แผนการจดั การเรียนรู้
กล่มุ สาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ภาคเรียนที: 1 ปี การศึกษา 2565
วิชา เคมี 5ชนั# มธั ยมศกึ ษาปีท0ี
รหสั วชิ า ว"###"
หน่วยการเรียนร้ทู ี. 1 แกส๊ และสมบตั ิ
ของแกส๊
นางสาวฐิรกานดา พรมกลุ
ตาํ แหน่ง นักศกึ ษาฝึกประสบการณ์
วชิ าชีพครู
โรงเรียนอดุ รพิชยั รกั ษ์พิทยา
แผนการจัดการเรียนรู้
รายวิชา เคมี3 ว32223
กลุม่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 5 โรงเรยี นอดุ รพิชยั รักษ์พทิ ยา
นางสาวฐิรกานดา พรมกลุ
รหสั ประจำตัวนกั ศกึ ษา 61100141120
สาขาวิชาวทิ ยาศาสตร์(เน้นเคมี)
การฝึกปฏิบัติการสอนในสถานศกึ ษา 1
รหัสวิชา ED18501 (INTERNSHIP IN SCHOOL 1)
คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภฏั อุดรธานี
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2565
ก
คำนำ
กระทรวงศึกษาธิการได้จัดทำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
และฉบับปรับปรุง พุทธศักราช 2560 เพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ คุณธรรม ทักษะพื้นฐานที่
จำเปน็ ในการศกึ ษาต่อ และประกอบอาชพี ได้ โดยมุ่งเนน้ ใหผ้ ู้เรยี นสามารถเรยี นร้แู ละพัฒนาตนเองได้
เต็มศักยภาพ ดังนั้นสถานศึกษาต้องจัดการศึกษาที่เน้นให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง
กระตุ้นให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการคิด โดยผู้สอนจะต้องเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้จัดบรรยากาศเชิงบวก
สร้างแรงจูงใจให้ผู้เรียนต้องการเรียนรู้ ฝึกให้ผู้เรียนคิดวิเคราะห์ ลงมือปฏิบัติและสรุปเป็นความรู้ฝัง
แน่น ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ของตนเอง แล้วนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
ข้าพเจ้าจึงมีความตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จึงได้จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชา
วิทยาศาสตร์ ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนการจัดการเรียนรู้นี้จะเป็นประโยชนแ์ ก่ผู้เรียนที่ศึกษาเรียนรู้
ตามแผนการจัดการเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกแก่ผสู้ อนในการจดั การเรยี นรู้และประเมินผลตาม
หลักสตู รแกนกลางการศึกษา ขัน้ พืน้ ฐานพุทธศักราช 2551
ฐริ กานดา พรมกลุ
นกั ศึกษาฝกึ ประสบการณ์วิชาชพี ครู
ข
สารบญั หนา้
ก
คำนำ ข
สารบัญ
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐานพทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560) ค
กลุ่มสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์ (ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ.2560) ค
ง
ความสำคญั ของวทิ ยาศาสตร์ ง
ธรรมชาตแิ ละลกั ษณะเฉพาะของวทิ ยาศาสตร์ จ
เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนวทิ ยาศาสตร์ ช
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ ซ
คุณภาพของผเู้ รียนวทิ ยาศาสตร์ เมื่อจบช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6 ญ
วทิ ยาศาสตรเ์ พ่มิ เติม
สาระสำคัญในวิทยาศาสตรเ์ พิ่มเตมิ 1
ผลการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรเ์ พิ่มเติม สาระเคมี ในช้ัน 3
มัธยมศึกษาปีที่ 5 6
คำอธิบายรายวชิ า
โครงสรา้ งรายวชิ า 13
กำหนดการสอน 29
หนว่ ยการเรียนร้ทู ่ี 1 แกส๊ และสมบัติของแกส๊ 45
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1 กฎของบอยล์ 60
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 2 กฎของชาร์ล 75
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 3 กฎของเกย์-ลสู แซกและกฎรวมแก๊ส 89
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 4 กฎของอาโวกาโดร 103
แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 5 กฎแกส๊ อุดมคติ 119
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 6 กฎความดนั ย่อยของดอลตนั
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 7 ทฤษฎจี ลนข์ องแก๊สและการแพร่ของแก๊ส
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 8 การประยุกต์ใชค้ วามรเู้ กี่ยวกับแกส๊ และสมบัตขิ องแก๊ส
ค
กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขัน้ พื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรบั ปรุง 2560)
ความสำคญั ของวทิ ยาศาสตร์
วทิ ยาศาสตรม์ ีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวทิ ยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับ
ทุกคนทั้งในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครื่องมือเครื่องใช้และผลผลิตต่าง ๆ
ที่มนุษย์ได้ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและการทำงานเหล่าน้ี ล้วนเป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์
ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อืน่ ๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็น
เหตเุ ป็นผล คดิ สรา้ งสรรค์ คดิ วิเคราะหว์ ิจารณ์ มที กั ษะสำคัญในการค้นควา้ หาความรู้ ใชค้ วามรแู้ ละทักษะเพ่ือ
แก้ปัญหา หรือพัฒนางานด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็น
ระบบ รวมทั้งสามารถค้นหาข้อมูลหรือสารสนเทศ ประเมินสารสนเทศ ประยุกต์ใช้ทักษะการคิดเชิงคำนวณ
และความรู้ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ สื่อดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อแก้ปัญหาในชีวิต
จริงอย่างสร้างสรรค์ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่หลากหลายและมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้
วิทยาศาสตรเ์ ปน็ วัฒนธรรมของโลกสมยั ใหม่ซ่ึงเปน็ สังคมแหง่ การเรยี นรู้ (Knowledge-based society)
ดังนั้นทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจใน
ธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น สามารถนำความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ และมี
คุณธรรม(กระทรวงศกึ ษาธกิ าร, 2560)
ธรรมชาตแิ ละลกั ษณะเฉพาะของวทิ ยาศาสตร์
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้มาด้วยความพยายามของมนุษย์ ที่ใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้
(Scientific inquiry) การสังเกต สำรวจตรวจสอบ ศึกษาค้นคว้าอย่างเป็นระบบ และการสืบค้นข้อมูล ทำให้
เกิดองค์ความรู้ใหม่เพิ่มพูนตลอดเวลา ความรู้และกระบวนการดังกล่าวมีการถ่ายทอดต่อเน่ื องกันเป็นเวลา
ยาวนาน
ความรู้วิทยาศาสตร์ต้องสามารถอธิบายและตรวจสอบได้เพื่อนำมาใช้อ้างอิงทั้งในการสนับสนุน
หรอื โต้แยง้ เม่ือมีการคน้ พบข้อมูล หรือหลกั ฐานใหม่ หรอื แมแ้ ต่ข้อมูลเดิมเดียวกันก็อาจเกิดความขัดแย้งข้ึนได้
ถ้านักวิทยาศาสตร์แปลความหมายด้วยวิธีการหรือแนวคิดที่แตกต่างกัน ความรู้วิทยาศาสตร์จึงอาจ
เปลี่ยนแปลงได้
วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องทีท่ ุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ไมว่ ่าจะอยู่ในส่วนใดของโลก วิทยาศาสตร์จึง
เป็นผลจากการสร้างเสริมความรู้ของบุคคล การสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลเพื่อให้เกิดความคิดในเชิง
วิเคราะห์วจิ ารณ์ มผี ลให้ความรวู้ ิทยาศาสตร์เพิม่ ขึ้นอยา่ งไม่หยุดยัง้ และส่งผลต่อคนในสงั คม การศึกษาค้นคว้า
และการใช้ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์จงึ ตอ้ งอยู่ภายในขอบเขต คุณธรรม จริยธรรม เป็นที่ยอมรบั ของสงั คม
ความรู้วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยี เทคโนโลยีเป็นกระบวนการใน
งานต่าง ๆ หรือกระบวนการพัฒนา ปรับปรุงผลิตภัณฑ์ โดยอาศัยความรู้วิทยาศาสตร์ร่วมกับศาสตร์อื่น ๆ
ทกั ษะประสบการณ์ จนิ ตนาการและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของมนุษย์ โดยมจี ุดม่งุ หมายที่จะให้ได้ผลิตภัณฑ์
ที่ตอบสนองความต้องการและแก้ปัญหาของมวลมนุษย์เทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับทรัพยากร กระบวนการ และ
ระบบการจดั การ จึงต้องใชเ้ ทคโนโลยีในทางสรา้ งสรรค์ต่อสังคมและสงิ่ แวดล้อม
ง
เปา้ หมายของการจัดการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ โดยมนุษย์ใช้กระบวนการสังเกต สำรวจ
ตรวจสอบ และการทดลอง เกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติและนำผลมาจัดระบบ หลักการ แนวคิด ทฤษฎี
ดังนั้นการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ จึงมุ่งเน้นให้นักเรียนได้ค้นพบด้วยตัวเองให้มากที่สุ ด นั่นคือให้ได้ท้ัง
กระบวนการและองค์ความรู้ ต้งั แต่วัยเรมิ่ แรกกอ่ นเข้าวัยเรียน เมื่อยู่ในสถานศกึ ษา และเมอ่ื อกจากสถานศึกษา
ไปประกอบอาชีพแล้ว การจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในสถานศึกษามีเป้าหมายสำคัญ (กระทรวงศึกษาธิการ,
2545 ) ดงั น้ี
2.3.1 เพื่อใหเ้ ข้าใจหลกั การทฤษฎีทีเ่ ปน็ พืน้ ฐานทางวทิ ยาศาสตร์
2.3.2 เพ่อื ใหเ้ ข้าใจในขอบเขตธรรมชาติ และข้อจำกัดของวทิ ยาศาสตร์
2.3.3 เพือ่ ใหม้ ที กั ษะท่ีสำคญั ในการศึกษาคน้ ควา้ และคดิ ค้นทางวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2.3.4 เพื่อพัฒนากระบวนการคิดและจินตนาการ ความสามารถในการแก้ปัญหาและการจัดการ
ทักษะในการสือ่ สาร และความสามารถในการตัดสนิ ใจ
2.3.5 เพื่อตระหนักถึงความสำคัญระหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนุษย์และ
สภาพแวดลอ้ มในเชงิ ท่ีมอี ิทธพิ ลและผลกระทบซึ่งกนั และกนั
2.3.6 เพื่อนำความรู้ความเข้าใจในเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อ
สังคมและสิ่งแวดล้อม
2.3.7 เพื่อให้คนมีจิตวิทยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมในการใช้วิทยาศาสตร์และ
เทคโนโลยีอยา่ งสร้างสรรค์
สาระและมาตรฐานการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ที่เน้นการเชื่อมโยง
ความรกู้ บั กระบวนการ มที กั ษะสำคญั ในการค้นควา้ และสร้างองค์ความรู้ โดยใชก้ ระบวนการในการสบื เสาะหา
ความรู้และแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลง
มือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับช้ัน โดยกำหนดสาระสำคัญ 4 สาระ (กระทรวงศึกษาธกิ าร,
2560) ดงั นี้
1. วิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ชีวิตในสิ่งแวดล้อม องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต การ
ดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ การดำรงชีวิตของพืช พันธุกรรม ความหลากหลายทางชีวภาพและวิวัฒนาการ
ของส่ิงมชี ีวติ
2. วิทยาศาสตร์กายภาพ เรียนรู้เกี่ยวกับ ธรรมชาติของสาร การเปลี่ยนแปลงของสาร การ
เคลอ่ื นท่ี พลังงาน และคลน่ื
3. วิทยาศาสตร์โลก และอวกาศ เรียนรู้เกี่ยวกับ องค์ประกอบของเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ภายใน
ระบบสุริยะ เทคโนโลยีอวกาศ ระบบโลก การเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า
อากาศ และผลตอ่ สงิ่ มชี ีวติ และสง่ิ แวดลอ้ ม
4. เทคโนโลยี
4.1 การออกแบบและเทคโนโลยี เรียนรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพ่ือ
แก้ปญั หาหรอื พัฒนางานอยา่ งมคี วามคดิ สร้างสรรคด์ ้วยกระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม เลือกใช้เทคโนโลยี
อย่างเหมาะสมโดยคำนงึ ถึงผลกระทบตอ่ ชีวิต สังคม และส่งิ แวดลอ้ ม
จ
4.2 วิทยาการคำนวณ เรียนรู้เกี่ยวกับการคิดเชิงคำนวณ การคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเป็น
ขน้ั ตอนและเป็นระบบ ประยุกตใ์ ช้ความร้ดู ้านวิทยาการคอมพวิ เตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ในการแก้ปัญหาที่พบในชวี ิตจริงได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
