The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ งานวิจัยนิติกร ตร. ระดับรอง สว. รุ่นที่ 8

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ

ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ งานวิจัยนิติกร ตร. ระดับรอง สว. รุ่นที่ 8

ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญา ที่เป็นผู้สูงอายุ ร้อยตำรวจเอกหญิง ตาราไต ใจกล้า และคณะ หลักสูตรการพัฒนาผู้ทำหน้าที่นิติกรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติระดับรองสารวัตร และหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับตำแหน่งผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบสำนวนอัยการ และให้ความเห็นทางกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติระดับรองสารวัตร สถาบันส่งเสริมงานสอบสวน สำนักงานกฎหมายและคดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2566


ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญา ที่เป็นผู้สูงอายุ ร้อยตำรวจเอกหญิง ตาราไต ใจกล้า ร้อยตำรวจเอก ชัยวัฒน์ มากแก้ว ร้อยตำรวจเอก จักรวัฒน์ นกสกุล ร้อยตำรวจเอก เต็มยศ สอนกระต่าย ว่าที่ ร้อยตำรวจเอก วิรุณ ขุนนุรักษ์ ว่าที่ ร้อยตำรวจเอกหญิง ชฎาภาษ์ เหมือนแท้ ร้อยตำรวจโท พิเชษฐ สมปาง ร้อยตำรวจโท ธันฐภัทร์ ภูพิเศษศักดิ์ ร้อยตำรวจโท วัชรพล สุคนธวิท หลักสูตรการพัฒนาผู้ทำหน้าที่นิติกรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติระดับรองสารวัตร และหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับตำแหน่งผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบสำนวนอัยการ และให้ความเห็นทางกฎหมายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติระดับรองสารวัตร สถาบันส่งเสริมงานสอบสวน สำนักงานกฎหมายและคดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2566


Issue of legal in the rights of elderly offenders in criminal case POL.CAPT.TARATAI JAIKLA POL.CAPT.CHAIWAT MAKKAEW POL.CAPT.CHAKRAWAT NOKSAKUL POL.CAPT.TEMYOS SORNKRATAI ACTING POL.CAPT.WIRUN KHUNNURAK ACTING POL.CAPT.CHADAPA MUANTAE POL.LT.PICHED SOMPANG POL.LT.THUNTABHAT BHOOPHISETSAK POL.LT.WACHARAPON SUKONTHAVIT The Course on Development of Legal Officers and Prosecutorial Case Reviewers of the Royal Thai Police Sub – Inspector Institute of Investigation and Interrogation Affairs Office of Legal Affairs and Litigation The Royal Thai Police 2023


(3) หัวข้อวิจัย ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ อาจารย์ที่ปรึกษา พลตำรวจตรีดร.คมสัน สุขมาก คณะผู้วิจัย ร้อยตำรวจเอกหญิง ตาราไต ใจกล้า และคณะ หลักสูตร การพัฒนาผู้ทำหน้าที่นิติกรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติระดับรองสารวัตร และหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับตำแหน่งผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบสำนวนอัยการ และให้ความเห็นทางกฎหมาย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติระดับรองสารวัตร ปีที่วิจัย 2566 สถาบันส่งเสริมงานสอบสวน สำนักงานกฎหมายและคดีสำนักงานตำรวจแห่งชาติอนุมัติให้ นับงานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร พลตำรวจตรี…………………….……………………..…………………………… ( อนุชา สุทธยดิลก ) ผู้บังคับการสถาบันส่งเสริมงานสอบสวน สำนักงานกฎหมายและคดี คณะกรรมการตรวจสอบงานวิจัย พลตำรวจตรีดร. …………………………………………………..ประธานกรรมการ/อาจารย์ที่ปรึกษา ( คมสัน สุขมาก ) พลตำรวจตรีดร. ………………………………………….…….…กรรมการ ( สมชาย ว่องไวเมธี) ……………………………………………………………………………กรรมการภายนอกสถาบัน ( ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร.อัครเดช มณีภาค )


(4) หัวข้อวิจัย ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ อาจารย์ที่ปรึกษา พลตำรวจตรีดร.คมสัน สุขมาก คณะผู้วิจัย ร้อยตำรวจเอกหญิง ตาราไต ใจกล้า และคณะ หลักสูตร การพัฒนาผู้ทำหน้าที่นิติกรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติระดับรองสารวัตร และหลักสูตรการฝึกอบรมสำหรับตำแหน่งผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบสำนวนอัยการ และให้ความเห็นทางกฎหมาย ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติระดับรองสารวัตร ปีที่วิจัย 2566 บทคัดย่อภาษาไทย งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบถึงแนวคิด ทฤษฎี และมาตรการทางกฎหมายของ ประเทศไทยและต่างประเทศ เกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความ บกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจเพื่อให้ได้มาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมและสามารถนำมาปรับใช้ให้ ความคุ้มครองกับผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ในประเทศไทย จากการศึกษาวิจัยพบว่าประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายที่ให้การคุ้มครองผู้กระทำความผิด ในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุโดยตรง เมื่อได้ศึกษากฎหมายของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศออสเตรเลีย มีมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุที่หลากหลาย และประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เป็นสังคมผู้สูงอายุโดย สมบูรณ์ซึ่งประเทศเหล่านี้มีมาตรการให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ ไว้โดยตรงส่งผลให้กระบวนการยุติธรรมของประเทศเหล่านั้นสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อเสนอวิจัยในครั้งนี้เสนอให้ประเทศไทยควรมีกฎหมายที่ให้การคุ้มครองสิทธิของผู้กระทำ ความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ เนื่องจากปัจจุบันมีความเหลื่อมล้ำของสภาพเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลให้สภาพร่างกาย ฐานะ หรือสภาพจิตใจ ของผู้สูงอายุแต่ละบุคคลไม่เท่าเทียมกัน โดยเสนอให้แก้ไข เพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2, 134/1, 134/2, 134/5 และ 173 เพื่อกำหนดให้มีมาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุให้ชัดเจน เป็นธรรมและเสมอภาค


(5) Title Issue of legal in the rights of elderly offenders in criminal case Advisor Pol.Maj.Gen.Dr.Komsan Sukmak Researchers Pol.Capt.Taratai Jaikla and colleagues Course The Course on Development of Legal Officers and Prosecutorial Case Reviewers of the Royal Thai Police Sub - Inspector Year 2023 Abstract The purpose of this research is torealise theconcepts, theories and legal measures of Thailand and other countries. Regarding to the rights of elderly offenders with physical or mental impairment in order to obtain appropriate legal measures that can be adapted to provide protectiontoelderlyoffenders whohavea physicalormental impairment inThailand. According totheresearch, Thailand doesnothavealaw that directly protectelderly offenders in criminal case. By comparing the laws of foreign countries, Australia has various measures to protect the rights of the elderly. Japan, a complete aging country society, has measures to directly protect the rights of elderly offenders in criminal cases. These measurements result intheefficiency of the process of judgement inthose countries. Due to the inequality of the economy and society, the research suggests that Thailand should have a law protecting the rights of elderly offenders in criminal case. As a result, physical condition, status or mental condition of the elderly for each person isnot equal. The research proposes toamend the criminal procedure code, section 2, 134/1, 134/2,134/5and 173to prescribelegal measures to protect theelderlyoffenders clearly, fairly and equally.


(6) กิตติกรรมประกาศ งานวิจัยฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความถูกต้อง ความชอบธรรม ความมีเหตุผล ซึ่ง สำเร็จลงได้ด้วยความกรุณาช่วยเหลือและแนะนำอย่างดียิ่งจาก พลตำรวจตรีดร.คมสัน สุขมาก อาจารย์ ที่ปรึกษางานวิจัย ซึ่งท่านกรุณาให้คำปรึกษา แนะนำและตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ของรายงานวิจัยให้ถูกต้อง รวมถึงข้อมูลทางวิชาการอันเป็นประโยชน์พร้อมทั้งตรวจข้อแก้ไข ข้อบกพร่องในรายงานวิจัยฉบับนี้ใน ส่วนต่างๆด้วยความเอาใจใส่ ตลอดจนดูแลและให้กำลังใจแก่คณะผู้วิจัยตลอดมา ขอกราบขอบพระคุณ พลตำรวจตรีดร.สมชาย ว่องไวเมธีและผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. อัครเดช มณีภาค ที่กรุณาให้คำแนะนำและตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ของรายงานการวิจัยให้ถูกต้อง รวมถึง บูรพาจารย์ทุกท่านที่ได้ประสิทธิประสาทวิชาความรู้ให้แก่คณะผู้วิจัย การดำเนินการวิจัยมิอาจสำเร็จลุล่วงไปได้หากปราศจากความร่วมมือของสมาชิก กลุ่ม ที่ 1 ที่ร่วมกันสืบค้นข้อมูล และแสดงความคิดเห็น จนงานวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ท้ายนี้คณะวิจัยขอกราบขอบพระคุณ พลตำรวจตรีอนุชา สุทยดิลก ผู้บังคับการ สถาบันส่งเสริมงานสอบสวน และข้าราชการตำรวจทุกท่าน ที่รับผิดชอบเป็นเจ้าหน้าที่การฝึกอบรม หลักสูตรการพัฒนาผู้ทำหน้าที่นิติกรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติระดับรองสารวัตร และหลักสูตรการ ฝึกอบรมสำหรับตำแหน่งผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบสำนวนอัยการและให้ความเห็นทางกฎหมายของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติระดับระดับรองสารวัตร ที่สนับสนุนส่งเสริมและเป็นแหล่งศึกษาค้นคว้า และ ขอขอบพระคุณเจ้าของเอกสารและงานวิจัย ทุกท่าน ที่คณะผู้ศึกษาค้นคว้าได้นำมาอ้างอิงในการทำวิจัย จนกระทั่งงานวิจัยฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี


(7) สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ………………………..……………………………………………………………..………… (5) บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ……………………..……………………………………………………………..………. (6) กิตติกรรมประกาศ …………………..….…………………………………………………………….……...…… (7) สารบัญ …………………………….………..………………………………………………………………………… (8) สารบัญตาราง ……………………………….…………………………………………………………..…………. (11) บทที่ 1. บทนำ ……………………………….………………………………………………………………………… 1 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ………….……………………..……………….. 1 1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย ………………………………….………………….………..……………. 6 1.3 สมมติฐานการวิจัย ……………………………….……………….………..…………………….. 7 1.4 ขอบเขตการวิจัย ……………………….………………………….………..………………….…. 7 1.5 วิธีการดำเนินการวิจัย ………………………….……………………….………..……………… 7 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ………………..……………………….………..…………………. 7 1.7 นิยามศัพท์เฉพาะ …………….……………..……………………….………..…………………. 8 2. แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญา ที่เป็นผู้สูงอายุ…………………………………………………………………………………………….... 9 2.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญา ที่เป็นผู้สูงอายุ………..……………………………………………………………………………….. 9 2.2 สิทธิของผู้สูงอายุ……….………………………………………………………………….………. 15 2.2.1 ความหมายของคำว่า “ผู้สูงอายุ” ….……………………………….….………… 15 2.2.2 สิทธิและสวัสดิการผู้สูงอายุ…….……….……………………………….…….…… 16 2.2.3 สภาพร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุ…….……….…………….……..……..… 17 2.2.4 แนวคิดและหลักการในการคุ้มครองผู้สูงอายุ …….……………………….…. 19


(8) หน้า 2.3 การกระทำความผิดของผู้สูงอายุ…….…………………..…………………..………..…… 20 2.3.1 ทฤษฎีว่าด้วยการกระทำความผิดของผู้สูงอายุ …….……….……….………. 21 2.3.2 สาเหตุและปัจจัยของการกระทำความผิดของผู้สูงอายุ ………...…...…… 26 2.3.3 ประเภทของการกระทำความผิดของผู้สูงอายุ…….…………..……..…….… 30 2.3.4 ผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ผู้ต้องหาในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ ……...……..… 36 2.3.5 การดำเนินการกระบวนการยุติธรรมต่อผู้ต้องหาในคดีอาญา ที่เป็นผู้สูงอายุ………………………………………………………..……………….….. 37 2.4 สรุปแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่ เป็นผู้สูงอายุ…………………………..………………………………………………………..….. 42 2.4.1 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 ….…….….…..………..…… 42 2.4.2 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.1966 …………………………………………………………………………..………. 42 2.4.3 สิทธิของผู้สูงอายุตามหลักการขององค์กรสหประชาชาติ………..……….. 45 3. มาตรการของประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิด ในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ……………………………………………………………………..…… 46 3.1 มาตรการของประเทศไทยที่เกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญา ที่เป็นผู้สูงอายุ…………………………………………………………………….………..…….. 46 3.1.1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย พ.ศ.2560 ..….…...…….…….…….… 46 3.1.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ….…………..…………..…..…… 48 3.1.3 พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2551 ….……..…...…....………..……..…… 60 3.1.4 ปฏิญญาผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2542 …….…….…………...…………………..…… 61 3.1.5 พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 …….….…..…..….……….……………… 62 3.2 มาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิด ในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ…………………….……….………..….………..….………..… 62 3.2.1 ประเทศออสเตรเลีย …….…………………….…………….….…..….……….…… 62 3.2.2 ประเทศญี่ปุ่น …….……….…………..……….…………….……….…..……...…… 64


(9) หน้า 4. วิเคราะห์สิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่อง ทางร่างกายหรือจิตใจที่ควรนำมาปรับใช้ในประเทศไทย ..….……….………….…….. 66 4.1 หลักเกณฑ์การกำหนดในเรื่องอายุของผู้สูงอายุในคดีอาญาที่มีความบกพร่อง ทางร่างกายหรือจิตใจ ………………….……...…………….………………………………… 69 4.1.1 หลักเกณฑ์การกำหนดอายุ ..…...………..………………………….….....……… 69 4.1.2 หลักเกณฑ์การกำหนดความบกพร่องทางร่างกาย ………….……………… 73 4.1.3 หลักเกณฑ์การกำหนดความบกพร่องทางจิตใจ ………….…….…….…….. 74 4.1.4 การกำหนดนิยามคำว่าผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ . 78 4.2 สิทธิการมีทนายความและการสอบปากคำของผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุ ที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจในชั้นสอบสวน …………………………… 78 4.3 สิทธิการมีทนายความของผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่อง ทางร่างกายหรือจิตใจในชั้นพิจารณา ………………………………………………..….… 84 5. บทสรุปและข้อเสนอแนะ 5.1 บทสรุป …….……………………………………………………….…………..….……………… 87 5.2 ข้อเสนอแนะ …….……….………………….…………………….……………………………… 89 บรรณานุกรม …….…………………………………………..……………………………………….…….………..…… 95 ประวัติผู้วิจัย …….……….……………………………………..…….……………………………………..……..…… 99


สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1.1 สถิติจำเลยสูงอายุของศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. 2562 - 2564 โดยคิดเป็นร้อยละต่อจำนวนจำเลยทั้งหมด 2 4.1 ตารางเปรียบเทียบการดำเนินคดีอาญาของผู้กระทำความผิดที่เป็น ผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่นและประเทศออสเตรเลีย 68


1 บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ปัจจุบันความทันสมัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางการแพทย์และการสาธารณสุข ช่วยรักษาโรคและช่วยยื้อชีวิตของผู้ป่วยให้มีอายุยืนยาวมากขึ้น และทำให้อัตราการตายมีจำนวนลดลง เมื่อประชากรทั่วโลกมีอายุยืนยาวมากขึ้น ส่งผลให้ผู้สูงอายุมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และประเทศไทย มีจำนวนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นจากความเจริญก้าวหน้าในเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข ประกอบกับโครงสร้างทางเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านทางประชากร (Demographic transition) มีอัตราการเกิดและอัตราการตายที่ลดลง ทำให้อายุคาดเฉลี่ยของคนไทย ยืนยาวขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว ตามรายงานสถานการณ์ผู้สูงอายุของประเทศไทย ปีพ.ศ. 2565 (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2565) ประชากรผู้สูงอายุในปีพ.ศ. 2565 มีมากถึง 12,698,362 คน คิดเป็น 19.21% ของประชากรทั้งหมด และในจำนวนผู้สูงอายุกว่า 12 ล้านคนดังกล่าว แบ่งเป็นผู้สูงอายุเพศชาย 5,622,074 คน และผู้สูงอายุเพศหญิง 7,076,288 คน โดยกลุ่มที่มากที่สุดประมาณครึ่งหนึ่งคือ กลุ่มอายุ 60-69 ปี(กรมกิจการผู้สูงอายุ, 2566) หากอ้างอิงตามเกณฑ์การแบ่งระดับสังคมผู้สูงอายุ ขององค์การสหประชาชาติระดับสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์(Aged society) หมายถึง มีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 20% หรือมีประชากรอายุ65 ปีขึ้นไปมากกว่า 14% ของประชากรทั้งประเทศ (กรมสุขภาพจิต) ดังนั้นใน ปีพ.ศ.ประเทศไทย 2565 จึงกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) (กรมสุขภาพจิต, 2563) จากการเพิ่มขึ้นของประชากรผู้สูงอายุ ทำให้มีโอกาสที่ผู้สูงอายุจะเป็นผู้กระทำความผิด เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสถิติจำนวนจำเลยในคดีเสร็จไปในช่วงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป ของ ศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร ข้อมูลปีพ.ศ. 2562 – 2564 พบว่าจำนวนของจำเลยที่มีอายุเกิน 60 ปี ขึ้นไป มีอัตราสูงขึ้นในทุกปี(สำนักงานศาลยุติธรรม, 2566) กล่าวคือ ปีพ.ศ.2562 มีจำเลยผู้สูงอายุ28,159คน คิดเป็นร้อยละ 4.25ของจำเลยทั้งหมด661,901คน ปีพ.ศ.2563 มีจำเลยผู้สูงอายุ27,378 คน คิดเป็นร้อยละ 4.60 ของจำเลยทั้งหมด 594,954 คน ปีพ.ศ.2564 มีจำเลยผู้สูงอายุ25,594 คน คิดเป็นร้อยละ 4.86 ของจำเลยทั้งหมด 526,702 คน


2 ตารางที่1.1 สถิติจำเลยสูงอายุของศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร พ.ศ. 2562-2564 โดยคิดเป็นร้อยละต่อจำนวนจำเลยทั้งหมด ที่มา หนังสือรายงานสถิติคดีศาลยุติธรรม ประจำปี2562-2564 ปัจจุบันผู้สูงอายุส่วนใหญ่กระทำผิดคดียาเสพติด โดยเฉพาะผู้ต้องขังสูงอายุ หญิง ซึ่งกว่าร้อยละ 90 เกี่ยวข้องกับคดียาเสพติด โดยสาเหตุที่กระทำผิดเนื่องมาจากความจำเป็น ทางเศรษฐกิจที่ทำให้ต้องหันไปจำหน่ายยาเสพติด ด้วยการเป็นคนเฝ้าสถานที่ขายยาเสพติดรับยาเสพติด อยู่กับบ้านโดยไม่ต้องออกไปภายนอก ในขณะที่ผู้สูงอายุอีกจำนวนมากยอมรับผิดแทนลูกหลานที่ ค้ายาเสพติด ซึ่งแม้ตนเองจะไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดแต่รับผิดแทนลูกหลานเพราะกลัวว่า จะไม่มีใครเลี้ยงดูถ้าหากลูกหลานต้องติดคุก โดยยอมเข้ามาในเรือนจำเสียเองเพราะได้รับการดูแล และที่น่าสนใจคือ ผู้ต้องขังสูงอายุบางส่วนตั้งใจกระทำความผิด เพราะไม่ได้รับการเลี้ยงดูจาก ลูกหลาน ถูกทอดทิ้งโดดเดี่ยวอ้างว้าง จึงกระทำความผิดเพื่อจะได้เข้ามาอยู่ในเรือนจำ เพราะการเป็น ผู้ต้องขังในเรือนจำจะได้รับการรักษาพยาบาล การดูแลสวัสดิการ ที่อยู่ อาหารการกิน และมีเพื่อนคุย กับผู้ต้องขังวัยเดียวกัน (ทิตฐิตา ธิติธรรมพฤกษ์และ ธเนศ เกษศิลป์, 2563, หน้า 7) ซึ่งคล้ายคลึงกับ กรณีที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่น ที่ผู้สูงอายุเจตนากระทำความผิดเพื่อจะได้ถูกกักขังอยู่ในเรือนจำ เพราะเห็นว่าการอยู่ในเรือนจำ ดีกว่าต้องเผชิญกับความยากจนและใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยว ตัวอย่าง เช่น โทชิโอะ ทากาตะ อายุ69 ปีกล่าวกับนักข่าวบีบีซีว่า เขาเจตนากระทำผิดกฎหมายเพราะ ต้องการที่อยู่อาศัยฟรี(New York Post, 2019) เป็นเพราะว่า เรือนจำของประเทศญี่ปุ่นมีสิ่งอำนวย ความสะดวกครบครันพอกันกับบ้านพักคนชราบางแห่งที่เป็นของรัฐ และการอยู่ในเรือนจำดีกว่าการ เข้าไปอยู่ในบ้านพักคนชราที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่า


