90
เชน่ การจดั ทำแพ็คคู่ การจดั คผู่ ลิตภัณฑ์ท่ีขายดีกับผลิตภัณฑ์ที่มุ่งส่งเสริมให้เกิดการใช้สินค้าเพ่ิมเติม เพ่ือให้เกิด
ความหลากหลายขนาดและส่งเสรมิ การขาย และทำใหผ้ ้บู ริโภคมคี วามหลายหลายในการเลอื กผลติ ภณั ฑ์
2. ผลการวิจัยพบว่า อายุ อาชีพ รายได้ และการศึกษามีความแตกต่างกัน ความพึงพอใจแตกต่างกัน
ดังนนั้ การพฒั นาบรรจุภัณฑ์และส่อื ประชาสัมพันธ์ควรคำนึงถึงของลูกค้าเป้าหมายตามปจั จัยสว่ นบคุ คลดงั กล่าว
3. ควรมีการฝึกอบรมผู้ประกอบการในความรู้เรื่องบรรจุภัณฑ์ ฉลาก และสื่อประชาสัมพันธ์ เพื่อให้
ผปู้ ระกอบการสามารถพฒั นาให้สอดคล้องกับการเปล่ยี นแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคต่อไป
4. หน่วยงานราชการ ควรให้ความสำคัญในการจัดเงินทุนและให้การสนับสนุนแก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน
เพ่มิ ข้ึนและต่อเนื่อง
91
การพฒั นาระบบฐานความรู้ดา้ นการรักษาโรคดว้ ยสมนุ ไพร
โดย ผศ. รุจิจนั ทร์ วชิ วิ านิเวศน์
มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา
งานวจิ ยั น้ี เปน็ การสร้างระบบฐานความรเู้ พื่อเปน็ แหล่งข้อมูลเกีย่ วกบั การวิเคราะหส์ ขุ ภาพตนเอง ด้วย
หลักทฤษฎีทางการแพทย์แผนไทย โดยแบ่งเนือ้ หาออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่ง คือ ส่วนของการวิเคราะห์ธาตเุ จ้าเรือน
เพื่อให้บุคคลรู้จักตัวตนของตนเอง รู้ว่าตนเองมีธาตุกำเนิดอะไร และรับทราบแนวทางในการดูแลสุขภาพตนเอง
และควรเลือกรสชาตอิ าหารท่ีรับประทานอยา่ งไร จึงจะทำให้สขุ ภาพรา่ งกายแข็งแรง
ส่วนที่สอง คือ ส่วนของการวิเคราะห์อาการเจ็บป่วยตามธาตุเจ้าเรือนที่เป็นธาตกุ ำเนิด และธาตุเจ้าเรือน
ตามช่วงอายุของตนเองในปัจจุบัน พร้อมทั้งระบุถึงสมุนไพร ในส่วนสมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐานที่ใช้
รักษาอาการเจ็บป่วยเหล่านั้น โดยแสดงข้อมูลรายละเอียดของสมุนไพรไทย ทั้งในส่วนรูปภาพ รสชาติ วิธีการใช้
และข้อควรรใู้ นการใชส้ มุนไพรน้ัน โดยพฒั นาเป็นโปรแกรมบนเวบ็ ไซต์เครอื ข่ายภายในมหาวทิ ยาลัยราชภัฏสวนสุนนั ทา
กลุ่มประชากรท่ีใช้ศกึ ษาครั้งนี้ แบง่ ออกเป็น 2 กลมุ่ กลมุ่ ที่หน่งึ คอื กลุ่มของผู้เช่ียวชาญดา้ นการแพทย์
แผนไทยจำนวน 4 ทา่ น กลมุ่ ทสี่ องคือ ผเู้ ขา้ ใช้งานเว็บไซต์ จำนวน 300 คน โดยแบ่งออกเป็น 3 ชว่ งอายุ คือ วัยเด็ก
วยั ร่นุ และวยั เรม่ิ ทำงาน วัยทำงานและวยั สูงอายุ เคร่อื งมือที่ใชเ้ กบ็ รวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถามที่เป็นกระดาษ
และแบบสอบถามหรือ Poll บนเว็บไซต์ ในส่วนสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ
ค่าเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย แยกเป็น 3 ส่วน คือ
1. การพฒั นาฐานความรู้ สามารถพฒั นาเสรจ็ สน้ิ ได้ตรงตามเป้าหมายทีว่ างไว้
2. การพฒั นาโปรแกรมประยุกต์บนเว็บ สามารถพฒั นาเสร็จสน้ิ ได้ตรงตามเป้าหมายท่ีวางไว้
3. การประเมนิ ผล ผลการศึกษา พบวา่
3.1 การประเมนิ ความคดิ เห็นของผ้เู ชีย่ วชาญทมี่ ีตอ่ การออกแบบเวบ็ ไซต์ และองค์ความรู้ของระบบ
ฐานความร้ดู ้านการรักษาโรคด้วยสมนุ ไพร อยู่ในระดับดี ดว้ ยค่าเฉลีย่ ระดับความคิดเห็น 4.20
3.2 การประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบ ซึ่งเป็นสมาชิกผู้เข้าใช้งานเว็บไซต์ ทุกช่วงอายุอยู่ใน
ระดับดี ด้วยค่าเฉล่ียระดบั ความพึงพอใจ 4.24
นอกจากนี้ ยังพบว่าประชากรในวัยเด็กอายุตั้งแต่ 16 ปี ลงมา มีความใส่ใจในการดูแลสุขภาพตนเอง
นอ้ ยกวา่ ประชากรทีเ่ ปน็ วยั รุ่น วัยทำงาน และวยั สูงอายุ
ข้อเสนอแนะ
1. ควรเผยแพร่เวบ็ ไซต์นี้ ใหป้ ระชาชนใชเ้ ป็นเคร่ืองมือในการตรวจสอบธาตุเจ้าเรือน เพื่อให้รู้จักตัวตน
ของตนเอง และใส่ใจในการดูแลสุขภาพตนเองด้วยสมุนไพรไทย และสนับสนุนให้มีผู้ทำการวิจัยนี้ให้ขยายผล
อยา่ งต่อเนือ่ ง
92
2. ทำการวิจัยเพื่อหาวิธีการให้เด็กๆ มีความใส่ใจในการดูแลสุขภาพตนเองด้วยสมุนไพรไทยแทนการ
เลน่ เกมส์คอมพิวเตอร์ คยุ กบั เพอ่ื นทาง Facebook หรอื รบั ประทานขนมขบเคย้ี วทไี่ ม่มปี ระโยชน์
3. ทำการวิจัยเพื่อหาวิธีการให้ประชาชนทุกช่วงอายุปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิต โดยใช้หลักการดูแล
สุขภาพตนเอง
4. ทำการพัฒนาฐานความรู้ โดยเพิ่มพืชสมุนไพรที่มีประโยชน์และมีความปลอดภัย ให้ประชาชน
สามารถเลอื กรับประทานอยา่ งถกู ต้อง ตามหลักทฤษฎีทางการแพทย์แผนไทย
5. ทำการเพิ่มเติมองค์ความรู้อย่างสม่ำเสมอ และปรับข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ข้อมูล
ภายใตร้ ะบบมคี วามสอดคล้องกับการเปลย่ี นแปลง
6. ทำการจดโดเมนเนมให้ผู้ใช้เรียกใชเ้ ว็บไซต์นี้ไดง้ ่ายยิ่งขึ้น และปรับปรุงประสิทธิภาพของเครื่องแม่ข่าย
(Server) ใหเ้ รียกใช้งานเวบ็ ไซต์ได้รวดเรว็ ยงิ่ ข้นึ
93
การเพม่ิ มูลคา่ สมนุ ไพรไทยบนความหลากหลายทางชีวภาพ
โดย กลุ่มปฏบิ ตั ิการท่ี 8
หลักสูตรนกั บรหิ ารการพฒั นาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับสงู รุ่นที่ 66
ภายใตก้ ารดูแลของ รศ.ดร. สุรวิช วรรณไกรโรจน์
คณะเกษตร มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร์
เสนอ สถาบนั เกษตราธกิ าร สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
การศึกษาการเพมิ่ มูลค่าสนิ ค้าเกษตรบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ได้ศกึ ษาข้อมูลโดยสัมภาษณ์
เชิงลึกจากกลุ่มผู้ผลิตและแปรรูปสมุนไพรเขาค้อทะเลภู อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ และผู้บริหารกระทรวง
เกษตรและสหกรณ์ โดยใช้วิธีการคิดอย่างมีระบบ (systematic thinking approach) วิเคราะห์ SWOT และ
balance score card พบว่า แนวทางในการเพิ่มมูลค่าสมุนไพรไทยบนฐานความหลากหลายทางชีวภาพ ควรใช้
วิสัยทัศน์ “สมุนไพรไทย เป็นผู้นำของสมุนไพรเขตร้อนที่มีเอกลักษณ์ในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการสุขภาพใน
ระดบั สากล” โดยกำหนดพนั ธกิจได้ 4 ประการ คือ
1. วิจัยและพัฒนาสมุนไพรจากฐานความหลากหลายทางชีวภาพที่มีศักยภาพทางการตลาด เพ่ือ
สนบั สนุนและรองรบั การทอ่ งเทยี่ วและบริการเพ่ือสขุ ภาพ
2. ส่งเสริมการผลิตสมุนไพรที่มีศักยภาพทางการตลาด ที่สามารถสนับสนุนการท่องเที่ยวและบริการ
เพ่อื สุขภาพ ใหไ้ ดว้ ตั ถุดบิ สมนุ ไพรทม่ี ีคณุ ภาพ มาตรฐานและความปลอดภยั
3. ส่งเสริมการใช้สมุนไพรไทยในรูปแบบทีห่ ลากหลาย ตอบสนองการท่องเทย่ี วและบริการเพ่ือสุขภาพ
ของคนทุกวัย
4. สนับสนุนให้มีการขับเคลื่อนและเชื่อมโยงข้อมูลองค์ความรู้ และการใช้สมุนไพรไทยเพื่อสนับสนุน
การท่องเที่ยวและบริการเพื่อสุขภาพทั้งระบบ ให้บรรลุเป้าประสงค์ 2 ประการ คือ 1. ส่งเสริมการปลูกและแปรรูป
พชื สมุนไพรเบ้ืองตน้ ตามมาตรฐานเกษตรอนิ ทรีย์ เพอ่ื สนับสนนุ การท่องเท่ียวและบริการเพ่ือสุขภาพ ให้เพียงพอ
กับความต้องการใช้ และอนุรักษ์สมุนไพรไทยในธรรมชาติให้คงไว้อย่างยั่งยืน และ 2. เชื่อมโยงการผลิตและการใช้
สมุนไพรไทยเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและบริการเพื่อสุขภาพทั้งระบบ จึงได้กำหนดยุทธศาสตร์ไว้ 2
ยุทธศาสตร์ คือ 1. ส่งเสริมการผลิตและแปรรูปพืชสมุนไพรอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์สากล
สนับสนนุ การท่องเที่ยวและบริการเพื่อสุขภาพ และเปน็ เอกลักษณ์ของสมุนไพรไทย 2. เชอื่ มโยงการผลิตและการใช้
สมนุ ไพรไทยเพ่ือสนบั สนุนการท่องเที่ยวและบริการเพ่ือสขุ ภาพท้ังระบบโดยใช้เอกลักษณ์ของสมุนไพรไทย พร้อมท้ัง
จัดทำข้อเสนอแนะในการเพิม่ มูลค่า โดยอาศัยกลยุทธ์ด้านการตลาดที่มุ่งเน้นลูกค้าควบคู่ไปกับการวิจัยเพื่อสรา้ ง
นวตั กรรมใหม่ พร้อมข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการขบั เคลอ่ื นให้บรรลเุ ป้าประสงค์หลกั
94
การศกึ ษาประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระจากพชื ผักสมนุ ไพรพน้ื บา้ น 15 ชนดิ
โดย เอนก หาลี และบณุ ยกฤต รตั นพันธ์ุ
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏกำแพงเพชร
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกและประสิทธิภาพในการต้านอนุมูล
อิสระของสมุนไพรพื้นบ้าน ซึ่งใช้พืชสมุนไพรที่หาซื้อได้ในเขตตําาบลนครชุม อําเภอเมือง จังหวัดกําแพงเพชร
เพื่อเป็นแนวทางในการคัดเลือกสมุนไพรที่มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์
อาหารและเครื่องด่ืม ทั้งนี้ทําการศกึ ษาประสทิ ธิภาพในการต้านอนมุ ูลอิสระโดย 3 เทคนิคคือ ABTS DPPH และ
FRAP รวมถึงศึกษาปริมาณสารประกอบฟีนอลิกและฟลาโวนอยด์ สมุนไพรที่ใชใ้ นการทดลองไดแ้ ก่ อัญชัน ขมิ้น
ใบเตย มะรุม กระเจี๊ยบ โหระพา สะระแหน่ มะตูม ข่า ขิง มะขาม กะเพรา ตะไคร้ แมงลัก และมะนาว
ผลการศึกษาพบว่า กระเจ๊ียบมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมลู อิสระสูงกว่าสมุนไพรชนิดอ่ืน โดยเฉพาะ DPPH ท่ี
มีค่าสูงที่สุดคือ 21.21 μmol Trolox equivalents/g สมุนไพรชนิดอื่นมีค่าอยู่ในช่วง 0.39-17.62 μmol
Trolox/g นอกจากนี้ยังมีปริมาณสารประกอบฟีนอลิกที่สุดคือ 4.83 mg of gallic acid/g สมุนไพรชนิดอื่นมีคา่
อยู่ในช่วง 0.42-4.80 mg of gallic acid/g ส่วนฟลาโวนอยด์นั้น อัญชัน และกระเจี๊ยบมีปริมาณฟลาโวนอยด์สงู
ใกลเ้ คียงกนั คอื 8.65 และ 7.96 mg of catechin/g ตามลําดบั
95
การศึกษารวบรวมข้อมูลความหลากหลายของสมุนไพร ภมู ิปญั ญาการใช้สมุนไพร รวมทัง้ ตํารบั ยาโบราณ
ของหมอพนื้ บ้านท่ีอาศยั อยู่บริเวณในพื้นทเี่ ข่อื นนำ้ พุง จังหวดั สกลนคร และชุมชนใกลเ้ คียง
ภายใต้โครงการอนรุ กั ษพ์ นั ธกุ รรมพืชอันเน่ืองมาจากพระราชดําริ
สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จนั ทร์ทริ า เจยี รณยั และคณะ
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีสุรนารี
การวิจยั น้ีเป็นหนึ่งในงานวิจัยภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพชื อนั เน่ืองมาจากพระราชดําริ สมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สนองพระราชดําริโครงการอนุรักษ์
พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดําริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ในพื้นที่
ปกปักพันธุกรรมพืช 2) รวบรวมข้อมูลความหลากหลายของสมุนไพรในพื้นที่เขื่อนน้ำพุง จังหวัดสกลนคร
และภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร รวมทั้งตํารับยาของหมอพื้นบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณชุมชนใกล้เคียง และ 3) นํา
ความรู้ที่ได้ศึกษาและรวบรวมได้มาทําประมวลสาระรายวิชา 701108 ภูมิปัญญาไทยและพืชพรรณเพื่อคุณภาพ
ชีวิต (Thai’s Traditional Wisdom and Plants for Quality of Life) หมอสมุนไพร หรือหมอฮากไม้ ที่อาศัย
ในเขตพื้นทเี่ ขอ่ื นนำ้ พุง จงั หวัดสกลนคร สว่ นใหญ่มีอาชพี หลกั เป็นเกษตรกร ไดร้ ับการถ่ายทอดความรู้เรื่องการใช้
สมุนไพรมาจากบรรพบรุ ษุ และส่วนใหญไ่ ม่ได้จดบนั ทึกเปน็ หลักฐาน มีเพยี ง 1 คน ท่ีจดบันทึกดว้ ยตนเอง และอกี
2 คน ที่มีสมุดบันทึกใบลานสภาพเก่ามากที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ส่วนใหญ่หมอสมุนไพรใช้หลักการจําและ
ความคุ้นเคยกับป่าทําให้รู้จักกับชนิดของสมุนไพรเป็นอย่างดี บางรายผ่านการอบรมวิชาสมุนไพรหลักสตู รพิเศษ
ระดับผู้นําเผยแพรส่ มนุ ไพร จากมูลนธิ ิในโครงการพระราชดำริสวนป่าสมุนไพร สมาคมสมนุ ไพรแพทย์แผนโบราณ
แห่งประเทศไทย และประกอบอาชีพเป็นหมอสมุนไพร ปลูกและขายสมุนไพร มีตํารายาสมุนไพร แหล่งที่มาของ
สมุนไพร ส่วนใหญ่จะขึ้นไปเก็บที่อุทยานแห่งชาติภูพาน เพราะมีสมุนไพรจํานวนมากและครบทุกชนิดมากกว่า
พื้นที่บริเวณเขื่อน ถึงแม้ว่าเขตอุทยานแห่งชาติจะเป็นเขตหวงห้ามก็ตาม วีธีการรักษาด้วยสมุนไพร มีทั้งการต้มดื่ม
การฝน ทา อม โดยมีทั้งตัวยาหลัก และเข้ายา ส่วนใหญ่จะไม่นยิ มใช้เด่ียวๆ ส่วนของสมุนไพรที่ใช้ สามารถใช้ได้
ทุกส่วน เช่น ราก เมล็ด เปลือก ลําต้น (แก่น) ใบ ดอก จากการรวบรวมตํารับยาสมุนไพรโบราณ พบว่ามีมากถงึ
10 กลุ่ม ได้แก่ 1) สมุนไพรกลุ่มรักษาโรคระบบทางเดินอาหาร 2) สมุนไพรกลุ่มรักษาโรคไต โรคระบบทางเดิน
ปัสสาวะ 3) สมุนไพรกลุ่มรักษาโรคหัวใจ และระบบไหลเวียนโลหิต 4) สมุนไพรกลุ่มรักษาโรคระบบทางเดิน
หายใจ 5) สมุนไพรกลุ่มรกั ษาโรคมะเร็ง 6) สมุนไพรกลุ่มรกษาโรคกระดูกและข้อ 7) สมุนไพรกลุ่มรักษาแมลงสัตว์
กัดต่อย 8) สมนุ ไพรกลมุ่ บํารุงกาํ ลังรักษาอาการเหน่ือยอ่อนเพลยี 9) สมุนไพรกลุ่มสาํ หรบั หญิงแม่ลูกอ่อนหลังอยู่
ไฟ และ 10) สมนุ ไพรแกไ้ ขห้ รอื ผิดสาํ แดงตา่ งๆ ทง้ั นี้ ผูว้ จิ ัยไดจ้ ัดทําเอกสารเผยแพร่จาํ นวน 2 เล่ม คอื 1) สมุนไพร
และการนําไปใช:้ กรณศี ึกษาพื้นที่รอบเข่ือนน้ำพงุ จงั หวัดสกลนคร และ 2) ภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิ่น: กรณีศึกษาพ้ืนที่รอบ
เขอื่ นน้ำพุง จังหวัดสกลนคร
96
การสกดั และเก็บรวบรวมความสัมพันธ์ “ส่วนของพืชสมุนไพร-สรรพคณุ ทางยา”
โดย รองศาสตราจารย์ ดร. ฉวีวรรณ เพ็ชรศริ ิ และสำราญ ไผน่ วล
มหาวทิ ยาลัยธุรกิจบณั ฑิตย์
จุดประสงค์ของงานวิจัยนี้คือการสกัดและเก็บรวบรวมการสกัดและเก็บรวบรวมความสัมพันธ์ “ส่วน
ของพืชสมุนไพร-สรรพคุณทางยา” จากเอกสารบนเว็บสมุนไพรของหน่วยงานหรือองค์กรที่เกี่ยวข้องกับดูแล
รกั ษาพนั ธ์ุพืชสมุนไพรรวมทัง้ การพัฒนาผลติ ภัณฑ์ ผลของงานวจิ ยั น้คี ือองคค์ วามรู้คุณสมบตั หิ รือสรรพคุณทางยา
ของพืชสมุนไพรบนพื้นฐานประโยคความเดียวหรืออีดียู (EDU, Elementary Discourse Unit) จำนวนหลายๆ
ประโยค ซึ่งเป็นเป็นประโยชน์ต่อชาวบ้านหรือบุคคลทั่วไปในการใช้รักษาสุขภาพผ่านระบบถามตอบอัตโนมัติ
อย่างไรกต็ ามงานวจิ ยั นีม้ สี ี่ปัญหาหลัก: ปญั หาแรกคอื ซึ่งมกั จะมลี ักษณะปัญหาเป็น Zero Anaphora (การละคา
สรรพนามที่ใช้อ้างอิงเอนทิต้ี เช่น พืชสมุนไพร) และ Textual Ellipsis (การละคานาม เช่น เอนทิตี้พืชสมุนไพร)
ปัญหาท่ีสองคอื การระบุ EDU ทีม่ แี นวความคดิ สรรพคณุ ทางยาสมนุ ไพรของเอนทิต้ีพืชสมุนไพรและปญั หาท่ีสาม
คือ การหาขอบเขตของที่มีแนวความคิดสรรพคุณทางยาสมุนไพร ปัญหาที่สี่คือ การจัดเก็บความสัมพันธ์ “ส่วน
ของพืชสมุนไพร-สรรพคุณทางยา” ทสี่ กัดได้อยา่ งไรเพ่ือทำให้สามารถเข้าถึงความสมั พนั ธ์ “ส่วนของพืชสมนุ ไพร-
สรรพคุณทางยา” ได้อย่างไม่ซับซ้อน ดังนั้นสำหรับปัญหาที่หนึ่งงานวิจัยนี้ได้ใช้กฏทางฮิวริสติค คือใช้คำนามที่
เป็น Agent ของ EDU กอ่ นหน้า มาเปน็ Agent ของ EDU ท่ปี รากฏ Zero Anaphora และการใช้ Topic name
สำหรับปัญหา Textual Ellipsis ส่วนปัญหาที่สองงานวิจัยนี้เสนอการใช้ N-Word-Co ที่สกัดได้จากกริยาวลีของ
EDU ต่างๆ ที่มีแนวความคิดสรรพคุณทางยาของพืชสมุนไพร และเก็บรวบรวมไว้มาทำการระบุ EDU ที่มี
แนวความคิดสรรพคุณทางยาสมุนไพร นอกจากนี้งานวิจัยนี้ใช้ N-Word-Co ที่เก็บรวบรวมนั้น กับ Similarity
Score แก้ไขปัญหาที่สาม และงานวิจัยนี้ได้ใช้เมตริกซ์ที่ประกอบด้วย รหัสพืชสมุนไพร ชื่อพืชสมุนไพร ชื่อส่วน
ของพืชสมนุ ไพร แนวความคดิ สรรพคุณทางยา และรหัสความสัมพนั ธ์ มาทำการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลเปน็ ตารางเพื่อ
แสดงความสัมพันธ์ “ส่วนของพืชสมุนไพร-สรรพคุณทางยา” ในรูปแบบเครือข่ายเหมือน CODASYL โดยการ
เรียงลำดับตาม ชื่อพืชสมุนไพรและชื่อส่วนของพืชสมุนไพร ฉะนั้นผลลัพธ์จากงานวิจัยที่ได้เสนอนี้ สามารถสกัด
ความรู้เชิงความสัมพันธ์ “ส่วนของพืชสมุนไพร-สรรพคุณทางยา” จากเอกสารภาษาไทยได้คา่ ความแม่นยำ และ
คา่ ระลกึ 90% และ77.5% ตามลำดับ
97
การสร้างเสรมิ สขุ ภาพผ้สู ูงอายุดว้ ยการแพทย์แผนไทย
โดย สุนันทา โอศริ ิ และคณะ
คณะการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร มหาวทิ ยาลัยบรู พา