คณุ ภาพของผเู้ รียนวิทยาศาสตร์ เมอื่ จบชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6
2.5.1 เขา้ ใจการลำเลียงสารเขา้ และออกจากเซลล์ กลไกการรักษาดลุ ยภาพของมนุษย์ ภูมิคุ้มกัน
ในร่างกายของมนุษย์และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน การใช้ประโยชน์จากสารต่าง ๆ ที่พืชสร้างขึ้นการ
ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม วิวัฒนาการที่ทำใหเ้ กิดความหลากหลายของ
ส่งิ มีชวี ิต ความสำคญั และผลของเทคโนโลยที างดีเอ็นเอต่อมนุษย์ สงิ่ มชี วี ิต และสิ่งแวดลอ้ ม
2.5.2 เขา้ ใจความหลากหลายของไบโอมในเขตภูมิศาสตรต์ ่าง ๆ ของโลก การเปล่ยี นแปลงแทนท่ี
ในระบบนิเวศ ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติ และการแก้ไขปัญหาสง่ิ แวดลอ้ ม
2.5.3 เข้าใจชนิดของอนุภาคสำคัญที่เป็นส่วนประกอบในโครงสร้างอะตอม สมบัติบางประการ
ของธาตุ การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ ชนิดของแรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาคและสมบัติต่าง ๆ ของสารที่มี
ความสัมพันธ์กับแรงยึดเหนี่ยว พันธะเคมี โครงสร้างและสมบัตขิ องพอลิเมอร์ การเกิดปฏิกิริยาเคมี ปัจจัยที่มี
ผลต่ออตั ราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และการเขียนสมการเคมี
2.5.4 เขา้ ใจปรมิ าณที่เกี่ยวกบั การเคลื่อนที่ ความสมั พันธ์ระหว่างแรง มวลและความเร่ง ผลของ
ความเร่งที่มีต่อการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ แรงโน้มถ่วง แรงแม่เหล็ก ความสัมพันธ์ระหว่าง
สนามแม่เหลก็ และกระแสไฟฟ้า และแรงภายในนิวเคลยี ส
2.5.5 เข้าใจพลังงานนิวเคลียร์ ความสัมพันธ์ระหว่างมวลและพลังงาน การเปลี่ยนพลังงาน
ทดแทนเป็นพลงั งานไฟฟ้า เทคโนโลยีด้านพลงั งาน การสะทอ้ น การหกั เห การเลีย้ วเบนและการรวมคล่ืน การ
ได้ยิน ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง สีกับกำรมองเห็นสี คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและประโยชน์ของคลื่น
แม่เหลก็ ไฟฟา้
2.5.6 เข้าใจการแบ่งชั้นและสมบัติของโครงสร้างโลก สาเหตุ และรูปแบบการเคลื่อนที่ของแผ่น
ธรณีที่สัมพันธ์กับการเกิดลักษณะธรณีสัณฐาน สาเหตุ กระบวนการเกิดแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด สึนามิ
ผลกระทบ แนวทางการเฝ้าระวงั และการปฏิบัตติ นใหป้ ลอดภยั
2.5.7 เข้าใจผลของแรงเนื่องจากความแตกต่างของความกดอากาศ แรงคอริออลิสที่มีต่อการ
หมุนเวียนของอากาศ การหมนุ เวยี นของอากาศตามเขตละติจดู และผลท่ีมีต่อภูมิอากาศ ความสัมพันธ์ของการ
หมุนเวียนของอากาศและการหมุนเวียนของกระแสน้ำผิวหน้าในมหาสมุทร และผลต่อลักษณะลมฟ้าอากาศ
สิ่งมีชีวิตและส่ิงแวดล้อม ปัจจัยต่าง ๆ ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก และแนวปฏิบัติเพื่อลด
กิจกรรมของมนุษย์ที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลก รวมทั้งการแปลความหมายสัญลักษณ์ลมฟ้า
อากาศทส่ี ำคัญจากแผนท่ีอากาศและข้อมูลสารสนเทศ
2.5.8 เข้าใจการกำเนดิ และการเปล่ียนแปลงพลงั งาน สสาร ขนาด อณุ หภูมขิ องเอกภพ หลกั ฐาน
ที่สนับสนุนทฤษฎีบิกแบง ประเภทของกาแล็กซี โครงสร้างและองค์ประกอบของกาแล็กซีทางช้างเผือก
กระบวนการเกดิ และการสร้างพลังงาน ปจั จยั ท่ีส่งผลต่อความส่องสวา่ งของดาวฤกษ์ และความสมั พันธ์ระหว่าง
ความส่องสว่างกับโชติมาตรของดาวฤกษ์ ความสัมพันธ์ระหว่างสี อุณหภูมิผิว และสเปกตรัมของดาวฤกษ์
วิวัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงสมบัติบางประการของดาวฤกษ์ กระบวนการเกิดระบบสุริยะ การแบ่งเขต
บริวารของดวงอาทิตย์ ลกั ษณะของดาวเคราะห์ที่เอ้ือต่อการดำรงชวี ติ การเกดิ ลมสรุ ิยะ พายุสุริยะ และผลที่มี
ฉ
ตอ่ โลก รวมท้ังการสำรวจอวกาศและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยอี วกาศ
2.5.9 ระบปุ ญั หา ตงั้ คำถามท่จี ะสำรวจตรวจสอบ โดยมกี ารกำหนดความสัมพนั ธ์ระหว่างตัวแปร
ต่าง ๆ สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมติฐานที่เป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือกตรวจสอบ
สมมตฐิ านท่ีเป็นไปได้
2.5.10 ต้ังคำถามหรือกำหนดปัญหาท่ีอยู่บนพืน้ ฐานของความรู้และความเขา้ ใจทางวิทยาศาสตร์
ที่แสดงให้เห็นถึงการใช้ความคิดระดับสูงที่สามารถสำรวจตรวจสอบหรือศึกษาค้นคว้าได้อย่างครอบคลุมและ
เชอื่ ถือได้ สร้างสมมติฐานทีม่ ที ฤษฎรี องรบั หรือคาดการณ์สิ่งที่จะพบเพ่ือนำไปส่กู ารสำรวจตรวจสอบ ออกแบบ
วิธีการสำรวจตรวจสอบตามสมมติฐานที่กำหนดไว้ได้อย่างเหมาะสม มีหลักฐานเชิงประจักษ์ เลือกวัสดุ
อุปกรณ์ รวมทั้งวิธีการ ในการสำรวจตรวจสอบอย่างถูกต้องทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ และบันทึกผลการ
สำรวจตรวจสอบอย่างเปน็ ระบบ
2.5.11 วิเคราะห์ แปลความหมายข้อมูล และประเมินความสอดคล้องของข้อสรุป
เพื่อตรวจสอบกับสมมติฐานที่ต้ังไว้ ให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงวิธีการสำรวจตรวจสอบ จัดกระทำข้อมูลและ
นำเสนอขอ้ มูลดว้ ยเทคนิควธิ ีที่เหมาะสม ส่อื สารแนวคดิ ความรู้จากผลการสำรวจตรวจสอบ โดยการพูด เขียน
จดั แสดง หรอื ใชเ้ ทคโนโลยสี ารสนเทศเพื่อใหผ้ อู้ น่ื เข้าใจโดยมีหลักฐานอา้ งองิ หรือมีทฤษฎีรองรับ
2.5.12 แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบ และซื่อสัตย์ ในการสืบเสาะหาความรู้
โดยใชเ้ ครอื่ งมือและวิธกี ารที่ให้ได้ผลถูกต้อง เชื่อถือได้ มเี หตุผลและยอมรับไดว้ ่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์อาจมี
การเปลย่ี นแปลงได้
2.5.13 แสดงถึงความพอใจและเห็นคุณค่ำในการค้นพบความรู้ พบคำตอบ หรือแก้ปัญหาได้
ทำงานรว่ มกับผู้อื่นอยา่ งสร้างสรรค์ แสดงความคิดเห็นโดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผลประกอบ เก่ียวกับผลของ
การพัฒนาและการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรมต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และยอมรับฟัง
ความคดิ เห็นของผ้อู ่ืน
2.5.14 เข้าใจความสมั พนั ธ์ของความรูว้ ิทยาศาสตรท์ ี่มีผลต่อการพฒั นาเทคโนโลยปี ระเภทต่าง ๆ
และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า ผลของเทคโนโลยีต่อชีวิต
สังคมและส่งิ แวดล้อม
2.5.15 ตระหนักถึงความสำคัญและเห็นคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ใน
ชีวิตประจำวัน ใช้ความรู้และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการดำรงชีวิต และการประกอบ
อาชพี แสดงความชืน่ ชม ภมู ิใจ ยกยอ่ ง อา้ งอิงผลงาน ชิน้ งานท่ีเปน็ ผลมาจากภมู ิปัญญาท้องถิ่นและการพัฒนา
เทคโนโลยที ่ีทันสมัย ศกึ ษาหาความร้เู พิ่มเติม ทำโครงงานหรือสร้างชน้ิ งานตามความสนใจ
2.5.16 แสดงความซาบซึ้ง ห่วงใย มีพฤติกรรมเก่ียวกบั การใช้และรักษาทรัพยากรธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่ำ เสนอตัวเองร่วมมือปฏิบัติกับชุมชนในการป้องกัน ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและ
สิง่ แวดล้อมของทอ้ งถ่นิ
2.5.17 วิเคราะห์แนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน
การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือ
คณติ ศาสตร์ วิเคราะห์ เปรียบเทียบ และตัดสนิ ใจเพ่ือเลือกใช้เทคโนโลยี โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม
เศรษฐกิจ และสงิ่ แวดล้อม ประยุกตใ์ ช้ความรู้ ทกั ษะ ทรัพยากรเพื่อออกแบบ สร้าง หรอื พฒั นาผลงานสำหรับ
แก้ปัญหาที่มีผลกระทบต่อสังคม โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม ใช้ซอฟต์แวร์ช่วยในกำรออกแบบ
และนำเสนอผลงาน เลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมือได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ปลอดภัย รวมทั้งคำนึงถึง
ทรพั ยส์ ินทางปัญญา
ช
2.5.18 ใช้ความรู้ทางดา้ นวิทยาการคอมพิวเตอร์ ส่ือดิจิทัล เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสื่อสาร
เพื่อรวบรวมข้อมูลในชีวิตจริงจากแหล่งต่าง ๆ และความรู้จากศาสตร์อื่น มาประยุกต์ใช้ สร้างความรู้ใหม่
เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีท่ีมีผลตอ่ การดำเนนิ ชีวิต อำชีพ สังคม วัฒนธรรม และใช้อย่างปลอดภัย
มจี รยิ ธรรม
วทิ ยาศาสตรเ์ พม่ิ เตมิ
วิทยาศาสตร์เพิ่มเติมจัดทำขึ้นสำหรับผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแผนการเรีย น
วิทยาศาสตร์ที่จำเป็นต้องเรียนเนื้อหาในสาระชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ซึ่งเป็น
พนื้ ฐานสำคัญและเพียงพอสำหรบั การศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในด้านวทิ ยาศาสตร์ เพ่ือประกอบวิชาชีพใน
สาขาที่ใช้วิทยาศาสตร์เป็นฐาน เช่น แพทย์ ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ เทคโนโลยีชีวภาพ เทคนิคการแพทย์
วศิ วกรรม สถาปัตยกรรม ฯลฯ โดยมีผลการเรยี นร้ทู ี่ครอบคลุมด้านเนือ้ หา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
และทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 รวมทั้งจิตวิทยาศาสตร์ที่ผู้เรียนจำเป็นต้องมี วิทยาศาสตร์เพิ่มเติมนี้ ได้มีการ
ปรับปรุงเพื่อให้มีเนื้อหาที่ทัดเทียมกับนานาชาติ เน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์และการแก้ปัญหา รวมทั้ง
เช่อื มโยงความรู้สู่การนำไปใชใ้ นชวี ติ จรงิ สรปุ ได้ดังน้ี
1. ลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาระหว่างตัวชี้วัดในรายวิชาพื้นฐานและผลการเรียนรู้รายวิชา
เพมิ่ เตมิ เพ่อื ใหผ้ เู้ รยี นได้มีเวลาสำหรับการเรียนรู้ และทำปฏิบัติการทางวทิ ยาศาสตร์เพม่ิ ข้นึ
2. ลดความซ้ำซ้อนของเนื้อหาระหว่างสาระชีววิทยา เคมี ฟิสิกส์ และโลก ดาราศาสตร์ และ
อวกาศโดยมีการพจิ ารณาเนอื้ หาทม่ี ีความซา้ํ ซ้อนกัน แลว้ จดั ใหเ้ รยี นท่สี าระใดสาระหนงึ่ เชน่
2.1 เร่อื งสารชวี โมเลกุล เดิมเรียนทงั้ ในสาระชีววิทยา และเคมี ไดพ้ จิ ารณาแล้วจัดให้เรียนใน
สาระชีววิทยา
2.2 เรื่องปิโตรเลียม เดิมเรียนทั้งในสาระเคมี และโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ ได้พิจารณา
แล้วจดั ใหเ้ รยี นในสาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
2.3 เรื่องกฎของบอยล์ กฎของชาร์ล ไอโซโทปกัมมันตรังสี ได้พิจารณาแล้วจัดให้เรียนใน
สาระเคมี และเรอื่ งพลังงานนิวเคลียร์ จดั ใหเ้ รยี นในสาระฟสิ ิกส์ เนอื่ งจากเดมิ เนอ้ื หาเหล่านที้ ับซ้อนกันในสาระ
เคมีและฟิสิกส์
2.4 เรือ่ งการทดลองของทอมสัน และการทดลองของมิลลิแกน เดิมเรียนทง้ั ในสาระเคมี และ
ฟิสิกสไ์ ดพ้ ิจารณาแลว้ จดั ใหเ้ รยี นในสาระเคมี
3. ลดความซ้ำซ้อนกนั ระหวา่ งระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้ และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เช่น
3.1 เรื่องระบบนิเวศและสิ่งแวดลอ้ มในสาระชีววิทยา ได้ปรับให้สาระการเรียนรู้ เนื้อหาและ
กจิ กรรมมคี วามแตกต่างกันตามความเหมาะสมของระดบั ผู้เรยี น
3.2 เรื่องเทคโนโลยีอวกาศ การเกิดลม การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก พายุและมรสุม ได้
มีการปรับให้สาระการเรียนรู้ เนื้อหา และกิจกรรม เรียนต่อเนื่องกันจากระดับมัธยมศึกษาตอนต้นไปสู่ระดับ
มธั ยมศึกษาตอนปลาย เพ่ือไม่ใหท้ บั ซ้อนกนั
4. ลดทอนเนือ้ หาท่ียาก ให้เหมาะสมกับกลุ่มของผู้เรียนในระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
5. มีการเพิ่มเนื้อหาด้านต่าง ๆ ที่มีความทันสมัย สอดคล้องต่อการดำรงชีวิตในปัจจุบันและ
อนาคตมากขึ้นเชน่ เรื่องเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ ที่มีต่อมนุษยแ์ ละส่ิงแวดล้อมในสาระชีววทิ ยา เรื่องทักษะและ
ความปลอดภยั
ซ
