การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู โดยใชเทคนิค 5W1H เพื่อสงเสริมทักษะการคิดวิเคราะห วรรณคดี วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม รวิสรา จิตรบาน ตําแหนง ครู โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม อําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแกน สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแกน
ชื่อเรื่อง การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู โดยใชเทคนิค 5W1H เพื่อสงเสริม ทักษะการคิดวิเคราะหวรรณคดี วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม ครูผูสอน : รวิสรา จิตรบาน บทคัดยอ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงคเพื่อ (1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1H เพื่อ สงเสริมทักษะการคิดวิเคราะห(2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ความสามารถการคิดวิเคราะห จากการจัดการ จัดการเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1H (3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอการจัดการเรียนรู โดยใช เทคนิค 5W1H เพื่อสงเสริมทักษะการคิดวิเคราะหวรรณคดี วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม เครื่องมือที่ใชในการศึกษาไดแก แผนการจัดการเรียนรู แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน แบบทดสอบกอนเรียนและหลังเรียน แบบประเมินความพึงพอใจตอการจัดการเรียนรูจํานวน 20 ขอ สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล คือ คาเฉลี่ย คาสวนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และคา t-test ผลการศึกษา พบวา 1. การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู โดยใชเทคนิค 5W1H เพื่อสงเสริมทักษะการคิดวิเคราะห วรรณคดี วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม มีประสิทธิภาพ เทากับ 80.8/85.5 ซึ่งสูงกวาเกณฑที่กําหนด 80/80 2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์กอนการจัดการเรียนรู โดยใชเทคนิค 5W1H เพื่อสงเสริมทักษะการ คิดวิเคราะหวรรณคดี วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม หลัง เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงกวากอนเรียน อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอการจัดการเรียนรู โดยใชเทคนิค 5W1H เพื่อสงเสริมทักษะ การคิดวิเคราะหวรรณคดี วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม อยูในระดับมาก (̅=4.47)
สารบัญ บทคัดยอ ก กิตกิกรรมประกาศ ค บทที่ 1 บทนํา ความเปนมาและความสําคัญของปญหา 1 คําถามการศึกษา 8 วัตถุประสงคการศึกษา 8 สมมติฐานการศึกษา 9 ขอบเขตของการศึกษา 9 นิยามศัพทเฉพาะ 10 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 13 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 14 กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย 18 แผนการจัดการเรียนรู 19 การวิจัยกึ่งทดลอง 25 ทักษะการคิดวิเคราะห 28 การ จัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห 28 การจัดการเรียนการสอนโดยใชเทคนิควิธีสอน 5W1H 33 การพัฒนาการคิดวิเคราะหโดยใชเทคนิค 5W1H 36 ประสิทธิภาพ 40
ดัชนีประสิทธิผล 44 ความพึงพอใจ 46 บริบทโรงเรียนหนองไผมอดินแดง 51 งานวิจัยที่เกี่ยวของ 57 กรอบแนวคิดในการศึกษา 60 บทที่ 3 วิธีดําเนินการศึกษา กลุมเปาหมาย 61 เครื่องมือที่ใชในการศึกษา 61 การสรางและหาคุณภาพเครื่องมือ 62 การเก็บรวบรวมขอมูล 65 การวิเคราะหขอมูล 65 สถิติที่ใชในการวิเคราะหขอมูล 66 วิธีดําเนินการทดลอง 71บทที่ 4 ผลการวิเคราะหขอมูล สัญลักษณที่ใชในการวิเคราะหขอมูล 72 ลําดับในการนําเสนอผลการวิเคราะหขอมูล 72 ผลการวิเคราะหขอมูล 73 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และขอเสนอแนะ สรุปผลการศึกษา 81 อภิปรายผลการศึกษา 82 ขอเสนอแนะ 84 บรรณานุกรม 86
ภาคผนวก ก 89 ภาคผนวก ข 140 ภาคผนวก ค 149
บทที่ 1 บทนํา 1.1 ความเปนมาและความสําคัญของปญหา “...ภาษาไทยเปนเครื่องมืออยางหนึ่งของชาติ ภาษาทั้งหลายเปนเครื่องมือของมนุษยชนิดหนึ่ง คือ เปนทางสําหรับแสดงความคิดเห็นอยางหนึ่ง เปนสิ่งที่สวยงามอยางหนึ่ง เชนในทางวรรณคดี เปนตน ฉะนั้นจึง จําเปนตองรักษาเอาไวใหดี ประเทศไทยเรานั้นมีภาษาเปนของตนเองซึ่งตองหวงแหน ประเทศใกลเคียงของเรา หลายประเทศมีภาษาของตนเอง แตภาษาของเขาก็ไมแข็งแรง เขาตองพยายามหาหนทางที่จะตองสรางภาษา ของตนเองไวใหมั่นคง เราโชคดีที่มีภาษาของตนเองแตโบราณกาล จึงสมควรอยางยิ่งที่จะรักษาไว... ” จากพระ ราชดํารัสดังกลาว จะเห็นไดวาภาษาไทยนอกจากจะเปนภาษาประจําชาติแลวยังเปนเครื่องมือที่ใชในการ ติดตอสื่อสารระหวางคนในชาติดวยกัน ภาษาไทยเปนสิ่งที่แสดงใหเห็นถึงความเจริญรุงเรืองทางวัฒนธรรมอัน ล้ําคาซึ่งมีมาแตโบราณกาล ดังนั้นจึงเปนหนาที่ของคนไทยทุกคนในชาติที่พึงหวงแหนและรักษาความเปน มรดกทางวัฒนธรรมของชาติไทยใหคงอยูสืบไปภาษาเปนเครื่องมือในการสื่อสารที่สําคัญในสังคมและชวย สรางสรรคความเขาใจอันดีตอกันของคนในสังคม เปนสื่อในการถายทอดความรู ความคิด ความเชื่อ และ ประสบการณตาง ๆและชวยพัฒนาความคิด ความเจริญกาวหนาใหแกชาติไทย ตลอดจนการสื่อสารใหเกิด ความเขาใจอันดีตอกันของคนในชาติ ซึ่งแสดงถึงเอกลักษณที่บงบอกถึงความเปนเอกราชของชาติไทยที่มีความ รุงเรืองแหงอารยธรรม และเปนที่นาภาคภูมิใจของคนไทยมายาวนาน ดังนั้น ภาษาจึงมีความจําเปนเพราะถือ เปนเครื่องมืออยางหนึ่งของชาติ จึงตองศึกษาหาความรูให(ฐะปะนีย นาครทรรพ,2534) ภาษาไทยนอกจากจะเปนภาษาประจําชาติยังแสดงถึงความเปนเอกลักษณของความเปนชาติไทย ภาษาไทยยังมีความจําเปนและสําคัญอยางยิ่งในการดํารงชีวิตประจําวัน ชวยถายทอดความรู ความคิด เสริมสรางความเขาใจอันดีของคนในสังคม ภาษาไทยจึงเปนวิชาที่สําคัญยิ่งตอการพัฒนาคนในชาติ การเรียน ภาษาไทยนั้นเปนพื้นฐานของการเรียนวิชาอื่นๆ ผูที่ใชภาษาไทยไดดียอมสงผลในการเรียนวิชาอื่นดีไปดวย เพราะภาษาไทย คือหัวใจของทุกวิชา ดังนั้น ความสามารถของการใชภาษาในการสื่อสารจึงนับวาสําคัญมากใน ปจจุบัน (ฉวีลักษณ บุญยะกาญจน,2523) รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ไดกลาวเกี่ยวกับการศึกษาในหมวด 5 หนาที่ ของรัฐ มาตรา 54 คือ รัฐตองดําเนินการใหประชาชนไดรับการศึกษาตามความตองการในระบบตางๆ รวมทั้ง
สงเสริมใหมีการเรียนรูตลอดชีวิต และการศึกษาทั้งปวงตองมุงพัฒนาผูเรียนใหเปนคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญไดตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบตอครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ (ราชกิจจานุเบกษา,.2560) และในพระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 และ (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2553 ก็ไดกําหนดหลักการศึกษาไวในหมวด 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 22 การจัดการศึกษาตองยึดหลักวาผูเรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรูและ พัฒนาตนเองได และถือวาผูเรียนมีความสําคัญที่สุด (Children Center) กระบวนการจัดการศึกษาตอง สงเสริมใหผูเรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ ในมาตรา 23 ไดใหจัดการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย โดยเนนความสําคัญ ทั้งความรู คุณธรรม กระบวนการเรียนรู และบูรณาการตามความเหมาะสมของแตละระดับการศึกษา โดยเฉพาะความรูเรื่องเกี่ยวกับตนเอง ทักษะดาน คณิตศาสตร ทักษะดานภาษา ทักษะการประกอบอาชีพการดํารงชีวิตอยางมีความสุข ทักษะดานวิทยาศาสตร และเทคโนโลยี และในมาตรา 24 ระบุใหสถานศึกษาและหนวยงานที่เกี่ยวของดําเนินการจัดเนื้อหาสาระและ กิจกรรมใหสอดคลองกับความสนใจและความถนัดของนักเรียน โดยคํานึงถึงความแตกตางระหวางบุคคล การ จัดกิจกรรมใหนักเรียนไดเรียนรูจากประสบการณจริง ฝกการปฏิบัติใหทําไดคิดเปน ทําเปน รักการอานและ เกิดการใฝรูอยางตอเนื่อง สงเสริมใหครูและบุคลากรทางการศึกษา ไดรับการพัฒนาวิธีจัดการเรียนรูที่ใชทักษะ กระบวนการคิด รวมทั้งการวัดและประเมินผลการเรียนรู (ราชกิจจานุเบกษา,.2553) และยังเชื่อมโยงกับ แผนการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2560-2579.ที่มีวัตถุประสงคพัฒนาระบบและกระบวนการจัดการศึกษาที่มี คุณภาพและมีประสิทธิภาพ..ใหคนไทยเปนพลเมืองดี มีคุณลักษณะ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคลองกับ รัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560) แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560–2564) ไดกําหนดประเด็น ยุทธศาสตรที่ 1 เพื่อพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล โดยมีกลยุทธในการ พัฒนากระบวนการเรียนการสอนที่มีคุณภาพ และจัดกิจกรรมเสริมทักษะพัฒนาผูเรียน ในรูปแบบที่ หลากหลายสอดคลองกับทักษะที่จําเปนในศตวรรษที่ 21 พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร การวัดและประเมินผล การศึกษาทุกระดับประเภทการศึกษาใหทันสมัย สอดคลองกับความกาวหนาทางวิทยาการและการ เปลี่ยนแปลงของสังคมโลก สงเสริมการพัฒนาเนื้อหาสาระที่ทันสมัยในทุกระดับทุกประเภทการศึกษา เพื่อการ ผลิตสื่อการเรียน การสอน ตําราเรียนที่มีคุณภาพ รวมทั้งตําราเรียนอิเล็กทรอนิกส ปรับปรุงระบบทดสอบทาง การศึกษาแหงชาติใหสอดคลองกับหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนการสอน และสงเสริมคุณธรรม จริยธรรม ความเปนพลเมืองและพลโลก ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในระบบการศึกษาอยาง เขมขน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2559)
การขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ ยุทธศาสตรชาติ ระยะ 20 ป (พ.ศ.2560- 2579) 6 ดาน โดยมียุทธศาสตรที่เกี่ยวของกับ จุดเนนเชิงนโยบายรัฐมนตรีวาการกระทรวงศึกษาธิการและ ภารกิจสํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ 6 ยุทธศาสตร ดังนี้ (1) ยุทธศาสตรดานความมั่นคง (2) ยุทธศาสตรดานการสรางความสามารถในการแขงขัน (3) ยุทธศาสตรการพัฒนาและเสริมสรางศักยภาพคน (4) ยุทธศาสตรดานการสรางโอกาสความเสมอภาคและเทาเทียมกันทางสังคม (5) ยุทธศาสตรดานการสรางการ เติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เปนมิตรกับสิ่งแวดลอม (6) ยุทธศาสตรดานการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการ บริหารจัดการภาครัฐ (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, 2559) จุดหมายหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุงพัฒนาผูเรียนใหเปนคนดี มีปญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาตอ และประกอบอาชีพ จึงกําหนด เปนจุดหมายเพื่อใหเกิดกับผูเรียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ (1) มีคุณธรรม จริยธรรม และคานิยมที่ พึงประสงค เห็นคุณคาของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับ ถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (2) มีความรู ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแกปญหา การ ใชเทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต (3) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกําลังกาย (4) มี ความรักชาติ มีจิตสํานึกในความเปนพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครองตามระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข (5) มีจิตสํานึกในการอนุรักษวัฒนธรรมและภูมิปญญาไทย ตองฝกอานฝกฟงและแสวงหาขอมูลความรูซึ่งสาระการเรียนรูภาษาไทยเปนพื้นทักษะพื้นฐานที่จําเปนเพื่อชวย ใหสามารถเรียนรูสาระการเรียนรูอื่นไดอยางรวดเร็ววง (ประพันธศิริ สุเสารัจ, 2551) ทักษะการคิดวิเคราะหเปนทักษะที่สําคัญในชีวิตประจําวัน เพราะเปนทักษะที่ผูเรียนใชและนําไปสู การตัดสินใจ การประเมินในเรื่องตางๆ ซึ่งจําเปนตองมีการคิดเชิงวิเคราะหเขามาชวยการคิดเชิงวิเคราะหจึง ควบคุมแทบทุกเรื่องที่มาปะทะชีวิตประจําวัน โดยกอนทําการตัดสินใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเราจําเปนตองเขาใจ เรื่องนั้น ตองรูที่มาที่ไป รูผลดีผลเสียกอนตัดสินใจ รูขอเท็จจริงรูวาสิ่งที่เราทําสรางสรรคขึ้นมานําไปใช ประโยชนกับโลกแหงความจริงไดหรือไมสิ่งเรานั้นยอมชวยใหเราตัดสินไดเหมาะสมขึ้น จากขอมูลสรุปผลการสังเคราะห ผลจากการประเมินคุณภาพภายนอกของสํานักงานรับรองมาตรฐาน และประเมินคุณภาพการศึกษาในการประเมินสถานศึกษาระดับขั้นพื้นฐานทุกสังกัด (รอบสอง พ.ศ. 2549 – 2553) จํานวน 30,010 โรงเรียนพบวาจํานวนสถานศึกษาที่ผลิตนักเรียนมีคุณภาพอนามัยดีรอยละ 92.7 ดาน คุณธรรมรอยละ 81.4 ดานสุนทรียภาพรอยละ 96.6 ดานทักษะการทํางานรอยละ 65.7 แตดานในดานการคิด วิเคราะหโดยมีจํานวนสถานศึกษาผานเกณฑเพียงรอยละ 10.4 ดานความรูรอยละ 11.4 และดานเรียนรูดวย
ตนเองรอยละ 24 อาจกลาวโดยสรุปวาการศึกษาไทยผลิตคนที่แข็งแรง ซื่อสัตย มีทักษะทํางานไดดีแตดอย ใน ดานการวิเคราะหและไมถนัดในการแสวงหาความรูดวยตนเองหรืออาจกลาวไดอีกนัยหนึ่งวา การศึกษาไทย ผลิตไดงานที่ซื่อสัตยมีทักษะในการทํางานแตมีขอจํากัดอยางมากมายในการฝกฝนใหรูจักคิดวิเคราะหและ ศึกษาดวยตนเอง เปาหมายของการพัฒนาผูเรียนที่สําคัญประการหนึ่งตองดําเนินการกิจการพัฒนา ความสามารถในการคิดที่ตองการใหเกิดในตัวผูเรียน ซึ่งความสําเร็จในการจัดการศึกษาตองเปนการจัด การศึกษาเพื่อนําไปสูพัฒนาการเรียนรูและศักยภาพของสมองซึ่งจะเปนทางนําไปสูการคิดอยางเปนระบบ (สํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา,2554,ออนไลน) ขอมูลดังกลาวสะทอนใหเห็น ปญหาที่ถือวาเปนวิกฤตของประเทศทั้งในปจจุบันและอนาคตหากศักยภาพในการคิดวิเคราะหและการใช เหตุผลของบุคคลมีจํานวนจํากัดโฆษณาจูงใจก็อาจจะทําสําเร็จไดยาก จะเกิดอะไรขึ้นหากบุคคลและสังคมไทย ตัดสินใจดวยอารมณมากกวาใชปญญาและเหตุผลอันผลในอนาคต “คุณภาพของคนไทย” ซึ่งเปนผลผลิตของ การศึกษาในปจจุบันประเทศไทยจะเขมแข็งไดอยางไรและสังคมโลกที่เปนสังคมการสื่อสารไรพรมแดนหรือ สังคมที่กาวไปสูสังคมอุดมปญญา สังคมไทยเปนสวนหนึ่งของสังคมโลกการพัฒนาประเทศจึงตองพิจารณาการ พัฒนาโลกไปดวย ดังนั้นการศึกษาจําเปนตองไดรับการพัฒนาอยางเรงดวนเพื่อสามารถผลิตคนไทยที่รูจักคิด วิเคราะหศึกษาดวยตนเองไดเร็วที่สุด สิ่งนี้จึงตองเปนวิกฤตของประเทศที่ตองไดรับการแกไขอยางรีบดวน (สํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา,2554,ออนไลน) จากการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวของกับการคิดวิเคราะห พบวาการคิดวิเคราะหเปนการคิดโดยใช สมองซีกซายเปนหลัก เปนการคิดเชิงลึก คิดอยางละเอียด จากเหตุไปสูผล ตลอดจนการเชื่อมโยงความสัมพันธ ในเชิงเหตุผล และความแตกตางระหวางขอโตแยงที่เกี่ยวของและไมเกี่ยวของ นักเรียนสามารถตั้งคําถามจาก เนื้อเรื่องวาสาเหตุที่เกิดขึ้นมาเกิดขึ้นจากอะไร สถานที่เกิดขึ้นที่ไหน ทําไมจึงเกิดเหตุการณนี้ขึ้น ชวงเวลาที่เกิด ขึ้นมาจากอะไร สถานที่เกิดขึ้นที่ไหน ทําไมตองเกิดเหตุการณนี้ขึ้น ชวงเวลาที่เกิดขึ้นมาจากสาเหตุอะไร ใคร เปนผูอยูในเหตุการณ และมีรายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นวามีความเปนมาอยางไร การคิดวิเคราะหดวยเทคนิค 5W1H สามารถพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะหนักเรียนไดเปนอยางดี เพราะเทคนิค 5W1H มีกระบวนการคิดที่ สามารถชวยไลเลียงความชัดเจนในแตละเรื่องที่เรากําลังคิดขั้นตอนสําคัญของเทคนิคนี้ ไดแก ขั้นที่ 1 กําหนด สิ่งที่ตองการวิเคราะห ขึ้นที่ 2 กําหนดปญหาหรือวัตถุประสงค ขั้นที่ 3 กําหนดหลักการหรือกฏเกณฑ ขั้นที่ 4 การพิจารณาแยกแยะและขั้นที่ 5 สรุปคําตอบ ทําใหนักเรียนเกิดความครบถวนสามารถพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะหได ชวนพิศ คชริน (2555) กลาวถึงการใชเทคนิค 5W1H ในการจัดชุดการสอนเพื่อสงเสริมทักษะ การคิดวิเคราะหของผูเรียน พบวาการคิดวิเคราะหรายวิชาภาษาไทยของนักเรียนระดับประถมศึกษาปที่ 5 มี ประสิทธิภาพ 85.90/83.81 ซึ่งเปนไปตามเกณฑที่กําหนดไว กรองทิพย สุรัตนตะโก (2557) ไดไดศึกษาผล
