40
ศึกษาเทคโนโลยีการผลิตหวั พนั ธข์ุ งิ ปลอดโรค G3 G4 และ G5 ในสภาพไรแ่ ละแปลงเกษตรกร
โดย ไว อินต๊ะแก้ว และคณะ
กรมวิชาการเกษตร
การศึกษาเทคโนโลยีการผลิตหัวพันธุ์ขิงปลอดโรค G3 G4 และ G5 ในสภาพไร่และแปลงเกษตรกร มี
วัตถุประสงค์เพื่อหาวิธีการผลิตหัวพันธุ์ที่ปลอดโรคและสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้สนใจ โดยใช้เทคโนโลยี
การปลูกแบบผสมผสานเพื่อปอ้ งกันโรคเหีย่ วจากเช้ือแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum ดำเนินการทดลองที่
แปลงเกษตรกร จังหวัดเชียงราย ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย ศูนย์วิจัยเกษตรที่สูงเพชรบูรณ์ ศูนย์วิจัยและ
พัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี และศูนย์วิจัยและพัฒนาเมล็ดพันธ์ุพืชขอนแก่น ระหว่างปี 2559-2562 พบว่า การ
ผลติ หวั พนั ธ์ขุ ิง G3 G4 และ G5 ภายในศนู ยว์ ิจยั ทง้ั 4 ศูนย์ ไม่พบโรคเหีย่ วจากเช้ือแบคทีเรีย R. solanacearum
และหัวพันธุ์มีอัตราความงอกมากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ต้นทุนการผลิต G3 G4 และ G5 ของศูนย์วิจัยพืชสวน
เชียงราย คือ 0.37 0.42 และ 2.25 บาท/แง่งปลูก ศูนย์วิจัยเกษตรท่ีสูงเพชรบูรณ์ คือ 0.69 0.33 0.18 บาท/
แง่งปลกู ศนู ย์วิจยั และพัฒนาการเกษตรกาญจนบุรี 6.5 0.55 และ 0.80 บาท/แงง่ ปลูก และศูนย์วิจัยและพัฒนา
เมล็ดพันธ์พุ ืชขอนแก่นคือ 2.13 2.54 และ 0.99 บาท/แงง่ ปลกู ส่วนการผลิตในแปลงเกษตรกร เกดิ โรคเหี่ยวจาก
เชื้อแบคทีเรีย R. solanacearum 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องมาจากไม่สามารถควบคุมการระบาดของโรคจากแปลง
ข้างเคยี งได้
นอกจากน้ันในการผลิตหวั พันธุ์ขิงเพ่ือไว้ใช้สำรองกรณที ี่เกิดโรคระบาดในหวั พนั ธุ์ขิงพบว่า การผลิตหัวพันธุ์
G0 G1 และ G2 ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรได้หัวพันธุ์ที่สะอาดปราศจากโรคเหี่ยวเขียวจากเช้ือ
แบคทเี รยี
41
ศกึ ษาอายกุ ารเก็บเกยี่ วของขิงจากตน้ กลา้ และหัวพนั ธ์ุขิงปลอดโรค เพ่ือผลติ หัวพันธุข์ งิ
(minirhizome) และขงิ ปลอดโรค (G0) ในสภาพโรงเรือน
โดย สนอง จรนิ ทร และคณะ
กรมวชิ าการเกษตร
การขยายต้นพันธุข์ ิงโดยการเพาะเล้ียงเนือ้ เยื่อ เมื่อต้นขงิ อายุประมาณ 2 เดือน ซึ่งมีใบจริงประมาณ 2-3 ใบ
จึงย้ายจากขวดแล้วนำไปปลูกลงในถาดเพาะ หลังจากนั้น 1 เดือนทำการย้ายปลูกในโรงเรือน และใช้ดินที่ผ่าน
การอบฆ่าเชอ้ื วางแผนการทดลองแบบ RCB มี 5 ซำ้ 4 กรรมวธิ ี คือการเกบ็ เกยี่ วทอี่ ายุ 4, 5, 6 และ 7 เดอื นหลงั
ปลกู และงดน้ำกอ่ นเก็บเกี่ยว 2 สัปดาห์ ดำเนนิ การทดลองท่ีศนู ยว์ ิจยั พชื สวนเชยี งราย จ. เชียงราย ต้งั แต่ตุลาคม
2556 ถึงกันยายน 2558 จากการทดลองพบว่า การเก็บเกี่ยวขิงเมื่ออายุ 7 เดือน มีลักษณะทางการเกษตรและ
ลักษณะผลผลิตดีที่สุด รองลงมาคือ หัวพันธุ์ที่เก็บเกี่ยวเมื่ออายุ 6, 5 และ 4 เดือน ตามลำดับ โดยมีจำนวนแง่ง
144, 130, 117 และ 106 แง่งต่อตารางเมตร น้ำหนักของแง่ง 92.6, 88.3, 79.1 และ 71.5 กรัมต่อกอ และ
น้ำหนักผลผลิตรวม 4.2, 3.3, 3.2 และ 2.7 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ตามลำดับ หลังจากนั้น นำหัวพันธุ์ที่อายุ 4,
5, 6 และ 7 เดือนไปปลูกลงในแปลงทดลอง โดยในแต่ละอายุหัวพันธ์ุ วางแผนการทดลองแบบ RCB 5 ซ้ำ 4
กรรมวิธี คือ อายุเก็บเกี่ยว 7, 8, 9 และ 10 เดือน พบว่า การใช้หัวพันธุ์ขิงปลอดโรคที่อายุ 4 เดือนไปปลูก
สามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 8 เดือน ขึ้นไป การใช้หัวพันธุ์ขิงที่อายุ 5 เดือน พบว่า อายุเก็บเกี่ยว 7 เดือน ให้
จำนวนแง่งต่อกอสูงที่สดุ ส่วนน้ำหนักแง่งตอ่ กอและผลผลิตรวม ไม่ต่างจากอายุเก็บเกี่ยว 8 เดือน ส่วนการใชห้ ัว
พันธุ์ขิงที่อายุ 6 เดือนและ 7 เดือน สามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่อายุ 7 เดือนเป็นต้นไป ดังนั้น การผลิตหัวพันธุ์ขิง
ปลอดโรคควรใช้หวั พนั ธุ์ทมี่ ีอายุตงั้ แต่ 5 เดอื นขึน้ ไป และเกบ็ เกี่ยวทีอ่ ายุ 7 เดือน
42
ชา
43
การศึกษาองค์ประกอบทางเคมแี ละการพฒั นาผลิตภณั ฑ์เครือ่ งดม่ื สมุนไพรชาและสีผสมอาหารจากฝาง:
พชื สมนุ ไพรในบญั ชยี าหลักแหง่ ชาติ
โดย เยาวนติ ย์ ธาราฉาย และคณะ
มหาวทิ ยาลยั แม่โจ้
งานวิจัยนี้เปน็ แผนงานวิจัยทีป่ ระกอบด้วยงานวิจัยยอ่ ย 3 เรื่อง คือ 1. การศึกษาองค์ประกอบทางเคมี
ของฝาง 2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรและสีผสมอาหารจากฝาง และ 3. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชา
สมุนไพรจากฝาง ซึง่ มีวัตถปุ ระสงค์เพื่อทราบองคป์ ระกอบทางเคมขี องฝาง เพอ่ื พฒั นาและประยุกตใ์ ช้ในการผลิต
ผลิตภณั ฑน์ ้ำสมนุ ไพรพร้อมดื่มและสีผสมอาหารจากฝาง เป็นแนวทางการสร้างอาชีพและรายไดใ้ ห้กับชมุ ชน และ
สนองพระราชดำรโิ ครงการอนุรักษ์พันธกุ รรมพืช อันเนื่องมาจากระราชดำรสิ มเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม
บรมราชกมุ ารี ผลการดำเนินงานคร้ังน้ีนอกจากจะได้ความรเู้ ชงิ วทิ ยาศาสตร์แล้ว ยงั มกี ารดำเนินงานเพื่อขยายผล
ใหม้ ีการบรู ณาการกบั งานอ่ืนๆ ได้แก่ การสนบั สนนุ งานวจิ ัยของนกั ศึกษาระดับปริญญาตรี 3 เรื่อง การบูรณาการ
การเรยี นการสอน 5 รายวิชา การนำเสนอผลงานวจิ ยั ในทป่ี ระชมุ วิชาการระดับชาติ 4 เรอื่ ง การเตรยี มผลงานเขา้
ร่วมสมั มนาวชิ าการ 1 เรื่อง และการบริการวชิ าการ โดยจัดอบรมวธิ ีการทำเคร่ืองดมื่ สมุนไพรจากฝาง 1 ชมุ ชน
การศึกษาในครั้งนี้สามารถสรุปข้อเสนอแนะได้ดังนี้ 1) ในการดื่มชาฝางนั้นจากผลการทดสอบด้าน
ความพึงพอใจ พบว่า ชาฝาง 3 กรัมที่ผา่ นการแชใ่ นนำ้ ร้อนเป็นเวลา 5 นาที จะมีคะแนนความชอบมากทีส่ ุด แต่
คะแนนความชอบยังอยู่ในระดับที่น้อยอยู่ ทั้งนี้อาจเนือ่ งจากด้วยธรรมชาตขิ องฝางที่มีรสชาติจืด ซึ่งการศึกษาครั้งนี้
ไม่ได้มีการผสม หรือเติมสารแต่งกลิ่นและรสชาติลงไป จึงเป็นผลทำให้คะแนนความชอบของชาฝางอยู่ใน
ระดับท่ีน้อย ดงั น้ันถ้าหากต้องการให้ชามีกลิม่ หอมมากข้นึ อาจจะต้องมีการผสมพืชทีม่ ีกลิ่มหอม เช่น ใบเตย หรือ
ดอกมะลิลงไปซึ่งจะทำให้ชาฝางมีกลิ่นที่หอมมากขึ้น และอาจช่วยทำให้ผู้บริโภคสนใจในการบริโภคชาฝาง
เพิ่มมากย่ิงขึน้ 2) สำหรับการบริโภคชาฝางเพ่ือชว่ ยในการต้านอนุมูลอสิ ระน้ัน จากการทดลองพบว่าควรชงชาฝาง
3 กรัม และแช่ในน้ำร้อนเป็นเวลา 10 นาทเี ท่าน้ัน ทจ่ี ะช่วยทำให้น้ำชาท่ีได้จากชาฝางมีฤทธ์ิต้านอนุมูลอิสระโดย
วธิ มี ากทสี่ ดุ
44
ชาชงสมนุ ไพรไรป้ วด
โดย โรงพยาบาลส่งเสรมิ สุขภาพตำบลเขาปู่
ชาชงสมุนไพรไร้ปวด เป็นนวัตกรรมประเภทผลิตภัณฑ์ ที่ได้รวบรวมสมุนไพรที่มีสรรพคุณลดอาการ
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อผ่านกระบวนการบดเป็นชาชง เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปวดเมื่อย
ร่างกาย ในเขตพื้นที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเขาปู่ ซึ่งอาการปวดกล้ามเนื้อพบได้บ่อยในวัยทำงานและ
ผู้ใช้แรงงานตลอดจนผู้สูงอายุ อาจสะสมมากขึ้นจนกลายเป็นอาการปวดเรื้อรัง ส่งผลกระทบต่อการดำเนิน
ชวี ติ ประจำวันและคุณภาพชีวติ เปน็ อย่างมาก
จากปัญหา ในปี 2561 พบว่า อัตราผู้ป่วยที่มารับบริการในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเขาปู่ที่มี
อาการปวดกล้ามเนื้อ จัดพบอยู่ใน 5 อันดับแรก ของการวินิจฉัยในกลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อส่วนใหญ่เป็นผู้ที่
ประกอบอาชีพทำสวนและผ้สู งู อายุ การรักษาอาการปวดกลา้ มเนือ้ นอกเหนือจากการใช้ยาแผนปัจจบุ นั ยังมกี าร
รักษาตามแพทย์แผนทางเลือกมาช่วยเสริมในหลายหลายวิธี เพื่อช่วยให้ผลการรักษาดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างย่ิง
การใช้สมุนไพรที่สามารถหาได้ง่ายในประเทศไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
กระทรวงสาธารณสุข ได้กล่าวถึงพืชสมุนไพรบางชนิดมีฤทธิ์ในการลดอาการปวดกล้ามเนื้อมากมาย ไม่ว่าจะเป็น
เพชรสังฆาต เถาวัลย์เปรียงไพล เป็นต้น และเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายแผนยุทธศาสตร์สุขภาพดีวิถีชีวิตไทย
คือการขับเคลื่อนด้วยพืชสมุนไพรเชิงเศรษฐกิจ และบริการธุรกิจเชิงสุขภาพอีกด้วย นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ชาชง
สมุนไพรไร้ปวด ไดจ้ ดั ทำขนึ้ เพ่ือลดปัญหาสุขภาพท่ีเกดิ จากการปวดกล้ามเน้ือ เม่อื วัดเปน็ ผลลัพธ์คือ ผู้ที่มีอาการ
ปวดกล้ามเน้ือ มีระดับความเจ็บปวดลดลงสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมใหค้ น
ในชุมชนเห็นคุณค่าของสมุนไพร มีความเชื่อมั่นเชื่อถือในผลิตภัณฑ์จากวัตถุดิบพืชสมุนไพรในท้องถิ่น และเพ่ือ
เปน็ การลดอัตราการใชย้ าแผนปัจจบุ ันโดยการนำสมนุ ไพรมาใช้ในการส่งเสริมสุขภาพให้ดยี ิง่ อกี ด้วย
45
บวั บก
46
การคัดเลอื กพันธบ์ุ ัวบกท่ีให้ผลผลิตและสารสำคัญสูงในพนื้ ที่ภาคเหนือ และภาคกลาง
โดย ประนอม ใจอ้าย และคณะ
ศูนย์วิจยั และพัฒนาการเกษตรแพร่
การคดั เลือกพันธุ์บัวบกที่ให้ผลผลิตและสารสำคญั สูงในพ้ืนท่ีภาคเหนือ เพอ่ื คัดเลือกหาสายพันธุ์บัวบก
ทใ่ี ห้ผลผลติ สารสำคญั สงู และเหมาะสมสำหรบั การปลูกในพนื้ ที่ โดยวางแผนการทดลองแบบ RCB ประกอบด้วย
3 ซ้ำ มี 8 กรรมวิธี ได้แก่ พันธุ์บัวบกจำนวน 8 สายพันธุ์ คือ สายพันธุ์ระยอง เพชรบุรี จันทบุรี พะเยา ตราด
นครปฐม เชียงราย และราชบุรี เตรียมแปลงปลูก ขนาด 2x3 เมตร จำนวน 30 แปลง ในโรงเรือนพรางแสง 60
เปอร์เซ็นต์ กว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร สูง 2.50 เมตร ปลูกบัวบกในแปลงย่อยในฤดูหนาว บันทึกการ
เจริญเติบโตเมื่ออายุ 1, 2 เดือน กำจัดวัชพืช และให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง การเจริญเติบโตของ
บวั บกเม่ืออายุ 30 และ 60 วนั เกบ็ เกี่ยวผลผลติ เมื่ออายุ 80-85 วัน ส่งตวั อย่างบวั บกอบแหง้ วิเคราะห์สารสำคัญ
ผลผลิตบัวบกสดต่อไร่เฉลี่ย 800-1,789 กิโลกรัมต่อไร่ โดยพันธุ์ที่ให้ผลผลิตมากที่สุด คือ พันธุ์ตราด รองลงมา
ได้แก่ พันธุ์เชยี งราย พะเยา เพชรบุรี นครปฐม ราชบุรี ระยอง จันทบุรี ตามลำดับ ผลผลิตบัวบกที่ล้างให้สะอาด
หั่นให้ละเอียด แล้วอบที่อุณหภูมิ 55 องศาเซลเซียส และส่งวิเคราะห์ปริมาณสาระสาคัญที่ห้องปฏิบัติการ
องค์การเภสัช กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กรุงเทพฯ พบว่าพันธุ์ที่มีปริมาณสาร Asiaticcoside สูงที่สุด คือ
พันธุ์ระยอง มีสาร Asiaticcoside เฉลี่ย 0.59 % ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานสมุนไพรไทยที่ระบุไว้ไม่ต่ำกว่า 0.5%
รองลงมา ไดแ้ ก่ สายพนั ธพุ์ ะเยา ราชบรุ ี ตราด เชียงราย เพชรบุรี จนั ทบุรี นครปฐม และเลย ตามลำดบั
47
การเพิม่ ประสิทธภิ าพการสกัดสารออกฤทธจ์ิ ากใบบวั บกโดยใช้เทคโนโลยีสเี ขยี วสําหรับการนําไปพฒั นา
ตาํ รบั ยาทาภายนอกต้านการอกั เสบ
โดย ผศ.ดร.นันทนา นชุ ถาวร
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหิดล
วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้เนื่องจากบัวบกประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มีสรรพคุณต่างๆ
มากมาย ได้แก่ ฤทธิสมานแผล ต้านออกซิเดชัน และต้านอักเสบ นําไปสู่การพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์สารสกัด
ใบบัวบกที่มีจําหน่ายในท้องตลาดสารออกฤทธิทางชีวภาพหลักของใบบัวบก คือ สารกลุ่ม pentacyclic
triterpenoids ที่ประกอบด้วย asiatic acid, asiaticoside, madecassic acid และ madecassoside ปัจจุบัน
การสกดั ใบบัวบกใช้วธิ ีการสกัดแบบด้งั เดมิ ซึ่งใชต้ วั ทาํ ละลายอินทรยี ์ปริมาณมากแต่มปี ระสทิ ธภิ าพในการสกัดต่ำ
ใชเ้ วลาและพลังงานในการสกัดมาก และกอ่ ให้เกิดของเสียท่ีปล่อยสสู่ ่ิงแวดล้อมจากตวั ทําละลายอินทรยี ์จํานวนมาก
การพัฒนาเทคโนโลยี คือ ของเหลวไอออนิกเป็นตัวทําละลายทางเลือกในการสกัดใบบัวบก โดยใช้
เทคโนโลยีสีเขียว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสกัดของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพกลุ่ม pentacyclic triterpenoids
ไดแ้ ก่ asiatic acid,asiaticoside, madecassic acid และ madecassoside จากใบบวั บก
จุดเด่นของงานวิจัย คือ 1) ได้กรรมวิธีการเตรียมสารสกัดบัวบกที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบโดย
เทคโนโลยีสีเขยี วดว้ ยการใช้ของเหลวไอออนิก 2) ได้สูตรและกรรมวิธีการเตรียมครีมท่ีมีสว่ นผสมสารสกดั บวั บก
ทีส่ กดั ด้วยของเหลวไอออนิก โดยครีมใบบัวบกมีความคงตวั ทางเคมีกายภาพท่ีดีและผ่านการตรวจสอบการปนเป้ือน
เชื้อจลุ นิ ทรีย์ตามเกณฑ์มาตรฐานประกาศกระทรวงสาธารณสุข
48
ศกึ ษาการป้องกนั กำจดั แมลงศตั รูบวั บกท่ถี กู ต้องและเหมาะสมในแหลง่ ปลกู
โดย ประนอม ใจอ้าย และคณะ
ศนู ยว์ จิ ัยและพฒั นาการเกษตรแพร่
ศึกษาวิธีการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูบัวบกโดยใช้สารธรรมชาติ โดยวางแผนการทดลองแบบ
Randomized Complete Block Desige (RCBD) ประกอบด้วย 4 ซ้ำ 7 กรรมวิธี ได้แก่ ฉีดพ่นสารสกัดสะเดา
สารสกดั หนอนตายอยาก สารสกดั ตะไคร้หอม สารไคโตซาน น้ำส้มควันไม้ สารปโิ ตรเล่ียมสเปรย์ออยล์ และไม่พ่น
สารป้องกันกำจัดแมลง เตรียมแปลงปลูก ขนาด 2x3 เมตร จำนวน 28 แปลง เตรียมต้นพันธุ์บัวบกโดยนำต้น
มาเพาะในถาดหลุมๆ ละ 2 ต้น เมื่ออายุได้ 1 เดือน นำลงปลูกในแปลง จำนวน 60 หลุมต่อแปลง เตรียมเมล็ด
สะเดาแห้งบดละเอียด เหง้าหนอนตายอยากสด 1 กิโลกรัม ลำต้นและใบตะไครห้ อมสด 1 กิโลกรัม แยกใส่ถังแช่
น้ำ 20 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน กรองเอากากออก ผสมสารจับเสริมประสิทธิภาพ นำไปฉีดพ่นบัวบก ไคโตรซาน และ
น้ำส้ม ควันไม้ อัตรา 28 มิลลิลิตร และปิโตรเลี่ยมสเปรย์ออยล์อัตรา 60 มิลลิเมตรต่อน้ำ 20 ลิตร ส่วนแปลง
ควบคุมฉีดพ่นน้ำเปล่า สำรวจแมลงศัตรูบัวบกและศัตรูชนิดอื่นๆ ก่อนฉีดพ่นสารธรรมชาติตามกรรมวิธี 1 วัน
และหลงั ฉดี พน่ สาร 3 และ 5 วนั ทำการฉีดพน่ สารตามกรรมวธิ ีทุก 15 วนั เก็บเก่ียวบวั บกเมื่ออายุ 85 วัน บนั ทึก
ลักษณะอาการที่ถูกแมลงเข้าทำลาย ข้อมูลผลผลิต ได้แก่ จำนวนต้นต่อ 1 ตารางเมตร น้ำหนักสดและแห้ง สุ่ม
เก็บตัวอย่างบัวบกสด ส่งตรวจวิเคราะห์หาเชื้อ E. coli ที่อาจปนเปื้อนบนตัวอย่างบัวบก และส่งตัวอย่างบัวบกแห้ง
วเิ คราะหโ์ ลหะหนัก รวมรวบข้อมูลและวเิ คราะห์ขอ้ มลู ทางสถิติ และทดสอบการป้องกันกำจัดแมลง 2 วิธี คือ วิธี
ของเกษตรกรไม่ได้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง และวิธีทดสอบป้องกันกำจัดแมลงโดยวธิ ีผสมผสาน โดยดำเนินการ
ในพื้นที่เกษตรกร ประเมินการระบาดของแมลง คำนวณเปรียบเทียบผลผลิตที่ได้โดยใช้ T-test บันทึก
องค์ประกอบผลิต ต้นทุนผลตอบแทน พบว่าแปลงบัวบกที่มีการควบคุมแมลงศัตรูบัวบกด้วยการฉีดพ่นสารสกัด
สะเดา น้ำส้มควันไม้ สารสกัดหนอนตายอยาก สารสกัดตะไคร้หอม สารไคโตซาน สารปิโตรเลี่ยมสเปรย์ออยล์
ทุก 2 สัปดาห์ และแปลงท่ีไม่มีการฉีดพ่นสารดังกล่าว ให้ผลในการควบคุมไม่แตกต่างกัน และการปลูกบัวบก
ในแปลงเกษตรกรในพน้ื ทจี่ งั หวดั แพร่ ไม่มีการใช้สารเคมีปอ้ งกันกำจดั แมลง ในช่วงฤดูหนาวมแี มลงศัตรูบัวบกน้อยกว่า
ในช่วงฤดูฝนพบหนอนกระทู้ผัก เพลี้ยกระโดด การป้องกันกำจัดโดยใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลือง จำนวน 80
กับดักต่อไร่ และฉีดพ่นน้ำแบบมินิสปริงเกลอร์วันละ 2 ครั้งๆ ละ 1 ชั่วโมง ในตอนเช้าและตอนเย็น ช่วยลดการ
ระบาดของแมลงศัตรูบัวบกได้ หากพบเริ่มมีการระบาดฉีดพ่นสารสะเดา ที่ได้จากการนำเมล็ดสะเดาแห้งบดให้
ละเอียด อัตรา 1 กิโลกรัม แช่น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นในตอนเย็นพบปริมาณของแมลงทั้ง 2 ชนิดลดลง เฉลี่ย 36.50-
54.22 เปอรเ์ ซ็นต์
49
ศกึ ษาการป้องกนั กำจดั โรคใบไหมแ้ ละโรคโคนเนา่ บวั บก
โดย แสงมณี ชิงดวง และคณะ
กรมวิชาการเกษตร
บัวบกที่ปลูกเป็นการค้าในเขตจังหวัดนนทบุรี มีปัญหาการเข้าทำลายของโรคใบไหม้ที่เกิดจากเชื้อรา
Cercospora sp ทำใหใ้ บมีลักษณะเปน็ จดุ สีน้ำตาล และโรครากเนา่ โคนเนา่ ทีเ่ กดิ จากเช้ือรา Sclerotium rolfsii
ทำให้โคนต้นเหลอื งและตาย สร้างความเสยี หายกับเกษตรกรเปน็ อยา่ งมาก ปีงบประมาณ 2555 จงึ ไดม้ ีการศกึ ษา
การควบคุมโรคใบไหม้ ด้วยการใช้เชื้อจุลนิ ทรยี ์ปฏิปักษ์ Bacillus subtilis น้ำหมักชีวภาพ สารเคมีป้องกันกำจัด
โรคพืช (คาร์เบนดาซิม) เปรียบเทียบกับวิธีควบคุม พบว่า ด้านการเจริญเติบโตของบัวบกทุกกรรมวิธีไม่มีความ
แตกตา่ งกันทางสถติ ิ การใชส้ ารเคมีปอ้ งกันกำจัดโรคพืช มเี ปอร์เซน็ ต์การเกิดโรคน้อยทีส่ ดุ 16.71% รองลงคือ B.