วทิ ยาศาสตรเ์ พ่ิมเติมน้ี ถงึ แม้วา่ สถานศึกษาสามารถจดั ให้ผูเ้ รียนได้เรียนตามความเหมาะสมและ
ตามจุดเน้นของสถานศึกษา แต่ในแนวทางปฏิบัติสถานศึกษาควรจัดให้ผู้เรียนได้เรียนทุกสาระเพื่อให้มีความรู้
เพียงพอในการนำไปใช้เพื่อการศึกษาต่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื้อหาของสาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศท่ี
สถานศกึ ษามักมองขา้ มความสำคัญของการเรียนสาระนี้ ซ่ึงเปน็ การบูรณาการความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ท้ัง
ฟิสิกส์ เคมี และชีววิทยา รวมทั้งศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อมาช่วยในการอธิบายและเข้าใจปรากฏการณ์
ต่าง ๆ ในธรรมชาติ ทั้งการเปลี่ยนแปลงบนผิวโลก การเปลี่ยนแปลงภายในโลก และการเปลี่ยนแปลงทางลม
ฟ้าอากาศซึ่งกระบวนการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดดังกล่าวล้วนส่งผลซึ่งกันและกัน รวมทั้งสิ่งมีชีวิตด้วย และท่ี
สำคัญคือความรู้ในสาระนี้สามารถนำไปใช้ในการศึกษาต่อเพื่อประกอบอาชีพในหลายๆ ด้าน เช่น อาชีพที่
เกี่ยวกับวัสดุศาสตร์ การเดินเรือ การบิน การเกษตร การศึกษาประวัติศาสตร์ วิศวกร อุตสาหกรรมน้ ำมัน
เหมือนนักธรณีวิทยานักอุตุนิยมวิทยา นักดาราศาสตร์ นักบินอวกาศ ดังนั้นพื้นฐานความรู้สาระโลก
ดาราศาสตร์ และอวกาศจะช่วยเปิดโอกาสทางด้านอาชีพทีห่ ลากหลายให้กับผู้เรียน เพราะในอนาคตข้างหน้า
นอกจากมนุษย์จะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับโลกที่ตัวเองอาศัยอยู่แล้ว ยังต้องพัฒนาตนเองเพื่อศึกษาข้อมูล
ต่าง ๆ ทอ่ี ยูน่ อกโลกเพ่ือนำข้อมูลเหล่านั้นกลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตใหด้ ีข้ึน ในปฏิบัติการเคมี นวัตกรรมและ
การแก้ปัญหาที่เน้นการบูรณาการในสาระเคมี เร่ืองเทคโนโลยีด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม การสื่อสารด้วย
สัญญาณดิจิทัลที่เหมาะสมกับสังคมและเศรษฐกิจดิจิทัลในปจั จุบัน รวมทั้งเนือ้ หาเกี่ยวกับการค้นคว้าวิจยั ดา้ น
ฟิสกิ ส์อนุภาค เพื่อความสอดคลอ้ งกับความก้าวหน้าของวิชาฟสิ กิ ส์ในปจั จุบัน
สาระสำคญั ในวิทยาศาสตรเ์ พิ่มเตมิ
วิทยาศาสตรเ์ พม่ิ เติม ผู้เรียนจะได้เรยี นรู้สาระสำคญั ดังนี้
สาระชวี วิทยา
1. เข้าใจธรรมชาติของสิ่งมีชีวิติ การศึกษาชีววิทยาและวิธรการทางวิทยาศาสตร์ สารที่เป็น
องค์ประกอบของสิ่งมีชีวิต ปฏิกิริยาเคมีในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต กล้องจุลทรรศน์ โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์
การลำเลียงสารเข้าและออกจากเซลล์ การแบ่งเซลล์ และการหายใจระดับเซลล์
2. เข้าใจการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม การถ่ายทอดยีนบนโครโมโซม สมบัติและหน้าที่
ของสารพนั ธกุ รรม การเกดิ มวิ เทชัน เทคโนโลยีทางดเี อ็นเอ หลักฐานขอ้ มลู และแนวคดิ เก่ยี วกบั วิวัฒนาการของ
สิ่งมีชีวิต ภาวะสมดุลของฮารด์ ี-ไวน์เบิร์ก การเกิดสปีชีส์ใหม่ความหลากหลายทางชีวภาพ กำเนิดของส่งิ มีชีวิต
ความหลากหลายของสงิ่ มีชวี ติ และอนุกรมวธิ าน รวมทัง้ นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
3. เขา้ ใจส่วนประกอบของพชื การแลกเปลีย่ นแกส๊ และคายน้ำของพชื การลำเลียงของพืช การ
สังเคราะห์ด้วยแสง การสืบพันธุ์ของพืชดอกและการเจรญิ เตบิ โต และการตอบสนองของพืช รวมทั้งนำความรู้
ไปใช้ประโยชน์
4. เข้าใจการย่อยอาหารของสัตว์และมนุษย์ รวมทั้งการหายใจและการแลก
เปลี่ยนแก๊ส การลำเลียงสารและการหมุนเวียนเลือด ภูมิคุ้มกันของร่างกาย การขับถ่าย การรับรู้และการ
ตอบสนอง การเคลื่อนที่ การสืบพันธุ์และการเจริญเติบโต ฮอร์โมนกับการรักษาดุลยภาพ และพฤติกรรมของ
สัตว์ รวมทง้ั นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
5. เข้าใจแนวคิดเกี่ยวกับระบบนิเวศ กระบวนการถ่ายทอดพลังงานและการหมุนเวียนสารใน
ระบบนิเวศความหลากหลายของไบโอม การเปลี่ยนแปลงแทนที่ของสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ ประชากรและ
รูปแบบการเพิ่มของประชากร ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปัญหาและผลกระทบที่เกิดจากการใช้
ประโยชน์ และแนวทางการแกไ้ ขปัญหา
ฌ
สาระเคมี
1. เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พันธะเคมีและสมบัติ
ของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์ รวมทั้งการนำ
ความรู้ไปใช้ประโยชน์
2. เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี ปริมาณสัมพันธ์ในปฏิกิริยาเคมี อัตราการ
เกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลในปฏิกิริยาเคมี สมบัติและปฏกิ ิรยิ าของกรด-เบส ปฏิกิริยารดี อกซ์และเซลล์เคมีไฟฟา้
รวมทัง้ การนำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
3. เข้าใจหลักการทำปฏิบัติการเคมี การวัดปริมาณสาร หน่วยวัดและการเปลี่ยนหน่วย การ
คำนวณปริมาณของสาร ความเข้มข้นของสารละลาย รวมทั้งการบูรณาการความรู้และทักษะในการอธิบาย
ปรากฏการณใ์ นชีวติ ประจำวันและการแก้ปัญหาทางเคมี
สาระฟิสิกส์
1. เข้าใจธรรมชาติทางฟิสิกส์ ปริมาณและกระบวนการวัด การเคลื่อนที่แนวตรง แรงและกฎ
การเคลื่อนที่ของนิวตัน กฎความโน้มถ่วงสากล แรงเสียดทาน สมดุลกลของวัตถุ งานและกฎการอนุรักษ์
พลังงานกล โมเมนตมั และกฎการอนรุ กั ษ์โมเมนตมั การเคล่อื นทแี่ นวโค้ง รวมท้ังนำความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
2. เข้าใจการเคลื่อนที่แบบฮาร์มอนิกส์อย่างง่าย ธรรมชาติของคลื่น เสียงและการได้ยิน
ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเสียง แสงและการเห็น ปรากฏการณ์ที่เกี่ยวข้องกับแสง รวมทั้งนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
3. เข้าใจแรงไฟฟา้ และกฎของคูลอมบ์ สนามไฟฟ้า ศกั ยไ์ ฟฟา้ ความจไุ ฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และ
กฎของโอห์ม วงจรไฟฟ้ากระแสตรง พลังงานไฟฟ้าและกำลังไฟฟ้า การเปลี่ยนพลังงานทดแทนเป็นพลังงาน
ไฟฟ้า สนามแม่เหล็ก แรงแม่เหล็กท่ีกระทำกับประจุไฟฟ้าและกระแสไฟฟา้ การเหนี่ยวนำแม่เหล็กไฟฟ้า และ
กฎของฟาราเดย์ ไฟฟ้ากระแสสลับ คล่ืนแม่เหลก็ ไฟฟ้าและการส่ือสาร รวมทงั้ นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
4. เข้าใจความสัมพันธ์ของความร้อนกับการเปลี่ยนอุณหภูมิและสถานะของสสาร สภาพ
ยดื หยุ่นของวสั ดุ และมอดุลัสของยัง ความดนั ในของไหล แรงพยงุ และหลักของอาร์คิมดี ีส ความตงึ ผิวและแรง
หนดื ของของเหลว ของไหลอุดมคติ และสมการแบร์นลู ลี กฎของแกส๊ ทฤษฎีจลน์ของแกส๊ อุดมคตแิ ละพลังงาน
ในระบบ ทฤษฎีอะตอมของโบร์ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค กัมมันตภาพรังสี
แรงนิวเคลยี ร์ ปฏกิ ิริยานวิ เคลยี ร์ พลังงานนวิ เคลยี ร์ ฟสิ ิกสอ์ นภุ าค รวมท้งั นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์
สาระโลก ดาราศาสตร์ และอวกาศ
1. เข้าใจกระบวนการเปลีย่ นแปลงภายในโลก ธรณพี ิบัตภิ ยั และผลตอ่ สิ่งมชี วี ติ และส่ิงแวดล้อม
รวมทั้งการศกึ ษาลำดับชนั้ หนิ ทรัพยากรธรณี แผนที่ และการนำไปใชป้ ระโยชน์
2. เข้าใจสมดุลพลังงานของโลก การหมุนเวียนของอากาศบนโลก การหมุนเวียนของน้ำใน
มหาสมทุ รการเกิดเมฆ การเปลีย่ นแปลงภูมิอากาศโลกและผลต่อส่ิงมีชีวติ และส่งิ แวดล้อม รวมทั้งการพยากรณ์
อากาศ
3. เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ กาแล็กซี ดาว
ฤกษ์ และระบบสุริยะ ความสัมพันธ์ของดาราศาสตร์กับมนุษย์จากการศึกษาตำแหน่งดาวบนทรงกลมฟ้าและ
ปฏิสัมพันธภ์ ายในระบบสุริยะ รวมทัง้ การประยุกตใ์ ชเ้ ทคโนโลยอี วกาศในการดำรงชวี ิต
ญ
ผลการเรยี นรู้และสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตรเ์ พ่ิมเติม สาระเคมี ในช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5
2.8.1 เข้าใจโครงสรา้ งอะตอม การจัดเรยี งธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุ พนั ธะเคมีและสมบัติ
ของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์ รวมทั้งการนำ
ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ มีผลการเรียนรดู้ งั น้ี
ตารางที่ 1 ผลการเรยี นรูแ้ ละสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรเ์ พ่ิมเติม สาระเคมี ในช้ันมัธยมศึกษา
ปที ี่ 5
ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้เู พมิ่ เตมิ
1. อธิบายความสัมพันธ์และคำนวณปริมาตร ความ • พฤติกรรมของแก๊ส และความสัมพันธ์ระหว่าง
ดัน หรืออุณหภูมิของแก๊สที่ภาวะต่าง ๆ ตามกฎของ ปริมาตร ความดัน และอุณหภูมิของแก๊ส อธิบายได้
บอยล์กฎของชารล์ กฎของ เกย์-ลสู แซก ด้วยกฎของบอยล์กฎของชาร์ล กฎของเกย์-ลูสแซก
2. คำนวณปรมิ าตร ความดัน หรอื อณุ หภมู ิ ของแก๊ส และกฎรวมแก๊ส ซึ่งสามารถนำมาใช้ ในการคำนวณ
ที่ภาวะต่าง ๆ ตามกฎรวมแก๊ส ปริมาตร ความดัน หรืออุณหภูมิ ของแก๊สที่ภาวะ
ตา่ ง ๆ ได้
3. คำนวณปริมาตร ความดัน อุณหภูมิจำนวนโมล • ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตร และจำนวนโมล
หรือมวลของแก๊ส จากความสัมพนั ธ์ตามกฎของอาโว หรือมวลของแก๊ส อธิบายความสัมพันธ์ได้ด้วย กฎ
กาโดร และกฎแก๊สอุดมคติ ของอาโวกาโดร สำหรับความสัมพันธ์ระหว่าง
ปริมาตร ความดัน อุณหภูมิและจำนวนโมล ของ
แก๊ส อธิบายได้ด้วยกฎแก๊สอุดมคติซึ่งสามารถ
นำมาใช้ในการคำนวณและการอธบิ าย
4. คำนวณความดันย่อยหรือจำนวนโมลของแก๊สใน • ในธรรมชาติแก๊สส่วนใหญ่อยู่รวมกันเป็นแก๊สผสม
แกส๊ ผสม โดยใชก้ ฎความดนั ย่อยของดอลตัน ในกรณที ่แี กส๊ ในแก๊สผสมไม่ทำปฏิกริ ิยากัน ความดัน
ของแก๊สแต่ละชนิดแปรผันตามเศษส่วน โมลของ
แก๊ส ที่มีอยู่ในแก๊สผสมตามกฎความดันย่อยขอ
งดอลตัน
5. อธิบายการแพร่ของแก๊สโดยใช้ทฤษฎีจลน์ ของ • แก๊สสามารถแพร่ได้การแพร่ของแก๊สอธิบาย ได้
แก๊ส คำนวณและเปรียบเทียบอัตรา การแพร่ของ ด้วยทฤษฎีจลน์ของแก๊ส ที่อุณหภูมิเดียวกัน แก๊สจะ
แกส๊ โดยใช้กฎการแพรผ่ ่านของเกรแฮม แพร่ได้ช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับมวลโมเลกุล ของแก๊ส
อัตราการแพร่ของแก๊สเป็นสัดส่วน ผกผันกับรากที่
สองของมวลโมเลกลุ ของแกส๊ สมั พนั ธ์กับกฎการแพร่
ผ่านของเกรแฮม
6. สืบค้นข้อมูล นำเสนอตัวอย่าง และอธิบายการ • สมบัติและกฎต่าง ๆ ของแก๊สสามารถนำไปใช้
ประยุกต์ใช้ความรู้เกีย่ วกับสมบัติและกฎตา่ ง ๆ ของ อธิบายปรากฏการณ์หรือประยุกต์ใช้ในชีวิต
แก๊สในการอธิบายปรากฏการณ์หรือ แก้ปัญหาใน ประจำวนั และในอุตสาหกรรม
ชีวติ ประจำวนั และในอุตสาหกรรม
ฎ
2.8.2 เข้าใจการเขียนและการดุลสมการเคมี ปริมาณสัมพันธ์ในปฏิกิริยาเคมี อัตราการ
เกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลในปฏิกิริยาเคมี สมบัติและปฏิกริ ิยาของกรด-เบส ปฏิกิริยารีดอกซ์และเซลล์เคมีไฟฟา้
รวมทั้งการนำความรู้ไปใชป้ ระโยชน์ โดยมผี ลผลการเรยี นรดู้ งั นี้
ตารางที่ 1 ผลการเรียนร้แู ละสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์เพิม่ เตมิ สาระเคมี ในช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี
5 (ต่อ)
ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนร้เู พ่ิมเตมิ
1. ทดลอง และเขยี นกราฟการเพม่ิ ข้ึนหรือลดลง • ปฏิกิริยาเคมีแต่ละปฏิกิริยามีอัตราการเกิด
ของสารที่ทำการวัดในปฏิกิรยิ า ปฏิกิริยาเคมีต่างกัน โดยอาจวัดจากการลดลง
2. คำนวณอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีและเขียน ของสารตงั้ ต้นหรอื การเพ่ิมขน้ึ ของผลิตภัณฑ์ ต่อ
กราฟ การลดลงหรือเพิ่มขึ้นของสารที่ไม่ได้วัด หนึ่งหน่วยเวลาและหารด้วยเลขสัมประสิทธิ์
ในปฏิกิรยิ า ของสารนั้น ๆ ในสมการเคมีเพื่อให้ได้อัตราการ
เกิด ปฏิกิริยาเคมีที่เท่ากันไม่ว่าจะเป็นการวัด
จากสารตัง้ ต้นหรอื ผลิตภัณฑ์
3. เขียนแผนภาพ และอธิบายทิศทางการชนกัน • ปฏิกิริยาเคมีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่ออนุภาคของ