3 วัยของผู้สูงอายุย่อมมีภาวะความเสื่อมถอยของร่างกาย และมีสภาพจิตใจที่อ่อนแอ เปราะบางกว่าคนวัยหนุ่มสาว และบางคนไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้โดยต้องพึ่งพิงผู้อื่น ผู้สูงอายุ จึงเป็นบุคคลในกลุ่มเปราะบางประเภทหนึ่ง ที่ควรได้รับความช่วยเหลือและความคุ้มครองใน การดำเนินคดีแต่อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุแต่ละคนมีสุขภาพร่างกายและมีความสามารถในการใช้ชีวิต แตกต่างกัน ผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุบางคนมีความรู้และความสามารถในการต่อสู้คดี อย่างเต็มที่แต่ผู้สูงอายุบางคนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ซึ่งมีความสามารถในการต่อสู้ คดีต่ำเพราะมีเงื่อนไขทางร่างกายหรือจิตใจที่บกพร่องเป็นอุปสรรคในการดำเนินคดียิ่งสมควรได้รับ การช่วยเหลือคุ้มครองเป็นพิเศษทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาคดีดังคดีตัวอย่างกรณีที่ปรากฏ เป็นข่าวตามสื่อต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ คดีพ่อชราวัย 73 ปีจำใจฆ่าลูกชายอายุ ปี40 ซึ่งติดยาเสพติด มานานกว่า 20 ปีจนมี อาการหลอน คลุ้มคลั่ง อาละวาด และทุบตีพ่อเป็นประจำทั้ง ๆ ที่พ่อรักลูกชายมาก คอยดูแล หาอาหารให้ลูกชายกินทุกวัน แต่ครั้งนี้พ่อทนพฤติกรรมความรุนแรงของลูกชายไม่ไหว จึงใช้ท่อนเหล็ก ฟาดไม่ยั้งจนลูกชายสิ้นใจ เหตุเกิดที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม (ไทยรัฐออนไลน์,2566) จาก เนื้อหาของข่าว เห็นได้ว่า ผู้กระทำความผิดเป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากถึง 73 ปีย่อมมีสภาพจิตใจที่ เปราะบางมากกว่าปกติและเมื่อถูกทำร้ายร่างกายเป็นประจำจนถึงขั้นตัดสินใจฆ่าลูกชายตนเองจน เสียชีวิต กรณีนี้น่าจะแสดงให้เห็นว่า พ่ออาจถูกทำร้ายร่างกายบ่อยครั้งจนกระทบต่อจิตใจ อย่างรุนแรง จนมีสภาพจิตใจที่ผิดปกติเพราะปกติแล้วพ่อจะรักลูกชายคนนี้มาก ซึ่งหากพ่อมีสภาพ จิตใจที่ปกติคงไม่ทำร้ายลูกชายจนถึงแก่ความตายแน่นอน ดังนั้น การตัดสินใจกระทำความผิดครั้งนี้ จึงน่าจะเกิดจากสภาพจิตใจที่ถูกทำร้ายจนผิดปกติไป และถ้าหากข้อเท็จจริงเปลี่ยนไปว่าพ่อเพียงแต่ ทำร้ายร่างกายลูกชายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ซึ่งมิใช่คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตที่ พ่อจะได้รับการจัดหาทนายความให้ทันทีเว้นแต่พ่อจะร้องขอให้มีทนายความช่วยเหลือ ดังนั้น ถ้าหากพ่อปฏิเสธที่จะมีทนายความช่วยเหลือ เนื่องจากรู้สึกเสียใจอยากโทษตัวเองก็ดีวิตกกังวลก็ดี หรือท้อแท้ก็ดีเช่นนี้พ่อซึ่งเป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจจะมีความสามารถใน การต่อสู้คดีโดยลำพังได้หรือไม่อย่างไร อีกคดีตัวอย่างที่บ่งชี้ให้เห็นถึงปัญหาในการสอบสวนผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุที่มี ความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ คือ คดีเรื่องการทวงคืนผืนป่าในเทศบาลตำบลอิสาณ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ ถูกหน่วยงานของรัฐให้ออกจากที่ดินซึ่งได้อยู่อาศัยอยู่มานานก่อน การประกาศขึ้นทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์กรณีนี้พนักงานสอบสวนออกหมายเรียกนางหล่า ทวีทรัพย์อายุ67 ปีผู้ต้องหาในข้อหาบุกรุก ให้ไปที่สถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์เพื่อรับทราบข้อ กล่าวหาคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะ ซึ่งนางหล่า กล่าวกับนักข่าวว่า ตนนั้นเขียนหนังสือไม่ได้และอ่าน


4 ไม่ออก แต่ถูกพนักงานสอบสวนจับพิมพ์ลายนิ้วมือโดยไม่รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร และถูกพนักงานสอบสวน พูดให้ยอมรับสารภาพในชั้นพิจารณาของศาล (BBC News ไทย, 2560) อีกคดีหนึ่งที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว คือ คดีเหตุระเบิด7จังหวัด ภาคใต้ในปีพ.ศ. 2559 ผู้ต้องสงสัยจำนวน 17คน ถูกตั้งข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร และนำไปฝากขังศาลทหาร คดีนี้มีผู้ต้องสงสัยที่อายุ60 ปีขึ้นไป จำนวน 9 คน ซึ่งกระทรวงยุติธรรมให้ข้อมูลว่า จากการตรวจ ร่างกายตามขั้นตอนรับเข้าเรือนจำ พบว่าส่วนใหญ่มีโรคประจำตัวของผู้สูงอายุ เช่น เกาต์เบาหวาน ต่อมลูกหมากโต (มติชนสุดสัปดาห์, 2559) ซึ่งตามเนื้อหาข่าว แม้พยานหลักฐานในคดีจะบ่งชี้ว่าผู้ต้อง สงสัยที่เป็นผู้สูงอายุกลุ่มนี้อาจมิใช่ผู้กระทำความผิดก็ตาม แต่ในการดำเนินคดีกลับถูกเพิ่มข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร และถูกควบคุมตัวดำเนินคดีด้วยวิธีปฏิบัติดังเช่นผู้กระทำความผิดทั่วไป ทั้ง ๆ ที่ผู้ต้องสงสัย กลุ่มนี้เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายเพราะต่างคนต่างก็มีโรคประจำตัวอันเนื่องมาจาก วัยของผู้สูงอายุดังนั้น ในการดำเนินคดีผู้กระทำความผิดในคดีอาญา ที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่อง ทางร่างกายหรือจิตใจ จึงสมควรใช้มาตรการในการดำเนินคดีที่แตกต่างจากผู้กระทำความผิดซึ่งเป็น บุคคลทั่วไป โดยกำหนดมาตรการและขั้นตอนในการดำเนินคดีให้เหมาะสมกับสภาพความบกพร่อง ของผู้สูงอายุให้มากขึ้น เมื่อพิจารณาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ในหมวดว่าด้วย สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า “บุคคลย่อมเสมอกันใน กฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ สะท้อนถึงหลักความเสมอภาคของบุคคลในการได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และ มาตรา 29 วรรคสอง ได้บัญญัติหลักการสันนิษฐานว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ว่า “ในคดีอาญา ให้ สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดแสดงว่าบุคคล ใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้” จะเห็นได้ว่า แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจะมีบทบัญญัติคุ้มครองบุคคลในทางกฎหมายก็ตาม แต่ในความจริง การดำเนินคดีผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจกลับ ใช้มาตรการและขั้นตอนทางกฎหมายเดียวกันกับผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลทั่วไป ทำให้มีข้อน่าศึกษาว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาควรกำหนดให้มีมาตรการทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้กระทำ ความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจอย่างไรจึงจะเหมาะสม โดยทั่วไปผู้สูงอายุของประเทศไทยได้รับความคุ้มครองตามอนุสัญญาต่าง ๆ ที่ประเทศ ไทยได้เป็นสมาชิกภาคีหรือได้ให้การรับรอง เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน 1948 (UDHR) ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับผู้สูงอายุในข้อ 25 (1) กำหนดให้มีการอำนวยความสะดวกเพิ่มเติมในกรณีร่างกาย ทรุดโทรมหรือทุพพลภาพทางกาย หรือ สิทธิของผู้สูงอายุตามหลักการขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Principles for Older Persons) ในข้อ 12. กำหนดให้ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิได้รับ


5 บริการทางด้านสังคมและกฎหมาย เพื่อส่งเสริมอิสรภาพในการดำเนินชีวิต การปกป้องคุ้มครอง และ การอุปการะเลี้ยงดู แต่ประเทศไทยยังไม่ได้กำหนดกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดใน คดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจไว้เป็นการเฉพาะ แม้ประเทศไทยจะมี กฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ เกี่ยวกับการสอบปากคำและสิทธิการมีทนายความทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาคดีแต่เป็น การใช้บังคับเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลทั่วไป ซึ่งไม่ได้ให้การคุ้มครองสิทธิเกี่ยวกับสิทธิ การมีทนายความและการสอบปากคำในคดีอาญาไว้เป็นการเฉพาะเหมือนกับกรณีที่ได้ให้ ความคุ้มครองผู้กระทำความผิดที่เป็นเด็ก ซึ่งในอนาคตเมื่อประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุ อย่างสมบูรณ์กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ใช้บังคับอยู่อาจจะไม่เหมาะสมกับการคุ้มครองสิทธิ ของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจจึงมีปัญหาที่ ต้องพิจารณาต่อไป ดังนี้ 1.1.1 ปัญหาหลักเกณฑ์การกำหนดในเรื่องอายุและเงื่อนไขในการได้รับความคุ้มครอง เมื่อผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือ จิตใจ จัดเป็นบุคคลกลุ่มเปราะบางประเภทหนึ่งซึ่งควรได้รับการช่วยเหลือคุ้มครองในการดำเนินคดี เช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นเด็ก จึงเกิดปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์ของความเป็น ผู้สูงอายุว่าควรหมายถึงผู้ที่มีอายุตั้งแต่เท่าใดจึงควรจะได้รับการคุ้มครอง แม้ว่าประเทศไทยจะมี การกำหนดนิยามคำว่า“ผู้สูงอายุ”ไว้ในพระราชบัญญัติผู้สูงอายุพ.ศ.2546 มาตรา3ซึ่งหมายความถึง บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทยแต่บริบทของกฎหมายดังกล่าว มีความมุ่งหมาย ในการจัดสวัสดิการให้แก่ผู้สูงอายุเป็นสำคัญ มิใช่กฎหมายเกี่ยวกับมาตรการช่วยเหลือคุ้มครอง ผู้สูงอายุที่ในการดำเนินคดีแต่อย่างใด จึงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาว่าหลักเกณฑ์อายุของผู้สูงอายุที่จะ ได้รับความคุ้มครองควรใช้เกณฑ์อายุเท่าใด อย่างไรก็ตาม ผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุแต่ละคนอาจมีสุขภาพร่างกาย ความรู้การศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจ ที่ไม่เท่าเทียมกัน ดังนั้น การที่รัฐจะต้องคุ้มครองผู้ต้องหาที่เป็น ผู้สูงอายุที่ในคดีอาญาทุกคน ย่อมเป็นการสร้างภาระด้านค่าใช้จ่ายและทรัพยากรบุคคลให้แก่รัฐใน การเข้าไปดูแลมากขึ้น การคุ้มครองผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ โดยใช้หลักเกณฑ์ของ อายุอย่างเดียวเพื่อกำหนดสิทธิในการได้รับความคุ้มครองจึงยังไม่เหมาะสม แต่ควรกำหนดเงื่อนไข ความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจด้วย 1.1.2 ปัญหาสิทธิในการมีทนายความและการสอบปากคำของผู้กระทำความผิด ในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจในชั้นสอบสวน กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของประเทศไทยให้ความคุ้มครองผู้กระทำ ความผิดที่เป็นเด็กในชั้นสอบสวนไว้ในมาตรา 133 ทวิมาตรา 134/1 และมาตรา 134/2 ในขณะที่


6 การคุ้มครองสิทธิของผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจไม่ได้ให้ ความสำคัญเท่ากับผู้กระทำความผิดที่เป็นเด็ก ทั้งที่มีลักษณะที่คล้ายกัน คือเป็นผู้ที่ต้องอยู่ใน ความดูแลของผู้อื่นและมีความอ่อนแอทางอารมณ์เช่นเดียวกัน เมื่อผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจไม่มี ความสามารถในการต่อสู้คดีย่อมไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ได้อย่างเช่นคนปกติทั่วไป หากมีการดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปโดยมีเหตุดังกล่าวย่อมทำให้กระบวนพิจารณานั้นไม่มีผล ในทางกฎหมาย (คณิต ณ นคร, 2564, หน้า 214-215) ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรมีมาตรการคุ้มครอง ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ กล่าวคือ ในการสอบปากคำของพนักงานสอบสวน นั้นควรมีทนายความและนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เข้าร่วมช่วยเหลือในกระบวนการด้วย 1.1.3 ปัญหาสิทธิในการมีทนายความของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่ มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจในชั้นพิจารณาคดี กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของประเทศไทยให้ความคุ้มครองผู้กระทำ ความผิดที่เป็นเด็กในชั้นพิจารณาคดีไว้ในมาตรา 173 กล่าวคือ ได้รับสิทธิในการจัดตั้งทนายความเข้า ช่วยเหลือโดยไม่มีเงื่อนไข แต่บทบัญญัติมาตรา 173 ไม่ได้ให้สิทธิดังกล่าวแก่ผู้กระทำความผิดใน คดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ทั้ง ๆ ที่จัดเป็นบุคคลในกลุ่ม เปราะบางเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดที่เป็นเด็ก ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรมีมาตรการคุ้มครอง ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจในชั้นพิจารณาคดีด้วย เพราะผู้สูงอายุเหล่านี้ไม่มี ความสามารถในการช่วยเหลือตนเองหรือไร้ความสามารถในการต่อสู้คดี 1.2 วัตถุประสงค์การวิจัย 1.2.1 เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็น ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ 1.2.2 เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยและต่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิ ของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ 1.2.3 เพื่อศึกษารูปแบบมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมและสามารถนำมาปรับใช้กับ สิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ 1.3 สมมติฐานของการวิจัย ประเทศไทยนั้นมีกฎหมายหลายฉบับที่ให้ความคุ้มครองผู้สูงอายุ ซึ่งส่วนมากเป็น กฎหมายที่คุ้มครองผู้สูงอายุให้ได้รับการอุปการะเลี้ยงดูไม่ถูกทอดทิ้ง หรือมุ่งเน้นในการจัดสวัสดิการ


7 ให้แก่ผู้สูงอายุแต่ยังไม่มีกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มี ความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจโดยตรง ประเทศไทยจึงควรมีกฎหมายหรือมาตรการเฉพาะใน การคุ้มครองดูแลสิทธิของผู้กระทำความผิดกลุ่มนี้ในกระบวนการยุติธรรม ตั้งแต่ชั้นสอบสวนจนถึง ชั้นพิจารณาคดีให้มีการปรับปรุงกฎหมายให้มีความสมบูรณ์เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้มีการคุ้มครองผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทาง ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อให้ได้รับสิทธิและเป็นหลักประกันในการได้รับความยุติธรรมในการดำเนิน กระบวนทางคดีอาญา 1.4 ขอบเขตการวิจัย ศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มี ความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ชั้นสอบสวนและชั้นการพิจารณา คดีในประเทศไทย โดยศึกษาจากแนวคิด หลักการกฎหมายระหว่างประเทศในการคุ้มครองสิทธิของ ผู้สูงอายุศึกษากฎหมายของต่างประเทศของประเทศออสเตรเลียที่มีมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุที่ หลากหลาย และประเทศญี่ปุ่นที่เป็นประเทศที่เป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์และยังเป็นประเทศที่ใช้ กฎหมายระบบประมวลกฎหมาย (Civil law) แบบเดียวกับประเทศไทย เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม และสามารถนำมาปรับใช้กับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่อง ทางร่างกายหรือจิตใจในประเทศไทย 1.5 วิธีการดำเนินการวิจัย การดำเนินการวิจัยนี้เป็นการค้นคว้าทางเอกสาร โดยศึกษาค้นคว้าเอกสารภาษาไทย ทั้ง จากบทความ วารสาร ตัวบทกฎหมาย หนังสือ งานวิจัย ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต แนวคิด หลักการ สิทธิของกฎหมายระหว่างประเทศ และเอกสารต่างประเทศจากบทความ วารสาร ตัวบทกฎหมาย หนังสือ ข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมและสามารถนำมาปรับใช้กับสิทธิของ ผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจของประเทศไทย 1.6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.6.1 ได้ทราบถึงแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็น ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ 1.6.2 ได้ทราบถึงมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยและต่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิ ของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ


8 1.6.3 ได้แนวทางรูปแบบมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมและสามารถนำมาปรับใช้ กับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ 1.7 นิยามศัพท์เฉพาะ “ผู้กระทำความผิด” หมายความว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา “ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ” หมายความว่า บุคคลผู้มีอายุ60 ปี บริบูรณ์ขึ้นไป และมีความผิดปกติทางร่างกาย สรีรวิทยา ทำให้อวัยวะผิดรูปหรือสูญเสียทางกายวิภาค ที่ส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย หรือมีความผิดปกติของจิตใจที่แสดงออกทางพฤติกรรม อารมณ์ความคิด ความจำ สติปัญญา ประสาท การรับรู้แต่ไม่ถึงขั้นเป็นผู้วิกลจริต และความบกพร่อง นี้มีผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินคดีอาญาด้วย (พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา3, www.washington.edu/accesscomputing/what-physical-or-mental-impairment , University of Washington,The AccessComputing project, พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 มาตรา 3, POLICE POWERS AND RESPONSIBILITIES ACT 2000 PART 1 - GENERAL)


9 บทที่ 2 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญา ที่เป็นผู้สูงอายุ ในบทนี้เป็นการนำเสนอแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่ เป็นผู้สูงอายุสิทธิของผู้สูงอายุ การกระทำความผิดของผู้สูงอายุ และสรุปแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับ สิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุซึ่งมีรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 2.1 แนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ 2.1.1 ผู้กระทำความผิดในคดีอาญา 2.1.1.1 ความหมายของคำว่า “ผู้กระทำความผิดในคดีอาญา” ความรับผิดในทางอาญาจะเกิดขึ้นแก่บุคคลเท่านั้น สัตว์และสิ่งของย่อมไม่ อาจรับผิดในทางอาญาได้โดยจะสังเกตว่าแต่ละมาตราในประมวลกฎหมายอาญาจะขึ้นต้นด้วยคำว่า “ผู้ใด” หรือผู้กระทำความผิดอาญานั่นเอง ซึ่งสามารถแบ่งแยกผู้กระทำความผิดอาญาได้เป็น (ก) ผู้กระทำความผิดเอง (ข) ผู้กระทำความผิดโดยทางอ้อม และ (ค) ผู้ร่วมในการกระทำความผิด (สำนักงานกิจการยุติธรรม(สกธ.) ใครคือผู้กระทำผิด, 2563) (ก) ผู้กระทำความผิดเอง คือผู้นั้นได้กระทำความผิดโดยตรง และยังรวมถึง การใช้สัตว์เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดและการใช้บุคคลผู้ไม่มีการกระทำเป็นเครื่องมือในการ กระทำความผิดด้วย (ข) ผู้กระทำความผิดโดยทางอ้อม ซึ่งต้องถือว่าผู้ใช้หรือหลอกได้กระทำความผิดด้วย ตนเอง โดยมีได้หลายรูปแบบ เช่น ใช้หรือหลอกบุคคลอื่นให้กระทำความผิดโดยผู้ถูกใช้หรือถูกหลอก ไม่ต้องรับผิดฐานกระทำโดยเจตนาเพราะไม่รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบภายนอกของความผิดนั้น ๆ (ค) ผู้ร่วมกระทำความผิด คือผู้ที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งอาจเป็นตัวการ ผู้ใช้หรือผู้สนับสนุน อย่างหนึ่งอย่างใดก็ได้ ซึ่งผู้กระทำความผิดในประเภทนี้ ในกรณีผู้ใช้อาจมีความคาบเกี่ยวกับกรณีของผู้กระทำความผิดโดยทางอ้อม โดยผู้กระทำความผิด โดยทางอ้อมและผู้ใช้ให้กระทำความผิดมีข้อเหมือนกันตรงที่ว่าต้องมีเจตนากระทำความผิดต่อ ผู้เสียหายส่วนข้อแตกต่างกันคือในกรณีผู้กระทำความผิดโดยทางอ้อมผู้ถูกหลอกไม่มีเจตนากระทำ ความผิด แต่กรณีผู้ใช้ให้กระทำความผิดนั้น ผู้ถูกใช้จะต้องกระทำความผิดโดยเจตนาเท่านั้น