subtilis 17.86% ซึ่งไม่แตกต่างกันทางสถิติ แต่แตกต่างกับกรรมวิธีควบคุม และการใช้น้ำหมักชีวภาพ มี
เปอร์เซ็นต์การเกิดโรค 27.28 และ 28.58% ตามลำดับ ผลผลิต พบว่า การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดโรคพืชให้
ผลผลิตมากที่สุด 1.13 ตัน/ไร่ รองลงคือ B. subtilis 1.12 ตัน/ไร่ ซึ่งไม่แตกต่างกันทางสถิติ แต่แตกต่างกับ
กรรมวิธีควบคุม และการใช้น้ำหมักชีวภาพ ให้ผลผลิต 0.97 และ 0.94 ตัน/ไร่ ตามลำดับ ปีงบประมาณ 2556
จึงได้มีการศึกษาการควบคุมโรครากเน่าโคนเน่า ด้วยการใช้ B. subtilis Trichoderma harzianum น้ำหมัก
ชีวภาพ ไคโตซาน และวิธีควบคุม (control) พบว่า B. subtilis มีเปอร์เซ็นต์การเกิดโรคน้อยที่สุด 13.88% และ
ใหผ้ ลผลติ ของบัวบกมากที่สดุ คือ 1.20 ตนั /ไร่ อกี ทงั้ ยังเป็นเช้ือจุลินทรยี ์ทมี่ ีประโยชน์ ไมก่ ่อให้เกิดสารพิษตกค้าง
ในตวั พชื เหมือนกับการใชส้ ารเคมี
50
พลูคาว
51
เปรียบเทยี บพันธ์พุ ลูคาว
โดย สพุ ฒั ธณกิจ โพธ์สิ วา่ ง
ศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชยี งใหม่
พลูคาว เป็นพันธ์ไุ ม้สมุนไพรลม้ ลุกอายหุ ลายปี พบไดท้ ว่ั ไปในทวีปเอเชยี ตัง้ แต่แถบเทือกเขาหิมาลัยไป
จนถึงแถบประเทศเวยี ดนาม พบได้ในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย อินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลี มีประวัติการ
ใช้ประโยชน์อยา่ งกว้างขวางในภูมิภาคต่าง ๆ ของเอเชียมานานแล้ว สำหรับประเทศไทยพบมากภาคเหนอื ทั้งท่ี
ขึ้นตามธรรมชาติและที่ปลูก สารออกฤทธิ์ที่มีในพลูคาวมีคุณสมบัติในการทำลายและยับยั้งการเจริญเติบโตของ
เซลมะเร็ง มีฤทธิ์ต้านไวรัสและแบคทีเรยี ปัจจุบันในการผลติ พลูคาวเพื่อประโยชน์ด้านสมนุ ไพร ยังขาดพันธุท์ ี่ให้
สารสำคัญสมำ่ เสมอ การปลกู ในสภาพพืน้ ทต่ี ่างกนั ให้สารสำคัญต่างกัน จึงควรมกี ารศกึ ษาการปลูก การเก็บเกี่ยว
และการปฏิบัติหลงั การเกบ็ เกีย่ ว เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคณุ ภาพ มีสารสำคัญที่มีฤทธ์ิทางเภสัชที่สูง ดังนั้นศูนยว์ ิจัย
เกษตรหลวงเชียงใหม่จึงได้ทำการปลูกทดสอบพันธ์ุพลูคาวที่ได้จากแหล่งต่างๆ ในภาคเหนือ ได้แก่สายพันธุ์
ใบแดงเชียงราย สายพันธุ์ใบแดงเชียงใหม่ สายพันธุ์ใบแดงพิษณุโลก สายพันธุ์ใบเขียวลำปาง สายพันธุ์ใบเขียว
แพร่ สายพันธุ์ใบเขียวสุโขทัย สายพันธุ์ก้านม่วงแพร่ 1 สายพันธุ์ก้านม่วงแพร่ 2 และสายพันธุ์ก้านม่วงแพร่ 3
นำมาปลูกทดสอบท่ีศูนย์วิจัยเกษตรหลวงเชยี งใหม่ ความสูงจากระดับน้ำทะเล 320 เมตร พบว่าเมื่อปลูกจนอายุ
3 เดอื น ไมพ่ บความแตกตา่ งของการเจรญิ ในแนวราบดา้ นข้างเมื่อพิจารณาจากเสน้ ผา่ นศูนย์กลางทรงพุ่ม แต่เมื่อ
พิจารณาการเจริญเติบโตในแนวตั้ง จากความสูงต้นพบว่าสายพันธุ์ก้านม่วงแพร่ 1 มีความสูงต้นมากที่สุดคือ
21.91 เซนติเมตร แต่ไม่แตกต่างกับสายพันธุ์ใบแดงเชียงใหม่ สายพันธุ์ใบแดงพิษณุโลก สายพันธุ์ก้านม่วงแพร่ 3
สายพันธุ์ใบเขียวแพร่ 2 สายพันธุ์ก้านม่วงแพร่ 2 และสายพันธุ์ใบแดงเชียงราย ที่มีความสูงต้นเท่ากับ 20.43,
20.13, 20.13, 19.96, 19.66, และ 18.66 เซนตเิ มตร ตามลำดบั สายพันธ์ุใบเขียวลำปางมีความสูงต้นเฉล่ียน้อย
ที่สุดคือ 15.36 เซนติเมตร ด้านจำนวนใบต่อต้น พบว่า สายพันธุ์ก้านม่วงแพร่ ทั้งสามสายพันธุ์ ได้แก่ สายพันธุ์
ก้านม่วงแพร่ 3 สายพันธุ์ก้านม่วงแพร่ 1 สายพันธุ์ก้านม่วงแพร่ 2 และสายพันธุ์ใบแดงเชียงราย มีจำนวนใบ
มากกว่าสายพันธอุ์ ่นื คือ 10.43 ใบ, 9.67 ใบ, 8.73 ใบ และ 8.57 ใบ ตามลำดบั และพนั ธ์ใุ บเขียวลำปางมีจำนวน
ใบต่อต้นน้อยที่สุด คือ 6.47 ใบ เมื่อปลูกรักษาเป็นระยะเวลา 6 เดือน ไม่พบความแตกต่างของการเจริญใน
แนวราบด้านข้างเมื่อพิจารณาจากเส้นผ่านศูนย์กลางทรงพุ่ม แต่มีความแตกต่างของการเจริญเติบโตในแนวต้ัง
ด้านความสูงต้น โดยพบว่าสายพันธุ์ใบแดงเชียงใหม่มีความสูงต้นมากที่สุดคือ 35.27 เซนติเมตร ซึ่งไม่แตกต่าง
จากสายพันธุ์ใบแดงพิษณุโลก สายพันธุ์ก้านม่วงแพร่ 2 สายพันธุ์ก้านม่วงแพร่ 1 สายพันธุ์ใบแดงเชียงราย และ
สายพันธ์ุใบเขยี วแพร่ ทม่ี คี วามสูงต้นเท่ากบั 34.57, 34.37, 32.50, 32.50 และ 31.43 เซนตเิ มตร ตามลำดับ แต่
แตกต่างจากสายพันธุ์ใบเขยี วลำปาง และสายพันธ์ุก้านม่วงแพร่ 3 ที่ต้นมีความสูงที่น้อยกว่า 6 สายพันธุ์ดงั กลา่ ว
คือ 30.40 และ 30.23 เซนติเมตร ตามลำดับ ด้านจำนวนใบต่อต้นพบว่า สายพันธุ์ใบแดงเชียงราย มีจำนวนใบ
ต่อต้นสูงที่สุด คือ 8.47 ใบ ซึ่งไม่แตกต่างกับสายพันธุ์อื่นๆ ยกเว้นสายพันธุ์ก้านม่วงแพร่ 1 ที่มีจำนวนใบต่อต้น
52
น้อยที่สุด คือ 6.63 ใบ และเมื่อพิจารณาจากน้ำหนักสดต่อพื้นที่ปลูก 1 ตารางเมตร พบว่า สายพันธุ์ใบเขียว
ลำปาง สายพันธุใ์ บแดงพิษณุโลก สายพันธุก์ ้านม่วงแพร่ 2 และสายพันธุ์ใบเขียวสุโขทัย จัดเป็นกลุ่มสายพันธุท์ ีม่ ี
ผลผลิตน้ำหนกั สดต่อตารางเมตรทีส่ งู คอื 2,450 2,250 2,150 และ 2,050 กรมั ตามลำดบั
ส่วนสายพันธุก์ ้านมว่ งแพร่ 1 สายพันธุใ์ บแดงเชยี งราย สายพันธุใ์ บแดงเชียงใหม่ และสายพันธุใ์ บเขียว
แพร่ จัดเป็นกลุ่มสายพันธุ์ที่มีผลผลิตน้ำหนักสดต่อตารางเมตรที่ต่ำกว่ากลุ่มแรก คือ 1,250, 1,150 1,000 และ
1,000 กรัม ตามลำดับ แต่เมื่อนำผลผลิตสดต่อตารางเมตรที่ได้ไปอบแห้งที่อุณหภูมิ 45 องศาเซลเซียส เป็น
ระยะเวลา 24 ชั่วโมง น้ำหนักแห้งที่ได้ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ และเมื่อนำผลผลิตสดไปวิเคราะห์หา
ปริมาณสารสำคญั 2 ชนิด ไดแ้ ก่ Quercitin และ Rutin พบว่า สายพันธก์ ้านม่วงแพร่ 1 สายพันธ์ุก้านมว่ งแพร่ 2
และสายพันธุ์ก้านม่วง แพร่ 3 มีแนวโน้มพบสารสำคัญ Quercitin ในผลผลิตสูงกว่าสายพันธุ์อื่น คือ 2.68 ±
0.04, 2.22 ± 0.16, และ 1.79 ± 0.21 (mg/g DW) ตามลำดับ ส่วนสารสำคัญ Rutin มีแนวโน้มพบมากที่สุดใน
พลูคาวสายพันธุ์ใบเขียวลำปาง สายพันธุ์ใบเขียวแพร่ และสายพันธุ์ก้านม่วงแพร่ 3 ซึ่งมีค่าเท่ากับ 1.25 ± 0.07,
0.94 ± 0.21 และ 0.87 ± 0.09 (mg/g DW) ตามลำดบั
53
ไพล
54
การศกึ ษาอายตุ ้นกล้าไพลท่ีไดจ้ ากเพาะเล้ยี งเนอ้ื เย่ือทเ่ี หมาะสมในการปลกู ในแปลง
โดย พฤกษ์ คงสวสั ดิ์ และคณะ
กรมวิชาการเกษตร
ไพล (Phlai : Zingiber cassumnar) เป็นพชื สมนุ ไพรท่ีมีความต้องการของตลาดค่อนข้างสูง ประเทศไทย
มีพื้นที่ปลูกไพลประมาณ 1,000 ไร่ แต่ปัญหาสำคัญของการผลิตไพลคือโรคหัวเน่าที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเข้า
ทำลาย และยังไม่มีวิธีการใดที่จะสามารถควบคุมโรคหัวเน่าได้อย่างมีประสทิ ธิภาพ จำเป็นต้องหาวิธีการป้องกนั
กำจัดโรคหัวเน่าเพื่อการผลิตหัวไพลที่มีคุณภาพ ปราศจากโรคเหีย่ วสำหรับปลกู ในสภาพแปลงปลูก และขั้นตอน
การผลิตหัวพันธุ์ไพลพันธุ์ดขี องกรมวิชาการเกษตรในเชิงพาณิชย์ แผนการทดลองเปรียบเทียบอายุต้นกล้าไพลที่
ได้จากเพาะเล้ียงเนื้อเย่ือที่เหมาะสมในการปลูกในแปลงจำนวน 9 กรรมวิธี ไดแ้ ก่ 1. ตน้ พันธุ์ไพลรนุ่ G1 อายุ 24
เดือน (จากหัวไพลรุ่น G0 ที่ออกปลูกเดือน ก.พ.2555) 2. ต้นพันธุ์ไพลรุ่น G1 อายุ 23 เดือน (จากหัวไพลรุน่ G0
ที่ออกปลูกเดือน มี.ค.2555) 3. ต้นพันธุ์ไพลรุ่น G1 อายุ 22 เดือน (จากหัวไพลรุ่น G0 ที่ออกปลูกเดือน เม.ย.