ของอนุภาคและพลังงานที่ส่งผลต่ออัตราการ สารตั้งต้นชนกันในทิศทางที่เหมาะสมและมี
เกิดปฏกิ ริ ยิ าเคมี พลังงานอย่างน้อยเท่ากับพลังงานก่อกัมมันต์
ด ั ง น ั ้ น อ ั ต ร า ก า ร เ ก ิ ด ป ฏ ิ ก ิ ร ิ ย า จ ึ ง ข ึ ้ น ก ั บ ทิ ศ
ทางการชน และพลงั งานท่ีเกดิ จากการชน
4. ทดลอง และอธิบายผลของความเข้มขน้ พื้นท่ี • อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารหนึ่ง ๆ
ผวิ ของสารต้ังต้น อณุ หภูมิและตัวเรง่ ปฏิกิริยาท่ี ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น พื้นที่ผิว อุณหภูมิตัวเร่ง
มตี อ่ อตั ราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี และ ตัวหน่วงปฏกิ ิริยา นอกจากนี้อัตราการเกิด
ปฏิกิริยาเคมียังขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่ทำ
ปฏิกริ ยิ าด้วย
5. เปรียบเทียบอัตราการเกิดปฏิกิริยาเมื่อมีการ • อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารหนึ่ง ๆ
เปลี่ยนแปลงความเข้มข้น พื้นที่ผิวของสารตั้ง ขึ้นอยู่กับความเข้มข้น พื้นที่ผิว อุณหภูมิตัวเร่ง
ตน้ อุณหภมู ิและตวั เรง่ ปฏิกิรยิ า และ ตัวหน่วงปฏกิ ิริยา นอกจากนี้อัตราการเกดิ
ปฏิกิริยาเคมียังขึ้นอยู่กับชนิดของสารที่ทำ
ปฏิกิรยิ าด้วย
6. ยกตัวอย่าง และอธิบายปัจจยั ที่มีผลต่ออัตรา • ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการ
การเกิดปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจำวัน หรือ เกิดปฏิกิริยาเคมีสามารถนำมาใช้อธิบาย
อตุ สาหกรรม กระบวนการ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันหรือ
อตุ สาหกรรม
ฏ
ตารางที่ 1 ผลการเรยี นรแู้ ละสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์เพิ่มเติม สาระเคมี ในช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 5
(ต่อ)
ผลการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรู้เพิ่มเติม
7. ทดสอบ และอธิบายความหมายของ • ปฏิกิริยาเคมีที่สามารถดำเนินไปข้างหน้าและ
ปฏกิ ิรยิ าผันกลบั ได้และภาวะสมดลุ ย้อนกลับได้เรียกว่า ปฏิกิริยาผันกลับได้เมื่อ
8. อธบิ ายการเปล่ยี นแปลงความเข้มขน้ ของสาร ปฏิกิริยาดำเนินไปความเข้มข้นของสารตั้งต้น
อัตราการเกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้าและอัตราการ และอัตราการเกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้าจะลดลง
เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ เมื่อเริ่มปฏิกิริยา ส่วนความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์และอัตราการ
จนกระท่งั ระบบอยใู่ นภาวะสมดุล เกิด ปฏิกิริยาย้อนกลับจะเพิ่มขึ้น เมื่ออัตราการ
เกิด ปฏิกิริยาไปข้างหน้าเท่ากับอัตราการเกิด
ปฏกิ ริ ยิ ายอ้ นกลับ ระบบจะอยู่ในภาวะสมดุล ที่
มีความเข้มข้นของสารตั้งต้นและผลิตภัณฑ์คงที่
เรยี กว่า สมดุลพลวัต
9. คำนวณค่าคงที่สมดลุ ของปฏกิ ิริยา • ณ ภาวะสมดุล ความสัมพันธ์ระหว่างความ
10. คำนวณความเข้มข้นของสารที่ภาวะสมดุล เข้มข้น ของผลิตภัณฑ์กับสารตั้งต้น แสดงได้
ด้วย ค่าคงที่สมดุล ซึ่งเป็นค่าคงที่ ณ อุณหภูมิ
หน่งึ
11. คำนวณค่าคงที่สมดุลหรือความเข้มข้นของ • คา่ คงทีส่ มดุลของปฏกิ ิรยิ าหลายขัน้ ตอน หาได้
ปฏกิ ริ ยิ าหลายขัน้ ตอน จาก ผลคูณของค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยาย่อย
ที่นำสมการเคมีมารวมกัน โดยถ้ามีการคูณ
สมการย่อย ให้ยกกำลังค่าคงที่สมดุลด้วยตัว
เลขที่คูณ และ หากมีการกลับข้างสมการ ให้
กลับคา่ คงทส่ี มดุล เปน็ ตวั หาร
12. ระบุปัจจยั ที่มีผลตอ่ ภาวะสมดุลและ คา่ คงท่ี • เมื่อระบบที่อยู่ในภาวะสมดุลถูกรบกวน โดย
สมดุลของระบบ รวมทั้งคาดคะเนการ การเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสาร ความดัน
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขน้ึ เมื่อภาวะสมดุล ของระบบ หรืออุณหภูมิระบบจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเพื่อ
ถูกรบกวน โดยใช้หลกั ของ เลอชาเตอลิเอ เข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้งตามหลักของเลอชา
เตอลเิ อทง้ั นี้การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมีผลทำให้
ค่าคงทีส่ มดลุ เปลยี่ นแปลง
13. ยกตัวอย่าง และอธิบายสมดุลเคมีของ • ความรู้เกี่ยวกับสมดุลเคมีสามารถนำมาใช้
กระบวนการที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต ปรากฏการณ์ อธิบาย กระบวนการที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต
ในธรรมชาติและกระบวนการในอตุ สาหกรรม ปรากฏการณ์ในธรรมชาติและกระบวนการใน
อตุ สาหกรรม
ฐ
ตารางที่ 1 ผลการเรยี นรแู้ ละสาระการเรียนร้วู ิทยาศาสตร์เพ่ิมเติม สาระเคมี ในชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5
(ตอ่ )
ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้เพ่ิมเติม
14. ระบุและอธิบายว่าสารเป็นกรดหรือเบส • สารในชีวิตประจำวันหลายชนิดมีสมบัติเป็น
โดยใช้ทฤษฎีกรด-เบสของอาร์เรเนียส เบรินส กรดหรือเบส ซึ่งพิจารณาได้โดยใช้ทฤษฎีกรด-
เตด-ลาวรแี ละลิวอสิ เบสของอารเ์ รเนยี ส เบรินสเตด-ลาวรหี รอื ลวิ อิส
15. ระบุคู่กรด-เบสของสารตามทฤษฎกี รด-เบส • ตามทฤษฎีกรด-เบสของเบรินสเตด–ลาวรีเม่ือ
ของเบรินสเตด-ลาวรี กรดหรือเบสละลายน้ำหรือทำปฏิกิริยากับสาร
อื่น จะมีการถ่ายโอนโปรตอนระหว่างสารตั้งตน้
ที่เป็นกรดและเบส เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งเป็น
โมเลกุลหรือไอออนที่เป็นคู่กรด-เบสของ สารต้ัง
ต้นนั้น โดยสารที่เป็นคู่กรด-เบสกันจะมี
โปรตอนตา่ งกนั 1 โปรตอน
16. คำนวณ และเปรียบเทียบความสามารถใน • กรดและเบสแต่ละชนิดสามารถแตกตัวในน้ำ
การแตกตวั หรือความแรงของกรดและเบส ได้ แตกต่างกัน กรดแก่หรือเบสแก่สามารถแตก
ตัวเป็นไอออนในน้ำได้เกือบสมบูรณ์ส่วนกรด
อ่อน หรือเบสอ่อนแตกตัวเป็นไอออนได้น้อย
โดยความสามารถในการแตกตัวหรือความแรง
ของกรดหรือเบสอาจพิจารณาได้จากค่าคงท่ี
การแตกตัวของกรดหรือเบส หรือปริมาณ
การแตกตัวเปน็ รอ้ ยละของกรดหรอื เบส
17. คำนวณค่า pH ความเข้มขน้ ของไฮโดรเนียม • น้ำบริสุทธิ์ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสแตก
ไอออนหรือไฮดรอกไซด์ไอออนของสารละลาย ตัวใหไ้ ฮโดรเนยี มไอออนและไฮดรอกไซด์ไอออน
กรดและเบส ท่มี ีความเข้มข้นเท่ากนั คือ1.0x10-7 โมลตอ่ ลิตร
โดยมีค่าคงที่การแตกตัวของน้ำ เท่ากับ 1.0 x
10-14
• เมื่อกรดหรือเบสแตกตัวในน้ำ ค่าความเป็น
กรด-เบสของสารละลายแสดงได้ด้วยค่า pH ซ่ึง
สัมพันธ์กับความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออน
โดยสารละลายกรดมีความเข้มข้นของไฮโดร
เนียมไอออนมากกว่า 1.0 x 10-7 โมลต่อลิตร
หรือมีค่า pH น้อยกว่า 7 ส่วนสารละลายเบสมี
ความเข้มข้นของไฮโดรเนียมไอออนน้อยกว่า
1.0 x 10-7 โมลตอ่ ลิตร หรือมีค่า pH มากกว่า 7
ฑ
ตารางที่ 1 ผลการเรยี นรู้และสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตรเ์ พ่ิมเติม สาระเคมี ในชัน้ มธั ยมศึกษาปี
ท่ี 5 (ตอ่ )
ผลการเรียนรู้ สาระการเรยี นรเู้ พม่ิ เตมิ
18. เขียนสมการเคมีแสดงปฏกิ ิริยาสะเทนิ และ • ปฏิกิริยาสะเทินระหว่างกรดแก่และเบสแก่ให้
ระบุความเป็นกรด-เบสของสารละลาย หลงั การ สารละลายทเ่ี ปน็ กลาง ปฏกิ ิรยิ าสะเทนิ ระหว่าง
สะเทนิ กรดแก่และเบสอ่อน ให้สารละลาย ที่เป็นกรด
19. เขียนปฏิกิรยิ าไฮโดรลิซิสของเกลือ และระบุ ส่วนปฏิกิริยาสะเทินระหว่างกรดอ่อน และเบส
ความเปน็ กรด-เบสของสารละลายเกลือ แก่ ให้สารละลายทีเ่ ปน็ เบส
• เกลอื ทีไ่ ด้จากการสะเทินของกรดแก่ด้วยเบส
อ่อนเมือ่ ละลายในน้ำจะเกดิ ปฏิกริ ิยาไฮโดรลซิ สิ
ไดส้ ารละลายที่มีสมบตั ิเป็นกรด ส่วนเกลือทไี่ ด้
จากการสะเทินของกรดอ่อนด้วยเบสแก่ เมอ่ื
ละลายในนำ้ จะเกดิ ปฏกิ ริ ยิ าไฮโดรลซิ ิสได้
สารละลายทม่ี ีสมบัตเิ ป็นเบส
20. ทดลอง และอธิบายหลักการการไทเทรต • การไทเทรตเป็นเทคนิคในการวิเคราะห์หา
และเลอื กใช้อนิ ดเิ คเตอร์ทีเ่ หมาะสมสำหรบั การ ปริมาณ หรือความเข้มข้นของสารที่ทำปฏกิ ิริยา
ไทเทรตกรด-เบส พอดีกันจุดที่สารทำปฏิกิริยาพอดีกันเรียกว่า
จุดสมมูล ในทางปฏิบัติจุดสมมูลของปฏิกิริยา
อาจไม่สามารถสังเกตเห็นได้จึงสังเกตจากการ
เปลี่ยนสีของ อินดิเคเตอร์เพื่อบอกจุดยุติของ
การไทเทรตดังนั้น อินดิเคเตอร์ที่เหมาะสมใน
การไทเทรตกรด-เบส ควรเป็นอินดิเคเตอร์ท่ี
เปลี่ยนสีในช่วง pH ตรงกับ หรือใกล้เคียงกับ
pH ของสารละลาย ณ จดุ สมมลู
21. คำนวณปริมาณสารหรือความเข้มข้นของ • ปรมิ าณกรดและเบสทีท่ ำปฏิกริ ิยาพอดีกันจาก
สารละลายกรดหรือเบสจากการไทเทรต การไทเทรตกรด-เบส สามารถนำไปคำนวณ
ความเข้มข้นของกรดหรือเบสที่ต้องการทราบ
ความเข้มขน้ ได้
22. อธิบายสมบัติองค์ประกอบ และประโยชน์ • สารละลายบัฟเฟอร์เป็นสารละลายของกรด
ของสารละลายบฟั เฟอร์ อ่อนกับเกลือของกรดอ่อนนั้น หรือเบสอ่อนกับ
เกลอื ของเบสออ่ นน้ัน เมอื่ เตมิ กรด เบส หรือน้ำ
จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่า pH น้อยกว่า
สารละลายทั่วไป สมบัติเฉพาะของสารละลาย
บัฟเฟอร์เป็นประโยชน์ต่อการควบคุม pH ของ
ระบบในสงิ่ มชี วี ติ และสง่ิ แวดล้อม
ฒ
ตารางที่ 1 ผลการเรียนรูแ้ ละสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เพ่ิมเติม สาระเคมี ในชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 5
(ตอ่ )
ผลการเรยี นรู้ สาระการเรียนรเู้ พิ่มเติม
23. สืบค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอย่างการใช้ • ความรู้เก่ียวกับกรด-เบสสามารถนำมาใช้
ประโยชน์ และการแก้ปัญหาโดยใช้ความรู้ ประโยชน์ และแก้ปัญหาในชวี ิตประจำวัน
เกย่ี วกบั กรด-เบส เกษตรกรรมอุตสาหกรรม และการแพทย์
24. คำนวณเลขออกซิเดชัน และระบุปฏิกริ ิยาที่ • เคมีไฟฟ้าเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการ
เปน็ ปฏกิ ิริยารดี อกซ์ เปลี่ยนแปลง ระหว่างพลังงานไฟฟ้าและการ
เกดิ ปฏกิ ิริยาเคมีที่มีการถ่ายโอนอิเล็กตรอนแล้ว
ทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงเลขออกซิเดชัน ซ่ึง
เป็นเลขที่แสดง ประจุไฟฟ้าหรือประจุไฟฟ้า
สมมติของอะตอมธาตุ เรียกปฏิกิริยาชนิดนี้ว่า
ปฏิกิรยิ ารีดอกซ์
26. ทดลอง และเปรียบเทียบความสามารถใน • การเปรียบเทียบความสามารถในการเป็นตัว
การ เป็นตัวรีดิวซ์หรือตัวออกซิไดส์และเขียน รดี วิ ซ์ หรือตวั ออกซิไดส์สามารถพจิ ารณาได้จาก
แสดง ปฏกิ ริ ิยารีดอกซ์ ผลการทดลองของปฏกิ ริ ยิ ารีดอกซ์
27. ดลุ สมการรีดอกซ์ด้วยการใช้เลขออกซิเดชัน • ปฏิกิริยารีดอกซ์เขียนแทนได้ด้วยสมการรี
และวธิ คี รงึ่ ปฏกิ ิริยา ดอกซ์ซึ่งการดุลสมการรีดอกซ์ทำได้โดยการใช้
เลขออกซิเดชนั และวธิ ีครึง่ ปฏกิ ริ ิยา
28. ระบุองค์ประกอบของเซลล์เคมีไฟฟ้าและ • เซลล์เคมีไฟฟ้าประกอบด้วยแอโนด แคโทด
เขียนสมการเคมีของปฏิกิริยาที่แอโนดและ และ สารละลายอิเล็กโทรไลต์ซ่ึงอาจเช่ือมต่อกัน
แคโทด ปฏิกริ ิยารวมและแผนภาพเซลล์ ด้วย สะพานเกลือ โดยที่แอโนดเกิดปฏิกิริยา
ออกซิเดชัน และแคโทดเกดิ ปฏิกิริยารีดักชัน ทำ
ให้อิเล็กตรอน เคลื่อนที่จากแอโนดไปแคโทด
เซลล์เคมีไฟฟ้า สามารถเขียนแสดงได้ด้วย
แผนภาพเซลล์
29. คำนวณค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์ • ค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของเซลล์คำนวณได้
และระบุประเภทของเซลล์เคมีไฟฟ้า ขั้วไฟฟ้า จากค่าศักย์ไฟฟ้ามาตรฐานของครึ่งเซลล์ถ้าค่า
และปฏกิ ิริยาเคมที ่ีเกดิ ข้ึน ศักย์ไฟฟ้าของเซลล์เป็นบวก แสดงว่าปฏิกิริยา
รีดอกซ์เกิดขึ้นได้เอง ซึ่งทำให้เกิดกระแสไฟฟ้า
เรียกเซลล์ชนิดนี้ว่า เซลล์กัลวานิก แต่ถ้าค่า
ศักย์ไฟฟ้าของเซลล์เป็นลบ แสดงว่าปฏิกิริยารี
ดอกซ์ไม่สามารถเกิดได้เอง ต้องมีการให้
กระแสไฟฟ้าจึงจะเกิดปฏิกิริยาได้เซลล์ชนิดนี้
เรยี กวา่ เซลลอ์ ิเล็กโทรลติ กิ
ณ
