The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมบทคัดย่องานวิจัยพืชสมุนไพรไทย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by เอกสาร, 2022-01-30 23:28:25

รวมบทคัดย่องานวิจัยพืชสมุนไพรไทย

รวมบทคัดย่องานวิจัยพืชสมุนไพรไทย

รวมบทคัดยอ่ งานวิจยั พชื สมุนไพรไทย

คณะทำงานประสานงานดา้ นธรุ การและแผนดำเนนิ การร่วม
ของกรรมาธกิ ารและอนุกรรมาธิการ

ในคณะกรรมาธิการวสิ ามญั ศกึ ษาแนวทางการพลิกโฉมพืชสมนุ ไพรไทย
ด้วยการวจิ ัยและนวัตกรรม วุฒิสภา

มกราคม 2565

สารบัญ

หนา้

1. กระเจ๊ยี บแดง 1

1.1 การผสมพนั ธแุ์ ละคัดเลอื กพันธ์กุ ระเจีย๊ บแดงท่ีให้เปอร์เซ็นต์นำ้ มนั สูง 2

โดย อรณุ ี ใจเถงิ และคณะ สถาบันวิจยั พชื สวน กรมวชิ าการเกษตร

2. กระชาย 3

2.1 กระชายนั้นแกโ้ รคอนั เกดิ แตใ่ นปาก 4

โดย ณฐั ดนยั มสุ ิกวงศ์ มลู นธิ ิโรงพยาบาลเจา้ พระยาอภัยภเู บศร

2.2 การเพิ่มประสิทธิภาพการผลติ พชื ตระกูลกระชาย 5

โดย เกษมศักดิ์ ผลากร และคณะ กรมวิชาการเกษตร

2.3 ผลของสารสกัดกระชายดาํ ต่อสมรรถนะการออกกาํ ลังกาย 6

โดย ผศ.ดร.กภ.วรี ะพงษ์ ชิดนอก คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลยั นเรศวร

2.4 สารออกฤทธิ์จากกระชายเหลือง Boesenbergia pandurate สาํ หรบั ผลติ ภัณฑ์ 7

เครอ่ื งสาํ อางเพ่ือผวิ ขาว

โดย ดร.สุคนั ธรส ธาดากิตตสิ าร สถาบนั ค้นคว้าและพัฒนาผลติ ผลทางการเกษตรและ

อุตสาหกรรมเกษตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์

3. กระท่อม 8

3.1 การพัฒนาพชื กระท่อมเพอ่ื การใชในทางการแพทย์ และการพฒั นาตํารบั ยา 9

ทางการแพทย์ท่มี ีสารสกัดมาตรฐานพืชกระท่อมเปน็ ส่วนประกอบ

โดย รศ.ดร.ภญ.จุไรทิพย์ หวงั สนิ ทวีกลุ และคณะ (คณะเภสัชศาสตร์)

ผศ.ดร.สมชาย ศรีวริ ยิ ะจันทร์ และคณะ (คณะวทิ ยาศาสตร์)

ผศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สวุ รรณ และคณะ (คณะแพทยศาสตร)์

มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์

3.2 การพัฒนาพชื กระท่อมเพ่ือการใช้ในทางการแพทย์ 10

โดย ดร.สมชาย ศรีวิรยิ ะจนั ทร์ คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์

3.3 การวจิ ัยพืชกระท่อม: ผลกระทบต่อสุขภาพและสังคม 11

โดย ศ.ดร.พญ.สาวิตรี อัษณางค์กรชัย และคณะ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์

4. กญั ชง 14

4.1 การพฒั นาระบบฐานข้อมูลพืชสมนุ ไพรกญั ชง มหาวิทยาลัยแมโ่ จ้ 15

โดย สุภกั ตร์ ปัญญา และคณะ มหาวทิ ยาลัยแมโ่ จ้



สารบัญ (ต่อ)

หนา้

5. กญั ชา 16

5.1 กรณีศกึ ษานโยบายกัญชาทางการแพทย:์ สถานการณ์ ผลกระทบ แนวทางจดั การ 17

และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับประเทศไทย

โดย รศ.นพ.ธรี ะ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย

6. ขมน้ิ ชัน 19

6.1 การรวบรวมและคัดเลือกสายต้นขม้ินชันเพ่ือทนทานโรคเห่ยี วจากเชื้อแบคทเี รยี 20

โดย รัตกิ าล ยุทธศลิ ป์ และคณะ กรมวิชาการเกษตร

6.2 ขม้นิ ชนั กับ PM 2.5 21

โดย อญั ชสิ า กัทลี มูลนธิ โิ รงพยาบาลเจา้ พระยาอภยั ภเู บศร

6.3 ประสทิ ธผิ ลของการใช้ขมนิ้ ชันรว่ มในการรักษาผู้ป่วยโรคซมึ เศร้า 22

โดย รศ.พญ.บรุ ณี กาญจนถวัลย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั

6.4 ยทุ ธศาสตร์การวิจยั ขมนิ้ ชนั 23

โดย พนารัช ปรดี ากรณ์ และเติมธรรม สทิ ธิเลศิ มหาวทิ ยาลัยหอการคา้ ไทย

6.5 วจิ ัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตขม้ินชนั อยา่ งยัง่ ยนื 24

โดย สุภาภรณ์ สาชาติ สถาบนั วจิ ัยพืชสวน

6.6 ศกึ ษาการปอ้ งกันกำจดั โรคเห่ยี วของขมิน้ ชันทเี่ กดิ จากเชื้อแบคทีเรยี 25

ในสภาพแปลงปลูก

โดย สุมาลี ศรีแกว้ และคณะ กรมวชิ าการเกษตร

6.7 ศึกษาความสัมพันธ์ระหวา่ งธาตอุ าหารในดนิ กบั ปรมิ าณสารเคอรค์ มู นิ อยด์ 27

(Curcuminoids) ของขมิ้น

โดย ว่าท่รี ้อยตรอี รรถพล รกุ ขพันธ์ และคณะ ศูนยว์ จิ ยั พชื สวนตรัง

6.8 สมนุ ไพรขมน้ิ ชนั สู้โรคมะเร็ง 28

โดย ณัฐดนัย มสุ ิกวงศ์ มูลนิธโิ รงพยาบาลเจา้ พระยาอภยั ภูเบศร

7. ขา่ 29

7.1 การหาปริมาณเคอร์คมู ินจากข่า กระชาย และว่านชกั มดลกู 30

โดย เจนจิรา คำฟู และขวัญดาว แจม่ แจ้ง มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั กำแพงเพชร

8. ขิง 31

8.1 การใช้ขงิ รักษาและบำบดั อาการโรคข้อเสื่อม 32

โดย ปณุ ยนุช อมรดลใจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธญั บุรี



สารบญั (ต่อ)

หนา้

8.2 การวเิ คราะหศ์ ักยภาพการแขง่ ขันของขิง 33

โดย สิทธานต์ ชมภแู กว้ , สมศักด์ิ ทองปั้น และอุทัยวรรณ ทรพั ยแ์ ก้ว ศูนย์วจิ ยั พืชสวนเลย

8.3 การวจิ ยั และพัฒนาเทคโนโลยีการผลติ ขงิ ทีด่ ี 34

โดย สนอง จรินทร และคณะ ศนู ย์วิจัยพชื สวนเชียงราย รว่ มกับสำนักวิจัยพฒั นา

การอารักขาพืช และสถาบันวิจัยพืชสวน กรมวชิ าการเกษตร

8.4 การศกึ ษาระยะปลูกของขิงจากตน้ กล้าและหวั พนั ธุข์ ิงปลอดโรคเพอ่ื ผลิตหัวพันธุข์ ิง 35

(minirhizome) และขงิ ปลอดโรค (G0) ในสภาพโรงเรือน

โดย สนอง จรนิ ทร และคณะ กรมวิชาการเกษตร

8.5 การศกึ ษาวิธสี กัดขิงและขม้ินชนั เพ่ือใช้สําหรับผลติ ภณั ฑ์นวดตวั 36

โดย เปรมนภา สโี สภา และคณะ คณะเทคโนโลยกี ารเกษตรและอาหาร

มหาวิทยาลัยราชภฏั พิบลู สงคราม

8.6 ขงิ ..แก้ปวดไมเกรน 37

โดย อญั ชิสา กทั ลี มลู นิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภยั ภูเบศร

8.7 ทดสอบเทคโนโลยกี ารผลติ หัวพันธุ์ขงิ ปลอดโรค (G1) ในแปลงเกษตรกร 38

โดย ไว อินตะ๊ แก้ว และคณะ กรมวชิ าการเกษตร

8.8 ศกึ ษาการผลิตหัวพนั ธุ์ขงิ ปลอดโรค (G1) ในสภาพไร่ 39

โดย ไว อนิ ต๊ะแกว้ และคณะ กรมวชิ าการเกษตร

8.9 ศกึ ษาเทคโนโลยกี ารผลิตหัวพันธุข์ งิ ปลอดโรค G3 G4 และ G5 ในสภาพไรแ่ ละ 40

แปลงเกษตรกร

โดย ไว อนิ ต๊ะแกว้ และคณะ กรมวชิ าการเกษตร ศนู ย์วิจัยพืชสวนเลย และสถาบนั วจิ ยั พืช

8.10 ศึกษาอายุการเก็บเกยี่ วของขงิ จากตน้ กล้า และหัวพนั ธ์ุขิงปลอดโรค เพือ่ ผลติ 41

หัวพนั ธุข์ งิ (minirhizome) และขิงปลอดโรค (G0) ในสภาพโรงเรือน

โดย สนอง จรินทร และคณะ กรมวิชาการเกษตร

9. ชา 42

9.1 การศึกษาองคป์ ระกอบทางเคมีและการพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องด่มื สมนุ ไพรชาและ 43

สีผสมอาหารจากฝาง: พืชสมุนไพรในบญั ชยี าหลักแห่งชาติ

โดย เยาวนติ ย์ ธาราฉาย และคณะ มหาวิทยาลัยแมโ่ จ้

9.2 ชาชงสมุนไพรไร้ปวด 44

โดย โรงพยาบาลส่งเสริมสขุ ภาพตำบลเขาปู่



สารบญั (ต่อ)

หนา้

10. บัวบก 45

10.1 การคัดเลือกพันธ์ุบัวบกท่ีให้ผลผลติ และสารสำคัญสูงในพ้ืนทภี่ าคเหนือ และภาคกลาง 46

โดย ประนอม ใจอา้ ย และคณะ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรแพร่

10.2 การเพิ่มประสิทธภิ าพการสกดั สารออกฤทธ์จิ ากใบบวั บกโดยใช้เทคโนโลยสี ีเขยี ว 47

สาํ หรบั การนาํ ไปพัฒนาตาํ รับยาทาภายนอกต้านการอกั เสบ

โดย ผศ.ดร.นันทนา นชุ ถาวร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหดิ ล

10.3 ศกึ ษาการปอ้ งกนั กำจดั แมลงศัตรูบัวบกที่ถกู ต้องและเหมาะสมในแหลง่ ปลกู 48

โดย ประนอม ใจอา้ ย และคณะ ศนู ยว์ จิ ยั และพฒั นาการเกษตรแพร่

10.4 ศกึ ษาการปอ้ งกนั กำจัดโรคใบไหม้และโรคโคนเนา่ บวั บก 49

โดย แสงมณี ชิงดวง และคณะ กรมวชิ าการเกษตร

11. พลูคาว 50

11.1 เปรียบเทยี บพันธุพ์ ลูคาว 51

โดย สพุ ัฒธณกจิ โพธส์ิ วา่ ง ศนู ยว์ จิ ัยเกษตรหลวงเชยี งใหม่

12. ไพล 53

12.1 การศึกษาอายุต้นกล้าไพลทีไ่ ด้จากเพาะเลี้ยงเน้ือเยื่อทเี่ หมาะสมในการปลกู ในแปลง 54

โดย พฤกษ์ คงสวัสดิ์ และคณะ กรมวิชาการเกษตร

12.2 คัดเลือกและทดสอบประสิทธิภาพจุลินทรีย์ปฏปิ กั ษ์ในการควบคุมโรคเหี่ยวของไพล 55

โดย สธุ ามาศ ณ นา่ น และคณะ ศนู ยว์ ิจยั พชื สวนเชียงราย และสถาบันวิจยั พชื สวน

12.3 ผลของสารสกัดจากเปลือกมังคุด ไพลและนำ้ มนั ไพลต่อการยบั ย้งั การเจริญของ 56

เชอ้ื แบคทเี รีย

โดย ก่อโรค วรรณี สมปั ปิโต และคณะ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

12.4 ผลติ ภณั ฑส์ เปรยน์ าโนอิมัลชันจากสารสกดั ตา้ นอักเสบจากไพล 57

โดย ผศ.ดร.สมศกั ด์ิ นวลแก้ว มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

12.5 แผ่นปดิ เสน้ ใยนาโนบรรเทาอาการปวดกลา้ มเนือ้ จากน้ำมันไพลชนดิ ออกฤทธิ์ 58

ยาวนาน

โดย ดร.เดชา เดชตรัยรัตน์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์

12.6 แผ่นแปะแกป้ วดจากสารสกัดไพลและสารเมอื กจากเมล็ดแมงลัก 59

โดย รศ.ดร.ภาคภมู ิ พาณชิ ยปู การนนั ท์ คณะเภสชั ศาสตร์

มหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์



สารบัญ (ต่อ)

หนา้

12.7 ศึกษาการควบคุมโรคเหย่ี วท่ีเกิดจากเช้อื แบคทีเรยี ของไพลโดยวธิ ีผสมผสาน 60

โดย สธุ ามาศ ณ น่าน และคณะ ศนู ยว์ ิจยั พืชสวนเชียงราย และสถาบันวิจยั พืชสวน

12.8 ศกึ ษาการป้องกันกำจัดโรคหัวเนา่ ของไพลท่ีเกิดจากเช้ือแบคทเี รียในสภาพแปลงปลูก 61

โดย แสงมณี ชิงดวง, ศรีสุดา โท้ทอง และจรัญ ดิษฐไชยวงศ์ กรมวิชาการเกษตร

13. ฟา้ ทะลายโจร 62

13.1 ข้อควรรู้เกี่ยวกบั การใช้ “สารแอนโดรกราโฟไลด”์ ในผลติ ภณั ฑ์ “ฟ้าทะลายโจร” 63

เพื่อ “การรักษาโควิด-19”

โดย ศาสตราจารย์เกยี รติคุณ แพทยห์ ญิง สยมพร ศริ นิ าวนิ (คณะแพทยศาสตร์

โรงพยาบาลรามาธบิ ดี มหาวิทยาลยั มหิดล) นายแพทย์ กลุ ธนติ วนรตั น์

(กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข)

เภสชั กร วราวธุ เสริมสินสริ ิ (สำนกั งานคณะกรรมการอาหารและยา)

เภสัชกร วรสุดา ยงู ทอง (อนุกรรมการพัฒนาบัญชยี าหลกั แห่งชาตดิ ้านสมุนไพร)

13.2 โครงการศกึ ษาประสทิ ธิผลและความปลอดภยั ของสารสกดั ฟา้ ทะลายโจรขนาดสงู 66

ตอ่ ระยะเวลาการหายจากอาการโรคติดเช้อื ไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควดิ -19

โดย กรมการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสขุ

13.3 นวตั กรรมการผลติ ฟ้าทะลายโจรอินทรียอ์ ัดเม็ด 67

โดย ผศ.ดร.ฐติ ิพรรณ ฉมิ สุข คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้

13.4 ประสิทธผิ ลของฟ้าทะลายโจรในการบรรเทาอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ 68

โดย วริ ุฬห์ พรพัฒนก์ ลุ , อญั ชลี จฑู ะพุทธิ และอดุ มลักษณ์ สุวรรณครี ี

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก

13.5 ฟา้ ทะลายโจรกบั ไวรสั โควดิ -19 69

โดย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทยท์ างเลือก กรมวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์

และองค์การเภสชั กรรม

13.6 ฤทธกิ์ ารต้านมาลาเรียของสารสกัดฟ้าทะลายโจร 70

โดย อุบลวรรณ ใจหาญ (คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น)

สมเดช ศรีชัยรัตนกูล (คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม)่

ชัยรตั น์ อทุ ยั พิบลู ย์ (สถาบนั พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหง่ ชาต)ิ

วรวุฒิ สมศกั ดิ์ (คณะเทคนคิ การแพทย์ มหาวิทยาลยั เวสเทิรน์ )



สารบัญ (ต่อ)

หนา้

14. ยอ 72

14.1 ยอ สมุนไพรทางเลือกเพื่อกระเพาะอาหารและลำไส้ 73

โดย อญั ชิสา กัทลี มูลนิธิโรงพยาบาลเจา้ พระยาอภัยภูเบศร

15. สมนุ ไพรทวั่ ไป 74

15.1 การค้นหาและพัฒนาสมนุ ไพรไทยสำหรบั รักษาโรคเบาหวาน 75

โดย ผศ.ดร.อนันต์ อธพิ รชยั (มหาวทิ ยาลยั บรู พา)

ดร.สรุ ยี พ์ ร หอมวเิ ศษวงศา และผศ.ดร.สุวรรณา เสมศรี (มหาวทิ ยาลยั หัวเฉยี วเฉลมิ พระเกียรต)ิ

15.2 การดแู ลสขุ ภาพผู้สงู อายุด้วยศาสตร์การแพทยแ์ ผนไทย 76

โดย พรรณภทั ร อินทฤทธ์ิ คณะการแพทย์แผนไทยอภยั ภเู บศร มหาวิทยาลยั บูรพา

15.3 การประเมนิ การใช้ยาสมนุ ไพรและยาแผนไทยของสถานพยาบาลสงั กดั กระทรวง 77

สาธารณสขุ ในจังหวดั รอ้ ยเอ็ด ในปี 2557

โดย ธีราวฒุ ิ มชี ำนาญ สำนกั งานสาธารณสขุ จงั หวดั ร้อยเอ็ด

15.4 การประเมินผลสำเร็จของการใชพ้ ลาสมาเยน็ แบบสัมผัสในการฟ้ืนฟูสภาพผิว 79

โดย วรมั พา สุวรรณรัตน์, นพ. วชิ าญ เกดิ วิชยั , พรรณภทั ร อินทฤทธิ์ และ

ชลกร ขวญั ชัยนนท์ คณะการแพทย์แผนไทยอภยั ภเู บศร มหาวทิ ยาลยั บรู พา

15.5 การพัฒนาการแปรรูปพชื สมุนไพรตามภมู ปิ ญั ญาท้องถ่นิ จากทรัพยากร 80

ความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อพัฒนาเศรษฐกจิ ชุมชน กรณีศกึ ษา:

บา้ นโพธพิ์ ฒั นา ตาํ บลคณฑี อําเภอเมือง จังหวัดกําแพงเพชร

โดย นงลักษณ์ จิ๋วจู และคณะ มหาวิทยาลยั ราชภัฏกําแพงเพชร

15.6 การพฒั นาต้นแบบการสง่ เสริมการใชย้ าสมนุ ไพรในครวั เรอื น (Med Kit) ในประเทศไทย 81

โดย นายแพทยภ์ ัทรพล จึงสมเจตไพศาล

กรมสนบั สนุนบรกิ ารสขุ ภาพ กระทรวงสาธารณสขุ

15.7 การพฒั นาตำรับยานำ้ สมนุ ไพรบำรงุ ร่างกาย 84

โดย กรกนก โอภาสตระกลู และคณะ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม

15.8 การพฒั นาเทคโนโลยีการจัดการกอ่ นและหลงั การเกบ็ เก่ียวเพื่อลดความเสยี หาย 86

ของสนิ ค้าสำหรับการส่งออก

โดย ศศมิ า พยยุ งค์ และคณะ สถาบันวจิ ยั พชื สวน และศูนย์วิจยั พชื สวนตรงั



สารบญั (ต่อ)

15.9 การพฒั นานวัตกรรมการพ่งึ พาตนเองด้านสขุ ภาพดว้ ยสมุนไพรใกล้มอื สาํ หรับ หนา้
ผสู้ ูงอายุ 87
โดย นคร จนั ตะ๊ วงษ์ และคณะ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏเชียงราย 89
91
15.10 การพฒั นาบรรจภุ ณั ฑแ์ ละส่ือประชาสัมพันธ์ผลติ ภัณฑเ์ ครอื่ งสำอางสมนุ ไพร 93
กรณศี ึกษา: วสิ าหกจิ ชุมชนปาริชาต เขตมีนบุรี กรงุ เทพมหานคร
โดย ดร.ณฐั นนั ท์ วิรยิ ะวทิ ย์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั พระนคร 94
95
15.11 การพัฒนาระบบฐานความรู้ดา้ นการรกั ษาโรคดว้ ยสมุนไพร
โดย ผศ. รจุ ิจันทร์ วชิ ิวานเิ วศน์ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสวนสนุ นั ทา 96
97
15.12 การเพ่มิ มลู คา่ สมนุ ไพรไทยบนความหลากหลายทางชีวภาพ
โดย กล่มุ ปฏิบตั ิการท่ี 8 หลกั สตู รนกั บริหารการพฒั นาการเกษตรและสหกรณ์
ระดบั สูง ร่นุ ท่ี 66 ภายใต้การดูแลของ รศ.ดร. สุรวิช วรรณไกรโรจน์ คณะเกษตร
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ เสนอ สถาบนั เกษตราธิการ สำนักงานปลดั กระทรวง
เกษตรและสหกรณ์

15.13 การศกึ ษาประสิทธิภาพในการตา้ นอนมุ ูลอิสระจากพืชผักสมุนไพรพ้ืนบา้ น 15 ชนิด
โดย เอนก หาลี และบณุ ยกฤต รตั นพันธุ์ มหาวิทยาลยั ราชภฏั กำแพงเพชร

15.14 การศกึ ษารวบรวมข้อมูลความหลากหลายของสมุนไพรภูมิปัญญาการใช้สมนุ ไพร รวมทั้ง
ตาํ รับยาโบราณของหมอพื้นบ้านทีอ่ าศัยอยู่บรเิ วณในพืน้ ทเ่ี ขือ่ นน้ำพงุ จงั หวดั สกลนคร
และชุมชนใกลเ้ คยี ง ภายใตโ้ ครงการอนรุ กั ษ์พันธุกรรมพชื อันเนื่องมาจากพระราชดาํ ริ
สมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จนั ทรท์ ิรา เจียรณัย และคณะ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยสี ุรนารี

15.15 การสกดั และเก็บรวบรวมความสัมพนั ธ์ “ส่วนของพืชสมุนไพร-สรรพคณุ ทางยา”
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ฉววี รรณ เพช็ รศริ ิ และสำราญ ไผ่นวล
มหาวทิ ยาลยั ธุรกิจบณั ฑิตย์

15.16 การสรา้ งเสรมิ สุขภาพผสู้ ูงอายุด้วยการแพทยแ์ ผนไทย
โดย สุนันทา โอศริ ิ และคณะ คณะการแพทยแ์ ผนไทยอภัยภเู บศร มหาวิทยาลัยบรู พา



สารบัญ (ต่อ)

15.17 การสำรวจระบบการผลติ พืชสมนุ ไพรและเครอ่ื งเทศเชิงการคา้ ภาคกลางและ หนา้
ภาคตะวนั ตก 98
โดย สภุ าภรณ์ สาชาติ และคณะ
สถาบนั วิจยั พชื สวน และศูนย์วิจยั และพัฒนาการเกษตรอทุ ัยธานี 99
100
15.18 การสำรวจระบบการผลติ พืชสมุนไพรและเคร่อื งเทศเชงิ การคา้ ในภาคตะวันออก 101
โดย อภิรดี กอรป์ ไพบูลย์ และคณะ ศนู ยว์ จิ ัยพชื สวนจนั ทบรุ ี และสถาบนั วิจัยพชื สวน 102
103
15.19 การสำรวจระบบการผลิตพชื สมนุ ไพรและเคร่ืองเทศเชิงการคา้ 104
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื
โดย เกษมศักดิ์ ผลากร และคณะ สถาบันวจิ ยั พชื สวน 105

15.20 การสำรวจระบบการผลิตพชื สมนุ ไพรและเครื่องเทศเชิงการคา้ ภาคใต้ 106
โดย ศุภลกั ษณ์ อริยภชู ยั และคณะ ศนู ยว์ จิ ัยพืชสวนตรงั และสถาบนั วิจัยพืชสวน

15.21 การสำรวจระบบการผลิตพชื สมนุ ไพรและเครื่องเทศเชงิ การค้าภาคเหนอื
โดย มณทริ า ภูติวรนาถ และคณะ ศนู ยว์ ิจัยและพฒั นาการเกษตรแพร่

15.22 การหาอณุ หภมู ทิ ่ีเหมาะสมในการอบแห้งโดยไม่สูญเสียคุณภาพของพืชสมนุ ไพร
เมืองหนาวท่ีมีศักยภาพ
โดย สุพฒั ธณกจิ โพธิ์สวา่ ง และคณะ ศูนย์วจิ ยั เกษตรหลวงเชยี งใหม่

15.23 โครงการ “การสร้างโซ่อปุ ทานระหว่างประเทศสำหรบั สินค้าสถาบันเกษตรกรไทย:
ศกึ ษาเฉพาะกรณีผลติ ภณั ฑ์สมนุ ไพร”
โดย ธนภทั แสงอรณุ และนางฝา้ ยคำ ถริ พร สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า
กระทรวงพาณิชย์ และมหาวิทยาลัยกรงุ เทพ

15.24 โครงการนวัตกรรมการสกัดพืชสมุนไพรท่ีมีฤทธ์ิทางยาอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง
ประสทิ ธภิ าพสงู และได้มาตรฐานการผลิตทางเภสัชกรรมดว้ ยระบบบิวเทนภายใต้
ความดนั สงู รว่ มกับคาร์บอนไดออกไซด์ย่ิงยวด
โดย ดร.อาณตั ิ ดพี ัฒนา มหาวทิ ยาลัยบูรพา

15.25 โครงการความหลากหลายของพืชสมนุ ไพรในทงุ่ สามร้อยยอด
โดย วิวรณ์ วงศ์อรณุ และคณะ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์



สารบัญ (ต่อ) หนา้
107
15.26 งานวจิ ัยมุ่งเป้าในการศกึ ษาสมุนไพรไทย และใช้เทคโนโลยีตอ่ ยอดเป็นผลติ ภณั ฑ์
แปรรปู เพือ่ ใชป้ ระโยชน์เชิงพาณชิ ย์ 110
โดย ศาสตราจารย์ ดร.ศภุ ยางค์ วรวุฒคิ ณุ ชยั 111
สถานวจิ ยั ความเป็นเลศิ ดา้ นผลติ ภัณฑธ์ รรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
113
15.27 งานวิจัยสมนุ ไพรไทยสาํ หรบั การรกั ษาโรคข้อเสอ่ื ม
โดย วารณี ประดษิ ฐ์ และคณะ คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่ 114
116
15.28 ตลาดผลติ ภัณฑ์ SME กลุ่มสมุนไพรไทยเพ่อื ผิวพรรณในเขตกรุงเทพมหานคร
ภายใต้แผนงานวจิ ยั นวัตกรรมการตลาดผลติ ภัณฑ์ SME กล่มุ สมนุ ไพรไทยเพอื่ 117
ผิวพรรณในเขตกรุงเทพมหานครเพื่อเขา้ สู่ AEC
โดย ศศพร มงุ่ วิชา, ผสุ สดี วฒั นเมธา และกษิดิเ์ ดช สุทธวิ านิช
คณะบริหารธุรกจิ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร

15.29 ตํารบั สมนุ ไพรไทยท่ีมศี ักยภาพในการพัฒนาเปน็ ยาต้านไวรัสไขเ้ ลือดออก
ไข้สมองอกั เสบ และชิคนุ กนุ ยา
โดย ดร.นวลอนงค์ จิระกาญจนากจิ สถาบนั วิจยั ชีววิทยาศาสตรโ์ มเลกุล
มหาวิทยาลัยมหดิ ล

15.30 นวตั กรรมเทคโนโลยีความเป็นจริงเสรมิ ในการจัดการความรูภ้ ูมปิ ญั ญาท้องถ่นิ
ด้านสมนุ ไพรในปา่ ชมุ ชนวัดอรัญญิกาวาส อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม
โดย ประภากร ศรีสวา่ งวงศ์ และคณะ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

15.31 แนวทางการพฒั นาเมืองสมุนไพรในจงั หวดั ปราจีนบุรี เพ่อื ดึงดดู ตลาด
นกั ท่องเท่ียวเชิงสขุ ภาพ
โดย อุษณยี ์ ผาสขุ และคณะ
มหาวิทยาลยั พะเยา รว่ มกบั มหาวิทยาลัยกรุงเทพ และมหาวิทยาลัยอสั สมั ชัญ

15.32 ประสิทธิผลการสรา้ งเภสชั กรแกนนำขบั เคลือ่ นนโยบายสง่ เสริมการใช้ยาสมนุ ไพร
เปน็ ลำดับแรกในการรกั ษาโรค Common cold และ Dyspepsia ในหน่วย
บรกิ ารสาธารณสขุ ภาครฐั จงั หวัดยโสธร
โดย วิเชยี ร ชนะชัย สํานกั งานสาธารณสุขจงั หวดั ยโสธร

ญ หนา้
118
สารบญั (ต่อ)
119
15.33 ประสิทธผิ ลของน้ำมนั สวุ คนธป์ รับธาตุ (สูตรน้ำมนั ปถวีธาต)ุ ต่ออาการปวดและ 121
องศาการเคลือ่ นไหวในผปู้ ว่ ยโรคลมปลายปัตคาต สญั ญาณ 4 หรอื 5 หลัง 123
โดย วรมั พา สุวรรณรัตน์, กายแกว้ คชเดช และภชั รนิ ทร์ กล่ันคูวฒั น์
คณะการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร มหาวิทยาลยั บรู พา 126
127
15.34 ปจั จัยท่ีมคี วามสัมพันธก์ ับพฤติกรรมการใช้สมุนไพรของประชาชนในเขตภาษีเจริญ 128
โดย ชนิดา มทั ทวางกูร และคณะ มหาวทิ ยาลัยสยาม
129
15.35 ผลของการใชแ้ ผน่ พอกสมุนไพรนามนในผ้ปู ว่ ยท่ีมอี าการปวดเขา่
โดย วันวสิ าข์ พรหมเมตตา โรงพยาบาลนามน จังหวัดกาฬสินธุ์

15.36 ภมู ิปญั ญาการใชส้ มนุ ไพรในการดแู ลสขุ ภาพเบ้ืองต้นในชุมชนพืน้ ทป่ี า่ ชุมชน
บ้านหนิ ฮาว อำเภอบา้ นฝาง จังหวัดขอนแกน่
โดย นวพรรษ ผลดี และวรชาติ โตแก้ว
คณะวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม

15.37 ภมู ปิ ญั ญาการใช้สมุนไพรรกั ษาโรคโลหติ ระดูสตรีของหมอพ้ืนบา้ นภาคใต้
โดย กัญทร ยนิ เจรญิ และคณะ
คณะวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชยั

15.38 ภมู ิปญั ญาพน้ื บา้ นการใชส้ มุนไพรรกั ษาโรคแผลเปื่อยในชอ่ งปาก: กรณีศกึ ษา
จงั หวดั กาฬสินธุ์
โดย ศริ าภรณ์ มหาโคตร และคณะ โรงพยาบาลกมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์

15.39 หมู่บา้ นสมุนไพรเพ่ือพฒั นาเศรษฐกิจชุมชนบ้านหนองสุวรรณ
หมทู่ ่ี 8 ตําบลบา้ นกลาง อาํ เภอสอง จังหวัดแพร่ ประจําปีงบประมาณ 2563
โดย ผู้ชว่ ยศาสตราจารย์ ดร.วรรณา มงั กติ ะ และคณะ
คลนิ กิ เทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแมโ่ จ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ
บรรณานุกรม

กระเจี๊ยบแดง

2

การผสมพันธุ์และคัดเลือกพันธกุ์ ระเจยี๊ บแดงทใ่ี หเ้ ปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง
โดย อรณุ ี ใจเถงิ และคณะ

สถาบนั วจิ ัยพชื สวน กรมวชิ าการเกษตร

การผสมพันธุ์และคัดเลือกพันธุ์กระเจี๊ยบแดงที่ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง ดำเนินการทดลองที่ศูนย์วิจัย
พืชสวนเชียงราย เพื่อให้ได้พันธุ์ที่ให้ผลผลิตและปริมาณน้ำมันสูง โดยปลูกและผสมพันธุ์แบบพบกันหมด ไม่รวม
ผสมกลบั ในกลุ่มพนั ธุ์ทีเ่ หมาะสำหรบั เป็นพ่อแม่พันธ์ุในการปรับปรุงพันธเ์ุ พ่ือผลิตน้ำมันจากเมล็ด CRI 02 CRI 03
และ CRI 08 และกลุ่มพันธุ์ที่เหมาะสำหรับการปรับปรุงพันธุ์เพื่อผลิตกลีบสดและแห้ง CRI 01 CRI 03 CRI 05
และ CRI 08 ในฤดูกาลที่ 1 (สิงหาคม 2561 – มกราคม 2662) ทำการคัดเลือกต้นลูกผสม F1 ในฤดูกาลที่ 2
(กันยายน 2562 – กุมภาพันธ์ 2563) พบว่า ต้นลูกผสมมีการเจริญเติบโตดี มีความสม่ำเสมอของลักษณะใบ สีลำต้น
และสีกลีบ ในกลุ่มลูกผสมที่ปลูกจากพ่อแม่พันธุ์เพื่อผลิตน้ำมันจากเมล็ดมีผลผลิตเมล็ดแห้ง ปริมาณน้ำมัน
และกลีบสด สูงกว่าพันธุ์การค้า คือ CR1 02 x CR1 08 และ CR1 03 x CR1 08 โดยมีผลผลิตเมล็ดแห้งเฉลี่ย
69.78 และ 75.10 กก./ไร่ ปริมาณน้ำมัน 11.50 และ 14.00 % ผลผลิตกลีบสดเฉลี่ย 462.30 และ 686.53
กก./ไร่ ตามลำดับ กลุ่มลูกผสมท่ีมาจากพ่อแม่พันธ์ุท่ีเหมาะสำหรบั การปรับปรงุ พันธุ์เพื่อผลิตกลีบสดและแห้ง มี
ผลผลิตกลีบที่ดี คือ CR1 01 x CR1 05 และ CR1 03 x CR1 08 เนื่องจากมีผลผลิตกลีบสดและปริมาณ
แอนโทไซยานินสูงกว่าพันธุ์การค้า โดย CR1 01 x CR1 05 และ CR1 03 x CR1 08 มีผลผลิตกลีบสด 399.06
และ 686.53 กก./ไร่ ปริมาณแอนโทไซยานิน 137.31 และ 121.72 มก./วัตถุดิบ 100 ก. ตามลำดับ ส่วนพันธุ์
การค้า มีผลผลิตกลีบสดรวมท้ังผลเฉลี่ย 939.41 กก./ไร่ ผลผลิตกลีบสด 293.00 กก./ไร่ ปริมาณน้ำมัน 11.44 %
และปริมาณแอนโทไซยานิน 117.13 มก./วัตถุดิบ 100 ก. ขณะนี้ยังดำเนินการปรับปรุงพันธุ์ต่อตาม
แผนการปรับปรุงพนั ธุ์

3

กระชาย

4

กระชายนั้นแก้โรคอนั เกดิ แตใ่ นปาก
โดย ณฐั ดนัย มสุ ิกวงศ์

มลู นธิ ิโรงพยาบาลเจา้ พระยาอภัยภเู บศร

กระชายเป็นพืชที่ถูกบรรจุในบัญชีสมุนไพรในสาธารณสุขมูลฐาน มีรสเผ็ดร้อน ขม ซึ่งแนะนำให้ใช้
สำหรับประชาชนทุกคนในการดแู ลอาการเจ็บป่วยเบ้อื งตน้ โดยมีสรรพคณุ แก้แนน่ ท้อง ทอ้ งอดื ทอ้ งเฟ้อ จกุ เสยี ด
โดยนำเหง้าแหง้ ประมาณครง่ึ กำมือตม้ กบั นำ้ สะอาด รินเอาเฉพาะดม่ื รวมทงั้ ยังถกู เรยี กวา่ “Thai ginseng” หรือ
“โสมไทย” ใช้บำรุงสมรรถภาพทางเพศในการแพทย์พื้นบ้าน ถือว่าเป็นยาอายุวัฒนะชะลอความเสื่อมวัยของ
อวัยวะ พืชชนิดนี้มีสารประกอบทางเคมีเกือบ 100 ชนิด มีฤทธิ์ทางยาที่หลากหลาย รวมถึงฤทธิ์ยับยั้ง
การสร้างไบโอฟิล์มจากเชื้อก่อโรคในช่องปาก ไบโอฟิล์มที่หนาขึ้นอาจระคายเคืองเหงือกส่งผลให้ร่างกาย
เกิดปฏิกิริยาและแสดงอาการอักเสบของเหงือก โดยเกิดจากการสะสมของเชื้อโรค การรักษาในปัจจุบันเน้นการ
กำจัดเช้ือก่อโรคในช่องปาก โดยการขูดหินปูนน้ำลาย การเกลารากฟัน และอาจมีการใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วย
ในบางกรณี จากการศึกษาพบว่าสารแพนดูราทิน เอ (Panduratin A) ที่พบในเหง้ากระชายมีผลต่อโรคในช่องปาก
โดยสามารถป้องกันและลดการแพร่กระจายเชื้อก่อโรคในช่องปากได้ ส่งผลให้ลดการสร้างไบโอฟิล์มและลด
ปัญหาเหงือกอักเสบได้ ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนภูมิปัญญาของหมอพื้นบ้านว่า “กระชายนั้นแก้
โรคอันเกดิ แต่ในปาก” การทำตำรบั ยารักษาโรคในปาก ลดกลิ่นปากได้เอง โดยนำเหงา้ กระชายมา 1 กำมอื โขลก
ให้ละเอียด ต้มกับน้ำ 1ลิตร กรองได้น้ำมาใส่เกลือ 1 หยิบมือ ต้มจนเกลือละลาย นำมาอมหลังแปรงฟันไว้สักครู่
คอ่ ยบว้ นท้งิ หรือจะกลนื ลงทอ้ งกไ็ มม่ ีอนั ตรายจากคุณสมบัตดิ ังกลา่ วทำใหส้ ารสกัดกระชายถูกนำมาใชด้ แทนน้ำยา
ฆา่ เชอ้ื แผนปจั จุบนั (chlorhexidine gluconate) ทใี่ ชใ้ นชอ่ งปาก กระชายถกู พฒั นาเป็นผลติ ภัณฑ์ดูแลช่องปาก
ลดปญั หาการติดเช้ือและลดกล่นิ ปากได้