2555) 4. ต้นพันธุ์ไพลรุ่น G1 อายุ 21 เดือน (จากหัวไพลรุ่น G0 ที่ออกปลูกเดือน พ.ค.2555) 5. ต้นพันธุ์ไพลรุ่น
G1 อายุ 20 เดอื น (จากหวั ไพลรุ่น G0 ท่ีออกปลกู เดือนม.ิ ย.2555) 6. ต้นพนั ธุไ์ พลรนุ่ G1 อายุ 19 เดอื น (จากหัว
ไพลรุ่น G0 ที่ออกปลูกเดือน ก.ค.2555) 7. ต้นพันธุ์ไพลรุ่น G0 อายุ 12 เดือน (ออกปลูกเดือนกพ. 2556) 8. ต้น
พันธุ์ไพลรุ่น G0 อายุ 2 เดือน (ออกปลูกเดือนกพ. 2557) และ 9. ต้นพันธุ์ไพลจากแปลง เก็บเกี่ยวที่อายุ 12
เดือน (กรรมวิธีควบคุม) ทดลองที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษปี 2555-2557 รวม 3 ปี ผลการทดลอง พบว่า อายุ
ต้นพันธ์ุไพลท่ีได้จากการเพาะเลย้ี งเนื้อเย่ือมีในรุน่ G1 แต่ละกรรมวธิ ี มผี ลต่อความสูงต้นเฉล่ียความกว้างทรงพุ่ม
เฉลี่ย และจำนวนหน่อใหม่ โดยต้นพันธุ์ไพลรุน่ G1 อายุ 24 เดือนมีจำนวนหนอ่ ใหมแ่ ละน้ำหนกั หวั ไพลมากท่สี ุด
(11.0 ยอด และ1,000 กรัม ตามลำดับ) มากกว่าหัวพันธุ์ไพลจากแปลง (control) (5.7 ยอด และ 110 กรัม
ตามลำดบั ) มีจำนวนหน่อใหม่มากกวา่ ถึงร้อยละ 92.98% และน้ำหนกั หัวไพลมากว่ารอ้ ยละ 909.09 อาจเกดิ จาก
หวั พนั ธุ์ไพลท่ีได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีการปนเป้ือนของโรคเหีย่ วน้อยกว่าหวั พันธจุ์ ากแปลงท่ีปลูกติดต่อกัน
มาเป็นระยะเวลานาน แต่ในปี 2557 ไม่พบว่าเกิดอาการโรคเหี่ยวในทุกกรรมวิธีอาจเกิดจาก เกิดภาวะแล้งจัด
และมีปริมาณฝนตกเพียง 2 เดอื นเท่าน้นั
สรุปผลการทดลอง 1) ต้นไพลท่ีเพาะเล้ียงจากเน้ือเย่ือในรุ่น G1 อายุ 24 เดือนเหมาะสมในการผลิต
หัวแมพ่ นั ธ์ไุ พลในเชิงการค้า ซ่งึ จะให้ผลผลิตหัวไพลมากกว่าหวั พันธ์จุ ากแปลงไม่น้อยกว่า 480 กิโลกรัมต่อไร่ ใน
การปลกู เวลา 1 ปี 2) ตน้ ไพลท่เี พาะเล้ียงจากเน้ือเยื่อสามารถใช้ปลกู ทงั้ หัวไพลในรนุ่ G0 และในรุ่น G1 โดยจะใช้
พนื้ ท่ีผลิตหัวพนั ธ์นุ อ้ ยกว่าการผลติ ในแปลงมากก่อน
55
คดั เลอื กและทดสอบประสทิ ธภิ าพจุลินทรยี ์ปฏปิ กั ษใ์ นการควบคมุ โรคเหี่ยวของไพล
โดย สุธามาศ ณ น่าน และคณะ
ศนู ย์วิจยั พชื สวนเชียงราย และสถาบันวิจัยพืชสวน
การคัดเลือกและทดสอบประสิทธิภาพจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ในการควบคุมโรคเหี่ยวของไพล โดยเก็บ
ตัวอย่างดิน ปุ๋ยคอก และรากพืช เพื่อหาเช้ือแบคทีเรียปฏิปักษ์จากแหล่งปลูก จ.เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง และ
พะเยา สามารถแยกเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์ได้ 323 ไอโซเลท จำแนกได้เชื้อแบคทีเรีย Bacillus จำนวน 182 ไอโซเลท
นำไปทดสอบประสิทธภิ าพการยบั ยง้ั การเจรญิ ของเช้ือ Ralstonia solanacearum (RS) สาเหตุโรคเหยี่ วของไพล
ในห้องปฏิบัตกิ าร โดยวิธี Paper disc diffusion method พบเชอ้ื แบคทเี รยี ปฏปิ กั ษ์จำนวน 3 ไอโซเลท สามารถ
ยับยั้งการเจริญของเชื้อ RS คือ CMS 1-2, LPS 3-2 และ LPR 1-5 ทดสอบความสามารถในการควบคุมโรคใน
เรือนทดลอง ปรากฏว่าการใช้แบคทีเรียบาซิลลัส สามารถควบคุมการเกิดโรคเหี่ยวของไพลได้เกือบทุกกรรมวิธี
ยกเว้น ไอโซเลท CMS 1-2 และไอโซเลท LPS 3-2 + LPR 1-5 ซึ่งให้ผลไม่แตกต่างทางสถิติกับกรรมวิธีควบคุม
(+เชื้อโรคเหี่ยว) โดยแบคทีเรีย Bacillus ไอโซเลทดินรากยาสูบ สามารถควบคุมโรคได้ดีท่ีสุด รองลงมาได้แก่
ไอโซเลท CMS 1-2 + LPS 3-2 ส่วนการทดสอบความสามารถควบคุมโรคในแปลงทดลองหลังจากปลกู ไพลนาน
5 เดอื นพบว่า เช้ือแบคทเี รีย Bacillus ทกุ กรรมวธิ ไี มส่ ามารถควบคมุ การเกดิ โรคเหี่ยวของไพลได้ พบไพลในแปลง
ทดลองเกิดโรคเหี่ยวตายทุกกรรมวธิ ี ภายใต้สภาพแวดล้อมท่เี หมาะสมต่อการระบาดของโรคเห่ยี ว
56
ผลของสารสกัดจากเปลือกมังคุด ไพลและนำ้ มนั ไพลต่อการยบั ยั้งการเจรญิ ของเช้ือแบคทีเรยี
โดย กอ่ โรค วรรณี สมปั ปโิ ต และคณะ
มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
งานวิจัยนี้ศกึ ษาคุณสมบัติการยับยั้งแบคทเี รียและปริมาณสารสำคัญในตวั อย่างเปลือกมังคุดและเหงา้
ไพลที่สกัดด้วยวิธีการแช่ในเอธานอล 95% และน้ำมันไพลที่สกัดด้วยการกลั่นด้วยไอน้ำจากการทดลองพบว่า
น้ำมันไพลมปี ระสทิ ธิภาพในการยบั ย้ังแบคทีเรยี 8 ชนดิ ทีท่ ดสอบ (Staphylococcus aureus, Staphylococcus
epidermidis, Bacillus cereus, B. subtilis, Salmonella typhi, Pseudomonas aeruginosa, Serratia
marcescens และ Escherichia coli) เมื่อใช้วิธี broth microdilution assay โดยมีค่าความเข้มข้นต่ำสุดที่
สามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย (MIC) ต่ำกว่า 12.50 μl/ml องค์ประกอบทางเคมีของสารออกฤทธ์ิ
สำคัญของน้ำมันไพลในการยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย ได้แก่ Sabinene, Terpinen-4-ol, Terpinene และ
Pinene การทดลองนี้แสดงให้เห็นว่าน้ำมันไพลมีฤทธิ์ในการยับยั้งแบคทีเรียได้ จึงสามารถนำน้ำมันไพลไป
ประยุกต์ใช้เป็นส่วนผสมในผลติ ภัณฑ์ กำจัดเชื้อที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดลอ้ มเพื่อลดการใช้สารเคมี และเป็นการเพ่มิ
มูลค่าให้กับสมุนไพรไทยพืน้ บ้านอกี ทางหนึง่
การศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าน้ำมันไพลประกอบไปด้วยสารออกฤทธิ์สำคัญในการยับยั้งการเจริญของ
แบคทีเรีย ได้แก่ Sabinene, Terpinen-4-ol, Terpinene และ Pinene มีฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญของ S.
aureus, B. cereus และ E. coli ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคทางเดินอาหารหรือมีส่วนในการทำให้
อาหารเนา่ เสียจึงมีความเปน็ ไปได้ในการนำน้ำมนั ไพลไปพัฒนาเป็นสารถนอมอาหารชนิดใหม่เพ่ือยืดอายุการเก็บ
รักษาอาหารหรือใช้ในการรักษาโรคทางเดินอาหารที่เกิดจากแบคทีเรียเหล่าน้ี นอกจากนี้ยังสามารถยับยั้งการ
เจริญของ S. epidermidis ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดสิวจึงมีความเป็นไปได้ในการนำน้ำมันไพลไปพัฒนาเป็น
เคร่อื งสำอางรกั ษาสวิ ได้
57
ผลติ ภัณฑส์ เปรย์นาโนอิมลั ชันจากสารสกัดตา้ นอกั เสบจากไพล
โดย ผศ.ดร.สมศกั ด์ิ นวลแก้ว
มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิธีการสกัดสารสําคัญจากไพลให้ได้สารสําคัญที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบให้ได้
ปริมาณสูง โดยการเปรยี บเทียบระหว่างวธิ ีการทอดซง่ึ เปน็ วธิ ีดั้งเดิมเดิม วิธีการหมักด้วยตัวทําละลาย และวิธีการ
ตม้ กลน่ั เพือ่ นําสารสกัดที่ได้มาพฒั นาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อต้านการอักเสบในรปู แบบสเปรย์นาโนอมิ ัลชัน ซ่ึงไพลถูก
นำมาใช้รักษาอาการต่างๆ แต่ยังไม่มีการศึกษาวิธีการสกัดสารสำคัญจากไพลให้ได้สารสำคัญที่มีฤทธิ์ต้านการ
อักเสบในปริมาณสูง ทั้งนี้ การพัฒนาให้อยู่ในรูปของอิมัลซันจนาดนาโนชนิดน้ำมันในน้ำนั้นจะช่วยเพิ่มการซึม
ผ่านผิวหนังไปยังชั้นกลุ่มเนื้อหรือไขข้อได้ในปริมาณมากขึ้น ซึ่งจะเพิ่มความคงตัวให้แก่สารสําคัญ ง่ายต่อการ
พัฒนาในระดับอตุ สาหกรรม และการทาํ ใหอ้ ยู่ในรูปแบบสเปรยช์ ่วยอาํ นวยความสะดวก ในการใชก้ ารวิจัยนี้จึงมุ่ง
พัฒนาวิธีการสกัดสารต้านอักเสบจากไพลให้ได้ปริมาณสูงและพัฒนาตํารั บสเปรย์นาโนอิมัลชันจากสารสกัด
ดังกล่าวจุดเด่นของงานวจิ ัย คือ 1) อิมัลชันขนาดนาโนชนิดน้ำมนั ในน้ำและสปรย์นาโนอิมัลชันจากสารสกัดต้าน
อกั เสบจากไพล เปน็ ผลติ ภณั ฑท์ ่ีมรี ูปแบบใหม่ท่ยี ังไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด วัตถุดบิ หาง่าย และสามารถส่งเสริม
การปลูกเป็นระบบเกษตรพันธสัญญา และการพัฒนาให้อยู่ในรูปนาโนอิมัลซันทำให้ง่ายต่อการนำไปพัฒนาใน
ระดบั อตุ สาหกรรม
58
แผน่ ปดิ เส้นใยนาโนบรรเทาอาการปวดกล้ามเนือ้ จากน้ำมนั ไพลชนดิ ออกฤทธยิ์ าวนาน
โดย ดร.เดชา เดชตรัยรตั น์
คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
วัตถุประสงค์ของการวิจัยน้ีเนือ่ งจากฤทธิใ์ นการลดอาการอักเสบของสารออกฤทธส์ าํ คัญที่พบในนำ้ มนั
ไพล พบว่าสามารถออกฤทธิ์ในการลดการอักเสบได้ดีกว่าตัวยาสังเคราะห์อย่าง diclofenac อาการปวดแบบ
เร้ือรงั ถือเปน็ ปัญหาสุขภาพท่ีพบมากข้ึน ยาทีม่ ีการใชภ้ ายนอกร่างกายนั้นถือว่าได้รับการตอบรบั ไมน่ ้อยไปกว่ายากิน
เนื่องจากผลข้างเคียงของยาที่พบน้อยกว่าในกรณีของยากิน ในปัจจุบันได้มีการนําเทคโนโลยีการนําส่งยาและ
การควบคุมการปลดปล่อยยาเข้ามาใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ยาในรูปแบบต่างๆ เพื่อทําให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้
ยาทดี่ ีที่สุด ในปรมิ าณท่ีเหมาะสมไมม่ ากเกินความจาํ เป็น และเพ่ือให้เกิดผลข้างเคยี งน้อยทีส่ ุด
การพัฒนาเทคโนโลยใี ชเ้ ทคโนโลยีเส้นใยนาโนในการควบคุมการปลดปล่อยยา เนื่องจากมีขนาดอยู่ใน
ระดับนาโนเมตร จึงทําให้มีอัตราส่วนของพื้นที่ผิวต่อปริมาตรที่สูงมาก และมีรูพรุนที่เกิดจากการซ้อนทับกันของ
เส้นใยแบบไม่เป็นระเบียบเป็นจํานวนมาก นอกจากนั้นแล้วรูพรุนเหล่านี้ยังเชื่อมต่อถึงกัน ทําให้น้ำและอากาศ
แพร่ผ่านรูพรุนเหล่านั้นได้ การปลดปล่อยยาจึงเป็นไปอย่างทั่วถึง จึงเหมาะสมที่จะนํามาใช้ในการควบคุมการ
ปลดปล่อยยาให้มปี ระสทิ ธภิ าพและมีระยะเวลายาวนานข้นึ
จุดเด่นของงานวิจยั ต้นแบบผลติ ภณั ฑ์แผ่นปิดเส้นใยนาโนบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อจากน้ำมนั ไพล
ราคาต้นทนุ ตอ่ แผน่ คดิ เป็น 3.32 บาท
59
แผน่ แปะแกป้ วดจากสารสกัดไพลและสารเมือกจากเมล็ดแมงลกั
โดย รศ.ดร.ภาคภมู ิ พาณชิ ยปู การนนั ท์
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์
วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้เนื่องจากปัจจบุ ันมีการนำสมนุ ไพรมาใช้ประโยชน์รวมถงึ ใชเ้ ป็นยารักษาโรค
อย่างแพร่หลาย ไพลเป็นสมุนไพรที่นิยมนำมาใช้บรรเทาอาการปวด เคล็ด ขัดยอก โดยมีตำรับยาที่เตรียมจ าก
น้ำมนั ไพลในรูปแบบของครีม ซงึ่ ปริมาณตัวยาสำคัญในครีมไพลสง่ ผลตอ่ คุณภาพการรักษา ถ้ามากไปจะก่อให้เกิด
การระคายเคอื ง แตถ่ า้ น้อยไปจะทำให้ประสิทธิภาพการรกั ษาต่ำลง
การพัฒนาเทคโนโลยี กรรมวิธีการผลิตแผ่นแปะแก้ปวดจากสารสกัดจากไพลและสารเมือกจากเมล็ด
แมงลกั ท้งั หมดเป็นกรรมวิธที เี่ ป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Pharmacy) แผน่ แปะเตรยี มข้นึ ดว้ ยวิธีการสกดั ไพล
ทเ่ี ป็นมติ รต่อสง่ิ แวดล้อม (Green Extraction) และสามารถควบคุมปริมาณสารสำคัญจากไพลที่ออกฤทธ์ิแก้ปวด
และต้านการอักเสบของกล้ามเนื้อทำให้แผ่นแปะที่เตรียมได้มีปริมาณสารสำคัญเพียงพอต่อการออกฤทธิ์รักษา
รวมถึงมีคุณภาพในการรักษาเหมือนกันทุกครั้งที่ผลิต นอกจากนี้ การใช้สารเมือกจากเมล็ดแมงลักเป็นการก่อ
ฟลิ ์มของแผน่ แปะ ช่วยใหไ้ ม่เกิดการระคายเคืองแก่ผวิ หนังอกี ดว้ ย
จุดเด่นของงานวิจัย คือ 1) ใช้วตถุดิบที่มีอยู่ในประเทศ และหาได้ง่าย 2) สามารถควบคุมปริมาณ
สารสำคญั ทอี่ อกฤทธแิ์ กป้ วดและตา้ นการอักเสบของกล้ามเนอ้ื ในแผ่นแปะได้ ทำใหแ้ ผ่นแปะท่ีผลติ ไดใ้ นแต่ละครั้ง
มีความสม่ำเสมอของคุณภาพในการรักษา 3) เป็นยาในอีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รบั ความนิยมสะดวกต่อการใช้งาน 4)
กรรมวิธีการผลิตทัง้ หมดเป็นกรรมวธิ ีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Pharmacy) สามารถนำไปประยุกต์ใชไ้ ด้
หลากหลาย
60
ศึกษาการควบคุมโรคเหีย่ วท่ีเกิดจากเชือ้ แบคทีเรยี ของไพลโดยวธิ ีผสมผสาน
โดย สธุ ามาศ ณ น่าน และคณะ
ศูนย์วิจยั พืชสวนเชียงราย และสถาบนั วิจัยพืชสวน
ศึกษาการควบคุมโรคเห่ียวของไพลที่เกดิ จากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum โดยผสมผสาน
วิธีการเขตกรรมร่วมกับใช้เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์บาซิลลัส ดำเนินการในแปลงทดลองของศูนย์วิจัยพืชสวน
เชียงราย ระหวา่ งปี 2557-2558 วางแผนการทดลองแบบ RCB จำนวน 4 ซ้ำ 5 กรรมวิธี ได้แก่ กรรมวธิ ีท่ี 1 เขต
กรรม,กรรมวธิ ที ่ี 2 เขตกรรม+บาซลิ ลสั LPR 1-5,กรรมวธิ ที ่ี 3 เขตกรรม+บาซลิ ลัสCMS 1-2 + LPS 3-2,กรรมวิธี
ที่ 4 เขตกรรม+บาซิลลัสดินรากยาสูบ และกรรมวิธีที่ 5 ไม่มีการเขตกรรมและไม่ใช้บาซิลลัส (control)
ประเมนิ ผลการควบคมุ โรคเหี่ยวแตล่ ะกรรมวธิ ี โดยตรวจนับจำนวนตน้ เปน็ โรค และคำนวณหาเปอร์เซ็นต์การเกิด
โรค ในปี 2557 เมื่อไพลอายุได้ 120 และ180 วันหลังปลูกพบว่ากรรมวิธีที่ 4 ให้ผลในการควบคุมโรคได้ดีกว่า
กรรมวิธีอื่น ซึ่งพบโรคเฉลี่ยต่ำที่สุดเพียง 22.5 และ 13.5% ตามลำดับ แต่ปรากฏว่ากรรมวิธีที่ 2 เขตกรรม+
บาซิลลัส LPR 1-5 มีประสิทธภิ าพท่ีดีในการควบคุมโรคเหี่ยวเมื่อไพลอายุได้ 210 วนั หลังปลกู พบโรคเฉลี่ย 25%
รองลงไป ได้แก่ กรรมวิธีท่ี 3 และ 4 พบไพลเกดิ โรคเหย่ี วเฉลี่ย 28.5 และ 31.0% ตามลำดบั สำหรับปี 2558 ได้
ทดลองซ้ำในแปลงเดิมเพื่อยืนยนั ผลพบว่าทุกกรรมวิธีสามารถควบคุมโรคเหี่ยวของไพลที่อายุ 90 วัน ได้แตกต่าง
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับกรรมวิธีควบคุมและเมื่อไพลอายุ 180 วันปรากฏว่า การควบคุมโรคได้ผล
เช่นเดียวกับปีแรก คือ กรรมวิธีที่ 4 มีไพลเป็นโรค 75.0% ซึ่งน้อยกว่ากรรมวิธีอื่น รองลงไปได้แก่ กรรมวิธีที่ 2
และ 1 พบไพลเป็นโรคเหี่ยว 77.5และ 85% ตามลำดับ ในขณะที่กรรมวิธีควบคุมไพลเกิดโรค 100% อย่างไรก็ตาม
เมื่อไพลอายุได้ 210 วัน เกิดโรคเหี่ยวระบาดอย่างรวดเร็วและรุนแรงในแปลงทดลองซึ่งตรงกบั ฤดูฝนที่มีความช้นื สูง
และอากาศร้อน จนกระทั่งทำให้วิธีการเขตกรรมที่ใช้ร่วมกับแบคทีเรียบาซิลลัสไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะ
ควบคมุ การระบาดโรคเหีย่ วในแปลงทดลอง
61
ศึกษาการป้องกันกำจัดโรคหัวเน่าของไพลทเ่ี กิดจากเชือ้ แบคทเี รยี ในสภาพแปลงปลูก
โดย แสงมณี ชิงดวง, ศรสี ดุ า โทท้ อง และจรญั ดิษฐไชยวงศ์
กรมวิชาการเกษตร
ศึกษาการป้องกันกำจัดโรคหัวเน่าของไพลที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในสภาพแปลงปลูกดำเนินการ
ทดลองที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรพิจิตร ระหว่างปี พ.ศ.2554-2556 วางแผนการทดลองแบบ
Randomized complete block design (RCBD) 4 ซำ้ มี 5 กรรมวธิ ี คือ 1. ผกั ชงิ ฉ่าย อตั รา 3.2 ตันต่อไร่ (24
กิโลกรัมต่อแปลงยอ่ ย) ไถกลบก่อนปลูก 2 สัปดาห์ 2.ผักคราดหัวแหวน อัตรา 30 กิโลกรัมต่อแปลงย่อย ไถกลบ
ก่อนปลูก 2 สัปดาห์ 3.น้ำหมักชีวภาพ (สูตรกุ้ง หอย) อัตรา 60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เป็นประจำทุกเดือน 4.