การใชกระบวนการคิดวิเคราะหรวมกับเทคนิค 5W1H และผังกราฟก ที่มีตอความสามารถในคิดวิเคราะห พบวาความสามารถในการอานเชิงคิดวิเคราะหโดยใชกระบวนการคิดวิเคราะหรวมกับเทคนิค 5W1H และผัง กราฟก คะแนนหลังเรียนสูงกวาที่กําหนดไวรอยละ 60 อยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (สุชาดา ปติพร ,2558) ไดศึกษาการพัฒนาการคิดวิเคราะห ในวิชาภาษาไทย (สาระที่5 วรรณคดีวรรณกรรม) โดยใช กระบวนการกลุม ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 4 พบวา ผลการพัฒนาความคิดวิเคราะหมีคะแนนหลัง เรียนสูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติที่ .05 และผลการศึกษาพัฒนาการของพฤติกรรมกลุม มี คะแนนอยูในเกณฑระดับ ดี โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม ตําบลภูเวียง อําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแกน สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษาขอนแกน รับผิดชอบจัดการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 ถึงระดับมัธยมศึกษาชั้น ปที่ 6 ไดนําหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ซึ่งเปนหลักสูตรแกนกลางมาเปนกรอบในการ จัดการเรียนการสอน จากผลการรายงานประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษา ปการศึกษา 2560 พบวา การทดสอบความสามารถพื้นฐานของผูเรียนระดับชาติ ในชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 คาเฉลี่ยรอยละผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 มีคาเฉลี่ยรอยละ 60.55 ซึ่งมีคาเฉลี่ยต่ํากวา ระดับชั้นอื่นๆ ในวิชาภาษาไทย และจากผลการประเมินดังกลาวทําใหรูวานักเรียนยังขาดทักษะทางดานการ คิดวิเคราะห อาจมีสาเหตุเนื่องมาจากทั้งตัวนักเรียน คือ นักเรียนขาดความสามารถในการคนควาหาความรู ดวยตนเอง ขาดกระบวนการในการเสาะแสวงหาความรู ขาดทักษะการคิดวิเคราะห ขาดความกระตือรือรนใน การเรียน และทั้งกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครู คือ การสอนของครูที่ผานมายังไมสามารถพัฒนาให ผูเรียนเกิดการเรียนรูและทักษะกระบวนการทางภาษาไทยไดดีเทาที่ควร ซึ่งครูผูสอนตองปรับเปลี่ยน วัฒนธรรมการทํางานและบทบาทจากที่ผูสอน เปนผูชี้นํา ผูถายทอดมาเปนผูนําในการเรียนรู คอยอํานวยความ สะดวก ชวยเหลือ สงเสริม สนับสนุนผูเรียนในการแสวงหาความรูและคนพบความรูดวยตนเอง จากการลงมือ ปฏิบัติ จากสื่อและแหลงเรียนรูตางๆ ดังนั้น การจัดกิจกรรมการเรียนรูดวยกระบวนการสืบเสาะหาความรู เปน รูปแบบการเรียนรูรูปแบบหนึ่งที่เหมาะสมกับการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย เพื่อใหผูเรียนบรรลุตาม จุดประสงคของหลักสูตร และสงผลตอผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ใหสูงขึ้น ผูศึกษาไดศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวของกับการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู โดยใชเทคนิค 5W1H เพื่อ สงเสริมทักษะการคิดวิเคราะหวรรณคดี วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม ผูศึกษาไดตระหนักถึงความสําคัญในการสงเสริมใหมีการพัฒนาการจัดการเรียนรูของครูภาษาไทยเนนเชื่อมโยง ความรูคูกับการใชเทคนิคการสอน 5W1H ผูศึกษาในฐานะครูผูรับผิดชอบในการจัดกิจกรรมการเรียนรูวิชา
ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 จึงสนใจศึกษา เรื่อง การใชเทคนิคการสอน 5W1H ซึ่งประกอบดวย กระบวนการสําคัญ 5 ขั้นตอน คือ ขั้นที่ 1 กําหนดสิ่งที่ตองการวิเคราะห ขึ้นที่ 2 กําหนดปญหาหรือ วัตถุประสงค ขั้นที่ 3 กําหนดหลักการหรือกฏเกณฑ ขั้นที่ 4 การพิจารณาแยกแยะและขั้นที่ 5 สรุปคําตอบ ที่ สงผลตอการคิดวิเคราะหและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม ตําบลภูเวียง อําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแกน เพื่อชวยพัฒนาการจัดกิจกรรมการ เรียนรูใหกระตุนความกระตือรือรนใหเกิดในตัวผูเรียน เกิดการเรียนรูที่ดี เกิดทักษะการคิดอยางเปนระบบ คิด สรางสรรค สามารถเชื่อมความรูเดิมกับความรูใหมจนสรุปเปนองคความรูใหมไดดวยตนเอง และตัดสินใจ แกปญหาไดอยางมีสติสมเหตุผล และเพื่อกระบวนการคิดวิเคราะหและพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา ภาษาไทยใหมีประสิทธิภาพ บรรลุตามเปาหมายไดมากยิ่งขึ้น และใหผูเรียนมีความสุขในการเรียนรูอยาง แทจริง 1.2 คําถามการศึกษา 1.2.1 การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู โดยใชเทคนิค 5W1H เพื่อสงเสริมทักษะการคิดวิเคราะห วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม มีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80/80 หรือไม 1.2.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรูของนักเรียน ที่เรียนโดยการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู โดยใช เทคนิค 5W1H เพื่อสงเสริมทักษะการคิดวิเคราะห วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภู เวียงวิทยาคม กอนและหลังเรียนแตกตางกันหรือไม 1.2.3 ความพึงพอใจของนักเรียน ที่เรียนโดยการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู เรียนรู โดยใชเทคนิค 5W1H เพื่อสงเสริมทักษะการคิดวิเคราะห วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียง วิทยาคม อยูในระดับใด 1.3 วัตถุประสงคการศึกษา 1.3.1 เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู โดยใชเทคนิค 5W1H เพื่อสงเสริมทักษะการคิดวิเคราะห วิชา ภาษาไทย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม ใหมีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80/80 1.3.2 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ความสามารถการคิดวิเคราะหจากการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู โดยใชเทคนิค 5W1H เพื่อสงเสริมทักษะการคิดวิเคราะห วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม
1.3.3 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอการจัดการเรียนรู โดยใชเทคนิค 5W1H เพื่อสงเสริม ทักษะการคิดวิเคราะห วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม 1.4 สมมติฐานการศึกษา 1.4.1 การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู เพื่อสงเสริมทักษะการคิดวิเคราะหโดยใชเทคนิค 5W1H วรรณคดี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม มีประสิทธิภาพตามเกณฑ 80/80 1.4.2 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียนและหลังเรียน จากการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู เพื่อ สงเสริมทักษะการคิดวิเคราะหโดยใชเทคนิค 5W1H วรรณคดี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียง วิทยาคม หลังเรียนสูงกวากอนเรียนอยางมีนัยสําคัญทางสถิติ 1.4.3 ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีตอการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู เพื่อสงเสริมทักษะการคิด วิเคราะหโดยใชเทคนิค 5W1H วรรณคดี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม อยูในระดับ มาก 1.5 ขอบเขตของการศึกษา 1.5.1 กลุมเปาหมาย ที่ใชในการศึกษาครั้งนี้ เปนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ที่กําลังศึกษา ใน ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2562 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6/7 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม จํานวน 1 หองเรียน นักเรียนจํานวน 24 คน ไดมาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง 1.5.2 เนื้อหา เนื้อหาในกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย วิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท 33202 ประกอบดวย แผนการจัดการเรียนรู 5 แผน ไดแก 1.5.3 ตัวแปรที่ใชในการศึกษา 1.5.3.1 ตัวแปรตน ไดแก แผนการจัดการเรียนรูในการสอนวิชาภาษาไทย เรื่องการคิด วิเคราะห การใชเทคนิคการสอน 5W1H 1.5.3.2 ตัวแปรตาม ไดแก (1) ประสิทธิภาพของการวัดการจัดการเรียนรูโดยใชเทคนิคการ สอน 5W1H (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาการคิดวิเคราะหกอนและหลังเรียน และ (3) ความพึงพอใจ ของนักเรียน
1.5.4 ระยะเวลาที่ใชในการศึกษา ภาคเรียนที่ 2 ปการศึกษา 2562 1.6 นิยามศัพทเฉพาะ พัฒนา หมายถึง การปรับปรุงรูปแบบการสอนโดยใชวรรณคดีในบทเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะหแบบ 5W1H ใหเกิดคุณภาพดีขึ้นกวาเดิม แผนการจัดการเรียนรูหมายถึง แผนการจัดการเรียนรูไววาแผนการจัดการเรียนรู หมายถึง แผนซึ่ง ครูเตรียมการจัดการเรียนรูใหแกนักเรียน โดยวางแผนการจัดการเรียนรู แผนการใชสื่อการเรียนรูหรือแหลง เรียนรู แผนการวัดผลประเมินผลโดยการวิเคราะหจากคําอธิบายรายวิชาหรือหนวยการเรียนรู ซึ่งยึดผลการ เรียนรูที่คาดหวังและสาระการเรียนรูที่กําหนด อันสอดคลอง กับมาตรฐานการเรียนรู ชวงชั้น การจัดการเรียนรูหมายถึง การจัดการเรียนรูเปนกระบวนการสําคัญในการนําหลักสูตรสูการปฏิบัติ หลักสูตรโรงเรียน ฐานชีวา พุทธศักราช 2559 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 เปนหลักสูตรที่มีมาตรฐานการเรียนรู สมรรถนะสําคัญของผูเรียนและคุณลักษณะอันพึงประสงคเปนเปาหมาย สําคัญสําหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนผูสอนตองพยายามคัดสรรกระบวนการเรียนรู จัดการเรียนรูเพื่อพัฒนา ผูเรียนใหมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรูทั้ง 8 กลุมสาระเรียนรู รวมทั้งปลูกฝงเสริมสรางคุณลักษณะอันพึง ประสงคพัฒนาทักษะตาง ๆ อันเปนสมรรถนะสําคัญที่ตองการใหเกิดแกผูเรียน นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 45 โรงเรียนหนองไผมอดินแดง สังกัดสํานักงานเขต พื้นที่การศึกษาขอนแกนเขต 1 โรงเรียน หมายถึง โรงเรียนหนองไผมอดินแดงที่เปดทําการสอนในระดับชั้นการศึกษาอนุบาล ระดับชั้นการศึกษาประถมศึกษาตอนตน (ชวงชั้นที่ 1-3) และระดับชั้นการศึกษาประถมศึกษาตอนปลาย (ชวง ชั้นที่ 4-6) แผนการจัดการเรียนรูแบบ 5W1H หมายถึง แผนการจัดการเรียนรูเพื่อสงเสริมทักษะการคิด วิเคราะห รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปที่ 5 เปนสื่อการเรียนการสอนที่ผูศึกษาสราง ขึ้นสําหรับใชเปนสื่อในการจัดการเรียนรูในหองเรียนเพื่อสงเสริมและพัฒนาความสามารถในการคิดวิเคราะห การจัดการเรียนรูแบบ 5W1H หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรูใหนักเรียนไดคิดวิเคราะหโดยมี 5 ขั้นตอน ไดแก ขั้นที่ 1 กําหนดสิ่งที่ตองการวิเคราะหคือเปนการกําหนดวัตถุสิ่งของเรื่องราวหรือเหตุการณ
ตางๆ ขึ้นมาเพื่อเปนตนเรื่องที่จะใชวิเคราะห เชน รูปภาพ บทความ เรื่องราว เหตุการณหรือสถานการณจาก สื่อตางๆ เปนตน ขั้นที่ 2 กําหนดปญหาหรือวัตถุประสงค เปนการกําหนดประเด็นขอสงสัยจะปญหาของสิ่งที่ ตองการวิเคราะห ซึ่งอาจกําหนดเปนคําถามหรือวัตถุประสงคของการวิเคราะห เพื่อคนหาความจริงสาเหตุหรือ ความสําคัญ เชน เรื่องราว เหตุการณที่ตองการสื่อหรือบอกอะไรที่สําคัญที่สุด ขั้นที่ 3 กําหนดหลักการหรือ กฎเกณฑ เปนการกําหนดขอกําหนดสําหรับใชแยกสวนประกอบของสิ่งที่กําหนดให เชน เกณฑในการจําแนก สิ่งที่มีความเหมือนกันหรือตางกัน ขั้นที่ 4 การพิจารณาแยกแยะคือกระจายสิ่งที่กําหนดใหออกเปน สวนยอยๆโดยใชคําถาม 5W1H ซึ่งซึ่งประกอบดวย อะไร ที่ไหน เมื่อไหร ทําไม ใคร และอยางไร ขั้นที่ 5 สรุป คําตอบเปนการรวบรวมประเด็นที่สําคัญที่สุดเพื่อหาขอมูลขอสรุปเปนคําตอบหรือตอบปญหาของสิ่งที่กําหนด ไว ทักษะการคิดวิเคราะห หมายถึง วิธีการเสริมสรางความสามารถของนักเรียนในการจําแนกแยกแยะ การเปรียบเทียบ การเห็นความสัมพันธและความสามารถในการใชเหตุผลไดอยางถูกตอง วัดไดจากคะแนนที่ นักเรียนทําแบบทดสอบวัดความสามารถดานทักษะการคิดวิเคราะห ซึ่งเปนขอสอบแบบปรนัยที่ผูศึกษาสราง ขึ้น ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเรียนทักษะการคิดวิเคราะหรายวิชาภาษาไทย ซึ่งวัดไดจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเปนแบบปรนัยเลือกตอป 4 ตัวเลือก ที่ผูศึกษาสรางขึ้น โดยมีเนื้อหาครอบคลุมสาระการเรียนรูมาตรฐานการเรียนรู และตัวชี้วัดที่กําหนดเพื่อวัดความสามารถของ นักเรียนในดานความรู ความจําความเขาใจ การนําไปใชและการวิเคราะห แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบที่ผูวิจัยสรางขึ้น เพื่อใชวัดความรูและ ความสามารถของผูเรียนในการเรียนโดยแผนการจัดการเรียนรูในการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรูเพื่อสงเสริม ทักษะการคิดวิเคราะห รายวิชาภาษาไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 5 ที่สอดคลองกับมาตรฐานการ เรียนรูและตัวชี้วัดแบบทดสอบปรนัยแบบ 4 ตัวเลือก ประสิทธิภาพ 80/80 หมายถึง อัตราสวนระหวางประสิทธิภาพของกระบวนการตอประสิทธิภาพ ของผลสัมฤทธิ์โดยกําหนดเกณฑประสิทธิภาพไว 80/80 80/80 ตัวหนา หมายถึง ประสิทธิภาพของกระบวนการไดมาจากรอยละของคะแนนเฉลี่ย ของนักเรียนทุกคนที่ไดจากการทํากิจกรรมระหวางเรียนดวยแผนการจัดการเรียนรู