5

การเพม่ิ ประสิทธิภาพการผลิตพชื ตระกลู กระชาย
โดย เกษมศักดิ์ ผลากร และคณะ
กรมวิชาการเกษตร

การรวบรวมพันธ์ุกระชาย (Boesenbergia rotunda (L.) Mansf.) วงศ์ Zingiberaceae เพ่อื รวบรวมกระชายเหลือง
(accession) จากแหลง่ ปลกู เป็นการคา้ และแหลง่ ปลกู อื่นๆ ทีส่ ำรวจพบ ต้งั แตป่ ีพ.ศ. 2558 ถงึ ปี พ.ศ. 2560 นำมาปลูก
คัดเลือกในศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย สถาบันวิจัยพืชสวน โดยจำแนกลักษณะทางสรีระวิทยา ลักษณะทางเกษตร ด้วย
แบบแสดงรายการพืช (catalogue) ของพืชที่มีรูปแบบใกล้เคียงกระวาน (ของ FAO : IPGRI) พืชปทุมมา และกระเจียว
เก็บข้อมูลเป็น 2 ส่วน คือ 1. ข้อมูลพันธุ์ และ 2. ข้อมูลการผลิตสามารถรวบรวมกระชายจากจังหวัดต่างๆ รวม 20
จังหวัด รวม 60 ตัวอย่าง (accession number) ซึ่งพบลักษณะที่แสดงความแตกต่างกันอยู่ที่ส่วนของรากสะสมอาหาร
คือมีรูปร่างยาวคลา้ ยกรวยสามเหล่ียม กับรูปร่างยาวทรงกระบอกปลายพองเป็นตุ้ม ส่วนของใบท่ีมขี นาดใหญ่ หรือเลก็
จะไม่มีความแน่นอนขึ้นกับอยู่ในสภาพที่มีร่มเงา หรือกลางแจ้ง สีใบซึ่งจะพบว่ามีสีออกสีเขียว และสีเขียวแก้มแดง
ปริมาณผลผลิตน้ำมันหอมระเหยจากต่างพื้นที่ปลูก และในพื้นที่จังหวัดเดียวกันไม่แสดงปริมาณน้ำมันหอมระเหย
แตกต่างกันจากการทดสอบ 4 ตัวอย่าง การจำแนกพันธุ์ด้วยวิธีทางดีเอ็นเอจำแนกเป็นกลุ่มแต่ยังไม่สามารถพบความ
แตกตา่ งระดับพนั ธุ์ การประเมนิ ศกั ยภาพการผลติ ของกระชายโดยการเปรียบเทียบพันธจุ์ ากแหลง่ ผลิตในประเทศไทย ที่
รวบรวมพันธุ์ได้จาก 60 ตัวอย่าง คัดเลือกเบื้องต้นนำมา 6 ตัวอย่าง ได้แก่ KR-005-59-001 KR-013-59-002 ST-010-
59-001 RB-003-59-003 CP-008-59-001 และ RB-009-59-001 เปรียบเทียบประเมินศักยภาพการผลิตกระชาย โดย
วางแผนการทดลองแบบ RCB มี 6 กรรมวิธี จำนวน 4 ซ้ำ พบว่าตวั อย่าง RB-003-59-003 การเจริญเตบิ โตสูงสดุ ในด้าน
ความกว้างทรงพุม่ ความกว้างใบ จำนวนราก น้ำหนักเหง้าและรากแห้ง เท่ากับ30.7 เซนติเมตร 9.6 เซนติเมตร 13 ราก
และ 85.4 กรัม/กอ ตามลำดับ มีความแตกต่างทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญ ในด้านความสูงทรงพุ่ม และผลผลิตรวมมี
แนวโน้มสูงกว่ากรรมวิธีอื่น เท่ากับ 54.4 เซนติเมตร และ1,928 กิโลกรัม/ไร่ ตามลำดับ สำหรับปริมาณร้อยละผลผลติ
น้ำมันหอมระเหยพบว่า KR-013-59-002, ST- 010-59-001, RB-003-59-003, CP-008-59-001 มีปริมาณ 0.37%
รองลงมา RB-009-59-001 และ KR-005-59-001 0.33% และ 0.27% ตามลำดบั

การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตกระชาย โดยเปรียบเทียบการผลิตกระชายแบบใช้เทคโนโลยีของเกษตรกร
กับแบบใช้เทคโนโลยีจัดการปัจจัยการผลิตจากแบบจำลอง FAO’s Aqua Crop ใช้ข้อมูลจากพืชอ้างอิงคือปทุมมา
พบว่าการเจริญเติบโตของกระชายไม่แตกต่างทางสถิติเมื่อทำการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ย 2 กลุ่มตัวอย่างด้วย T-test
และอัตราการเจริญเติบโตในแต่ละระยะไม่แตกต่างกัน แต่พบว่าผลผลิตของกระชายที่ใช้เทคโนโลยีของเกษตรกรมี
ผลผลิตสูงกว่าการใช้เทคโนโลยีแบบจำลอง FAO’s Aqua Crop ได้แก่ น้ำหนักสดของราก 199.81 และ 183.11
กรัมต่อต้น น้ำหนักสดของเหง้า 58.55 และ 50.01 กรัมต่อต้น น้ำหนักแห้งของราก 33.60 และ 28.61 กรัมต่อต้น
น้ำหนักแห้งของเหง้า 21.51 และ 18.61 กรัมต่อต้น และผลผลิตที่คิดเป็นกิโลกรัมต่อไร่ พบว่าวิธีเกษตรกรมีค่า
มากกว่าแบบ FAO’s Aqua Crop เช่นกนั คอื 3,535 และ 2,925 กโิ ลกรมั ตอ่ ไร่ ตามลำดับ

6

ผลของสารสกัดกระชายดาํ ต่อสมรรถนะการออกกาํ ลังกาย
โดย ผศ.ดร.กภ.วรี ะพงษ์ ชดิ นอก

คณะสหเวชศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยนเรศวร

วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้เนื่องจากกระชายดํา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โสมไทย ใช้กันมานานในวงการ
แพทย์แผนไทย สารสกัดกระชายดํา มีสารฟลาโวนอยด์ถึง 11 ตัว พบว่า มีผลต่อการทํางานของระบบประสาท
การไหลเวียนของโลหติ และระบบสืบพันธุ์ มีฤทธ์ิต้านการอักเสบ สามารถลดการเกิดแกส๊ ในกระเพาะอาหาร ช่วย
บํารุงร่างกาย และความจํา รวมทั้งทาํ ให้เกิดการขยายตวั ของหลอดเลือด จึงคาดว่านา่ จะมีผลตอ่ สมรรถภาพการ
ออกกําลังกายในมนุษย์ เหมือนกับผลของ ginsenosides ที่สกัดจากโสม ซึ่งช่วยลดภาวะการล้า เพิ่มการขนส่ง
ออกซเิ จนและสารอาหารเขา้ ไปที่กล้ามเนื้อที่ใชใ้ นการออกกําลังกายและกําจัดของเสยี ในกล้ามเนื้อ

การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นการศึกษาเชิงทดลอง (Experimental study) เพื่อทดสอบผลของสารสกัด
กระชายดําต่อสมรรถภาพการออกกําลังกายแบบไม่ใช้ออกซิเจน และสมรรถนะการออกกําลังกายแบบหนัก
สลับเบา ในเพศชายสุขภาพดี อายุระหว่าง 18-35 ปี โดยการทดสอบแบบ Wingate และการทดสอบ Yo-Yo
Intermittent Recovery Level 1

จุดเด่นของงานวิจัย คือ การได้รับสารสกัดกระชายดําในระยะเวลาส้ัน มีผลในการเพ่ิมกําลังสูงสุด
ในการออกกําลังกายแบบไม่ใช้ออกซิเจนในเพศชาย สุขภาพดี จึงอาจนําไปใช้เพิ่มพลังในนักกีฬาบางประเภท
และผู้ทีอ่ อ่ นล้าในระยะสัน้ ได้

7

สารออกฤทธิ์จากกระชายเหลอื ง Boesenbergia pandurate สาํ หรบั ผลติ ภัณฑ์เคร่ืองสําอางเพอื่ ผิวขาว
โดย ดร.สคุ นั ธรส ธาดากติ ตสิ าร

สถาบนั คน้ ควา้ และพฒั นาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์

วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้เนื่องจากสารออกฤทธิ์จากกระชายเหลือง Boesenbergia pandurate
สําหรับผลิตภัณฑ์เครื่องสําอางเพื่อผิวขาว Production of Kaempferia 7andurate Roxb.extracted for
whitening skin applications ผลิตภัณฑ์เครื่องสําอางเพื่อผิวขาวได้รับความนิยมมากในแถบเอเชีย โดยเฉพาะ
ประเทศไทย มกี ารนําเข้าผลติ ภัณฑเ์ คร่อื งสาํ อางจากต่างประเทศในมลู ค่าสงู อยา่ งไรก็ตามยงั พบปญั หาด้านความ
ปลอดภัยของผลติ ภัณฑ์อยบู่ ่อยคร้ัง ดังนนั้ เคร่ืองสาํ อางเพื่อผิวขาวทีม่ ีวตั ถดุ ิบเปน็ สารธรรมชาติจากพชื สมุนไพรไทย
ซึ่งมีความปลอดภัยสูง ราคาไม่แพง จึงเป็นที่ต้องการในท้องตลาด กระชายเหลืองเป็นพืชที่หาได้ง่ายในประเทศไทย
ราคาไม่สูงมาก อีกทั้งในเหง้ากระชายเหลืองมีสารฟลาโวนอยด์ ได้แก่ คาร์ดาโมนิน และแพนดูราติน เอ ซึ่งเป็น
สารออกฤทธ์ทิ ่ีมปี ระสิทธภิ าพดีในการยบั ยั้งการสรา้ งเม็ดสเี มลานิน และไมม่ ีผลข้างเคยี งตอ่ สขุ ภาพ ดงั น้ัน การนํา
สารสกัดจากเหง้ากระชายเหลืองมาประยุกต์ใช้เป็นองค์ประกอบในเครื่องสาํ อางเพื่อผิวขาว จึงเปน็ อีกทางเลือกหนึ่ง
สาํ หรับตลาดเครอ่ื งสาํ อางจากธรรมชาติ

การพัฒนาเทคโนโลยี คือ ได้วิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตสารสกัดจากเหง้ากระชายเหลืองที่มี
องค์ประกอบของสารทมี่ ีฤทธิย์ บั ยั้งการสร้างเมลานินในปริมาณมาก ผลติ สารสกดั จากเหง้ากระชายโดยใชเ้ อนไซม์
เพิ่มประสิทธิภาพที่มีความคงตัวและเพิ่มการออกฤทธิ์ดว้ ยการใช้ระบบการนําส่งสารสําคัญในรูปแบบไลโบโซมท่ี
กักเก็บสารสกัดกระชายเหลืองในอนุภาคขนาดเล็ก ได้สารที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการสรา้ งเมลานิน ไม่เป็นพิษต่อเซลล์
และสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนที่ผิวหนังมนุษย์ได้ สามารถนําไปใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อการผลิตเป็น
ผลติ ภณั ฑ์เครื่องสําอางสําหรับผวิ ขาวกระจ่างใส

จุดเด่นของงานวิจยั คือ 1) เพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทย ได้สารสกัดกระชายที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเมลานิน
และฤทธิ์ต้านอนุมลู อิสระ 2) ใช้เทคโนโลยีผลิตไลโบโซมกกั เก็บสารสกัดชว่ ยเพิ่มประสทิ ธภิ าพและความคงตัว 3)
ได้สารสกัดทใี่ ช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เคร่ืองสําอางท่ีมปี ระสิทธิภาพและปลอดภัย 4) ใช้สารสกัดเป็นส่วนผสม
ในผลติ ภณั ฑ์ตา่ งๆ

8

กระทอ่ ม

9

การพัฒนาพืชกระท่อมเพอ่ื การใช้ในทางการแพทย์ และการพัฒนาตาํ รบั ยาทางการแพทย์ที่มีสารสกดั
มาตรฐานพชื กระทอ่ มเป็นส่วนประกอบ
โดย รศ.ดร.ภญ.จุไรทิพย์ หวังสนิ ทวีกลุ และคณะ (คณะเภสัชศาสตร์)
ผศ.ดร.สมชาย ศรีวริ ิยะจันทร์ และคณะ (คณะวิทยาศาสตร์)
ผศ.นพ.วรวทิ ย์ วาณิชย์สุวรรณ และคณะ (คณะแพทยศาสตร)์
มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์

วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้เนื่องจากสารสกัดใบกระท่อมมีองค์ประกอบทางเคมีหลายกลุ่มได้แก่
Alkaloids, Flavonoids, Triterpenes, Phenolic compounds เป็นตน้ สารสําคัญทพ่ี บในสารสกัดใบกระท่อม
คือ Mitragynine เป็นสารกลุ่ม Indole alkaloids มีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลากหลาย ได้แก่ ฤทธิ์ลดการเจ็บปวด
ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ฤทธิ์กระตุ้นประสาท ฤทธิ์ต้านการซึมเศร้า มีผลต่อความจํา ลดการหลั่งกรด ดังนั้นพืช
กระท่อมจึงมีศักยภาพในการพัฒนาให้มีการใช้ทางการแพทย์แนวทางการพัฒนาตํารับจึงออกแบบขึ้นอยู่กับการ
ใชป้ ระโยชน์หรือขอ้ บง่ ใชใ้ นแต่ละวตั ถุประสงค์

ผลสําเร็จที่เกิดจากงานวิจัย พบกรรมวิธีการสกัดสารจากพืชกระท่อมสู่การพัฒนาตํารับยา คือ สูตร
ตํารับยาเตรียมรูปแบบยาน้ำจากสารสกัดพืชกระท่อม สูตรตํารับยาเตรียมรูปแบบยาเม็ดจากสารสกัด
พชื กระทอ่ ม สูตรตาํ รับยาเตรียมรูปแบบยาแคปซูลจากสารสกัดพืชกระท่อม ผลิตภณั ฑแ์ ผน่ แปะแก้ปวดออกฤทธิ์
เฉพาะท่ีทมี่ ีสารสกัดมาตรฐานพชื กระท่อม สูตรตาํ รับยาอมเม็ดแข็งจากสารสกัดพืชกระท่อม สูตรตํารับยาอมเม็ดนิ่ม
จากสารสกดั พชื กระทอ่ ม สตู รตํารับยาผงแห้งจากสารสกัดพืชกระท่อม

10

การพฒั นาพืชกระท่อมเพอ่ื การใชใ้ นทางการแพทย์
โดย ดร.สมชาย ศรวี ิริยะจนั ทร์

คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์

วัตถุประสงค์ของการวจิ ัยนเี้ นอื่ งจากพืชกระท่อมท่รี ะบุในพระราชบัญญัตยิ าเสพตดิ ใหโ้ ทษ ประเภทท่ี 5
พ.ศ. 2522 ตามมาตรา 3 นั้นหมายถึงเฉพาะ Mitragyna speciosa (Korth.) Havil [Rubiaceae] เป็นพืชที่พบ
ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในทางแพทย์แผนไทยใช้ใบกระท่อม ระงับอาการปวดท้อง แก้บิด แก้ท้องเสีย
ระงับอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย และระงับประสาท นอกจากนี้พืชกระท่อมมีฤทธิ์กระตุ้นคล้ายใบโคคา และ
อาจใช้ทดแทนการใช้ฝิ่นได้ เนื่องจากอาการถอนยาจะรุนแรงน้อยกว่า ประกอบมีรายงานก่อนหน้าที่ใช้พืช
กระท่อมในการบําบัดอาการถอนยาในผู้เสพติดยาเสพติดชนิดอื่นได้ผลอย่างดี ดังนั้นโครงการวิจัยนี้จึงมี
วัตถปุ ระสงคพ์ ัฒนาเภสชั ภณั ฑ์ตน้ แบบจากสารสกัดพชื กระท่อมใชใ้ นการรักษาโรคหรือบําบดั ผูต้ ิดสารเสพติด

การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลักษณะพฤกษศาสตร์ และรูปแบบการสร้าง
สารโดยเฉพาะแอลคาลอยด์ พัฒนาตํารับที่มีสารสกัดจากพืชกระท่อมเป็นส่วนประกอบ โดยเตรียมในรูปของยาเม็ด
และยาน้ำเชื่อม รวมถึงศึกษาคุณลักษณะจําเพาะของยาแต่ละรูปแบบ จุดเด่นของงานวิจัย คือ 1) เภสัชตํารบั ท่มี ี
พืชกระท่อมเป็นส่วนประกอบท้ังรูปแบบยาเม็ด 2) เภสัชตํารับที่มีพืชกระท่อมเป็นส่วนประกอบทั้งรูปแบบ
ยานำ้ เชอ่ื ม

11

การวจิ ยั พืชกระท่อม: ผลกระทบต่อสุขภาพและสังคม
โดย ศ.ดร.พญ.สาวติ รี อษั ณางค์กรชัย และคณะ
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

