40 2.3.5.8 ด้านการปล่อยตัวก่อนกำหนดโดยมีเงื่อนไข ผู้ต้องขังสูงอายุมีอัตราที่จะกลับมากระทำผิดซ้ำอีกกว่าผู้ต้องขังปกติ เพราะจะไม่มีความรู้สึก หรือความต้องการที่จะประกอบอาชญากรรมอีกแล้ว ดังนั้น จึงควรมีการปล่อยตัว ก่อนกำหนดโดยมีเงื่อนไข โดยการปล่อยตัวลักษณะนี้จะต้องฟังเสียงของชุมชน เหยื่อ และครอบครัว ของเหยื่อด้วย ในรัฐ Virginia ประเทศสหรัฐอเมริกา มีระบบการปล่อยตัวผู้ต้องขังสูงอายุ โดยมีเงื่อนไข (Geriatric Parole) โดยกำหนดว่า ต้องมีอายุไม่น้อยกว่า 65 ปี ขึ้นไป และเหลือโทษ จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือผู้ต้องขังที่อายุไม่น้อยกว่า 60 ปีและเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี แต่แนวคิดนี้ ในช่วงแรกยังไม่ได้รับการยอมรับเพราะสาธารณชนยังไม่อาจทำใจยอมรับได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน คดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ต่อมาจึงกำหนดเงื่อนไขการปล่อยตัวใหม่ โดยกำหนดว่าต้องมีอายุมากกว่า 65 ปี และ ต้องเหลือโทษไม่เกิน 10 ปี นอกจากนี้ต้องเป็นคดีที่ไม่ร้ายแรง ในประเทศไทย ผู้ต้องขังสูงอายุที่รับโทษเป็นเวลานาน หรือกระทำผิด หลายครั้งและเข้าออกเรือนจำเป็นประจำจนผู้ต้องขังสูงอายุ อาจเกิดปัญหาในการเข้าสังคมหลังจาก ถูกปลดปล่อย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้ผู้ต้องขังสูงอายุปรับตัวให้พร้อมก่อนกลับเข้าสู่ สังคม เช่น การใช้มาตรการพักการลงโทษ และให้ไปอยู่ที่ศูนย์เตรียมการปลดปล่อยหรือ บ้านกึ่งวิถี จัดโปรแกรมแนะแนวก่อนพ้นโทษ จัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ครอบครัว ส่วนผู้ต้องขังสูงอายุที่ไม่มีญาติ ทุพพลภาพ เจ็บป่วยเรื้อรังควรจัดหาสถานที่เพื่อส่งต่อหลังพ้นโทษด้วย 2.3.5.9 ด้านที่คุมขังสำหรับผู้ต้องขังสูงอายุ เรือนจำในประเทศไทยโดยทั่วไปได้รับการออกแบบมาเพื่อผู้ต้องขังทั่วไป ที่อายุยังไม่มากและร่างกายปกติ ดังนั้นจึงไม่เหมาะกับผู้ต้องขังสูงอายุหลายประการ ดังนั้น การเตรียมสถานที่จึงเป็นสิ่งจำเป็นโดยเฉพาะผู้ต้องขังสูงอายุที่ป่วย และจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ ช่วยเหลือ นอกจากนั้น ผู้ต้องขังสูงอายุมักมีปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวร่างกาย ปัญหาทางสายตา เช่น มีอาการสายตาฝ้าฟาง ดังนั้น ควรจัดเรือนนอนให้อยู่ชั้นล่างและใกล้สถานพยาบาลเพื่อสะดวกใน การพบแพทย์ หากต้องใช้บันไดควรให้มีจำนวนขั้นบันไดที่น้อยหรือมีราวให้จับทั้งซ้ายและขวา ควรจัดให้มีห้องสุขาแบบโถนั่งและมีราวจับกันลื่น (พิทักษ์ศศิสุวรรณ, 2561, หน้า 263) การจัดสวัสดิภาพแก่ผู้สูงอายุผู้ต้องคดีอาญาแนวความคิดเกี่ยวกับผู้สูงอายุ ต้องคดีอาญามีในกฎหมายไทยมาเป็นระยะเวลายาวนานแล้วในกฎหมายไทยเดิมในพระอัยการ ลักษณะวิวาทด่าตีกัน บัญญัติเรื่องการยกเว้นโทษแก่เด็กอายุ 7 ขวบ และคนชราอายุ 70 ปี ไว้ใน บทที่ 10 ความว่า "...อนึ่ง เด็ก 7 ขวบ เข้าเฒ่า 70 เป็นคนหลงใหลไปด่าตีท่าน ท่านมิให้ปรับไหม มีโทษแต่ให้นายบ้านนายเมืองช่วยกันว่ากล่าวให้สมัครสมานผู้เจ็บโดยควร" 1 กล่าวคือ ในเมื่ออายุเป็น เงื่อนไขของการกระทำผิดคนในสมัยโบราณ จึงมองว่าการนำบุคคลผู้หย่อนความสามารถมารับโทษ
41 เป็นการมิสมควร ทั้งเด็กอายุไม่ถึง 7 ขวบ และผู้สูงอายุ 70 ปีขึ้นไป นโยบายของบ้านเมืองสมัยนั้นจึง มุ่งเน้นให้คู่กรณีในคดีดังกล่าวไกล่เกลี่ยประนอมข้อพิพาทกันตามประเพณี ในปัจจุบันฝ่ายภาครัฐและภาคประชาสังคมก็ได้ตระหนักถึงศักดิ์ศรี และ คุณค่าของผู้สูงอายุ ผู้ซึ่งได้สร้างคุณประโยชน์ในฐานะ "ผู้สร้าง" แก่สังคม ดังนั้น จึงควรได้รับการ ปฏิบัติอย่างเอาใจใส่ทั้งในทางข้อเท็จจริง และในแง่มุมของกฎหมาย ปฏิญญาผู้สูงอายุไทยจึงได้ระบุถึงการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิของผู้สูงอายุ ซึ่งมีสาระสำคัญสามารถสรุปได้ ดังนี้ ข้อ 1 ผู้สูงอายุต้องได้รับปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า และ ศักดิ์ศรี ได้รับการพิทักษ์ และคุ้มครองให้พ้นจากการถูกทอดทิ้ง และละเมิดสิทธิโดยปราศจาก การเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่สามารถพึ่งตนเองได้ และผู้พิการที่สูงอายุ ข้อ 2 ผู้สูงอายุควรอยู่กับครอบครัวโดยได้รับความเคารพรัก ความเข้าใจ ความเอื้ออาทร การดูแลเอาใจใส่ การยอมรับ บทบาทของกันและกันระหว่างสมาชิกในครอบครัว เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีในการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข ข้อ 3 ผู้สูงอายุควรได้รับโอกาสในการศึกษาเรียนรู้ และพัฒนาศักยภาพ ของตนเองอย่างต่อเนื่องเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร และบริการทางสังคมอันเป็นประโยชน์ในการดำรงชีวิต เข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงของสังคมรอบด้าน เพื่อสามารถปรับบทบาทของตนให้สมวัย ข้อ 4 ผู้สูงอายุควรได้ถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ให้สังคม มีโอกาสได้ ทำงานที่เหมาะสมกับวัย และตามความสมัครใจ โดยได้รับค่าตอบแทนที่เป็นธรรม เพื่อให้เกิด ความภาคภูมิใจ และเห็นชีวิตมีคุณค่า ข้อ 5 ผู้สูงอายุควรได้เรียนรู้ในการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง ต้องมีหลักประกัน และสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอนามัยอย่างครบวงจรโดยเท่าเทียมกัน รวมทั้งได้รับการดูแล จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบตามคตินิยม 2 ดังนั้นการใช้ชีวิต อย่างปกติสุข มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี การได้รับความรักความเข้าใจ การได้รับการเอาใจใส่ทั้งในเรื่อง สุขภาพ และด้านสังคม จึงถือเป็นสาระสำคัญของผู้สูงอายุในประเทศไทยที่ควรได้รับความคุ้มครอง ทั้งในแง่กฎหมายนโยบาย และทางปฏิบัติ(พิทักษ์ศศิสุวรรณ, 2561, หน้า 257) กระบวนการยุติธรรมสำหรับผู้สูงอายุในคดีอาญาเป็นสิ่งที่ต้องมีไว้เพื่อ ให้ผู้สูงอายุได้รับสิทธิ์ในขณะที่ถูกลงโทษเพื่อตระหนักถึงศักดิ์ศรี และคุณค่าของผู้สูงอายุผู้ซึ่งได้สร้าง คุณประโยชน์ในฐานะ “ผู้สร้างสังคม” ต่อให้การกระทำความผิดถึงครั้งได้รับโทษหนักหรือเบาแต่ผู้รับ โทษก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีสิทธิ์ได้รับความยุติธรรมจากการถูกกักขังลงโทษเช่นกัน
42 2.4 สรุปแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ ในระดับสากลมีหลักการที่ให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา และจำเลย ซึ่งรวมถึงผู้สูงอายุทั้ง ที่เป็นหลักพื้นฐาน และหลักในการดำเนินคดีอาญา ได้แก่ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง และสิทธิของผู้สูงอายุตามหลักการ ขององค์การสหประชาชาติ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ 2.4.1 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 เนื่องจากปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนไม่มีฐานะเป็นกฎหมาย ในกรณีที่มี การละเมิดสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นจึงขาดสภาพบังคับ แต่เนื้อหาของปฏิญญาสากล ถือได้ว่าเป็น มาตรฐานของสิทธิของมนุษย์ และใช้เป็นเครื่องมือชี้วัดว่าสังคมใดมีการเคารพ และปฏิบัติ ตามหลักการสิทธิมนุษยชนหรือไม่ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนบัญญัติหลักการที่เกี่ยวข้องกับ การคุ้มครองผู้สูงอายุในการดำเนินคดีอาญาไว้ดังนี้คือ ข้อ 2 มุ่งเน้นความเสมอภาค และห้ามการเลือก ปฏิบัติ (Equality and non-discrimination) คือ การที่คนทุกคนควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม กันในฐานะที่เป็นคน โดยที่ไม่ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ สีผิว เพศ อายุ ภาษา ศาสนา ฯ ข้อ 5 บุคคลใดจะถูก กระทำทรมานหรือการปฏิบัติ หรือการลงโทษที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย้ำยีศักดิ์ศรีไม่ได้ และ ข้อ 7 ทุกคนเสมอภาคกันตามกฎหมาย และมีสิทธิที่จะได้รับความคุ้มครองของกฎหมายเท่าเทียมกัน โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติใด รวมทั้ง การตรวจสอบได้และใช้หลักนิติธรรม (Accountability and the rule of law) หมายถึง รัฐและองค์กรที่มีหน้าที่ และมาตรการปกครองประเทศโดยใช้ หลักนิติธรรม ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้ และมีความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย การคุ้มครองบุคคลที่ถูกจับกุมและคุมขังที่บัญญัติรับรองไว้ในข้อ 9 “บุคคลใดจะถูก จับกุม กักขัง หรือเนรเทศตามอำเภอใจไม่ได้” และในข้อ 10 บัญญัติรับรองถึงความเสมอภาคใน การได้รับการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม และเปิดเผยจากศาลที่อิสระ และไม่ลำเอียง บุคคลมีสิทธิที่จะ ได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่ามีความผิดตามกฎหมายในการพิจารณาคดี ที่เปิดเผย และการห้ามมิให้มีการบังคับใช้กฎหมายอาญาย้อนหลัง ที่บัญญัติรับรองไว้ในข้อ 11 รวมทั้ง สิทธิที่จะได้รับการเยียวยาอันเกิดจากการล่วงละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมาย ตามที่บัญญัติไว้ในข้อ 8 ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ( Universal Declaration of Human Rights) ได้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2491 ประเทศไทยเป็นประเทศในกลุ่มแรกที่ให้ การรับรองปฏิญญาดังกล่าว (กรมคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ, 2560, หน้า14 - 15 ) 2.4.2 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.1966 สมัชชาใหญ่สหประชาชาติได้รับรองกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิ ทางการเมือง เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2509 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2519 ซึ่ง
43 กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองมีสาระสำคัญที่เกี่ยวกับผู้ต้องหา หรือจำเลย ซึ่งบัญญัติรับรองไว้โดยมุ่งเน้นความเสมอภาค และห้ามการเลือกปฏิบัติ รัฐภาคีรับรอง จะเคารพ และประกันสิทธิของบุคคล บุคคลที่ถูกละเมิดต้องได้รับการเยียวยา โดยบุคคลมีสิทธิ เรียกร้องการเยียวยาและเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจต้องบังคับการให้การเยียวยานั้นเป็นผล (ข้อ 2) สิทธิในการมีชีวิตอยู่ (ข้อ 6) บุคคลมีเสรีภาพจากการทรมาน บุคคลจะถูกทรมาน หรือได้รับการปฏิบัติ หรือการลงโทษที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรมหรือต่ำช้ามิได้ (ข้อ 7) บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพ และ ความปลอดภัยของร่างกาย บุคคลจะถูกจับกุม หรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ บุคคลจะถูกลิดรอน เสรีภาพของตนมิได้ ยกเว้นโดยเหตุ และโดยเป็นไปตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย กล่าวคือ หากมีการจับกุมบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมต้องได้รับแจ้งถึงเหตุผลในการจับกุม และข้อหาที่ถูกจับกุม และจะต้องถูกนำตัวไปที่ศาล หรือเจ้าหน้าที่อื่นที่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะใช้อำนาจทางตุลาการ และต้องมีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีภายในเวลาอันสมควร หรือได้รับการปล่อยตัวไป รวมทั้ง หากบุคคลนั้นถูกจับกุม หรือถูกควบคุมโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายย่อมมีสิทธิได้รับค่าสินไหมทดแทน (ข้อ 9) ในส่วนของการพิจารณาคดีอาญานั้น ในข้อ 14 วางหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคดีไว้ กล่าวคือ บุคคลทุกคนย่อมเสมอกันในการพิจารณาคดีของศาล มีสิทธิได้รับการพิจารณา ดังนี้ 