80/80 ตัวหลัง หมายถึง ประสิทธิภาพของผลผลลัพธไดมาจากรอยละของคะแนนเฉลี่ยของ นักเรียนทุกคนที่ได จัดการทําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนจากการทดสอบหลังเรียน ประสิทธิภาพ E1/E2 หมายถึง ระดับประสิทธิภาพของชุดการสอนที่จะชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรู เปนระดับที่ผูผลิตชุดการสอนพึงพอใจ หากชุดการสอนมีประสิทธิภาพตามเกณฑที่กําหนดไว แสดงวาชุดการ สอนนั้นมีคุณคาที่จะนําไปสอน และคุมคากับการลงทุนผลิตออกมาเปนจํานวนมาก การกําหนดเกณฑ ประสิทธิภาพ ทําโดยการประเมินผลพฤติกรรมของผูเรียน ซึ่งประเมินออกเปน 2 ลักษณะ คือ ประเมิน พฤติกรรมตอเนื่อง (กระบวนการ) และประเมินพฤติกรรมขั้นสุดทาย (ผลลัพธ) การประเมินพฤติกรรมตอเนื่อง จะเปนการกําหนดคาของประสิทธิภาพ E1 ซึ่งเปนประสิทธิภาพของกระบวนการ และประเมินพฤติกรรมขั้น สุดทายจะกําหนดคาเปน E2 คือประสิทธิภาพของผลลัพธ ประเมินพฤติกรรมตอเนื่องเปนการประเมินผล พฤติกรรมยอย หลายพฤติกรรมอยางตอเนื่อง เรียกวา กระบวนการ(Process) ของผูเรียนโดยสังเกตจาก รายงานกลุม การรายงานบุคคลหรือจากการปฏิบัติงามตามที่ไดรับมอบหมาย ตลอดจนทํากิจกรรมอื่นๆ ที่ ครูผูสอนไดกําหนดไว ประเมินพฤติกรรมขั้นสุดทายเปนการประเมินผลลัพธ(Product) ของผูเรียนโดย พิจารณาจากผลการสอบหลังเรียน และสอบปลายปและปลายภาค 1.7 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 1.7.1 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทยของนักเรียนสูงขึ้น สามารถนําความรูไปใชใน การพัฒนาตนเอง สังคม และประเทศชาติตอไป 1.7.2 นักเรียนมีความพึงพอใจตอจากการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะหโดยใชเทคนิค 5W1H วรรณคดี เรื่อง สังขทอง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม อยูในระดับมา 1.7.3 เพื่อเปนแนวทางสําหรับครูผูสอนกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย สามารถนําไปพัฒนาและ ปรับปรุงการการพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะหโดยใชเทคนิค 5W1H ในระดับชั้นอื่นๆ ตอไป 1.7.4 เพื่อเปนประโยชนตอสถานศึกษา เปนแบบอยางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สามารถ นําไปปรับปรุงและพัฒนาใชในกลุมสาระอื่นตอไป 1.7.5 ไดแผนการจัดการเรียนรูการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู เพื่อสงเสริมทักษะการคิดวิเคราะห โดยใชเทคนิค 5W1H รายวิชาภาษาไทย ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑที่กําหนด 80/80
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวของ การศึกษาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู โดยใชเทคนิค 5W1H เพื่อสงเสริมทักษะการคิด วิเคราะห วิชาภาษาไทย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 6 โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม อําเภอภูเวียง จังหวัด ขอนแกน ผูศึกษาไดศึกษาเอกสารตํารา คูมือ แนวคิด ทฤษฎีงานวิจัยที่เกี่ยวของและรวบรวมเอกสาร ตามลําดับดังนี้ 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2.2 กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย 2.3 แผนการจัดการเรียนรู 2.4 การวิจัยกึ่งทดลอง 2.5 ทักษะการคิดวิเคราะห 2.6 การจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห 2.7 การจัดการเรียนการสอนโดยใชเทคนิควิธีสอน 5W1H 2.8 การพัฒนาการคิดวิเคราะหโดยใชเทคนิค 5W1H 2.9 ประสิทธิภาพ 2.10 ดัชนีประสิทธิผล 2.11 ความพึงพอใจ 2.12 บริบทโรงเรียนหนองไผมอดินแดง 2.13 งานวิจัยที่เกี่ยวของ 2.14 กรอบแนวคิดในการศึกษา 2.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551.นี้ จัดทําขึ้นจัดทําขึ้นสําหรับทองถิ่นและ สถานศึกษาไดนําไปใชเปนกรอบและทิศทางในการจัดทําหลักสูตรสถานศึกษา และจัดการเรียนการสอนเพื่อ พัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานใหมีคุณภาพดานความรู และทักษะที่จําเปน สําหรับการดํารงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง และแสวงหาความรูเพื่อพัฒนาตนเองอยางตอเนื่องตลอด ชีวิต (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) 2.1.1 วิสัยทัศน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุงพัฒนาผูเรียนทุกคนซึ่งเปนกําลัง ของชาติใหเปนมนุษยที่มีความสมดุลทั้งดานรางกาย ความรู คุณธรรม มีจิตสํานึกในความเปนพลเมืองไทยและ เปนพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข มีความรูและ ทักษะพื้นฐาน รวมทั้ง เจตคติ ที่จําเปนตอการศึกษาตอการประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุงเนน ผูเรียนเปนสําคัญบนพื้นฐานความเชื่อวาทุกคนสามารถเรียนรูและพัฒนาตนเองไดเต็มตามศักยภาพ
2.1.2 หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีหลักการที่สําคัญ ดังนี้ 1. เปนหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเปนเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการเรียนรู เปนเปาหมายสําหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนใหมีความรู ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความเปน ไทยควบคูกับความเปนสากล 2. เปนหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสไดรับการศึกษาอยางเสมอ ภาค และมีคุณภาพ 3. เปนหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอํานาจ ใหสังคมมีสวนรวมในการจัดการศึกษา ใหสอดคลองกับสภาพและความตองการของทองถิ่น 4. เปนหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสรางยืดหยุนทั้งดานสาระการเรียนรู เวลาและการจัดการ เรียนรู 5. เปนหลักสูตรการศึกษาที่เนนผูเรียนเปนสําคัญ 6. เปนหลักสูตรการศึกษาสําหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุมเปาหมายสามารถเทียบโอนผลการเรียนรู และประสบการณ 2.1.3 จุดหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551มุงพัฒนาผูเรียนใหเปนคนดี มีปญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาตอ และประกอบอาชีพ จึงกําหนดเปนจุดหมายเพื่อใหเกิดกับผูเรียนเมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และคานิยมที่พึงประสงค เห็นคุณคาของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตน ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแกปญหาการใชเทคโนโลยี และมีทักษะ ชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกําลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตสํานึกในความเปนพลเมืองไทยและพลโลกยึดมั่นในวิถีชีวิตและการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริยทรงเปนประมุข 5. มีจิตสํานึกในการอนุรักษวัฒนธรรมและภูมิปญญาไทย การอนุรักษและพัฒนาสิ่งแวดลอม มีจิตสาธารณะที่มุงทําประโยชนและสรางสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยูรวมกันในสังคมอยางมีความสุข 2.1.4 สมรรถนะสําคัญของผูเรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุงใหผูเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐาน ที่กําหนด ซึ่งจะชวยใหผูเรียนเกิดสมรรถนะสําคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1..ความสามารถในการสื่อสาร เปนความสามารถในการรับและสงสาร มีวัฒนธรรมในการใช ภาษาถายทอดความคิด ความรูความเขาใจ ความรูสึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนขอมูลขาวสารและ ประสบการณอันจะเปนประโยชนตอการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจาตอรองเพื่อขจัดและลด
ปญหาความขัดแยงตางๆ การเลือกรับหรือไมรับขอมูลขาวสารดวยหลักเหตุผลและความถูกตอง ตลอดจนการ เลือกใชวิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพโดยคํานึงถึงผลกระทบที่มีตอตนเองและสังคม 2..ความสามารถในการคิด เปนความสามารถในการคิดวิเคราะห การคิดสังเคราะห การคิด อยางสรางสรรค การคิดอยางมีวิจารณญาณ และการคิดเปนระบบ เพื่อนําไปสูการสรางองคความรูหรือ สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมไดอยางเหมาะสม 3..ความสามารถในการแกปญหาเปนความสามารถในการแกปญหาและอุปสรรคตางๆ ที่ เผชิญไดอยางถูกตองเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักการเหตุผล คุณธรรมและขอมูลสารสนเทศ เขาใจ ความสัมพันธและการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณตางๆ ในสังคม แสวงหาความรู ประยุกตความรูมาใชในการ ปองกันและแกไขปญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคํานึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นตอตนเอง สังคม และสิ่งแวดลอม 4. ความสามารถในการใชทักษะชีวิต เปนความสามารถในการนํากระบวนการตางๆ ไปใชใน การดําเนินชีวิตประจําวัน การเรียนรูดวยตนเอง การเรียนรูอยางตอเนื่อง การทํางาน และการอยูรวมกันใน สังคมดวยการสรางเสริมความสัมพันธอันดีระหวางบุคคล การจัดการปญหาและความขัดแยงตางๆ อยาง เหมาะสม การปรับตัวใหทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดลอม และการรูจักหลีกเลี่ยง พฤติกรรมไมพึงประสงคที่สงผลกระทบตอตนเองและผูอื่น 5..ความสามารถในการใชเทคโนโลยี เปนความสามารถในการเลือกและใชเทคโนโลยีดาน ตางๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในดานการเรียนรู การสื่อสาร การทํางาน การแกปญหาอยางสรางสรรค ถูกตอง เหมาะสม และมีคุณธรรม 2.1.5 คุณลักษณะอันพึงประสงค หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551พัฒนานักเรียนใหมีคุณลักษณะอันพึง ประสงค เพื่อใหสามารถอยูรวมกับผูอื่นในสังคมไดอยางมีความสุข ในฐานะเปนพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติ ศาสน กษัตริย 2. ซื่อสัตยสุจริต 3. มีวินัย 4..ใฝเรียนรู 5..อยูอยางพอเพียง 6. มุงมั่นในการทํางาน 7. รักความเปนไทย 8. มีจิตสาธารณะ
นอกจากนี้ สถานศึกษาสามารถกําหนดคุณลักษณะอันพึงประสงคเพิ่มเติมใหสอดคลองตาม บริบทและจุดเนนของตนเอง 2.1.6 มาตรฐานการเรียนรู การพัฒนาผูเรียนใหเกิดความสมดุล ตองคํานึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปญญา หลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกําหนดใหผูเรียนเรียนรู 8กลุมสาระการเรียนรู ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร 3. วิทยาศาสตร 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาตางประเทศ ในแตละกลุมสาระการเรียนรูไดกําหนดมาตรฐานการเรียนรูเปนเปาหมายสําคัญของการ พัฒนาคุณภาพผูเรียน มาตรฐานการเรียนรูระบุสิ่งที่ผูเรียนพึงรู ปฏิบัติได มีคุณธรรมจริยธรรม และคานิยมที่ พึงประสงคเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรูยังเปนกลไกสําคัญในการขับเคลื่อน พัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรูจะสะทอนใหทราบวาตองการอะไร จะสอนอยางไร และ ประเมินอยางไร รวมทั้งเปนเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษาโดยใชระบบการ ประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก 2.1.7 ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรูและปฏิบัติได รวมทั้งคุณลักษณะของผูเรียนในแตละระดับชั้นซึ่ง สะทอนถึงมาตรฐานการเรียนรู มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเปนรูปธรรม นําไปใชในการกําหนดเนื้อหา จัดทําหนวยการเรียนรู จัดการเรียนการสอน และเปนเกณฑสําคัญสําหรับการวัด ประเมินผลเพื่อตรวจสอบคุณภาพผูเรียน 1. ตัวชี้วัดชั้นป เปนเปาหมายในการพัฒนาผูเรียนแตละชั้นปในระดับการศึกษาภาคบังคับ (ประถมศึกษาปที่1- มัธยมศึกษาปที่ 3) 2..ตัวชี้วัดชวงชั้น เปนเปาหมายในการพัฒนาผูเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปที่ 4 -มัธยมศึกษาปที่ 6) กลาวโดยสรุปไดวา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551จัดใหคนไทย ทุกคนไดรับการพัฒนาคุณภาพใหเปนคนดี มีปญญา คุณธรรม มีความรอบรูอยางเทาทัน ใหมีความพรอมทั้ง ดานรางกาย สติปญญา อารมณ และศีลธรรม จิตใจที่ดีงาม มีจิตสาธารณะ พรอมทั้งมีสมรรถนะ ทักษะและ ความรูพื้นฐานที่จําเปนในการดํารงชีวิตและแสวงหาความรูเพื่อพัฒนาตนเองอยางตอเนื่องตลอดชีวิตมีคุณภาพ ชีวิตที่ดีสามารถกาวทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมได
2.2 กลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย 2.2.1 ความสําคัญของภาษาไทย ภาษาไทยเปนเอกลักษณของชาติเปนสมบัติทางวัฒนธรรมอันกอใหเกิดความเปนเอกภาพและ เสริมสรางบุคลิกภาพของคนในชาติใหมีความเปนไทย เปนเครื่องมือในการติดตอสื่อสารเพื่อสรางความเขาใจ และความสัมพันธที่ดีตอกัน ทําใหสามารถประกอบกิจธุระ การงาน และดํารงชีวิตรวมกัน ในสังคม ประชาธิปไตยไดอยางสันติสุข และเปนเครื่องมือในการแสวงหาความรู ประสบการณจากแหลงขอมูล สารสนเทศตางๆ เพื่อพัฒนาความรู พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห วิจารณ และสรางสรรคใหทันตอการ เปลี่ยนแปลงทางสังคม และความกาวหนาทางวิทยาศาสตร เทคโนโลยี ตลอดจนนําไปใชในการพัฒนาอาชีพให มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังเปนสื่อแสดงภูมิปญญาของบรรพบุรุษดานวัฒนธรรม ประเพณี และสุนทรียภาพ เปนสมบัติล้ําคาควรแกการเรียนรู อนุรักษ และสืบสาน ใหคงอยูคูชาติไทยตลอดไป 2.2.2 สาระสําคัญของกลุมสาระการเรียนรูภาษาไทย ภาษาไทยเปนทักษะที่ตองฝกฝนจนเกิดความชํานาญในการใชภาษาเพื่อการสื่อสาร การเรียนรู อยางมีประสิทธิภาพ และเพื่อนําไปใชในชีวิตจริง - การอาน การอานออกเสียงคํา ประโยค การอานบทรอยแกว คําประพันธชนิดตางๆ การอานในใจ เพื่อสรางความเขาใจ และการคิดวิเคราะห สังเคราะหความรูจากสิ่งที่อาน เพื่อนําไปปรับใชในชีวิตประจําวัน - การเขียน การเขียนสะกดตามอักขรวิธี การเขียนสื่อสาร โดยใชถอยคําและรูปแบบตางๆ ของ การเขียน ซึ่งรวมถึงการเขียนเรียงความ ยอความ รายงานชนิดตางๆ การเขียนตามจินตนาการ วิเคราะห วิจารณ และเขียนเชิงสรางสรรค - การฟง การดู และการพูด การฟงและดูอยางมีวิจารณญาณ การพูดแสดงความคิดเห็น ความรูสึก พูดลําดับเรื่องราวตางๆ อยางเปนเหตุเปนผล การพูดในโอกาสตางๆ ทั้งเปนทางการและ ไมเปนทางการ และการพูดเพื่อโนมนาวใจ - หลักการใชภาษาไทย ธรรมชาติและกฎเกณฑของภาษาไทย การใชภาษาใหถูกตองเหมาะสมกับ โอกาสและบุคคล การแตงบทประพันธประเภทตางๆ และอิทธิพลของภาษาตางประเทศในภาษาไทย - วรรณคดีและวรรณกรรม วิเคราะหวรรณคดีและวรรณกรรมเพื่อศึกษาขอมูล แนวความคิด คุณคา ของงานประพันธ และความเพลิดเพลิน การเรียนรูและทําความเขาใจบทเห บทรองเลนของเด็ก เพลง พื้นบานที่เปนภูมิปญญาที่มีคุณคาของไทย ซึ่งไดถายทอดความรูสึกนึกคิดคานิยม ขนบธรรมเนียมประเพณี เรื่องราวของสังคมในอดีต และความงดงามของภาษา เพื่อใหเกิดความซาบซึ้งและภูมิใจในบรรพบุรุษที่ไดสั่ง สมสืบทอดมาจนถึงปจจุบัน 2.3 แผนการจัดการเรียนรู