เนื่องจากพืชกระท่อม (Mitragyna speciosa (Korth.) Havil.) จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5
ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 เนื่องจากกระท่อมเป็นพืชท้องถิ่นและเป็นสารเสพติดที่มีผู้ใช้
มากที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทย ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์จึงได้สนใจดำเนินงานวิจัยเรื่องพืช
กระท่อมมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 โดยได้ดำเนินโครงการวิจัยครอบคลุมในมิติวัฒนธรรม พฤติกรรม สุขภาพ
วิทยาศาสตร์และกฎหมาย

แบบแผนการใช้พืชกระท่อมและผลกระทบตอ่ สขุ ภาพ
จากการวิจยั ทผี่ า่ นมา พบวา่ ชาวบ้านท่ใี ช้พชื กระท่อม โดยการเคี้ยวใบสด เอากา้ นใบออก เคี้ยวคร้ังละ
1-3 ใบขึ้นอยู่กับขนาดของใบกระท่อม บางคนใช้เพียงวันละ 1 ครั้ง ทุกๆ 1 หรือ 2-3 ชั่วโมงต่อคำ หรือเคี้ยว
ตลอดวัน และส่วนใหญ่ใช้กระท่อมร่วมกับเครื่องดื่มประเภทต่างๆ หรือร่วมกับการสบู ใบจาก ผู้ใช้ส่วนใหญ่อยู่ใน
วยั แรงงาน ใชใ้ บกระท่อมเพื่อให้สามารถทำงานได้ทนนาน เพอ่ื สงั สรรค์ และเพอื่ รักษาโรค ผ้ใู ช้พชื กระท่อมส่วนใหญ่
มักเคยมีอาการ “เมา” กระท่อมเมื่อใช้เป็นครั้งแรก เมื่อเคี้ยวใบกระท่อมปริมาณมากติดต่อกัน หรือใช้ในขณะที่
ท้องว่าง หรือเมื่อใช้ใบกระท่อมชนิดที่ทำให้เมา อาการเมากระท่อมจะมีอาการแขนขาอ่อนแรง เดินไม่ไหว
หน้าแดงชาและตึง หูร้อน หูอื้อและชา ง่วง ซึม ลิ้นชา ตาลาย พร่ามัว มึนหัว ปวดหัว อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อยาก
อาเจียนแต่ไม่อาเจียน พะอืดพะอม บางรายมีอาการมาก เวียนศีรษะ อาเจียน มือสั่น ตัวสั่น แน่นหน้าอก
ปวดปัสสาวะอุจจาระแต่ไม่ถ่าย ร้อนไปทั้งตัว เหงื่อออก อาการเหล่านี้มักจะหายไปเองภายใน 5-10 นาที ถ้ามี
อาการมากต้องนอนพัก ส่วนใหญ่ผู้ใช้จะมีวิธีการรักษาอาการดังกลา่ วด้วยตนเอง เช่น นั่งหรือนอนพัก ทำงานให้
เหงอ่ื ออก หรืออาบนำ้ เยน็ กินน้ำเย็น กินผลไมเ้ ปร้ยี ว หรือกนิ อาหาร เป็นต้น
ผู้ใช้พืชกระท่อมมีพฤติกรรมการใช้และอาการที่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์สากล ในการวินิจฉัยภาวะติด
สารเสพติด รวมท้งั มีอาการถอนยาจากใบกระท่อม (kratom withdrawal syndrome) ท่ีมีลักษณะเฉพาะ ภาวะ
เสพติดพชื กระท่อมมีลกั ษณะดังนี้
- มีความต้องการใช้อยา่ งมาก เวลาเดินทางไปที่อ่ืนต้องพกพาใบกระท่อมไปด้วย หากไม่สามารถพกพา
ใบกระท่อมไปได้ ก็จะปฏิเสธหรือหลีกเลี่ยงการเดินทางนั้น จึงมีผลกระทบต่อการทำงานและการดำเนิน
ชวี ติ ประจำวนั
- ไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมการใช้ เคยพยายามเลกิ ใช้กระท่อมแต่ไมส่ ำเรจ็ ควบคุมตวั เองยากมากท่ี
จะไมใ่ ช้กระทอ่ ม
- มีอาการถอนยา เม่ือลดปริมาณหรอื หยดุ ใช้
- มีอาการทนต่อฤทธิข์ องพืชกระท่อม (tolerance) ทำใหต้ อ้ งใชใ้ นปรมิ าณมากขึ้นจึงไดฤ้ ทธ์ิเท่าเดิม

12

- มีความหมกมุ่นกับการใช้กระท่อม ต้องหากระท่อมมาเคี้ยวให้ได้ทุกวัน บางคนต้องมีกระท่อมอยู่ใน
ปากตลอดเวลา กงั วลใจเสมอว่าจะหากระทอ่ มมาใชไ้ ด้อย่างไร

ชาวบ้านในพื้นที่ภาคใต้ ใช้ใบกระท่อมในการรักษาอาการและโรคต่างๆ หลายชนิด เช่น อาการไอ
ท้องร่วง ปวดท้อง ปวดฟัน มักจะใช้ใบกระท่อมเป็นครั้งคราวเมื่อมีอาการ และยังใช้รักษาโรคเรื้อรัง ได้แก่
โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และใช้ทดแทนสารเสพติดชนิดอื่น เช่น มีผู้ที่เคยติดยาบ้า เฮโรอิน และ
เคร่ืองดม่ื แอลกอฮอลท์ เี่ ปล่ยี นมาใช้ใบกระท่อมทดแทนสารเสพตดิ เหล่านนั้ เปน็ ต้น ผู้ที่ใชเ้ พื่อรักษาโรคเรื้อรงั หรือ
ใชท้ ดแทนสารเสพติดชนิดอ่ืน มักจะใชใ้ บกระท่อมเปน็ ประจำจนเกดิ ภาวะติดกระทอ่ ม

ปัจจุบันใบพืชกระท่อมมีการแปรรูปเพื่อสะดวกในการใช้ เช่น แปรรูปเป็นกระท่อมผง กระท่อมตากแห้ง
หรือนำน้ำต้มใบกระท่อมไปผสมกับสาร/ยาอื่นตามที่ตนเองหรือกลุ่มของตนอยากจะให้มีฤทธิ์ตามที่ต้องการ ซึ่ง
รู้จักกันในชื่อว่า 4x100 ปัจจุบันวัตถุประสงค์ในการใช้พืชกระท่อม รวมทั้งกลุ่มผู้ใช้ ได้ถูกเปลี่ยนไปจากเดิม
กลายเป็นกลุม่ วัยรุ่น ซึ่งใช้เพ่ือความสนกุ สนาน คึกคะนอง สิ่งที่ตามมาคือ ปัญหาอาชญากรรม เช่น การลักขโมย
การค้ากระท่อม การรวมกลุ่มเพื่อทำพฤติกรรมเสี่ยงหรือผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหาสังคม น้ำผสม 4x100 มี
ส่วนผสมหลายชนิดขึ้นกับผู้ใช้ ส่วนผสมหลักคือ น้ำต้มใบกระท่อม น้ำอัดลม (โค้ก) และยาแก้ไอ หรือยาอื่นๆ
ผลกระทบของการใช้สี่คูณร้อยขึ้นกับส่วนผสม และปริมาณของสารที่ใช้ร่วม พืชกระท่อมมีสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท
สว่ นนำ้ อัดลมมสี ารคาเฟอีนซงึ่ กระตุน้ สมองส่วนกลาง ยาแกไ้ อทำใหง้ ว่ งซึม หรอื ยาชนิดอ่ืนท่นี ำมาผสมอาจเป็นยา
นอนหลบั มฤี ทธิก์ ดประสาท เม่ือนำมาผสมเขา้ ด้วยกันจะออกฤทธ์ทิ เ่ี ปน็ อนั ตรายตอ่ ร่างกายในระยะยาว

สมบตั ิทางเภสัชวทิ ยา
พบสารมิตรากัยนิน (mitragynine) ซึ่งเป็นสารอัลคาลอยด์หลักในพืชกระท่อม มีสมบัติทำให้สามารถ
ลดปริมาณอาหารและนำ้ ท่ีบรโิ ภค ลดการเคล่ือนทข่ี องอาหารในลำไส้เล็กสว่ นตน้ คลายกล้ามเน้อื ระงับปวด เพิ่ม
อัตราการนำกลูโคสเข้าสู่เซลล์ บรรเทาอาการถอนยาจากเอทานอลและมอร์ฟีนในสัตว์ทดลองได้ ในการศึกษา
ความเปน็ พิษของใบกระท่อม พบวา่ เมือ่ ให้สารสกัดเมทานอลจากใบกระท่อมแบบเฉียบพลันในขนาด 4.90กรัม/
กก. หรือสารสกัดอัลคาลอยด์ในขนาด 173.20 มก./กก. จะทำให้สัตว์ทดลองตายไป 50% (LD50) การให้สาร
สกัดเมทานอลจากใบกระท่อมในขนาดสงู ทำให้ ระดบั เอนไซมใ์ นตบั ไตรกลีเซอไรด์ และโคเลสเตอรอลสงู ข้นึ สว่ น
สารสกัดในขนาดสูง 1,000 มก./กก. ทำให้ creatinine สูงขึ้น ซึ่งอาจเป็นพิษต่อไต แต่ไม่มีผลต่อน้ำหนักตัว
ปริมาณอาหารและน้ำที่บริโภค หรือค่าต่างๆ ทางโลหิตวิทยา ส่วนการให้สารสกัดพืชกระท่อมแบบเรื้อรังไม่ได้
ก่อใหเ้ กิดอาการพษิ ที่เด่นชัดในหนูขาว ดงั น้ันถ้าบริโภคพชื กระท่อมในขนาดปกติ ความเป็นพษิ จะเกิดข้นึ นอ้ ยมาก
รวมทั้งได้พัฒนาวิธีวิเคราะห์มิตรากัยนินในพืชกระท่อมหรือในนำ้ ต้มกระท่อมโดยใชว้ ิธี ELISA
การศึกษาที่ผ่านมาได้ให้คำตอบเป็นอย่างดีในด้านแบบแผนการใช้พืชกระท่อม ลักษณะอาการและ
อาการแสดงของภาวะติดและภาวะขาดกระท่อม มีการพัฒนาเครื่องมือคัดกรองและประเมินอาการของภาวะ
ดังกล่าว และภาวะสุขภาพระยะสั้นของผู้ที่ใช้ใบกระท่อม รวมทั้งองค์ความรู้ทางด้านเภสัชจลนศาสตร์และเภสชั
พลศาสตร์ของพืชกระท่อมในมนุษย์ซึ่งทีมวิจัยพืชกระท่อมจากคณะแพทยศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ และคณะ

13

วิทยาศาสตร์กำลังดำเนินงานศึกษาวิจัยในเรื่องนี้ เพื่อเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวางแผนมาตรการ
ทางสาธารณสุขและการแพทย์ท้ังในการป้องกันและดูแลรักษาผู้ท่ีมีปัญหาสุขภาพจากการใช้พชื กระท่อมและผู้ใช้
สารเสพติดชนิดอ่ืน รวมท้งั ในการพัฒนาศักยภาพของพืชสมนุ ไพรธรรมชาติให้เป็นประโยชน์อีกด้วย พ้ืนที่ภาคใต้
ของประเทศไทย เป็นพื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดที่จะดำเนินการศึกษาวิจัยในประเด็นนี้ งานวิจัยด้านพืชกระท่อม
ยังเป็นประเด็นที่ควรมีการศึกษาติดตามต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งต้องการข้อมูล
ทางวิทยาศาสตร์ และสงั คมศาสตร์มาใชใ้ นการปรบั เปลยี่ นกฎหมายด้านยาเสพตดิ ของประเทศ

14

กญั ชง

15

การพฒั นาระบบฐานขอ้ มูลพืชสมนุ ไพรกญั ชง มหาวิทยาลัยแม่โจ้
โดย สุภกั ตร์ ปัญญา และคณะ
มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ระบบงานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลพืชสมุนไพรกัญชงของมหาวิทยาลัยแม่โจ้
ในรูปแบบเว็บแอพพลิเคชั่นและระบบสารสนเทศเผยแพร่องค์ความรู้พืชสมุนไพรกัญชง เป็นประโยชน์ต่อการ
เรียนการสอนแก่นักศึกษาด้านศึกษาพืชสมุนไพร ศึกษาวิจัยด้านการแพทย์และการใช้ประโยชน์ด้านอื่นๆ โดย
ข้อมูลที่ไดจ้ ากการศกึ ษารวบรวมจากสาขาวิชาวทิ ยาการสมุนไพร คณะผลิตกรรมการเกษตรและแหล่งความรู้จาก
ภายนอกมหาวิทยาลัย ระบบงานพัฒนาขึ้นเขียนโปรแกรมด้วยภาษา ASP.NET ฐานข้อมูล Microsoft SQL
Server วิเคราะห์และออกแบบเพื่อหารูปแบบเกี่ยวกับสารสนเทศ ให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยใช้
หลักการตามวงจรการพัฒนาระบบ (System Development Life Circle: SDLC) ใช้แผนภาพยูสเคสช่วย
ออกแบบระบบการทำงาน การใช้แผนภาพคอมโพแนนท์ช่วยออกแบบฐานข้อมูล โครงสร้างและส่วนประกอบ
ของผังเว็บไซต์ ผลของการพัฒนาระบบงาน พบว่า ได้เว็บแอพลิเคชั่นประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ 1) ส่วน
แสดงผลหน้าเว็บไซต์หลัก (Front End) เพื่อให้บุคคลทั่วไปที่สนใจเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวกับประวัติความเป็นมา
ข้อมูลสมุนไพรกัญชง ข่าว/บทความสมุนไพรกัญชง งานวิจัยด้านสมุนไพรกัญชง และเว็บไซต์สมุนไพรกัญชงที่
เก่ยี วขอ้ งใหก้ ับผูเ้ ยีย่ มชมเวบ็ ไซต์ทว่ั ๆ ไป และ 2) สว่ นการจดั การข้อมลู สำหรับผู้ดแู ลระบบ (Back End) เป็นสว่ น
ที่ใช้ในการบริหารจัดการเนื้อหาข้อมูล จัดการข้อมูลลงในฐานข้อมูลและโครงสร้างเว็บไซต์ การเข้าถึงเว็บไซต์
https://hemp.mju.ac.th ผลการประเมินความพึงพอใจต่อการใช้เว็บไซต์ รวมทั้งสิ้น 75 คน มีระดับ
ความพึงพอใจในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีคะแนน ค่าเฉลี่ย 4.19 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.52 แสดงว่า
ระบบทพี่ ฒั นาข้นึ มาน้สี ามารถทำงานไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพในระดบั มากและสามารถนำไปใชง้ านจรงิ ได้ต่อไป

16

กญั ชา

17

กรณีศึกษานโยบายกญั ชาทางการแพทย:์ สถานการณ์ ผลกระทบ แนวทางจดั การ
และขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบายสำหรบั ประเทศไทย
โดย รศ.นพ.ธรี ะ วรธนารัตน์
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลยั

งานวิจัยนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมจากฐานข้อมูลวิชาการทางการแพทย์ ครอบคลุมสถานการณ์
ผลกระทบ และกลไกควบคุมกำกับการดำเนินนโยบายกัญชาทางการแพทย์ของประเทศต่างๆ ทัว่ โลก ตั้งแต่อดีตจนถึง
ปัจจุบัน (มีนาคม 2563) เพื่อให้เห็นขอบเขตองค์ความรู้ที่มีอยู่ในปัจจุบัน และสามารถนำมาประเมินความเป็นเหตุ
เปน็ ผลของการผลักดันและขับเคล่ือนนโยบายกัญชาทางการแพทย์ ทงั้ นน้ี โยบายกัญชาทางการแพทย์ในหลายประเทศ
ไดร้ ับการผลักดันดว้ ยเหตุผลหลักสามประการ ได้แก่ 1) สรรพคุณทางการแพทย์ 2) ผลเสียที่ได้รับการอ้างว่าน้อยกว่า
ยาเสพติดประเภทอื่นและผลพลอยได้ในแง่การใช้เพื่อทดแทนและลดปัญหาจากยาเสพติดอื่น และ 3) ประโยชน์ในแง่
รายไดจ้ ากการพาณชิ ย์ของห่วงโซ่การผลิตกัญชาทางการแพทย์ และการลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้ป่วยโรคต่างๆ

จากผลการศึกษาการขับเคลื่อนนโยบายกัญชาทางการแพทย์ของประเทศต่างๆ ทั่วโลกนั้น หากว่ากัน
ตามหลักฐานเชงิ ประจักษ์ คงไม่สามารถตอบได้เต็มปากวา่ เป็นนโยบายท่ีถูกผลักดันและขบั เคลื่อนด้วยเหตุผลที่ดี
พอตามที่กล่าวอ้าง และมีแนวโน้มท่ีกระแสการขับเคลื่อนนโยบายกัญชาทางการแพทย์จะถูกนำไปใช้เป็นสะพาน
ไปสู่การเรียกร้องให้เกิดนโยบายเสรีกัญชาในอนาคต นอกจากน้ี นโยบายกัญชาทางการแพทย์ที่แต่ละประเทศ
ดำเนินการลว้ นมคี วามแตกต่างกันอยา่ งมาก โดยสามารถจำแนกตามลกั ษณะสำคัญ ดงั นี้

1. Population: มกี ารกำหนดกลุ่มเป้าหมายสำหรับนโยบายกัญชาทางการแพทย์ที่มีความหลากหลาย
ต้งั แต่ผูป้ ่วยท่มี ีโรคที่เฉพาะเจาะจง ไปจนถงึ การใชเ้ พอื่ บรรเทาอาการสำหรับประชาชนในวงกว้าง

2. Procurement: มีการกำหนดแหล่งที่มาของกัญชาและผลิตภัณฑ์จากกัญชาที่แตกต่างกันมากใน
แต่ละประเทศ มีทงั้ แบบท่ใี หป้ ลูกใช้เองท่ีบ้าน ใหผ้ ลติ ในประเทศ หรอื ให้เฉพาะนำเข้าผลิตภัณฑจ์ ากต่างประเทศ
หรือหลายรูปแบบร่วมกัน

3. Products: มีการรับรองให้ใช้กัญชาทางการแพทย์ในหลายลักษณะแตกต่างกันไป ตั้งแต่การใช้ใน
รูปแบบส่วนของสมุนไพรมาเป็นยารักษาบรรเทาอาการ การใช้ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากกัญชา เช่น น้ำมัน ยาง หรือแม้แต่การ
อนุญาตใหใ้ ชเ้ ฉพาะสารสกัดจากกญั ชาที่ไดร้ ับการพิสจู น์ตามมาตรฐานทางการแพทยแ์ ผนปจั จุบันและข้ึนทะเบียนเป็นยาแผน
ปัจจบุ ันสำหรบั รกั ษาเฉพาะโรคเท่าน้ัน นอกจากนย้ี ังมที ้ังในลักษณะท่ีจำกัดปริมาณสาร THC, CBD และทไี่ ม่จำกัดปริมาณ

