอะไรอีก ก่ิงทองใบหยก ใบร่วงมันก็เน่าเหมือนกนั
แหละ ให้มันก่งิ เป็นทองใบเปน็ หยกจรงิ ๆ คอ่ ยเอามาปลกู ”

(หนา้ ๑๕)

ตัวอยา่ งขา้ งต้น แสดงใหเ้ ห็นว่าคนพูดเป็นคนท่มี ีจติ ใจเป็นลบ มองโลกในแงร่ า้ ยเกนิ ไป ต้นไม้ไมไ่ ด้
สร้างความเดือดร้อนอะไรให้เขาเลย การปลูกต้นไม้กไ็ ม่ใช่เร่ืองที่เลวรา้ ยอะไรขนาดน้นั ถ้าเขาลองมองอกี
มุมหน่ึง มคี วามคิดท่ไี ม่อคติ ตน้ ไม้มปี ระโยชนก์ วา่ ทเี่ ขาคดิ ตน้ ไม้สามารถให้รม่ เงาให้เขาได้พักพงิ เวลาทเี่ ขา
ต้องการพักผ่อน และให้ความร่มรื่นได้อีกต่างหาก ท้ังนี้คนท่ีคุยกับต้นไม้ ไม่ใช่เป็นคนที่จิตไม่ปกติ ในโลก
ย่อมมีคนแบบน้ีจานวนไม่น้อย น่ันเป็นเพราะพวกเขาเป็นคนคิดบวก ไม่มองโลกในแง่ร้าย เพราะสาหรับ
เขาต้นไมเ้ ปน็ สิง่ หนึ่งท่สี ามารถมอบความสขุ ให้เขาไดใ้ นแบบของเขา

๓. ตัวละคร

ตัวละครในนวนยิ ายเร่อื งน้ี ผเู้ ขยี นเล่าถงึ พฤติกรรมของตวั ละครไดอ้ ย่างสมจริง และมคี วาม
ชดั เจน

นวนิยายเรอ่ื งนี้มีตวั ละครหลกั อยู่ ๓ ตวั ได้แก่ สามี ภรรยา และลกู สาว ตวั ละครแต่ละตวั มี
บุคลิกท่ีแตกตา่ งกัน ไม่วา่ จะเป็นบคุ ลกิ ภายในหรอื ภายนอก ดังรายละเอยี ดต่อไปนี้

๓.๑ สามี
บคุ ลิกภายนอก มีรปู รา่ งสงู ใหญ่ อวบ เปน็ คนมีน้ามเี นื้อ ตาต๋ี ผมสดี ารองทรงสูง ดงั ตัวอยา่ ง

ตอ่ ไปนี้

“ชายร่างใหญส่ าวเท้าไปหาลูกสาวตัวเล็กของเขาด้วยความเรว็ จากนั้น
ไดต้ าหนิเด็กน้อยผ่านดวงตาเล็กตี๋ของเขา แมไ้ ม่มีคาพูดใดออกจากปาก
แตก่ ็ทาให้ลกู สาวตัวน้อยของเขากลัวจนตัวสนั่ ”

(หนา้ ๕๒)

ตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นถึงลักษณะท่าทางของผู้เป็นสามี ว่าเป็นคนท่ีมีรูปร่างสูงใหญ่
และเป็นคนตาต๋ี การตาหนิลูกสาวของเขาแม้จะไม่มีคาพูด คาดุด่าว่ากลาว แต่เพียงเขาใช้สายตาต๋ีคู่น้ัน
มองลูก กท็ าให้ลูกเขากลัวเขาเป็นอย่างมาก

บุคลิกภายใน มีบุคลิกชอบพูดอะไรก่อนคิดเสมอ บางครั้งนึกอยากจะพูดอะไรก็พูดโดยไม่
สนใจว่าคนฟังจะรู้สึกอย่างไร ทาอะไรก็โผงผาง เป็นคนใจดา ไม่มีเมตตา มีความคิดที่ขัดแย้งกับคนอื่น
ตลอด ดงั ตวั อย่างต่อไปน้ี

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถ่นิ ใต้ หน้า ๖๐

“แม่ ๆ พี่เค้าขายของ… ไหน ใครขายอะไร นู้นไงเยอะแยะเลย …ผู้เป็น
แม่ลดกระจกลง พร้อมถามราคา… ราคาเท่าไหร่บ้าง …ภรรยา และลูก
สาวมีความสนใจกับของตรงหน้า แต่ในขณะเดียวกันก็มีเสียงแทรก
ข้ึนมา… พอเลย ๆ ไม่ต้อง ๆ มือตีนมันก็มี มาหาเงินกันง่าย ๆ แบบนี้
ไม่ให้มันหรอก”

(หน้า ๑๖)

บทสนทนาข้างต้น เป็นการสนทนาระหวา่ งแมก่ บั ลูกสาว เป็นเร่ืองราวในตอนที่มีคนเดินขายของ
ตามท้องถนนท้ัง อาหาร น้า พวงมาลัย ท่ีสี่แยกไฟแดง และเขาก็เดินมาขายตอนไฟแดงขึ้น ซ่ึงภรรยา
และลูกของเขาสนใจท่ีจะซื้อ แต่เขากลับห้าม พร้อมท้ังพูดด้วยถ้อยคาท่ีไม่น่าฟัง ไม่รักษาน้าใจของผู้อ่ืน
ซึง่ การกระทาเชน่ นเี้ ขากระทามันอยเู่ สมอ การกระทาของเขาเช่นนี้จงึ เป็นสาเหตทุ ี่ทาให้ภรรยาหงุดหงิดใจ
อย่เู ปน็ ประจา

๓.๒ ภรรยา
บคุ ลิกภายนอก เป็นหญิงวัยกลางคน ผมยาวประบ่า ดวงตากลมโต ผวิ ขาว สูง หุน่ ดี ดัง

ตวั อย่างตอ่ ไปน้ี

“รูปร่างผอมบางของเธอเป็นส่งิ ท่ีทาให้ผู้เป็นสามีต้องคอยตอ่ วา่ เธออยเู่ รื่อยไป”

(หนา้ ๓๒)

“ดวงตากลมโตจอ้ งมองไปทสี่ ามดี ว้ ยความโมโห ภายในแนวตาคู่น้นั เต็มไปดว้ ยคาดุดา่ ”

(หน้า ๑๙)

ตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นถึงรูปลักษณ์ภายนอกของภรรยา ว่าเป็นคนสวย หุ่นดี ทาให้สามี
ไม่พอใจเพราะอาการหึงหวง เนื่องจากเธอชอบการแต่งตัว เป็นคนดูแลตัวเอง อีกท้ังยังบ่งบอกว่าเธอมี
ดวงตากลมโต ยิ่งเวลาไมพ่ อใจ ดวงตาจะแสดงอาการ บอกความร้สู กึ นึกคิดได้เปน็ อยา่ งดี

บุคลิกภายใน มีบุคลิกที่ชอบทาอะไรชักช้า และเข้าใจอะไรยาก หากเขามีข้อสงสัยในเร่ือง
อะไร เขาจะตัง้ คาถามกบั ผอู้ ืน่ อย่นู ั่น โดยไม่คานงึ วา่ ผอู้ ื่นจะรู้สกึ ราคาญเธอหรือไม่ ดงั ตัวอยา่ งต่อไปน้ี

“คุณ… ทาไมแม่แท้ ๆ ถึงฆ่าลูกตัวเองได้ลงล่ะเขาไม่รักลูกหรอ น่ันลูก
เลยนะไม่ใช่ว่าลูกเป็นแก้วตาดวงใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่หรอกหรอ
ทาไมเขาทาไดล้ งกันนะ เปน็ เพราะอะไรหรอคณุ เธอถามคาถามเดิมซ้า
ไปซ้ามา จนสามีเธอตอบไม่ทัน เขาจึงหันมาตะคอกใส่ภรรยา ถามอยู่
ได้ ถามจนจะอว้ กอยู่แล้ว กน็ ั่งดอู ยูด่ ้วยกัน ถามอะไรนกั หนา”

(หนา้ ๒๒)

ตัวอย่างข้างต้น เป็นตอนที่สามีกับภรรยาดูข่าวในโทรทัศน์ และได้พูดคุยกันเป็นปกติเช่นทุกวัน
โดยในคร้ังน้ีพูดคยุ กันในเรื่องการพาดหัวข่าวเร่อื งเกีย่ วกบั แม่ฆ่าลูกตวั เอง ซงึ่ ผู้เปน็ ภรรยามีเรื่องราวที่เธอ

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถ่นิ ใต้ หน้า ๖๑

สงสัย และอยากรู้ เธอจึงตงั้ คาถามกับสามี เธอถามรวั และซ้าไปซ้ามา จนสามตี อบไม่ทัน เขารูส้ ึกราคาญ
จึงตะคอกใส่เธอด้วยอารมณ์โมโห ดว้ ยเหตุทีเ่ ธอเป็นคนเชน่ นี้ นอกจากทาอะไรช้า เธอยังเปน็ คนที่ข้ีสงสัย
และมักจะถามอะไรซา้ ๆ จนทาให้สามีของเธอต่อวา่ เธออยู่เปน็ ประจา

๓.๓ ลกู สาว
บุคลกิ ภายนอก เป็นเดก็ ผ้หู ญิงตวั เล็ก ตาโต ผมดก ยม้ิ หวาน ดังตัวอยา่ งตอ่ ไปนี้

“เด็กน้อยจ้องมองลูกสุนัขด้วยดวงตากลมโตท่ีเต็มไปด้วยความเอ็นดู
พร้อมทง้ั ส่งรอยยิม้ หวานกินใจใหน้ อ้ งหมาก่อนจะเดินจากไป”

(หนา้ ๓๗)

ตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นถึงลักษณะของเด็กสาวที่เป็นเด็กตัวเล็ก ตาโต มีรอยย้ิมหวาน
แสดงใหเ้ ห็นวา่ เปน็ เด็กทีม่ ีจิตใจดี ออ่ นโยนตอ่ สตั ว์

บคุ ลกิ ภายใน มีบุคลกิ ทีพ่ ูดน้อย เงยี บขรมึ ชอบตง้ั คาถามกับตวั เอง และก็เปน็ คนตอบคาถาม
นนั้ ด้วยตวั ของเธอเอง ไมว่ า่ เธอพบเจอกับอะไร เรอ่ื งท่ีไม่น่าจะมีคาถามตอ่ ได้ แต่เธอสามารถทาใหเ้ รอื่ งนั้น
มีคาถามได้เป็น สิบ ๆ คาถามเลยทีเดยี ว เชน่

“ทาไมน้องหมาหนา้ สีดากันนะ…น้องคงจะเป็นเหมือนพ่อแหละ ไม่ง้ัน
ก็เหมือนแม่แลว้ ทาไมมาอยู่ทนี่ ค่ี นเดียวล่ะหรอื วา่ น้องจะไม่มีพ่อไมม่ ีแม่
แลว้ นะ นา่ จะใชน่ ่นั แหละ น้องตัวคนเดยี วแน่ ๆ เลย ทาไงดีนะ หรือจะ
เอาน้องไปอยู่ดว้ ย แตค่ งไมไ่ ด้ พ่อไมย่ อมแน่ ๆ นอ้ งอยู่ที่นี่นะ รักษาตัว
ดี ๆ นะ”

(หนา้ ๓๗)

ตัวอย่างเร่ืองราวข้างต้น เป็นเรื่องราวในตอนที่พ่อพาเธอไปร้านสะดวกซ้ือ แล้วพ่อก็ได้ปล่อยให้
เธอเดินเล่นคนเดียว เธอเดินไปเจอกับลูกสุนัขตัวหนึ่ง เธอน่ังจ้องลูกสุนัขตัวน้ันเป็นเวลาขณะหน่ึง โดยท่ี
เธอเองก็ได้ตั้งคาถามเก่ียวกับลูกสุนัขกับตัวของเธอเอง พร้อมทั้งตอบคาถามท่ีตนเองได้ต้ังข้ึนมา ซ่ึงเธอ
มีเรื่องสงสัยมากมายเกีย่ วกับลูกสุนัขตัวนั้น และคาดว่าเธอคงจะนั่งจ้องลูกสุนัขไปอีกสักพักหนงึ่ ถ้าพอ่ เธอ
ไม่มาเรียกเธอกลบั บา้ นไปเสียก่อน

การกลา่ วถึงบคุ ลิกของแต่ละตวั ละคร ทาให้มคี วามเขา้ ใจในการเปน็ ตัวละครนน้ั ๆ ไดอ้ ย่างเด่นชดั
มากยิ่งขึ้น เนื่องด้วยเอกลักษณ์โดยเฉพาะตัวของตัวละครท้ังภายนอก และภายในที่มีการกล่าวถึงน้ัน
มีความเหมาะสม อีกทั้งยังตรงตามเน้ือเร่ืองท่ีปรากฏในนวนิยาย และเม่ือผู้อ่านอ่านเนื้อหาต่าง ๆ
กส็ ามารถนกึ ภาพในการแสดงอากปั กริ ิยา และน้าเสยี งในการพูดของแต่ละตัวละครไดเ้ ปน็ อย่างดี

๔. บทสนทนา

นวนิยายเร่ืองน้ี ผู้เขียนบรรยายการสนทนาโต้ตอบกันของตัวละครแต่ละตัวอย่างชัดเจน เพื่อให้
ผู้อ่านได้ตีความถึงลักษณะนิสัยใจคอ รวมท้ังแนวคิด และพฤติกรรมของตัวละครวา่ เป็นตัวละครท่ีมีจิตใจ

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถิ่นใต้ หน้า ๖๒

เป็นเช่นไร เพราะตัวละครจะแสดงความรู้สึกนึกคิด และเปิดเผยตัวตนท่ีแท้จริงผ่านบทสนทนากับคนใน
ครอบครัวไดช้ ดั เจนทสี่ ดุ ดงั ตัวอยา่ ง

“หิวไหมเธอ” ผู้เป็นสามีถามภรรยาด้วยอาการไม่สนใจนัก ภรรยาเมื่อ
ได้ยินเช่นนั้น ก็โมโห “คนยังไม่ได้กินอะไร ต่ืนขึ้นมาก็ทางานบ้านคน

เดียว วันหยุดแทนท่ีจะได้พักผ่อน จะช่วยกันบ้างก็ไม่มี” เธอพูดด้วย
อาการโมโห แต่ฝ่ายสามีก็ยังคงไม่สนใจถึงความเหน่ือยล้าของภรรยา

ยังคงตอกกลับไปว่า “นึกว่าอ่ิมเอมกับการดูต้นไม้ไร้สาระน่ันแล้วเสีย
อีก”

(หน้า ๗)

ตัวอย่างข้างต้น เป็นการสนทนาระหว่างสามีกับภรรยา ในขณะที่ภรรยาทางานบ้านอย่างเหน่ือย
ล้า โดยไร้ซึ่งการช่วยเหลือจากสามี แต่ฝ่ายสามีก็ได้ถามภรรยาว่าหิวไหม ถ้าภรรยาไม่มองโลกในแง่ร้าย

จนเกินไป ก็อาจมองได้ว่าสามีถามไถ่ด้วยความเปน็ ห่วง แต่ความจริงสามีก็ถามให้พ้น ๆ ไป ภรรยาจงึ บน่
สามีกลับไปว่าไม่คิดที่จะช่วยอะไรเลย สามีที่เป็นผู้ที่นิสัยใจคอย่าแย่คนหน่ึงก็ยังคงพูดจาทาร้ายจิตใจ

ภรรยาซา้ อีกจนเธอรู้สึกโมโหเพ่ิมขึ้น การกระทาของสามีเปน็ ส่งิ ท่ีไม่สมควร เนื่องดว้ ยภรรยากาลังทางาน
บ้านด้วยความเหน่ือยล้า แทนที่จะพูดให้กาลังใจเธอ ทาให้เธอเห็นแก่ความรัก เธอจะได้รู้สึกว่าความ
เหน่ือยล้าจากการทางานบ้านของเธอมันไม่สูญเปล่า และมีกาลังใจท่ีจะทาหนา้ ท่ีภรรยาของเธอใหด้ ีที่สดุ

และภรรยาเองก็ควรสงบสติอารมณใ์ หม้ ากกว่าน้ี
บทสนทนาข้างต้น ผู้เขียนได้เปิดเผยนิสัยใจคอของตัวละคร ว่าสามีเป็นคนท่ีมีนิสัยขี้เอาแต่ใจ

พูดจาไม่รักษาน้าใจผู้อ่ืน แม้แต่ภรรยาของตัวเองก็ไม่เว้น ส่วนภรรยาก็เป็นคนที่มองโลกในแงร่ ้าย อีกทั้ง
ปากคอยังเราะร้ายอีกด้วย นอกจากน้ีการท่ีเนื้อหาภายในเร่ืองมักจะมีบทสนทนาท่ีค่อนข้างแอบแฝงไป
ด้วยความประชดประชัน การเสียดสีแทบจะทั้งเร่ือง จึงทาให้ผู้อ่านเกิดติดตามเร่ืองราวได้อย่างต่อเนื่อง

และยังเกดิ ความนกึ คิดลว่ งหน้าว่าบทสนทนาต่อไปจะมขี อ้ ถกเถียงไปในทศิ ทางใดอีกบ้าง