2.3.1 ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู ความหมายของแผนการจัดการเรียนรูไดมีนักการศึกษาหลายทานใหความหมายดังนี้ เขียน วันทนียตระกูล (2552) ไดกลาววา แผนการจัดการเรียนรู หมายถึง แผนการสอนนํา วิชาหรือกลุมประสบการณที่จะตองทําการสอนตลอดภาคเรียน มาสรางเปนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอน การใชสื่อ อุปกรณการสอน และการวัดและประเมินผล โดยจัดเนื้อหาสาระและจุดประสงคการเรียน ยอยๆ ใหสอดคลองกับวัตถุประสงคหรือจุดเนนของหลักสูตร สภาพของผูเรียน ความพรอมของโรงเรียน เรืองยศ ศิริเสาร (2553) ไดกลาวไววา แผนการจัดการเรียนรู หมายถึง การวางแผนกําหนด รูปแบบของบทเรียนแตละเรื่องซึ่งจะเปนแนวทางในการดําเนินการจัดการเรียนการสอนแกครูใหเปนไปตาม จุดมุงหมาย ความคิดรวบยอด เนื้อหาและการวัดผลประเมินผลที่กําหนดไวในหลักสูตร อาภรณ ใจเที่ยง (2553) ไดกลาววา แผนการจัดการเรียนรู หมายถึง เปนการวางแผนการ สอนอยางเปนลายลักษณอักษรไวลวงหนา เพื่อเปนแนวทางการสอนของครู อันจะชวยใหการเรียนการสอน บรรลุจุดประสงคที่กําหนดไวอยางมีประสิทธิภาพ พิสมัย ลาภมาก (2553)ไดกลาวไววา แผนการจัดการเรียนรู หมายถึงการจัดกิจกรรมและ แนวดําเนินการที่จัดเตรียมไวสําหรับการสอน เปนการเตรียมการสอนอยางเปนระบบและเครื่องมือที่ชวยใหครู พัฒนาการเรียนการสอนไปสูจุดมุงหมายการเรียนรู ประกอบดวย จุดประสงคการเรียนรู เนื้อหา วิธีการจัด กิจกรรมสื่อการเรียนรูและการประเมินผลผูเรียน สําลี รักสุทธี (2553)ไดกลาวไววา แผนการจัดการเรียนรูเปนการนํารายวิชา หรือกลุม ประสบการณที่จะตองทําการสอนตลอดภาคเรียนมาสรางเปนแผนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใชสื่อ อุปกรณการสอนและการวัดผลประเมินผลเพื่อใชสอนในชวงเวลาหนึ่งๆ โดยกําหนดเนื้อหาสาระและ จุดประสงคของการเรียนยอยๆ ใหสอดคลองกับวัตถุประสงคหรือจุดหมายของหลักสูตร สภาพของผูเรียน ความพรอมของโรงเรียนในดานวัสดุ อุปกรณและตรงกับชีวิตจริงในทองถิ่น วันชัย แยมจันทรฉาย (2554)ไดกลาวไววา แผนการจัดการเรียนรู หมายถึง การวางแผน ลวงหนาเพื่อจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยจัดทําเปนเอกสาร เนื้อหาความรู สื่อการเรียน การสอน กิจกรรมและการประเมินผล สุวิทย มูลคํา (2554)ไดกลาวไววาแผนการจัดการเรียนรูไววา แผนการจัดการเรียนรู หมายถึง แผนการหรือโครงการที่จัดทําเปนลายลักษณอักษร เพื่อใชในการปฏิบัติการสอนในรายวิชาใดวิชาหนึ่ง เปนการ เตรียมการสอนอยางมีระบบและเปนเครื่องมือชวยใหครูพัฒนาการจัดการเรียนการสอนไปสูจุดประสงคและ จุดมุงหมายของหลักสูตรไดอยางมีประสิทธิภาพ
สรุปไดวาแผนการจัดการเรียนรูเปนการวางแผนการเรียนการสอนไวลวงหนาโดยมีการ กําหนดรูปแบบของบทเรียนแตละเรื่อง เพื่อเปนแนวทางในการดําเนินการจัดการเรียนการสอนแกครูและ เพื่อใหชวยใหครูพัฒนาการเรียนการสอนไปสูจุดมุงหมาย ซึ่งแผนการเรียนรูประกอบดวย จุดประสงคการ เรียนรู เนื้อหา วิธีการจัดกิจกรรม สื่อการเรียนรู และการวัดผลการประเมินผลผูเรียนตามที่หลักสูตรกําหนด 2.3.2 ความสําคัญของแผนการจัดการเรียนรู สําลีรัก สุทธี (2553)กลาวถึงความสําคัญของแผนการจัดการเรียนรูดังนี้ 1..ชวยใหครูไดมีโอกาสศึกษาหลักสูตรแนวการสอน วิธีวัดผลประเมินผลศึกษาเอกสารที่ เกี่ยวของและการบูรณาการกับวิชาอื่น 2..ทั้งในเรื่องทรัพยากรของโรงเรียนทรัพยากรของทองถิ่น คานิยม ความเชื่อและสภาพที่เปน จริงของทองถิ่นตลอดจนการเชื่อมโยงสัมพันธกบวิชาอื่นดวย 3.เปนเครื่องมือของครูในการจัดการเรียนการสอนไดอยางมีคุณภาพมีความมั่นใจในการสอน มากขึ้นทานจะเหมือนนักรบที่เดินลงสนามอยางองอาจกลาหาญ 4.ผูสอนสามารถใชเปนขอมูลที่ถูกตอง เที่ยงตรง เสนอแนะแกบุคลากรที่เกี่ยวของ 5.ใชเปนคูมือสําหรับครูที่สอนแทนได 6.เปนการพัฒนาวิชาชีพและมาตรฐานวิชาชีพครูที่แสดงวางานสอนตองไดรับการฝกฝน โดยเฉพาะมีเครื่องมือและเอกสารที่จําเปนสําหรับการประกอบวิชาชีพดวย อาภรณ ใจเที่ยง (2553) กลาวถึง ความสําคัญของแผนการจัดการเรียนรู ดังนี้ 1. ทําใหครูผูสอนมีความมั่นใจ เพราะไดเตรียมการทุกอยางไวพรอมแลว การสอนก็จะ ดําเนินไปสูจุดหมายปลายทางอยางสมบูรณ 2. ทําใหเปนการสอนที่มีคุณคา คุมกับเวลาที่ผานไป เพราะครูสอนอยางมีเปาหมาย ทิศทาง ในการสอน 3. ทําใหเปนการสอนที่ตรงตามหลักสูตร เพราะครูตองศึกษาหลักสูตรทั้งดานจุดประสงคการ สอน เนื้อหาสาระ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใชสื่อการสอน และการวัดประเมินผล การจัดทํา แผนการเรียนรูตรงตามจุดประสงค จุดมุงหมายและทิศทางของหลักสูตร 4. ทําใหการสอนเปนไปอยางมีประสิทธิภาพดีกวาการสอนที่ไมมีกรวางแผน
5. ทําใหครูมีเอกสารเตือนความจํา สามารถนําไปใชเปนแนวทางในการสอนตอไป ทําใหไม เกิดความซับซอน และใชเปนแนวทางการสอนของครูผูมาสอนแทน 6.ทําใหนักเรียนเกิดเจตคติที่ดีตอครูและตอรายวิชา ทั้งนี้เพราะครูสอนดวยความพรอม ทําให นักเรียนเกิดความเขาใจในบทเรียน สรุปไดวาความสําคัญของแผนการจัดการเรียนรูเปนการเตรียมการสอนไวลวงหนาเพื่อใหมี ความพรอมในดานตางๆ เชน เนื้อหา สื่อการสอน กิจกรรมการเรียนรู การวัดประเมินผลทําใหผูเรียนบรรลุตาม จุดประสงคการเรียน สรางความมั่นใจในการสอน เปนคูมือสําหรับครูผูสอนและครูที่สอนแทนนําไปใช ปฏิบัติการสอนอยางมั่นใจ 2.3.3 ลักษณะของแผนการจัดการเรียนรูที่ดี สําลี รักสุทธี (2553).กลาวไววา แผนการจัดการเรียนรูที่ดีจะตองประกอบดวยองคประกอบของ แผนการจัดการเรียนรูครบถวน มีกิจกรรม สื่อ การวัดและประเมินผลที่สอดคลองกันตลอด แนวที่สําคัญตองให ผูเรียนมีสวนในการปฏิบัติมากที่สุด ทุกขั้นตอน ทุกกระบวนการตองลงสูผูเรียน ใหผูเรียนไดพัฒนาความรู ความสามารถอยางเต็มศักยภาพ ซึ่งสรุปเปนขอๆ ไดดังนี้ 1.เปนแผนการสอนที่มีกิจกรรมที่ใหผูเรียนเปนผูไดลงมือปฏิบัติใหมากที่สุด โดยครูเปนเพียงผูคอยชี้นํา สงเสริม หรือกระตุนใหกิจกรรมที่ผูเรียนดําเนินการไปตามความมุงหมาย 2..เปนแผนการสอนที่เปดโอกาสใหผูเรียนเปนผูคนพบคําตอบหรือทําสําเร็จดวยตนเอง โดยครู พยายามลดบทบาทของผูบอกคําตอบ มาเปนผูคอยกระตุนดวยคําถาม หรือปญหาใหผูเรียนคิดแกหรือหา แนวทางไปสูความสําเร็จในการทํากิจกรรมเอง 3.เปนแผนการสอนที่เนนทักษะกระบวนการมุงใหผูเรียนรับรู และนํากระบวนการไปใชจริง 4..เปนแผนการสอนที่สงเสริมใหใชวัสดุอุปกรณที่สามารถจัดหาไดในทองถิ่น หลีกเลี่ยงการใชวัสดุ อุปกรณสําเร็จรูปราคาสูง อาภรณ ใจเที่ยง (2553)กลาววาลักษณะของแผนการจัดการเรียนรูที่ดีมีลักษณะดังนี้ 1.สอดคลองกับหลักสูตร และแนวการสอนของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ 2.นําไปใชสอนจริงไดอยางมีประสิทธิภาพ 3.เขียนอยางถูกตองตามหลักวิชา เหมาะสมกับผูเรียนและเวลาที่กําหนด 4.มีความกระจางชัดเจน ทําใหผูอานเขาใจงายและเขาใจไดตรงกัน
5.มีรายละเอียดมากพอที่ทําใหผูอานสามารถนําไปใชสอนได 6.ทุกหัวขอในแผนการจัดการเรียนรูมีความสอดคลองสัมพันธกัน สรุปไดวา แผนการจัดการเรียนรูที่ดี ตองเนนผูเรียนเปนสําคัญ มีความสอดคลองกันในทุกๆ ดาน ไดแก สาระสําคัญ จุดประสงคการเรียนรู กิจกรรมการเรียนรู สื่อการเรียนรู และการวัดผลประเมินผล 2.3.4 รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรูนั้นมีรูปแบบที่หลากหลายตามสภาพความพรอมและ ลักษณะสิ่งแวดลอมของครูแตละคน แตตองมีสวนประกอบที่ครบถวนคือ จุดประสงคการเรียนรูกิจกรรมการ เรียนการสอน การวัดและประเมินผลที่คํานึงถึงความสัมพันธของเวลา อาภรณ ใจเที่ยง.(2553).กลาววารูปแบบของแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรูไมมีรูปแบบ ตายตัว ขึ้นอยูกับหนวยงานหรือสถานศึกษาแตละแหงจะกําหนด อยางไรก็ตามลักษณะสวนใหญของแผนการ จัดกิจกรรมการเรียนรูจะคลายคลึงกัน ซึ่งพอสรุปได 3 รูปแบบ ดังนี้ 1..แบบเรียงหัวขอหรือแบบบรรยาย รูปแบบนี้จะเรียงตามลําดับกอนหลังโดยไมตองตีตาราง รูปแบบนี้ใหความสะดวกในการเขียน เพราะไมตองตีตาราง แตมีสวนเสียคือยากตอการดูใหสัมพันธกันในแตละ หัวขอ 2..แบบตารางรูปแบบนี้จะเขียนเปนชองๆ คลายแบบกึ่งตาราง โดยนําหัวขอสาระสําคัญมาไว ในตารางดวย 3.แบบกึ่งตาราง รูปแบบนี้จะเขียนเปนชองๆ ตามหัวขอที่กําหนด แมวาตองใชเวลาในการตี ตารางแตก็สะดวกตอการอาน ทําใหเห็นความสัมพันธของแตละหัวขออยางชัดเจน สุวิทย มูลคํา (2554).กลาววาแผนการจัดการเรียนรูที่นิยมใชกันทั่วไปมี 3 รูปแบบใหญๆ คือ 1.แผนการจัดการเรียนรูแบบบรรยาย เขียนโดยใชการลําดับกิจกรรมการเรียนการสอนจะ เขียนเปนเชิงบรรยายกิจกรรมที่ครูจัดเตรียมไว โดยไมระบุชัดเจนวานักเรียนทําอะไร 2.แผนการจัดการเรียนรูแบบตาราง เขียนโดยใชประเด็นสําคัญที่เปนองคประกอบของ แผนการจัดการเรียนรูมากํากับ และบรรจุองคประกอบสําคัญเหลานั้นลงไปในตารางเกือบทั้งหมด 3.แผนการจัดการเรียนรูแบบกึ่งตาราง เปนแผนการจัดการเรียนรูที่มีรายละเอียดมากขึ้น การ จัดลําดับกิจกรรมการเรียนการสอนแยกเปนกิจกรรมที่ครูปฏิบัติและสิ่งที่นักเรียนปฏิบัติซึ่งสอดคลองกัน จากรูปแบบแผนการจัดการเรียนรูที่กลาวมาขางตน สรุปไดวา แผนการจัดการเรียนรูที่นิยม ใชกันทั่วไปมี 3 รูปแบบใหญๆ คือ 1) แผนการจัดการเรียนรูแบบบรรยาย 2) แผนการจัดการเรียนรูแบบตาราง
และ 3) แผนการจัดการเรียนรูแบบกึ่งตาราง ทั้งนี้ผูศึกษาเลือกใชแผนการจัดการเรียนรูแบบบรรยาย ซึ่ง ครูผูสอนสามารถเลือกใชรูปแบบของแผนการจัดการเรียนรูใหสอดคลองกับสภาพบริบทหรือปรับไดตามความ เหมาะสม 2.3.5 ขั้นตอนการทําแผนการจัดการเรียนรู สําลี รักสุทธี (2553)ไดกลาวสรุปขั้นตอนการจัดทําแผนการจัดการเรียนรูไวดังตอไปนี้ 1.กําหนดหรือเลือกรูปแบบ ตัดสินใจวาจะเอารูปแบบใด 2.กําหนดชื่อสาระการเรียนรู (ชื่อเรื่อง) 3.วิเคราะหมาตรฐานการเรียนรู แลวเขียนเปนจุดประสงคหรือมาตรฐานการเรียนก็ได 4.กําหนดมาตรฐานหรือจุดประสงคที่วิเคราะหไวแลว ที่มีความสัมพันธกับสาระการเรียนรูที่ กําหนด เพื่อนําไปเขียนลงในแผนการจัดการเรียนรู 5.วิเคราะหสาระการเรียนรูเปนรายละเอียดสําหรับนําไปจัดการเรียนรูตอไป 6.ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู กําหนดเทคนิควิธีการถายทอดที่ดี 7.กําหนดเรื่องใหเหมาะสมกับสาระ 8.จัดทําลําดับขั้นตอนการจัดกิจกรรมโดยคํานึงถึงธรรมชาติวิชาคํานึงผูเรียนเปนสําคัญการ เชื่อมโยงการเรียนและการเรียนรูแบบองครวม 9.กําหนดวิธีการวัดผลประเมินผล อาภรณ ใจเที่ยง (2553) กลาวไววา การจัดทําแผนการจัดการเรียนรู มีขั้นตอนดังนี้ 1. วิเคราะหคําอธิบายรายวิชา รายปหรือรายภาค และหนวยการเรียนรูที่สถานศึกษาจัดทํา ขึ้น เพื่อประโยชนในการเขียนรายละเอียดของแตละหัวขอของแผนการจัดการเรียนรู 2. วิเคราะหผลการเรียนรูที่คาดหวังเพื่อนํามาเขียนเปนจุดประสงคการเรียนรู โดยให ครอบคลุมพฤติกรรมทั้งดานความรู ทักษะ/กระบวนการ เจตคติ และคานิยม 3. วิเคราะหสาระการเรียนรู โดยเลือกและขยายสาระที่เรียนรู ใหสอดคลองกับผูเรียน ชุมชน และทองถิ่น 4. วิเคราะหกระบวนการจัดการเรียนรู เลือกการจัดการเรียนรูที่เนนผูเรียนเปนสําคัญ
5. วิเคราะหกระบวนการประเมินผล โดยเลือกใชวิธีการวัดและประเมินผลที่สอดคลองกับ มาตรฐานการเรียนรู 6. วิเคราะหแหลงการเรียนรู โดยคัดเลือกสื่อการเรียนรู และแหลงการเรียนรู และแหลงการ เรียนรูทั้งในและนอกหองเรียน ใหเหมาะสมสอดคลองกับกระบวนเรียนรู จากขั้นตอนการทําแผนการจัดการเรียนรู ที่กลาวมาขางตน สรุปไดวา ขั้นตอนการทํา แผนการจัดการเรียนรู มีลําดับขั้นตอน คือ 1) วิเคราะหสาระ มาตรฐานการเรียนรู ตัวชี้วัดใหสอดคลองกับ หลักสูตรที่กําหนดใหชัดเจน2) วิเคราะหคําอธิบายรายวิชา โครงสรางรายวิชา โครงสรางเวลาเรียน ระดับ การศึกษา3) วิเคราะหผลการเรียนรูที่คาดหวัง สาระการเรียนรู กระบวนการจัดการเรียนรู การวัดผล ประเมินผล สื่อและแหลงการเรียนรู 4) ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู โดยเลือกรูปแบบใหสอดคลองกับ บริบทของสถานศึกษาความถนัดและความแตกตางของผูเรียน ความเหมาะสมของแตละสาระวิชา และ 5) เขียนแผนการจัดการเรียนรูตามลําดับขั้นตอนที่กําหนดไว 2.4 การวิจัยกึ่งทดลอง การวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-experimental Design) ภัทรา เสตะบุตร (2550) กลาววา การวิจัยแบบกึ่งทดลอง (Quasi - experimental research design) มีแบบแผนคลายการวิจัยแบบทดลอง คือมีการจัดกระทําแตควบคุมไดไมเต็มที่เพราะไมตองมีการ ควบคุมหรือการสุม อาจไมตองมีกลุมเปรียบเทียบ หรือการสุมไมตองครบทุกขั้นตอน เปนการวิจัยที่กระทํากับ คน และทําใหสภาพแวดลอมจริงตามธรรมชาติ ทําใหมีขอจํากัดบางครั้ง ไมสามารถสุมกลุมตัวอยางได หรือ ไมไดจัดกลุมควบคุม แตอยางไรก็ดีตองมีการจัดกระทํา และติดตามศึกษาผลจากการจัดกระทํานั้นๆ ในที่นี้จะ นําเสนอแบบการวิจัยแบบกึ่งทดลองที่มีนักวิจัยนิยมใชเพียง 3 แบบ ไดแก แบบที่ 1 non - randomized control group pretest - posttest design เปนการวิจัย แบบกลุมควบ คุมไมไดสุม แตมีการทดสอบกอนหลังการทดลอง แตไมสามารถควบคุมปฏิกิริยา รวมระหวาง การทดสอบกอนทดสอบ กับการจัดกระทําที่ใหในกลุมควบคุมได วิธีการ 1. เลือกกลุมตัวอยาง 2กลุม จัดใหเปนกลุมทดลอง 1 กลุม กลุมควบคุม 1 กลุม 2. ทดสอบกอนทดลอง (Pretest) แกทั้ง 2 กลุม 3. ให Treatment / จัดกระทํากับกลุมทดลอง 4. ทดสอบหลังการทดลอง (Posttest) กับกลุมทดลองและทดสอบ Posttest กับกลุม ควบคุม 5. เปรียบเทียบความแตกตางระหวาง Posttest - Pretest ของทั้ง 2 กลุม สถิติที่ใชเปรียบเทียบ Independent t-test , dependent t-test , ANCOVA แบบที่ 2 Time series design การวิจัยแบบอนุกรมเวลา ใชสําหรับการศึกษาระยะยาวทําให เห็นลําดับขั้นตอนการพัฒนาของตัวแปร ตองใชเวลาในการติดตามนานไมตองมีกลุม เปรียบเทียบ ไมมีการ ควบคุม