1. บุคคลทั้งปวงย่อมเสมอกันในการพิจารณาของศาล และคณะตุลาการ ในการพิจารณาคดีอาญาซึ่งตนต้องหาว่ากระทำผิด หรือการพิจารณาคดีเกี่ยวกับสิทธิ และหน้าที่ ของตนบุคคลทุกคนย่อมมีสิทธิได้รับการพิจารณาอย่างเปิดเผย และเป็นธรรม โดยคณะตุลาการซึ่ง จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย อำนาจ มีความเป็นอิสระ และเป็นกลาง สื่อมวลชน และสาธารณชน อาจถูก ห้ามเข้าฟังการพิจารณาคดีทั้งหมด หรือบางส่วนก็ด้วยเหตุผลทางศีลธรรม ความสงบเรียบร้อยของ ประชาชน หรือความมั่นคงของชาติในสังคมประชาธิปไตย หรือเพื่อความจำเป็นเกี่ยวกับส่วนได้เสียใน เรื่องชีวิตส่วนตัวของคู่กรณี หรือในสภาพการณ์พิเศษ ซึ่งศาลเห็นว่าจำเป็นอย่างยิ่ง เมื่อการพิจารณา โดยเปิดเผยนั้นอาจเป็นการเสื่อมเสียต่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม แต่คำพิพากษาในคดีอาญา หรือ คำพิพากษา หรือคำวินิจฉัยข้อพิพาทในคดีอื่นต้องเปิดเผย เว้นแต่จำเป็นเพื่อประโยชน์ของเด็ก และ เยาวชน หรือเป็นกระบวนพิจารณาเกี่ยวด้วยข้อพิพาทของคู่สมรสในเรื่องการเป็นผู้ปกครองเด็ก 2. บุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดอาญา ต้องมีสิทธิได้รับการสันนิษฐานว่าเป็น ผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะพิสูจน์ตามกฎหมายได้ว่ามีความผิด 3. ในการพิจารณาคดีอาญา บุคคลทุกคนซึ่งต้องหาว่ากระทำผิดย่อมมีสิทธิที่จะได้รับ หลักประกันขั้นต่ำดังต่อไปนี้โดยเสมอภาคเปิดเผย และเป็นธรรม เว้นแต่มีเหตุผล เช่น เรื่องความมั่นคงของชาติ ความจำเป็นของคู่กรณี หรือศาลเห็นว่าหากพิจารณาคดีโดยเปิดเผยอาจเป็น การเสื่อมเสียต่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ทั้งนี้คำพิพากษายังคงต้องเปิดเผย เว้นแต่กรณีจำเป็น
44 เพื่อประโยชน์ของเด็กและเยาวชน หรือเป็นกระบวนการพิจารณาเกี่ยวด้วยข้อพิพาทของคู่สมรสใน เรื่องการเป็นผู้ปกครองเด็ก (ก) สิทธิที่จะได้รับแจ้งโดยพลันซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับสภาพและเหตุแห่งความผิด ที่ถูกกล่าวหา (ข) สิทธิที่จะมีเวลา และได้รับความสะดวกเพียงพอแก่การเตรียมการเพื่อต่อสู้คดี และติดต่อกับทนายความที่ตนเลือกได้ (ค) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาโดยไม่ชักช้าเกินความจำเป็น (ง) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาต่อหน้าบุคคลนั้น และสิทธิที่จะต่อสู้คดีด้วยตนเอง หรือโดยผ่านผู้ช่วยเหลือทางกฎหมายที่ตนเลือก สิทธิที่บุคคลจะได้รับแจ้งให้ทราบถึงสิทธิในการมี ผู้ช่วยเหลือทางกฎหมาย หากบุคคลนั้นไม่มีผู้ช่วยเหลือทางกฎหมาย ในกรณีใด ๆ เพื่อประโยชน์แห่ง ความยุติธรรมบุคคลนั้นมีสิทธิที่จะมีผู้ช่วยเหลือทางกฎหมายซึ่งมีการแต่งตั้งให้โดยปราศจาก ค่าตอบแทน ในกรณีที่บุคคลนั้นไม่สามารถรับภาระในการจ่ายค่าตอบแทน (จ) สิทธิที่จะชักถามพยานซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อตน และขอให้เรียกพยานฝ่ายตนมา ชักถามภายใต้เงื่อนไขเดียวกับพยานซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อตน (ฉ) สิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือจากล่ามโดยไม่คิดมูลค่า หากไม่สามารถเข้าใจหรือ พูดภาษาที่ใช้ในศาลได้ (ช) สิทธิที่จะไม่ถูกบังคับให้เบิกความเป็นปรปักษ์ต่อตนเอง หรือให้รับสารภาพผิด 4. ในกรณีของบุคคลที่เป็นเด็กหรือเยาวชน วิธีพิจารณาความให้เป็นไปโดยคำนึงถึงอายุ และความปรารถนาที่จะส่งเสริมการแก้ไขฟื้นฟูความประพฤติของบุคคลนั้น 5. บุคคลทุกคนที่ต้องคำพิพากษาลงโทษในความผิดอาญาย่อมมีสิทธิที่จะให้ คณะตุลาการระดับเหนือขึ้นไปพิจารณาทบทวนการลงโทษและคำพิพากษาโดยเป็นไปตามกฎหมาย 6. เมื่อบุคคลใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษในความผิดอาญา และภายหลังจากนั้น มีการกลับคำพิพากษาที่ให้ลงโทษบุคคลนั้น หรือบุคคลนั้นได้รับอภัยโทษ โดยเหตุที่มีข้อเท็จจริงใหม่ หรือมีข้อเท็จจริงที่ได้ค้นพบใหม่อันแสดงให้เห็นว่าได้มีการดำเนินกระบวนการยุติธรรมที่มิชอบ บุคคลได้รับความทุกข์อันเนื่องมาจากการลงโทษตามผลของคำพิพากษาลงไทยเช่นว่า ต้องได้รับ การชดเชยตามกฎหมายเว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่าการไม่เปิดเผยข้อเท็จจริงที่ยังไม่รู้ให้ทันเวลาเป็นผลจาก บุคคลนั้นทั้งหมด หรือบางส่วน 7. บุคคลย่อมไม่ถูกพิจารณา หรือลงโทษซ้ำในความผิดซึ่งบุคคลนั้นต้องคำพิพากษา ถึงที่สุดให้ลงโทษ หรือให้ปล่อยตัวแล้วตามกฎหมายและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของแต่ละ ประเทศ
45 2.4.3 สิทธิของผู้สูงอายุตามหลักการขององค์กรสหประชาชาติ ในเรื่องสิทธิการเข้าถึงบริการด้านการดูแลสุขภาพ การได้รับบริการทางด้านสังคม และ กฎหมายรวมทั้งสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่กำหนดไว้ใน ข้อ 11 ข้อ 12 ข้อ 14 ข้อ 17 และข้อ 18 ซึ่งมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้สูงอายุในการดำเนินคดีอาญา ดังนี้ ข้อ 11. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิเข้าถึงบริการด้านการดูแลสุขภาพ เพื่อช่วยให้สามารถ และ คงไว้ หรือฟื้นฟูสมรรถภาพทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ให้อยู่ในระดับที่สมบูรณ์ที่สุด และ เพื่อช่วยป้องกัน หรือชะลอการเกิดภาวะเจ็บป่วยอีกด้วย ข้อ 12. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิได้รับบริการทางด้านสังคมและกฎหมาย เพื่อส่งเสริมอิสรภาพ ในการดำเนินชีวิตการปกป้องคุ้มครอง และการอุปการะเลี้ยงดู ข้อ 14. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิมนุษยชนทั้งปวงและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ในขณะที่อยู่ใน สถานที่ใด ๆ หรือในสถานที่ให้บริการดูแลรักษา รวมทั้งพึงได้รับการยอมรับในศักดิ์ศรี ความเชื่อ ความต้องการ และความเป็นส่วนตัว ตลอดจนสิทธิในการตัดสินใจเกี่ยวกับการอุปการะเลี้ยงดูและ คุณภาพชีวิตของตนเอง ข้อ 17. ผู้สูงอายุพึงมีสิทธิที่จะดำรงชีวิตอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และมีความมั่นคงปลอดภัย ปราศจากการถูกแสวงหาผลประโยชน์ ตลอดจนการปฏิบัติอย่างทารุณ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ ข้อ 18. ผู้สูงอายุพึงได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมโดยคำนึงถึงความแตกต่างของวัย เชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ภูมิหลัง ศาสนา ความพิการ ฐานะทางเศรษฐกิจ หรือสถานภาพอื่นใด จะเห็นได้ว่า แม้ว่ากฎหมายระหว่างประเทศมิได้บัญญัติถึงสิทธิของผู้สูงอายุไว้โดยตรง แต่องค์การสหประชาชาติก็เล็งเห็นความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงของโลก และให้ความสำคัญของ ผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์รับรองสิทธิผู้สูงอายุไว้ในภาพรวม และรวมถึง การได้รับบริการทางด้านสังคม และกฎหมายอีกด้วย (กรมกิจการผู้สูงอายุ, 2560)
46 บทที่ 3 มาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยและต่างประเทศที่เกี่ยวกับสิทธิของ ผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ ในบทนี้คณะผู้วิจัยจะทำการศึกษา มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิของ ผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ ในประเด็นการคุ้มครองสิทธิของผู้กระทำความผิด ในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุในกระบวนการการดำเนินคดีของประเทศไทยและต่างประเทศ คือ ประเทศญี่ปุ่น (Japan) และประเทศออสเตรเลีย (Australia) ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 3.1 มาตรการของประเทศไทยที่เกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ ประเทศไทยมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการให้ความคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุในการดำเนินคดี อาญาคือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย, ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2551, ปฏิญญาผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2542, พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 3.1.1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หลักประกันสิทธิและเสรีภาพในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องด้วยการดำเนินคดีอาญามีความจำเป็นต้องล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคล ในบางเรื่องเพื่อให้ได้มาซึ่งพยานหลักฐานอันจะนำไปสู่การพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหา ดังนั้นในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหลายฉบับได้มีบทบัญญัติรับรองสิทธิของผู้ถูกกล่าว หา ไว้โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้มีบทบัญญัติที่รับรองสิทธิของ ผู้ถูกจับ ผู้ต้องหา จำเลย ผู้เสียหาย และพยานไว้ ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้หลักประกัน สิทธิของประชาชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญามากที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศไทยและผลของ การที่รัฐธรรมนูญบัญญัติรับรองสิทธิของประชาชนไว้นี้ส่งผลให้รัฐสภาได้ตรากฎหมายออกมาบังคับ ให้เป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาให้สอดคล้อง กับหลักประกันดังกล่าว (ณรงค์ ใจหาญ, 2565 หน้า 19) บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พ.ศ.2540 ที่รับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการดำเนินคดีอาญา และเป็นหลักเกณฑ์ในการ แก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มีดังนี้
47 มาตรา 241 ในคดีอาญา ผู้ต้องหาหรือจำเลยย่อมมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือ การพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม ในชั้นสอบสวน ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟัง การสอบปากคำตนได้ มาตรา 242 ผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ด้วยการจัดหาทนายความให้ตามที่กฎหมายบัญญัติในกรณีที่ผู้ถูกควบคุมหรือคุมขังไม่อาจหา ทนายความได้ รัฐต้องให้ความช่วยเหลือโดยจัดหาทนายความให้โดยเร็ว บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 เป็นที่มาของ การแก้ไขหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาตั้งแต่ พ.ศ.2547 เป็นต้นมา และ มีกฎหมายอื่น ๆ ที่บัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของผู้ต้องหา จำเลย ผู้เสียหาย หรือพยานตามหลักประกันสิทธิ และเสรีภาพข้างต้นแล้ว ต่อมาเมื่อมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 ใช้แทน ในมาตรา 32, 33, 39, 40 ได้กำหนดหลักประกันสิทธิที่เกี่ยวกับกระบวนยุติธรรมทางอาญาไว้ (ณรงค์ ใจหาญ, 2565 หน้า 25) ส่วนรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ได้กำหนดหลักการเกี่ยวกับ การคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุ ในเรื่องความเสมอภาคของบุคคล และห้ามการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม และการให้ความช่วยเหลือของรัฐ ในมาตรา 27 มาตรา 48 มาตรา 68 และมาตรา 71 ดังนี้ มาตรา 27 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและ เสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” ในวรรคสาม บัญญัติว่า “การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคล ไม่ว่าด้วยเหตุ ความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือ ความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใด จะกระทำมิได้” และในวรรคสี่ บัญญัติว่า “มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริม ให้บุคคลสามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองหรืออำนวย ความสะดวกให้แก่เด็ก สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือผู้ด้อยโอกาส ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม” มาตรา 48 วรรคสอง บัญญัติว่า “บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปีและไม่มีรายได้ เพียงพอแก่การยังชีพ และบุคคลผู้ยากไร้ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมจากรัฐตามที่ กฎหมายบัญญัติ” มาตรา 68 วรรคสาม บัญญัติว่า “รัฐพึงให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็น