4. Platform: ลกั ษณะการดำเนนิ การขับเคลื่อนนโยบายกัญชาทางการแพทย์นั้นมคี วามแตกต่างกันไป
ในแต่ละประเทศ แบ่งออกเป็น กลุ่มประเทศที่ควบคุมให้ใช้เฉพาะทางการแพทย์แผนปัจจุบันในสถานพยาบาล
กล่มุ ประเทศท่ใี ชไ้ ด้ทงั้ ในสถานพยาบาลหรือนอกสถานพยาบาล และกล่มุ ประเทศที่ไม่ระบุ

5. Prescription: หากมองในภาพรวมจะพบว่า ประเทศที่ดำเนินนโยบายกัญชาทางการแพทย์นั้นจะ
กำหนดให้มีการสั่งจ่ายโดยแพทย์ มบี างส่วนทก่ี ำหนดคุณสมบัติเฉพาะของผู้ส่งั จ่ายท่ีต้องผ่านการอบรม หรือเป็น

18

แพทยท์ ีเ่ ชยี่ วชาญเฉพาะดา้ น มสี ว่ นนอ้ ยท่ใี ห้จ่ายได้เองผา่ นทางร้านขายยาที่ข้ึนทะเบยี นกบั รฐั และส่วนน้อยที่จะ
ให้เขา้ ถงึ กัญชาทางการแพทย์ได้เองโดยเสรีโดยไม่ต้องสง่ั จ่ายโดยบคุ ลากรทางการแพทย์

6. Professional responsiveness: ประเทศสว่ นใหญ่ที่ขับเคลื่อนนโยบายกญั ชาทางการแพทย์น้ันมัก
มีลักษณะการผลักดันและขับเคลื่อนผ่านกลไกราชการ ผ่านทางกระทรวงสุขภาพหรือกระทรวงสาธารณสุขโดย
มิได้มีหลักฐานที่ชัดเจนของสภาวิชาชีพทางการแพทย์ และมีบางประเทศที่มีหลักฐานเรื่องการไม่ยอมรับใน
สรรพคุณของกัญชาและความกังวลเรื่องความปลอดภัยในการใช้กัญชาทางการแพทย์ จนเป็นเหตุให้เ กิดความ
ขัดแย้งระหวา่ งรฐั กับหน่วยงานสขุ ภาพ หรือองคก์ รวชิ าชีพ

7. Permission and regulation: ระบบการควบคุมกำกับ และเฝ้าระวังของแต่ละประเทศนั้นมีความ
แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่มักใช้กลไกของกระทรวงสุขภาพหรือกระทรวงสาธารณสุข ในขณะที่บางประเทศตั้ง
หน่วยงานเฉพาะขึ้นมาเพ่ือดูแลงานกัญชาทางการแพทย์โดยเฉพาะ และมีบางประเทศที่ให้หน่วยงานด้านอื่นๆ
เปน็ ผูด้ แู ล เช่น หน่วยงานดา้ นความม่นั คง และหนว่ ยงานด้านส่ิงแวดลอ้ มเปน็ ต้น

สำหรับประเทศไทยเรานั้น การดำเนินงานของหน่วยงานต่างๆ ในอดีตจนถึงปัจจุบัน แม้จะมี
ความก้าวหนา้ ตามภารกิจและบทบาทหน้าท่ีของแต่ละฝ่าย แตย่ ังมีประเด็นปญั หาสำคัญท่ตี ้องไดร้ ับการพิจารณา
6 เรื่องหลัก ได้แก่ ปัญหาด้านความรู้ ความเข้าใจ และความเชื่อเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์, ผลกระทบต่อ
ระบบการดูแลรักษาทางการแพทย์, การแพร่ระบาดของข่าวลวง และโฆษณาประชาสัมพันธ์ลวง, การขยายตัว
อย่างรวดเร็วของธุรกิจค้าขายกัญชา, ปัญหาด้านระบบการสร้างองค์ความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับกัญชา และ
ปญั หาด้านสังคมจากนโยบายกัญชาทางการแพทย์ ขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบายในการจัดการควบคุม ติดตาม กำกับ
การดำเนินนโยบายกัญชาทางการแพทย์สำหรับประเทศไทย ประกอบด้วยมาตรการสำคัญ ได้แก่ พัฒนาระบบ
จดั การและเผยแพร่ข้อมูลขา่ วสารด้านสุขภาพในเรื่องกัญชาและสารสกดั จากกัญชาท่ีใช้ทางการแพทย์, วิเคราะห์
สถานการณ์ของระบบบริการสุขภาพทั้งในรูปแบบแผนปัจจุบัน และการแพทย์ทางเลือก และวางแผนให้เกิด
มาตรฐานการดูแลรักษา และ/หรือการวิจัยกัญชาทางการแพทย์สำหรับการแพทย์โดยอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ที่
เป็นที่ยอมรับระดับสากล บูรณาการการทำงาน และพัฒนาแผนเพื่อป้องกัน ควบคุม และแก้ไขปัญหาการแพร่
ระบาดของข่าวลวง และโฆษณาประชาสัมพันธ์ลวงเพื่อหวังผลเชิงพาณิชย์และอื่นๆ พัฒนานโยบาย และระบบ
เฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพ และสังคม จากการดำเนินนโยบายการใช้กัญชาทางการแพทย์ในประเทศไทย
และวางแผนการศึกษาวิจยั กัญชาทางการแพทย์อยา่ งเปน็ ระบบ โดยยึดตามมาตรฐานสากล

19

ขมนิ้ ชนั

20

การรวบรวมและคัดเลือกสายตน้ ขม้ินชันเพ่ือทนทานโรคเหี่ยวจากเช้ือแบคทเี รีย
โดย รตั ิกาล ยทุ ธศลิ ป์ และคณะ
กรมวิชาการเกษตร

การรวบรวมและคัดเลือกสายต้นขมิ้นชันเพื่อทนทานโรคเหี่ยวจากเชื้อแบคทีเรีย ดำเนินการระหว่างปี
2559-2563 โดยมีวัตถุประสงคเ์ พื่อคัดเลือกให้ได้สายพันธุ์ขมิน้ ชันที่ทนทานต่อโรคเหี่ยวจากเชื้อแบคทีเรยี มีการ
ดำเนนิ งาน 3 ข้ันตอน คือ 1) รวบรวมสายต้นขม้นิ ชนั จากแหลง่ ปลูกการค้าในแปลงท่ีพบการระบาดของโรค โดย
ในปี 2559-2560 คัดเลือกจากแหล่งปลูกเศรษฐกิจ 13 จังหวัด จำนวน 29 สายพันธุ์ มาศึกษาลักษณะทางการ
เกษตรและขยายพันธ์ุ 2) ทดสอบความทนทานต่อโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยการปลูกเชื้อ Ralstonia
solanacearum ไอโซเลต RS-S กบั ต้นขมน้ิ อายุ 3 เดอื น 2 คร้ัง พบว่า ครั้งท่ี 1 หลังการปลูกเชอ้ื 28 วัน คดั เลือก
สายพนั ธุท์ แ่ี สดงอาการของโรคน้อยที่สุดและมีความรุนแรงของโรคไม่เกนิ ระดับ 3 ได้ 15 สายพนั ธ์ุ จากน้ันนำมา
ทดสอบครั้งที่ 2 ซึ่งหลังการปลกู เชื้อนาน 90 วัน พบว่า มี 6 สายพันธ์ุ มีเปอร์เซ็นต์การเกิดโรคท่ีแสดงอาการเป็น
แผลสีน้ำตาลที่ลำต้นและหัว น้อยกว่า 50% และ 3) คัดเลือกสายพันธุ์ที่แสดงอาการของโรคต่ำกว่า 50% ปลูก
ทดสอบในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคเหี่ยว 2 แปลง คือ จังหวัดตรังและพัทลุง ปลูกเปรียบเทียบกับพันธ์ุ
แนะนำของกรมวิชาการเกษตร มีการวางแผนการทดลองแบบ RCB มี 8 กรรมวิธี 4 ซ้ำ ปฏิบัติดูแลรักษาตาม
คำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ดา้ นการเจรญิ เติบโตทางลำต้น พบวา่ แตล่ ะสายพนั ธมุ์ ีความแตกตา่ งกนั ต้ังแต่
การแตกกอ ขนาดลำต้น จำนวนใบและขนาดใบ ส่วนในด้านโรค พบว่า ขมิ้นชันเริ่มแสดงอาการโรคเหี่ยวตั้งแต่
อายุ 2 เดือน โดยที่อายุ 6 เดือน พบว่า T15 CPN 3, T18 SNI 2 และ T24 PLG 1 มีความอ่อนแอต่อโรคนี้มาก
โดยมีเปอร์เซ็นต์การเกิดโรคและระดับความรุนแรงโรคสูงทั้งในแปลงจังหวัดตรังและพัทลุง ส่วน T27 SKA 1,
T28 TRG 1 และ T29 TRG 84-2 (พันธุ์แนะนำ) มีความทนทานต่อโรคเหี่ยวปานกลาง ขณะท่ี T21 KBI 2 มี
ความทนทานต่อโรคสูงสุดโดยไม่พบการเกิดโรคจากเชื้อแบคทีเรียทั้ง 2 แปลง ทั้งนี้อาจเพราะลักษณะต้นมี
ขนาดใหญ่และมีความแข็งแรงกว่าสายพันธุ์อื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด อย่างไรก็ตามยังขาดข้อมูลด้านผลผลิตและ
คุณภาพ เน่ืองจากยงั ไมไ่ ด้เก็บเกีย่ ว ซงึ่ จะเก็บเกยี่ วผลผลติ ในชว่ งต้นเดอื นมีนาคม 2564

21
ขมิน้ ชันกับ PM 2.5

โดย อญั ชิสา กทั ลี
มลู นิธิโรงพยาบาลเจา้ พระยาอภยั ภูเบศร

ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ฝุ่นละออง PM 2.5 เป็นปัญหากระทบต่อสุขภาพ มีสมุนไพรทางเลือก
หลากหลายชนิดที่มีข้อมูลว่าช่วยต้านพิษจากฝุ่น PM 2.5 ได้ เช่น หญ้าดอกขาว รางจืด มะขามป้อม ฟ้าทะลายโจร
เป็นต้น ในส่วนของขมิ้นชัน พบว่า การรับประทานแกงที่มีขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบมีผลดีต่อระบบทางเดิน
หายใจ ช่วยเพม่ิ สมรรถภาพของปอด และเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภยั สูง ขมิ้นชันจงึ อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
ที่แนะนำให้ประชาชนไดใ้ ชด้ ูแลสุขภาพในชว่ งวกิ ฤตของสถานการณ์มลพษิ จากฝุน่ ละออง

การศึกษาเกี่ยวกับอาหารที่มีขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบกับการทำงานของปอดในผู้สูงอายุชาวเอเ ชีย
ปัจจุบันงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสารอาหารที่มีผลต่อสุขภาพระบบทางเดินหายใจในมนุษย์ยังไม่ชัดเจนนัก ใน
ขม้ินชันมีสารเคอร์คูมินท่ีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบท่ีดี และมักถูกนำไปใช้เป็นส่วนประกอบ
ในอาหารของชาวเอเชียเป็นสว่ นใหญ่ จึงเป็นที่มาของการศึกษาวิจัย โดยการศึกษานี้เป็นการศึกษาความสัมพันธ์
ระหว่างการบริโภคแกงที่มีขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบกับการทำงานของปอดในผู้สูบบุหรี่ ผู้เคยสูบบุหรี่ และผู้ไม่
สบู บุหรี่ ซง่ึ เปน็ ผูส้ ูงอายชุ าวจีน จำนวน 2,478 คน ท่ีมีอายุต้งั แต่ 55 ปขี ้นึ ไป

ผลการศึกษาพบว่า การบริโภคแกงที่มีขมิ้นชันเป็นส่วนประกอบ (อย่างน้อยเดือนละครั้ง) มี
ความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับค่าสมรรถภาพของปอด (FEV1 และ FEV1/FVC) ที่ดีขึ้น การเพิ่มปริมาณของ
การบริโภคแกง วัดจากความถี่ของการบริโภค (ไม่บ่อยหรือน้อย ตามโอกาสบ่อย และบ่อยมาก) มีความสัมพันธ์
อย่างมีนัยสำคัญกับค่าเฉลี่ยของสมรรถภาพของปอดที่สูงขึ้น หมายความว่า ยิ่งบริโภคแกงที่มีขมิ้นชันเป็น
ส่วนประกอบมาก สมรรถภาพของปอดยิ่งสูงมากขึ้น และผลการศึกษาระหว่างกลุ่มที่บริโภคแกงที่มีขมิ้นชันและ
กลุ่มที่ไม่บริโภคแกง พบว่า ค่าสมรรถภาพของปอด (FEV1) มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ในกลุ่มผู้สูบบุหรี่ และผู้เคยสูบบุหรี่ กลุ่มผู้สูบบุหรี่ ค่าเฉลี่ยสมรรถภาพของปอด ในผู้ที่บริโภคแกงที่มีขมิ้นชัน
เพิ่มขึ้น 9.2% ส่วนในกลุ่มผู้เคยสูบบุหรี่ ค่าเฉลี่ยสมรรถภาพของปอดเพิ่มขึ้น 10.3% และในกลุ่มผู้ไม่สูบบุหรี่
ค่าเฉลี่ยสมรรถภาพของปอดเพิ่มขึ้น 1.5% จากผลการศึกษาจะเห็นว่า สารเคอร์คูมินในขมิ้นชันมีฤทธิ์ในการ
ป้องกันการถูกทำลายของปอดโดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูบบุหรี่และผู้เคยสูบบุหรี่ ซึ่งควรได้รับการศึกษาทางคลินิค
ตอ่ ไป

22

ประสิทธิผลของการใชข้ ม้ินชันรว่ มในการรกั ษาผู้ป่วยโรคซมึ เศรา้
โดย รศ.พญ.บรุ ณี กาญจนถวัลย์

คณะแพทยศาสตร์ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั

วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้เนื่องจากการรักษาโรคซึมเศร้าด้วยยาต้านเศร้า ซึ่งใช้หลักการของทฤษฎี
monoamine ในปัจจุบันพบว่าใหผ้ ลการรักษาเพียง 50-60 % ขณะที่องค์ความรู้ใหม่พบว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศรา้ มี
ภาวะ inflammation และ oxidative stress สูงสารที่ มี anti-inflammatory effect และanti-oxidative
effect สงู เชน่ ขมิ้นชนั น่าจะเป็นกลไกสาํ คญั ทีม่ โี อกาสพฒั นาเปน็ ยาตา้ นเศรา้ หรือเป็นยาเสริมยาต้านเศร้าได้ใน
อนาคต โดยมีส่วนช่วยในการรักษาให้หายเร็วขึ้น อัตราการหายมากขึ้นหรือลดปริมาณการใช้ยาต้านเศร้าท่ี
จําเป็นต้องใช้ลงไปได้ การใช้สมุนไพรไทยที่ไม่มีผลข้างเคียง หรือมีผลข้างเคียงตํ่ามากร่วม กับมีหลักฐานการ
ศึกษาวจิ ัยทีม่ ีระเบียบวจิ ยั ท่นี ่าเชื่อถือรองรบั จะเพมิ่ ความเชื่อม่นั ให้กับผู้ปว่ ยมีโอกาสใหค้ วามร่วมมือกบั การรักษา
มากขึ้นด้วยความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพและความปลอดภัยของสมุนไพร ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการรักษาโรค
เป็นอยา่ งยิ่ง

การพัฒนาเทคโนโลยี สามารถลดความรุนแรงของอาการซึมเศร้าโดยเสริมสารสกัดขมิ้นชัน 1500
mg/day ร่วมกับยาต้านเศร้ามาตรฐาน โดยพบว่า สามารถลดอาการซึมเศร้าได้ดีกว่าผู้ที่ได้รับยาต้านเศร้า
มาตรฐานร่วมกับ placebo เห็นผลแตกต่างชัดเจนในสัปดาห์ที่ 12 และ 16 จุดเด่นของงานวิจัย คือ 1) การนํา
สมุนไพรไทย คือ ขมิ้นชันมาช่วยเสริมยาต้านเศร้ามาตรฐานในการรักษาโรคซึมเศร้า พบว่า ได้ผลดี
ผู้ป่วยมีความมั่นใจและสบายใจที่จะใช้สมุนไพรที่เป็นสารธรรมชาติในการร่วมรักษาโรค และพอใจผลการรักษา
การใช้สารสกัดขมิ้นชันปริมาณตั้งแต่ 500 mg/day ปรับเพิ่มขนาดจนถึง 1500 mg/day ในระยะเวลา 12
สปั ดาห์ ไม่พบวา่ มีผลข้างเคยี งรุนแรงในกล่มุ ผปู้ ว่ ยสุขภาพดี โดยรวมผปู้ ่วยมี sense of being ดีข้ึน

23

ยทุ ธศาสตร์การวิจยั ขมนิ้ ชัน
โดย พนารชั ปรีดากรณ์ และเติมธรรม สิทธิเลิศ
มหาวิทยาลยั หอการค้าไทย

การศึกษามีวัตถุประสงค์คือ เพื่อจัดทํายุทธศาสตร์การวิจัยขมิ้นชัน สําหรับใช้เป็นแนวทางกําหนด
ทิศทางและเป้าหมายในการส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยขมิ้นชัน ท่ีสอดคล้องกับแผนแม่บทแห่งชาติ ว่าด้วย
การพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 พ.ศ. 2560-2564 และยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี (พ.ศ.
2560-2579) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การศึกษาใช้ข้อมูลทุติยภูมิที่เกี่ยวข้องกับบริบทในการ
พัฒนาการวิจัยขมิ้นชัน และข้อมูลปฐมภูมิที่ได้จากการสัมภาษณ์เชิงลึก การจัดระดมความคิดเห็นจากผู้รู้
ผู้เชี่ยวชาญ นักวิจัยและผู้เกี่ยวข้องกับงานวิจัย ผู้อยู่ในภาคการผลิตสมุนไพรตั้งแต่ในระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และ
ปลายนำ้ นํามาจัดทาํ ยทุ ธศาสตร์ดว้ ยหลักการทางวชิ าการ ยุทธศาสตรก์ ารวิจัยขม้นิ ชนั จัดทําขึ้นโดยการวิเคราะห์
ท่ลี งรายละเอียดท้ังระดบั ต้นนำ้ กลางนำ้ และปลายน้ำ รวมทงั้ สนิ้ 7 ยทุ ธศาสตร์ ได้แก่