การแพทย์แผนไทยนับเป็นภูมิปัญญาในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ตามหลักธรรมานามัยท่ี
ประกอบด้วย กายานามัย จิตตานามัย และชีวิตานามัย งานวิจัยนีเ้ ป็นการวิจัยเชิงปฏบิ ัตกิ าร มีวัตถุประสงค์เพ่ือ
ศกึ ษาภูมิปัญญาไทยทีเ่ หมาะสมสหรบั ดแู ลสุขภาพผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนาหลกั สตู ร ฝึกอบรม และประเมนิ ผล โดยใช้
กระบวนการจัดการความรู้ (KM) ในการจัดทำคู่มือ สื่อ และพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ ผู้เข้าร่วม
โครงการ 48 คน ประกอบด้วยกลมุ่ ผู้สงู อายุ 38 คน และ กลุ่มอาสาสมคั รสาธารณสุข (อสม.) ท่ีอย่ใู นเขตเทศบาล
เมืองแสนสขุ อำเภอเมืองชลบุรี จงั หวดั ชลบรุ ี 10 คน การประเมนิ ผลพบว่ากจิ กรรมทผ่ี ู้เขา้ รบั การอบรมส่วนใหญ่
พึงพอใจในระดับมากที่สุด เป็นกิจกรรมที่ผู้เข้ารับการอบรมสามารถมีส่วนร่วม ได้แก่ การทำอาหารเพื่อสุขภาพ
กายบริหารท่าฤาษีดัดตน การนวดตนเอง การทำลูกประคบสด การสวดมนต์ การเดินจงกรม และบทพิจารณา
ความตาย หลังการอบรมผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้ความเข้าใจ เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.001)
การประเมินผลโดยใช้แบบสอบถามที่มีความเที่ยงวัดค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาเท่ากับ .836 พบว่า หลังการอบรม
คุณภาพชีวิตและการเห็นคุณค่าตนเองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p = 0.011), (p = 0.009) การติดตาม
ผลในระยะเวลา 2 เดือนหลงั การอบรม พบว่าผู้เข้าร่วมโครงการ สามารถนำความรู้ที่ไดร้ ับไปใช้ในชีวิตประจำวัน
นำไปเผยแพร่และชว่ ยเหลือผู้สูงอายุอ่ืนได้อย่างบูรณาการ จึงสรุปได้ว่าคมู่ อื และหลักสูตรการฝึกอบรมน้ี สามารถ
สร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้น การเห็นคุณค่าตนเองเพิ่มมากขึ้น สามารถนำไปเผยแพร่เพื่อ
ชว่ ยเหลอื ผู้สูงอายอุ ่ืน และสามารถพัฒนาเป็นอาสาสมัครดแู ลผ้สู ูงอายุดว้ ยกนั ต่อไป
วัตถุประสงค์ของงานวิจัยเพื่อเพื่อศึกษาภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่สามารถนำมาใช้ในการสร้าง
เสริมสุขภาพผู้สูงอายุ จัดทำคู่มือ และพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมการสร้างเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุ และ
ประเมินผลการอบรม และเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุด้วยการแพทย์แผนไทย
คุณภาพชีวิต และการเห็นคุณค่าตนเอง ก่อนและหลังการฝึกอบรม รวมทั้งติดตามผลการนำความรู้ที่ได้รับจาก
การอบรมไปใช้ในชีวติ ประจำวัน และการเผยแพรห่ รือช่วยเหลือผู้สงู อายอุ ่นื ในชุมชน
98
การสำรวจระบบการผลติ พืชสมุนไพรและเคร่ืองเทศเชงิ การค้า ภาคกลางและภาคตะวนั ตก
โดย สุภาภรณ์ สาชาติ และคณะ
สถาบนั วิจัยพืชสวน และศนู ย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรอุทัยธานี
การสำรวจระบบการผลิตพืชสมุนไพรและเครื่องเทศเชิงการค้าในภาคตะวันตกและภาคกลาง
ดำเนินการตั้งแต่ ตุลาคม 2553 ถึง กันยายน 2556 โดยสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพร ผู้ผลิตยาสมุนไพร
กลมุ่ แปรรูปสมุนไพร รวม 112 ราย เป็นเกษตรกรผู้ปลูกจำนวน 95 ราย และผปู้ ลูก-รวบรวมรับซื้อผลผลิต-แปรรูป/
ใช้เองในครัวเรือนจำนวน 17 ราย ใน 11 จังหวัด คือ กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี สระบุรี เพชรบุรี
ประจวบคีรีขันธ์ ลพบุรี สุพรรณบุรี อุทัยธานี ชัยนาทและอ่างทอง พืชสมุนไพรที่เกษตรกรปลูกเชิงการค้า มี 11
ชนิด คือ บัวบก ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน/ขมิ้นอ้อย ไพล กระเจี๊ยบแดง ว่านห่างจระเข้ มะขามป้อม กระชาย
ว่านชักมดลูก มะแว้งต้นและตะไคร้ และสมุนไพรพื้นบ้านอื่นๆ ที่เกษตรกรปลูกรวบรวม เพื่อใช้เองในครัวเรือน
เช่น หนุมานประสานกาย หนอนตายอยากหรือกะเพียดช้าง ทองพันชั่ง ตาลหม่อน ขลู่ หญ้าหนวดแมว ต้นยอ
รางจืด โล่ติ๊น เพชรตาแมว ไก่ไห้หรือหนามเกี่ยวไก่ เสี้ยนผี ส้มกบ หางปลาช่อน นมฤาษี ทิ้งถ่อน โสมไทย
ว่านมหาเมฆ ว่านหอมแดง หญ้าปักกิง่ เหงอื กปลาหมอ อัญชัน โด่ไม่รู้ลม้ พญาชา้ งเผือก เสลดพังพอน ว่านแมงป่อง
ตรีชวา กระชายแดง กระชายดำ เปราะหอม (วา่ นหอมแดง) ไพลดำ และธรณีสาร
99
การสำรวจระบบการผลิตพชื สมนุ ไพรและเครอ่ื งเทศเชงิ การค้าในภาคตะวนั ออก
โดย อภริ ดี กอร์ปไพบูลย์ และคณะ
ศูนย์วจิ ยั พืชสวนจนั ทบรุ ี และสถาบนั วิจัยพืชสวน
การสำรวจระบบการผลิตพชื สมุนไพรและเครื่องเทศเชิงการค้าในภาคตะวันออก มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้
เป็นฐานข้อมูลในการจัดทำข้อมูล GAP (Good Agriculture Practices) สนองต่อความต้องการของเกษตรกร
ภาคเอกชน ผู้ส่งออก และหน่วยงานท่ีเกี่ยวข้อง โดยทำการสำรวจและสัมภาษณ์เกษตรกรที่ปลูกสมุนไพรเป็น
การคา้ ตามแบบสอบถาม จำนวน 8 จังหวดั คอื สระแก้ว ปราจนี บรุ ี ฉะเชงิ เทรา ตราด นครนายก ชลบรุ ี ระยอง
และจันทบุรี พบว่า การสำรวจแหล่งผลิตพืชสมุนไพรเชิงการค้าในจังหวดั ปราจีนบุรี พบเกษตรกร ปลูกสมุนไพร
11 ชนิด ประกอบด้วยหญ้าปักกิ่ง ขมิ้นชัน เสลดพังพอน หญ้าหนวดแมว เพชรสังฆาต ใบฝรั่งขี้นก ใบรางจืด
ทองพันช่าง ชะลูด ชุมเห็ดเทศ และลูกยอ จำหน่ายที่กลุ่มสมุนไพรบ้านดงบัง ในจังหวัดตราด พบเกษตรกรปลูก
ดปี ลีเชงิ การค้าในจังหวัดจันทบุรีทกุ อำเภอพบเกษตรกรปลูกพริกไทยเชงิ การค้า จากการสำรวจของโครงการฯ ทำ
การสัมภาษณ์เกษตรกรจำนวน 30 ราย แต่จากรายงานของสำนักงานเกษตรจังหวัดปี 2555 มีเกษตรกรทั้งสิ้น
1,749 ราย พบเกษตรกรปลูกสิงหโมราในอำเภอเมือง พบเกษตรกรปลูกขมิ้นชัน ขมิ้นขาวและกระวานเก็บหน่อ
เชิงการค้าในอำเภอโป่งน้ำร้อน และพบเกษตรกรปลูกกระวานเก็บเมล็ดเชิงการค้าในอำเภอสอยดาว จังหวัด
ระยองพบเกษตรกรปลูกตะไคร้เชิงการคา้ จังหวัดสระแกว้ พบเกษตรกรปลูกขม้ินชนั ไพล ตะไคร้หอม กระเพรา
รางจดื ปกี ไก่ดำ ฟา้ ทะลายโจร มะแวง้ และมะขามปอ้ มเชงิ การคา้ สว่ นจงั หวดั ชลบรุ ี ฉะเชิงเทราและนครนายกไม่
พบการปลกู พชื สมนุ ไพรเชิงการค้า ในทุกจังหวดั สว่ นใหญ่พบการปลกู สมนุ ไพรปลูกรอบบรเิ วณบ้านและสัง่ ซื้อจาก
จงั หวดั อ่ืน
100
การสำรวจระบบการผลิตพชื สมนุ ไพรและเคร่อื งเทศเชงิ การค้าภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
โดย เกษมศักดิ์ ผลากร และคณะ
สถาบนั วจิ ยั พืชสวน
การสำรวจระบบการผลิตพืชสมุนไพรและเครื่องเทศเชิงการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่เดือน
ตุลาคม พ.ศ.2554 ถึงเดือนกันยายน พ.ศ.2556 โดยรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิและข้อมูลทุติยภูมิของสมุนไพรและ
เครื่องเทศในจังหวัดต่างๆ ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยการสำรวจ สัมภาษณ์และเก็บข้อมูลจากเกษตรกร
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามแบบสอบถามและวิเคราะห์ผลเชิงพรรณา และเชิงปริมาณ พบว่า การสำรวจข้อมูลใน
จงั หวัดต่างๆ รวม 20 จังหวดั มีการผลติ เพื่อการค้าทุกจงั หวัด โดยผูม้ สี ว่ นรว่ มหรือผู้มสี ่วนได้ส่วนเสียเกี่ยวข้องกัน
4 ฝ่ายคือ 1.เกษตรกร 2.ผู้รวบรวม 3.หน่วยงานภาครัฐ และ 4.ผู้นำไปใช้ประโยชน์ ส่วนใหญ่มีอายุในช่วง 40 ปี
ถึง 60 ปี รวม 54.9 เปอร์เซ็นต์ มีการศึกษาระดับประถมศึกษา 51.2 เปอร์เซ็นต์ เป็นเจ้าของสวน 45.0
เปอรเ์ ซน็ ต์ ส่วนใหญ่มีสมาชกิ 5 คน มปี ระสบการณ์พบมากทอี่ ายุ 10 ปี สมัครสมาชิกกล่มุ เกษตรกรเปน็ ส่วนใหญ่
แต่เป็นสมาชิกเกษตรดีที่เหมาะสมน้อย การผลิตสมุนไพรและเครื่องเทศมี 1 ชนิดมากที่สุด (17.9 เปอร์เซ็นต์)
จนถึง 6 ชนิด (15.4 เปอร์เซ็นต์) ปลูกโดยอาศัยดินร่วนปนทราย ในพื้นที่ราบ ชนิดสมุนไพรที่ผลิตเป็น ไพล
ตะไคร้ ขมิ้น ขมิ้นชัน ว่านชักมดลูก มะกรูด ขิง ฟ้าทะลายโจร รางจืด ข่า เป็นส่วนใหญ่ สมุนไพรที่รับซื้อมาผลิต
ยาได้จากการรับซื้อ 47.1 เปอร์เซ็นต์ สมุนไพรที่ผลิตเองคิดเป็น 74.3 เปอร์เซ็นต์ และนำมาจากป่า 8.8
เปอร์เซ็นต์ มีพ้นื ที่การผลติ รอบบริเวณบ้านจนถึง 10 ไร่ แบบพืชแซม คดิ เปน็ 57.9 เปอร์เซน็ ต์ ส่วนใหญ่อาศัยน้ำ
จากแหล่งธรรมชาติ โดยมีแหล่งผลิตติดชุมชนเป็นส่วนใหญ่ และใช้ท่อนพันธุ์จากในพื้นที่มากที่สุด 46.9
เปอร์เซ็นต์ ซึ่งได้รับเทคโนโลยีจากกรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานอ่ืนๆ รวม 25.9 เปอร์เซ็นต์ รองลงมา
เป็นจากกรมการแพทย์แผนไทย 11.1 เปอร์เซ็นต์ การผลิตส่วนใหญ่เก็บผลิตผลน้อยกว่าหน่ึงปี ใช้ปัจจัยการผลิต
เช่นปุ๋ยขณะเตรียมดินมากที่สุดไม่มีการปรับสภาพดิน นิยมการไถคราด และยกร่อง เป็นส่วนใหญ่ ช่วงอายุการ
เก็บเกี่ยว 4-5 เดือน มากที่สุด (33.3 เปอร์เซ็นต์) แล้วทำความสะอาดด้วยวิธีล้างน้ำ 65.2 เปอร์เซ็นต์ บรรจุใส่
ถุงพลาสตกิ 54.2 เปอรเ์ ซ็นต์ โดยคดั คุณภาพ 34.8 เปอรเ์ ซน็ ต์ นำไปขายสดไม่ตาก 12.5 เปอร์เซน็ ต์ มีการตรวจ
คุณภาพผลผลติ ด้านปรมิ าณสารสำคญั 45.5 เปอรเ์ ซ็นต์ แต่ไมท่ ราบสารสำคัญคดิ เป็น 75.0 เปอรเ์ ซน็ ต์ แบ่งขาย
สด 27.3 เปอร์เซ็นต์ ขายแห้ง 21.2 เปอร์เซ็นต์ ขายเป็นผลิตภัณฑ์ 18.2 เปอร์เซ็นต์ ขายทั้งสด แห้งและ
ผลิตภัณฑ์ 33.3 เปอร์เซ็นต์ โดยส่วนใหญ่เกบ็ ในสภาพบรรยากาศปกติ การเก็บรักษาผลผลิตใช้ถุงพลาสตกิ 59.1
เปอร์เซ็นต์ เก็บผลิตผลไว้ในสถานที่เป็นของตัวเอง 75.0 เปอร์เซ็นต์ ส่งขายหมดไม่มีการเก็บ 4.2 เปอร์เซ็นต์
การผลิตไม่พบปัญหาโรค แมลง และวัชพืช มีช่องทางการตลาดกับพ่อค้าคนกลางมากที่สุด 30.4 เปอร์เซ็นต์ มี
ปัญหาการตลาดด้านคุณภาพ (0.8 เปอร์เซ็นต์) ขนาด (0.8 เปอร์เซ็นต์) และการขนส่ง (0.8 เปอร์เซ็นต์) ซึ่งการ
จำหน่ายผลผลิตส่วนใหญ่เป็นแบบเกษตรกร พ่อค้า และตลาดกลางเป็นผู้กำหนดราคา (2.9 เปอร์เซ็นต์)
การแขง่ ขันจะเกดิ การแย่งตลาดรับซ้อื เพ่ิมขึน้ โดยเฉพาะอยู่ตา่ งกลมุ่ ตา่ งพ้นื ท่ี
101
การสำรวจระบบการผลิตพืชสมนุ ไพรและเคร่ืองเทศเชิงการคา้ ภาคใต้
โดย ศภุ ลักษณ์ อริยภูชัย และคณะ
ศนู ย์วิจัยพืชสวนตรัง และสถาบันวจิ ัยพืชสวน
การสำรวจระบบการผลติ พืชสมุนไพรและเครือ่ งเทศเชิงการค้าในภาคใต้ เพื่อให้ได้ข้อมูล การผลิตของ
สมนุ ไพรและเคร่ืองเทศที่มีศักยภาพในภาคใต้ ดำเนนิ การระหว่างปี 2553 ถึง 2556 โดยวิธีสำรวจ และสัมภาษณ์
เกษตรกร 9 จังหวัด คือ นครศรีธรรมราช พัทลุง ตรัง ชุมพร พังงา สุราษฎร์ธานี ระนอง สงขลา และกระบ่ี
จำนวน 81 ราย พบว่าสมุนไพรที่มีศกั ยภาพผลิตเป็นการค้าคือ ขมิ้นชัน ข่า ตะไคร้ หมาก และจันทน์เทศ สภาพ
พนื้ ท่ีโดยท่ัวไปเป็นพื้นทรี่ าบ ชนิดดนิ เปน็ ดนิ ร่วน/ดนิ รว่ นปนทราย เกษตรกรไม่มีการเตรียมดิน การวิเคราะห์ธาตุ
อาหาร และการปรับปรุงคุณภาพดิน ทำการเกษตรโดยอาศัยน้ำฝน แหล่งที่มาของพันธุ์มาจากเพื่อนเกษตรกร
แหล่งความรู้ท่ีเกษตรกรได้รับและนำมาปฏิบัติ ส่วนใหญ่ศึกษาด้วยตนเอง ไม่มีการคัดคุณภาพผลผลิต ไม่ทราบ
และไม่เคยตรวจสารสำคัญของสมุนไพรที่ผลิต จำหน่ายผลผลผลิตในรูปแบบสด ไม่มีปัญหาด้านโรค และแมลง
ยกเวน้ ขมิน้ ชนั ท่ีประสบปัญหาโรคหวั เน่า เกษตรกรส่วนใหญไ่ ม่ประสบปัญหาดา้ นการตลาด และบางส่วนประสบ
ปัญหาผลิตแล้วไม่มีผู้รับซื้อ ปริมาณความต้องการของตลาดไม่แน่นอน จุดอ่อนของการผลิตคือเกษตรกรไม่มี
อำนาจตอ่ รองเร่อื งราคา พอ่ คา้ คนกลางจะเป็นผูก้ ำหนดเกณฑ์คุณภาพ
102
การสำรวจระบบการผลติ พืชสมนุ ไพรและเครื่องเทศเชงิ การค้าภาคเหนือ
โดย มณทิรา ภตู ิวรนาถ และคณะ
ศูนยว์ ิจยั และพัฒนาการเกษตรแพร่
การสำรวจแหล่งผลิตพืชสมุนไพรเชิงการค้า และการนำไปใช้ประโยชน์จากพืชสมุนไพร ในเขต
ภาคเหนือ เป็นการดำเนินการตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554 ถึง กันยายน 2556 โดยสัมภาษณ์เกษตรกรผู้ปลูก
สมุนไพร ผู้ผลิตยาสมุนไพร ในพื้นที่จังหวัดน่าน (อำเภอเชียงกลาง อำเภอท่าวังผา และอำเภอปัว) จังหวัดแพร่
(อำเภอเมือง อำเภอเด่นชัย อำเภอสองและอำเภอร้องกวาง) จังหวดั พะเยา (อำเภอเชียงคา อำเภอภูซาง อำเภอภูกาม
ยาว อำเภอแม่ใจ) และจงั หวัดเชียงราย (อำเภอป่าแดด อำเภอเวียงชัย อำเภอขุนตาล อำเภอพญาเม็งราย อำเภอ
แม่ลาว) ตามแบบสอบถาม พบว่า สมุนไพรที่เกษตรกรปลูกในจังหวัดน่าน ได้แก่ ตะไคร้หอม อัญชัน มะไฟจีน
รางจืด ผักเชียงดา ตะไคร้ ฟ้าทะลายโจร เกษตรกรจังหวัดแพร่ผลิต ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร ไพล ตะไคร้ ว่านชัก
มดลูก รางจืด ตูน เกษตรกรจังหวัดเชียงรายผลิตขมิ้นชัน ไพล ตะไคร้ รางจืด ขมิ้นชัน ข่า ใบเตย ตะไคร้ หญ้า
นวดแมว เสลดพงั พอน มะตมู ฮ้อสะพายควาย โสมจนี เจียวกู่หลาน มะรมุ คำฝอย เกษตรกรจังหวัดพะเยาผลิตข่า
ไพล ตะไคร้ ขมิ้นชัน ว่านชกั มดลูก ฟา้ ทะลายโจร เพชรสังฆาต บอระเพด็ รางจดื ชุมเห็ดเทศ ใบมะขาม ส้มป่อย
มะกรดู ระบบการผลติ มีท้ังเกษตรกรผู้ปลกู สมุนไพร ผ้รู บั ซ้ือสมนุ ไพร เจ้าของโรงงานผลิตสมนุ ไพร โดยพื้นท่ีปลูก
เปน็ ทรี่ าบและท่ีราบเชงิ เขา ขดุ หลมุ ปลูก โดยอาศยั น้ำฝน ระยะการเกบ็ เกยี่ ว 1-2 ปี เม่ือเก็บผลผลิตมาแล้วจะทำ
การล้างน้ำให้สะอาดคัดคุณภาพ หั่น ตากแห้งโดยตากบนลานยกสูง จำหน่ายทั้งในรูปสมุนไพรสด สมุนไพร
อบแห้ง และผลิตภัณฑ์สมุนไพร ลูกประคบ ราคาจำหน่ายตั้งแต่ 5-100 บาทตามชนิดพืช การเก็บรักษาใส่
ถงุ พลาสติก เก็บในสภาพปกตใิ นหอ้ ง ไม่พบปัญหาเรือ่ งโรคและแมลง
103
การหาอุณหภมู ิทเี่ หมาะสมในการอบแห้งโดยไมส่ ูญเสยี คุณภาพของพชื สมนุ ไพรเมืองหนาวทมี่ ีศักยภาพ
โดย สพุ ัฒธณกจิ โพธ์สิ วา่ ง และคณะ
ศูนยว์ ิจัยเกษตรหลวงเชียงใหม่
การหาอุณหภมู ิทเี่ หมาะสมในการอบแห้งโดยไม่สูญเสยี คุณภาพของพชื สมุนไพรเมืองหนาวท่ีมีศักยภาพ
ได้แก่สัตฤาษี หญ้าหวานและโกฐเชียง โดยพิจารณาความชื้นหลังอบ อุณหภูมิในการอบและปริมาณสารสำคัญใน
แต่ละพืชหลงั การอบ ดำเนนิ การทดลองในปี 2563 พบว่าในสตั ฤาษี การทาใหแ้ ห้งโดยการผ่ึงไว้ท่อี ุณหภมู ิห้องเป็น
เวลา 120 ชั่วโมงและการทำให้แห้งโดยการอบในตู้อบลมร้อนที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 6, 8, 10,
12, 14 และ 16 ชั่วโมง เมื่อพิจารณาปริมาณสารสำคญั หลักคือซาโปนินและความชื้นคงเหลือหลงั อบ พบว่าการ
อบที่ระยะเวลา 8 ชั่วโมง มีความชื้นคงเหลือ 4.32 เปอร์เซ็นต์และมีปรมิ าณสารซาโปนินมากที่สุด 12.1 กรัม ซ่ึง
เป็นกรรมวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการอบแห้งสัตฤาษีเมื่อเทียบกับกรรมวิธีอื่น สำหรับในหญ้าหวานเมื่อพิจารณา
ปรมิ าณสารสำคญั หลักคอื สตีวโิ อไซดแ์ ละความชืน้ คงเหลอื หลงั อบ พบวา่ การอบแหง้ ท่อี ุณหภมู ิ 55 องศาเซลเซยี ส
เปน็ เวลา 2.5 ชัว่ โมงหญ้าหวานมีค่า 7.31% มีปริมาณสารสตวี ิโอไซด์มากท่สี ุด 48.2 มิลลิกรมั ต่อ 1 กรัมตัวอย่าง
ส่วนในโกฐเชยี ง เมอื่ พจิ ารณาปรมิ าณสารสำคญั หลักคอื เทอรป์ ีนอยด์และความชืน้ คงเหลือหลงั อบ พบวา่ การอบที่
65 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 2 ชั่วโมง มีเปอร์เซ็นต์ความชื้น 11.5 % และการอบที่ 55 องศาเซลเซียส เป็นเวลา
3 ช่วั โมง คงเหลือปริมาณสารเทอรป์ นี อยด์มากท่ีสดุ 0.92 มิลลิกรมั ต่อ 1 กรัมตวั อย่าง
104
โครงการ “การสร้างโซอ่ ปุ ทานระหวา่ งประเทศสำหรับสินค้าสถาบนั เกษตรกรไทย:
ศึกษาเฉพาะกรณีผลิตภัณฑ์สมนุ ไพร”
โดย ธนภทั แสงอรณุ และนางฝา้ ยคำ ถิรพร
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตรก์ ารคา้ กระทรวงพาณชิ ย์ และมหาวทิ ยาลยั กรุงเทพ
งานวิจัยนี้มวี ัตถุประสงค์ 3 ประการ ประการแรกคือเพือ่ หารูปแบบของการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจไปสู่ตลาด
ต่างประเทศสำหรับสถาบันเกษตรกรของไทย ประการที่สองเพื่อศึกษาปัจจัยสนับสนุนที่สถาบันเกษตรกรต้องการจาก
ภาครัฐและเอกชนเพื่อให้สามารถเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้โดยอาศัยการพัฒนาความร่วมมือกับคู่ค้ากับภาคีในโซ่