๕. นา้ เสียงในการแตง่

น้าเสียงของเรื่องราวในนวนยิ ายเรอ่ื งนี้ โดยสว่ นใหญ่ผูเ้ ขยี นจะเนน้ ยา้ ใหผ้ ูอ้ า่ นเห็นถึงทศั นคติท่ีตัว
ละครแสดงออกมาในแต่ละเรื่องราววา่ มกั จะมีการแสดงออกถึงการมองโลกในแง่ร้าย ไม่รู้จกั การปล่อยวาง
ในเรอ่ื งตา่ ง ๆ จนนามาสกู่ ารสือ่ สารทีม่ แี ตก่ ารประชดประชัน เยาะเยย้ เสียดสกี นั ไปมา ดังตัวอยา่ งตอ่ ไปน้ี

“แหม… ทาเป็นคนใจบุญ ทีกับลูกกับเมียไม่ใจบุญอย่างงี้มั้ง กูล่ะเบ่ือ
จริง ๆ ให้ขอทานทุกทีท่ีเจอ โถ่เอ๊ย! คิดอะไรอยู่วะ อยากรู้จริง ๆ กลับ
บ้านไปไม่ต้องแดกขา้ วนะ ไปขอทานเอา”

(หน้า ๔๒)

จากตวั อยา่ งขา้ งตน้ แสดงให้เหน็ ว่าผเู้ ป็นภรรยาเป็นคนทมี่ ักจะมองโลกในแง่ร้าย และยังไม่มีจติ ใจ
เมตตาตอ่ เพือ่ นมนุษย์ เพราะในขณะทส่ี ามีกาลังทาทานแก่ผู้ทีต่ กทุกขไ์ ดย้ าก ซึง่ ถอื เป็นเรอ่ื งทด่ี ี และไมไ่ ด้
เกิดความเสียหายแต่อย่างใด แต่ภรรยากลับมองว่าเป็นเร่ืองที่ไม่สมควร ทั้งท่ีการทาทานเพียงเล็กน้อย
ไม่ได้ทาให้ท้ังคู่ได้รับความเดือนร้อนแต่อย่างใด อีกทั้งยังถือว่าได้บุญอีกด้วย แต่ภรรยากลับกล่าวต่อว่า

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถิ่นใต้ หนา้ ๖๓

ผูเ้ ป็นสามีด้วยความประชดประชัน เสียดสี เพ่ือเป็นการระบายความไมพ่ อใจที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเขา
จากการที่สามีทาทานแก่ผู้อื่น ซ่ึงน้าเสียงท่ีภรรยากล่าวว่าสามีนั้น แสดงให้เห็นว่าภรรยาเป็นบุคคลท่ไี มม่ ี
จติ ใจเมตตา และยังตอ้ งการตอ่ ต้านผทู้ ่ใี หค้ วามช่วยเหลอื บคุ คลท่กี าลงั ไดร้ ับความเดอื นร้อนไดอ้ ย่างชดั เจน

น้าเสียงของนวนิยายเร่ืองนี้โดยส่วนใหญ่มักจะเป็นการเสียดสีประชดประชัน ถึงแม้จะเป็นการ
สนทนากนั โดยทัว่ ไปแต่ยังคงแอบแฝงการเหน็บแนมไวโ้ ดยตลอด เนอ่ื งด้วยความรสู้ กึ นึกคดิ ของตวั ละครที่
มีแตท่ ฐิ ิ และยังมองโลกในร้าย ด้วยเหตนุ จ้ี ึงทาให้นา้ เสยี งการเร่ืองราวเตม็ ไปดว้ ยการเสียดสีประชดประชัน

๖. ฉาก

นวนยิ ายเรอ่ื งนมี้ ีฉากหลกั ๆ ทใ่ี ช้ในการดาเนินเรื่องเพียงไมก่ ่ฉี าก ได้แก่ ฉากท่บี า้ นของครอบครัว
ตวั ละครเอก รา้ นคา้ หนา้ หมู่บ้าน และฉากท่เี ลา่ เร่ืองราวบนรถ แต่ฉากหลกั ทใ่ี ชใ้ นการดาเนนิ เรอ่ื งคอื ฉากที่
บ้าน ซ่ึงมักจะมีเร่ืองราว และปัญหาต่าง ๆ เกิดขึ้นในท่ีแห่งนี้ อย่างเช่นฉากท่ีผู้เป็นสามีกาลังกล่าวถึง
ภรรยาของเขาว่ามีนสิ ัยใจคอที่ค่อนข้างเอาใจยาก ซงึ่ ผเู้ ขยี นได้มกี ารบรรยายอย่างละเอียด โดยเฉพาะการ
บรรยายอากัปกิริยาของภรรยาแทบทุกอิรยิ าบถ การบรรยายรายละเอียดเช่นนท้ี าให้ผู้อ่านจินตนาการได้
ชัดเจนท้ังภาพ เสียง ผู้แต่งไม่เพียงบรรยายถึงส่ิงที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วยการสัมผัส หรือการมองเห็น
แต่ยงั บรรยายกระท่ังความรสู้ ึก ความคดิ ในตัวของสามี ดงั ตัวอย่างฉากต่อไปน้ี

“กูล่ะเบ่ือ พาลไม่อยากจะคุยด้วย ไม่รู้เป็นส้นตีนอะไร พาออกไปข้าง
นอกหน้างอ อารมณ์ดี ๆ เสียหมด เม่ือตะก๊ีก็เห็นยังอารมณ์ดีอยู่แท้ ๆ
เลือดจะไปลมจะมาคนเรา ทาฟดึ ฟัดไม่พอใจ…น่าราคาญ เกลยี ดจังคนขี้
งอน คนไม่มีเหตุผล ไม่พอใจอะไรพูดดี ๆ ก็ได้ ปิดประตูปึงปังเกิด
เสยี หายขน้ึ มาซ่อมฟรเี มื่อไหร่”

(หน้า ๕)

ตัวอย่างข้างต้น เป็นการบรรยายความรู้สึกที่ผู้เป็นสามีเกิดความราคาญในตัวภรรยา จากการ
ระบายความในใจของสามี แสดงให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าภรรยาของตนแสดงสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์
รวมท้ังแสดงกริยาฟึดฟัดขึ้นมาอย่างกะทันหัน ถือเป็นสิ่งที่ผู้เป็นสามีไม่ค่อยชอบใจนักกับการแสดง
อากัปกริยาข้างต้นของภรรยา และยังบรรยายถึงเสียงของประตูที่ดังเพราะภรรยาปิดอย่างรุนแรง มีการ
บรรยายอย่างละเอียดจนกระทั่งลึกลงไปถึงระดับอารมณ์ความรู้สึก ทาให้ผู้อ่านเกิดความรับรู้ถึง
เจตนารมณ์ และเขา้ ใจนสิ ัยใจคอของตวั ละครมากย่ิงข้นึ

ตวั อย่างขา้ งตน้ แสดงให้เห็นถึงทัศนคตขิ องแต่ละตัวละครอย่างชัดเจน กล่าวไดว้ ่าแต่ละตัวละคร
มกั ไมค่ อ่ ยเห็นอกเห็นใจกนั สักเท่าไหร่ แม้แต่เรอ่ื งเล็กน้อยก็สามารถทาให้กลายเปน็ ปัญหาใหญ่โตได้อย่าง
ง่ายดาย เม่ือต่างฝ่ายต่างไม่เปิดใจคุยกันด้วยเหตุผล และยังไม่ให้เกียรติซึ่งกนั และกันก็ย่ิงทาให้บ้านไมใ่ ช่
สถานท่ีแหง่ ความสุขอีกต่อไป อีกทัง้ ยงั แสดงให้เหน็ ได้อย่างชัดเจนว่าแมแ้ ต่ฉากท่ีอยู่ทบ่ี ้าน สามีภรรยาคู่นี้
ยังคงมีเร่ืองให้ผิดใจกันอยู่เสมอ โดยทั่วไปบ้านควรจะเป็นสถานท่ีที่ทาให้เกิดความสบายใจ แต่สาหรับ
ครอบครวั นีก้ ลบั ตรงขา้ มกนั อย่างส้ินเชิง

นวนิยายเร่ืองนี้ มีการกล่าวถึงฉากในการดาเนินเรอ่ื งเพยี งไม่กฉ่ี าก แต่ทุกเร่ืองราวท่ีเกดิ ขึ้นในแต่
ละฉากนั้น ล้วนแต่มีความสาคัญในการดาเนินเร่ือง เพราะเป็นส่ิงที่แสดงให้เห็นว่าครอบครัวของตัวละคร
ในเรือ่ งค่อนข้างมโี ลกส่วนตวั สงู ไม่คอ่ ยยุง่ เก่ยี วกับคนบุคคลอ่นื จึงทาใหไ้ ม่มีฉากอื่น ๆ ปรากฏขึน้ มา ซ่ึงถอื

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถน่ิ ใต้ หนา้ ๖๔

วา่ เป็นจดุ เดน่ ของนวนยิ ายเรอ่ื งดังกลา่ ว เพราะผูเ้ ขียนตอ้ งการเลา่ เรือ่ งราวเก่ยี วกับบุคคลภายในครอบครัว
น้ีเพียงเทา่ นน้ั

นวนิยายเรื่อง “ขณะหน่ึง ไม่รู้จบ” ถือได้ว่าเป็นนวนิยายที่มีความน่าค้นหา และน่าติดตามมาก
เร่ืองหนงึ่ เนอื่ งดว้ ยความแปลกใหม่ท่ผี เู้ ขียนเน้นยา้ ในการเล่าเรื่องของบุคคลในครอบครัว ที่แต่ละตัวละคร
นน้ั มเี อกลักษณใ์ นความเปน็ ตวั เองที่แตกต่างกันอย่างส้ินเชิง โดยแต่ละตวั ละครสะท้อนให้เห็นถงึ ความทกุ ข์
ความอึดอัดใจในการใช้ชีวิต เนื่องจากต่างคนต่างถือทิฐิจึงทาให้เกิดเป็นปัญหาครอบครัวที่ยากจะหาทาง
แก้ไขได้

นอกจากน้ีเนอื้ หาของนวนิยายยังแฝงขอ้ คดิ ในการดาเนนิ ชีวิตในรปู แบบความเป็นครอบครวั ไว้อีก
ด้วย เพราะผ้เู ขยี นเชื่อว่าไม่มีผู้อ่านคนใดตอ้ งการให้ชวี ิตจรงิ เป็นดัง่ ครอบครวั ในนวนิยายเรือ่ งนี้ ผเู้ ขียนจึง
เล่าเรื่องราวทีม่ ีขอ้ ถกเถียงกันโดยตลอด และแสดงให้เหน็ ว่าแมแ้ ต่เรอ่ื งทว่ั ไปกย็ งั คงทาให้กลายเป็นปัญหา
ใหญโ่ ตได้ ทัง้ น้ีก็เพอื่ ตอ้ งการให้ผู้อ่านเกิดความถกเถียง และคดิ แทนตัวละครวา่ ต้องพูด ตอ้ งกระทาเช่นใด
จงึ จะหลกี เล่ยี งการเกิดปญั หาระหว่างครอบครวั ได้ นอกจากน้ยี ังทาให้ผอู้ ่านตระหนกั ได้ว่าสิ่งใดควรกระทา
หรือไม่ควรกระทากับคนในครอบครัว เพราะผลที่ได้รับล้วนแต่มาจากการกระทาของตัวเองท้ังสิ้น จากท่ี
กล่าวมานั้นเป็นเร่ืองราวเพียงบางช่วงบางตอนของนวนิยายเพียงเท่าน้ัน หากมีความสนใจท่ีจะติดตาม
เรือ่ งราวเต็มรูปแบบสามารถตดิ ตามไดใ้ นเลม่ จรงิ ของนวนิยาย

เอกสารอ้างอิง
อรณุ วดี อรณุ มาศ. (๒๕๔๔). ขณะหนึง่ ไม่รจู้ บ. กรงุ เทพฯ : ดบั เบลิ้ นายน์
Thaiwriter. (๒๕๔๘). http://www.thaiwriter.org. เข้าถงึ เมื่อเม่อื วนั ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๔.

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถน่ิ ใต้ หนา้ ๖๕

ต้งั ชอ่ื หนังให้โดนใจ เร่ืองชิว ๆ แต่ไม่ชวิ /
หลักการใชภ้ าษาไทยในการสอื่ สาร

ไขภาษากับไทยศลิ ปศาสตร์

ต้ังชอื่ หนังใหโ้ ดนใจ เรื่องชิว ๆ แตไ่ ม่ชวิ

จักรนิ ทร์ กั่งแฮ

การต้งั ชือ่ ภาพยนตร์จากตา่ งประเทศมาเป็นภาษาไทยอาจดูเปน็ ส่ิงใกลต้ ัว เปน็ สง่ิ ทเี่ หน็ กันจนชินตา

กระทงั่ กลายเป็นเรือ่ งท่ใี ครต่อใครอาจจะไมไ่ ด้ให้ความสนใจใคร่รกู้ ันสกั เท่าไหร่ แต่จะมใี ครรบู้ ้างหรือไม่ว่า
บรรดาช่ือภาพยนตร์ภาษาไทยท่ีถูกตั้งให้กับภาพยนตร์จากต่างประเทศเหล่าน้ี จะมีนัยและเร่ืองราวท่ี
น่าสนใจมากมาย กว่าจะมาเป็นชอื่ หนังไทยสักเร่ืองหน่งึ ไม่ง่ายเลย เพราะต้องอาศยั ทง้ั หลกั ทางจิตวิทยาไป
จนกระทง่ั เรื่องของไสยศาสตร์

การต้ังช่ือหนังก็มีการเล่นคุณไสยเช่นเดียวกับการตั้งชื่อคนเหมือนกัน ถ้าเป็นชื่อคนก็ต้องดูว่า
ตวั อักษรตวั นน้ั พยัญชนะตวั นี้จะเป็นกาลกิณกี บั คนเราหรือไม่ ชอื่ หนงั กเ็ ชน่ กัน มีการนาหลักไสยศาสตร์เข้า
มาช่วยให้หนังขายดิบขายดีให้ดังทะลุตลาดตามความเชื่อด้วย เช่น ภาพยนตร์บางเร่ืองจะตั้งช่ือด้วยคา
๖ พยางค์ หรือ ๔ พยางค์ไม่ได้ ตามความเชื่อ ยิ่งเป็นภาพยนตร์จีนก็ย่ิงต้องห้ามไม่ให้ต้ังชื่อโดยใช้คา

๔ พยางค์ เพราะเลข ๔ ออกเสียงตรงกับคาว่า 死 อ่านว่า ซ่ี (sǐ) ซ่ึงแปลว่าตายในภาษาจีน ถือเป็น

จานวนพยางค์ท่ไี มม่ งคล เป็นต้น

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถ่ินใต้ หน้า ๖๖

หลายคนคงถามถึงความจาเป็นของการที่จะต้องมีช่ือภาษาไทยทั้ง ๆ ที่ช่ือเดิมก็ไพเราะอยู่แล้ว
เร่ือยไปจนถึงข้อสงสัยที่ว่าการต้ังชื่อภาพยนตร์เหล่านี้ซึ่งโดยส่วนมากจะไม่ตรงกับความหมายด้ังเดิม
บางชือ่ กช็ วนให้ตลกขบขัน ส่งิ เหล่าน้ีจะเปน็ การทาลายคณุ ค่าของภาพยนตร์ไปหรือไม่

จริง ๆ แล้ว เหตุผลท่ีต้องเปลี่ยนให้เป็นชื่อภาษาไทยก็เพราะว่า ชื่อภาพยนตร์เหมือนเป็น
คาอธิบายตวั ภาพยนตร์ยอ่ ๆ เพราะวา่ การต้ังชื่อภาพยนตร์บางคนไม่เข้าใจว่าจะบอกอะไรเชน่ "SAHARA"
แต่ถ้าเรามีชือ่ ภาษาไทยที่ตงั้ ข้นึ มาใหม่ว่า “พชิ ิตขุมทรัพยห์ มื่นฟาเรนไฮต์” กจ็ ะสรุปใจความภาพยนตร์ได้
คร่าว ๆ นอกจากนีก้ ารตั้งชือ่ กเ็ ปน็ จดุ ดงึ ดดู ใหค้ นสนใจไปดูดว้ ย มนั จะทาให้คนไปดูภาพยนตร์มากข้ึน

ชื่อภาพยนตร์ที่เป็นภาษาไทย จึงมีความสาคัญและมีอิทธิพลสูงกับผู้ที่ต้องการชมภาพยนตร์
ชอ่ื ภาพยนตรส์ ามารถดงึ ดูดความสนใจของผู้ชมได้ ทาใหผ้ ชู้ มคนไทยสามารถเข้าถงึ ตวั เนอื้ เรอ่ื งได้ง่ายมาก
ยงิ่ ขนึ้

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถิน่ ใต้ หน้า ๖๗

เอกสารอา้ งอิง
MGR ONLINE. (๒๕๔๘). ต้ังช่อื หนงั ใหโ้ ดนใจ. [ออนไลน]์ , เขา้ ถงึ ได้จาก

https://mgronline.com/live/detail/๙๔๘๐๐๐๐๐๕๓๖๑๑. (๒๕๖๓, ๗ พฤศจกิ ายน).
PANTIP. (๒๕๖๒). หนงั ภาพยนตร์. [ออนไลน์], เข้าถงึ ไดจ้ าก

https://pantip.com/topic/๓๙๓๑๖๖๒๔/desktop. (๒๕๖๓, ๗ พฤศจิกายน).
Sanook.com. (๒๕๖๐). หนงั ภาพยนตร.์ [ออนไลน์], เข้าถงึ ได้จาก

https://www.sanook.com/movie/tag. (๒๕๖๓, ๗ พฤศจกิ ายน).