10 ผู้ถูกกล่าวหา หมายถึงผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดทางอาญา ฐานใดฐานหนึ่ง ฐานะของผู้ถูกกล่าวหา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาแยกผู้ถูกกล่าวหาออกเป็น 2 ฐานะ ผู้ต้องหา หมายความถึงบุคคลผู้ถูกกล่าวหาว่าได้กระทำความผิดแต่ยังมิได้ถูกฟ้อง ต่อศาล (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (2)) จำเลย หมายความถึง บุคคลซึ่งถูกฟ้องยังศาลแล้ว โดยข้อหาว่าได้กระทำความผิด (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (3)) ฐานะของผู้ต้องหาเริ่มตั้งแต่มีการกล่าวหาโดยผู้เสียหายหรือผู้กล่าวโทษก็ได้ ซึ่งกระทำต่อ พนักงานผู้มีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือคำกล่าวโทษ และฐานะของผู้ต้องหาจะสิ้นสุดเมื่อผู้นั้นถูกฟ้อง ต่อศาล เช่น เมื่อมีผู้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนกล่าวหาว่าจำเลยบุกรุกที่ดิน จำเลยย่อมตกอยู่ ในฐานะเป็นผู้ต้องหา ส่วนฐานะของจำเลยเริ่มขึ้นเมื่อบุคคลถูกฟ้องต่อศาลในข้อหาว่าได้กระทำ ความผิดใช้กับกรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์เท่านั้น เพราะในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้อง ผู้ถูกฟ้อง เป็นจำเลยจะยังไม่อยู่ในฐานะจำเลยจนกว่าศาลจะมีคำสั่งประทับฟ้องของโจทก์แล้ว (ณรงค์ ใจหาญ, 2565 หน้า98) 2.1.1.2 แนวคิดและทฤษฎีในเรื่องสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญา แนวคิดการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพพัฒนามาจากชนชั้นกลางในยุคกลางของ ยุโรป ชนชั้นกลางในสมัยนั้นเริ่มเรียกร้องให้ขุนนางและกษัตริย์ให้สิทธิและเสรีภาพบางประการแก่ตน การเรียกร้องที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุด คือมหากฎบัตรแมกนาคาร์ตา (Magna Carta) ในปี ค.ศ. 1215 ในประเทศอังกฤษ การเก็บภาษีตามอำเภอใจของพระเจ้าจอห์นเพื่อนำไปใช้ใน สงครามเป็นเหตุให้เกิดความไม่พอใจ ในหมู่ชนชั้นกลางรวมถึงขุนนางจนนำไปสู่การสู้รบ พระเจ้า จอห์นซึ่งเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ยอมประทับตราลงในมหากฎบัตรแมกนาคาร์ตา มีใจความสำคัญในมาตรา 39 ว่า “อิสระชนไม่อาจจะถูกจับกุม คุมขัง ถูกประหาร หรือถูกเนรเทศ หรือถูกกระทำโดยวิธีหนึ่ง เว้นแต่โดยอาศัยพื้นฐานคำวินิจฉัย ตามบทบัญญัติของกฎหมาย” ต่อมาในปี ค.ศ. 1647 ถึง ค.ศ. 1649 ได้มีข้อตกลงที่เสนอต่อนายโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ (Oliver Cromwell) โดยสภาที่ปรึกษา แห่งกองทัพเพื่อการปฏิวัติ คือข้อตกลงของประชาชนและแนวคิดแบบมนุษยนิยมกล่าวว่า รัฐจะต้อง ถูกจำกัดอานาจในเรื่องเกี่ยวกับเสรีภาพ แต่ภายหลังข้อตกลงนี้ได้ถูกปฏิเสธไป ต่อมาในปี ค.ศ. 1679 พระเจ้าชาลส์ที่ 2 (Charles II) ได้ลงนามในที่เป็นลายลักษณ์อักษรและผู้ถูกจับกุมนั้นจะต้องนำตัวไป ยังผู้พิพากษาภายในระยะเวลา 30 วัน” การกำหนดวันในการถูกจับกุมเริ่มมีมานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ในสหรัฐอเมริกามี กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นหลักคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหา โดยเฉพาะบทบัญญัติ ( Amendment) มาตรา 1 - 10 รู้จักกันดีในชื่อบัญญัติสิทธิ (Bill of Rights) ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐ (Federal Constitution) มีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมในทุกมลรัฐ และเป็น


11 การกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำให้กับเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอัยการ รัฐธรรมนูญฉบับแรกตราขึ้นที่รัฐเพนซิลเวเนีย ในวันที่ 28 กันยายน ค.ศ. 1776 และ ปีเดียวกันนี้ ได้มีพระราชบัญญัติสิทธิแห่งเวอร์จิเนีย (Virginia Bill of Rights) ขึ้นในวันที่ 12 มิถุนายน ค.ศ. 1776 และประเทศเยอรมันได้มีคำประกาศอิสรภาพชาวเยอรมัน ในวันที่ 4 กรกฎาคม ค.ศ. 1776 โดยทั้งสามสาเหตุนี้ เป็นการนำแนวความคิดจากรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติและคำ ประกาศอิสรภาพ มาเป็นแนวคิดเรื่องสิทธิและเสรีภาพในรัฐธรรมนูญของมลรัฐต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา ตามมาด้วยรัฐธรรมนูญแบบสหพันธรัฐ ตลอดจนการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มี การเพิ่มเติมสิทธิขั้นพื้นฐานโดยมีผล บังคับใช้วันที่ 15 ธันวาคม ค.ศ. 1791 เอกสารเหล่านี้แสดงให้ เห็นถึงความคิดเกี่ยวกับรูปแบบพื้นฐาน ของรัฐธรรมนูญสมัยใหม่ โดยสังเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับสิทธิ ขั้นพื้นฐานกับแนวความคิดเกี่ยวกับรัฐ ที่ปกครองภายใต้กรอบแนวแห่งรัฐธรรมนูญเข้าด้วยกัน ด้วยเหตุนี้ประเทศสหรัฐอเมริกาจึงได้ชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดของแนวคิดเกี่ยวกับรัฐปกครองภายใต้ กรอบแห่งรัฐธรรมนูญยุคสมัยใหม่อย่างเต็มภาคภูมิ การคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพได้เกิดขึ้นมาเป็น ระยะเวลายาวนานตามระเบียบกฎเกณฑ์และความต้องการของคนในสังคมที่อยากให้เกิดความ ยุติธรรมพระราชบัญญัติ ฮาบิอัสคอร์บัส (Habeas Corpus) มีใจความสำคัญว่า “บุคคลมิอาจถูก จับกุม คุมขัง โดยปราศจากคำสั่ง” สำหรับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาในประเทศไทย กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเป็นกฎหมายที่พิจารณากำหนดวิธีการดำเนินคดีอาญา ต่อผู้ต้องหา ตั้งแต่การถูกจับกุม การสอบสวน การพิจารณาคดีของศาล และการลงโทษ โดยมีลักษณะ การบัญญัติไว้เป็นลำดับชั้นตามแต่ละขั้นตอนของการดำเนินการวางกรอบและกำหนดขอบเขต ในการใช้อำนาจรัฐไว้อย่างรัดกุม ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ผู้บริสุทธิ์ต้องถูกลงโทษ และให้ความเป็นธรรม แก่ผู้ถูกกล่าวหาหรือจำเลยให้ได้รับโทษตามความผิดที่ได้กระทำไปอย่างมีมนุษยธรรม โดยคำนึงถึง ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงเห็นได้ว่า กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องรักษา สมดุลระหว่างอำนาจรัฐในการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษและหลักประกันสิทธิเสรีภาพของประชาชน เป้าหมายทั้งสองประการนี้จะต้องไม่โน้มเอียงไปในทางหนึ่งทางใด เนื่องจากกระบวนการสอบสวนคดี เป็นกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่กระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหามากที่สุด เริ่มตั้งแต่ การจับกุม จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของผู้ต้องหาอย่างมากเพื่อ ให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม การดำเนินการในกระบวนยุติธรรมต้องเป็นไปอย่างรัดกุม รวดเร็ว และ เป็นธรรม จำเป็นที่จะต้องมีหลักประกันการดำเนินกระบวนการพิจารณาในคดีอาญาให้สำเร็จ และ ถูกต้อง โดยปกติจะคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือสิทธิเฉพาะตัวที่พึงมีต่อมนุษย์ทุกคน และ รักษาไว้มิให้บุคคลอื่นมาละเมิดได้ ในฐานะที่เป็นมนุษย์ทุกคนควรได้รับคุณค่าโดยไม่ต้องคานึงถึงเพศ เชื้อชาติ และศาสนาใด ๆ นอกจากนี้ควรคำนึงถึงสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยตามหลักสากล ได้แก่


12 1) สิทธิที่จะได้รับแจ้งข้อกล่าวหา คือ การแจ้งเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่ผู้ต้องหาได้ก่อขึ้นและยืนยันให้ ผู้ต้องหาทราบว่าเป็นความผิดอาญาใด 2) สิทธิที่จะโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน ผู้ถูกกล่าวหาหรือ จำเลย มีสิทธิต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง 3) สิทธิที่จะได้รับการสอบสวนด้วย ความรวดเร็ว เป็นธรรม และมีระยะเวลาที่เพียงพอในการเตรียมสำนวนคดี 4) สิทธิที่จะให้การหรือ ไม่ให้การ ในชั้นสอบสวน อันเป็นสิทธิที่จะไม่ให้การและสิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้พูดในทางที่เป็นผลร้าย แก่ตนเอง 5) สิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ 6) สิทธิที่จะมีทนายความช่วยเหลือ ทางคดี และ 7) สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว การขอประกันตัวผู้ต้องหาหรือจำเลย คือ การขออนุญาต ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยพ้นจากการควบคุมของพนักงานหรือศาลตามระยะเวลาที่ กำหนด เพื่อไม่ให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยถูกควบคุมหรือขังเป็นเวลานานเกินกว่าความจำเป็นในระหว่าง การสอบสวนหรือพิจารณาคดี ซึ่งสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่ได้กล่าวมาทั้งหมดเป็นหลักสากล ที่นานาอารยประเทศกำหนดมาตรการเพื่อคุ้มครองผู้ต้องหาหรือจำเลย (พจมานพจี ทวีสว่างผล, 2563 หน้า 4 – 6) 2.1.1.3 สิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญา (สำนักงานกฎหมายและคดีกรุงเทพมหานคร, 2560) ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา ได้รับรองสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ ไว้ ซึ่งประเทศไทยได้รับรองสิทธิของผู้กระทำ ความผิดไว้ดังนี้ 1. สิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาถึง ที่สุดจะแสดงว่าบุคคลใดได้กระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำผิดมิได้ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 29 วรรคสอง) 2. สิทธิและเสรีภาพได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ตามหลักการ เรื่องบุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 7) 3. สิทธิที่จะได้รับการสอบสวนหรือพิจารณาด้วยความถูกต้อง รวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 130, 134 วรรคสาม) 4. สิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือจากรัฐด้วยการจัดหาทนายความให้ (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 68 วรรคสามและประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 134/1) 5. สิทธิที่จะไม่ให้ถ้อยคำเป็นปฏิปักษ์ต่อตนเองอันอาจทำให้ตนเองถูกฟ้องคดี (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 29 วรรคสี่) 6. สิทธิที่จะได้รับการปล่อยตัวในกรณีที่ถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90)


13 7. สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาคำขอประกันผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา อย่างรวดเร็ว และจะเรียกหลักประกันจนเกินควรมิได้ การไม่ให้ประกันต้องอาศัยเหตุตามกฎหมาย และต้องแจ้งเหตุให้ทราบโดยเร็ว (รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 29 วรรคห้า และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 106 ถึง 114) 8. สิทธิที่จะอุทธรณ์คัดค้านการไม่ให้ประกันตัว (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 119 ทวิ) 9. สิทธิที่จะมีล่ามหรือล่ามภาษามือ กรณีที่ผู้ต้องหาไม่สามารถพูดหรือเข้าใจ ภาษาไทยหรือไม่ สามารถพูดหรือได้ยินหรือสื่อความหมายได้ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 13 วรรคสองและวรรคสาม) 10. สิทธิที่จะได้รับหลักประกันในเรื่องความสามารถในการต่อสู้คดี ในกรณีที่เชื่อว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดี ได้ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา 14) 11. สิทธิที่ผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาซึ่งถูกควบคุมหรือขังมีสิทธิแจ้งหรือขอให้เจ้า พนักงานแจ้งให้ญาติหรือผู้ซึ่งผู้ถูกจับหรือผู้ต้องหาไว้วางใจทราบถึงการถูกจับกุมและสถานที่ที่ถูก ควบคุมในโอกาสแรก (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1 วรรคหนึ่ง) 12. สิทธิที่จะพบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว (ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1(1)) 13. สิทธิที่จะให้ทนายความ หรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจ เข้าฟังการสอบปากคำตนได้ ในชั้นสอบสวน (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1(2)) 14. สิทธิที่จะได้รับการเยี่ยมหรือติดต่อกับญาติได้ตามสมควร (ประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา มาตรา 7/1(3)) 15. สิทธิที่จะได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย (ประมวล กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 7/1(4)) 16. สิทธิที่จะได้รับโอกาสแก้ข้อหาและที่จะแสดงข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่ตน ได้ในชั้นสอบสวน (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคสี่) 17. สิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ในชั้นสอบสวน ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหา ให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/4(1)) สิทธิของผู้ต้องหาและจำเลย (ณรงค์ ใจหาญ, 2565 หน้า 103 - 104) สิทธิของผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้แก่ 1. พบและปรึกษาผู้ซึ่งจะเป็นทนายความเป็นการเฉพาะตัว (มาตรา 7/1 (1))


14 2. ได้รับการเยี่ยมตามสมควร (มาตรา 7/1 (3)) 3. ได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วเมื่อเกิดการเจ็บป่วย (มาตรา 7/1 (4)) 4. ได้รับการแจ้งจากพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งรับมอบตัวผู้ต้องหาว่า ผู้ต้องหามีสิทธิตาม (1) - (3) ข้างต้น (มาตรา 7/1 วรรคท้าย) 5. มีสิทธิได้รับการจัดหาทนายความให้ ถ้าเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ในวันแจ้งข้อหา หรือคดีที่มีโทษประหารชีวิตและผู้ต้องหาไม่มีทนายความ ส่วนผู้ต้องหาที่อายุเกิน 18 ปี ในวันแจ้ง ข้อหาและถูกกล่าวหาในคดีมีโทษจำคุก ถ้าผู้ต้องหาไม่มีทนายความและต้องการทนายความ (มาตรา 134/1 วรรคหนึ่งและวรรคสอง) 6. มีสิทธิมีทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำของตน (มาตรา 7/1(2) และ 134/4) 7. ได้รับแจ้งข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการทำผิด และข้อหาก่อนสอบสวน (มาตรา 134) 8. ได้รับการแจ้งว่ามีสิทธิ และมีสิทธิให้การหรือไม่ให้การอย่างใด ๆ ก็ได้ในชั้น สอบสวน (มาตรา 134/4) 9. มีสิทธิไม่ถูกบังคับ ขู่เข็ญ ล่อลวง ให้สัญญา เพื่อให้การ (มาตรา 135) 10. ได้รับการเตือนจากพนักงานสอบสวนว่า ถ้อยคำที่ให้การอาจใช้ยันผู้ต้องหาได้ ในชั้นพิจารณา (มาตรา 134/4) 11. มีสิทธิได้รับการสอบปากคำด้วยวิธีพิเศษเช่นเดียวกับพยานในกรณีที่เป็น ผู้ต้องหาอายุไม่เกิน 18 ปี (มาตรา 134/2, 133 ทวิ) 12. มีสิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม (มาตรา 134 วรรคสาม) 13. มีล่ามภาษา ล่ามภาษาถิ่น ล่ามภาษามือโดยตนเองจัดหา หรือโดยรัฐจัดหาให้ เมื่อไม่สามารถพูด หรือเข้าใจภาษาไทย หรือหูหนวก หรือเป็นใบ้ (มาตรา 13) 14. ร้องขอให้ปล่อยชั่วคราว และร้องขอให้ศาลปล่อยถ้ามีการคุมขังที่มิชอบด้วย กฎหมาย (มาตรา 108, 90) 15. ไม่ถูกจับ ควบคุม ตรวจค้น โดยไม่จำเป็นหรือไม่มีเหตุอันสมควร (มาตรา 78, 87, 92) สิทธิของจำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ได้แก่ 1. สิทธิได้รับการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่องและเป็นธรรม (มาตรา 8 (2)) 2. แต่งทนายแก้ต่างในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณาในศาลชั้นต้น ตลอดจนชั้น ศาลอุทธรณ์และศาลฎีกา (มาตรา 8 (2)) 3. ปรึกษากับทนาย หรือผู้ที่จะเป็นทนายเป็นการเฉพาะตัว (มาตรา 8 (3))


15 4. ตรวจหรือคัดสำเนาคำให้การของตนในชั้นสอบสวน หรือเอกสารประกอบ คำให้การของตน (มาตรา 8 (6)) 5. ตรวจดูสำนวนการไต่สวนมูลฟ้อง หรือพิจารณาของศาลและคัดสำเนาหรือขอคัด สำเนาที่รับรองว่าถูกต้องโดยเสียค่าธรรมเนียม เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งให้ยกเว้นค่าธรรมเนียม (มาตรา 8(5)) 6. ตรวจดูสิ่งของที่ยื่นเป็นพยานหลักฐานและคดีสำเนาหรือถ่ายรูปสิ่งนั้น ๆ(มาตรา 8(4)) 7. มีสิทธิให้การหรือไม่ให้การอย่างใด ๆ ต่อศาล (มาตรา 165, 172) 8. สิทธิรับทราบคำฟ้อง และได้รับการอธิบายฟ้องจากศาล (มาตรา 172) 9. มีสิทธินำพยานเข้านำสืบพิสูจน์ข้อเท็จจริงในการพิจารณา (มาตรา 174) 10. มีสิทธิได้รับการจัดหาทนายความให้ (มาตรา 173) 11. สิทธิได้รับพิจารณาต่อหน้า (มาตรา 172) 12. มีสิทธิเช่นเดียวกับผู้ต้องหา ในเรื่องการจัดหาล่าม, การขอให้ปล่อยชั่วคราว (มาตรา 13, 13 ทวิ, 108) 13. มีสิทธิไม่ถูกจับ ควบคุม ค้น โดยไม่จำเป็น หรือโดยไม่มีเหตุอันสมควร (มาตรา 90, 78, 87, 92) 14. สิทธิอุทธรณ์ หรือฎีกา คัดค้านคำพิพากษาของศาลและอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งไม่ อนุญาตให้ประกันของศาล 2.2 สิทธิของผู้สูงอายุ 2.2.1 ความหมายของคำว่า “ผู้สูงอายุ” พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 มาตรา 3 ได้ให้ความหมายของผู้สูงอายุ คือ บุคคลที่ มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย “ผู้สูงอายุ” หรือบางคนเรียกว่า “ผู้สูงวัย” เป็นคำที่บ่งบอกถึงตัวเลขของอายุว่ามีอายุ มาก โดยนิยามนับตามอายุตั้งแต่แรกเกิด (Chronological age) หรือทั่วไป เรียกว่า คนแก่ หรือ คนชรา โดยพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า คนแก่ คือ มีอายุมาก หรือ อยู่ในวัยชรา และให้ความหมายของคำว่า ชรา คือ แก่ด้วยอายุ ชำรุดทรุดโทรม นอกจากนั้นยังมี การเรียกผู้สูงอายุว่า “ราษฎรอาวุโส” (Senior citizen) ส่วนองค์การอนามัยโลก (World Health Organization, WHO) และองค์การสหประชาชาติ (United Nations,UN) ใช้คำในภาษาอังกฤษของ ผู้สูงอายุว่า Older person or Elderly person แต่ในส่วนขององค์การอนามัยโลกและองค์การ สหประชาชาติ มักใช้คำว่า Older person มากกว่า Elderly person องค์การสหประชาชาติ ได้ให้นิยามว่า "ผู้สูงอายุ" คือ ประชากรทั้งเพศชายและ เพศหญิงซึ่งมีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป


16 โดยเป็นการนิยามนับตั้งแต่อายุเกิด ส่วนองค์การอนามัยโลกยังไม่มีการให้นิยามผู้สูงอายุ โดยมีเหตุผลว่า ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีการนิยามผู้สูงอายุต่างกัน ทั้งนิยามตามอายุเกิด ตามสังคม (Social) วัฒนธรรม (Culture) และสภาพร่างกาย (Functional markers) เช่น ในประเทศที่เจริญแล้วมักจัด ผู้สูงอายุนับจากอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือบางประเทศอาจนิยามผู้สูงอายุตามอายุกำหนดให้เกษียณงาน (อายุ 50 หรือ 60 หรือ 65 ปี) หรือนิยามตามสภาพของร่างกายโดยผู้หญิงสูงอายุอยู่ในช่วง 45–55 ปี ส่วนชายสูงอายุ อยู่ในช่วง 55-75 ปี(มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช , 2557) “ผู้สูงอายุ” เป็นวัยบั้นปลายของชีวิต ดังนั้นปัญหาของผู้สูงอายุในทุกด้านโดยเฉพาะ ด้านสังคมจึงแตกต่างจากคนในวัยอื่น ปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่าจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก ซึ่งรัฐบาลไทยและทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญใน เรื่องนี้ จึงมีความพยายามและมีการรณรงค์อย่างต่อเนื่องให้ทุกคนตระหนัก เข้าใจ และพร้อมดูแล ผู้สูงอายุให้ทัดเทียมเช่นเดียวกับการดูแลประชากรในกลุ่มอายุอื่น 2.2.2 สิทธิและสวัสดิการผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง การส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ (กรมกิจการผู้สูงอายุ, 2560) 1. ด้านการแพทย์และสาธารณสุข 2. ด้านการศึกษา การศาสนา และข้อมูลข่าวสาร 3. ด้านการประกอบอาชีพ ฝึกอาชีพที่เหมาะสม 4. ด้านการพัฒนาตนเอง การมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม การรวมกลุ่มในลักษณะ เครือข่าย/ชุมชน 5. ด้านการอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในอาคาร สถานที่ ยานพาหนะ บริการสาธารณะอื่น 6. ด้านการลดหย่อนค่าโดยสาร และการอำนวยความสะดวกในการเดินทางการรถไฟ แห่งประเทศไทย 7. ด้านการยกเว้นค่าเข้าชมสถานที่ของรัฐ 8. ด้านการช่วยเหลือผู้สูงอายุ ซึ่งได้รับอันตรายจากการถูกทารุณกรรม หรือถูกแสวงหา ประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือถูกทอดทิ้ง 9. การให้คำแนะนำ ปรึกษา ดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องในทางคดี และในทางการแก้ไข ปัญหาครอบครัว 10. ด้านการช่วยเหลือด้านที่พักอาศัย อาหารและเครื่องนุ่งห่มให้ตามความจำเป็นอย่าง ทั่วถึง 11. ด้านการช่วยเหลือเงินเบี้ยยังชีพ


17 12. การสงเคราะห์ในการจัดการศพตามประเพณี 13. การจัดบริการสถานที่ท่องเที่ยว การจัดกิจกรรมกีฬาและนันทนาการตามที่ คณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติประกาศกำหนด 14. การจัดบริการเพื่ออำนวยความสะดวกด้านพิพิธภัณฑ์ โบราณสถาน หอจดหมาย เหตุแห่งชาติ และการจัดกิจกรรมด้านศาสนา ศิลปะ และวัฒนธรรม ตามที่คณะกรรมการผู้สูงอายุ แห่งชาติประกาศกำหนด 15. ด้านการลดหย่อนภาษีเงินได้ และการลดหย่อนภาษีให้แก่ผู้บริจาคทรัพย์สิน เงินให้แก่กองทุนผู้สูงอายุ 16. ด้านกองทุนผู้สูงอายุ 2.2.3 สภาพร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุ 2.2.3.1 การเปลี่ยนแปลงในวัยสูงอายุด้านร่างกาย (จิราพร เกศพิชญวัฒนา และคณะ, 2561 หน้า 3) ผิวหนัง ผิวหนังจะแห้ง บางลง เหี่ยวย่น และหลุดลอกได้ง่าย เกิดจากไขมันใต้ ผิวหนังลดลง ผิวแห้งทำให้เกิดอาการคันตามร่างกาย เมื่อผิวบางลงผู้สูงอายุจะหนาวง่าย และ เกิดรอยฟกช้ำหรือเกิดแผลได้ง่าย ดังนั้นผู้สูงอายุไม่ควรอาบน้ำร้อนหรืออุ่นเวลาที่อากาศหนาว ควรเลือกใช้สบู่เด็กหรือมีส่วนผสมของน้ำมันธรรมชาติในการอาบน้ำหรือชำระร่างกายด้วยน้ำธรรมดา ก็เพียงพอ หลังอาบน้ำควรทาโลชั่นเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว และควรระมัดระวังเรื่องการดึง การเช็ดถูกผิวหนังแรงๆ เพราะอาจทำให้เกิดแผลได้ง่าย นอกจากนี้การรับสัมผัสที่ผิวหนังลดลงจะทำ ให้เสี่ยงต่อการเกิดน้ำร้อนลวกได้ง่าย ต่อมเหงื่อเสียหน้าที่ทำให้ร่างกายระบายความร้อนไม่ดีจึงเกิด ลมแดดได้ง่าย เชลล์สร้างเม็ดสีเสียหน้าที่ ทำให้ผิวตกกระ ผมและขนสีจางลง จนกลายเป็นสีขาว ผม จะมีสีขาวหรือเรียกว่า ผมหงอก เกิดจากรากผมไม่สร้างเม็ดสี อีกทั้งผมจะ บางลงและหลุดร่วงง่าย ดังนั้นควรให้ผู้สูงอายุใช้แชมพูชนิดอ่อน เช่น แชมพูสำหรับเด็ก ตัดผมสั้น อยู่เสมอเพื่อดูแลและทำความสะอาดได้ง่าย อาจใช้มือนวดศีรษะเพื่อเพิ่มการไหลเวียนเลือด ริมฝีปาก ผู้สูงอายุจะมีริมฝีปากแห้งและลอกแตกง่าย ผู้สูงอายุควรใช้ลิปสติกมันทา เพื่อให้ปากชุ่มชื้น และดูแลช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย ฟัน ฟันหลุดหรือหักง่าย บดเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดทำให้ระบบทางเดินอาหาร ทำงานหนัก บางคนจึงต้องใส่ฟันปลอม ดังนั้นอาหารที่ควรจัดให้ผู้สูงอายุควรเป็นอาหารอ่อน หั่นเป็น ชิ้นเล็กย่อยง่ายและมีประโยชน์ เช่น ปลา ไข่ เต้าหู้ ผักต้ม เป็นต้น และควรพบทันตแพทย์เพื่อตรวจ สุขภาพช่องปากและฟันทุก ๆ 6 เดือน หรือปีละ 1 ครั้ง การรับรสหรือรสชาติอาหารลดลง เมื่อผู้สูงอายุรับประทานอาหารจะรับรสชาติของ อาหารได้ไม่ดี บางครั้งอาจจะเติมน้ำตาลหรือน้ำปลาปรุงรสมากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพต่าง ๆ


18 ตามมา ดังนั้น เราควรช่วยดูแลไม่ให้ผู้สูงอายุปรุงอาหารด้วยน้ำตาลและน้ำปลามากเกินไป และควร ดูแลทำความสะอาดลิ้นด้วยแปรงที่นุ่ม เพื่อลดการสะสมของเชื้อโรคภายในช่องปาก จมูก การได้กลิ่นต่าง ๆ ลดลง ไม่สามารถแยกกลิ่นที่คุ้นเคยได้ บางครั้งอาจไม่ได้ กลิ่นอาหารที่เริ่มบูดเน่า ผู้สูงอายุอาจรับประทานเข้าไปทำให้ท้องเสียได้ผู้สูงอายุควรรับประทาน อาหารสดใหม่เสมอ และไม่ควรให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารที่ค้างคืนไว้นาน สายตา ประสาทสัมผัสในการมองเห็นลดลง โดยเฉพาะ ในเวลากลางคืน หรือที่ที่มี แสงสว่างน้อย หยิบจับสิ่งของไม่ถูก เลนส์ตาแข็งขึ้น ความสามารถในการมองเห็นลดลง บางราย มีสายตายาว มองในระยะใกล้ไม่ชัดเจน การแยกสีส้ม แดง เหลือง ได้ดีกว่าสีน้ำเงิน ม่วง เขียว ซึ่งการ เปลี่ยนแปลงเหล่านี้ อาจทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ดังนั้น ควรระมัดระวังการเดิน ในที่มีแสงสว่างน้อยหรือตอนมืด เก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ ไม่ขวางทางเดิน และผู้สูงอายุตรวจตา ปีละ 1 ครั้ง รับประทานอาหารที่บำรุงสายตา เช่น ผักบุ้ง ผักคะน้า เป็นต้น หู ประสาทการรับเสียงเสื่อมลง มีอาการหูตึง ได้ยินระดับเสียงต่ำชัดกว่าระดับเสียง สูง ดังนั้น การใช้เสียงพูดคุยกับผู้สูงอายุควรพูดใกล้ๆ ไม่ใช้เสียงดัง ไม่ควรตะโกน แต่ควรพูดด้วยเสียง ทุ้ม พูดช้าช้า และชัดเจน และควรดูแลไม่ให้ผู้สูงอายุใช้ของแหลม แคะหูเป็นอันขาด เพราะอาจเกิด อันตรายต่อเยื่อหูได้ 2.2.3.2 การเปลี่ยนแปลงในวัยสูงอายุ ด้านจิตใจ (โรงพยาบาลนครธน, 2566) ความเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และจิตใจ ผู้สูงอายุจะมีอาการซึมเศร้า หงุดหงิด ขี้ระแวง วิตกกังวล โกรธง่าย เอาแต่ใจ เกิดขึ้นจากความเสื่อมของสมองและระดับฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุลเหมือนเดิม การเผชิญกับความสูญเสียและการพลัดพรากของคู่ชีวิต ญาติสนิทหรือเพื่อนฝูง เกิดความเหงา ขาดที่ พึ่งทางใจ ภาวะสุขภาพจิตที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ อารมณ์แปรปรวนในผู้สูงอายุ คืออาการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ที่รวดเร็ว อาจมี หลากหลายอารมณ์ใน 1 วัน โดยอาจรู้สึกเศร้า รู้สึกมีความสุข หรืออาจร้องไห้โดยไม่มีสาเหตุ โดยการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์นี้อาจเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติ หรือเกี่ยวข้องกับอาการเจ็บป่วย ความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย ความผิดปกติของระดับฮอร์โมนในร่างกาย ความเครียด การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในชีวิต หรือแม้แต่โรคจิตเวชบางชนิด ภาวะเครียด วิตกกังวล ผู้สูงอายุจะรู้สึกเครียดง่าย เนื่องจากปรับตัวกับ การเปลี่ยนแปลงต่างต่าง ได้ยาก ความสามารถและประสิทธิภาพลดลง มักแสดงออกเป็นความกลัวขาด ความเชื่อมั่นในตัวเอง ย้ำคิดย้ำทำ นอนไม่หลับ เหงา ว้าเหว่ ท้อแท้ ความวิตกกังวลอาจแสดงออกทาง ร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ท้องเสีย ท้องผูก เบื่ออาหาร อาหารไม่ย่อย ปวดตึงกล้ามเนื้อมือเท้าเย็น ใจสั่น


19 เหงื่อออกตามมือ เป็นต้น แสดงออกด้านพฤติกรรม เช่น จู้จี้ ขี้บ่น มีเรื่องขัดแย้งกับผู้อื่นบ่อยครั้ง แยกตัวจากสังคม เก็บตัว กัดเล็บ กัดฟัน สูบบุหรี่ หรือ ดื่มเหล้าหนัก โรคซึมเศร้าในผู้สูงอายุ เป็นการเจ็บป่วยทางจิตใจชนิดหนึ่งเมื่อเกิดขึ้น จะทำให้ ผู้สูงอายุไม่มีความสุข หดหู่ เบื่อหน่ายสิ่งต่างต่าง รอบตัว มองโลกในแง่ร้าย ชอบอยู่เงียบๆ ตามลำพัง รู้สึกชีวิตสิ้นหวัง มองว่าตนไม่มีคุณค่า บางรายมีอาการตรงกันข้าม หงุดหงิด โมโหง่าย เอาแต่ใจตนเอง น้อยใจง่าย ทะเลาะกับลูกหลานบ่อยครั้ง อาการทาง จิตใจส่งผลให้เกิดอาการทางร่างกาย เช่น นอนไม่หลับ นอนมากเกินปกติ อ่อนเพลีย ไม่สดชื่น เบื่ออาหาร ชอบพูดเรื่องเศร้าๆ ในรายที่มีอาการ รุนแรงอาจมีความคิดทำร้ายตนเองได้ 2.2.4 แนวคิดและหลักการในการคุ้มครองผู้สูงอายุ หลักการขององค์การสหประชาชาติว่าด้วยเรื่องผู้สูงอายุ องค์การสหประชาชาติได้รับรองหลักการ 18 ประการ สำหรับผู้สูงอายุ ที่เรียกว่า United Nations Principles for Older Persons เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2534 ไว้ดังนี้(กรมกิจการ ผู้สูงอายุ, 2560) การมีอิสระภาพในการพึ่งตนเอง 1. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิที่จะได้รับอาหาร น้ำ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และการดูแลสุขภาพ อย่างเพียงพอ ทั้งจากการจัดสรรรายได้ การสนับสนุนช่วยเหลือจากครอบครัวและชุมชน ตลอดจน การช่วยเหลือตนเอง 2. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิและโอกาสได้ทำงาน หรือมีโอกาสที่จะสร้างรายได้ทางอื่นให้กับ ตนเอง 3. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิและมีส่วนร่วมในการกำหนดการเกษียณอายุการทำงาน 4. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิเข้าถึงโครงการฝึกอบรมและโครงการด้านการศึกษาที่เหมาะสม 5. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิที่จะอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และสามารถที่จะปรับให้ เข้ากับความพึงพอใจส่วนบุคคลและความสามารถที่เปลี่ยนไป 6. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิที่จะพักอาศัยอยู่ที่บ้านของตนเองได้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การมีส่วนร่วม 7. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิคงอยู่ในสังคม และมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการกำหนดและดำเนิน นโยบายที่มีผลโดยตรงต่อความเป็นอยู่อันดีของผู้สูงอายุ รวมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้และทักษะกับคน รุ่นใหม่ 8. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิที่จะแสวงหาและพัฒนาโอกาสในการให้บริการแก่ชุมชน และ ทำงานอาสาสมัครในตำแหน่งที่เหมาะสมกับความสนใจและความสามารถ 9. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิที่จะก่อตั้งขบวนการหรือสมาคมเพื่อผู้สูงอายุการอุปการะเลี้ยงดู


20 10. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิที่จะได้รับการอุปการะเลี้ยงดูและการปกป้องคุ้มครองจาก ครอบครัวและชุมชน ตามคุณค่าวัฒนธรรมของแต่ละระบบสังคม 11. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิเข้าถึงบริการด้านการดูแลสุขภาพ เพื่อช่วยให้สามารถและคงไว้ หรือฟื้นฟูสมรรถภาพทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ให้อยู่ในระดับที่สมบูรณ์ที่สุด และเพื่อช่วย ป้องกันหรือชะลอการเกิดภาวะเจ็บป่วยอีกด้วย 12. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิได้รับบริการทางด้านสังคมและกฎหมาย เพื่อส่งเสริมอิสระภาพใน การดำเนินชีวิตการปกป้องคุ้มครองและการอุปการะเลี้ยงดู 13. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากการเลี้ยงดูในสถานสงเคราะห์ ซึ่ง จะให้บริการด้านการปกป้องคุ้มครอง การฟื้นฟูสมรรถภาพ และการกระตุ้นทางด้านจิตใจและสังคม ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและบรรยากาศที่เป็นมิตรตามความเหมาะสมกับสถานภาพและความ ต้องการ 14. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิมนุษยชนทั้งปวงและเสรีภาพขั้นพื้นฐานในขณะที่อยู่ในสถานที่ใด ใด หรือในสถานที่ให้บริการดูแลรักษา รวมทั้งพึงได้รับการยอมรับในศักดิ์ศรี ความเชื่อ ความต้องการ และความเป็นส่วนตัว ตลอดจนสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูและคุณภาพชีวิตของ ตนเอง การบรรลุความต้องการ 15. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิที่จะแสวงหาโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่าง เต็มที่ 16. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิเข้าถึงแหล่งการศึกษา วัฒนธรรม ความเชื่อทางศาสนา และ นันทนาการในสังคม ความมีศักดิ์ศรี 17. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และมีความมั่นคงปลอดภัย ปราศจากการถูกแสวงหาผลประโยชน์ ตลอดจนการปฏิบัติอย่างทารุณทั้งทางร่างกายและจิตใจ 18. ผู้สูงอายุพึงได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมโดยไม่คานึงถึงความแตกต่างทางวัย เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ภูมิหลัง ศาสนา ความพิการ ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสถานภาพอื่นใด 2.3 การกระทำความผิดของผู้สูงอายุ การกระทำความผิดของผู้สูงอายุมีเหตุ และปัจจัยในความผิดที่แตกต่างกัน การที่ต้องเข้ามาสู่ กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในฐานะผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้น ผู้สูงอายุ อาจมีความเปลี่ยนแปลงทาง ร่างกายและจิตใจเพราะเป็นสังคมที่แตกต่างจากวัยอื่น ๆ จึงอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมาได้เมื่อเข้ามาสู่