อุปทาน และประการที่สามเพื่อสงั เคราะห์แนวทางการส่งเสรมิ และสนับสนุนสถาบนั เกษตรกรโดยหน่วยงานภาครัฐและ
องค์กรพัฒนาเอกชนที่เกี่ยวข้อง คณะผู้วิจัยดำเนินการวิจัยโดยใช้วิธีการวิจัย 4 วิธี ประกอบด้วย 1) การสำรวจเอกสาร
เพื่อค้นหากรณีศกึ ษาของสถาบนั เกษตรกรที่จำหน่ายสินค้าสมุนไพรและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือกับคู่ค้าเพื่อเข้าสู่
ตลาดตา่ งประเทศ 2) สมั ภาษณก์ ่งึ โครงสรา้ งและการสังเกตเพื่อทราบถึงรูปแบบการบรหิ ารจัดการของสถาบันเกษตรกร
ที่มีการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจไปสู่ตลาดต่างประเทศ 3) คัดเลือกสถาบันเกษตรกรสมุนไพรที่มีศักยภาพ 10 แห่งเพ่ือ
สัมภาษณก์ ่ึงโครงสร้างเพอ่ื คน้ หาปจั จัยทก่ี ัน้ ขวางไม่ให้สถาบันเกษตรกรดังกล่าวพฒั นาเครอื ขา่ ยออกส่ตู ลาดตา่ งประเทศ
และ 4) สัมภาษณ์ก่งึ โครงสรา้ งกับหนว่ ยงานทีเ่ กี่ยวข้องเพื่อแสวงหาแนวทางทภี่ าครัฐและภาคเอกชนควรให้การส่งเสริม
และสนบั สนุนเพอื่ ผลกั ดนั ใหส้ ถาบันเกษตรกรมกี ารพฒั นาเครือข่ายธรุ กจิ ไปส่ตู ลาดต่างประเทศ
ผลการวิเคราะห์กรณีศึกษาพบว่าการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจไปสู่ตลาดต่างประเทศของสถาบันเกษตรกร
สมุนไพร มีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ การมีทัศนคติ/วิสัยทัศน์ ภาวะผู้นำและการวางแผน
ระยะยาวท่จี ะขยายตลาดออกไป การมเี ครือข่ายกับประชาคมภายนอกและภาควิชาการ การมคี วามสามารถในการสร้าง
จุดเด่น/นวัตกรรม และการทำงานร่วมกบั หนว่ ยธุรกิจที่เปน็ คนกลาง (Intermediaries) ประการที่สอง ปัจจัยทีก่ ั้นขวาง
ไม่ให้สถาบันเกษตรกรที่มีศักยภาพพัฒนาเครือข่ายธุรกิจไปสู่ตลาดต่างประเทศคือ ความสามารถในการสร้างจุดเด่น/
นวัตกรรมที่ยังจำกัด และความร่วมมือระหว่างสถาบันเกษตรกรและหน่วยธุรกิจที่เป็นคนกลางที่ยังไม่ใกล้ชิดเพียงพอ
ประการที่สาม ในการลดทอนอุปสรรคข้างต้นห่วงโซ่ภารกิจ ปัจจัยในระดับองค์กรของสถาบันเกษตรกรและ
สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาเครือข่ายธุรกิจไปต่างประเทศต้องได้รับการพัฒนาควบคู่กันไป โดยในระดับ
องค์กรสถาบันเกษตรกรต้องพยายามตอบสนองตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche) โดยนำความคิดสร้างสรรค์และนวตั กรรมเข้า
มาใช้ให้มากขึ้น ในขณะที่ ภาควิชาการต้องช่วยสรา้ งมูลค่าเพิ่มและรฐั ต้องอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียน GI ใน
ต่างประเทศให้มากขึ้นด้วย เพื่อสร้างความแตกต่างและตามสินค้าไทยให้โดดเด่นในระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ
หน่วยและเอกชนอาจต้องร่วมกันในลักษณะเครือข่ายวิสาหกิจ (Cluster) เพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดโซ่อุปทานระหว่าง
ประเทศ บทบาทของภาคีแวดล้อมในการสนบั สนุนผ้ปู ระกอบการรายย่อยจึงเปน็ สิ่งจำเป็น ทง้ั ในแง่ Demand Pull and
Supply Push ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรแบ่งงานกันทำไม่ให้ซ้ำซ้อนและมีเป้าหมายเดียวกัน ด้วยการบูรณาการ
ภารกจิ แบบตน้ นำ้ -ปลายนำ้
105
โครงการนวัตกรรมการสกัดพชื สมนุ ไพรที่มฤี ทธิ์ทางยาอยา่ งตอ่ เนอื่ งประสิทธภิ าพสงู และไดม้ าตรฐาน
การผลิตทางเภสชั กรรมด้วยระบบบิวเทนภายใตค้ วามดันสงู ร่วมกบั คารบ์ อนไดออกไซด์ยิ่งยวด
โดย ดร.อาณัติ ดีพัฒนา
มหาวิทยาลัยบรู พา
นวัตกรรมการสกัดพืชสมุนไพรทีม่ ีฤทธิ์ทางยาอย่างตอ่ เนื่อง ประสิทธิภาพสูงและได้มาตรฐานการผลิต
ทางเภสชั กรรมด้วยระบบบิวเทนภายใต้ความดนั สงู รว่ มกับคารบ์ อนไดออกไซด์ย่งิ ยวด คณะผู้วจิ ยั ไดท้ ําการพัฒนา
ระบบการสกัดด้วยของไหลภายใต้สภาวะต่ำกว่าจุดวิกฤต (Subcritical Extraction) กระบวนการสกัดที่
พัฒนาขึ้นสามารถแก้ไขปัญหาในการสกัดวัตถุดิบสดที่มีความอ่อนตัว เน่าเสียได้ง่าย ซึ่งในโครงการวิจัยนี้ได้
นําเสนอแนวทางการสกัดดอกมะลิสดจากสวนมะลิปลอดสาร โดยทําการทดสอบประสิทธิภาพในด้าน
ปริมาณฟีนอลรวม ฤทธิก์ ารต้านอนมุ ูลอสิ ระ และฤทธ์ิการยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย จากผลการทดสอบพบว่าสารสกัด
หยาบจากดอกมะลิสดในส่วนที่ละลายน้ำมันมีประสิทธิภาพในด้านการต้านอนุมูลอิสระ ปริมาณฟีนอลรวมและ
ฤทธใ์ิ นการยับยั้งเช้ือแบคทเี รียได้ดีกว่าสารสกัดหยาบจากดอกมะลิสดในสว่ นท่ีละลายน้ำ ในโครงการวิจัยนี้ได้รับ
ความร่วมมือจาก ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ ในการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องสกัดจากกัญชาและ
กัญชง โดยได้ทําการเปรียบเทียบวิธีการสกัดที่แตกต่างกันรวมถึงการเตรียมตัวอย่างกัญชากัญชงก่อนการสกัด
ส่งผลต่อปริมาณสารสําคัญที่แตกตา่ งกนั จากผลการวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมโี ดยโครมาโทกราฟีแบบแกส๊ -
แมสสเปกโทรเมทรี พบว่า สารสกัดหยาบจากกัญชาตากแห้งเมื่อสกัดด้วย R22 มีปริมาณ CBD CBC THC CBN
น้อยกว่าการสกัดด้วย Soxhlet เพียงเล็กน้อย แต่เมื่อเปรียบเทียบกับระยะเวลาการสกัดพบว่าการสกัดด้วย
Soxhlet ใช้ระยะเวลาสกัด 40 ชั่วโมง ในขณะที่การสกัดด้วย R22 ใช้ระยะเวลาการสกัด 3 ชั่วโมง ดังนั้นวิธกี าร
สกัดด้วยเทคนิคการสกัดด้วยของไหลภายใต้สภาวะต่ำกว่าจุดวิกฤต โดย R22 และ R134a เป็นทางเลือกในการ
สกัดสารสกัดหยาบจากวัตถุดิบท่ีแตกต่างกัน ผลลพั ธท์ ีไ่ ดจ้ ากโครงการวิจัยน้ีจะเป็นองค์ความรู้ที่พัฒนาข้ึนโดยคนไทย
ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีหรือการนําเข้าเครื่องมือเครื่องจักรจากต่างประเทศ อีกทั้งระบบที่ได้ทําการพัฒนาขึ้นใน
โครงการจะช่วยลดการใชต้ วั ทาํ ละลายท่มี กี ารใช้กระบวนการสกดั โดยท่วั ไป
106
โครงการความหลากหลายของพืชสมนุ ไพรในทงุ่ สามร้อยยอด
โดย วิวรณ์ วงศอ์ รณุ และคณะ
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลรตั นโกสินทร์
งานวิจัยนีเ้ ป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Descriptive Study ) มุ่งเน้นในการศึกษาชนิดของพืชสมุนไพร
ในทุ่งสามร้อยยอดตลอดจนภูมิปัญญาในการใช้ประโยชน์พืชสมุนไพรของชาวบ้าน โดยเน้นเก็บข้อมูลด้วยการ
สำรวจ สังเกต และสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับปราชญ์ชาวบ้านที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องสมุนไพร จำนวน 8 คน
รวมท้ังชาวบา้ นรว่ มให้ข้อมลู จำนวน 25 คน ในพื้นทบ่ี ้านสามร้อยยอด หมู่ 2 ตำบลไรเ่ กา่ และบ้านเกาะไผ่ หมู่ 5
ตำบลไร่ใหม่ อำเภอสามร้อยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยใช้แบบสำรวจ และสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือและ
วิเคราะห์ขอ้ มลู ภายใตก้ รอบแนวคดิ ของงานวิจยั
ผลการวิจัยพบพืชสมุนไพร จำนวน 163 ชนิด สามารถระบุชื่อวิทยาศาสตร์ได้ 157 ชนิด 77 วงศ์ ไม่
สามารถระบุชอ่ื ได้ 6 ชนิด แบ่งออกเป็นพืชสมุนไพรประเภทตน้ 81 ชนิด ประกอบด้วย ไมย้ ืนต้น ไมพ้ มุ่ ไม้ล้มลุก
ประเภทเถา-เครือ 42 ชนิด ประเภทหวั เหงา้ 14 ชนดิ ประเภทผกั 8 ชนิด และประเภทหญ้า 19 ชนดิ ชุมชนมีภูมิ
ปัญญาในการนำพืชสมุนไพรไปใช้ประโยชน์ในด้านยารักษาโรค บำรุงกำลังมากที่สุด มีตำรับยาพื้นบ้าน 222
ตำรับแบ่งเป็นประเภทยาเดี่ยว 149 ชนิด และประเภทตำรับ 73 ตำรับ โดยสมุนไพรที่ใช้แบบยาเดี่ยวมากที่สุด
ได้แก่ กรดน้ำและหญา้ พันงขู าว ใช้รกั ษาแผลสด แผลพุพองและโรคเริม ไมยราบ รกั ษาลมพิษ โรคสะเกด็ เงนิ โรค
นิ่ว และโรคเบาหวาน พญานาคราช และกำลงั ววั เถลงิ ใชเ้ ปน็ ยาบำรงุ กำลงั ส่วนสมนุ ไพรท่ีใช้แบบตำรับมากท่ีสุด
ได้แก่ บอระเพ็ด ไพล ตะโกนา เถาวลั ยเ์ ปรียง หญา้ แหว้ หมู มะกา และส้มปอ่ ย ส่วนใหญ่ใชส้ มนุ ไพร 2-3 ชนิดต่อ
ตำรับ โดยจะใช้เป็นยาในกลุ่มอื่นๆ (โรคติดเชื้อและพิษจากเชื้อฯลฯ) มากที่สุด รองลงมาคือกลุ่มอาการไข้และ
อาการปวด กลุ่มระบบทางเดินอาหาร และกลุ่มระบบผิวหนัง นอกจากนั้นแล้วยังมีการใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ
ไดแ้ ก่ ดา้ นอาหาร ดา้ นเครอ่ื งใช้ไม้สอย ด้านสมุนไพร สำหรบั สัตว์และดา้ นศาสนา พธิ กี รรม
107
งานวิจัยมุง่ เปา้ ในการศกึ ษาสมนุ ไพรไทย และใช้เทคโนโลยตี ่อยอดเปน็ ผลิตภัณฑ์แปรรปู
เพื่อใช้ประโยชน์เชงิ พาณิชย์
โดย ศาสตราจารย์ ดร.ศุภยางค์ วรวฒุ คิ ุณชยั
สถานวจิ ัยความเป็นเลิศด้านผลติ ภัณฑ์ธรรมชาติ มหาวิทยาลยั สงขลานครนิ ทร์
ที่มาและความสำคัญของงานวิจัยนี้สืบเนื่องจากโรคติดเชื้อเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในจำนวนโรค
ทั้งหมด และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิต ในอันดับต้น ปัญหาจากแบคทีเรียดื้อยาปฏิชีวนะเพิ่มความรุนแรงมาก
ขึ้นทั่วโลก ทำให้ประสิทธิภาพของยารักษาโรคติดเชื้อมีข้อจำกัด อีกทั้งการระบาดของเชื้อดื้อยาเกิดขึ้นรวดเร็ว
กว่าการพัฒนายาใหม่ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีระบบการศึกษาวิจัยมุ่งเป้าในการค้นหาสารใหม่ สารที่มีกลไก
การออกฤทธ์ิแบบใหม่ ตลอดจนใช้วิธกี ารรักษาทางเลือกอ่นื ๆ
จากกระแสของการแพทย์ทางเลือก ทำให้ยา อาหารเสริม และผลิตภัณฑส์ ุขภาพ ทมี่ าจากสมนุ ไพรเป็น
ที่สนใจของคนทั่วโลก ประเทศไทยมีจุดเด่นในเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งรัฐบาลได้มีนโยบาย
ผลกั ดันใหม้ กี ารใชป้ ระโยชน์จากสมุนไพรไทยอย่างเป็นรูปธรรม ดังน้ันการสร้างงานวิจัยเกีย่ วกับสมุนไพรจะทำให้
มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับ เป็นการลดความเสี่ยงของผู้บริโภค จากการใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพรส่วนใหญ่ท่ี
วางขายทั่วไปที่มักมีการโฆษณาสรรพคุณเกินจริง ซึ่งจะส่งผลกระทบเชิงสาธารณประโยชน์ เชิงสังคม เป็นการ
เพม่ิ รายได้ของประเทศจากการขยายต้นแบบท่ีมศี ักยภาพสูเ่ ชงิ พาณชิ ย์ซึ่งจะสง่ ผลกระทบเชิงเศรษฐศาสตร์ตอ่ ไป
วธิ ีการดำเนนิ งานวิจัย
วางกลยุทธ์การจัดการควบคุมและรักษาโรคโดยเน้นการใช้สารธรรมชาติและ green technology ที่
ปลอดภัยต่อสิ่งมีชีวิตและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยวางงานวิจัยเป็นสองส่วนที่ดำเนินการแบบคู่ขนาน ได้แก่
งานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์พื้นฐานเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ และงานวิจัยที่เน้นการใช้ประโยชน์โดยสร้างความ
ร่วมมือกับผู้ใช้ประโยชน์ ใช้รูปแบบการสร้างงานร่วมกันเป็นทรงพีระมิดโดย นักวิจัยอาวุโสถ่ายทอดและให้
คำปรึกษานักวจิ ัยรุน่ น้องตามลำดับประสบการณแ์ ละใชห้ ลักการสร้าง ความร่วมมือต่างศาสตร์เพ่ือสร้างงานวิจัย
ทีส่ ามารถนำไปใชป้ ระโยชนไ์ ดอ้ ย่างเป็นรปู ธรรม
พัฒนากระบวนการสกัดสาร เช่น การใช้ microwave extraction ที่ช่วยประหยัดพลังงาน และ
ระยะเวลาในการสกัดสาร ทำให้ไดส้ ารสกัดท่ีมีปริมาณสารสำคัญสูงข้นึ และมีคุณภาพดีข้ึน ศกึ ษาทางเลือกในการ
รักษาโรคตดิ เชือ้ ดอ้ื ยา ประยกุ ต์ใชน้ าโนเทคโนโลยเี พือ่ เพม่ิ ประสิทธภิ าพของสารต้านแบคทเี รยี ให้มีฤทธ์ทิ ีก่ ว้างขึ้น
รวมถึงศึกษาตำรับยาแผนไทยเชิงบูรณาการ ในการศึกษากลไกการออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรียของสารโรโดไมรโทน
(rhodomyrtone) ได้ใช้ microarray ศึกษา transcriptomics ดูการตอบสนองของ gene และติดตามการ
เปลี่ยนแปลงของ gene ที่สำคัญ และใช้เทคนิค proteomics เพื่อดูการแสดงออกของโปรตีน และการวิเคราะห์
สารเมแทบอไลท์ (metabolomic analysis) รวมถึงการใช้ molecular docking ในการคัดกรองโปรตีนที่คาดว่า
จะเป็นเป้าหมายในการออกฤทธิ์ของสาร จำลองแบบการจับกันระหว่างสารโรโดไมรโทนและโปรตีนในสภาวะ
108
ภายในเซลล์แบคทีเรีย และยืนยันผลโดยใช้เทคนิคที่ทันสมัย เช่น time-lapse microscopy, structured
illumination microscopy การติดตามด้วยสารเรืองแสง Laurdan GP: fluorescence spectroscopy and
microscopy ในการศึกษาฤทธิ์ต้านการอักเสบของสารโรโดไมรโทน ได้ใช้model ของ human skin organ
cultures ที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบด้วย TNF-α และ IL-17A และศึกษา gene ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ
อักเสบ ศึกษาการเปลี่ยนแปลงของโปรตีนด้วยเทคนิคต่าง ๆ เช่น qRT-PCR, immunohistochemistry และ
ELISA
สรปุ ผลการวจิ ยั
ทีมวิจัยได้ศึกษาสารสกัดจากใบกระทุ (Rhodomyrtus tomentosa) และเผยแพร่ proteomic map
และ transcriptomic map ของ สารบริสุทธิ์โรโดไมรโทน ในวารสาร Plos One ต่อมาในปีค.ศ. 2018 ได้
รายงานกลไกการออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรียชนิดใหม่ของสารโรโดไมรโทน ซึ่งแตกต่างจากยาปฏิชีวนะกลุ่มอื่น ๆ
และได้ตีพิมพ์ใน PLoS Pathogens ศึกษาทางเลือกอื่น ๆ ใน การรักษาโรคติดเชื้อดื้อยา เช่น การใช้สารลดการ
ดื้อยา (resistance modifying agent) เป็นสารเสริมฤทธิ์ยาปฏชิ วี นะทำให้สามารถนำกลบั ไปใช้รักษาเชื้อดื้อยา
ได้ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การใช้ สาร connessine ที่แยกได้จากสารสกัดแก่นโมกหลวง (Holarrhena
dysenterica) ได้เผยแพร่ใน BMC Complementary and Alternative Medicine 2017 ศึกษาสารยับยั้ง
โมเลกุลสื่อสาร (quorum sensing inhibitor) ในการต้านเชื้อแบคทีเรีย การใช้นาโนเทคโนโลยีในการเพิ่ม
ประสิทธิภาพ ของสารต้านแบคทีเรีย การศึกษาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพื่อประกอบการใช้ตำรับยาแผนไทยใน
การรกั ษา โรคติดเชือ้ ทีร่ ะบบตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย
นอกจากนี้ได้นำองค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาไปประยุกต์ใช้สารธรรมช าติในการควบคุมและป้องกัน
โรคติดเชื้อ เช่น ใช้ในอุปกรณ์ทางการแพทย์อุตสาหกรรมเวชสำอาง ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารเป็นอาหารเสริม
สุขภาพ (food supplement) และสารกันเสียธรรมชาติ (natural preservative) ใช้ในการป้องกัน โรคติดเช้ือ
ในสตั ว์ โดยนำองคค์ วามรูท้ ไ่ี ด้ จากการศึกษาฤทธติ์ ้านการอกั เสบของ สารโรโดไมรโทน (PLoS One 2018) ไปใช้
ประโยชนท์ างคลินิกในการรกั ษาผปู้ ว่ ยโรคสะเก็ดเงิน
การนำผลงานวิจยั ไปใช้ประโยชน์
ผลงานวิจัยจากการใช้สารธรรมชาติและกระบวนการสกัดสารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ได้รับความ
สนใจท้ังจากภาคเอกชนและภาครฐั ทำให้เกดิ การบูรณาการงานวจิ ัยและต่อยอดองคค์ วามรทู้ างวิทยาศาสตร์จาก
หลายศาสตร์ เช่น เภสัชศาสตร์แพทยศาสตร์และสัตวแพทยศาสตร์ มีแพทย์สนใจร่วมมือศึกษาต่อทางคลินิกใน
การใช้ประโยชน์จากสารโรโดไมรโทนรักษาผู้ป่วยสะเก็ดเงิน และมีแพทย์สนใจทำวิจัยร่วมต่อยอดเทคโนโลยีการ
เคลือบท่อช่วยหายใจเพื่อลดไบโอฟิล์ม (biofilm) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผู้ป่วยวิกฤตเสียชีวิต เกิดความ
ร่วมมือจากภาคเอกชนที่จะนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ เช่น ในการผลิตเวชสำอาง โดยบริษัท
อมินตา คอสโม จำกัด การทดลองใช้เป็น สารกันเสีย และอาหารเสริมสุขภาพในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม โดย
109
บริษัท ทิปโก้ไบโอเท็ค จำกัด นับเป็นการเพิ่มมูลค่าการใช้วัตถุดิบในประเทศและเพิ่มขีดความสามารถของการ
แข่งขันในเวทโี ลก
ความโดดเด่นของผลงานวิจยั
ผลงานวิจัยเกี่ยวกับสารสกัดใบกระทุและสารโรโดไมรโทนได้รับการคัดเลือกให้เป็น ASNP NATURAL
PRODUCT of 2018 จาก Asian Society of Natural Products จากการค้นพบว่าสารโรโดไมรโทนมีศักยภาพ
สูงในการพัฒนาเป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มใหม่สำหรับรองรับการรักษา โรคติดเชื้อดื้อยาในอนาคต เนื่องจากมีฤทธิ์
เทียบเคียงได้กับยาปฏิชีวนะกลุ่ม glycopeptide ที่จะใช้เฉพาะในกรณีที่มีความจำเป็นทางการแพทย์สำหรับ