ตารางที่ 1 ผลการเรยี นรแู้ ละสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์เพิ่มเติม สาระเคมี ในชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 5
(ตอ่ )
ผลการเรียนรู้ สาระการเรียนร้เู พม่ิ เติม
30. อธิบายหลักการทำงาน และเขียนสมการ • เซลล์เคมีไฟฟ้าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ใน
แสดง ปฏิกิริยาของเซลล์ปฐมภูมิและเซลล์ทุติย ชีวิตประจำวัน เช่น แบตเตอรี่ซึ่งมีทั้งเซลล์ปฐม
ภมู ิ ภูมิ และเซลล์ทุติยภูมิโดยปฏิกิริยาเคมีที่เกิดขึ้น
ภ ายในเซลล์ปฐ มภ ูม ิ ไม่ สา มาร ถ ท ำ ใ ห้
เกิดปฏิกิริยาย้อนกลับได้โดยการประจุไฟ จึงไม่
สามารถนำกลับ มาใช้ได้อีก ปฏิกิริยาเคมีที่
เกิดขึ้นภายใน เซลล์ทุติยภูมิสามารถทำให้
เกิดปฏกิ ริ ยิ ายอ้ นกลับ ไดโ้ ดยการประจุไฟ จึงนำ
กลบั มาใชไ้ ดอ้ ีก
31. ทดลองชุบโลหะและแยกสารเคมีด้วย • เซลล์อิเล็กโทรลิติกสามารถนำไปใช้ประโยชน์
กระแส ไฟฟ้า และอธิบายหลักการทาง ได้ ทั้งในชีวิตประจำวัน และในอุตสาหกรรม
เคมีไฟฟ้าที่ใช้ ในการชุบโลหะ การแยกสารเคมี หลายประเภท เช่น การชุบโลหะ การแยก
ด้วยกระแส ไฟฟ้า การทำโลหะให้บริสุทธิ์และ สารเคมีด้วยกระแสไฟฟ้า การทำโลหะให้
การป้องกนั การกัดกร่อนของโลหะ บริสทุ ธ์ิ การปอ้ งกนั การกัดกร่อนของโลหะ
32. สืบค้นข้อมูลและนำเสนอตัวอย่าง • ปฏิกิริยาเคมีหลายปฏิกิริยาที่พบใ น
ความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ ชีวิตประจำวัน เป็นปฏิกิริยารีดอกซ์ เช่น
เซลล์เคมไี ฟฟ้าในชีวติ ประจำวัน ปฏิกริ ิยาการเผาไหม้ ปฏกิ ิริยาในเซลล์เคมีไฟฟ้า
ซ่ึงความรูเ้ รอ่ื งเซลล์เคมีไฟฟา้ และความก้าวหน้า
ทางเทคโนโลยี ที่เกี่ยวข้องกับเซลล์เคมีไฟฟ้า
นำไปสู่นวัตกรรม ด้านพลังงานที่เป็นมิตรต่อ
สงิ่ แวดล้อม
1
คำอธิบายรายวิชา
กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว32223 เคมีเพ่ิมเตมิ 3 ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 5
จำนวน 1.5 หน่วยกิต
ภาคเรยี นที่ 1/2565 เวลา 60 ช่ัวโมง
คำอธิบายรายวิชา
ศึกษาความสัมพันธ์และคำนวณปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ จำนวนโมล หรือมวลของแก๊ส โดยใช้กฎ
ของบอยล์ กฎของชาร์ล กฎของเกย์-ลสู แซก กฎรวมแกส๊ กฎของอาโวกาโดร และกฎแก๊สอุดมคติ คำนวณความ
ดันย่อยหรือจำนวนโมลของแก๊สในแก๊สผสมโดยใช้กฎความดันย่อยของดอลตัน ศึกษาทฤษฎีจลน์ของแก๊ส
การแพร่และการคำนวณอัตราการแพร่ของแก๊ส โดยใช้กฎการแพร่ของเกรแฮม ศึกษาปรากฏการณ์หรือ
การแกป้ ญั หาในชวี ิตประจำวันและในอตุ สาหกรรม โดยใช้สมบตั ิและกฎตา่ ง ๆ ของแกส๊
ศกึ ษาการเปลยี่ นแปลงของสารในปฏกิ ริ ิยาเคมี คำนวณอตั ราการเกดิ ปฏกิ ิริยาเคมีศกึ ษาทิศทางการชน
กันของอนุภาคและพลังงานที่ส่งผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ผลของความเข้มข้น พื้นที่ผิวของสารตั้งต้น
อุณหภูมิ และตัวเร่งปฏิกิริยาที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันหรือ
อุตสาหกรรม
ศึกษาความหมายของปฏิกิริยาผันกลบั ได้และภาวะสมดุล คำนวณค่าคงที่สมดุลและความเข้มข้นของ
สารท่ีภาวะสมดลุ ของปฏกิ ริ ยิ าที่มีขั้นตอนเดียวและหลายข้นั ตอน ศึกษาปัจจัยท่ีมผี ลต่อภาวะสมดลุ และค่าคงที่
สมดุลตามหลักของเลอชาเตอลิเอ สมดุลเคมีของกระบวนการที่เกิดขึ้นในสิ่งมีชีวิต ปรากฏการณ์ในธรรมชาติ
และกระบวนการในอุตสาหกรรม โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์การสืบเสาะหาความรู้ การสืบค้นข้อมูล
การสังเกต วิเคราะห์ เปรียบเทียบ อธิบาย อภิปราย และสรุป เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ มีความสามารถ
ในการตัดสินใจ มีทักษะปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ รวมทั้งทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในด้านการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศ ด้านการคิดและการแก้ปัญหา ด้านการสื่อสารสิ่งที่เรียนรู้และนำความรู้ไปใช้ในชีวิตของตนเอง
มจี ิตวทิ ยาศาสตร์ จริยธรรม คณุ ธรรม และคา่ นยิ มทเี่ หมาะสม
ผลการเรยี นรู้
1. อธิบายความสัมพันธ์และคำนวณปริมาตร ความดัน หรืออุณหภูมิของแก๊สที่ ภาวะต่าง ๆ
ตามกฎของบอยล์ กฎของของชาร์ล กฎของเกย์-ลูสแซก
2. คำนวณปริมาตร ความดนั หรืออุณหภูมิของแก๊สทภ่ี าวะต่าง ๆ ตามกฎรวมแก๊ส
3. คำนวณปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ จำนวนโมลหรือมวลของแก๊ส จากความสัมพันธ์ตามกฎของ
อาโวกาโดรและกฎแกส๊ อุดมคติ
4. คำนวณความดนั ย่อยหรือจำนวนโมลของแกส๊ ในแกส๊ ผสม โดยใช้กฎความดันย่อยของดอลตนั
5. อธิบายการแพรข่ องแกส๊ โดยใชท้ ฤษจี ลน์ของแกส๊ โดยใชก้ ฎการแพรผ่ ่านของเกรแฮม
6. สืบค้นข้อมูล นำเสนอตัวอย่างและอธิบายการประยุกตใ์ ชค้ วามรู้เก่ียวกับสมบัติและกฎต่าง ๆ ของ
แกส๊ ในการอธบิ ายปรากฏการณ์ หรือแกป้ ญั หาในชวี ติ ประจำวนั และในอุตสาหกรรม
7. ทดลอง และเขยี นกราฟการเพิ่มขนึ้ หรือลดลงของสารที่ทำการวัดในปฏิกิรยิ า
8. คำนวณอตั ราการเกิดปฏกิ ริ ิยา และเขยี นกราฟการลดลงหรอื เพ่มิ ขึ้นของสารที่ไม่ไดว้ ดั ในปฏิกิรยิ า
9. เขียนแผนภาพ และอธิบายทิศทางการชนกันของอนุภาคและพลังงานที่ส่งผลต่ออัตราการ
เกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี
2
10. ทดลองและอธิบายผลของความเข้มข้น พนื้ ท่ผี ิวของสารต้ังตน้ อณุ หภูมิ และตวั เร่งปฏิกิริยาเคมีท่ี
มตี ่ออัตราการเกิดปฏิกริ ยิ าเคมี
11. เปรียบเทียบอัตราการเกิดปฏิกิริยาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้น พื้นที่ผิวของสารตั้งต้น
อุณหภูมิ และตัวเรง่ ปฏกิ ิรยิ า
12. ยกตัวอย่าง และอธิบายปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจำวันหรือ
อุตสาหกรรม
13. ทดสอบ และอธบิ ายความหมายของปฏกิ ิริยาผนั กลบั ได้และภาวะสมดลุ
14. อธิบายการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้นของสาร อัตราการเกิดปฏิกิริยาไปข้างหน้า และอัตราการ
เกิดปฏกิ ิริยาย้อนกลับ เม่ือเร่ิมปฏกิ ริ ิยา จนกระทง่ั ระบบอยู่ในภาวะสมดลุ
15. คำนวณค่าคงทสี่ มดลุ ของปฏกิ ริ ิยา
16. คำนวณความเขม้ ขน้ ของสารทภ่ี าวะสมดลุ
17. คำนวณค่าคงทส่ี มดุลหรือความเขม้ ข้นของปฏกิ ิรยิ าหลายข้ันตอน
18. ระบุปัจจัยที่มีผลต่อภาวะสมดุลและค่าคงที่สมดุลของระบบ รวมทั้งคาดคะเนการเปลี่ยนแปลงที่
เกดิ ข้นึ เมือ่ ภาวะสมดลุ ของระบบถกู รบกวน โดยใช้หลกั ของเลอชาเตอลิเอ
19. ยกตัวอยา่ ง และอธบิ ายสมดุลเคมขี องกระบวนการท่เี กดิ ขึ้นในส่ิงมชี ีวติ ปรากฏการณ์ในธรรมชาติ
และกระบวนการในอตุ สาหกรรม
รวมทง้ั หมด 19 ผลการเรยี นรู้
3
โครงสร้างรายวิชา
กล่มุ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ว32223 เคมีเพ่ิมเติม 3 ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 5
ภาคเรียนท่ี 1/2565 เวลา 60 ช่ัวโมง จำนวน 1.5 หน่วยกิต
ตารางแสดงหนว่ ยการเรียนรู้
ลำดับ ช่ือหน่วยการ สาระการเรยี นรู้/ผลการ สาระสำคญั /ความคดิ รวบ เวลา นำ้ หนัก
ท่ี เรียนรู้ เรียนรู้ ยอด (ชั่วโมง) คะแนน
1 แกส๊ และ สาระเคมี : ความสมั พนั ธ์ระหว่าง 18 30
สมบตั ิของแกส๊ 1. เขา้ ใจโครงสร้างอะตอม ปรมิ าตร ความดนั อุณหภูมิ
การจัดเรียงธาตุในตาราง และจำนวนโมลของแกส๊
ธาตุ สมบตั ขิ องธาตุ พนั ธะ อธบิ ายได้ด้วยกฎของบอยล์
เคมีและสมบัติของสาร กฎของชาร์ล กฎของเกย์–
แก๊สและสมบัติของแก๊ส ลสู แซก และกฎของอาโวกา
ประเภทและสมบัติของ โดร ความสมั พันธเ์ หล่าน้ี
สารประกอบอินทรีย์และ นำไปสกู่ ฎรวมแก๊สและกฎ
พอลิเมอร์ รวมทั้งการนำ แก๊สอุดมคติ ซง่ึ สามารถ
ความรู้ไปใช้ประโยชน์ อธบิ ายใน ระดับอนุภาคได้
ผลการเรยี นรู้ ข้อที่ 1- 6 ด้วยทฤษฎีจลนข์ องแก๊ส
เมือ่ นำแก๊สต้ังแต่ 2 ชนดิ
ทีไ่ ม่ทำปฏิกิริยากนั มาผสม
กนั ความดันของแก๊สผสม
เทา่ กับผลรวมของความดัน
ยอ่ ยของแก๊สแต่ละชนดิ ตาม
กฎความดันยอ่ ยของดอลตัน
โดยความดนั ยอ่ ยของแก๊ส
แตล่ ะชนิดแปรผันตาม
เศษสว่ นโมลของแก๊สท่ีมี
อย่ใู นแกส๊ ผสม แกส๊ สามารถ
แพร่จากบรเิ วณหน่ึงไปยงั อีก
บริเวณหน่ึงได้ เนื่องจาก
โมเลกุลของแก๊สมีพลังงาน
จลน์และเคล่อื นทไ่ี ด้อย่าง
อิสระในทุกทิศทางโดยอตั รา
การแพร่ของแกส๊ แปรผกผัน
กับรากที่สองของมวลตอ่
โมลของแกส๊ ตามกฎการ
4
ลำดับ ช่ือหน่วยการ สาระการเรียนรู้/ผลการ สาระสำคัญ/ความคิดรวบ เวลา นำ้ หนัก
ที่ เรยี นรู้ เรยี นรู้ ยอด (ช่ัวโมง) คะแนน
แพรผ่ า่ นของเกรแฮมกฎ
ตา่ ง ๆ ของแก๊สสามารถ
นำไปใช้อธบิ ายสมบัติและ
ปรากฎการณ์ท่ีเกีย่ วกับแก๊ส
ตลอดจนประยุกตใ์ ช้ใน
ชวี ติ ประจำวนั และใน
อตุ สาหกรรม
2 อตั ราการ สาระเคมี : อตั ราการเกิดปฏกิ ิรยิ าเคมี 18 30
เกดิ ปฏกิ ริ ยิ า 2. เข้าใจการเขยี นและ สามารถวัดไดจ้ ากปริมาณ
เคมี การดุลสมการเคมี ของสารต้ังต้นหรือผลิตภัณฑ์
ปรมิ าณสมั พนั ธ์ใน ที่เปล่ยี นไปต่อหนว่ ยเวลา
ปฏกิ ิริยาเคมี อัตราการ ปัจจยั ที่มีผลต่ออตั ราการ
เกิดปฏิกิริยาเคมี สมดุลใน เกดิ ปฏิกริ ิยาเคมไี ด้แก่ ความ
ปฏิกิริยาเคมี สมบตั ิและ เข้มขน้ ของสารตั้งตน้
ปฏกิ ิริยาของกรด-เบส พ้ืนที่ผิว อุณหภมู ิ ตวั เรง่
ปฏิกิริยารีดอกซ์และ ปฏิกริ ยิ าและตัวหน่วง
เซลลเ์ คมไี ฟฟ้า รวมทัง้ ปฏกิ ิริยา
การนำความรู้ไปใช้
ประโยชน์
ผลการเรียนรู้ ข้อท่ี 7-12
3 สมดลุ เคมี สาระเคมี : ปฏิกิรยิ าเคมีท่ีมีอัตราการ 24 40
2. เข้าใจการเขียนและ เปลี่ยนแปลงไปขา้ งหน้า
การดุลสมการเคมี เทา่ กับอัตราการ
ปรมิ าณสัมพนั ธ์ใน เปลี่ยนแปลงย้อนกลับ
ปฏกิ ิริยาเคมี อัตราการ ระบบจะมสี มบัตคิ งที่ ทำให้
เกิดปฏิกิรยิ าเคมี สมดุลใน ระบบอยู่ในภาวะสมดุลและ
ปฏกิ ิริยาเคมี สมบัติและ สามารถหาค่าคงทสี่ มดุลจาก
ปฏกิ ริ ยิ าของกรด-เบส อัตราส่วนระหวา่ งความ
ปฏิกิรยิ ารีดอกซ์และเซลล์ เขม้ ข้นของสารผลิตภณั ฑก์ ับ
เคมไี ฟฟา้ รวมทงั้ การนำ สารต้งั ตน้ ตามหลกั ของเลอ
ความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์ ชาเตอลิเอ ถ้ามีการ
ผลการเรยี นรู้ ข้อที่ 13 - เปลย่ี นแปลงภาวะสมดุลของ
19 ระบบโดยการเปลี่ยนแปลง
ความเขม้ ขน้ ความดัน หรือ
อณุ หภมู ิ จะทำ ใหร้ ะบบ
5
ลำดับ ชือ่ หน่วยการ สาระการเรยี นรู้/ผลการ สาระสำคัญ/ความคดิ รวบ เวลา น้ำหนกั
ที่ เรยี นรู้ เรียนรู้ ยอด (ช่วั โมง) คะแนน
เปลย่ี นแปลงไปในทิศทางที่
จะลดผลของการ
เปล่ยี นแปลงปจั จยั นั้น
แลว้ ระบบจะเข้าสภู่ าวะ
สมดุลใหมอ่ ีกครง้ั
รวมระหว่างภาค 54 60
สอบกลางภาค 3 20
สอบปลายภาค 3 20
รวม 60 100
สัดสว่ นคะแนน อัตราส่วนคะแนนระหวา่ งเรยี น ต่อ ปลายภาค เทา่ กบั 80:20
ระหว่างเรียน ก่อนสอบกลางภาค:สอบกลางภาค:หลงั สอบกลางภาค เทา่ กับ 30:20:30 = 80
6
กำหนดการสอน
กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี รายวิชาเพ่มิ เติม เคมี 3
รหสั ว 32223 ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 ภาคเรยี นที่ 1/2565
เวลาเรยี น 60 ชว่ั โมง (3ชัว่ โมง/สัปดาห)์
จำนวน 1.5 หน่วยกิต
สัปดาห์ที่ สาระการเรียนร/ู้ เนือ้ หา จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ช่วั โมง
1 บทท่ี 7 แกส๊ และสมบัติของแกส๊ 18
เรือ่ ง ความสมั พันธร์ ะหวา่ งปริมาตร • อธบิ ายความสมั พนั ธ์ของปริมาตรและ 1
และความดันของแก๊ส (กฎของบอยล์) ความดนั ของแกส๊ โดยใช้ความสัมพนั ธ์ตาม
กฎของบอยล์ได้ 2
เร่ือง ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตร • คำนวณปรมิ าณหรือความดันของแกส๊
และอุณหภมู ขิ องแก๊ส (กฎของชาร์ล) โดยใช้ความสัมพนั ธต์ ามกฎของบอยล์ได้
• ทดลองศึกษาความสัมพันธร์ ะหว่างความ
ดนั และปริมาตรของอากาศได้
• มคี วามกระตอื รือร้นในการเสาะแสวงหา
ความรู้ รับผดิ ชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับ
มอบหมาย
• อธิบายความสัมพันธ์ของปริมาตรและ
อุณหภูมิของแก๊ส โดยใช้ความสัมพนั ธ์ตาม
กฎของชารล์ ได้
• คำนวณปริมาณหรืออุณหภูมิของแก๊ส