21 การดำเนินคดีทางอาญาแล้ว จึงควรศึกษาทฤษฎีเกี่ยวกับการกระทำความผิดพร้อมกับสาเหตุ และ ปัจจัยของการกระทำความผิดของผู้สูงอายุรวมไปถึงประเภทของการกระทำความผิดต่าง ๆ อีกทั้ง ยังควรศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ผู้ต้องหาในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ เพื่อให้เข้าใจข้อมูล การดำเนินการกระบวนการยุติธรรมต่อผู้ต้องหาในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ จากข้อมูลที่สืบค้น ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 2.3.1 ทฤษฎีว่าด้วยการกระทำความผิดของผู้สูงอายุ การกระทำความผิดของผู้สูงอายุนั้นอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น ผู้สูงอายุที่ทำร้าย ร่างกายอันเกิดจากการทะเลาะเบาะแว้ง การดื่มสุรา และของมึนเมา การลักทรัพย์เพราะความหิวโหย หรือปัญหาสุขภาพจิต ผู้สูงอายุบางคนอาจไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ หรือกระทำเกิน ขอบเขต และอาจนำมาสู่การทำร้ายสมาชิกในครอบครัว เพื่อน หรือผู้ดูแลของตน ในขณะบางกรณี ที่ผู้สูงอายุอาจไม่ทราบว่ากฎหมาย หรือบรรทัดฐานของสังคมมีการเปลี่ยนไปทำให้มีกฎหมาย บางอย่าง หรือกฎระเบียบได้เพิ่มเติมขึ้นมา อาจเป็นเหตุที่ทำให้การกระทำเป็นการละเมิดกฎหมายได้ นอกจากนี้ผู้สูงอายุบางคนอาจกระทำความผิดซ้ำ เพียงเพื่อตนจะได้กลับไปอยู่ในเรือนจำ ซึ่งเป็นที่รู้สึกว่าตนเองปลอดภัย และยังมีอาหารให้รับประทาน และมีเพื่อนร่วมเรือนจำ โดยในกลุ่ม ทฤษฎีอธิบายสาเหตุการกระทำความผิดดังต่อไปนี้ 2.3.1.1 ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning Theory) มนุษย์สามารถเรียนรู้โดยผ่านการสังเกตพฤติกรรมอาชญากรรมรูปแบบหนึ่งคือ พฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ของบุคคลในชีวิตพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากการเรียนรู้ โดยมนุษย์ได้ เรียนรู้แนวความคิดจากการคบหาสมาคมกับบุคคลอื่น และแนวความคิดนี้เองก็ส่งผลให้เกิดพฤติกรรม ของบุคคลนั้น ซัทเธอร์แลนด์ (Sutherland) เป็นผู้ที่เสนอแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ที่เกี่ยวกับ พฤติกรรมของอาชญากรรม กล่าวคือ พฤติกรรมอาชญากรรมเกิดจากกระบวนการเรียนรู้พฤติกรรม อาชญากรรมจากบุคคลใกล้ชิด โดยการติดต่อสื่อสารกันไม่ว่าจะเป็นทางวาจา หรือลักษณะท่าทาง แต่ลำพังเฉพาะการเรียนรู้พฤติกรรมอาชญากรรมไม่เพียงพอ ทำให้บุคคลไปประกอบอาชญากรรมได้ บุคคลดังกล่าวจะต้องผ่านกระบวนการตัดสินใจที่เห็นชอบด้วยกับพฤติกรรมที่ละเมิดกฎหมายมากกว่า ความเห็นด้วยกับพฤติกรรมถูกกฎหมาย อันเกิดจากวัฒนธรรม และค่านิยมที่มากับกระบวนการ ในการเรียนรู้พฤติกรรมผิดกฎหมาย ทฤษฎีของ ซัทเธอร์แลนด์ มีองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการ คือ องค์ประกอบแรก เป็นองค์ประกอบด้านเนื้อหาหรือสาระสำคัญของสิ่งที่ถูกเรียนรู้ (Content of What is Learned) ซึ่งหมายรวมถึง เทคนิคพิเศษในการประกอบอาชญากรรมแรงดลใจที่เหมาะสม แรงกระตุ้น การอธิบายด้วยหลักเหตุผล ทัศนคติ และการทำบุคคลคล้อยตาม หรือเห็นด้วยกับการฝ่าฝืนกฎหมาย


22 ส่วนองค์ประกอบที่สองของการเรียนรู้ คือ กระบวนการ ที่การเรียนรู้ได้เกิดขึ้น (Process by which the Learning takes place) โดยการเรียนรู้จะเกิดขึ้นจากการคบหาสมาคมกับกลุ่มบุคคลที่ใกล้ชิด ซึ่งอาจจะไม่ใช่แค่การเรียนรู้ที่เกิดจากความใกล้ชิดเท่านั้น บุคคลอาจเข้าสู่ หรือผ่านกระบวนการเรียนรู้ได้ หากได้มีโอการคบหาสมาคมกับต้นกำเนิดของพฤติกรรมอาชญากรรม (พรชัย ขันตี, ธัชชัย ปิตะนีละบุตร และอัศวิน วัฒนวิบูลย์, 2543, หน้า138 - 152) จากทฤษฎีที่ได้กล่าวมาสามารถทำให้มองเห็นองค์ประกอบทั้งสององค์ประกอบ ชัดเจนได้ว่า การก่ออาชญากรรมจะเกิดขึ้นได้นั้นอาจเกิดจากแรงดลใจที่เหมาะสมสามารถกระตุ้นให้ เกิดการกระทำความผิด ซึ่งการที่อาชญากรจะก่อเหตุได้นั้น อาจเรียนรู้พฤติกรรมเทคนิคพิเศษจาก บุคคลใกล้ชิดที่เคยก่อเหตุอาชญากรรม การคบหาสมาคมกันมานาน การซึมซับวิธีการกระทำความผิด และความสนิทสนมกันเป็นส่วนหนึ่งที่อาจทำให้การเรียนรู้การกระทำผิดต่าง ๆ ก่อให้เกิดอาชญากรรม ได้อย่างง่ายดาย 2.3.1.2 ทฤษฎีกลไกการควบคุม (Containment Theory) เรคเลศ (Reckless ) ได้กล่าวถึงพฤติกรรมที่ถูกต้องตามกฎหมายการกระทำ ความผิดจะมีกลไกในการควบคุมที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 ระบบ คือ 1. ระบบการควบคุมภายใน (Inner Control) จะเป็นองค์ประกอบของความเป็น ตัวเอง (Self-Components) หมายถึง ความสามารถในการควบคุมตัวเองได้ ความอดกลั้น ความที่ ใฝ่ดีจิตใจที่สูงพอจะมองข้ามสิ่งเร้า หรือความชั่วร้าย ความเข้มแข็งของจิตสำนึกความมีสติสัมปชัญญะ ความอดทนสูง 2. ระบบการควบคุมภายนอก (Outer Control) หมายถึง กฎเกณฑ์ ระเบียบ จารีต ประเพณี ศีลธรรมการมีเป้าหมายและความมุ่งหวังแห่งชีวิต สภาพสังคมที่มีความหวัง และ เหตุผล คำแนะนำที่ดี วินัยที่มีประสิทธิภาพ โอกาสที่จะได้รับการยอมรับนับถือ จากทฤษฎีไม่ได้กล่าวถึงแรงผลักดันจากภายในของแต่ละบุคคลที่มาจากแรงบีบ บังคับ แรงกดดัน ความวิตกกังวล และบุคลิกภาพที่บกพร่องอันมาจากจิตใจ และความบกพร่อง ไม่สมบูรณ์ทางสมอง เช่น ภาวะจิตใจมีอาการประสาทหลอน สมองพิการ การเป็นลมบ้าหมู ความคิด ความเข้าใจหลงผิด รวมทั้งอาการหวาดกลัว ทฤษฎีนี้มีความสำคัญที่ว่าอาชญากรส่วนมากจะกระทำ ความผิดอันมีสาเหตุจากระบบการควบคุมตามทฤษฎีนี้ สาระสำคัญของทฤษฎีนี้อยู่ที่ว่าระบบการควบคุมภายใน ระบบการควบคุม ภายนอกนั้น สิ่งที่จะสามารถผลักดันให้เกิดอาชญากรรม ได้แก่ การได้รับแรงดึงดูดจากภายนอก และกิเลสจากภายใน ถ้าระบบการควบคุมทั้งภายในและภายนอกเข้มแข็งมากเพียงพอ บุคคลนั้นก็จะ ไม่ประกอบอาชญากรรมได้ แต่ในทางกลับกัน บุคคลใดก็ตามที่มีจิตใจที่อ่อนไหวอ่อนแอง่ายไม่


23 สามารถควบคุมระบบภายในและภายนอกของตนเองได้ ก็สามารถทำให้เกิดการกระทำผิด หรือ เกิดเหตุอาชญากรรมเกิดขึ้นได้ ทฤษฎีกลไกในการควบคุมชี้ให้เห็นถึงข้อกำหนดพฤติกรรมที่อยู่ในระบบแบบแผนที่ จะต่อต้านการเบี่ยงเบน และการปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อเป็นการอยู่ที่มีความปลอดภัยในสังคม ระบบการควบคุมภายในและระบบการควบคุมภายนอกเป็นแกนที่สำคัญที่จะป้องกันแรงกดดัน และแรงดึงดูดจากสภาพแวดล้อมภายนอกและป้องกันกิเลสภายในจิตใจจากแรงกดดันภายนอก เช่น ความยากจน ความเสียเปรียบ การขัดแย้ง และการทะเลาะกัน ข้อห้ามต่าง ๆ แรงดึงดูดจาก สิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น ความสวยงาม ความมีเสน่ห์ ความยั่วยุ และพฤติกรรมเบี่ยงเบนชนิดต่าง ๆ การโฆษณาชวนเชื่อ เป็นอีกสิ่งที่ชักนำให้เกิดการกระทำความผิด ในส่วนกิเลสภายในจิตใจ เช่น ความต้องการ ความวิตกกังวล ความวุ่นวายใจ ความผิดหวัง ความมุ่งร้าย ความรู้สึกปฏิปักษ์ ความรู้ต่ำต้อย เป็นต้น (นายวีระชัย เหล่าลงอินทร์, 2551, หน้า 18) 2.3.1.3 ทฤษฎีความสะดวกและโอกาส (Convenience and Opportunity Theory) ทฤษฎีโอกาส (opportunity theory) อธิบายว่า ผู้กระทำความผิดจะเลือกเหยื่อ บนพื้นฐานที่ว่า เหยื่อไม่สามารถต่อสู้ขัดขืนได้ รวมทั้งการคาดการณ์ว่าไม่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกจับ และได้รับโทษนั่น คือทฤษฎีนี้เห็นว่าผู้กระทำความผิดจะเลือกเหยื่อบนพื้นฐานของการที่ไม่ต้องใช้ ความพยายาม แต่มีความน่าจะเป็นที่จะได้รับสิ่งตอบแทนที่สูงกว่า รวมทั้งมีความเสี่ยงน้อยที่จะถูก จับกุมความสะดวกเป็นแนวคิดที่สัมพันธ์กับประสิทธิภาพของการประหยัดเวลา หรือกล่าวได้ว่า ความสะดวกสัมพันธ์กับความเร็ว ความง่าย และความปลอดภัย รวมทั้งเป็นสิ่งที่น่าสนใจ และเข้าถึงได้ ง่าย ความสะดวกเป็นสิ่งที่กระตุ้นทางเลือกของการกระทำ องค์ประกอบที่สำคัญของความสะดวก คือ การประหยัดเวลา ส่วนองค์ประกอบอื่น ๆ คือ การหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เป็นปัญหา ความเครียด ความท้าทาย โดยความสะดวกสามารถเป็นได้ทั้งองค์ประกอบสมบูรณ์ (absolute construct) และ องค์ประกอบสัมพันธ์ (relative construct) กล่าวคือ องค์ประกอบสมบูรณ์ คือ ความสนใจที่ จะก่ออาชญากรรม ในขณะที่องค์ประกอบสัมพันธ์ คือ ความสะดวกในการก่ออาชญากรรมมากกว่า ที่จะกระทำทางเลือกอื่นที่จะต้องมีการแก้ปัญหา หรือมีความเป็นไปได้ที่จะได้รับประโยชน์ การมีระบบการสื่อสารที่ก้าวหน้า การใช้อินเทอร์เน็ตเป็นการเพิ่มโอกาสในการก่ออาชญากรรมได้ง่าย เช่น อาชญากรรมทางเพศ ฉ้อโกง กรรโชก การรับซื้อของโจร รวมทั้งอาชญากรรมอื่น ๆ ที่ไม่ต้อง อาศัยการติดต่อกับเหยื่อ เป็นต้น (Petter Gottschalk, 2020, pp. 5 - 6) ทฤษฎีความสะดวกและโอกาสทำให้เห็นถึงการก่ออาชญากรรมที่มีจำนวนเพิ่ม มากขึ้นเรื่อย ๆ และอาชญากรสามารกระทำความผิดได้อย่างต่อเนื่องเพราะการประหยัดเวลา


24 ในการกระทำผิดเป็นเหตุให้อาชญากรก่อเหตุ และกระทำความผิดได้หลายครั้งเพราะผู้ถูกกระทำไม่ สามารถต่อสู้ หรือบางรายก็หาสาเหตุ หรือร่องรอยการก่ออาชญากรรมไม่พบ 2.3.1.4 ทฤษฎีการถอนตัวออกจากสังคม (Disengagement Theory) ทฤษฎีนี้มีแนวคิดว่าผู้สูงอายุและสังคมจะลดบทบาทซึ่งกันและกัน เนื่องจาก ผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนมีความสามารถลดลง และมีสุขภาพเสื่อมถอย จึงถอดถอน หรือหลีกเลี่ยงบทบาท และกิจกรรมทางสังคม เพื่อลดความตึงเครียดหรือบีบคั้น ทฤษฎีนี้ถือเป็นทฤษฎีแรกที่มีลักษณะ เป็นสหวิทยาการ (multidisciplinary theory) การที่สังคมมีการถ่ายโอนอำนาจจากผู้สูงอายุมาสู่ คนรุ่นอายุน้อยกว่า ระบบสังคมจึงมีการจัดการกับความสูงวัย ความสูงวัยจึงเป็นปัญหาที่ต้องยับยั้ง (slowing down) ด้วยกลไกของการแยก หรือถอดถอนออกจากสังคม (disengagement or separation from society) ดังนั้น ผู้สูงวัยจึงลดระดับการทำกิจกรรมลง และมองหาบทบาท ที่เป็นฝ่ายรับ (passive roles) มากกว่าเดิม ผู้สูงอายุจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นน้อยลง และจมอยู่กับ ตัวเองการถอนตัวออกจากสังคมจึงเป็นพฤติกรรมการปรับตัวที่ผู้สูงอายุจะดำรงไว้ซึ่งคุณค่าของตนเอง (self-worth) ด้วยการถอดถอนตัวเองออกจากบทบาทต่าง ๆ ที่เคยมี เช่น บทบาททางอาชีพ บทบาท ของการเป็นผู้ปกครอง พ่อ-แม่ เป็นต้น (รุ่งนภา เทพภาพ, 2554, หน้า 13) จากทฤษฎีอาจสรุปได้ว่าการที่ผู้สูงอายุถอดถอนตนเองออกจากสังคมเนื่องจาก ความแก่ชรา ทำให้ผู้สูงอายุลดค่าตนเองและเกิดความน้อยใจต่อตนเอง ต่อคนใกล้ชิด และต่อสังคมทำ ให้ตีตนออกห่างไป การเก็บตัวอยู่คนเดียวอาจทำให้ผู้สูงอายุเกิดสภาวะตึงเครียด และเก็บกฎอาจเป็น สาเหตุทำให้ผู้สูงอายุกระทำความผิดเป็นเหตุให้อาชญากรรมเกิดขึ้นได้ 2.3.1.5 ทฤษฎีสังคมไร้ระเบียบ (Social Disorganization Theory) ทฤษฎีที่มีกระบวนทัศน์การมองพฤติกรรมมนุษย์ตามแนวคิดระบบนิเวศน์วิทยา ว่ามนุษย์ต้องมีการปรับตัวตามสภาพแวดล้อม เพื่อความอยู่รอดของตนเอง แนวคิดนี้ได้เริ่มพัฒนา ในช่วงทศวรรษที่ 1900 โดยนักสังคมศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชิคาโก ประเทศสหรัฐอมริกา ซึ่ง George Vold และ Thomas Bermard และ Jefferey Snipes (1998) นักอาชญาวิทยา ชาวอเมริกันได้ให้ข้อสรุปเกี่ยวกับทฤษฎีสังคมไร้ระเบียบไว้ว่า ทฤษฎีนี้ได้อธิบายสาเหตุที่ทำให้เกิดชุมชนแออัดในเมืองใหญ่ว่า เกิดจาก การเจริญเติบโตด้านสังคมและเศรษฐกิจของเมืองขนาดใหญ่ แต่ขาดกลไกหรือระบบการควบคุม ความเจริญเติบโต เช่น การจัดระบบผังเมือง การจัดระบบสาธารณูปโภค การป้องกันอาชญากรรม การส่งเสริมอาชีพของกลุ่มคนที่ด้อยความสามารถ ฯลฯ และในที่สุดความเจริญก้าวหน้าทางสังคม และเศรษฐกิจจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของชุมชนในเขตเมือง ทำให้เกิดการแบ่งแยก ออกเป็นชุมชนที่มีความแตกต่างกัน เช่น ศูนย์กลางของเมืองหรือแหล่งธุรกิจ แหล่งที่อยู่อาศัยของ ชนชั้นสูงหรือที่มีฐานะทางเศรษฐกิจ แหล่งที่อยู่อาศัยของคนชั้นกลาง ที่รกร้างว่างเปล่า ฯลฯ


25 และประการสำคัญคือจะทำให้เกิดชุมชนแออัดหรือแหล่งเสื่อมโทรมในเมือง ขนาดใหญ่ซึ่งจะเป็นที่อยู่ อาศัยของบุคคลที่มีฐานะต่ำ หรือด้วยทางเศรษฐกิจ และสังคม หรือผู้ที่อพยพ มาจากต่างถิ่นเพื่อมาหา งานในเมือง และชุมชนเหล่านี้จะมีลักษณะพิเศษ 4 ประการ ตามที่ Shaw&McKay (1942) และ Bursik(1988) ได้ให้ความเห็นไว้ดังต่อไปนี้ คือ 1. การสูญสลายหรือลดน้อยของกลไกควบคุมทางสังคม เนื่องมาจากมีคนอพยพ มาอยู่ในชุมชนมากขึ้น ผู้อาศัยอยู่จะไม่ค่อยรู้จักกันเกิดลักษณะต่างคนต่างอยู่ และนำไปสู่ความ อ่อนแอของกลไกควบคุมทางสังคม 2. การถ่ายทอดวัฒนธรรมในแต่ละชุมชนจะมีวัฒนธรรม ซึ่งสืบทอดมาเป็น เวลานานเมื่อมีคนกลุ่มใหม่เข้ามาอาศัยอยู่ก็จะรับวัฒนธรรมที่อยู่แต่เดิม 3. ความขัดแย้งทางวัฒนธรรม สิ่งที่คนใหม่นำติดตัวมาด้วยเมื่อมาอาศัยอยู่ใน ชุมชน คือค่านิยม ค่าเชื่อ และวัฒนธรรม ซึ่งอาจแตกต่างจากค่านิยมหรือวัฒนธรรมเดิม ทำให้เกิด ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 4. ความยากจน เนื่องจากผู้เข้ามาอยู่ใหม่จะเป็นคนต่างด้าวหรือคนชนบทที่ อพยพมาเพื่อแสวงหาอาชีพในเมืองใหญ่ บุคคลเหล่านี้จะมีสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจระดับล่าง ของประเทศ ทฤษฎีสังคมไร้ระเบียบได้อธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงที่นำไปสู่การเป็นเมืองขนาด ใหญ่จะทำให้เกิดชุมชนแออัดในเมืองผสมผสานกับอาคารบ้านเรือนที่ทันสมัย ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ ธรรมชาติที่เกิดคู่ขนานมากับการเจริญเติบโตทางสังคม และเศรษฐกิจ นอกจากนี้แหล่งชุมชนแออัดยัง เป็นแหล่งหรือศูนย์รวมของปัญหาสังคมไม่ว่าจะเป็นปัญหาอาชญากรรม ยาเสพติด อบายมุข มลภาวะ เป็นพิษโรคติดต่อ ฯลฯ Rodney Spark (1987) ได้นำทฤษฎีสังคมไร้ระเบียบเป็นตัวนำการศึกษา โดย มุ่งเน้นศึกษาในเขตชุมชนแออัดที่ลักษณะของพื้นที่ที่มีอาชญากรรมสูง และศึกษาได้กำหนดปัจจัย สำคัญในการเกิดอาชญากรรมจำนวน 5 ประการ คือ ความหนาแน่ของประชากรความยากจนหรือ ฐานะทางเศรษฐกิจ การใช้ทรัพย์สินส่วนกลาง ความไม่ยั้งยืนหรือการย้ายถิ่นฐานของประชากร และ ความเสื่อมสภาพของอาคารบ้านเรือน นำเสนอว่าความหลากหลายของปัจจัยทั้ง 5 ประการทำให้ ประชาชนมีความรู้สึกไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน อันนำไปสู่แรงจูงใจในการประกอบอาชญากรรม และ โอกาสในการประกอบอาชญากรรม ตลอดจน ความไม่ใส่ใจในการ่วมมือป้องกันอาชญากรรมของ ชุมชน เป็นสาเหตุให้มีอาชญากรรมสูงตลอดไป แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงประชากรในพื้นที่ทั้งหมด ก็ตาม (ไกรวุฒิ วัฒนสิน, 2561, หน้า 15) สังคมที่เกิดการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วอาจเป็นผลเสียทำให้ระบบการจัดการที่ ไม่ทันท่วงทีเป็นเหตุให้เกิดสภาพสังคมที่แออัดไร้ระบบการจัดการที่มั่งคง ผู้สูงอายุบางคนที่อยู่ใน