รักษาโรคติดเชื้อดื้อยา staphylococci และสารใช้กลไกแบบใหม่ในการออกฤทธิ์ต้านแบคทีเรียซึ่งไม่เหมือนกับ
กลุ่มยาปฏชิ ีวนะอื่น ๆ โดยออกฤทธิ์ที่เยือ่ หุ้มเซลล์แบคทีเรีย จับกับ phospholipid head ทำให้เกิดการเรียงตัว
ท่ผี ิดปกติของ lipid และการเว้าของเยื่อห้มุ เซลล์ ทำให้เกิดการสะสมของเหลว และการคง่ั ของโปรตีนซึ่งส่งผลต่อ
ระบบหายใจและการสร้างพลังงานของเซลล์ พัฒนานวัตกรรม ‘สูตรองค์ประกอบไลโปโซมโรโดไมรโทนเจล’
สำหรับใช้รักษาสิว และร่วมมือกับเอกชนในการนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ยังพบว่าสารโรโดไมร
โทนเป็นสารตา้ นการอกั เสบทม่ี ศี ักยภาพสงู โดยออกฤทธ์ิยับย้งั การแสดงออกของ proinflammatory gene และ
การหลง่ั ของโปรตนี ท่ีเกี่ยวข้องกบั การอักเสบ ปัจจุบนั ได้รว่ มมือกับโรงพยาบาลโรคผิวหนังเขตร้อนภาคใต้จังหวัด
ตรัง ในการใช้‘สูตรตำรับโรโดไมรโทนที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ’ สำหรับรักษาผู้ป่วย โรคสะเก็ดเงิน และสามารถ
พฒั นาต่อเป็นยาฉดี กลุ่มชีวภาพ (biologic agents) ในอนาคต มีการประยุกต์ ใช้ประโยชน์จากสารสกัดใบกระทุ
‘สูตรองค์ประกอบน้ำยาจุ่มเต้านมโค’ และ ‘สูตรองค์ประกอบครมี ปา้ ยเตา้ นมโค’ ในการปอ้ งกันโรคเต้านมโคนม
อักเสบ (bovine mastitis) ในฟาร์มโคนม สังกัดสหกรณ์โคนมพัทลุง เป็นการลดปัญหาน้ำนมไม่ได้คุณภาพ
‘กรรมวิธีการผลิตอาหารปลาที่มีส่วนผสมสารสกัดจากใบกระทุ เพื่อใช้เป็นอาหารเสริมภูมิคุ้มกัน’ ใช้ในการ
ป้องกันโรคติดเชื้อ streptococcosis ในปลาเศรษฐกิจที่ศูนย์วิจัยสุขภาพสัตว์น้ำ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
รวมทั้งวางแผน เพิ่มรายได้ให้กับวิสาหกิจชุมชนในจังหวัด สงขลา โดยถ่ายทอดเทคโนโลยีการปลกู ต้นกระทุที่ได้
มาตรฐาน GAP สำหรบั ภาคการผลติ
110
งานวิจัยสมุนไพรไทยสําหรบั การรกั ษาโรคขอเส่ือม
โดย วารณี ประดษิ ฐ์ และคณะ
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั เชียงใหม่
โรคขอเสื่อมจัดเป็นโรคข้อชนิดเรื้อรังที่พบมากในผู้สูงอายุรวมทั้งสัตว์อายุมาก การสึกกร่อนอย่างช้าๆ
ของกระดูกอ่อนผิวข้อเป็นอาการสําคัญทีท่ ําให้เกิดความเจ็บปวดแก่ข้อตอ่ พยาธิกําเนิดของโรคนีม้ ีความซับซ้อน
และเกี่ยวข้องกับกลไกการตอบสนองต่างๆ เป็นจํานวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระบวนการอักเสบ ซึ่งเป็น
กระบวนการท่ีเหนี่ยวนําให้เกดิ การเสียสมดุลของข้อต่อ ทําให้เกดิ การผลติ เอนไซม์ต่างๆ ท่ีมีบทบาทสําคัญในการ
ย่อยสารองค์ประกอบของเนื้อกระดูกอ่อน การรักษาโดยการใช้ยาแก้ปวด รวมทั้งยาต้านการอักเสบที่ไมใช
สเตียรอยด์ เป็นเพียงวิธีการหนึ่งท่ีช่วยบรรเทาความเจ็บปวดซ่ึงก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ตามมา
ในปัจจุบันการค้นหาสารสกัดพืชสมุนไพรที่มีศักยภาพในการต้านทานการอักเสบ รวมทั้งมีคุณสมบัติปกป้อง
กระดกู ออ่ น เพือ่ นํามาใช้รักษาโรคข้อเส่ือมมจี ํานวนมากข้ึนอยา่ งต่อเน่ือง มกี ารพบวา่ พชื หลายชนิดท่ีพบได้ท่ัวไป
ในประเทศไทยมีประสทิ ธภิ าพในการบรรเทาและรกั ษาอาการตา่ งๆ ของโรคข้อเสื่อมและโรคข้ออื่นๆ ได้ ในที่น้ีจึง
ได้รวบรวมรายงานการวิจัยที่แสดงประสิทธิภาพและกลไกการออกฤทธิ์ของพืชสมุนไพร 4 ชนิด ได้แก่ ขมิ้น ขิง
พลู และมะรุม ในการรักษาโรคขอเสื่อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอักเสบและความเจบ็ ปวด โดยพบว่าขมิ้นเป็นพืช
สมุนไพรที่มีประสิทธิภาพดีและได้รับการศึกษามากที่สุด และมีรายงานวิจัยของไทยที่นําขมิ้นมาใช้กับผู้ป่วยโรค
ข้อเสื่อมในระดับคลินิคแล้ว ทำให้ขมิ้นควรได้รับการพัฒนาเพื่อนํามาประยุกต์ใช้ในการรักษาโรคข้อเสื่อมต่อไป
สำหรับพืชสมุนไพรอื่นอีก 3 ชนิดนั้น แม้จะยังมีข้อมูลฤทธิ์ต่อการรักษาโรคข้อเสื่อมน้อย แต่จะเห็นว่าสมุนไพร
เหลา่ น้ีมคี วามน่าสนใจต่อการนาํ มาศึกษากับการรักษาโรคข้อเส่ือมได้ และควรศึกษาฤทธ์ิการปกป้องกระดูกอ่อน
เพื่อผลิตเป็นอาหารเสริมป้องกัน การสึกกร่อนของกระดูกอ่อน ซึ่งควรศึกษาควบคู่กับความเป็นพิษของการรับ
สมนุ ไพรเหลา่ นเ้ี ป็นระยะเวลานาน นอกจากนกี้ ารคน้ หาสมุนไพรไทยชนิดอ่ืนท่ีถูกนํามาใช้ในการรกั ษาโรคกระดูก
และข้อในตํารับยาแผนโบราณเพิ่มเติมก็มีความสําคัญ เนื่องจากจะช่วยเพิ่มทางเลือกของการรักษาโรคข้อเสื่อม
จากสมนุ ไพรไทยให้มากขนึ้ ดว้ ย
111
ตลาดผลติ ภัณฑ์ SME กลุ่มสมุนไพรไทยเพื่อผิวพรรณในเขตกรงุ เทพมหานคร
ภายใต้แผนงานวิจัย นวัตกรรมการตลาดผลติ ภณั ฑ์ SME กลุ่มสมุนไพรไทยเพ่ือผวิ พรรณ
ในเขตกรงุ เทพมหานครเพ่ือเข้าสู่ AEC
โดย ศศพร มุ่งวชิ า, ผสุ สดี วฒั นเมธา และกษิดเิ์ ดช สุทธิวานิช
คณะบรหิ ารธุรกจิ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยผู้ผลิตที่มีผลต่อตลาดผลิตภัณฑ์ SME กลุ่ม
สมนุ ไพรไทยเพ่อื ผวิ พรรณ ในเขตกรุงเทพมหานคร 2) เพอ่ื ศกึ ษาระดบั ปจั จยั ผู้ผลติ ทม่ี ีผลต่อตลาดผลติ ภณั ฑ์ SME
กลุ่มสมุนไพรไทยเพื่อผิวพรรณ ในเขตกรุงเทพมหานคร 3) เพื่อวิเคราะห์ผู้ผลิตที่มีผลต่อตลาดผลิตภัณฑ์ SME
กลุ่มสมุนไพรไทยเพื่อผิวพรรณ ในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ การสุ่มจาก
ประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร โดยการคำนวณจากประชากรในเขตกรุงเทพมหานคร ตามวิธีสถิติ Krejcie
and Morgan ที่แสดงตารางขนาดตัวอย่างโดยเมื่อเปรียบเทียบจากจำนวนประชากรทั้งหมด 57,635.18 คน
จำนวนกลุ่มตัวอย่างทัง้ สิ้น 381 คน เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม เพื่อใช้ใน
การเก็บรวบรวมข้อมูล และนำมาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติ ได้แก่ การแจกแจงความถ่ี
(Frequency) ร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และ
การวเิ คราะหส์ หสัมพนั ธ์คาโนนิคอล (Canonical Correlation)
ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ SME กลุ่มสมุนไพรไทยเพื่อผิวพรรณ ในเขต
กรุงเทพมหานครส่งผลต่อตลาดผลิตภัณฑ์ ในระดับมาก 2) ระดับปัจจัยผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ SME กลุ่มสมุนไพรไทย
เพื่อผวิ พรรณในเขตกรุงเทพมหานคร ส่งผลต่อตลาดผลิตภัณฑ์ ในระดับปานกลาง 3) การวิเคราะห์ดา้ นผลิตภัณฑ์
SME กลุ่มสมุนไพรไทยเพือ่ ผิวพรรณ ในเขตกรุงเทพมหานครส่งผลต่อตลาดผลิตภณั ฑ์ ในระดบั ปานกลาง
ทั้งนี้ การวิจัยครัง้ ตอ่ ไปจึงควรเน้นในเขตกรุงเทพโดยสร้างความตระหนกั รู้ และวิจัยในด้านความพอใจ
ในสมนุ ไพรรายผลิตภัณฑ์ เพราะภมู ปิ ัญญาไทยมมี ากมายและมีการผลิตสารสกัดใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่องเร่ือยไป
อาจทำให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนได้ โดยตระหนักรู้ดีว่าสมุนไพรมีคุณภาพดี และต้องการรักษาไว้ซึ่งภูมิปัญญา
ไทย แต่ในกระบวนการผลิตอาจทำให้เกิดการเบี่ยงเบนด้านคุณภาพ โดยเมื่อภาครัฐบาลได้พยายามเข้ามามี
บทบาทในการที่จะฟืน้ ฟูการแพทย์แผนไทย อันจะส่งผลถึงสมนุ ไพรไทยเพื่อผิวพรรณ แต่การใช้สมุนไพรพื้นบ้าน
นั้นมีความแตกต่างกันตามพื้นที่ ภูมิอากาศ ความร้อน ความชื้น สภาพการทำงาน อาชีพและสิ่งแวดล้อมซึ่งจะ
ส่งผลให้เกิดปัญหาที่แตกต่างกัน และเนื่องจากผู้สูงวัยในพื้นที่ต่างจังหวัดนั้นให้ความสนใจกับผิวพรรณแตกต่าง
รูปแบบกัน เช่น ความสนใจในสุขภาพผิวหนัง หรือโรคทางผิวหนังมากกว่าความสวยงามในด้านการแตง่ เตมิ สีสัน
อีกทั้งปัญหาผิวพรรณของกลุ่มผู้สูงวัยในต่างจงั หวดั มักจะตระหนักกับการเกิดขึ้นพร้อมหรือสาเหตุจากโรคอื่นๆ
เช่น เบาหวาน ซึ่งมผี ลกระทบโรคทางผวิ หนงั ส่วนโดยท่ัวไปของผู้สงู วยั ในต่างจังหวัด จะไมค่ อ่ ยตระหนักถึงความ
สวยงามเท่าชนในเมือง หรืออาจเป็นไปไดว้ ่ามลพิษในตา่ งจังหวดั มีน้อยกว่า ทำให้การสนใจศึกษาผลิตภัณฑ์บำรุง
112
ผิวพรรณ ควรจะดำเนินกบั ผู้สงู วัยในกรุงเทพมหานครมากกวา่ ดังน้ันจากผลการวจิ ัยครัง้ นี้นนั้ สง่ ผลให้การวิจัยใน
ครงั้ ต่อไปควรศกึ ษาถงึ ประเดน็ ดงั น้ี
1. ควรศึกษาด้านมาตรฐานสินค้า ในรายละเอียดรายพื้นที่ เพราะความเชื่อในสมุนไพรไทยนั้นมีความ
แตกตา่ งในรายละเอียดแต่ละประเด็นปลีกยอ่ ยมากมาย จงึ ควรศกึ ษาเฉพาะสมุนไพรและทำการรบั รองคณุ ภาพ
2. ควรดำเนินการวิจัยในสมุนไพรไทยเพื่อผิวพรรณที่มีการประยุกต์ รายผลิตภัณฑ์ควบคู่หรือสามารถ
แทนที่ กับเคมีสมัยใหม่ ซึ่งทั้งนี้จะสามารถควบคุมได้ทั้งชนิดและคุณภาพสมนุ ไพรเนื่องผลิตภณั ฑ์เครื่องสำอางมี
ทั้งประทินผิว และเพื่อการตกแต่งเพิ่มเติมสีสันหรือเพื่อการรักษาโรคมากกว่าเพื่อมีทิศทางที่เป็นไปในทางที่จะ
เพิ่มความเข้าใจและสามารถสรา้ งความเช่ือม่ัน
113
ตาํ รับสมนุ ไพรไทยท่ีมีศกั ยภาพในการพฒั นาเป็นยาต้านไวรสั ไขเ้ ลอื ดออก ไข้สมองอกั เสบ และชคิ นุ กนุ ยา
โดย ดร.นวลอนงค์ จริ ะกาญจนากจิ
สถาบันวิจัยชวี วิทยาศาสตร์โมเลกลุ มหาวิทยาลัยมหิดล
วัตถปุ ระสงค์ของการวจิ ัยนี้เนื่องจากไวรสั ไข้เลือดออก ไขส้ มองอกั เสบและชิคนุ กนุ ยาเปน็ ไวรสั ท่ีระบาด
ซ้ำซอ้ นในประเทศ โดยมรี ายงานการเกดิ โรคเพ่ิมขึน้ ทุกปีตามจํานวนประชากรท่ีเพ่มิ ข้ึน ถงึ แมว้ ่าการให้วัคซีนเป็น
มาตรการที่ดีในการป้องกันการเกิดโรค แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีวัคซีนที่มีประสิทธิภาพหรือยารักษาโรคติดเชื้อไวรัส
เหล่านี้ การใช้ยาสมุนไพรในการลดไขท้ ีม่ ีฤทธิ์ยับยั้งไวรัสเพ่ือลดปริมาณไวรัสในผู้ท่ีตดิ เช้ิอ จะส่งผลให้โอกาสการ
ติดเชื้อในยุงพาหะลดลงและลดการแพรร่ ะบาดของโรคได้ ตาํ รับยาห้ารากเปน็ หน่ึงในตาํ รบั ยาแผนโบราณของไทย
ทใี่ ชใ้ นการแก้ไข้ ประกอบดว้ ยรากของสมนุ ไพร 5 ชนดิ ได้แก่ ยา่ นาง คนทา มะเด่ือชมุ พร ชิงช่ี และเท้ายายม่อม
มีการบันทึกถึงสรรพคุณของตํารับยาห้ารากในการลดไข้และบรรเทาอาการของโรคหลายชนิดรวมทั้งโรคติดเช้ือ
ไวรสั
การพัฒนาเทคโนโลยีเป็นการศึกษาฤทธิ์ของตํารับสมุนไพรไทยท่ี มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาต้าน
ไวรัสไขเ้ ลอื ดออก ไขส้ มองอักเสบและชคิ นุ กุนยา
จุดเด่นของงานวิจัย คือ 1) ผลประสิทธิภาพของสารสกัดพืชจากตํารับยาห้าราก ในการยับยั้งและ
ทําลายไวรัสไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบและชิคุนกุนยา 2) การใช้สารสกัดด้วย Ethanol จากส่วนลําต้นของพืช
สมุนไพรในตํารับ ออกฤทธิ์ในการยับยั้งการเจริญและทําลายไวรัสได้ดีกว่าตัวทําละลายน้ำ ซึ่งให้ผลใกล้เคียงกัน
กับการใช้สารสกัดจากส่วนรากพืช แสดงให้เห็นวา่ สามารถใช้สมนุ ไพรห้ารากจากส่วนลําต้นได้ดี เพื่อการอนุรักษ์
พันธ์พืชและลดค่าวตั ถดุ ิบในการผลติ ยาในตํารับ
114
นวัตกรรมเทคโนโลยีความเป็นจรงิ เสริมในการจดั การความรภู้ มู ปิ ญั ญาท้องถ่นิ ด้านสมุนไพร
ในป่าชุมชนวดั อรญั ญิกาวาส อำเภอแกดำ จงั หวัดมหาสารคาม
โดย ประภากร ศรีสวา่ งวงศ์ และคณะ
มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม
การวจิ ัยครง้ั นม้ี วี ตั ถุประสงคเ์ พ่ือพฒั นาระบบความเป็นจริงเสริมในการจัดการความรภู้ มู ิปัญญาท้องถ่ิน
ด้านสมุนไพรในป่าชุมชนวัดอรัญญิกาวาส อำเภอแกดำ จังหวัดมหาสารคาม โดยแบ่งเป็น 2 ระยะ คือ 1)
การศกึ ษาสภาพการจัดการความรใู้ นการใช้พืชสมุนไพรเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพ 2) ดำเนินการพฒั นาระบบโดย
ใช้ HTML5 Java Script และ Google API ดำเนินการทดสอบและประเมินผลการใช้งานโดยกลุ่มเปา้ หมายและ
ผู้เชี่ยวชาญ ผลการวิจัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงที่ร้อยละ 76.6 มีอายุเฉลี่ย 50.7 ปี ส่วนใหญ่ไม่มีโรค
ประจำตัว มีเจตคติในภาพรวมอย่ใู นระดับเห็นด้วยตอ่ การใชส้ มนุ ไพรในการรักษาสุขภาพ และมีการใชส้ มุนไพรใน
การดูแลสุขภาพในภาพรวมอยู่ในระดับบางครั้ง โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.2 (S.D. = 0.5) ในส่วนของระบบจัดการ
ความรู้จัดการความรู้เร่ืองสมุนไพรในป่าชุมชนวัดอรัญญิกาวาสโดยอาศัยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม
ถูกพัฒนาขึ้นมาในรูปแบบโมบายล์แอพพลิเคชันภายใต้เทคโนโลยี HTML5 Java Script และ Google API โดย
ประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วนคือ ส่วนการแสดงผลข้อมูล ส่วนการเรียกดูความเป็นจริงเสริม
(Augmented Reality) และสว่ นการเพ่ิมข้อมูล โดยผลของการประเมนิ ระบบจากกลุ่มเป้าหมายใน 3 ด้านพบว่า
อยู่ในระดับดีในภาพรวม โดยด้านความต้องการพื้นฐานของระบบค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.55 ด้านความถูกต้องในการ
ทำงานของระบบ คา่ เฉล่ียอยู่ที่ 4.10 และด้านความเหมาะสมในการใชง้ านอยใู่ นระดบั ดี ค่าเฉล่ียอยทู่ ่ี 3.95
จากผลการวิจัยในระยะที่ 1 แสดงให้เห็นว่า ประชากรที่ศึกษาในตำบลวังแสง มีความรู้และเจตคติที่ดี
ในความตอ้ งการใช้สมุนไพรเพื่อการดูแลสุขภาพ แตเ่ มือ่ พิจารณาผลจากการวจิ ัยในดา้ นของพฤติกรรมการใช้งาน
สมนุ ไพรจะพบวา่ ประชากรส่วนใหญใ่ ชส้ มุนไพรในการดูแลสุขภาพเพยี งบางโอกาสเทา่ นน้ั ไม่ได้ใชเ้ ป็นประจำ ซึง่
การใช้สมนุ ไพรจากผลการศึกษาได้แสดงให้เห็นว่า สมนุ ไพรสว่ นใหญท่ ี่ถกู ใชง้ านน้ัน เปน็ สมนุ ไพรที่อยู่ใกล้ตัวหรือ
อยู่ภายในบ้านของตนเอง ซึ่งเป็นพืชผักสามัญที่ถูกใช้อยู่โดยทั่วไปตามปกติอยู่แล้ว และเมื่อพิจารณาถึงผลการ
สำรวจสมุนไพรท่พี บในป่าชมุ ชนฯ จะพบวา่ ในป่าชมุ ชนมีจำนวนปรมิ าณและชนิดของสมุนไพรเป็นจำนวนมาก ที่
ไมไ่ ด้ถูกนำมาใช้งานโดยประชาชนท่ัวไป แต่มกั ถูกใชง้ านจากปราชญช์ าวบ้านท่ีมีความรู้ในบางกรณีเท่าน้ัน ส่งผล
ให้การใช้งานไม่แพร่หลายและไม่เกิดการสืบทอด ส่งผ่าน พิสูจน์ ปรับปรุง และนำความรู้กลับมาใช้ใหม่ได้ จน
ในที่สุดความรู้เรื่องการใช้สมุนไพรค่อยๆ เลือนหายไป เนื่องจากผู้รู้หรือปราชญ์ชาวบ้าน มักไม่ถ่ายทอดความรู้
ให้กับคนอื่น ที่ไม่ใช่คนในครอบครัวรับรู้ หรือหากคนในครอบครัวไม่มีความสนใจ ความรู้ในตัวปราชญ์ชาวบ้าน
หรือหลักฐานความรู้จะสูญหายตามตัวบุคคลไปด้วย นอกจากนี้วิธีการหรือกระบวนการในการถ่ายทอดความรู้
ยังใช้วิธกี ารเหมอื นเดิม คอื การถ่ายทอดแบบรุ่นตอ่ รนุ่ และผู้ทตี่ ้องการเรียนรู้ต้องติดตามและศึกษากับตัวเจ้าของ
ความรู้เองโดยตรง ซงึ่ เป็นวิธีการแบบด้งั เดิมท่ปี ระชากรในยคุ ปัจจบุ นั ไมส่ ามารถทำได้
115
ในระยะที่ 2 ของการวิจัยซึ่งได้โมบายแอพพลิเคชันเพื่อจัดการความรู้เรื่องสมุนไพรในป่าชุมชนวัด
อรญั ญกิ าวาสโดยอาศัยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม ถกู นำมาใชเ้ พื่อให้เกิดการแพร่กระจาย การ
เข้าถึง และการบันทึกความรู้ โดยกลุ่มผู้ทดลองใช้งานมีความพึงพอใจในความง่ายของการใช้งาน สามารถเข้าถึง
และอธบิ ายข้อมูลท่ีเกยี่ วข้องได้อย่างถูกต้อง และมวี ดิ ิโอของผู้รู้ในชุมชนได้อธิบายความรู้เพ่ิมเติมอีกด้วย แต่ท้ังน้ี
การเข้าถงึ ข้อมูลจะต้องอาศัยการเชื่อมต่ออนิ เทอร์เน็ต ทำให้อาจเกิดอุปสรรคสำหรับประชากรบางรายที่ไม่ได้ใช้
อินเทอร์เน็ตสว่ นบุคคล นอกจากนเ้ี น่อื งจากสมุนไพรท่ีมีอยู่ในป่ามีหลากหลาย ทำให้ไม่สามารถนำเข้าสมุนไพรได้
ครบทุกชนิด รวมไปถึงยังไม่มีเนื้อหาความรู้แบบวิดิโอในขั้นตอนการปรุงหรือการสร้างยาจากสมุนไพรเนื่องจาก
ข้อจำกัดด้านทรัพยากรในการวจิ ยั
ข้อเสนอแนะในการนำผลการวจิ ยั ไปใช้
จากการวิจัยครัง้ นี้ แสดงให้เห็นถึงความต้องการและความเป็นไปไดข้ องประชาชนในท้องถิ่นทีต่ อ้ งการ
ใช้สมุนไพรในท้องถิ่นมากขึ้น ซึ่งการจะนำระบบไปใช้งานอย่างแพร่หลาย ควรมีการกำหนดจุด ซึ่งเป็นสถานท่ี
ศูนย์รวมหรือแหล่งให้ความรู้ และมีการให้บริการอินเทอร์เน็ตในสถานที่นั้น ผู้เข้าเรียนรู้ที่ไม่มีอินเทอร์เน็ตส่วน
บคุ คลจะสามารถเขา้ ถึงขอ้ มลู และเกิดการดำเนนิ งานในกระบวนการจัดการความรู้ได้มากข้ึน
ขอ้ เสนอแนะในการทำวิจยั ครั้งต่อไป
1. เนื่องจากการวิจัยครั้งนี้ ใช้ระบบการระบุข้อมูลเพิ่มเติมความเป็นจนิงเสริมโดยใช้ QR Code เพียง