โดยใช้ความสมั พันธ์ตามกฎของชาร์ลได้
• ทดลองศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง
อณุ หภูมแิ ละปรมิ าตรของอากาศได้
• มีความกระตือรือร้นในการเสาะแสวงหา
ความรู้ รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับ
มอบหมาย
2 เร่ือง ความสัมพันธ์ระหว่างความดัน • อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความดัน 3
และอุณหภูมิของแก๊ส (กฎของเกย์- และอณุ หภมู ิของแก๊สได้
ลูสแซก)และความสัมพันธ์ระหว่าง • อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตร
ปริมาตร ความดัน และอุณหภูมิของ ความดนั และอุณหภูมิของแกส๊ ได้
แกส๊ (กฎรวมแกส๊ ) • คำนวณความดันหรืออุณหภูมิ โดยใช้
ความสัมพันธ์ตามกฎของเกย์-ลูสแซกและ
กฎรวมแกส๊ ได้
7
สัปดาห์ท่ี สาระการเรียนร/ู้ เนือ้ หา จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ชว่ั โมง
3 เร่ือง ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตร 3
4 และจำนวนโมลของแก๊ส (กฎของอาโว • มีความกระตือรือร้นในการเสาะแสวงหา
5 กาโดร) ความรู้ รับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับ 3
มอบหมาย 1
6 เร่อื ง กฎแก๊สอดุ มคติ 2
• อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตร
เรื่อง ความดันย่อยของแก๊ส (กฎความ และจำนวนโมลของแก๊สได้ 2
ดันย่อยของดอลตนั ) • คำนวณปริมาตรหรือจำนวนโมล โดยใช้
ความสัมพันธ์ตามกฎของอาโวกาโดร
เรื่อง ทฤษฎจี ลนข์ องแก๊ส • ทดลองศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง
ปริมาตรและจำนวนโมลของแก๊สได้
เรื่อง การแพร่ของแกส๊ • มีความรับผิดชอบต่องานท่ี ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานรว่ มกับผู้อ่ืน
ได้
• อธิบายกฎแกส๊ อดุ มคติได้
• คำนวณปริมาตร ความดัน อุณหภูมิ
จำนวนโมล หรือมวลของแก๊ส โดยใช้
ความสมั พันธ์ตามกฎแกส๊ อุดมคตไิ ด้
• มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานร่วมกับผู้อ่ืน
ได้
• อธบิ ายกฎความดันย่อยของดอลตันได้
• คำนวณความดันย่อยหรือจำนวน
โมลของแก๊สในแก๊สผสมได้
• มีความรับผิดชอบต่องานที่ ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานรว่ มกับผอู้ ืน่
ได้
• สามารถอธิบายกฎต่าง ๆ ของแก๊ส
โดยใช้ทฤษฎีจลน์ของแกส๊ ได้
• มีทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและ
การแก้ปัญหาในเรื่องทฤษฎีจลน์ของแก๊ส
ได้
• มีความรับผิดชอบต่องานท่ี ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานรว่ มกบั ผ้อู ืน่
ได้
• อธิบายการแพร่ของแก๊สโดยใช้ทฤษฎี
จลน์ของแกส๊ ได้
• อธิบายความสัมพันธ์ของอัตราการแพร่
กับมวลต่อโมลของแกส๊ ได้
8
สัปดาหท์ ี่ สาระการเรยี นรู้/เนือ้ หา จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ ช่ัวโมง
7 • คํานวณและเปรยี บเทยี บอัตราการแพร่
8 เรื่อง การประยุกต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับ หรอื มวลตอ่ โมลของแกส๊ โดยใช้กฎการแพร่ 1
แกส๊ และสมบัติของแกส๊ ผา่ นของเกรแฮมได้ 18
• ทำการทดลองเรือ่ ง การทดลองการแพร่ 3
บทท่ี 8 อัตราการเกดิ ปฏิกิรยิ าเคมี ของแก๊สแอมโมเนียและแก๊สไฮโดรเจน
เรื่อง ความหมายของอัตราการ คลอไรด์ได้ 3
เกิดปฏิกิรยิ าเคมี • มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานร่วมกบั ผ้อู ่นื
เร่ือง การคำนวณอัตราการ ได้
เกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมี • อธิบายปรากฏการณ์ และยกตัวอย่าง
การนำความรู้เกี่ยวกับแก๊สและสมบัติของ
แกส๊ ไปใชป้ ระโยชน์ได้
• สืบค้นข้อมูลการใช้ประโยชน์จากความรู้
เรอ่ื งแก๊สและสมบตั ิของแกส๊ ได้
• มีความรับผิดชอบต่องานท่ี ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น
ได้
• บอกความหมายของอัตราการ
เปล่ยี นแปลงปริมาณสารในปฏกิ ิริยาเคมไี ด้
• อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างค่าความชนั
กับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสารที่
ป ร า ก ฏ ใ น ก ร า ฟ แ ส ด ง ค ว า ม ส ั ม พ ั น ธ์
ร ะห ว ่ า ง ป ร ิ มา ต ร ของ แ ก๊ ส ไฮโ ด ร เ จ น กั บ
เวลาได้
• ทำการทดลองเรื่อง ศึกษาการเกิดแก๊ส
ไฮโดรเจนจากปฏิกิริยาระหว่างโลหะ
แมกนีเซียมกบั กรดไฮโดรคลอริก
• เขียนกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
ปริมาตรของแกส๊ ไฮโดรเจนกับเวลาได้
• มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานรว่ มกับผู้อ่ืน
ได้
• เปรียบเทียบอัตราการเปล่ียนแปลง
ปริมาณของสารแต่ละชนิดในแต่ละ
ชว่ งเวลาได้
9
สัปดาหท์ ี่ สาระการเรียนร/ู้ เนอ้ื หา จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ชั่วโมง
9 1
• คำนวณอัตราการเกิดปฏิกิริยาของสาร 2
10
11 แต่ละชนิดที่เวลาเดียวกันหรือแตกต่างกัน 3
12 1
ได้
• เขียนกราฟการลดลงหรือเพิ่มขึ้นของ
สารทีไ่ ม่ไดว้ ดั ในปฏิกิริยาเคมไี ด้
• มีความรับผิดชอบต่องานท่ี ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น
ได้
เรื่อง แนวคิดเกี่ยวกับการเกิดปฏกิ ิรยิ า • อธิบายแนวคิดเก่ียวกับอัตราการ
เคมี (ทฤษฎกี ารชน) เกดิ ปฏกิ ิรยิ าเคมีโดยใชท้ ฤษฎกี ารชนได้
• เขยี นแผนภาพนำเสนอทฤษฎกี ารชนใน
การเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมีได้
เรื่อง แนวคิดเกี่ยวกับการเกิดปฏิกิริยา • แปลความหมายจากกราฟแสดงการ
เคมี (ทฤษฎสี ถานะแทรนซิชัน) เปลี่ยนแปลงพลังงานกับการดำเนินไปของ
ปฏิกิริยา และระบุได้ว่าเป็นปฏิกิริยา
ประเภทดดู พลังงานหรือคายพลงั งานได้
• หาค่าพลังงานที่ดูดกลืน พลังงานที่คาย
ออก และพลังงานรวมของปฏิกิริยาจาก
กราฟได้
• มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานร่วมกับผู้อ่ืน
ได้
สอบกลางภาค
เรื่อง ความเข้มข้นกับอัตราการ • อธิบายผลของความเข้มข้นของสารที่มี
เกิดปฏกิ ริ ิยาเคมี ตอ่ อตั ราการเกิดปฏกิ ิริยาเคมีได้
• ยกตัวอย่าง และอธิบายผลของความ
เข้มข้นของสารที่มีผลต่ออัตราการ
เกิดปฏิกิริยาเคมีในชีวิตประจำวันหรือ
อตุ สาหกรรมได้
• ทำการทดลองเรื่อง ศึกษาผลของความ
เข้มข้นของสารที่มีผลต่ออัตราการ
เกิดปฏกิ ิริยาเคมไี ด้
เรือ่ ง พ้นื ท่ผี ิวกับอัตรากาเกิดปฏิกริ ิยา • อธิบายผลของพื้นที่ผิวของสารที่มีต่อ
เคมี อตั ราการเกิดปฏกิ ิริยาเคมไี ด้
• ยกตัวอย่าง และอธิบายผลของพื้นที่ผิว
ของสารที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา
เคมีในชวี ติ ประจำวันหรืออตุ สาหกรรมได้
10
สปั ดาหท์ ่ี สาระการเรยี นรู้/เนอ้ื หา จุดประสงค์การเรียนรู้ ชัว่ โมง
13 เ ร่ื อ ง อ ุ ณ ห ภ ู ม ิ ก ั บ อ ั ต ร า ก า ร • ทำการทดลองเรื่อง ศึกษาผลของพื้นที่ 2
14 เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี ผวิ ของสารทม่ี ีผลต่ออัตราการเกดิ ปฏิกิริยา
เคมีได้ 3
เรื่อง ตัวเร่งและตัวหน่วงปฏิกิริยาเคมี • อธิบายผลของอุณหภูมิของสารที่มีต่อ
กับอัตราการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี อัตราการเกดิ ปฏิกิริยาเคมไี ด้ 18
• ยกตัวอย่าง และอธิบายผลของอุณหภูมิ 2
บทท่ี 9 สมดุลเคมี ของสารที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา
เรื่อง สภาวะสมดุล เคมใี นชวี ติ ประจำวันหรืออตุ สาหกรรมได้ 1
• ทำการทดลองเรื่อง ศึกษาผลของ
เรอ่ื ง การเปลีย่ นแปลงทผี่ ันกลบั ได้ อุณหภูมิของสารที่มีผลต่ออัตราการ
เกดิ ปฏิกริ ิยาเคมไี ด้
• อธิบายผลของตัวเร่งปฏิกิริยาเคมีและ
ตัวหน่วงปฏิกิริยาเคมีที่มีต่ออัตราการ
เกิดปฏิกริ ิยาเคมีได้
• ยกตัวอย่าง และอธิบายผลของตัวเร่ง
ปฏิกิริยาเคมีและตัวหน่วงปฏิกิริยาเคมีที่มี
ผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีใน
ชีวติ ประจำวันหรืออตุ สาหกรรมได้
• ทำการทดลองเรื่อง การศึกษาผลของ
สารบางชนิดต่ออัตราการเกดิ ปฏกิ ริ ิยาเคมี
• อธิบายความหมายของปฏิกิริยาผันกลับ
ไดแ้ ละภาวะสมดลุ ได้
• ทำกิจกรรมทดสอบปฏิกิริยาผันกลับได้
และภาวะสมดุลได้
• มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานร่วมกับผู้อ่ืน
ได้
• อธิบายความหมายของปฏิกิริยาผันกลับ
ได้
• ทำการทดลองเร่ือง การทดสอบปฏิกิริยา
ของไอร์ออน(III)ไอออน (Fe3+) และไอร์
ออน(II)ไอออน (Fe2+)
• มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานร่วมกับผู้อ่ืน
ได้
11
สัปดาห์ท่ี สาระการเรยี นร/ู้ เน้ือหา จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ ชั่วโมง
15 เรื่อง ความเข้มข้นของสารเมื่อระบบ 3
เขา้ สสู่ มดลุ • อธิบายการเปลี่ยนแปลงความเข้มข้น
16 ของสาร อตั ราการเกิดปฏิกริ ยิ าไปข้างหน้า 2
เรอ่ื ง คา่ คงที่สมดลุ และอัตราการเกิดปฏิกิริยาย้อนกลับ เม่ือ
16-17 เร่มิ ปฏิกริ ิยาจนกระท่ังระบบอยูใ่ นสมดลุ ได้ 2
17 เรื่อง การคำนวณเกี่ยวกับค่าคงท่ี • ทำกิจกรรมเรื่อง ความเข้มข้นของสาร 2
18 สมดุล เมื่อระบบเข้าสู่สมดุล และเขียนกราฟ 2
แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความเข้มข้น
เรื่อง ค่าคงที่สมดุลกบั สมการเคมี ของสารตั้งตน้ และผลติ ภัณฑต์ อ่ เวลาได้
• มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ
เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อสมดุล (ความ มอบหมายและสามารถทำงานร่วมกับผู้อ่ืน
เข้มขน้ ) ได้
• อธิบายความหมายของค่าคงที่สมดุลเคมี
ได้
• สามารถสร้างแผนภาพแสดง
ความสัมพันธ์ของค่าคงท่ีสมดุลจากสมการ
เคมีได้
• มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานร่วมกับผู้อ่ืน
ได้
• อธิบายการหาค่าคงที่สมดุลได้จากความ
เขม้ ข้นของสารต้ังตน้ และผลติ ภัณฑ์ได้
• คำนวณค่าคงที่สมดุลของปฏิกิริยาต่างๆ
ได้
• มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานรว่ มกับผู้อ่ืน
ได้
• อธิบายและสรุปการคำนวณค่าคงที่
สมดุลในแบบตา่ ง ๆ ได้
• คำนวณค่าคงที่สมดุลหรือความเข้มข้น
ของสารในปฏิกิริยาหลายข้นั ตอน
• มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานร่วมกับผู้อ่ืน
ได้
• อธิบายผลของความเข้มข้นที่มีต่อภาวะ
สมดุลของระบบได้
• ทำการทดลองเรื่อง ผลของความเข้มข้น
ของสารต่อสมดลุ
12
สปั ดาหท์ ่ี สาระการเรียนรู้/เน้ือหา จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ ช่วั โมง
19 1
20 • มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ 2
มอบหมายและสามารถทำงานรว่ มกับผู้อื่น 1
ได้
เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อสมดุล (ความดัน • อธิบายสรุปผลของการเปลี่ยนแปลง
และอณุ หภูมิ) ความดันและอุณหภูมิที่มีต่อภาวะสมดุล
และค่าคงท่สี มดลุ ได้
• สังเกตผลการทดลองเรื่อง ผลของการ
เปลี่ยนแปลงความความดันและอุณหภูมิ
ท่มี ีต่อภาวะสมดุลจากสอ่ื สาธติ ได้
เรื่อง หลักของเลอชาเตอลิเอ • อธิบายการใช้หลักของเลอชาเตอลิเอใน
อตุ สาหกรรมไดถ้ ูกตอ้ งได้
• เขียนบอกการนำหลักของเลอชาเตอลิเอ
ไปใชป้ ระโยชนใ์ นอุตสาหกรรมได้
• มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานรว่ มกับผู้อื่น
ได้
เรื่อง สมดุลเคมใี นสิ่งมชี ีวติ ส่งิ แวดลอ้ ม • อธบิ ายสมดุลเคมีในส่งิ มชี วี ติ สิ่งแวดล้อม
และอตุ สาหกรรม และอตุ สาหกรรมได้
• เขียนบอกสมดุลในสิ่งมีชีวิตและ
ส่งิ แวดล้อมได้
• มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ
มอบหมายและสามารถทำงานรว่ มกับผู้อื่น
ได้
สอบปลายภาค
13
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 1
กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ภาคเรยี นที่ 1/2565
รายวิชาเพิม่ เติม เคมี 3 ว 32223 ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 5
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 แกส๊ และสมบัตขิ องแกส๊
เรอ่ื ง ความสมั พันธร์ ะหวา่ งปรมิ าตรและความดันของแกส๊ (กฎของบอยล์) เวลา 18 ช่วั โมง
ครผู ูส้ อน นางสาวฐิรกานดา พรมกุล จำนวน 1 ช่ัวโมง
ผลการเรียนรู้
