ชุดการจดั กจิ กรรมการเรียนรู (สาํ หรบั ครูผูสอน)
กลุมสาระการเรียนรภู าษาไทย ช้ันมัธยมศกึ ษาปท ่ี ๒
ภาคเรียนท่ี ๒ รายวชิ าภาษาไทย
สาํ นกั งานโครงการสวนพระองคสมเด็จพระกนษิ ฐาธิราชเจา
กรมสมเด็จพระเทพรตั นราชสุดา ฯ สยามบรมราชกมุ ารี
สํานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน
สถาบันสง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี
ชุดการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ (ส�ำ หรับครูผสู้ อน)
กลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี ๒
ภาคเรยี นท่ี ๒ รายวิชาภาษาไทย
สำ�นกั งานโครงการส่วนพระองคส์ มเด็จพระกนษิ ฐาธริ าชเจ้า
กรมสมเด็จพระเทพรตั นราชสดุ า ฯ สยามบรมราชกมุ ารี
ส�ำ นกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้นื ฐาน
สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
คำนำ
ตามที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี
ทรงมีพระราชดาริ เม่ือวันท่ี ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ ให้จัดทาสื่อการเรียนเป็นชุดการเรียนรู้สมบูรณ์แบบ
(Comprehensive Learning Package) สาหรบั โรงเรยี นขนาดเลก็ สงั กดั สานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน
สังกัดกองบัญชาการตารวจตระเวนชายแดน โรงเรียนพระปริยัติธรรม สังกัดสานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
และโรงเรียนเอกชน สังกัดสานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เพ่ือส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนา
คุณภาพของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยเน้นการใช้บริบทชีวิตจริงของผู้เรียนและชุมชนเป็นฐาน
ในการเรียน ทาการบูรณาการสาระตามหลักสูตรให้เชื่อมโยงกับการดารงชีวิตท้ังปัจจุบันและอนาคต
ตามแนวพระราชดาริ ท่ีทรงแนะนาให้ใช้โครงการศึกษาทัศน์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภมู ิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาเป็นแนวทางในการพฒั นาสอื่ การเรยี น
สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงได้จัดทาชุดการเรียนรู้ (สาหรับครูผู้สอน)
ให้สอดคล้องกับหลักสูตรท่ีอิงมาตรฐานและเชื่อมโยงไปสู่สมรรถนะ เน้นการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้
ท่ีส่งเสริมความรู้ ทักษะ และพฤติกรรมผู้เรียนรอบด้าน ทั้งยังส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถค้นคว้าต่อเน่ืองในลักษณะ
การเรียนรู้ตามความสนใจได้ และเพื่อให้สะดวกต่อการนาไปใช้ จึงจัดแยกเป็นระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี ๑ – ๓
และแยกเปน็ ภาคเรียนท่ี ๑ และภาคเรยี นท่ี ๒ ทัง้ ๕ กลุม่ สาระการเรียนรู้ ประกอบดว้ ย
- ชดุ การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ (สาหรับครูผ้สู อน) กลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย
ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี ๑ – ๓ ภาคเรยี นท่ี ๑ และภาคเรียนที่ ๒
- ชดุ การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ (สาหรบั ครูผูส้ อน) กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๑ – ๓ ภาคเรยี นท่ี ๑ และภาคเรยี นที่ ๒
- ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สาหรับครผู สู้ อน) กลุม่ สาระการเรียนรคู้ ณติ ศาสตร์
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๑ – ๓ ภาคเรียนที่ ๑ และภาคเรียนที่ ๒
- ชดุ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ (สาหรับครูผูส้ อน) กลุ่มสาระการเรียนรูส้ งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม
ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี ๑ – ๓ ภาคเรียนที่ ๑ และภาคเรียนที่ ๒
- ชดุ การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ (สาหรบั ครูผสู้ อน) กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาองั กฤษ)
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๑ – ๓ ภาคเรยี นที่ ๑ และภาคเรยี นท่ี ๒
การนาชุดการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ไปใช้ ครูผสู้ อนตอ้ งศกึ ษาเอกสาร คู่มอื การใช้ชดุ การจดั กจิ กรรม
การเรียนรู้ และศึกษาคาช้ีแจงในเอกสารชุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (สาหรับครูผู้สอน) เพ่ือให้ทราบถึงแนวคิด
การจัดกระบวนการเรียนรู้ การเตรียมตัวของครู สื่อการจัดการเรียนรู้ ลักษณะชุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
แผนการจดั การเรยี นรู้ แนวทางการวัดและประเมนิ ผลของแต่ละหน่วยการเรยี นรู้
หวังว่าชุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (สาหรับครูผู้สอน) และชุดการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
(สาหรับนกั เรียน) น้ี จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ของครูผู้สอน อนั จะส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษาระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้นต่อไป
ขอขอบคุณ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารสถานศึกษา ศึกษานิเทศก์ ครู อาจารย์ นักวิชาการ
และทุกทา่ นทีม่ ีสว่ นเกย่ี วขอ้ งกบั การจดั ทาเอกสารมา ณ โอกาสน้ี
สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน
สารบญั หนา้
1
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 5 ประสทิ ธิ์งานประสานสามัคคีย์ 2
แผนการจดั เรยี นรู้ท่ี 1 เรอื่ ง เรียนร้เู ขียนรายงาน 5
แผนการจัดเรยี นรทู้ ี่ 2 เรอ่ื ง กกลลออนนกกาานนททส์ ส์ุนนุ ททรรี (ยี 1์ )(๑) 12
แผนการจัดเรียนรูท้ ่ี 3 เร่ือง กกลลออนนกกาานนทท์ส์สนุ ุนททรรี (ีย2์ )(๒) 15
แผนการจดั เรยี นรทู้ ่ี 4 เรอ่ื ง กกลลออนนกกาานนทท์ส์สุนนุ ททรรี (ีย3์ )(๓) 20
แผนการจดั เรยี นรู้ที่ 5 เร่ือง กกลลออนนกกาานนททส์ ์สุนุนททรรี (ีย4์ )(๔) 24
แผนการจดั เรยี นรูท้ ี่ 6 เรอ่ื ง วรรณคดมี ีคุณค่า 29
แผนการจัดเรียนรู้ท่ี 7 เร่อื ง คน้ หาขอ้ มลู ทารายงาน (1) 34
แผนการจัดเรียนรู้ที่ 8 เร่ือง ค้นหาขอ้ มูลทารายงาน (2) 37
แผนการจดั เรียนรู้ท่ี 9 เรอ่ื ง คน้ หาข้อมูลทารายงาน (3) 41
แผนการจัดเรยี นรู้ที่ 10 เรอ่ื ง ค้นหาข้อมูลทารายงาน (4) 44
แผนการจดั เรยี นรู้ที่ 11 เรอื่ ง คน้ หาขอ้ มลู ทารายงาน (5) 48
แผนการจัดเรียนรู้ท่ี 12 เรื่อง ค้นหาข้อมูลทารายงาน (6) 51
แผนการจัดเรียนรทู้ ี่ 13 เร่อื ง วิเคราะห์วจิ ารณอ์ ย่างสรา้ งสรรค์ (1) 53
แผนการจัดเรยี นรทู้ ี่ 14 เรอ่ื ง วเิ คราะหว์ จิ ารณอ์ ย่างสรา้ งสรรค์ (2) 55
แผนการจดั เรยี นรทู้ ่ี 15 เรื่อง รว่ มกันระดมสมอง (1) 67
แผนการจดั เรียนรู้ท่ี 16 เรื่อง ร่วมกนั ระดมสมอง (๒) 70
แผนการจัดเรยี นรู้ที่ 17 เรอ่ื ง รว่ มกันระดมสมอง (3) 73
แผนการจดั เรยี นร้ทู ี่ 18 เรื่อง รว่ มกันระดมสมอง (4) 74
แผนการจดั เรียนรู้ท่ี 19 เร่ือง เพอ่ื นพ้องนาเสนอผลงาน (1) 76
แผนการจัดเรยี นรทู้ ี่ 20 เรอื่ ง เพือ่ นพอ้ งนาเสนอผลงาน (2) 79
แผนการจัดเรียนรูท้ ี่ 21 เรื่อง เพือ่ นพ้องนาเสนอผลงาน (3)
สสาารรบบญั ญั (ต(ตอ่ ่อ)) หน้า
810
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 6 เพลนิ พาทีช้ปี ระเด็น (1) 821
แผนการจัดเรียนรู้ท่ี 1 เร่อื ง วาทะววาาทที ี((11)) 865
แผนการจดั เรียนรทู้ ี่ 2 เรื่อง วาทะววาาทที ี((22)) 910
แผนการจดั เรยี นรู้ที่ 3 เรือ่ ง วรรณคดบี ทพากย์ (1) 965
แผนการจัดเรยี นรทู้ ี่ 4 เรอ่ื ง วรรณคดีบทพากย์ (2) 1021
แผนการจดั เรยี นรทู้ ี่ 5 เรือ่ ง วรรณคดีบทพากย์ (3) 1076
แผนการจดั เรยี นรู้ท่ี 6 เรื่อง วรรณคดบี ทพากย์ (4) 11009
แผนการจัดเรียนรทู้ ่ี 7 เร่ือง วากยะแห่งรภาาชษาา (1) 1132
แผนการจดั เรยี นรู้ที่ 8 เรอื่ ง วากยะแห่งรภาาชษาา (2) 1154
แผนการจดั เรียนรู้ท่ี 9 เร่ือง วากยะแห่งรภาาชษาา (3) 1198
แผนการจดั เรยี นรทู้ ี่ 10 เร่อื ง วากยะแห่งรภาาชษาา (4) 12109
แผนการจดั เรียนรทู้ ่ี 11 เรอ่ื ง คุณค่าและข้อคิด 1221
แผนการจดั เรยี นรทู้ ่ี 12 เรอ่ื ง พิชิตใจความ (1) 1298
แผนการจดั เรียนรู้ท่ี 13 เรอ่ื ง พชิ ติ ใจความ (2) 1310
แผนการจัดเรียนรทู้ ี่ 14 เร่อื ง งามคาเลือกสรร (1) 1343
แผนการจดั เรียนรู้ที่ 15 เร่ือง งามคาเลือกสรร (2) 1๑3๓2๖5
แผนการจดั เรียนรู้ที่ 16 เรือ่ ง งามคาเลือกสรร (3)
สสาารรบบัญัญ((ตตอ่ อ่ )) หนา้
13490
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 7 ส่ือความเหน็ เน้นกระบวนการ 1401
แผนการจดั เรยี นรทู้ ่ี 1 เรื่อง ชวนคิดแสดงความคิดเห็น (1) 1489
แผนการจดั เรยี นรูท้ ี่ 2 เรือ่ ง ชวนคิดแสดงความคดิ เห็น (2) 1501
แผนการจดั เรยี นรทู้ ี่ 3 เรอ่ื ง จบั ประเด็นเนน้ คุณคา่ (1) 1567
แผนการจดั เรียนรู้ที่ 4 เรื่อง จบั ประเดน็ เน้นคุณค่า (2) 15690
แผนการจัดเรยี นรู้ท่ี 5 เรอ่ื ง จับประเดน็ เนน้ คุณค่า (3) 1656
แผนการจดั เรียนรู้ท่ี 6 เรือ่ ง จับประเด็นเน้นคุณคา่ (4) 1701
แผนการจดั เรียนรู้ที่ 7 เร่ือง จับประเด็นเนน้ คุณค่า (5) 1756
แผนการจัดเรยี นรทู้ ่ี 8 เรอื่ ง จับประเด็นเน้นคุณค่า (6) 1801
แผนการจดั เรียนร้ทู ่ี 9 เรื่อง จับประเดน็ เน้นคุณค่า (7) 1834
แผนการจัดเรยี นรทู้ ี่ 10 เร่อื ง จบั ประเดน็ เน้นคุณค่า (8) 1867
แผนการจัดเรยี นรทู้ ี่ 11 เรื่อง รอ้ ยภาษาเปน็ บทกลอน (1) 1956
แผนการจัดเรยี นรทู้ ี่ 12 เร่ือง ร้อยภาษาเปน็ บทกลอน (2) 1989
แผนการจดั เรียนรทู้ ี่ 13 เร่อื ง สะทอ้ นผลงานกลอนดอกสรอ้ ย (1) 2012
แผนการจัดเรียนรทู้ ี่ 14 เร่ือง สะทอ้ นผลงานกลอนดอกสร้อย (2) 204
คณะทางาน
โครงสรา้ งของชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
โครงสรา้ งของชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
7. 1. 2.
ส่ือความเหน็ เรียงถอ้ ยร้อยอกั ษร สะท้อนสาร
ส่อื เคนว(้น71าก.7มรเะชหบ่ัวน็ วโมนงก)าร (14 ช1ั่ว.โมง) (ผ1่า6นวชสนิ ว่ั ะิจโมทฉงยั้อ2)น. สาร
เน้นกระบวนการ เรียงถ้อยรอ้ ยอักษร ผา่ นวนิ จิ ฉัย
(16 ชั่วโมง)
(17 ชว่ั โมง) (14 ช่วั โมง)
3.
