The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ชุดกิจกรรมสำหรับ ครู ม. 2 ภาคเรียนที่ 2

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ชุดกิจกรรมสำหรับ ครู ม. 2 ภาคเรียนที่ 2

ชุดกิจกรรมสำหรับ ครู ม. 2 ภาคเรียนที่ 2

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๕ ชื่อหน่วย ประสทิ ธงิ์ านสานสามคั คี แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๘ เวลา ๑ ชัว่ โมง
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรื่อง ค้นหาขอ้ มูลทารายงาน (๒) ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒

รายวชิ า ภาษาไทย

สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหล่งเรยี นรู้
การเขียนรายงาน เป็นการนาเสนอผลทไี่ ดจ้ าก ข้นั นา ห้องสมดุ
นักเรียนสนทนาเกยี่ วกับ “ศลิ ปวัฒนธรรมการละเล่นพ้ืนบา้ น”
การศกึ ษาคน้ คว้าข้อมลู ในเร่ืองใดเรื่องหน่ึงจาก ท่ีเปน็ ท่ีรู้จกั โดยทั่วไป สอ่ื
แหลง่ ข้อมลู ตา่ ง ๆ แล้วนามาเรยี บเรยี งอยา่ งมี ขน้ั สอน ใบความรู้ “วิธีการเกบ็ ข้อมูลการทา
ระเบยี บแบบแผนและมีหลักฐานอ้างอิงประกอบ ๑. นักเรียนแบง่ กลมุ่ เปน็ 4 กลุ่ม แตล่ ะกล่มุ ศกึ ษาใบความรู้ รายงาน”
โดยมกี ารวางแผนทารายงานสารวจและรวบรวม “วธิ ีการเก็บข้อมลู การทารายงาน” จากนนั้ ออกมานาเสนอผล
-34- ขอ้ มูล การศกึ ษารูปแบบและส่วนประกอบของ การศึกษาหน้าช้นั เรียน ภาระงาน/ช้ินงาน
รายงาน การวเิ คราะห์ 2. นกั เรยี นช่วยกันสรปุ “วิธีการเก็บข้อมลู การทารายงาน -
และเรยี บเรียงข้อมลู และอ้างองิ ข้อมลู ขั้นสรปุ
จุดประสงค์การเรียนรู้ นักเรยี นชว่ ยกนั ระบปุ ระโยชนข์ องการเก็บข้อมูล การวัดและประเมินผล
ด้านความรู้ -
อธบิ ายวธิ ีการเขยี นรายงานจากการศึกษาคน้ คว้าได้
ดา้ นทักษะและกระบวนการ
เขยี นรายงานจากการศึกษาค้นคว้าได้
ดา้ นคณุ ลักษณะ
๑. ใฝเ่ รียนรู้
๒. มงุ่ มัน่ ในการทางาน

-34-

หน่วยการเรียนรูท้ ่ี ๕ ชื่อหน่วย ประสิทธ์งิ านสานสามัคคี แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ ๘ เวลา ๑ ชวั่ โมง
กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย เรื่อง คน้ หาข้อมูลทารายงาน (๒) ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี ๒
สมรรถนะที่ต้องการให้เกดิ กับผ้เู รียน
ความสามารถในการส่ือสาร รายวิชา ภาษาไทย

-35-

-35-

ใบความรู้
“วธิ กี ารเกบ็ ขอ้ มูลการทารายงาน”
การรวบรวมข้อมูลเพื่อเขียนรายงาน แบ่งตามลักษณะข้อมูลจะแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ ข้อมูล
เอกสารและข้อมูลสนาม
๑. ข้อมูลเอกสาร (Documentary Data) เป็นข้อมูลท่ีอยู่ในรูปเอกสาร และหลักฐานต่าง ๆ เป็น
ข้อมูลท่ีมีผู้ค้นคว้าและบันทึกไว้แล้ว ก่อนนาไปอ้างอิงนักศึกษา ควรพิจารณาว่าข้อมูลเหล่าน้ันน่าเชื่อถือ
เพยี งใด
หนังสือนับเป็นแหล่งข้อมูลที่สาคัญ โดยทั่วไปหนังสือแบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ หนังสืออ้างอิง และ
หนังสือประเภทท่ัวไป แต่หนังสือทใี่ ชใ้ นการทารายงานมกั เป็นหนงั สอื ประเภททวั่ ไป
หนังสืออ้างอิงเป็นหนังสือท่ีให้ความรู้ในเร่ืองต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง และมีลักษณะพิเศษ คือ มักจะ
เรียงลาดับเรื่อง และเสนอเร่ืองอย่างเป็นระเบียบ ทาให้ผู้อ่านสามารถค้นคว้าและสะดวกและรวดเร็ว หนังสือ
อา้ งองิ ทคี่ วรรูจ้ กั มีดังนี้
- พจนานกุ รม
- สารานกุ รม
- อักขรานุกรม
- หนงั สอื ประจาปี
- นามานกุ รม
- ดรรชนี
- บรรณานกุ รม
หนังสือท่ัวไป เป็นหนังสือประเภทตาราหรือเอกสารท่ีใช่เอกสารอ้างอิง หนังสือประเภทน้ีมีอยู่เป็น
จานวนมาก วิธีง่ายที่สุดในการเลือกคืออ่านสารบัญว่าหนังสือเล่มน้ันมีประเด็นใดบ้าง ที่ตรงกับเนื้อหาที่ตน
ต้องการ
๒. ข้อมูลสนาม (Field Data) เป็นข้อมูลที่ผู้ทารายงานได้มาจากการรวบรวมเองโดยตรง
การรวบรวมข้อมูลน้ีทาได้หลายวิธี เช่น การสัมภาษณ์ การสังเกต การให้กลุ่มเป้าหมายตอบแบบสอบถาม
การทดลอง ข้อมูลสนามน้ีผู้ทารายงานควรพิจารณาเองว่าวิธีใดเหมาะสมที่สุดสาหรับรายงานเร่ืองนั้น ๆ
เมื่อได้ข้อมลู มาแลว้ ก็ต้องจดบันทึกลงในกระดาษบันทกึ ข้อมูล
การจดบันทึกนิยมจดใส่กระดาษแข็ง ขนาด ๓ x ๕″ หรือ ๔ x ๖″ หรือ ๕ x ๘″ โดยผู้จดบันทึกจะ
กาหนดหัวเรื่องไว้ที่มุมขวา และจัดเรียงตามโครงเรื่องของรายงาน ในส่วนต้นของบัตรบันทึกอาจจะไม่ลง
รายการไว้ท่ีมุมขวา และจัดเรียงตามโครงเร่ืองของรายงาน ในส่วนต้นของบัตรบันทึกอาจจะไม่ลงรายการทาง
บรรณานุกรมอย่างสมบรู ณ์ อาจใส่เฉพาะช่ือผู้เขียน ช่อื หนังสือ หรือเอกสาร เลขหน้า การบันทึกขอ้ มูลควรย่อ
เอาแต่ละประเด็นสาคัญ หากข้อความใดกระชับดีแล้วอาจคัดลอกข้อความ ท้ังหมดลงมาใส่เครื่องหมาย “…”
ไว้เป็นท่ีสงั เกต

-36-
-36-

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๕ ชื่อหน่วย ประสทิ ธิ์งานสานสามัคคี แผนการจดั การเรยี นรทู้ ี่ ๙ เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย เรือ่ ง คน้ หาข้อมูลทารายงาน (๓) ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๒

รายวิชา ภาษาไทย

สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด กจิ กรรมการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้
การเขียนรายงาน เป็นการนาเสนอผลทีไ่ ด้จาก ขน้ั นา หอ้ งสมุด
การศกึ ษาคน้ คว้าข้อมลู ในเร่ืองใดเรอื่ งหน่ึงจาก นักเรียนสนทนาเกีย่ วกับ
แหลง่ ข้อมูลตา่ ง ๆ แลว้ นามาเรียบเรยี งอยา่ งมรี ะเบยี บ สอ่ื
แบบแผนและมหี ลกั ฐานอ้างอิงประกอบ โดยมกี าร ข้นั สอน 1. ใบความรู้ “การเขียนรายงาน”
วางแผนทารายงานสารวจและรวบรวมข้อมลู ๑. นกั เรียนแบง่ กล่มุ เปน็ 4 กลมุ่ (กล่มุ เดิมจากช่วั โมงท่ีแลว้ ) 2. ใบงาน “สืบคน้ เขยี นรายงาน”
การศึกษารูปแบบและสว่ นประกอบของรายงาน แต่ละกลุม่ ศกึ ษาใบความรู้ “การเขียนรายงาน” จากน้ันออกมานาเสนอผล
การวิเคราะห์ และเรยี บเรยี งข้อมูล และอา้ งองิ ข้อมลู การศกึ ษาหน้าชั้นเรียน ภาระงาน/ช้ินงาน
2. นกั เรยี นชว่ ยกนั สรุป“วิธกี ารขยี นรายงาน -
-37- จดุ ประสงค์การเรียนรู้

ด้านความรู้ ขน้ั สรุป การวัดและประเมนิ ผล
อธิบายวิธีการเขียนรายงานจากการศึกษาค้นควา้ ได้ นกั เรยี นวางแผนการทารายงานของกลมุ่ ในประเดน็ “ศิลปวฒั นธรรม -
ดา้ นทกั ษะและกระบวนการ การละเล่นพ้ืนบ้าน : ของงดีบ้านฉนั ” และนามาเสนอในชวั่ โมงต่อไป
เขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้าได้
ด้านคณุ ลกั ษณะ
๑. ใฝ่เรยี นรู้
๒. มุ่งม่นั ในการทางาน

-37-

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๕ ช่ือหน่วย ประสิทธ์ิงานสานสามคั คี แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๙ เวลา ๑ ช่ัวโมง
กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย เรอื่ ง ค้นหาข้อมลู ทารายงาน (๓) ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒
สมรรถนะที่ต้องการให้เกิดกับผเู้ รยี น
ความสามารถในการสื่อสาร รายวชิ า ภาษาไทย

-38-

-38-

ใบความรู้
“การเขียนรายงาน”
ส่วนประกอบของรายงานการศกึ ษาคน้ ควา้
ส่วนประกอบตอนตน้ เปน็ สว่ นท่ีแสดงหวั ข้อการค้นควา้ และอธบิ ายเน้อื หาโดยสงั เขป ประกอบด้วย
๑. ปกนอก ระบุชือ่ เร่ือง ชอ่ื ผ้ศู กึ ษา ช่ือรายวชิ า หลกั สูตร สงั กัดสถานศึกษา ภาคเรยี นและปกี ารศึกษา
๒. ใบรองปก คอื กระดาษเปล่าท่ีคน่ั ระหว่างปกนอกและปกใน
๓. ปกใน ใหร้ ายละเอียดเช่นเดยี วกบั ปกนอก
๔. คานา เป็นสว่ นทีก่ ล่าวเกริ่นหรอื แนะนาประเดน็ เนอ้ื หาที่ศกึ ษาในรายงาน
๕. สารบัญ กล่าวถึงรายละเอียด ประเด็นหัวข้อในการศึกษาในแต่ละบท และระบุหมายเลข
หนา้ ของหวั ขอ้ น้นั ๆ
๖. บัญชีตารางหรือบัญชีภาพประกอบ รายงานบางเร่ืองมีตารางหรือภาพประกอบที่ทาให้
เนื้อหาน้ันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซ่ึงอาจมีหลายตารางหรือหลายภาพ ซ่ึงควรจัดทาสารบัญหรือบัญชีตารางและ
ภาพประกอบในหน้าทอี่ ยูถ่ ดั จากสารบญั
ส่วนเนื้อหา เป็นส่วนที่สาคัญที่สุดของรายงาน เพราะเป็นส่วนนาเสนอวิธีการและผลของการศึกษา
ท้งั หมด ประกอบดว้ ย
๑. บทนา เป็นส่วนที่กล่าวความสาคัญหรือสาเหตุในการศึกษา ตลอดจนวัตถุประสงค์
ขอบเขต ข้นั ตอน วธิ ีการและประโยชนท์ คี่ าดวา่ จะได้รับจากรายงาน
๒. เนื้อหา เป็นส่วนการนาเสนอ โดยส่วนใหญ่มักจะแบ่งออกเป็นบทๆ ตามความยาวของ
เนือ้ หา โดยแบง่ เปน็ ประเดน็ ใหญ่ ประเด็นยอ่ ยของเรือ่ งให้ชัดเจน
๓. สรุป คือส่วนที่สรุปผลการศึกษา อาจมีการอภิปรายหรือข้อเสนอแนะในประเด็น
การศึกษาเร่ืองทสี่ ามารถศกึ ษาต่อยอดจากการศึกษาคร้ังท่ีนาเสนอน้ี
๔. เชิงอรรถ คือข้อความท่ีอยู่ท้ายหน้า ท้ายบทหรืออ้างแทรกในเนื้อหา เพื่อบอกแหล่งท่ีมา
ของขอ้ ความที่ใชย้ กมากลา่ วถงึ หรืออธบิ ายขยายความเนอื้ หาท่ีเรยี บเรยี งไวใ้ นหนา้ เดยี วกนั
ส่วนประกอบตอนทา้ ย เปน็ ส่วนท่ีใหร้ ายละเอียดเกย่ี วกับการอ้างอิง ดงั นี้
๑. บรรณานุกรม หมายถึง รายชื่อหนังสือ เอกสาร โสตทศั นูปกรณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ที่ใช้อ้างอิง
ในการทารายงาน สาหรับหลักการเขียนรายละเอียดการเขียนอ้างอิงแบบบรรณานุกรมทั่วไปแล้ว
มรี ายละเอียดดงั น้ี
หนงั สือ
ช่อื ผู้แตง่ . (ปที ่ีพิมพ)์ . ชือ่ หนงั สอื (ครง้ั ท่ีพิมพ)์ . เมืองทพ่ี ิมพ์ : สถานท่ีพิมพ์.
สารสนเทศอิเลก็ ทรอนกิ ส์
ชือ่ ผู้แตง่ . (ปีที่จดั ทา). ชือ่ บทความ. วนั เดอื น ปี ทสี่ ืบค้น, แหลง่ ท่สี ืบค้น.
๒. ภาคผนวก คือเนื้อหาส่วนประกอบท่ีแม้มิใช่เนื้อเรื่องโดยตรง แต่มีความเกี่ยวข้องกับ
การศกึ ษาค้นคว้าเพ่มิ เตมิ หรืออาจเป็นส่วนท่ีผศู้ ึกษาเรียบเรียงข้อมูลบางอย่างที่ผู้อ่านควรทราบ แต่ไม่สามารถ
ใสไ่ ว้ในเนอื้ เรอื่ งได้ เพราะเนื้อหาไม่สอดคล้องกัน

-39-
-39-

ใบงาน
“สบื ค้นเขยี นรายงาน”
ประเดน็ การลงพื้นที่เกบ็ ข้อมูลในทอ้ งถน่ิ
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
...........................................................................................................................................................................