วิธีการ 1. เลือกกลุมตัวอยาง 1 กลุม 2. ทดสอบติดตอกันหลายครั้งกอนให Treatment (การจัดกระทํา) เวนระยะเวลาในการทดสอบ พอสมควร 3. จัดกระทํา 4. ทดสอบหลังการจัดกระทําหลายครั้งใหแตละครั้งหางกันพอสมควร 5. สังเกตผลการเปลี่ยนแปลงของการทดสอบ กอนการจัดกระทําครั้งสุดทายหลังการ จัดกระทําครั้ง แรก วาแตกตางจากครั้งที่ 1 ไปครั้งที่ 5 มากนอยเพียงใด 6. พิจารณาคาความแตกตางของการทดสอบกอนการจัดกระทํา ครั้งที่ 1 - 2 - 3 กับ การทดสอบ หลังกระทําครั้งที่ 2 - 3 - 4 ถาเกิดความตางกันมากกวาปกตินาจะเปน ผลจากการจัดกระทํา สถิติที่ใช ANOVA แบบวัดซ้ํา แบบที่ 3 Control group time series design ใชกรณีติดตามกลุมตัวอยางเปนเวลานานตาม ธรรมชาติ อาจไดลําดับขั้นตอนของการ พัฒนาการเปลี่ยนแปลงหรือแนวโนมไดชัดเจน แตจะเสียเวลานานและ ไมสามารถ ควบคุมปฏิกิริยารวมระหวางการเลือกกับการจัดกระทําและการทดสอบกอนการ ทดลองกับการจัด กระทําได วิธีการ 1. เลือกกลุมตัวอยางจากประชากรใหเปนกลุมทดลองและกลุมควบคุม 2. ทดสอบกอนการจัดกระทําทั้งสองกลุม ติดตอกันหลายครั้งโดยการทดสอบแตละครั้งเวน ระยะหางกันพอสมควร 3. จัดกระทํากับกลุมทดลอง สวนกลุมควบคุม จัดสภาพทุกอยางใหเหมือนกลุมทดลอง 4. ทดสอบหลังการจัดกระทํา ใหแตครั้งตางกันพอสมควร 5. สังเกตการเปลี่ยนแปลงจาก Posttest ครั้งที่ 1 กับ Pretest ครั้งที่ 4 ทั้งสองกลุมสถิติที่ใช t-test การศึกษาในครั้งนี้ เปนการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi - experimental research design) โดยใชกลุม ทดลองกลุมเดียว มีการทดสอบกอนและหลังการทดลอง (One Group Pretest-posttest Design) (สมนึก ภัททิยธนี, 2551) ซึ่งแบบแผนการวิจัยแสดงดังตารางตอไปนี้ ตาราง แบบแผนการทดลองกลุมเดียว วัดผลกอนและหลังการทดลองกลุมเดียว (One Group Pretestposttest Design) กลุม Pretest Treatment Posttest ทดลอง Ex T 1 X T 2 ตารางแสดงบนแผนการวิจัยและสัญลักษณที่ใชในการวิจัย ดังนี้ E หมายถึง กลุมทดลอง T 1 หมายถึง การทดสอบกอนเรียน (ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกอนเรียนหลังการจัดการ เรียนรูระบบ e-Learning โดยใช Google Apps) X หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรูระบบ E-learning โดยใช Google Apps
T 2 หมายถึง การทดสอบหลังเรียน (ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนหลังการจัดการ เรียนรูระบบ e-Learning โดยใช Google Apps) สรุปได การวิจัยกึ่งทดลองมีลักษณะคลายการวิจัยเชิงทดลอง แตการวิจัยกึ่งทดลองไมมีการสุมตัวอย างเขากลุม การวิจัยกึ่งทดลองพยายามออกแบบการวิจัยใหเกิดความเที่ยงตรงภายในโดยมีวิธีการสราง การ ควบคุมประเภทตาง ๆ เพื่อขจัดอิทธิพลของตัวแปรภายนอกตาง ๆ แบบการวิจัยกึ่งทดลองมีหลายประเภท แบบการวิจัยกึ่งทดลองที่นิยมใชไดแก การวิจัยที่มีการทดสอบกอนและหลังการทดลองในกลุมทดลองและกลุ มเปรียบเทียบ 2.5 ทักษะการคิดวิเคราะห 2.5.1 ความหมายของทักษะการคิดวิเคราะห ทักษะการคิดวิเคราะหเปนความสามารถในการคิดวิเคราะห ซึ่งประกอบดวยทักษะสําคัญ หลายประการ เชน การจําแนกแยกแยะ การคาดคะเน การเชื่อมโยงความสัมพันธ รวมไปถึงการสรุปหลักการ เพื่อนาไปใชในการตัดสินใจดวยเหตุผล ทักษะการคิดวิเคราะหจึงเปนทักษะการคิดระดับสูงที่มีนักการศึกษา นักจิตวิทยาและนักวิจัยไดใหคํานิยามไว ดังนี้ ทักษะการคิดวิเคราะห ตามเกณฑการประเมินการผานชวงชั้นของหลักสูตรการศึกษาขั้น พื้นฐานพุทธศักราช 2544 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2548 : 13) หมายถึง ความสามารถในการ ไตรตรอง ใครครวญ แยกออกเปนสวน ๆ เพื่อศึกษาใหถองแท โดยคิดพิจารณาอยางรอบคอบ ใครครวญในเหตุและผล โดยแยกแยะพิจารณาไตรตรองเพื่อความถูกตองแจมแจงชัดเจน มิใชพิจารณาเพียงแตการวิเคราะห โดยแยะ แยะความสําคัญความสัมพันธและหลักการดานเดียว แตจะตองพิจารณาใครครวญทุกดานทุกมุมอยางลึกซึ้ง ดาวนภา ฤทธแกว (2548 : 6) ไดใหความหมายของทักษะการคิดวิเคราะหวา หมายถึง ความสามารถในการแยกแยะสวนประกอบยอยของเหตุการณ เรื่องราวหรือเนื้อหาตาง ๆ ที่เกี่ยวของอยางไร บาง โดยใชคาถามแบบวิเคราะหความสําคัญ ความสัมพันธและหลักการ สอดคลองกับ วัชรา เลาเรียนดี (2547 : 7) ที่ใหความหมายของทักษะการคิดวิเคราะหวา หมายถึง ความสามารถใน การแยกยอย แนวคิด ขอโตแยง ปรากฏการณตาง ๆ ใหเปนสวนยอย โดยใชคาถามเพื่อสงเสริมการคิด วิเคราะห สอดคลองกับ จุฑามาศ เจริญธรรม (2549 : 35) ใหนิยามของทักษะการคิดวิเคราะหวา หมายถึง ความสามารถในการจําแนกแยกแยะองคประกอบตาง ๆ ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งอาจจะเปนวัตถุ สิ่งของ เรื่องราว หรือเหตุการณและการหาความสัมพันธเชิงเหตุผล ระหวางองคประกอบเหลานั้นเพื่อคนหาสภาพความเปนจริง หรือสิ่งสําคัญของสิ่งที่กําหนดให จากนิยามของนักการศึกษาขางตน ผูวิจัยสรุปไดวา ทักษะการคิดวิเคราะหหมายถึง ความสามารถใน การพิจารณาจําแนก แยกแยะสวนยอยของเนื้อหาโดยใชคําถามแบบวิเคราะหหาความสัมพันธเชิงเหตุผล ระหวางองคประกอบตาง ๆ อยางมีหลักการเพื่อคนหาสิ่งสําคัญเพื่อนํามาเปนเกณฑในการตัดสินใจและสรุป เรื่องราวตาง ๆ วาเห็นดวยหรือไมเห็นดวยหรือไม
2.6 การจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห แนวทางการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห ทิศนา แขมมณี (2544 : 15 – 16) กลาวถึง การสอนเพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะหวา ในการจัด กระบวนการเรียนรูเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะหของนักเรียนนั้น ผูสอนจะตองรูและพัฒนานักเรียนในเรื่อง ทักษะการไตรตรองและโครงสรางกระบวนการคิดใหเกิดในตัวนักเรียน สิ่งสําคัญคือผูสอนตองมีความเชื่อมั่นใน การรับผิดชอบของนักเรียนในการที่จะเรียนรูดวยตนเองและเกิดความมั่นใจวาการมีสวนรวมของนักเรียนจะ กอใหเกิดความเพลิดเพลินเห็นคุณคาในการเรียนรูเปนหนาที่ของผูสอนที่จะจัดสรางบรรยากาศในชั้นเรียนให เปนชั้นเรียนที่สงเสริมกระตุนใหนักเรียนไดทํางานอยางอิสระและรวมกันทํางานทุกคน จัดวางรูปแบบการคิด และยุทธศาสตรการคิดใหเหมาะสม นอกจากนี้การสอนที่สงเสริมทักษะการคิดวิเคราะหประกอบดวยปจจัย ตาง ๆ ดังนี้ 1. สอนดวยการตั้งคําถาม ทั้งคําถามเดียวและคําถามแบบชุด 2. สอนโดยใชแผนที่ความคิด (Mind Mapping) ฝกการวิเคราะหและสังเคราะห 3. การเรียนรูแบบปรึกษาหารือ 4. บันทึกการเรียนรูบันทึกขอสงสัยความรูสึกสวนตัวความคิดที่เปลี่ยนไป 5. การถามตัวเองในการวางแผน จัดระเบียบ คิดไตรตรองในเรื่องการเรียนรูของตนเอง 6. การประเมินตนเองเพื่อประเมินความคิดความรูสึกของตนเอง ดิลก ดิลกกานนท (2534 : 63 – 66) เสนอแนวทางในการฝกใหผูเรียนไดคิดวิเคราะหมีขั้นตอน ดังนี้ 1. วิเคราะหวาอะไรคืออะไร ขั้นนี้ผูเรียนตองรวบรวมปญหา หาขอมูลพรอมสาเหตุของ ปญหาจากการคิด การถาม การอาน หรือพิจารณาจากขอเท็จจริงนั้น ๆ 2. กําหนดทางเลือกเมื่อหาสาเหตุของปญหานั้นไดแลวผูเรียนตองหาทางเลือกที่จะแกปญหา โดยพิจารณาจากความเปนไปไดและขอจํากัดตาง ๆ ทางเลือกที่จะแกปญหานั้นไมจําเปนตองมีทางเลือกเดียว อาจมีทางเลือกหลาย ๆ ทาง 3. เลือกทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดเปนการพิจารณาทางเลือกที่ใชแกปญหานั้นโดยมีเกณฑ การตัดสินใจที่สําคัญ คือ ผลดีผลเสียที่เกิดจากทางเลือกนั้นทั้งที่เกิดขึ้นในดานสวนตัวและสังคมสวนรวม 4. ตัดสินใจเพื่อพิจารณาเลือกอยางรอบคอบในขั้นตอนที่ 3 แลวจึงตัดสินใจเลือกทางเลือกที่ คิดวาดีที่สุด หลังจากนั้นครูตองเปดโอกาสใหผูเรียนไดเสนอความคิดของเขาและอภิปรายรวมกันในกลุมโดยครู ตองยอมรับความคิดเห็นของทุกคนถาหากคําตอบของผูเรียนมีการขัดแยงขึ้นในกลุมครูตองเปนผูตั้งคําถามดวย การใหคิดตอไปวาคําตอบใดกอใหเกิดผลในทางดีและไมดีอยางไรบางอะไรเปนประโยชนแกตนเองและสังคม มากที่สุดแนวคิดนี้สอดคลองกับ ศิริกาญจน โกสุม และดารณี คําวัจนัง (2545 : 52 – 53) กลาวถึงแนวทาง การสอนที่สงเสริมการคิดวิเคราะหไววาในการสอนเพื่อพัฒนาการคิดวิเคราะหตองเริ่มจากทักษะพื้นฐานขั้นตน ไปสูทักษะขั้นสูง ดังนี้ 1. การสังเกตเปนทักษะขั้นตนในการศึกษาปรากฏการณทางธรรมชาติและทางสังคมครูอาจฝกให นักเรียนรูจักการสังเกตโดยตรง เชน สังเกตปรากฏการณทางธรรมชาติ สังเกตความเปนอยูของคนในชุมชน
สังเกตการณการดารงชีวิตของสัตว สังเกตของจริง ฯลฯ และการสังเกตโดยทางออน เชน การสังเกตจาก ภาพถาย แผนที่ วีดีทัศ รูปจาลอง สไลด การเลนเกมบางประเภท เชน เกมจับผิดหรือเกมจับคูรูปภาพ เปนตน การฝกการสังเกตจะชวยใหนักเรียนไดฝกการเฝาดูรายละเอียดของสถานการณตาง ๆ พฤติกรรมของคน วัตถุ สิ่งของ รายงานหรือบุคคล 2. การวัดและการใชตัวเลขในชีวิตประจาวันของนักเรียนจะตองเกี่ยวของกับการชั่งน้ําหนัก การวัด สวนสูง การวัดไข การวัดพื้นที่ปริมาตรการคํานวณทางคณิตศาสตร การดูเวลาวันเดือนปที่เปนตัวเลขซึ่ง นักเรียนควรไดรับการฝกทั้งโดยการคิดคํานวณและการสังเกตเพื่อประมาณการ 3. การจําแนกประเภท สิ่งของที่อยูรอบตัวเราสามารถจัดเปนประเภทไดหลายประเภทตามเกณฑที่ใช เชน สี รูปราง อายุ ขนาด ลักษณะคลายคลึงหรือแตกตาง ซึ่งนักเรียนควรไดรับการฝกใหจําแนกประเภท คน สัตว สิ่งของ ปรากฏการณธรรมชาติ สิ่งแวดลอมรอบตัว โดยใชเกณฑที่ตนเองสรางขึ้นอยางสม่ําเสมอเพื่อฝก ทักษะการคิดวิเคราะห โดยจําแนกประเภทของสิ่งตาง ๆ 4. การสื่อสารสามารถสังเกตไดจากการฟง พูด อาน เขียน รวมทั้งแสดงออกทางหนาตาทาทางเปนสิ่ง ที่นักเรียนควรไดรับการฝกใหมีความสามารถรับรูและสงขาวสารความรูสึกแนวความคิด หรือปญหาตาง ๆ กับ ผูอื่น 5. การใชความสัมพันธระหวางระยะทาง – เวลา เชน ความสัมพันธของวัตถุ สิ่งของ สถานที่ บุคคล ซึ่งสัมพันธกันในแงของเวลาและระยะทาง การลา ดับเหตุการณตาง ๆ ตามลา ดับกอนหลังที่สัมพันธกันกับ ความใกลไกลของระยะทาง 6. การทํานายเปนการคาดเดาถึงเหตุการณที่จะเกิดขึ้นในอนาคตดวยความมั่นใจมากกวาการเดา เพราะมีการศึกษาหลักฐานตาง ๆ อยางรอบคอบ หรือการสังเกตการณสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยางตอเนื่องจน มั่นใจวา เมื่อเกิดเหตุการณเชนนี้แลว จะเกิดอีกเหตุการณหนึ่งตามมา เชน การเห็นมดยายรังอาจทํานายไดวาอีกไมนาน จะเกิดฝนตกหนักเปนตน 7. การอางอิง เปนการคงความเห็น โดยพิจารณาจากหลักการทั่วไปไปสูเรื่องเฉพาะเปนการแสดง นัยสําคัญหรือการลงขอสรุปหรือการตัดสินสาเหตุของบางสิ่งบางอยาง 8. การนิยามปฏิบัติการเปนการตัดสินสาเหตุของบางสิ่งบางอยางเพื่อใหเกิดความเขาใจตรงกันใหงาย ขึ้น 9. การแปลความหมายขอมูลเปนการนําขอมูลที่เก็บรวบรวมไวมาแปลความ หรือตีความโดยวิธีการ ตางๆ เชน การหาคาทางสถิติ การเขียนกราฟแบบตาง ๆ หรือการอธิบายแลวสรุปผล 10. การตั้งสมมุติฐาน เปนการคาดการณโดยอาศัยขอมูลอางอิงเกี่ยวกับสาเหตุหรือผลที่เกิดขึ้น แลว ทดสอบวาสมมุติฐานใดถูกตองที่สุด โดยสังเกตการณหรือศึกษาเพิ่มเติมเพื่อสงผลใหเกิดการปรับปรุงหรือตั้ง สมมุติฐานใหม อเนก พ.อนุกูลบุตร (2547 : 62 – 63) กลาวไววา การสอนใหคิดแบบวิเคราะห มุงหมายใหนักเรียน คิดออยางแยกแยะได และคิดไดอยางคลองแคลว หรือมีทักษะในการคิดวิเคราะหไดขั้นแรก ครูผูสอนตองรูจัก ความคิดแบบวิเคราะหนี้อยางดีเสียกอน ขั้นตอไป จึงผสานการคิดแบบนี้เขาไปในกระบวนการเรียนการสอนไม
วาจะใชระเบียบวิธีสอนเทคนิคการสอนแบบใด โดยแบงแนวทางการคิดในรูปกิจกรรมหรือคําถามใหพัฒนาการ คิดแบบวิเคราะหขึ้นในตัวนักเรียนการสอนการคิดวิเคราะหประกอบดวย 1. การสอนการคิดวิเคราะหแยกองคประกอบ (Analysis of elements) มุงใหนักเรียนคิดแบบ แยกแยะวาสิ่งสําเร็จรูปหนึ่งมีองคประกอบอะไร มีแนวทางดังนี้ 1.1 วิเคราะหชนิดโดยมุงใหนักเรียนคิดและวินิจฉัยวาบรรดาขอความเรื่องราวเหตุการณ ปรากฏการณใด ๆ ที่พิจารณาอยูนั้นจัดเปนชนิดใด ประเภทใด ลักษณะใด ตามเกณฑหรือหลักการใหมที่ กําหนด เชน เสียชีพอยาเสียสัตย ใหนักเรียนคิด (ชวยกันคิด) วาเปนขอความชนิดใดและเพราะอะไรตามเกณฑ ที่กําหนดใหใหมเหมือนในจุดสําคัญของการสอนใหคิดแบบวิเคราะหชนิดก็คือ ตองใหเกณฑใหมและบอก เหตุผลที่จัดชนิดตามเกณฑใหมที่กําหนด 1.2 วิเคราะหสิ่งสําคัญมุงใหคิดแยกแยะและวินิจฉัยวาองคประกอบใดสําคัญหรือ ไมสําคัญ เชน ใหคนหาสาระสําคัญ แกนสาร ผลลัพธ ขอสรุป จุดเดน จุดดอย 1.3 วิเคราะหเลศนัยมุงใหคิดคนหาสิ่งที่พรางไวแฝงเรนอยูมิไดบงบอกไวตรง ๆ แตมีรองรอย สงใหเห็นวามีความจริงนั้นซอนอยู 2. การสอนการคิดวิเคราะหความสัมพันธ (Analysis of relationships) มุงใหนักเรียนคิดแบบ แยกแยะวามีองคประกอบใดสัมพันธกัน สัมพันธกันแบบใด สัมพันธตามกันหรือกลับกันสัมพันธกันสูงต่ํา เพียงไรมีแนวทาง ดังนี้ 2.1 วิเคราะหชนิดความสัมพันธมุงใหคิดแบบคนหาชนิดของความสัมพันธวา สัมพันธแบบตามกันกลับกันไม สัมพันธกัน ความสัมพันธระหวางองคประกอบกับองคประกอบ องคประกอบ กับเรื่องทั้งหมด เชน มุงใหคิดแบบคนหาความสัมพันธระหวางสิ่งใดสอดคลอง กับไมสอดคลองกับเรื่องนี้คํา กลาวใดสรุปผิด เพราะอะไร ขอเท็จจริงใดไมสมเหตุสมผลเพราะอะไรขอความในยอหนาที่... เกี่ยวของอยางไร กับขอความทั้งเรื่องรอยละกับเศษสวนทศนิยมเหมือนและตางกันอยางไรบาง 2.2 วิเคราะหขนาดของความสัมพันธโดยมุงใหคิดเพื่อคนหาขนาดระดับของความสัมพันธ เชน สิ่งนี้เกี่ยวของมากที่สุด (นอยที่สุด) กับสิ่งใด 2.3 วิเคราะหขั้นตอนของความสัมพันธมุงใหคิดเพื่อคนลําดับขั้นความสัมพันธในเรื่องใดเรื่อง หนึ่งที่เปนเรื่องแปลกใหม เชน สิ่งใดเปนปฐมเหตุ ตนกําเนิดของปญหา เรื่องราว เหตุการณ ปรากฏการณ สิ่ง ใดเปนผลที่ตามมา ผลสุดทายของเรื่องราว เหตุการณ ปรากฏการณ 2.4 วิเคราะหวัตถุประสงคและวิธีการ มุงใหคิดและคนวาการกระทํา พฤติกรรมพฤติการณ มี เปาหมายอะไร เชน ใหคิดและคนหาวา การกระทํา นั้นเพื่อบรรลุผลอะไร ผลคือเกิดวินัยในตนเอง ความ ไพเราะของดนตรีขึ้นอยูกับอะไร ขึ้นอยูกับจังหวะความตอนที่เกี่ยวของอยางไรกับวัตถุประสงคของเรื่อง ผลคือ สนับสนุน หรือขยายความ 2.5 วิเคราะหสาเหตุและผลที่เกิดตามมา มุงใหคิดแบบแยกแยะเห็นความสัมพันธ เชิงเหตุผล ซึ่งเปนยอดปรารถนาประการหนึ่งของการสอนใหคิดเปน คือ คิดหาเหตุและผลไดดี เชน