6. หนว่ ยการเรยี นรู้ โน้วน้าวใจให้เชื่อถอื
เพลินพาทีช้ปี ระเดน็ ภาษาไทย
(17 ชั่วโมง)
(20 ช่วั โมง) ห(1น2ว่ภ0ชยาน้ั กษชาว่ัมารโไ.ม2เทรงยีย/ปน)ี รู้
ชัน้ ม.2 3.
6. โน้วนา้ วใจใหเ้ ช่ือถอื
เพลนิ พาทีชีป้ ระเดน็ (120 ช่ัวโมง/ป)ี
(17 ช่ัวโมง)
(20 ชว่ั โมง)
4.
5. สังเกตสอ่ื บนั ทกึ สาร
ประสทิ ธ์ิงาน
ประสานสามัคคี (13 ช่ัวโมง)
(23 ชว่ั โมง)
4.
5. สงั เกตสื่อบนั ทึกสาร
ประสิทธิ์งาน
ประสานสามคั คี (13 ชั่วโมง)
(23 ช่ัวโมง)
แนวทางการจดั การเรยี นรู้
ภาคเรียนท่ี ๑ ภาคเรยี นท่ี ๒
ท่ี หนว่ ยการเรียนรู้ เวลา ที่ หน่วยการเรียนรู้ เวลา
(ชวั่ โมง) (ชั่วโมง)
1. เรยี งถ้อยร้อยอักษร
2. สะทอ้ นสารผ่านวินจิ ฉยั 14 5. ประสทิ ธง์ิ านประสานสามัคคี 23
3. โนม้ น้าวใจให้เชอื่ ถือ 20
4. สงั เกตสอื่ บันทึกสาร 16 6. เพลนิ พาทีชป้ี ระเดน็ 17
รวม 17 7. สือ่ ความเห็นเนน้ กระบวนการ 60
13 รวม
60
รวมตลอดปี 120 ช่ัวโมง
คาอธิบายรายวชิ าพนื้ ฐาน
กลมุ่ สาระการเรียนรูภ้ าษาไทย ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 2 ภาคเรยี นท่ี 2
___________________________________________________________________________
ศึกษาหลักการอ่านออกเสียงบทร้อยแก้วและบทร้อยกรองประเภทต่าง ๆ การอ่านจับใจความ
การวิเคราะห์วิถีไทยและคุณค่าจากวรรณคดีและวรรณกรรมไทย ได้แก่ บทเสภาสามัคคีเสวก บทละครเร่ือง
รามเกียรต์ิ ตอนนารายณ์ปราบนนทก และกลอนดอกสร้อยราพึงในป่าช้า การอ่านบทอ่านในหนังสือเรียนของ
กลุ่มสาระการเรียนรู้อ่ืน หนังสือตามความสนใจ และสื่อสารสนเทศต่าง ๆ การเขียนบรรยายและพรรณนา
เขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้า หลักการพูดสรุปใจความสาคัญ การพูดวิเคราะห์ การพูดวิจารณ์ การพูด
รายงานการศกึ ษาค้นควา้ จากแหล่งเรยี นรู้ต่าง ๆ คาประเภทต่าง ๆ ได้อก่ คากริยา คาวเิ ศษณ์ นามวลี กรยิ าวลี
การใช้คาราชาศัพท์ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ภาษา และบูรณาการทักษะสัมพันธ์ การฝึกปฏิบัติการใช้ภาษา
เพ่ือการส่ือสารในบริบทต่าง ๆ และการศึกษาค้นคว้า การวิเคราะห์ และการนาเสนอข้อมูล กระบวนการ
วิเคราะห์วิจารณ์บทอ่านต่าง ๆ เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจในหลักการ ความหมาย และกระบวนการด้านการ
ส่ือสาร โครงสร้างภาษาและไวยากรณ์ ตลอดจนวรรณคดีและวรรณกรรมไทย สามารถนาข้อคิดและทักษะ
ที่เกิดข้ึนจากการฝึกปฏิบัติไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง มีมารยาทในการใช้ภาษาเพ่ือการส่ือสาร
ตระหนักถึงประโยชน์ คุณคา่ และความสาคัญของภาษาไทยในฐานะสมบัติของชาติและตระหนักถึงประโยชน์
คณุ ค่า และความสาคัญของวรรณคดีและวรรณกรรมไทยในฐานะมรดกทางวัฒนธรรมและแหล่งเรียนรู้สาหรับ
พัฒนาความรู้ ทักษะการอา่ น และทักษะชีวิต
ตวั ชวี้ ัด
ท ๑.๑ ม.๒/๑ ท ๑.๑ ม.๒/๒ ท ๑.๑ ม.๒/๓ ท ๑.๑ ม.๒/๔ ท ๑.๑ ม.๒/๕
ท ๑.๑ ม.๒/๖ ท ๑.๑ ม.๒/๖ ท ๑.๑ ม.๒/๗ ท ๑.๑ ม.๒/๘
ท ๒.๑ ม.๒/4 ท ๒.๑ ม.๒/๕ ท ๒.๑ ม.๒/7 ท ๒.๑ ม.๒/8
ท ๒.๑ ม.๒/๒ ท ๒.๑ ม.๒/๕ ท ๒.๑ ม.๒/7 ท ๒.๑ ม.๒/8
ท ๔.๑ ม.๒/3 ท ๔.๑ ม.๒/4
ท ๕.๑ ม.๒/๑ ท ๕.๑ ม.๒/๒ ท ๕.๑ ม.๒/๓ ท ๕.๑ ม.๒/๔ ท ๕.๑ ม.๒/๕
รวมทงั้ หมด ๒4 ตัวชว้ี ัด
โครงสรา้ งรายวิชา
ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 2 ภาคเรยี นท่ี ๑
หนว่ ยท่ี ชอื่ หน่วยการเรยี น มาตรฐานการเรียนรู้/ สมรรถนะ สาระการเรียนรู้ สาระสาคญั / เวลา น้าหนัก
5 ประสทิ ธิ์งาน ตัวชี้วดั การจัดการตนเอง - บทเสภาสามัคคีเสวก ความคดิ รวบยอด (ช่ัวโมง) คะแนน
ประสานสามัคคี การสื่อสาร - การเขียนรายงานจาก บทเสภาสามัคคีเสวก เป็น 23
ท ๑.๑ ม.๒/๑ การรวมพลังทางาน การศึกษาค้นควา้ บทพระราชนพิ นธ์ 25
ท ๑.๑ ม.๒/๒ เป็นทมี - การเขียนรายงานการ
ท ๑.๑ ม.๒/๓ การคิดข้นั สงู ประชมุ ในรัชกาลที่ ๖ โดยพระองค์ได้
ท ๑.๑ ม.๒/๔ การเป็นพลเมือง พระราชนพิ นธ์ขนึ้ สาหรับขับ
ท ๑.๑ ม.๒/๕ ทเี่ ขม้ แขง็ ระหวา่ งตอนในการระบาสามัคคี
เสวกมีลักษณะเปน็ เสภาขนาด
ท ๒.๑ ม.๒/๒ สัน้ แบ่งออกเปน็ ๔ ตอน คือ
ท ๒.๑ ม.๒/๕ กจิ การแหง่ พระนนทรี กรีนริ มิต
ท ๒.๑ ม.๒/7 วิศวกรรมาและสามัคคีเสวก
ท ๒.๑ ม.๒/8 การเขยี นรายงาน เป็นการ
ท ๒.๑ ม.๒/๕ นาเสนอผลทไ่ี ด้จากการศกึ ษา
ท ๒.๑ ม.๒/7 คน้ ควา้ ข้อมลู ในเร่ืองใดเร่ืองหนึง่
ท ๒.๑ ม.๒/8 จากแหล่งข้อมูลตา่ ง ๆ แลว้
ท ๕.๑ ม.๒/๑ นามาเรยี บเรยี งอย่างมรี ะเบยี บ
ท ๕.๑ ม.๒/๒ แบบแผนและมีหลกั ฐานอ้างอิง
ท ๕.๑ ม.๒/๓ ประกอบ โดยมีการวางแผนทา
ท ๕.๑ ม.๒/๔ รายงานสารวจและรวบรวม
ท ๕.๑ ม.๒/๕ ขอ้ มลู การศกึ ษารูปแบบและ
ส่วนประกอบของรายงาน
การวิเคราะห์และเรยี บเรยี ง
ขอ้ มูล และอ้างอิงข้อมูล
รายงานการประชุม หมายถึง
บันทึกความเหน็ ของผ้มู าประชุม
โครงสร้างรายวชิ า
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 ภาคเรยี นท่ี ๑
หนว่ ยที่ ชอ่ื หน่วยการเรยี น มาตรฐานการเรียนรู้/ สมรรถนะ สาระการเรยี นรู้ สาระสาคญั / เวลา น้าหนัก
6 ตวั ชี้วัด ความคิดรวบยอด (ชว่ั โมง) คะแนน
ผ้เู ขา้ รว่ มประชุม และมติของ
เพลนิ พาทชี ีป้ ระเด็น ท ๑.๑ ม.๒/๑ การจดั การตนเอง - รามเกียรติ์ ตอน ท่ปี ระชุมท่ีทาไว้เป็นหลักฐาน 20 25
ท ๑.๑ ม.๒/๒ การส่อื สาร นารายณป์ ราบนนทก ทกุ คร้งั ท่มี ีการประชุม
ท ๑.๑ ม.๒/๓ การรวมพลังทางาน - การพูดในโอกาสต่าง ๆ ฝา่ ยเลขานกุ าร มหี นา้ ท่ี
ท ๑.๑ ม.๒/๔ เปน็ ทมี - ราชาศพั ท์ รับผดิ ชอบจดั ทารายงานการ
ท ๑.๑ ม.๒/๕ การคดิ ขั้นสงู - การย่อความ ประชุม
- คากรยิ า รามเกียรต์ิ ตอน
ท ๒.๑ ม.๒/4 การเปน็ พลเมือง - คาวเิ ศษณ์ นารายณป์ ราบนนทก มีลักษณะ
ท ๒.๑ ม.๒/๕ ที่เขม้ แขง็ - วลี คาประพนั ธ์เป็นกลอนบทละคร
ท ๒.๑ ม.๒/7 มีคณุ คา่ ด้านวรรณศิลปจ์ ากการ
ท ๒.๑ ม.๒/8 ใช้โวหารภาพพจน์ทท่ี าใหเ้ กดิ
ท ๒.๑ ม.๒/๕ จินตภาพและมีเน้ือหาทีใ่ หข้ ้อคิด
ท ๒.๑ ม.๒/7 ท่ีสามารถนามาปรบั ใชเ้ พ่ือให้
ท ๒.๑ ม.๒/8 เขา้ ใจพฤติกรรมของคนในสงั คม
ท ๔.๑ ม.๒/4 ปัจจุบนั ได้
ท ๕.๑ ม.๒/๑ การพูด หมายถึง
การสือ่ ความหมายของมนุษย์
โดยการใช้เสยี ง และกริ ยิ าทา่ ทาง
เป็นเคร่อื งถ่ายทอดความรู้
ความคดิ และความร้สู กึ จากผู้พดู
ไปส่ผู ู้ฟงั
ราชาศัพท์เปน็ คาที่ใช้
กบั พระมหากษตั ริย์ บรมวงศานุ
โครงสร้างรายวชิ า
ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 2 ภาคเรยี นที่ ๑
หนว่ ยท่ี ชื่อหน่วยการเรียน มาตรฐานการเรยี นร/ู้ สมรรถนะ สาระการเรยี นรู้ สาระสาคัญ/ เวลา นา้ หนัก
ตัวชี้วดั ความคิดรวบยอด (ชว่ั โมง) คะแนน
วงศ์ และพระสงฆ์ การท่นี กั เรยี น
ท ๕.๑ ม.๒/๒ ไดเ้ รียนรู้เร่ืองนามราชาศัพทจ์ ะ
ท ๕.๑ ม.๒/๓ ชว่ ยให้เข้าใจและใช้คาราชาศัพท์
ท ๕.๑ ม.๒/๔ ไดถ้ ูกตอ้ ง
ท ๕.๑ ม.๒/๕ ยอ่ ความ หมายถึง งาน
เขยี นที่เกบ็ ใจความหรือ
สาระสาคัญของเร่ืองท่ีอ่านหรือ
ฟัง แล้วนามาเรียบเรยี งใหมใ่ ห้
กระชบั รดั กุม ด้วยสานวนภาษา
ของผยู้ ่อโดยยังคงสาระสาคัญของ
เร่อื งเดิม ทาให้ผอู้ า่ นย่อความ
เข้าใจเรอื่ งราวไดถ้ ูกต้องครบถ้วน
และรวดเรว็
คากรยิ าทาหน้าท่ีเป็น
หน่วยประโยคว่ากรยิ าวลซี ึ่งทา
หนา้ ท่ีเปน็ ภาคแสดงของประโยค
การทผ่ี ูเ้ รยี นไดศ้ ึกษาเรอื่ งคากริยา
จะช่วยใหเ้ ข้าใจโครงสรา้ งของ
ประโยคท่ีใช้ในการส่ือสารได้
คาวเิ ศษณค์ ือคาท่ีทา
หนา้ ที่ขยายกริยา และใชเ้ ปน็ ส่วน
หลกั ของวิเศษณ์วลี การท่ีผูเ้ รยี น
ไดศ้ ึกษาเร่ืองคาวเิ ศษณจ์ ะชว่ ยให้
โครงสร้างรายวชิ า
ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 2 ภาคเรยี นที่ ๑
หน่วยท่ี ช่ือหน่วยการเรียน มาตรฐานการเรยี นรู้/ สมรรถนะ สาระการเรียนรู้ สาระสาคัญ/ เวลา นา้ หนกั
7 สือ่ ความเห็น ตัวชี้วดั ความคิดรวบยอด (ชวั่ โมง) คะแนน
การจัดการตนเอง - กลอนดอกสร้อยราพงึ ใน เข้าใจเนื้อหาที่ใช้ในการส่ือสารได้
เน้นกระบวนการ ท ๑.๑ ม.๒/๑ การส่อื สาร ป่าช้า วลคี อื หนว่ ยภาษาซงึ่ เปน็ 17 ๒๐
ท ๑.๑ ม.๒/๒ องค์ประกอบของประโยค ส่วน
ท ๑.๑ ม.๒/๓ การรวมพลังทางาน - การแสดงความคดิ เหน็ กริยาวลี คือ วลที ี่ประกอบด้วย
ท ๑.๑ ม.๒/๔ เปน็ ทีม - ประเภทของกลอน คากริยาอย่างน้อย ๑ คา การที่