48 และเหมาะสมแก่ผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาสในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม รวมตลอดถึงการจัดหา ทนายความให้” มาตรา 71 วรรคสาม บัญญัติว่า “รัฐพึงให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ยากไร้ และผู้ด้อยโอกาสให้สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ และคุ้มครอง ป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม รวมตลอดทั้งให้การบำบัด ฟื้นฟูและเยียวยาผู้ถูกกระทำการดังกล่าว” 3.1.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของไทยยังไม่มีการกำหนดวิธีการ ดำเนินคดีผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุไว้โดยเฉพาะเหมือนดังเช่นหลักเกณฑ์ การดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในคดีอาญาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีในเรื่องสิทธิการมีทนายความและ การสอบปากคำในชั้นสอบสวน ในมาตรา 134/1 และมาตรา 134/2 ประกอบมาตรา 133 ทวิ และ สิทธิการมีทนายความในชั้นพิจารณา ตามมาตรา 173 ด้วยเหตุนี้ ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำ ความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุจึงใช้วิธีเช่นเดียวกับบุคคลปกติ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้ 1. สิทธิการมีทนายความและการสอบปากคำของผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน สิบแปดปีในชั้นสอบสวน ในมาตรา 134/1 และมาตรา 134/2 ประกอบมาตรา 133 ทวิ ทนายความ ทนายความเป็นผู้ใช้วิชาชีพกฎหมายด้วยการให้คำปรึกษาหารือหรือคำแนะนำ ทางกฎหมายและเข้าว่าต่างแก้ต่างในคดีความแทนคู่ความ ผู้ที่จะเป็นทนายความได้จะต้องเป็นผู้ที่ สภาทนายความได้รับจดทะเบียนและออกใบอนุญาตให้เป็นทนายความตามมาตรา 4 แห่ง พระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 บทบาทของทนายความในคดีอาญา อาจเป็นผู้ดำเนินคดีแทนโจทก์ หรือ เป็นผู้แก้ต่างคดีให้จำเลย แต่ส่วนใหญ่ทนายความในคดีอาญามักจะมีบทบาทสำคัญในการเป็น ผู้แก้ต่างให้จำเลย ทั้งนี้ โดยเป็นผู้นำเสนอข้อเท็จจริงอันเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดีของศาล โดยปกติทนายจะดำเนินการแทนโจทก์หรือจำเลยได้ทุกเรื่องเว้นแต่ในบางกรณี ที่กฎหมายประสงค์จะให้โจทก์หรือจำเลยต้องทำเองเฉพาะตัว เช่น การลงลายมือชื่อโจทก์ในคำฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (7) หรือการที่จำเลยต้องมาศาลเพื่อรับฟัง การอ่านหรืออธิบายฟ้องหรือฟังการพิจารณาคดีตามมาตรา 165 และมาตรา 172 เป็นต้น การเป็นทนายความแก้ต่างให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยนั้น ทนายความเป็น ผู้มีบทบาทสำคัญที่จะช่วยพนักงานสอบสวน หรือศาลในการค้นหาความจริง และนำเสนอข้อเท็จจริง ที่เป็นประโยชน์แก่คดี ทั้งนี้ เพราะทนายความเป็นผู้มีความรู้ทั้งในข้อกฎหมาย และแนวทางใน การซักข้อเท็จจริง เพื่อให้คดีแจ่มกระจ่าง ดังนั้น การมีทนายความจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ
49 การรักษาสิทธิของผู้ถูกกล่าวหา และการค้นหาความจริงในคดี ในปัจจุบันประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาให้รัฐจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาและจำเลยทุกคดีที่มีโทษประหารชีวิต และคดีที่มีโทษจำคุก และผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีทนายความและต้องการทนายความ และ แก่ผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันแจ้งข้อหา (มาตรา 134/1 มาตรา 165/1 และ มาตรา 173) ส่วนสิทธิที่จะมีพบทนายเป็นการเฉพาะตัวและมีทนายอยู่ด้วยในระหว่างการสอบสวน หรือการพิจารณานั้น ได้มีบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 241 วรรคสอง และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 8 มาตรา 134/3 และมาตรา 134/4 ส่วนจำเลยกำหนดไว้ในมาตรา 8 ซึ่งทำให้ทนายความเข้ามามีบทบาทในการค้นหาความจริงและ คุ้มครองสิทธิผู้ถูกกล่าวหามากขึ้น (ณรงค์ ใจหาญ, 2565 หน้า 105) การสอบถามคำให้การผู้ต้องหา ระบบการสอบสวนผู้ต้องหาที่แก้ไขใหม่ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ.2547 และพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2550 นั้น นอกจากจะเพิ่มเติมหลักการ ต่าง ๆ ที่กำหนดให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติเกี่ยวกับการแจ้งข้อหาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ในส่วนของ การสอบถามคำให้การผู้ต้องหา กฎหมายที่แก้ไขใหม่ได้กำหนดขั้นตอนวิธีปฏิบัติให้พนักงานสอบสวน ต้องดำเนินการอีกหลายขั้นตอน เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 39 และมาตรา 40 ที่บัญญัติ คุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาในกระบวนการยุติธรรมไว้มากมายหลายประการ และเพื่อที่จะให้หลักการ ตามมาตรา 131 ที่กำหนดให้พนักงานสอบสวนทำหน้าที่ค้นหาความจริงว่าผู้ต้องหามีผิดหรือบริสุทธิ์ เกิดความสัมฤทธิ์ผลได้อย่างแท้จริง กฎหมายจึงจำเป็นต้องเพิ่มเติมขั้นตอนและหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติ ต่าง ๆ ที่พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการ ดังต่อไปนี้(ธานิศ เกศวพิทักษ์, 2558 หน้า 328) (1) พนักงานสอบสวนต้องสอบถามและตั้งทนายความให้แก่ผู้ต้องหา (2) พนักงานสอบสวนต้องนำบทบัญญัติในมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับ โดยอนุโลมแก่การสอบสวนผู้ต้องหาอายุไม่เกินสิบแปดปี (3) พนักงานสอบสวนต้องแจ้งสิทธิตามมาตรา 134/4 วรรคหนึ่ง ให้ผู้ต้องหา ทราบก่อนถามคำให้การ (4) พนักงานสอบสวนต้องให้ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจ เข้าฟังการสอบปากคำตนได้ (5) พนักงานสอบสวนต้องไม่ทำหรือจัดให้ทำการใด ๆ โดยมิชอบเพื่อจูงใจให้ ผู้ต้องหาให้การโดยไม่สมัครใจ 1.1 พนักงานสอบสวนต้องสอบถามและตั้งทนายความให้แก่ผู้ต้องหา
50 หลักการนี้เป็นไปตามมาตรา 134/1 ซึ่งบัญญัติเพิ่มเติมขึ้นใหม่ เพื่ออนุวัตรการ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 242 ที่บัญญัติว่า ผู้ต้องหาหรือ จำเลยในคดีอาญา ย่อมมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือการจัดหาทนายความให้ตามที่กฎหมายบัญญัติ ในกรณีที่ผู้ถูกควบคุมหรือคุมขัง ไม่อาจหาทนายได้รัฐต้องให้ความช่วยเหลือโดยจัดหาทนายความให้ หลักการของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 242 ที่บัญญัติรับรองสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญาว่าจำเลยมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ในการจัดหาทนายความให้ตามที่กฎหมายบัญญัติเช่นว่านี้ นับว่าสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ หลักประกันสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลยที่จะได้รับการปฏิบัติที่เป็นธรรมในระหว่างการดำเนินคดี และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางแพ่ง (พลเมือง) และทางการเมือง (International Convenant on Civil and Political Rights 1966) ข้อ 14 (3) แต่เนื่องจากเป็นการพ้นวิสัยที่รัฐจะ สามารถจัดหาทนายความให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลยได้ในคดีอาญาทุกเรื่อง รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 242 จึงจำกัดขอบเขตว่าสิทธิของผู้ต้องหาหรือจำเลย ในการได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในการจัดหาทนายความให้นั้น ให้มีอยู่เพียงเท่าที่กฎหมายบัญญัติไว้ เท่านั้น ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่แก้ไขใหม่ได้มีบทบัญญัติเพื่อให้เป็นไป ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 242 ดังกล่าว เพียง 3 กรณี คือ (ธานิศ เกศวพิทักษ์, 2558 หน้า 328 - 329) (1) สิทธิที่จะมีทนายความช่วยเหลือ เมื่อผู้ถูกควบคุมหรือคุมขังไม่อาจหา ทนายความได้ ตามมาตรา 87 วรรคแปด (2) สิทธิของผู้ต้องหาที่จะมีทนายความช่วยเหลือในชั้นสอบสวนปากคำ ผู้ต้องหาตามมาตรา 134/1 (3) สิทธิของจำเลยที่จะมีทนายความช่วยเหลือในชั้นพิจารณาของศาล ตามมาตรา 173 สิทธิผู้ต้องหาที่จะมีทนายความในชั้นสอบสวน สำหรับสิทธิของผู้ต้องหาที่จะมีทนายความช่วยเหลือในชั้นสอบสวนปากคำ ผู้ต้องหา มาตรา 134/1 บัญญัติไว้ ดังนี้(ธานิศ เกศวพิทักษ์, 2558 หน้า 330) มาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือ ในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ก่อนเริ่มถามคำให้การ ให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้” ในวรรคสอง บัญญัติว่า “ในคดีที่มีอัตราโทษจําคุก ก่อนเริ่มถามคำให้การ ให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการทนายความ ให้รัฐจัดหาทนายความให้”
51 ในวรรคสาม บัญญัติว่า “การจัดหาทนายความตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้พนักงานสอบสวนปฏิบัติตามหลักเกณฑ์วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง และ ให้ทนายความที่รัฐจัดหาให้ได้รับเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด โดยได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง” และในวรรคสี่ บัญญัติว่า “เมื่อได้จัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาตาม วรรคหนึ่ง วรรคสอง หรือวรรคสามแล้ว ในกรณีจําเป็นเร่งด่วนหากทนายความไม่อาจมาพบผู้ต้องหาได้ โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้พนักงานสอบสวนทราบหรือแจ้งแต่ไม่มาพบผู้ต้องหาภายในเวลาอันสมควร ให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนผู้ต้องหาไปได้โดยไม่ต้องรอทนายความ แต่พนักงานสอบสวน ต้องบันทึกเหตุนั้นไว้ในสํานวนการสอบสวนด้วย” หลักเกณฑ์การสอบถามและตั้งทนายความให้แก่ผู้ต้องหาตามมาตรา 134/1 ดังกล่าว มีหลักเกณฑ์สำคัญ ดังนี้(ธานิศ เกศวพิทักษ์, 2558 หน้า 333 - 336) (1) กรอบระยะเวลาที่พนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติ มาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง กำหนดกรอบระยะเวลาที่พนักงานสอบสวน ต้องสอบถามและตั้งทนายความให้แก่ผู้ต้องหาไว้ชัดแจ้งว่าพนักงานสอบสวนจะต้องดำเนินการ “ก่อนเริ่มถามคำให้การ” ส่วนขั้นตอนการถามคำให้การนั้น มาตรา 134/4 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง บัญญัติว่า “ในการถามคำให้การผู้ต้องหา” ให้พนักงานสอบสวนแจ้งสิทธิให้ผู้ต้องหาทราบก่อนว่า 1. ผู้ต้องหามีสิทธิที่จะให้การหรือไม่ก็ได้ ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำ ที่ผู้ต้องหาให้การนั้นอาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้ 2. ผู้ต้องหามีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการ สอบปากคำตนได้ เมื่อผู้ต้องหาเต็มใจให้การอย่างใดก็ให้จดคำให้การไว้ ถ้าผู้ต้องหา ไม่เต็มใจให้การเลยก็ให้บันทึกไว้" เมื่อพิจารณาขั้นตอนการสอบถามและตั้งทนายความให้ผู้ต้องหา ซึ่งมาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง กำหนดให้พนักงานสอบสวนกระทำ “ก่อนเริ่มถามคำให้การ” ประกอบกับ ขั้นตอนการถามคำให้การผู้ต้องหา ตามมาตรา 134/4 วรรคหนึ่ง ดังกล่าวแล้ว จะเห็นเจตนารมณ์ของ กฎหมายได้อย่างชัดแจ้งว่า ขั้นตอนที่พนักงานสอบสวนจะต้องปฏิบัติในการสอบถามและตั้ง ทนายความให้ผู้ต้องหานั้น พนักงานสอบสวนจะต้องกระทำก่อนที่จะดำเนินการแจ้งสิทธิตาม มาตรา 134/4 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) ให้ผู้ต้องหาทราบ ทั้งนี้เพราะคำว่า “ก่อนเริ่มถามคำให้การ” ตามมาตรา 134/1 ย่อมเป็นที่เห็นอยู่ในตัวว่าเป็นขั้นตอนที่พนักงานสอบสวนต้องกระทำก่อน คำว่า “ในการถามคำให้การ” ตามมาตรา 134/4 วรรคหนึ่ง และขั้นตอนการปฏิบัติที่กฎหมายกำหนดให้ พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการก่อนถามปากคำผู้ต้องหาดังกล่าว เป็นกระบวนการที่กฎหมาย