อย่างเดียว การวิจัยในครั้งต่อไปอาจเพิ่มการระบุตำแหน่งเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อให้เกิดการอำนวยความสะดวกของ
การเข้าถงึ AR ในรูปแบบ Location based เพมิ่ เติม
2. การเข้าถึงความรู้ด้านสมุนไพรในตัวบุคคล มีอุปสรรคหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขอ
อนุญาตหรอื การเผยแพร่ความรู้ของผู้เป็นเจ้าของความรทู้ ่ีอาจไมเ่ ปิดเผยความรู้ สง่ ผลใหค้ วามรู้สญู หายไป ดังน้ัน
อาจตอ้ งหากระบวนการหรือนโยบายจากหนว่ ยงานอน่ื ๆ เขา้ มาชว่ ยเพอื่ การเข้าถงึ ความรู้เพม่ิ เติม
116
แนวทางการพฒั นาเมืองสมุนไพรในจงั หวดั ปราจีนบรุ ี เพ่อื ดึงดูดตลาดนักท่องเทย่ี วเชงิ สขุ ภาพ
โดย อษุ ณีย์ ผาสุข และคณะ
มหาวิทยาลัยพะเยา รว่ มกับมหาวทิ ยาลยั กรุงเทพ และมหาวทิ ยาลัยอัสสมั ชัญ
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ เพื่อศึกษาพฤติกรรมการ
ทอ่ งเท่ยี วของนักท่องเที่ยวเชิงสขุ ภาพ เพ่อื ความพงึ พอใจดา้ นสว่ นประสมการตลาดบริการเมืองสมุนไพรในจงั หวัด
ปราจีนบุรี และเพื่อศึกษาตัวแปรทีเ่ ป็นปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อสว่ นประสมการตลาดบริการเมืองสมุนไพร เพ่ือ
นำเสนอแนวทางในการพัฒนาเมืองสมุนไพรในจังหวัดปราจีนบุรีที่เหมาะสมแก่นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซ่ึง
เครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถามปลายปิด สำหรับกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 370 คน ด้วยวิธีการสุ่ม
ตัวอย่างตามสะดวก (Convenience Sampling) และวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงทดสอบด้วยวิธีไค-สแควร์ (Chi-
Square) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ
ระหว่าง 31-40 ปี การศึกษาระดับปริญญาตรี สถานภาพสมรส อาชีพพนักงานเอกชนทั่วไป มีรายได้เฉลี่ยต่อ
เดือน 20,001-30,000 บาท และส่วนใหญ่เคยท่องเที่ยวเมืองสมุนไพรมากกว่า 1 ครั้งขึ้นไป โดยทราบข้อมูลมา
จากครอบครัว ญาติ และคนรัก ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการเดินทางเพื่อบำรุงและส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง นิยม
เดินทางมากับเพื่อน ครอบครัว และคนรัก โดยกิจกรรมที่จะกระทำ คือ ซื้อสินค้าสมุนไพรเพื่อบำรุงและส่งเสริม
สขุ ภาพให้แข็งแรง ซึ่งใชร้ ะยะเวลาในการท่องเท่ียวแบบเช้าไป-เย็นกลบั และมคี วามต้องการกลับมาท่องเที่ยวซ้ำ
อีกครั้ง แต่ยังไม่ทราบช่วงเวลา โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีความพึงพอใจส่วนประสมการตลาดบริการเมือง
สมุนไพร ในด้านผลิตภัณฑ์สมุนไพร พนักงานให้บริการ และช่องทางในการจัดจำหน่ายที่อยู่ในระดับ
ปานกลาง นอกจากนี้ ลักษณะทางกายภาพในด้านความสะดวกในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว และโครงสร้าง
พื้นฐานเป็นอุปสรรคสำคัญมากที่สุดสาหรบั การเดินทางมาท่องเที่ยว ทั้งนี้ ผลการวิจัยยังพบว่าตัวแปรส่งที่ผลต่อ
ความพงึ พอใจดา้ นสว่ นประสมการตลาดบริการเมืองสมุนไพร คอื ตัวแปรรายดา้ นของข้อมูลทวั่ ไป และพฤติกรรม
การทอ่ งเที่ยว โดยมคี วามสัมพันธ์ไปในทิศทางท่ีแตกตา่ งกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ 0.05
117
ประสทิ ธผิ ลการสรา้ งเภสัชกรแกนนำขบั เคล่อื นนโยบายส่งเสรมิ การใช้ยาสมุนไพรเป็นลำดบั แรกในการรกั ษา
โรค Common cold และ Dyspepsia ในหน่วยบริการสาธารณสขุ ภาครฐั จังหวดั ยโสธร
โดย วเิ ชียร ชนะชยั
สํานกั งานสาธารณสขุ จังหวัดยโสธร
รายงานวิจัยฉบับนี้จัดทำขึ้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทราบคุณลักษณะและบทบาทของเภสัชกรแกนนำ
จากสหวิชาชีพ และเพื่อศึกษาผลการดำเนินงานของเภสัชกรแกนนำ ในการขับเคลื่อนการใช้สมุนไพรเป็นลำดับแรก
ในการรักษาโรค Common cold และ Dyspepsia งานวิจัยนี้มีรูปแบบการศึกษาแบบผสมผสาน (Mixed
method) ประกอบด้วยการวจิ ยั เชิงคุณภาพและเชงิ ปริมาณ การศึกษาเชิงคุณภาพมปี ระชากรศกึ ษาเป็นตัวแทน
วิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ เภสัชกร พยาบาล นักวิชาการสาธารณสุขและแพทย์แผนไทย รวมทั้งสิ้น จำนวน 15 คน
ทำการเกบ็ ข้อมลู ด้วยการทำ Focus group และสัมภาษณ์ การศึกษาเชิงปริมาณ เก็บขอ้ มลู การส่ังใช้ยาสมุนไพร
ในหน่วยบริการสาธารณสุขภาครัฐ จังหวัดยโสธร 2 ช่วง ช่วงที่ 1 ตั้งแต่ตุลาคม 2559 ถึงเดือนกันยายน 2560
และชว่ งที่ 2 ต้งั แตเ่ ดอื นตุลาคม 2560 ถึงเดือนกนั ยายน 2561 การศกึ ษาวเิ คราะหข์ อ้ มลู เชงิ คณุ ภาพท่ีได้จากการ
สัมภาษณ์ ด้วยวิธกี ารวเิ คราะห์แกน่ สาร (Thematic analysis) สำหรบั ขอ้ มูลเชิงปริมาณนำค่าเฉลี่ยของข้อมูลมา
เปรียบเทยี บกัน วเิ คราะห์ดว้ ยสถติ ิ Paired–samples T Test ผลการศึกษาคุณลักษณะของเภสชั กรแกนนำท่ีสห
วิชาชีพคาดหวังประกอบด้วย 1) มุ่งมั่น ตั้งใจ ใจรักในงาน และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์กระบวนการงาน 2) มี
ทัศนคติที่ดีต่องานสมุนไพร 3) มีองค์ความรู้ด้านสมุนไพร 4) เป็นผู้ประสานงานที่ดีระหว่างวิชาชีพ สำหรับ
บทบาทของเภสชั กรแกนนำทสี่ หวชิ าชีพคาดหวังได้แก่ 1) สามารถสอ่ื สารนโยบายการใชส้ มุนไพรในการรักษาโรค
ให้กับผูบ้ ริหาร 2) จัดทำข้อมูลวิชาการการใช้สมนุ ไพรทดแทนยาแผนปจั จุบัน 3) เผยแพร่ความรูด้ า้ นสมุนไพรแก่
ประชาชน เพื่อให้ประชาชนรู้และเข้าใจสามารถดูแลสุขภาพตนเองเบื้องต้นด้วยสมุนไพร 4) จัดหายาสมุนไพรให้
เพียงพอต่อความต้องการและควบคุมราคายาสมุนไพรให้ถูกลง 5) มีการติดตามผลการรักษาและอาการไม่พึง
ประสงค์จากยาสมุนไพร 6) เภสัชกรโรงงานผลิตยาสมุนไพรสร้างระบบการควบคุมคุณภาพการผลิตให้ได้
มาตรฐาน และ 7) จัดหายาสมุนไพรให้เพียงพอและมีกลไกควบคุมราคา และผลการศึกษา จากการวิเคราะห์
ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติ Paired–samples T Testจากการเปรียบเทียบข้อมูลค่าเฉลี่ยสัดส่วนการใช้ยา
สมุนไพรของหน่วยบริการสาธารณสุขภาครัฐทุกระดับพบว่าปีงบประมาณ 2561 มีการสั่งใช้ยาสมุนไพรเพิ่มมาก
ขึ้น และค่าเฉลี่ยสัดส่วนการใช้ยาสมุนไพรมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 (การใช้ยา
สมุนไพรในโรคไข้หวัด Common cold ในผู้ป่วยนอก P-value = 0.001 และการใช้ยาสมุนไพรในโรค
Dyspepsia ในผู้ปว่ ยนอก P-value = 0.017)
118
ประสทิ ธิผลของน้ำมนั สุวคนธป์ รบั ธาตุ (สตู รน้ำมนั ปถวธี าตุ) ต่ออาการปวดและองศาการเคลอ่ื นไหว
ในผปู้ ว่ ยโรคลมปลายปตั คาต สญั ญาณ 4 หรอื 5 หลัง
โดย วรมั พา สวุ รรณรตั น,์ กายแกว้ คชเดช, ภัชรนิ ทร์ กล่ันคูวัฒน์
คณะการแพทยแ์ ผนไทยอภยั ภูเบศร มหาวิทยาลัยบรู พา
ความผิดปกติของกล้ามเนื้อเป็นภาวะที่พบได้บ่อย มักก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานทางร่างกาย และ
ความไม่สบายใจ ส่งผลให้ต้องพึ่งการดูแลรักษาอยู่ตลอดเวลา และกระทบต่อการดำเนินชีวิตและคุณภาพชีวิต
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลของน้ำมันสุวคนธ์ปรับธาตุ (สูตรน้ำมันปถวีธาตุ) ในการบรรเทาอาการปวด
และตึงกล้ามเน้ือในผ้ปู ่วยโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 หรือ 5 หลัง (ภาวะท่มี ีอาการปวดและตงึ ของกล้ามเน้ือ
บริเวณคอ บ่า สะบัก หลังส่วนบน อาจมีอาการมึนงงและเวียนศีรษะร่วมด้วย) และเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิผล
ของนำ้ มนั สุวคนธ์ปรับธาตุ (สตู รน้ำมันปถวีธาตุ) ในผู้ปว่ ยที่มีปถวธี าตุ (ธาตุดนิ ) เป็นธาตเุ จา้ เรอื นกับผู้ป่วยท่ีมีธาตุ
อื่นๆ เป็นธาตุเจ้าเรือน ได้แก่ อาโปธาตุ (ธาตุน้ำ) วาโยธาตุ (ธาตุลม) และเตโชธาตุ (ธาตุไฟ) วิธีการศึกษา
ทำการศึกษาในผู้ป่วยที่มีอาการปวด และตึงกล้ามเนื้อจากโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 หรือ 5 หลัง ที่มารับ
การรกั ษาทโ่ี รงพยาบาลสวุ รรณภูมิ จังหวดั รอ้ ยเอด็ จำนวน 20 คน แบง่ กลมุ่ ตวั อยา่ งเปน็ 2 กลุ่ม กลุ่มท่ี 1 คือผู้ที่
มีปถวีธาตุเป็นธาตุเจ้าเรือน จำนวน 10 คน และกลุ่มที่ 2 คือ ผู้ที่มีธาตุอื่นๆ เป็นธาตุเจ้าเรือน ได้แก่ อาโปธาตุ
วาโยธาตุ และเตโชธาตุ จำนวน 10 คน ผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มได้รับน้ำมนั สวุ คนธ์ปรับธาตุ (สูตรน้ำมันปถวีธาตุ) เพื่อ
ทาในเวลาเช้าและเยน็ ครั้งละ 1 มิลลิลิตร ทุกวันติดต่อกันเป็นเวลา 4 สัปดาห์ โดยก่อนและหลงั การรกั ษาผูป้ ว่ ย
ได้รับการประเมินระดับความปวดด้วย visual rating scales และได้รับการประเมินความตึงของกล้ามเนื้อด้วย
การวัดองศาการเคลื่อนไหวผลการศึกษา พบว่าผู้ป่วยที่ทาน้ำมันสุวคนธ์ปรับธาตุ (สูตรน้ำมันปถวีธาตุ) มีอาการ
ปวดลดลงและมีองศาการเคลื่อนไหวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่าง
ธาตุเจ้าเรือน พบว่า น้ำมันสุวคนธ์ปรับธาตุ (สูตรน้ำมันปถวีธาตุ) ช่วยลดระดับความปวดของผู้ป่วยที่มีปถวีธาตุ
เป็นธาตุเจ้าเรือนได้มากกว่าผู้ปว่ ยที่มีธาตุอื่นๆ เป็นธาตุเจ้าเรือนอย่างมีนัยสำคญั ทางสถิติ (p < 0.05) ส่วนองศา
การเคลื่อนไหวพบว่า ไม่แตกต่างกันสรุป การทาด้วยน้ำมันสุวคนธ์ปรับธาตุ (สูตรน้ำมันปถวีธาตุ) ช่วยลดความ
ปวดกล้ามเนอื้ และตงึ กลา้ มเนอ้ื ในผปู้ ่วยโรคลมปลายปัตคาตสญั ญาณ 4 หรอื 5 หลัง โดยผ้ปู ่วยสามารถใช้ทาเพ่ือ
บรรเทาอาการปวดดว้ ยตนเอง และช่วยลดค่าใช้จ่ายอนื่ ๆ ในการรกั ษาพยาบาล
วตั ถุประสงคข์ องงานวิจยั เพือ่ ศึกษาประสิทธผิ ลของน้ำมนั สุวคนธป์ รับธาตุ (สูตรน้ำมันปถวธี าตุ) ในการ
ลดอาการปวดกล้ามเนื้อและลดความตึงกล้ามเนื้อจากโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 หรือ 5 หลัง และเพื่อ
เปรียบเทียบประสิทธิผลของน้ำมันสุวคนธ์ปรับธาตุ (สูตรน้ำมันปถวีธาตุ) ในการลดอาการปวดกล้ามเนื้อและลด
ความตึงกล้ามเนื้อจากโรคลมปลายปัตคาตสัญญาณ 4 หรือ 5 หลัง ในผู้ป่วยที่มีปถวีธาตุเป็นธาตุเจ้าเรือนกับ
ผ้ปู ่วยทีม่ ีธาตอุ นื่ ๆ เป็นธาตเุ จ้าเรอื น ไดแ้ ก่ อาโปธาตุ วาโยธาตุ และเตโชธาตุ
119
ปัจจยั ที่มีความสมั พันธ์กับพฤติกรรมการใชส้ มุนไพรของประชาชนในเขตภาษเี จรญิ
โดย ชนิดา มทั ทวางกูร และคณะ
มหาวิทยาลยั สยาม
การวิจัยเชิงสำรวจครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมการใช้สมุนไพรเพื่อการดูแลตนเอง
และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนำ ปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม กับการใช้สมุนไพรเพื่อการดแู ลสุขภาพตนเองของ
ประชาชนในเขตภาษีเจริญ รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์ กลุ่มตัวอย่างคือประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตภาษี
เจริญ จำนวน 140 คน สุ่มตัวอย่างตามสัดส่วนประชากรรายแขวงทั้ง 7 แขวง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติความถ่ี
ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบความสัมพันธ์ด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน
และไคสแควร์
ผลการศึกษาพบว่า พฤติกรรมการใช้สมนุ ไพรในการดูแลสุขภาพ มีความสัมพันธเ์ ชิงบวกกับ ปจั จยั สว่ น
บุคคลด้านอายุ ด้านรายได้ และ ปจั จยั ดา้ นโรคประจำตัว อยา่ งมีนยั สำคัญทางสถติ ิทรี่ ะดับความเช่ือมั่น 0.05 ผล
การศกึ ษาครั้งนีส้ ามารถนำไปใช้สง่ เสริมการใชส้ มุนไพรที่ถกู ต้องให้กับประชาชนในเขตภาษีเจรญิ พัฒนานโยบาย
การส่งเสริมการใช้สมุนไพร ที่เหมาะสมกับบริบทของชุมชนในกรุงเทพมหานคร นอกจากนี้ ประสบการณ์การใช้
สมุนไพรมคี วามสัมพนั ธ์กับพฤติกรรมการใชส้ มุนไพรในการดูแลสุขภาพตนเอง ทัง้ น้ีเนื่องมาจากการสมุนไพรไทย
นั้นพบได้ในพืชทั่วไปซึ่งรวมถึงพืชผกั สวนครัว ซึ่งเมื่อมีการเจบ็ ปว่ ยเลก็ น้อย ก็มักจะมีการใช้พืชสมุนไพรเหลา่ น้นั
ในการบำบัดรักษาตนเองเบื้องต้น เมื่อใช้รักษาได้ผลก็จะทำให้เกิดการเรียนรู้ถึงประโยชน์ และรับรู้ว่าสมุนไพร
ชนิดนัน้ ใชร้ กั ษาอาการได้ เมื่อมีอาการนั้นอกี ก็จะใช้สมุนไพรชนิดเดิมเข้ามารักษาน้ันอีกครัง้ ตามประสบการณ์ท่ี
เคยพบเจอมา เชน่ เดยี วกบั การศึกษาของ ปุญญพฒั น์ ไชยเมล์ ต้มั บญุ รอด และ วิชชาดา สิมลา (2555) ที่พบว่า
ผู้ที่มีประสบการณ์ในการใช้สมุนไพรเพื่อการรักษารักษาสุขภาพเบื้องต้น จะทำให้ให้เกิดการเรียนรู้ถึงประโยชน์
ของสมุนไพรจากประสบการณ์ และเกิดพฤติกรรมการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพตามประสบการณ์ที่เคย
เรียนรู้หรือได้พบมา นอกจากนี้ ยังพบว่าอายุมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพ
ตนเอง โดยผูท้ ี่สงู อายุจะมพี ฤตกิ รรมการใชส้ มุนไพรในการดแู ลสขุ ภาพมากกวา่ วัยอื่นๆ เนอ่ื งมาจากการคนุ้ เคยกับ
สมุนไพรต่างๆ ขณะที่รายได้มีความสัมพันธ์ทางลบกบั พฤติกรรมการใช้สมุนไพรในการดแู ลสุขภาพตนเองอย่างมี
นยั สำคัญทางสถติ ิ โดยกลุ่มตวั อย่างท่มี รี ายได้น้อยจะมีพฤติกรรมในการใชส้ มุนไพรในการดแู ลสุขภาพมากกว่าผู้ที่
รายได้มาก ทงั้ น้อี าจเนอ่ื งมาจากรายได้เป็นปัจจยั หน่ึงท่ีมคี วามสำคัญต่อการดำเนินชีวิต เมือ่ มีการเจ็บป่วยเกิดข้ึน
บุคคลจะใช้วิธีการรักษาที่เหมาะสมกับเศรษฐานะของตน เช่นเดียวกับการศึกษาของ สุกิจ ไชยชมพู (2555) ที่
พบว่าปัจจัยด้านรายได้มีความสัมพันธ์กับการใช้สมุนไพรในการรักษาโรค นอกจากนี้ปัจจัยเอื้อด้านการรับรู้
ประโยชน์ของการใช้สมุนไพรมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพตนเองอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งการรับรู้ประโยชน์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จะทำให้เกิดแรงจูงใจ และเกิดการโน้มน้าวให้เริ่มหรือ
กระทำพฤติกรรมน้นั เช่นเดียวกบั คนทรี่ ับร้ปู ระโยชน์ของการใชส้ มนุ ไพรในการดูแลตนเองกจ็ ะเกดิ การโนม้ น้าวให้
120
บุคคลนั้นเกิดการใช้สมุนไพรในการดูแลสุขภาพ เช่นเดียวกับการศึกษาของ สมเกียรติ วรเดช, ปุญญพัฒน์
ไชยเมล์, เรณู สะแหละ และยุวดี กองมี (2558) ทพี่ บวา่ การรบั รู้ประโยชน์จะทำให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำ
หมบู่ า้ นใช้สมนุ ไพรในการดูแลสขุ ภาพของตนเอง
ข้อเสนอแนะ 1) ควรมีการวิจัยเพ่ือพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมพฤติกรรมการใช้สมุนไพร อันจะนำไปสู่
แนวทางการสรา้ งเสรมิ สุขภาพด้วยสมนุ ไพรท่เี หมาะสมต่อไป 2) ควรมกี ารศึกษาปจั จยั ที่มผี ลต่อพฤติกรรมการใช้
สมนุ ไพรของประชาชน โดยเปลี่ยนตัวแปรหรอื เพิม่ ตวั แปรอื่นๆ
121
ผลของการใช้แผน่ พอกสมนุ ไพรนามนในผู้ปว่ ยท่ีมีอาการปวดเขา่
โดย วนั วสิ าข์ พรหมเมตตา
โรงพยาบาลนามน จงั หวัดกาฬสินธุ์
การศึกษาการพัฒนารูปแบบบริการทางการแพทย์แผนไทย โดยการใช้แผ่นพอกสมุนไพรในผู้ป่วยที่มี
อาการปวดเข่า โรงพยาบาลนามน อำเภอนามน จงั หวัดกาฬสินธ์ุ จากการดแู ลรกั ษาผู้ปว่ ยภายในคลินิกแพทย์
แผนไทย พบว่าผู้ป่วยหรือผู้มารับปรกิ ารต้องการความสะดวกและรวดเร็วในการรับบริการ เนื่องจากบริบทการ
ทำงานของคนภายในชมุ ชน งานการแพทย์แผนไทยจงึ พัฒนารูปแบบการบริการในคลินิกโรคข้อเข่าเส่ือมของงาน
แพทย์แผนไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการบริการงานด้านการแพทย์แผนไทย ให้มีการรับ
บริการด้วยความสะดวกและรวดเร็ว ผู้ป่วยมกี ารดูแลรักษาโดยพ่ึงตนเอง 2) บรรเทาและรักษาอาการปวดเข่าใน
ผปู้ ่วยโรคลมจบั โปงเขา่ ท่ีมารบั บริการในคลนิ ิกแพทย์แผนไทย 3) นำสมุนไพรท่ีมีในท้องถ่นิ มาใช้ให้เกิดประโยชน์
สูงสุดประชากร คือ ผู้มารับบริการที่คลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลนามน และกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้มารับ
บริการทค่ี ลินิกแพทย์แผนไทยทม่ี ีอาการปวดเข่า คัดเลือกโดยวิธีการส่มุ จำนวน 40 ราย วธิ ีการดำเนินการวิจัยใน
กลุ่มตัวอย่าง ใช้ยาพอกสมุนไพรสูตรโรงพยาบาลนามน โดยประกอบด้วยสมุนไพร 5 ชนิด ได้แก่ ขิงแก่ ไพล