ท ๑.๑ ม.๒/๕ การคิดข้นั สูง ผเู้ รียนได้ศึกษาเร่ืองวลีและ
ท ๒.๑ ม.๒/๒ กริยาวลจี ะช่วยให้เขา้ ใจเนื้อหาที่
ท ๒.๑ ม.๒/๕ การเป็นพลเมือง ใชใ้ นการส่อื สารได้
ท ๒.๑ ม.๒/7 ทเ่ี ขม้ แข็ง กลอนดอกสรอ้ ยราพงึ
ท ๒.๑ ม.๒/8 ในปา่ ชา้ เปน็ บทประพนั ธ์ทมี่ ี
ท ๒.๑ ม.๒/๒ ทม่ี าจากกวนี พิ นธเ์ ร่อื ง Elegy
ท ๒.๑ ม.๒/๕ Written In a Country
ท ๒.๑ ม.๒/7 Churchyard ของทอมสั เกรย์
ท ๒.๑ ม.๒/8 มุง่ เนน้ ให้เห็นความจรงิ เก่ยี วกับ
ชวี ติ ของมนษุ ย์ ใช้กลวิธกี ารแตง่
แบบดดั แปลงใหเ้ ข้าธรรมเนยี ม
ไทย โดยเสนอแนวคดิ หลักว่าไม่
มผี ้ใู ดหลีกหนีความตายไปได้
ข้อคิดเห็นหรือความ
คิดเห็นเปน็ ผลมาจาก
กระบวนการทางานของสมอง
มนุษย์ วา่ รสู้ ึกหรอื คิดเห็น
เกี่ยวแกเ่ รื่องตา่ ง ๆ ที่รู้อยา่ งไร
โครงสร้างรายวิชา
ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ 2 ภาคเรยี นท่ี ๑
หนว่ ยที่ ช่อื หน่วยการเรยี น มาตรฐานการเรียนร/ู้ สมรรถนะ สาระการเรียนรู้ สาระสาคัญ/ เวลา นา้ หนกั
ตัวชี้วัด ความคิดรวบยอด (ช่ัวโมง) คะแนน
กลอนเป็นคาประพนั ธ์ ๗๐*
ท ๔.๑ ม.๒/3 ร้อยกรองท่ีมีข้อบังคับเรื่องคณะ
ท ๕.๑ ม.๒/๑ สัมผสั และเสียงวรรณยุกต์ ซ่ึง
ท ๕.๑ ม.๒/๒ เปน็ ที่นยิ ม ในการใช้แต่งใน
ท ๕.๑ ม.๒/๓ โอกาสต่าง ๆ ซงึ่ จะช่วยใหผ้ ู้เรยี น
ท ๕.๑ ม.๒/๔ ไดแ้ สดงความสามารถทางภาษา
ท ๕.๑ ม.๒/๕ ได้ดียิง่ ขึ้น
รวมตลอดภาคเรียน ๖๐
*หมายเหตุ น้าหนักคะแนน ๗๐ คะแนน คือ คะแนนเกบ็ อีก ๓๐ คะแนน คือ คะแนนสอบกลางภาค ๑๕ คะแนน และสอบปลายภาค ๑๕ คะแนน
““ปปรระะสสหหิทิทนน่่ววธธยยงิ์งิ์ กกาาาานนรรเเรรสสยยีี าานนนนรรททูู้้สส่่ีี าา55มมคััคคคีี””
-1-
ชุดการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้ (สาหรบั ครผู สู้ อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ระดับชั้นมัธยมศึกษา
ชุดการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ (สาหรบั ครผู ู้สอน) กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษา
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ ๕ ช่ือหน่วย ประสิทธ์ิงานสานสามคั คี แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๑ เวลา ๑ ชั่วโมง
กล่มุ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย เรอื่ ง เรียนรูเ้ ขียนรายงาน ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที 2
รายวิชา ภาษาไทย
สาระสาคัญ/ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้
การเขียนรายงาน เป็นการนาเสนอผลทีไ่ ดจ้ าก ขน้ั นา หอ้ งสมุด
การศึกษาคน้ ควา้ ข้อมูลในเรื่องใดเรอ่ื งหนึ่งจาก นักเรียนรว่ มกันสนทนาวา่ การเขยี นในชีวิตประจาวันท่นี ักเรียนเคยเขียน
แหลง่ ข้อมลู ตา่ ง ๆ แลว้ นามาเรียบเรยี งอย่างมี มกี ารเขยี นอะไรบ้าง สอ่ื
ระเบียบแบบแผนและมหี ลักฐานอ้างองิ ประกอบ แนวคาตอบ การเขียนรายงาน การเขียนจดหมาย ใบความรู้ “รูปแบบและองคป์ ระกอบการเขียน
โดยมกี ารวางแผนทารายงานสารวจและรวบรวม รายงาน”
ข้อมลู การศกึ ษารูปแบบและส่วนประกอบของ ขัน้ สอน
รายงาน การวเิ คราะหแ์ ละเรยี บเรียงขอ้ มลู ๑. นกั เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3 คน แต่ละกลมุ่ ศกึ ษาใบความรู้ ภาระงาน/ชิ้นงาน
และอ้างองิ ข้อมลู “รูปแบบและองค์ประกอบการเขียนรายงาน” จากนั้นเขียนแผนภาพ -
-2- ความคิดสรุปความรู้ท่ไี ดร้ บั แล้วออกมานาเสนอหนา้ ช้นั เรียน
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 2. นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ ศึกษาวิธีการเขียนรายงานเพมิ่ เติมจากแหล่ง การวดั และประเมินผล
ด้านความรู้ เรียนรตู้ ่าง ๆ เช่น ห้องสมุด -
อธิบายรปู แบบการเขียนรายงานได้
ดา้ นทกั ษะและกระบวนการ ขน้ั สรปุ
จาแนกองค์ประกอบของรายงานได้ นักเรยี นช่วยกันระบุองคป์ ระกอบของรายงาน
ดา้ นคุณลกั ษณะ
๑. ใฝ่เรยี นรู้
๒. มุ่งมั่นในการทางาน
-2-
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๕ ชื่อหน่วย ประสทิ ธ์งิ านสานสามคั คี แผนการจดั การเรียนร้ทู ี่ ๑ เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลุม่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย เรื่อง เรียนรูเ้ ขยี นรายงาน ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที 2
สมรรถนะท่ีต้องการให้เกดิ กับผู้เรยี น
ความสามารถในการส่ือสาร รายวชิ า ภาษาไทย
-3-
-3-
ใบความรู้
“รปู แบบและองคป์ ระกอบการเขยี นรายงาน”
วิธีการเขียนรายงาน ฉบับสมบูรณ์ การเขียนรายงานเป็นส่วนประกอบหนึ่งในการเรียนของนักเรียน
ที่จะตอ้ งมีการจัดวางรูปแบบและโครงสร้างของบทความให้ถูกต้อง ซึ่งการเขียนรายงานท่ถี ูกต้องควรมีรูปแบบ
ดงั น้ี
- ปกนอก
- หนา้ รองปก
- หน้าปกใน
- คานา
- สารบัญ
- เน้อื เรือ่ ง โดยประกอบดว้ ย บทนา สว่ นเน้อื หา บทสรปุ บรรณานุกรมหรือเอกสารอ้างอิง
- ภาคผนวก
- รองปกหลัง
- ปกใน รายละเอยี ดเหมอื นหนา้ ปกแตใ่ ชก้ ระดาษสขี าว
คานา
เล่าถึงวัตถุประสงค์ ทาขึ้นเพื่ออะไร รายงานเล่มนี้มีความสาคัญอย่างไรบ้าง และขอบเขตของเน้ือหา
หวังวา่ จะเป็นประโยชนใ์ ห้กับผู้อา่ นอย่างไร และไมค่ วรเขยี นยาวหรอื ส้นั เกินไป
อา้ งอิง
บอกถึงที่มาของเอกสารที่เก่ียวข้องกับการค้นคว้าทุกชนิด ท้ังหนังสือ อินเทอร์เน็ต เอกสาร ข่าว ฯลฯ
ซึ่งการเขยี นบรรณานุกรมต้องเขียนใหม้ แี บบแผนชัดเจน ตามรูปแบบการอ้างอิงบรรณานกุ รมแบบตา่ ง ๆ เช่น
-4-
-4-
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี ๕ ช่ือหน่วย ประสทิ ธงิ์ านสานสามคั คี แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๒ เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรื่อง กลอนกานทส์ นุ ทรยี ์ (๑) ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒
รายวิชา ภาษาไทย
สาระสาคัญ / ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้
บทเสภาสามคั คเี สวก เป็นบทพระราชนิพนธ์ ขน้ั นา ห้องสมดุ
นักเรียนสนทนาเกี่ยวกับประโยชน์ของความสามัคคี
ในรชั กาลท่ี ๖ โดยพระองค์ได้พระราชนพิ นธ์ขน้ึ ขน้ั สอน สอ่ื
สาหรับขับระหว่างตอนในการระบาสามคั คเี สวกมี ๑. นกั เรียนแบ่งเปน็ 4 กลุม่ แต่ละกลุม่ ศกึ ษาใบความรู้ ใบความรู้ “บทวิเคราะห์บทเสภาสามคั คเี สวก”
ลกั ษณะเป็นเสภาขนาดสนั้ แบง่ ออกเปน็ ๔ ตอน “บทวเิ คราะห์บทเสภาสามคั คีเสวก”
คือ กิจการแห่งพระนนทรี กรีนริ มิต วศิ วกรรมา 2. นักเรยี นแต่ละกลุม่ เขียนแผนภาพความคดิ สรุปความรทู้ ี่ได้รบั ภาระงาน/ช้นิ งาน
และสามคั คเี สวก พร้อมทง้ั ข้อคิดทไ่ี ดจ้ ากการศึกษาเร่ืองบทเสภาสามัคคีเสวก -
จุดประสงค์การเรยี นรู้ แล้วออกมานาเสนอหนา้ ชนั้ เรียน
-5- ดา้ นความรู้ 3. นักเรียนชว่ ยกนั แสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกบั ความรู้ท่ีได้รับจาก การวัดและประเมนิ ผล
๑. บอกที่มาของวรรณคดเี ร่ือง การนาเสนอของเพื่อนกลมุ่ อ่ืน ๆ การประเมินการพดู แสดงความคดิ เห็น
๒. บอกจุดประสงคใ์ นการแต่ง ตอน วศิ วกรรมาและ ขน้ั สรปุ
สามัคคเี สวก นกั เรียนชว่ ยกันสรุปที่มาของบทเสภาสามคั คีเสวก
ดา้ นทักษะและกระบวนการ
แสดงความคดิ เห็นจากบทวิเคราะห์วรรณคดี
เร่ืองบทเสภาสามัคคเี สวกได้
ดา้ นคุณลกั ษณะ
๑. ใฝเ่ รียนรู้
๒. มงุ่ ม่นั ในการทางาน
-5-
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๕ ชื่อหน่วย ประสทิ ธิง์ านสานสามัคคี แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๒ เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลุม่ สาระการเรียนร้ภู าษาไทย เร่อื ง กลอนกานท์สนุ ทรยี ์ (๑) ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๒
สมรรถนะท่ีต้องการให้เกดิ กับผูเ้ รียน รายวิชา ภาษาไทย
ความสามารถในการส่ือสาร
-6-
-6-
ใบความรู้
“บทวเิ คราะหบ์ ทเสภาสามัคคเี สวก”
บทวิเคราะห์
อนั ชาตใิ ดไรช้ ่างชานาญศิลป์ เหมือนนารินไรโ้ ฉมบรรโลมสงา่
คากลอนน้ีเป็นที่รู้จักกันแพร่หลาย แต่มักไม่ใคร่มีใครทราบว่ามาจากวรรณคดีเร่ืองใดและใคร
เป็นผู้แต่ง บทประพันธ์นี้มาจากบทเสภาสามัคคีเสวก ซ่ึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