ใหคิดและคนหาวา สิ่งใดเปนผลของสิ่งใดเปนเหตุของตอนใดเปนสาเหตุที่สอดคลองกับ เปนผลขัดแยงกับ ขอความ เหตุการณคูใดสมเหตุสมผล เปนตัวอยางสนับสนุน 2.6 วิเคราะหแบบความสัมพันธ โดยใหคนหาแบบความสัมพันธระหวาง 2 สิ่งแลวบอกแบบ ความสัมพันธนั้น หรือเปรียบเทียบกับความสัมพันธคูอื่นๆ ที่คลายกันทํานองเดียวกันในรูปอุปมาอุปไมย เชน เซนติเมตร : เมตร อธิบายไดวา เซนติเมตรเปนสวนยอยของเมตรเพราะฉะนั้นเซนติเมตร : เมตร คลายกับ ลูก : แม 3. การสอนคิดวิเคราะหหลักการ (Analysis of Organizational Principles ) มุงใหนักเรียนคิดอยาง แยกแยะจนจับหลักการไดวา สิ่งสําเร็จรูปคุมองคประกอบตาง ๆ อยูในระบบใด คือหลักการอะไร ขั้นตอนการ วิเคราะหหลักการตองอาศัยการวิเคราะหขั้นตน คือ การวิเคราะหองคประกอบ และวิเคราะหความสัมพันธ เสียกอน กลาวคือ ตองแยกแยะสิ่งสมบูรณหรือระบบใหเห็นวาองคประกอบสําคัญมีหนาที่อยางไร และ องคประกอบเหลานั้นเกี่ยวของพาดพิง อาศัยสัมพันธกันอยางไร พิจารณาจนรูความสัมพันธตลอดจนสามารถ สรุป จับหัวใจหรือหลักการไดวาการที่ทุกสวนเหลานั้นสามารถทํางานรวมกัน เกาะกลุมกันคุมกันจนเปนระบบ อยูได เพราะหลักการใดผลที่ไดเปนการวิเคราะหหลักการ (Principle) ซึ่งเปนแบบวิเคราะหการสอนใหคิดแบบ วิเคราะหหลักการเนนการสอนวิเคราะห ดังนี้ 3.1 วิเคราะหโครงสราง มุงใหนักเรียนคิดแบบแยกแยะแลวคนหาโครงสรางของสิ่งสําเร็จรูปนั้น ไมวา จะเปนปญหาใหม เหตุการณ ปรากฏการณ ขอความ การทดลอง เชน การคนควานี้ (ทดลองเนื้อเรื่องนี้การ พิสูจน) ดําเนินการแบบใดคําตอบคือ นิยามแลวพิสูจน ตั้งสมมติฐานและตรวจสอบขอความนี้(คําพูดจดหมาย รายงาน) มีลักษณะใดโฆษณาชวนเชื่อเรื่องนี้มีการนําเสนอเชน ไร – ขูใหกลัว แลวลอใหหลง 3.2 การวิเคราะหหลักการ มุงใหนักเรียนคิดแบบแยกแยะแลวคนหาความจริงแมบทของสิ่งนั้น เรื่องราวนั้น สิ่งสําเร็จรูปนั้นโดยการคิดหาหลักการ เชนหลักการสําคัญของเรื่องนี้มีวาอยางไรยึดความเสมอ ภาคระเบียบวิธีวิทยาศาสตรเหตุการณครั้งนี้ลุกลามมากขึ้น (สงบ รุนแรง)เนื่องจากอะไรคําโฆษณา (แถลงการณ การกระทา ) ใชวิธีใดจูงใจใหความหวัง ชาตรี สาราญ (2548 : 40 – 41) กลาวถึง เทคนิคการปูพื้นฐานใหนักเรียนคิดวิเคราะหไดสามารถสรุป รายละเอียด ดังนี้ 1. ครูจะตองฝกใหเด็กหัดคิดตั้งคําถามโดยยึดหลักสากลของคําถามคือใครทําอะไร ที่ไหน เมื่อไร เพราะเหตุใด อยางไร โดยการนาสถานการณมาใหนักเรียนฝกคนควาจากเอกสารที่ใกลตัว หรือสิ่งแวดลอมเปด โอกาสใหนักเรียนตั้งคําถามเองโดยสอนวิธีตั้งคําถามแบบวิเคราะหในเบื้องตนฝกทําบอยๆ นักเรียนจะฝกไดเอง 2. ฝกหาความสัมพันธเชิงเหตุผลโดยอาศัยคําถามเจาะลึกเขาไปโดยใชคําถามที่ชี้บงถึงเหตุและ ผลกระทบที่จะเกิดฝกจากการตอบคําถามงาย ๆ ที่ใกลตัวนักเรียนจะชวยใหเด็กๆนําตัวเองเชื่อมโยงกับ เหตุการณเหลานั้นไดดีที่สําคัญครูจะตองกระตุนดวยคําถามยอยใหนักเรียนไดคิดบอยๆ จนเปนนิสัยเปนคนชาง คิด ชางถาม ชางสงสัยกอน แลวพฤติกรรมศึกษาวิเคราะหก็จะเกิดขึ้นแกนักเรียน จากแนวคิดที่กลาวมา ผูวิจัยพอสรุปไดวาการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะหผูสอนตองจัด กิจกรรมและสิ่งแวดลอมที่สงเสริมกระตุนใหนักเรียนมีสวนรวมและไดทํางานอยางอิสระพัฒนาทักษะขั้น
พื้นฐานไปสูทักษะที่ซับซอน ไดแก การสังเกต การวัด การใชตัวเลข การจําแนกประเภท การสื่อสาร การใช ความสัมพันธระหวางระยะทาง เวลา การทํานาย การอางอิง การนิยามปฏิบัติการ การแปลความหมายขอมูล และการตั้งสมมุติฐาน โดยการสอนการคิดวิเคราะหตองประกอบดวยการวิเคราะหความสําคัญ การวิเคราะห ความสัมพันธ และการวิเคราะหหลักการ 2.7 การจัดการเรียนการสอนโดยใชเทคนิควิธีการสอน 5W1H การจัดกิจกรรมการเรียนแบบใชเทคนิคคําถาม สุวิทย มูลคา (2547 : 74) กลาวไววา การจัดกิจกรรมการเรียนแบบใชเทคนิคคําถามเปนกระบวนการ เรียนที่มุงพัฒนากระบวนการทางความคิดของผูเรียน โดยผูสอนจะปอนคาถามในลักษณะตางๆ ที่เปนคําถามที่ ดีสามารถพัฒนาความคิดผูเรียนถามเพื่อใหผูเรียนใชความคิดเชิงเหตุผล วิเคราะห วิจารณ สังเคราะห หรือ ประเมินคาเพื่อจะตอบคําถามเหลานั้น ซึ่งมีองคประกอบสําคัญของการจัดการเรียนของการจัดการเรียนรูแบบ ใชคําถาม มีดังนี้ 1. คําถามประเภทตางๆ ที่มีลักษณะเปนคําถามที่ดีมีคุณภาพและสามารถพัฒนาความคิดผูเรียน 2. เทคนิคการใชคําถามของผูสอน 3. การตอบคําถามของผูเรียน ทิศนา แขมมณี (2545 : 25) ไดเสนอแนวคิดการใชเทคนิคการตั้งคําถามที่พัฒนาการคิดสรุปไดดังนี้ การใชคําถามเปนเทคนิคที่ถือไดวา ครูสามารถนาไปใชไดมากที่สุด สะดวกที่สุด ประหยัดเวลาที่สุดและหาก ใชไดดีก็จะเกิดประโยชนคุมคาที่สุด การใชคําถามที่ดีเพียง 1 คําถาม อาจชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดอยาง มหาศาล ประเด็นที่เปนปญหาก็คือ ครูผูสอนจะตองคําถามใหดีไดอยางไร คําถามแบบใดที่จะชวยกระตุนให นักเรียนคิดไดดี ครูจําเปนตองมีเกณฑหรือหลักการเปาหมายที่ใชในการตั้งคําถาม การพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะหเปนทักษะการคิดขั้นสูงในการพัฒนานั้นตองอาศัยทักษะการคิดขั้นพื้นฐาน หมายความวา ถานักเรียน ไมมีทักษะในการคิดขั้นพื้นฐานจะทําใหไมสามารถที่จะพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูงได ผูวิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนา ทักษะการคิดของผูเรียนในขั้นทักษะพื้นฐานและพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง ซึ่งไดแนวคิดของ ทิศนา แขมมณี และคณะ (2546 :74 -81) และเทคนิคการคิดวิเคราะห 5W1H โดยการใชเทคนิคคาถามของ Bloom (สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. 2548 : 92-93) การจําแนกประเภทคาถาม ดังนี้ 1. คําถามระดับต่ําและระดับสูง 1.1 คําถามระดับต่ําเปนคาถามที่ตองการคําตอบระดับความจําของขอมูลหรือเรียกไดวาเปน คําถามที่ตองการวัดความจําใชในการทบทวนความรูพื้นฐานหรือมโนทัศน 1.2 คําถามระดับสูงเปนคําถามที่ตองการคําตอบในระดับการแปลผล การนําไปใช การ วิเคราะห สังเคราะหและประเมินคาหรือเรียกไดวาเปนคําถามที่ตองการวัดความคิด ชวยพัฒนาผูเรียนดานของ ทักษะความคิดและการใหเหตุผล 2. คําถามเกี่ยวกับผลกระบวนการและความคิดเห็น 2.1 คําถามเกี่ยวกับผลเปนคําถามที่ตองการคําตอบในรูปของการสรุปผลขั้นสุดทาย
2.2 คําถามเกี่ยวกับกระบวนการเปนคําถามที่ตองการใหผูเรียนอธิบายถึงวิธีการดําเนินการ หรือขั้นตอนที่นําไปสูผลขั้นสุดทาย 2.3 คําถามเกี่ยวกับความคิดเห็นเปนคําถามที่ตองการใหผูเรียนแสดงความคิดเห็นตัดสินใจ หรือประเมินสิ่งใดสิ่งหนึ่ง 3. คําถามแบบปดและเปด 3.1 คําถามแบบปดเปนคําถามที่มีคําตอบเดียวมักใชกับขอมูลที่เปนความจํา 3.2 คําถามแบบเปดเปนคําถามที่ใหคําตอบไดหลายอยางใชเพื่อการสรางขอมูลเพื่อใหเกิด การตอบสนองเฉพาะตัวและนําไปสูการอภิปรายและการถามในขั้นตอไป สุวิทย มูลคํา (2547 : 77) ไดนิยามคําถามตางๆ และคําถามตามแนวคิดของ Bloom แบง ออกเปน 6 ประเภท ดังนี้ 1. ถามความรูเปนคําถามที่มีคาตอบแนนอนในเนื้อหาเกี่ยวกับขอเท็จจริงจํากัดความคํานิยามคําศัพท กฎทฤษฏี ถามเกี่ยวกับใคร (Who) อะไร (What) เมื่อไร (When) ที่ไหน (Where) รวมทั้งใชหรือไม 2. ถามความเขาใจคําถามที่ตองใชความรู ความจํามาประกอบเพื่ออธิบายดวยคําพูดของตนเอง เปน คําถามที่สูงกวาความรู 3. ถามการนําไปใชคําถามที่นาความรูความเขาใจไปใชแกปญหาในสถานการณใหม 4. ถามการวิเคราะหคําถามที่ใหจําแนกแยกแยะเรื่องราวตาง ๆ วาประกอบดวยสวนยอยอะไรบางโดย อาศัยหลักการทฤษฏีที่มาของเรื่องราวหรือเหตุการณนั้น 5. ถามสังเคราะหคําถามที่ใชกระบวนการคิดเพื่อสรุปความสัมพันธระหวางขอมูลยอยๆ ขึ้นเปน หลักการหรือแนวคิดใหม 6. ถามประเมินคาคําถามที่ใหนักเรียนตีคุณคาโดยใชความรู ความรูสึก ความคิดเห็น ในการกําหนด เกณฑเพื่อประเมินคาสิ่งเหลานั้น การคิดวิเคราะหดวยการใชเทคนิคคําถามการคิดวิเคราะห 5W1H จะสามารถชวยไลเรียงความชัดเจน ในแตละเรื่องที่เรากาลังคิดเปนอยางดีทําใหเกิดความครบถวนสมบูรณ สุวิทย มูลคําและอรทัย มูลคํา (2547: 85) กลาวถึงขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรูแบบใชเทคนิค คําถามมีขั้นตอนสําคัญตอไปนี้ 1. ขั้นวางแผนการใชคําถามผูสอนควรวางแผนไวลวงหนาจะใชคําถามวัตถุประสงคใด รูปแบบหรือ ประการใดที่จะสอดคลองกับเนื้อหาสาระและวัตถุประสงคของบทเรียน 2. ขั้นเตรียมคําถามผูสอนควรจะเตรียมคําถามที่จะใชในการจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยการสราง คําถามอยางมีหลักเกณฑ 3. ขั้นการใชคําถาม ผูสอนสามารถจะใชคําถามในทุกขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการเรียนรูและ อาจจะสรางคําถามใหมที่นอกเหนือจากคําถามที่เตรียมไวก็ได ทั้งนี้ตองเหมาะสมกับเนื้อหาสาระและ สถานการณนั้น ๆ
4. ขั้นสรุปและประเมินผล การสรุปบทเรียนผูสอนอาจจะใชคําถามเพื่อการสรุปบทเรียนก็ได การ ประเมินผล ผูสอนและผูเรียนรวมกันประเมินผลการเรียนรู โดยใชวิธีการประเมินผลตามสภาพจริงจากแนวคิด ดังกลาวขางตน ผูวิจัยจึงมีแนวคิดในการจัดกิจกรรมการเรียนรูโดยใชเทคนิค 5W1H วาการคิดวิเคราะหจะดีได นั้นผูเรียนตองไดรับการฝกฝนอยูเสมอดวยการฝกตามกระบวนการอยางมีขั้นตอนและมีกลวิธีในการจัด กิจกรรมการเรียนรู สรุปไดวา ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรูดวยเทคนิค 5W1H ใหบรรลุตามจุดประสงค การเรียน มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นกําหนดสิ่งที่ตองการวิเคราะห วิเคราะหเปนการกําหนดวัตถุสิ่งของเรื่องราวหรือเหตุการณ ตาง ๆ ขึ้นมาเพื่อเปนตนเรื่องที่จะใชวิเคราะห เชน พืช สัตว หิน ดิน รูปภาพ บทความ เรื่องราวเหตุการณหรือ สถานการณจากขาว ของจริงหรือสื่อเทคโนโลยีตาง ๆ เปนตน ขั้นที่ 2 ขั้นกําหนดปญหาหรือวัตถุประสงคเปนการกําหนดประเด็นขอสงสัยจากปญหาของสิ่งที่ ตองการวิเคราะหเพื่อคนหาความจริง สาเหตุหรือความสําคัญ เชน รูปภาพ บทเรียน สื่อ สถานการณหรืออะไร ที่สําคัญที่สุด ขั้นที่ 3 ขั้นการตั้งคําถาม เปนขั้นตอนการจัดกิจกรรมเรียนเรียนรูโดยการตั้งคําถามดวยเทคนิคคําถาม 5W1H ลักษณะคําถามในระดับต่ําหรืองายปนกับคําถามระดับสูงหรือคําถามยาก เกี่ยวกับเกณฑในการจําแนก สิ่งที่มีความเหมือนกันหรือแตกตางกัน หลักเกณฑในการหาลักษณะความสัมพันธเชิงเหตุผลอาจเปนลักษณะ ความสัมพันธที่มีความคลายคลึงกันหรือขัดแยงกัน ขั้นที่ 4 ขั้นสรุปบทเรียน เปนการสรุปบทเรียนรวมกันโดยครูและนักเรียน ตามขอคาถามในขั้นที่ 3 หรืออาจใชเทคนิคคําถาม 5W1H เพื่อจําแนกแยกแยะประเด็นตางๆ ใหสอดคลองเหมาะสมกับเนื้อหาสาระ ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผลผูสอนและผูเรียนรวมกันประเมินผลการเรียนรูโดยใชวิธีการประเมินผลตาม สภาพจริง 2.8 การพัฒนาการคิดวิเคราะหโดยใชเทคนิค 5W1H 2.8.1 การคิดวิเคราะห การคิกวิเคราะหเปนทักษะสําคัญที่ผูเรียนใชตัดสินใจ ประเมินเรื่องตางๆ กอนที่จะตัดสินใจ ผูเรียนตองเขาใจ รูขอเท็จของขอมูลซึ่งจะชวยใหผูเรียนตัดสินใจไดถูกตองยิ่งขึ้น Dewey ( 1993 อางถึงใน ชํานาญ เอี่ยมสําอาง,2539 ) การวิเคราะห หมายถึง การคิดอยาง ใครครวญไตรตรอง โดยอธิบายขอบเขตการคิดวิเคราะหวาเปนการคิดที่เริ่มตนจากสถานการณที่มีความยุงยาก และสิ้นสุดลงดวยสถานการณที่มีความชัดเจน บลูม (Bloom, 1956, P. 45 อางอิงใน ลวน สายยศ และอังคณา สายยศ , 2539, หนา 41 – 44) ใหความหมายของการคิดวิเคราะหวา เปนความสามารถในการแยกแยะเพื่อหาสวนยอย ของเหตุการณ เรื่องราวหรือเนื้อหาตาง ๆ วาประกอบไปดวยอะไร มีความสาคัญอยางไร อะไรเปนเหตุอะไรเปนผล และที่เปน อยางนั้นอาศัยหลักการอะไร
กูด (Good. 1973 : 680) ใหความหมายของการคิดวิเคราะหวา เปนการคิดอยาง รอบคอบ ตามหลักของการประเมินและมีหลักฐานอางอิง เพื่อหาขอสรุปที่นาเปนไปไดตลอดจน พิจารณาองคประกอบ ที่เกี่ยวของทั้งหมด และใชกระบวนการตรรกวิทยาไดอยางอยางถูกตอง สมเหตุสมผล อัลฟาโร ลีเฟบเร (Alfaro-LeFevre. 1995 ; 177) อธิบายความหมายของการวิเคราะหวา การคิดวิเคราะหเปนกระบวนการทางปญญาที่บุคคลจะใชใหเกิดความเขาใจธรรมชาติของบางสิ่งบางอยางไดดี ขึ้น โดยการแยกสวนรวมหรือภาพรวมของสิ่งนั้นอยางระมัดระวังใหไดเปน สวนยอยลงไป ประพันธศิริ สุเสารัจ (2551) การคิดวิเคราะห หมายถึง ความสามารถในการมองเห็นราย เอียดและจําแนกแยกแยะขอมูลองคประกอบของสิ่งตางๆ ไมวาจะเปนวัตถุ เรื่องราว เหตุการณตางๆ ออกเปน สวนยอยๆ และจัดเปนหมวดหมูเพื่อคนหาความจริง ความสําคัญ แกนแทองคประกอบหรือหลักการของสิ่ง นั้นๆ สามารถอธิบายตีความสิ่งที่เห็น การหาความสัมพันธและความเชื่อมโยงของสิ่งตางๆ วาเกี่ยวพันกัน อยางไร อะไรเปนเหตุสงผลกระทบตอกันอยางไร อาศัยหลักการใด จนไดความคิดเพื่อนําไปสูการสรุปและการ ประยุกตใช สุวิทย มูลคํา (2550) การคิดวิเคราะห เปนความสามารถในการจําแนก แยกแยะ องคประกอบตางๆ ของสิ่งหนึ่งอาจเปนวัตถุ สิ่งของ เรื่องราง หรือเหตุการณและหาความสัมพันธเชิงเหตุผล ระหวางองคประกอบเหลานั้น เพื่อคนหาสภาพความเปนจริงหรือสิ่งสําคัญของสิ่งของที่กําหนดให ประพันธศิริ สุเสารัจ (2551) ทักษะการคิดวิเคราะหวาเปนทักษะที่สามารถพัฒนาไดจาก ประสบการณและบรรยากาศการเรียนรูรวมกันของผูเรียน กิจกรรมที่ครูควรจัดใหผูเรียนจะอยูในรูปแบบการ ตั้งคําถาม การสังเกต การสืบคน การทํานาย และเนื่องจากการคิดวิเคราะหเปนทักษะการคิดระดับสูง 1. การคิดวิเคราะหความสําคัญหรือเนื้อหาของสิ่งตางๆ เปนความสามารถในการแยกแยะไดวาสิ่งใด จําเปน สิ่งใดสําคัญ สิ่งใดมีบทบาทมากที่สุด ประกอบดวย 1.1 วิเคราะหชนิด เปนการใหนักเรียนวินิจฉัยวาสิ่งนั้นเหตุการณนั้นๆ จะเปนชนิดใดลักษณะ ใด เพราะเหตุใด 1.2 วิเคราะหสิ่งสําคัญ เปนการวินิจฉัยวาสิ่งใดสําคัญ สิ่งไมสําคัญ เปนการคนหาสาระสําคัญ ขอความหลัก ขอสรุป จุดเดน จุดดอยของสิ่งตางๆ 1.3 การวิเคราะหและจําหนาย เปนการมุงคนหาสิ่งที่แอบแฝงซอนเรนหรืออยูเบื้องหลังจาก สิ่งที่เห็นซึ่งไมใชไมไดบงบอกตรงๆ แตมีรองรอยของความจริงซอนเรนอยู 2. การคิดวิเคราะหความสัมพันธ เปนการคนหาความสัมพันธของสิ่งตางๆ วามีอะไรสัมพันธกัน สัมพันธเชื่อมโยงกันอยางไร สัมพันธกันมากนอยเพียงใด สอดคลองหรือขัดแยงกัน
3. การวิเคราะหเชิงหลักการ หมายถึง การคนหาโครงสรางระบบเรื่องราวสิ่งของและการทํางานตางๆ การคิดวิเคราะหหลักการ เปนการคิดวิเคราะหที่ถือวามีความสําคัญที่สุด การที่จะวิเคราะหเชิงการไดดีจะตองมี ความรูความสามารถในการวิเคราะหองคประกอบและการวิเคราะหความสัมพันธจะทําใหสามารถสรุปเปน หลักการได พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ใหความคําวา คิด คือทําใหปรากฏเปนรูปหรือ ประกอบใหเปนเรื่องขึ้นในใจ ใหครวญ ไตรตรอง คําวา วิเคราะห คือ ใครครวญ แยกออกเปนสวนสวนเพื่อ ศึกษาใหถองแท การคิดวิเคราะหซึ่งมีความหมายวาทําใหปรากฏเปนรูปหรือเปนเรื่องขึ้นในใจโดยการ ใครครวญ ไตรตรอง สํานักงานวิชาการและมาตรฐานการศึกษา 2549 การคิดวิเคราะห คือ การระบุเรื่องหรือปญหาการ จําแนกแยกแยะ เปรียบเทียบขอมูลหรือเพื่อจัดกลุมอยางเปนระบบระบุเหตุผลหรือเชื่อมโยงความสัมพันธของ ขอมูลและตรวจสอบขอมูล หรือหาขอมูลเพิ่มเติมเพื่อใหเพียงพอในการตัดสินใจ แกปญหา คิดสรางสรรค โดยสรุป การคิดวิเคราะห คือ การศึกษาสิ่งตางๆ โดยการแบงแยกยอยในสิ่งที่สนใจ ศึกษาสิ่งนั้นอยาง ละเอียดเพื่อใหเกิดความรู ความเขาใจสิ่งนั้นมายิ่งขึ้น 2.8.2 เทคนิคการตั้งคําถาม 5W1H การใชคําถามเปนเทคนิคในสําหรับการเสาะแสวงหาความรูที่มีประสิทธิภาพ ทําใหเกิดการ เรียนรูที่พัฒนาทักษะการคิด การตีความ การไตรตรอง การถายทอดความคิด ชวยใหผูเรียนสามารถสราง ความรู ความเขาใจและพัฒนาความคิดใหมๆ นําไปสูการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงการใชกระบวนการเรียนรู ไดอยางดีโดยการใชคําพูดหรือประโยคที่กระตุนการตอบสนองของผูเดินออกมา จุดมุงหมายที่ครูใชคําถามเพื่อ เปนสื่อใหผูเรียนไดคิดตาม หรือเปนสื่อในการใหผูเรียนไดแสงเสาะแสวงหาความรูดวยตนตัวของเขาเอง โดยใช คําถามเปนสื่อตลอดเวลาทุกชวงของการเรียนการสอน ซึ่งการใชคําถามมีลักษณะทั้งคําถามงายและคําถามยาก หรือทั้งคําถามแคบและคําถามกวาง ครูสามารถใชคําถามในหองเรียนได เชน ครูเปนผูถามใหผูเรียนตอบ ครู และนักเรียนรวมกันถามและอภิปราย หรือนักเรียนเปนผูถามคําถามครูก็ได การใชคําถามฝกการคิดวิเคราะห เมื่อครูคาสถานการณตางๆ ไดแลวครูก็ใชคําถามหรือคําสั่ง กระตุนใหนักเรียนคิด ขึ้นอยูกับวาคําถามนั้นจะถามนักเรียนในลักษณะใด เชน การฐานจําแนกแยกแยะ/ เปรียบเทียบขอมูลในสถานการณ การถามหาความสัมพันธขอมูลในเหตุการณ การถามหาจุดเดน จุดดอย ความสําคัญหลักการ สุวิทย คํามูล (2550) การคิดวิเคราะหเปนการใชสมองซีกซายเปนหลัก เนนที่เชิงลึกจากเหตุไปสูผล เชื่อมโยงความสัมพันธในเชิงเหตุผล การจัดลําดับความสําคัญ และเชิงเปรียบเทียบ เทคนิคที่นิยมใชคือ