26 สังคมอาจมีความถดถอยลง และมีความยากจนจากการแบ่งชนชั้นทำให้ผู้สูงอายุบางคนที่ไม่ได้รับ การดูแลจากคนในครอบครัวต้องดูแลตนเองเพื่อความอยู่รอดอาจก่อเหตุลักขโมยที่เกิดจากความหิวโหย การขัดแย้ง หรือทะเลาะเบาะแว้งกันในสังคมซึ่งอาจทำให้เกิดการกระทำความผิดได้ 2.3.2 สาเหตุและปัจจัยของการกระทำความผิดของผู้สูงอายุ สาเหตุต่าง ๆ ที่ทำให้บุคคลประกอบอาชญากรรมได้นั้นอาจเกิดจากปัจจัยทางสังคม และ สิ่งแวดล้อม ปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นนับว่ามีอิทธิพลต่อมนุษย์เป็นอย่างมากเพราะจะค่อยๆซึมซับเข้า ปรุงแต่งลักษณะของจิตใจอารมณ์และทัศนคติ ซึ่งแสดงออกในรูปแบบของบุคลิกภาพ (Personality) ให้มีแนวโน้มเป็นไปตามกฎเกณฑ์ของสังคม หรือฝ่าฝืนกฎของสังคมจนนำไปสู่การเกิดอาชญากรรม ได้ง่าย หากมีปัจจัย โอกาส และสถานการณ์เอื้ออำนวย วรเดช จันทรศร ได้พิจารณาสาเหตุของอาชญากรรมไว้ ดังนี้ 1. สาเหตุเกี่ยวกับบุคคล การเกิดขึ้นของอาชญากรรมโดยส่วนหนึ่งนั้น สืบเนื่องมาจาก ความโน้มเอียงต่อการกระทำความผิด ที่ถูกกำหนดโดยบุคลิกภาพของแต่ละบุคคลที่แตกต่างกันไป ซึ่งเป็นผลที่ได้จากการศึกษาทางจิตวิทยากายภาพรวมตลอดถึงความไม่สามารถควบคุมตนเองได้ของ บุคคลที่จะปรับตัวเองให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม และแรงผลักดันของบุคคลที่ตกลงจงใจจะก่ออาชญากรรม ซึ่งเป็นผลการศึกษาด้านสังคมวิทยา 2. สาเหตุเกี่ยวกับระบบของบุคคล อาจสรุปได้ว่า สาเหตุของอาชญากรรมนั้นส่วนหนึ่ง เกิดจากการขาดความสามารถที่จะต่อต้านการกดดันในการกระทำผิด ซึ่งถูกกำหนดโดยอาชญากรรม ของกลุ่ม เช่น การเลียนแบบความสัมพันธ์กับบุคคลต่าง ๆ ในแง่ของการเรียนรู้เป็นผลที่ได้จาก การศึกษาด้านสภาพแวดล้อมของสังคม และวัฒนธรรม 3. สาเหตุเกี่ยวกับระบบสังคม การเกิดอาชญากรรมย่อมเกี่ยวพันและขึ้นอยู่กับ สถานการณ์ต่าง ๆ ทางสภาพแวดล้อม วัฒนธรรม สถานะ และชนชั้นทางสังคมของบุคคลที่จะเป็น เครื่องกำหนดความโน้มเอียงในการกระทำผิดเป็นผลที่ได้จากการศึกษาทางสังคมและวัฒนธรรม อีกด้วย (ชำนิ คนไว, 2560, หน้า 33) ศาสตราจารย์เฮอร์แมน แมนไฮน์ (Hermann Mannheim) นักอาชญาวิทยา ชาวอังกฤษ ได้อธิบาย เกี่ยวกับกระบวนการและความสัมพันธ์ของสาเหตุหรือปัจจัยที่ทำให้เกิดการ กระทำความผิดประกอบด้วยปัจจัยทางกายภาพหรือปัจจัยทางด้านสังคม และปัจจัยทางจิตใจ ปัจจัย ทั้งสองจะต้องสัมพันธ์ และมีการผลักดันกันให้เกิดการกระทำความผิด กล่าวคือ ปัจจัยทางกายภาพ หรือปัจจัยทางสังคมเพียงประการเดียว ไม่ใช่สาเหตุในการก่อเกิดการกระทำความผิดเสมอไป จะต้อง มีการผลักดัน หรือได้รับอิทธิพลจากปัจจัยทางจิตใจด้วย เช่น บุคคลที่บกพร่องทางร่างกาย มีปัญหา ด้านครอบครัว สภาพแวดล้อมไม่ดี ฐานะยากจน เป็นต้น บุคคลเหล่านี้มิใช่ว่าจะต้องก่อเกิดการกระทำ ความผิด หรืออาชญากรรมเสมอไป จะต้องได้รับการผลักดัน หรืออิทธิพลจากปัจจัยทางด้านจิตใจ


27 ทำให้เกิดขบวนการเปลี่ยนแปลงสภาพจิต คือ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีสติยับหยั้งของบุคคลว่าจะ เข้มแข็งมากน้อยเพียงใดถ้ามีมากก็จะไม่สามารถก่อเกิดการกระทำความผิดนั้นได้ แต่ถ้ามี ความเข้มแข็งน้อย หรือมีไม่เพียงพอก็จะก่อให้เกิดการกระทำความผิดขึ้นได้ นักอาชญาวิทยาบางกลุ่มจึงได้แบ่งสาเหตุ หรือปัจจัยในการก่อเกิดการกระทำความผิด หรืออาชญากรรม ออกเป็น 3 สาเหตุด้วยกัน คือ 1. สาเหตุหรือปัจจัยทางด้านชีวกายภาพ หรือทางด้านร่างกาย 2. สาเหตุหรือปัจจัยทางด้านจิตวิทยา หรือทางด้านจิตใจ 3. สาเหตุหรือปัจจัยทางด้านสังคมวิทยา ครอบครัว และสภาพแวดล้อม กิบบอนส์ (Don C. Gibbons) ได้กล่าวว่าทฤษฎีของอาชญากรรมหรือการกระทำ ความผิด สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ปัจจัย ได้แก่ ทางชีววิทยา ทางจิตวิทยา และทางสังคมวิทยา 2.3.2.1 สาเหตุและปัจจัยทางด้านชีวกายภาพ หรือทางด้านร่างกาย แนวคิดทางชีวภาพ และกายภาพ ได้อธิบายลักษณะการกระทำความผิดจาก สาเหตุ หรือปัจจัย ทางด้านพันธุกรรม หรือทางด้านกายภาพ ในการก่อเกิดการกระทำความผิดหรือ อาชญากรรม กล่าวได้ว่า สาเหตุของการกระทำความผิดอาศัยสมมุติฐานที่สำคัญ ได้แก่ โครงสร้าง ทางร่างกาย ต่อมต่าง ๆ การถ่ายพันธุกรรมโครโมโซม ยีนส์ชีวเคมี ฮอร์โมน โครงสร้างทางสมองมี สิ่งผิดปกติ และผลักดันให้กระทำความผิด อีกทั่งลักษณะรูปร่างของมนุษย์ที่มีผลต่อพฤติกรรม ที่ก่อให้เกิดอาชญากรรม แนวความคิดนี้เริ่มได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในวงการอาชญาวิทยา เมื่อ ซีซา ลอมโบรโซ (Cesare Lombroso) ผู้บุกเบิกสำนักอาชญาวิทยาปฏิฐานนิยม โดยได้รับ การยกย่องว่าเป็นบิดาของอาชญาวิทยาสมัยใหม่ ได้เสนอทฤษฎีอาชญากร โดยกำเนิดสนับสนุน แนวคิดว่าอาชญากรรมส่วนใหญ่เกิดจากอาชญากรที่มีความบกพร่องทางกายภาพ ซึ่งได้รับ การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซีซา ลอมโบรโซ (Cesare Lombroso) ได้อธิบายว่า พฤติกรรมอาชญากรรม ของบุคคลมีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางร่างกายของบุคคล แต่ต่อมาภายหลังยังมีความเชื่อว่า สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลมากกว่า ปัจจัยด้านชีวภาพในการทำให้บุคคลมีพฤติกรรมอาชญากรรม ซึ่งสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ เช่น การแต่งงาน กฎหมาย ภูมิอากาศ เพศ เป็นต้น (ศิลป์ชัย ลีลิตธรรม และวงศกร เพิ่มผล, 2563, หน้า 7) 2.3.2.2 สาเหตุและปัจจัยทางด้านจิตวิทยาหรือ ทางด้านจิตใจ นักวิชาการส่วนใหญ่มีความเห็นในทำนองเดียวกันว่า บุคคลปกติมักจะก่อเกิด การกระทำความผิด หรืออาชญากรรมก็เพราะมีแรงจูงใจเป็นปัจจัย หรือสาเหตุสำคัญ เช่น ความผิด เกี่ยวกับทรัพย์ปัจจัย หรือสาเหตุจูงใจสำคัญก็คือ ตัวทรัพย์สินที่มุ่งกระทำต่อตนนั้นเป็นสำคัญ หรือ การฆ่าผู้อื่น ทำร้ายร่างกาย ปัจจัยหรือสาเหตุสำคัญหลักก็จะมาจากความแค้น ความเกลียดชัง


28 ความโศกเศร้า เป็นต้น ปัจจัยทางจิตวิทยา ได้อธิบายสาเหตุของการกระทำความผิดว่าเป็นผลมาจาก ภาวะทางจิตใจ โดยจะศึกษาวิเคราะห์ใน 2 ลักษณะ คือ 1. ลักษณะทางจิตวิทยาทั่วไปซึ่งศึกษาวิเคราะห์ปัญหาด้านการพัฒนาทางด้าน ความเจริญเติบโตทางร่างกายและจิตใจ ปัญหาที่เกี่ยวกับอุปนิสัยที่ต่อต้านสังคม 2. การศึกษาลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมของอาชญากรกับจิตใจ ที่มีแนวโน้มเบี่ยงเบน และหมายรวมถึงความไม่สมประกอบทางบุคลิกภาพความกระทบกระเทือน ทางอารมณ์ขาดความสามารถในการควบคุมตนเอง ดังนั้น บุคคลที่มีจิตใจปกติการก่อเกิดความผิด หรืออาชญากรรม ต้องมีมูลเหตุ ชักจูงใจเป็นหลัก แต่ในทางตรงกันข้ามบุคคลที่จิตใจผิดปกติ มักจะก่อเกิดการกระทำความผิด หรือ อาชญากรรมโดยไม่มีมูลเหตุชักจูงใจจากภายนอกบุคคลเหล่านี้จะกระทำความผิดหรือก่อเกิด อาชญากรรมเพราะความผิดปกติของจิตใจแรงกระตุ้น แรงเร้า ความกดดันภายในที่เก็บซ่อนไว้ใน จิตใต้สำนึก ส่งผลให้บุคคลเหล่านี้ลงมือกระทำความผิด หรือก่อเกิดอาชญากรรมขึ้นโดยไม่สามารถ บังคับตนเองได้ แต่อย่างไรก็ตามบุคคลที่จิตใจผิดปกติใช่ว่าจะต้องก่อเกิดอาชญากรรม หรือ การกระทำความผิดกับทุกคนเสมอไป เพราะบุคคลที่มีความผิดปกติอย่างรุนแรงถึงขั้นวิกลจริต (บ้า) มักจะไม่เป็นผู้ก่อเหตุอาชญากรรม หรือก่อเกิดการกระทำความผิด ส่วนมากบุคคลที่ก่อเกิด อาชญากรรม หรือก่อเกิดการกระทำความผิดมักจะเป็นบุคคลที่จิตผิดปกติไม่อยู่ในระดับถึง ขั้นวิกลจริต ดังนั้น เมื่อบุคคลเหล่านี้มีสิ่งกระตุ้น หรือเร้าความผิดปกติในจิตใจที่เก็บซ่อนไว้จะมี แรงขับให้แสดงพฤติกรรมที่เกิดจากความผิดปกตินั้นออกมานักจิตวิทยาได้แบ่งประเภทบุคคล ตามระดับความผิดปกติของจิตใจไว้ ดังนี้ 1. พวกโรคจิต มีความผิดปกติทางจิตใจอย่างรุ่นแรงมากจนถึงขั้นวิกลจริต (บ้า) 2. พวกจิตบกพร่อง ได้แก่ พวกจิตทราม จิตผันผวน ผิดปกติทางเพศ ปัญญา อ่อน และพวกที่มีอาการวิปริตทางจิตอ่อนๆ 3. พวกปัญญาอ่อน บุคคลที่มีเชาวน์ปัญญาต่ำกว่าบุคคลปกติและมักจะปรากฏ ให้สังเกตเห็นได้ทางด้านร่างกาย 4. พวกคาบเส้นระหว่างจิตปกติกับจิตไม่ปกติ บุคคลประเภทนี้เก็บซ่อนอาการ ที่ไม่ค่อยจะปกติ ของตนไว้ได้แนบเนียน จัดเป็นบุคคลอันตรายมากจะก่อเกิดอาชญากรรมได้ง่าย เมื่อถูกกระตุ้น หรือเร้าจากสิ่งรอบตัว 5. พวกอารมณ์แปรปรวนบุคคลประเภทนี้มีบุคลิกภาพผิดปกติมีพฤติกรรม เบี่ยงเบนไปตามอารมณ์ จิตใจ และประสาท บุคคลเหล่านี้เก็บกดสูง มีความกดดันสูง อารมณ์รุนแรง ไม่คงที่ไม่แน่นอนมีความคิดสับสน วิตกจริต เครียดมากจนอาจถึงประสาทหลอน


29 นอกจากนี้ นักจิตวิทยาและอาชญาวิทยา ยังได้ศึกษาโรคจิตที่เชื่อมโยงกับ พฤติกรรมของอาชญากรอีก 2 ประเภท ได้แก่โรคจิตผันผวน (Pyschopath) และ โรคสกิโซเฟรเนีย (Schizophrenia) โรคจิตผันผวน (Pyschopath) โรคนี้เป็นความผิดปกติในด้านความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ นิสัยใจคอ และสภาวะความเสื่อมด้านศีลธรรมของบุคคลชอบแสดงออกมีความรู้สึกต่อสิ่งเร้า น้อยกว่าปกติ ส่งผลให้ ไม่ค่อยมีความเกรงกลัวในการถูกลงโทษจึงกล้าที่จะกระทำความผิด และเห็น การกระทำความผิดเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ใช่เรื่องร้ายแรง โรคสกิโซเฟรเนีย (Schizophrenia) โรคนี้มักพบในบุคคลวัยหนุ่มสาว มีอาการ เก็บตัว ไม่มีสมาคม มีความคิดวิตกฟุ้งซ่านมากจนเกิดการหลอนทางประสาท และแสดงออกโดยการ ทำร้ายตนเอง หรือคนใกล้ชิดสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ด้วย เพราะมีสาเหตุมาจากการผิดปกติ ในเรื่องสารเคมีในสมอง และส่งผลมายังระบบประสาท (ศิลป์ชัย ลีลิตธรรม และวงศกร เพิ่มผล, 2563, หน้า 10) 2.3.2.3 สาเหตุและปัจจัยทางด้านสังคม ครอบครัวและสภาพแวดล้อม สาเหตุหรือปัจจัยทางด้านสังคมได้ค้นคว้าถึงการอธิบายความประพฤติของ อาชญากร โดยให้ความสำคัญต่อสภาพแวดล้อม และเหตุการณ์ต่าง ๆ กล่าวคือ การศึกษาทางด้าน สังคมวิทยามุ่งถึงการอธิบายสาเหตุของการประกอบอาชญากรรม หรือการกระทำความผิด ซึ่งสามารถแยกออกได้ 2 ลักษณะ คือ 1. ทฤษฎีเกี่ยวกับโครงสร้างทางสังคม คือ ระบบโครงสร้างของสังคมจะเป็นตัว กำหนดให้เกิดอาชญากรรมโครงสร้างทางสังคมจะพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างอาชญากรรมกับ โครงสร้าง หรือองค์กรทางสังคม และอาชญากรรมมีความสัมพันธ์กับระบบของสังคมอย่างไร และเมื่อ โครงสร้างของสังคมเปลี่ยนไปอาชญากรรมย่อมเปลี่ยนแปลงไปด้วย 2. ทฤษฎีเกี่ยวกับกระบวนการทางสังคม เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงสาเหตุ พฤติกรรมอาชญากรรมของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลว่ามีกระบวนการอย่างไร โดยสมมุติฐานว่า พฤติกรรมของมนุษย์เรียนรู้ได้ ดังนั้น พฤติกรรมอาชญากรอาจได้รับมาโดยกระบวนการการเรียนรู้ ทางสังคม ดังนั้น กระบวนการทางสังคมจะพิจารณาด้านกระบวนการของสังคม ซึ่ง ผลปรากฏว่าบุคคลในสังคมมีแนวโน้มในการประกอบอาชญากรรมมากกว่าเป็นผู้เคารพหรือปฏิบัติ ตามกฎหมาย การศึกษาแนวความคิด สาเหตุหรือปัจจัยทางด้านสังคมมีเป็นมาอย่างยาวนาน โดยนักปรัชญา สมัยกรีก โรมัน นักปรัชญาในสมัยนั้นอธิบายว่าอาชญากรรมเป็นผลมาจากเงื่อนไข


30 ทางสังคม และปัญหาต่าง ๆ ในสังคม และได้มีการเสนอแนวคิดทฤษฎี เพื่ออธิบายปรากฏการณ์ ของอาชญากรรมไว้เป็นจำนวนมาก (ศิลป์ชัย ลีลิตธรรม และวงศกร เพิ่มผล, 2563, หน้า 13) บทสรุปสาเหตุและปัจจัยหลักที่มีผลต่อผู้สูงอายุอาจเป็นไปได้ที่จะมาจาก สภาพร่างกาย จิตใจ สังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวล้วนเป็นเหตุให้เกิดอาชญากรรมได้ทั้งสิ้น การที่ผู้สูงอายุจะสามารถกระทำความผิดได้นั้นย่อมเกิดจากสภาพร่างกายที่ไม่ปกติทำให้ มีความวิตกกังวลความเครียดอาจส่งผลให้เกิดการกระทำความผิดโดยเจตนา และไม่เจตนา รวมไปถึงสภาพสังคม และสิ่งแวดล้อมจากคนรอบข้างที่ทำให้ส่งผลกระทบไปถึงจิตใจเป็นแรงผลักดัน ที่ทำให้ผู้สูงอายุเกิดภาวะความกดดันที่นำมาซึ่งเหตุอาชญากรรมได้ 2.3.3 ประเภทของการกระทำความผิดของผู้สูงอายุ ประเภทของการกระทำความผิดของผู้สูงอายุมีได้หลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่ กับสถานการณ์ในเหตุต่าง ๆที่เกิดขึ้น เช่น การเมา การลักขโมย การยักยอกทรัพย์ การพนัน การก่อความไม่สงบ การล่วงละเมิดทางเพศ เหตุการณ์ต่าง ๆ ล้วนเป็นการกระทำความผิดในคดีอาญา ทั้งสิ้นผู้สูงอายุอาจทำไปโดยเจตนา และไม่เจตนา หรืออาจทำไปด้วยความประมาทนั้น ทุกการกระทำ ย่อมมีความผิด และต้องได้รับการลงโทษ การแบ่งประเภทความผิดอาญาอาจแบ่งพิจารณาออกเป็น 6 ประเภท คือ 1. ความผิดอาญาในแง่ของ กฎหมาย 2. ความผิดอาญาในแง่ของการกระทำ 3. ความผิดอาญาในแง่ของเจตนา 4. ความผิดอาญาในแง่ของผู้กระทำ 5. ความผิดอาญาในแง่ของโทษ 6. ความผิดอาญาในแง่ของการดำเนินคดี 2.3.3.1 การแบ่งแยกความผิดอาญาในแง่ของกฎหมาย ความผิดอาญานั้น อาจกล่าวโดยย่อได้ว่า หมายถึง การกระทำที่ฝ่าฝืนต่อ กฎหมายอาญา ความผิดอาญาในแง่ของกฎหมาย จึงแบ่งออกได้เป็น 2 ประการ คือ ความผิดในตัวเอง (mala in se) และความผิดตามที่กฎหมายกำหนด (mala prohibit) ดังนี้ 1. ความผิดในตัวเอง (Mala in se : Malum in se) ความผิดตัวในตัวเอง คือการกระทำที่วิญญูชนทั่วไป (Reasonable person) รู้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดในตัวเอง (Wrong in itself) หรือความผิดในตัวเองนี้เป็นหนึ่งใน แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับกฎหมายอาญาที่เป็นแนวคิดทางศีลธรรมของสังคม (Legal Moralism) เพราะเป็นการกระทำกระทบกระเทือนต่อสังคม การกระทำนั้นเป็นความชั่วร้ายในตัวเอง (Evil in itself) ความผิดในตัวเองนี้เป็นความผิดทั้งศีลธรรม และกฎหมายในขณะเดียวกัน ตัวอย่างเช่น