-40-
-40-

หน่วยการเรียนรู้ที่ ๕ ช่ือหน่วย ประสิทธงิ์ านสานสามคั คี แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี ๑๐ เวลา ๑ ช่วั โมง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรอ่ื ง คน้ หาข้อมลู ทารายงาน (๔) ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ ๒
รายวิชา ภาษาไทย

สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้
การเขยี นรายงาน เป็นการนาเสนอผลท่ีไดจ้ าก ขั้นนา หอ้ งสมดุ
การศกึ ษาค้นควา้ ข้อมูลในเรื่องใดเร่ืองหนึ่งจาก นักเรียนแต่ละกล่มุ เตรียมการนาเสนอ
แหล่งข้อมูลต่าง ๆ แล้วนามาเรียบเรยี งอยา่ งมีระเบียบ สอ่ื
แบบแผนและมีหลักฐานอ้างอิงประกอบ โดยมีการ ขน้ั สอน -
วางแผนทารายงานสารวจและรวบรวมข้อมลู ๑. นักเรียนแต่ละกลุม่ นาเสนอประเด็นในการทารายงานตามลาดับ
การศกึ ษารปู แบบและส่วนประกอบของรายงาน ๒. นักเรียนกลมุ่ อน่ื ๆ ตัง้ คาถามอย่างน้อยกลุ่มละ ๑ คาถาม ภาระงาน/ช้นิ งาน
การวเิ คราะห์ และเรยี บเรียงข้อมลู และอ้างองิ ข้อมูล ถามประเดน็ ที่สงสัยจากการนาเสนอรายงานของเพ่ือน และชว่ ยกัน การเขียนรายงาน
เสนอแนะเก่ียวกบั ประเดน็ การทารายงาน
-41- จุดประสงค์การเรียนรู้ การวดั และประเมนิ ผล
การประเมนิ การทางานกลุ่ม
ด้านความรู้ ขั้นสรปุ
อธิบายวธิ กี ารเขียนรายงานจากการศึกษาค้นควา้ ได้ 1. นักเรียนรว่ มกนั สรปุ ประเด็นการทารายงานของแต่ละกลุ่ม
ด้านทักษะและกระบวนการ 2. นกั เรียนแต่ละกลุ่มวางแผนการทางานของกลมุ่ ตนเอง (การเกบ็
เขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้าได้ ข้อมูลในแผนการเรียนรูท้ ่ี 11)
ด้านคณุ ลักษณะ
๑. ใฝเ่ รยี นรู้
๒. มุ่งมัน่ ในการทางาน

-41-

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ ๕ ชื่อหน่วย ประสทิ ธ์ิงานสานสามคั คี แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี ๑๐ เวลา ๑ ชัว่ โมง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรอ่ื ง ค้นหาขอ้ มลู ทารายงาน (๔) ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี ๒
สมรรถนะทต่ี ้องการใหเ้ กิดกับผเู้ รยี น รายวิชา ภาษาไทย
1. ความสามารถในการสื่อสาร
2. ความสามารถในการคดิ

-42-

-42-

แบบประเมินการทางานกลมุ่

คาช้แี จง ใหค้ รปู ระเมนิ การทางานกลุ่มของนกั เรยี นตามรายการประเมนิ

รายการประเมิน ๓ ระดบั คะแนน ๑

1. การกาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไม่มีการกาหนดบทบาท
สมาชิกอยา่ งชัดเจน กาหนดบทบาทหน้าที่ หนา้ ที่
2. การมสี ว่ นร่วม มีสว่ นรว่ มในการปฏิบตั ิ สมาชกิ ไม่ครบถ้วน มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ
งานกลุ่ม มีส่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ งานกลมุ่ น้อยมาก
งานกลุ่มบา้ ง หรอื ไมม่ ีสว่ นรว่ ม
3. การรบั ฟังและแสดงความ รบั ฟังและแสดงความคดิ เห็น รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รับฟังความคิดเหน็
คิดเห็น อยา่ งมีเหตผุ ลและสรา้ งสรรค์ อยา่ งมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ ของผอู้ นื่ นอ้ ยมาก
เปน็ บางคร้งั หรอื ไมร่ บั ฟงั ความคดิ เหน็
อยา่ งสม่าเสมอ รับผดิ ชอบงานที่ได้รบั มอบหมาย ของผอู้ น่ื
แตเ่ สรจ็ ไมท่ นั ตามกาหนด ไมร่ บั ผิดชอบงานท่ีไดร้ ับ
4. ความรบั ผิดชอบ รับผดิ ชอบงานทไ่ี ด้รบั มอบหมาย มอบหมาย
และเสร็จตามเวลาท่ีกาหนด การแปลผล
ดีมาก
* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนท่ไี ด/้ คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐ ดี
พอใช้
การแปลผลการประเมิน ปรับปรุง

เกณฑข์ องระดบั คะแนน
ร้อยละ 80 - ๑๐๐
ร้อยละ 70 - 79
รอ้ ยละ 50 - 69
ร้อยละ ๐ - 49

-43-
-43-

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๕ ช่ือหน่วย ประสิทธงิ์ านสานสามัคคี แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี ๑1 เวลา 2 ชั่วโมง
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรอื่ ง คน้ หาขอ้ มลู ทารายงาน (5) ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี ๒

รายวชิ า ภาษาไทย

สาระสาคญั / ความคดิ รวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรยี นรู้
การเขียนรายงาน เปน็ การนาเสนอผลที่ไดจ้ าก ขนั้ นา ชมุ ชน
การศกึ ษาค้นคว้าข้อมลู ในเรื่องใดเรอ่ื งหน่ึงจาก นกั เรียนเตรียมการลงพน้ื ที่เพ่ือเกบ็ ข้อมลู การทารายงาน
แหลง่ ขอ้ มลู ต่าง ๆ แลว้ นามาเรียบเรยี งอย่างมรี ะเบียบ ส่อื
แบบแผนและมีหลกั ฐานอา้ งอิงประกอบ โดยมกี าร ขนั้ สอน ใบงาน “ลงพนื้ ทส่ี บื ค้นเขียนรายงาน”
วางแผนทารายงานสารวจและรวบรวมข้อมลู นักเรียนลงพืน้ ที่เพ่ือเก็บข้อมูลการทารายงาน
การศึกษารูปแบบและส่วนประกอบของรายงาน ภาระงาน/ชน้ิ งาน
การวิเคราะห์ และเรยี บเรยี งข้อมูล และอ้างอิงข้อมลู ข้นั สรปุ การเขยี นรายงาน
เมอ่ื ส้นิ สดุ เวลาในช่วั โมงแรก ใหน้ กั เรยี นสรุปข้อมูลทีเ่ กบ็ ได้
-44- จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ และกาหนดหวั ข้อที่จะเก็บขอ้ มูลในชั่วโมงต่อไป การวดั และประเมนิ ผล
ดา้ นความรู้ การประเมนิ การทางานกลุ่ม
อธิบายวธิ ีการเขยี นรายงานจากการศึกษาค้นควา้ ได้
ดา้ นทกั ษะและกระบวนการ
เขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้าได้
ดา้ นคณุ ลักษณะ
๑. ใฝ่เรยี นรู้
๒. มุง่ มน่ั ในการทางาน

-44-

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ ๕ ชื่อหน่วย ประสิทธงิ์ านสานสามคั คี แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๑1 เวลา 2 ชั่วโมง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เร่อื ง คน้ หาขอ้ มลู ทารายงาน (5) ชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี ๒
สมรรถนะทต่ี ้องการใหเ้ กดิ กับผเู้ รียน
1. ความสามารถในการสื่อสาร รายวชิ า ภาษาไทย
2. ความสามารถในการคดิ

-45-

-45-

ใบงาน
“ข้อมลู การลงพ้ืนท่ี”

.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
......................................................................................................... .....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... .................................................................
................................................................................................. .............................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
....................................................................................... .......................................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................... ...................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................... .................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... .................................................................
..............................................................................................................................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................
.......................................................................................................... ....................................................................

-46-
-46-

แบบประเมนิ การทางานกลมุ่

คาชแ้ี จง ใหค้ รปู ระเมนิ การทางานกลมุ่ ของนักเรยี นตามรายการประเมนิ

รายการประเมนิ ๓ ระดบั คะแนน ๑

1. การกาหนดบทบาทหน้าท่ี กาหนดบทบาทหน้าที่ ไม่มกี ารกาหนดบทบาท
สมาชิกอยา่ งชัดเจน กาหนดบทบาทหน้าที่ หน้าที่
2. การมสี ว่ นร่วม มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ สมาชกิ ไม่ครบถ้วน มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ
งานกลุ่ม มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ งานกลมุ่ น้อยมาก
งานกลุ่มบา้ ง หรือไมม่ ีสว่ นรว่ ม
3. การรบั ฟงั และแสดงความ รับฟังและแสดงความคดิ เห็น รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รับฟงั ความคิดเหน็
คิดเหน็ อยา่ งมีเหตผุ ลและสร้างสรรค์ อย่างมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ ของผอู้ นื่ นอ้ ยมาก
เป็นบางคร้งั หรอื ไมร่ บั ฟงั ความคดิ เหน็
อยา่ งสมา่ เสมอ รบั ผดิ ชอบงานที่ได้รบั มอบหมาย ของผอู้ น่ื
แตเ่ สรจ็ ไมท่ นั ตามกาหนด ไม่รบั ผดิ ชอบงานท่ีไดร้ ับ
4. ความรบั ผดิ ชอบ รบั ผิดชอบงานทีไ่ ดร้ บั มอบหมาย มอบหมาย
และเสรจ็ ตามเวลาท่ีกาหนด การแปลผล
ดีมาก
* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนที่ได/้ คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐ ดี
พอใช้
การแปลผลการประเมิน ปรับปรุง

เกณฑข์ องระดบั คะแนน
รอ้ ยละ 80 - ๑๐๐
รอ้ ยละ 70 - 79
ร้อยละ 50 - 69
ร้อยละ ๐ - 49

-47-
-47-

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๕ ช่ือหน่วย ประสทิ ธิง์ านสานสามคั คี แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี ๑2 เวลา 1 ช่ัวโมง
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย เร่อื ง ค้นหาขอ้ มลู ทารายงาน (6) ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ ๒

รายวิชา ภาษาไทย

สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้
การเขยี นรายงาน เปน็ การนาเสนอผลที่ได้ ข้ันนา หอ้ งสมดุ
นกั เรยี นสนทนาเกยี่ วกับวธิ ีการเขยี นรายงาน
จากการศึกษาคน้ ควา้ ขอ้ มลู ในเร่อื งใดเร่ืองหนึง่ จาก ข้นั สอน สอ่ื
แหลง่ ข้อมูลตา่ ง ๆ แลว้ นามาเรียบเรียงอยา่ งมี ๑. นกั เรียนแต่ละกลมุ่ เขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้า กระดาษเขยี นรายงาน
ระเบียบแบบแผนและมหี ลกั ฐานอ้างอิงประกอบ 2. นักเรียนวางแผนการนาเสนอรายงานจากการศึกษาคน้ คว้าในชัว่ โมง
โดยมกี ารวางแผนทารายงานสารวจและรวบรวม ตอ่ ไป โดยสรุปเป็นประเด็นสัน้ ๆ จากนั้นนาเสนอ โดยนกั เรียนกลุ่มอ่นื ๆ ภาระงาน/ช้นิ งาน
ข้อมลู การศึกษารูปแบบและส่วนประกอบ ใหข้ ้อเสนอแนะเพิ่มเติม การเขยี นรายงาน
ของรายงาน การวิเคราะห์ และเรียบเรียงข้อมลู
-48- และอ้างอิงข้อมูล การวดั และประเมนิ ผล
แบบประเมินการทางานกลมุ่
จดุ ประสงค์การเรียนรู้ ขั้นสรปุ
ด้านความรู้ นักเรยี นแต่กลมุ่ เตรยี มการนาเสนอในชั่วโมงตอ่ ไป
อธบิ ายวิธกี ารเขียนรายงานจากการศึกษาคน้ คว้าได้
ด้านทกั ษะและกระบวนการ
เขยี นรายงานจากการศึกษาค้นคว้าได้
ดา้ นคุณลักษณะ
๑. ใฝเ่ รยี นรู้
๒. ม่งุ มนั่ ในการทางาน

-48-

หนว่ ยการเรยี นร้ทู ี่ ๕ ชื่อหน่วย ประสิทธง์ิ านสานสามัคคี แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี ๑2 เวลา 1 ช่ัวโมง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เร่ือง ค้นหาขอ้ มลู ทารายงาน (6) ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๒
สมรรถนะทต่ี ้องการใหเ้ กดิ กับผ้เู รียน
1. ความสามารถในการสื่อสาร รายวิชา ภาษาไทย
2. ความสามารถในการคดิ