5W 1H เพื่อหาคําตอบโดยใชเทคนิคคําถามในชวงตนหรือเริ่มตนการคิดวิเคราะหโดยกระบวนการคิดวิเคราะห ประกอบดวย 5 ขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 กําหนดสิ่งที่ตองการวิเคราะห เปนการกําหนดวัตถุสิ่งของ เรื่องราว หรือเหตุการณตางๆขึ้นมา เพื่อเปนตนเรื่องในการใชวิเคราะห ขั้นที่ 2 กําหนดปญหาหรือวัตถุประสงค เปนการกําหนดประเด็นขอสงสัยจากปญหาของสิ่งที่ตองการ วิเคราะห อาจจะกําหนดเปนคําถามหรือวัตถุประสงคของการวิเคราะห เพื่อคนหาความจริง สาเหตุหรือ ความสําคัญ ขั้นที่ 3 กําหนดหลักการหรือกฎเกณฑ เปนการกําหนดขอกําหนดสําหรับใชแยกสวนประกอบของสิ่งที่ กําหนดให ขั้นที่ 4 พิจารณาแยกแยะ เปนการพินิจ พิเคราะห ทําการแยกแยะ กระจายสิ่งที่กําหนดใหออกเปน สวนยอยๆ โดยอาจใชเทคนิคคําถาม 5W 1H ซึ่งประกอบดวย What (อะไร) Where (ที่ไหน) When (เมื่อไหร) Why (ทําไม) Who (ใคร) และ How (อยางไร) ขั้นที่ 5 สรุปคําตอบเปนการรวบรวบรวมประเด็นที่สําคัญเพื่อหาขอสรุปเปนคําตอบหรือตอบปญหา ของสิ่งที่กําหนดให การตั้งประเด็นถามตอบเพื่อใหนักเรียนบรรลุเปาหมายที่กําหนดไว โดยใชคําถาม 5W1H ซึ่งเปนสวน ของคําถาม 6 ประเภทตามความคิดของบลูม วิทวัฒน ขัตติยะมาน (2550) ไดกลาวไวและมีความสอดคลอง กับระดับความสามารถในการอานจับใจความที่ผูวิจัยนํามาใชประกอบจัดกิจกรรมการเรียนรู ดังนี้ What (อะไร) ปญหาหรือสถานการณที่เกิดขึ้น - เกิดอะไรขึ้นบาง - มีอะไรเปนหลักฐาน - หลักฐานที่สําคัญที่สุด คืออะไร Where (ที่ไหน) สถานที่หรือตําแหนงที่เกิดเหตุ - เรื่องที่เกิดขึ้นที่ไหน - เหตุการณนี้นาจะเกิดขึ้นที่ใด มากที่สุด When (ที่ไหน) สถานที่หรือตําแหนงที่เกิดเหตุ - เหตุการณนี้นาจะเกิดขึ้นเมื่อไร
- เวลาใดบางที่สถานการณเชนนี้จะเกิดขึ้นได Whey (ทําไม) สาเหตุหรือมูลเหตุที่ทําใหเกิดขึ้นได - เหตุใดตองเปนคนนี้ เปนเวลานี้ เปนสถานที่นี้ - เพราะเหตุใดเหตุการณนี้จึงเกิดขึ้น - ทําไมจึงเกิดเรื่องนี้ Who (ใคร) บุคคลสําคัญเปนตัวประกอบ หรือเปนผูที่เกี่ยวของที่จะไดรับผลกระทบทั้งดานบวกและ ดานลบ - ใครอยูในเหตุการณบาง - ใครนาจะเกี่ยวของกับเหตุการณนี้บาง - เหตุการณที่เกิดขึ้นใครไดประโยชนใครเสียประโยชน How (อยางไร) รายละเอียดของสิ่งที่เกิดขึ้นแลวหรือกําลังเกิดขึ้นวามีความเปนไปไดในลักษณะใด - เขาทําสิ่งนี้ไดอยางไร - ลําดับเหตุการณนี้ดูวาเกิดขึ้นไดอยางไรบาง - เหตุการณนี้เกิดขึ้นไดอยางไร - มีลักษณะในการพิจารณาคนดีอยางไร 2.9 ประสิทธิภาพ การผลิตสื่อหรือชุดการสอนนั้น กอนนําไปใชจะตองนําสื่อหรือชุดการสอนที่ผลิตขึ้นไปทดสอบ ประสิทธิภาพเพื่อดูวา สื่อหรือชุดการสอนทําใหผูเรียนมีความรูเพิ่มขึ้นหรือไม มีประสิทธิภาพในการชวยให กระบวนการเรียนการสอนดําเนินไปอยางมีประสิทธิภาพเพียงใด มีความสัมพันธกับผลลัพธหรือไม และผูเรียน มีความพึงพอใจตอการเรียนจากสื่อหรือสื่อหรือชุดการสอนในระดับใด ดังนั้นผูผลิตสื่อการสอนจําเปนจะตอง นําสื่อหรือชุดการสอนไปหาคุณภาพ เรียกวา การทดสอบประสิทธิภาพ (ชัยยงค พรหมวงษ , 2556)
2.9.1 ความหมายของการทดสอบประสิทธิภาพ 1. ความหมายของประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพ.(Efficiency).หมายถึง.สภาวะหรือคุณภาพของสมรรถนะในการดําเนินงาน เพื่อใหงานมีความสําเร็จโดยใชเวลาความพยายามและคาใชจายคุมคาที่สุดตามจุดมุงหมายที่กําหนดไวเพื่อให ไดผลลัพธ โดยกําหนดเปนอัตราสวนหรือรอยละระหวางปจจัยนําเขา กระบวนการและผลลัพธ(Ratio between input, process and output) ปร ะ สิ ทธิ ภ า พ เน น ก าร ดํ า เ นิน ก า รที่ ถู ก ต อง ห รื อก ร ะ ทํ าสิ่ ง ใ ดๆ อ ย าง ถู ก วิ ธี (Doing.thething.right)คําวาประสิทธิภาพ มักสับสนกับคําวา ประสิทธิผล (Effectiveness).ซึ่งเปนคําที่ คลุมเครือ ไมเนนปริมาณ และมุงใหบรรลุวัตถุประสงคและเนนการทําสิ่งที่ถูกที่ควร (Doing the right thing) ดังนั้นสองคํานี้จึงมักใชคูกัน คือ ประสิทธิภาพและประสิทธิผล 2. ความหมายของการทดสอบประสิทธิภาพ การทดสอบประสิทธิภาพ หมายถึง การนําสื่อหรือชุดการสอนไปทดสอบดวยกระบวนการ สองขั้นตอนคือ การทดสอบประสิทธิภาพใชเบื้องตน (Try.Out)และทดสอบประสิทธิภาพสอนจริง (Trial.Run).เพื่อหาคุณภาพของสื่อตามขั้นตอนที่กําหนดใน 3ประเด็น คือ การทําใหผูเรียนมีความรูเพิ่มขึ้นการ ชวยใหผูเรียนผานกระบวนการเรียนและทําแบบประเมินสุดทายไดดี และการทําใหผูเรียนมีความพึงพอใจ (1) การทดสอบประสิทธิภาพใชเบื้องตน เปนการนําสื่อหรือชุดการสอนที่ผลิตขึ้นเปนตนแบบ (Prototype) แลวไปทดลอบประสิทธิภาพใชตามขั้นตอนที่กําหนดไวในแตละระบบ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ของสื่อหรือชุดการสอนใหเทาเกณฑที่กําหนดไว และปรับปรุงจนถึงเกณฑ (2) การทดสอบประสิทธิภาพสอนจริง หมายถึง การนําสื่อหรือชุดการสอนที่ไดทดสอบ ประสิทธิภาพใชและปรับปรุงจนไดคุณภาพถึงเกณฑแลวของแตละหนวย ทุกหนวยในแตละวิชาไปสอนจริงใน ชั้นเรียนหรือในสถานการณการเรียนที่แทจริงในชวงเวลาหนึ่งเชน 1ภาคการศึกษาเปนอยางนอย เพื่อ ตรวจสอบคุณภาพเปนครั้งสุดทายกอนนําไปเผยแพรและผลิตออกมาเปนจํานวนมาก 2.9.2 การกําหนดเกณฑประสิทธิภาพ 1. ความหมายของเกณฑ (Criterion) เกณฑเปนขีดกําหนดที่จะยอมรับวา สิ่งใดหรือพฤติกรรมใดมีคุณภาพและ หรือปริมาณที่จะ รับไดการตั้งเกณฑตองตั้งไวครั้งแรกครั้งเดียวเพื่อจะปรับปรุงคุณภาพใหถึงเกณฑขั้นต่ําที่ตั้งไว จะตั้งเกณฑการ ทดสอบประสิทธิภาพไวตางกันไมได เชนเมื่อมีการทดสอบประสิทธิภาพแบบเดี่ยว ตั้งเกณฑไว60/60 แบบกลุม ตั้งไว 70/70 สวนแบบสนาม ตั้งไว80/80 ถือวาเปนการตั้งเกณฑที่ไมถูกตอง
อนึ่งเนื่องจากเกณฑที่ตั้งไวเปนเกณฑต่ําสุด ดังนั้นหากการทดสอบคุณภาพของสิ่งใดหรือ พฤติกรรมใดไดผลสูงกวาเกณฑที่ตั้งไวอยางมีนัยสําคัญที่ระดับ .05 หรืออนุโลมใหมีความคลาดเคลื่อนต่ําหรือ สูงกวาคาประสิทธิภาพที่ตั้งไวเกิน 2.5 ก็ใหปรับเกณฑขึ้นไปอีกหนึ่งขั้น แตหากไดคาต่ํากวาคาประสิทธิภาพ ที่ตั้งไว ตองปรับปรุงและนําไปทดสอบประสิทธิภาพใชหลายครั้งในภาคสนามจนไดคาถึงเกณฑที่กําหนด 2. ความหมายของเกณฑประสิทธิภาพ ความหมายของเกณฑประสิทธิภาพหมายถึง ระดับประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอนที่จะ ชวยใหผูเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม เปนระดับที่ผลิตสื่อหรือชุดการสอนจะพึงพอใจวาหากสื่อหรือชุด การสอนมีประสิทธิภาพถึงระดับนั้นแลว สื่อหรือชุดการสอนนั้นก็มีคุณคาที่จะนําไปสอนนักเรียนและคุมแกการ ลงทุนผลิตออกมาเปนจํานวนมาก การกําหนดเกณฑประสิทธิภาพกระทําไดโดยการประเมินผลพฤติกรรมของผูเรียน 2 ประเภทคือ พฤติกรรมตอเนื่อง (กระบวนการ) กําหนดคาประสิทธิภาพเปน E1 = Efficiency of Process( ประสิทธิภาพของกระบวนการ) และพฤติกรรมสุดทาย(ผลลัพธ) กําหนดคาประสิทธิภาพเปน E2 = Efficiencyof Product (ประสิทธิภาพของผลลัพธ) (1) ประเมินพฤติกรรมตอเนื่อง(Transitional Behavior) คือประเมินผลตอเนื่องซึ่ง ประกอบดวยพฤติกรรมยอยของผูเรียน เรียกวา“กระบวนการ” (Process) ที่เกิดจากการประกอบ กิจกรรมกลุม ไดแก การทําโครงการ หรือทํารายงานเปนกลุม และรายงานบุคคล ไดแกงานที่มอบหมายและ กิจกรรมอื่นใดที่ผูสอนกําหนดไว (2) ประเมินพฤติกรรมสุดทาย (Terminal Behavior)คือประเมินผลลัพธ (Product)ของ ผูเรียน โดยพิจารณาจากการสอบหลังเรียนและการสอบไลประสิทธิภาพของสื่อหรือชุดการสอนจะกําหนดเปน เกณฑที่ผูสอนคาดหมายวาผูเรียนจะเปลี่ยนพฤติกรรมเปนที่พึงพอใจ โดยกําหนดใหผลเฉลี่ยของคะแนนการ ทํางานและการประกอบกิจกรรมของผูเรียนทั้งหมดตอรอยละของผลการประเมินหลังเรียนทั้งหมด นั่นคือ E1/E2 = ประสิทธิภาพของกระบวนการ/ประสิทธิภาพของผลลัพธ 2.9.3 วิธีการคํานวณหาประสิทธิภาพ การคํานวณหาประสิทธิภาพ คือ การคํานวณหาคาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และ การคํานวณหาคาประสิทธิภาพของผลลัพธ (E2) ซึ่งมีวิธีการคํานวณ ดังนี้ (ชัยยงค พรหมวงษ , 2556) 1. วิธีการคํานวณหาคาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) เมื่อ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ ∑ แทน ผลรวมคะแนนที่ไดจากชุดกิจกรรมระหวางเรียน
N แทน จํานวนนักเรียนทั้งหมด A แทน คะแนนเต็มของชุดกิจกรรมระหวางเรียน 2. วิธีการคํานวณหาคาประสิทธิภาพของผลลัพธ (E2) เมื่อ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ ∑ แทน ผลรวมคะแนนที่ไดจากการทดสอบหลังเรียน N แทน จํานวนนักเรียนทั้งหมด B แทน คะแนนเต็มของการทดสอบหลังเรียน 2.9.4 การยอมรับประสิทธิภาพ เกณฑการยอมรับประสิทธิภาพมีเกณฑ ดังนี้(วีณา ประชากูล และประสาท เนืองเฉลิม, 2554) 1. สูงกวาเกณฑ คือ ตั้งเกณฑ E1/E2 ไวแลวไดคาประสิทธิภาพสูงกวาเกณฑที่กําหนดไวเชน ตั้งเกณฑมาตรฐานไว90/90 แลวคํานวณคาประสิทธิภาพบทเรียนสําเร็จรูปได 95/95 2. เทาเกณฑคือ ตั้งเกณฑ E1/E2 ไวแลวไดคาประสิทธิภาพเทากับเกณฑที่ตั้งไว เชน ตั้ง เกณฑมาตรฐานไว 90/90 แลวคํานวณคาประสิทธิภาพบทเรียนสําเร็จรูปได 90/90 3. ต่ํากวาเกณฑคือ ตั้งเกณฑ E1/E2 ไวแลวไดคาประสิทธิภาพต่ํากวาเกณฑที่ตั้งไวไมเกิน. 2.5.%การที่จะสรุปไดวานวัตกรรมการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพหรือไม จะตองมีการกําหนด เกณฑเพื่อใชในการพิจารณา และยอมรับความผิดพลาดไดไมเกินรอยละ 2.50 สรุปไดวา การหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรูเปนการทดสอบของประสิทธิภาพ ของแผนการจัดการเรียนรู เพื่อจะไดทราบวาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรูนั้นเปนไปตามเกณฑที่ กําหนดและสามารถนําไปใชใหบรรลุตามวัตถุประสงคตามเปาหมายได 2.10 ดัชนีประสิทธิผล 2.10.1 ความหมายของดัชนีประสิทธิผล มีนักการศึกษากลาวถึงความหมายของดัชนีประสิทธิผลไวหลายทาน ดังนี้ วิมล เหลาแคน (2552)ไดใหความหมายของดัชนีประสิทธิผลวา ดัชนีประสิทธิผลหมายถึง คะแนนที่ แสดงความกาวหนาในการเรียนของผูเรียนที่ไดจากผลการเรียนรูจากที่กลาวมาขางตนสรุปไดวา ดัชนี ประสิทธิผล หมายถึง ความกาวหนาในการเรียนของผูเรียนหลังจากที่ไดศึกษานวัตกรรมหรือสื่อตางๆ โดย เปรียบเทียบคะแนนที่เพิ่มขึ้นจากการทดสอบกอนเรียนกับคะแนนที่ไดจากการทดสอบหลังเรียน
บุญชม ศรีสะอาด.(2553)ไดใหความหมายของคาดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness.: E.I.).ไววา หมายถึง คาที่แสดงการเรียนรูที่กาวหนาขึ้นจากพื้นฐานความรูเดิมที่มีอยูแลว หลังจากที่ผูเรียนไดเรียนจากสื่อ นวัตกรรมหรือแผนการจัดการเรียนรูนั้น ๆ เกริก ทวมกลางและจินตนา ทวมกลาง (2555) ไดใหความหมายของ ดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index) วาหมายถึง ตัวเลขที่แสดงถึงความกาวหนาของผูเรียน โดยการเทียบคะแนนที่เพิ่มขึ้น จากคะแนนการทดสอบกอนเรียนกับคะแนนที่ไดจากการทดสอบหลังเรียน และคะแนนเต็มหรือคะแนนสูงสุด กับคะแนนที่ไดจากการทดสอบกอนเรียน ตามปกติแลวจะเปนการประเมินความแตกตางของคาคะแนนใน 2 ลักษณะ คือ ความแตกตางของคะแนนการทดสอบกอนเรียน และคะแนนทดสอบหลังเรียน หรือเปนการ ทดสอบเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกลุมทดลองและกลุมควบคุม ในทางปฏิบัติสวนมากจะเนนที่ ผลความแตกตางที่แทจริงมากกวาผลของความแตกตางทางสถิติ 2.10.2 การหาดัชนีประสิทธิผล สมนึก ภัททิยธนี (2558)ไดกลาวถึงวิธีการหาดัชนีประสิทธิผลวา เปนการประเมินความ แตกตางของคะแนนใน 2 ลักษณะ คือ ความแตกตางของคะแนนการทดสอบกอนเรียน และคะแนนการ ทดสอบหลังเรียน หรือเปนการทดสอบเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหวางกลุมทดลองและกลุมควบคุม ในทางปฏิบัติสวนมากจะเนนที่ผลความแตกตางที่แทจริงมากกวาผลของความแตกตางทางสถิติ ดัชนีประสิทธิผลมีรูปแบบในการหาคาดังนี้ E.I. = เมื่อ E.I. แทน ดัชนีประสิทธิผล P1 แทน ผลรวมของคะแนนทดสอบกอนเรียน P2 แทน ผลรวมของคะแนนทดสอบหลังเรียน Total แทน ผลคูณของจํานวนนักเรียนกับคะแนนเต็ม การหาคาดัชนีประสิทธิผล เปนการพิจารณาพัฒนาการในลักษณะที่วาเพิ่มขึ้นเทาไรไมได ทดสอบวาเพิ่มขึ้นอยางนาเชื่อถือไดหรือไม มีขอสังเกตบางประการเกี่ยวกับคาดัชนีประสิทธิผล ดังนี้ คาดัชนีประสิทธิผล เปนเรื่องของอัตราสวนของผลตางจะมีคาสูงสุดเปน 1.00 สวนคาต่ําสุด ไมสามารถกําหนดไดเพราะมีคาต่ํากวา -1.00 ก็ได และถาเปนคาลบแสดงวาคะแนนสอบกอนเรียนมากกวา หลังเรียน ซึ่งมีความหมายวา ระบบการเรียนการสอนหรือสื่อไมมีคุณภาพ 1..ถาผลสอบกอนเรียนของนักเรียนทุกคนไดคะแนนรวมเทาไรก็ได (ยกเวนไดคะแนนเต็มทุก คน) และถาผลการสอบหลังเรียนของนักเรียนทุกคนทําไดถูกหมดทุกขอ (ไดคะแนนเต็มทุกคน) คาดัชนี ประสิทธิผล จะเปน 1.00