ขัดมอน ใบมะขาม และผิวมะกรูด นำมาทำเป็นแผ่นพอกสมุนไพรพอกให้กับผู้ป่วยที่มีอาการปวดเข่า โดยวัด
ระดับความเจ็บปวดเข่าของผู้ป่วยก่อนและหลังรับการรักษา โดยใช้สเกลวัดระดับความเจ็บปวด (NRS) ผล
การศึกษาพบว่าผู้ป่วยร้อยละ 85 มีอาการปวดเข่าลดลง โดยประเมินอาการจากการวัดระดับความเจ็บปวด
(NRS) ผู้ป่วยร้อยละ 92.5 มีความพึงพอใจในระดับดี-ดีมาก จากการการศึกษาการพัฒนารูปแบบบริการทาง
การแพทย์แผนไทย โดยการใช้แผ่นพอกสมนุ ไพรในผู้ป่วยท่มี ีอาการปวดเข่า พบวา่ ผ้ปู ่วยได้รับการรักษาที่สะดวก
และรวดเร็ว สามารถดูแลตนเองได้ และการพอกเข่าสมุนไพรที่ทำจากสมุนไพรทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ ขิงแก่ ไพล
ขัดมอน ใบมะขาม และผิวมะกรูด มีฤทธิ์ในการลดอาการปวดบวม ลดอาการอักเสบของข้อต่างๆ นอกจากนี้ ยัง
พบว่าสามารถถอนพิษแมลงสัตว์กัดต่อยได้ ทั้งนี้ยังเป็นทางเลือกในการรักษาทางการแพทย์แผนไทยของผู้ป่วย
ตอ่ ไป
จากการศึกษาพบว่าสมุนไพรทั้ง 5 ชนิด ได้แก่ ขิงแก่ ไพล ขัดมอน ใบมะขาม และผิวมะกรูด ที่ใช้ใน
การหมักทำแผ่นพอกเข่าสมุนไพร ต่างมีฤทธิ์ในการลดอาการปวดบวม ลดอาการอักเสบของข้อต่าง ๆ แผ่นพอก
เข่าสมุนไพรสามารถบรรเทาอาการปวดบวมบริเวณเข่าได้ จากการใช้เบื้องต้น พบว่าแผ่นพอกเข่าสมุนไพร
สามารถบรรเทาอาการปวดเข่าได้ ลดอาการบวมของเข่าได้ นอกจากนี้ยังพบว่าอาการอักเสบ ปวดบวมบริเวณ
อื่นๆ สามารถนำน้ำสมุนไพรทาเพ่อื บรรเทาอาการได้ นำไปทาถอนพษิ แมลงสตั ว์กดั ต่อยไดด้ ้วย
ขอ้ เสนอแนะ
1. จากการศึกษาน้ีได้ใช้รักษาผู้ป่วยและประเมนิ อาการก่อนและหลงั การรักษาในการพอกเข่าด้วยแผ่น
พอกเข่าสมุนไพรเพียงคร้ังเดียว เพอ่ื จะให้ไดผ้ ลดียิ่งขึน้ ควรมีการติดตามและรักษาผ้ปู ว่ ยอยา่ งต่อเน่ือง
122
2. จากการทดลองการใช้น้ำมันสมุนไพรนี้ใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการปวดบวมบริเวณเข่า ควรมีการทดลอง
นำไปใช้ในบรเิ วณอื่น ๆ เช่น ข้อมอื ข้อเทา้ หรือบรเิ วณอน่ื ๆ ที่มอี าการปวดบวม และนา่ จะมกี ารนำน้ำสมุนไพรท่ี
ไดไ้ ปทดสอบทางหอ้ งปฏิบัตกิ ารเพ่อื หาปริมาณสารสำคัญท่ีออกฤทธิ์ต่อไป
123
ภูมิปญั ญาการใชส้ มุนไพรในการดูแลสุขภาพเบ้อื งต้นในชุมชนพนื้ ทปี่ ่าชุมชน
บา้ นหินฮาว อำเภอบ้านฝาง จังหวดั ขอนแก่น
โดย นวพรรษ ผลดี และวรชาติ โตแก้ว
คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภฏั มหาสารคาม
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความหลากหลายของพืชสมุนไพรและการศึกษาภูมิปัญญาการใช้
สมุนไพรในการดูแลสุขภาพเบื้องต้น ในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านหินฮาว อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น เก็บข้อมูล
โดยการสารวจและใช้แบบสอบถามในชาวบ้านและการสัมภาษณ์ปราชญ์ผู้ทรงภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้าน ผล
การศึกษาพบสมุนไพรทั้งหมด 65 วงศ์ 98 ชนิด และสมุนไพรที่เป็นพืชอาหารพบ 47 ชนิด มีพืชสมุนไพรหลาย
ชนิดที่นิยมนำมาใช้รักษาโรค หรือกลุ่มอาการผิดปกติของรา่ งกาย แต่ละชนิดท่ีนำมาใช้จะมีสรรพคุณหลายอยา่ ง
การบำบัดรักษาอาการป่วยพน้ื ฐาน ไดแ้ ก่ ลดอาการไข้ พบ 33 ชนิด เชน่ มะนาวไมร่ โู้ ห่ มะรมุ ลดนำ้ ตาลในเลือด
พบ 26 ชนิด เช่น หัวข้าวเย็นใต้ รากสามสิบ แก้ท้องเสีย พบ 21 ชนิด เช่น ตะขบป่า มะตูม ขับเสมหะ พบ 21
ชนิด เช่น พลูคาวเถาคันแดง แก้ผื่นคัน พบ 20 ชนิด เช่น มะหาด ส่องฟ้า แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ พบ 19 ชนิด เช่น
มะขามป้อม ข่า จากการศึกษาควรศึกษาร่วมวัฒนธรรมและสังคมท้องถิ่น ความเชื่อต่างๆ ของชุมชนซึ่งเป็น
องค์ประกอบสาคญั การแพทย์พื้นบ้านในทอ้ งถิ่น
จากการศึกษาสมุนไพรในป่าชุมชนบ้านหินฮาวและในชุมชนบ้านหินฮาว ตำบลโนนฆ้อง อำเภอบ้านฝาง
จังหวัดขอนแก่น ในปี พ.ศ. 2558-2559 พบสมุนไพรทั้งหมด 65 วงศ์ 98 ชนิด ซึ่งในป่าชุมชนบ้านหินฮาว พบ
ทั้งหมด 31 วงศ์ 38 ชนดิ และพบสมุนไพรที่ปลูกตามบา้ นเรอื นในชุมชนบา้ นหินฮาว พบทงั้ หมด 34 วงศ์ 58 ชนดิ
เมื่อจัดหมวดหมู่ของสมุนไพรและสามารถนำมาเป็นพชื อาหารในป่าชุมชนบ้านโคกหินฮาว จำนวน 30 ชนิด และ
ในหมู่บ้าน ในชุมชนบ้านโคกหินฮาว จำนวน17 ชนิด โดยสมุนไพรในพื้นที่ป่าชุมชนบ้านโคกหินฮาว แบ่งตาม
สรรพคณุ ดังน้ี
สมุนไพรที่มีสรรพคุณแก้ไข้ มีทั้งหมด 33 ชนิด สมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลอื ด มีทั้งหมด 26 ชนิด
สมุนไพรท่มี ีฤทธ์ิแกอ้ าการทอ้ งเสีย มีท้งั หมด 21 ชนดิ สมุนไพรทีม่ ฤี ทธ์ิขับเสมหะ มที ง้ั หมด 20 ชนิด สมนุ ไพรท่ีมี
ฤทธิ์แก้ผื่นคัน มีทั้งหมด 20 ชนิด สมุนไพรที่มีฤทธิ์แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ มีทั้งหมด 19 ชนิด สมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับ
ปัสสาวะ มีทั้งหมด 18 ชนิด สมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับลม มีทั้งหมด 17 ชนิด สมุนไพรที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายมีทัง้ หมด
16 ชนิด สมนุ ไพรทม่ี ฤี ทธิล์ ดความดันโลหิตสูง มีทงั้ หมด 16 ชนิด สมุนไพรที่มีคุณสมบัตริ ักษาบาดแผล มีทั้งหมด
15 ชนิด เมอื่ จำแนกในพ้นื ทปี่ า่ ชุมชนบ้านหนิ ฮาว พบวา่ สมุนไพรทง้ั 38 ชนิดที่พบในพ้ืนท่ี โดยแบง่ ตามสรรพคุณ
ดังนี้ สมุนไพรที่มีสรรพคุณแก้ไข้ มีทั้งหมด 12 ชนิด สมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับเสมหะ มีทั้งหมด 10 ชนิด สมุนไพรที่มี
ฤทธิ์แก้ผื่นคัน มีทั้งหมด 10 ชนิด สมุนไพรที่มีฤทธิ์แก้ท้องเสีย มีทั้งหมด 9 ชนิด สมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ มี
ทงั้ หมด 9 ชนิด สมุนไพรทมี่ ฤี ทธ์ิรกั ษาบาดแผล มีท้ังหมด 9 ชนดิ สมุนไพรท่ีมฤี ทธิแ์ กป้ วดเมอื่ ย มที งั้ หมด 8 ชนิด
124
สมุนไพรที่มีฤทธิ์ขับลม มีทั้งหมด 7 ชนิด สมุนไพรทีม่ ีฤทธิ์แก้ไอ มีทั้งหมด 7 ชนิด สมุนไพรทีม่ ฤี ทธ์ิบำรุงโลหิต มี
ทงั้ หมด 7 ชนิด สมุนไพรทีม่ คี ุณสมบัตแิ กแ้ มลงกัดตอ่ ย มีทัง้ หมด 7 ชนิด
เมื่อจำแนกในพื้นที่ชุมชนบ้านหินฮาว พบว่า สมุนไพรทั้ง 38 ชนิดที่พบในพื้นที่ โดยแบ่งตามสรรพคณุ
ดังนี้ สมุนไพรที่มีสรรพคุณแก้ไข้ มีทั้งหมด 21 ชนิด สมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด มีทั้งหมด 20 ชนิด
สมุนไพรที่มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต มีทั้งหมด 14 ชนิด สมุนไพรที่มีฤทธิ์แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ มีทั้งหมด 13 ชนิด
สมนุ ไพรที่มฤี ทธิ์แก้ท้องเสยี มีทงั้ หมด 12 ชนิด สมุนไพรทมี่ ฤี ทธ์ิแก้ปวดท้อง มีทงั้ หมด 12 ชนิด สมุนไพรท่ีมีฤทธ์ิ
เป็นยาระบาย มีท้งั หมด 11 ชนดิ สมนุ ไพรท่ีมฤี ทธขิ์ บั ลม มที ้งั หมด 10 ชนิด สมุนไพรท่ีมฤี ทธ์ขิ ับเสมหะ มีทง้ั หมด
10 ชนิด สมนุ ไพรท่มี ีฤทธแิ์ กผ้ ืน่ คัน มที ้ังหมด 10 ชนิด
สรปุ ขอ้ มูลจากแบบสอบถามการใช้สมุนไพรในชมุ ชนบ้านหินฮาว พบวา่ ชาวชุมชนบา้ นหนิ ฮาว มคี วาม
คิดเห็นที่ควรอนุรักษ์สมุนไพรด้วยการปลูกสมุนไพรไว้ใช้ในบ้านและยังจะปลูกไว้ใช้ต่อไปมีค่าเฉลี่ ยเท่ากับ
4.07±0.56 คนในชุมชนมีความรู้ด้านสมุนไพร มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.70±0.92 ทราบสรรพคุณสมุนไพร มีค่าเฉล่ีย
เท่ากับ 2.75±0.87 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่น้อย คนในชุมชนยังทราบวิธีการนำสมุนไพรมาใช้อยู่ในเกณฑ์น้อย ซึ่งมี
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.62±0.76 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับปานกลางในการนำสมุนไพรมาใช้เพื่อลดค่าใช้จ่าย มี
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.08±0.55 นอกจากนั้นแล้วมีการนำ 133 สมุนไพรจากป่าชุมชนบ้านหินฮาวมาใช้ประโยชน์อยู่
ในเกณฑ์น้อย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.25±0.67 ชาวชุมชนบ้านบินฮาวยังใช้ประโยชน์สมุนไพรในด้านเป็นยา
บำบดั รักษาโรคมากท่ีสดุ มคี ่าเฉลี่ยเทา่ กับ3.35±0.74 รองลงมาคอื ใช้เปน็ อาหาร มีคา่ เฉลยี่ เทา่ กบั 3.01±0.70 ใช้
ประโยชน์ในด้านเป็นสมุนไพรบำรุงร่างกาย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.92±0.71 ใช้ประโยชน์ในการนำมาเปน็ เครื่องดื่ม
มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.89±0.65 ใช้ประโยชน์ในด้านการขับสารพิษในร่างกาย มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.78±0.65 และ
นำมาใช้ประโยชน์เป็นเครื่องสำอาง มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.27±0.58 ซึ่งการใช้ประโยชน์ของสมุนไพรเพื่อส่งเสริม
ความม่นั คงทางเศรษฐกิจ มีค่าเฉลีย่ น้อยท่สี ุด เทา่ กับ 2.15±0.41
การใช้สมุนไพรของชุมชนบ้านหนิ ฮาว อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น มีแนวโน้มที่ดีในการใช้สมุนไพร
เพื่อดูแลสุขภาพเบื้องต้น โดยจัดลำดับการใช้สมุนไพรในการรักษาหรือบรรเทาอาการ ดังนี้ แก้ไข้ตัวร้อน ลด
น้ำตาลในเลือด แก้ท้องเสีย ขับเสมหะ แก้ผื่นคัน แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ขับปัสสาวะ ขับลม เป็นยาระบาย ลดความ
ดนั รกั ษาบาดแผล สอดคล้องกบั การศกึ ษาขององค์กรอนามัยโลก (WHO,1999) รายงานวา่ การใช้สมุนไพรกำลัง
เป็นที่นิยมทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่กำลังพัฒนาในประเทศแถบทวีปแอฟริกา เอเชีย นอกจากนั้นแล้ว ยัง
พบว่าพืชสมุนไพรที่นำมาใช้รักษาโรคหรือกลุ่มอาการผิดปกติของร่างกาย ในท้องถิ่น ยังไม่หลากหลายมากนัก
ค่อนข้างจะใช้พืชสมุนไพรในเชงิ เดีย่ ว เช่น ในกลุ่มของอาการปวดไข้ปวดเมื่อย เจ็บคอ ท้องเสีย ท้องอืด ริดสีดวง
ในกลุ่มอาการโรคทางเดินอาหาร โรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวาน ในกลุ่มอาการและโรคผิดปกติของ
ขบวนการเมตาบอลิซึมและกลุ่มอาการผิดปกติอื่นๆ การใช้ฟ้าทะลายโจรในการรักษาโรคเบาหวานซึ่งมีผล
การศึกษาที่สอดคล้องกันคือ การศึกษาฤทธิ์โปรออกซิแดนท์ของสารสกัดฟ้าทะลายโจร ต่อระดับกลูตาไธโอนใน
เซลล์เม็ดเลือดแดงของมนุษย์ซึ่งมีผลต่อการต้านการอักเสบส่งเสริมระบบประสาทระบบภูมิคุ้มกัน
125
(Cheunsombat at el., 2005) การศึกษาของ อรทัย เนียมสุวรรณ และคณะ (2555) การสำรวจพืชสมุนไพรที่
ใช้เพื่อบำรุงกาลัง จากป่าชุมชนบ้านทุ่งสูง อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ สามารถรวบรวมพืชสมุนไพรได้ 33 ชนิด
พชื สมนุ ไพรท่สี ำรวจได้สามารถแบ่งตามสรรพคุณการรักษา ออกเปน็ 7 กล่มุ คือ บำรุงกำลงั บำรงุ รา่ งกาย บำรุง
ธาตุ บำรุงกำหนัด แก้ปวดเมื่อย แก้อ่อนเพลีย และยาอายุวัฒนะ ส่วนการศึกษาในครั้งนี้พบสรรพคุณดังกล่าว
เช่นเดยี วกนั หากไมใ่ ช่ลักษณะเด่นทพี่ บ เชน่ โด่ไม่รู้ล้ม รากสามสบิ ตะแบกเลอื ด ครอบจกั รวาล ปอบิด ใชใ้ นการ
บำรุงกำลัง นอกจากนั้นการขับพิษต่างๆ จะใช้รางจืด โลดทะนง ย่านาง ย่างนางแดง สอดคล้องกับงานวิจัยของ
ยุทธนา ทองบุญเกื้อ (2551) รางจืด (Thunbergia laurifolia Lindl.) ราก แก้อักเสบ แก้ปวดบวม ราก เถาและ
ใบ ใชถ้ อนพิษ เบ่ือเมา แก้เมาคา้ ง จากการวิจัยคร้ังน้ียังพบกลุ่มสมุนไพรที่นำมาใช้ในการดูแลเพศหญงิ ได้แก่ ขับ
น้ำนม ทำให้เต้านมขยาย ทำให้มดลูกเข้าอู่ ขับน้ำคาวปลา มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิง ลักษณะดังกล่าว
สามารถใช้ มะไฟแรด หัวข้าวเย็นใต้ เถาคันแดง กวาวเครือขาว ว่านมหากาฬ โด่ไม่รู้ล้ม หญ้ารีแพร์ เถาคันแดง
ย่านางแดง มีสรรพคุณในการขับระดู เช่น กำแพงเจ็ดชั้น ว่านมหากาฬ สบู่เลือด สอดคล้องกับงานวิจัยของ
ยทุ ธนา ทองบญุ เก้อื (2551) พบวา่ กำแพงเจ็ดชนั้ มีฤทธใ์ิ นการ ลดอาการ ปวดประจำเดือน ขับระดู ขับลม
ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจยั ไปใช้ ได้แก่ งานวิจยั นีส้ ามารถนำไปใชใ้ นการดูแลสุขภาพเบ้ืองต้น โดย
มีการระบุสรรพคุณการใช้สมุนไพรแต่ละชนิดไว้ ซึ่งสมุนไพรแต่ละชนดิ จะมีคุณสมบัติในการดูแลรกั ษาสขุ ภาพได้
หลายด้าน นอกจากนั้นสมุนไพรแต่ละชนิดสามารถนำมาใช้แบบเดี่ยว หรือนามาใช้ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆ ได้
เช่นเดียวกัน
ข้อเสนอแนะในการทำวจิ ัยคร้ังต่อไป ควรศึกษาข้อมลู การใช้สมุนไพรร่วมกบั วฒั นธรรมและสงั คมท้องถ่ิน
ความเช่ือต่างๆ ของชุมชน
126
ภมู ิปญั ญาการใช้สมุนไพรรักษาโรคโลหติ ระดูสตรีของหมอพ้ืนบา้ นภาคใต้
โดย กัญทร ยินเจริญ และคณะ
คณะวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาตำรับยาสมุนไพรรักษาโรคโลหิตระดูสตรี กรณีศึกษาหมอ
พื้นบ้านในจังหวัดนครศรีธรรมราช พัทลุง และตรัง โดยใช้แบบสอบถามกึ่งโครงสร้าง สัมภาษณ์หมอพื้นบ้าน
จำนวน 3 คน ผลการศึกษาในคร้ังนี้ไดร้ วบรวมตำรบั ยารักษาโรคโลหิตระดสู ตรไี ด้ท้งั หมด 13 ตำรบั ซ่ึงเป็นตำรับ
ยาที่หมอพื้นบ้านยังใช้รักษาผู้ป่วย แบ่งตำรับยาเปน็ 4 กลุ่มอาการ ได้แก่ ประจำเดือนขาด ปวดประจำเดือน ตก
ขาวผิดปกติ และวัยทอง มีตำรับยารักษาประจาเดือนขาดมากที่สุด 5 ตำรับ รองลงมาคือ ปวดประจำดือน 4
ตำรับ วิธีปรุงยามี 3 วิธี วิธีที่นิยมใช้มากที่สุดคือการต้มน้ำดื่ม 8 ตำรับ สำหรับสมุนไพรที่เป็นส่วนประกอบใน
ตำรับยามีทั้งหมด 88 ชนิด จัดเป็นพืชวัตถุมากที่สุดจำนวน 83 ชนิด พืชสมุนไพรที่มีค่าการใช้มากที่สุดคือ ขิง
รองลงมาคือ ขม้ินอ้อย และจันทน์เทศ จากการศึกษาแสดงให้เห็นว่าหมอพื้นบ้านยังคงมีบทบาทสำคัญในการ
รักษาโรคโลหิตระดูสตรี อย่างไรก็ตามตำรับยาเหล่านี้ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาประสิทธิผลอย่างเป็นรูปธรรม องค์
ความรู้เหล่านี้จะเกิดประโยชน์สืบต่อไปอีกมาก หากนำไปศึกษาต่อยอดองค์ความรู้ในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์เพศหญิง การศึกษาสารออกฤทธิ์ที่สำคัญ การศึกษาทางคลินิก
เป็นต้น เพ่ือเปน็ การพัฒนาองค์ความรู้การแพทย์พ้นื บ้านต่อไป
ข้อเสนอแนะ หากมกี ารศึกษาในครัง้ ต่อไป อาจมีการติดตามผลการรักษาโรคของผ้ปู ่วยที่มาเข้ารับการ
รักษากับหมอพื้นบ้าน เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนประสิทธิผลจากการใช้ตำรับยา หรือเพิ่มจำนวนหมอพื้นบ้านผู้ให้
ขอ้ มูล เพื่อทีจ่ ะทราบองค์ความรกู้ ารใชส้ มนุ ไพรรักษาโรคโลหติ ระดสู ตรที ี่ครอบคลุมมากยิ่งข้ึน
127
ภมู ิปญั ญาพ้นื บ้านการใช้สมุนไพรรักษาโรคแผลเปื่อยในชอ่ งปาก: กรณศี ึกษาจงั หวัดกาฬสินธุ์
โดย ศิราภรณ์ มหาโคตร และคณะ
โรงพยาบาลกมลาไสย จงั หวัดกาฬสนิ ธุ์
รูปแบบการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างร่วมกับวิธี
การศึกษาพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน (ethnobotany) แผลเปื่อยในช่องปาก เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยทั้งในเด็กและผู้ใหญ่
สาเหตทุ ีพ่ บไดบ้ อ่ ยทส่ี ุดคือ แผลแอฟทัส (aphthous ulcer) หรือ “แผลรอ้ นใน” ซ่งึ เป็นโรคท่เี กดิ กบั คนเราเกือบ
ทุกคนและอาการไม่รุนแรง สำหรับการรักษานั้นจะเป็นแบบการรักษาประคับประคองตามอาการเช่นการ
รับประทานยาแก้ปวดแก้อักเสบ ทั้งการรักษาแบบการแพทย์แผนปัจจุบันและการรักษาแบบการแพทย์พื้นบ้าน
ซึ่งในปัจจุบันนี้การรักษาแบบการแพทย์พื้นบ้านในประเทศไทยเริ่มลดลงเนื่องจากขาดการรวบรวมและบันทึก
ข้อมูล และหมอพื้นบ้านส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ หากไม่มีการรวบรวมไว้อาจทำให้สุญหายได้ สำหรับการศึกษานีม้ ี
วัตถุประสงคเ์ พื่อศึกษารวบรวมภูมปิ ัญญาพืน้ บ้านการใช้สมุนไพรรักษาโรคแผลเป่ือยในช่องปากจากหมอพ้ืนบ้าน
จงั หวัดกาฬสินธ์ุ
ผลการศึกษาจากการสัมภาษณ์หมอพื้นบ้านจำนวน 20 คน พบว่ามีการใช้ยาตำรับ (formulation) 5
ตำรับและใช้สมุนไพรเดี่ยว 17 ชนิด เมื่อตรวจสอบชนิดพืชทั้งในตำรับและพืชเดี่ยว พบว่ามีการใช้พืชสมุนไพร
ทั้งหมด 28 ชนิด (species) จากทั้งหมด 16 วงศ์ (Family)และวงศ์ที่มีการใช้มากที่สุดคือพืชในวงศ์ถั่ว