พระราชนพิ นธ์ข้ึนเมอ่ื พ.ศ. ๒๔๕๗
บทเสภาสามคั คเี สวก
บทเสภาสามัคคีเสวกเปน็ บทสาหรบั ขับอธิบายนาเร่ืองในการฟ้อนราตอนต่าง ๆพระบาทสมเด็จ
พระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยูห่ ัวทรงอธิบายสาเหตุทท่ี รงพระราชนพิ นธ์บทเสภาชดุ น้ี ไวว้ า่
เม่ือข้าพเจ้าออกไปพักผ่อนอิริยาบถอยู่ท่ีพระราชวังสนามจันทร์ , ได้มีข้าราชการใน
ราชสานัก ผลัดเปลี่ยนกันจัดอาหารเล้ียงกัน ๆ วันเสาร์, และเม่ือเลี้ยงแล้วมักจะมีอะไรดูกันเล่นอย่าง ๑
…คร้ันเมื่อจวนจะถึงคราวท่ีเจ้าพระยาธรรมาธิกรณาธิบดีจัดเล้ียง, เจ้าพระยาธรรมาได้ขอให้ข้าพเจ้าคิด
หาการเล่นสักอยา่ ง ๑, ข้าพเจ้าจึ่งไดค้ ิดผูกระบา “สามัคคีเสวก” ข้ึน ระบาที่กล่าวน้ีได้เลน่ ตามแบบใหม่
เป็นคร้ังแรก, กล่าวคือไม่มีบทร้องเลย, มีแต่หน้าพาทย์1ประกอบกับท่าระบาเท่านั้นคราวนี้ราพึงข้ึนว่า ในเวลา
พักระหว่างตอนแห่งระบาน้ัน, ครั้นจะให้พิณพาทย์บรรเลง พิณพาทย์นั้นก็ได้ตีเหน็ดเหนื่อยตลอดเวลา
ทเ่ี ล่นระบา ควรให้พิณพาทย์ได้พักหายเหนื่อยบ้าง, ข้าพเจ้าจง่ึ ตกลงแต่งบทเสภาข้ึน สาหรบั ขบั ระหว่างตอน
บทเสภาโดยท่ัวไปมักจะแต่งเป็นเรื่องราว เชื่อกันว่าการขับเสภาพัฒนามาจากการเล่านิทาน
เม่ือฟังนิทานท่ีเล่าเป็นร้อยแก้วกันจนเบ่ือ จึงมีผู้คิดแต่งนิทานให้เป็นบทกลอนคล้องจองกัน ใช้ขับเป็น
ลานาโดยมีกรับขยับให้จังหวะ บทเสภาชุดสามัคคีเสวกมีลักษณะต่างจากเสภาเรื่องอื่น ๆ คือเป็นบท
เสภาขนาดสั้น แบ่งออกเป็น ๔ ตอน แต่ละตอนมุ่งเสนอแนวคิดมากกว่าจะเป็นการเล่าเรื่อง โดยมี
ความคิดสาคัญท่ีผูกร้อยแต่ละตอนเข้าดว้ ยกนั คือ ความสมานสามัคคีและความจงรักภักดีของข้าราชการ
ต่อองค์พระมหากษัตริย์และต่อชาติตามช่ือของตอนที่ ๔ ซ่ึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงนามาเปน็ ชือ่ เร่ืองด้วย
1หน้าพาทย์ คือ เพลงประเภทท่ีใช้บรรเลงในการแสดงกิริยาอาการเคล่ือนไหวของตัวโขนละคร หรือใช้อัญเชิญเทพเจ้า ฤาษี
หรือบูรพาจารย์ให้มาร่วมชุมนุมในพิธีมงคลต่าง ๆ เช่น เพลงเชิดใช้ในการเดินทางไกล เพลงเสมอใช้ในการเดินระยะใกล้
เพลงสาธกุ ารใช้ในการเร่มิ พิธตี า่ ง ๆ เพลงตระใช้ในการบูชาและอญั เชญิ เทวดามาสูพ่ ธิ ี เป็นต้น
-7-
-7-
ใบความรู้
“บทวเิ คราะหบ์ ทเสภาสามัคคีเสวก” (ตอ่ )
บทเสภาตอนท่ี 1 กิจการแห่งพระนนที มีเนื้อความกล่าวสรรเสริญพระนนทีผู้เป็นเทพเสวก
เวลาพระอิศวรจะเสด็จไปไหน พระนนทกี ็แปลงเป็นโคอุสุภราชให้ประทบั เม่ือเสร็จเทวกิจแล้วก็กลับเป็น
เทพตามเดิม ทาหน้าที่รับใช้พระอิศวรอย่างขยันขันแข็ง ถือเป็นการแสดงตัวอย่างของเสวกที่ดี เม่ือขับ
เสภาจบ เป็นการแสดงระบาซึ่งมีเรื่องราวว่า ขณะท่ีพระอิศวรและพระอุมาจะเสด็จออกให้เทวดาเฝ้า
ยักษ์กาลเนมีไดเ้ ข้ามาก่อกวนไล่จับนางฟ้าพระนนทผี เู้ ป็นกรมวังจงึ บัญชาใหเ้ หลา่ เทพเสวกช่วยกันจบั ยักษ์
และชาระความ โดยลงอาญาตีกาลเนมีแล้วขับไป จากนั้นพระอินทร์และจัตุโลกบาลจึงออกมาเฝ้า
พระอิศวร
บทเสภาตอนท่ี ๒ กรีนิรมิต กล่าวสรรเสริญพระคเณศผู้เป็นเทพเจ้าแห่งศิลปวิทยาและเป็น
ผู้สร้างช้างตระกูลต่าง ๆ ในแผ่นดินเพื่อประดับพระยศของพระมหากษัตริย์ การแสดงระบาเริ่มต้น
ด้วยช้าง ๘ ตระกูลซ่ึงเป็นช้างประจาทิศท้ัง ๘ ออกมาถวายบังคมพระคเณศและจับระบา ยักษ์กาลเนมี
ออกมาไล่จับช้าง ทาให้พระคเณศโกรธ จึงลงไปต่อสู้กับยักษ์และขับยักษ์ไปได้ จากนั้นพระคเณศมอบ
ช้างประจาแต่ละทิศให้ท้าวโลกบาลท้ัง ๘ และร่ายมนตร์สร้างพญาช้างเผือก เมื่อสร้างเสร็จก็บัญชา
ให้หมอเฒา่ จบั ช้างเผอื กและตั้งกระบวนแหพ่ ญาชา้ งเผอื ก
บทเสภาตอนที่ ๓ วิศวกรรมา (อ่านว่า วิด-สะ-วะ-กัน-มา) กล่าวสรรเสริญพระวิศวกรรม
ผู้เป็นเทพเจ้าแห่งการก่อสร้างและการช่างนานาชนิดและกล่าวถึงความสาคัญของศิลปะท่ีมีต่อชาติ
การแสดงระบาเริ่มต้นด้วยพระวิศวกรรมออกมารา ต่อจากนั้นนางวิจิตรเลขามาราทาท่าวาดภาพถวาย
และพระรูปการมาราทาท่าปั้นรูปถวาย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสมมุติให้นางวิจิตร
เลขาเป็นเทพเจา้ แห่งการวาดภาพ และพระรูปการเป็นเทพเจ้าแหง่ การปั้น จากนนั้ มกี ารแสดงอาวธุ ต่าง ๆ
ซึ่งประดิษฐข์ นึ้ อยา่ งประณตี งดงามและปิดทา้ ยดว้ ยระบานพรตั น์ คืออัญมณีทงั้ ๙ มาจบั ระบาราโคม
บทเสภาตอนท่ี ๔ สามัคคีเสวก กล่าวถึงการสมานสามัคคีในหมู่ราชเสวกผู้สวามิภักด์ิ ใต้เบ้ือง
พระยุคลบาทให้ม่ันคงในความจงรักภักดี ซื่อตรง และขยันต่อการงาน ให้รักษาเกียรติของข้าราชการ
อย่าให้เสื่อมเสีย การแสดงระบาเริ่มด้วยราชเสวก ๒๘ หมู่แต่งกายเต็มยศเดินแถวออกมาหมู่ละ 1 คู่
เมอ่ื เดนิ สวนสนามจนครบแล้ว ทุกคนออกมาร้องเพลงแสดงความจงรกั ภกั ดีพร้อมกนั
-8-
-8-
ใบความรู้
“บทวเิ คราะห์บทเสภาสามัคคเี สวก” (ต่อ)
วิศวกรรมา
บทเสภาตอนท่ี ๓ ซึ่งคัดมาให้นักเรียนได้ศึกษาน้ี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงเรมิ่ ต้นดว้ ยการอธบิ ายถึงพระวศิ วกรรมว่า
ตามตารับไสยศาสตรป์ ระกาศไว้ วา่ ในหมเู่ ทพไททุกทศิ า
ผู้ชานาญหัตถกรรมศิลปา สุดจะหาเทยี มพระวิศวกรรม
เธอฉลาดชานชิ านาญในการชา่ ง ถว้ นทุกอยา่ งเอื้อเฟื้อเพื่ออปุ ถัมภ์
บารงุ แคนดินด้วยศิลปกรรม ให้แลล้าล้วนอร่ามและงามงอน
จากนนั้ จงึ กล่าวโดยละเอยี ดว่าพระวิศวกรรมมีความเช่ียวชาญในการชา่ งสาขาต่าง ๆ
สอนชา่ งเขยี นให้เพียรเขยี นวาดสี แบบกระหนกนารศี รสี มร
อกี กระบ่คี ชะสง่างอน แบบสนุ ทรจติ รการสมานรงค์
เรมิ่ ผูกลายลวดเลิศประเสรฐิ กอ่ น อรชรกา้ นกง่ิ ยง่ิ ประสงค์
สลบั สเี พียบเพญ็ เบญจรงค์ จดั ประจงเปน็ ภาพพไิ ลตา
อนึ่งปัน้ เปน็ รปู เทวฤทธ์ิ ดูประหน่งึ นิรมติ วเิ ลขา
ท้ังรูปคนรปู สตั ว์นานา ประหน่งึ ว่ามชี วี ิตพิศเพลนิ ใจ
อกี สถาปนะการชาญฉลาด ปลูกปราสาทเคหฐานทงั้ นอ้ ยใหญ่
ก่อกาแพงกาแหงรอบกรุงไกร ท้าประยุทธช์ งิ ชยั แหง่ ไพรี
สร้างศาสตราอาวุธรทุ ธก์ าแหง เพื่อใช้แย้งยุทธากรสมรศรี
ทวยทหารได้ถือเครอ่ื งมือดี กส็ ามารถราวีอรีลาน
อนง่ึ เครอ่ื งประดบั สลับแกว้ วะวับแววแกว้ ทองสองสมาน
ชา่ งประดิษฐค์ ิดประจงคงตระการ เคร่อื งสาราญนัยนาน่าพึงใจ
เป็นที่น่าสังเกตว่า เน้ือความในส่วนต้นนี้ แม้จะมุ่งกล่าวถึงพระวิศวกรรมเป็นหลัก
แต่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงแฝงความคิดสาคัญเก่ียวกับศิลปะไว้ ๒ ประเด็นคือ
ศิลปะมีคุณค่าในฐานะท่ีเป็น “เคร่ืองสาราญนัยนาน่าพึงใจ” และศิลปินสร้างงานศิลปะข้ึนเพื่อ “บารุง
แดนดนิ ดว้ ยศิลปกรรม ให้แลลา้ ลว้ นอรา่ มและงามงอน”
-9-
-9-
ใบความรู้
“บทวเิ คราะห์บทเสภาสามัคคีเสวก” (ตอ่ )
บทกลอนตอนท่ีคัดมาให้นักเรียนอ่านมุ่งแสดงความสาคัญของศิลปะท้ังต่อปัจเจกบุคคลและต่อชาติ
บ้านเมอื ง กวไี ด้แสดงอานาจของศิลปะท่ชี กั นาให้มนุษย์ ได้รับความสุขผ่านบทกลอนทวี่ า่
ศลิ ปกรรมนาใจใหส้ ร่างโศก ชว่ ยบรรเทาทุกขใ์ นโลกใหเ้ หือดหาย
จาเริญตาพาใจใหส้ บาย อกี ร่างกายกจ็ ะพลอยสขุ สราญ
แมผ้ ู้ใดไมน่ ยิ มชมส่ิงงาม เมอื่ ถึงยามเศร้าอุราน่าสงสาร
เพราะขาดเครอ่ื งระงบั ดบั ราคาญ โอสถใดจะสมานซง่ึ ดวงใจ
ด้วยเหตุที่ศิลปะเป็นเครื่อง “จำเริญตำ” ซ่ึงจะ“พำใจให้สบำย” นานาประเทศจึงยกย่องศิลปะว่า
เป็นส่ิง “ศรีวิไลวิลำสดีเป็นศรีเมือง” ชาติใดไม่มีช่างผู้เช่ียวชาญในการสร้างงานศิลปะประเภทต่าง ๆ ย่อมเป็นที่
อับอายแก่เพ่ือนบ้านและชาวโลก ท้ังยังแสดงให้เห็นว่าชาติน้ันไม่มีความสงบสันติ ในแง่น้ีศิลปะจึงมีความสาคัญ
ในฐานะเป็นเคร่ืองแสดงความเจริญและแสดงเกียรติภูมิของประเทศ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงกระตุ้นให้ผู้อ่านผู้ฟังบทเสภาน้ีเกิดความภูมิใจในชาติไทยซ่ึงมีศิลปะอันงดงามแขนงต่าง ๆ เป็นมรดกตกทอด
มา และทรงจบบทเสภาตอนนี้ดว้ ยการเชิญชวนให้ชาวไทยสนับสนนุ ศิลปินและวิชาช่างไทย ให้บารุงรกั ษาไว้
ใหถ้ าวรสบื ไป โดยทรงเน้นว่า "เราช่วยชา่ งเหมอื นอย่างชว่ ยบา้ นเมือง ใหป้ ระเทืองเทศไทยอันไพศาล"
จากหนงั สือวรรณคดีวจิ ักษ์
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 หน้า 32 - 36
-10-
-10-
แบบประเมินการพูดแสดงความคิดเหน็
คำช้ีแจง ให้ครผู สู้ อนประเมนิ การพูดแสดงความคดิ เหน็ ของนกั เรียนตามรายการประเมนิ
รายการประเมิน ๕ ๔ ระดบั คะแนน ๒ ๑