1. ยุทธศาสตร์พัฒนาศกั ยภาพการผลติ ขมน้ิ ชนั ตน้ นำ้
2. ยทุ ธศาสตรส์ ร้างมูลคา่ ใหข้ ม้นิ ชนั ต้นน้ำ
3. ยทุ ธศาสตรเ์ พมิ่ ศักยภาพอปุ ทานขมน้ิ ชนั กลางนำ้
4. ยทุ ธศาสตร์เพม่ิ โอกาสทางการตลาดจากงานวจิ ัยขมิน้ ชนั กลางนำ้
5. ยุทธศาสตร์เพิ่มมลู ค่าผลติ ภณั ฑข์ มิน้ ชันปลายน้ำ
6. ยทุ ธศาสตรพ์ ัฒนายาขมน้ิ ชนั เขา้ สกู่ ารใช้ประโยชนใ์ นการรักษาและดูแลสุขภาพ
7. ยุทธศาสตร์เพม่ิ โอกาสทางการตลาดจากงานวจิ ยั ขมิน้ ชันปลายนำ้
แต่ละยุทธศาสตร์ประกอบด้วยกลยุทธ์ และแนวทางในการขับเคลื่อนกลยุทธ์ที่แปลงออกมาเป็น
โครงการ/งานวิจัย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้อง ทั้งในระดับต้นน้ำคือการปลูก กลางน้ำคือการสกัด
สารสําคัญ และปลายน้ำคือการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดแนวทางการพัฒนาการวิจัยขมิ้นชันอันจะเป็น
ประโยชน์ตอ่ วงการสมุนไพรตอ่ ไป

24
วิจยั และพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตขม้นิ ชันอยา่ งย่ังยนื

โดย สภุ าภรณ์ สาชาติ
สถาบนั วิจยั พชื สวน

ผลงานวิจัยของกรมวิชาการเกษตรในเรื่องการปลูกขมิ้นชัน ทั้งด้านพันธุ์ขมิ้นชัน และแนวทางการ
ควบคมุ โรคเห่ียวของขมิ้นชนั โดยการใช้ปุ๋ยพืชสดจากพืชตระกลู กะหล่ำ ควรนำไปทดสอบในแปลงของเกษตรกรก่อน
เพื่อการปรับใช้ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จึงได้ทำการศึกษาเป็น 2 การทดลอง ได้แก่ ศึกษาการป้องกัน
กำจัดโรคเหี่ยวของขมิ้นชันที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในสภาพแปลงปลูก และการทดสอบขมิ้นชันพันธ์ุ 84-2 และ
เทคโนโลยีการผลิตในแปลงเกษตรกร ศึกษาการป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวของขมิ้นชันที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียใน
สภาพแปลงปลูก ผลการทดลองปีแรก (ปี 2556) ในแปลงปลูกขมิ้นชันพันธุ์ตรัง 1 พบมีการระบาดของเช้ือ
แบคทีเรียตั้งแต่อายุ 3 เดือน และที่อายุ 5 ทุกกรรมวิธีต้นขมิ้นชนั มีการตายเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งคาดว่าสาเหตุ
จากมีฝนตกหนักติดต่อหลายวัน ทำให้เชื้อโรคแพร่กระจายและมีอาการรุนแรง ประกอบกับไม่ได้ถอนต้นที่เป็น
โรคออกจากแปลงทดลอง ลักษณะโรคจึงแสดงอาการรุนแรงเด่นชัด ขณะที่ปีท่ี 2 (ปี 2557) ในระหว่างการ
ทดลองเมื่อพบต้นเป็นโรคจะถอนต้นออก และใส่ปูนขาวฆ่าเชือ้ ในหลุม ทำให้ต้นขมิ้นชนั ท่ีอายุ 5 เดือน มีต้นเป็น
โรคน้อยมากและให้ผลผลิตสูง โดยที่อายุ 9 เดือนมีน้ำหนักหัวและแง่งเฉลี่ย 1.05 กิโลกรัมต่อกอ หรือ
ประมาณ 9,599 กโิ ลกรัมตอ่ ไร่ ทั้งนก้ี ารใส่ปนู ขาวรว่ มกบั ปุ๋ยยูเรยี พบว่าตน้ ขมิ้นชันมแี นวโนม้ มีการเจริญเติบโตดี
ให้น้ำหนักหัวและแง่งสูงกว่าวิธีอื่นๆ คือ มีน้ำหนักเฉลี่ย 1.23 กิโลกรัมต่อกอ รองลงเป็นวิธีหมักผักกาดเขียว มี
1.14 กิโลกรัมต่อกอ ขณะที่วิธีควบคุมมีน้ำหนักต่ำที่สุด คือ 0.94 กิโลกรัมต่อกอ ทั้งนี้อาจเพราะสภาพดินมีค่า
ความเปน็ กรดลดลง และดินมีธาตอุ าหารแคลเซียมและแมกนเี ซยี มเพิ่มขึ้น ส่วนในดา้ นโรค ในปีที่ 2 ไม่พบอาการ
ของโรคเหี่ยว แม้ว่าพ้ืนที่นี้เคยปลูกขมิ้นชันและเป็นโรคนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว ซึ่งการหมักต้นผักกาดเขียวและมันเทศ
การพ่นสารไคโตซาน พ่นน้ำหมักชีวภาพ การใส่ปูนขาวและยูเรีย สามารถลดปริมาณการเกิดโรคในขมิ้นชันได้
โดยเฉพาะวิธีหมักผักกาดเขียวและการใส่ปุ๋ยปูนขาว ร่วมกับปุ๋ยยูเรีย สามารถลดได้ 25-30 เปอร์เซ็นต์ การ
ทดสอบขมิ้นชันพันธ์ุ 84-2 และเทคโนโลยีการผลิตในแปลงเกษตรกร ทำการทดสอบขมิ้นชันพันธ์ุ 84-2 และ
เทคโนโลยกี ารผลติ ในแปลงเกษตรกร จำนวน 3 พืน้ ที่ ไดแ้ ก่ จงั หวัดชุมพร สุราษฎร์ธานี และจังหวดั พงั งา ต้งั แตป่ ี
2556-2558 รวม 3 ปี สรุปได้ว่า ขมิ้นชันที่ปลูกโดยใช้พันธุ์ 84-2 และดูแลโดยใช้เทคโนโลยีกรมวิชาการเกษตร
จะให้ผลผลิตสูงสุดเฉล่ีย 2,720 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนขมิ้นชันที่ปลูกโดยใช้พันธุ์พื้นเมือง และดูแลโดยใช้เทคโนโลยี
เกษตรกร จะให้ผลผลิตน้อยสุดเฉลี่ย 1,478 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนปัญหาเรื่องโรคนั้น พบเพียงแต่โรคเหี่ยว แต่ยังไม่
รนุ แรงมากจงึ ได้แนะนำให้ขดุ และเผาทำลายตน้ ทเ่ี ปน็ โรค

25

ศกึ ษาการปอ้ งกันกำจดั โรคเห่ียวของขมน้ิ ชนั ทเี่ กิดจากเช้ือแบคทีเรียในสภาพแปลงปลกู
โดย สุมาลี ศรีแกว้ และคณะ
กรมวิชาการเกษตร

การศึกษาวิธีการป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวของขมิ้นชันที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ดำเนินการทดลองที่
ศูนย์วิจัยพืชสวนตรัง ระหว่างปี 2556-2558 โดยในปี 2556 วางแผนการทดลองแบบ RCB มี 7 กรรมวิธี 3 ซ้ำ
คือ 1) ผักกาดเขียว (Brassica juncea L.) 2) ผักคราดหัวแหวน (Acmella oleracea L.) 3) มันเทศ (Ipomoea
batatas) ในระยะออกดอก นำมาสับและหมักลงดินในแปลงก่อนปลูกขมิ้นชัน 3 สัปดาห์ 4) ใส่ปูนขาวอัตรา 4
กโิ ลกรมั ตอ่ พน้ื ท่ี 12 ตารางเมตร โดยหมกั ลงดินก่อนปลูกขมนิ้ ชนั 3 สัปดาห์ 5) พน่ สารละลาย chitosan และ 6)
พ่นน้ำหมักชีวภาพ อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หลังปลูกขมิ้น 2 เดือน และพ่นทุกเดือนจนต้นเริ่มยุบ และ 7)
ควบคุม ผลการทดลองในปี 2556 พบว่าตน้ ขมิ้นชันพันธุ์ตรัง 1 มีการเจรญิ เตบิ โตด้านลำตน้ ไม่แตกต่างกันอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติ โดยที่อายุ 3 เดือน ต้นขมิ้นชันเฉลี่ย 2.2 ต้นต่อกอ ความสูง 45.5 เซนติเมตร จำนวนใบ 5.1
ใบ ขนาดใบกว้าง 12.2 เซนติเมตร และใบยาว 27.9 เซนติเมตร ส่วนในเรื่องโรค พบว่าที่อายุต้น 3 เดือน ต้น
ขมิ้นชันในทุกวิธีมีระดับความรุนแรงของโรคเหี่ยวเฉลี่ย 31.4-40.1 เปอร์เซ็นต์ และที่อายุ 5 เดือนพบว่าต้น
ขมิน้ ชันตาย 54.8-63.4 เปอรเ์ ซ็นต์ ซง่ึ กรรมวิธหี มกั ผักกาด มปี รมิ าณการเกดิ โรคสูงสุด คอื 63.4 เปอรเ์ ซ็นต์ และ
วิธีควบคุมมีการเกิดโรคต่ำสุด คือ 54.8 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้อาจเพราะต้นท่ีเป็นโรคไม่ได้ถอนออกจากแปลงและ
ฝนตกชุกต่อเนื่องส่วนในปี 2557 วางแผนการทดลองแบบ RCB ประกอบด้วย 6 กรรมวิธี 4 ซ้ำ คือ 1) ผักกาดเขียว
และ 2) มันเทศผักทั้ง 2 ชนิดในระยะออกดอก นำมาสับและหมักลงดินในแปลงก่อนปลูกขมิ้นชัน 3 สัปดาห์ 3)
ปุ๋ยยูเรียและปูนขาวอัตรา 70:100 กิโลกรัมต่อไร่ หว่านผสมคลุกเคล้าในดินและรดน้ำใหัชุ่ม ใช้พลาสติกสีดา
ปิดคลุมดินนาน 2 สัปดาห์ แล้วเปิดพลาสติก 1 สัปดาห์ก่อนปลูกขมิ้นชัน 4) พ่นสารละลาย chitosan ความ
เข้มข้น 1% อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร และ 5) พ่นน้ำหมักชีวภาพ อัตรา 20 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หลังปลูกขม้ิน
2 เดอื น และพน่ ทุกเดอื นจนตน้ เร่มิ ยุบ 6) ควบคมุ จากการวัดการเจรญิ เติบโตของต้นขมิน้ ชนั พนั ธ์ุตรัง 1 เมื่ออายุ
3 เดือน พบว่าการพัฒนาทางลำตน้ และน้ำหนักของหัวและแงง่ ขมิ้นชนั พันธุ์ตรัง 1 ทกุ กรรมวิธีไม่แตกต่างกันทาง
สถิติ โดยมีความสูงเฉลี่ย 126 เซนติเมตร จำนวนต้น 4.9 ต้นต่อกอ จำนวนใบ 5.9 ใบ ขนาดใบกว้าง 19.3
เซนติเมตร และใบยาว 67.7 เซนติเมตร และที่อายุ 5 เดือน มีน้ำหนักหัวและแง่งเฉลี่ย 883.5 กรัมต่อกอ และ
1.05 กโิ ลกรัมต่อกอ ตามลำดับ ปริมาณผลผลติ รวมต่อแปลง 84.83 กิโลกรมั ต่อแปลง หรอื 9,599 กโิ ลกรัมต่อไร่
ท้งั น้ีการใสป่ นู ขาว และปุ๋ยยเู รียมีแนวโน้มให้น้ำหนักหัวและแง่งท่ีอายุ 9 เดอื น มนี ำ้ หนักเฉลย่ี ต่อกอและต่อแปลง
สูงสุด คือ 1.23 กิโลกรัมต่อกอ และ 101.20 กิโลกรัมมีน้ำหนักต่อแปลง รองลงเป็นกรรมวิธีหมักผักกาดเขียว มี
น้ำหนัก 1.14 กิโลกรัมตอ่ กอ และ 98.15 กโิ ลกรัมตอ่ แปลง ขณะทว่ี ธิ คี วบคมุ มนี ้ำหนกั 0.94 กิโลกรมั ตอ่ กอ และ
73.67 กิโลกรมั ต่อแปลง ซ่งึ ต่ำทส่ี ดุ สว่ นในด้านโรคการทดลองครงั้ น้ีไม่พบอาการของโรคเหี่ยวจากเช้ือแบคทีเรีย
แต่เป็นโรคใบไหมจ้ ากเช้ือรา ซง่ึ พบว่าวิธหี มักผกั กาดเขียวและตน้ มันเทศ พ่นสารไคโตซาน พ่นน้ำหมกั ชีวภาพ ใส่

26

ปูนขาวและปุ๋ยยูเรีย พบระดับการเป็นโรคเฉลี่ย 18.57 46.35 36.35 36.54 และ 24.25 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
ขณะที่วิธีควบคุมมี 49.10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงที่สุด แสดงว่าทุกวิธีสามารถการลดปริมาณการเกิดโรคในขมิ้นชันได้
ท้งั นวี้ ิธีหมักผกั กาดเขยี วและวิธใี ส่ปนู ขาวกบั ปยุ๋ ยูเรีย สามารถลดระดบั ความรุนแรงของโรคได้ 25-30 เปอร์เซ็นต์

27

ศกึ ษาความสัมพนั ธ์ระหว่างธาตอุ าหารในดนิ กบั ปรมิ าณสารเคอรค์ ูมนิ อยด์ (Curcuminoids) ของขมิ้น
โดย ว่าที่รอ้ ยตรีอรรถพล รุกขพนั ธ์ และคณะ
ศูนย์วจิ ัยพืชสวนตรงั

การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างธาตุอาหารในดนิ กบั ปรมิ าณสารเคอร์คูมินอยดข์ องขม้ินชัน ดำเนินการ
ระหว่างปี พ.ศ. 2559 – 2563 โดยการคัดเลือกพื้นที่แหล่งปลูกขมิน้ ชันเพื่อการค้า เก็บขมิ้นชันวเิ คราะห์ปรมิ าณ
สารเคอร์คมู ินอยด์ และเก็บดินวิเคราะหช์ นิดและปริมาณมหาธาตุและจลุ ธาตุ ได้ 14 ตวั อย่าง เป็นขมิ้นชนั กลุ่มทอง 6
ตวั อยา่ ง จากจงั หวัดตรัง ชมุ พร ระนอง และพังงา และขม้ินชนั กลุ่มดว้ ง 8 ตัวอยา่ ง จากจังหวดั ตรัง สรุ าษฎร์ธานี
พัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช พบว่า การปลูกขมิ้นชันในดินที่มีโครงสร้างเป็นดนิ เหนียวและมีโพแทสเซียมสูง
จะมีสารเคอร์คูมินอยด์สงู กว่าดนิ ร่วน ค่าความเป็นกรดเป็นด่างของดนิ ระดับช่วงกรดรุนแรงมากถึงด่างอ่อน และ
ค่าความนำไฟฟ้าในช่วง 0.03-0.17 ds/m ไม่ทำความเสยี หายให้แก่ต้นขมนิ้ ชัน และไม่มีความสัมพันธ์กับปริมาณ
สารเคอร์คูมินอยด์ ดินที่มีปริมาณอินทรีย์คาร์บอน ปริมาณอินทรียวัตถุและไนโตรเจนสูง ไม่มีความสัมพันธ์กับ
ปริมาณสารเคอรค์ มู ินอยด์ นอกจากนี้พบวา่ อทิ ธพิ ลของพื้นท่ีปลกู และสภาพแวดลอ้ มมผี ลต่อปริมาณสารเคอร์คมู ินอยด์
มากกว่าพันธุ์ขมิ้นชัน โดยขมิ้นชันกลุ่มทองมีแนวโน้มความแปรปรวนของปริมาณสารเคอร์คูมินอยด์น้อยกว่า
ขม้นิ ชนั กล่มุ ด้วง การสร้างสารเคอร์คูมนิ อยด์ของขมน้ิ ชนั มหี ลายปัจจัยเข้ามาเก่ยี วขอ้ ง คือ โครงสร้างดนิ ปริมาณ
ธาตุอาหารหลักและสภาพแวดล้อมที่ปลูกขมิ้นชัน การศึกษาโดยการรวมเป็นกลุ่มของปัจจัยต่างๆ ที่มีความ
เชื่อมโยงเข้าด้วยกนั จงึ เปน็ แนวทางการพฒั นากระบวนการควบคุมปริมาณสารเคอร์คูมินอยด์ของขมน้ิ ชนั

28

สมุนไพรขมิน้ ชนั ส้โู รคมะเร็ง
โดย ณัฐดนยั มสุ กิ วงศ์

มลู นิธิโรงพยาบาลเจา้ พระยาอภยั ภูเบศร

การรักษาโรคมะเร็งแบบทางเลือกด้วยสมุนไพรร่วมกับการรักษาด้วยการแพทย์แผนหลักอยู่คู่กันมานาน
ด้วยเหตผุ ลทวี่ า่ ในสมนุ ไพรน้ันมีสารพฤษเคมีท่ีมคี วามสามารถในการยบั ยั้งมะเรง็ โดยมกี ารคาดการณ์ว่านักวิจัยมี
การค้นคว้าพืชไปมากกวา่ 1 แสนชนดิ แล้วเพอื่ ทจ่ี ะพฒั นาเป็นยารักษามะเร็ง มีตวั อย่างที่ประสบความสำเร็จและ
ถูกใช้อยู่ในปัจจุบัน เช่น ยา Vincristine ยา Topotecan เป็นต้น เหล่านี้คือยาที่ถูกพัฒนามาจากพืชทั้งส้ิน
รวมทั้งการเพิ่มขึ้นของข้อมูลเรื่องขมิ้นชันกับโรคมะเร็งเป็นเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จนได้มีการศึกษาและรวบรวมข้อมูล
งานวจิ ัยลา่ สุด ซึง่ ได้ทำการสรุปไว้อย่างนา่ สนใจ