ไคโตซาน 1% อัตรา 60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เป็นประจำทุกเดือน 5.ไม่ใส่กรรมวิธี บันทึกข้อมูลการ
เจรญิ เติบโต เปอรเ์ ซน็ ตก์ ารเกดิ โรค และผลผลติ ผลการทดลองพบวา่ กรรมวธิ ีใช้สารชีวภาพอัตรา 60 ซซี /ี น้ำ 20
ลติ ร ทกุ ๆ เดอื น มีการเกิดโรคน้อยและให้ผลผลิตสงู สดุ ไพลมเี ปอร์เซ็นต์การเกิดโรคหัวเน่า คือ 6.25 เปอร์เซ็นต์
และให้ผลผลติ ไพล 1,553 กโิ ลกรัมตอ่ ไร่ต่อปี
62
ฟ้าทะลายโจร
63
ขอ้ ควรรู้เก่ียวกบั การใช้ “สารแอนโดรกราโฟไลด์” ในผลติ ภัณฑ์ “ฟ้าทะลายโจร”เพื่อ “การรกั ษาโควดิ -19”
โดย ศาสตราจารย์เกยี รติคุณ แพทย์หญิง สยมพร ศริ นิ าวนิ (คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล)
นายแพทย์ กลุ ธนิต วนรัตน์ (กรมการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสขุ )
เภสชั กร วราวธุ เสริมสินสริ ิ (สำนกั งานคณะกรรมการอาหารและยา)
เภสัชกร วรสดุ า ยงู ทอง (อนุกรรมการพฒั นาบัญชียาหลกั แห่งชาตดิ า้ นสมนุ ไพร)
ฟา้ ทะลายโจร (Andrographis paniculata) เป็นพชื ทอ้ งถ่นิ ของอนิ เดียและศรลี ังกา และกระจายไปยัง
เอเชยี ใต้และตะวันตกเฉียงใต้ ใช้เปน็ สมนุ ไพรในการรักษาโรคต่างๆ มานานหลายสิบปี โดยเฉพาะอย่างย่ิงโรคติดเช้ือ
และอาการหวัด เป็นพืชเขตร้อนชื้น ไม่สามารถปลูกในเขตหนาวหรือเขตอบอุ่นได้ สารสำคัญที่ออกฤทธิ์ คือ
แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) และอนพุ ันธ์ ซ่ึงมรี ายงานการคน้ พบในวารสารอนิ เดียต้ังแต่ พ.ศ. 2494
งานวจิ ยั สว่ นใหญต่ ีพิมพ์ในวารสารของประเทศอนิ เดียและจีน มกี ารวจิ ยั ในฐานะเป็นสารสกัดแอนโดรกราโฟไลด์
ที่มีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสชนิดต่างๆ นาน กว่า 10 ปี รวมทั้งมีการวิจัยหาขนาดยาและผลข้างเคียงเมื่อเกิดการระบาด
ของโควิด-19 การวจิ ัยพบวา่ สารแอนโดรกราโฟไลด์มีฤทธยิ์ ับยั้งการเพม่ิ จำนวนของไวรสั โควดิ -19 (SARS-CoV-2)
ในเซลล์เนื้อเยื่อ แต่ไม่ยับยั้งการเข้าเซลล์ข้อมูลวิจัยการใช้ยาฟ้าทะลายโจร (ที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์ตามที่
กำหนด) รกั ษาผ้ตู ิดเชื้อโควดิ -19 ในประเทศไทย พบว่า มผี ลขา้ งเคยี งน้อย และมีประโยชน์ในการรกั ษาผตู้ ิดเชื้อท่ี
ไม่มอี าการ และผู้มีอาการน้อย (ยงั ไม่มีปอดอักเสบ) โดยระงบั ไม่ให้โรครุนแรงข้ึน หายจากการติดเชื้อ โดยไม่เกิด
ปอดอักเสบ นอกจากนี้ ประเทศจีนได้ผลิตแอนโดรกราโฟไลด์ชนิดฉีดในการรักษาโควิด-19 ที่อาการรุนแรงกว่า
ฟ้าทะลายโจร มี 3 กลไกท่ีเก่ยี วข้องในการรกั ษาโควดิ -19 คอื
1. การยับยงั้ การเพิ่มจำนวนของไวรสั (virostatic) ไม่มฤี ทธิ์ปอ้ งกนั การเข้าเซลล์หรือกำจัดไวรสั
2. ลดการอักเสบ ซง่ึ มผี ลในการลดไข้ ลดอาการหวดั ไอ เจ็บคอ
3. ปรับภูมคิ มุ้ กนั
ผู้ตดิ เชอ้ื ไวรัสโควิด-19 ทค่ี วรจะไดร้ บั การรกั ษาดว้ ยยาฟา้ ทะลายโจร
1. ผ้ทู ่ีได้รับการตรวจยืนยนั ว่ามกี ารติดเชอื้ โควดิ -19 และไมม่ ีข้อหา้ มตอ่ การใช้ฟ้าทะลายโจร
1.1 ผู้ตดิ เช้ือไวรัสโควิด-19 ทไ่ี ม่มีอาการ
1.2 ผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรง คือไม่น่าจะมีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการ
เป็นโรครุนแรง ไมม่ ีโรครว่ มท่สี ำคัญ
1.3 ผู้ปว่ ยโควดิ -19 ทุกกรณที ่ียังตอ้ งรอการรับเข้าโรงพยาบาลเพ่อื รบั การรกั ษา
2. ผู้สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่มีความเป็นไปได้สูงที่จะติดเชื้อ พิจารณาเช่นเดียวกับข้อ1.
โดยไมต่ ้องรอผลการตรวจหาไวรัส
64
ขนาดยาทใี่ ช้ในการรักษาโควิด-19 โดยการยบั ยั้งการเพิม่ จำนวนไวรัสในเซลล์
ใช้ยาฟ้าทะลายโจรที่ระบุปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์ เท่านั้น ขนาดยาสำหรับผู้ใหญ่ หรือผู้ที่มีน้ำหนักตวั
ต้งั แต่ 50 กโิ ลกรมั ขึ้นไป คอื “แอนโดรกราโฟไลด์ 180 มก./วนั แบ่งให้วันละ 3 ครัง้ กอ่ นอาหาร เป็นเวลา 5 วัน”
ใช้ได้ทั้งในรูปแบบ ยาสารสกัดฟ้าทะลายโจร และยาผงบดฟ้าทะลายโจร ต้องให้ได้ปริมาณที่ได้รับใกล้เคียง 180
มก./วัน กรณตี ัวอย่าง เชน่
1. กรณีที่ฉลากมีการระบุปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลด์ที่ชัดเจน เช่น ยาสารสกัดฟ้าทะลายโจร ซึ่งมี
การระบุปรมิ าณสารแอนโดรกราโฟไลด์ 20 มก./แคปซูล ใหก้ ินครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 3 ครง้ั
2. กรณีทฉ่ี ลากมกี ารระบุปริมาณสารแอนโดรกราโฟไลดเ์ ป็นค่า “ไม่นอ้ ยกวา่ หรือ %” เชน่
2.1 ยาสารสกดั ฟา้ ทะลายโจร หรือ ยาผงบดฟา้ ทะลายโจร ชนิดแคปซูล ซ่งึ มีการระบปุ ริมาณ “สาร
แอนโดรกราโฟไลด์ไม่น้อยกวา่ 12 มก./แคปซูล” ให้กนิ คร้ังละ 5 แคปซลู วันละ 3 ครั้ง
2.2 ยาผงบดฟ้าทะลายโจร ชนิดแคปซูล ระบุ % เช่น “สารแอนโดรกราโฟไลด์ ไม่น้อยกว่า 2%”
(สำหรับขนาด 400 มก./แคปซูล เมื่อคำนวนเป็นปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์จะได้ไม่น้อยกว่า 8 มก./แคปซูล) ให้
กนิ คร้งั ละ 7 แคปซูล วันละ 3 ครงั้
3. กรณีที่ฉลากไม่ได้ระบุปริมาณแอนโดรกราโฟไลด์ ไม่แนะนำให้นำมาใช้ในกรณีนี้ แต่สามารถใช้
ลดไข้ แก้เจ็บคอ บรรเทาอาการหวัด หรือแก้ท้องเสียแบบไม่ติดเชื้อได้ โดยสามารถอ่านคำแนะนำ การใช้ยาตาม
ฉลากและเอกสารกำกบั ผลิตภณั ฑน์ นั้
ข้อพึงตระหนัก
1. การใช้เพื่อยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส (virostatic): เนื่องจากยาฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ยับยั้งการ
เพิ่มจำนวนของไวรัสในเซลล์ แล้วร่างกายกำจัดเองจึง “จะได้ผลดีขึ้นเมื่อให้ยาเร็วที่สุด ในขณะที่เป็นการติดเช้อื
ระยะต้นและเชือ้ ยังน้อย (ไม่ควรเกิน 72 ชั่วโมงหลังรับเชือ้ ) ร่วมกับ “การให้ผู้ติดเชื้อได้พักผ่อนและดูแลสุขภาพ
ให้ด”ี
2. “ไม่ใช้ในการป้องกันการติดเชื้อ” เพราะยานี้ไม่ป้องกันการที่เชื้อจะเข้าเซลล์ ใช้รักษาในกรณีที่
ติดเชื้อไวรสั โควดิ -19 หรือมีเหตผุ ลใหเ้ ช่ือได้วา่ นา่ จะมกี ารตดิ เช้ือแล้ว
3. กรณีที่ใช้รักษาอาการ เช่น ไข้ หวัด ไอ เจ็บคอ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการยับยั้งการเพิ่ม จำนวนไวรัส
มีคำแนะนำใหใ้ ชข้ นาดยานอ้ ยกว่าน้ี
4. เป็น “ยาที่ความปลอดภัยสูง ประเทศไทยผลิตได้เอง ราคาไม่แพง และข้อมูลเบื้องต้นแสดงว่า
มีประโยชน์มาก” ขณะนี้ ถือเป็นยาที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน โดยมีข้อมูลเบื้องต้นในระดับที่ให้ความเชื่อมั่นพอควร
เช่นเดยี วกบั ยาฟาวิพิราเวียร์ จึงสมควรพจิ ารณาใช้รักษาโควิด-19 และช่วยกนั รวบรวมขอ้ มูลเพ่ิมเตมิ ต่อไป
ข้อจำกดั ข้อหา้ ม ข้อควรระวัง
ผู้ป่วยเด็ก : ไม่มีข้อมูลขนาดยาที่เพียงพอที่จะแนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยเด็กที่เป็นโควิด-19 รวมทั้งยามี
ลักษณะเป็นแคปซลู บรรจุผงยาทข่ี มมาก เดก็ เล็กจะกินไดย้ าก
65
- สำหรับเดก็ โต อาจพจิ ารณาใช้ขนาด 3-3.5 มก./นำ้ หนกั ตัว 1 กโิ ลกรัม/วัน แบง่ ใหว้ นั ละ 3-4 ครง้ั
- เดก็ ที่น้ำหนักตวั ต้งั แต่ 50 กก.ขน้ึ ไป ใชย้ าในขนาดของผ้ใู หญ่
ข้อห้าม : ห้ามใช้ในกรณตี อ่ ไปนี้
– ผู้ท่ีแพฟ้ ้าทะลายโจร
– หญิงตั้งครรภ์/อาจจะตั้งครรภ์ หญิงที่กำลังให้นมบุตร เพราะอาจทำให้เกิดการบีบตัวของมดลูก
เปน็ ผลให้แทง้ หรอื คลอดกอ่ นกำหนด หรอื ทารกผิดปกติ
ข้อควรระวัง :
– การใช้ร่วมกับยากันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulants) และยาต้านการจับตัวของเกล็ดเลือด
(antiplatelets) เชน่ ยาวาร์ฟารนิ แอสไพริน โคลพโิ ดเกรล เพราะอาจเสริมฤทธ์กิ ันได้
– การใชร้ ่วมกบั ยาลดความดันเลือด เพราะอาจเสริมฤทธกิ์ ันได้
– การใช้ร่วมกับยาที่กระบวนการเมแทบอลิซึม ผ่านเอนไซม์ Cytochrome P450 (CYP 450)
เน่ืองจากฟา้ ทะลายโจรมีฤทธยิ์ บั ยง้ั เอนไซม์ CYP 1A2, CYP 2C9 และ CYP 3A4
– หากใช้ขนาดสูงหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินกว่าที่แนะนำ อาจทำให้แขนขามีอาการชาหรือ
อ่อนแรง และผลขา้ งเคียงอืน่ ๆ
อาการไมพ่ งึ ประสงค์ : พบไดน้ อ้ ย
- อาจทำให้เกิดอาการเบื่ออาหาร มวนท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน วิงเวียนศีรษะ ใจสั่น อ่อนเพลีย
กรณที ่ีมีอาการมาก เมอ่ื หยดุ ยาก็จะหายเปน็ ปกติ
- ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดอาการแพ้ เช่น ผื่น ลมพิษ หน้าบวม ให้หยุดยา กินยาแก้แพ้ พบแพทย์ และ
ห้ามใช้ยาน้อี กี
- ถา้ มีอาการหนา้ มดื เวยี นศีรษะ ความดันต่ำ ให้นั่งหรือนอนพัก อาการจะดีขึ้น ใน 30 นาที
- ผลต่อตับ ได้มีความเป็นกังวลถึงผลเสียต่อตับ จากการสื่อสารต่อๆ กันโดยวาจา จากการค้นคว้า
ข้อมลู พบว่าฟ้าทะลายโจรมผี ลในการป้องกันและฟนื้ ฟูสภาพของตับ(hepatoprotection) ใชใ้ นการรักษาโรคตับ
หลายชนิด ทั้งตับอักเสบจากไวรัส ไขมันพอกตับ ฯลฯ การใช้ฟ้าทะลายโจรขนาดสูงหรือเป็นเวลานานเกินกวา่ ที่
แนะนำ อาจทำให้มีการเพิ่มของเอนไซม์ของตับแต่อยูใ่ นระดับต่ำ ไม่มีรายงานการเกิดการทำลายตับตามที่มกี าร
กล่าวอา้ งกนั การใชย้ าอ่ืนร่วมดว้ ยหลายชนดิ หรือโรคของผปู้ ว่ ย อาจมผี ลต่อตบั จำเป็นต้องวเิ คราะห์ให้ดี
- หากมกี รณีท่ีพบว่ามีการทำลายตบั ขณะใช้ฟ้าทะลายโจร ควรจะวเิ คราะห์และบันทึกรายงานให้เป็นที่
ทราบกนั
66
โครงการศึกษาประสทิ ธผิ ลและความปลอดภัยของสารสกดั ฟา้ ทะลายโจรขนาดสงู ต่อระยะเวลา
การหายจากอาการโรคติดเชอ้ื ไวรสั โคโรนา 2019 หรือ โควิด-19
โดย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อขยายผลการศึกษาในจำนวนผู้ป่วยมากขึ้นและศึกษาความปลอดภัย
ระยะสั้นของการรบั ประทานสารสกัดฟ้าทะลายโจรขนาดสงู ในผู้ป่วยโรคโควิด-19 เพื่อเป็นทางเลือกในการรกั ษา
ร่วมกับการรักษามาตรฐานจากกรณีที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา กรมการแพทย์แผนไทยฯ ได้
ทำการศึกษานำร่องการใช้ฟ้าทะลายโจรในการรักษาผู้ป่วย โควิด-19 ร่วมกับโรงพยาบาลสมุทรปราการ จำนวน
6 ราย
ผลการศึกษาเบื้องต้นในผู้ป่วยที่รับประทานสารสกัดฟ้าทะลายโจรที่มีสารแอนโดรกราโฟไลด์
(Andrographolide) ขนาด 180 มลิ ลกิ รมั ตอ่ วนั ทกุ รายมอี าการดขี น้ึ ตงั้ แตว่ ันที่ 3 ของการไดร้ บั สารสกัดดังกล่าว
โดยหากแยกรายละเอียดอาการ จะพบว่าอาการไอ เจ็บคอ มีเสมหะ มีน้ำมูก ปวดกล้ามเนื้อ และปวดศีรษะ มี
อาการดีขน้ึ ผู้ป่วยไมม่ ีอาการข้างเคยี ง ค่าการทำงานของตบั และไตอยูใ่ นเกณฑ์ปกติ
67
นวตั กรรมการผลติ ฟา้ ทะลายโจรอินทรียอ์ ัดเม็ด
โดย ผศ.ดร.ฐติ ิพรรณ ฉมิ สขุ
คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมโ่ จ้
ฟ้าทะลายโจรมีสรรพคุณมากมาย ในงานวิจัยน้ีนําฟ้าทะลายโจรสดมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยา เม็ด
ฟ้าทะลายโจร (ตราแอนโดร) ซึ่งเป็นยาสามญั ประจําบ้าน ทั้งนี้ฟ้าทะลายโจรท่ีผลติ ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี
การสกัดท่ชี ่อื ว่า Bio-D Technology เปน็ การสกัดด้วยน้ำผึ้งก่อนนํามาขนึ้ รูป ด้วยการอัดเม็ดแทนการใส่แคปซูล
ทําให้ได้ผลิตภัณฑ์ฟ้าทะลายโจรที่ปลอดภัยจากสารเคมีโดยสิ้นเชิง ปราศจากเชื้อราและแบคทีเรีย ดูดซึมเข้าสู่
เซลล์ร่างกายและมุง่ เป้าสู่เซลล์เป้าหมายเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยได้อย่างรวดเรว็ นวัตกรรมนี้ สามารถกักเกบ็
สารแอนโดรกราฟาไลด์ (Andrographolide) ซง่ึ เป็นสารออกฤทธิ์ ในฟ้าทะลายโจรไวไ้ ด้ 17.63 + 0.52 มลิ ลิกรมั
ในผลติ ภัณฑ์ 1 กรัม ในงานวจิ ยั นี้นาํ ฟ้าทะลายโจรสดมาแปรรูปเป็นผลติ ภัณฑย์ าเม็ดฟา้ ทะลายโจร (ตราแอนโดร)
ซึ่งเป็นยาสามัญประจําบ้านช่วยรักษา อาการไข้ เจ็บคอ หวัด ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ และกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
ตลอดจนประสิทธิภาพในการรักษา สรรพคุณอื่นๆ ของฟ้าทะลายโจร ได้แก่ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ฤทธิ์ต้านการ
อักเสบ รกั ษาอาการท้องเสีย ฤทธ์ติ ้านมะเร็ง ฟ้ืนฟูการทํางานของตับ บาํ รงุ และฟ้ืนฟตู ับ รกั ษาอาการไข้มาลาเรีย
ไวรัส ตบั อกั เสบ และการตดิ เชอื้ ไวรสั เป็นต้น
68
ประสิทธิผลของฟา้ ทะลายโจรในการบรรเทาอาการของโรคไขห้ วัดใหญ่
โดย วริ ฬุ ห์ พรพัฒนก์ ลุ , อญั ชลี จฑู ะพุทธิ และอุดมลกั ษณ์ สุวรรณคีรี
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก
ยาเม็ดและแคปซูลฟ้าทะลายโจรเป็นยาจากสมุนไพรที่บรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติเพื่อใช้บรรเทา
อาการโรคหวัด อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีรายงานการวิจัยทางเวชกรรมเพื่อแสดงประสิทธิผลของยานี้ในโรคไข้หวัดใหญ่
ดังนัน้ จงึ ได้ดำเนินการวจิ ัยทางเวชกรรมเพ่ือศึกษาว่าฟ้าทะลายโจรจะสามารถบรรเทาอาการของโรคไข้หวัดใหญ่
เช่นเดียวกับในโรคหวัดหรือไม่ งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาควบคุมแบบสุ่มเปิดฉลากในหลายศูนย์ที่ดำเนินการ
ในสถานบริการสาธารณสุขและโรงพยาบาลในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี ในผู้ป่วยที่มีไข้ 38
องศาเซลเซียสหรือสูงกว่า มีอาการทางระบบการหายใจและมีอาการหลักอื่นมาไม่เกิน 36 ชั่วโมง และผลการ
ตรวจทางห้องปฏิบัติการยืนยันว่าติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ จากนั้นแบ่งผู้ป่วยแบบสุ่มออกเป็น 2 กลุ่ม: กลุ่มที่ 1
ไดร้ บั ยาพาราเซตะมอลขนาด 1 กรมั ทุกๆ 6 ชัว่ โมง หากมอี าการไข้ ปวดศรี ษะหรือปวดเม่ือยกลา้ มเน้ือ กลุ่มที่ 2
ได้รับยาพาราเซตะมอลขนาดเท่ากันร่วมกับแคปซูลฟ้าทะลายโจรในขนาด 1.6 กรัม วันละ 4 เวลา เมื่อมีอาการ
บันทึกอุณหภูมิร่างกายและความรุนแรงของอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ได้แก่ คัดจมูก/ น้ำมูกไหล เจ็บคอ ไอ