1. สาระสาคญั ของเรือ่ งทพี่ ูด พูดสาระสาคัญ พูดสาระสาคัญ ๓ พูดสาระสาคัญ พูดสาระสาคัญ
ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์
1.๑ ลาดบั ความคิดอย่างต่อเนอ่ื ง ครบ ๕ ขอ้ ๔ ขอ้ พดู สาระสาคัญ ๒ ข้อ ๑ ขอ้
1.๒ นาเสนอเนื้อหาตรงตามประเด็น ตามเกณฑ์ หรอื ไมไ่ ด้
1.๓ เน้อื หามคี วามสมั พนั ธก์ ับประเดน็ ๓ ขอ้ ตามเกณฑเ์ ลย
1.๔ มคี วามเป็นเหตเุ ปน็ ผล
1.๕ มกี ารนาเสนอแนวคิดใหม่ คะแนนเตม็ 2 คะแนน ใช้ภาษา ใช้ภาษา
2. การใช้ภาษา ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
2.๑ ใช้ภาษาได้ถกู ต้องกับกาลเทศะ คะแนนเตม็ 2 คะแนน ๒ ข้อ ๑ ขอ้
2.๒ ใชป้ ระโยคส่อื ความหมายไดช้ ัดเจน ใช้นา้ เสยี ง หรอื ไมไ่ ด้
คะแนนเตม็ 3 คะแนน ปฏิบตั ิไดต้ าม ได้ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์เลย
3. การใช้น้าเสยี ง เกณฑ์ 3 ขอ้ ๒ ข้อ ใช้นา้ เสยี ง
3.1 ใชน้ า้ เสยี งน่มุ นวล ปฏิบตั ไิ ดต้ าม ได้ตามเกณฑ์
3.2 พดู เสยี งดังชดั เจน เกณฑ์ 2 ข้อ ๑ ข้อ
หรือไมไ่ ด้
๔. มารยาทในการพูด ตามเกณฑเ์ ลย
๔.1 ไม่พดู แทรกขณะผอู้ นื่ กาลงั พดู ปฏบิ ัตไิ ด้ตาม
๔.2 เปดิ โอกาสใหผ้ ูอ้ นื่ ได้แสดง เกณฑ์ 1 ข้อ
ความคดิ เหน็ หรือไมไ่ ด้
๔.3 ใช้กริ ิยาสภุ าพ ไมล่ ้อเลยี นผู้อ่นื ตามเกณฑ์เลย
* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนท่ไี ด/้ คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐
การแปลผลการประเมิน การแปลผล
ดมี าก
เกณฑข์ องระดับคะแนน ดี
รอ้ ยละ 80 – ๑๐๐ พอใช้
ร้อยละ 70 – 79 ปรบั ปรุง
รอ้ ยละ 50 – 69
ร้อยละ ๐ – 49
-11-
-11-
หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี ๕ ชื่อหน่วย ประสทิ ธิง์ านสานสามคั คี แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ ๓ เวลา ๑ ชว่ั โมง
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรือ่ ง กลอนกานท์สนุ ทรีย์ (๒) ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ ๒
รายวชิ า ภาษาไทย ๓
สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด กจิ กรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรยี นรู้
บทเสภาสามคั คีเสวก เป็นบทสาหรับขับอธบิ าย ข้ันนา หอ้ งสมุด
นาเรอ่ื งในการฟ้อนราตอนตา่ ง ๆ ของระบาสามัคคี นักเรยี นอ่าน กลอนบทเสภาสามัคคีเสวก ตอน
เสวก พระบาทสมเดจ็ พะมงกุฎเกล้าเจา้ อยู่หัวได้ทรง วิศวกรรมา ทตี่ ดิ บนกระดานดา สอ่ื
พระราชนพิ นธเ์ ป็นกลอนเสภา ซ่ึงเปน็ ลกั ษณะคา ๑. กลอนบทเสภาสามัคคเี สวก ตอน วิศวกรรมา
ประพันธท์ ี่มีความโดดเดน่ ในการใชถ้ อ้ ยคาและสัมผสั อันชาตใิ ดไร้ศานติสขุ สงบ 2. ใบความรู้ “กลอนสุภาพ”
กลอนเสภามีการบงั คับคณะในการแตง่ และบังคับ ตอ้ งมวั รบราญรอนหาผอ่ นไม่ 3. ใบงาน “กลอนสภุ าพ”
สมั ผสั ระหว่างบทเพ่ือแสดงฝีมือในการสรรคค์ ามาใช้ ณ ชาตนิ นั้ นรชนไมส่ นใจ
-12- ของผู้ประพนั ธ์ ในศลิ ปะวิไลละวาดงาม ภาระงาน/ช้ินงาน
แตช่ าติใดร่งุ เรืองเมืองสงบ การทาใบงาน “กลอนสภุ าพ”
ว่างการรบอริพลอันล้นหลาม
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ยอ่ มจานงศิลปาสง่างาม การวดั และประเมินผล
ดา้ นความรู้ เพอ่ื อรา่ มเรืองระยับประดับประดา -
๑. อธบิ ายลกั ษณะฉนั ทลกั ษณข์ องกลอนสุภาพ
๒. บอกตาแหนง่ สมั ผสั ของกลอนสภุ าพ
ดา้ นทักษะและกระบวนการ จากน้นั นักเรียนรว่ มกนั ตอบว่าคาประพันธ์ท่นี กั เรยี นอ่านเป็น
วเิ คราะห์สัมผัสกลอนสุภาพ บทรอ้ ยกรองประเภทใด
ดา้ นคุณลักษณะ คาตอบ กลอนสุภาพ
๑. ใฝเ่ รยี นรู้
๒. มุ่งม่ันในการทางาน
-12-
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี ๕ ช่ือหน่วย ประสิทธง์ิ านสานสามัคคี แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๓ เวลา ๑ ชั่วโมง
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรอื่ ง กลอนกานท์สุนทรีย์ (๒) ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๒
รายวิชา ภาษาไทย ๓
สมรรถนะทีต่ ้องการให้เกดิ กับผเู้ รียน ขน้ั สอน
๑. ความสามารถในการสื่อสาร นกั เรียนแบง่ กลุ่ม กบมุ่ บะ 3 - 4 คน แต่ละกลมุ่ ศึกษา
๒. ความสามารถในการคดิ ใบความรู้ “กลอนสุภาพ” จากนัน้ ออกมานาเสนอผลการศึกษา
หนา้ ชนั้ เรยี น โดยเพอื่ นกลุ่มอ่ืน ๆ ช่วยกนั ตรวจสอบความถูก
ตอ้ ง
-13- ขน้ั สรุป
นักเรยี นชว่ ยกนั สรปุ ฉันทลักษณ์ของกลอนสุภาพ
-13-
ใบความรู้
“กลอนสุภาพ”
กลอนสุภาพ หรือ กลอนแปดเป็นคาประพันธ์อีกชนิดหนึ่งท่ีได้รับความนิยมกันทั่วไป เพราะเป็น
ร้อยกรองชนิดท่ีมีความเรียบเรียงง่ายต่อการส่ือความหมาย และสามารถส่ือได้อย่างไพเราะ ซ่ึงกลอนแปด
มกี ารกาหนดพยางคแ์ ละสัมผัส มหี ลายชนดิ แต่ทนี่ ิยมคือ กลอนสุภาพ
ลักษณะคาประพนั ธ์
๑. บท บทหน่ึงมี ๔ วรรค
วรรคที่หนึ่งเรียกวรรคสดับ วรรคทส่ี องเรยี กวรรครบั วรรคทสี่ ามเรยี กวรรครอง วรรคทีส่ ี่
เรียกวรรคสง่ แต่ละวรรคมีแปดคาจึงเรยี กวา่ กลอนแปด
๒. เสยี งคา กลอนทุกประเภทจะกาหนดเสียงคาทา้ ยวรรคเปน็ สาคญั กาหนดได้ ดังนี้
คาทา้ ยวรรคสดับ กาหนดให้ใช้ได้ทุกเสยี ง
คาท้ายวรรครับ กาหนดห้ามใช้เสียงสามัญกับตรี
คาท้ายวรรครอง กาหนดให้ใช้เฉพาะเสียงสามัญกับตรี
คาท้ายวรรคสง่ กาหนดใหใ้ ช้เฉพาะเสียงสามัญกับตรี
๓. สมั ผสั
ก. สมั ผัสนอก หรือสัมผัสระหวา่ งวรรค อันเปน็ สัมผัสบังคับ มีดงั นี้
คาสุดทา้ ยของวรรคท่หี น่ึง (วรรคสดบั ) สมั ผัสกับคาท่ีสามหรือท่หี า้ ของวรรคท่สี อง (วรรครบั )
คาสดุ ทา้ ยของวรรคท่ีสอง (วรรครับ) สัมผัสกบั คาสุดทา้ ยของวรรคที่สาม (วรรครอง) และคาทีส่ าม
หรือท่หี ้าของวรรคทสี่ ี่ (วรรคสง่ )
สมั ผัสระหว่างบทของกลอนแปด คือ คาสุดท้ายของวรรคท่ีสี่ (วรรคสง่ ) เป็นคาส่งสมั ผัสบังคับให้บท
ตอ่ ไปต้องรับสัมผสั ท่ีคาสุดท้ายของวรรคท่สี อง (วรรครบั )
ข. สมั ผัสใน แตล่ ะวรรคของกลอนแปด แบ่งช่วงจงั หวะออกเปน็ สามชว่ ง ดงั นี้
หนึ่งสองสาม - หน่ึงสอง - หน่ึงสองสาม
ฉะนน้ั สัมผสั ในจึงกาหนดได้ตามช่วงจงั หวะในแต่ละวรรคนั่นเอง ดังตวั อย่าง
อนั กลอนแปด- แปด คา- ประจาวรรค วางเปน็ หลกั - อกั ษร- สนุ ทรศรี
-14-
-14-
หน่วยการเรียนร้ทู ี่ ๕ ช่ือหน่วย ประสทิ ธงิ์ านสานสามัคคี แผนการจัดการเรยี นรูท้ ี่ ๔ เวลา ๑ ชว่ั โมง
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรือ่ ง กลอนกานท์สนุ ทรีย์ (๓) ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒
รายวชิ า ภาษาไทย
สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด กจิ กรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรยี นรู้
บทเสภาสามัคคีเสวก เป็นบทสาหรับขับอธบิ าย ขัน้ นา หอ้ งสมดุ
นาเรอื่ งในการฟ้อนราตอนต่าง ๆ ของระบาสามัคคี นักเรียนสนทนาเก่ยี วกับลักษณะคาประพันธ์บทเสภาสามัคคีเสวก
เสวก พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกลา้ เจ้าอยหู่ ัว สอ่ื
ได้ทรงพระราชนิพนธเ์ ปน็ กลอนเสภา ซึง่ เป็นลักษณะ ข้นั สอน 1. ใบความรู้ “บทเสภาสามัคคเี สวก ตอน
คาประพันธท์ ม่ี ีความโดดเด่นในการใชถ้ อ้ ยคา ๑. นักเรียนแบง่ กลมุ่ เปน็ 4 กลมุ่ แตล่ ะกลุม่ ศึกษาใบความรู้ “บทเสภา วิศวกรรมา”
และสัมผัส กลอนเสภามีการบังคับคณะในการแต่ง สามคั คีเสวก ตอน วิศวกรรมา” และ “บทเสภาสามัคคเี สวก ตอน 2. ใบความรู้ “บทเสภาสามัคคเี สวก ตอน
และบงั คบั สัมผัสระหวา่ งบทเพ่ือแสดงฝมี ือในการสรร สามคั คีเสวก” ดังนี้ สามคั คีเสวก”
คามาใชข้ องผู้ประพันธ์ กลุ่มท่ี 1 และ 2 ศึกษาใบความรู้ “บทเสภาสามัคคีเสวก ตอน วศิ ว
-15- กรรมา” ภาระงาน/ช้ินงาน
-
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ กลมุ่ ที่ 3 และ 4 ศึกษาใบความรู้ “บทเสภาสามัคคเี สวก ตอน
ดา้ นความรู้ สามัคคเี สวก”
๑. ถอดคาประพันธจ์ ากบทเสภาสามคั คีเสวกได้ 2. นกั เรยี นแตล่ ะกลุ่มถอดคาประพนั ธ์บทเสภาสามัคคีเสวก ตามที่ไดร้ ับ การวัดและประเมนิ ผล
๒. อธบิ ายขอ้ คิดจากบทเสภาสามัคคีเสวกได้ มอบหมาย จากนั้นวางแผนการนาเสนอผลงานในช่วั โมงต่อไป การประเมนิ การทางานกลุ่ม
ดา้ นทักษะและกระบวนการ
สรุปใจความสาคญั ของบทเสภาสามัคคีเสวกได้ ข้ันสรปุ