52 กำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาที่จะได้รับการดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม ในการสอบถาม ปากคำผู้ต้องหา กฎหมายที่แก้ไขใหม่จึงกำหนดขั้นตอนบังคับให้พนักงานสอบสวนต้องปฏิบัติอย่าง เคร่งครัด เพราะเป็นกลไกสำคัญที่จะเป็นหลักประกันให้เชื่อถือได้ว่า ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้การไว้ ต่อพนักงานสอบสวนนั้น ผู้ต้องหาเต็มใจให้การด้วยความสมัครใจ ดังนั้น หากพนักงานสอบสวนฝ่าฝืน ไม่ปฏิบัติ ตามมาตรา 134/1 เลยก็ดีหรือมิได้ดำเนินการตามมาตรา 134/1 ภายในกรอบระยะเวลา ที่กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการก่อนเริ่มถามคำให้การก็ดี ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้ไว้ต่อพนักงาน สอบสวนก่อนการดำเนินการดังกล่าว ไม่ชอบด้วยมาตรา 134/1 จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 134/4 วรรคสาม ที่กฎหมายบัญญัติว่าจะรับฟังถ้อยคำใด ๆ ของผู้ต้องหาเช่นว่านั้นเป็นพยานหลักฐาน ในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นไม่ได้ (2) วิธิปฏิบัติในการสอบถามและตั้งทนายความให้ผู้ต้องหา เกี่ยวกับวิธีปฏิบัติในการสอบถามและตั้งทนายความให้ผู้ต้องหานั้น มาตรา 134/1 กำหนดระดับความคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหาการมีทนายความไว้แตกต่างกันขึ้นอยู่กับ อัตราโทษและลักษณะของตัวผู้ต้องหา ดังนี้ (ก) ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุ ไม่เกินสิบแปดปี ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา ในคดีประเภทนี้ กฎหมายให้ความคุ้มครองระดับสูงสุด กล่าวคือ ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหา ทนายความให้ ซึ่งสังเกตเห็นได้ว่า ผู้ต้องหาที่จำเป็นต้องมีทนายความช่วยเหลือเช่นนี้ หากผู้ต้องหา ไม่มีทนายความ พนักงานสอบสวนต้องจัดหาให้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้ต้องหาจะต้องการทนายความ หรือไม่ก็ตาม พนักงานสอบสวนจะสอบปากคำผู้ต้องหาในกรณีเช่นนี้โดยไม่จัดหาทนายความให้ ผู้ต้องหาไม่ได้ แม้ผู้ต้องหาจะสละสิทธิหรือแจ้งความประสงค์ว่าไม่ต้องการทนายความก็ตาม (ข) ในคดีอัตราโทษจำคุก สำหรับคดีที่ไม่เข้าเกณฑ์ตามมาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง กล่าวคือ มิใช่คดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตและผู้ต้องหามีอายุเกินสิบแปดปี แต่คดีนั้นเป็นคดีที่มีอัตราโทษจำคุก คดีเช่นว่านี้ ในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา มาตรา 134/1 วรรคสอง ให้ความคุ้มครองสิทธิ ในระดับต่ำลงมา กล่าวคือ ก่อนเริ่มถามคำให้การพนักงานสอบสวนเพียงแต่ต้องสอบถามว่าผู้ต้องหา มีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและผู้ต้องหาต้องการ พนักงานสอบสวนจึงอยู่ในบังคับที่จะต้องจัดหา ทนายความให้ ดังนั้น หากสอบถามแล้วผู้ต้องหาแถลงว่าไม่มี แต่ไม่ต้องการทนายความ พนักงาน สอบสวนก็ไม่ต้องจัดหาทนายความให้ (ค) การสอบสวนผู้ต้องหาโดยไม่ต้องรอทนายความ
53 ในกรณีความจำเป็นเร่งด่วน หากทนายความที่รัฐจัดหาให้แก่ ผู้ต้องหาไม่มาพบผู้ต้องหา มาตรา 134/1 วรรคสี่ ผ่อนปรนให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนไปได้ โดยไม่ต้องรอทนายความ ภายใต้หลักเกณฑ์ของกฎหมาย ดังนี้ (1) เมื่อได้จัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาตามวรรคหนึ่ง วรรคสองหรือวรรคสาม (2) หากทนายความไม่มาพบผู้ต้องหาได้ โดยไม่แจ้งเหตุขัดข้องให้ พนักงานสอบสวนทราบ หรือ แจ้งแต่ไม่มาพบผู้ต้องหาภายในเวลาอันสมควร (3) ในกรณีจำเป็นเร่งด่วน หากเป็นการสอบสวนที่พนักงานสอบสวนดำเนินการไปโดยไม่ ต้องรอทนายความนั้นได้ดำเนินการไปโดยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่มาตรา 134/1 วรรคสี่ บัญญัติไว้ ดังกล่าวข้างต้นทุกประการ ย่อมเป็นการสอบสวนผู้ต้องหาโดยชอบด้วยกฎหมาย ถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ต้องหาให้การไว้ต่อพนักงานสอบสวน ย่อมใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิสูจน์ความผิดของผู้นั้นได้ หาอยู่ในบังคับแห่งมาตรา 134/4 วรรคสาม ไม่ 1.2 พนักงานสอบสวนต้องนำบทบัญญัติในมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลม แก่การสอบสวนผู้ต้องหาอายุไม่เกินสิบแปดปี หลักการนี้กำหนดขึ้นโดยมาตรา 134/2 เพื่อให้พนักงานสอบสวนนำวิธีการ สอบถามปากคำเด็กไว้ในฐานะพยานหรือผู้เสียหายตามมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับแก่การสอบสวน ผู้ต้องหาอายุไม่เกินสิบแปดปีโดยอนุโลม เพราะกระบวนการสอบสวนเด็กตามหลักการในมาตรา 133 ทวิ เป็นกระบวนการการสอบสวนที่กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์การปฏิบัติต่อเด็กอย่างเหมาะสม ไม่ทำให้ เด็กเกิดความรู้สึกถูกกดดันบีบคั้นสภาพจิตใจเหมือนวิธีการสอบสวนบุคคลที่เป็นผู้ใหญ่ทั่วไป เมื่อมาตรา 133 ทวิ เอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่เด็กที่ถูกสอบสวนในฐานะเป็นผู้เสียหายหรือพยานไว้ อย่างไร จึงสมควรที่กฎหมายจะกำหนดให้นำหลักการเช่นเดียวกันนี้มาบังคับให้พนักงานสอบสวน ถือปฏิบัติในการสอบสวนผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กด้วยอนุโลม เพื่อให้เด็กในทุกฐานะไม่ว่าเป็นพยาน ผู้เสียหาย หรือผู้ต้องหา ต่างได้รับการปฏิบัติโดยวิธีการสอบสวนเด็กที่เหมาะสมและเสมอภาค เท่าเทียมกัน (ธานิศ เกศวพิทักษ์, 2558 หน้า 337 - 338) มาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า “ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิด เกี่ยวกับชีวิตและร่างกายอันมิใช่ความผิดที่เกิดจากการชุลมุนต่อสู้ความผิดเกี่ยวกับเสรีภาพ ความผิด ฐานกรรโชก ชิงทรัพย์ และปล้นทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา ความผิดตามกฎหมาย ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการ ในการป้องกันและปราบปรามการค้าหญิงและเด็ก ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยสถานบริการ หรือ คดีความผิดอื่นที่มีอัตราโทษจําคุก ซึ่งผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีร้องขอ
54 การถามปากคําผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ให้พนักงานสอบสวนแยกกระทำ เป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์บุคคลที่เด็ก ร้องขอ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการถามปากคําเด็กนั้น และในกรณีที่นักจิตวิทยาหรือ นักสังคมสงเคราะห์เห็นว่าการถามปากคําเด็กคนใดหรือคําถามใดอาจจะมีผลกระทบกระเทือน ต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรง ให้พนักงานสอบสวนถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ เป็นการเฉพาะตามประเด็นคําถามของพนักงานสอบสวน โดยมิให้เด็กได้ยินคําถามของพนักงาน สอบสวนและห้ามมิให้ถามเด็กซ้ำซ้อนหลายครั้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร” ในวรรคสอง บัญญัติว่า “ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องแจ้ง ให้นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการทราบ รวมทั้งแจ้งให้ ผู้เสียหายหรือพยานที่เป็นเด็กทราบถึงสิทธิตามวรรคหนึ่งด้วย” ในวรรคสาม บัญญัติว่า “นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์หรือพนักงาน อัยการที่เข้าร่วมในการถามปากคำอาจถูกผู้เสียหายหรือพยานซึ่งเป็นเด็กตั้งรังเกียจได้ หากมีกรณี ดังกล่าวให้เปลี่ยนตัวผู้นั้น” ในวรรคสี่ บัญญัติว่า “ภายใต้บังคับแห่งมาตรา 139 การถามปากคําเด็ก ตามวรรคหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนจัดให้มีการบันทึกภาพและเสียงการถามปากคําดังกล่าว ซึ่งสามารถนําออกถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องไว้เป็นพยาน” และในวรรคห้า บัญญัติว่า “ในกรณีจําเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งซึ่งมีเหตุอันควร ไม่อาจรอนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วม ในการถามปากคําพร้อมกันได้ ให้พนักงานสอบสวนถามปากคําเด็กโดยมีบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ตามวรรคหนึ่งอยู่ร่วมด้วยก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุที่ไม่อาจรอบุคคลอื่นไว้ในสํานวนการสอบสวน และ มิให้ถือว่าการถามปากคําผู้เสียหายหรือพยานซึ่งเป็นเด็กในกรณีดังกล่าวที่ได้กระทำไปแล้วไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย” นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ โดยทั่วไปแล้ว นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์จะมีบทบาทใน กระบวนการยุติธรรมทางอาญาในฐานะที่เป็นผู้สืบเสาะหาข้อมูล หรือวิเคราะห์สภาพจิตใจของ ผู้เสียหายหรือผู้ต้องหาที่มีผลกระทบในคดีอาญา หรือเป็นสาเหตุของการกระทำความผิด หลังจากนั้น ก็จะเป็นผู้ที่คอยให้คำแนะนำแก่ผู้ที่ศาลมีคำพิพากษาให้อยู่ในการคุมประพฤติหรือกักขัง เพื่อให้บุคคล ดังกล่าวได้รับการฟื้นฟูจิตใจหรือปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของสังคม แต่ในการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ในส่วนที่เกี่ยวกับ การสอบปากคำเด็กที่มีอายุไม่เกินสิบแปดปี นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์มีบทบาทเพิ่มขึ้นใน การร่วมค้นหาความจริงทั้งในขั้นตอนของการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง และพิจารณา ทั้งนี้ โดยเหตุผล