31 ความผิดฐานฆ่าคนตาย เป็นการกระทำที่เป็นความผิดทางศีลธรรมตามศีลข้อที่ 1 ของเบญจศีลใน พุทธศาสนา และยังเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 อีกด้วย 2. ความผิดเพราะกฎหมายห้าม (Mala Prohibita : Malum Prohibitum) การกระทำที่เป็นความผิดตามที่กฎหมายห้าม (wrong due to being prohibited) ซึ่งกล่าวอีกนัยหนึ่งหมายความว่า การกระทำนั้นไม่เป็นความผิดในตัวเอง ไม่ผิด มโนธรรมสำนึก ไม่ผิดศีลธรรม แต่เป็นการกระทำที่สังคมควรตำหนิติเตียน ควรลงโทษ ควรเอาผิด แก่ผู้กระทำ สังคมจึงจำเป็นต้องตรากฎหมายขึ้นเพื่อเอาผิดต่อการกระทำนั้น โดยกฎหมายที่บัญญัติ ขึ้นโดยรัฐสภา (Statute) ซึ่งเป็นกฎหมายที่เรียกว่า“กฎหมายฝ่ายบ้านเมือง (Positive law)” หรือ “กฎหมาย เทคนิค(Technical law)” ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาประโยชน์ของสังคม อันเป็นประโยชน์สาธารณะ (Public interest) ดังเช่น การกำหนดความผิดของผู้หลีกเลี่ยงไม่ชำระ ภาษีเงินได้ของบุคคลธรรมดาตามประมวลกฎหมายรัษฎากร หรือความผิดฐานพาอาวุธไปในเมือง หมู่บ้าน หรือ ทางสาธารณะ โดยเปิดเผย หรือโดยไม่มีเหตุสมควร ตามมาตรา 371 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เป็นต้น (โกเมศ ขวัญเมือง,พระครูธรรมธรสฐาพร ปภสฺสโร และพระครู ปลัดอุดร ปริปุณฺโณ , 2564, หน้า 398 ) 2.3.3.2 การแบ่งแยกความผิดอาญาในแง่ของการกระทำ การกระทำ หมายความถึงการเคลื่อนไหวหรือไม่เคลื่อนไหวร่างกายโดย รู้สำนึก กล่าวคือ อยู่ภายใต้บังคับของจิตใจ การแบ่งประเภทความผิดอาญาในแง่ของการกระทำ จึงแบ่งออกได้ ดังต่อไปนี้ 1. ความผิดโดยการเคลื่อนไหวร่างกายและความผิดโดยไม่เคลื่อนไหวร่างกาย ความหมายของการกระทำตามประมวลกฎหมายอาญา หมายถึง “การเคลื่อนไหวร่างกายหรือ กล้ามเนื้ออันเป็นอิริยาบถ (Movement) และการเคลื่อนไหวนั้นอยู่ภายใต้จิตใจบังคับ (Willed movement) ซึ่งคำว่า “จิตใจบังคับ” นี้ ยังไม่ถึงขั้น “เจตนา (ตั้งใจ มุ่งหมาย)” เพียงแต่ ผู้กระทำได้ กระทำลงไปโดยรู้สึกตัวว่า “กำลังทำอะไรอยู่ก็พอแล้ว ทั้งการเคลื่อนไหวร่างกาย (Bodily movement) จะต้องมีพฤติการณ์ประกอบอิริยาบถ (Circumstances movement) นั้นด้วย เช่น ก. การชักปืนออกจากซองปืน (อิริยาบถ : Movement) และเล็งปืนไปยัง ข. ผู้ตาย ซึ่งอยู่ในวิถีกระสุน แล้วเหนี่ยวไกปืน (พฤติการณ์ประกอบอิริยาบถ : Circumstances movement) และในที่สุดเกิด ความตายขึ้น (Consequence) ซึ่งเป็นผลร้าย (Harms) อันเกิดจากการกระทำของ ก. นั่นเอง กฎหมายอาญาต้องการเห็นว่าการเคลื่อนไหวร่างกายโดยผู้เคลื่อนไหวร่างกายต้อง “รู้สำนึกในการ กระทำของตนเอง” ด้วย ส่วนการรู้สำนึกในการกระทำนั้น ประกอบด้วยขั้นตอนของสภาวะทางจิตใจ อันเป็นองค์ประกอบภายใน 3 ขั้นตอนด้วยกัน คือ การคิด และการตกลงใจว่าจะกระทำตามที่คิด และ ได้กระทำตามที่คิด และตกลงใจนั้น


32 2. ความผิดโดยไม่เคลื่อนไหวร่างกายตามกฎหมายอาญา กฎหมายอาญานั้น ยังคำนึงถึงการที่บุคคลมีหน้าที่ป้องกันไม่ให้เกิดผล (Harms) ขึ้นแต่บุคคลผู้มีหน้าที่ไม่กระทำตาม หน้าที่ผลจึงเกิดขึ้น กฎหมายอาญา ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย และศีลธรรมอันดี ของประชาชนจึงกำหนดเอาผิดแก่การไม่กระทำที่ก่อให้เกิดผลร้าย (Harms) ไว้ให้เป็นอาญา 2 กรณี กล่าวคือ 1) การงดเว้น (การไม่กระทำ) ซึ่งผู้งดเว้นมีหน้าที่ที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผล และ 2) การละเว้นการกระทำ ซึ่งจะได้อธิบายในรายละเอียดดังต่อไปนี้ 2.1 การงดเว้น (การไม่กระทำ) ที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผล (Restraining) การงดเว้นการที่จักต้องกระทำ (Restraining) หมายความว่างดเว้นไม่กระทำ ในสิ่งที่ตนมีหน้าที่ต้องกระทำ “เพื่อป้องกันผล” ก็แสดงว่ากฎหมายอาญาหมายถึงหน้าที่ที่จักต้อง กระทำนั้นต้องเป็น “หน้าที่โดยเฉพาะเจาะจง” ที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันมิให้เกิดผลอย่างหนึ่งอย่าง ใดขึ้นนั่นเองกฎหมายอาญาจึงถือว่าผู้ไม่กระทำโดยการงดเว้นการกระทำเช่นว่านี้เป็นผู้กระทำด้วย ฉะนั้น ผู้งดเว้นการกระทำที่จะต้องรับผิดตามกฎหมายอาญานั้น จะต้องปรากฏว่าเป็นการงดเว้นไม่ กระทำหน้าที่ที่สำคัญอันเป็นหัวใจของ มาตรา 59 วรรคท้าย คือ“หน้าที่เพื่อป้องกัน” ซึ่งหากผู้งดเว้น ไม่มีหน้าที่เช่นว่านี้ ผู้ไม่กระทำย่อมไม่ต้องรับผิดต่อผลที่เกิดขึ้นในที่นี้ขอกล่าวถึงหน้าที่เพื่อป้องกันผล ในรายละเอียดว่าหน้าที่เพื่อป้องกันไม่ให้ผลเกิดขึ้นนั้นมีหน้าที่อะไรบ้าง 2.2 หน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ (Statutory duty) หน้าที่ตามกฎหมายที่ว่า นี้ มีขึ้นเพื่อให้บุคคลทั่วไปทราบว่าตนเองมีหน้าที่ดังกล่าวตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ ซึ่งกฎหมายได้ กำหนดหน้าที่ตามกฎหมายให้ผู้มีความสัมพันธ์บางจำพวกที่จะต้องปฏิบัติต่อกันตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ เช่น (ก) หน้าที่ของบิดา มารดา ต้องเลี้ยงดูบุตรที่อยู่ในภาวะช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ซึ่งหากบิดา มารดา ไม่จัดหา นม อาหาร หรือรักษาพยาบาลบุตรตามสมควร บุตรถึงแก่ความตาย ดังนั้น บิดา มารดา อาจต้องรับผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา หากการไม่ช่วยเหลือบุตรเช่นว่านั้น เกิดโดยความตั้งใจของ บิดาหรือมารดา หรืออาจจะต้องรับผิดฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ ความตาย หากบิดา หรือ มารดาไม่ระมัดระวังตามวิสัย และพฤติการณ์ เช่นว่านั้น (ข) หน้าที่ของ บุตรต้องอุปการะเลี้ยงดูบิดา มารดา เป็นการตอบแทนซึ่งกันและกันระหว่างบิดา มารดาและ บุตร (Mutual dependence) (ค) หน้าที่ของสามี ภริยาที่จะต้องรับผิดชอบ ช่วยเหลือในการดำรงชีวิตความเป็นอยู่ของกันและกัน 2.3 หน้าที่จากการยอมรับโดยเจาะจง หรือสัญญา (Duties arising from a specific acceptance or contract) หน้าที่จากการยอมรับโดยเจาะจง หรือสัญญานี้เป็นหน้าที่ที่ เกิดจากการเข้ารับสัญญาด้วยความสมัครใจ ในอันที่จะผูกพันตนให้ต้องปฏิบัติตามหลักสัญญา ต้องเป็นสัญญา (Promise is promise) ซึ่งสัญญาในกรณีนี้เป็นสัญญาเพื่อป้องกันมิให้เกิดผลซึ่งมีการ กำหนดชัดแจ้งว่า ถ้าผู้กระทำไม่ทำหน้าที่ให้ถูกต้องครบถ้วน ไม่ว่าจะหลงลืม หรือเจตนา ก็ถือเป็นการ งดเว้นปฏิบัติตามหน้าที่ ถ้าหากงดเว้นโดยเจตนาก็ต้องรับผิดฐานเจตนาในความผิดที่เกิดผลนั้นขึ้น


33 หรือถ้าหากงดเว้นโดยประมาทก็ต้องรับผิดฐานประมาทในฐานความผิดที่เกิดผลนั้นขึ้นแล้วแต่กรณี หน้าที่เช่นว่านี้เป็นหน้าที่ต้องกระทำต่อบุคคลภายนอกด้วยมิใช่เป็นเพียงหน้าที่ต้องกระทำต่อคู่สัญญา เท่านั้น เช่น A ถูก B จ้างให้เป็นผู้ดูแลความปลอดภัยบริเวณสระว่ายน้ำ (lifeguard) ของ B, A จึงมีหน้าที่ตามสัญญาที่ตกลงไว้กับ B ฉะนั้น หากเด็กชาย C ซึ่งยังว่ายน้ำไม่แข็งแรงกำลังจะจมน้ำตาย A มิได้เข้าช่วยเหลือเด็กชาย C โดยประมาท (ขาดความ ระมัดระวังเอาใจใส่หน้าที่) ถ้าหากเด็กชาย C จมน้ำแล้วตาย ย่อมถือได้ว่า A งดการกระทำตามหน้าที่อันเกิดจากสัญญา (Duty upon contract) ในการป้องกันมิให้เกิดผล (ความตายของ เด็กชาย C) A จึงต้องรับผิดต่อความตายของเด็กชาย C ฐานประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 291 ประกอบมาตรา 59 วรรคท้าย 2.4 หน้าที่อันเกิดจากการกระทำครั้งก่อนๆ ของตน หรือเข้ารับภาระอันหนึ่ง อันใดไว้ก่อนหน้า (Duties which arise from their own actions or take any load in advance) หน้าที่อันเกิดจากการกระทำครั้งก่อนๆของตนนั้น เป็นหน้าที่ที่เกิดจากการที่บุคคลได้กระทำการ อย่างหนึ่งอย่างใดไว้ก่อนหน้านั้น จนเกิดเป็นหน้าที่ติดตัว และกลายเป็นหน้าที่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผล ขึ้นด้วย ได้แก่ กรณีที่บุคคลคนหนึ่งกระทำการให้เกิดต้นเหตุแห่งภยันตราย ไม่ว่าจะโดยเจตนา หรือ รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือโดยประมาทก็ตาม กรณีนี้บุคคลนั้นย่อมมีหน้าที่กระทำเพื่อป้องกันผลที่จะเกิด ภยันตรายขึ้นตามที่ตนได้ก่อขึ้นในชั้นแรกหากบุคคลนั้นงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผล บุคคลนั้นจะต้องมีความรับผิดต่อผลที่เกิดขึ้นภายหลัง ส่วนกรณีหน้าที่อัน เกิดจากการเข้ารับภาระ อันหนึ่งอันใดไว้ล่วงหน้านั้น ได้แก่ การเข้ารับภาระที่จะต้องปฏิบัติต่อเนื่องแต่งดเว้นกระทำตามหน้าที่ นั้นไม่ตลอดจนเกิดผลขึ้น เช่น A รับอาสาพา B ซึ่งเมาสุราจนครองสติไม่ได้จากร้านอาหารแห่งหนึ่ง เพื่อพากลับบ้าน แต่ต่อมา A รู้สึกว่าไม่อยากไปส่ง B แล้ว จึงปล่อย B ทิ้งเสียไว้กลางทาง ทั้ง ๆ ที่ ถ้า A ปล่อยให้ B อยู่ในร้านอาหารย่อมปลอดภัยกว่านำออกมาเพื่อทิ้งไว้กลางทาง หาก B ถึงแก่ ความตายเพราะเดินตกคลองจนจมน้ำตาย ดังนี้ A ย่อม มีความผิดฐานฆ่าคนตาย ตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 59 วรรคท้าย 2.5 หน้าที่อันเกิดจากความสัมพันธ์พิเศษ ( Duty upon special relationship) หน้าที่อันเกิดจากความสัมพันธ์พิเศษระหว่างผู้งดเว้น และผู้ได้รับผลจากการงดเว้น ซึ่งเป็นหน้าที่ ที่ไม่ใช่หน้าที่ตามที่กฎหมายบัญญัติ ไม่ใช่หน้าที่ตามสัญญา แต่เป็นหน้าที่ที่ถูกกำหนด ขึ้นตามหลัก คุณธรรม ศีลธรรม (Morality) เพื่อให้บุคคลมีหน้าที่ปฏิบัติต่อกันและกัน ความผิดโดยการละเว้น (Omission) ความผิดโดยการละเว้นนี้ เป็นกรณีที่บุคคลวางเฉยไม่กระทำการใด ๆ ตาม หน้าที่ทั่ว ๆ ไป ที่กฎหมายบัญญัติให้กระทำ แต่ถึงขนาดเป็นหน้าที่เฉพาะตามที่กฎหมายบัญญัติใน ความผิดฐานงดเว้นการกระทำ (Restraining) ความผิด โดยการละเว้นนี้เกิดจากจุดประสงค์ของ กฎหมายอาญาที่ให้เป็นเครื่องมือในการกำหนดขอบเขตหน้าที่ทั่ว ๆ ไป ที่บุคคลจะต้องกระทำซึ่ง


34 หน้าที่ทั่ว ๆ ไป เหล่านั้นเกิดขึ้นและพัฒนาจากหน้าที่ ทางศีลธรรม หน้าที่เกิดจากความจำเป็นในการ บริหารราชการของรัฐ หน้าที่ที่ก่อให้เกิดความสะดวกในการบริหารราชการแผ่นดิน โดยกฎหมาย บัญญัติให้การละเว้นนั้นเป็นความผิดทันทีที่มีพฤติการณ์ว่าไม่กระทำตามหน้าที่ทั่ว ๆ ไป ดังกล่าว ดังเช่นหน้าที่ทางศีลธรรม ตามมาตรา 374 บัญญัติให้การละเว้นไม่ช่วยเหลือ ตกอยู่ในภยันตรายแห่ง ชีวิต ซึ่งตนอาจช่วยได้แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น มาตรา 374 นี้ เป็นบทบัญญัติที่มุ่งหมายบังคับให้ บุคคลแสดงน้ำใจ ทำหน้าที่เป็น พลเมืองที่ดี หรือที่เรียกกันว่า “Good Samaritan Law” หรือกรณี หน้าที่อันเกิดกฎหมายบัญญัติให้บุคคลต้องกระทำเพื่อป้องกันผลประโยชน์สาธารณะ หรือป้องกัน สาธารณภัย เช่น มาตรา 383 กฎหมายบัญญัติให้บุคคลต้องช่วยระงับสาธารณภัยอื่น หรือเพลิงไหม้ ในกรณีที่ เจ้าหน้าที่เรียกให้ช่วยระงับแล้วไม่ละเว้นไม่ทำตาม เป็นต้น (โกเมศ ขวัญเมือง,พระครูธรรม ธรสฐาพร ปภสฺสโร และพระครูปลัดอุดร ปริปุณฺโณ, 2564, หน้า 399) 2.3.3.3 การแบ่งแยกความผิดอาญาในแง่เจตนา การกระทำความผิดอาญาในแง่ของ เจตนา แบ่งออกได้เป็น 5 ประการ ดังต่อไปนี้ 1. ความผิดที่กระทำโดยเจตนา ซึ่งเป็นการกระทำภายในจิตใจของผู้กระทำ คือผู้กระทำการกระทำไปโดยรู้สำนึก (คิดจะกระทำ ตกลงใจจะกระทำตามที่คิด และกระทำลงไป ตามที่คิด และตกลงใจนั้น) ในขณะเดียวกันผู้กระทำประสงค์ต่อผล (Direct intent) หรือย่อมเล็งเห็นผล (Indirect intent) (มาตรา 59 วรรคสอง) เช่น ความผิดฐานฆ่าคนตาย ตามมาตรา 288 แห่งประมวล กฎหมายอาญา 2. ความผิดที่กระทำโดยประมาท ซึ่งเป็นการกระทำที่ผู้กระทำไม่มีเจตนา แต่ได้กระทำลงไปโดยปราศจากความระมัดระวังซึ่งผู้กระทำในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและ พฤติการณ์ และผู้กระทำอาจใช้ความระมัดระวงได้แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ (มาตรา 59 วรรคสี่) เช่น ความผิดฐานกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 291 แห่งประมวลกฎหมายอาญา 3. ความผิดที่ไม่ต้องมีเจตนา และไม่ต้องประมาท เช่น ความผิดฐานทำให้เกิด ปฏิกูลแก่น้ำในบ่อ สระ หรือที่ขังน้ำอันมีไว้สำหรับประชาชนใช้สอย ซึ่งเป็นความผิดลหุโทษ ตามมาตรา 380 แห่งประมวลกฎหมายอาญา 4. ความผิดนอกเหนือเจตนา เช่น กรณีที่ผู้กระทำมีเพียงเจตนาทำร้าย ไม่มีเจตนาทำให้ผู้อื่นตาย แต่ผลการทำร้ายนั้นทำให้ผู้อื่นตายก็ต้องรับผิดในความตายอันเป็นผลจาก การทำร้ายอยู่นั่นเอง (ตามทฤษฎีผลธรรมดา มาตรา 63) 5. ความผิดที่ต้องรับผิดในผลสุดท้ายแห่งเจตนา เช่น ความผิดฐานวางเพลิง เผาทรัพย์ของผู้อื่นจนเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตาย ตามมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมาย อาญา ซึ่งเป็นกรณีที่ผู้กระทำเพียงต้องการวางเพลิงเผาทรัพย์ (บ้านของผู้อื่น) แต่คนที่นอนหลับอยู่ใน