ดา้ นคุณลักษณะ นกั เรยี นแต่ละกลุ่มออกมานาเสนอแผนงานการนาเสนอของกลุ่ม
๑. ใฝ่เรียนรู้
๒. มุ่งมน่ั ในการทางาน
-15-
หน่วยการเรียนร้ทู ่ี ๕ ช่ือหน่วย ประสทิ ธ์งิ านสานสามัคคี แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ ๔ เวลา ๑ ชั่วโมง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรอ่ื ง กลอนกานทส์ ุนทรยี ์ (๓) ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒
สมรรถนะที่ต้องการให้เกดิ กับผูเ้ รยี น
๑. ความสามารถในการส่ือสาร รายวชิ า ภาษาไทย
๒. ความสามารถในการคิด
-16-
-16-
ใบความรู้
“บทเสภาสามัคคีเสวก ตอน วศิ วกรรมา”
บทเสภาสามคั คเี สวก ตอนวิศวกรรมา
อนั ชาติใดไร้ศานตสิ ขุ สงบ ตอ้ งมัวรบราญรอนหาผอ่ นไม่
ณ ชาตนิ ัน้ นรชนไมส่ นใจ ในกิจศิลปะวิไลละวาดงาม
แตช่ าตใิ ดรงุ่ เรอื งเมืองสงบ ว่างการรบอริพลอนั ล้นหลาม
ย่อมจานงศิลปาสงา่ งาม เพ่อื อร่ามเรืองระยับประดับประดา
เหมือนนารินไร้โฉมบรรโลมสง่า
อนั ชาติใดไร้ชา่ งชานาญศิลป์ เขาจะพากนั เย้ยให้อบั อาย
ใครใครเหน็ ไม่เปน็ ท่ีจาเริญตา ช่วยบรรเทาทุกข์ในโลกใหเ้ หือดหาย
ศิลปกรรมนาใจใหส้ รา่ งโศก อีกร่างกายกจ็ ะพลอยสุขสราญ
จาเริญตาพาใจใหส้ บาย เมื่อถึงยามเศร้าอุรานา่ สงสาร
แมผ้ ้ใู ดไม่นิยมชมสิ่งงาม โอสถใดจะสมานซงึ่ ดวงใจ
เพราะขาดเคร่ืองระงับดบั ราคาญ ทกุ ประเทศนานาท้งั น้อยใหญ่
เพราะการช่างนสี้ าคญั อนั วเิ ศษ ศรีวิไลวลิ าสดีเป็นศรเี มอื ง
จงึ ยกยอ่ งศิลปกรรมน์ น้ั ทั่วไป ความคดิ ขวางเฉไฉไม่เขา้ เรื่อง
ใครดูถูกผูช้ านาญในการช่าง จะพูดด้วยน้นั กเ็ ปลอื งซึ่งวาจา
เหมอื นคนป่าคนไพรไมร่ ุ่งเรือง จงึ มชี า่ งชานาญวเิ ลขา
แต่กรงุ ไทยศรวี ไิ ลทันเพื่อนบา้ น อกี ชา่ งสถาปนาถูกทานอง
ทัง้ ช่างปน้ั ชา่ งเขยี นเพยี รวิชา ชา่ งประดษิ ฐ์รชั ดาสง่าผอ่ ง
ทัง้ ชา่ งรูปพรรณสวุ รรณกิจ อกี ช่าชองเชงิ รตั นประกร
อีกช่างถมลายลกั ษณะจาลอง เครอื่ งสาอางแบบไทยสโมสร
ควรไทยเราชว่ ยบารุงวชิ าช่าง อยา่ ให้หย่อนกว่าเขาเราจะอาย
ชว่ ยบารุงชา่ งไทยใหถ้ าวร เป็นหลายอย่างต่างพรรณเขา้ มาขาย
อนั ของชาติไพรัชช่างจดั สรร ต้องใชท้ รัพยส์ ุรยุ่ สุร่ายเป็นกา่ ยกอง
เราต้องซ้ือหลากหลากและมากมาย เอออานวยชา่ งไทยใหท้ าของ
แมพ้ วกเราชาวไทยตงั้ ใจชว่ ย และทาของงามงามข้ึนตามกาล
ชา่ งคงใฝ่ใจผกู ถกู ทานอง ให้ประเทืองเทศไทยอนั ไพศาล
เราช่วยชา่ งเหมอื นอยา่ งชว่ ยบ้านเมอื ง พอไม่อายเพื่อนบ้านจงึ่ จะดี
สมเปน็ เมืองใหญโ่ ตมโหฬาร
พระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกล้าเจา้ อยู่หวั
จากหนงั สือวรรณคดวี จิ กั ษ์ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 หนา้ 39 - 40
-17-
-17-
ใบความรู้
“บทเสภาสามัคคเี สวก ตอน สามคั คเี สวก”
บทเสภาสามัคคเี สวก ตอน สามคั คีเสวก
ประการหน่งึ พงึ คิดในจติ ม่ัน ว่าทรงธรรม์เหมอื นบดิ าบังเกิดหวั
ควรเคารพยาเยงและเกรงกลัว ประโยชน์ตวั นึกนอ้ ยหน่อยจะดี
ควรนึกว่าบรรดาข้าพระบาท ลว้ นเป็นราชบรพิ ารพระทรงศรี
เหมอื นลูกเรืออยู่ในกลางหว่างวารี จาต้องมีมิตรจิตสนิทกนั
แมล้ ูกเรอื เชื่อถือผู้เปน็ นาย ต้องมงุ่ หมายช่วยแรงโดยแขง็ ขัน
คอยตงั้ ใจฟงั บังคับกปั ปติ ัน นาวานน้ั จึง่ จะรอดตลอดทะเล
แมล้ กู เรอื อวดดีมีทิฐิ และเรมิ่ ริเฉโกยุ่งโยเส
เมอ่ื คลืน่ ลมแรงจดั ซัดโซเซ เรือจะเหลม่ ระยาคว่าไป
แม้ตา่ งคนตา่ งเถียงเกี่ยงแก่งแยง่ นายเรือจะเอาแรงมาแต่ไหน
แม้ไม่ถือเครง่ คงตรงวินัย เมอ่ื ถึงคราวพายุใหญจ่ ะครวญคราง
นายจะสงั่ ส่งิ ใดไม่เข้าจติ จะต้องตดิ ตนั ใจให้ขดั ขวาง
จะยุง่ แล้วยุ่งเลา่ ไมเ่ ขา้ ทาง เรอื กค็ งอับปางกลางสาคร
ถงึ เสวที ี่เป็นข้าฝ่าพระบาท ไม่ควรขาดความสมัครสโมสร
ในพระราชสานักพระภูธร เหมือนเรือแลน่ สาครสมุทรไทย
เหล่าเสวกตกที่กะลาสี ควรคิดถึงหน้าทน่ี ัน้ เป็นใหญ่
รักษาตนเคร่งคงตรงวนิ ยั สมานใจจงรกั พระจักรี
ไม่ควรเลือกที่รักมกั ท่ชี งั สามคั คีเปน็ กาลงั พลังศรี
ควรปรองดองในหมู่ราชเสวี ใหส้ มท่ีรว่ มพระเจา้ เราองคเ์ ดียว
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
จากหนงั สือวรรณคดีวจิ กั ษ์ มธั ยมศึกษาปที ี่ 2 หนา้ 39 - 40
-18-
-18-
แบบประเมนิ การทางานกลมุ่
คาชแ้ี จง ใหค้ รปู ระเมนิ การทางานกลมุ่ ของนักเรยี นตามรายการประเมนิ
รายการประเมนิ ๓ ระดบั คะแนน ๑
๒
1. การกาหนดบทบาทหน้าท่ี กาหนดบทบาทหน้าที่ ไม่มกี ารกาหนดบทบาท
สมาชิกอยา่ งชัดเจน กาหนดบทบาทหน้าที่ หน้าที่
2. การมสี ว่ นร่วม มสี ว่ นร่วมในการปฏบิ ตั ิ สมาชกิ ไม่ครบถ้วน มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ
งานกลุ่ม มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ งานกลมุ่ น้อยมาก
งานกลุ่มบา้ ง หรือไมม่ ีสว่ นรว่ ม
3. การรบั ฟงั และแสดงความ รับฟังและแสดงความคดิ เห็น รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รับฟงั ความคิดเหน็
คิดเหน็ อย่างมีเหตผุ ลและสร้างสรรค์ อย่างมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ ของผอู้ นื่ นอ้ ยมาก
เป็นบางคร้งั หรอื ไมร่ บั ฟงั ความคดิ เหน็
อยา่ งสมา่ เสมอ รบั ผดิ ชอบงานที่ได้รบั มอบหมาย ของผอู้ น่ื
แตเ่ สรจ็ ไม่ทันตามกาหนด ไม่รบั ผดิ ชอบงานท่ีไดร้ ับ
4. ความรบั ผดิ ชอบ รบั ผิดชอบงานทีไ่ ดร้ บั มอบหมาย มอบหมาย
และเสรจ็ ตามเวลาท่ีกาหนด การแปลผล
ดีมาก
* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนที่ได/้ คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐ ดี
พอใช้
การแปลผลการประเมิน ปรับปรุง
เกณฑข์ องระดบั คะแนน
รอ้ ยละ 80 - ๑๐๐
รอ้ ยละ 70 - 79
ร้อยละ 50 - 69
ร้อยละ ๐ - 49
-19-
-19-
หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี ๕ ชือ่ หนว่ ย ประสทิ ธิง์ านสานสามัคคี แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี ๕ เวลา ๑ ช่ัวโมง
กลุม่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย เรอ่ื ง กลอนกานท์สนุ ทรีย์ (๔) ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ ๒
รายวชิ า ภาษาไทย
บทเสภาสามัคคีเสวก เปน็ บทสาหรบั ขบั อธบิ าย กจิ กรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้
นาเรอ่ื งในการฟ้อนราตอนต่าง ๆ ของระบาสามัคคี ขั้นนา ห้องสมดุ
เสวก พระบาทสมเด็จพระมงกฎุ เกล้าเจ้าอยหู่ วั นกั เรยี นแต่ละกลมุ่ เตรียมการนาเสนอ
ได้ทรงพระราชนิพนธ์เป็นกลอนเสภา ซ่ึงเป็นลักษณะ สอ่ื
คาประพันธ์ทีม่ ีความโดดเดน่ ในการใช้ถอ้ ยคา ขนั้ สอน 1. ใบความรู้ “บทเสภาสามัคคเี สวก ตอน
และสมั ผัส กลอนเสภามีการบังคบั คณะในการแต่ง 1. นกั เรยี นกล่มุ ที่ 1 - 4 นาเสนอผลการศกึ ษาของกลมุ่ ตนเอง วศิ วกรรมา”
และบงั คับสัมผัสระหวา่ งบทเพือ่ แสดงฝมี ือในการสรร 2. นักเรยี นร่วมกันแสดงความคดิ เห็นเกี่ยวกับใจความสาคัญ 2. ใบความรู้ “บทเสภาสามคั คีเสวก ตอน
คามาใชข้ องผู้ประพนั ธ์ ของบทเสภาสามคั คเี สวก ทีเ่ พือ่ นนาเสนอ สามคั คเี สวก”
-20- จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ขั้นสรปุ ภาระงาน/ชน้ิ งาน
ด้านความรู้ นักเรียนร่วมกันอภปิ รายข้อคิดในบทเสภาสามคั คเี สวก -
๑. ถอดคาประพนั ธจ์ ากบทเสภาสามัคคีเสวกได้ การวัดและประเมินผล
๒. อธิบายขอ้ คิดจากบทเสภาสามัคคเี สวกได้ 1. การประเมนิ การทางานกลุ่ม
ด้านทกั ษะและกระบวนการ 2. การประเมนิ การพูดแสดงความคิดเห็น
สรุปใจความสาคญั ของบทเสภาสามคั คีเสวกได้
ดา้ นคณุ ลักษณะ
๑. ใฝ่เรียนรู้
๒. มงุ่ มัน่ ในการทางาน
-20-
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๕ ช่ือหนว่ ย ประสิทธ์งิ านสานสามัคคี แผนการจดั การเรียนรู้ที่ ๕ เวลา ๑ ช่ัวโมง
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรอื่ ง กลอนกานท์สนุ ทรยี ์ (๔) ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๒
สมรรถนะท่ตี ้องการใหเ้ กิดกับผู้เรยี น
๑. ความสามารถในการสื่อสาร รายวชิ า ภาษาไทย
๒. ความสามารถในการคดิ
-21-
-21-
แบบประเมินการทางานกลมุ่
คาช้แี จง ใหค้ รปู ระเมนิ การทางานกลุ่มของนกั เรยี นตามรายการประเมนิ
รายการประเมิน ๓ ระดบั คะแนน ๑
๒
1. การกาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไม่มกี ารกาหนดบทบาท
สมาชิกอยา่ งชัดเจน กาหนดบทบาทหน้าที่ หน้าที่
2. การมสี ว่ นร่วม มีสว่ นรว่ มในการปฏิบตั ิ สมาชกิ ไม่ครบถ้วน มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ
งานกลุ่ม มีส่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ งานกลมุ่ น้อยมาก
งานกลุ่มบา้ ง หรือไมม่ ีสว่ นรว่ ม
3. การรบั ฟังและแสดงความ รบั ฟังและแสดงความคดิ เห็น รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รับฟงั ความคิดเหน็
คิดเห็น อยา่ งมีเหตผุ ลและสรา้ งสรรค์ อยา่ งมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ ของผอู้ นื่ นอ้ ยมาก
เปน็ บางคร้งั หรอื ไมร่ บั ฟงั ความคดิ เหน็
อยา่ งสม่าเสมอ รับผดิ ชอบงานที่ได้รบั มอบหมาย ของผอู้ น่ื
แตเ่ สรจ็ ไมท่ นั ตามกาหนด ไม่รบั ผดิ ชอบงานท่ีไดร้ ับ
4. ความรบั ผิดชอบ รับผดิ ชอบงานทไ่ี ด้รับมอบหมาย มอบหมาย
และเสร็จตามเวลาท่ีกาหนด การแปลผล
ดีมาก
* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนท่ไี ด/้ คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐ ดี
พอใช้
การแปลผลการประเมิน ปรับปรุง
เกณฑข์ องระดบั คะแนน
ร้อยละ 80 - ๑๐๐
ร้อยละ 70 - 79
รอ้ ยละ 50 - 69
ร้อยละ ๐ - 49
-22-
-22-
แบบประเมนิ การพดู แสดงความคิดเหน็
คำช้ีแจง ให้ครูผสู้ อนประเมินการพูดแสดงความคิดเหน็ ของนักเรยี นตามรายการประเมนิ
รายการประเมิน ๕ ๔ ระดบั คะแนน ๒ ๑
1. สาระสาคญั ของเรือ่ งทพ่ี ดู พดู สาระสาคัญ พดู สาระสาคัญ ๓ พูดสาระสาคัญ พูดสาระสาคัญ
ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์
1.๑ ลาดบั ความคิดอยา่ งต่อเนอื่ ง ครบ ๕ ขอ้ ๔ ขอ้ พูดสาระสาคัญ ๒ ข้อ ๑ ขอ้
1.๒ นาเสนอเนื้อหาตรงตามประเด็น ตามเกณฑ์ หรอื ไมไ่ ด้
1.๓ เน้อื หามคี วามสมั พนั ธ์กับประเด็น ๓ ขอ้ ตามเกณฑเ์ ลย
1.๔ มคี วามเป็นเหตเุ ป็นผล
1.๕ มกี ารนาเสนอแนวคดิ ใหม่ คะแนนเตม็ 2 คะแนน ใช้ภาษา ใช้ภาษา
2. การใช้ภาษา ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
2.๑ ใช้ภาษาได้ถกู ต้องกับกาลเทศะ คะแนนเตม็ 2 คะแนน ๒ ข้อ ๑ ขอ้
2.๒ ใชป้ ระโยคส่อื ความหมายไดช้ ดั เจน ใช้นา้ เสยี ง หรอื ไมไ่ ด้
คะแนนเตม็ 3 คะแนน ปฏิบตั ไิ ด้ตาม ได้ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์เลย
3. การใช้น้าเสยี ง เกณฑ์ 3 ข้อ ๒ ข้อ ใช้นา้ เสยี ง
3.1 ใชน้ า้ เสยี งน่มุ นวล ปฏิบตั ไิ ดต้ าม ได้ตามเกณฑ์
3.2 พดู เสยี งดังชดั เจน เกณฑ์ 2 ข้อ ๑ ข้อ
หรือไมไ่ ด้
๔. มารยาทในการพูด ตามเกณฑเ์ ลย
๔.1 ไม่พดู แทรกขณะผอู้ น่ื กาลงั พูด ปฏบิ ัตไิ ด้ตาม
๔.2 เปดิ โอกาสใหผ้ อู้ ื่นได้แสดง เกณฑ์ 1 ข้อ
ความคดิ เหน็ หรือไมไ่ ด้
๔.3 ใช้กริ ิยาสภุ าพ ไมล่ อ้ เลยี นผอู้ ื่น ตามเกณฑ์เลย
* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนท่ไี ด้/คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐
การแปลผลการประเมิน การแปลผล
ดีมาก
เกณฑข์ องระดับคะแนน ดี
รอ้ ยละ 80 – ๑๐๐ พอใช้
ร้อยละ 70 – 79 ปรบั ปรุง
รอ้ ยละ 50 – 69
ร้อยละ ๐ – 49
-23-
-23-
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๕ ชอ่ื หนว่ ย ประสิทธิ์งานสานสามคั คี แผนการจดั การเรยี นร้ทู ่ี ๖ เวลา ๑ ช่วั โมง
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรื่อง วรรณคดีมีคุณค่า ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีที่ ๒
รายวชิ า ภาษาไทย แหล่งเรียนรู้
-
สาระสาคญั / ความคดิ รวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ สอ่ื
บทเสภาสามคั คีเสวก ตอนท่ี ๔ สามัคคเี สวก ขนั้ นา ๑. บัตร “คุณคา่ วรรณคดี”
กลา่ วถงึ การสมานสามัคคใี นหมู่ราชเสวกผู้สวามิภกั ด์ิ นกั เรยี นรว่ มกนั สนทนาเกย่ี วกับความสาคญั ของความสามัคคี ๒. ใบงาน “คณุ คา่ วรรณคดี”
ใตเ้ บอ้ื งพระยุคลบาทใหม้ ่นั คงในความจงรกั ภกั ดี
ซื่อตรง และขยนั ต่อการงาน ให้รักษาเกียรติของ ขั้นสอน ภาระงาน/ชิ้นงาน
ขา้ ราชการอย่าใหเ้ สื่อมเสีย การแสดงระบาเริ่มดว้ ย ๑. นักเรยี นแบ่งกลุ่มเปน็ ๓ กลุ่ม แต่ละกลุ่มรบั บัตร “คุณค่า การทาใบงาน “คุณค่าวรรณคดี”
ราชเสวก ๒๘ หมู่แต่งกายเตม็ ยศเดนิ แถวออกมาหม่ลู ะ วรรณคดี
๑ คู่ เม่ือเดนิ สวนสนามจนครบแล้ว ทุกคนออกมาร้อง ๒. นักเรยี นแตล่ ะกล่มุ ทาใบงาน “คณุ คา่ วรรณคดี” จากนน้ั การวดั และประเมินผล
เพลงแสดงความจงรักภักดีพร้อมกัน ออกมานาเสนอหนา้ ชน้ั เรยี น การประเมนิ การทางานกลุ่ม
-24- 3. นักเรียนกลุ่มอื่น ๆ ชว่ ยกันตรวจสอบความถูกตอ้ ง
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
ด้านความรู้ ข้นั สรุป
ระบุคณุ คา่ ดา้ นต่าง ๆ ของวรรณคดีได้ นักเรยี นร่วมกันสรุปคุณคา่ ของบทเสภาสามคั คีเสวก
ด้านทกั ษะและกระบวนการ
วเิ คราะห์คุณคา่ บทเสภาสามัคคเี สวกได้
ดา้ นคุณลักษณะ
๑. ใฝ่เรียนรู้
๒. มุ่งมนั่ ในการทางาน
-24-
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๕ ชือ่ หน่วย ประสทิ ธง์ิ านสานสามคั คี แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๖ เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย เร่ือง วรรณคดีมีคุณคา่ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒
สมรรถนะท่ตี ้องการให้เกิดกับผู้เรียน รายวชิ า ภาษาไทย
สมรรถนะที่ต้องการใหเ้ กิดกับผู้เรยี น
๑. ความสามารถในการสื่อสาร
๒. ความสามารถในการคิด
-25-
-25-
บตั ร
“คณุ ค่าวรรณคดี”
สะท้อนความงามทางด้านศลิ ปะ
สะทอ้ นความร่งุ เรอื งของบ้านเมอื ง
สะทอ้ นคณุ ธรรมหน้าทีแ่ ละความสามคั คี
-26-
-26-
ใบงาน
“คณุ ค่าวรรณคดี”
คาชแี้ จง ใหน้ ักเรียนวเิ คราะหค์ ณุ คา่ วรรณคดเี รื่อง บทเสภาสามัคคีเสวก
............................................................................................................................. .............................................
..........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................................. .............................................
..........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................................. .............................................
..........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. ............................................
............................................................................................................................. .............................................
..........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................................. .............................................
..........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................................. .............................................
..........................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................. ............................
............................................................................................................................. .............................................
..........................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .............................................
............................................................................................................................. .............................................
..........................................................................................................................................................................
.........................................................................................................................................................................