55 ที่ว่า นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์นั้นจะเป็นผู้ที่เข้าใจและพร้อมที่จะสอบถามเด็กได้โดยไม่ทำ ให้เด็กเกิดความตกใจ ตื่นกลัว และสามารถให้ปากคำได้อย่างเต็มที่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดให้นักจิตวิทยาหรือ นักสังคมสงเคราะห์ร่วมสอบปากคำเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ในชั้นสอบสวนในคดี 5 ประเภท ตามที่ กำหนดไว้ในมาตรา 133 ทวิ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะเป็นพยาน ผู้เสียหายหรือผู้ต้องหา (มาตรา 133 ทวิ, มาตรา 133 ตรี, มาตรา 134/2) ส่วนในชั้นพิจารณานั้น จะมีบทบาทเป็นผู้ถามปากคำเด็กอายุไม่เกิน สิบแปดปีแทนศาลหรือคู่ความ (มาตรา 172 ตรี วรรคสอง) รวมถึงพยานที่ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า พยานอาจมีสภาพที่ไม่อาจเบิกความต่อศาลได้ เพราะเหตุ เพศ อายุ ฐานะ สุขภาพอนามัย ภาวะแห่ง จิตของพยาน หรือความเกรงกลัวที่พยานมีต่อจำเลย ศาลอาจสอบถามผ่านนักจิตวิทยา นักสังคม สงเคราะห์ หรือบุคคลอื่นที่พยานไว้วางใจก็ได้ (มาตรา 172 วรรคสาม) นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์จะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎกระทรวง กำหนดและขึ้นทะเบียนไว้ที่กระทรวงยุติธรรม (มาตรา 12 ทวิ วรรคแรก) นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์อาจถูกตั้งรังเกียจจากเด็กได้ ซึ่งถ้า ถูกตั้งรังเกียจพนักงานสอบสวนจะเปลี่ยนตัวนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ตามมาตรา 133 วรรคสาม การปฏิบัติหน้าที่ของนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ในการถาม ปากคำเด็กนี้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนตามระเบียบที่กระทรวงยุติธรรมกำหนด โดยความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง (มาตรา 12 ทวิ วรรคสอง) ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ. 2550 มาตรา 8 วรรคสาม กำหนดให้การสอบปากคำผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว ในความผิดฐานกระทำรุนแรงในครอบครัว ต้องมีจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ หรือ บุคคลที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัวร่วมอยู่ด้วยในการสอบสวน เพื่อให้คำปรึกษา และ นักจิตวิทยานักสังคมสงเคราะห์ดังกล่าวมีความหมายเช่นเดียวกับนักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา แต่บทบาทของจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคม สงเคราะห์ตามพระราชบัญญัตินี้มีบทบาทในการให้คำปรึกษาระหว่างสอบสวน ส่วนนักจิตวิทยาหรือ นักสังคมสงเคราะห์กรณีถามปากคำเด็ก มีบทบาทในการถามปากคำเด็กร่วมกับพนักงานสอบสวน และพนักงานอัยการ โดยเฉพาะในคำถามที่อาจมีผลกระทบต่อจิตใจของเด็กอย่างรุนแรง ซึ่งต้องให้ นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้ถาม (ณรงค์ ใจหาญ, 2565 หน้า 121 - 122) วิธีปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับเด็ก หากเป็นการสอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปี ในการถาม ปากคำผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีพนักงานสอบสวนอยู่ในบังคับต้องดำเนินการ
56 ตามมาตรา 134/2 ประกอบมาตรา 133 ทวิ โดยวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมสำหรับเด็ก ดังนี้ (ธานิศ เกศวพิทักษ์, 2558 หน้า 345 - 346) (1) ในการถามปากคำผู้ต้องหาอายุไม่เกินสิบแปดปี พนักงานสอบสวน ต้องแยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และต้องประกอบด้วยบุคคลในกลุ่ม สหวิชาชีพดังต่อไปนี้เข้าร่วมในการถามปากคำนั้นด้วย (อนุโลมตามมาตรา 133 ทวิวรรคหนึ่ง) (ก) นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ (ข) บุคคลที่เด็กร้องขอ และ (ค) พนักงานอัยการ (2) ในกรณีที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เห็นว่าการถามปากคำ ผู้ต้องหาคนใดหรือคำถามใด อาจจะเป็นผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรง ให้พนักงาน สอบสวนถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เป็นการเฉพาะตามประเด็นคำถาม ของพนักงานสอบสวน โดยมิให้เด็กได้ยินคำถามของพนักงานสอบสวน และห้ามมิให้ถามเด็กซ้ำซ้อน หลายครั้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร (อนุโลมตามมาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่ง) (3) ให้เป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะต้องแจ้งให้นักจิตวิทยาหรือ นักสังคมสงเคราะห์ บุดคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการทราบ รวมทั้งแจ้งให้ผู้ต้องหาที่เป็นเด็ก ทราบถึงสิทธิตามมาตรา 133 ทวิ วรรคหนึ่งด้วย (อนุโลมตามมาตรา 133 ทวิวรรคสอง) (4) นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ หรือพนักงานอัยการที่เข้าร่วม ในการถามปากคำ อาจถูกผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็กตั้งรังเกียจได้หากมีกรณีดังกล่าวให้เปลี่ยนตัวผู้นั้น (อนุโลมตามมาตรา 133 ทวิ วรรคสาม) (5) การถามปากคำผู้ต้องหา ให้พนักงานสอบสวน จัดให้มีการบันทึกภาพ และเสียงการถามปากคำดังกล่าวซึ่งสามารถนำออกถ่ายทอดได้อย่างต่อเนื่องไว้เป็นพยาน (อนุโลม ตามมาตรา 133 ทวิ วรรคสี่) (6) ในกรณีจำเป็นเร่งด่วนอย่างยิ่งซึ่งมีเหตุอันควรไม่อาจรอนักจิตวิทยาหรือ นักสังคมสงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการเข้าร่วมในการถามปากคำ พร้อมกันได้ ให้พนักงานสอบสวนถามปากคำเด็กซึ่งเป็นผู้ต้องหา โดยมีบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามวรรคหนึ่งอยู่ร่วม ด้วยก็ได้ แต่ต้องบันทึกเหตุที่ไม่อาจรอบุคคลอื่นไว้ในสำนวนการสอบสวน และมิให้ถือว่าการถาม ปากคำผู้ต้องหาซึ่งเป็นเด็ก ในกรณีดังกล่าวที่ได้กระทำไปแล้วไม่ชอบด้วยกฎหมาย (อนุโลมตาม มาตรา 133 ทวิ วรรคห้า) 2. สิทธิการมีทนายความของจำเลยที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีสิทธิในชั้น พิจารณา ในมาตรา 173
57 ในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยรัฐธรรมนูญเมื่อ พ.ศ.2540 กฎหมาย ได้เริ่มวางหลักเกี่ยวกับสิทธิที่จะได้รับความช่วยเหลือจากรัฐในเรื่องทนายความสำหรับผู้ต้องหาหรือ จำเลยไว้ และต่อมาได้มีการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยได้มีการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 173 บัญญัติรับรอง “สิทธิในการมีทนายความ” (คณิต ณ นคร, 2564 หน้า 193) มาตรา 173 บัญญัติว่า “ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่จำเลย มีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความ หรือไม่ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้” ในวรรคสอง บัญญัติว่า “ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ก่อนเริ่มพิจารณา ให้ศาลถาม จำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความ ก็ให้ศาลตั้งทนายความให้” ในวรรคสาม บัญญัติว่า “ให้ศาลจ่ายเงินรางวัลและค่าใช้จ่ายแก่ทนายความที่ ศาลตั้งตามมาตรานี้ โดยคำนึงถึงสภาพแห่งคดี และสภาวะทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตามระเบียบที่ คณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมกำหนดโดยความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง” ตามมาตรา 173 จะเห็นได้ว่า สิทธิในการมีทนายความ สัมพันธ์กับ ความหนักเบา ของโทษ และความสามารถในการต่อสู้คดี ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิตและในคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกินสิบแปดปี ในวันที่ถูกฟ้องต่อศาลนั้น จำเลยต้องมีทนายความเสมอ ถ้าจำเลยไม่มีทนายความที่เลือกหามาเอง ศาลต้องตั้งทนายความให้จำเลย ศาลตั้งทนายความให้จำเลย กรณีคดีอัตราโทษประหารชีวิต หรืออายุไม่เกินสิบแปดปีหรือถ้าไม่มีทนาย ศาลต้องตั้งทนายความให้จำเลย มาตรา 173 วรรคหนึ่ง “ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต...” โดยให้ถืออัตราโทษ ขั้นสูงเป็นเกณฑ์ เช่น ความผิดฐานเจ้าพนักงานเรียกรับทรัพย์สินตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 หรือความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตามมาตรา 288 แม้มีโทษขั้นต่ำเป็นจำคุกแต่ขั้นสูง คือโทษประหารชีวิต ก็ถือเป็นคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต อย่างไรก็ตาม ถ้าโจทก์ฟ้องข้อหาพยายาม กระทำความผิดตามมาตรา 80 เช่น ฐานพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ก็ต้องระวางโทษสองในสามของ โทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ในกรณีนี้ ถ้าเป็นสองในสามของโทษประหารชีวิต คือ โทษจำคุกตลอดชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 52 (1) จึงต้องปรับมาตรา 173 วรรคสอง มิใช่วรรคหนึ่ง “...หรือในคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกินสิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล...” กรณีนี้ให้ถืออายุ ของจำเลยในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล ถ้าในวันที่ถูกฟ้องจำเลยมีอายุไม่เกินสิบแปดปี ให้ศาลตั้งทนายความให้ แม้จะเป็นคดีมีโทษปรับสถานเดียว ศาลต้องตั้งทนายความให้ไม่ว่าจำเลยจะต้องการหรือไม่ก็ตาม “...ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้ศาลตั้งทนายความให้”
58 ก่อนเริ่มพิจารณา หมายถึง ก่อนอ่านฟ้องและถามคำให้การจำเลย ศาลต้องถามเรื่องทนายความก่อน และคำว่า ก่อนเริ่มพิจารณา มีความหมายเฉพาะก่อนที่ศาลจะเริ่มพิจารณาความผิดที่จำเลย ถูกฟ้องร้องไม่เกี่ยวกับเรื่องการเพิ่มโทษ บวกโทษ และนับโทษต่อ ฉะนั้น แม้จำเลยจะให้การรับว่าเคย ต้องโทษมาก่อน ก่อนที่จะมีทนายความ คำรับของจำเลยเรื่องนี้ไม่เสียไป (สหรัฐ กิติ ศุภการ, 2565 หน้า 596 – 597) คดีมีอัตราโทษจำคุก หรือไม่มีทนายความและต้องการทนาย ศาลตั้งทนายความให้ มาตรา 173 วรรคสอง “ในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก...” กรณีนี้ให้ดูทั้งคดี ไม่ว่าจะมี กี่ข้อหาก็ตาม ถ้าทั้งคดีไม่มีข้อหาใดที่มีอัตราโทษประหารชีวิต มีเพียงโทษจำคุกเท่านั้น ต้องบังคับตาม วรรคนี้ แต่ถ้าคดีนั้นไม่มีโทษจำคุกเลย มีแต่โทษปรับอย่างเดียว ไม่อยู่ในบังคับมาตรานี้ศาลไม่ต้อง สอบถามว่ามีทนายความหรือไม่ เช่น ความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 ถ้าไม่ได้ทำเพื่อการค้า ก็ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่หนึ่งหมื่นบาทถึงหนึ่งแสนบาท ตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง มิใช่คดีมีอัตราโทษจำคุก ศาลไม่ต้องสอบถามเรื่องทนายและไม่ต้องตั้ง ทนายความให้ แม้จำเลยจะไม่มีและต้องการทนายความก็ตาม “...ก่อนเริ่มพิจารณา ให้ศาลถามจำเลย ว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีและจำเลยต้องการทนายความก็ให้ศาลตั้งทนายความให้” คำว่า “ก่อนเริ่มพิจารณา” ทำนองเดียวกับวรรคแรก หมายถึงก่อนศาลอ่านฟ้องและถามคำให้การจำเลย ซึ่งจะต้องกระทำหลังจากศาลสั่งประทับฟ้องแล้วแต่ถ้าศาลไต่สวนมูลฟ้องก่อน ไม่ว่าจะเป็นคดี ที่ราษฎรหรือพนักงานอัยการเป็นโจทก์ หากจำเลยมาศาลและแถลงว่าไม่มีทนายความตาม มาตรา 165/1 วรรคหนึ่ง หรือไม่มีทนายความและต้องการทนายความตามมาตรา 165/1 วรรคสอง และศาลตั้งทนายความให้จำเลย เป็นการตั้งทนายความในชั้นไต่สวนมูลฟ้องเท่านั้น จะถือว่า เป็นการตั้งในชั้นพิจารณาด้วยไม่ได้ดังนั้นถ้าศาลมีคำสั่งประทับฟ้องแล้ว ก่อนเริ่มพิจารณา ศาลต้อง ถามเรื่องทนายความอีกครั้งตามมาตรา 173 อย่างไรก็ตาม แม้ศาลไม่ถามซึ่งถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แต่การที่จำเลย มีทนายความช่วยแก้ต่างมาโดยตลอด ในชั้นพิจารณาไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวนให้ดำเนินกระบวน พิจารณาใหม่ ในชั้นพิจารณา ถ้าศาลสอบถามเรื่องทนายความแล้ว จำเลยแถลงจะตั้งทนายความเอง แม้ต่อมาจำเลยจะให้การรับสารภาพโดยไม่มีทนายความ ถือว่าศาลได้สอบถามเรื่องทนายความแล้ว กระบวนพิจารณาของศาลชอบด้วยกฎหมาย เมื่อศาลสอบเรื่องทนายความ ถ้าจำเลยแถลงว่าจะหา ทนายความเองและตั้งทนายความมาแล้ว ต่อมาทนายถอนตัว แต่จำเลยไม่ได้แถลงขอศาลตั้งทนายให้ กลับเจรจาชดใช้เงินให้กับผู้เสียหายและขอเลื่อนอ่านคำพิพากษาออกไป กระบวนพิจารณาของศาลจึง ชอบแล้ว แม้ก่อนหน้านี้ ในวันสอบคำให้การ ศาลสอบเรื่องทนายแล้ว จำเลยจะแถลงว่าไม่ต้องการ ทนายก็ตาม แต่เมื่อถึงวันสืบพยาน จำเลยกลับแถลงต้องการทนาย ศาลต้องตั้งทนายให้ (สหรัฐ กิติ ศุภการ, 2565 หน้า 597 – 598)