(Fabaceae, synonym Leguminasae) จำนวน 9 ชนิด และส่วนของพืชที่ใช้มากท่ีสุดคือเปลือกต้นของพืช
จำนวน 10 ชนิด และเมื่อพิจารณาการใช้งานของหมอพื้นบ้านจำนวน 20 คนพบว่า พืชที่มีความถี่ในการใช้มาก
ที่สุดคือหมาก (Areca catechu Linn.) จำนวน 12 คน และ Sesbania grandiflora (Desv.) Linn. จำนวน 11 คน
สมุนไพรที่ใช้ส่วนใหญ่เปน็ พืชในวงศ์ถั่วทีม่ ีฤทธิ์ฝาดสมาน (astringent) และมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ อย่างไรก็ตาม
การพิสจู น์ฤทธ์ใิ นการรักษาของสมุนไพรยังคงต้องทำตอ่ ไปเพ่ือยนื ยนั ฤทธใ์ิ นการรักษา
128
หม่บู ้านสมนุ ไพรเพอ่ื พัฒนาเศรษฐกจิ ชุมชนบ้านหนองสุวรรณ
หมทู่ ่ี 8 ตาํ บลบ้านกลาง อําเภอสอง จังหวดั แพร่ ประจาํ ปงี บประมาณ 2563
โดย ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร. วรรณา มงั กติ ะ และคณะ
คลนิ ิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกยี รติ
วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อจัดตั้งหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการผลิตสมุนไพร โดยนําองค์
ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมาประยุกต์ใช้และพัฒนาการดําเนินงานของกลุ่มผู้ผลิต
สมุนไพร และเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยการนําเอาวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ไปประยุกต์ใชก้ ับวิถีชวี ิต สู่การ
พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน และท้องถิ่น พร้อมกับการนําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาบริหารจัดการภายใน
ชุมชน รวมท้งั เพอื่ สร้างเปน็ หม่บู ้านแม่ขา่ ยวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยกี ารผลิตสมุนไพร และขยายเครือข่ายต่อไป
โดยนําองค์ความรู้และเทคโนโลยีไปขยายถ่ายทอดสู่ชุมชนใกล้เคียง (ลูกข่าย) เพื่อให้ชุมชนมีความมั่งคงอย่าง
ยัง่ ยนื ต่อไป
ผลการดําเนินโครงการ ปัญหาและอุปสรรค แนวทางการแก้ไข จากการถ่ายทอดเทคโนโลยีจํานวน 8
ครั้ง ให้แก่กลุ่มผู้ปลูกสมุนไพรบ้านหนองสุวรรณ หมู่ที่ 8 ตําบลบ้านกลาง อําเภอสอง จังหวัดแพร่ เริ่มทํางาน
ตั้งแต่เดือนมีนาคม ถึงเดือนกันยายน ปี 2563 รวมระยะเวลา 6 เดือน จากผลการดําเนินตลอดระยะการดําเนิน
โครงการปีงบประมาณ 2563 สามารถสรุปได้ คือมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีจํานวน 8 เทคโนโลยี มีผู้เข้ารับการ
ถา่ ยทอด 50 ราย พบปัญหาและอปุ สรรคในการดําเนินโครงการ ไดแ้ ก่ 1) ปัญหาจากการระบาดของโรคโควิด-19
ส่งผลใหก้ ารทํากิจกรรมตา่ งๆ ลา่ ช้า ต้องปรับแผนการต่างๆ เพือ่ ถา่ ยทอดใหค้ รบทุกกิจกรรม 2) การนดั หมายเพื่อ
ถา่ ยทอดเทคโนโลยีทําไดล้ ําบากเน่ืองตรงกับช่วงท่ีเกษตรกรสว่ นใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม มีกิจกรรมต่างๆ
3) การติดต่อประสานงานสมาชิกในกลุ่มเพื่อแจ้งข้อมลู ข่าวสารต่างๆ ทําได้ลําบาก 4) แกนนําชมุ ชนมงี านบรหิ าร
โครงการต่างๆ จาํ นวนมาก ทําให้เวลาในการทุ่มเททํางานลดลง สำหรบั แนวทางแก้ไขและข้อเสนอแนะ ได้แก่ 1)
การวางแผนเพ่อื การจดั กิจกรรมรว่ มกนั ระหว่างทีมดําเนนิ โครงการและเกษตรกร มีการนดั หมายชว่ งเวลาลว่ งหน้า
2) มีช่องทางการติดต่อสื่อสารที่เข้าถึงสมาชิกให้หลากหลายช่องทาง เช่น การสร้างไลน์กลุ่ม การอัพเดตข้อมูล
ข่าวสารที่รวดเร็ว 3) ในกลุ่มมีการคัดเลือกสมาชิกเพื่อช่วยกันดําเนินกิจกรรมของกลุ่ม เป็นผู้ประสานงาน และ
ติดตามผลการดําเนินงาน ส่วนปัญหาที่เกดิ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ได้แก่ 1) ปัญหาภัยแล้งขาดแคลน
น้ำเพื่อรดสมุนไพรที่ปลูกไว้ ทําให้สมุนไพรบางส่วนตาย ไม่ให้ผลผลิต เช่น ตะไคร้ มะกรูด ที่ต้องสั่งซื้อเพื่อนํามา
ทําลูกประคบ ทําให้ต้นทุนสูงขึ้น 2) ปัญหาฝนทิ้งช่วง ทําให้สมุนไพรที่งอกมาแล้ว เช่น ขมิ้น ไพล ว่านชักมดลูก
ขาดแคลนน้ำ บางพื้นที่ไม่สามารถปลูกได้ 3) กล้าสมุนไพรที่เพาะไว้ ยังไม่สามารถลงปลูกได้ และ 4) เกิดการ
ระบาดของหนอน และแมลง เขา้ กดั กนิ ใบอ่อนสมนุ ไพร เช่น มะกรูด
บรรณานกุ รม
กรกนก โอภาสตระกูล, และคณะ. (2557). การพฒั นาตำรบั ยานำ้ สมนุ ไพรบำรงุ ร่างกาย. มหาสารคาม: คณะ
เภสัชศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม. สืบคน้ เม่ือ 25 มกราคม 2565, จาก
https://mlm.mju.ac.th/Research_Herb_Drug/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0
%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B9%8D
%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8
%99%E0%B9%89%E0%B9%8D%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0
%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%9A%E0%B9%8D%E0%B8%B2
%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8
%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2.PDF
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และองค์การเภสัชกรรม. (2563).
ฟ้าทะลายโจรกับไวรสั โควดิ -19. กรงุ เทพฯ: กระทรวงสาธารณสขุ . สบื คน้ เม่อื 24 มกราคม 2565,
จาก https://www.hfocus.org/content/2020/04/19046
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. (2564). โครงการศกึ ษาประสิทธผิ ลและความปลอดภยั ของสาร
สกัดฟ้าทะลายโจรขนาดสูงต่อระยะเวลาการหายจากอาการโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ
โควดิ -19. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข. สืบค้นเมอื่ 25 มกราคม 2565, จาก
https://www.thaihealth.or.th/Content/53957-
%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%9F%E0%B9
%89%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0
%B9%82%E0%B8%88%E0%B8%A3%20%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8
%94%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%94-19.html
กลุ่มปฏิบัติการท่ี 8 หลักสูตรนักบริหารการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ระดับสูง รุ่นท่ี 66 ภายใต้การดูแล
ของ สุรวชิ วรรณไกรโรจน์. (2559). การเพม่ิ มูลค่าสมนุ ไพรไทยบนความหลากหลายทางชวี ภาพ.
กรุงเทพฯ: คณะเกษตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์. สบื ค้นเม่ือ 23 มกราคม 2565, จาก
https://www.arda.or.th/datas/file/1471236485.pdf
กอ่ โรค วรรณี สมปั ปโิ ต และคณะ. (2559). ผลของสารสกัดจากเปลือกมังคดุ ไพลและน้ำมันไพลตอ่ การยับยัง้
การเจริญของเชื้อแบคทเี รยี . มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2565,
จาก https://www.thaiscience.info/journals/Article/JSMU/10985193.pdf
130
กัญทร ยนิ เจริญ และคณะ. (2562). ภมู ปิ ัญญาการใชส้ มนุ ไพรรกั ษาโรคโลหติ ระดสู ตรีของหมอพน้ื บา้ นภาคใต้.
สงขลา: คณะวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวชิ ยั . สบื คน้ เมือ่ 23
มกราคม 2565, จาก
https://riss.rmutsv.ac.th/upload/doc/202006/wSlyOqUElECjqVfyKSPS/wSlyOqUElECjqVfy
KSPS.pdf
เกษมศกั ดิ์ ผลากร และคณะ. (2556). การสำรวจระบบการผลติ พืชสมนุ ไพรและเครื่องเทศเชงิ การค้าภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื . กรงุ เทพฯ: สถาบนั วิจัยพชื สวน. สบื คน้ เมอ่ื 23 มกราคม 2565, จาก
https://www.doa.go.th/hort/?page_id=21057
เกษมศักด์ิ ผลากร และคณะ. (2562). การเพิม่ ประสิทธภิ าพการผลติ พชื ตระกูลกระชาย. กรงุ เทพฯ: กรมวิชาการ
เกษตร. สืบคน้ เมื่อ 22 มกราคม 2565, จาก https://www.doa.go.th/hort/wp-
content/uploads/2021/03/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8
%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0
%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%A0%E0%B8%B2
%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8
%B4%E0%B8%95%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0
%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B9%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0
%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2.pdf
จนั ทร์ทริ า เจยี รณยั และคณะ. (2557). การศึกษารวบรวมข้อมูลความหลากหลายของสมนุ ไพรภูมปิ ัญญาการ
ใชส้ มนุ ไพร รวมท้ังตํารับยาโบราณของหมอพื้นบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณในพ้นื ท่ีเขือ่ นน้ำพงุ จงั หวดั
สกลนคร และชุมชนใกล้เคยี ง ภายใต้โครงการอนุรักษ์พันธกุ รรมพืชอนั เนอื่ งมาจากพระราชดําริ
สมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี. ชลบุรี: มหาวทิ ยาลัยบรู พา.
จุไรทพิ ย์ หวงั สนิ ทวกี ลุ สมชาย ศรีวิรยิ ะจนั ทร์ วรวิทย์ วาณชิ ยส์ วุ รรณ และคณะ. (ม.ป.ป.). การพฒั นาพชื
กระท่อมเพื่อการใชในทางการแพทย์ และการพัฒนาตํารบั ยาทางการแพทย์ท่ีมีสารสกดั มาตรฐาน
พืชกระท่อมเป็นส่วนประกอบ. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2565, จาก
https://www.arda.or.th/datas/file/11%20%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A%E0%B
8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E
0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%8
A%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B
131
8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E
0%B9%8C.pdf
เจนจิรา คำฟู และขวัญดาว แจ่มแจ้ง. (ม.ป.ป.). การหาปริมาณเคอร์คมู นิ จากข่า กระชาย และว่านชักมดลกู .
กำแพงเพชร: มหาวทิ ยาลัยราชภฏั กำแพงเพชร. สบื คน้ เมื่อ 22 มกราคม 2565, จาก
https://research.kpru.ac.th/research2/pages/filere/15862019-03-14.pdf
ฉววี รรณ เพช็ รศริ ิ และสำราญ ไผน่ วล. (2560). การสกดั และเกบ็ รวบรวมความสัมพันธ์ “ส่วนของพชื สมนุ ไพร-
สรรพคณุ ทางยา”. กรุงเทพฯ: มหาวทิ ยาลัยธรุ กจิ บณั ฑติ ย์. สบื คน้ เมื่อ 24 มกราคม 2565, จาก
http://libdoc.dpu.ac.th/research/Chaveevan.Pec.60.pdf
ชนดิ า มัททวางกูร และคณะ. (2562). ปจั จยั ที่มคี วามสัมพันธ์กับพฤตกิ รรมการใชส้ มนุ ไพรของประชาชนในเขต
ภาษีเจริญ. กรงุ เทพฯ: มหาวิทยาลยั สยาม. สบื ค้นเม่ือ 23 มกราคม 2565, จาก https://e-
library.siam.edu/e-journal/wp-content/uploads/2020/03/JNSU-vol20-no39-jul-dec2019-
99-107.pdf
ฐติ พิ รรณ ฉิมสุข. (2563). นวตั กรรมการผลติ ฟา้ ทะลายโจรอนิ ทรีย์อดั เมด็ . เชยี งใหม่: คณะวิทยาศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยแมโ่ จ้. สืบค้นเม่ือ 25 มกราคม 2565, จาก
https://kb.mju.ac.th/assets/img/articleFile/256307247e6257e99de64c6eaed99d9b13219
689.pdf
ณฐั ดนัย มุสกิ วงศ.์ (2561). กระชายนน้ั แก้โรคอันเกดิ แตใ่ นปาก. ปราจนี บรุ :ี มลู นิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัย
ภเู บศร. สืบคน้ เมื่อ 22 มกราคม 2565, จาก
https://drive.google.com/drive/folders/1YjgRH7McmPdWUu9vvMi20-TBs3phkkOE
ณฐั ดนัย มสุ ิกวงศ.์ (2564). สมุนไพรขม้ินชันส้โู รคมะเรง็ . ปราจีนบุรี: มูลนิธโิ รงพยาบาลเจา้ พระยาอภัยภูเบศร.
สบื คน้ เมือ่ 22 มกราคม 2565, จาก https://drive.google.com/drive/folders/14gtF-
5ZVVg1fTCdgjgFoMvYTJUAHboih
ณฐั นันท์ วริ ยิ ะวทิ ย์. (2559). การพัฒนาบรรจุภัณฑแ์ ละสื่อประชาสัมพนั ธ์ผลิตภัณฑ์เครอ่ื งสำอางสมุนไพร
กรณศี ึกษา: วิสาหกิจชุมชนปารชิ าต เขตมีนบุรี กรงุ เทพมหานคร. กรุงเทพฯ: คณะวิทยาการจัดการ
มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พระนคร. สืบค้นเม่ือ 23 มกราคม 2565, จาก http://www.thai-
explore.net/search_detail/result/9779
เดชา เดชตรัยรัตน์ คณะ. (ม.ป.ป.). แผน่ ปดิ เสน้ ใยนาโนบรรเทาอาการปวดกลา้ มเน้อื จากนำ้ มันไพลชนิดออก
ฤทธิ์ยาวนาน. กรงุ เทพฯ: มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์. สบื ค้นเมอ่ื 22 มกราคม 2565, จาก
132
https://www.arda.or.th/datas/file/%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%A1%
E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%
99%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%A4%E0%
B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%8C%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A7%
E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99.pdf
ธนภทั แสงอรณุ และฝ้ายคำ ถิรพร. (2557). โครงการ “การสร้างโซอ่ ปุ ทานระหว่างประเทศสำหรับสนิ คา้
สถาบนั เกษตรกรไทย: ศกึ ษาเฉพาะกรณีผลิตภัณฑ์สมนุ ไพร” กรงุ เทพฯ: กระทรวงพาณิชย์ และ
มหาวิทยาลยั กรงุ เทพ. สืบคน้ เม่ือ 25 มกราคม 2565, จาก
http://www.cai.ku.ac.th/article/0388CAI-932.pdf
ธีระ วรธนารตั น์. (2563). กรณีศกึ ษานโยบายกัญชาทางการแพทย:์ สถานการณ์ ผลกระทบ แนวทางจดั การ
และขอ้ เสนอแนะเชิงนโยบายสำหรบั ประเทศไทย. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวทิ ยาลัย. สบื ค้นเมอื่ 22 มกราคม 2565, จาก
https://cads.in.th/cads/media/upload/1593403557-
%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8
%89%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%9A%E0
%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C%20%E0%B8%AD.%E0%B8%98%E0%B
8%B5%E0%B8%A3%E0%B8%B0.pdf
ธีราวฒุ ิ มีชำนาญ. (2557). การประเมนิ การใชย้ าสมนุ ไพรและยาแผนไทยของสถานพยาบาลสงั กัดกระทรวง
สาธารณสุขในจังหวดั รอ้ ยเอ็ดในปี 2557. รอ้ ยเอ็ด: สำนักงานสาธารณสขุ จังหวัดร้อยเอ็ด. สืบค้นเมื่อ
25 มกราคม 2565, จาก http://tjpp.pharmacy.psu.ac.th/wp-content/uploads/2015/07/58-
12final.pdf
นคร จันตะ๊ วงษ์ และคณะ. (ม.ป.ป.). การพฒั นานวัตกรรมการพ่ึงพาตนเองดา้ นสุขภาพดว้ ยสมุนไพรใกล้มือ
สําหรับผสู้ งู อาย.ุ เชียงราย: มหาวิทยาลยั ราชภฏั เชียงราย. สืบค้นเมื่อ 24 มกราคม 2565, จาก
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jssr/article/view/249381/168435
นงลักษณ์ จ๋วิ จู และคณะ. (ม.ป.ป.). การพฒั นาการแปรรูปพืชสมนุ ไพรตามภูมปิ ัญญาท้องถิ่น จากทรัพยากร
ความหลากหลายทางชีวภาพเพอื่ พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน กรณีศกึ ษา: บา้ นโพธพิ์ ัฒนา ตําบลคณฑี
อาํ เภอเมือง จังหวัดกําแพงเพชร. กำแพงเพชร: มหาวิทยาลยั ราชภฏั กําแพงเพชร. สืบค้นเมอ่ื 23
มกราคม 2565 จาก https://maesot.kpru.ac.th/wp-
133
content/uploads/2017/07/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8
%94%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0
%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2
%E0%B8%A3%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8
%9B%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0
%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3.pdf
นวพรรษ ผลดี และวรชาติ โตแกว้ . (2560). ภูมปิ ญั ญาการใช้สมนุ ไพรในการดูแลสุขภาพเบ้ืองตน้ ในชุมชนพื้นที่
ปา่ ชุมชน บา้ นหินฮาว อำเภอบา้ นฝาง จงั หวดั ขอนแกน่ . มหาสารคาม: คณะวิทยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยี มหาวิทยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม. สืบคน้ เม่อื 25 มกราคม 2565, จาก
http://research.rmu.ac.th/rdi-mis//upload/fullreport/1630048971.pdf
นวลอนงค์ จริ ะกาญจนากจิ . (ม.ป.ป.). ตาํ รับสมนุ ไพรไทยท่มี ีศักยภาพในการพัฒนาเป็นยาต้านไวรสั ไข้เลอื ดออก
ไข้สมองอักเสบและชคิ ุนกนุ ยา. กรุงเทพฯ: สถาบันวจิ ัยชวี วทิ ยาศาสตร์โมเลกุล มหาวิทยาลัยมหิดล.