WOW bluray. (๒๕๔๘). หนงั ภาพยนตร์. [ออนไลน]์ , เข้าถงึ ได้จาก
https://wowbluray.me. (๒๕๖๓, ๗ พฤศจิกายน).

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถิน่ ใต้ หน้า ๖๘

หลักการใช้ภาษาไทยในการส่ือสาร

พรนภัส เพ็งลา

การสือ่ สารเปน็ ส่งิ สาคัญในการดาเนนิ ชวี ติ ของคนเรา ไมว่ า่ เราจะทาอะไรลว้ นต้องมีการส่อื สารอยู่
ตลอดเวลา เช่น การเรียนหนังสือ การทางาน การพูดคุยกับเพ่ือน แม้กระทั่งการสั่งอาหาร เป็นต้น
ส่ิงเหล่านี้ล้วนเป็นการสื่อสารท้ังหมด การส่ือสารจึงมีบทบาทสาคัญต่อการดาเนินชีวิตของเราเป็นอย่าง
มาก แต่การส่ือสารจะประสบผลสาเร็จหรือไม่น้ัน ผู้ส่งสารจะต้องทราบ และทาความเข้าใจในเร่ืองของ
องค์ประกอบของการสื่อสาร ว่าการส่ือสารมีทั้งการสื่อสารให้เกิดผลดี และเกิดผลเสีย ซ่ึงหลายคร้ังท่ี
สื่อสารแล้วทาให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเกิดผลเสียตามมา ดังน้ันผู้สื่อสารหรือผู้ส่งสารควรคานึงถึง
หลักการส่อื สาร ดังน้ี

๑. ความชัดเจนในการใช้คาสื่อความหมาย ผู้ใช้ภาษาควรคานึงถึงการเลือกใช้ถ้อยคาท่ีมี
ลกั ษณะ ดังตอ่ ไปน้ี เพ่ือให้เกดิ ความชดั เจนในการส่ือสาร

๑.๑ เลอื กใช้คาทส่ี ัน้ และง่าย แทนการอธบิ ายดว้ ยคาหรือขอ้ ความยาว ๆ เช่น

“เขามีทีท่าแปลก ๆ เดินไปมา ครุน่ คิด ดไู ม่คอ่ ยสบอารมณก์ ับใครเลย”
ใชเ้ ปน็ เขาดทู ่าทางเครง่ เครยี ด

“ใครเขา้ มารือ้ อะไรในหอ้ งนใี้ ห้กระจดั กระจายเตม็ ไปหมด”
ใชเ้ ป็น ใครมารอ้ื ค้นสง่ิ ของในห้องน้ี

สรปุ พูดให้สัน้ กระชับ ไดใ้ จความ ผรู้ ับสารเข้าใจในส่งิ ที่ผู้สง่ สารพดู

๑.๒ เลือกใช้ถ้อยคาที่ส่ือความหมายเดียว ไม่สามารถแปลความเป็นอย่างอื่นได้ เช่น คาว่า
“ควาย” แปลความได้ ๒ ลักษณะ คือ ควายที่หมายถึงสัตว์ที่มเี ขายาวโค้งไปทางด้านหลัง ปลายแหลม มี
ลาตวั สดี า และอกี ความหมายคือ ควาย ทห่ี มายถงึ คาเรียกคนโง่ ดงั น้นั เวลาใช้ หรอื พดู ควรระบุให้ชดั เจน
วา่ ตอ้ งการใช้ในความหมายใด เช่น

“ชาวบ้านบางคนชอบเลีย้ งควายไว้ใตถ้ ุนบา้ น” (พดู ถึงควายที่เป็นสตั ว)์

“เด็กผู้ชายคนนน้ั โง่เหมือนควาย” (พดู ถึงคาเรยี กคนโง่)

สรุป เม่ือเรารูว้ า่ คาไหนทมี่ คี วามหมายมากกวา่ หนง่ึ ความหมาย ผู้พดู ควรพดู ใหช้ ัดเจนวา่ จะตอ้ งใช้
ในความหมายแบบไหน

๑.๓ เลอื กใช้คาท่ชี ดั เจนและเฉพาะเจาะจง แทนคาที่มีความหมายกวา้ ง ๆ เชน่

“ปลาสวยงามหาซอ้ื ไดต้ ามรา้ นจาหนา่ ยพนั ธุป์ ลาทวั่ ไป” (ไมเ่ จาะจง)
“ปลาการ์ตนู หาซ้อื ได้ตามร้านจาหน่ายพนั ธ์ุปลาทว่ั ไป” (เจาะจง)

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถ่ินใต้ หนา้ ๖๙

“ใครจะคิดว่าวชั พชื จาพวกหญ้าจะมีคุณประโยชนม์ าก” (ไม่เจาะจง)
“ใครจะคิดว่าวัชพชื จาพวกหญ้าแฝกจะมคี ุณประโยชนม์ าก” (เจาะจง)

สรุป ผู้พูดควรใช้คาพูดท่ีทาให้ผู้อ่ืนเข้าใจได้ง่าย โดยคาที่พูดไปไม่ต้องยืดยาว ให้พูดสั้น ๆ
หรือเจาะจงไปเลยวา่ ตอ้ งการอะไร ไมต่ อ้ งพูดออ้ มค้อม

๑.๔ เลือกใช้คาท่ีเป็นที่รู้จักกันทั่วไป แทนคาที่เป็นศัพท์คายาก หรือคาศัพท์ทางวิชาการ
ก็จะทาให้การสอื่ สารชัดเจน และเข้าใจง่ายข้นึ เช่น

“ปัจจุบันมกี ารนาแซก็ คารนิ มาใช้ในการปรงุ อาหารแทนน้าตาลทราย”
แซก็ คาริน คือ สารให้ความหวาน ท่เี ป็นสารสงั เคราะห์ ถกู ค้นพบและใช้ในอาหาร
ใชเ้ ป็น ปัจจบุ นั มกี ารนาขัณฑสกรมาใช้ในการปรงุ อาหารแทนนา้ ตาลทราย

“เราควรใสอ่ ัญประกาศกากบั ขอ้ ความที่เปน็ คาพูดไวด้ ้วย”
ใชเ้ ปน็ เราควรใสเ่ คร่ืองหมายคาพดู กากับขอ้ ความทเ่ี ป็นคาพดู ไวด้ ้วย

สรุป ผพู้ ูดควรใช้คาพูดที่ผูร้ ับสารเข้าใจง่าย ผู้พดู ไมค่ วรใช้คาศัพทท์ ี่ยากจนทาใหผ้ ูร้ ับสารไมเ่ ข้าใจ

๒. ความสมบรู ณ์ในการสอ่ื สาร การสื่อสารท่มี คี วามสมบูรณ์ เชน่ ในการเขยี นจดหมายตดิ ต่อสื่อสาร
ผู้เขียนจะต้องให้ข้อมูลท่ีครบถ้วนเก่ียวกับเร่อื งราว หรือกิจธุระที่ต้องการติดต่อนนั้ ๆ หากเป็นการติดตอ่
กิจธุระในเชิงธุรกิจการค้า มีการส่ังซ้ือสินค้าไม่ว่าจะเป็นการส่ือสารผ่านจดหมาย หรือส่ังซ้ือสินค้าทาง
โทรศัพท์ ก็ควรจะให้ข้อมูลท่ีครบถ้วนและเก่ียวกับสิ่งท่ีต้องการส่ังซื้อ เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดและ
เสยี เวลาในการแก้ไขขอ้ ผดิ พลาดในภายหลัง

๓. ความกระชับรัดกุมในการสื่อสาร หลีกเล่ียงการใช้คาหรือข้อความท่ีมีความหมายซ้ากันใน
ประโยคเดียวกัน หรือเรียกอีกอย่างหน่ึงว่าเป็นการใช้คาฟุ่มเฟือย การส่ือสารโดยยึดหลักความกระชับ
รดั กุมจะทาใหป้ ระหยัดเวลาในการเขียน ในการอ่าน อกี ทัง้ ช่วยใหก้ ารสรุปความเข้าใจได้ง่ายขนึ้

๔. ความสุภาพในการติดต่อสื่อสาร การใช้ภาษาท่ีสุภาพแสดงให้เห็นถึงความมีมารยาท เช่น
ใช้สรรพนามท่ีแสดงความสุภาพ ใช้ถ้อยคา สานวนที่สุภาพ หลีกเล่ียงการใช้ถ้อยคาแบบเสียดสีประชด
ประชัน โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ การติดตอ่ สอ่ื สารทเ่ี กย่ี วกบั งานธรุ กจิ

๕. ความถูกต้องในการส่ือสาร การส่ือสารที่ผิดพลาดหรือบกพร่องนับเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุ
วัตถุประสงค์ของการติดส่ือสารทุกประเภท เพราะอาจทาให้อีกฝ่ายหนึ่งเกิดความเข้าใจผิด เกิดความ
ราคาญ เกิดความรูส้ ึกที่ไมด่ หี รืออาจเกิดความเสียหายได้ โดยเฉพาะอยา่ งยงิ่ หากเป็นการสือ่ สารธรุ กิจหรือ
กรณีเกีย่ วกบั ข้อมูลตวั เลข และจานวนเงิน ในการสอื่ สารควรยดึ หลกั ความถูกต้องในด้านต่าง ๆ ดงั น้ี

๕.๑ ความถูกตอ้ งดา้ นข้อมูลการเขยี น หรอื อ่านข้อมูลเกีย่ วกับวนั ที่ ตัวเลข จานวนเงิน หรือสงิ่ ท่ี
เป็นรายละเอียดต่าง ๆ ผู้ใช้ภาษาจะต้องตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ อย่างละเอียดถ่ีถ้วนเพ่ือให้งานเขียน
ถกู ตอ้ งตรงกับความเปน็ จริง

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถน่ิ ใต้ หนา้ ๗๐

๕.๒ ความถูกต้องด้านรูปแบบการใช้ภาษาเขียนที่ดีต้องใช้รูปแบบให้เหมาะสมกับลักษณะของ
งานเขยี นแตล่ ะประเภท เชน่ การเขยี นจดหมาย การเขียนเรยี งความ การเขียนบันทึกข้อความ เป็นต้น

๕.๓ ความถูกตอ้ งด้านการใช้ภาษา ควรคานงึ ถึงส่ิงตอ่ ไปนี้
- ความถูกต้องตามอักขรวิธี การใช้คาให้ถูกต้องตามอักขรวิธีน้ัน เป็นการใช้ภาษาเขียนให้

ถูกตอ้ ง โดยเฉพาะการสะกดคา เคร่อื งหมายวรรคตอน การเขียนคาที่มีพยัญชนะควบกล้า การประวสิ รรชนีย์
หากเขียนผดิ การส่ือความหมายในการส่ือสารนนั้ ๆ ก็จะผิดไปด้วย

- ความถูกต้องในการเลือกใช้คา คาแต่ละคามีความหมายและวิธีใช้ที่แตกต่างกัน ตามแต่
บริบทของคา การใช้คาผิดความหมายจะทาให้การส่ือสารผิดไปด้วย การเลือกใช้คาของผู้ใช้ภาษาจะตอ้ ง
ศกึ ษาความหมายของคาใหแ้ นช่ ดั กอ่ นจงึ จะสื่อสารไดถ้ ูกต้องตามวัตถุประสงค์ นอกจากน้ี ควรศกึ ษาวธิ ีการ
เลอื กใชช้ นดิ ของคาใหถ้ กู ตอ้ งตามตาแหนง่ ของคานน้ั ๆ ในประโยค เช่น คานาม คากรยิ า คาคุณศพั ท์ หรอื
คากรยิ าวเิ ศษณ์ เปน็ ต้น

๕.๔ ความถูกต้องด้านกาลเทศะและบุคคล การส่ือสารจะบรรลุเป้าหมายได้นอกเหนือจากการ
เลือกใช้ภาษาท่ีเหมาะสมและถูกต้องแล้ว ผู้สื่อสารจะต้องพิจารณาถึงองค์ประกอบของเวลาหรือโอกาส
สถานท่ี และบุคคลท่ีจะต้องติดต่อสื่อสารด้วย เพราะองค์ประกอบเหล่านี้มีความสัมพันธ์กัน และมีส่วน
ผลกั ดนั ใหก้ ิจกรรมการตดิ ต่อส่ือสารท่ีกาลงั ดาเนนิ อย่นู ั้นประสบผลสาเรจ็ ไดโ้ ดยงา่ ย

เห็นไหมละ่ คะ ว่าหลกั การการส่อื สารน้ันง่ายนิดเดียว เพยี งแคเ่ รารหู้ ลกั การส่ือสารก็สามารถทาให้
เราใช้ภาษาในการส่ือสารไดอ้ ย่างถูกตอ้ ง เขา้ ใจ และทาใหไ้ ม่เกิดภาษาทท่ี าให้ผอู้ ่ืนเขา้ ใจผิดอกี ดว้ ย

เอกสารอ้างอิง
KIM'BLACK THAILAND. (๒๕๖๑). หลักการใชภ้ าษาไทยในการสอื่ สาร. เข้าถงึ ไดจ้ าก

https://sites.google.com/site/thaipktc๒๐๑๘. สบื ค้นเม่ือ ๒๖ ธนั วาคม ๒๕๖๓.

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถิ่นใต้ หน้า ๗๑

บาปบรสิ ทุ ธ์ / นางงามตู้กระจก /
ยอดนารศี รีถลาง / พลดั พราก /

เพลงลกู ทงุ่ ของ ตา่ ย อรทัย

มุมคาร้อง
มองอยา่ งนักวจิ ารณ์

บาปบรสิ ทุ ธ์

จกั รนิ ทร์ กงั่ แฮ

เพลง : บาปบรสิ ุทธ์ิ
ศิลปนิ : เล็ก คาราบาว

หากเรามองปัญหาในประเทศไทยแนน่ อนว่ามีมากมายหลายปัญหา แต่ปัญหาหนึ่งซึ่งเป็นปญั หา
สังคมที่เกิดขึ้น ดารงอยู่ และนับวันจะยิ่งเพิ่มมากข้ึน นั่นคือปัญหาการหย่าร้าง ตอนคบกันใหม่ ๆ

หรอื เรียกกันวา่ ชว่ งข้าวใหมป่ ลามัน ชีวติ คคู่ งดดู ี ราบร่นื มีความสขุ แต่เมือ่ เวลาผ่านไป ต่างฝา่ ยต่างอยาก
ทาในส่ิงที่ตัวเองต้องการมากข้ึน เริ่มเปิดเผยตัวตนท่ีแท้จริงของตัวเองออกมา เร่ิมนึกถึงอีกฝ่ายน้อยลง

ก่อใหเ้ กดิ ปญั หาบานปลาย ท่ีแค่พูดคยุ กนั กลบั ไมไ่ ด้ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างท่ีเคย จนเมอื่ ปัญหาไมไ่ ดร้ ับการ
แกไ้ ข ต่างฝา่ ยตา่ งอึดอัดกับปัญหาในใจจนนาไปสกู่ ารหย่ารา้ งในทีส่ ดุ ฟังดูเหมอื นว่าปญั หาหยา่ ร้าง อาจจะ
ไมไ่ ดส้ ่งผลกระทบต่อสงั คมมากมายนัก แต่กบั หลายคู่ปญั หาไม่ได้จบแค่นั้น หากคู่ไหนทไ่ี มม่ ีลกู ก็ดูว่าไม่ได้

มีปัญหามากมายอะไร แค่แยกยา้ ยกนั ไปใช้ชวี ติ แบบทีต่ วั เองตอ้ งการ แต่หากคไู่ หนมีลกู วิบากกรรมยังคงส่ง
ต่อไปถึงลูกท่ีต้องเป็นผู้รับผลกรรมในส่ิงที่ตวั เองไม่ได้ก่อ ทาให้เกิดปัญหาอาชญากรรมเด็ก เด็กขาดความ

อบอุ่น หรือมอี าการผิดปกติทางจติ ตามมา นาไปส่กู ารเปน็ ปัญหาของสงั คม หรือทเ่ี รยี กกันวา่ บาปบริสุทธิ์
ดงั เน้อื หาในบทเพลงบาปบรสิ ุทธ์ิตอ่ ไปนี้

อนั คนเราหญงิ ชายทั้งหลายแหล่ ต่างมดี มี ีแยอ่ ยพู่ อ ๆ กัน
ถึงเมอ่ื คราวแรกเจอกนั มักหวานช่นื ตา่ งหยบิ ยืน่ ความดใี ห้แก่กนั

ผมเป็นสภุ าพบรุ ษุ นะครบั ฉนั เปน็ สุภาพสตรคี ะ่
ผมไมก่ นิ เหล้าไมส่ บู ยานะ ฉันก็ไม่ยุ่งไม่ข้บี น่
วันเวลาผันไปชา่ งหวานช่นื ต่างหยบิ ยืน่ ไมตรีดตี ่อกนั

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถ่นิ ใต้ หนา้ ๗๒

ความรกั ความงดงามชา่ งยิ่งใหญ่ จงึ ตกลงปลงใจไปแตง่ งานกัน
ผมยงั กลับบา้ นตรงเวลานะ ฉนั เปน็ แม่บ้านทดี่ ีคะ่

ผมใหเ้ งนิ เดือนคุณหมดเลยนะ ฉันจะใช้สอยอยา่ งประหยดั ค่ะ
วันเวลาผนั ไปแหมชกั เบอื่ ต่างไม่เหลอื สิง่ ดีมาอวดกัน