-49-

-49-

แบบประเมินการทางานกลมุ่

คาช้แี จง ใหค้ รปู ระเมนิ การทางานกลุ่มของนกั เรยี นตามรายการประเมนิ

รายการประเมิน ๓ ระดบั คะแนน ๑

1. การกาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไม่มกี ารกาหนดบทบาท
สมาชิกอยา่ งชัดเจน กาหนดบทบาทหน้าที่ หน้าที่
2. การมสี ว่ นร่วม มีสว่ นรว่ มในการปฏิบตั ิ สมาชกิ ไม่ครบถ้วน มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ
งานกลุ่ม มีส่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ งานกลมุ่ น้อยมาก
งานกลุ่มบา้ ง หรือไมม่ ีสว่ นรว่ ม
3. การรบั ฟังและแสดงความ รบั ฟังและแสดงความคดิ เห็น รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รับฟงั ความคิดเหน็
คิดเห็น อยา่ งมีเหตผุ ลและสรา้ งสรรค์ อยา่ งมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ ของผอู้ นื่ นอ้ ยมาก
เปน็ บางคร้งั หรอื ไมร่ บั ฟงั ความคดิ เหน็
อยา่ งสม่าเสมอ รับผดิ ชอบงานที่ได้รบั มอบหมาย ของผอู้ น่ื
แตเ่ สรจ็ ไมท่ นั ตามกาหนด ไม่รบั ผดิ ชอบงานท่ีไดร้ ับ
4. ความรบั ผิดชอบ รับผดิ ชอบงานทไ่ี ด้รบั มอบหมาย มอบหมาย
และเสร็จตามเวลาท่ีกาหนด การแปลผล
ดีมาก
* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนท่ไี ด/้ คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐ ดี
พอใช้
การแปลผลการประเมิน ปรับปรุง

เกณฑข์ องระดบั คะแนน
ร้อยละ 80 - ๑๐๐
ร้อยละ 70 - 79
รอ้ ยละ 50 - 69
ร้อยละ ๐ - 49

-50-
-50-

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๕ ช่ือหน่วย ประสิทธิ์งานสานสามัคคี แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๑3 เวลา 2 ชั่วโมง
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เรือ่ ง วิเคราะหว์ ิจารณอ์ ย่างสรา้ งสรรค์ (๑) ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ ๒

รายวิชา ภาษาไทย

สาระสาคญั / ความคดิ รวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้
การเขยี นรายงาน เป็นการนาเสนอผลที่ได้ ขัน้ นา หอ้ งสมุด
นกั เรียนกลุม่ ท่ี 1 และ 2 เตรียมการนาเสนอ
จากการศึกษาค้นคว้าข้อมูลในเรอื่ งใดเร่ืองหน่งึ จาก ข้ันสอน สอ่ื
แหล่งขอ้ มลู ตา่ ง ๆ แล้วนามาเรียบเรยี งอย่างมี 1. นักเรียนกล่มุ ที่ 1 และ 2 นาเสนอการทารายงาน เมื่อนาเสนอจบใหน้ กั เรียน -
ระเบยี บแบบแผนและมีหลกั ฐานอา้ งองิ ประกอบ กลุ่มอื่น ๆ แสดงความคิดเหน็ จากการรายงานของเพื่อน
โดยมีการวางแผนทารายงานสารวจและรวบรวม 2. นักเรยี นกลุม่ ท่นี าเสนอจดบันทึกผลการแสดงความคิดเหน็ จากการรายงาน ภาระงาน/ช้นิ งาน
ข้อมลู การศึกษารูปแบบและสว่ นประกอบ ของเพ่อื นลงในสมุด การนาเสนอรายงาน
ของรายงาน การวเิ คราะห์ และเรยี บเรยี งข้อมูล
-51- และอา้ งอิงข้อมลู การวดั และประเมินผล
-
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ ข้นั สรุป
ด้านความรู้ นกั เรยี นรว่ มกันสรปุ ความรู้ท่ีไดจ้ ากการรายงานของเพอื่ น จากน้ันเขยี น
อธิบายวิธกี ารเขยี นรายงานจากการศึกษาคน้ ควา้ ได้ ลงในสมดุ
ด้านทักษะและกระบวนการ
เขยี นรายงานจากการศึกษาค้นควา้ ได้
ดา้ นคุณลักษณะ
๑. ใฝ่เรียนรู้
๒. มุ่งมน่ั ในการทางาน

-51-

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๕ ช่ือหน่วย ประสทิ ธิง์ านสานสามคั คี แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ ๑3 เวลา 2 ช่ัวโมง
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรอื่ ง วิเคราะห์วจิ ารณอ์ ยา่ งสร้างสรรค์ (๑) ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๒
สมรรถนะทตี่ ้องการให้เกดิ กับผูเ้ รยี น
1. ความสามารถในการส่ือสาร รายวชิ า ภาษาไทย
2. ความสามารถในการคิด

-52-

-52-

หน่วยการเรียนรทู้ ่ี ๕ ช่ือหน่วย ประสทิ ธิง์ านสานสามัคคี แผนการจดั การเรียนรทู้ ่ี ๑4 เวลา ๑ ช่ัวโมง
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย เรื่อง วเิ คราะห์วจิ ารณอ์ ย่างสรา้ งสรรค์ (๒) ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ ๒

รายวชิ า ภาษาไทย

-53- สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้
การเขียนรายงาน เปน็ การนาเสนอผลท่ีได้ ขั้นนา หอ้ งสมดุ
นกั เรียนกล่มุ ท่ี 3 และ 4 เตรยี มการนาเสนอ สอ่ื
จากการศึกษาค้นคว้าขอ้ มูลในเรอ่ื งใดเรื่องหนึง่ จาก ขั้นสอน -
แหล่งข้อมลู ต่าง ๆ แล้วนามาเรียบเรียงอยา่ งมี 1. นักเรียนกล่มุ ที่ 3 และ 4 นาเสนอการทารายงาน เม่ือ ภาระงาน/ชิ้นงาน
ระเบยี บแบบแผนและมีหลักฐานอ้างองิ ประกอบ นาเสนอจบให้นักเรียนกลมุ่ อื่น ๆ การนาเสนอรายงาน
โดยมกี ารวางแผนทารายงานสารวจและรวบรวม 2. นกั เรียนกลมุ่ ทน่ี าเสนอจดบันทกึ ผลการแสดงความคิดเห็น การวัดและประเมินผล
ข้อมลู การศึกษารูปแบบและสว่ นประกอบ จากการรายงานของเพ่ือนลงในสมุด -
ของรายงาน การวเิ คราะห์ และเรยี บเรียงข้อมลู ขนั้ สรปุ
และอ้างอิงข้อมลู นกั เรยี นร่วมกันสรุปความรู้ทีไ่ ด้จากการรายงานของเพอื่ น
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ จากน้ันเขียนลงในสมุด
ด้านความรู้
อธิบายวิธีการเขียนรายงานจากการศึกษาค้นคว้าได้
ด้านทักษะและกระบวนการ
เขยี นรายงานจากการศึกษาค้นควา้ ได้
ด้านคณุ ลักษณะ
๑. ใฝเ่ รยี นรู้
๒. ม่งุ มน่ั ในการทางาน

-53-

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๕ ช่ือหน่วย ประสทิ ธิ์งานสานสามคั คี แผนการจดั การเรียนร้ทู ่ี ๑4 เวลา ๑ ช่ัวโมง
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เร่ือง วเิ คราะห์วิจารณอ์ ย่างสรา้ งสรรค์ (๒) ชน้ั มธั ยมศึกษาปีท่ี ๒
สมรรถนะทตี่ ้องการให้เกดิ กับผู้เรยี น
1. ความสามารถในการส่ือสาร รายวชิ า ภาษาไทย
2. ความสามารถในการคิด

-54-

-54-

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี ๕ ชื่อหน่วย ประสิทธิ์งานสานสามคั คี แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี ๑5 เวลา 2 ช่ัวโมง
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรื่อง ร่วมกนั ระดมสมอง (๑) ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีที่ ๒

รายวิชา ภาษาไทย

สาระสาคัญ / ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรยี นรู้
รายงานการประชมุ หมายถงึ บันทกึ ความเห็น ข้นั นา หอ้ งสมดุ
นกั เรียนร่วมกนั แลกเปลย่ี นข้อมูลเก่ยี วกบั ประเด็นต่อไปนี้
ของผู้มาประชุม ผู้เขา้ รว่ มประชมุ และมติของทป่ี ระชมุ ท่ี 1. นกั เรียนเคยเหน็ การประชุมจากที่ไหนบ้าง สอ่ื
ทาไว้เปน็ หลกั ฐานทุกคร้ังท่มี ีการประชุม ฝ่ายเลขานุการ ใบความรู้ “รายงานการประชมุ ”
มหี น้าท่รี ับผิดชอบจัดทารายงานการประชมุ แนวคาตอบ ประชุมห้องเรียน บ้านผใู้ หญบ่ า้ น ประชมุ ท่ีวัด
-55- จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ประชุมครใู นโรงเรยี น ภาระงาน/ชิน้ งาน
ดา้ นความรู้ 2. นักเรยี นคิดวา่ การประชมุ มีลักษณะแบบใด -
อธิบายการเขยี นรายงานการประชุมได้
ด้านทักษะและกระบวนการ แนวคาตอบ แบบรวมกล่มุ มหี ัวหน้าในการประชมุ มีสมาชิกท่ี การวัดและประเมินผล
เขยี นรายงานการประชมุ ได้ เข้าร่วมการประชมุ การพูดแสดงความคิดเหน็
ดา้ นคณุ ลักษณะ 3. นักเรยี นคิดว่าเหตุใดจงึ มีการจดั ประชุม
๑. ใฝ่เรยี นรู้
๒. มงุ่ มนั่ ในการทางาน แนวคาตอบ ประชมุ เพ่ือหาข้อสรปุ ในบางเร่ือง ประชุมเพ่ือรับ
สมรรถนะทีต่ ้องการให้เกดิ กับผู้เรียน ฟงั แนวทางการทางานในชุมชน ประชุมเพ่ือใหเ้ ข้าใจตรงกนั
ความสามารถในการสื่อสาร ประชมุ เพ่ือประชามติในชมุ ชน
ขน้ั สอน
1. นกั เรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3 - 4 คน แตล่ ะกลมุ่ ศกึ ษาใบความรู้
“รายงานการประชมุ ” จากน้ันเขียนแผนภาพความคิดแลว้ นาเสนอ
หนา้ ช้ันเรียน
2. นกั เรยี นกล่มุ อ่นื ๆ ชว่ ยกนั แสดงความคดิ เหน็ เก่ยี วกบั สาระ
ทไี่ ด้รบั จากการนาเสนอของเพือ่ น

-55-

หนว่ ยการเรียนรู้ที่ ๕ ชื่อหน่วย ประสทิ ธงิ์ านสานสามัคคี แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๑5 เวลา 2 ช่ัวโมง
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย เร่ือง ร่วมกันระดมสมอง (๑) ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ ๒

รายวิชา ภาษาไทย

ขน้ั สรปุ
นักเรยี นช่วยกนั สรปุ การเขียนรายงานการประชุม

-56-

-56-

ใบความรู้
“รายงานการประชมุ ”

รายงานการประชุม
๑. รายงานการประชุม หมายถึง บันทึกความคิดเห็นของผู้มาประชุม ผู้เข้าร่วมประชุม

และมติของที่ประชุมท่ีทาไว้เป็นหลักฐาน ทุกคร้ังที่มีการประชุมฝ่ายเลขานุการมีหน้าท่ีรับผิดชอบจัดทา
รายงานการประชุม

๑) รายงานการประชุม ให้ลงช่ือคณะท่ีประชุม คือ ระบุว่าเป็นการประชุมของคณะกรรมการใด
เช่น รายงานการประชุมคณะกรรมการชมรมอนุรักษส์ ิง่ แวดลอ้ ม โรงเรียนศกึ ษาวิทยา

๒) ครั้งท่ี ให้ลงครั้งที่ท่ีประชุมเป็นรายปี โดยเร่ิมครั้งแรกจากเลข ๑ เรียงลาดับไปจนสิ้นปีปฏิทิน
ทับเลขปีพุทธศักราชท่ีประชุม เมื่อข้ึนปีปฏิทินใหม่ให้เร่ิมคร้ังที่ ๑ ใหม่ เรียงไปตามลาดับ เช่น
ครั้งที่ ๑/๒๕๕๓ หรอื จะลงจานวนคร้ังท่ีประชุมทั้งหมดของคณะท่ีประชมุ หรือการประชุมน้ัน ประกอบกับ
ครัง้ ท่ีประชุมเปน็ รายปีก็ได้ เชน่ ครงั้ ที่ ๒๐๕-๑/๒๕๕๓ เป็นต้น

๓) วัน เดือน ปีท่ีประชุม ให้ลงวันที่พร้อมตัวเลขของวันที่ ชื่อเต็มของเดือน และตัวเลข
ของปพี ุทธศกั ราช เช่น เมอื่ วนั ท่ี ๑๐ มกราคม ๒๕๕๓

๔) สถานท่ีประชุม ให้ระบุห้องท่ีใชป้ ระชุมและอาคารที่ใชป้ ระชุม
๕) ผู้มาประชุม ให้ลงชื่อและ/หรือตาแหน่งของผู้ที่ได้รับการแต่งต้ังเป็นคณะที่ประชุมซึ่งมา
ประชุม ในกรณีทเ่ี ปน็ ผไู้ ด้รับการแตง่ ตง้ั เปน็ ผูแ้ ทนหน่วยงาน ให้ระบุวา่ เปน็ ผู้แทนจากหนว่ ยงานใด ในฐานะ
ท่ีดารงตาแหน่งใดของคณะท่ีประชุมหรือการประชุมนั้น ในกรณีท่ีเป็นผู้มาประชุมแทน ให้ลงช่ือผู้มา
ประชมุ แทนและลงดว้ ยวา่ มาประชุมแทนผู้ใดตาแหน่งใดหรือแทน ผูแ้ ทนหน่วยงานใด
๖) ผู้ไม่มาประชุม ให้ระบุช่ือและ/หรือตาแหน่งของผู้ท่ีได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะที่ประชุมซ่ึงมิ
ไดม้ าประชมุ โดยระบใุ ห้ทราบว่าเปน็ ผู้แทนจากหนว่ ยงานใด พรอ้ มท้ังใหเ้ หตผุ ลทีไ่ มส่ ามารถมาประชมุ
๗) ผู้เข้าร่วมประชุม ให้ระบุชื่อและ/หรือตาแหน่งของผู้ท่ีได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะท่ีประชุม
ซงึ่ ได้เข้าร่วมประชุม ถา้ มีหน่วยงานทสี่ ังกัด ให้ระบุด้วย