สืบค้นเมื่อ 23 มกราคม 2565, จาก
https://www.arda.or.th/datas/file/%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%84%E0%B8%B8%
E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%A2%E0%B8%B2.pdf
นนั ทนา นุชถาวร. (ม.ป.ป.). การเพ่ิมประสิทธิภาพการสกัดสารออกฤทธ์ิจากใบบวั บกโดยใชเ้ ทคโนโลยีสีเขยี ว
สาํ หรับการนาํ ไปพฒั นาตาํ รบั ยาทาภายนอกต้านการอักเสบ. กรงุ เทพฯ: คณะเภสัชศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั มหิดล. สบื คน้ เม่ือ 22 มกราคม 2565, จาก
https://www.arda.or.th/datas/file/(update)%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%
B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%A0%
E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%
89%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%
B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%9A%E0%B8%88%E0%B8%B2%
E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%9A%E0%B8%81.pdf
นายสนอง จรินทร และคณะ. (2558). การวจิ ัยและพัฒนาเทคโนโลยีการผลติ ขงิ ทีด่ ี. เชียงราย: ศูนย์วิจยั พชื สวน
เชยี งราย รว่ มกบั สำนักวจิ ัยพัฒนาการอารักขาพืช และสถาบนั วจิ ยั พืชสวนกรมวชิ าการเกษตร. สบื คน้
เมอื่ 24 มกราคม 2565, จาก https://www.doa.go.th/hort/wp-
content/uploads/2020/12/%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8
%B2%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%80%E0%B8%81%E0
134
%B9%87%E0%B8%9A%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2
%E0%B8%A7%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%B4%E0%B8
%87%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0
%B8%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2.pdf
บุรณี กาญจนถวลั ย์. (ม.ป.ป.). ประสิทธผิ ลของการใช้ขม้นิ ชนั ร่วมในการรักษาผปู้ ่วยโรคซึมเศรา้ . กรุงเทพฯ:
คณะแพทยศาสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั . สืบค้นเมือ่ 22 มกราคม 2565, จาก
https://www.arda.or.th/datas/file/Poster_%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B
9%89%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E
0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A
2%E0%B8%8B%E0%B8%B6%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A3%E0%B
9%89%E0%B8%B2.pdf
ประนอม ใจอา้ ย และคณะ. (2556). การคัดเลอื กพันธ์บุ ัวบกที่ใหผ้ ลผลิตและสารสำคัญสูงในพน้ื ท่ีภาคเหนือ
และภาคกลาง. แพร่: ศนู ย์วจิ ยั และพัฒนาการเกษตรแพร่. สบื คน้ เม่อื 23 มกราคม 2565, จาก
https://www.doa.go.th/hort/?page_id=21028
ประนอม ใจอ้าย และคณะ. (2556). ศกึ ษาการป้องกันกำจัดแมลงศตั รูบัวบกท่ีถูกตอ้ งและเหมาะสมในแหล่งปลูก.
แพร่: ศนู ยว์ จิ ัยและพัฒนาการเกษตรแพร่. สบื ค้นเม่ือ 25 มกราคม 2565, จาก
https://www.doa.go.th/hort/?page_id=21028
ประภากร ศรีสว่างวงศ์ และคณะ. (2561). นวัตกรรมเทคโนโลยคี วามเป็นจรงิ เสริมในการจดั การความรภู้ ูมิปัญญา
ท้องถ่ินดา้ นสมนุ ไพรในป่าชมุ ชนวัดอรัญญกิ าวาส อำเภอแกดำ จงั หวดั มหาสารคาม. มหาสารคาม:
มหาวิทยาลยั ราชภัฏมหาสารคาม. สืบคน้ เมื่อ 23 มกราคม 2565, จาก
http://fulltext.rmu.ac.th/fulltext/2562/M127688/Srisawangwong%20Prapakorn.pdf
ประภากร ศรีสวางวงศ รัชชานันท ศรีสุภักด์ิ ปภาวี รัตนธรรม และคณะ. (ม.ป.ป.). นวัตกรรมเทคโนโลยี
ความเปน็ จริงเสรมิ ในการจดั การความรู้ภมู ิปัญญาท้องถน่ิ ดานสมนุ ไพรในปาชมุ ชนวดั อรญั ญิกาวาส
อําเภอแกดาํ จังหวัดมหาสารคาม. มหาสารคาม: มหาวทิ ยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. สบื คน้ เมอ่ื 22
มกราคม 2565, จาก
http://fulltext.rmu.ac.th/fulltext/2562/M127688/Srisawangwong%20Prapakorn.pdf
135
ปุณยนุช อมรดลใจ. (2559). การใช้ขงิ รักษาและบำบัดอาการโรคขอ้ เสอื่ ม. ปทุมธานี: มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลธัญบรุ ี. สบื ค้นเม่ือ 22 มกราคม 2565, จาก http://jhhm.slc.ac.th/wp-
content/uploads/2020/02/article-file-2-1.pdf
เปรมนภา สีโสภา และคณะ. (2558). การศึกษาวิธีสกัดขิงและขมิ้นชันเพื่อใชสําหรับผลิตภัณฑนวดตัว.
พิษณุโลก: คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม. สืบค้นเมื่อ 22
มกราคม 2565, จาก http://research.pcru.ac.th/pcrunc2016/datacd/pcrunc2016/files/O6-
007.pdf
พนารชั ปรีดากรณ์ และเตมิ ธรรม สทิ ธิเลศิ . (2564). ยุทธศาสตร์การวจิ ัยขมิน้ ชัน. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลยั
หอการค้าไทย. สืบค้นเมอ่ื 22 มกราคม 2565, จาก
http://www.journals.apheit.org/jounal/social-vol27no1/HSC-06.pdf
พรรณภัทร อินทฤทธ์.ิ (2560). การดแู ลสขุ ภาพผสู้ งู อายุด้วยศาสตรก์ ารแพทย์แผนไทย. ชลบุรี: คณะการแพทย์
แผนไทยอภยั ภเู บศร มหาวิทยาลัยบูรพา. สืบคน้ เม่อื 22 มกราคม 2565, จาก
https://thaimed.buu.ac.th/research/frontend/detail/MjJ8fHBZfHpZeg
พฤกษ์ คงสวัสด์ิ และคณะ. (2557). การศกึ ษาอายตุ น้ กลา้ ไพลท่ไี ดจ้ ากเพาะเล้ียงเนือ้ เย่ือทีเ่ หมาะสมในการปลกู
ในแปลง. กรงุ เทพฯ: กรมวิชาการเกษตร. สบื ค้นเมอ่ื 24 มกราคม 2565, จาก
https://www.doa.go.th/hort/?page_id=21023
ภัทรพล จงึ สมเจตไพศาล. (ม.ป.ป.). การพฒั นาต้นแบบการส่งเสรมิ การใช้ยาสมุนไพรในครัวเรอื น (Med Kit)
ในประเทศไทย. กรงุ เทพฯ: กรมสนบั สนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสขุ . สืบค้นเมื่อ 25 มกราคม
2565, จาก https://thaidj.org
ภาคภมู ิ พาณิชยูปการนันท์. (ม.ป.ป.). แผน่ แปะแกป้ วดจากสารสกัดไพลและสารเมือกจากเมลด็ แมงลัก. สงขลา:
คณะเภสัชศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์. สืบคน้ เมื่อ 23 มกราคม 2565, จาก
https://www.arda.or.th/datas/file/Poster_%E0%B9%81%E0%B8%9C%E0%B9%88%E0%B
8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%89%E
0%B8%9B%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%8
4%E0%B8%9E%E0%B8%A5_(%E0%B8%9B%E0%B8%B560).pdf
มณทริ า ภูตวิ รนาถ และคณะ. (2556). การสำรวจระบบการผลิตพชื สมุนไพรและเคร่ืองเทศเชงิ การค้า
ภาคเหนอื . แพร่: ศนู ยว์ จิ ยั และพัฒนาการเกษตรแพร่. สบื ค้นเมอื่ 23 มกราคม 2565, จาก
https://www.doa.go.th/hort/?page_id=21057
136
เยาวนิตย์ ธาราฉาย และคณะ. (2560). การศกึ ษาองค์ประกอบทางเคมแี ละการพฒั นาผลติ ภัณฑ์เครอ่ื งด่ืม
สมนุ ไพรชาและสผี สมอาหารจากฝาง: พืชสมนุ ไพรในบญั ชียาหลักแห่งชาติ. เชียงใหม่: มหาวทิ ยาลัย
แมโ่ จ้. สืบค้นเม่ือ 24 มกราคม 2565, จาก
http://mdc.library.mju.ac.th/research/2563/yaowanit_tarachai_2560/fulltext.pdf
รัติกาล ยุทธศิลป์ และคณะ. (2563). การรวบรวมและคัดเลือกสายต้นขม้นิ ชนั เพื่อทนทานโรคเห่ียวจากเช้อื
แบคทีเรยี . กรงุ เทพฯ: กรมวิชาการเกษตร. สืบค้นเม่ือ 22 มกราคม 2565, จาก
https://www.doa.go.th/hort/?page_id=20996
รจุ ิจันทร์ วิชวิ านเิ วศน์. (2554). การพัฒนาระบบฐานความรู้ด้านการรกั ษาโรคด้วยสมุนไพร. กรุงเทพฯ:
มหาวทิ ยาลยั ราชภัฎสวนสุนันทา. สบื คน้ เมื่อ 24 มกราคม 2565, จาก
http://www.ssruir.ssru.ac.th/bitstream/ssruir/537/1/124-54.pdf
โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำบลเขาปู่. (ม.ป.ป.). ชาชงสมุนไพรไรป้ วด. พทั ลงุ : โรงพยาบาลสง่ เสริมสขุ ภาพตำบล
เขาป.ู่ สืบค้นเมือ่ 23 มกราคม 2565, จาก
http://data.ptho.moph.go.th/ptvichakarn62/uploads/15464_0901_ 20190605200659.pdf
วรรณา มงั กิตะ และคณะ. (2563). หม่บู า้ นสมุนไพรเพอื่ พัฒนาเศรษฐกจิ ชุมชนบา้ นหนองสุวรรณ หมู่ท่ี 8
ตาํ บลบ้านกลาง อําเภอสอง จังหวดั แพร่ ประจาํ ปีงบประมาณ 2563. แพร่: คลนิ กิ เทคโนโลยี
มหาวทิ ยาลยั แมโ่ จ้-แพร่ เฉลิมพระเกยี รติ. สบื คน้ เมอื่ 23 มกราคม 2565, จาก
http://clinictech.ops.go.th/online/cmo/FinalReport/20209301131321.pdf
วรมั พา สุวรรณรตั น์, กายแกว้ คชเดช, ภชั รินทร์ กลนั่ คูวัฒน์. (2564). ประสิทธิผลของนำ้ มันสวุ คนธป์ รับธาตุ
(สตู รน้ำมันปถวธี าตุ) ตอ่ อาการปวดและองศาการเคลื่อนไหวในผ้ปู ่วยโรคลมปลายปัตคาต สญั ญาณ
4 หรือ 5 หลงั . บูรพาเวชสาร. 8(1): 1-16. ชลบุรี: คณะการแพทยแ์ ผนไทยอภยั ภูเบศร มหาวทิ ยาลยั
บรู พา. สืบคน้ เมือ่ 22 มกราคม 2565, จาก
https://thaimed.buu.ac.th/research/frontend/detail/MjJ8fHBRfHpZeg
วรมั พา สุวรรณรตั น์, นพ. วิชาญ เกิดวชิ ยั , พรรณภัทร อนิ ทฤทธิ์, ชลกร ขวญั ชัยนนท์. (2561). การประเมินผล
สำเรจ็ ของการใช้พลาสมาเย็นแบบสัมผัสในการฟื้นฟสู ภาพผิว. ชลบรุ ี: คณะการแพทยแ์ ผนไทยอภัย
ภเู บศร มหาวิทยาลัยบรู พา. สบื ค้นเมอื่ 22 มกราคม 2565, จาก
https://thaimed.buu.ac.th/research/frontend/detail/MjJ8fHBhfHpZYQ
137
วนั วิสาข์ พรหมเมตตา. (2561). ผลของการใช้แผ่นพอกสมนุ ไพรนามนในผปู้ ว่ ยทีม่ ีอาการปวดเข่า. กาฬสินธ์ุ:
โรงพยาบาลนามน จงั หวดั กาฬสนิ ธุ์. สบื ค้นเมอื่ 25 มกราคม 2565, จาก https://thaicam.go.th/wp-
content/uploads/2019/06/8-3.pdf
วารณี ประดษิ ฐ์ และคณะ. (2557). งานวิจัยสมุนไพรไทยสําหรบั การรกั ษาโรคขอเสอ่ื ม. เชียงใหม่:
มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่.
วเิ ชยี ร ชนะชัย. (ม.ป.ป.). ประสทิ ธิผลการสร้างเภสัชกรแกนนำขับเคลือ่ นนโยบายส่งเสริมการใช้ยาสมนุ ไพรเป็น
ลำดับแรกในการรักษาโรค Common cold และ Dyspepsia ในหน่วยบริการสาธารณสุขภาครฐั
จงั หวดั ยโสธร. ยโสธร: สํานกั งานสาธารณสขุ จงั หวัดยโสธร. สืบค้นเม่อื 22 มกราคม 2565, จาก
http://yasothon.moph.go.th/yasopho/FrontEnd/report_AcademicWork_Read.php?racd_i
d=1&racdf_id=1
วริ ฬุ ห์ พรพฒั น์กุล อญั ชลี จูฑะพุทธิ และอดุ มลักษณ์ สุวรรณครี ี. (2550). ประสทิ ธผิ ลของฟ้าทะลายโจรในการ
บรรเทาอาการของโรคไขห้ วัดใหญ่. กรุงเทพฯ: กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. สืบค้น
เมื่อ 25 มกราคม 2565, จาก http://db.hitap.net/articles/340
ววิ รณ์ วงศ์อรุณ และคณะ. (2558). โครงการความหลากหลายของพืชสมนุ ไพรในทงุ่ สามร้อยยอด. นครปฐม:
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลรัตนโกสนิ ทร์. สบื คน้ เมือ่ 23 มกราคม 2565, จาก
https://repository.rmutr.ac.th/bitstream/handle/123456789/422/Fulltext_Rmutr_ird1-
2557.pdf?sequence=1
ไว อินต๊ะแก้ว และคณะ. (2558). ทดสอบเทคโนโลยกี ารผลติ หวั พนั ธขุ์ ิงปลอดโรค (G1) ในแปลงเกษตรกร.
กรุงเทพฯ: กรมวิชาการเกษตร. สืบคน้ เม่อื 22 มกราคม 2565, จาก
https://www.doa.go.th/hort/?page_id=21001
ไว อินต๊ะแกว้ และคณะ. (2558). ศกึ ษาการผลติ หัวพันธ์ขุ ิงปลอดโรค (G1) ในสภาพไร่. กรุงเทพฯ: กรมวิชาการ
เกษตร. สืบคน้ เม่ือ 23 มกราคม 2565, จาก https://www.doa.go.th/hort/?page_id=21001
ไว อนิ ตะ๊ แกว้ และคณะ. (2562). ศกึ ษาเทคโนโลยกี ารผลติ หัวพนั ธุ์ขงิ ปลอดโรค G3 G4 และ G5 ในสภาพไร่
และแปลงเกษตรกร. กรุงเทพฯ: กรมวิชาการเกษตร. สืบค้นเมอ่ื 23 มกราคม 2565, จาก
https://www.doa.go.th/hort/?page_id=21001
ศศพร มุ่งวิชา ผสุ สดี วฒั นเมธา และกษดิ ์ิเดช สทุ ธวิ านิช. (2560). ตลาดผลติ ภัณฑ์ SME กลุ่มสมนุ ไพรไทยเพ่ือ
ผิวพรรณในเขตกรุงเทพมหานคร ภายใตแ้ ผนงานวจิ ยั นวัตกรรมการตลาดผลติ ภณั ฑ์ SME กลมุ่
138
สมนุ ไพรไทยเพอื่ ผวิ พรรณ ในเขตกรงุ เทพมหานครเพื่อเขา้ สู่ AEC. กรงุ เทพฯ: คณะบริหารธรุ กจิ
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร. สบื ค้นเม่ือ 24 มกราคม 2565, จาก
https://repository.rmutp.ac.th/bitstream/handle/123456789/2525/BUS_61_46.pdf?seque
nce=1&isAllowed=y
ศศมิ า พยุยงค์ และคณะ. (ม.ป.ป.). การพฒั นาเทคโนโลยกี ารจดั การกอ่ นและหลงั การเก็บเก่ยี วเพ่ือลดความ
เสียหายของสนิ ค้าสำหรบั การส่งออก. กรุงเทพฯ: สถาบนั วจิ ัยพชื สวน. สบื ค้นเมอ่ื 25 มกราคม 2565,
จาก https://www.doa.go.th/hort/?page_id=21023
ศิราภรณ์ มหาโคตร และคณะ. (2561). ภมู ปิ ัญญาพืน้ บ้านการใชส้ มนุ ไพรรักษาโรคแผลเปอื่ ยในช่องปาก:
กรณศี กึ ษาจังหวัดกาฬสนิ ธุ์. กาฬสนิ ธุ์: โรงพยาบาลกมลาไสย จ.กาฬสินธ.์ุ สืบคน้ เมื่อ 25 มกราคม
2565, จาก https://thaicam.go.th/
ศภุ ยางค์ วรวฒุ คิ ุณชัย. (ม.ป.ป.). งานวิจยั มุ่งเป้าในการศึกษาสมุนไพรไทย และใช้เทคโนโลยีตอ่ ยอดเป็น
ผลิตภัณฑแ์ ปรรปู เพือ่ ใช้ประโยชน์เชงิ พาณิชย.์ สงขลา: สถานวิจยั ความเป็นเลิศด้านผลติ ภณั ฑ์
ธรรมชาติ มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์. สบื ค้นเมื่อ 23 มกราคม 2565, จาก
https://rdo.psu.ac.th/th/index.php/recommend/1666-2020-04-24-05-45-49
ศภุ ลกั ษณ์ อรยิ ภชู ัย และคณะ. (2556). การสำรวจระบบการผลิตพืชสมุนไพรและเคร่อื งเทศเชงิ การค้าภาคใต้.
ตรัง: ศนู ยว์ ิจยั พืชสวนตรงั . สบื ค้นเม่อื 23 มกราคม 2565, จาก
https://www.doa.go.th/hort/?page_id=21057
สนอง จรนิ ทร และคณะ. (2558). การศกึ ษาระยะปลกู ของขงิ จากตน้ กล้าและหวั พันธุ์ขิงปลอดโรคเพื่อผลติ หัว
พนั ธ์ุขิง (minirhizome) และขงิ ปลอดโรค (G0) ในสภาพโรงเรือน. กรุงเทพฯ: กรมวชิ าการเกษตร.
สบื ค้นเมอ่ื 23 มกราคม 2565, จาก https://www.doa.go.th/hort/?page_id=21001
สนอง จรนิ ทร และคณะ. (2558). ศึกษาอายุการเก็บเก่ียวของขงิ จากตน้ กลา้ และหวั พันธุ์ขิงปลอดโรค เพ่ือผลติ
หัวพันธ์ขุ ิง (minirhizome) และขิงปลอดโรค (G0) ในสภาพโรงเรือน. กรงุ เทพฯ: กรมวิชาการ
เกษตร. สบื ค้นเม่ือ 23 มกราคม 2565, จาก https://www.doa.go.th/hort/?page_id=21001
สมชาย ศรีวิริยะจนั ทร์. (ม.ป.ป.). การพฒั นาพืชกระท่อมเพอ่ื การใชใ้ นทางการแพทย์. สงขลา: คณะวทิ ยาศาสตร์
มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์. สบื ค้นเมื่อ 23 มกราคม 2565, จาก
https://www.arda.or.th/datas/file/%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%97%
E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%
139
88%E0%B8%AD%E0%B9%83%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%
B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%81%
E0%B8%9E%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B9%8C.pdf
สมศักดิ์ นวลแกว้ . (ม.ป.ป.). ผลิตภณั ฑ์สเปรยน์ าโนอิมัลชันจากสารสกดั ตา้ นอกั เสบจากไพล. มหาสารคาม:
มหาวิทยาลยั มหาสารคาม. สบื คน้ เมอื่ 22 มกราคม 2565, จาก
https://www.arda.or.th/datas/file/Poster_%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B
8%A3%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B9%82%E0%B8%99%E
0%B8%AD%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%A5%E0%B8%8A%E0%B8%B
1%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8
%A5.pdf
สยมพร ศิรินาวนิ กลุ ธนิต วนรตั น์ วราวธุ เสริมสนิ สริ ิ และวรสุดา ยงู ทอง. (2564). ข้อควรรเู้ ก่ียวกับการใช้ “สาร
แอนโดรกราโฟไลด”์ ในผลิตภณั ฑ์ “ฟ้าทะลายโจร”เพอ่ื “การรักษาโควดิ -19”. กรงุ เทพฯ: กระทรวง
สาธารณสขุ . สืบคน้ เมอ่ื 25 มกราคม 2565, จาก https://thaicam.go.th/wp-
content/uploads/2021/07
สาวิตรี อษั ณางคก์ รชัย และคณะ. (ม.ป.ป.). การวจิ ยั พืชกระท่อม: ผลกระทบต่อสุขภาพและสังคม. สงขลา:
มหาวทิ ยาลัยสงขลานครินทร์. สืบค้นเมื่อ 22 มกราคม 2565, จาก
https://rdo.psu.ac.th/th/index.php/recommend/1255-2018-11-19-07-11-49
สิทธานต์ ชมภูแกว้ สมศักด์ิ ทองปั้น และอุทัยวรรณ ทรัพย์แกว้ . (2558). การวเิ คราะห์ศักยภาพการแขง่ ขนั ของขิง.
เลย: ศนู ย์วจิ ัยพชื สวนเลย. สบื ค้นเมอ่ื 23 มกราคม 2565, จาก
https://www.doa.go.th/hort/?page_id=21001
สคุ นั ธรส ธาดากติ ติสาร. (ม.ป.ป.). สารออกฤทธิ์จากกระชายเหลือง Boesenbergia pandurate สําหรับ
ผลิตภณั ฑ์เครื่องสําอางเพ่ือผิวขาว. กรงุ เทพฯ: สถาบันคน้ ควา้ และพฒั นาผลติ ผลทางการเกษตรและ
อตุ สาหกรรมเกษตร มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร์. สบื ค้นเมื่อ 22 มกราคม 2565, จาก
https://www.arda.or.th/datas/file/Poster_%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B
8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E
0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%8
8%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B