ต่างคนตา่ งเรม่ิ ทาในส่งิ ใหม่ เรมิ่ กระทาตามใจท่ตี ้องการ
ผมไปกินเหลา้ กับเพอ่ื นมานะ ฉันไปงานเลีย้ งทีท่ างานย่ะ
ผมเหลือเงินให้คุณแคน่ พี้ อนะ ฉนั กม็ ีภาระใช้มากกวา่ เกา่

ยามเมอื่ ความอดทนถงึ ทสี่ ุด จงึ ต้องหยุดไวต้ รงเลิกรากนั
มนั จงึ เป็นผลงานท่ีแสนห่วย คนท่ซี วยกค็ ือตัวลูกนอ้ ย

จากบทเพลงข้างต้น บทเพลง “บาปบริสุทธ์ิ” เป็นส่วนหนึ่งในอัลบัม เวลคัมทูไทยแลนด์
(Welcome to Thailand) เปน็ สตดู ิโออลั บมั ชุดที่ ๘ ของวงคาราบาว ภายใตส้ งั กดั แวว่ หวาน ออกจาหน่าย

ในเดือน ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๐ หลงั จากไดอ้ อกอัลบัม อเมริโกย และประชาธปิ ไตย แตง่ โดย ปรีชา ชนะภัย
ท่ตี อ้ งการสะทอ้ นเนือ้ หาเสียดสีสังคมซึง่ เปน็ สงิ่ ทมี่ ีอยู่จริงในสังคมไทย เน้ือหาในชดุ น้ีของบทเพลงสว่ นหน่ึง

มาจากเรอ่ื งการเมือง และการสะทอ้ นสังคม ทาให้บางบทเพลงไมส่ ามารถออกอากาศทางสอื่ ตา่ ง ๆ ได้ แต่
ในอัลบัมชุดนี้ได้ลดทอนเนื้อหาให้เบาบางลง เข้าใจง่าย และมีความสนุกสนานมากย่ิงขึ้น เมื่อพิจารณา
ความหมาย และคาร้องของเพลงสามารถวเิ คราะห์ได้ดังรายละเอยี ดตอ่ ไปนี้

๑. ความหมายของเพลง

หากมองจากชื่อเพลงแล้ว “บาปบริสุทธิ์” หมายถึง บาปที่เกิดขึ้นจากการกระทาที่ไม่รู้ว่าบาป
ซ่ึงส่วนใหญ่ใช้กับเด็กเล็ก ๆ ท่ีทาผิด เน่ืองจากยังไร้เดียงสาอยู่ แต่ความหมายจริง ๆ ของบทเพลงน้ี

กล่าวถึง “บาปบริสุทธิ์” ท่ีผู้กระทาไม่ใช่เด็ก แต่เป็นพ่อแม่ของเด็กเอง ซึ่งเนื้อเพลงเล่าถึงการใช้ชีวิตคู่ท่ี
เมอ่ื แต่งงานกัน ได้ใชช้ วี ติ ร่วมกนั ในช่วงแรก ๆ ทุกอย่างดูดสี มบูรณแ์ บบไปหมด แต่เวลานานเข้าแตล่ ะฝ่าย

ก็เปิดเผยธาตแุ ท้ของตัวเองจรงิ ๆ ออกมา ต่างฝ่ายต่างอยากทาตามใจตัวเอง โดยไมน่ ึกถงึ อกี ฝา่ ยเหมือนท่ี
ผ่านมา อยู่ด้วยความไม่เข้าใจกัน จนสุดท้ายก็ลงเอยด้วยการหย่าร้าง แยกย้ายกันไปตามทางตัวเอง แล้ว
ผลกรรมกจ็ ะตกมาท่ีลูกของตวั เอง

๒. คารอ้ ง

๒.๑ รปู แบบการประพันธ์คาร้อง

การประพันธข์ องบทเพลง “บาปบรสิ ุทธิ์” เปน็ การประพันธ์ประเภทกลอนตลาด แตล่ ะวรรคมคี วามยาว

ของคาต้ังแต่ ๗ - ๙ คา มกี ารสมั ผสั นอก สัมผัสใน และการเล่นคาซ้าภายในวรรค ดังนี้

๒.๑.๑ สมั ผัสนอก

ตัวอย่างสัมผสั นอก

อนั คนเราหญงิ ชายทง้ั หลายแหล่ ต่างมดี ีมีแย่อยู่พอ ๆ กัน

ถงึ เมือ่ คราวแรกเจอกนั มักหวานชน่ื ต่างหยิบยนื่ ความดใี หแ้ กก่ ัน เปน็ ต้น

วันเวลาผนั ไปแหมชักเบ่ือ ต่างไม่เหลือสง่ิ ดมี าอวดกัน

ต่างคนตา่ งเร่ิมทาในส่งิ ใหม่ เร่มิ กระทาตามใจท่ีตอ้ งการ

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถน่ิ ใต้ หนา้ ๗๓

๒.๑.๒ สมั ผัสใน
ตวั อย่างสมั ผสั ใน

(วรรคที่ ๑) อันคนเราหญิงชายทัง้ หลายแหล่
(วรรคที่ ๕) ผมเปน็ สภุ าพบรุ ษุ นะครับ เป็นตน้

๒.๑.๓ สัมผัสสระ
ตัวอย่างสมั ผสั สระ

(วรรคท่ี ๒) ต่างมีดีมแี ยอ่ ย่พู อ ๆ กนั
(วรรคท่ี ๑๐) ต่างหยบิ ย่นื ไมตรดี ตี อ่ กนั
(วรรคที่ ๑๒) จึงตกลงปลงใจไปแตง่ งานกัน เป็นตน้

๒.๑.๔ สมั ผสั อกั ษร
ตัวอย่างการสัมผสั อกั ษร

(วรรคท่ี ๑) อันคนเราหญงิ ชายท้ังหลายแหล่
(วรรคที่ ๙) วันเวลาผนั ไปช่างหวานช่ืน เป็นต้น

๒.๑.๕ การเล่นคาซ้า
ตัวอย่างการเล่นคาซา้

(วรรคท่ี ๒) ต่างมดี ีมีแยอ่ ยู่พอ ๆ กนั
(วรรคท่ี ๘) ฉันก็ไม่ยงุ่ ไม่ขี้บน่
(วรรคท่ี ๑๙) ต่างคนต่างเริม่ ทาในสง่ิ ใหม่ เป็นต้น

๒.๒. การใชภ้ าษา
บทเพลง “บาปบริสุทธิ์” มีการใช้ถ้อยคาท่ีเข้าใจได้ง่าย ส่ือความหมายได้ชัดเจน และกินใจ

เร่ิมต้นด้วยคาสอนว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ทุกคนก็เหมือนกัน มีท้ังดีทั้งแย่ปะปนไป
มสี นุ ทรยี ศาสตรท์ ี่ทาให้ผู้ฟงั เกิดอารมณ์คล้อยตาม เน้นไปทางอารมณห์ ดหู่ การยอมรับความจริง มีการนา
ประโยคท่ีใช้พูดสื่อสารในชีวิตประจาวันมาใช้ในการแต่งเพ่ือให้ผู้ฟังเข้าใจ และเข้าถึงได้ง่ายข้ึน เช่น
ผมเป็นสุภาพบรุ ุษนะครับ ฉันเป็นสภุ าพสตรคี ะ่ ผมไมก่ นิ เหลา้ ไมส่ บู ยานะ ฉนั ก็ไม่ยงุ่ ไม่ข้บี ่น เปน็ ตน้

๒.๓. ภาพสะท้อน
บทเพลง “บาปบริสุทธิ์” เป็นบทเพลงที่สอนให้เห็นว่า ในการใช้ชีวิตร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นผหู้ ญงิ

หรือผู้ชายต่างก็มีดีมีแย่ไม่ต่างกัน ในตอนแรกอาจมีความสุขดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไร แต่แท้จริงแล้ว
การกระทาบางอย่างที่ไม่ดีหรือเป็นที่ไม่พึงประสงค์แก่อีกฝ่าย ก็อาจเป็นเหตุผลท่ีทาให้ต้องเลิกกันได้
ถึงแมว้ ่าจะอยดู่ ว้ ยกนั มานานก็ตาม นอกจากน้ี บทเพลง “บาปบรสิ ทุ ธ์ิ” ยงั สะทอ้ นให้เห็นถงึ ปัญหาการใช้
ชีวิตคู่ รวมถึงการมีครอบครัว หากอยู่กันด้วยความไม่เข้าใจ ไม่แก้ปัญหา ก็ย่อมทาให้ชีวิตคู่ไม่ยืนยาว
และเมื่อถึงข้ันที่จะต้องเลิกรากันไป ยังส่งต่อปัญหาลูกโซ่ไปยังลูกอีกด้วย ในอนาคตลูกก็อาจจะทา
บาปบริสทุ ธ์แบบน้ีไดเ้ ช่นกนั เนื่องจากผา่ นการเลีย้ งดทู ีไ่ ม่ดจี ากพอ่ แม่ เพราะทกุ การกระทาของพอ่ แมย่ ่อม

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถ่ินใต้ หนา้ ๗๔

ส่งผลต่อลูกเสมอ จึงเป็นที่มาของความคิดท่ีว่า ก่อนจะคบใคร ใช้ชีวิตอยู่กับใคร ก็ควรพิจารณาให้ดี
เสยี ก่อน

จากตัวอย่างการวิเคราะห์เพลงข้างต้น จะเห็นได้ถึงคุณค่าของภาษาที่ถ่ายทอดผ่านบทเพลงเพ่ือ
ความจรรโลงใจของมนุษย์ ด้วยการส่ือความหมายท่ีลึกซึ้งกินใจ ทาให้ผู้ฟังรู้สึกคล้อยตามไปกับเนื้อหา
และทานองของเพลง โดยเฉพาะการนาเสนอเนื้อเพลงท่ีเข้ากับสภาพปัญหาของสังคมท่ีเกิดข้ึนจริงใน
ปัจจุบัน ทาให้เรื่องราวเข้าถึงผู้ฟังได้ไม่ยากนัก ด้วยเหตุนี้จึงทาให้บทเพลงน้ียังคงอยู่ในความทรงจาของ
ผูฟ้ ังมายาวนาน

เอกสารอ้างองิ
คาราบาว บาปบริสุทธ์ิ. (๒๕๕๙). บาปบริสุทธ์.ิ [ออนไลน]์ . เขา้ ถึงไดจ้ าก

https://www.google.com/url?sa=i&url สบื คน้ เม่ือ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.
ชยั ยทุ ธ์ ลมิ ลาวัลย์. (๒๕๕๙). ประวัตวิ งคาราบาว. [ออนไลน์]. เขา้ ถึงได้จาก

http://www.carabao.net/Biography/ สืบคน้ เมื่อ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๓.

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถิ่นใต้ หนา้ ๗๕

นางงามตู้กระจก

ปวีณน์ ุช ออ่ นแก้ว

เพลง : นางงามตู้กระจก
ศิลปิน : คาราบาว

หากจะกล่าวถึงสุดยอดเพลงเพื่อชีวิตในอดีต ท่ีสามารถส่ือความหมายบอกเล่าเรื่องราวความ
เป็นไปในสงั คม ไปจนถึงสิง่ รอบตัวทพี่ บเจอจนสมั ผสั เขา้ ไปในความรู้สกึ เปน็ เสมือนแรงบนั ดาลใจในการใช้

ชีวิตให้ผู้คน และเป็นที่รู้จักกันท่ัวประเทศ บทเพลงของวงคาราบาว ยังคงเป็นบทเพลงอันดับต้น ๆ ที่เรา
คดิ ถึง เนอื่ งจากแตล่ ะบทเพลงนอกจากมคี วามไพเราะ และมีภาษางดงามแล้ว เรื่องราวทีอ่ ย่ใู นบทเพลงมัก

แฝงความเป็นไปในกระแสสังคมยุคน้ัน ๆ เป็นส่วนหนึ่งของการจารึกประวัติศาสตร์หน้าต่าง ๆ ให้
ปญั ญาชนร่นุ หลังไดร้ ้จู ักคืนวนั ทีผ่ ่านมา

เพลงนางงามตู้กระจก หนึ่งในอัลบัมเมดอินไทยแลนด์ นับเป็นเพลงท่ีพูดได้ว่าโด่งดังในยุคนั้น

และยังคงดังต่อเน่ืองคู่กับเหล่านักฟังตั้งแต่รุ่นเก๋ามาจนถึงวัยรุ่นยุคใหม่ ไม่ว่าจะชอบฟังเพลงแนวไหน
ชอบเพลงอะไรเป็นพิเศษ ผูเ้ ขยี นเชือ่ ว่าทุกคนต้องเคยมีบางช่วงเวลาที่ “เพลงนางงามตู้กระจก” แวะผา่ น

เข้ามาในโสตประสาทการฟังอย่างแน่นอน วันน้ีผู้เขียนจะนาเพลงนี้มาเล่าใหม่ผ่านการวิเคราะห์
ดังรายละเอียดตอ่ ไปนี้

นา้ ตานองอาบสองแกม้ สายลมแย้มพัดผ่านมา
นาฬิกาบอกเวลา ดงั เตือนว่าเลยเวลานอน

ทอดถอนใจให้คานงึ หวงั วนั หนงึ่ ให้ผ่านไป
ร่างของเธอปรนเปรอชาย ดว้ ยดวงใจแหลกเหลวระบม
สังคมทราม ทรามเพราะคน ความยากจนใครทนได้

พอ่ ก็แกแ่ มไ่ มส่ บาย นอ้ งหญงิ ชายวยั กาลังหมา่
ซา้ เพราะความทเี่ ธอจน นหี่ รือคนสงั คมรังเกยี จ

ช่วยผู้ชายระบายความเครียด สิบรอ้ ยพันยนั รัฐมนตรี
เปน็ นวลนางในอา่ งนา้ เปน็ นางงามตู้กระจก
* น้าตาตกหวั อกเธอลม้ เหลว ใครจะรใู้ ครจะเหน็

ใครจะเป็นผู้เหน็ ใจ ใครจะมาคดิ จรงิ ใจ
ผา่ นเลยไปไม่จริงจัง น้าตานองอาบสองแก้ม

สายลมแยม้ พดั ผา่ นมา นาฬิกาบอกเวลา

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถ่ินใต้ หน้า ๗๖

ดังเตือนวา่ เลยเวลานอน ทอดถอนใจไม่คานงึ
หวังวนั หนง่ึ ใหผ้ ่านไป เพีอ่ พ่อแมเ่ ปน็ อยสู่ บาย
เป็นนวลนางในอ่างนา้
นอ้ งหญงิ ชายได้เลา่ เรยี น
เป็นนางงามตู้กระจก ( ซ้า * )

จากบทเพลงข้างต้น เป็นบทเพลงท่ี ยืนยง โอภากุล (แอ๊ด คาราบาว) แต่งข้ึนมาขณะท่ีไปหาแรง
บันดาลใจในการแตง่ เพลงในสถานทีอ่ าบ อบ นวด พรอ้ มกบั เพือ่ น ๆ และสมาชิกในวง ทาให้เห็นถึงสภาพ
ความเป็นอยูแ่ ละจติ ใจของคนกล่มุ นนั้ หรอื ผู้หญิงที่ต้องขึน้ ชอื่ วา่ “นางงามตกู้ ระจก” รวมถงึ ความต้องการ
ที่จะแสดงถึงเหตุผลของผู้ที่ต้องทามาหากิน และแสดงให้เห็นถึงมุมมองอีกแบบของความรัก ด้วยเหตุน้ี
จึงทาให้ ยืนยง โอภากุล (แอด๊ คาราบาว) อยากทีจ่ ะแต่งเพลงนข้ี ึน้ มา นบั เปน็ หนึง่ ในเพลงจากอัลบัมชุดท่ี
๕ เปน็ อัลบมั ท่ีขายดีท่ีสุด และเผยแพร่ออกมาในปี ๒๕๒๗ เมอ่ื พิจารณาความหมาย และคาร้องของเพลง

สามารถวิเคราะห์ไดด้ ังรายละเอยี ดต่อไปน้ี

๑. ความหมายของเพลง

บทเพลงน้ีได้กล่าวถึงนางงามตู้กระจก หรือเรียกอีกอย่างว่า ผู้ประกอบอาชีพให้บริการทางเพศ
เป็นเพลงท่ีบอกเล่าถึงความจาเป็นของผู้หญิงท่ีต้องมาประกอบอาชีพน้ี ซ่ึงส่วนใหญ่มีปัญหามาจากความ

ยากจน หรอื ไม่ก็ถกู หลอกลวงถูกขายเพอ่ื มาทางานในด้านน้ี บางคนก็ไม่มีสิทธ์ิเลอื กในการประกอบอาชีพ
เน่ืองจากไมไ่ ด้รบั การศึกษาเลยไม่สามารถประกอบอาชพี อืน่ ได้ จึงตอ้ งมาทาหนา้ ท่ขี ายบริการ ทางานแลก
เงิน เพ่ือเลี้ยงดูพอ่ แม่และครอบครวั

๒. คาร้อง

๒.๑ รูปแบบการประพนั ธ์คารอ้ ง

บทเพลง “นางงามตกู้ ระจก” เปน็ เพลงที่มกี ารประพนั ธ์เปน็ ประเภทกลอนตลาด มจี านวนคาร้อง

วรรคละ ๕ – ๙ คา มกี ารสมั ผสั ตามหลกั การของกลอนตลาด มีการใช้คาร้องท่ีไพเราะ สละสลวย มีการใช้