-57-
-57-

ใบความรู้
“รายงานการประชมุ ” (ต่อ)

๘) เร่ิมประชุมเวลา ให้ลงเวลาทเี่ รมิ่ ประชุม
9) ข้อความ ให้บันทึกข้อความท่ีประชุม โดยปรกติเร่ิมด้วยประธานกล่าวเปิดประชุม เร่ืองท่ี
ประชุมรวมทั้งมติหรอื ข้อสรุปของท่ปี ระชุมในแต่ละเรื่องซงึ่ ประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ดังนี้

(๑) เรอ่ื งที่ประธานแจง้ ใหท้ ่ปี ระชุมทราบ
(๒) เรื่องรับรองรายงานการประชุม
(๓) เร่อื งที่เสนอให้ทป่ี ระชุมทราบ
(๔) เรอ่ื งที่เสนอให้ท่ปี ระชมุ พิจารณา
(๕) เร่อื งอนื่ ๆ (ถา้ มี)
๑๐) เลกิ ประชุมเวลา ให้ลงเวลาทเ่ี ลกิ ประชุม
๑๑) ผูบ้ ันทึกรายงานการประชุม ให้เลขานกุ ารหรือผู้ที่ได้รบั มอบหมายให้บนั ทึกรายงานการ
ประชมุ ลงลายมือช่ือพร้อมทงั้ พมิ พช์ ่ือเต็ม และนามสกลุ ไวใ้ ตล้ ายมอื ชื่อในรายงานการประชุมครง้ั น้นั ด้วย
การบนั ทึกรายงานการประชุมอาจทาได้ ๓ วธิ ี
๑. บันทึกรายละเอยี ดทุกคาพดู ของกรรมการ หรอื ผเู้ ข้าร่วมประชุมทกุ คน
๒. บันทึกย่อคาพูดที่เป็นประเด็นสาคัญของกรรมการหรือผู้เข้าร่วมประชุมอันเป็นเหตุผลนาไปสู่
มตขิ องทปี่ ระชมุ พรอ้ มดว้ ยมติ
๓. บนั ทกึ แตเ่ หตุผลกบั มตขิ องทปี่ ระชุม
การบันทึกรายงานการประชุมโดยวิธีใดนั้น ให้ท่ีประชุมน้ันเป็นผู้กาหนด หรือให้ที่ประชุมปรึกษา
หารอื กันและกาหนดเปน็ แนวปฏิบัติก็ได้
การรบั รองรายงานการประชุมอาจทาได้ ๓ วิธี
๑.รบั รองในการประชมุ ครงั้ น้ัน ใช้สาหรบั กรณีเรอ่ื งเร่งด่วน ให้ประธานหรอื เลขานุการของที่
ประชมุ อา่ นสรุปมติใหท้ ีป่ ระชมุ พิจารณารับรอง
๒. รับรองในการประชุมครัง้ ต่อไป ประธานหรือเลขานุการ เสนอรายงานการประชุมครั้งทแี่ ล้วมา
ใหท้ ป่ี ระชุมพิจารณารับรอง
๓. รับรองโดยการแจ้งเวียน ใช้ในกรณีที่ไม่มีการประชุมคร้ังต่อไป หรือมี แต่ยังกาหนดเวลา
ประชุมครั้งต่อไปไม่ได้ หรือมีระยะเวลาห่างมากจากการประชุมครั้งน้ัน ให้เลขานุการส่งรายงานการ
ประชุมไปใหบ้ ุคคลในคณะกรรมการพิจารณารับรองภายในระยะเวลาทก่ี าหนด

-58-
-58-

ใบความรู้
“รายงานการประชมุ ” (ตอ่ )

รายงานการประชุมมรี ูปแบบดงั น้ี

รายงานการประชมุ ………………………
คร้ังท…ี่ ……………

เมื่อ…………………………………………….
ณ……………………………………………….

-----------------------------------

ผมู้ าประชุม
ผู้ไม่มาประชุม (ถา้ มี)
ผเู้ ข้ารว่ มประชุม (ถา้ ม)ี
เร่ิมประชุมเวลา…
ระเบยี บวาระที่ ๑ เรื่องทปี่ ระธานแจง้ ใหท้ ป่ี ระชุมทราบ
……………………………………………………………………………………………………………………….……………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………….........
ระเบยี บวาระที่ ๒ เร่ืองรบั รองรายงานการประชมุ
……………………………………………………………………………………………………………………….……………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………………
ระเบียบวาระท่ี ๓ เรื่องที่เสนอใหท้ ่ปี ระชมุ ทราบ
……………………………………………………………………………………………………………………….……………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………....

ระเบยี บวาระท่ี ๔ เรื่องท่ีเสนอใหท้ ป่ี ระชมุ พิจารณา
……………………………………………………………………………………………………………………….……………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………....
ระเบยี บวาระที่ ๕ เร่ืองอน่ื ๆ (ถา้ มี)
……………………………………………………………………………………………………………………….……………………

เลกิ ประชุมเวลา…

-59-

-59-

ใบความรู้
“รายงานการประชมุ ” (ต่อ)

สถานการณ์จาลองการประชุมตามบทอ่านข้างตน้ เลขานุการคณะกรรมการการประชมุ อาจ
จัดทาเป็นรายงานการประชุมดงั ตัวอย่างต่อไปน้ี

รายงานการประชมุ คณะกรรมการชมรมอนรุ ักษ์สิ่งแวดล้อม โรงเรยี นศึกษาวทิ ยา
ครง้ั ท่ี ๒/๒๕๖๔

เมอ่ื วันท่ี ๑๔ มถิ นุ ายน ๒๕๖๔

ณ หอ้ งประชมุ ชมรมอนุรักษส์ ิ่งแวดลอ้ มชัน้ ๒ อาคาร ๑

ผมู้ าประชุม สมหวงั ประธานกรรมการ
๑. นายมารุต รณรงค์ กรรมการ
๒. นางสาวพรทิพย์ เจริญสุข กรรมการ
ดมี าก กรรมการ
๓.นางสาวนุจรี ไพศาลศิลป์ กรรมการ
๔. นายนพพร สิริภิญโญ กรรมการ
๕. นายกนก ทรัพย์ย่งิ กรรมการและเลขานุการ

๖. นางสาวจนั ทรา
๗. นางสาวฤดี

ผู้ไม่มาประชุม ลากจิ
นายกิตตพิ งศ์ ก่อเกิดยศ

ผเู้ ขา้ รว่ มประชุม อาจารยท์ ่ีปรึกษาชมรม
นายทรงพล ขจรเกียรติ

เรม่ิ ประชุมเวลา ๑๕.๐๐ น.

ประธานกล่าวเปดิ ประชุมแล้วดาเนินการประชุมตามวาระต่อไปนี้

ระเบียบวาระที่ ๑ เรอ่ื งที่ประธานแจ้งให้ท่ีประชุมทราบ

ประธานแจ้งใหท้ ีป่ ระชมุ ทราบว่านายกติ ตพิ งศ์ ก่อเกิดยศ ขอลากจิ

ระเบยี บวาระท่ี ๒ เรอ่ื งรบั รองรายงานการประชุม

ท่ปี ระชมุ รบั รองรายงานการประชุมคร้ังที่ ๑/๒๕๖๔ โดยไม่มีการแกไ้ ข

-60-
-60-

ใบใคบวคาวมารมู้ รู้
“ร“ายรางยานงากนากรปารรปะชระมุ ช”มุ (”ต่อ(ต)อ่ )

ระเรบะยี เบยีวบารวะาทระี่ ๓ท่ี เ๓ร่อื เงรท่อื ่เีงสทน่เี สอนใหอ้ทใหี่ป้ทรี่ปะชระุมชทุมรทาบราบ
ปรปะธราะนธเาสนนเสอนใหอ้ทใหี่ป้ทรี่ปะชรุมะชทุมรทาบราวบ่าวใ่านกในารกปารปะชรุะมชคุมรั้งคทร่ีั้ง๑ท/ี่ ๒๑๕/๒๖๕๔๖ช๔มชรมฯรมวฯางวแาผงแนผแนลแะลกาะหกานหดนด

รูปรแูปบแบบกบารกจาัดรจกัดิจกิจรรกมรรณมรรณงคร์โงรคง์โเรงียเนรียปนลปอลดอขดยขะใยนะสในัปสดัปาหด์าแหรก์แขรกอขงเอดงือเดนือสนิงหสิางหคมาคเปม็นเปเว็นลเาวล๑า ส๑ัปสดัปาหดา์ ห์
เน่ือเนงจ่ือางกจโารกงโเรงียเนรียเหน็นเหค็นวาคมวสามาคสัญาคขัญอขงกอิจงกิจรรกมรนรม้ี จนึงี้ ใจหึง้ชใหม้ชรมฯรมจฯัดจกัดิจกิจรรกมรรณมรรณงคร์ปงคล์ปอลดอขดยขะเยปะ็นเปเว็นลเาวล๑า ๑
เดือเดนือคนือคตอื ลตอลดอเดดอื เดนือสนงิ หสาิงคหมาคม

ทป่ี ทระ่ีปชรมุะชรบัุมทรบั ราทบราบ
ระเรบะยี เบียวบารวะาทระ่ี ๔ท่ี เ๔ร่ือเงรทือ่ ่ีเงสทน่ีเสอนใหอ้ทใหี่ป้ทรี่ปะชระุมชพุมจิ พาริจณาราณา

ปรปะธราะนธาขนอขใหอ้ทให่ีป้ทร่ีปะชระุมชพุมิจพาิรจณาราณปารปับรับูปรแูปบแบบกบารกจาัดรจกัดิจกิจรกรมรรทมี่ปทรี่ปะชระุมชพุมิจพาิรจณาราณจัดาจกัดิจกิจรกรมรรม
เพ่ิมเพขิ่มึ้นขจ้ึนากจเาดกิมเดซิมึ่งมซีเ่ึงพมียีเพงีย๓ง ก๓ิจกิจรรกมรรคมือค๑ือ. ๑ป.รปะกรวะดกหวด้อหงเ้อรงียเนรียสนะอสาะดอา๒ด. ๒จ.ัดจปัดรปะกรวะดกวาดดวภาดาภพาโรพงโเรงยี เนรยี น
ในฝในั ฝ๓ัน.ร๓ว่ .มรก่วมนั กเกนั ็บเกขบ็ยะขบยะริเบวรณเิ วโณรงโเรงียเนรียทน่ีปทระีป่ ชรุมะชมุมี มตีมิใหต้เใิ พหิ่มเ้ พกิ่มจกริจรกมรปรมระปกรวะดกสวดุนสทุนรพทรจพนจ์อนกี อ์กกีิจกิรจรกมรหรมนห่ึงน่ึง
แลแะเลพะิ่มเพเวิ่มลเาวกลารกปารปะกระวดกหวด้อหงเ้อรงียเนรยีสนะอสาะดอแาดลแะรล่วะมร่กวมันกเกัน็บเกข็บยขะเยปะ็นเปต็นลตอลดอเดดือเดนือสนิงหสาิงหคมาคตมามตขาม้อขเส้อนเสอนขอขงอง
โรงโเรงียเนรียนหลหังจลาังกจนาก้ันนท้ันี่ปทร่ีปะชรุะมชพุมิจพาริจณาราณกาหกานหดนรูปดรแูปบแบบกบาหกานหดนกดารกแาลรแะลคะณคะณทะาทงาานงาในกในารกจาัดรจกัดิจกิจรรกมรรม
สรุปสผรุปลผตลามตเาอมกเอสการสทารแ่ี ทนแ่ีบนทบา้ ยทร้าายยรงาายนงนานี้ นี้

การกปารปะชระุมชคุมรั้คงนรี้ังอนา้ีจอารจยา์ทรย่ีป์ทรี่ปึกษรึกาษไดา้ใไหด้ขให้อ้ขค้อิดควิด่ากว่ารกทาราทงาานงาจนะจสะาเสรา็จเดร็จ้วดย้วดยี คดณี คะณกะรรกมรรกมารกาฯร ฯ
ต้อตงท้อางทงาานงารน่วมร่วกมันกเปัน็นเปค็นณคะณแะลแะลขะอขใหอ้ดใหา้เดนาินเนกินารกอายรอ่างยป่ารงปะหระยหัดยผัดู้ ทผี่ไู้ดท้รี่ไับด้รมับอมบอหบมหายมใาหย้ปใหฏ้ปิบฏัติบิหัตนิห้านท้า่ีใดท่ีใด
ขอขใหอป้ใหฏ้ปบิ ฏตั ิบหตันหิา้ ทน่ดี้าทว้ ยด่ี ค้วยวาคมวราับมผรบัดิ ผชิดอชบอเตบม็ เตกม็าลกงัาคลวงั าคมวสามามสารมถาขรอถขงตอนงตน

ท่ีปทระปี่ ชรุมะชรบัุมทรบั ราทบราบ
ปรปะรธะานธานนัดนหัดมหามยากยากรปารรปะรชะุมชคุมรคั้งตร้ั่งอตไ่ปอไใปนวในันวทันี่ ท๒่ี๔๒๔มิถมุนิถาุนยานย๒น๕๒๖๕๔๖๔เวลเวาล๑า๕๑.๓๕๐.๓๐น. น.
ณ ณหอ้ หงปอ้ รงะปชรมุะชุมชรมอรมนอุรักนษรุ กัส์ ษิง่ แ์สว่ิงดแลวด้อลม้อชมนั้ ช๒้นั อ๒าคอารคา1ร 1