1. อธบิ ายความสัมพนั ธแ์ ละคำนวณปริมาตร ความดัน หรืออณุ หภมู ขิ องแก๊สท่ีภาวะตา่ ง ๆ ตามกฎ
ของบอยล์ กฎของชาร์ล กฎของเกย์-ลูสแซก
สาระสำคัญ
พฤตกิ รรมของแกส๊ และความสัมพันธ์ระหว่าง ปรมิ าตร ความดนั และอุณหภมู ิของแก๊สอธิบาย ได้
ด้วยกฎของบอยล์ กฎของชาร์ล กฎของเกย์-ลูสแซก และกฎรวมแก๊ส ซึ่งสามารถนำมาใช้ในการคำนวณ
ปริมาตร ความดัน หรืออณุ หภูมขิ องแกส๊ ที่สภาวะตา่ ง ๆ ได้
เมื่ออุณหภูมิและจำนวนโมลของแก๊สคงที่ ปริมาตรจะแปรผกผันกับความดัน ความสัมพันธ์น้ี
เรยี กวา่ กฎของบอยล์ และสามารถเขยี นแทนด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ไดด้ ังนี้
1
V ∝ P
V= คา่ คงที่ × 1
P
PV = คา่ คงท่ี
ความสัมพันธ์ตามกฎของบอยล์ อาจเขียนอยู่ในรูปที่สมารถใช้คำนวณปริมาตรหรือความดันแก๊สที่สอง
สภาวะไดด้ ังน้ี
P1V1 = P2V2
เมื่อ P1 และ P2 คือความดันของแก๊สที่มีปริมาตร V1 และ V2 ตามลำดับ ที่อุณหภูมิและจำนวน
โมลคงท่ี
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
หลังจบกจิ กรรมการจดั การเรียนรู้ นักเรยี นสามารถ
ด้านความรู้ (K)
1. อธิบายความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งปริมาตรและความดันของแกส๊ ได้
14
ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (P)
2. คำนวณปริมาตรหรือความดัน โดยใชค้ วามสมั พนั ธต์ ามกฎของบอยลไ์ ด้
3. ทำการทดลองเร่อื ง ศกึ ษาความสัมพันธ์ระหวา่ งความดนั และปรมิ าตรของอากาศได้
ด้านคณุ ลกั ษณะ (A)
4. มีความรับผิดชอบต่องานทีไ่ ดร้ ับมอบหมายและสามารถทำงานร่วมกบั ผู้อน่ื ได้
สาระการเรยี นรู้
1. ความสมั พันธร์ ะหว่างปริมาตรและความดันของแก๊ส
2. การคำนวณหาปรมิ าตรหรอื ความดันตามกฎของบอยล์
สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน
1. ความสามารถในการสอื่ สาร
2. ความสามารถในการคิด
1) ทกั ษะการสงั เกต
2) ทักษะการวัด
3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
คุณลักษณะอนั พงึ ประสงค์
1. มีวนิ ยั
2. ใฝ่เรียนรู้
3. มงุ่ มัน่ ในการทำงาน
กระบวนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้แบบ 5E
ขั้นท่ี 1 สร้างความสนใจ (Engagement)
1. นักเรียนพิจารณารูป 7.1 (ในหนังสอื เรียนรายวิชาเพ่ิมเติม เคมี 3 ของสถาบันส่งเสริม
การ สอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหน้า 4 ) และเปรียบเทียบสมบัติของสารในสถานะแก๊สที่แตกต่าง
จากสถานะอ่ืน เชน่ ระยะหา่ งระหว่างอนุภาค ปรมิ าตร ความหนาแน่น
(แนวคำตอบ : อนุภาคของแกส๊ มีแรงยึดเหน่ยี วระหวา่ งอนุภาคน้อย และเคลื่อนที่ได้เป็น
อิสระจึงมีปริมาตรเปลี่ยนไปตามภาชนะที่บรรจุ จึงทำให้ความหนาแน่นของสารนั้นต่ำไปด้วยเกิดจาก
โมเลกุลของแก๊สอยหู่ า่ งกนั ทำให้แรงดดู และแรงผลกั ระหว่างโมเลกลุ น้อย )
15
2. ครูอธิบายการเกิดความดันของแก๊สในลูกโป่งโดยใช้รูป 7.2 และหน่วยต่าง ๆ ของ
ความดันรวมทงั้ อุปกรณ์สำหรับวัดความดันของแก๊สตามรายละเอียดในหนังสอื เรยี น
3. นักเรยี นตอบคำถามนำเข้าสู่กิจกรรม 7.1 ว่าความสัมพนั ธ์ระหวา่ งปริมาตรและความ
ดันของแกส๊ เปน็ อย่างไร และถา้ ตอ้ งการศกึ ษาความสัมพันธน์ ี้จะทำได้อย่างไร
(แนวคำตอบ : นักเรยี นตอบตามความเข้าใจของตนเอง)
ขน้ั ท่ี 2 สำรวจและค้นหา (Exploration)
4. นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น กลุ่มละ 3 - 5 คน ทำกิจกรรม 7.1 การทดลองศึกษา
ความสัมพันธ์ระหว่างความดัน และปริมาตรของอากาศ แล้วให้นักเรียนอภิปรายผลการทดลองโดยใช้
คำถามท้ายการทดลอง
กจิ กรรม 7.1 การทดลองศกึ ษาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งความดัน และปริมาตรของอากาศ
จดุ ประสงคก์ ารทดลอง วิธที ดลอง
ทดลองและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง 1. ดงึ กา้ นกระบอกฉีดยาให้มีปรมิ าตรของอากาศ
ความดันและปริมาตรของอากาศ เป็น 10.0 mL ใชป้ ลายนวิ้ อุดปลายกระบอกฉีดยา
ไว้จากนน้ั กดกา้ นกระบอกฉีดยาชา้ ๆ จนกระทั้งมี
16
วัสดุและอปุ กรณ์ ปริมาตรของอากาศเป็น 5.0 mL ปล่อยมือที่กด
กระบอกฉีดยาพลาสตกิ ขนาด 20 mL กา้ นกระบอกฉดี ยา และสงั เกตการเปล่ียนแปลง
2. ดึงก้านกระบอกฉีดยาให้มีปริมาตรของอากาศ
เป็น 10.0 mL ใชป้ ลายน้ิวอุดปลายกระบอกฉีดยา
ไว้เหมือนข้อ 1 จากนั้นดึงก้านกระบอกฉีดยาขึ้น
อย่างช้า ๆ จนกระทั่งมีปริมาตรของอากาศเป็น
20.0 mLปล่อยมือที่ดึงก้านกระบอกฉีดยา และ
สงั เกตการเปล่ยี นแปลง
5. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาการทดลองของรอเบิร์ต บอยล์ ตามรายละเอียดในหนังสือ
เรียนแล้วให้ระบุตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุมในการทดลองของบอยล์ เพื่อให้ได้คำตอบว่า
ตัวแปรต้นคือความดันของแก๊ส ตัวแปรตามคือปริมาตรของแก๊ส และตัวแปรควบคุมคืออุณหภูมิและ
จำนวนโมลของแกส๊
ขั้นท่ี 3 อธิบายและลงข้อสรุป (Explanation)
6. ครูใช้คำถามว่า “บอยล์หาความดันของแก๊สที่อยู่ในหลอดแก้วด้านปลายปิดได้
อย่างไร”
(แนวคำตอบ: บอยล์ได้หาความดันของแก๊สที่อยู่ในหลอดแก้วด้านปลายปิดจากผลต่าง
ของความสูงของระดับปรอทในหลอดแก้วด้านปลายปิดและเปิด บวกกับความดันบรรยากาศ
(Pgas=Patm+ ผลต่างความสูงของปรอท))
7. ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลการทดลองของบอยล์ในตาราง 7.1 และกราฟ
ความสัมพนั ธ์ระหว่างปรมิ าตรและความดนั ในรูป 7.4 (ในหนงั สือเรียนรายวิชาเพ่ิมเติม เคมี 3 ของสถาบัน
ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน้า 9) เพ่ือให้ได้ข้อสรุปว่าเมื่ออุณหภูมิและจำนวน
โมลของแก๊สคงที่ปริมาตรจะแปรผกผันกับความดัน ความสัมพันธ์นี้เรียกว่า กฎของบอยล์ (Boyle’s
law) และสามารถเขียนแทนด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ไดด้ ังนี้
V∝ 1
V = ค่าคงท่ี × 1
PV = คา่ คงที่
17
ความสัมพันธ์ตามกฎของบอยล์ อาจเขียนอยู่ในรูปที่สามารถใช้คำนวณปริมาตรหรือ
ความดันของแกส๊ ท่ีสองสภาวะได้ดังนี้
P1V1 = P2V2
เมอ่ื P1 และ P2 คอื ความดนั ของแกส๊ ทม่ี ีปริมาตร V1 และ V2 ตามลำดับ ท่อี ุณหภมู ิและ
จำนวนโมลคงท่ี
ขน้ั ที่ 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
8. ครูอธิบายวิธีการคำนวณปริมาตรและความดันของแก๊สโดยใช้ตัวอย่าง 1 และ 2
จากนั้นให้นักเรยี นตอบคำถามตรวจสอบความเข้าใจ ดังตอ่ ไปน้ี
- ในการทดลองวัดปริมาตรของอากาศในหลอดรูปตัวเจ (J) เมื่อเริ่มต้นอากาศในหลอด
รูปตัวเจ ด้านปลายปิดมีปริมาตร 30 มิลลิลิตรและมีความดัน 1.0 บรรยากาศ เมื่อเติมปรอทลงในหลอด
เพิ่มเติม พบว่า ความดันภายในหลอดเพิ่มเป็น 1.5 บรรยากาศ จงคำนวณปริมาตรของอากาศใน
หลอดรปู ตวั เจหลังเตมิ ปรอท ถ้ากำหนดให้อณุ หภมู ทิ ่ที ำการทดลองคงที่
จาก P1V1 = P2V2
แทนค่าจะได้ (1.0 atm)(30 mL) = (1.5 atm)V2
V2 = (1.0 )(30 )
1.5
= 20 mL
ดงั นั้น ปริมาตรของอากาศในหลอดรูปตัวเจหลงั เติมปรอทเทา่ กบั 20 มลิ ลลิ ิตร
ขั้นที่ 5 ตรวจสอบผล (Evaluate)
9. ครปู ระเมนิ จากการตอบคำถาม รายงานการทดลอง และการอภปิ ราย
10. ครูประเมนิ จากแบบฝึกหดั
สอ่ื /อุปกรณ์/แหล่งเรยี นรู้
1. คู่มอื ครู รายวิชาเพิม่ เติมวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เคมี เล่ม 3
2. หนงั สอื เรียนรายวิชาเคมีเพมิ่ เติม ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 เลม่ 3
3. Power Point เรือ่ งความสัมพันธ์ระหว่างความดนั และปรมิ าตรของแกส๊
4. ใบกิจกรรม 7.1 การทดลองศึกษาความสัมพันธร์ ะหวา่ งความดันและปริมาตรของอากาศ
5. กระบอกฉีดยาพลาสติกขนาด 20 mL
18
การวัดและประเมนิ ผลการเรียนรู้
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้ วธิ ีการวดั ผลการเรยี นรู้ เกณฑ์การ
ประเมนิ ผล
ดา้ นความรู้ (K: Knowledge) -ตรวจใบกิจกรรม เรื่อง การทดลองศึกษา ได้คะแนนร้อยละ
• อธิบายความสัมพันธ์ของ ความสัมพันธ์ระหว่างความดันและปริมาตร 70 ขน้ึ ไป
ปริมาตรและความดันของแก๊ส ของอากาศ
โดยใช้ความสัมพันธ์ตามกฎของ -ตรวจคำถาม ท้ าย กา รท ดล อง ศึ ก ษ า
บอยล์ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างความดันและปริมาตร
ของอากาศ
ดา้ นทักษะกระบวนการ -สังเกตจากการตอบคำถาม -ได้คะแนนในระดับ
(P: Process) -ตรวจใบกิจกรรม เรื่อง การทดลองศึกษา 3 (ด)ี ข้ึนไป
• คํานวณปริมาณหรือความดัน ความสัมพันธ์ระหว่างความดันและปริมาตร
ของแก๊ส โดยใช้ความสัมพันธ์ ของอากาศ
ตามกฎของบอยล์ได้
• ทดลองศึกษาความสัมพันธ์
ระหว่างความดันและปริมาตร
ของอากาศได้
ดา้ นคุณลักษณะอันพึงประสงค์ -สังเกตจากการตอบคำถาม -ไ ด้ ค ะ แ น น ใ น
(A: Attribute) -สังเกตคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ระดบั 3 (ด)ี ขน้ึ ไป
• มีความกระตือรือร้นในการ
เสาะแสวงหาความรู้ รับผิดชอบ
ตอ่ หนา้ ทท่ี ่ีได้รับมอบหมาย
19
20
21
แบบประเมินความรู้
เรื่อง…………………………………………รายวชิ า เคมี3 รหสั วชิ า ว 32223 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565
ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 5/2565
คะแนน คะแนน คะแนน
ความ ความ ความ คะแนน
เลขที่ ชอ่ื - นามสกลุ ถูกตอ้ งของ เรยี บรอ้ ย ตรงตอ่ รวม
เนือ้ หา ของงาน เวลา (10)
(6) (2) (2)
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
คะแนน คะแนน คะแนน
ความ ความ ความ คะแนน
เลขท่ี ชอื่ - นามสกุล ถูกต้องของ เรยี บรอ้ ย ตรงต่อ รวม
เน้ือหา ของงาน เวลา (10)
(6) (2) (2)
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
41
42
ลงชอ่ื ................................................ผู้ประเมิน
(นางสาวฐิรกานดา พรมกลุ )
23
แบบสังเกตพฤติกรรมนกั เรียน เพ่ือการประเมนิ คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์
เรอ่ื ง…………………………………………รายวิชา เคมี3 รหัสวชิ า ว 32223 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565
ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 5/2565
คำช้แี จง การบันทกึ ให้ทำเคร่ืองหมาย / ลงในชอ่ งท่ีตรงกับพฤติกรรมท่ีเกดิ ขึน้ จรงิ
พฤตกิ รรมการแสดงออก
เลขที่ ช่อื - นามสกลุ มวี นิ ยั ใฝ่เรียนรู้ ม่งุ มน่ั ในการทำงาน
321032103210
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
24
พฤติกรรมการแสดงออก
เลขท่ี ชื่อ - นามสกลุ มวี ินยั ใฝ่เรียนรู้ ม่งุ มน่ั ในการทำงาน
321032103210
25
26
27
28
29
30
31
32
33
34
35
36
37
38
39
40
41
42
ลงช่ือ................................................ผูป้ ระเมิน
(นางสาวฐริ กานดา พรมกลุ )
25
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
มวี ินัย = ปฏิบัติตามข้อตกลง กฎเกณฑ์ ระเบียบ ข้อบังคับของครอบครัวและโรงเรียน
ตรงต่อเวลาในการปฏิบตั กิ จิ กรรมต่าง ๆ ในชวี ิตประจำวันและรบั ผิดชอบในการทำงาน
ใฝเ่ รียนรู้ = แสวงหาข้อมูลจากแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ มีการจดบันทึกความรู้อย่างเป็นระบบ
สรุปความไดอ้ ย่างมเี หตผุ ล
มุ่งมัน่ ใน = มคี วามตั้งใจและพยายามในการทำงานทไ่ี ดร้ ับมอบหมาย มีความอดทนและไม่ทอ้ แท้
การทำงาน ตอ่ อปุ สรรคเพ่ือใหง้ านสำเรจ็
หมายเหตุ : ปฏิบตั หิ รือแสดงพฤติกรรมอยา่ งสม่ำเสมอ ให้ 3 คะแนน
ปฏิบตั หิ รอื แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน
ปฏบิ ตั หิ รอื แสดงพฤติกรรมอย่างบางครงั้ ให้ 1 คะแนน
ปฏิบัตหิ รือแสดงพฤตกิ รรมอย่างน้อยครั้ง ให้ 0 คะแนน
เกณฑก์ ารตดั สินคุณภาพ
ระดบั ชว่ งคะแนน
คุณภาพ
ดเี ย่ียม ได้คะแนนรวมระหว่าง 7-9 คะแนน
ดี ได้คะแนนรวมระหวา่ ง 4-6 คะแนน
ผา่ น ได้คะแนนรวมระหวา่ ง 2-3 คะแนน
ไมผ่ ่าน ไดค้ ะแนนรวมระหว่าง 0-1 คะแนน
26
แบบประเมนิ การนำเสนอผลงานหน้าช้นั เรยี น
คำชีแ้ จง : ให้ ผูส้ อน สังเกตพฤติกรรมของนักเรยี นในระหว่างการนำเสนอ แล้วขีด ✓ ลงในชอ่ งวา่ งที่
ตรงกับระดับคะแนน
สมาชิกในกลุ่ม 1.