ขมิ้นชัน (Curcuma longa) เป็นสมุนไพรทนี่ ิยมใชท้ ัว่ โลก โดยเฉพาะในภมู ภิ าคเอเชียใต้ประเทศอนิ เดีย
ประเทศอินโดนิเซยี มีการใชป้ ระกอบอาหารอยา่ งแพรห่ ลาย ซึ่งสารทม่ี ปี ระโยชน์ทางการแพทยเ์ ป็นอย่างมากคือ
สารเคอร์คูมิน (curcumin) เพราะมีฤทธิ์ลดอาการอักเสบและฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง
นอกจากนี้สารเคอร์คูมนิ ยงั ถกู ใชใ้ นอีกหลายกลมุ่ โรค เช่น โรคข้ออกั เสบ โรคทางระบบประสาท เปน็ ตน้ สารเคอร์
คูมินเป็นสารที่ไมล่ ะลายนำ้ และมีความคงทนต่อกรดในกระเพาะอาหารได้ดี แต่อยา่ งไรก็ตามสารนี้ร่างกายดูดซึม
ได้ไม่ค่อยดีนัก นักวิทยาศาสตร์จึงต้องทำการปรับแต่งพัฒนาสารเคอร์คูมินให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขี้น
เรื่องความปลอดภัยของสารเคอร์คูมินจากขมิ้นชันนั้นนับว่าเป็นข้อดีอีกอย่างหนึ่ง โดยมีรายงานปริมาณการ
รับประทาน 12 กรัมต่อวัน ติดต่อกันเป็นระยะเวลา 3 เดือนนั้นมีความปลอดภัย และยังมีรายงานอีกฉบับหนึ่ง
กล่าวไว้วา่ สามารถรับประทานไดใ้ นขนาด 8 กรัมต่อวนั เป็นเวลา 12 สัปดาหโ์ ดยไมพ่ บอาการขา้ งเคียง

ในปัจจุบันเป็นที่เข้าใจกันแล้วว่าโรคมะเร็งเกิดจากหลายปัจจัยร่วม ทำให้เกิดความผิดปกติของการ
แบ่งตัวของเซลล์ในร่างกาย ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะนั้นๆ ไม่สมบูรณ์จนล้มเหลวในที่สุด บทบาทการต่อสู้
ของสารเคอรค์ ูมนิ ในขม้ินชนั กบั มะเร็ง สามารถแบง่ เปน็ 3 เร่อื งหลกั ไดแ้ ก่ ยับยัง้ การเจริญเตบิ โตของเซลล์มะเร็ง
(anti-proliferative agent) การยับยั้งสารก่อมะเร็ง (carcinogen blocking agent) และกลไกการต้านอนุมูล
อิสระ (antioxidant) งานวิจัยชิ้นแรกของโลกที่ได้รบั การเผยแพรค่ ือ การใช้ยาทาท่ีทำจากสารสกัดขมิน้ ชันทาลง
ทผ่ี วิ หนังบริเวณที่เป็นมะเร็ง ทำให้ลดอาการปวด ลดขนาดบาดแผลของผ้ปู ว่ ยได้ ตอ่ มาได้มีการวิจัยท่ีหลากหลายข้ึน
ซึ่งพบว่าสารเคอร์คูมินส่งผลต่อเป้าหมายของการรักษามะเร็งได้ในระดับโมเลกุลของโรคมะเร็งต่างๆ เช่น
โรคมะเร็งเตา้ นม โรคมะเรง็ ปอด โรคมะเร็งตบั โรคมะเร็งตอ่ มลกู หมาก เป็นต้น

โดยสรุปคอื หากจะเลือกสมนุ ไพรเพื่อที่จะนำมาพัฒนาเป็นยารักษาโรคมะเร็งน้ัน ขมิ้นชันเปน็ ตวั เลอื ก
ที่โดดเด่นมากที่สุดในปีนี้ อย่างไรก็ตามหากผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวต้องการรับประทานยาสมุนไพรขมิ้นชัน ควร
ปรึกษาแพทย์หรอื เภสัชกรกอ่ นทุกคร้ัง

29

ขา่

30

การหาปริมาณเคอร์คูมนิ จากขา่ กระชาย และว่านชกั มดลกู
โดย เจนจิรา คำฟู และขวญั ดาว แจม่ แจ้ง
มหาวิทยาลยั ราชภัฏกำแพงเพชร

การวิจัยน้ีมวี ัตถปุ ระสงค์เพื่อหาปริมาณสารเคอร์คูมินที่สกัดได้จากข่า กระชาย และว่านชักมดลูก โดย
วิธกี ารสกดั ด้วยเอทานอลที่อุณหภมู ิห้องเป็นเวลา 24 ชว่ั โมง แล้วนำสารสกัดท่ีได้ไปหาปริมาณดว้ ยเครื่องยูวี-วิสิเบิล
สเปคโทรโฟโตมเิ ตอร์ ทคี่ วามยาวคล่นื เท่ากบั 427 นาโนเมตร พบว่าปริมาณสารเคอร์คูมนิ ทสี่ กดั ได้จากข่าเท่ากับ
0.4586 mg/L กระชายเท่ากับ 0.4183 mg/L และว่านชักมดลูกเท่ากับ 0.3602 mg/Lซึ่งจากผลการวิจัยจะเห็น
ไดว้ ่าพชื ตัวอย่างทัง้ 3 ชนิดมปี รมิ าณเคอร์คูมนิ ที่แตกต่างกัน อภิปรายไดว้ ่า เคอรค์ มู ินซี่งเป็นสารท่ีมีคุณสมบตั ิเป็น
สารต้านอนุมูลอิสระที่ดี มีปริมาณแตกต่างกันขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่แตกต่างกัน สถานที่ในการเพาะปลูกท่ี
แตกต่างกัน ความอุดมสมบูรณ์ วิธีการเก็บรักษาพืช ความสดใหม่ของพืชที่แตกต่างกัน ซึ่งสอดคล้องผลการวิจัย
ของนันท์นภัส เติมวงศ์ (2551) ที่พบว่า ผักและสมุนไพรมีปริมาณรวมของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่แตกต่างกัน
ตงั้ แต่เพยี งเลก็ นอ้ ยจนอาจถึง 100 เท่า ข้นึ อย่กู ับชนดิ ของพชื และสอดคลอ้ งกบั นธิ ิยา รัตนปนนท์ และดนัย บุญยเกียรติ
(2548) ที่ว่าผักและสมุนไพรมีปริมาณรวมของสารต้านอนุมูลอิสระ ที่แตกต่างกันอาจเกิดจากสถานที่ในการ
เพาะปลกู ท่แี ตกตา่ งกัน ความอดุ มสมบูรณ์ วธิ ีการเก็บรกั ษาพชื ความสดใหมข่ องพืช รวมถงึ วิธีการสกดั และวิธีการ
วิเคราะห์ซึ่งวิธีการทั้งหมดที่กล่าวมามีผลทำให้ปริมาณรวมของสารต้านอนุมูลอิสระ สารประกอบฟีนอลิก และ
วติ ามนิ ซใี นแตล่ ะพนื้ ท่ีแตกต่างกัน

31

ขงิ

32
การใชข้ งิ รกั ษาและบำบัดอาการโรคข้อเส่อื ม

โดย ปณุ ยนุช อมรดลใจ
วทิ ยาศาสตร์สาธารณสขุ

ขงิ เปน็ สมนุ ไพรมีสรรพคุณในการรักษาและบรรเทาอาการของโรคข้อเสื่อม จึงได้รวบรวมการศกึ ษาดา้ นเภสัช
วิทยาและการศึกษาทางคลินิกที่เกี่ยวข้อง ซึ่งขิงเป็นพืชล้มลุกมีเหง้าใต้ดิน กลิ่นฉุน มีสารสำคัญคือ จินเจอรอล
(gingerol) ซึ่งนำมาใช้ศกึ ษาวจิ ยั สรรพคุณตามภมู ปิ ัญญาไทยใช้ขับลม บำรงุ ธาตุ นอกจากนี้ ในประเทศจีนและอายุรเวท
อินเดียนำมาใช้รักษาอาการข้อเสื่อมและกระตุ้นความอยากอาหาร ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา พบว่า สามารถยับยั้งการสร้าง
พรอสตาแกลนดินและลิวโคทริอีนโดยมีอาการข้างเคียงน้อยกว่า และประสิทธิผลดีกว่ายาต้านการอักเสบที่
ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) การศึกษาทางคลินิก พบว่า ประสิทธิผลของขิงในการลดปวดและอาการข้อเข่าเสื่อมท้ัง
รูปแบบแคปซูลและยาทาภายนอก มีประสทิ ธิผลไม่ด้อยไปกว่า NSAIDs ดังนั้น ขิงจึงเปน็ สมุนไพรทางเลอื กหนึง่ สำหรับ
ผปู้ ว่ ยโรคข้อเสอ่ื มในการลดอาการปวดและอาการอ่ืนได้ โดยพบอาการข้างเคียงนอ้ ยและมีความปลอดภัยสงู การใชข้ ิงใน
การรักษาและบำบัดอาการโรคข้อเสื่อมมีการศึกษาฤทธิ์ทางด้านเภสัชวิทยาของขิงที่น่าสนใจ คือ ขิงสามารถลดการ
อักเสบ (anti-inflammatory) และลดอาการปวด (analgesic) เหมือนยา NSAIDs เนื่องจากจินเจอรอลซึ่งเป็น
องค์ประกอบสำคัญในขิงมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้าง Prostaglandin ผ่านการยับยั้งเอ็นไซม์ Cyclooxygenase-1 และ
Cyclooxygenase-2 รวมทั้งระงับการสร้าง 5-lipooxygenase ซึ่งคุณสมบัตินี้แตกต่างจาก NSAIDs ที่ทำให้ขิงมี
คณุ สมบตั ิต้านการอักเสบได้ดแี ละมผี ลข้างเคยี งน้อยกว่า NSAIDs โดย Prostaglandin เป็นสาเหตขุ องการปวดและบวม
(pain and edema processes) ส่วน Leukotrienes เป็นสาเหตุของการอักเสบ (inflammatory process) การศึกษา
ประสิทธิผลของขิงในการลดปวดและอาการโรคข้อเสื่อมทั้งรูปแบบแคปซูลและยาทาภายนอกรวมกับสารสกัดไพล
สามารถลดปวดและอาการโรคข้อเสื่อมได้ไม่ด้อยไปกว่าไดโคฟิแนคในด้านความปลอดภัย ขิงมีความปลอดภัยสูง มีการ
เก็บข้อมูลการใช้ในหญิงมีครรภ์ โดยรับประทานขิง 250 มก.วันละ 4 ครั้ง ไม่พบปัญหาทวิรูปในทารกหลังคลอดและ
ทารกทกุ คนมีคา่ Apgar scores เทา่ กบั 9 หรือ 10 อยา่ งไรกต็ าม การใช้ประโยชน์ของขงิ เปน็ ยาหรืออาหารเสริมมีความ
แตกต่างกัน กล่าวคือ การใช้ขิงประกอบอาหารหรือเครื่องดื่ม มุ่งเน้นที่รสชาดการบริโภค ขิงที่ใช้มักไม่แก่จัด การ
รับประทานไม่ระบุขนาดหรือปริมาณสรรพคุณของขิงเป็นเพียงคุณสมบัติเสริม ในขณะที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ขิงเพ่ือ
เปน็ ยาตอ้ งผ่านกระบวนการผลติ ตามเกณฑ์มาตรฐาน ตงั้ แต่การเพาะปลูก การเก็บเก่ียว ขงิ ที่นำมาใช้เป็นยาต้องเป็นขิง
แกจ่ ดั อายุไม่นอ้ ยกว่า 8 เดอื น จากการศึกษาพบว่า ขิงที่อายยุ ง่ิ น้อย จะพบปริมาณจินเจอรอลน้อยมาก (ธิดารตั น์ พรี ภาคย์
และศศิธร ตรงจติ ภกั ด,ี 2554) และจากการศึกษาของอรุณกมล ประดิษฐบงกช (2552) ได้ศึกษาฤทธต์ิ ้านการอกั เสบของ
สารสกัดขิง พบว่าขิง แห้งบดเป็นผง 10 กิโลกรัม นำมาสกัดด้วยเฮกเซนจะได้สารสกัดขิง 0.4 กิโลกรัม และนำมาวัด
ปริมาณ [6]-gingerol ได้ร้อยละ 11 จากข้อจำกัดนี้ผู้บริโภคควรเข้าใจคุณสมบัติของยาและอาหารเสริมอย่างชัดเจน
ดังนั้น หากนำขิงมาพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นยาสมุนไพรตามเกณฑ์มาตรฐานการผลิตยา ย่อมเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับ
ผปู้ ว่ ยโรคข้อเสอื่ ม ในการลดอาการปวดและอาการอน่ื ไมด่ ้อยไปกวา่ ยาต้านการอกั เสบทไี่ มใ่ ชส่ เตยี รอยด์ (NSAID)

33

การวเิ คราะหศ์ ักยภาพการแข่งขนั ของขิง
โดย สิทธานต์ ชมภูแก้ว, สมศกั ดิ์ ทองปัน้ และอุทัยวรรณ ทรพั ยแ์ ก้ว
ศูนย์วจิ ยั พืชสวนเลย และสถาบันวจิ ยั พชื

จากการสำรวจพน้ื ทีก่ ารปลูกขงิ และสัมภาษณ์เกษตรกรผปู้ ลูกขิงในจังหวัดเลย ภายในพื้นทีอ่ ำเภอภูเรือ
และอำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย โดยการศึกษาข้อมูลพื้นฐานของเกษตกร ข้อมูลด้านอุปทาน ข้อมูลด้านอุปสงค์
ขอ้ มูลด้านการตลาด ขอ้ มูลพ้นื ฐานของเกษตกร เมื่อไดข้ ้อมูลจากแบบสัมภาษณจ์ ะนำมาสรปุ วิเคราะห์ 2 ด้านคือ
1. ด้านแรงจูงใจให้ผลิต (Attractiveness) ประกอบด้วยมูลค่าการนำเข้าและมูลค่าการส่งออกขิง 2. ด้าน
ความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) ซึ่งด้านความสามารถในการแข่งขันสำหรับขิง ประกอบด้วย
คุณภาพ ต้นทุนการผลิต ความเหมาะสมของสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศ ความสามารถด้านการวิจัยและ
พัฒนา ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การยอมรับของตลาด อัตราการเติบโตของตลาดใน AEC นโยบายรัฐ
มาตรฐาน โครงสร้างการผลิต ระบบโลจิสติกส์ และระบบชลประทาน เมื่อนำข้อมูลด้านแรงจูงใจให้ผลิต
(Attractiveness) และด้านความสามารถในการแข่งขัน (Competitiveness) มารวมเป็น Thailand
Competitiveness Matrix (TCM) พบวา่ ตกอย่ใู นตำแหนง่ Question Mark เปน็ สนิ ค้าทม่ี คี วามต้องการทางการ
ตลาดต่ำ แม้จะมีความสามารถในการแข่งขันอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง เพราะมีปัญหาเกิดจากห่วงโซ่มูลค่าบางส่วน
จำเป็นต้องปรบั ตวั ให้อยู่รอดหรือปรับเปลยี่ นวธิ กี ารผลิต จากขอ้ มลู ที่ไดจ้ ากการสัมภาษณ์พบวา่ สภาพภูมิประเทศ
ของจังหวัดเลยมีความเหมาะสมในการปลูกขิงเกษตรกรมีประสบการณ์ในการปลูกขิงแต่มักจะพบกับปัญหาโรค
สะสมในดินและระบาดในแปลงปลูกทำให้ไม่สามารถปลูกขิงในพื้นที่เดิมได้ เกษตรกรไม่มีการรวมกลุ่มทำให้
เกษตรกรขาดอำนาจในการต่อรอง ราคาผลผลิตไม่แน่นอน แนวทางการพัฒนา คือ ศึกษาวิธีการเพ่ิม
ประสิทธิภาพการผลิตขิงให้ได้ผลผลิตคงที่และหาวิธีลดต้นทุนในการผลผลิต และสนับสนุนการรวมกลุ่มของ
เกษตรกรทป่ี ลกู ขิง เพือ่ เพมิ่ อำนาจในการต่อรองราคา

34

การวิจยั และพัฒนาเทคโนโลยกี ารผลิตขิงท่ดี ี
โดย สนอง จรินทร และคณะ

ศนู ยว์ จิ ยั พืชสวนเชยี งราย รว่ มกบั สำนกั วิจยั พฒั นาการอารักขาพชื
และสถาบนั วิจัยพชื สวน กรมวชิ าการเกษตร

การขยายตน้ พนั ธข์ุ ิงโดยการเพาะเลี้ยงเน้ือเย่ือ เม่ือต้นขงิ อายปุ ระมาณ 2 เดือน ซ่ึงมใี บจริงประมาณ 2-
3 ใบ จึงย้ายจากขวดแล้วนำไปปลูกลงในถาดเพาะ หลังจากนั้น 1 เดือนทำการย้ายปลูกในโรงเรือน และใช้ดินท่ี
ผา่ นการอบฆา่ เชื้อ วางแผนการทดลองแบบ RCB มี 5 ซ้ำ 4 กรรมวิธคี อื การเกบ็ เกย่ี วท่ีอายุ 4, 5, 6 และ 7 เดือน
หลังปลูก และงดน้ำก่อนเก็บเกี่ยว 2 สัปดาห์ ดำเนินการทดลองที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย จ. เชียงราย ตั้งแต่
ตุลาคม 2556 ถึง กันยายน 2558 จากการทดลองพบว่า การเก็บเกี่ยวขิงเมื่ออายุ 7 เดือน มีลักษณะทาง
การเกษตรและลกั ษณะผลผลติ ดที ่สี ดุ รองลงมาคือ หัวพันธทุ์ เี่ กบ็ เกย่ี วเมอ่ื อายุ 6, 5 และ 4 เดือน ตามลำดับ โดย
มีจำนวนแง่ง 144, 130, 117 และ 106 แง่งต่อตารางเมตร น้ำหนักของแง่ง 92.6, 88.3, 79.1 และ 71.5 กรัมต่อกอ
และน้ำหนักผลผลิตรวม 4.2, 3.3, 3.2 และ 2.7 กโิ ลกรมั ต่อตารางเมตร ตามลำดับ หลังจากน้ัน นำหัวพันธ์ุที่อายุ
4, 5, 6 และ 7 เดือนไปปลูกลงในแปลงทดลอง โดยในแต่ละอายุหัวพันธ์ุ วางแผนการทดลองแบบ RCB 5 ซ้ำ 4
กรรมวิธีคือ อายุเก็บเกี่ยว 7, 8, 9 และ 10 เดือน พบว่า การใช้หัวพันธุ์ขิงปลอดโรคที่อายุ 4 เดือนไปปลูก
สามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 8 เดือน ขึ้นไป การใช้หัวพันธุ์ขิงที่อายุ 5 เดือน พบว่า อายุเก็บเกี่ยว 7 เดือน ให้
จำนวนแง่งต่อกอสูงทีส่ ุด ส่วนน้ำหนักแง่งต่อกอและผลผลิตรวม ไม่ต่างจากอายุเก็บเกี่ยว 8 เดือน ส่วนการใชห้ ัว
พันธุ์ขิงที่อายุ 6 เดือนและ 7 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 7 เดือนเป็นต้นไป ดังนั้น การผลิตหัวพันธุ์ขิง
ปลอดโรคควรใช้หัวพันธุ์ที่มีอายุตั้งแต่ 5 เดือนข้ึนไป และเก็บเกยี่ วทอี่ ายุ 7 เดือน