59 ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นกรณีตามมาตรา 173 วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง การสอบถาม เรื่องทนาย ศาลต้องสอบถามก่อนเริ่มพิจารณา หมายถึง ก่อนศาลอ่านฟ้องและถามคำให้การจำเลย ถ้าศาลถามหลังจากเริ่มพิจารณาไปแล้วหรือไม่สอบถามเลยถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ แม้ต่อมาจำเลยจะแต่งตั้งทนายความเข้ามาเองก็ตาม ถือเป็นกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบอยู่ดี ศาลต้อง เพิกถอนกระบวนพิจารณาทั้งหมดแล้วดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ถ้าคดีขึ้นไปสู่ศาลสูงแล้ว และ ศาลสูงเห็นเป็นการจำเป็น ศาลสูงอาจยกคำพิพากษาของศาลล่างแล้วย้อนสำนวนให้ทำการพิจารณา พิพากษาใหม่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) แต่ถ้าศาลสูงเห็นว่า ไม่จำเป็น ศาลสูงอาจไม่ยกและย้อนสำนวนก็ได้ ซึ่งตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาพอสรุปได้ว่า ถ้าศาล ชั้นต้นไม่ได้สอบเรื่องทนายความ หรือสอบแล้วแต่ไม่ได้ตั้งทนายความให้ และจำเลยไม่มีทนายความ จนกระทั่งศาลมีคำพิพากษา ศาลสูงจะย้อนสำนวนทุกกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 208 (2) แต่ถ้าในระหว่างพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยได้แต่งตั้งทนายเข้ามาแล้ว ศาลสูงอาจไม่ย้อนสำนวนก็ได้เช่น ศาลชั้นต้นสอบถามคำให้การโดยยังไม่ได้สอบถามเรื่องทนายความ เสียก่อน แม้กระบวนการพิจารณาของศาลชั้นต้นจะไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญา มาตรา 173 แต่ในวันสืบพยานโจทก์นัดแรกจำเลยได้แต่งทนายความเข้ามาว่าต่างให้และ ทนายความของจำเลยยังแก้ต่างให้จำเลยทุกนัดจนเสร็จคดี จำเลยจึงมีทนายความดำเนินคดีให้แล้ว กรณีไม่มีเหตุจำเป็นที่จะดำเนินกระบวนพิจารณาใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (8) ในบางกรณี แม้ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบถามเรื่องทนายความ แต่ต่อมาเมื่อจำเลย ตั้งทนายความเข้ามาแล้ว จำเลยก็ยังให้การเหมือนเดิม ไม่ทำให้จำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีศาลอาจ ไม่ย้อนสำนวนก็ได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ปรากฏว่าก่อนศาลชั้นต้นอ่านและอธิบายฟ้องให้จำเลยฟัง และสอบคำให้การจำเลย ศาลชั้นต้นไม่ได้ถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่แต่ในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยได้แต่งตั้งทนายความและทนายจำเลยก็ได้ทำหน้าที่ทนายจำเลยตลอดมาจนศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาโดยไม่ปรากฏว่าจำเลยเสียเปรียบในเชิงคดีทั้งจำเลยมิได้เปลี่ยนแปลงคำให้การของ จำเลยแต่ประการใด ถือได้ว่าจำเลยยังคงให้การรับสารภาพ คดีจึงไม่มีเหตุจำเป็นต้องย้อนสำนวนไป ให้ศาลชั้นต้นสอบจำเลยเรื่องทนายความ จะเห็นได้ว่าแม้ตอนแรกศาลไม่ได้สอบเรื่องทนายความ แต่จำเลยแต่งตั้งทนายความเข้ามาในเวลาต่อมาและทนายจำเลยก็ทำหน้าที่แก้ต่างให้จำเลยแล้ว ศาลสูงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องย้อนสำนวน แต่ถ้าตั้งทนายความเข้ามาหลังจากที่ศาลชั้นต้นออกนั่ง พิจารณาคดีสืบพยานโจทก์เสร็จไปแล้ว ศาลสูงต้องยกและย้อนสำนวนให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวน พิจารณาพิพากษาใหม่ (สหรัฐ กิติ ศุภการ, 2565 หน้า 598 – 599) เมื่อศาลสูงยกย้อนให้พิจารณาพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นจะต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ตั้งแต่สอบเรื่องทนายความ สอบคำให้การ สืบพยานโจทก์จำเลยใหม่ จากนั้นพิพากษาคดีศาลชั้นต้น จะทำเพียงสอบเรื่องทนายความอย่างเดียวแล้วส่งสำนวนคืนศาลสูงไม่ได้การที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่ง
60 ในรายงานกระบวนพิจารณาให้ศาลชั้นต้นสอบถามเรื่องทนายความก่อนแล้วอ่านคำพิพากษา ศาลอุทธรณ์ไปได้ทันทีย่อมเป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และศาลอุทธรณ์จะสั่งเพียงว่าให้ศาลชั้นต้น สอบถามเรื่องทนายแล้วส่งสำนวนกลับคืนมายังศาลอุทธรณ์เพื่อพิจารณาพิพากษาต่อไป ไม่ได้ เพราะไม่อาจแก้ไขกระบวนการพิจารณาที่เสียไปแล้วตั้งแต่ต้นให้กลับมาเป็นชอบด้วยกฎหมายได้ ศาลฎีกาให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและพิพากษาใหม่ตามรูปคดี (ฎีกาที่ 344/2549) (สหรัฐ กิติ ศุภการ, 2565 หน้า 599) 3.1.3 พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2551 หลักการสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ เป็นการกำหนดกระบวนการในการบำบัด รักษา บุคคลที่มีความผิดปกติทางจิต และกำหนดกระบวนการในการบำบัดรักษาบุคคลที่มีความผิดปกติ ทางจิตซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวน การไต่สวนมูลฟ้องหรือการพิจารณาคดี หรือภายหลังศาล มีคำพิพากษา ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้(วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์, 2557 หน้า 8) พระราชบัญญัติฉบับนี้ให้นิยามคำว่า “ความผิดปกติทางจิต” หมายความว่าอาการ ผิดปกติของจิตใจที่แสดงออกมาทางพฤติกรรม อารมณ์ ความคิด ความจำ สติปัญญา ประสาท การรับรู้ หรือการรู้เวลา สถานที่ หรือบุคคล รวมทั้งอาการผิดปกติของจิตใจที่เกิดจากสุราหรือสารอื่น ที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ความผิดปกติทางจิตในกฎหมายฉบับนี้หมายรวมถึงความผิดปกติทางจิตในบางกลุ่ม เท่านั้น มิได้หมายถึงความผิดปกติทุกประเภท (Mental Disorder) ที่จัดแบ่งไว้ในการแบ่งแยก ของโรคระหว่างประเทศขององค์การอนามัยโลก (ICD - 10) ซึ่งกลุ่มที่น่าจะอยู่ในความหมายของ ความผิดปกติทางจิตตามนิยามข้างต้น ได้แก่ (วิฑูรย์ อึ้งประพันธ์, 2557 หน้า 16) 1. กลุ่มความผิดปกติทางจิตที่เกิดจากพยาธิสภาพของสมอง ( Organic, including symptomatic, mental disorder) 2. กลุ่มความผิดปกติทางจิตที่เป็นโรคจิตเภทและหลงผิด (Schizophrenia, schizotypal and delusional disorders) 3. กลุ่มความผิดปกติทางอารมณ์ (Mood or Affective disorders) 4. กลุ่มปัญญาอ่อน (Mental Retardation) 5. กลุ่มความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมที่เกิดจากการใช้สุราและสารออกฤทธิ์ต่อ จิตประสาท ซึ่งรวมยาเสพติดทั้งหลายด้วย 3.1.4 ปฏิญญาผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2542 แม้ว่าปฏิญญาผู้สูงอายุไทย พ.ศ.2542 ไม่ได้เป็นกฎหมายแต่ถือได้ว่าเป็นพันธกรณี ที่ให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและได้รับการคุ้มครองและ พิทักษ์สิทธิต่าง ๆ ที่ได้จากการที่องค์การสหประชาชาติได้จัดประชุมสมัชชาโลกว่าด้วยผู้สูงอายุ
61 ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในปีพ.ศ.2525 โดยกำหนดแผนปฏิบัติการระยะยาวระหว่าง ประเทศเกี่ยวกับผู้สูงอายุ พร้อมทั้งเชิญชวนให้ประเทศสมาชิกจัดกิจกรรมเพื่อผู้สูงอายุ ต่อมาในปี พ.ศ.2542 องค์การสหประชาชาติได้ประกาศเป็นปีสากลว่าด้วยผู้สูงอายุ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ได้บัญญัติถึงเรื่องสิทธิของผู้สูงอายุ ในหมวดของสิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทยและหน้าที่ชนชาวไทย เพื่อให้ผู้สูงอายุได้รับ ความช่วยเหลือ มีคุณภาพชีวิตที่ดีและพึ่งตนเองได้ และเพื่อเป็นการนำเจตนารมณ์ในเรื่องสิทธิของ ผู้สูงอายุ ดังที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 ผู้แทนจากองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ ผู้สูงอายุทั้งภาครัฐและเอกชน องค์กรผู้สูงอายุและผู้ทรงคุณวุฒิได้ร่วมกันจัดทำปฏิญญาผู้สูงอายุไทยขึ้น และได้รับความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2542 ประกอบด้วย 9 ข้อ ซึ่งเนื้อหา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาในครั้งนี้ คือ ข้อ 1 ข้อ 5 และข้อ 8 ซึ่งมีสาระสำคัญดังต่อไปนี้ ข้อ 1 “ผู้สูงอายุต้องได้รับปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่าและศักดิ์ศรี ได้รับการพิทักษ์และคุ้มครองให้พ้นจากการถูกทอดทิ้ง และละเมิดสิทธิ โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่ไม่สามารถพึ่งตนเองหรือครอบครัวได้และผู้พิการที่สูงอายุ” ข้อ 5 “ผู้สูงอายุควรได้เรียนรู้ในการดูแลสุขภาพอนามัยของตนเอง ต้องมีหลักประกัน และสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอนามัยอย่างครบวงจรโดยเท่าเทียมกัน รวมทั้งได้รับการดูแล จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบตามคตินิยม” ข้อ 8 “รัฐโดยการมีส่วนร่วมขององค์กรภาคเอกชน ประชาชน สถาบันสังคม ต้องตรากฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุ เพื่อเป็นหลักประกันและการบังคับใช้ในการพิทักษ์สิทธิ คุ้มครอง สวัสดิภาพ และจัดสวัสดิการแก่ผู้สูงอายุ” สาระที่สำคัญในปฏิญญาผู้สูงอายุไทยข้อ 8 กำหนดให้รัฐมีส่วนร่วมกับองค์กรเอกชน ประชาชน สถาบันสังคมต้องตรากฎหมายว่าด้วยผู้สูงอายุ ประกอบกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 มาตรา 54 และมาตรา 80 วรรคสอง บัญญัติเกี่ยวกับสิทธิผู้สูงอายุและคนชราให้มีสิทธิ ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ดังนั้น จึงมีการจัดทำพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ขึ้นมา 3.1.5 พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 ได้ให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้สูงอายุ ให้ได้รับสวัสดิการอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค เป็นหลักประกันด้านสิทธิเสรีภาพ เป็นการให้สิทธิ ผู้สูงอายุในการรับความช่วยเหลือจากรัฐ และเพื่อให้การดำเนินงานเกี่ยวกับการคุ้มครอง การส่งเสริม การสนับสนุนต่อสิทธิและประโยชน์ของผู้สูงอายุให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญของไทย โดยมาตรา 3 บัญญัติว่า “ผู้สูงอายุ” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอายุเกินหกสิบปี บริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย ซึ่งมาตรา 11 (9) บัญญัติว่า “ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับการคุ้มครอง
62 การส่งเสริม และการสนับสนุนในด้านการให้คำแนะนำ ปรึกษา ดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องในทางคดี หรือในทางการแก้ไขปัญหาครอบครัว” 3.2 มาตรการทางกฎหมายของต่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญา ที่เป็นผู้สูงอายุ 3.2.1 ประเทศออสเตรเลีย ประเทศออสเตรเลียมิได้กำหนดอายุของผู้สูงอายุไว้ (Office of Public Advocate (old) and Queensland Law Society,(2010) pp. 2 – 3) แต่ในทางกฎหมายโดยส่วนใหญ่มักใช้ เกณฑ์อายุ65 ปี แต่ในบางพื้นที่ เช่น ในชุมชนท้องถิ่นอาจมีเกณฑ์ผู้สูงอายุที่น้อยกว่านั้นได้ทั้งนี้เพราะ ต้องพิจารณาจากปัญหาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุประกอบด้วย ผู้สูงอายุใน ออสเตรเลียนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้นส่งผลให้เกิดอาชญากรรมต่อผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย (Marianne James and Adam Graycar p. XI.) การศึกษากฎหมายหรือมาตราการทางกฎหมายของออสเตรเลียจึงแบ่งออกเป็น กระบวนการก่อนชั้นพิจารณาคดีและกระบวนการในชั้นการพิจารณาคดี 1. กระบวนการก่อนชั้นพิจารณาคดี ประเทศออสเตรเลียกำหนดบุคคลที่มีความพิการทางสมอง (cognitive disabilities) หมายความถึง ความพิการทางสติปัญญา (intellectual disabilities) โรคอัลไซเมอร์ (alzheimer's) โรคความจำเสื่อม(dementia) โรคออทิสติก (autism) โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis) สุขภาพจิต (mental health) การได้รับการกระทบกระเทือนทางสมอง (brain injuries) และอื่นๆ (Piers Gooding, et al.(2017), p. 826.) โดยประเทศออสเตรเลีย มีการบัญญัติ กฎหมายเกี่ยวกับการดำเนินคดีกับบุคคลกลุ่มเปราะบาง คือ Police Powers and Responsibilities Act 2000 บัญญัติการกำหนดวิธีการพิเศษสำหรับการถามคำให้การบุคคลที่มีความสามารถบกพร่อง (Questioning of persons with impaired capacity) กล่าวคือ ถ้าพนักงานตำรวจสงสัยว่าผู้ต้องหา เป็นผู้มีความบกพร่อง (impaired capacity) พนักงานตำรวจจะยังไม่ถามคำให้การจนกว่าจะอนุญาต ให้มีบุคคลที่สามารถให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหาในการตอบคำถามและบุคคลดังกล่าวจะต้องปรากฏตัว ในขณะที่ถามคำให้การ และหากพบว่าผู้ต้องหาบกพร่องในเรื่องความสามารถ พนักงานตำรวจจะต้อง หยุดถามคำให้การเป็นการชั่วคราว (Police Power and Responsibilities Act 2000) รัฐควีนส์แลนด์ (Queensland) มีการกำหนดแนวปฏิบัติ (The Operational Procedures Manual) (Queensland police) สำหรับบุคคลกลุ่มเปราะบางหรือความสามารถ