ปวดศีรษะ รู้สึกไม่สบาย ปวดเมื่อยตัว อ่อนเพลีย รู้สึกหนาว รวมทั้งอาการโดยรวมในวันแรกที่เข้าร่วมโครงการ
วันที่ 2, 4 และ 6 ของการรักษา โดยใช้ visual analog scale เมื่อจบการศึกษา มีผู้ป่วยที่ร่วมโครงการวิจัย
ในกล่มุ ท่ี 1 จำนวน 10 คน กล่มุ ที่ 2 จำนวน 15 คน ผปู้ ว่ ยในกลุม่ ที่ 2 มีอณุ หภูมริ ่างกาย ความรุนแรงของอาการ
โดยรวม และความรุนแรงของอาการเกือบทุกอาการยกเว้นอาการไอ น้อยลงกว่าเมื่อวันแรกอย่างมีนัยสำคัญ
ตั้งแต่วันที่ 2 ของการรักษา ขณะที่ผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 ในวันที่ 2 ของการรักษา เฉพาะอุณหภูมิร่างกาย อาการ
โดยรวม และความรู้สึกไม่สบายเท่านั้นที่น้อยกว่าวันแรกอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างทั้ง 2 กลุ่ม
พบว่าความรุนแรงของอาการไอ อ่อนเพลีย และอาการโดยรวมของกลุ่มที่ได้รับทั้งพาราเซตะมอลและฟ้าทะลายโจร
น้อยกว่ากลุ่มทไี่ ด้รับพาราเซตะมอลอย่างเดียวอย่างมนี ัยสำคัญตั้งแต่วนั ที่ 4 ของการรกั ษา รอ้ ยละ 80 ของผู้ป่วย
กลุ่มที่ 2 เลอื กที่จะใช้ยาเดิม หากป่วยเปน็ ไขห้ วดั ใหญ่อีก ขณะท่เี พยี งรอ้ ยละ 20 ของผูป้ ว่ ยกลุ่มที่ 1 จะใช้ยาเดิม
จำนวนผู้ป่วยที่เลือกใช้ยาเดิมและที่เลือกใช้ยาใหม่ของทั้งสองกลุ่มแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ สรุปได้ว่า
การศึกษานี้แสดงว่าเมอื่ ใช้ฟ้าทะลายโจรรว่ มกับยาพาราเซตะมอลสามารถลดความรนุ แรงของอาการโดยรวมของ
ไข้หวัดใหญ่และช่วยให้อาการหลายอย่างของไข้หวัดใหญ่ทุเลาลงได้เร็วกว่าเมื่อได้รับยาพาราเซตะมอลอย่างเดียว
ผลการวิจัยน้ีไดช้ ่วยสนับสนุนการแนะนำใหใ้ ช้ฟ้าทะลายโจรสำหรับไขห้ วัดใหญ่ในสาธารณสุขมูลฐานและในบัญชี
ยาหลกั แหง่ ชาติและสนบั สนนุ การศึกษาวิจัยในกลุม่ ผปู้ ว่ ยทจ่ี ำนวนมากขึน้ ต่อไป
69
ฟา้ ทะลายโจรกบั ไวรัสโควิด-19
โดย กรมการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมวิทยาศาสตรก์ ารแพทย์ และองคก์ ารเภสัชกรรม
ผลการศกึ ษาฟ้าทะลายโจรกบั ไวรัสโควดิ -19 สรุปไดว้ ่า ฟ้าทะลายโจรมีฤทธิใ์ นการฆ่าเชอื้ และยับยั้งการ
แบ่งตัวของไวรสั ได้ แต่ไม่มีฤทธิ์ในการป้องกนั เซลลจ์ ากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงไม่แนะนำใหร้ ับประทานเพื่อ
การป้องกันโรค โดยที่ยังไม่มีอาการเพราะไม่มีผลในการป้องกัน แต่ให้รับประทานทันทีเมื่อเริ่มมีอาการคล้าย
อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ (flu-like symptoms) ได้แก่ มีไข้ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจ
เกิดจากการติดเช้ือไวรัสท่ีก่อโรคไข้หวัดใหญ่ หรือไวรัสกอ่ โรคทางเดินหายใจอ่นื รบั ประทานคร้ังละ 4 แคปซลู วันละ
4 ครัง้ (คร้งั ละประมาณ 1,500 มิลลกิ รมั ) หลังอาหารและกอ่ นนอน
ส่วนสารสกัดฟ้าทะลายโจร ครั้งละ 1 หรือ 2 แคปซูล เพื่อให้ได้รับสารสำคัญแอนโดรกราโฟไลด์
ประมาณ 20 มิลลกิ รัม/ครัง้ วนั ละ 3 ครงั้ หลังอาหาร การรบั ประทานยาทง้ั สองแบบในขนาดท่ีแนะนำ จะให้สาร
แอนโดรกราโฟไลด์ประมาณ 60 มิลลิกรัม/วัน แนะนำให้มียาฟ้าทะลายโจรเป็นยาประจำตัว/ประจำบ้าน อาจใช้
ร่วมกบั ยาพาราเซตามอลได้ แตห่ ากอาการไม่ดขี นึ้ ภายใน 2 วนั ใหร้ ีบพบแพทย์
ทั้งนี้ ห้ามใช้ยาฟา้ ทะลายโจรในหญิงต้ังครรภ์และให้นมบุตร และผปู้ ว่ ยที่มีอาการไข้เจ็บคอจากการติดเช้ือ
แบคทีเรีย มีตุ่มหนองในคอ มีไข้สูง หนาวสั่น หากมีอาการแพ้ฟ้าทะลายโจร เช่น เกิดผื่น ลมพิษ หน้าบวม
ริมฝีปากบวม หายใจลำบาก ให้หยุดใช้ยาทันทีและไม่ใช้อีก รวมทั้งควรระวังในผู้ที่ใช้ยาวาร์ฟาริน แอสไพริน
โคลพโิ ดเกรล ยาลดความดันโลหติ และการใช้ติดตอ่ กันเปน็ เวลานาน เพราะอาจทำใหแ้ ขนขาชา หรอื ออ่ นแรง
70
ฤทธกิ์ ารตา้ นมาลาเรียของสารสกัดฟ้าทะลายโจร
โดย อบุ ลวรรณ ใจหาญ (คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวทิ ยาลยั เวสเทิรน์ )
สมเดช ศรชี ัยรัตนกูล (คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่)
ชัยรตั น์ อทุ ัยพิบลู ย์ (สถาบนั พฒั นาวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหง่ ชาติ)
วรวฒุ ิ สมศักดิ์ (คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น)
มาลาเรยี ยังคงเปน็ ปญั หาท่ีสำคญั โดยเฉพาะในเขตร้อนและร้อนชน้ื ของโลก และจากการทเ่ี ชือ้ มาลาเรีย
มีการดื้อต่อยาต้านมาลาเรียเพิ่มมากขึ้น จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการหายารักษามาลาเรียตัวใหม่ที่มี
ประสิทธิภาพ ดังนั้นในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาฤทธิ์ต้านมาลาเรียของสารสกัดฟ้าทะลายโจร ในหนูทดลองที่ติด
เชื้อพลาสโมเดียม-เบอร์กิไอโดยใช้สารสกัดฟ้าทะลายโจรที่ขายสำเร็จรูปในรูปแบบแคปซูล หนูทดลองสายพันธุ์
ICR ที่ถูกติดเชื้อพลาสโมเดียมเบอร์กิไอสายพันธุ์ ANKA จำนวน 1x106 เข้าทางช่องท้อง ทำการฉีดสารสกัด
ฟ้าทะลายโจรที่ความเขม้ ขน้ ในระดับต่างๆ เขา้ ทางช่องท้องในวันท่ี 0, 1, 2 และ 3 หลังจากติดเช้อื ในวันท่ี 4 จะ
ทำการนับจำนวนเช้ือท่เี จริญเติบโตโดยการย้อมสเมียร์เลือดด้วยสี Giemsa และดภู ายใต้กล้องจุลทรรศน์ ทำการ
คำนวณหาค่า ED50 และ ED90 จากผลการทดลองพบว่า สารสกัดฟ้าทะลายโจรสามารถยับยั้งการเจริญเติบโต
ของเชื้อมาลาเรียในหนูทดลองได้โดยมีคา่ ED50 เทา่ กับ 22.3 มลิ ลิกรมั ต่อกโิ ลกรัม และคา่ ED90 เทา่ กับ 154.3
มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสารสกัดฟ้าทะลายโจรมีฤทธิ์ต้านมาลาเรีย ควรจะมีการศึกษาต่อไปเพ่ือ
พัฒนาให้สารสกัดฟ้าทะลายโจรเปน็ ยาต้านมาลาเรียในอนาคต การที่เชื้อมาลาเรียมีการดือ้ ต่อยาเพิ่มมากขึน้ ทำ
ให้ต้องมีการศึกษาวิจัยเพื่อหายาตัวใหม่ที่มีประสิทธภิ าพมากขึ้น โดยสามารถหาได้จากการสังเคราะห์ขึ้นมาใหม่
จากสารประกอบเดิมเป็นต้นแบบ หรือทำการศึกษาฤทธิ์ต้านมาลาเรียจากสารสกัดจากพืชสมุนไพรที่มีใน
ธรรมชาติ ซึ่งสารสกดั จากพืชสมุนไพรที่งานวจิ ัยนี้ให้ความสนใจคือสารสกัดจากฟ้าทะลายโจร โดยฟ้าทะลายโจร
ที่ใช้ในการศึกษานั้น เป็นฟ้าทะลายโจรที่ทำการสกัดและทำออกมาขายในรูปแบบของยาสมุนไพรแคปซูล และ
ค่อนข้างได้รับความนิยมในกลุ่มผู้บริโภคและให้ความสนใจพืชสมุนไพร จึงเป็นที่น่าสนใจที่จะน ำมาศึกษาเพ่ือ
คุณสมบัติในการยับยั้งเชื้อมาลาเรียในสัตว์ทดลอง การวิจัยครั้งนี้พบว่าสารสกัดฟ้าทะลายโจรสามารถมีฤทธิ์ใน
การยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ PbANKA ในหนูทดลองได้โดยไม่มีความเป็นพิษต่อหนูทดลอง เนื่องจาก
ฟ้าทะลายโจรมีองค์ประกอบสำคัญคือ Andrographolite ที่สามารถเป็นสารต้านและทำลายอนุมูลอิสระ ลด
ความเป็นพิษที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ลดกระบวนการอักเสบที่เกิดขึ้นทั้งในหลอดทดลองและใน
สัตว์ทดลอง การยบั ย้งั และทำลายเซลลม์ ะเรง็ รวมท้งั สามารถออกฤทธ์ิในการยบั ยั้งมาลาเรียได้ (Dua, Verma et
al. 2009; Mishra, Dash et al. 2009; Krithika, Verma et al. 2012; Shao, Zheng et al. 2012; Yan, Chen
et al. 2012; Guan, Tee et al. 2013) แต่จากงานวิจัยที่มีการใช้สารสกัดฟ้าทะลายโจรในการยับยั้งการ
เจริญเติบโตของเชื้อมาลาเรียนั้น มักจะเป็นการสกัดจากต้นฟ้าทะลายโจรสดมาทำการสกัดด้วยตัวทำละลายท่ี
เหมาะสม หรือใช้สารสกัดบริสุทธ์ิ Andrographolite ที่มีขาย ดังนั้นงานวิจัยนี้จงึ เป็นงานวิจัยแรกที่มีการใช้สาร
71
สกัดฟ้าทะลายโจรที่เป็นยาสมนุ ไพรแคปซูล และสามารถให้ผลที่ดีในการยับย้ังการเจริญเติบโตของเช้ือมาลาเรยี
แม้ว่าปริมาณของสารสกัดที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อได้นั้นยังมีปริมาณที่ สูงมาก เมื่อ
เปรียบเทียบกับยาไพริเมตธามีน แต่ก็เป็นการศึกษาในเบื้องต้นเกี่ยวกับฤทธิ์ของสารสกัดฟ้าทะลายโจรในการ
ต้านมาลาเรีย และจำเป็นต้องมีการศึกษาเพิ่มเตมิ ต่อไปเกีย่ วกับกลไกการยับยัง้ ฤทธ์ิในการรกั ษาและการป้องกัน
โรคมาลาเรียจากสารสกดั ฟา้ ทะลายโจร
72
ยอ
73
ยอ สมนุ ไพรทางเลือกเพอื่ กระเพาะอาหารและลำไส้
โดย อัญชสิ า กทั ลี
มลู นธิ ิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภเู บศร
ยอ (Morinda citrifolia L.) ชื่อภาษาอังกฤษ Indian mulberry หรือในแถบฮาวายจะเรียกว่า โนนิ
(Noni) ยอจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก ใบใหญ่หนาสีเขียวสด ดอกเล็กสีขาวเป็นกระจุก ผลกลมยาวรี มีตาเป็นปุ่ม
รอบผล ลูกอ่อนสีเขียวสด เปลย่ี นเปน็ สขี าวนวลเมื่อสุกกล่นิ ฉนุ
สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐานของไทย ผลยอดิบหรือห่าม ให้รสขมเล็กน้อย ใช้แก้อาเจียน ขับลม
บํารุงธาตุ วิธีใช้ ยอเป็นยาแก้อาการคลื่นไส้ อาเจียน ที่ไม่รุนแรง ให้เลือกเอาผลดิบหรือผลห่ามสด ฝานเป็นช้ิน
บางๆ ย่างหรือคั่วไฟอ่อนๆ ให้เหลืองกรอบ นํามาบดเป็นผงแล้วใช้ผงประมาณ 20 กรัม ชงกับน้ำเดือดใหม่ๆ 1
ลติ ร แชท่ ้งิ ไว้ประมาณ 15 นาที กรองเอาแต่นำ้ ใส่กระติกนา้ ร้อนไว้ จบิ น้ำยาประมาณ 30 มลิ ลลิ ติ ร ทุก 2 ชั่วโมง
เวลาคลนื่ ไส้ อาเจียน จบิ ทลี ะนอ้ ยและบ่อยๆ คร้ัง จะได้ผลดีกวา่ ดม่ื ทเี ดียว
จากการศึกษาฤทธิท์ างเภสัชวทิ ยาของยอ พบฤทธิ์ในการยับยัง้ อาการอาเจียน แตแ่ สดงฤทธิน์ ้อยกว่ายา
แก้อาเจียน metoclopramide อีกการศึกษาใช้ผงแห้งยอ 600 มิลลิกรัมให้กิน 1 ชัวโมงก่อนการผ่าตัด ช่วยลด
ความถแี่ ละความรุนแรงของอาการคล่ืนไส้อาเจียนภายใน 6 ช่ัวโมงแรก หลังการผา่ ตดั ได้ แต่ไม่มีผลในช่วง 6-24
ชั่วโมงหลงั การผา่ ตัด
การศึกษาแผนปัจจุบันพบว่าผลยอมีสารสโคโปเลดินแสดงฤทธิ์ Gastrokinetic activity คือ กระตุ้น
การเคลื่อนไหวของทางเดินอาหาร และยับยั้งการเกิดแผล ยับยั้งการหลั่งกรดของท่อทางเดินอาหาร มี
ประสิทธิภาพป้องกันการเกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบ เนื่องจากการไหลย้อนกลับของกรดจากกระเพาะอาหาร
และป้องกันภาวะกระเพาะอาหารอักเสบเน่ืองจากสารเอธานอล เทียบเท่ากบั ยารานิทิคีนและยาแลนโซพราโซล
นอกจากนั้นยังมีข้อมูลพบว่า ยอมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อก่อโรคในลําไส้ น้ำหมักลูกยอเองยังเป็นแหล่งของโพร
ไบโอติก (Probiotics) ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่มีส่วนช่วยในการปรับสมดุลภายในลาํ ไส้ทําให้สุขภาพของลําไส้ดีขึ้น ทั้ง
ยงั ใหป้ ระโยชน์อืน่ ๆ เช่น เพ่ิมภมู คิ มุ้ กนั เปน็ ตน้
สรปุ ได้วา่ ยอจดั เปน็ สมนุ ไพรที่มปี ระโยชน์สําหรับผู้ที่มีปัญหาเก่ยี วกบั กระเพาะอาหารและลาํ ไส้ รวมท้ัง
กรดไหลย้อนได้ เพราะยอช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ โดยมีผลลดการหลั่งกรด ทําให้การบีบตัวของ
หลอดอาหารดีขึ้น และยังบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน มีส่วนช่วยให้ลําไส้แข็งแรงจากการเป็นแหล่งของโพร
ไบโอตกิ (Probiotics) และชว่ ยฆา่ เช้ือก่อโรคในลําไส้
74
สมุนไพรท่วั ไป
75
การคน้ หาและพฒั นาสมุนไพรไทยสำหรบั รกั ษาโรคเบาหวาน
โดย ผศ.ดร.อนนั ต์ อธิพรชยั (มหาวิทยาลัยบรู พา)
ดร.สรุ ยี ์พร หอมวิเศษวงศา และผศ.ดร.สวุ รรณา เสมศรี
(มหาวทิ ยาลยั หวั เฉียวเฉลิมพระเกียรต)ิ
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาและค้นหาสมุนไพรผักพื้นบ้านของไทยที่สามารถรับประทานได้สำหรับช่วยใน
การรักษาและป้องกันภาวะทางเภสัชวิทยาต่างๆ ของโรคเบาหวาน โดยทำการศึกษาหาองค์ประกอบทางเคมี
การทดสอบฤทธิต์ ้านอนุมลู อิสระ ฤทธ์ิยบั ยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดส และความเป็นพษิ ต่อเซลล์
ของสารสกดั หยาบเมทานอลและเอทานอลของสมุนไพรผักพ้นื บ้านของไทยทส่ี ามารถรับประทาน จากการทดลอง
พบวา่ สมนุ ไพรผกั พืน้ บ้าน 8 ชนิดมีปริมาณฟีนอลิกรวมสูงมากกว่า 1000 gGAE.g-1 คอื ผักแพว ตำลึงหวาน ข้เี หล็ก
มะระขี้นก มะม่วงหิมพานต์ ผักติ้ว ผักมันปู และมะตูมแขก นอกจากนี้พบว่า ผักแพว มะม่วงหิมพานต์ ผักมันปู
และมะตูมแขก แสดงฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอลฟา-กลูโคซิเดส และฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระได้ดีมาก
ดีกว่าผักพื้นบ้านชนิดอื่นๆ รวมทั้งสารสกัดหยาบสมุนไพรผักพื้นบ้านของไทยที่สามารถรับประทานทุกชนิดท่ี
นำมาศึกษาไม่มีความเป็นพิษต่อเซลล์อีกด้วย จากผลการศึกษาคาดว่า ผักแพว มะม่วงหิมพานต์ ผักมันปู และ
มะตูมแขก น่าจะสามารถที่จะนำไปพัฒนาต่อยอดเป็นยาหรือส่วนประกอบทางยาที่ใช้สำหรับการรักษาและ
ป้องกนั ภาวะทางเภสัชวิทยาตา่ งๆ ของโรคเบาหวานได้
Output / Outcome
1. ได้เทคโนโลยี กรรมวิธี และกระบวนการทด่ี ใี นการเตรยี มสารสกัดหยาบ และทราบสารออกฤทธ์ิจาก
พืชสมนุ ไพรไทยผักพน้ื บ้านที่สามารถนำมารับประทานได้ที่ออกฤทธิต์ า้ นเบาหวาน และภาวะตา่ งๆ ทเ่ี ก่ียวข้องกับ
โรคเบาหวาน
2. ไดผ้ ลิตนักวิทยาศาสตร์ และนกั วิจยั ไทย ใหม้ คี วามสามารถและเชย่ี วชาญในงานวจิ ัยดา้ นสมนุ ไพรขึ้น
3. ได้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่จะช่วยยืนยันภูมิปัญญาไทยจากพืชสมุนไพรไทยผักพื้นบ้านที่สามารถ
นำมารับประทานไดท้ ่ีออกฤทธต์ิ ้านเบาหวาน และภาวะตา่ งๆ ที่เกย่ี วข้องกบั โรคเบาหวาน
ข้อเสนอแนะ
งานวิจัยนี้พบว่า ผักแพว มะม่วงหิมพานต์ ผักมันปู และมะตูมแขก สามารถช่วยในการบรรเทาพยาธิ
วิทยาของการเกิดเบาหวานได้ โดยสามารถยับย้ังอนุมูลอิสระ และยับยั้งเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการลดระดับ
น้ำตาลในเลือด รวมทั้งไม่แสดงความเปน็ พิษตอ่ เซลล์อีกด้วย แต่ข้อมูลดังกล่าวเป็นการทดลองในห้องปฏิบัติการ
ถา้ จะนำไปใช้ประโยชนใ์ นรปู ของอาหารเสริม ยา หรอื สว่ นประกอบทางยาทใ่ี ช้สำหรบั การรักษาและป้องกันภาวะ