เลิกเลปกิรปะชระุมชเวุมลเวาล๑า๖๑.๓๖๐.๓น๐. น. ฤดฤี ดที รพัทรยัพ์ยง่ิย์ยิ่ง
(นา(งนสาางวสฤาดวฤี ทดรี พัทรยพั์ยงิ่ย)ย์ ง่ิ )
ผบู้ ผนั บู้ทันึกทราึกยรงาายนงกานารกปารปะชรมุะชุม

-61-6- 1-
-61-

ใบความรู้
“รายงานการประชมุ ” (ตอ่ )

การทารายงานการประชุมต้องให้เป็นลาดับขั้นตอน ใช้ภาษาท่ีส้ัน ง่ายกะทัดรัด และถูกต้องตาม
มติของการประชุม บันทึกสาระสาคัญให้ครบถ้วน และต้องเขียนให้แจ่มแจ้งปราศจากข้อสงสัย มิฉะนั้น
อาจเกดิ การโตแ้ ย้งขึ้นภายหลงั ได้
ความรู้เกี่ยวกบั การประชมุ

จุดมุง่ หมายของการประชุม
การประชุมทาให้ผู้ร่วมประชุมได้ร่วมกันพิจารณาและแสดงความคิดเห็นในเร่ืองใดเรื่องหน่ึงหรือ
กิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งที่จะดาเนินการต่อไป เพ่ือให้ได้ความคิดเห็นท่ีดีท่ีสุดโดยเล็งเห็นผลของกิจกรรม
เพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ในสังคมประชาธิปไตยควรหาข้อยุติในลักษณะของการร่วมกันคิดและ
ร่วมกันอภิปรายโดยใช้ข้อมูลอย่างรอบด้าน มีการพิจารณาเหตุผลของแต่ละฝ่ายด้วยความเป็นธรรม
ข้อเสนอของฝ่ายใดมีเหตุผลและมีความเป็นไปได้มากกว่าก็จะนาไปปฏิบัติต่อไป และเมื่อได้ลงมติเพื่อ
ดาเนินการอย่างใดอย่างหน่ึง ผู้เข้าประชุมต้องยอมรับมติของที่ประชุม ไม่นาความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันมา
เป็นข้อขัดแย้งให้เกิดความบาดหมางกันในภายหลัง การแก้ปัญหาหรือหาข้อสรุปอาจจะมีความขัดแย้ง
เกิดข้ึนได้ เนื่องจากผู้เข้าประชุมแต่ละบุคคลมีภูมิหลังของครอบครัวการศึกษาและวิธีคิดที่เป็นของตนซ่ึง
อาจจะต่างกัน การใช้อารมณ์หรือยึดความคิดของตนเป็นใหญ่จะทาให้เกิดความบาดหมางกัน จงึ ควรรู้จัก
ข่มใจของตนให้มีความอดทน อดกล้ัน ยอมรับความคิดเห็นของผู้อ่ืนโดยคานึงถึงประโยชน์ของส่วนรวม
เปน็ สาคัญ

-62-
-62-

ใบความรู้
“รายงานการประชมุ ” (ตอ่ )

คาศัพทท์ เ่ี ก่ียวข้องกบั การประชมุ
การประชุมทุกรูปแบบทั้งการประชุมเฉพาะกลุ่มและการประชุมสาธารณะ มีบุคคลที่เก่ียวข้อง

หลายฝ่าย มีคาศพั ทเ์ ฉพาะที่สาคญั ๆ ดงั นี้
ผู้จัดประชุม คือ ผู้ริเร่ิมให้เกิดการประชุมขึ้น เป็นผู้กาหนดเร่ืองประชุม กาหนดจุดมุ่งหมายและ

ขอบเขตของงาน แต่งต้ังกรรมการ บันทึกผลการประชุม เป็นต้น ผู้จัดประชุมอาจเป็นหน่วยงาน สถาบัน
สมาคม ชมรม

ผู้มาประชุม หมายถึง ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะที่ประชุม และผู้มาประชุมแทนผู้ใด หรือตาแหน่ง
ใดในคณะที่ประชุม ผู้มาประชุมแทนมีสิทธิ์อภิปรายเสนอความคิดเห็นให้ท่ีประชุมพิจารณาและมีสิทธิ์ลง
มติหากได้รับอนุญาต

ผู้เข้าร่วมประชุม หมายถึง ผู้ท่ีมิได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะที่ประชุมซึ่งได้เข้าร่วมประชุม
อาจเป็นผู้ขอเข้าสังเกตการณ์การประชุม ซ่ึงผู้จัดการประชุมอนุญาต ผู้สังเกตการณ์ อาจแสดง
ความคดิ เหน็ ในท่ปี ระชมุ ได้ แตจ่ ะไมม่ ีสทิ ธล์ิ งมติ

องค์ประชุม หมายถึง จานวนผู้มาประชุมตามที่ข้อบังคับได้ตราไว้ว่าต้องมีอย่างน้อยก่ีคนจึงจะ
เปิดประชุมและดาเนินการประชุมได้ ถ้าผ้มู าประชุมยังมาไม่ครบตามจานวนทกี่ าหนดไว้ ก็ถือว่ายังไม่ครบ
องค์ประชุม การประชุมจะดาเนินไปไม่ได้ ในกรณีท่ีไม่มีข้อบังคับกาหนดไว้ มกั จะถือว่าต้องมีผู้มาประชุม
ไม่น้อยกวา่ กึง่ หนงึ่ จึงจะครบองคป์ ระชมุ

ในขณะท่ีกาลังประชุมอยู่ ถ้ามีผู้ออกจากท่ีประชุมไปจนเหลือผู้มาประชุมไม่ครบองค์ประชุม
การประชมุ กจ็ าเป็นต้องยตุ ลิ ง

ท่ีประชุม หมายถงึ กรรมการทัง้ หมดที่เข้าประชมุ และอยู่ในห้องประชุมขณะที่การประชมุ ดาเนินอยู่
เร่ืองที่ประชมุ หรอื ญัตติ หมายถึง ข้อเสนอท่กี าหนดใหท้ ี่ประชุมพิจารณา

-63-
-63-

ใบความรู้
“รายงานการประชมุ ” (ต่อ)

มติ หมายถึง ข้อตกลงของที่ประชุมให้ดาเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดซึ่งจะต้องปฏิบัติต่อไป
มติของท่ีประชุมอาจเป็นมติโดยเอกฉันท์ หมายความว่าผู้มาประชุมเห็นพ้องต้องกันทุกคน หรือมติ
โดยเสียงข้างมาก หมายความว่า ผู้มาประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยกับข้อตัดสินนั้น มีผู้มาประชุมส่วนน้อย
ท่ีไมเ่ หน็ ด้วย

ตาแหน่งหน้าท่ีของผเู้ ข้าประชมุ
ในการประชุมผู้เข้าประชุมจะมีตาแหน่งหน้าท่ีในการประชุม ผู้ท่ีเข้าประชุมควรปฏิบัติตน
ให้ถกู ตอ้ งตามตาแหน่งและหนา้ ท่ขี องตน ดงั น้ี

ประธาน คือ ผู้ทาหน้าที่ควบคุมการประชุมให้ดาเนินไปตามหัวข้อและวาระที่วางไว้ และเปิด
โอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมแสดงความคิดเห็น ให้ข้อเสนอแนะหรืออภิปรายร่วมกันอย่างกว้างขวาง

รองประธาน คือ ผทู้ าหนา้ ที่แทนประธานเม่อื ประธานไม่อยู่
กรรมการ คือ ผู้ทาหน้าท่ีพิจารณาเร่อื งท่ีอยู่ในวาระการประชมุ และเสนอความคิดเห็นที่มีเหตุผล
และเปน็ ประโยชนต์ ่อการประชุม

เลขานุการ คือ ผู้ทาหน้าท่ีจัดเรื่องที่จะประชุมโดยความเห็นชอบของประธาน ส่งจดหมายเชิญ
ประชุม เตรียมสถานที่ และเอกสารที่ใช้ในการประชุม บันทึกและทารายงานการประชุม และจัดอานวย
ความสะดวกต่าง ๆ ในการประชุม เลขานุการไม่มีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นและลงมติในท่ีประชุมยกเว้น
ดารงตาแหน่งกรรมการรว่ มด้วย

ผชู้ ว่ ยเลขานุการ คอื ผูท้ าหนา้ ท่ชี ว่ ยงานต่าง ๆ ของเลขานกุ าร

ภาษาที่ใช้ในการประชมุ
ประธานต้องกล่าวกับที่ประชุมโดยใช้ศัพท์ในการประชุมให้ถูกต้องและตอ้ งให้เกยี รติผู้เข้าประชุม

ผเู้ ข้าประชุมต้องพูดเสนอความคิดเห็นต่อประธานในที่ประชุม ไม่เสนอความคิดเห็นหรือพูดโต้ตอบกันเอง
ในระหว่างการประชุม การพูดกับประธานทาให้การประชุมเป็นระเบียบ ไม่สับสน และลดความขัดแย้ง
ระหว่างผู้เข้าประชุม เม่ือมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน ผู้เข้าประชุมควรใช้คาที่สุภาพ เพราะถ้อยคาภาษาที่
สุภาพจะชว่ ยทาให้เกดิ บรรยากาศฉนั มิตรในการประชุมน้นั เชน่

-64-
-64-

ใบความรู้
“รายงานการประชมุ ” (ต่อ)

ผมเห็นดว้ ยกับท่ีท่านเสนอครับ
ขอให้ฟังประธานพูดให้จบกอ่ นนะครับ
กรณุ าดูรายงานการประชุมในหนา้ หนง่ึ ครับ
ขอบคุณครับท่เี สนอความคิดเหน็ ในการประชุมครง้ั นี้
ขอความกรุณาปดิ โทรศัพทม์ ือถอื ด้วยครบั
มารยาทในการประชุม
ผเู้ ขา้ ประชุมต้องรักษามารยาทในการประชมุ คือ
๑. เขา้ ประชมุ ทุกครัง้ ถ้าเข้าประชมุ ไม่ไดค้ วรแจ้งใหเ้ ลขานุการทราบลว่ งหนา้ พรอ้ มแจ้งเหตผุ ล
ท่ไี ม่เข้ารว่ มประชุม
๒. ควรมากอ่ นเวลาที่ประธานจะมาถึงท่ีประชมุ เล็กน้อย และไม่ควรออกจากทป่ี ระชุมก่อนเวลาเลิก
ประชมุ
๓. การแสดงความคดิ เห็นต้องใชค้ าพดู ท่สี ุภาพ ไม่ใช้ถอ้ ยคารนุ แรง หยาบคาย หรือกริ ิยาอาการ
กา้ วรา้ ว ไม่พดู แทรกขณะทผ่ี ู้อืน่ กาลงั พดู อยู่ ต้องร้จู ักควบคมุ อารมณ์ท่ีไม่พงึ ประสงค์ ยอมรับฟังความคดิ เหน็
ของผู้อืน่ แม้จะแตกต่างไปจากความคิดเห็นของตน
๔. ขณะประชมุ ไม่พูดคยุ กนั เอง ไม่ใช้โทรศัพทม์ ือถือหรอื ทางานอ่นื
๕. หากตอ้ งการบันทกึ ภาพ ไม่ควรรบกวนทีป่ ระชุม

จากหนังสือวิวิธภาษา
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 2 หนา้ 142 - 151

-65-
-65-

แบบประเมนิ การพดู แสดงความคดิ เห็น

คำช้ีแจง ให้ครผู ู้สอนประเมนิ การพดู แสดงความคิดเหน็ ของนักเรียนตามรายการประเมนิ

รายการประเมิน ๕ ๔ ระดบั คะแนน ๒ ๑
1. สาระสาคัญของเรื่องทพ่ี ดู พดู สาระสาคัญ พูดสาระสาคัญ ๓ พูดสาระสาคัญ พูดสาระสาคัญ
ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์
1.๑ ลาดบั ความคดิ อย่างต่อเนอื่ ง ครบ ๕ ขอ้ ๔ ขอ้ พูดสาระสาคัญ ๒ ข้อ ๑ ขอ้
1.๒ นาเสนอเนื้อหาตรงตามประเดน็ ตามเกณฑ์ หรอื ไมไ่ ด้
1.๓ เนื้อหามีความสมั พันธ์กบั ประเดน็ ๓ ข้อ ตามเกณฑเ์ ลย
1.๔ มคี วามเป็นเหตเุ ป็นผล
1.๕ มีการนาเสนอแนวคิดใหม่ คะแนนเตม็ 2 คะแนน ใช้ภาษา ใช้ภาษา
2. การใช้ภาษา ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
2.๑ ใชภ้ าษาได้ถกู ต้องกับกาลเทศะ คะแนนเตม็ 2 คะแนน ๒ ข้อ ๑ ขอ้
2.๒ ใช้ประโยคสือ่ ความหมายไดช้ ดั เจน ใช้นา้ เสยี ง หรอื ไมไ่ ด้
คะแนนเตม็ 3 คะแนน ปฏิบตั ิได้ตาม ได้ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์เลย
3. การใช้น้าเสียง เกณฑ์ 3 ข้อ ๒ ข้อ ใช้นา้ เสยี ง
3.1 ใช้นา้ เสยี งนมุ่ นวล ปฏิบตั ไิ ดต้ าม ได้ตามเกณฑ์
3.2 พดู เสยี งดงั ชดั เจน เกณฑ์ 2 ข้อ ๑ ข้อ
หรือไมไ่ ด้
๔. มารยาทในการพดู ตามเกณฑเ์ ลย
๔.1 ไม่พูดแทรกขณะผอู้ น่ื กาลงั พูด ปฏบิ ัตไิ ด้ตาม
๔.2 เปดิ โอกาสใหผ้ อู้ ่ืนได้แสดง เกณฑ์ 1 ข้อ
ความคิดเหน็ หรือไมไ่ ด้
๔.3 ใช้กริ ิยาสภุ าพ ไมล่ อ้ เลยี นผ้อู นื่ ตามเกณฑ์เลย