คาสัมผสั นอกและสัมผสั ใน รวมถงึ มกี ารเลน่ คาซ้า และการเล่นเสยี งพยัญชนะ ดงั น้ี

๒.๑.๑ สัมผัสนอก

- คาสุดท้ายของวรรคท่ี ๑ สมั ผัสกบั คาท่สี ามของวรรคท่ี ๒

- คาสุดทา้ ยของวรรคท่ี ๒ สัมผัสกบั คาสดุ ทา้ ยของวรรคท่ี ๓

- คาสุดท้ายของวรรคท่ี ๓ สัมผัสกบั คาท่ีสามของวรรคที่ ๔

ตัวอยา่ งเชน่

น้าตานองอาบสองแกม้ สายลมแย้มพัดผา่ นมา

นาฬิกาบอกเวลา ดงั เตือนว่าเลยเวลานอน

๒.๑.๒ สัมผสั ใน เปน็ สัมผัสทีป่ รากฏภายในวรรค ดังน้ี
- คาวา่ นาง สัมผัสกับคาวา่ อ่าง ในวรรคเดียวกนั

- คาว่า ตก สมั ผัสกับคาวา่ อก ในวรรคเดยี วกนั เปน็ ต้น

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถิน่ ใต้ หนา้ ๗๗

ตัวอย่างเชน่ เป็นนางงามตูก้ ระจก
เป็นนวลนางในอ่างนา้ ใครจะรู้ใครจะเห็น

น้าตาตกหวั อกเธอลม้ เหลว

๒.๑.๓ การเล่นซ้าคา ความยากจนใครทนได้
- คาวา่ ทราม กบั ทราม ใครจะรู้ใครจะเห็น
- คาวา่ ใคร กับ ใคร เป็นต้น

ตัวอย่างเชน่
สงั คมทราม ทรามเพราะคน

นา้ ตาตกหวั อกเธอล้มเหลว

๒.๑.๔ การเลน่ เสียงพยญั ชนะ

- คาวา่ ปรนเปรอ เลน่ เสียงพยญั ชนะควบกลา้ ปร

- คาวา่ แหลกเหลว เลน่ เสยี งพยญั ชนะคาท่มี ี ล เปน็ คาควบกลา้ หล เปน็ ตน้

ตัวอยา่ งเชน่

รา่ งของเธอปรนเปรอชาย ดว้ ยดวงใจแหลกเหลวระบม

๒.๒ การใชภ้ าษา
บทเพลงนางงามตู้กระจกนี้ มีการใช้ภาษาที่ตรงไปตรงมา ทาให้ผู้ฟังสามารถเข้าใจเนื้อหาและ

สามารถเข้าถึงอารมณเ์ พลงของผู้แตง่ ได้ เมอ่ื ใครไดฟ้ งั เพลงน้ีก็จะเหน็ ถึงมุมมองอีกด้านหนึง่ ของนางงามตู้
กระจก นอกจากน้ี ยังมีการใช้นามนัย คือคาว่า นางงามตู้กระจก มาแทนคาว่าโสเภณี ทั้งมีการใช้คาว่า
นวลนางในอ่างนา้ หรือ นางงามตกู้ ระจก มาพรรณนาให้เหน็ ภาพของความเปน็ ผู้หญิงขายบริการ ซง่ึ ทาให้

ผู้ฟงั เหน็ ภาพไดช้ ัดเจนมากข้ึน

๒.๓ ภาพสะทอ้ น
ในบทเพลงน้ี สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตคนกลุ่มหน่ึงในสังคม ท่ีคนกลุ่มใหญ่ในสังคมตีตราว่าเป็น

ผู้หญิงขายบริการ อาชีพทใี่ ครหลายคนคดิ วา่ เปน็ อาชีพทไ่ี ม่มเี กียรติ แต่เบ้อื งหลงั ของคนท่ปี ระกอบอาชีพน้ี

เต็มไปด้วยความหดหู่ใจที่จาเป็นจะต้องฝนื ทาในอาชีพน้ี เพอื่ แลกกบั เงนิ มาเยยี วยาครอบครวั หลายคนที่มี
ความจาเป็น และไม่ได้เต็มใจท่ีจะทาแต่ก็ต้องทาเพื่อความอยู่รอด และด้วยความโดดเด่นของภาษาที่ฟัง

แล้วเข้าใจง่าย จึงสามารถสะทอ้ นสังคมได้ชัดเจน เหน็ ภาพ และตรงไปตรงมา ทาใหเ้ พลงน้มี เี สน่หส์ ามารถ
สะทอ้ นส่ิงที่คนในสังคมมกั มองขา้ มออกมาไดเ้ ปน็ อยา่ งดี

จากตวั อยา่ งการวิเคราะห์ในบทเพลงข้างต้น บทเพลงนี้มีเนือ้ หาท่ีสะทอ้ นให้เหน็ ถงึ ความเป็นจริง
ในสังคม ท้งั ในดา้ นวถิ ชี วี ิตของผู้คนที่ประกอบอาชีพให้บรกิ ารทางเพศตง้ั แต่อดีตจนถงึ ปัจจุบัน สะทอ้ นให้

เหน็ ถงึ ความเลอ่ื มล้าทางสังคมและปญั หาความยากจน ท่ีคอ่ นข้างจะแกไ้ ขได้ยาก อีกทง้ั เปน็ บทเพลงทสี่ อน
ใหผ้ ูฟ้ ังได้ย้าเตือนสติตนเองในการใช้ชวี ิตและการประกอบอาชพี ว่า “ถงึ แมเ้ ราเลือกเกิดไมไ่ ด้ แตเ่ ราเลือก
ทจี่ ะปฏบิ ัติได้”

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถน่ิ ใต้ หน้า ๗๘

เอกสารอา้ งองิ
คาราบาว นางงามตกู้ ระจก. (๒๕๕๙). นางงามตู้กระจก. [ออนไลน]์ . เข้าถึงได้จาก

https://www.youtube.com/watch?v=GrirnysEorA สบื ค้นเมอื่ ๑๑ ตุลาคม ๒๕๖๓.

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถิ่นใต้ หนา้ ๗๙

ยอดนารศี รีถลาง

ลภิ าพร ศริ ิเมอื ง

บทเพลงเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่สร้างสรรค์จากความคิดของมนุษย์ เช่นเดียวกับเพลง
ประชาสัมพันธ์จังหวัดซึ่งเป็นเพลงอีกประเภทหนึ่งท่ีมีความสาคัญสาหรับการให้ข้อมูลเกี่ยวกับจังหวดั ใน
ประเทศไทย เพราะเป็นเพลงที่แต่งขึ้นมาเพื่อสร้างภาพลักษณ์ท่ีดีหรือสร้างความน่าจดจาให้แก่

แต่ละจังหวัด รวมถึงการให้ข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น สภาพทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ภูมิศาสตร์
ตลอดจนประวัตศิ าสตร์ ของจังหวัดนั้น ๆ ท้ังน้ีเพ่ือสร้างภาพลักษณ์ท่ีดีให้แก่จังหวัด ทาให้ผู้คนในจังหวัด

มคี วามรกั และภาคภูมิใจในถิน่ กาเนิด เฉกเช่นกับเพลง ยอดนารศี รถี ลาง ท่ผี ู้เขียนเลอื กมานาเสนอ

เพลง : ยอดนารศี รีถลาง
ศิลปิน : ประสิทธิ ชินการณ์

ภาพ : www.pinterest.com

ทา้ วเทพกระษัตรีศรีสุนทร นามบงั อรยอดนารศี รีถลาง

เปน็ เทวที ่คี วรเทดิ น้าใจนาง และตวั อยา่ งกุลสตรนี ารีสมยั
คดิ สู้ศตั รผู ู้ย่ายี สองนอ้ งพีม่ ไิ ดพ้ รัน่ หวาดหว่ันไหว

รบไม่สยบใหก้ ับใคร เย่ยี งวีรชนชาติไทยยิง่ ใหญก่ ลา้ หาญเดด็ เด่ยี ว
เชีย่ วชาญตา้ นทานศกึ ไว้ มยิ อมใหใ้ ครหยามหม่นิ ถน่ิ สยาม
จโู่ จมปจั จาสู้จนกว่าส้ินลมปราณ เพ่อื ลูกหลานไทยได้มีสิทธิเสรี
เด็ดเด่ยี วดงั ชายไม่ระคายครัน่ ครา้ ม คดิ ทาสงครามปราศกึ ไมน่ กึ หนี
เหล่าหมอู่ มิตรจติ เกรงขามนามนารี วีรสตรีศรปี ระเทศเขตไทย

(ญ.) ดอกเอ๋ยดอกจันทน์กะพอ้ กง่ิ กา้ นบานชอ่ งามลออช่อไสว
สง่ กล่ินหอมดอมเยอื กเย็นเดน่ ไฉไล ประชาไทยไดม้ ีสขุ สมปอง
(ช.) มกุ เอยมกุ ดาวดี ไร้ฝา้ ราคีมีสง่าค่าไมห่ มอง

ไม่มสี องรองเรอื งในเมืองทอง ชนม์ชีพลอยล่องช่ือยงั ก้องแผ่นดินไทย

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถน่ิ ใต้ หน้า ๘๐

จากบทเพลงข้างต้นเพลงยอดนารีศรีถลาง เป็นเพลงหน่งึ ในอัลบัมเพลงจงั หวัดภูเกต็ ผู้แต่งได้เรียบ
เรียงเพลงนีข้ ้ึนมา เพื่อสดดุ ีท้าวเทพกระษตั รี ท้าวศรีสุนทร เม่อื พิจารณาความหมาย และคารอ้ งของเพลง

สามารถวเิ คราะห์ใหเ้ ห็นรูปแบบการประพันธ์ และภาพสะท้อนต่าง ๆ ไดด้ งั รายละเอยี ดต่อไปนี้

๑. ความหมายของเพลง

เพลงน้ีกล่าวถึงทา้ วเทพกระษตั รี ซ่งึ มีชือ่ เดิมว่าคณุ หญงิ จนั และทา้ วศรีสุนทรผเู้ ปน็ น้อง ชอ่ื เดมิ คอื

คุณหญิงมุก ซึ่งขณะนั้นเจ้าเมืองถลางสามีของคุณหญิงจันเพ่ิงเสียชีวิตลง ทาให้เมืองถลางขาดผู้นา
เเละทางกรุงเทพฯ ยังไม่ได้แต่งตั้งเจ้าเมืองคนใหม่ข้ึนปกครอง เหลือแต่คุณหญิงจันภริยาท่านเจ้าเมือง

คณุ หญิงจนั กบั คุณหญิงมกุ พยายามรวบรวมชาวถลางและจัดทัพวางแผนการต้งั รบั ตลอดจนกลอบุ ายตา่ ง ๆ
อย่างรัดกุม จนพม่าไม่สามารถเข้าตีเมืองถลางได้หลังจากตั้งล้อมเมืองอยู่เป็นเวลาถึง ๑ เดือน พม่าก็ตอ้ ง
ยกทพั ถอยกลับไปเพราะขาดเสบียง

๒. คาร้อง

๒.๑ รปู แบบการประพนั ธ์คาร้อง
การประพันธ์ของเพลงยอดนารีศรีถลาง มลี กั ษณะคาประพนั ธ์ประเภทกลอนแปด ซึง่ ถอื วา่ เป็นท่ี

นิยมท่ีสุดในการประพันธ์เพลงประจาจังหวัด เหตุเพราะมีฉันทลักษณ์ท่ีเรียบง่ายไม่ซับซ้อน แต่ละวรรค
ประกอบด้วย ๒ บาท บาทละ ๒ วรรค วรรคละ ๘ คา อีกท้ังยังมีการสมั ผัสนอกและสมั ผัสใน เชน่

๒.๒.๑ สัมผัสนอก มีสัมผัสระหว่างคาสุดท้ายวรรคหน้ากับคาที่ ๓ ของวรรคหลังของทุกบาท

และให้มีสัมผัสระหว่างบาทคือคาสุดท้ายของวรรคที่ ๒ สัมผัสกับคาสุดท้ายวรรคท่ี ๓ ส่วนสัมผัสระหวา่ ง
บท กาหนดให้คาสุดทา้ ยของบทแรก สัมผัสกับคาสดุ ทา้ ยวรรคท่ี ๒ ของบทถดั ไป เช่น

ทา้ วเทพกระษัตรีศรีสนุ ทร นามบงั อรยอดนารศี รีถลาง
เป็นเทวที ีค่ วรเทิดนา้ ใจนาง และตวั อยา่ งกุลสตรนี ารีสมัย

คิดสู้ศัตรูผูย้ า่ ยี สองน้องพม่ี ไิ ดพ้ รนั่ หวาดหวั่นไหว
รุกรานรบไม่สยบใหก้ ับใคร เย่ยี งวรี ชนชาติไทยยง่ิ ใหญก่ ล้าหาญ

๒.๒.๒ สัมผัสใน สัมผสั ระหวา่ งคาที่ ๓ กับคาที่ ๔ หรือระหวา่ งคาท่ี ๕ กบั คาที่ ๖ หรือคาที่ ๗
ของแตล่ ะวรรค เช่น

เด็ดเดีย่ วเช่ยี วชาญต้านทานศึกไว้ มิยอมใหใ้ ครหยามหมน่ิ ถิน่ สยาม

จูโ่ จมปัจจาสจู้ นกว่าส้นิ ลมปราณ เพื่อลูกหลานไทยไดม้ ีสทิ ธเิ์ สรี

เดด็ เดี่ยวดังชายไมร่ ะคายครัน่ ครา้ ม คิดทาสงครามปราศึกไม่นึกหนี

เหลา่ หมู่อมิตรจติ เกรงขามนามนารี วีรสตรีศรปี ระเทศเขตไทย

๒.๒ การใช้ภาษา

จากเพลงยอดนารศี รถี ลางข้างตน้ มีการใชภ้ าษาสละสลวย คาวา่ ปจั จา,อมิตร แปลวา่ ขา้ ศึก,ศตั รู
ซ่ึงในเพลงจะใช้คาว่า ปจั จา,อมิตร แทนคาวา่ ข้าศกึ หรือศัตรูเพอื่ ให้ดูสละสลวยยง่ิ ข้นึ ซ่ึงจะทาใหผ้ ฟู้ ังเกิด
ความสนใจในการฟงั และรู้สกึ คลอ้ ยตามไปกับบทเพลงอกี ด้วย

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถิ่นใต้ หนา้ ๘๑

๒.๓ ภาพสะท้อน
บทเพลงยอดนารีศรีถลางมีภาพสะท้อนที่ชวนให้รู้สึกฮึกเฮิมเม่ือได้ฟัง โดยสะท้อนให้เห็นภาพ

ความกล้าหาญของท้าวเทพกระษัตรี ท้าวศรีสุนทร และบรรพชนผู้กล้าท่ีเสียสละเลือดเน้ือเพื่อปกป้อง
บ้านเมือง โดยเฉพาะภาพความเข้มแข็งของสองนารีที่เป็นผู้กอบกู้บ้านเมืองจังหวัดภูเก็ต นอกจากนี้ยัง
สะทอ้ นใหเ้ ห็นถึงความรกั ความสามคั คชี าวบรรพบรุ ุษในการรักษาและปกป้องบ้านเมือง นอกจากน้ยี งั เป็น
บทเพลงที่เตือนใจและได้ปลูกฝังจิตสานกึ ให้มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เหมือนท่ีบรรพบุรุษได้เคยต่อสู้
และเสียสละมาในอดีต

บทเพลงยอดนารีศรีถลางข้างต้น เป็นบทเพลงที่ทาให้รู้สึกฮึกเฮิมไปกับบทเพลงซ่ึงก่อให้เกิด
สนุ ทรยี ภาพท่ีทาให้ผู้ฟงั เกดิ จินตนาการคล้อยตามไปกับเนื้อหาของเพลง และยงั มีความโดดเด่นของภาษา
ท่มี กี ารใช้ภาษาทส่ี ละสลวยซึง่ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้ประพันธ์ น้ันจึงไม่นา่ แปลกใจวา่ บทเพลง
น้ียังคงเป็นท่ปี ระทบั ใจของใครหลายคน

เอกสารอา้ งองิ
ปาณิศรา ชูผล. (๒๕๕๔). ยอดนารีศรีถลาง. [ออนไลน]์ . เข้าถึงไดจ้ าก

http://www.phuketdata.net/main/index. สืบคน้ เม่อื ๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓.