-27-
-27-
แบบประเมินการทางานกลมุ่
คาช้แี จง ใหค้ รปู ระเมนิ การทางานกลุ่มของนกั เรยี นตามรายการประเมนิ
รายการประเมิน ๓ ระดบั คะแนน ๑
๒
1. การกาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไม่มกี ารกาหนดบทบาท
สมาชิกอยา่ งชัดเจน กาหนดบทบาทหน้าที่ หน้าที่
2. การมสี ว่ นร่วม มีสว่ นรว่ มในการปฏิบตั ิ สมาชกิ ไม่ครบถ้วน มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ
งานกลุ่ม มีส่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ งานกลมุ่ น้อยมาก
งานกลุ่มบา้ ง หรือไมม่ ีสว่ นรว่ ม
3. การรบั ฟังและแสดงความ รบั ฟังและแสดงความคดิ เห็น รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รับฟงั ความคิดเหน็
คิดเห็น อยา่ งมีเหตผุ ลและสรา้ งสรรค์ อยา่ งมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ ของผอู้ นื่ นอ้ ยมาก
เปน็ บางคร้งั หรอื ไมร่ บั ฟงั ความคดิ เหน็
อยา่ งสม่าเสมอ รับผดิ ชอบงานที่ได้รบั มอบหมาย ของผอู้ น่ื
แตเ่ สรจ็ ไมท่ นั ตามกาหนด ไม่รบั ผดิ ชอบงานท่ีไดร้ ับ
4. ความรบั ผิดชอบ รับผดิ ชอบงานทไ่ี ด้รบั มอบหมาย มอบหมาย
และเสร็จตามเวลาท่ีกาหนด การแปลผล
ดีมาก
* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนท่ไี ด/้ คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐ ดี
พอใช้
การแปลผลการประเมิน ปรับปรุง
เกณฑข์ องระดบั คะแนน
ร้อยละ 80 - ๑๐๐
ร้อยละ 70 - 79
รอ้ ยละ 50 - 69
ร้อยละ ๐ - 49
-28-
-28-
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี ๕ ช่ือหน่วย ประสิทธ์ิงานสานสามคั คี แผนการจดั การเรยี นร้ทู ี่ ๗ เวลา ๑ ช่ัวโมง
กล่มุ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย เรื่อง ค้นหาขอ้ มูลทารายงาน (๑) ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒
รายวชิ า ภาษาไทย
สาระสาคญั / ความคดิ รวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้
การเขยี นรายงาน เป็นการนาเสนอผลท่ีไดจ้ าก ข้ันนา หอ้ งสมุด
นักเรยี นสนทนาเกย่ี วกับ “ศลิ ปวัฒนธรรมในท้องถ่ินของ
การศกึ ษาค้นควา้ ข้อมูลในเร่ืองใดเรอ่ื งหน่ึงจาก ตนเอง” สอ่ื
แหล่งขอ้ มลู ตา่ ง ๆ แล้วนามาเรยี บเรยี งอย่างมีระเบียบ ขน้ั สอน ๑. ใบความรู้ “ศิลปวฒั นธรรมการละเลน่ พื้นบ้าน”
แบบแผนและมีหลกั ฐานอา้ งอิงประกอบ โดยมีการ ๑. นกั เรียนแบง่ กลุ่ม กลุ่มละ 3 - 4 คน แตล่ ะกลมุ่ ศึกษา ๒. ใบงาน “การละเลน่ พน้ื บ้าน”
วางแผนทารายงานสารวจและรวบรวมขอ้ มลู การศึกษา ใบความรู้ จากนน้ั ทาใบงาน “การละเลน่ พน้ื บ้าน”
-29- รปู แบบและสว่ นประกอบของรายงาน การวเิ คราะห์ 2. นักเรียนแตล่ ะกลมุ่ ออกมานาเสนอการทาใบงาน ภาระงาน/ช้นิ งาน
และเรยี บเรียงข้อมลู และอา้ งองิ ข้อมูล หน้าชัน้ เรียน การทาใบงาน “การละเล่นพื้นบ้าน”
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ข้นั สรุป
ดา้ นความรู้ นกั เรยี นรว่ มกนั สรุปความรู้จากการเรียน การวัดและประเมนิ ผล
อธบิ ายวิธีการเขียนรายงานจากการศึกษาคน้ คว้าได้ -
ดา้ นทักษะและกระบวนการ
ขียนรายงานจากการศึกษาคน้ ค้วาได้
ดา้ นคณุ ลกั ษณะ
๑. ใฝเ่ รยี นรู้
๒. มุ่งมัน่ ในการทางาน
สมรรถนะท่ตี ้องการใหเ้ กดิ กับผู้เรยี น
ความสามารถในการสื่อสาร
-29-
ใบความรู้
“ศลิ ปวฒั นธรรมการละเลน่ พื้นบา้ น”
การละเลน่ พนื้ บ้าน
การละเล่นพ้ืนบ้าน หมายถึง มหรสพหรือการแสดงต่าง ๆ จัดขึ้นเพื่อความสนุกสนานร่ืนเริงของ
ผู้เล่นและผู้ชม การละเล่นพื้นบ้าน หมายถึง การละเล่นท่ีเป็นของชาวบ้าน เกิดจากความต้องการ
ความบันเทิงความสนุกสนานร่วมกันของคนในท้องถิ่น การละเล่นพื้นบ้านเป็นสิ่งท่ีช่วยผ่อนคลายอารมณ์
ทั้งยังช่วยสร้างความสามัคคีให้แก่คนในแต่ละภาค การละเล่นพ้ืนบ้านมีสืบต่อกันมาช้านาน แต่มักจะไม่มี
หลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรและไม่ทราบท่ีมาหรือกาเนิด ลักษณะการเล่นและกติกาก็อาจเปล่ียนแปลง
แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นต่าง ๆ การละเล่นพ้ืนบ้านมีหลายรูปแบบ ท้ังการละเล่นแบบกิจกรรมร่ืนเริง
เช่น ราวง กลองยาว แอ่วซอ เซ้ิง ลิเกฮูลู ลิเกบันตน โนรา การละเล่นในลักษณะเพลงพื้นบ้านและเพลง
ปฏิพากย์ต่างๆ เช่น เพลงพวงมาลัย เพลงเก่ียวข้าว เพลงเรือ เพลงฉ่อย เพลงอีแซว การละเล่นพื้นเมือง
ที่เป็นการแข่งขัน เช่น วิ่งควาย ค่องอ้อย แข่งขันกิจกรรมต่าง ๆ เพ่ือความสนุกสนาน เช่น แข่งกินอาหาร
แขง่ รอ้ ยมาลยั เป็นต้น
ศกึ ษาคาศพั ท์
การเล่น หมายถึง การทากิจกรรมใด ๆ เพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน การเล่นมีหลายรูปแบบ
การเล่นเป็นกีฬา เช่น เล่นฟุตบอล เล่นแบดมินตัน การเล่นเป็นการพนัน เช่น เล่นหุ้น เล่นหวย เล่นไพ่
การเล่นของเด็กมีหลายอย่าง เช่น ต้องเต สะบ้า ตะกร้อ ตบแผละ ตี่จับ เตย เสือข้ามห้วย ว่ิงเป้ียว
มอญซ่อนผ้า หมากเก็บ เล่นขายของ เล่นตุ๊กตา เล่นน้า การเล่นแบบการแสดง เช่น เล่นโขน เล่นละคร
เลน่ หนัง เลน่ ดนตรไี ทย เลน่ ดนตรสี ากล
พื้นบ้าน หมายถึง ท้องถ่ิน เฉพาะถิ่น มีนัยความหมายว่าไม่ได้รับมาจากต่างถ่ิน ไม่ใช่ของเจ้านาย
ของพื้นบ้านเป็นของท่ีมีอยู่หรือมีกาเนิดในท้องถ่ิน เช่น สะล้อซอซึงเป็นดนตรีพ้ืนบ้านภาคเหนือ โนรา
หนังตะลุง ลิเกบันตน ลิเกฮูลู เป็นการละเล่นพื้นบ้านภาคใต้ อาหารพ้ืนบ้านภาคอีสานมีท้ังลาบ หลู้ ก้อย
แจ่ว สม้ ตา ปลารา้ ปลาแดก
พ้ืนเมือง หมายถึง ที่มีในท้องถ่ินหรือในเมืองนั้น ๆ เช่น คนอินเดียนแดงเป็นคนพื้นเมืองใน
สหรัฐอเมริกา ผ้าแพรวาเป็นผ้าพื้นเมืองของชาวผู้ไท โปงลางเป็นดนตรีพื้นเมืองของชาวอีสาน ชาวเขาเต้น
ระบาพ้ืนเมืองอย่างสนุกสนาน ชาวบ้านนาสินค้าพ้ืนเมืองมาขาย หัตถกรรมพ้ืนเมืองของไทยมักจะประณีต
งดงาม
-30-
-30-
ใบความรู้
“ศลิ ปวฒั นธรรมการละเล่นพื้นบ้าน” (ตอ่ )
พื้นบ้านกับพ้ืนเมือง มีลักษณะเหมือนกัน ใกล้เคียงกัน เนื่องจากเป็นสิ่งท่ีมีในท้องถิ่น แต่เม่ือใช้คาว่า
พ้ืนบ้านจะมีนัยความหมายว่าเป็นของธรรมดา ไม่มีลักษณะพิเศษใด ๆ ส่วนพ้ืนเมืองจะมีนัยความหมายว่า
เป็นของบา้ นเมอื ง เป็นของประจาบ้านเมอื ง และเปน็ ทรี่ จู้ ักของคนตา่ งถนิ่ วา่ เป็นของประจาเมืองนั้น
เพลงปฏิพากย์ หมายถึง เพลงพื้นบ้านแบบที่มีการร้องโต้ตอบกันระหว่างชายกับหญิง เนื้อเพลงมัก
เปน็ การเก้ยี วพาราสี ใช้ถอ้ ยคาสองแง่สองง่าม เชน่ เพลงลาตัด เพลงฉ่อย เพลงโคราช เพลงปรบไก่
ราวง เป็นการเล่นพื้นบ้านท่ีพัฒนามาจากการราโทน ซ่ึงเป็นการร้องราของหญิงชายเป็นคู่ ราตามบท
เพลงท่ีมีทานองคึกคัก มีจังหวะเร้าใจ มีเครื่องดนตรี คือ โทน รามะนา ประกอบอย่างง่าย ๆ เน้ือเพลงราวงมี
เนื้อร้องสนั้ ๆ รอ้ งซ้าไปซา้ มาเพอ่ื ให้ผรู้ ารอ้ งได้ดว้ ย
ท่ารา หมายถึง ท่าทางที่ใช้มือจีบหรือแบ เคลื่อนไปมา รวมทั้งการขยับเท้า ยกเท้าก้าว เดินเอียงคอ
หรือหันหน้าไปตามลักษณะของทา่ ราท่าหนึ่ง ๆ ท่ารามีชอื่ ตา่ ง ๆ เช่น เทพนม สอดสร้อยมาลา ชักแป้งผัดหน้า
กนิ รินเลยี บถ้า แขกเต้าเข้ารงั เปน็ ต้น
จากหนังสอื วิวิธภาษา
มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 หน้า 113 - 114
-31-
-31-
ใบงาน
“การละเลน่ พืน้ บ้าน”
คาชแี้ จง ใหน้ ักเรยี นตอบคาถามต่อไปน้ี
๑. อธบิ ายประวตั ิความเปน็ มาของการละเล่นพน้ื บ้านในประเทศไทยมาพอสังเขป
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
2. ยกตัวอยา่ งการละเลน่ พนื้ บ้านทน่ี ักเรยี นรู้จกั มา ๑ การละเล่น พร้อมทง้ั อธบิ ายวธิ กี ารเลน่ หรอื เพลง
ประกอบการเลน่
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
..............................................................................................................................................................................
๓. บอกประโยชน์ของการละเล่นพืน้ บา้ นมา ๓ ข้อ
.......................................................................................................... ....................................................................
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
๔. นกั เรียนคดิ ว่าการละเลน่ พื้นบ้านของเดก็ ไทยสะท้อนความเปน็ ไทยอย่างไร
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
............................................................................................... ...............................................................................
-32-
-32-
(เฉลย)ใบงาน
“การละเล่นพน้ื บ้าน”
คาชี้แจง ใหน้ ักเรียนตอบคาถามต่อไปน้ี
๑. อธบิ ายประวัติความเป็นมาของการละเลน่ พนื้ บ้านในประเทศไทยมาพอสังเขป
การละเล่นพ้ืนบ้านเป็นการละเล่นท่ีมีในกลุ่มสังคมท้องถิ่น โดยมีรากฐานมาจากความเป็นจริงแห่งวิถี
ชีวิตของชุมชนท่ีมีการประพฤติปฏิบัติสืบทอดกันมาจากอดีตสู่ปัจจุบัน การละเล่นแสดงออกด้วยการ
เคลื่อนไหวกริยาอาการเป็นหลักอาจมีดนตรี การขับร้องหรือการฟ้อนราประกอบการเล่น มีจุดมุ่งหมายเพื่อ
ความสนุกสนานเพลิดเพลินในโอกาสต่าง ๆการละเล่นบางชนิดได้รับการถ่ายทอดสืบสานต่อกันมาและ
ปรับปรุงเปลย่ี นแปลงเพื่อพฒั นารูปแบบอยา่ งต่อเนอื่ งจนมลี ักษณะเฉพาะถิ่น
๒. ยกตวั อยา่ งการละเล่นพืน้ บา้ นทนี่ กั เรยี นรจู้ กั มา ๑ การละเล่น พรอ้ มท้งั อธิบายวิธีการเล่นหรอื เพลง
ประกอบการเล่น
อย่ใู นดลุ ยพินจิ ของครู
๓. ระบปุ ระโยชน์ของการละเลน่ พ้นื บ้านมา ๓ ข้อ
อยู่ในดลุ ยพินิจของครู เช่น เพ่ือความผ่อนคลาย, เพ่ือความสนุกสนานเพลิดเพลนิ , เพื่อความแขง็ แรง
ทางกาย, เพ่ือการฝกึ วนิ ยั , เพ่ือการฝกึ ความซื่อสตั ย์ เปน็ ตน้
๔. นักเรียนคดิ วา่ การละเลน่ พ้ืนบา้ นของเด็กไทยสะทอ้ นความเป็นไทยอยา่ งไร
สะทอ้ นใหเ้ หน็ สภาพความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนยี มประเพณี คา่ นิยมและความเชื่อของคนไทยใน
สมยั ก่อนได้อย่างชัดเจน
-33-
-33-