* การคิดคะแนน ร้อยละ = (คะแนนท่ีได/้ คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมิน การแปลผล
ดมี าก
เกณฑ์ของระดับคะแนน ดี
ร้อยละ 80 -๑๐๐ พอใช้
ร้อยละ 70 - 79 ปรับปรงุ
ร้อยละ 50 - 69
ร้อยละ ๐ - 49

-66-
-66-

หน่วยการเรียนรทู้ ี่ ๕ ชื่อหน่วย ประสิทธิ์งานสานสามคั คี แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ ๑6 เวลา ๑ ช่ัวโมง
กลุ่มสาระการเรียนรภู้ าษาไทย เร่ือง ร่วมกันระดมสมอง (๒) ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี ๒
รายวิชา ภาษาไทย

สาระสาคัญ / ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหล่งเรยี นรู้
รายงานการประชุม หมายถงึ บันทึก ขนั้ นา ห้องสมุด
ความเห็นของผู้มาประชมุ ผู้เขา้ รว่ มประชมุ และมติ นักเรียนสนทนาทบทวนเก่ียวกับการเขียนรายงานการประชมุ
ของทป่ี ระชมุ ท่ีทาไว้เปน็ หลกั ฐานทกุ ครงั้ ทม่ี ีการ สอ่ื
ประชมุ ฝา่ ยเลขานุการ มีหน้าท่ีรบั ผดิ ชอบจดั ทา ขนั้ สอน ใบความรู้ “รายงานการประชุม”
รายงานการประชุม นักเรียนรว่ มกนั ปฏิบัติการจดั นทิ รรศการ“ศิลปวฒั นธรรมการละเลน่
พ้นื บ้าน : ของดีบ้านฉัน” ดงั นี้ ภาระงาน/ชิ้นงาน
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ 1. นักเรยี นจัดการประชุมเตรียมการจัดนิทรรศการ “ศลิ ปวฒั นธรรม การจัดนิทรรศการ “ศลิ ปวัฒนธรรมการละเลน่
-67- ดา้ นความรู้ การละเล่นพืน้ บ้าน : ของดีบา้ นฉนั ” โดยนักเรยี นทกุ คนในชั้นเรียน พื้นบ้าน : ของดีบ้านฉัน”
อธิบายการเขยี นรายงานการประชุมได้ วางแผนแบ่งหน้าทด่ี ังน้ี
ด้านทกั ษะและกระบวนการ - ผู้ประชุม นักเรยี นกลุม่ ทีน่ าเสนอการเขียนรายงาน การวัดและประเมนิ ผล
เขยี นรายงานการประชุมได้ - นกั เรยี นทีท่ าหนา้ ทจี่ ัดทารายงานการประชุม การประเมินการทางานกลุ่ม
ดา้ นคณุ ลักษณะ 2. นักเรียนจัดนทิ รรศการ “ศิลปวัฒนธรรมการละเล่นพื้นบ้าน :
๑. ใฝเ่ รียนรู้ ของดบี ้านฉนั ” ในบรเิ วณโรงเรยี น
๒. ม่งุ มนั่ ในการทางาน 3. นกั เรียนจดั การประชมุ สรุปผลการจดั นิทรรศการ“ศิลปวัฒนธรรม
การละเลน่ พืน้ บ้าน : ของดีบ้านฉนั ” โดยนักเรยี นทกุ คนในชั้นเรียน
สมรรถนะท่ตี ้องการให้เกิดกับผเู้ รียน วางแผนแบง่ หน้าท่ดี ังนี้
ความสามารถในการส่ือสาร - ผู้ประชมุ นักเรยี นกลุม่ ที่นาเสนอการเขียนรายงาน
- นักเรยี นทท่ี าหน้าทีจ่ ัดทารายงานการประชุม

-67-

หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๕ ช่ือหน่วย ประสทิ ธงิ์ านสานสามัคคี แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี ๑6 เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุม่ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย เร่ือง ร่วมกันระดมสมอง (๒) ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ ๒
รายวิชา ภาษาไทย

ข้นั สรุป
นกั เรียนสรปุ การวางแผนเตรียมการปฏบิ ตั ิงาน

-68-

-68-

แบบประเมินการทางานกลมุ่

คาช้แี จง ใหค้ รปู ระเมนิ การทางานกลุ่มของนกั เรยี นตามรายการประเมนิ

รายการประเมิน ๓ ระดบั คะแนน ๑

1. การกาหนดบทบาทหนา้ ท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไม่มกี ารกาหนดบทบาท
สมาชิกอยา่ งชัดเจน กาหนดบทบาทหน้าที่ หน้าที่
2. การมสี ว่ นร่วม มีสว่ นรว่ มในการปฏิบตั ิ สมาชกิ ไม่ครบถ้วน มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ
งานกลุ่ม มีส่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ งานกลมุ่ น้อยมาก
งานกลุ่มบา้ ง หรือไมม่ ีสว่ นรว่ ม
3. การรบั ฟังและแสดงความ รบั ฟังและแสดงความคดิ เห็น รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รับฟงั ความคิดเหน็
คิดเห็น อยา่ งมีเหตผุ ลและสรา้ งสรรค์ อยา่ งมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ ของผอู้ นื่ นอ้ ยมาก
เปน็ บางคร้งั หรอื ไมร่ บั ฟงั ความคดิ เหน็
อยา่ งสม่าเสมอ รับผดิ ชอบงานที่ได้รบั มอบหมาย ของผอู้ น่ื
แตเ่ สรจ็ ไมท่ นั ตามกาหนด ไม่รบั ผดิ ชอบงานท่ีไดร้ ับ
4. ความรบั ผิดชอบ รับผดิ ชอบงานทไ่ี ด้รบั มอบหมาย มอบหมาย
และเสร็จตามเวลาท่ีกาหนด การแปลผล
ดีมาก
* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนท่ไี ด/้ คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐ ดี
พอใช้
การแปลผลการประเมิน ปรับปรุง

เกณฑข์ องระดบั คะแนน
ร้อยละ 80 - ๑๐๐
ร้อยละ 70 - 79
รอ้ ยละ 50 - 69
ร้อยละ ๐ - 49

-69-
-69-

หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี ๕ ช่ือหน่วย ประสทิ ธง์ิ านสานสามคั คี แผนการจัดการเรียนรู้ที่ ๑7 เวลา ๑ ช่ัวโมง
กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย เรื่อง ร่วมกันระดมสมอง (3) ชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี ๒
รายวิชา ภาษาไทย

สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรยี นรู้
รายงานการประชมุ หมายถงึ บนั ทึก ข้ันนา ห้องสมุด
ความเห็นของผมู้ าประชุม ผเู้ ข้าร่วมประชมุ และมติ นักเรยี นเตรียมจดั การประชุม
ของท่ีประชุมท่ีทาไวเ้ ปน็ หลกั ฐานทกุ ครัง้ ทมี่ กี าร สอ่ื
ประชมุ ฝ่ายเลขานกุ าร มีหน้าท่รี ับผดิ ชอบจดั ทา ข้ันสอน -
รายงานการประชุม นักเรยี นจดั การประชุมเตรียมการจดั นิทรรศการ“ศลิ ปวัฒนธรรม
การละเลน่ พืน้ บ้าน : ของดบี า้ นฉัน” ภาระงาน/ช้ินงาน
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 1. การจดั นิทรรศการ “ศิลปวฒั นธรรม
ดา้ นความรู้ ขั้นสรุป การละเลน่ พ้นื บ้าน : ของดบี ้านฉนั ”
-70- อธบิ ายการเขียนรายงานการประชุมได้ 1. นักเรียนสรุปผลการประชมุ 2. รายงานการประชมุ
ดา้ นทักษะและกระบวนการ 2. นกั เรยี นช่วยกนั เขียนรายงานการประชมุ และนาเสนอในชั่วโมง
เขียนรายงานการประชุมได้ ต่อไป การวดั และประเมนิ ผล
ด้านคณุ ลักษณะ 1. การประเมินการทางานกล่มุ
๑. ใฝ่เรียนรู้ 2. การประเมนิ การพูดแสดงความคิดเห็น
๒. มุง่ มั่นในการทางาน

สมรรถนะที่ต้องการใหเ้ กดิ กับผเู้ รยี น
ความสามารถในการสอื่ สาร

-70-

แบบประเมนิ การทางานกลมุ่

คาชแ้ี จง ใหค้ รปู ระเมนิ การทางานกลมุ่ ของนักเรยี นตามรายการประเมนิ

รายการประเมนิ ๓ ระดบั คะแนน ๑

1. การกาหนดบทบาทหน้าท่ี กาหนดบทบาทหน้าที่ ไม่มกี ารกาหนดบทบาท
สมาชิกอยา่ งชัดเจน กาหนดบทบาทหน้าที่ หน้าที่
2. การมสี ว่ นร่วม มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ สมาชกิ ไม่ครบถ้วน มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ
งานกลุ่ม มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ งานกลมุ่ น้อยมาก
งานกลุ่มบา้ ง หรือไมม่ ีสว่ นรว่ ม
3. การรบั ฟงั และแสดงความ รับฟังและแสดงความคดิ เห็น รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รับฟงั ความคิดเหน็
คิดเหน็ อยา่ งมีเหตผุ ลและสร้างสรรค์ อย่างมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ ของผอู้ นื่ นอ้ ยมาก
เป็นบางคร้งั หรอื ไมร่ บั ฟงั ความคดิ เหน็
อยา่ งสมา่ เสมอ รบั ผดิ ชอบงานที่ได้รบั มอบหมาย ของผอู้ น่ื
แตเ่ สรจ็ ไมท่ นั ตามกาหนด ไม่รบั ผดิ ชอบงานท่ีไดร้ ับ
4. ความรบั ผดิ ชอบ รบั ผิดชอบงานทีไ่ ดร้ บั มอบหมาย มอบหมาย
และเสรจ็ ตามเวลาท่ีกาหนด การแปลผล
ดีมาก
* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนที่ได/้ คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐ ดี
พอใช้
การแปลผลการประเมิน ปรับปรุง

เกณฑข์ องระดบั คะแนน
รอ้ ยละ 80 - ๑๐๐
รอ้ ยละ 70 - 79
ร้อยละ 50 - 69
ร้อยละ ๐ - 49

-71-
-71-

แบบประเมนิ การพูดแสดงความคดิ เห็น

คำช้ีแจง ให้ครผู ู้สอนประเมนิ การพดู แสดงความคดิ เหน็ ของนกั เรยี นตามรายการประเมนิ

รายการประเมิน ๕ ๔ ระดับคะแนน ๒ ๑
1. สาระสาคัญของเรื่องทพ่ี ดู พดู สาระสาคัญ พูดสาระสาคญั ๓ พูดสาระสาคัญ พูดสาระสาคัญ
ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์
1.๑ ลาดบั ความคดิ อย่างต่อเนอื่ ง ครบ ๕ ขอ้ ๔ ข้อ พดู สาระสาคัญ ๒ ข้อ ๑ ขอ้
1.๒ นาเสนอเนื้อหาตรงตามประเดน็ ตามเกณฑ์ หรอื ไมไ่ ด้
1.๓ เนื้อหามีความสมั พันธ์กบั ประเดน็ ๓ ขอ้ ตามเกณฑเ์ ลย
1.๔ มคี วามเป็นเหตเุ ป็นผล
1.๕ มีการนาเสนอแนวคิดใหม่ คะแนนเตม็ 2 คะแนน ใช้ภาษา ใช้ภาษา
2. การใช้ภาษา ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
2.๑ ใชภ้ าษาได้ถกู ต้องกับกาลเทศะ คะแนนเตม็ 2 คะแนน ๒ ข้อ ๑ ขอ้
2.๒ ใช้ประโยคสือ่ ความหมายไดช้ ดั เจน ใช้นา้ เสยี ง หรอื ไมไ่ ด้
คะแนนเตม็ 3 คะแนน ปฏบิ ัตไิ ด้ตาม ได้ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์เลย
3. การใช้น้าเสียง เกณฑ์ 3 ข้อ ๒ ข้อ ใช้นา้ เสยี ง
3.1 ใช้นา้ เสยี งนมุ่ นวล ปฏิบตั ไิ ดต้ าม ได้ตามเกณฑ์
3.2 พดู เสยี งดงั ชดั เจน เกณฑ์ 2 ข้อ ๑ ข้อ
หรือไมไ่ ด้
๔. มารยาทในการพดู ตามเกณฑเ์ ลย
๔.1 ไม่พูดแทรกขณะผอู้ น่ื กาลงั พูด ปฏบิ ัตไิ ด้ตาม
๔.2 เปดิ โอกาสใหผ้ ู้อ่ืนได้แสดง เกณฑ์ 1 ข้อ
ความคิดเหน็ หรือไมไ่ ด้
๔.3 ใช้กริ ิยาสภุ าพ ไมล่ อ้ เลยี นผ้อู นื่ ตามเกณฑ์เลย

* การคิดคะแนน ร้อยละ = (คะแนนท่ีได/้ คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมิน การแปลผล
ดีมาก
เกณฑ์ของระดับคะแนน ดี
ร้อยละ 80 -๑๐๐ พอใช้
ร้อยละ 70 - 79 ปรับปรงุ
ร้อยละ 50 - 69
ร้อยละ ๐ - 49

-72-
-72-

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๕ ชื่อหน่วย ประสทิ ธ์ิงานสานสามัคคี แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี ๑8 เวลา ๑ ชั่วโมง
กลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย เรอื่ ง ร่วมกันระดมสมอง (4) ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ ๒
รายวิชา ภาษาไทย