2.
3.
4.
ลำดบั ท่ี รายการประเมิน คุณภาพการปฏิบตั ิ
4321
1 นำเสนอเนื้อหาในผลงานได้ถูกต้อง
2 การนำเสนอมีความน่าสนใจ
3 ความเหมาะสมกับเวลา
4 ความกล้าแสดงออก
5 บุคลิกภาพ นำ้ เสยี งเหมาะสม
รวม
ลงชือ่ ................................................ผูป้ ระเมิน
(นางสาวฐริ กานดา พรมกุล)
เกณฑ์การใหค้ ะแนน เกณฑก์ ารตัดสนิ คุณภาพ
ปฏบิ ัติงานสมบูรณ์ ชดั เจน = 4 คะแนน ชว่ งคะแนน ระดบั
ปฏบิ ัตงิ านยังมีข้อบกพร่องเล็กน้อย = 3 คะแนน คณุ ภาพ
ปฏบิ ตั ิงานมีข้อบกพร่องเปน็ สว่ นใหญ่ = 2 คะแนน
ปฏบิ ตั งิ านมขี ้อบกพรอ่ งมาก = 1 คะแนน 17 - 20 ดีมาก
13 - 16 ดี
9 - 12 พอใช้
5 - 8 ปรับปรุง
27
กิจกรรมที่ 7.1
การทดลองศึกษาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งความดนั และปรมิ าตรของอากาศ
จดุ ประสงค์ของกิจกรรม
ทดลองและอธบิ ายความสัมพนั ธร์ ะหว่างความดันและปริมาตรของอากาศ
วัสดุอุปกรณ์การทดลอง
รายการ จำนวน
กระบอกฉีดยาพลาสติกขนาด 20 mL 1 อนั
วิธกี ารทดลอง
1. ดึงก้านกระบอกฉีดยาใหม้ ปี รมิ าตร 10 mL ใชป้ ลายนิว้ อดุ ปลายกระบอกฉีดยาไว้ จากนนั้ กดก้าน
กระบอกฉดี ยาช้า ๆ จนกระท่ังมปี ริมาตร 5 mL ปลอ่ ยมือทีก่ ดกระบอกฉดี ยาและบันทึกการเปลยี่ นแปลง
2. ดึงกา้ นกระบอกฉดี ยาให้มปี ริมาตร 10 mL ใชป้ ลายน้ิวอดุ ปลายกระบอกฉีดยาไว้ จากนัน้ ดึงก้าน
กระบอกฉีดยาช้า ๆ จนกระท่งั มปี ริมาตร 20 mL ปล่อยมือท่ีดึงกระบอกฉดี ยาและบนั ทกึ การเปลี่ยนแปลง
ผลการทดลอง
ตารางที่ 1 บนั ทึกการเปลี่ยนแปลงของกระบอกฉดี ยา
กระบอกฉดี ยา การเปลี่ยนแปลงทเ่ี กิดข้นึ
กดกา้ นกระบอกฉีดยา
ดึงกา้ นกระบอกฉีดยา
สรปุ ผลการทดลอง
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................................
........................................................................................................................................ ..............................
......................................................................................................................................................................
............................................................................................................................. .........................................
28
กิจกรรมท่ี 7.1
การทดลองศึกษาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งความดนั และปริมาตรของอากาศ
คำถามทา้ ยการทดลอง
1. อุณหภมู แิ ละจำนวนโมลของอากาศภายในกระบอกฉีดยา กอ่ นและหลังการทดลองมีการ
เปล่ียนแปลงหรอื ไมอ่ ย่างไร
ตอบ
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................... .............................................................................
............................................................................................................................. .........................................
2. ความดนั ของอากาศในกระบอกฉีดยาเมื่อเร่มิ ทำการทดลองมค่าเท่ากบั ความดนั บรรยากาศ
ภายนอกหรือไม่
ตอบ
............................................................................................................................. .........................................
................................................................................................................................. .....................................
............................................................................................. .........................................................................
3. เมอื่ กดก้านกระบอกฉีดยาจนปรมิ าตรของอากาศเป็น 5.0 ml ความดนั ของอากาศภายใน
กระบอกฉีดยามากกว่าหรือน้อยกว่าความดนั บรรยากาศ ทราบได้อย่างไร
ตอบ
..................................................................................................................................................................... .
............................................................................................................................. .........................................
......................................................................................... .............................................................................
4. เมือ่ ดงึ ก้านกระบอกฉดี ยาจนปริมาตรของอากาศเป็น 20.0 ml ความดันของอากาศภายใน
กระบอกฉีดยามากกว่าหรอื น้อยกว่าความดนั บรรยากาศ ทราบไดอ้ ย่างไร
ตอบ
.................................................................................................................................................................. ....
............................................................................................................................. .........................................
29
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 2 ภาคเรยี นที่ 1/2565
ช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 5
กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวชิ าเพ่ิมเติม เคมี 3 ว 32223 เวลา 18 ชว่ั โมง
หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 แกส๊ และสมบตั ิของแก๊ส จำนวน 2 ชวั่ โมง
เรอ่ื ง ความสมั พันธร์ ะหว่างปริมาตรและอุณหภมู ขิ องแก๊ส (กฎของชาร์ล)
ครูผู้สอน นางสาวฐิรกานดา พรมกุล
ผลการเรยี นรู้
1. อธบิ ายความสมั พันธ์และคำนวณปริมาตร ความดนั หรอื อุณหภูมิของแกส๊ ท่ภี าวะต่าง ๆ ตามกฎ
ของบอยล์ กฎของชาร์ล กฎของเกย์-ลสู แซก
สาระสำคญั
พฤตกิ รรมของแกส๊ และความสัมพันธ์ระหวา่ ง ปริมาตร ความดนั และอุณหภมู ิของแก๊สอธิบาย ได้
ด้วยกฎของบอยล์ กฎของชาร์ล กฎของเกย์-ลูสแซก และกฎรวมแก๊ส ซึ่งสามารถนำมาใช้ ในการคำนวณ
ปรมิ าตร ความดนั หรอื อุณหภูมิของแก๊สท่ีภาวะต่าง ๆ ได้
เมื่อความดันและจำนวนโมลของแก๊สคงที่ ปริมาตรจะแปรผันตรงกับอุณหภูมิในหน่วยเคลวิน
ความสมั พันธ์นเี้ รยี กวา่ กฎของชารล์ ซึ่งสามารถเขียนสมการได้ดงั น้ี
V∝T
V = ค่าคงที่ ×T
V
T = ค่าคงที่
ความสัมพันธ์ตามกฎของชาร์ล อาจเขียนอยู่ในรูปที่สามารถใช้คำนวณปริมาตรหรืออุณหภูมิของ
แก๊สทีส่ องสภาวะได้ดังน้ี
=V1 V2
T1 T2
เม่อื V1 และ V2 คอื ปรมิ าตรของแกส๊ ทีม่ ีอุณหภูมิ T1 และ T2 ตามลำดับ ที่ความดันและจำนวนโมลคงที่
จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
หลงั จบกจิ กรรมการจัดการเรยี นรู้ นักเรียนสามารถ
ด้านความรู้ (K)
1. อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างปรมิ าตรและอณุ หภมู ขิ องแก๊สได้
ดา้ นทักษะ/กระบวนการ (P)
2. คำนวณปริมาตรหรอื อุณหภมู ิ โดยใช้ความสัมพนั ธต์ ามกฎของชาร์ลได้
30
3. ทำการทดลองเรื่อง ศกึ ษาความสัมพันธ์ระหวา่ งปริมาตรและอุณหภูมิของอากาศได้
ด้านคุณลกั ษณะ (A)
4. มีความรับผิดชอบตอ่ งานทีไ่ ด้รับมอบหมายและสามารถทำงานร่วมกบั ผอู้ ่ืนได้
สาระการเรยี นรู้
1. ความสมั พนั ธร์ ะหว่างปริมาตรและอุณหภูมิของแกส๊ (กฎของชาร์ล)
สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รยี น
1. ความสามารถในการส่ือสาร
2. ความสามารถในการคดิ
1) ทักษะการสงั เกต
2) ทกั ษะการวดั
3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
1. มวี นิ ัย
2. ใฝเ่ รยี นรู้
3. มงุ่ ม่ันในการทำงาน
กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้แบบ 5E
ขั้นที่ 1 สรา้ งความสนใจ (Engagement)
1. นักเรียนทบทวนความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและความดันของแก๊ส ตามกฎของ
บอยล์ โดยใชต้ วั อยา่ งโจทย์คำนวณ ดงั น้ี
ตัวอย่าง แก๊สชนิดหนึ่งบรรจุในภาชนะขนาด 2.5 L ที่ความดัน 2 atm ถ้าแก๊สที่ความ
ดนั 1 atm จะตอ้ งบรรจุในภาชนะกี่มลิ ลิลิตร
วิธีทำ
ถ้า 1 ลิตร เทา่ กบั 1000 มลิ ลิลติ ร
ดังนั้น 2.5 ลิตรจะเท่ากับ 2500 มิลลลิ ิตร
จาก P1V1 = P2V2
แทนคา่ จะได้ (2 atm)(2500 cm3) = (1 atm) V2
(2 atm) (2500.0 cm3)
V2 =
1 atm
V2 = 5000 cm3
31
2. นกั เรยี นตอบคำถามเพื่อเป็นการเช่อื มโยงเขา้ เน้ือหาวา่
- หากอณุ หภมู ขิ องแก๊สเปล่ยี นแปลง ปริมาตรของแก๊สจะเปล่ียนแปลงหรอื ไม่ อย่างไร
(แนวคำตอบ คือ ตามความคิดเห็นของผู้เรียน จากนั้นสรุปว่า “นักเรียนจะได้คำตอบ
จากการทดลองตอ่ ไปน”ี้
ขน้ั ท่ี 2 สำรวจและคน้ หา (Exploration)
3. นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น กลุ่มละ 3 - 5 คน ทำกิจกรรม 7.2 การทดลองศึกษา
ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาตรและอุณหภูมิของอากาศ แล้วให้นักเรียนอภิปรายผลการทดลองโดยใช้
คำถามท้ายการทดลอง
กจิ กรรม 7.2 การทดลองศกึ ษาความสัมพนั ธร์ ะหว่างปริมาตรและอุณหภูมิของอากาศ
จุดประสงค์การทดลอง วิธีทดลอง
ทดลองและอธิบายความสัมพันธ์ระหว่าง 1. ผสมน้ำกบั ลา้ งจานในอัตราส่วน 2 : 1 ใสใ่ น
ปริมาตรและอณุ หภมู ขิ องอากาศ บกี เกอรใ์ บท่ี 1
วสั ดแุ ละอุปกรณ์ 2. จมุ่ ปากขวดพลาสติกลงในบีกเกอร์ใบท่ี 1 ดงั รูป
1. ขวดพลาสติกใสชนิดไม่ยุบตัวเมื่อถูกความร้อน เพ่อื ใหเ้ กดิ แผ่นฟิลม์ บาง ๆ ของน้ำยาล้างจานปดิ ท่ี
ขนาด 500 mL ปากขวด สงั เกตลกั ษณะของฟลิ ม์ ท่ีปากขวด
2. บกี เกอรข์ นาด 500 mL 2 ใบ 3. เทนำ้ ร้อนใส่บีกเกอรใ์ บที่ 2 โดยใหน้ ้ำร้อนมี
3. น้ำ ระดับความสูงประมาณ 2 cm แล้ววางขวด
4. นำ้ ยาล้างจาน พลาสตกิ
5. นำ้ รอ้ น (อณุ หภูมปิ ระมาณ 60 องศา) ที่เตรียมไว้ในข้อ 2 ลงในบีกเกอร์ โดยหงายปาก
6. น้ำแขง็ ขวด
ขึ้น สังเกตการเปล่ียนแปลงและบนั ทกึ ผลโดยการ
วาดรปู ประกอบ
4. ทำการทดลองซำ้ ตัง้ แตข่ อ้ 2 - 3 แต่เปลี่ยนจาก
นำ้ รอ้ นเปน็ น้ำผสมน้ำแขง็ แทน
ข้ันที่ 3 อธิบายและลงขอ้ สรุป (Explanation)
4. นกั เรยี นแตล่ ะกลมุ่ นำเสนอผลการทดลองหนา้ ช้นั เรียนทลี ะกลุ่มเพ่อื แลกเปล่ียนความ
คดิ เหน็ กนั จนครบทกุ กลุ่ม
5. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายลงข้อสรุปเกี่ยวกับการทดลอง พร้อมทั้งครูอธิบาย
เพิ่มเติมในส่วนที่ยังไม่ครอบคลุมเนื้อหา จนได้ข้อสรุปดังนี้ “ที่ความดันและจำนวนโมนของอากาศคงท่ี
ปรมิ าตรของอากาศเพ่ิมขนึ้ เม่ืออุณหภูมิของอากาศเพม่ิ ขนึ้ และปรมิ าตรของอากาศลดลงเม่ืออุณหภูมิของ
อากาศลดลง” จากน้นั ครูเขียนสมการทางคณิตศาสตรแ์ สดงความสมั พนั ธ์ตามกฎของชาร์ล ดังน้ี
32
V∝T
V = ค่าคงที่ ×T
V
T = คา่ คงท่ี
ความสัมพันธ์ตามกฎของชาร์ล อาจเขียนอยู่ในรูปทีส่ ามารถใช้คำนวณปริมาตรหรอื อุณหภมู ขิ อง
แก๊สท่ีสองสภาวะได้ดงั น้ี V1 V2
T1 T2
=
เมื่อ V1 และ V2 คือ ปริมาตรของแก๊สท่มี ีอณุ หภูมิ T1 และ T2 ตามลำดบั ที่ความดันและจำนวน
โมลคงท่ี
ข้นั ท่ี 4 ขยายความรู้ (Elaboration)
6. ครูยกตัวอย่างการคำนวณโดยใช้ตัวอย่าง 3 และ 4 (ในหนังสือเรียนรายวิชาเคมี
เพิ่มเติมชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่ม 3) ประกอบการอธิบายและให้นักเรียนตอบคำถามตรวจสอบความ
เข้าใจ ดังน้ี
- ถ้าต้องการให้แก๊สไฮโดรเจน (H2) ที่อุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียสมีปริมาตรลดลง
ครึง่ หน่งึ ที่ความดนั คงที่ ต้องทำให้อณุ หภูมิของแกส๊ เป็นก่ีองศาเซลเซียส
- ถา้ บรรจแุ ก๊สฮเี ลียมในลูกโป่ง 10.0 ลิตรทีอ่ ุณหภูมิ 27 องศาเซลเซียส แล้วนำลูกโป่งน้ี
ไปไวใ้ นทท่ี ่ีมีอุณหภมู ิ 57 องศาเซลเซียสลกู โป่งจะมีขนาดเท่าใดถ้ากำหนดใหค้ วามดันภายในลูกโป่งคงที่