2..ถาผลการสอนกอนเรียนมากกวาหลังเรียน คาดัชนีประสิทธิผลจะมีคาต่ํากวา -1.00 ก็ได 3..การแปลความหมายของคาดัชนีประสิทธิผลไมนาจะแปลความหมายเฉพาะคาที่คํานวณได วานักเรียนมีพัฒนาการขึ้นเทาใด คิดเปนรอยละเทาไร แตควรจะดูขอมูลเดิมประกอบดวยวาหลังจากนักเรียนมี คะแนนเพิ่มขึ้นเทาไร ในบางครั้งคะแนนหลังเรียนเพิ่มขึ้นเล็กนอยเปนเพราะวากลุมนั้นมีความรูเดิมในเรื่องนั้น มากอยูแลว ซึ่งไมใชเรื่องเสียหาย ดังนั้น คาดัชนีประสิทธิผลที่เกิดขึ้นแตละกลุมไมสามารถเปรียบเทียบกันได เพราะไมไดเริ่มจาก ฐานความรูที่เทากัน คาดัชนีประสิทธิผลของแตละกลุมจะอธิบายเฉพาะกลุมเทานั้น จากที่กลาวมาขางตน สรุปไดวา ดัชนีประสิทธิผลเปนการหาประสิทธิผลของสื่อหรือนวัตกรรม เทคนิค วิธีสอนที่พัฒนาขึ้นวามีประสิทธิผลเพียงใด เหมาะสมที่จะนําไปใชในการจัดการเรียนรู หรือไม เปนการสราง ความเชื่อถือใหกับสื่อที่สรางขึ้นวาเปนสื่อที่มีคุณภาพ สามารถนําไปใชในการจัดการเรียนรูได นักเรียนมี ความกาวหนาหรือมีความรูเพิ่มขึ้นหลังจากใชสื่อมากนอยเพียงใด คาที่แสดงพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นของนักเรียน โดยการเปรียบเทียบคะแนนกอนเรียนกับคะแนนหลังเรียนของนักเรียน ซึ่งคาที่คํานวณไดควรถือเกณฑ .50 2.11 ความพึงพอใจ 2.11.1 ความหมายของความพึงพอใจ ความพึงพอใจเปนปจจัยที่สําคัญประการหนึ่งที่มีผลตอความสําเร็จของงานที่บรรลุเปาหมายที่มี ประสิทธิภาพ อันเปนผลจากการไดรับการตอบสนองตอแรงจูงใจหรือความตองการของ แตละบุคคลในแนวทางที่เขาประสงค มีนักการศึกษาไดใหความหมายไวดังนี้ กชกร เปาสุวรรณ และคณะ (2550) ไดกลาวถึงความหมายของความพึงพอใจวา สิ่งที่ควรจะเปนไป ตามความตองการ ความพึงพอใจเปนผลของการแสดงออกของทัศนคติของบุคคลอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งเปน ความรูสึกเอนเอียงของจิตใจที่มีประสบการณที่มนุษยเราไดรับอาจจะมากหรือนอยก็ได และเปนความรูสึกที่มี ตอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งเปนไปไดทั้งทางบวกและทางลบ แตก็เมื่อไดสิ่งนั้น สามารถตอบสนองความตองการ หรือ ทําใหบรรลุจุดมุงหมายได ก็จะเกิดความรูสึกบวก เปนความรูสึกที่พึงพอใจ แตในทางตรงกันขาม ถาสิ่งนั้นสราง ความรูสึกผิดหวัง ก็จะทําใหเกิดความรูสึกทางลบ เปนความรูสึกไมพึงพอใจ สุธาดา สนธิเวช(2551)ไดกลาวถึง ความหมายของความพึงพอใจไววา ความรูสึกที่ดีหรือทัศนคติที่ดี ของบุคคลซึ่งเกิดจากการไดรับการตอบสนองตามที่ตนตองการก็จะเกิดความรูสึกที่ดีในสิ่งนั้น ตรงกันขามหาก ความตองการไมไดรับการตอบสนอง ความไมพึงพอใจก็จะเกิดขึ้น ดาราณี โพธิ์ไทร (2552)ไดกลาวถึงความหมายของความพึงพอใจไววา ความพึงพอใจหมายถึง ความรูสึกภายใจจิตใจของมนุษยที่ไมเหมือนกัน ขึ้นอยูกับความคาดหวังของแตละบุคคล หากมีความ
ตอบสนองตอความคาดหวังดวยดีก็จะมีความพอใจเกิดขึ้น ในทางตรงขาม หากการตอบสนองความคาดหวัง นอยก็อาจผิดหวังหรือไมพอใจ เบ็ญจวรรณ เสาวโค (2553)ไดกลาวถึง ความหมายของความพึงพอใจไววา ความพึงพอใจตอการเรียน หมายถึง ความรูสึกที่รับรูดวยจิตใจ โดยอาศัยแรงจูงใจภายใน แสดงออกมาเปนพฤติกรรมตางๆ ตอการเรียน การสอนของครูและแสดงใหบุคคลรอบขางไดรับรูในทางบวกหรือในทางที่ดีขึ้น โดยวัดไดจากแบบวัดความพึง พอใจตอการเรียนการสอนมีลักษณะเปนแบบมาตราสวนประมาณคา (rating scale) 5 ระดับ โดยผูวิจัยสราง ขึ้น ศิริพงษ จรัสโรจนกุล (2555)ไดกลาวถึง ความหมายของความพึงพอใจ ไววาความพึงพอใจ หมายถึง ความรูสึกหรือความตองการในการไดรับการตอบสนองของตนเองตามระดับขั้นความรูสึกหรือความพอใจของ ตนเองหรือผูรับการบริการตามความตองการนั้นๆ สรุปไดวา ความพึงพอใจ หมายถึง ความรูสึกที่ดีหรือทัศนคติที่ดีของบุคคล ซึ่งมักเกิดจากการไดรับ การตอบสนองตามที่ตนตองการ ก็จะเกิดความรูสึกที่ดีตอสิ่งนั้น ตรงกันขามหากความตองการของตนไมไดรับ การตอบสนองความไมพึงพอใจก็จะเกิดขึ้น 2.8.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวของกับความพึงพอใจ ความพึงพอใจ เปนความรูสึกของบุคคลจะแสดงออกมากหรือนอยขึ้นอยูกับแรงจูงใจ การ สรางหรือการกระตุนใหเกิดแรงจูงใจจึงเปนสิ่งสําคัญ การศึกษาความพึงพอใจเปนการศึกษาที่เกี่ยวของกับ ความตองการของมนุษย นักการศึกษาไดศึกษาคนควาและกําหนดทฤษฎีเกี่ยวของกับความพึงพอใจไว ดังนี้ (ทิศนา แขมมณี, 2556) 1. ทฤษฏีลําดับขั้นความตองการของมาสโลว (Maslow’s hierarchy of needs Theory). เปนทฤษฎีที่กลาวถึง ความตองการพื้นฐานตามธรรมชาติของมนุษยอยางเปนลําดับขั้น กลาวคือ มนุษยเรามี ความตองการอยูเสมอ เมื่อความตองการไดรับการตอบสนองหรือมีความพึงพอใจตอสิ่งใดสิ่งหนึ่งแลว ความ ตองการดานอื่นก็จะเกิดขึ้นอีก ความตองการของคนเราอาจจะซับซอน ความตองการหนึ่งยังไมหมดอาจจะเกิด ความตองการหนึ่งขึ้นอีกได ความตองการของบุคคลเรียงลําดับขั้น จากความตองการระดับต่ําไปหาความตองการระดับสูง ลําดับ ความตองการของบุคคลมี 5 ขั้นตอน ไดแก 1)ความตองการทางรางกาย เปนความตองการเบื้องตน เพื่อความอยูรอดของชีวิต เชน ความตองการ ในเรื่องอาหาร น้ํา อากาศเครื่องนุงหม ยารักษาโรคที่อยูอาศัยความ ตองการทางเพศความตองการทางรางกาย จะมีอิทธิพลตอพฤติกรรมของคน ก็ตอเมื่อคนยังไมไดรับการตอบสนอง
2)ความตองการความปลอดภัยและมั่นคง ถาหากความตองการ ทางดานรางกายไดรับการตอบสนอง แลว บุคคลก็จะใหความสนใจกับความตองการระดับสูงตอไป คือ เปนความรูสึกที่ตองการความปลอดภัยหรือ มั่นคง ในปจจุบันและอนาคต ซึ่งรวมถึง ความกาวหนาและความอบอุนใจ 3)ความตองการทางดานสังคม ภายหลังจากที่คนไดรับการตอบสนองในขั้นดังกลาวขางตน ก็จะมี ความตองการที่สูงขึ้นคือความตองการทางสังคม เปนความตองการที่จะเขารวมและไดรับการยอมรับในสังคม ความเปนมิตรและความรักจากเพื่อน 4).ความตองการที่จะไดรับการยกยองนับถือ เปนความตองการใหคนอื่นยกยอง ใหเกียรติ และเห็น ความสําคัญของตน อยากเดนในสังคม รวมถึงความสําเร็จความรูความสามารถ ความเปนอิสระและเสรีภาพ 5).ความตองการความสําเร็จในชีวิต เปนความตองการระดับสูงสุดของ มนุษยอยากจะเปนอยากจะได ตามความคิดของตน จากสาระสําคัญของทฤษฎีความตองการตามลําดับขั้นของมาสโลวสรุปไดวา ความตองการ ทั้ง 5 ขั้นของมนุษยมีความสําคัญไมเทากันและความตองการในแตละขั้นจะมีความสําคัญ กับบุคคลมากนอย เพียงใดนั้นขึ้นอยูกับความพึงพอใจที่ไดรับการตอบสนองความตองการในลําดับขั้นตอนนั้นๆ สามารถนํา แนวคิดทฤษฎีนี้มาใชในการจัดการเรียนการสอน ดังนี้ 1) การเขาใจถึงความตองการพื้นฐานของมนุษย สามารถใหเขาใจพฤติกรรมของบุคคลได เนื่องจาก พฤติกรรมเปนการแสดงออกของความตองการของบุคคล 2) การจะชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดดี จําเปนตองตอบสนองความตองการพื้นฐานที่เขาตองการ แสดงเสียกอน 3) ในกระบวนการเรียนการสอน หากครูผูสอนสามารถหาไดวาผูเรียนแตละคนมีความตองการอยูใน ระดับขั้นใด ก็จะสามารถใชความตองการพื้นฐานของผูเรียนนั้นเปนแรงจูงใจชวยใหผูเรียนเกิดการเรียนรูไดดี 4) การชวยใหผูเรียนไดรับการตอบสนองความตองการพื้นฐานของตนอยางเพียงพอ การใหอิสรภาพ และเสรีภาพแกผูเรียนในการเรียนรูการจัดบรรยากาศที่เอื้อตอการเรียนรู 2. ทฤษฎีเชื่อมโยงของธอรนไดค(Thorndike’s Connectionism Theory) เปนทฤษฎีที่กลาวถึง การ เรียนรูจะเกิดขึ้นไดดวยการที่มนุษยหรือสัตวไดเลือกเอาปฏิกิริยาตอบสนองเชื่อมโยงเขากับสิ่งเราอยาง เหมาะสม หรือการเรียนรูจะเกิดขึ้นดวยการสรางสิ่งเชื่อมโยงหรือพันธะระหวางสิ่งเรากับการตอบสนองนั้นเอง กลาวคือ เมื่อสถานการณหรือสิ่งที่เปนปญหาเกิดขึ้นรางกายจะเกิดความพยายามที่จะแกปญหานั้น โดยแสดง พฤติกรรมตอบสนองออกมาหลาย ๆ รูปแบบซึ่งรางกายจะเลือกพฤติกรรมตอบสนองที่พอใจที่สุดไปเชื่อมโยง สิ่งเราหรือปญหานั้น ทําใหเกิดการเรียนรูขึ้นมาวาถามีสิ่งเราหรือปญหาเชนนี้อีกจะแสดงพฤติกรรมตอบสนอง เชนไร
สิ่งสําคัญในการเรียนรูที่ธอรนไดคไดใหความสําคัญอยางมาก ไดแก การเสริมแรง คือ ความ พึงพอใจที่รางกายไดรับ เพราะจะทําใหเกิดการเชื่อมโยงระหวางสิ่งเรากับการตอบสนองที่มีความแนนแฟนมา กยิ่งขึ้น กฎการเรียนรูของธอรนไดคสรุปไดดังนี้ 1) กฎแหงความพรอม (Law of Readiness) การเรียนรูจะเกิดขึ้นไดดี ถาผูเรียนมีความ พรอมทั้งทางรางกายและจิตใจ 2)กฎแหงการฝกหัด (Law of Exercise) การฝกหัดหรือกระทําบอย ๆ ดวยความเขาใจจะทํา ใหการเรียนรูนั้นคงทนถาวร ถาไมไดกระทําซ้ําบอย ๆ การเรียนรูนั้นจะไมคงทนถาวรและในที่สุดอาจลืมได 3) กฎแหงความพอใจ (Law of Effect) เมื่อบุคคลไดรับผลที่พึงพอใจยอมอยากจะเรียนรู ตอไป แตถาไดรับผลที่ไมพึงพอใจจะไมอยากเรียนรู กฎนี้มีใจความวาพันธะหรือตัวเชื่อมระหวางสิ่งเราและการ ตอบสนองจะเขมแข็งหรือออนกําลัง ยอมขึ้นอยูกับผลตอเนื่องหลังจากที่ไดตอบสนองไปแลวรางวัลจะมีผลให พันธะสิ่งเราและการตอบสนองเขมแข็งขึ้น สวนการทําโทษนั้นจะไมมีผลใด ๆ ตอความเขมแข็งหรือการออน กําลังของพันธะระหวางสิ่งเราและการตอบสนอง 2.11.3 การวัดความพึงพอใจ การวัดความพึงพอใจ สามารถทําไดหลายวิธีดังนี้(สุธาดา สนธิเวช, 2551) 1. การใชแบบสอบถาม โดยผูออกแบบสอบถาม ตองการทราบความคิดเห็นซึ่งสามารถ กระทําไดในลักษณะกําหนดคําตอบใหเลือก หรือตอบคําถามอิสระ คําถามดังกลาวอาจถามความพอใจในดาน ตางๆ เพื่อใหผูตอบทุกคนตอบมาเปนแบบแผนเดียวกัน วิธีนี้นับเปนวิธีที่นิยมใชกันมากที่สุดในการวัดทัศนคติ รูปแบบของแบบสอบถามจะใชมาตรวัดทัศนคติ ซึ่งที่นิยมใชในปจจุบันวิธีหนึ่ง คือ มาตราสวนแบบLikert ประกอบดวยขอความที่แสดงถึงทัศนคติของบุคคลที่มีตอสิ่งเราอยางใดอยางหนึ่งที่มีคําตอบที่แสดงถึงระดับ ความรูสึก 5 คําตอบ เชน มากที่สุด มาก ปานกลาง นอย และนอยที่สุดซึ่งเปนวิธีการที่นิยมกันใชอยาง แพรหลายวิธีหนึ่ง โดยการรองขอหรือขอความรวมมือจากกลุมบุคคลที่ตองการวัด แสดงความคิดเห็นลงใน แบบฟอรมที่กําหนดคําตอบ 2. การสัมภาษณ เปนอีกวิธีหนึ่งที่จะทําใหทราบถึงระดับความพึงพอใจของผูบุคคลซึ่งเปนวิธี ที่จะตองอาศัยเทคนิคและความชํานาญพิเศษของผูสัมภาษณที่จะจูงใจใหผูถูกสัมภาษณตอบคําถามใหตรงกับ ขอเท็จจริง การวัดความพึงพอใจโดยวิธีสัมภาษณนับวาเปนวิธีที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพอีกวิธีหนึ่ง 3. การสังเกต เปนอีกวิธีหนึ่งที่ทําใหทราบถึงระดับความพึงพอใจของผูใชบุคคลได โดยวิธีการ สังเกตกิริยาทาทาง การพูด สีหนา การวัดความพึงพอใจโดยวิธีนี้ผูวัดจะตองทําอยางจริงจังและสังเกตอยางมี
ระเบียบแบบแผนที่แนนอน จึงจะสามารถประเมินถึงระดับความพึงพอใจของบุคคลไดอยางถูกตองวิธีนี้เปนวิธี การศึกษาที่เกาแก และยังเปนที่นิยมใชอยางแพรหลายจนถึงปจจุบัน จากวิธีการวัดความพึงพอใจดังกลาว สรุปไดวา การวัดความรูสึก ทัศนคติหรือความพึงพอใจ ของบุคคลนั้น สามารถวัดไดหลายวิธี ไดแก วิธีการใชแบบสอบถาม วิธีการสัมภาษณ และวิธีการสังเกต ในการศึกษาครั้งนี้ผูศึกษาไดประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที่ 2 ที่มี ตอการจัดการเรียนรูโดยใชกระบวนการสืบเสาะหาความรู (5Es) วิชาวิทยาศาสตร เรื่องไฟฟาในบานเรา โดย การใชแบบสอบถามวัดความพึงพอใจที่ผูศึกษาสรางขึ้น เปนแบบมาตราสวนประมาณคาตามแบบของLikert จํานวน 20 ขอโดยมีความหมายของระดับความพึงพอใจ 5 ระดับ ดังนี้(บุญชม ศรีสะอาด, 2556) ระดับ 5 หมายถึง พึงพอใจมากที่สุด ระดับ4 หมายถึง พึงพอใจมาก ระดับ3 หมายถึง พึงพอใจปานกลาง ระดับ2 หมายถึง พึงพอใจนอย ระดับ1 หมายถึง พึงพอใจนอยที่สุด โดยแปลความตามเกณฑคาเฉลี่ย ดังนี้ คาเฉลี่ย 4.51 – 5.00 หมายถึง มีความพึงพอใจอยูในระดับ มากที่สุด คาเฉลี่ย 3.51 – 4.50 หมายถึง มีความพึงพอใจอยูในระดับ มาก คาเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง มีความพึงพอใจอยูในระดับ ปานกลาง คาเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง มีความพึงพอใจอยูในระดับ นอย คาเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง มีความพึงพอใจอยูในระดับ นอยที่สุด 2.12 บริบทโรงเรียนภูเวียงวิทยาคม 2.12.1 ประวัติของโรงเรียน โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม (อักษรยอ ภ.ว.ค.) เปนโรงเรียนมัธยมศึกษาขนาดใหญ และเปน โรงเรียนมัธยมประจําอําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแกน กอตั้งขึ้นเมื่อป พ.ศ. 2515 สังกัดกรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เริ่มแรกเปดสอนระดับมัธยมศึกษาตอนตน มีจํานวนนักเรียน 98 คน ครู 2 คน โดยอาศัย เรียนที่อาคารเรียนของโรงเรียนชุมชนภูเวียง อําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแกน ตอมาไดยายไปทําสอนที่ปาสงวน แหงชาติปากุดน้ําใส โดยทานศึกษาธิการอําเภอและคณะกรรมการของอําเภอภูเวียงจัดหาที่ดินไวให มีเนื้อที่ 70 ไร ตอมาเมื่อป พ.ศ. 2519 ไดขยายพื้นที่เปน 104 ไร 2 งาน 60 ตารางวา และไดขออนุญาต ใหทาง ราชการอนุมัติเปนที่ราชพัสดุ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ 2521 ปจจุบันไดจัดการเรียนการสอนในสายสามัญ
รูปแบบสหศึกษา ตั้งแตชั้นมัธยมศึกษาปที่ 1 - 6 มีจํานักเรียนราว 2,329 คน และบุคลากรทางการศึกษาอีก กวา 120 คน ซึ่งปจจุบันจัดอยูในสังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 25 สํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมดของโรงเรียนจํานวน 104 ไร 2 งาน 60 ตารางวา - พ.ศ. 2522 โรงเรียนเปดสอนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย - พ.ศ. 2534 ไดเปดโรงเรียนภูเวียงวิทยาคม (สาขาเวียงวงกต) โรงเรียนเวียงวงกตวิทยาคมในปจจุบัน - พ.ศ. 2537 ไดเปดโรงเรียนภูเวียงวิทยาคม(สาขาเวียงนคร) โรงเรียนเวียงนครวิทยาคมในปจจุบัน 2.12.2 สภาพปจจุบันของโรงเรียน ปจจุบันโรงเรียนภูเวียงวิทยาคม สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาขอนแกน เขต 25 สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ เลขที่ 300 หมู 4 ถนนภูเวียง-กุด ฉิม ตําบลภูเวียง อําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแกน 40150 ที่ตั้ง โรงเรียนภูเวียงวิทยาคม ตั้งอยูที่ บานเลขที่ 300 บานภูเวียง หมู 4 ตําบลภูเวียง อําเภอภูเวียง จังหวัดขอนแกน 40150 - ทิศเหนือ ติดตอกับถนนสายกุดฉิม-ภูเวียง - ทิศใต ติดตอกับที่ดินของเอกชน -ทิศตะวันออก ติดตอกับซอยอรุโณทัย - ทิศตะวันตก ติดตอกับสํานักงานเกษตรอําเภอภูเวียง ปรัชญาโรงเรียน พัฒนาบุคคลใหเปนพลเมืองดีของชาติ คําขวัญโรงเรียน “วินัยดี มีความรูอยูอยางสันติ” สีประจําโรงเรียน สีแสด & สีเขียว สีแสด เกิดจาก สีแดง ผสมกับ สีเหลือง สีแดง หมายถึง ความกลาหาญ ความเสียสละ สีเหลื่อง หมายถึง พระพุทธศาสนา สีเขียว หมายถึง ความอุดมสมบูรณและความสดชื่น อักษรยอโรงเรียน ภ.ว.ค.
2.9.3 ขอมูลนักเรียน ระดับชั้น จํานวนหอง เพศ รวม ชาย หญิง ม.1 11 174 256 430 ม.2 10 181 218 399 ม.3 10 176 204 308 รวมมัธยมตน 31 531 678 1,209 ม.4 11 160 221 381 ม.5 10 150 224 374 ม.6 11 151 214 365 รวมมัธยมปลาย 31 531 678 1,209 รวมทั้งหมด 62 992 1,337 2,329 2.9.4 ขอมูลขาราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา คณะผูบริหาร ที่ ชื่อ – นามสกุล ตําแหนง/อันดับ 1. นายคมสันต ชุมอภัย ผูอํานวยการโรงเรียน/วิทยฐานะ ชํานาญการพิเศษ 2. นางเบญจลักษณ ไกรศรีวรรธนะ รองผูอํานวยการกลุมบริหารวิชาการ /วิทยฐานะชํานาญการพิเศษ 3. นายมนตรี อาจมนตรี ผูชวยผูอํานวยการกลุมบริหารวิชาการ /วิทยฐานะชํานาญการพิเศษ 4. นายสาคร ชํานาญพล ผูชวยผูอํานวยการกลุมบริหารงาน บุคคล/วิทยฐานะชํานาญการพิเศษ 5. นายยรรยง ชาญวิรัตน ผูชวยผูอํานวยการกลุมบริหาร กิจการนักเรียน/วิทยฐานะชํานาญการ พิเศษ 6. นางพรทิพย ชาญวิรัตน ผูชวยผูอํานวยการกลุมบริหารทั่วไป /วิทยฐานะชํานาญการพิเศษ 7. นายปฐฏิพนธ นนทะโคตร ผูชวยผูอํานวยการกลุมบริหารแผนและ