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถ่ินใต้ หน้า ๘๒

พลดั พราก

อาซีละห์ ตหู ยง

เพลงทุกเพลงล้วนมีความหมายในตัวของมัน โดยเพลงจะสะท้อนเร่ืองราวต่าง ๆ ผ่านเนื้อหา
รวมถึงมิวสิควิดโี อ เพ่ือให้ผู้ฟังเกิดความเพลิดเพลิน และรู้สึกคล้อยตามไปกับเพลง เหตุผลในการฟงั เพลง
ของแต่ละคนอาจจะต่างกนั เช่นเดยี วกบั แนวเพลงท่ีชอบกต็ ่างกันดว้ ย บางคนชอบฟงั เพลงสนกุ สนานเพื่อ
คลายเครียด บางคนกาลังมีความรักจึงชอบฟังเพลงรัก หรือบางคนกาลังเสียใจกับเรื่องใดเร่ืองหนึ่งอยู่จึง

ชอบฟังเพลงเศร้า ดังเพลงทีผ่ ู้เขียนเลอื กมานาเสนอในวนั น้ี

เพลง : พลดั พราก
ศิลปิน : ลาบานูน

วนั เวลาที่หมุนเวยี นเดินผ่านมาแล้วเดินผ่านไป ทุกชวี ิตต้องลมิ้ รสชาตแิ ห่งความสูญเสยี และ

จากไปสายลมท่มี ันพดั พล้วิ หอบเอาความช้าเอาไว้ ส่ิงทีพ่ ลดั พรากจากหัวใจ
สญู เสยี ชีวิตแคไ่ หนทดแทนไมไ่ ด้หรอกเธอ เหมือนมดี แทงลงในใจยอมเจ็บปวดทกุ ๆ ส่ิง

น้าตาแหง่ การจากลาคงฝืนไมไ่ หวใช่ไหมเธอ จากกันคราวนค้ี วามรกั ทมี่ คี งไม่เหมอื นเดมิ
คนบางคนมองรกั ไรค้ า่ ผลลัพธ์กเ็ ป็นอย่างนี้ คนที่ช้าก็ช้าปางตายมีใครจะรู้และเขา้ ใจ
สายลมท่ีมนั พดั พลิ้วหอบเอาความช้าเอาไว้ ส่งิ ท่ีพลดั พรากจากหวั ใจ

สูญเสียชีวิตแคไ่ หนทดแทนไม่ไดห้ รอกเธอ เหมือนมีดแทงลงในใจยอมเจ็บปวดทุก ๆ สงิ่
น้าตาแหง่ การจากลาคงฝืนไมไ่ หวใช่ไหมเธอ จากกันคราวนีค้ วามรักทมี่ คี งไมเ่ หมอื นเดมิ

สูญเสียชวี ิตแคไ่ หนทดแทนไม่ไดห้ รอกเธอ เหมอื นมีดแทงลงในใจยอมเจ็บปวดทุก ๆ สงิ่
น้าตาแห่งการจากลาคงฝืนไมไ่ หวใชไ่ หมเธอ จากกันคราวนค้ี วามรักทมี่ คี งไม่เหมือนเดมิ
จากกันคราวนี้ความรักท่ีมีคงไมเ่ หมอื นเดิม พลัดพรากครง้ั นี้ชวี ติ ทเ่ี หลือคงไม่เหมอื นเดิม

จากบทเพลงข้างต้น ช่ือเพลงพลัดพรากเปน็ ส่วนหนงึ่ ในอัลบัม N.E.W.S. ของวงลาบานนู เผยแพร่

ครง้ั แรกเม่ือวันท่ี ๒๗ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๐ กลายเปน็ อีกหนึง่ เพลงของวงท่ไี ด้รบั ความนิยมกันมาก จนมยี อด
วิวทะลุหลักล้านภายในเวลาแค่วันเดียว ความพิเศษของเพลงนี้ คือ แต่งเน้ือร้องและทานองโดย
เมธี อรุณ นักร้องนาของวงลาบานูน และถ่ายทอดบทเพลงจากประสบการณ์จริงท่ีนักร้องนาได้พบเจอ

อกี ทง้ั ยังแต่งข้นึ เพอ่ื สรา้ งแรงบนั ดาลใจให้กบั คนท่ีกาลงั ออ่ นแอ หมดกาลงั ใจ ขอให้มคี วามเขม้ แขง็ มากข้ึน
เม่ือพจิ ารณาความหมาย และคารอ้ งของเพลง สามารถวเิ คราะห์ได้ดงั รายละเอียดตอ่ ไปน้ี

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถนิ่ ใต้ หน้า ๘๓

๑. ความหมายของเพลง

เพลงบทน้ีเป็นการเล่าถงึ ความรู้สึกท่ีทุกคนล้วนตอ้ งพบเจอ ซง่ึ ข้ึนอยทู่ ี่วา่ จะเจอช้าหรือเร็ว เวลาท่ี
เราสูญเสยี หรือจากลาคนท่เี รารกั มากทส่ี ุด เราจะเกิดความโศกเศร้าเสยี ใจ ดงั นัน้ เมือ่ เราพบกับความเสียใจ
เราต้องพยายามเข้มแข็งและยอมรับกับส่ิงที่เกิดข้ึนให้ได้ เพราะบนโลกใบนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ทุกสิ่งทุก
อย่างก็อาจจะไม่อยู่กับเราไปได้ตลอดชีวิต อีกทั้งความหมายของบทเพลงน้ียังสะท้อนผ่านเร่ืองราวจาก
ประสบการณช์ ีวติ จริงของเมธี อรณุ นักรอ้ งนาของวงลาบานนู จึงสามารถถา่ ยทอดความรู้สึกทีต่ ้องสูญเสีย
คนที่รักมากท่ีสุดในชีวิต หรือการสูญเสียสิ่งท่ีตัวเองรักมากท่ีสุดในชีวิตไปได้อย่างลึกซ้ึงสุดประทับใจ
โดยการสูญเสยี ท่ีบทเพลงนาเสนอน้ันเปน็ การสูญเสยี ที่ไม่มีวันกลับคืนมา ไม่ว่าจะเปน็ ความทุกขค์ วามสุขที่
เคยพบเจอและผ่านมาด้วยกันกไ็ มอ่ าจจะย้อนคนื กลับมาอีกแล้ว เหลือไวเ้ พยี งแค่ความทรงจาและรูปถ่าย
ให้ได้จดจา นอกจากน้ีบทเพลงยังเป็นการสร้างแรงบันดาลใจและสร้างกาลังใจให้กับคนที่กาลังอ่อนแอ
เพอ่ื ใหก้ ลบั มาเขม้ แข็งอีกครั้ง

๒. คาร้อง
๒.๑ รปู แบบการประพันธ์คาร้อง

การประพันธ์ของเพลงบทน้ีเป็นกลอนตลาดแต่ละวรรคมีความยาวของคาตั้งแต่ ๗ - ๑๒ คา
มีความไพเราะและท่วงทานองท่ีน่าฟัง อีกท้ังยังมีการสัมผัสนอก สัมผัสใน และการเล่นคาซ้าภายในวรรค
ดงั นี้

๒.๑.๑ สมั ผัสนอก สมั ผสั นอกของกลอนตลาดมีสัมผัสนอก เชน่ คาสุดท้ายของวรรคแรก
สัมผัสกบั คาสดุ ท้ายของวรรคท่ี ๒ คาสุดทา้ ยของวรรคที่ ๓ สมั ผัสกบั คาสดุ ทา้ ยของวรรคท่ี ๔ เป็นต้น เชน่

วนั เวลาทห่ี มุนเวยี นเดินผา่ นมาแล้วเดินผา่ นไป ทกุ ชวี ิตต้องลิ้มรสชาตแิ ห่งความสูญเสียและจากไป
สายลมท่ีมันพดั พลิ้วหอบเอาความช้าเอาไว้ ส่ิงทีพ่ ลดั พรากจากหวั ใจ

๒.๑.๒ สัมผัสใน เป็นสมั ผสั ทป่ี รากฏภายในวรรค ส่วนใหญ่มสี มั ผสั ในเกือบทุกวรรค

สมั ผัสพยญั ชนะ เช่น ทดกบั แทน เหมอื นกับมดี พัดกบั พลิว้ พลัดกับพราก เปน็ ตน้
สูญเสียชวี ิตแคไ่ หนทดแทนไม่ไดห้ รอกเธอ เหมือนมดี แทงลงในใจยอมเจ็บปวดทุก ๆ ส่ิง
สายลมที่มันพัดพลว้ิ หอบเอาความช้าเอาไว้ สิ่งที่พลัดพรากจากหวั ใจ

สัมผัสสระ เช่น ไม่กับได้ ในกบั ใจ ไมก่ ับไหว ใชก่ ับไหม ที่กบั มี เปน็ ต้น
สูญเสยี ชีวติ แค่ใหนทดแทนไม่ได้หรอกเธอ เหมือนมดี แทงลงในใจยอมเจบ็ ปวดทกุ ๆ สง่ิ
น้าตาแห่งการจากลาคงฝนื ไม่ไหวใชไ่ หมเธอ จากกันคราวนี้ความรกั ท่ีมีคงไม่เหมือนเดิม

นอกจากนี้ยงั มีการเล่นซ้าคา เช่น ไม่ เปน็ ต้น
น้าตาแหง่ การจากลาคงฝืนไมไ่ หวใชไ่ หมเธอ จากกันคราวนคี้ วามรักทมี่ คี งไม่เหมือนเดิม
สูญเสยี ชีวติ แค่ไหนทดแทนไม่ไดห้ รอกเธอ เหมอื นมีดแทงลงในใจยอมเจ็บปวดทกุ ๆ ส่งิ

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถ่ินใต้ หนา้ ๘๔

๒.๒ การใช้ภาษา
บทเพลงน้ีมกี ารใชภ้ าษาทเี่ รียบง่ายมีความไพเราะฟังแลว้ เขา้ ใจง่าย สามารถเขา้ ใจความหมายของ

เพลงได้ด้วยตนเอง เพราะไม่มีความสลับซับซ้อน แต่มีความหมายท่ีซ้ึงและกินใจ เป็นบทเพลงที่สร้าง
แรงบันดาลใจให้กับคนที่กาลังท้อแท้ อีกท้ังยังเป็นเพลงที่สื่อความรู้สึกของการสูญเสียได้อย่างลึกซ้ึง
เพราะมีการถา่ ยทอดอารมณ์ผ่านตัวบทเพลงทใ่ี ชภ้ าษาอยา่ งเรียบงา่ ย

๒.๓ ภาพสะทอ้ น
บทเพลงน้ีสะทอ้ นถงึ ความรู้สกึ ของการสญู เสยี คนรักไป หรือสูญเสียส่งิ ท่ตี วั เองรักมากท่สี ุดในชวี ติ

ซ่ึงเปน็ เร่ืองปกตขิ องชีวติ เราทมี่ ีการพบเจอและการจากลา ดังตวั อยา่ งเพลงวรรคนี้

“ทุกชวี ติ ตอ้ งลิ้มรสชาติแห่งความสูญเสยี และจากไป”

เพราะทุกชวี ิตไมม่ ใี ครรวู้ ่าวนั พรุ่งนช้ี ีวติ เราจะเปน็ อยา่ งไร ฉะนนั้ เราตอ้ งทาทุกอยา่ งกบั ชวี ิตที่เหลือ
ใหม้ คี วามหมาย ใชม้ ันใหค้ ุ้ม ถงึ แมเ้ ราต้องเผชญิ กับการสูญเสียท่ีเจบ็ ปวดก็ตาม

จากตัวอย่างการวิเคราะห์เพลงข้างตน้ จะเหน็ ไดถ้ ึงความงามของภาษา ความหมายที่ลกึ ซ้ึงกินใจ
ท่ีทาใหค้ นฟังรู้สกึ คลอ้ ยตามไปกับเพลง กอ่ ให้เกดิ สนุ ทรียภาพที่ทาใหผ้ ู้ฟงั เกิดจินตนาการคล้อยตามไปกับ
เนื้อหาของเพลง แสดงให้เห็นถึงความสามารถของผู้ประพันธ์ จึงไม่น่าแปลกที่บทเพลงนี้ยังคงเป็นเพลง
ที่ประทบั ใจของใครหลายคน

เอกสารอ้างองิ
ลาบานูน พลัดพราก. (๒๕๖๐). พลัดพราก. [ออนไลน์]. เข้าถงึ ไดจ้ าก

https://www.google.com/http://lyric.in.th/lyric.php?n=๒๒๘๙๗ สืบคน้ เม่ือ ๑๐
พฤศจิกายน ๒๕๖๓.

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถนิ่ ใต้ หน้า ๘๕

เพลงลกู ทงุ่ ของ ตา่ ย อรทยั

ณฐั ชยา เมืองจนั ทร์

เพลงลูกทุ่งไทย มีวิวัฒนาการมาจากเพลงพนื้ บา้ น พื้นเมืองหรือเพลงชาวบ้าน แม้ว่าจะนาเคร่อื ง

ดนตรีของตะวันตกมาใชบ้ รรเลงทานองกต็ าม แตเ่ นื้อหาหรอื แกน่ ใจความของเพลงลกู ทงุ่ กย็ งั คงสะท้อนให้

เห็นลักษณะของคนไทยหรือสังคมไทยได้อย่างชัดเจน จึงอาจถือได้ว่า “เพลงลูกทุ่ง” คือเพลงพ้ืนเมือง

ยุคใหมท่ ่ีมเี อกลักษณ์สะท้อนใหเ้ หน็ ลักษณะของคนไทย และสงั คมไทยอยา่ งกว้างขว้าง ลุ่มลกึ และลลี าอัน

หลากหลาย ถือได้ว่าเพลงลูกทุ่งซึมลึกอยู่ในสายเลือดของคนไทยทุกคนมาต้ังแต่อดีต เพลงลูกทุ่งหลาย

เพลงได้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพสังคม ความเป็นอยู่และวัฒนธรรมไทย นอกจากนี้บางเพลงมีอิทธิพลต่อ

วถิ ชี ีวิตของคนไทย

ต่าย อรทัย ศลิ ปนิ เพลงลกู ทุ่งที่ประสบความสาเร็จในปัจจบุ นั และเปน็ ท่ีรู้จักในแวดวงสาวโรงงาน

หรือกรรมกรที่ต้องอพยพจากบ้านนามาสู่เมืองกรุงเพื่อหาเงินไปจุนเจือครอบครัว บทความนี้ผู้เขียนจึง

ต้องการนาเสนอให้ผู้อ่านได้เห็นถึงภาพสะท้อนจากเน้อื หาของบทเพลงของต่าย อรทัย ท้ังน้ีเพ่ือจะทาให้

เราเข้าใจสังคม และฟังเพลงให้ได้มากกว่าความบันเทิง โดยภาพสะท้อนท่ีปรากฏในวรรณกรรมเพลง

ของตา่ ย อรทยั สามารถ สามารถนาเสนอได้ดังน้ี

๑. ภาพสะทอ้ นด้านเศรษฐกจิ หมายถงึ ภาพสะท้องงานที่เก่ยี วกับการผลติ การจาหนา่ ยจ่าย

แจก และการบรโิ ภคใชส้ อยส่ิงตา่ ง ๆ ของชุมชน ดงั ตัวอย่างเพลงตอ่ ไปน้ี

อยู่เมืองสวรรค์ แต่เปน็ คนชัน้ ติดดนิ

เปน็ ผู้รับใช้จนชิน หไู ดย้ ินแต่คาสั่งงาน

แตย่ ังยม้ิ ได้ เพราะใจเหมอื นดอกหญา้ บาน

ถงึ อยู่ในทตี่ ่าชั้น แตก่ ็บานไดท้ กุ เวลา

หัวใจตดิ ดนิ สวมกางเกงยนี สเ์ กา่ ๆ

ใสเ่ สื้อตวั ร้อยเก้า ๆ แต่ใจสาว บ่ด้อยราคา

หวงั ไว้วนั หนงึ่ เรียนจบชน้ั ทเ่ี ฝ้ารอมา

จะสวมมงกุฎดอกหญ้า ถา่ ยรปู ปริญญาหวนมาบา้ นเรา

(เพลงดอกหญา้ ในปา่ ปนู )

จากเน้ือเพลงข้างต้น ปรากฏภาพสะท้อนด้านอาชีพรับจ้าง กล่าวคือ ชาวชนบทท่ีมีความยากจน
เลยตอ้ งด้ินรนสทู้ นมาทางานในเมืองหลวงทางานหาเงนิ เพ่ือใหม้ เี งนิ เดือนประทงั ชีวิตในแต่ละเดอื น ในการ

ทางานก็ไม่ไดส้ บาย โดนชีโ้ ดนใช้ทางานทาตามคาสงั่ ดังขอ้ ความทวี่ ่า “เปน็ ผู้รบั ใช้จนชนิ หูไดย้ ินแต่คาสั่ง
งาน” แตช่ าวชนบทสตู้ อ้ งอดทนทางานแลกกับเงินไม่มากนักเพ่อื ส่งให้ครอบครัวของเขา และมคี รอบครัว
ท่เี คียงข้างเขาเสมอมา

๒. ภาพสะท้อนด้านค่านิยม หมายถึง ภาพสะท้อนท่ีแสดงให้เห็นถึงการยอมรับนับถือ

และพร้อมที่จะปฏบิ ตั ติ ามคุณค่าท่คี นหรือกลุ่มคนท่ีมีอยู่ตอ่ สิ่งต่าง ๆ ซง่ึ อาจเป็นวตั ถมุ นุษย์ สง่ิ มชี วี ติ อน่ื ๆ
รวมทงั้ การกระทาดา้ นเศรษฐกิจ สังคม จริยธรรม ซ่ึงปรากฏอย่ใู นเพลงดงั น้ี

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วลิ าสวฒั นธรรมถ่นิ ใต้ หนา้ ๘๖

๒.๑ ค่านิยมความอดทนของชาวชนบท

หน้าฮ้านหมอลา จาได้หรอื เปล่า

ลานวัดบ้านเฮา คนื บุญผา้ ป่า

เต้นกันโหงง่ ้อง ฉลองการกลบั นา

หมูเ่ ฮาสัญญา สิกลบั มาทกุ ปี

บญุ แล้วจัง่ หนี หากินเมอื งใหญ่

แยกย้ายกันไป ตามเส้นทางที่มี

ทางานไกลถิ่น หวังกินดีอย่ดู ี

หนึ่งคร้งั หนงึ่ ปี มีนดั กันทบี่ า้ นเฮา

(สัญญาหนา้ ฮ้าน)