สาระสาคัญ / ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้
รายงานการประชุม หมายถงึ บันทึก ขัน้ นา หอ้ งสมดุ
ความเหน็ ของผูม้ าประชุม ผ้เู ขา้ รว่ มประชุม และมติ นักเรยี นสนทนาทบทวนการเขยี นรายงานจากการประชมุ ตรยี มการจัด
ของทป่ี ระชมุ ที่ทาไวเ้ ปน็ หลักฐานทกุ คร้งั ท่มี กี าร นทิ รรศการ“ศลิ ปวฒั นธรรมการละเลน่ พ้นื บ้าน : ของดีบา้ นฉนั ” สอ่ื
ประชุม ฝ่ายเลขานุการ มีหน้าที่รบั ผิดชอบจดั ทา -
รายงานการประชุม
ขนั้ สอน ภาระงาน/ชนิ้ งาน
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ นกั เรยี นนาเสนอรายงานการประชมุ เมื่อนาเสนอจบให้ชว่ ยกนั 1. การจัดนิทรรศการ “ศลิ ปวัฒนธรรม
-73- ด้านความรู้ ตรวจสอบความถูกตอ้ ง การละเล่นพื้นบ้าน : ของดบี า้ นฉนั ”
อธิบายการเขยี นรายงานการประชุมได้ 2. รายงานการประชมุ
ด้านทกั ษะและกระบวนการ ขัน้ สรปุ
เขียนรายงานการประชมุ ได้ นกั เรียนเตรียมจัดทรรศการ“ศิลปวฒั นธรรมการละเลน่ พนื้ บ้าน : การวัดและประเมนิ ผล
ด้านคณุ ลักษณะ ของดบี ้านฉนั ” ในชั่วโมงต่อไป -
๑. ใฝเ่ รยี นรู้
๒. มงุ่ ม่นั ในการทางาน

สมรรถนะที่ต้องการใหเ้ กิดกับผูเ้ รยี น
ความสามารถในการสอ่ื สาร

-73-

หน่วยการเรียนรู้ที่ ๕ ช่ือหน่วย ประสิทธ์งิ านสานสามคั คี แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ ๑9 เวลา ๑ ช่ัวโมง
กลมุ่ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย เร่อื ง เพื่อนพอ้ งนาเสนอผลงาน (1) ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี ๒
รายวิชา ภาษาไทย

สาระสาคัญ / ความคิดรวบยอด กิจกรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้
รายงานการประชมุ หมายถึง บนั ทึก ขนั้ นา หอ้ งสมดุ
ความเห็นของผมู้ าประชุม ผเู้ ข้าร่วมประชมุ และมติ นกั เรียนเตรยี มจดั นทิ รรศการ“ศลิ ปวฒั นธรรมการละเล่นพ้ืนบ้าน :
ของทป่ี ระชมุ ที่ทาไวเ้ ปน็ หลักฐานทกุ คร้งั ท่มี ีการ ของดีบ้านฉัน” สอ่ื
ประชมุ ฝา่ ยเลขานกุ าร มหี น้าที่รับผดิ ชอบจัดทา -
รายงานการประชมุ
ข้นั สอน ภาระงาน/ชนิ้ งาน
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้ นักเรยี นจัดทรรศการ “ศลิ ปวัฒนธรรมการละเลน่ พ้นื บา้ น : การจดั นิทรรศการ “ศลิ ปวฒั นธรรมการละเลน่
ดา้ นความรู้ ของดบี ้านฉนั ” ให้นักเรียนในโรงเรยี นรว่ มรบั ชม พืน้ บา้ น : ของดีบ้านฉัน”
-74- อธบิ ายการเขยี นรายงานการประชมุ ได้

ด้านทกั ษะและกระบวนการ ข้นั สรุป การวดั และประเมนิ ผล
เขยี นรายงานการประชมุ ได้ การประเมนิ การทางานกลุ่ม
ด้านคณุ ลักษณะ นักเรียนจดั เก็บนิทรรการ“ศลิ ปวฒั นธรรมการละเล่นพ้นื บา้ น :
๑. ใฝเ่ รยี นรู้ ของดีบ้านฉัน” ใหน้ ักเรยี นในโรงเรียนร่วมรับชม
๒. มุ่งมัน่ ในการทางาน

สมรรถนะที่ต้องการให้เกิดกับผ้เู รยี น
ความสามารถในการสอ่ื สาร

-74-

แบบประเมนิ การทางานกลุ่ม

คาชแ้ี จง ใหค้ รปู ระเมนิ การทางานกลมุ่ ของนักเรยี นตามรายการประเมนิ

รายการประเมนิ ๓ ระดบั คะแนน ๑

1. การกาหนดบทบาทหน้าท่ี กาหนดบทบาทหนา้ ที่ ไมม่ กี ารกาหนดบทบาท
สมาชิกอยา่ งชัดเจน กาหนดบทบาทหนา้ ท่ี หน้าท่ี
2. การมสี ว่ นร่วม มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ สมาชิกไม่ครบถว้ น มีส่วนร่วมในการปฏิบตั ิ
งานกลุ่ม มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ งานกลมุ่ น้อยมาก
งานกลมุ่ บ้าง หรือไมม่ ีสว่ นรว่ ม
3. การรบั ฟงั และแสดงความ รับฟังและแสดงความคดิ เห็น รบั ฟังและแสดงความคดิ เหน็ รบั ฟงั ความคดิ เห็น
คิดเหน็ อยา่ งมีเหตผุ ลและสร้างสรรค์ อย่างมเี หตผุ ลและสรา้ งสรรค์ ของผอู้ นื่ น้อยมาก
เป็นบางคร้งั หรอื ไมร่ ับฟงั ความคดิ เหน็
อยา่ งสมา่ เสมอ รับผิดชอบงานทีไ่ ด้รับมอบหมาย ของผอู้ ื่น
แต่เสรจ็ ไม่ทันตามกาหนด ไม่รบั ผิดชอบงานท่ีไดร้ ับ
4. ความรบั ผดิ ชอบ รบั ผิดชอบงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย มอบหมาย
และเสรจ็ ตามเวลาท่ีกาหนด การแปลผล
ดมี าก
* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนที่ได/้ คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐ ดี
พอใช้
การแปลผลการประเมิน ปรบั ปรงุ

เกณฑข์ องระดบั คะแนน
รอ้ ยละ 80 - ๑๐๐
รอ้ ยละ 70 - 79
ร้อยละ 50 - 69
ร้อยละ ๐ - 49

-75-
-75-

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี ๕ ชื่อหน่วย ประสทิ ธง์ิ านสานสามัคคี แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 20 เวลา ๑ ช่ัวโมง
กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย เร่ือง เพ่ือนพ้องนาเสนอผลงาน (2) ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี ๒

รายวิชา ภาษาไทย

สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด กิจกรรมการเรียนรู้ แหล่งเรยี นรู้
รายงานการประชุม หมายถงึ บันทกึ ข้ันนา หอ้ งสมดุ
ความเหน็ ของผูม้ าประชมุ ผู้เข้าร่วมประชุม และมติ นักเรยี นเตรียมจัดการประชุมสรุปผลการจดั นิทรรศการ
ของที่ประชุมท่ีทาไวเ้ ป็นหลักฐานทุกครัง้ ทม่ี ีการ “ศลิ ปวฒั นธรรมการละเลน่ พ้ืนบ้าน : ของดีบา้ นฉนั ” สอ่ื
ประชมุ ฝา่ ยเลขานุการ มหี น้าท่ีรับผิดชอบจดั ทา -
รายงานการประชุม
ขนั้ สอน ภาระงาน/ชิน้ งาน
จุดประสงค์การเรยี นรู้ นักเรยี นจดั การประชมุ สรปุ ผลการจดั นิทรรศการ“ศลิ ปวฒั นธรรม 1. การจดั นิทรรศการ “ศลิ ปวัฒนธรรม
ด้านความรู้ การละเล่นพ้นื บ้าน : ของดีบ้านฉัน” การละเล่นพ้นื บ้าน : ของดบี า้ นฉนั ”
-76- อธิบายการเขยี นรายงานการประชุมได้ 2. รายงานการประชุม

ดา้ นทักษะและกระบวนการ ขน้ั สรุป
เขียนรายงานการประชมุ ได้ 1. นกั เรยี นสรุปผลการประชมุ
ดา้ นคุณลกั ษณะ 2. นักเรยี นช่วยกนั เขียนรายงานการประชมุ และนาเสนอในชัว่ โมง การวดั และประเมนิ ผล
๑. ใฝเ่ รียนรู้ ต่อไป 1. การประเมนิ การทางานกลุ่ม
๒. มุ่งมนั่ ในการทางาน 2. การประเมนิ การพดู แสดงความคดิ เหน็

สมรรถนะท่ีต้องการให้เกดิ กับผู้เรยี น
ความสามารถในการส่อื สาร

-76-

แบบประเมนิ การทางานกลมุ่

คาชแ้ี จง ใหค้ รปู ระเมนิ การทางานกลมุ่ ของนักเรยี นตามรายการประเมนิ

รายการประเมนิ ๓ ระดบั คะแนน ๑

1. การกาหนดบทบาทหน้าท่ี กาหนดบทบาทหน้าที่ ไม่มกี ารกาหนดบทบาท
สมาชิกอยา่ งชัดเจน กาหนดบทบาทหน้าที่ หน้าที่
2. การมสี ว่ นร่วม มสี ่วนรว่ มในการปฏบิ ตั ิ สมาชกิ ไม่ครบถ้วน มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ
งานกลุ่ม มสี ่วนร่วมในการปฏบิ ตั ิ งานกลมุ่ น้อยมาก
งานกลุ่มบา้ ง หรือไมม่ ีสว่ นรว่ ม
3. การรบั ฟงั และแสดงความ รับฟังและแสดงความคดิ เห็น รับฟงั และแสดงความคดิ เห็น รับฟงั ความคิดเหน็
คิดเหน็ อยา่ งมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ อย่างมเี หตผุ ลและสร้างสรรค์ ของผอู้ นื่ นอ้ ยมาก
เป็นบางคร้งั หรอื ไมร่ บั ฟงั ความคดิ เหน็
อยา่ งสมา่ เสมอ รบั ผดิ ชอบงานที่ได้รบั มอบหมาย ของผอู้ น่ื
แตเ่ สรจ็ ไมท่ นั ตามกาหนด ไม่รบั ผดิ ชอบงานท่ีไดร้ ับ
4. ความรบั ผดิ ชอบ รบั ผิดชอบงานทีไ่ ดร้ ับมอบหมาย มอบหมาย
และเสรจ็ ตามเวลาท่ีกาหนด การแปลผล
ดีมาก
* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนที่ได/้ คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐ ดี
พอใช้
การแปลผลการประเมิน ปรับปรุง

เกณฑข์ องระดบั คะแนน
รอ้ ยละ 80 - ๑๐๐
รอ้ ยละ 70 - 79
ร้อยละ 50 - 69
ร้อยละ ๐ - 49

-77-
-77-

แบบประเมินการพดู แสดงความคดิ เหน็

คำช้ีแจง ให้ครผู ู้สอนประเมินการพูดแสดงความคดิ เห็นของนกั เรียนตามรายการประเมนิ

รายการประเมิน ๕ ๔ ระดบั คะแนน ๒ ๑
1. สาระสาคัญของเรือ่ งท่ีพูด พูดสาระสาคญั พดู สาระสาคญั ๓ พูดสาระสาคัญ พูดสาระสาคัญ
ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์
1.๑ ลาดบั ความคดิ อย่างตอ่ เนอ่ื ง ครบ ๕ ข้อ ๔ ขอ้ พดู สาระสาคญั ๒ ข้อ ๑ ขอ้
1.๒ นาเสนอเนื้อหาตรงตามประเดน็ ตามเกณฑ์ หรอื ไมไ่ ด้
1.๓ เนื้อหามีความสมั พันธ์กบั ประเดน็ ๓ ข้อ ตามเกณฑเ์ ลย
1.๔ มคี วามเป็นเหตเุ ป็นผล
1.๕ มีการนาเสนอแนวคดิ ใหม่ คะแนนเตม็ 2 คะแนน ใช้ภาษา ใช้ภาษา
2. การใช้ภาษา ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
2.๑ ใชภ้ าษาได้ถกู ตอ้ งกับกาลเทศะ คะแนนเตม็ 2 คะแนน ๒ ข้อ ๑ ขอ้
2.๒ ใช้ประโยคสือ่ ความหมายไดช้ ัดเจน ใช้นา้ เสยี ง หรอื ไมไ่ ด้
คะแนนเตม็ 3 คะแนน ปฏิบัตไิ ดต้ าม ได้ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์เลย
3. การใช้น้าเสียง เกณฑ์ 3 ข้อ ๒ ข้อ ใช้นา้ เสยี ง
3.1 ใช้นา้ เสยี งนมุ่ นวล ปฏิบตั ไิ ดต้ าม ได้ตามเกณฑ์
3.2 พดู เสยี งดงั ชดั เจน เกณฑ์ 2 ข้อ ๑ ข้อ
หรือไมไ่ ด้
๔. มารยาทในการพดู ตามเกณฑเ์ ลย
๔.1 ไม่พูดแทรกขณะผู้อืน่ กาลงั พูด ปฏบิ ัตไิ ด้ตาม
๔.2 เปดิ โอกาสใหผ้ อู้ ืน่ ได้แสดง เกณฑ์ 1 ข้อ
ความคิดเหน็ หรือไมไ่ ด้
๔.3 ใช้กริ ิยาสภุ าพ ไมล่ ้อเลยี นผู้อ่ืน ตามเกณฑ์เลย

* การคิดคะแนน รอ้ ยละ = (คะแนนท่ไี ด/้ คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมนิ การแปลผล
ดมี าก
เกณฑข์ องระดับคะแนน ดี
ร้อยละ 80 -๑๐๐ พอใช้
ร้อยละ 70 - 79 ปรบั ปรุง
ร้อยละ 50 - 69
ร้อยละ ๐ - 49

-78-
-78-

หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ ๕ ชื่อหน่วย ประสิทธ์ิงานสานสามคั คี แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 21 เวลา ๑ ชัว่ โมง
กล่มุ สาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย เร่อื ง เพือ่ นพ้องนาเสนอผลงาน (3) ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี ๒