35 บ้านถูกไฟคลอกถึงแก่ความตาย ดังนี้ แม้ผู้วางเพลิงเผาทรัพย์ไม่ต้องการให้ใครตาย แต่เมื่อมีผล สุดท้ายเกิดขึ้น คือ ความตายของคนที่นอนหลับในบ้าน ผู้วางเพลิงเผาทรัพย์ก็ต้องรับผิดเพิ่มขึ้น (โกเมศ ขวัญเมือง,พระครูธรรมธรสฐาพร ปภสฺสโร และพระครูปลัดอุดร ปริปุณฺโณ, 2564, หน้า 402) 2.3.3.4 การแบ่งแยกความผิดอาญาในแง่ของผู้กระทำ การแบ่งแยกความผิดอาญาในแง่ของผู้กระทำแบ่งออกได้เป็น 2 ประการ ดังต่อไปนี้ 1. ความผิดทั่วไป หมายถึง ความผิดที่บุคคลทั่วไปเป็นผู้กระทำความผิดได้ โดยสังเกตจากบทบัญญัติความผิดจะเริ่มต้นด้วยคำว่า “ผู้ใด” เช่น มาตรา 288 แห่งประมวลกฎหมาย อาญา 2. ความผิดที่กำหนดคุณสมบัติของผู้กระทำ หมายถึง ความผิดที่กำหนดไว้ โดยเฉพาะว่าผู้กระทำจะต้องมีคุณสมบัติพิเศษ เช่น มาตรา 147 แห่งประมวลกฎหมายอาญา เริ่มต้น ด้วยคำว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน” หรือ มาตรา 301 ใช้คำว่า “หญิงใด” 2.3.3.5 การแบ่งแยกความผิดอาญาในแง่โทษ การแบ่งแยกความผิดอาญาในแง่โทษ แบ่งออกเป็น 2 ประการ ดังต่อไปนี้ 1. ความผิดลหุโทษ (Petty Offences) ความผิดลหุโทษนี้เป็นบทบัญญัติ ของกฎหมายที่มุ่งเน้นเพื่อไม่ให้บุคคลใช้สิทธิของตนที่ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้อื่น หรือแก่สังคม ส่วนมาก และเพื่อให้เป็นการป้องปรามมิให้เป็นความผิดอาญาที่ขยายผลหนักขึ้นเกินเหตุจนไม่ สามารถอยู่กันอย่างปกติสุข 2. ความผิดทั่วไป ได้แก่ ความผิดที่มีอัตราโทษสูงกว่าความผิดลหุโทษ 2.3.3.6 การแบ่งแยกความผิดอาญาในแง่การดำเนินคดี ความผิดอาญาในแง่การดำเนินคดี แบ่งแยกย่อยได้เป็น 2 ประการ คือ 1. ความผิดอาญาแผ่นดิน คำว่า “ความผิดอาญาแผ่นดิน” กับคำว่า “ความผิดต่อแผ่นดิน” นั้น เป็นคำที่มักได้ยินอยู่เสมอซึ่งความจริงแล้วทั้งสองคำนี้มีนัยความหมาย เหมือนกัน ความผิดอาญาแผ่นดิน คือ ความผิดที่หากมีการกระทำแล้วนอกจากจะมีผลกระทบต่อผู้ที่ ถูกกระทำโดยตรงแล้วยังมีผลกระทบต่อสังคมโดยรวมอีกด้วย ดังนั้น รัฐจึงต้องเข้ามาดำเนินการ เอาตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ แม้ผู้ที่ถูกกระทำนั้นจะไม่ติดใจเอาความหรือดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ต่อไปแล้วก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันสังคมโดยรวม 2. ความผิดอันยอมความได้ คำว่า “ความผิดอันยอมความได้” กับคำว่า “ความผิดต่อส่วนตัว” ก็มีนัยความหมายเหมือนกัน เพียงแต่ว่าถ้อยคำดังกล่าวนั้นได้มีการบัญญัติไว้ใน กฎหมายคนละฉบับกัน และใช้ถ้อยคำต่างกันเท่านั้น กล่าวคือ ในประมวลกฎหมายอาญาใช้คำว่า “ความผิดอันยอมความได้” แต่ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาใช้คำว่า


36 “ความผิดต่อส่วนตัว”นั้นเอง (โกเมศ ขวัญเมือง,พระครูธรรมธรสฐาพร ปภสฺสโร และพระครูปลัดอุดร ปริปุณฺโณ, 2564, หน้า 403) โดยสรุปการกระทำความผิดมีได้หลากหลายประเภทที่ได้กล่าวมาข้างต้น สามารถกระทำความผิดได้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลทั่วไป เด็ก หนุ่ม สาว ผู้ใหญ่ รวมไปถึงผู้สูงอายุอาจ กระทำความผิดได้ทุกประเภทที่กล่าวมา และไม่ว่าจะเป็นการกระทำความผิดอาชญากรรมในรูปแบบ ไหนทุกการกระทำความผิดต้องได้รับโทษ หรือบทลงโทษในเหตุการณ์ที่กระทำความผิดเสมอ 2.3.4 ผลกระทบที่เกิดขึ้นของการกระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ การตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาย่อมก่อให้เกิดปัญหากับผู้สูงอายุหลากหลายประการ เช่น ด้านการสื่อสาร ความยากง่ายที่จะเข้าใจข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตลอดจนเข้าใจในสาระสำคัญของข้อ กล่าวหาที่ตนได้รับแจ้งทั้งในการสอบสวนของพนักงานในด้านการสอบสวนซึ่งกระทำต่อผู้สูงอายุอาจ ส่งผลกระทบกระเทือนต่อสุขภาพกาย และสภาพจิตใจอีกทั้งอย่างมีผลกระทบอื่น ๆ เนื่องจากการการ สอบสวนที่ตามมา อาทิ ความรู้ความเข้าใจสาระสำคัญ การปรับตัวต่อสังคม และค่าใช้จ่ายในการ ดำเนินคดีผลกระทบต่าง ๆ สามารถอธิบายได้ ดังนี้ 1. ผลกระทบทางด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต การต้องถูกดำเนินคดีอาญาเป็นเรื่องที่กระทบทั้งเสรีภาพซึ่งเป็นปัญหาโดยตรงต่อผู้มี สุขภาพไม่แข็งแรง ในที่นี้การเป็นผู้สูงอายุย่อมเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินคดีอย่างเต็มที่ เนื่องจาก โรคภัยทางกาย และสภาพจิตใจที่ย่ำแย่จากการดำเนินคดีที่ใช้เวลายาวนาน การต้องเข้าไปอยู่ในที่ คุมขังกรณีมิได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จะสร้างภาระให้กับผู้สูงอายุเป็นอย่างยิ่งในทางสุขภาพจิต ผู้สูงอายุอาจเกิดสภาวะเครียด และกดดันจากการที่ตนเองได้รับโทษทางคดีอาญาอาจส่งผลให้ ผู้สูงอายุมีปัญหาทางสุขภาพจิตตามไปด้วย 2. ผลกระทบทางด้านความรู้ความเข้าใจเท่าทันสาระสำคัญ ภูมิความรู้ของผู้สูงอายุ และความจำนั้น ล้วนส่งผลกระทบให้การต่อสู้คดี และ การเข้าใจถึงสภาพความได้เปรียบเสียเปรียบในการต่อสู้คดีย่อมหย่อนยานกว่าบุคคลทั่วไป และ แม้ว่าทนายความจะได้อธิบายให้ผู้สูงอายุทราบถึงเนื้อหาสาระคดีของตนในแง่มุมข้อกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้รับประกันว่าผู้สูงอายุจะเข้าใจ และจดจำผลกระทบข้ออื่น ๆ ที่ตามมาจากการสารภาพ หรือ การปฏิเสธต่อสู้คดีได้ทั้งหมด ซึ่งผลกระทบที่ตามมาคือผู้สูงอายุอาจไม่เข้าใจสาระสำคัญ หรือ อาจหลงลืมข้อมูลสำคัญที่ตนเองต้องไปต่อสู้คดีได้ 3. ผลกระทบด้านการปรับตัวต่อสังคม การตกเป็นผู้ต้องหาเมื่อเข้าสู่สภาวะสูงวัยย่อมก่อให้เกิดความตึงเครียดในครอบครัว และสังคมรอบข้าง การต้องเผชิญสายตาของสังคมที่มองผู้สูงอายุอย่างหวาดระแวง ดูถูก เหยียดหยาม ว่าเป็นผู้กระทำความผิดทั้งที่ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหากเป็นกรณีบุคคลทั่วไปย่อมอาจพอมี


37 ทางปรับตัวยอมรับความเป็นจริงทางสังคมเหล่านี้ได้ แต่หากเป็นกรณีผู้สูงอายุนั้น ซึ่งการอยู่อาศัยและ เป็นที่นับถือในสังคมมาเป็นเวลานาน การถูกดำเนินคดีอาจส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อ การปรับตัวให้เข้ากับมุมมองของสังคมที่มีต่อตน 4. ผลกระทบด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี การต่อสู้คดีจำเป็นจะต้องมีค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากค่าจ่ายทนายความในคดียังมี ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อาทิเช่นทุนทรัพย์หรือหลักประกันในการขอปล่อยตัวชั่วคราว ค่าใช้จ่าย ในการเดินทางมาต่อสู้คดี ตลอดจนค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในเมื่อผู้สูงอายุบางรายอาจเป็นผู้ที่หมดวัยใน การทำงานหาเงินมาใช้จ่าย หรือยิ่งไปกว่านั้นบางรายอาจไม่มีรายได้เลย ทำให้มีผลกระทบต่อผู้สูงอายุ เป็นอย่างยิ่ง ต่อการต่อสู้ในการดำเนินคดี(พิทักษ์ศศิสุวรรณ, 2561, หน้า 260 - 261) ผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งหมดของผู้ต้องหาในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุนี้ทำให้เข้าใจถึง ความเสื่อมไปของธรรมชาติของมนุษย์ด้วยความเป็นผู้สูงอายุประสิทธิภาพร่างกายเสื่อมโทรมลง การได้รับโทษทางคดีอาญาในวัยที่เหลือน้อยเต็มทีอาจทำให้สภาพร่างกาย จิตใจ การสื่อสาร รวมไป ถึงทรัพย์สินที่ตนเองมีอยู่ก็น้อยลงตามไปด้วยทั้งหมด ทำให้เห็นได้ว่าผลกระทบจากการกระทำผิดของ ผู้สูงอายุในวัยนี้นั้นเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการดำเนินชีวิตอยู่ต่อไป 2.3.5 การดำเนินการกระบวนการยุติธรรมของการกระทำผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ การศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ต้องขังสูงอายุ ได้แก่ การให้เรือนจำดำเนินการดูแล สุขภาพ และการสงเคราะห์ผู้ต้องขังสูงอายุเป็นกรณีพิเศษแตกต่างจากผู้ต้องขังทั่วไป โดยเฉพาะ ผู้ต้องขังสูงอายุที่ประสบปัญหา ความยากจน และไม่มีญาติเยี่ยม การใช้หลักธรรมของศาสนา ซึ่งถือ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจในช่วงบั้นปลายของชีวิต ในการบำบัดแก้ไขฟื้นฟูให้แก่ผู้ต้องขังสูงอายุ นอกจากนี้เรือนจำควรส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัวของผู้สูงอายุ ในการให้บุตรหลานมาเยี่ยม และรับดูแลหลังพ้นโทษ สำหรับผู้อายุที่ไม่มีญาติพี่น้องก็ควรมีการประสานงานกับ กรมประชาสงเคราะห์ ในการดูแลผู้ต้องขังสูงอายุภายหลังพ้นโทษ นอกจากนี้ควรมีการนำมาตรการ การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Monitoring ) ในการควบคุมผู้ต้องขังสูงอายุในสถานที่อื่น แทนการคุมขังในเรือนจำ และควรนำมาตรฐานการพักโทษ กรณีพิเศษสำหรับผู้ต้องขังชรามาใช้ เพื่อให้ผู้ต้องขังชราได้รับการปล่อยตัว เพื่อกลับไปอยู่ในสังคมโดยไม่เป็นอันตรายต่อสังคมต่อไป ในประเทศไทยมีความพยายามที่จะศึกษาเกี่ยวกับประเด็นการจัดสรรสวัสดิการ เพื่อคุ้มครองสิทธิให้กับผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้ต้องขังในเรือนจำมีความแตกต่างหลากหลายด้วยวัยส่งผล ให้เกณฑ์การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังมีความจำเป็นจะต้องแยกแยะให้เป็นระบบ ปิยะพร ตันณีกุล ได้ศึกษาประเด็นเกี่ยวกับแนวคิดการจัดสรรสวัสดิการที่เหมาะสม สำหรับผู้ต้องขังสูงอายุไว้พอสรุปได้ ดังนี้


38 แม้ว่ากรมราชทัณฑ์จะได้มีการจัดสวัสดิการผู้ต้องขังทุกประเภทในภาพรวมแล้วอย่างไร ก็ตาม เมื่อวิเคราะห์ ตามอายุสูงวัยของผู้ต้องขังย่อมส่งผลให้เพียงพอต่อผู้ต้องขังสูงอายุ ดังนั้น การจัดสรรสวัสดิการผู้สูงอายุที่แตกต่างไปจากผู้ต้องขังทั่วไปแยกประเด็นได้ดังนี้ 2.3.5.1 ด้านสุขภาพอนามัยของผู้ต้องขังสูงอายุ ปัญหาด้านสุขภาพกายและใจซึ่งผู้ต้องขังสูงอายุจะต้องประสบปัญหา หากเทียบกับบุคลทั่วไปอายุเท่ากันไม่ได้ต้องขังในเรือนจำ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ผู้ต้องขังในเรือนจำ จะมีสภาพทรุดโทรมสภาพจิตใจหดหู่ซึมเศร้ามากกว่าปกติการดูแลสุขภาพโดยปกติที่ผู้ต้องขังสูงอายุ สิ้นหวัง ท้อแท้ สูญเสียความเป็นตัวของตัวเองมากกว่าผู้ต้องขังโดยปกติทั่วไป ด้านโภชนาการผู้สูงอายุ มักประสบปัญหาด้านการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่ จะรับประทานอาหารได้น้อย 2.3.5.2 ด้านสุขภาพจิตและการปรับตัว ผู้ต้องขังสูงอายุมักสูญเสียการควบคุมจิตใจของตน ซึ่งอาจจะเกิดจากการ กดดัน สูญเสียการดูแลจากญาติ และสูญเสียบทบาทการเคารพนับถือ ซึ่งความตกใจนี้อาจติดอยู่ในใจ ของผู้ต้องขังแม้จะพ้นโทษไปแล้วก่ออาจจะทำให้เกิด ความเสี่ยงกลับมาทำซ้ำอีก ดังนั้นจึงควร มีกิจกรรมและบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญให้คำปรึกษา เช่น (1) ด้านการให้คำแนะนำปรึกษาโดยให้ผู้เชี่ยวชาญ เช่น นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ มาให้คำปรึกษารายกลุ่ม หรือรายบุคคลให้คำปรึกษาเพื่อป้องกันโรคซึมเศร้า (2) ด้านความสัมพันธ์ในครอบครัวควรให้ผู้ต้องขังสูงอายุให้อยู่ในเรือนจำ ที่ตั้งอยู่ในภูมิลำเนาเพื่อสะดวกให้ญาติมาเยี่ยม หรือลากลับไปเยี่ยมบ้าน (3) กิจกรรมด้านศาสนา ควรจัดให้มีกิจกรรมทางศาสนาเป็นกรณีพิเศษ เช่น นิมนต์พระมาเทศให้ฟัง การจัดพิธี ทำบุญตักบาตรในเรือนจำ การฝึกนั่งสมาธิ และหากผู้ต้องขัง สูงอายุเสียชีวิตในเรือนจำควรจัดงานศพให้มีเกียรติ (4) ด้านการสงเคราะห์ผู้ต้องขังที่ไม่มีญาติ รัฐควรจัดให้ผู้ต้องขังสูงอายุ ไร้ญาติมีกิจกรรมทำ เพื่อลดความฟุ้งซ่าน และจัดหาเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อผู้สูงอายุให้ ตามความเหมาะสม 2.3.5.3 ด้านงบประมาณ ในงานวิจัยหลายหลายเรื่องพบว่าค่าใช้จ่ายสำหรับประเทศไทย ปกติ มีอัตราโทษปกติต่ำกว่า ผู้ต้องขังสูงอายุ เช่น ประเทศออสเตรียแตกต่าง 3 เท่า โดยส่วนที่ทำให้ ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น เช่น ค่ารักษาพยาบาล รัฐจึงให้ความสำคัญ และหาวิธีแก้ไขปัญหาการเพิ่มขึ้นของ ผู้ต้องขังสูงอายุ เช่น การลดโทษ การควบคุมตัวอยู่ที่บ้านโดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การพัก การลงโทษ ซึ่งจะช่วยทำให้รัฐประหยัดค่าใช่จ่ายผู้สูงอายุในระบบเรือนจำได้มากขึ้น


39 2.3.5.4 ด้านสภาพแวดล้อมในเรือนจำ และกฎเกณฑ์ที่เคร่งครัด ในปัจจุบันโครงสร้างด้านสิ่งแวดล้อม และระบบการบริหารในเรือนจำ ถูกออกแบบเพื่อใช้กับผู้ต้องขังปกติ ทำให้ไม่สอดคล้องกับความต้องการ และสภาพร่างกายของ ผู้ต้องขังสูงอายุ การพัฒนาฝีมือที่ไม่ตรงกับความต้องการของผู้สูงอายุ จึงมีการปรับปรุงสภาพแวดล้อม และกฎเกณฑ์ให้คลายความเคร่งครัดลง เช่น (1) ด้านการทำงานไม่ควรมอบหมายงานที่ต้องใช้แรงงาน ควรให้ทำงานที่ มีลักษณะผ่อนคลายเพื่อให้ ผู้ต้องขังสูงอายุเกิดความรู้สึกถึงค่าในตัวเอง อาทิ ปลูกพืชผักสวนครัว ทำงานฝีมือตามความถนัด หรือถ่ายทอดภูมิปัญญาให้แก่ผู้ต้องขังอื่น เป็นต้น (2) ด้านนันทนาการ เช่น ดนตรี โทรทัศน์ การทำการแสดงพื้นบ้าน ทำให้ ผู้ต้องขังสูงอายุผ่อนคลาย ทั้งร่างกาย และจิตใจ (3) ด้านการอบรมให้ความรู้ด้านต่าง ๆ แก่ผู้ต้องขังสูงอายุ เช่นการดู และ สุขภาพอนามัยด้วยตนเอง 2.3.5.5 ด้านการตกเป็นเหยื่อ ผู้ต้องขังสูงอายุซึ่งมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวร่างกายมีความเสี่ยงที่จะตก เป็นเหยื่อง่ายกว่าผู้ต้องขังทั่วไป เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อ รัฐควรจัดสถานที่สำหรับผู้ต้องขัง ผู้สูงอายุให้แยกออกจากผู้ต้องขังปกติ จัดหาเจ้าหน้าที่ดูแล หรือให้ผู้ต้องขังด้วยกันช่วยดูแลเหมือน เป็นคู่หู 2.3.5.6 ด้านผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกฝนเฉพาะด้าน โดยปกติเจ้าหน้าที่จะได้รับการฝึกฝน อบรม มาเพื่อดูแลผู้ต้องขังที่มี อายุน้อยและก้าวร้าว แต่เจ้าหน้าที่ที่ต้องดูแลผู้ต้องขังสูงอายุจำเป็นต้องได้รับการอบรมให้ความรู้ เกี่ยวกับผู้สูงอายุ เช่น ฝึกฝนเพื่อรองรับอารมณ์ และความต้องการของผู้สูงอายุเรียนรู้วิธีการดูแล ผู้ต้องขังสูงอายุ ฝึกการปฐมพยาบาลเบื้องต้น เรียนรู้เกี่ยวกับโภชนาการ เพื่อให้การปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง สูงอายุเป็นไปด้วยความเหมาะสม นอกจากนี้ควรกำหนดนโยบายที่ชัดเจนเหมาะสมกับผู้ต้องขังสูงอายุ เพื่อให้สะดวกต่อการปฏิบัติงาน และเป็นมาตรฐานเดียวกัน 2.3.5.7 ด้านการแก้ไขคำพิพากษา รัฐต้องรับภาระในการจัดหางบประมาณมาดูแลผู้ต้องขังเพิ่มขึ้น เนื่องจาก การที่จำนวนผู้ต้องขังสูงอายุเพิ่มมากขึ้นในขณะที่ผู้ต้องขังสูงอายุเหล่านี้มีประสิทธิภาพที่จะไปกระทำ ความผิดน้อยลงจนถึงไม่มีเลย จึงมีการคิดหาวิธีหยุดยั้ง การเพิ่มจำนวนของผู้ต้องขังสูงอายุด้วย การเสนอให้แก้ไขคำพิพากษาให้เหมาะกับผู้ต้องขังที่อายุเปลี่ยนไป เช่น แก้คำพิพากษาให้เหมาะสม กับอายุและสุขภาพของผู้ต้องขังนั้น ๆ แต่แนวคิดนี้อาจได้รับการต่อต้านจากผู้เสียหาย หรือเหยื่อรวมถึง ผู้วางนโยบายและร่างกฎหมาย ทำให้แนวคิดนี้เกิดขึ้นได้ยาก


Click to View FlipBook Version