จากเน้ือเพลงข้างต้น ปรากฏภาพสะท้อนด้านค่านิยมความอดทนของชาวชนบท กล่าวคือ

สะท้อนใหเ้ ห็นความอดทนมุ่งมนั่ ของชาวชนบทที่ทางานอย่ใู นเมืองหลวงมีใจมุ่งมัน่ ขยันทางานเพ่ือเลี้ยงตน
และยังสะท้อนให้เห็นอีกว่าถึงแม้จะไปทางานไกลจากบ้านแต่ยังมีใจที่รักบ้านเกิดของตน โดยการไม่ลืม

บ้านเกิดไม่หลงอยู่ในเมืองหลวงกลับบ้านทุกปี สะท้อนให้เห็นความอดทนท่ีรอคอยการเจอกันในทุก ๆ ปี
ในเทศกาลทอดกฐิน ดงั ขอ้ ความทว่ี ่า “ลานวดั บา้ นเฮาคืนบญุ ผ้าป่าเต้นกนั ไหง่งอ้ งฉลองการกลับนาหมู่เฮา
สญั ญาสิกลบั มาทกุ ปี”

๒.๒ ค่านยิ มความกตัญญกู ตเวที ภาพแมช่ ราตามวัย
น้าตารว่ งไหลทุกที
ภาพพอ่ แกๆ่ พดั หม่ ความรักความดี
ผุดขึ้นมายามใด
ลมเอย๋ ลม ลกู น้สี ดุ แสนหว่ งใย
จะมงุ่ ทางานให้หนัก
กลับบา้ นไปบอกทา่ นที
ลูกอยูเ่ มอื งกรงุ ความรักเป็นกาลังใจ
รุกรานลกู นั้นหวนั่ ไหว
พอ่ แม่เป็นหลกั หัวใจยงั รกั บ้านเรา
สงั คมวัตถุ
ถึงจะอยา่ งไร (คดิ ถึงพ่อ คิดถึงแม่ คดิ ถึงบา้ น)

จากเน้ือเพลงข้างต้น ปรากฏภาพสะท้อนด้านความกตัญญูกตเวที โดยคาว่าความกตัญญูกตเวที
หมายถึง บุคคลผู้รู้คุณของคนอื่น กตเวที หมายถึง บุคคลท่ีตอบแทนผู้มีคุณแก่ตน และทาตอบแทน
ยกตัวอย่างเช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ พระมหากษัตริย์ เป็นต้น จากเพลงข้างต้นได้สะท้อนถึงคนชนบทที่มี

ความกตัญญูกตเวทีท่ีมีต่อผู้มีพระคุณ มีความห่วงใยมีความคิดถึงคนในครอบครัวมากกว่าส่ิงใดถึงแม้
ตนเองจะไปทางานอยา่ งหนกั และทางานไกลบา้ น ดงั ตอนทวี่ า่ “ลมเอย๋ ลมพดั หม่ ความรกั ความดีกลับบ้าน

ไปบอกท่านทีลูกน้ีสุดแสนห่วงใย” ถึงแม้เขาจะอยู่ในเมืองหลวงแต่เขาก็ไม่หลงใหลหรือลืมตัวว่า และมีใจ
รักบ้านเกิดของตนเสมอ นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นความกตัญญูอีกว่าเขายอมทางานหนักเพื่อครอบครัว
ของเขาถงึ ไม่มีแรงสแู้ ต่มคี วามคิดถึง ความรกั จากคนในครอบครวั ของเขาทาให้เขาได้มีแรงกาลงั ใจในการ

ทางาน ดังตอนที่ “ลูกอยู่เมืองกรุงจะมุ่งทางานให้หนักพ่อแม่เป็นหลักความรักเป็นกาลังใจ” การอยู่ใน

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถนิ่ ใต้ หนา้ ๘๗

เมืองหลวงนั้นมีส่ิงล่อตาล่อใจมากมายแต่ใจของเขายังรักบ้านเกิดของเขาเสมอ ดังตอนที่ “สังคมวัตถุ
รุกรานลูกนั้นหวน่ั ไหวถงึ จะอย่างไรหวั ใจยงั รกั บ้านเรา”

๒.๓ ค่านยิ มดา้ นความรัก คิดถึงเด้ คิดถงึ คราว
สายลมพดั ส่าเมอื่ คราหน้าหนาว นดั มาพบกัน
จดุ ธปู ขอพรกลางลม
เมือ่ ก่อนสองเฮาเคียงค่สู ขุ สม ....................................
เทยี่ วงานพระธาตุพนม ริมฝง่ั โขงคนื มพี ระจันทร์
ฮกั อยา่ ล่มยามอ้ายห่างไกล อ้ายเคยควงแขน
หวั ใจดวงเกา่ เฝ้าคอยนับวัน นานแล้วท้งิ บ้านเฮาไป
แสงนวล ๆ เฮาสองเคียงใกล้ ....................................
เป่าคลอหยอกลอ้ เดอื นหงาย ผเู้ คยเป่าแคนเลาะแดนฝ่งั โขง
........................................... น้องยังเฝ้าคอยซ่ือตรง
คิดถงึ เด้ คิดถึงแฟน อย่าลืมฝง่ั โขงนครพนม
วอนสายลมสง่ั
แม้นอา้ ยได้ดีสงู สง่ (รอพท่ี ีน่ ครพนม)

จากเน้อื เพลงข้างตน้ ปรากฏภาพสะทอ้ นด้านความรักของผหู้ ญงิ คนหนึง่ ที่มคี วามรักม่นั รักใครรัก
จริง และเป็นรักเดียว มีความคิดถึงเร่ืองราวต่าง ๆ ในอดีตท่ีเคยทาร่วมกันอยู่ตลอดเวลา ดังตอนท่ีว่า
“สายลมพัดส่าเมื่อคราหน้าหนาวคิดถึงเด้คิดถึงคราวเม่ือก่อนสองเฮาเคียงคู่สุขสม” เฝ้ารอวันที่ได้พบกับ
ชายอนั เป็นที่รักเสมอมาแมว้ ่าชายผนู้ ั้นจะท้ิงเขาไปตัง้ นานแล้ว แตห่ ญงิ สาวยังคงมรี ักที่ซ่อื ตรง และจรงิ ใจ
ให้กับชายอันเป็นท่ีรักเสมอมา ดังข้อความที่ว่า “วอนสายลมส่ังน้องยังเฝ้าคอยซ่อื ตรงแม้นอา้ ยได้ดีสงู ส่ง
อย่าลมื ฝงั่ โขงนครพนม”

จากตัวอย่างการวิเคราะห์ในบทเพลงข้างต้น เพลงทุกเพลงสามารถเป็นเครื่องมือท่ีส่ืออารมณ์
ความรสู้ กึ และมเี นอ้ื หาที่สะท้อนชวี ติ ความเปน็ อยูเ่ ก่ยี วกบั คนในสงั คมซง่ึ แต่ละเพลงกจ็ ะมจี ุดประสงค์ท่ีสื่อ
ออกมาท่ีแตกต่างกันออกไปเพือ่ ให้สังคมได้เหน็ และเขา้ ใจเร่ืองราวต่าง ๆ ทผ่ี า่ นทานองเพลงในสิง่ ทผี่ ู้เขียน
ส่อื ออกมาตามอารมณ์ ความรู้สึกของผ้เู ขียนอกี ด้วย

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วิลาสวฒั นธรรมถนิ่ ใต้ หนา้ ๘๘

จากบัณฑิตสาขาวชิ าภาษาไทยในวันน้ัน สูค่ วามสาเร็จในอาชีพวันน้ี /
บินไกล จากไทยศิลปศาสตร์

ศษิ ยเ์ กา่ เลา่ เร่อื ง

จากบัณฑติ สาขาวชิ าภาษาไทยในวนั นน้ั
สู่ความสาเรจ็ ในอาชพี วนั น้ี

ลิภาพร ศริ ิเมือง

การศกึ ษาถอื เป็นสิ่งสาคญั สาหรบั มนุษย์ท่ีจะนาไปสอู่ าชพี การเลอื กศึกษาในหลักสูตรใดหลักสูตร
หนง่ึ ก็เพอ่ื มุง่ หวังจะนาความรู้จากการศึกษาไปใช้ในการประอาชีพ และสามารถหารายได้เล้ียงตนเองและ

ครอบครัวต่อไป สาหรับสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏภูเก็ต ถือว่าเป็นอีกสาขาท่ีเรียนแล้วมีงานท่ีรองรับอย่างหลากหลาย สามารถประกอบอาชีพและ
ประสบความสาเร็จในชีวิต ดังตัวอย่างรุ่นพี่ศิษย์เก่าจากสาขาวิชาภาษาไทยซ่ึงในขณะนั้นคือ

สาขาวิชาภาษาไทยเพ่ือการสื่อสารของเราที่มุ่งมั่นทางานจนประสบความสาเร็จและ ได้รับรางวัลบุคคล
ต้นแบบแห่งปี ท่ไี ด้ใหค้ วามอนุเคราะห์นอ้ ง ๆ ให้ข้อมลู ทน่ี ่าสนใจ ดงั ตอ่ ไปน้ี

นายสรุ ศกั ดิ์ ชยั ศรี : พเี่ ติ้ล
ศิษย์เกา่ สาขาวชิ าภาษาไทย (ทสส.๕๑)
คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์

มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถ่นิ ใต้ หน้า ๘๙

อยากทราบว่ารางวลั ท่ีพี่เพ่ิงไดร้ บั เป็นรางวลั อะไรคะ

“รางวลั บวั ทอง” เปน็ รางวัลบคุ คลต้นแบบแหง่ ปี ๒๕๕๖ โดยคัดเลอื กบุคคลท่เี ป็นแบบอย่างท่ีดีที่
จะเป็นกาลังหลักสาคัญในการพัฒนาประเทศ เป็นแบบอย่างแก่เยาวชนและบุคคลท่ัวไป ดังน้ัน
การปลูกฝังจิตสานึกที่ดีให้แก่เยาวชนบุคคลท่ัวไป จึงนับว่ามีความสาคัญยิ่งและจาเป็นที่จะต้องได้รับการ
สง่ เสริมอย่างตอ่ เน่อื งเพือ่ ช่วยลดและขจดั ปญั หาสงั คม

ตอนท่ีทราบวา่ ไดร้ บั รางวลั พร่ี สู้ กึ อย่างไรคะ

พี่มีความรู้สึกปล้ืมปิติดีใจ ในสิ่งที่พี่ได้ทาเพราะการท่ีเราทาความดีทาในส่ิงดี ๆ นั้นไม่ได้เสียหาย
เปน็ สิ่งทด่ี ีซะอีกหากแตเ่ รามนั่ ทาแตส่ ง่ิ ดี ๆ แล้วมีผูอ้ ืน่ รบั รู้แลว้ นาไปเปน็ แบบอยา่ ง พ่ีก็รู้สึกอิม่ อกอม่ิ ใจทไี่ ด้
ทา ทาให้เราได้มีกาลังใจในการทาความดีทาส่ิงดี ๆ ต่อไป และพี่รู้สึกดีที่ได้รับคัดเลือกเป็นบคุ คลตัวอย่าง
และให้เกียรติเราไปรับรางวัลระดับชาติ ทาให้พ่ีรู้สึกว่าการที่ทาดีแล้วเป็นบุคคลตัวอย่างให้ผู้อ่ืนได้ทา
ตามนนั้ เปน็ ทสี่ ิ่งดนี นั้ จงึ เป็นแรงผลักดันในการทาความดีต่อไป และพกี่ จ็ ะไม่หยุดพัฒนาตนเอง

รางวลั พี่ได้รบั เกีย่ วกบั ธุรกจิ ที่พท่ี าอยดู่ ้วยไหมคะ

รางวัลน้ีอาจจะไม่เป็นการยืนยันโดยตรงว่าเก่ียวกับธุรกิจร้านไตเต้ิล Wedding Planner ที่พ่ีทา
อยู่ แตร่ างวัลนี้พี่คดิ ว่าสว่ นหน่งึ ได้จากการทาธุรกิจนี้ เพราะทผ่ี า่ นมากว่า ๙ ปพี ยี่ ึดม่ันในการบรกิ ารลูกค้า
ด้วยความจริงใจ ซื่อสตั ย์ต่อลูกค้า เพือ่ ใหล้ กู ค้าที่มาใช้บริการนน้ั ได้ประทบั ใจจากการบรกิ ารของเรา และพ่ี
ม่งุ มนั่ พัฒนาผลงานของทางร้านอยู่เรอื่ ยมา ทาให้เป็นผลพวงท่พี ่มี ลี ูกค้าอยู่ตลอด อกี ทั้งทาให้เป็นท่ียอมรับ
ของวงการ Wedding Planner แต่จรงิ ๆ แล้วรางวลั น้เี ป็นรางวัลทไ่ี ด้จากการคดิ ดี ทาดี มีน้าใจ ช่วยเหลือ
สังคม วัด โรงเรียน โรงพยาบาล หรอื หน่วยงานตา่ ง ๆ พีท่ าดว้ ยความจรงิ ใจโดยทีพ่ ีไ่ ดห้ วงั ผลตอบแทนและ
ไมม่ คี า่ ตอบแทน ซงึ่ ส่งทพ่ี ล่ี งทนุ แค่เพียงแรงกาย แรงใจ และแรงศรทั ธาไปชว่ ยงานของสงั คม เพราะคดิ ว่า
การท่พี ค่ี ิดดี ทาดี ทาโดยไม่หวังผลตอบแทนนนั้ จะเป็นส่งิ ดี ๆ ทเ่ี สามารถส่งตอ่ ไปใหก้ ับผู้อืน่ ไดเ้ หน็ และได้
นาไปเป็นแบบอยา่ ง จะทาใหส้ งั คมของเราน่าอยแู่ ละจะทาใหใ้ นสงั คมของเรามแี ตค่ นท่คี ิดดี ทาดี

เมอ่ื เจออปุ สรรค พ่สี ามารถผา่ นมาได้อยา่ งไรคะ

พ่ีมีอุปสรรคเยอะแยะมากมายเกือบจะมีทุกวันซ่ึงมีท้ังปัญหาเกี่ยวงานท่ีหนักและเยอะ ปัญหา
เก่ียวกับคนท่ีพ่ีต้องพบเจอเราเจอคนในหลายรูปแบบในแต่ละวันเรากาหนดไม่ได้เลยว่าเราอยากเจอคน
แบบไหน แต่เราเลือกท่ีเรารับมือได้ ถ้าหากเราเจอคนที่เข้ามาทาให้เราหัวเสีย เราก็ต้องเรารับมือและ
แก้ปัญหาน้ันให้ได้ และปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เราต้องพบเจอหากเจอสิ่งแวดล้อมท่ีไม่ดีเราก็ต้องคิดและ
แก้ปัญหาและตั้งรับกับปัญหา แต่พี่พยายามเลือกท่ีจะมองข้ามอุปสรรคน้ันไป เพราะพ่ีคิดว่าเอาความ
อดทน ความเข้มแข็ง และเอาประสบการณ์มาใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นโดยการใช้สมอง ความรู้
และความสามารถ พจ่ี ะไมใ่ ช้อารมณ์ มาตัดสินปัญหา หากใช้อารมณอ์ าจจะทาให้ปัญหาน้นั บานปลายเป็น
เร่ืองใหญ่โตพ่จี ึงแกป้ ัญหาด้วยการท่ีตอ้ งเอาน้าเย็นมาลูบ โดยการแกป้ ญั หาไปที่ละจุด จากจุดเล็กไปยังจุด
ทีใ่ หญ่ ค่อย ๆ แก้ปัญหาแล้วปญั หาน้ันจึงจะคล่ีคลายได้

อยากจะฝากอะไรถึงน้อง ๆ ท่อี ยากจะประสบความสาเรจ็ แบบพไ่ี หมคะ

วรรณสารฉบับท่ี ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถ่นิ ใต้ หน้า ๙๐

การทางานทุก ๆ งานท่ีเรารัก พี่คิดว่าถ้าหากว่าเราชอบและถนัดกับงานที่เราทาจะสามารถทา
ออกมาได้ดีกว่างานที่เราไม่ถนัดหรืองานท่ีเราไมช่ อบ การทางานไม่ใชเ่ พียงแค่ตอ้ งการทาตามกระแสหรือ
ทาตามผู้อ่ืน แต่เราต้องทางานท่ีเราอยากทาแล้วงานนนั้ จะออกมาดี พี่คิดว่างานทุก ๆ งานมีความสาคัญ
เราต้องสะสมประสบการณ์มาปรบั ใช้กับงานนัน่ ๆ เพ่ือให้งานนนั้ สาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ทาด้วยความต้งั
มั่น ตั้งรับท่ีจะต้องพบเจอปัญหา และแกป้ ญั หาด้วยสติปญั ญา

เหน็ ไดว้ ่าจากบทสมั ภาษณ์รุน่ พี่ที่สาเรจ็ การศกึ ษาจากสาขาวิชาภาษาไทย ยงั คงนาความรู้ที่ได้รับ
จากการศึกษาไปปรับใช้ในการทางาน ซึ่งทางพ่ีเติ้ลได้บอกว่าทางานไม่ตรงกับหลักสูตรแต่ทางสาขาวิชา
ภาษาไทยได้ให้อะไรมากกว่าแค่ความรู้ คือเรื่องจิตอาสา การช่วยเหลือผู้อ่ืนโดยไม่หวังผลตอบแทน
ทางสาขาได้ปลูกฝงั ในดา้ นนีม้ าก ๆ จนเป็นคุณสมบตั สิ าคัญทีท่ าใหพ้ เ่ี ต้ลิ ไดร้ ับรางวลั น้ี