ทางเภสัชวิทยาต่างๆ ของโรคเบาหวานควรมีการทดสอบความปลอดภัยในสัตว์ทดลองต่อไป อย่างไรก็ตาม
งานวิจัยนี้พบว่าการบริโภค “ผักแพว มะม่วงหิมพานต์ ผักมันปู และมะตูมแขก” ในส่วนการนำไปเป็นผักแกล้ม
กับอาหารก็มีโอกาสทอ่ี าจจะช่วยบรรเทาและป้องกนั โรคเบาหวานซ่ึงเปน็ โรคท่สี ำคัญ และพบมากในผู้สูงอายไุ ด้
76
การดูแลสุขภาพผสู้ ูงอายดุ ว้ ยศาสตร์การแพทยแ์ ผนไทย
โดย พรรณภทั ร อินทฤทธิ์
คณะการแพทยแ์ ผนไทยอภัยภเู บศร มหาวทิ ยาลัยบูรพา
ในวัยผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีสภาพร่างกายที่ถดถอยเนื่องจากอวัยวะภายในร่างกายลดประสิทธิภาพการ
ทำงานไปตามอายุที่มากขึ้นและไม่สามารถซ่อมแซมกลับคืนสู่สภาพปกติได้ ทำให้ผู้สูงอายุมีโอกาสเป็นโรคต่างๆ
ตามมา ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคข้อเสื่อม ภาวะกระดูกพรุน หรือมี
อาการหลงลืม ความจำเสื่อม เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และจิตใจเนื่องมาจากการ
เปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนต่างๆ การเปลี่ยนแปลงสถานะทางสังคม การเปลี่ยนแปลงสังคมสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศยั
ส่งผลทำให้ผู้สูงอายุปรับสภาพจิตใจไม่ทัน มีภาวะเครียด ซึมเศร้า และรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า เป็นภาระของ
ครอบครัวและสังคม การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุจงึ เป็นสิ่งสำคัญสำหรับตวั ผู้สูงอายเุ องและสมาชกิ ในครอบครวั ซ่ึง
การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุนั้นต้องเป็นการดูแลครบทุกด้านทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ จิตวิญญาณ และ
สิ่งแวดล้อม โดยศาสตร์การแพทย์แผนไทยที่เป็นศาสตร์ในการดูแลส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวมสามารถนำมา
ประยุกต์ใช้ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุได้อย่างครอบคลุม ภายใต้หลักธรรมานามัยที่เป็นการนำหลักธรรม
พระพทุ ธศาสนาเป็นแนวทางดูแลสุขภาพใหใ้ กล้ชิดธรรมชาติ ประกอบด้วย หลักกายานามยั เปน็ การดูแลสุขภาพ
ทางกายของผู้สูงอายุประกอบด้วยการใช้สมุนไพรเป็นอาหารและยา และการบริหารร่างกายด้วยฤาษีดัดตนและ
การนวดตัวเอง หลักจิตตานามัย เป็นการดูแลสุขภาพจิตและอารมณ์ โดยการฝึกปฏิบัติสมาธิโดยการสวดมนต์
การนั่งสมาธิ การเดินจงกรม และการเตรียมตัวตายอย่างมีสติ สุดท้ายหลักชีวิตานามัย เป็นการดำเนินชีวิตทาง
สายกลาง ดังนั้นศาสตร์การแพทย์แผนไทยจึงดูแลสุขภาพของผู้สุขภาพได้อย่างครอบคลุม ทำให้ผู้สูงอายุมี
คุณภาพชีวติ ทด่ี ีและมคี วามสขุ
77
การประเมนิ การใช้ยาสมุนไพรและยาแผนไทยของสถานพยาบาลสงั กดั กระทรวงสาธารณสขุ
ในจงั หวดั รอ้ ยเอ็ดในปี 2557
โดย ธีราวฒุ ิ มชี ำนาญ
สำนกั งานสาธารณสุขจงั หวัดร้อยเอด็
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยเพื่อวิเคราะห์การใช้ยาสมุนไพรและยาแผนไทยของสถานพยาบาลสังกัด
กระทรวงสาธารณสุขในจังหวัดร้อยเอ็ดในปี 2557 และศึกษาถึงปัจจัยที่ส่งเสริมและอุปสรรคต่อการสั่งจ่ายยา
ดังกล่าว วิธีการศึกษา: ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูล Data Center ในเรื่องของมูลค่าของการบริโภคยา
การวินิจฉัยโรค และการสั่งจ่ายยา นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลเรื่องปัจจัยที่ส่งเสริมและ
อุปสรรคต่อการสัง่ จ่ายยาสมุนไพรและยาแผนไทย ตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถาม คือ ผู้เกี่ยวข้องกับการส่ังจา่ ยยา
150 คน ประกอบด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน จำนวน 3 คน ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมแผนไทย จำนวน 4 คน
พยาบาล จำนวน 40 คน เจ้าพนักงานสาธารณสุขชมุ ชน จำนวน 86 คน นักวิชาการสาธารณสุข จำนวน 12 คน
และเภสชั กร จำนวน 5 คน ผลการศกึ ษา ในปี 2557 สถานพยาบาลสงั กดั กระทรวงสาธารณสุขในจงั หวดั ร้อยเอ็ด
มผี ู้ใช้บริการท่ีแผนกผู้ปว่ ยนอกทง้ั ส้ิน 1,493,298 คน คิดเป็นการบริการจำนวน 5,851,144 ครงั้ ในจำนวนน้ีเป็น
ผู้ป่วยที่รับบริการการแพทย์แผนไทย 223,058 คน หรือร้อยละ 14.94 รวมจำนวนครั้งของการบริการแพทย์แผนไทย
434,363 ครั้งหรือร้อยละ 7.42 สถานพยาบาลมียาสมุนไพรและยาแผนไทยเฉลี่ย 16.59+6.87 รายการ
(พสิ ยั 5-34) มูลคา่ การบรโิ ภคยาสมุนไพรและยาแผนไทยรวมกันท้ังจังหวดั คดิ เป็น 24,516,559 บาท หรือร้อยละ
3.13 ของมลู คา่ การบรโิ ภคยาท้ังหมด ผสู้ ั่งจ่ายยากล่าววา่ อปุ สรรคต่อการสั่งจ่ายยาที่สำคัญมากท่ีสุด 3 ลำดับแรก
คือ 1. ผู้สั่งจ่ายยาไม่รู้จกั ขนานยาและสรรพคุณยา 2. ผู้สั่งจ่ายยาไม่มีขอ้ มูลเพียงพอเกี่ยวกับยา และ 3. ผู้สั่งจา่ ยยา
ไม่เชื่อมั่นในคุณภาพของยา สิ่งที่ส่งเสริมให้มีการสั่งจ่ายยาสมุนไพรและยาแผนไทย 3 ลำดับแรก คือ 1. การท่ี
ผู้ป่วยเรียกหา 2. ผู้สั่งจ่ายยามีความเชื่อมั่นในยาสมุนไพรและยาแผนไทย 3. การมีกฎเกณฑ์ให้จ่ายยาสมุนไพร
และยาแผนไทยเพื่อทดแทนยาแผนปัจจุบัน สรุป: การให้บริการผู้ป่วยด้วยการแพทย์แผนไทยยังมีอัตราที่ต่ำ
จำนวนรายการยาสมุนไพรและยาแผนไทยของสถานพยาบาลและขนาดของสถานพยาบาลไม่มีผลต่อมูลค่าการ
บริโภคยาเหล่านี้ การส่งเสริมให้มีการใช้ยาสมุนไพรและยาแผนไทยต้องทำให้ผู้ป่วยและผู้สั่งจ่ายยายอมรับ
ในประสิทธิภาพของยา ส่วนที่เป็นอุปสรรคสำคัญ คือผู้สั่งจ่ายยามีความรู้และทักษะไม่เพียงพอ ส่งผลให้อัตรา
การบริโภคยาสมนุ ไพรและยาแผนไทยยังคงอย่ใู นระดบั ตำ่
ขอ้ เสนอแนะ
มาตรการสว่ นใหญ่ที่หน่วยงานระดบั นโยบายกำหนดขึ้นเพื่อพัฒนางานแพทยแ์ ผนไทยและส่งเสริมการ
ใช้ยาสมุนไพรและยาแผนไทยในสถานพยาบาล มักเป็นมาตรการบริหารจัดการและการสนับสนุนด้านยา ได้แก่
การกำหนดกรอบรายการยา การใช้มาตรการกระตุ้นโดยออกคำสั่งการให้เพิ่มอัตราการบริโภคยา การกำหนด
อัตราการใช้เป็นตัวชี้วัดการดำเนินงาน การตรวจประเมินมาตรฐานสถานพยาบาลด้านมาตรฐานแพทย์แผนไทย
78
หรือแม้แต่การสนับสนุนด้านการเงิน และการให้ค่าตอบแทนต่างๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจ แม้การดำเนินการดังกล่าว
จะเห็นเป็นรูปธรรม สามารถชี้วัดความสำเร็จเชิงปรมิ าณได้ แต่ผลการวิจัยนี้กลับพบว่า บริการทางการแพทย์ใน
ปัจจุบันส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาศาสตร์การแพทย์แผนตะวันตกเป็นหลัก หากจะทำให้บริการด้านแพทย์แผนไทย
สามารถคู่ขนานไปกับบริการของแพทย์แผนปัจจุบัน และทำใหก้ ารใชย้ าสมนุ ไพรและยาแผนไทยมีความเทียบเท่า
กับยาแผนปัจจุบันแลว้ ควรมีการปรับวิธกี ารเพอ่ื ให้เกดิ ความสอดคล้องเหมาะสมกับสถานการณ์ ดงั นี้
1) ผลการวิจัยนี้พบว่า การขาดความรู้เกี่ยวกับยาสมุนไพรและยาแผนไทย เป็นอุปสรรคอันดับแรก ที่
ทำใหก้ ารใช้ยาสมุนไพรและยาแผนไทยน้อย ดังนน้ั จงึ ควรจัดอบรมความรู้ให้บุคลากรการแพทย์ การอบรมส่วนใหญ่
ในปัจจุบันมักเป็นหลักสูตรระยะส้ัน เช่น หลักสูตรผู้ช่วยแพทย์แผนไทย 372 ชั่วโมงหรือหลักสูตรระยะสั้น
การรักษาพยาบาลดว้ ยแพทยแ์ ผนไทย ซ่งึ ถอื วา่ ไม่เพยี งพอต่อการนำไปใช้ในการให้บริการไดจ้ รงิ จงึ ควรปรับแนวทางการ
อบรมให้เป็นหลักสูตรเข้มข้นและต่อเนื่อง เพื่อให้บุคลากรเกิดทักษะ ความรู้ และความเชี่ยวชาญในศาสตร์ด้าน
แพทย์แผนไทย ยาสมุนไพร และยาแผนไทยอย่างแท้จริง โดยจะต้องได้เรียนรู้ท้ังภาคทฤษฎีและฝึกปฏิบัตใิ ห้เกดิ
ทกั ษะนำไปใช้ได้จริง
2) ควรจัดทำระบบสืบค้นข้อมูลยาสมุนไพรและยาแผนไทยที่เป็นมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ ใน
ลักษณะเดียวกันกับฐานข้อมูลยาแผนปัจจุบัน ทั้งยังควรจัดทำมาตรฐานการใช้ยา คู่มือทางคลินิกที่รวบรวม
คำแนะนำการใช้ยาสมุนไพรและยาแผนไทยในโรคต่างๆ และพัฒนา application ท่ีสามารถช่วยสืบค้นข้อมูล
บน smart phone เป็นต้น
3) ควรปรบั ปรงุ ขอ้ กำหนดในการแสดงฉลากยาสมุนไพรและยาแผนไทยเพ่ือให้ง่ายต่อการนำไปใช้ โดย
ต้องให้สามารถระบุข้อความกล่าวอ้างสรรพคุณยาหรือข้อบ่งใช้ทั้งส ำหรับการรักษาโรคแผนปัจจุบันและโรคใน
ตำราแพทย์แผนไทย เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมและเภสัชกรรมแผนทั้งปัจจุบันและแผนโบราณเข้าใจ
ตรงกันได้ง่ายขึ้น และเกิดความสะดวกและมั่นใจในการพิจารณาจ่ายยา ผู้ป่วยหรือผู้บริโภคก็จะสามารถเข้าใจ
สรรพคณุ และขอ้ บ่งใชไ้ ด้ อนั จะสรา้ งความเชื่อถือและมัน่ ใจในยาสมุนไพรและยาแผนไทยไดม้ ากข้ึน
4) ชือ่ ยาตามตำรับยาแผนไทยเป็นช่ือจดจำได้ยาก เน่อื งจากการต้ังช่ือยาจะอ้างอิงจากตำราการแพทย์
แผนไทย จึงทำให้ผู้สั่งจ่ายยาแผนปัจจุบันซึ่งไม่มีความคุ้นเคย เกิดความไม่เข้าใจในยาดังกล่าว การให้คำอธิบาย
ต่อผู้ป่วยโดยบุคลากรทางการแพทย์จึงไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งอาจมีผลต่อความเข้าใจและร่วมมือในการใช้ยาของ
ผู้ป่วย อีกทั้งทำให้การใช้ยาสมุนไพรและยาแผนไทยไม่แพร่หลายหรือไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร จึงควรมีการ
ปรับแนวทางต้ังชอ่ื ยาเพ่ือใหส้ ่ือความหมายและจดจำไดง้ า่ ยขึน้
5) ควรมีระบบการพัฒนาบุคลากรการแพทย์ทุกสาขา ให้ได้เรียนรู้ รู้จัก และเชื่อมั่น ในการใช้ยา
สมุนไพรและยาแผนไทยในการรักษาพยาบาลผู้ป่วย โดยให้มีการเรียนการสอนแพทย์แผนไทยในหลักสูตร
แพทยศาสตรบ์ ัณฑติ และหลกั สตู รเภสชั ศาสตร์บณั ฑิต รวมทง้ั ในหลกั สูตรวิทยาศาสตรส์ ุขภาพสาขาอนื่
79
การประเมนิ ผลสำเร็จของการใช้พลาสมาเย็นแบบสัมผัสในการฟื้นฟสู ภาพผวิ
โดย วรมั พา สวุ รรณรตั น์, นพ. วิชาญ เกดิ วชิ ยั , พรรณภทั ร อนิ ทฤทธิ์ และชลกร ขวัญชัยนนท์
คณะการแพทยแ์ ผนไทยอภัยภูเบศร มหาวิทยาลยั บูรพา
พลาสมาเยน็ แบบสัมผสั เป็นเครื่องมอื ที่มกี ารใช้กนั อย่างกวา้ งขวางในวงการอุตสาหกรรม ปจั จุบันมีการ
พุ่งความสนใจที่จะใช้ในวงการแพทย์เพื่อช่วยกระตุ้นเนื้อเยื่อและช่วยรักษาป้องกัน ชะลอ การเสื่อมสภาพ ช่วย
ฟื้นฟูสภาพของคอลลาเจน และอีลาสติน ไฟเบอร์ โดยนำมาทดสอบกับอาสาสมัครที่มีลักษณะผิวหน้าที่ไม่
พงึ ประสงค์ ซึ่งสามารถมองเห็นดว้ ยตาเปล่า ไดแ้ ก่ การลดลงของความตึงผวิ การมีริว้ รอยเหี่ยวย่น ความไม่เรียบเนียน
ของผิว ความหมองคล้ำของสีผิว ทำการทดสอบโดยแบ่งอาสาสมัครเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่หนึ่งใช้พลาสมาเย็นแบบ
สัมผัสเพียงอย่างเดียว กลุ่มที่สองใช้พลาสมาเย็นแบบสัมผัสร่วมกับครีมบำรุงผิวหน้าสมุนไพร“เอมบลิกาพลัส”ที่
ผ่านการทดสอบประสิทธิผลและความปลอดภัยมาแล้วว่าสามารถเพิ่มความตึงของผิวหน้าเพิ่มความยืดหยุ่นแก่
ผิวหน้า ลดรอยเหี่ยวย่น ทำให้ผิวหน้าเรียบเนียน และเพิ่มความขาวกระจ่างใส พบว่าหลังทำการทดสอบ
อาสาสมัครทั้ง 2 กลุ่ม มีสภาพผิวหน้าดีขึ้นตามลำดับหลังทำการทดสอบติดตอ่ กันทุกสัปดาห์ เป็นระยะเวลา 12
สัปดาห์ โดยลักษณะผิวหน้าที่เห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนอย่างมีนัยสำคัญ (p – value < 0.05) คือ ความตึงผิว
รวิ้ รอย ความเรียบเนียน ความขาว และสภาพผิวโดยรวม และเมอ่ื ทำการเปรียบเทยี บระหวา่ งกลุ่ม พบว่า กลุ่มท่ี
ใช้พลาสมาแบบสัมผัสร่วมกับครีมเอมบลิกามีประสิทธิภาพในการรักษาดีกว่ากลุ่มที่ใช้พลาสมาแบบสัมผัสเพียง
อย่างเดียวทุกด้านยกเว้น ประสิทธิภาพในการรักษาเรื่องริ้วรอยให้ผลการรักษาไม่แตกต่างกันแสดงให้ เห็นว่า
พลาสมาเย็นแบบสัมผัสชว่ ยให้กระซึมผา่ นของครีมเข้าส่ชู ้ันผิวหนังไดด้ ีข้นึ เป็นการเพ่ิมประสทิ ธภิ าพในการรกั ษา
วัตถปุ ระสงค์ของงานวิจยั เพื่อประเมินผลสำเรจ็ และภาวะแทรกซ้อนของการใช้พลาสมาเย็นแบบสัมผัส
เพียงอย่างเดียวในการฟ้ืนฟูสภาพผวิ หนา้ ท่ีเกิดลักษณะผิวไม่พึงประสงค์ข้ึนเน่ืองจากการเส่ือมสภาพตามวัย และ
เพื่อประเมินผลสำเร็จและภาวะแทรกซ้อนของการใช้พลาสมาเย็นแบบสัมผัสร่วมกับครีมบำรุงผิวหน้าสมุนไพร
“เอมบลิกาพลัส” ในการฟื้นฟูสภาพผิวหน้าที่เกิดลักษณะผิวไม่พึงประสงค์ขึ้นเนื่องจากการเสื่อมสภาพตามวัย
รวมทั้งเพื่อเปรียบเทียบผลสำเร็จและภาวะแทรกซ้อนในการฟื้นฟูสภาพผิวหน้าที่เกิดลักษณะผิวไม่พึงประสงค์
ของกลุ่มที่ใช้พลาสมาเย็นแบบสัมผัสเพียงอย่างเดียว และกลุ่มที่ใช้พลาสมาเย็นแบบสัมผัสร่วมกับครีมบำรุง
ผวิ หน้าสมนุ ไพร “เอมบลกิ าพลัส”
80
การพฒั นาการแปรรูปพชื สมุนไพรตามภมู ิปัญญาท้องถ่ิน จากทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ
เพื่อพัฒนาเศรษฐกจิ ชุมชน กรณีศึกษา:บ้านโพธ์พิ ฒั นา ตาํ บลคณฑี อําเภอเมือง จังหวดั กําแพงเพชร
โดย นงลักษณ์ จ๋วิ จู และคณะ
มหาวิทยาลยั ราชภฏั กาํ แพงเพชร
การพัฒนาการแปรรูปพืชสมุนไพรตามภูมิปัญญาท้องถิ่น จากทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ
เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน กรณีศึกษา:บ้านโพธิ์พัฒนา ตําบลคณฑี อําเภอเมือง จังหวัดกําแพงเพชร มี
วัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาแปรรูปพืชสมุนไพรท้องถิ่น จากความหลากหลายทางชีวภาพด้านพืชสมุน ไพร และ
แนวทางการแปรรูปพืชสมุนไพรให้เป็นสินค้าของชุมชนบ้านโพธิ์พัฒนา ตําบลคณฑี อําเภอเมือง จังหวัด
กําแพงเพชร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่ บุคคลที่เกี่ยวข้องและมีประสบการณ์เกี่ยวข้องกับการพืช
สมุนไพรในชุมชน จํานวน 10 คน และกลุ่มแม่บ้านที่สนใจในการพัฒนาการแปรรูปพืชสมุนไพรท้องถิ่น จํานวน
20 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์ การสังเกต กิจกรรมการพัฒนา และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การ
วิเคราะห์ข้อมูลเป็นแบบเชิงพรรณา โดยเขียนเป็นความเรียง อธิบายลักษณะของสิ่งที่ศึกษาโดยเฉพาะ ผล