จากผลการศึกษาสามารถเผยแพร่และถ่ายทอดให้แก่เกษตรกรผู้สนใจการปลูกขิง โดยสามารถลด
ปริมาณการเกิดโรคเหี่ยวที่เกิดจาก แบคทีเรีย R. solanacearum ที่ติดมากับหัวพันธ์ุได้ โดยการใช้หัวพันธุ์ขิงท่ี
ปลอดโรคซึง่ ได้จากการเพาะเลย้ี งเนอ้ื เยื่อแล้วนำไปปลูกลงในวสั ดุปลูกที่ผา่ นการอบฆ่าเชือ้ และเก็บเกี่ยวทอี่ ายุ 5-
7 เดือน

35

การศึกษาระยะปลูกของขิงจากตน้ กลา้ และหัวพันธุข์ งิ ปลอดโรคเพือ่ ผลิตหัวพนั ธขุ์ งิ (minirhizome)
และขงิ ปลอดโรค (G0) ในสภาพโรงเรอื น
โดย สนอง จรินทร และคณะ
กรมวิชาการเกษตร

การทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระยะปลูกที่เหมาะสมของขิงจากต้นกล้าและหัวพันธุ์ขิงปลอดโรค
ในสภาพโรงเรือน ดำเนินการทดลองตั้งแต่ตุลาคม 2556 ถึง กันยายน 2558 ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย
จ.เชียงราย โดยวางแผนการทดลองแบบ RCB มี 5 ซ้ำ 4 กรรมวิธีคือ ระยะปลูก 5 x 5 ซม., 5x10 ซม., 10x10 ซม.
และ 10x15 ซม. จากผลการทดลองในปีที่ 1 (56/57) การผลิตหัวพันธุ์ขิงปลอดโรค (G0) โดยนำต้นกล้าขิงจาก
การเพาะเลี้ยงเนื้อเย่อื มาปลกู ในโรงเรือน พบวา่ ระยะปลกู 10x15 ซม. เปน็ ระยะปลูกทเี่ หมาะสมทส่ี ุดในการผลิต
หัวพันธุ์ขิง (minirhizome) ปลอดโรคจากต้นกล้าในสภาพโรงเรือน เนื่องจากเป็นกรรมวิธีที่ให้ผลผลิตมากที่สุด
โดยมีน้ำหนักแง่งต่อกอเท่ากับ 87.58 กรัม และน้ำหนักรวมทั้งหมดต่อพื้นท่ี 10 ตารางเมตร เท่ากับ 50.30
กโิ ลกรัม มจี ำนวนต้นตอ่ กอเท่ากบั 11.65 ต้น ในปีที่ 2 (57/58) นำหัวพันธุ์ (minirhizome) ทไ่ี ด้จากการทดลอง
ในปที ่ี 1 มาปลกู ในโรงเรือน วางแผนการทดลองแบบ RCB 5 ซำ้ 4 กรรมวิธคี ือ ระยะปลูก 15 x 15 ซม., 15x20
ซม., 20x20 ซม. และ 20x25 ซม. พบว่า ระยะปลูก 20x25 ซม. เป็นระยะปลูกที่เหมาะสมที่สุดในการผลิตหัว
พันธุ์ขิงปลอดโรค เนื่องจากเป็นกรรมวิธีที่ให้ผลผลิตมากที่สุดทั้งน้ำหนักแง่งต่อกอ เท่ากับ 89.44 กรัม และ
น้ำหนักของผลผลิตรวมตอ่ พนื้ ที่ 10 ตารางเมตร เทา่ กับ 33.10 กโิ ลกรมั

36

การศกึ ษาวิธีสกัดขิงและขมิ้นชนั เพ่ือใช้สาํ หรบั ผลิตภณั ฑ์นวดตัว
โดย เปรมนภา สีโสภา และคณะ

คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พบิ ูลสงคราม

การสกัดขิงและขมิ้นชันทําได้โดยใช้เอทานอลความเข้มข้นร้อยละ 95 เป็นตัวทําละลาย โดยใช้วิธีการ
สกัดที่แตกต่างกัน 3 วิธี ได้แก่ แช่ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 24 ชั่วโมง การใช้เอทานอลร่วมกับคลื่นอัลตร้าโซนิค
(Ultrasonic) เป็นเวลา 30 นาที และ 1 ชว่ั โมง ผลการศกึ ษาพบว่า สารสกัดขงิ ที่แชไ่ วท้ ี่อณุ หภูมิหอ้ งเป็นเวลา 24
ชั่วโมง มีร้อยละผลผลติ และปริมาณสารประกอบฟีนอลกิ สูงที่สุด มีค่าเท่ากับ 2.98±0.32 % และ 3.818±0.172
GAE mg/100 g ตามลําดับ ร้อยละผลผลิต (%yeild) และปริมาณสารประกอบฟีนอลิกของสารสกัดขมิ้นชนั ที่ได้
จากวิธีสกัดทั้ง 3 วิธี มีค่าไม่แตกต่างกัน โดยมีค่าประมาณ 31.08±3.71 และ 13.377±2.270 GAE g/100 g
ตามลําดับ ในการทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระโดยวิธี DPPH พบว่า สารสกัดขิงท่ีได้จากการสกัดโดยใช้เอทานอล
ร้อยละ 95 ร่วมกับการใช้คล่นื อลั ตรา้ โซนคิ เป็นเวลา 30 นาที มฤี ทธ์ใิ นการตา้ นอนมุ ลู อิสระสูงทสี่ ุดไมแ่ ตกต่างกับ
การสกัดโดย 1 ชั่วโมง โดยมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระเท่ากับ 0.173±0.026 BHT g/100g และ 0.168±0.016
BHT g/100g ตามลําดับ เช่นเดียวกับในสารสกัดจากขมิ้นชันโดยมีค่า 63.406±0.225 BHT g/100g และ
64.438±1.147 BHT g/100g ตามลําดับ นอกจากนี้ได้มีการพฒั นาผลติ ภัณฑครมี นวดตวั พื้นฐาน พบว่าตํารับท่ีมี
Carbopol 940 เขม้ ข้นรอ้ ยละ 0.14 ซง่ึ ไดร้ ับความพึงพอใจในทกุ ดา้ นอยูที่ระดับปานกลางซ่ึงมีความเหมาะสมใน
การนําไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ครมี นวดตวั ทผ่ี สมสารสกัดขิงและขมิน้ ชันต่อไป จากผลการศกึ ษาในครั้งนี้แสดงให้
เห็นว่าวิธีการสกัดมผี ลตอ่ รอ้ ยละผลผลิตและปรมิ าณสารสําคัญในสารสกัดขิงและขมิน้ ชัน พบว่าการใช้เอทานอล
ร่วมกับ ultrasonic เป็นเวลา 30 นาที สามารถละลายสารสําคัญที่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระออกมาได้ใน
ปริมาณสูงโดยเฉพาะในขมิ้นชัน ซึ่งเป็นวิธีการสกัดท่ีใช้เวลาสั้นและรอ้ ยละผลผลิตสงู ดังนั้นจึงเหมาะสําหรับการ
นําไปใช้ผลิตในระดับอุตสาหกรรม เช่น เครื่องสําอาง ยา และอาหาร นอกจากนี้ได้มีการศึกษาพัฒนาสูตรตํารับ
ครีมนวดตัวที่มีความเหมาะสมสําหรับนําไปใช้เตรียมเปน็ ผลติ ภัณฑ์นวดตัวตน้ แบบที่ผสมสารสกัดขิงและขมิ้นชัน
เพ่อื นําไปศกึ ษาประสิทธภิ าพของผลิตภัณฑน์ วดตวั ต่อไป

37
ขิง..แก้ปวดไมเกรน

โดย อญั ชิสา กทั ลี
มูลนิธโิ รงพยาบาลเจ้าพระยาอภยั ภเู บศร

ขิง (Ginger) เป็นพืชอยู่ในวงศ์ Zingiberaceae มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ Zingiber officinale Roscoe
เป็นสมุนไพรที่มีกลิ่นฉุน และมีรสเผ็ดร้อน มีการใช้อย่างกว้างขวาง เป็นส่วนประกอบของอาหารชาวเอเชีย ขิงมี
สรรพคุณเป็นยา ทั้งในตำรับยาไทย จีน และแพทย์อายุรเวท โดยเหง้าของขิงแก่มีคุณสมบัติเป็นยาขับลม ลด
อาการคลื่นไส้ อาเจียน แก้ท้องผูก ลดเหงือกอักเสบ แก้ไอขับเสมหะ บรรเทาข้ออักเสบ รักษาอาการปวดศรีษะ
รวมทง้ั ชว่ ยกระตนุ้ การอยากอาหาร นอกจากน้ียังมีการศึกษาวิจัยพบวา่ ขงิ สามารถใช้รักษาอาการปวดไมเกรนได้
อีกดว้ ย โดยมกี ารศึกษาวจิ ัยในผปู้ ่วยไมเกรน 100 ราย ในแผนกประสาทวทิ ยาของโรงพยาบาลในประเทศอิหร่าน
ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มมีระยะการเป็นไมเกรนมาประมาณ 7 ปี มีอาการปวดมากกว่า 2 ครั้งต่อเดือน เปรีย บเทียบ
ระหว่างการให้แคปซูลขิง (ผงขิง 250/แคปซลู ) กบั ยาแผนปจั จุบนั ชอื่ “ซูมาทริปแทน” ขนาด 50 มลิ ลกิ รัม เมื่อมี
อาการไมเกรน ผลการศกึ ษาพบว่ากลุ่มท่ีรับประทานขิง อาการปวดไมเกรนลดลงดีเทียบเท่ากลุ่มที่รบั ประทานยา
แก้ปวดแผนปจั จุบัน คือสามารถลดอาการปวดไมเกรนได้ถึง 60% ภายในเวลา 2 ชั่วโมง หลงั รบั ประทานยา และ
พบว่าแคปซูลขิงมีข้อดีที่เหนือกว่ายาแผนปัจจุบันคือ ไม่พบอาการข้างเคียงจากการรับประทานยา ในขณะที่
ยาซูมาทริปแทนมกั ทำให้เกิดผลขา้ งเคียงคืองว่ งนอน อาการแสบรอ้ นทห่ี น้าอก (Heartburn)

การที่ขิงสามารถบรรเทาอาการปวดไมเกรนได้น้ัน น่าจะมาจากการที่ขิงมีฤทธิ์ในการลดกระบวนการ
อักเสบ ลดอาการปวดในร่างกาย ลดการสร้างสารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandins) ที่ทำให้ปวดและอักเสบ
ซึ่งยังมีข้อมูลในการใช้ขิงในการบรรเทาอาการปวดข้อมาก่อนหน้านี้ อีกทั้งขิงยังมีสรรพคุณในการแก้คลื่นไส้
อาเจียน เวียนหัว ซึ่งอาการดังกล่าวมักพบว่าเป็นอาการนำก่อนที่จะมีอาการปวดไมเกรน จึงถือได้ว่าขิงเป็น
สมุนไพรอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยไมเกรน และหากใครชื่นชอบการดื่มน้ำขิงอยู่แล้วก็สามารถจบิ น้ำขิงอุ่นๆ
เวลาปวดไมเกรนได้เช่นกนั หรอื กนิ ขิงชนดิ แคปซูลขนาด 250 มลิ ลกิ รัม เช้า เย็น หรือก่อนนอน หรือเม่ือมีอาการ

ขิงเป็นพืชสมุนไพรที่มีความปลอดภัย ใช้รับประทานเป็นอาหารและยาได้ มีการศึกษาเกี่ยวกับอาการ
ข้างเคียงจากขิงในมนุษย์ โดย Arfen และคณะรายงานว่า ขิงอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก และ
มลี มในกระเพาะอาหาร (bloating) ท่มี รี ะดบั ความรุนแรงน้อยได้ นอกจากนั้น ข้อควรระวงั คอื การรับประทานขิง
ร่วมกับยาในกลุ่ม Anticoagulant ผู้ป่วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนรับประทาน หากมีอาการแสบ
ร้อนบริเวณทางเดนิ อาหารควรรบั ประทานหลังอาหารทนั ที

38

ทดสอบเทคโนโลยกี ารผลิตหัวพนั ธ์ขุ งิ ปลอดโรค (G1) ในแปลงเกษตรกร
โดย ไว อนิ ต๊ะแกว้ และคณะ
กรมวชิ าการเกษตร

งานวิจัยทดสอบเทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์ขิงปลอดโรค (G1) ในแปลงเกษตรกรมีวัตถุประสงค์เพื่อ
ทดสอบเทคโนโลยีการผลิตหัวพันธ์ุขิงท่ปี ลอดโรค ที่แปลงเกษตรกรและศนู ย์วิจัยพชื สวนเชียงราย ระหว่างปีพ.ศ.
2557-2558 พบว่า เทคโนโลยีการปลูกขิงประกอบด้วยการเตรียมดินที่ดี การใช้ปูนขาวผสมปุ๋ยยูเรีย การใช้
แบคทีเรียปฏิปักษ์ การเขตกรรมและปฏิบัติดูแลรักษาแปลงปลูกที่เหมาะสม ทั้งในขั้นตอนการเตรียมหัวพันธุ์ปีท่ี 1
และการทดสอบเทคโนโลยีปีที่ 2 ทำให้ต้นขิงที่อยู่ระหว่างเจริญเติบโตแสดงอาการของโรคเหี่ยวเขียวจากเชื้อ
แบคทีเรียเพียงร้อยละ 3.5 ในขั้นตอนการเตรียมหวั พันธุ์ ส่วนการทดสอบเทคโนโลยีในแปลงเกษตรกร พบเพียง
ร้อยละ 0.2 และไม่พบเลยในแปลงของศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย นอกจากนั้นขิงยังมีลักษณะทั่วไปดีมากคือ มี
เปอร์เซ็นต์การงอกสูงมากกว่าร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์การรอดตายสูงมากกว่าร้อยละ 87 ยกเว้นการทดสอบ
เทคโนโลยีในศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายมีเปอร์เซ็นต์การรอดตายค่อนข้างต่ำเพียงร้อยละ 80 เนื่องจากได้รับ
ผลกระทบจากการใชส้ ารเคมี ส่วนเปอร์เซน็ ต์เกบ็ เกย่ี วในข้ันตอนการเตรียมหวั พนั ธุ์สูงมากกว่าร้อยละ 95 ขณะที่
ขั้นตอนการทดสอบเทคโนโลยีกลับมีเปอร์เซ็นต์เก็บเกี่ยวลดลงเหลือเพียงประมาณร้อยละ 74-81 ซึ่งได้รับ
ผลกระทบจากการเข้าทำลายของเชื้อรา อย่างไรก็ตามหัวพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวได้ยังมีคุณภาพดี ปราศจากศัตรูพืชท่ี
สำคัญทั้งแมลงพวกเพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเหี่ยวเขียวที่ติดอยู่กับหัวพันธุ์ขิงร้อยละ 100 ใน
ทุกขั้นตอนของการวิจัย มีเปอร์เซ็นต์การงอกสูงมากกว่าร้อยละ 95 ในขั้นตอนการผลิตหัวพันธุ์ และร้อยละ 100
ในข้นั ตอนการทดสอบเทคโนโลยี นอกจากนัน้ ต้นทุนการผลิตหวั พันธุ์ขิง G2 ลดลงเหลือเพียง 0.73 บาทต่อแง่งใน
แปลงเกษตรกร และ 0.81 บาทต่อแง่งในแปลงศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย จากการผลิตหัวพันธุ์ขิง G1 ที่มีต้นทุน
1.09 บาทต่อแงง่ แต่ยังเป็นต้นทนุ ที่ค่อนขา้ งสูง

39

ศึกษาการผลติ หัวพันธุข์ งิ ปลอดโรค (G1) ในสภาพไร่
โดย ไว อนิ ตะ๊ แกว้ และคณะ
กรมวชิ าการเกษตร

การศึกษาการผลิตหัวพันธุ์ขิงปลอดโรค (G1) ในสภาพไร่มีวัตถุประสงค์เพื่อหาวิธีการผลิตหัวพันธุ์ขิงท่ี
ปลอดโรคในสภาพไร่ ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ระหว่างปีพ.ศ. 2557-2558 พบว่า วิธีการปลูกขิงเพื่อผลิตเป็น
หัวพนั ธ์ุ G1 โดยนำหัวพันธุ์ขิงปลอดโรค G0 ปลกู ในแปลงนอกโรงเรือนมีการเตรียมดินที่ดี การใชป้ ูนขาวผสมปุ๋ยยูเรีย
การใช้แบคทีเรียปฏิปักษ์ การเขตกรรมและปฏิบัติดูแลรักษาแปลงปลูกที่เหมาะสม ทำให้ต้นขิงที่อยู่ระหว่าง
เจรญิ เตบิ โตแสดงอาการของโรคเหี่ยวเขียวจากเชื้อแบคทีเรียเพียงร้อยละ 3.5 มเี ปอรเ์ ซน็ ต์การงอก การรอดตาย
และเก็บเกี่ยวสูงร้อยละ 97.8, 98.0 และ 95.3 ตามลำดับ ขิงหยวกมีจำนวนต้นและจำนวนแง่งต่อกอ 20.6 ต้น
และ 26.2 แง่งตามลำดับ มีน้ำหนัก 178 กรัมต่อกอ คิดเป็นผลผลิต 1,451 กิโลกรัมต่อไร่ และมีต้นทุนการผลิต
หัวพันธุ์ขิง G1 ลดลงเหลือเพียง 1.09 บาทต่อแง่ง แต่ยังเป็นต้นทุนที่สูงอยู่ ลักษณะของหัวพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวได้มี
คณุ ภาพดี ปราศจากเช้ือโรคเห่ียวเขียว และแมลงพวกเพลี้ยหอย เพลี้ยแปง้ รอ้ ยละ 100 เป็นขิงเนื้อแข็ง ผิวมัน ตาเต่ง
ร้อยละ 99.4 ทำให้หัวพันธุ์ขิงมีเปอร์เซ็นต์การงอกสูงร้อยละ 95.6 อย่างไรก็ตามขิงส่วนใหญ่ร้อยละ 81.8 มี
ไส้เดือนฝอยเข้าทำลายและวางไข่ไว้ในหวั พันธ์ุ


Click to View FlipBook Version