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถ่ินใต้ สมั ภาษณ์ : นายสุรศกั ดิ์ ชยั ศรี
ผู้สมั ภาษณ์ : นางสาวลภิ าพร ศริ เิ มอื ง
วนั ทีส่ ัมภาษณ์ : ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓

หนา้ ๙๑

บินไกล จากไทยศิลปศาสตร์

เบญจรตั น์ ศรีสวา่ ง

การศึกษาเปรียบเสมือนสะพานเช่ือมต่อสู่โอกาสในการเลือกประกอบอาชีพ การเลือกหลักสูตร

ที่จะศึกษาจึงมีความสาคัญต่ออนาคต เพราะต้องนาความรู้ท่ีได้รับจากการศึกษาไปใช้ประกอบอาชีพ
ด้วยเหตุนี้การตัดสินใจเลือกสาขาวิชาที่จะศึกษาจึงต้องศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ประกอบก่อนการตัดสินใจ
สาขาวิชาภาษาไทยเพ่ือการสื่อสาร หรือสาขาวิชาภาษาไทยปัจจุบัน เป็นสาขาวิชาหน่ึงของ

คณะมนษุ ยศาสตรแ์ ละสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั ภูเก็ต เปน็ ทางเลือกหนงึ่ สาหรับคนทกี่ าลงั มองหา
สาขาวิชาที่จะศึกษา เนื่องจากเม่ือสาเร็จการศึกษาจากสาขาน้ีไปแล้วสามารถเลือกประกอบอาชีพได้

หลากหลาย เช่น นักวิชาการ ครู นักเขียน เลขานุการ ผู้ส่ือข่าว เป็นต้น ดังตัวอย่างบทสัมภาษณ์รุ่นพี่ที่
สาเรจ็ การศึกษาจากสาขาวิชานท้ี ี่ได้ให้ข้อมูลไว้อยา่ งนา่ สนใจ

นางสาวแจม่ ศรี ปรชี ะฎา : พจ่ี า๋
ศิษยเ์ ก่าสาขาวชิ าภาษาไทย (ทสส.๕๙)

คณะมนุษยศาสตร์และสงั คมศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยราชภัฏภเู ก็ต

อาชพี ในปจั จุบัน…

ปจั จบุ ันพี่ทางานอยทู่ ่สี ถานโี ทรทศั น์อมรินทรท์ วี ี เอชดี ชอ่ ง ๓๔ ฝ่ายโปรดักช่ัน ตาแหน่งผูส้ ่ือข่าว
โตะ๊ ข่าวอาชญากรรม แผนกข่าวเทีย่ ง

จากความรดู้ า้ นภาษาไทยในห้องเรียน...สู่ศาสตร์นกั สอื่ ข่าว

ส่ิงท่ีพี่ได้จากการเรียน มันไม่สามารถอธิบายออกมาได้หมด เพราะทางสาขาวิชาได้มอบความรู้
และประสบการณ์ท่ีอัดแน่นไปด้วยคุณภาพในทุก ๆ ด้านให้แก่นักศึกษา ไม่เพียงแต่เรื่องราวในห้องเรยี น
แต่สาขาวิชายังมุ่งเน้นการสอนให้นักศึกษาทางานเป็น และต้องรอบรู้ในสิ่งท่ีพบเจอ ดังนั้นส่ิงท่ีสามารถ
นาไปใชใ้ นการทางาน ที่เหน็ ไดช้ ดั กค็ ือ การประสานงาน การติดต่อสอื่ สาร เพราะการขนึ้ ชือ่ ว่าเป็นนักข่าว

วรรณสารฉบับที่ ๖๔ วลิ าสวัฒนธรรมถน่ิ ใต้ หนา้ ๙๒

ต้องมีการเก็บข้อมูลอย่างละเอียด และอัดแน่นทุกประเด็น โดยการเก็บข้อมูลนั้นต้องติดต่อสอบถาม
เกีย่ วกบั เรอ่ื งราวเหตกุ ารณก์ ับผู้คนหลากหลาย บางข่าวอาจเป็นประชาชนทัว่ ไป หรือสูงขนึ้ ไปหน่อยก็อาจ
เป็นเจ้าหน้าท่ีทีมแพทย์ ตารวจ หรือข้ันที่มียศสูง ๆ ซึ่งหลัก การส่ือสาร ความรู้ด้านการใช้ภาษา
และประสบการณ์ในมหาวิทยาลัยเปน็ สง่ิ สาคัญในการนาไปใชใ้ นการทางาน

แรงบันดาลใจ...ก่อเกิดไฟในสายงานสือ่

สาหรับแรงบนั ดาลใจทอ่ี ยกู่ ับตัวพ่ีมาตลอด คือ คติท่ีว่า “อย่าหยดุ พฒั นาตัวเอง” พี่สงั เกตเหน็ คน
ท่ลี ้มเหลวมักมาจากความคิดหลงตวั เอง คดิ วา่ ตวั เองเด่น เหนอื กว่าผอู้ ่ืน และหยุดเพียงเท่าน้นั ไมค่ ดิ ที่จะ
พัฒนาศกั ยภาพในการทางาน หรือไม่คดิ ทีจ่ ะหาแนวทางใหม่ ๆ มาพัฒนาให้งานมีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้น
อย่าลืมนะว่าโลกมันหมุนรอบตัวเองตลอดเวลา มีผู้คนมากมายท่ีกาลังฝึกฝนตัวเองอยู่ ถ้าหากว่าเรามี
ความคิดเพียงเท่าน้ี เราจะไม่มีวันประสบความสาเร็จได้อย่างแท้จริง บอกกับตัวเองเสมอว่า ยิ่งเราไมเ่ ก่ง
เราย่ิงต้องพัฒนาตัวเองให้มากย่ิงขึ้น ซึ่งบุคลท่ีเป็นต้นแบบในการทางานของพี่ คือ อาจารย์รุ่งรัตน์ ทองสกุล
ทา่ นเป็นอาจารย์ประจาสาขาวชิ าภาษาไทยของเรา ท่านคอยสั่งสอน และให้กาลังใจเสมอมา สง่ิ ที่ทา่ นสอน
อยู่บอ่ ยคร้งั นัน่ คอื “จงท้าตัวให้เหมอื นน้าคร่งึ แก้ว”

กล่าวได้ว่า ท่านกาลังสอนให้เราพร้อมสาหรับการเรียนร้อู ยู่ตลอด หากเราทะนงตนคิดว่าตัวเอง
เก่งอยแู่ ล้ว ไม่ต้องมีใครมาคอยชี้แนะ และไมค่ ิดที่จะเรยี นร้สู ่งิ ใหม่ ๆ เรากจ็ ะยา่ อยู่กบั ท่ี ไม่กา้ วไปขา้ งหน้า
สักที มันเปน็ ส่ิงท่ีพจี่ าไดด้ ี และรู้สึกขอบคุณทา่ นอยเู่ สมอมา

ลักษณะงาน “ผสู้ ื่อขา่ ว”

ต้องรายงานข่าวตามข้อเท็จจริง ซึ่งเป้าหมายในการทาข่าว คือ การตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ตรง
กับความเป็นจรงิ และมีความเทีย่ งธรรมมากท่ีสดุ พยายามสรา้ งความน่าเชือ่ ถอื ไมเ่ ขา้ ข้างฝา่ ยใดฝ่ายหน่ึง
และต้องคานึงถึงประโยชน์ของสาธารณะเป็นสาคัญ ในกรณีท่ีเกิดความขัดแย้งข้ึน ต้องให้โอกาสในการ
ชแ้ี จงแสดงข้อเทจ็ จรงิ ทงั้ สองฝา่ ย ซ่ึงการทาขา่ วในแตล่ ะวันนน้ั จะต้องรบั ผดิ ชอบทาข่าวใหไ้ ด้อยา่ งน้อยวัน
ละ ๒ ข่าว หรือบางวันก็มากถึง ๔ ข่าว แต่ถ้าเป็นข่าวที่ต้องวิเคราะห์เจาะลึกอาจต้องใช้เวลา ๔ - ๕ วัน
ในการจัดทา หรือถ้าหากข่าวเร่ืองนน้ั ยังเป็นประเด็นท่ีน่าสนใจที่จะต้องตามหาข้อเท็จจริงเพิม่ อาจต้องใช้
เวลาเป็นเดือน ซึ่งข่าวท่ีทาอยู่ ณ ปัจจุบัน ส่วนใหญ่เป็นข่าวอาชญากรรม จะต้องติดตามเร่ืองราวอย่าง
ต่อเนื่อง เพอื่ ค้นหาขอ้ มูลเชงิ ลกึ จากแหล่งข่าวให้ได้มากทสี่ ุด

การเอาชนะอุปสรรค...ฉบับพี่จ๋า

อุปสรรคในการเข้าสู่สายงานน้ีมีเยอะพอสมควร อย่างเช่นเม่ือลงพื้นที่สัมภาษณ์แหล่งข่าว
อาชญากรรม เช่น “๒ หน่มุ อาละวาดกลางร้านข้าวต้ม ยิงคูก่ รณีดบั เหตเุ พราะมองหน้า” ผูส้ ื่อข่าวจะต้อง
ตามหาแหล่งข่าวของทั้ง ๒ ฝ่าย ท้ังครอบครัวของผู้เสียชีวิต และฝ่ายกรณี หรือแม้แต่ผู้เห็นเหตุการณ์
ซ่ึงสถานการณ์ที่พบเจอเป็นประจานั่นก็คือ แหล่งข่าวจะไม่ค่อยให้ข้อมูล และพยายามปกปิดข้อเท็จจริง
บางครั้งก็โดนต่อวา่ ด้วยคาหยาบคาย แต่ในส่วนของการแก้ปัญหา คือ ต้องเข้าพูดคุยกับเจ้าหน้าท่ีตารวจ
หรือเจ้าหน้าที่ตาแหน่งอื่น ๆ ท่ีสามารถชี้แจงในข่าวได้ เพ่ือให้เนื้อหาของข่าวตรงความเป็นจริงมากที่สดุ
เพราะการทาข่าวในแตล่ ะเร่อื งจะตอ้ งมีขอ้ สรุปออกมาด้วย

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถ่นิ ใต้ หนา้ ๙๓

ฝากถึงร่นุ นอ้ งที่กาลงั ตามหาฝัน....

ข้อนี้ถือเป็นจุดสาคัญในการพาตัวเองออกไปสู่โลกภายนอก สู่อาชีพการทางานท่ีใฝ่ฝัน บางคน
อาจจะมีคาตอบอยู่ในใจแล้ว แต่ในทุกวนั นี้โลกแห่งความจริงมันไมง่ า่ ย บางคนกลวั วา่ เพ่ือนในกลุม่ อาจจะ
ไม่พอใจในสงิ่ ทเ่ี ราฝัน บางคนอจิ ฉาไม่เห็นด้วย หรอื กลัวว่าจะไม่มีเพ่ือนไปด้วยกับเรา ถา้ เราคดิ ถึงแต่จุดนี้
เราก็ไม่มีวันก้าวหน้า ถ้าทุกคนกล้าท่ีจะฝัน กล้าท่ีจะเผชิญไปด้วยตัวคนเดียว ไม่ว่าผลจะออกมาเป็น
อย่างไร เราก็ได้ทาในสิ่งท่ีเรารกั ส่ิงที่เราชื่นชอบ แล้วเราจะไม่มวี ันเสียใจในภายหลังว่าทาไมในวนั นั้นเรา
ถงึ ไมก่ ล้า และสุดทา้ ยน้อี ยากจะฝากถึงน้อง ๆ ทุกคนว่า “อย่าเดนิ ตามใคร หากเราอยากร้จู กั ตวั เราเอง”

เห็นได้ว่าจากบทสัมภาษณ์รุ่นพี่ที่สาเร็จการศึกษาจากสาขาวิชาภาษาไทย รุ่นพ่ีได้นาความรู้
ท่ีได้รับจากการศึกษาไปปรับใช้ในการทางาน แม้ว่าความรู้ที่ได้รับจะไม่สามารถนาไปใช้ในการประกอบ
อาชีพได้ท้ังหมดโดยตรง แต่ประสบการณ์การทางานอย่างเป็นกระบวนการที่สาขาวิชาได้ปลูกฝังให้น้ัน
สามารถนาไปประยุกต์ใช้กบั ทุกอาชีพได้อย่างสมบรู ณแ์ บบ

ไม่ว่าจะสาเร็จการศึกษาในหลักสูตรใดก็ตาม มันไม่ได้จากัดกรอบในการประกอบอาชีพ แต่อยู่
ที่ว่าเราได้นาความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับจากการศึกษา ไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทางาน
ได้มากน้อยแคไ่ หน น่นั หมายความวา่ สิ่งท่สี าคัญน่นั ก็คอื “ความพยายาม”

วรรณสารฉบบั ท่ี ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถน่ิ ใต้ สมั ภาษณ์ : นางสาวแจ่มศรี ปรีชะฎา
ผ้สู ัมภาษณ์ : นางสาวเบญจรัตน์ ศรสี วา่ ง
วันท่สี มั ภาษณ์ : ๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓

หน้า ๙๔

บ้านหมอกเมอื งใต้ แช่นา้ รอ้ น ต้มไข่ ณ ปลายพู่ /
เที่ยวเมอื งคอน เช็คอนิ วดั ไอ้ไข่ / เทย่ี วชมิ ชมเล แลควายน้า /

ชา้ งชวนชลิ / อุน่ ไอ...ในชนบท / “ทวั ร.์ ..กั่วปา่ ”

ชวนกิน ชวนเทีย่ ว

บ้านหมอกเมืองใต้ แชน่ า้ ร้อน ตม้ ไข่ ณ ปลายพู่

กรรณกิ าร์ สุขสมบูรณ์

จังหวัดพังงา เป็นจังหวัดหน่ึงในพ้ืนท่ีภาคใต้ที่มีลักษณะทางภูมิประเทศประกอบด้วยภูเขา

สลับซบั ซอ้ น มที ร่ี าบตามชายฝง่ั ทะเลและทีร่ าบหบุ เขากระจายอยู่ทั่วทุกพนื้ ที่ ดังนั้นจงึ เป็นจังหวัดทข่ี นึ้ ช่ือ
ในด้านการเป็นเมืองท่องเทยี่ วทางธรรมชาติท่ีมีทัง้ ทะเลและภูเขา และวนั นี้เราจะนาเสนอสถานที่ท่องเที่ยว
ท่ีงดงามสมกับฉายา “เมืองสวยในหุบเขา” กัน นั่นก็คือ บ่อน้าพุร้อน หรือท่ีรู้จักกันในชื่อ “บ่อน้าพุร้อน

ปลายพู่” สถานท่ที อ่ งเทีย่ วยอดนิยมของนกั ท่องเทยี่ วสายธรรมชาติ
บ่อน้าพุร้อนปลายพู่ ตั้งอยู่ในพนื้ ท่ีหมู่ที่ ๔ ต.ท่านา อ.กะปง จ.พังงา มีลักษณะเป็นแอ่งน้าทมี่ ีนา้

อุณหภมู เิ ฉลี่ยประมาณ ๗๕ องศาเซลเซียส ไหล่เป็นกระจายอย่บู นพ้ืนท่ปี ระมาณ ๑๒ ไร่ โดยเปน็ บอ่ น้าพุที่
เกิดความร้อนจากธรรมชาติ ไหลลงสู่ลาธารต่อเนื่องไปยังคลองกะปง ระยะทางกว่า ๙ กิโลเมตร
ประกอบดว้ ยมีบ่อขนาดใหญ่ ๑ บอ่ และขนาดเลก็ อีก ๔-๖ บอ่ เรยี งรายอย่ตู ามลาคลอง

บ่อน้าพุร้อนปลายพู่ เป็นบ่อน้าพุธรรมชาติ ที่แตกต่างจากที่อื่นตรงที่บ่อน้าพุร้อนอยู่ริมลาคลอง
ปลายพู่ น้าร้อนจะไหลออกมารวมกับนา้ เย็นในลาคลองทาให้น้าเยน็ อยู่ฝ่ังซา้ ย น้าร้อนอย่ฝู ่ังขวา ก่อนจะ

รวมกันจนอุ่นกาลังดี ซึ่งปัจจุบันชาวบ้านได้ร่วมกันนาหินเล็ก ๆ มาเรียงเอาไว้บริเวณบ่อ เพื่อให้เกิด
ลกั ษณะเปน็ แอ่งสาหรับแช่ตวั โดยใช้กอ้ นหินเปรยี บเสมือนวาวล์นา้ ไว้สาหรับเปดิ และปดิ น้าเย็นที่จะไหล
มาผสมกับน้าร้อน จนเป็นน้าอุ่นตามอุณหภูมิที่ผู้อาบต้องการ และก้อนหินขนาดใหญ่ก็จะคงไว้ดังเดิมไม่

โยกย้ายไปไหน ซึ่งเกิดจากดินและหินถล่มและก้อนหินต่าง ๆ ไหลลงมาจากภูเขามาจนหยุดอยู่บริเวณ
ลาคลองและลาธารสายน้ี

วรรณสารฉบบั ที่ ๖๔ วิลาสวัฒนธรรมถิน่ ใต้ หนา้ ๙๕


Click to View FlipBook Version