การศึกษา พบว่า ผู้ใหญ่บ้านและกลุ่มผู้นําชุมชน รวมทั้งประชาชนบ้านโพธิ์พัฒนา หมู่ที่ 5 ตําบลคณฑี อําเภอ
เมือง จังหวัดกําแพงเพชร นั้นได้ให้ความสําคัญในการพัฒนาการแปรรูปพืชสมุนไพรเพราะชุมชนมีพืชสมุนไพร
หลายชนิดถอื ไดว้ ่ามคี วามหลากหลายดา้ นชีวภาพพืชสมุนไพร เชน่ ขมิ้น ไพล พลคู าว วา่ นหางจระเข้ ข่า ตระไคร้
มะกรูด ฟักข้าว กระเพรา โหระพา ถั่วดาวอนิ คา ว่านชักมดลกู ผู้วิจัยจงึ ร่วมกบั ผนู้ าํ และประชาชนบ้านโพธพิ์ ฒั นา
ในการแปรรูปพืชสมุนไพร จํานวน 2 กิจกรรม ได้แก่ การทําสบู่สมุนไพร และลูกประคบสมุนไพรแห้ง และได้
ร่วมกันออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้เกิดความน่าสนใจ เกิดมูลค่าเพิ่มในตัวผลิตภัณฑ์ จาก
การศึกษาผลการวิจัย พบว่า การรวมกลุ่มการแปรรูปพืชสมุนไพร การทําสบู่สมุนไพรกับการทําลูกประคบแห้ง
สามารถผลักดันให้เป็นสินค้าชุมชนได้ เพราะว่ากลุ่มมีความรู้ ความเข้าใจในการแปรรูป และมีแนวทางในการ
จัดหางบประมาณโดยมีการปรึกษากับทางกลุ่มผู้นําชุมชน ซึ่งกลุ่มผู้นําชุมชนก็ได้ให้ความสําคัญและกําลังจะ
ผลักดันให้เป็นสินค้าชุมชน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มพื้นที่การปลูกพืชสมุนไพร และเพิ่มความหลากหลาย
ทางชีวภาพด้านพืชสมุนไพร เพ่ือเป็นพ้ืนฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืน รวมทั้งเป็นการต่อยอด
ภูมิปญั ญาทอ้ งถ่ินอีกด้วย
ขอ้ เสนอแนะ
1. ควรผลักดันกลมุ่ การพฒั นาสนิ คา้ ดา้ นพชื สมุนไพรใหเ้ ปน็ กลมุ่ วสิ าหกิจชุมชน
2. ควรออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สามารถบ่งบอกถงึ เรอื่ งราวและอัตลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งจะเปน็ ส่งิ
ท่ชี ว่ ยสง่ เสริมชอ่ งทางการตลาดให้กบั ผลิตภัณฑ์ OTOP
81
การพัฒนาตน้ แบบการส่งเสรมิ การใช้ยาสมุนไพรในครัวเรอื น (Med Kit) ในประเทศไทย
โดย นายแพทย์ภัทรพล จึงสมเจตไพศาล
กรมสนับสนุนบรกิ ารสขุ ภาพ กระทรวงสาธารณสุข
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการส่งเสริมการใช้ยาสมุนไพรในครัวเรือนในประเทศไทย
ด้วยกระเป๋ายาประจำบ้าน รวมทั้งการศกึ ษาความรู้ เจตคติและการปฏิบัติของผูต้ ัดสินใจเลอื กการรักษาด้านการ
เจ็บป่วยของครัวเรือนในการรักษาทางการแพทย์แผนไทยและแผนปัจจุบัน ตลอดจนเปรียบเทียบการเจ็บป่วย
การเลือกวธิ ีการรกั ษา และคา่ ใช้จ่ายในการรกั ษา ก่อนและหลงั การดำเนินการ เปน็ การวิจัยก่งึ ทดลอง ดำเนินการ
ระหว่างเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ถึงสิงหาคม พ.ศ. 2553 โดยคัดเลือกยาสมุนไพรจากบัญชียาหลักแห่งชาติ
ยาสามัญ-ประจำบ้าน และตำรับยาในโรงพยาบาลที่ใช้บ่อยและเป็นที่ยอมรับในรูปแบบเหมือนยาแผนปัจจุบัน
เพอื่ ให้ใช้สะดวกขน้ึ โดยใช้กลไกของการสาธารณสุขมูลฐานที่มอี าสาสมัครสาธารณสุขประจำหมบู่ ้าน (อสม.) เป็น
ผชู้ ่วยติดตามการใชย้ าและการใหค้ ำแนะนำแก่ประชาชนในชุมชนโดยวจิ ัยท้ังเชงิ ปริมาณและคุณภาพ ในส่วนของ
การวิจัยเชงิ คุณภาพ จัดให้มกี ารสัมภาษณ์เจาะลึก การสนทนากลุ่ม อสม. และกล่มุ ใช้ยาสมุนไพร กลุ่มตัวอย่างที่
ศึกษาเป็นการสุ่มตัวอย่างแบบลำดับขั้น แบบเจาะจง โดยคัดเลือกจากจังหวัดเป้าหมาย 4 ภาค ภาคเหนือคือ
จงั หวัดเชียงราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนอื คอื จังหวดั ศรสี ะเกษ ภาคกลาง คอื จงั หวดั สุพรรณบรุ ี และภาคใต้คือ
จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยคัดเลือกจังหวัดละ 1 อำเภอ จำนวนทั้งสิ้น 1,366 หลังคาเรือน โดยมี อสม. เป็น
ผู้รับผิดชอบในการดูแลประชากรกลุ่มตัวอยา่ ง 10 หลังคาเรือนต่อ อสม. 1 คน โดยมีการศึกษาเปรียบเทียบกอ่ น
และหลังเข้าร่วมโครงการ 6 เดือน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างจะเลือกใช้ยาสมุนไพรก่อนยาแผนปัจจุบัน
เพิ่มขึ้นมากที่สุดคือเพิ่มจากร้อยละ 66.20 เป็น 85.40 พฤติกรรมที่เคยใช้สมุนไพรในการรักษาอาการเจ็บป่วย
ช่วงเริ่มเข้าร่วมโครงการ ร้อยละ 66.60 และหลังจากเข้าร่วมโครงการแล้ว 6 เดือนได้เพิ่มข้ึ นถึงร้อยละ 91.20
โดยกลุ่มตัวอย่างมีอัตราการใช้สมุนไพร ร้อยละ 92.30 คิดเป็นอัตราการใช้สมุนไพรโดยเฉลี่ย 6.1 ครั้งต่อ
ครัวเรือน ประสิทธิผลของการรักษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ยาสมุนไพรของโครงการแล้วหาย ร้อยละ 45.52
และดีขึ้นร้อยละ 47.17 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ยาสมุนไพรแล้วหายจากการเจ็บป่วย หรือมีอาการดีขึ้นภายใน
ระยะเวลา 1-3 วนั คดิ เปน็ รอ้ ยละ 63.42 รองลงมาใชร้ ะยะเวลา 4-6 วัน คดิ เป็นรอ้ ยละ 13.37 เพื่อรักษาตนเอง
และรายการยาที่ใชบ้ ่อยที่สุดคอื ยาแก้ไอมะขามป้อม สำหรับการเก็บค่ายาสมุนไพรจากครัวเรือนในระบบใช้ก่อน
จ่ายทีหลังให้กับ อสม. สามารถเก็บได้คิดเป็นร้อยละ 97.80 หลังดำเนินโครงการพบว่าความคุ้มค่า
ทางเศรษฐศาสตร์เปรยี บเทียบการใช้ยาสมุนไพรกับยาแผนปัจจุบัน พบว่าสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกวา่ 4 เท่า
ขอ้ เสนอแนะ
1. การพึ่งตนเองของประชาชนด้วยยาสมุนไพรในครัวเรือนจากการวิจัยพบว่าประชาชนมีความพึงพอใจ
กบั การทมี่ ียาสมุนไพรใชใ้ นครวั เรือน ทำให้สามารถดแู ลตนเองได้ เมื่อเจบ็ ปว่ ยเบอื้ งตน้ ทำใหไ้ มต่ อ้ งเสยี เวลา และ
เสียค่าใช้จา่ ยในการเดินทางไปรับการรักษาที่สถานพยาบาล รวมถงึ การซ้ือยาจากรา้ นขายยาในชุมชน ซ่ึงเสี่ยงต่อ
82
การบริโภคยาที่เกินความจำเป็น จึงมีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และมีความสะดวกต่อประชาชนที่เข้าร่วม
โครงการดังนั้นการพึ่งตนเองของประชาชนด้วยยาสมุนไพรในครัวเรือนเป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการได้ในบริบท
ของสังคมไทย แต่การดำเนินการดังกล่าวต้องมีการให้ความรู้แก่ประชาชน มีคู่มือในการใช้ยาสมุนไพร และสิ่งที่
สำคัญคือการสร้างความเข้าใจให้กับแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข รวมทั้งการจัดเวทีแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ในชุมชน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ระหว่างประชาชน ชุมชน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ตลอดจน
องคก์ รปกครองสว่ นท้องถนิ่
2. ยาสมุนไพรในครัวเรือนเพื่อการพึ่งตนเอง ยาสมุนไพรที่ใช้ในโครงการมาจากการคัดเลือกจากยาใน
บัญชียาหลักแห่งชาติ ยาสามัญประจำบ้าน และตำรับยาในโรงพยาบาลที่ใช้บ่อยในรูปแบบการบรรจุเหมือนยา
แผนปัจจุบัน ซึ่งดูน่าใช้ สะดวกต่อการบริโภคมีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ แต่ยังมีราคาต้นทุนสูงเมื่อ
เทียบกับยาแผนปัจจุบัน เนื่องจากยาแผนปัจจุบันมีปริมาณการผลิตจำนวนมาก ทำให้เกิดความประหยัดต่อ
ต้นทุนการผลิต (economy of scale) การที่จะส่งเสริมให้ประชาชนมีการใช้ยาสมุนไพรประจำครัวเรือนให้มี
ประสิทธผิ ลโดยไมเ่ ป็นภาระของการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนเพ่ือใหร้ าคายามรี าคาที่ไม่แพง จงึ จำเปน็ อย่างย่ิง
ที่ต้องมีการลดต้นทุนการผลิต มีปริมาณในการผลิตจำนวนมาก เพื่อทำให้เกิดความประหยัดต่อต้นทุนการผลิต
(economy of scale) เช่นเดียวกับยาแผนปัจจุบัน นอกจากนั้นกระบวนการผลิตยาสมุนไพร ในส่วนของ
โรงงานผลติ จะตอ้ งมีคุณภาพตามมาตรฐาน GMP ซง่ึ การทก่ี รมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
มีนโยบายในการสนับสนนุ และพฒั นาให้โรงพยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขในแตล่ ะจังหวัด สามารถเป็นแหล่ง
ผลิตยาสมุนไพรให้กับโรงพยาบาลในเขตจังหวัด โดยให้มีการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐาน GMP และเป็นการ
สง่ เสริมให้ประชาชนในพ้นื ทห่ี ันมาปลูกสมนุ ไพรเพ่ือเปน็ วตั ถุดิบในการผลติ ยาสมนุ ไพรให้กบั โรงพยาบาล เกิดการ
สร้างงาน สร้างอาชีพและสร้างรายได้ให้กับประชาชน และเป็นสิ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงยา
สมุนไพรที่มีคุณภาพในราคาทีไ่ ม่สูงเกนิ ไปได้ โดยที่มีจำนวนรายการยาสอดคล้องกบั ความตอ้ งการของประชาชน
ในแต่ละจังหวัดและหลังคาเรือน ดังนั้นนโยบายของประเทศที่ต้องการให้ประเทศไทยสามารถมีความมั่นคง
ทางด้านยา โดยลดการพึ่งพิงการนำเข้าวัตถุดิบ และยาสำเร็จรูปจากต่างประเทศ ความเป็นไปได้ถ้าการ
ดำเนินการสนับสนุนประชาชนให้มีการใช้ยาสมุนไพรประจำครัวเรือนครอบคลุมทุกจังหวัด โดยให้โรงพยาบาล
ของกระทรวงสาธารณสุข ในแต่ละจังหวัดเปน็ แหล่งผลิต จะทำให้เกิดกระแสการใช้ยาสมุนไพรไทยเป็นที่ยอมรบั
ของสังคม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบสุขภาพของประเทศไทย ส่งผลดีต่อสุขภาพของคนไทยและ
เศรษฐกิจของประเทศ
3. อสม. กับการใช้ยาสมุนไพรในครัวเรือน การสาธารณสุขมูลฐานเป็นรากฐานของระบบสุขภาพของ
ประเทศไทยที่มีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความยอมรับของทุกภาคส่วน โดยมีอาสาสมัครสาธารณสุข
(อสม.) เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายที่สำคัญของกระทรวงสาธารณสุขมาโดยตลอด ทั้งด้านการ
ส่งเสริม ป้องกัน การควบคุมโรค การคุ้มครองผู้บริโภคและการแพทย์แผนไทย จากงานวิจัยพบว่า อสม. มี
บทบาทสำคัญอยา่ งยิ่งในการใหค้ วามรู้ ความเข้าใจ และให้คำปรกึ ษาตอ่ ประชาชนต่อการใช้ ยาสมุนไพร และยัง
83
เป็นผู้จัดเก็บค่ายาที่ประชาชนใช้ไป ซ่ึงจากการทำสัมภาษณ์กลุ่มพบว่า อสม. มีความภูมิใจที่ได้ปฏบิ ัติงานเพราะ
เปน็ การเสริมบทบาทให้มีความเป็นรูปธรรมในการส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใชย้ าสมุนไพร ประชาชนมีความพึงพอใจ
ที่มี อสม. มาให้คำแนะนำ และติดตามผลการใช้ยาทุกเดือน เพื่อให้งานสาธารณสุขมูลฐานเป็นส่วนสนับสนุนให้
ประชาชนสามารถพึง่ ตนเองได้ดว้ ยยาสมุนไพร กระทรวงสาธารณสุขต้องมรี ะบบการฝึกอบรม อสม. ให้มีทัศนคติ
ความรู้ ความเข้าใจต่อยาสมุนไพร โดยจัดทำเป็นหลักสูตรที่มีมาตรฐาน สามารถใช้ได้กับทุกจังหวัด มีกลไก
การสนับสนนุ และคมู่ อื ในการปฏบิ ัติงาน
4. ความมสี ่วนร่วมขององค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่นจากข้อมลู ของงานวจิ ัย พบว่า ประชาชนทุกหมู่บ้าน
ทั้งชุมชนชนบท ชุมชนเมือง และมีการใช้ยาสมุนไพรประจำครัวเรือน และต้องการให้โครงการนี้มีความต่อเนื่อง
ต่อไป ซงึ่ เปน็ ส่ิงที่สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่าการมียาสมุนไพรประจำ ครวั เรือน เปน็ สิง่ ท่สี อดคล้องกับวถิ ชี วี ิตของคนไทย
ไม่มีขอ้ จำกัดของลักษณะชุมชน ดังน้นั องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ ซึง่ เปน็ หนว่ ยงานท่ีมคี วามใกลช้ ดิ กบั ประชาชน
มีบทบาทภารกิจในการดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนในเขตรับผิดชอบให้อยูด่ ีมีสุข ย่อมคำนึงถึงความต้องการ
ของประชาชนในการดูแลสุขภาพของตนเองด้วยยาสมุนไพรประจำครวั เรือน จงึ จำเป็นอยา่ งยิ่งท่ตี ้องมีความเข้าใจ
ตอ่ การดำเนินการดงั กล่าว และให้การสนับสนนุ ในการบริหารจัดการ เพ่อื ใหเ้ กดิ ความยั่งยนื และต่อเนือ่ ง
5. บทบาทของสถานพยาบาลภาครัฐการดูแลสุขภาพของประชาชนเป็นหน้าที่โดยตรงของกระทรวง
สาธารณสุขโดยอาศัยหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งโรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และสถานีอนามัยหรือ
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ซึ่งทำงานครอบคลุมทั้ง 4 มิติ คือกาย ใจ สังคม และจิตวิญญาณ
รวมท้งั การสง่ เสริม ป้องกัน รกั ษา และฟื้นฟจู ากงานวจิ ัยพบวา่ การมยี าสมุนไพรประจำครัวเรือนถงึ แม้จะไม่ได้ลด
อัตราการมารับการรักษาพยาบาลของสถานพยาบาล แต่เป็นการลดจำนวนครั้งที่ต้องรับการดูแลโดยเจ้าหน้าที่
สาธารณสุขในกรณเี จ็บปว่ ยเล็กน้อย ดงั นั้นการสนบั สนนุ ให้ประชาชนสามารถพ่ึงตนเองไดด้ ้วยยาสมุนไพรประจำ
ครัวเรือน เป็นสิ่งที่ภาครัฐควรให้การสนับสนุนทั้ง องค์ความรู้ การบริหารจัดการ การสร้างความเข้าใจ และ
งบประมาณบางสว่ นสำหรับการอบรมประชาชน และพฒั นาความรู้ ทศั นคตขิ องเจ้าหน้าทตี่ อ่ การใช้ยาสมนุ ไพร
84
การพัฒนาตำรบั ยานำ้ สมนุ ไพรบำรงุ รา่ งกาย
โดย กรกนก โอภาสตระกลู และคณะ
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม
ปัจจุบันคนส่วนใหญ่หันมาดูแลสุขภาพกันมากขึ้น และสนใจการใช้สมุนไพรเพื่อบำรุงร่างกาย วิธี
ดำเนนิ งานวจิ ยั : เตรียมยานำ้ ทั้ง 4 ตำรบั โดยการต้ม ศกึ ษาฤทธิ์ต้านออกซชิ ัน ด้วยวิธี DPPH และ FRAP รวมทั้ง
ศึกษาคุณสมบัติด้านกายภาพเคมีของตำรับคือ ลักษณะสี กลิ่น ตะกอน รสชาติ และความเป็นกรดด่าง และด้าน
จุลชีววิทยา ผลการศึกษาวิจัย: ฤทธิ์ต้านออกซิเดชันในการทดสอบทั้ง 2 วิธีของตำรับ A ตำรับ B ตำรับ C และ
ตำรับ D ไม่แตกต่างกัน (p>0.05) และสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) นอกจากนี้
ความคงตัวทางด้านกายภาพและเคมี พบว่าตำรับ C มีความเหมาะสมมากท่ีสุดและการควบคุมคุณภาพทาง
จุลชีววิทยาพบว่าทุกตำรับผ่านเกณฑ์มาตรฐานของผลิตภัณฑ์สมุนไพร สรุปผลการวิจัย: ยาน้ำสมุนไพรบำรุง
ร่างกายตำรับ C มีความเหมาะสมทีส่ ุดเพอ่ื พัฒนาตำรับตอ่ ไป
จากผลการทดลองศึกษาฤทธิ์ตา้ นออกซิเดชนั ด้วย DPPH assay ไดร้ ายงานผลออกมาเป็นคา่ EC50 ซึ่ง
ค่าน้อยแสดงถึงฤทธิ์ต้านออกซิเดชันที่มาก (Molyneux, 2004) ในการศึกษาได้ใช้ ascorbic acid เป็นสาร
มาตรฐานในการวิเคราะหโ์ ดยวดั ได้ 5.34±0.01 มิลลกิ รมั /ลติ ร และจากการศึกษาพบวา่ ตำรบั A ตำรบั B ตำรับ
C และตำรับ D มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันไม่แตกต่างกัน (p>0.05) แต่มีฤทธิ์ที่ดีกว่าสารสกัดตำรับควบคุมอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) โดยค่าที่ได้เป็นไปในแนวทางเดียวกันกับผลการทดลองศึกษาฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน
ด้วย FRAP assay โดยรายงานผลออกมาเป็นค่า FRAP value ค่ามากแสดงถึงฤทธิ์ต้านออกซิเดชันที่มาก
(Watcharakupt, 2006) ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดในตำรับ A ตำรับ B ตำรับ C และตำรับ D มีฤทธิ์ต้าน
ออกซิเดชันไม่แตกต่างกัน (p>0.05) แต่มีฤทธิ์ที่ดีกว่าสารสกัดตำรับควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)
แม้ว่าเมอ่ื นำไปเปรยี บเทียบกับ ascorbic acid ซึง่ เปน็ สารมาตรฐาน จะเห็นไดว้ า่ ฤทธใ์ิ นการต้านออกซิเดชันของ
ตำรับน้อยกว่าสารมาตรฐานมาก ทงั้ น้อี าจเนอื่ งมาจากสารสกัดสมนุ ไพรทลี่ ะลายในน้ำยาจากการต้มแล้วกรองเอา
กากออกมีปริมาณที่น้อยมาก เมื่อเปรียบเทยี บกับน้ำผึ้งที่เติมภายหลัง จึงพบว่าฤทธิ์ต้านออกซิเดชันของตำรับซ่ึง
ส่วนใหญ่จะมาจากสมนุ ไพรจึงมีฤทธิน์ ้อยกว่าสารมาตรฐานมาก อย่างไรก็ตามมีรายงานฤทธิ์ต้านออกซิเดชนั ของ
สารสกัดสมุนไพรเดี่ยวที่เป็นส่วนประกอบของตำรับในการศึกษาครั้งนี้พบว่ามีฤทธิ์ดี เช่นการศึกษาของ
Pongpiriyadacha et al.(2009) ซึ่งได้ศึกษาโดย DPPH assay ของสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จาก ทิ้งถ่อน ตะโก
นาแห้วหมู และข่อย พบว่าสารสกัดจากเปลือกทิ้งถ่อนมีฤทธิ์กำจัดอนุมูลอิสระ DPPHได้สูงที่สุด (EC50=2.9
ไมโครกรัม/มิลลิลิตร) ส่วนสมุนไพรอื่นๆ มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชันได้ดีให้ค่า EC50 ระหว่าง 9.7-49.3 ไมโครกรัม/
มิลลิลิตร ยกเว้นเมล็ดข่อย และสอดคล้องกับรายงานการวิจัยของ Luanchoy and Tiangkul (2008) ที่ศึกษา
ฤทธิ์ต้านออกซิเดชันด้วยวิธี DPPH assay ของสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์ พบว่าสารสกัดจากเปลอื กทิ้งถ่อนมีฤทธิ์
ต้านออกซิเดชันมากที่สุด รองลงมา คือ แห้วหมู พริกไทย เปลือกตะโกนา บอระเพ็ด เมล็ดข่อย โดยมีค่าEC50
85
เท่ากับ 44.34 187.62 235.91 1111.39 1285.09 1324.25 8603.57 ไมโครกรัม/มิลลิลติ ร ตามลำดับ ซึ่งจาก
การศึกษาเหล่านี้สนับสนุนฤทธิ์ในการต้านออกซิเดชันของตำรับยาน้ำ สมุนไพรบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดีจาก
การศึกษาคุณสมบัติทางกายภาพพบว่า ลักษณะของตะกอนมีความคล้ายคลึงกันทั้ง 4 ตำรับ โดยพบตะกอนสี
น้ำตาลอ่อน มีลักษณะจับกันเป็นแพ ไม่แตกกระจาย และเมื่อเขย่าด้วยแรงปานกลางพบว่ามีการกระจายตัว
สม่ำเสมอ ในส่วนของสีสนั มสี ที ีใ่ กลเ้ คียงกันทุกตำรบั ส่วนในดา้ นของกล่ินตำรบั A และตำรับ B จะมีกลน่ิ หอมเย็น
ตำรับ C จะมีกลิ่นหอม ฉุนเล็กน้อย ส่วนตำรับ D จะมีกลิ่นฉุนแรง และในด้านของรสชาติ ตำรับ A มีรสชาติ
หวาน หอมเย็น ตำรบั B มรี สชาตหิ อมมีกล่ินตัวยาสําคัญทชี่ ัดเจน ตำรับ C มรี สชาตหิ อม ไม่หวาน ขมเลก็ น้อย มี
กล่ินตวั ยาสำคญั เล็กนอ้ ย ตำรับ D มีรสชาตไิ ม่หวาน ขม มีกลน่ิ ตัวยาสำคัญชดั เจน และจากการศึกษาเปรยี บเทียบ
คา่ F ของยานำ้ สมุนไพรแตล่ ะตำรับ พบวา่ มีค่าแตกต่างกันไปในแต่ละตำรับ โดยตำรบั D เปน็ ตำรบั ท่ีมคี า่ F ที่ดสี ุด
(โดยมีค่า F เท่ากับ 0.05) การทดสอบด้านคุณสมบัติทางเคมีโดยวัดความเป็นกรดด่างพบความเป็นกรดท่ี
ใกล้เคยี งกนั โดยคา่ อยูร่ ะหว่าง 3.8- 4.7 และการทดสอบทางจุลชวี วทิ ยาพบวา่ ทุกตำรับมีการเจรญิ เติบโตของเชื้อ
แบคทีเรียชนิด aerobic bacteria ไม่เกิน 5x 105 CFU/กรัม ซึ่งถือว่าเกณฑ์มาตรฐานของผลิตภัณฑ์สมุนไพร
(Sittichai, 2004) จากการศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่าตำรบั ยาน้ำสมุนไพรบำรุงร่างกายท้ัง 4 ตำรับ ได้คดั เลือกตำรับ C
เปน็ ตำรบั ทีด่ ที ่สี ุด แมฤ้ ทธต์ิ า้ นออกซิเดชันเมือ่ ทดสอบทางสถติ ิจะไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเปรียบเทียบ
กับตำรับอื่น แตม่ แี นวโน้มดกี วา่ อกี ท้งั ผลการศกึ ษาคุณสมบัตทิ างกายภาพ เคมี และทางจุลชีววิทยาดีกว่าตำรบั อนื่
86
การพัฒนาเทคโนโลยีการจดั การกอ่ นและหลงั การเก็บเก่ียวเพอ่ื ลดความเสยี หายของสินคา้ สำหรบั การสง่ ออก
โดย ศศมิ า พยุยงค์ และคณะ
สถาบันวจิ ยั พชื สวน และศูนย์วิจยั พืชสวนตรัง
การศึกษาอายุการเก็บเกี่ยวและการใช้สารยืดอายุการใช้งานในไม้ดอกกลุ่มขิงข่าตัดดอกได้แก่
เอื้องหมายนา ไพล กระทือ และหงส์เหิน วัตถุประสงค์เพื่อยืดอายุการใช้งาน โดยดำเนินการทดลองระหว่างปี
2556-2557 ที่สถาบนั วจิ ัยพชื สวน ศูนยว์ จิ ัยพชื สวนตรงั และศูนยว์ ิจยั พชื สวนศรษี ะเกษ มีผลการทดลองดงั นี้ การ
พ่นช่อดอกด้วย BA 100 ppm สามารถยืดอายุการใช้งานของเอื้องหมายนา กระทือ และหงส์เหินแต่การ
ตอบสนองต่ออายุการปักแจกันของไพลไม่เด่นชัด อายุการเก็บเกี่ยวของกระทือเขียวสามารถเก็บเกี่ยวได้ตั้งแต่
ระยะที่ 1-7 คือ (1. ดอกจริงตูมแน่น 2. ดอกจริงบาน 1 ดอก 3. ดอกจริงบาน 2 ดอก 4. ดอกจริงบาน 3 ดอก
5. ดอกจริงบาน 4-5 ดอก 6. กลีบประดบั สีแดงเรื่อ 7. กลีบประดบั สแี ดงเข้ม สามารถปักแจกันได้นานเกิน 7 วัน
ทั้งนี้ระยะ 6 และ 7 มีอายุปักแจกันนานกว่า คือ 10.0 และ 9.33 วันตามลำดับ อะมิโนแอซิด 7 กรัม/น้ำ 1 ลิตร
ก็ใหผ้ ลดใี นการยืดอายุการปักแจกนั กระทอื เขียว รองลงมาการพ่นดว้ ย BA ไม่แตกตา่ งทางสถติ ิ การพลั ซิ่งกระทือ และ
เอื้องหมายนา ด้วยคลอรอกซ์ 0.5% 1 ชั่วโมงแล้วย้ายมาปักแจกันด้วยน้ำเปล่า แม้ส่งผลต่ออายุการใช้งานไม่
แตกต่างจากกรรมวิธีควบคุมแต่ก็ให้ผลไม่แตกต่างทางสถิติกับการพ่นด้วย BA และให้ผลใกล้เคียงกับสารพัลซ่ิง
(pulsing) การค้า: Quick drip 30 วินาที และ Floralife 1 เม็ด/น้ำ 2 ลิตร 4 ชม. ไม้ตัดดอกกลุ่มนี้จะใช้งานใน
ส่วนของกลีบประดับ (bract) ไม่ใช่ดอกจริง ฉะนั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนากรรมวิธีในการรักษาความคงทนและ
ชะลอการเปลี่ยนสีของกลีบประดับและก้านดอกตลอดจนอายุการเก็บเกี่ยวที่เหมาะสมของพันธุ์ต่างๆ ต่อไป
เน่อื งจากการตอบสนองต่อกรรมวธิ ีแตกตา่ งกนั
87
การพฒั นานวตั กรรมการพ่งึ พาตนเองด้านสขุ ภาพด้วยสมนุ ไพรใกล้มือสําหรับผ้สู ูงอายุ
โดย นคร จนั ต๊ะวงษ์ และคณะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏเชยี งราย
การพัฒนานวัตกรรมการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองด้านสุขภาพด้วยสมุนไพรใกล้มือสําหรับผู้สูงอายุมี
วัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากระบวนการส่งเสริมการพึ่งพาตนเองดา้ นสุขภาพด้วยสมุนไพรใกล้มอื ของผูส้ ูงอายุตําบล
บ้านดู่ อําเภอเมือง จังหวัดเชียงรายเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ได้กลุ่มตั วอย่างจํานวน 398 คน โดยใช้
แบบสอบถามและทําการวเิ คราะห์ข้อมูล โดยใช้สถติ ิในการวิเคราะห์ข้อมูล ร้อยละและค่าเฉลี่ย และการวิจัยเชงิ
คุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสําคัญจํานวน 8 คน และทําการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา
ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุนอกเหนือจากการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังท่ีต้องทําการรักษาแบบ
ประคบั ประคองกบั การแพทย์แผนปัจจุบนั ยังพบปญั หาทางสขุ ภาพจากความเสื่อมโทรมตามวยั เชน่ อาการนอน
ไม่หลับ อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ และแน่นจุกเสียด อาการท้องผูก อาการปวดเมื่อยตามร่างกาย อาการไข้หวัด
ความผดิ ปกตขิ องระบบทางเดินหายใจ โรคผิวหนงั อย่างไรกต็ าม ปัญหาทางสขุ ภาพดังกล่าวผสู้ งู อายสุ ามารถดูแล
ตนเองได้ในเบื้องต้นด้วยสมนุ ไพรใกล้มือ นาํ ไปสู่แนวคิดในการพัฒนานวัตกรรมการพ่ึงพาตนเองด้านสุขภาพด้วย
สมุนไพรใกล้มือสําหรับผู้สูงอายุ การพัฒนานวัตกรรมทีไ่ ด้จึงเกิดองค์ความรูท้ ี่ครอบคลุมถงึ วธิ กี ารเพาะปลูก การ
ดูแลรักษาและป้องกันศัตรูพืช และการเก็บเกี่ยวมาใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมตามกรรมวิธีทางการ
แพทยแ์ ผนไทยและมโี อกาสช่วยแกไ้ ขปัญหาทางสขุ ภาพ เศรษฐกจิ และสงั คมใหก้ บั ผูส้ ูงอายุไดอ้ ย่างยง่ั ยนื
ข้อเสนอแนะท่ีได้จากการวิจยั
1. การศกึ ษาวจิ ัยในคร้ังน้มี ีเป้าหมายศึกษาถึงปัญหาทางสุขภาพในกลุ่มอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นท่ีเกิดข้ึนกับ
ผู้สูงอายุในตาํ บลบ้านดู่ โดยอาการเจ็บป่วยดังกล่าวผ่านการลงความเห็นและวิเคราะห์รว่ มกันของทีมผู้วิจัยว่าเป็น
อาการที่ไม่รุนแรง ไม่ฉุกเฉิน ไมเ่ ฉยี บพลนั และสามารถดูแลรักษาไดด้ ว้ ยสมนุ ไพรพ้ืนฐานมีวิธีการเพาะปลูก ดูแล
เก็บเกย่ี วใช้ประโยชนท์ างยาไม่ย่งุ ยากซบั ซอ้ นซ่งึ งานวิจยั น้เี รียกว่า “สมุนไพรใกล้มือ”
2. นวัตกรรมดังกล่าวพุ่งเป้าพัฒนาขึ้นสําหรับชุมชนตําบลบ้านดู่มีการพิจารณาเลือกใช้สมุนไพรท่ี
สอดคลอ้ งกบั บรบิ ทของพ้ืนที่ท่ีตรงกับถิน่ ท่ีอย่ตู ามธรรมชาตขิ องพชื สมุนไพรแตล่ ะประเภทจากนัน้ จึงทําการอบรม
ให้ความรู้เก่ียวกบั การนาํ นวัตกรรมดังกล่าวไปสู่การใชป้ ระโยชน์จรงิ อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ และต้องทําการติดตาม
ผลกระทบท่เี กิดขึ้น ทัง้ ในมติ ดิ ้านสขุ ภาพ เศรษฐกิจและสงั คมต่อไป
ข้อเสนอแนะสําหรับการวจิ ัยครง้ั ตอ่ ไป
1. การนํางานวิจัยในครั้งไปต่อยอดหรือพัฒนาในกลุ่มตัวอย่าง หรือพื้นที่อื่นๆ ควรมีการสํารวจพื้นที่
และความต้องการหรือความสนใจของผู้สูงอายุในการพึ่งพาการใช้ประโยชน์จากภมู ิปัญญาการแพทยแ์ ผนไทยใน
การดูแลรกั ษาสขุ ภาพ ซงึ่ จะทาํ ใหง้ านวิจัยทเี่ กิดขึน้ มคี ณุ ค่าและเป็นประโยชนต์ ่อผู้สูงอายอุ ย่างแทจ้ รงิ
88
2. กระบวนการพัฒนานวัตกรรมด้านการใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพรมีความจําเป็นต้องศึกษาเรียนรู้
คุณลักษณะเฉพาะของพืชสมนุ ไพรแต่ละชนิดทค่ี รอบคลุมนบั ต้งั แต่การคัดเลือกสายพันธสุ์ มนุ ไพรท่ีมีคุณภาพและ
มีฤทธิ์ทางยาสงู เลือกพื้นที่และลักษณะดินท่ีเหมาะสมต่อการเพาะปลูกพืชสมุนไพรแต่ละชนิด และกระบวนการ
ดูแล บาํ รงุ รกั ษา ป้องกันศตั รูพชื รวมถึงการเก็บเกี่ยวทีต่ อ้ งคาํ นงึ ถึงสว่ นทีส่ ามารถนาํ มาใชป้ ระโยชน์ อายุการเก็บเกี่ยว
วธิ ีการเก็บเก่ียวกอ่ นนาํ ไปสูก่ ารพฒั นาวิธีการใชป้ ระโยชน์ไดอ้ ยา่ งคณุ ภาพและมีฤทธ์ทิ างยา
89
การพฒั นาบรรจภุ ัณฑแ์ ละส่ือประชาสัมพนั ธ์ผลติ ภณั ฑ์เคร่ืองสำอางสมนุ ไพร
กรณีศกึ ษา: วิสาหกจิ ชุมชนปารชิ าต เขตมีนบรุ ี กรุงเทพมหานคร
โดย ดร.ณัฐนนั ท์ วิริยะวทิ ย์
คณะวิทยาการจดั การ มหาวิทยาลยั ราชภฏั พระนคร
การวิจัยเรื่องการพัฒนาบรรจุภณั ฑ์และสื่อประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑเ์ คร่ืองสำอางสมนุ ไพร กรณีศึกษา:
วิสาหกิจชุมชนปาริชาต เขตมีนบุรี กรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพือ่ พัฒนาบรรจุภณั ฑ์และส่ือประชาสัมพันธ์
โดยการมีส่วนร่วมของผู้วิจัย วิสาหกิจชุมชนปาริชาต และผู้บริโภค และเพื่อประเมินผลบรรจุภัณฑ์และสื่อ
ประชาสัมพันธ์จากแบบสอบถามจากการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม พบว่า การศึกษาสภาพปัจจุบันของ
วิสาหกิจชุมชนปาริชาต มีการใช้บรรจุภัณฑ์และฉลากที่ไม่มีจดุ เด่นและไม่สามารถดึงดูดผูบ้ ริโภค ส่วนในด้านสือ่
ประชาสัมพันธ์ ไม่มีเอกสารประชาสัมพันธ์ แคตตาล็อกสินค้า และไม่มีสื่อวีดีทัศน์เพื่อแนะนำบริษัทและสินค้า
ดังนั้น จึงมีการศึกษาหาแนวทางในการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ฉลาก และสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อให้มีความสวยงาม
ทันสมัย ทำให้มีจุดดึงดูดความสนใจลูกค้าเพิ่มขึ้น การประเมินผลบรรจุภัณฑ์และสื่อประชาสั มพันธ์ พบว่า
ประชากรในเขตกรงุ เทพมหานคร มคี วามพงึ พอใจในระดับมาก
จากผลการวิจยั ในการศึกษาสภาพปญั หาของวิสาหกจิ ชุมชนปารชิ าต เขตมนี บุรี กรุงเทพมหานคร โดย
ศึกษาจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค เพื่อนำแนวทางในการแก้ปัญหาและพัฒนาในด้านบรรจุภัณฑ์ ฉลาก
และสื่อประชาสัมพันธ์ที่สวยงาม ทำให้ผู้บริโภคเป้าหมายมีความพึงพอใจในระดับมากในทุกบรรจุภัณฑ์ ฉลาก
และส่ือประชาสัมพนั ธ์ท่ีไดร้ ับการพฒั นามีกระบวนการพัฒนารว่ มกับวสิ าหกิจชุมชนปาริชาตได้มีส่วนร่วมคิดและ
ปรบั แก้ให้สอดคลอ้ งกับความต้องการแลว้ ในระหว่างการพฒั นาได้มีการนำบรรจภุ ัณฑ์ไปสอบถามผู้บรโิ ภคก่อนที่
จะมาปรบั แกอ้ กี คร้ัง นอกจากนนั้ ยงั พบว่า อายุและอาชีพทีแ่ ตกตา่ งกันความพึงพอใจในบรรจุภณั ฑส์ บแู่ ละบรรจุภัณฑ์
เซรั่ม แตกต่างกัน สำหรับสื่อแผ่นพับ พบว่า อายุ อาชีพ รายได้ และการศึกษา ที่แตกต่างกัน ความพึงพอใจ
แตกต่างกัน สอดคล้องกับงานวิจัยของ ณัฏฐ์กฤตา ลิมานนท์ดำรง (2553) ที่พบว่า อายุ อาชีพ รายได้ และ
การศึกษาที่แตกต่างกันมีความพึงพอใจต่อสื่อประชาสมั พันธ์แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม การออกแบบบรรจุภณั ฑ์
ฉลาก และส่อื ประชาสมั พนั ธเ์ ปน็ ตัวกำหนดความสนใจของผู้บริโภคสนิ คา้ จะขายดีหรือไม่ข้ึนอยู่กับผลิตภัณฑ์ต้อง
มีคุณภาพ มมี าตรฐาน และความสวยงาม จากงานวิจยั ของ สุภทั รา ประเสรฐิ สิทธ์ิ (2553) พบว่า ปจั จัยที่มีผลต่อ
การเลือกซ้ือเครื่องสำอางบำรุงผวิ หนา้ ได้แก่ ขอ้ มลู สรรพคุณบนบรรจภุ ัณฑ์ ขนาดของบรรจุภัณฑ์ ความสวยงาม
ของบรรจุภัณฑ์ และตราสินค้า
ข้อเสนอแนะ
1. ควรมีการพัฒนาการออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้มีความหลากหลายกับผู้บริโภค การจัดทำบรรจุภัณฑ์
เพอื่ ออกแสดงสินคา้ ในเทศกาลต่างๆ เช่น เทศกาลปีใหม่ เปน็ ตน้ รวมถงึ การจัดทำบรรจภุ ณั ฑเ์ พอ่ื สง่ เสริมการขาย