63 บกพร่อง (impaired capacity) ไว้ด้วย (Queensland Consolidated Acts) กรณีผู้ต้องหาเป็น ผู้สูงอายุและมีความสามารถบกพร่อง ความจำเสื่อม ป่วยทางจิต จะส่งไปที่ตำรวจที่มีหน้าที่เฉพาะ 2. กระบวนการในชั้นพิจารณาคดี ประเทศออสเตรเลียมีกฎหมายเกี่ยวกับความบกพร่องทางจิตและความบกพร่อง ในเรื่องความสามารถในการดำเนินคดีที่เรียกว่า Crimes (Mental Impairment and Unfitness to be Tried) Act 1997 จุดมุ่งหมายของกฎหมายนี้Crimes (Mental Impairment and Unfitness to be Tried) Act 1997 คือ 1. เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ของบุคคลที่ไม่มีความสามารถในการเข้าสู่กระบวนการ พิจารณาคดี 2. การใช้กฎหมายเกี่ยวกับความบกพร่องทางจิตแทนการใช้กฎหมายคอม มอนลอว์เกี่ยวกับการวิกลจริต 3. เพื่อเตรียมกระบวนการในการจัดการกับบุคคลที่มีความบกพร่องในการ ดำเนินคดีหรือบุคคลที่พบว่าไม่ได้กระทำความผิดเนื่องจากความบกพร่องทางจิต นอกจากนี้กฎหมายอาญาของประเทศออสเตรเลีย (Criminal Code Act 1995) กำหนดให้ความเสื่อมโทรมทางร่างกายและทางจิตจากวัยชรา (Senility) รวมอยู่ในประเภท ของความบกพร่องทางจิต (mental impairment) ด้วย โดยที่มาตรการนี้กำหนดให้ความบกพร่อง ทางจิต ได้แก่ ความเสื่อมโทรมทางร่างกายและทางจิตจากวัยชรา (Senility) ความพิการทาง สติปัญญา (intellectual disability) ความป่วยทางจิต (mental illness) สมองถูกทำลาย (brain damage) และบุคลิกภาพผิดปกติอย่างรุนแรง (severepersonality disorder) และไม่ต้องรับผิดทาง อาญาถ้ากระทำความผิดในขณะที่มีจิตบกพร่อง (Criminal Code Act 1995) จะเห็นได้ว่าบุคคลที่มี ความบกพร่องทางร่างกายและทางจิตอันเกิดจากวัยชรา ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเดียวกับความผิดปกติ ข้างต้น แสดงให้เห็นว่า กฎหมายคำนึงถึงความเสื่อมโทรมของวัยที่เป็นเหตุนำมาซึ่งความบกพร่องทาง ร่างกายและทางจิต กฎหมายอาญาของประเทศออสเตรเลียจัดให้อยู่ในประเภทเดียวกับความ บกพร่องต่าง ๆ ข้างต้น ในประเทศคอมมอนลอว์ ผู้ต้องหาที่เป็นผู้สูงอายุมักจะได้รับโทษลดน้อยลง ศาลจะกำหนดโทษโดยพิจารณาเกณฑ์อายุร่วมด้วย อย่างไรก็ดี จะต้องพิจารณาความรุนแรง ในการกระทำความผิดและความจำเป็นในการป้องปรามด้วย (National Judicial College of Australia) โดยศาลจะพิจารณาอายุของผู้สูงอายุร่วมกับความเจ็บป่วย ดังนี้ 1. อายุและสุขภาพของผู้กระทำความผิดสัมพันธ์กับดุลพินิจในการตัดสินลงโทษ 2. ความสูงอายุหรือความเจ็บป่วยไม่ใช่เป็นสิ่งชี้ขาดของระดับการลงโทษ
64 3. การกำหนดโทษขั้นต่ำโดยการให้ผู้กระทำความผิดอยู่ในความควบคุม (custody) ไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ 4. การพิจารณาให้ผู้กระทำความผิดใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในการควบคุม 5. การพิจารณาใช้การลงโทษอย่างอื่น เมื่อเห็นว่าถ้าผู้กระทำความผิดถูกปล่อยตัว ไปแล้วจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ หรือการที่ผู้กระทำความผิดที่เจ็บป่วยอาจจะมีความยากลำบาก ในการอยู่ในคุก 6. การลงโทษ ความได้สัดส่วนและการข่มขู่ยับยั้งยังคงเป็นการพิจารณา การลงโทษขั้นพื้นฐาน รวมถึงอายุและความเจ็บป่วยของผู้กระทำความผิด 7. ความสูงอายุและความเจ็บป่วยควรเป็นตัวกำหนดโทษของการลงโทษที่มี ความเหมาะสม การพิจารณาความสูงอายุของผู้กระทำความผิดเพื่อลดโทษให้ผู้กระทำความผิด นั้นศาลมิได้พิจารณาเกณฑ์อายุเพียงอย่างเดียว ศาลต้องพิจารณาเกณฑ์สุขภาพหรือความเจ็บป่วยของ ผู้สูงอายุร่วม 3.2.2 ประเทศญี่ปุ่น ในประเทศญี่ปุ่น “ผู้สูงอายุ” หมายถึง บุคคลซึ่งมีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป (Yasuharu Tokuda,and Shigeaki Hinohara,2008, pp.154) จากข้อมูลสถิติประชากรในประเทศญี่ปุ่น ปี ค.ศ.2022 มีประชากรเป็นผู้สูงอายุคิดเป็นร้อยละ 29.1% ของประชากรทั้งหมด (Japantime, 2022) และเป็น ประเทศที่มีประชากรผู้สูงอายุสูงที่สุดในโลก ปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นไม่มีกฎหมายที่คุ้มครองผู้กระทำ ความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุจึงอาศัยความคุ้มครองทั่วไปจากบทบัญญัติตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาที่ให้ความคุ้มครอง โดยแบ่งเป็นกระบวนการก่อนชั้นพิจารณาคดี และ กระบวนการในชั้นพิจารณาคดี 1. กระบวนการก่อนชั้นพิจารณาคดี เดิมประเทศญี่ปุ่นใช้หลักการฟ้องคดีตามกฎหมาย (Legality Prosecution) ต่อมามีปัญหานักโทษถูกคุมขังเป็นจำนวนมากเกินกว่าเรือนจำจะรองรับได้ ในช่วงปี ค.ศ.1885 จึงมีการเริ่มใช้มาตรการใช้ดุลพินิจในการฟ้องคดี แม้ว่าขณะนั้นประเทศญี่ปุ่นจะใช้หลักการฟ้องคดี ตามกฎหมายก็ตามแต่ความผิดเล็กน้อยจะไม่มีการจับกุมตัวผู้กระทำความผิดเพียงตักเตือนและ ปล่อยตัวไป จนถึงช่วงปี ค.ศ.1922 การฟ้องคดีอาญาในประเทศญี่ปุ่นได้เปลี่ยนการฟ้องคดีอาญา เป็นหลักการฟ้องคดีอาญาตามดุลพินิจ (Opportunity Prosecution) โดยมีการบัญญัติเรื่อง การชะลอการฟ้องเป็นครั้งแรกในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ฉบับปี ค.ศ.1922 ต่อมา ได้มีการแก้ไขและบัญญัติเรื่องการชะลอฟ้องไว้ใน ไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 248
65 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 248 บัญญัติว่า “พนักงาน อัยการไม่จำต้องฟ้องคดีอาญาเสมอไปหากเห็นว่าไม่จำเป็น เมื่อได้คำนึงถึงบุคลิก ลักษณะ อายุ สภาพแวดล้อมของผู้กระทำความผิด สภาพความผิด ความหนักเบาและพฤติการณ์ของความผิด รวมถึงสภาพการณ์ภายหลังกระทำความผิดแล้ว พนักงานอัยการอาจสั่งไม่ฟ้องก็ได้” จะเห็นได้ว่าตาม หลักการชะลอฟ้องมีการกำหนดเรื่อง “อายุ” เป็นเหตุผลในการชะลอการฟ้องคดีได้และตามสถิติ ผู้สูงอายุจะได้รับการชะลอฟ้องมากกว่าบุคคลทั่วไป เนื่องจากนโยบายทางอาญา ผู้ที่มีอายุมากจะ ได้รับการชะลอการฟ้องคดีด้วยเหตุผลว่าผู้สูงอายุมีพลังในการกระทำความผิดต่ำ อีกทั้งมีโอกาส กระทำความผิดน้อยกว่าบุคคลทั่วไป (ศิริชัย วิชชุวัชรากร, 2561, หน้า 84 - 87) 2. กระบวนการในชั้นพิจารณาคดี กฎหมายรัฐธรรมนูญประเทศญี่ปุ่น มาตรา 37 วรรคสาม ได้วางหลักกฎหมาย เรื่องสิทธิของจำเลยในคดีอาญาให้จำเลยมีสิทธิที่จะมีทนายความตลอดกระบวนการพิจารณาคดี จึงได้มีการบัญญัติกฎหมายเพื่อคุ้มครองสิทธิของจำเลยในคดีอาญาดังกล่าวในประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา (Code of Criminal Procedure) โดย มาตรา 37 ได้วางหลักกรณีที่ จำเลย ไม่มีทนายความ และจำเลย เป็นผู้เยาว์ อายุมากกว่า 70 ปีขึ้นไป มีความบกพร่องทางการได้ยินหรือ การพูด เป็นผู้วิกลจริต หรือมีเหตุจำเป็นอื่น ศาลมีอำนาจตั้งทนายความให้จำเลยได้ (Supreme Court of Japan,Outline of Criminal Justice in JAPAN, 2023, pp.15)
66 บทที่ 4 วิเคราะห์สิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ ที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจที่ควรนำมาปรับใช้ในประเทศไทย กฎหมายประเทศไทยยอมรับหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของบุคคลใน กระบวนการยุติธรรมไว้ในกฎหมายสูงสุด ดังปรากฏตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและ ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” ถ้อยคำที่ว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมาย” ตาม บทบัญญัติดังกล่าวนี้ เป็นถ้อยคำที่สะท้อนถึงหลักความเสมอภาคของบุคคลซึ่งมีหลักการอยู่ว่า ควร ปฏิบัติต่อบุคคลที่มีสาระสำคัญเหมือนกันอย่างเท่าเทียมกัน และต้องปฏิบัติต่อบุคคลที่มีสาระสำคัญ แตกต่างกัน ให้แตกต่างกันไปตามลักษณะของบุคคลนั้น ๆ (บรรเจิด สิงคะเนติ, 2543, หน้า 2) อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยจะมีบทบัญญัติคุ้มครองความ เสมอภาคของบุคคลในทางกฎหมายก็ตาม แต่ในกรณีของผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความ บกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ซึ่งถือเป็นบุคคลที่มีสาระสำคัญเกี่ยวกับสภาพร่างกายและจิตใจ แตกต่างจากบุคคลทั่วไป กลับใช้มาตรการทางกฎหมายในการสอบสวนและพิจารณาคดีอาญา เดียวกันกับผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลทั่วไป จึงอาจกล่าวได้ว่าหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ของบุคคลในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย ยังไม่สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคของบุคคล ในทางกฎหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยเท่าใดนัก ดังนั้น ประเทศไทยจึงควรมีมาตรการทางกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิในการดำเนินคดีอาญา ของผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจด้วย เพราะผู้สูงอายุ เหล่านี้ แม้มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ก็อาจเป็นผู้กระทำความผิดอาญาได้เช่นเดียวกับ บุคคลในวัยทั่วไป สาเหตุการกระทำความผิดของผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุตัวอย่างเช่น ป่วยด้วยโรคพิษสุราเรื้อรังทำให้มีอาการคุ้มดีคุ้มร้าย การลัก ทรัพย์เพราะเจ็บป่วยเกินกว่าจะทำงานเพื่อเลี้ยงตนเองได้หรือมีปัญหาสุขภาพจิตทำให้อารมณ์ที่ เปราะบาง จนนำไปสู่การทำร้ายสมาชิกในครอบครัวหรือผู้ดูแลของตน ซึ่งทฤษฎีที่สนับสนุนแนวคิด ที่ว่าผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจยังมีโอกาสเป็นผู้กระทำความผิดในคดีอาญาคือ ทฤษฎีกลไกการควบคุม (Containment Theory) และ ทฤษฎีการถอนตัวออกจากสังคม (Disengagement Theory)