รายวิชา ภาษาไทย

สาระสาคญั / ความคิดรวบยอด กจิ กรรมการเรยี นรู้ แหล่งเรียนรู้
รายงานการประชมุ หมายถึง บันทึก ขน้ั นา ห้องสมุด
ความเห็นของผ้มู าประชุม ผ้เู ขา้ ร่วมประชมุ และมติ นกั เรียนสนทนาทบทวนการเขยี นรายงานจากการประชุสรุปผลการจดั
ของทีป่ ระชุมท่ีทาไว้เปน็ หลกั ฐานทุกครัง้ ทมี่ กี าร สอ่ื
ประชุม ฝ่ายเลขานุการ มีหน้าทีร่ บั ผิดชอบจัดทา ข้นั สอน -
รายงานการประชมุ นักเรยี นนาเสนอรายงานการประชุม เมอ่ื นาเสนอจบให้ชว่ ยกัน
ตรวจสอบความถูกต้อง ภาระงาน/ชิน้ งาน
จุดประสงค์การเรยี นรู้ 1. การจดั นิทรรศการ “ศิลปวฒั นธรรม
-79- ดา้ นความรู้ ขนั้ สรุป การละเล่นพน้ื บ้าน : ของดบี า้ นฉัน”
อธบิ ายการเขียนรายงานการประชมุ ได้ นกั เรยี นสรปุ ความรู้ที่ไดร้ บั จากการปรฏบิ ตั ิกิจกรรมนิทรรศการ 2. รายงานการประชุม
ดา้ นทักษะและกระบวนการ “ศลิ ปวัฒนธรรมการละเลน่ พ้ืนบ้าน : ของดบี า้ นฉนั ”
เขียนรายงานการประชุมได้ การวดั และประเมินผล
ด้านคุณลักษณะ - การประในการพดู แสดงความคิดเห็น
๑. ใฝ่เรียนรู้
๒. ม่งุ มน่ั ในการทางาน

สมรรถนะที่ต้องการใหเ้ กิดกับผเู้ รียน
ความสามารถในการสื่อสาร

-79-

แบบประเมนิ การพดู แสดงความคิดเหน็

คำช้ีแจง ใหค้ รผู สู้ อนประเมนิ การพูดแสดงความคดิ เหน็ ของนักเรยี นตามรายการประเมนิ

รายการประเมิน ๕ ๔ ระดับคะแนน ๒ ๑
1. สาระสาคัญของเร่อื งที่พูด พูดสาระสาคญั พูดสาระสาคญั ๓ พดู สาระสาคญั พดู สาระสาคัญ
ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์
1.๑ ลาดบั ความคิดอยา่ งต่อเนอื่ ง ครบ ๕ ขอ้ ๔ ข้อ พดู สาระสาคัญ ๒ ขอ้ ๑ ข้อ
1.๒ นาเสนอเนื้อหาตรงตามประเด็น ตามเกณฑ์ หรอื ไมไ่ ด้
1.๓ เนอ้ื หามีความสมั พนั ธ์กับประเด็น ๓ ขอ้ ตามเกณฑ์เลย
1.๔ มีความเป็นเหตเุ ป็นผล
1.๕ มกี ารนาเสนอแนวคิดใหม่ คะแนนเตม็ 2 คะแนน ใชภ้ าษา ใช้ภาษา
2. การใช้ภาษา ได้ตามเกณฑ์ ได้ตามเกณฑ์
2.๑ ใชภ้ าษาได้ถูกต้องกบั กาลเทศะ คะแนนเตม็ 2 คะแนน ๒ ขอ้ ๑ ขอ้
2.๒ ใชป้ ระโยคสื่อความหมายไดช้ ดั เจน ใช้น้าเสียง หรอื ไมไ่ ด้
คะแนนเตม็ 3 คะแนน ปฏบิ ตั ิได้ตาม ได้ตามเกณฑ์ ตามเกณฑ์เลย
3. การใช้นา้ เสียง เกณฑ์ 3 ขอ้ ๒ ข้อ ใช้น้าเสยี ง
3.1 ใชน้ า้ เสยี งนมุ่ นวล ปฏิบัติไดต้ าม ได้ตามเกณฑ์
3.2 พูดเสยี งดงั ชดั เจน เกณฑ์ 2 ข้อ ๑ ขอ้
หรอื ไมไ่ ด้
๔. มารยาทในการพดู ตามเกณฑ์เลย
๔.1 ไม่พูดแทรกขณะผอู้ ื่นกาลงั พูด ปฏบิ ตั ไิ ด้ตาม
๔.2 เปดิ โอกาสให้ผอู้ ่นื ไดแ้ สดง เกณฑ์ 1 ขอ้
ความคิดเหน็ หรือไมไ่ ด้
๔.3 ใช้กริ ิยาสภุ าพ ไมล่ ้อเลยี นผูอ้ ื่น ตามเกณฑ์เลย

* การคิดคะแนน ร้อยละ = (คะแนนทไี่ ด้/คะแนนเตม็ ) x ๑๐๐

การแปลผลการประเมิน การแปลผล
ดมี าก
เกณฑข์ องระดบั คะแนน ดี
รอ้ ยละ 80 -๑๐๐ พอใช้
รอ้ ยละ 70 - 79 ปรบั ปรงุ
รอ้ ยละ 50 - 69
รอ้ ยละ ๐ - 49

-80-
-80-

“ป“รเะพสหหลิทนนินว่่วธพยย์ิงกกาาาาทนรรเเชีรรสียียี้ปานนนรรรูทู้ท้ะส่่ีีเา56ดมน็ ัค”คี”

ชดุ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (สาหรบั ครผู ้สู อน) กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ระดับช้นั มธั ยมศกึ ษา
ชดุ การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ (สาหรับครผู ู้สอน) กลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย ระดับชัน้ มธั ยมศึกษา

หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี ๖ : เพลินพาทีช้ีประเดน็ แผนการจัดการเรยี นร้ทู ่ี ๑ เวลา ๑ ชั่วโมง
กลมุ่ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย เรื่อง วาทะ วาที (๑) ช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ ๒
สาระสาคัญ / ความคดิ รวบยอด รายวชิ า ภาษาไทย ๓
แหล่งเรียนรู้
การพูด หมายถึง การสอื่ ความหมายของมนุษย์ กิจกรรมการเรียนรู้ หอ้ งสมุด
โดยการใชเ้ สยี ง และกิรยิ าท่าทางเป็นเคร่ืองถ่ายทอด ขั้นนา
ความรู้ ความคิด และความรู้สึกจากผู้พูดไปสู่ผ้ฟู งั นักเรยี นสนทนาเกี่ยวกับความสาคัญของการพดู ส่ือ
ใบความรู้ “ความรู้เกี่ยวกบั การพูด”
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ข้ันสอน
ด้านความรู้ 1. นักเรียนแบ่งกลมุ่ ตามความสมัครใจออกเปน็ 4 กลมุ่ แต่ละกลุ่มศกึ ษา ภาระงาน/ชน้ิ งาน
อธิบายหลกั การความรู้เกยี่ วกับการพูด ใบความรู้ “ความร้เู ก่ยี วกับการพดู -
ดา้ นทกั ษะและกระบวนการ ๒. นักเรยี นแตล่ ะกลมุ่ วางแผนแสดงบทบทสมมติเพือ่ เปน็ ตัวอยา่ งการพูดดี
-82- พดู ส่ือสารในโอกาสต่าง ๆ ได้อยา่ งเหมาะสม พดู เกง่ กล้าพูด และมารยาทในการพดู ดังน้ี การวัดและประเมินผล
ดา้ นคุณลักษณะ การประเมินการทางานกลุ่ม
๑. ใฝเ่ รียนรู้ กลมุ่ ที่ 1 พดู ดี
๒. มงุ่ มั่นในการทางาน กล่มุ ท่ี 2 พูดเกง่
กลุม่ ที่ 3 กล้าพดู
สมรรถนะทีต่ ้องการให้เกดิ กับผูเ้ รียน กลมุ่ ท่ี 3 มารยาทในการพดู
ความสามารถในการส่ือสาร 3. นกั เรยี นแตล่ ะกลุม่ ออกมาแสดงบทบาทสมมตหิ นา้ ช้ันเรียน โดยเพ่อื นกล่มุ
อื่น ๆ แสดงความคิดเห็นเกีย่ วกบั การนาเสนอของเพือ่ น

ข้นั สรุป
นกั เรยี นร่วมกันสรปุ ความรู้ทไี่ ด้รบั จากการพดู

-81-

ใบความรู้
“ความรเู้ กย่ี วกับการพดู ”

ความรู้เกี่ยวกับการพดู
การพูดมีความสาคัญต่อการดาเนินชีวิตประจาวันของคนเรา เราต้องพูดจาสื่อสารกับคนที่แวดล้อม

ใกล้ตัว เช่น พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง เพ่ือนฝูง ครูอาจารย์ คนท่ีต้องพบปะเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในกิจกรรมการเรียน
การงานอาชีพ และวิถีทางดาเนินชีวิตในแต่ละวัน เช่น คนขายของ คนเก็บเงินค่าโดยสารรถประจาทาง คนเก็บขยะ
บรุ ุษไปรษณีย์ และอ่ืน ๆ การพูดกับคนท่แี วดล้อมใกลต้ ัว อาจมีเรื่องราวที่หลากหลายทั้งมีสาระและไม่มีสาระ
เร่ืองพูดคุยเล่าสู่กันฟัง เร่ืองการแสดงความคิดความเห็นเกี่ยวกับสิ่งท่ีประสบพบเห็น ซึ่งอาจสอดคล้องไปใน
แนวทางเดียวกันหรือขัดแย้งต่างมุมมองกัน แต่การพูดกับคนอื่นที่มิใช่คนที่แวดล้อมใกล้ตัว อาจเป็นการพูด
ที่เฉพาะเจาะจงเกี่ยวกับกิจกรรมที่ต้องดาเนินการร่วมกันหรือเก่ียวข้องกันโดยหน้าท่ีการงานก ารประกอบ
อาชีพ การร่วมกิจกรรมบาเพ็ญประโยชน์ต่าง ๆ นอกจากนี้ยังมีการพูดอย่างเป็นทางการกับท่ีประชุมชน
การพูดกับคนจานวนมาก เช่น กลา่ วคาอวยพร กล่าวปาฐกถา กลา่ วสนุ ทรพจน์ บรรยายทางวิชาการ อภปิ ราย
โต้วาที หรือการพูดก่ึงทางการ เช่น แสดงความคิดเห็นในท่ีประชุม แสดงความคิดเห็นทางวิชาการ เล่านิทาน
เลา่ ประสบการณ์ เป็นต้น โดยทัว่ ไป ผู้ทปี่ ระสบความสาเร็จในธรุ กิจการงาน มีมนุษยสัมพันธ์ และทาประโยชน์
ให้แก่สังคมประเทศชาติ ส่วนใหญ่มักเป็นคนท่ีมีประสิทธิภาพในการพูดเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับว่า พูดดี
พูดเก่ง กล้าพูด และมีมารยาทในการพูด ส่วนหน่ึงเป็นความสามารถเฉพาะตัวของแตล่ ะคนที่ลอกเลียนแบบ
กันได้ยากเรียกว่ามีพรสวรรค์ อีกส่วนเป็นความสามารถท่ีได้จากการศึกษาเรียนรู้ ฝึกฝน พัฒนา ท่ีกล่าวว่า
เปน็ ความสามารถท่ีได้จากพรแสวงนน่ั เอง

พูดดี หมายถึง การพูดท่ีใช้ถ้อยคาที่สุภาพไพเราะ ออกเสียงได้ชัดเจนถูกต้อง มีจังหวะหนักเบา
และน้าเสียงตามความหมายของข้อความหรือเร่ืองราว เลือกใช้ถ้อยคาและคาลงท้ายเหมาะสมกับเรื่องราว
กาลเทศะ และบคุ คล พูดคาจริง ไม่พดู คาเท็จ ไม่พูดบิดเบือนความจริง ไม่พูดส่อเสียดหรือยุยงใสร่ ้ายปา้ ยสีกัน
รู้ว่าอะไรควรพูด อะไรไม่ควรพูด เช่น ไม่พูดเร่ืองท่ีเป็นการล่วงล้าหรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งนอกจากเป็น
การเสียมารยาทแล้วยังอาจผิดกฎหมายด้วย ไม่พูดสิ่งที่ทาให้กระทบกระเทือนใจ หรือทาให้ผู้อ่ืนเก้อกระดาก
อบั อาย โดยเฉพาะท่ามกลางท่ีประชุมชน ไม่พูดถึงส่ิงท่ีเป็นอัปมงคลในงานมงคล เป็นต้น พูดดียังหมายรวมถึง
การมีมารยาทในการพูดที่ให้ความสาคัญกับผู้ฟังหรือคู่สนทนา เช่น สบตา ย้ิมแย้มแสดงความเป็นมิตร
เปิดโอกาสให้ผู้ฟังหรือคู่สนทนาได้พูดหรือแสดงความคิดเห็น ใส่ใจความรู้สึก ความพึงพอใจของผู้ฟัง หรือคู่
สนทนา ไม่ชิงพูด ไม่พูดขัดหรือแทรกก่อนที่คู่สนทนาจะพูดจบความ ที่สาคัญการพูดดีต้องเป็นการพูดท่ีส่ือ
ความหมายให้เข้าใจในทางสร้างสรรค์ พูดแล้วทาให้คนพอใจ สบายใจ มีความสุข เกิดผลดี เกิดความรัก
ความสามัคคี และความเจริญก้าวหน้าในหมู่คณะ สังคม และประเทศชาติ เช่น การพูดให้กาลังใจคนที่กาลังผิดหวัง
พูดให้คนมีมานะอดทนต่อสู้กับความลาบากยากจน พูดให้คนคลายความวิตกกังวล ความโกรธ ความอิจฉาริษยา
พูดให้คนรว่ มคิด ร่วมทา รว่ มสรา้ งสรรค์สังคมและประเทศชาติ

--8832--


Click to View FlipBook Version