67 ทฤษฎีกลไกการควบคุม (Containment Theory) อธิบายพฤติกรรมที่ถูกต้องตาม กฎหมาย และพฤติกรรมเบี่ยงเบน ซึ่งกลไกในการควบคุมมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ ระบบการควบคุม ภายใน และระบบการควบคุมภายนอก โดยมีสมมติฐานว่า กลไกภายในที่เข้มแข็งและกลไกภายนอกที่ มีพลังสูงจะเป็นสิ่งขวางกั้นพฤติกรรมอันเบี่ยงเบน ระบบการควบคุมภายในประกอบด้วย การควบคุม ตนเอง การมีความคิดที่ดี การมีจิตสำนึก สติสัมปชัญญะ ความอดทน ความรับผิดชอบ หรือ ความสามารถหาเหตุผลเพื่อลดความตึงเครียด ส่วนระบบการควบคุมภายนอก เป็นปัจจัยทางสังคมที่ ทำให้คนประพฤติอยู่ในขอบเขต ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่ดี ผู้ดูแลและส่งเสริมให้มีความประพฤติที่ดี เป้าหมาย สภาพสังคมที่มีระเบียบวินัย หากผู้สูงอายุคนใดมีระบบการควบคุมภายในและภายนอกที่ เข้มแข็ง กล่าวคือ มีสติสัมปชัญญะดี มีภาวะจิตที่ปกติ มีครอบครัวที่ดูแลเอาใจใส่ หรือเป็นผู้ที่ได้รับ การยอมรับจากสังคม ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นผู้กระทำความผิดน้อย แต่ในทางกลับกัน หากผู้สูงอายุเป็น ผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ซึ่งมีสาเหตุเนื่องจากการที่ระบบการควบคุมภายในหรือ ภายนอกไม่เข้มแข็ง เช่นนี้อาจทำให้ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ กลายเป็น ผู้กระทำความผิดอาญาได้ตัวอย่างเช่น กรณีผู้สูงอายุที่ตั้งใจกระทำความผิด เพราะความยากจน หรือไม่ได้รับการเลี้ยงดูจากบุตรหลาน ซึ่งแสดงถึงระบบการควบคุมภายนอกที่บกพร่อง จึงกระทำ ความผิดเพื่อต้องการเข้ามาอยู่ในเรือนจำ เพราะการเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำจะได้รับการ รักษาพยาบาล การดูแลสวัสดิการ ที่อยู่ อาหารการกิน และมีเพื่อนคุยกับผู้ต้องขังวัยเดียวกัน ทฤษฎีการถอนตัวออกจากสังคม (Disengagement Theory) มีแนวคิดว่า ผู้สูงอายุ และสังคมจะลดบทบาทซึ่งกันและกัน เนื่องจากผู้สูงอายุรู้สึกว่าตนมีความสามารถลดลงและมีสุขภาพ เสื่อมถอย จึงถอดถอนหรือหลีกเลี่ยงบทบาททางสังคม เพื่อลดความตึงเครียด บีบคั้น หรือความรู้สึก ที่ว่าตนมีคุณค่าในสายตาผู้อื่นลดลง จึงมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นน้อยลงและจมอยู่กับตัวเองมากขึ้น เป็น สาเหตุให้ผู้สูงอายุรู้สึกขัดแย้ง เครียด น้อยเนื้อต่ำใจ จนเกิดโรคทางจิตใจที่ผิดปกติ เช่น โรคอารมณ์ แปรปรวน โรคซึมเศร้า และอาจมีแรงจูงใจในกระทำบางอย่างที่ผิดปกติเช่น การดื่มแอลกอฮอล์ พฤติกรรมเรียกร้องความสนใจ และเมื่อผู้สูงอายุกระทำจนกลายเป็นพฤติกรรมอาจนำมาสู่การก่อ อาชญากรรมในที่สุด ประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ และมีแนวโน้มที่ผู้สูงอายุจะตก เป็นผู้กระทำความผิดอาญามากขึ้นทุกปี ดังปรากฏตามสถิติจำนวนจำเลยในคดีเสร็จไป ในปี พ.ศ. 2562 – 2564 ที่มีจำเลยในช่วงอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปของศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร ในอัตราที่สูงขึ้น ทุกปีเมื่อเทียบกับจำนวนจำเลยทั้งหมด ดังนั้น ในปัจจุบันจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยควรมี มาตรการทางกฎหมายที่คุ้มครองสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความ บกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคของบุคคลในกฎหมายตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
68 การศึกษารูปแบบมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมและสามารถนำมาปรับใช้ในการคุ้มครองสิทธิของ ผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุมีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจในบทนี้ คณะผู้วิจัย เลือกทำการศึกษากฎหมายของประเทศญี่ปุ่นและประเทศออสเตรเลีย เพราะประเทศญี่ปุ่นที่เป็น ประเทศที่เป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์และยังเป็นประเทศที่ใช้กฎหมายระบบประมวลกฎหมาย (Civil law) แบบเดียวกับประเทศไทย และประเทศออสเตรเลียมีมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้สูงอายุที่ หลากหลาย เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมและสามารถนำมาปรับใช้กับสิทธิของผู้กระทำความผิดใน คดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุในประเทศไทย ซึ่งกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นและประเทศออสเตรเลีย มีความ คล้ายกันตรงที่ต่างมีมาตรการคุ้มครองการดำเนินคดีอาญาของผู้กระทำความผิดที่มีความบกพร่อง หรือผู้สูงอายุเหมือนกัน ซึ่งสรุปสาระสำคัญได้ตามตารางเปรียบเทียบ ดังต่อไปนี้ ตารางที่ 4.1 ตารางเปรียบเทียบการดำเนินคดีอาญาของผู้กระทำความผิด ที่เป็นผู้สูงอายุในประเทศญี่ปุ่นและประเทศออสเตรเลีย ประเทศ ชั้นก่อนพิจารณาคดี ชั้นพิจารณาคดี ญี่ปุ่น - ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ อาญา มาตรา 248 กำหนดองค์ประกอบที่ พนักงานอัยการจะต้องนำมาพิจารณา ในการชะลอการฟ้องได้รวมถึงอายุ พนักงาน อัยการสามารถใช้ดุลพินิจในการชะลอ การฟ้องกรณีที่เป็นผู้ต้องหาสูงอายุ - ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 37 กำหนดว่า ถ้าจำเลยไม่มี ทนายความ ให้ศาลตั้งทนายความให้ ในกรณีที่จำเลยเป็นผู้เยาว์ จำเลยมีอายุ มากกว่า 70 ปี จำเลยไม่สามารถได้ยิน หรือพูด หรือมีความน่าเชื่อว่าจำเลยวิกลจริต หรือความสามารถบกพร่อง -กำหนดการกระทำที่เป็นความผิดเล็กน้อย (minor offenses) ตำรวจจะไม่นำมาสู่ กระบวนการยุติธรรมทางอาญา
69 ประเทศ ชั้นก่อนพิจารณาคดี ชั้นพิจารณาคดี ออสเตรเลีย -กฎหมายว่าด้วยอำนาจและความรับผิดชอบ ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปี 2000 ที่กำหนดว่า ถ้าตำรวจสงสัยว่าผู้ต้องหาเป็นผู้มีความ บกพร่องจะยังไม่ถามคำให้การจนกว่าจะมี บุคคลที่สามารถให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหา ในการตอบคำถามและบุคคลดังกล่าวจะต้อง ปรากฏตัวในขณะที่ถามคำให้การ และหาก พบว่าผู้ต้องหาบกพร่องในเรื่องความสามารถ จะต้องหยุดถามคำให้การเป็นการชั่วคราว - ในรัฐควีนสแลนด์กรณีผู้ต้องหาเป็น ผู้สูงอายุ และมีความสามารถบกพร่อง ความจำเสื่อม ป่วยทางจิต จะส่งไปที่ตำรวจที่ มีหน้าที่เฉพาะ - มีกฎหมายที่เรียกว่า Crimes (Mental Impairment and Unfitness to be Tried) Act 1997ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์ของบุคคลที่ ไม่มีความสามารถในการเข้าสู่กระบวน พิจารณาและ การใช้กฎหมายเกี่ยวกับความ บกพร่องทางจิตแทนการใช้กฎหมายคอม มอนลอว์ เพื่อจัดการกับบุคคลที่มีความ บกพร่องในการดำเนินคดี -กฎหมายอาญาของประเทศออสเตรเลีย กำหนดให้ความเสื่อมโทรมทางร่างกายและ ทางจิตจากวัยชรา รวมอยู่ในประเภทของ ความบกพร่องทางจิตด้วย ในบทที่ 4 เรื่องการวิเคราะห์สิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ ที่ ควรนำมาปรับใช้ในประเทศไทยนี้ คณะผู้วิจัยจะกล่าวถึงเฉพาะกรณีที่ผู้สูงอายุเป็นผู้กระทำความผิด เองโดยตรงเท่านั้น กล่าวคือ ไม่รวมถึงกรณีผู้สูงอายุเป็นผู้กระทำความผิดเองโดยใช้สัตว์หรือใช้บุคคล ผู้ไม่มีการกระทำเป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดด้วย 4.1 หลักเกณฑ์การกำหนดในเรื่องอายุของผู้สูงอายุในคดีอาญาที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือจิตใจ 4.1.1 หลักเกณฑ์การกำหนดอายุ องค์การสหประชาชาติ ได้ให้นิยามคำว่า “ผู้สูงอายุ” คือ ประชากรทั้งเพศชาย และเพศหญิงซึ่งมีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป โดยเป็นการนิยามนับตั้งแต่อายุเกิด ส่วนองค์การอนามัย โลกยังไม่มีการให้คำนิยามผู้สูงอายุ โดยมีเหตุผลว่าประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมีการนิยามผู้สูงอายุต่างกัน
70 ทั้งนิยามตามอายุเกิด ตามสังคม (Social) วัฒนธรรม (Culture) และสภาพร่างกาย (Functional markers) เช่น ในประเทศที่เจริญแล้วมักจัดผู้สูงอายุนับจากอายุ 65 ปีขึ้นไป หรือบางประเทศอาจ นิยามผู้สูงอายุตามอายุกำหนดให้เกษียณงาน (อายุ 50 หรือ 60 หรือ 65 ปี) หรือนิยามตามสภาพของ ร่างกาย โดยผู้หญิงสูงอายุอยู่ในช่วง 45 - 55 ปี ส่วนชายสูงอายุ อยู่ในช่วง 55 - 75 ปี (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2557) แต่การพิจารณาคำว่า “ผู้สูงอายุ” ในทางกฎหมายอาญา ควรหมายถึงบุคคลผู้มีอายุเท่าใดนั้น เมื่อพิจารณาคำว่า “ผู้สูงอายุ” ในกฎหมายแต่ละประเทศ จะกำหนดหลักเกณฑ์ไว้แตกต่างกัน ประเทศญี่ปุ่นได้จำกัดความคำว่า “ผู้สูงอายุ” หมายถึง บุคคลซึ่งมีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งหลักเกณฑ์นี้มาจากสภาพสังคมประเทศญี่ปุ่นที่ประชากรมีอายุยืนยาวและสุขภาพดีขึ้น กฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุของประเทศญี่ปุ่นจึงนิยมกำหนดความหมายคำว่า “ผู้สูงอายุ” ไว้หมายถึง ผู้มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ตัวอย่างเช่น พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมผู้สูงอายุ และการสนับสนุนผู้ดูแลผู้สูงอายุ ฉบับที่ 124 มาตรา 2 (1) นิยามคำว่า "ผู้สูงอายุ" หมายถึง ผู้ที่มีอายุ ตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป (Act on the Prevention of Elder Abuse and Support for Caregivers of Elderly Persons Act No. 124) หรือ พระราชบัญญัติการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุฉบับที่ 133 ปี 1963 (Act on Social Welfare for the Elderly) มาตรา 5-4 (1) ได้กำหนดให้มีการจัดสวัสดิการ สำหรับผู้มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป ในประเทศออสเตรเลีย รัฐควีนส์แลนด์ไม่ได้กำหนดหลักเกณฑ์เรื่องอายุ แต่หลักเกณฑ์อายุจะแตกต่างกันไปตามแต่ละวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น เกณฑ์อายุสำหรับผู้เกษียณที่ เป็นผู้ชายคือ 65 ปี และ ผู้หญิงคือ 60 ปี แต่ในทางกฎหมายโดยส่วนใหญ่มักใช้เกณฑ์ที่อายุ 65 ปี ซึ่งบางพื้นที่เกณฑ์อายุจะพิจารณาจากปัญหาสุขภาพทั้งทางร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุ (ชฎาภาษ์ เหมือนแท้, 2559, หน้า 186) กฎหมายในประเทศไทยที่บัญญัติบทนิยามคำว่า “ผู้สูงอายุ” ไว้ ได้แก่ พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 3 กำหนดนิยามคำว่า “ผู้สูงอายุ” หมายความว่า บุคคล ซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย ซึ่งบทบัญญัติกฎหมายฉบับนี้เป็นเรื่องสวัสดิการสิ่ง อำนวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะและคุ้มครองสิทธิให้ผู้สูงอายุมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ ในเรื่องต่าง ๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ในเรื่องสวัสดิการเป็นสำคัญ โดยเหตุผลในการประกาศใช้ พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อให้สอดคล้องกับสิทธิของผู้สูงอายุตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร ไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 54 ที่กำหนดให้บุคคลซึ่งมีอายุเกิน 60 ปีบริบูรณ์และไม่มีรายได้เพียงพอแก่ การยังชีพ มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐ (ปัจจุบัน คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 48 วรรคสอง) จึงอาจกล่าวได้บทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิของผู้สูงอายุตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ก็ได้กล่าวถึงอายุของ “ผู้สูงอายุ” ไว้ว่าหมายความถึง บุคคลซึ่งมีอายุเกิน
71 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยก็ยังไม่มีการกำหนดนิยามคำว่า “ผู้สูงอายุ” ที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาไว้อย่างชัดเจนในกฎหมาย มีเพียงข้อมูลสถิติของจำเลยที่ปรากฏตาม รายงานสถิติคดีประจำปีของสำนักงานศาลยุติธรรม ที่กำหนดหลักเกณฑ์การจัดกลุ่มจำเลยสูงอายุไว้ ว่าเป็นบุคคลที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไป เท่านั้น เมื่อพิจารณาการกำหนดหลักเกณฑ์อายุของผู้สูงอายุขององค์การสหประชาชาติ และประเทศต่าง ๆ ทั้งประเทศญี่ปุ่น, ประเทศออสเตรเลีย และประเทศไทย พบว่าการกำหนดช่วงอายุ ของผู้สูงอายุใช้หลักเกณฑ์อยู่ที่อายุระหว่าง 60 ถึง 65 ปี ขึ้นไป แต่อย่างไรก็ดี สำหรับประเทศไทยนั้น ใน กฎหมายหรือการดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะใช้หลักเกณฑ์อายุ 60 ปีบริบูรณ์ ขึ้นไปเพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 ดังนั้น คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่า การกำหนดหลักเกณฑ์อายุของผู้สูงอายุในคดีอาญาของประเทศไทย ควรใช้หลักเกณฑ์อายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมายประเทศไทย แม้จะสรุปได้ว่า ควรกำหนดหลักเกณฑ์อายุของผู้สูงอายุในคดีอาญาไว้ว่า หมายถึงบุคคลที่มีอายุ60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปก็ตาม แต่หากมองในแง่ของความจำเป็นในการได้รับความ คุ้มครองแล้ว ไม่ควรนำหลักเกณฑ์อายุอย่างเดียวมาเป็นเงื่อนไขในการได้รับความคุ้มครองสิทธิใน ฐานะเป็นผู้กระทำความผิดในคดีอาญา เพราะ ผู้สูงอายุบางคนแม้มีอายุเท่ากัน แต่อาจมีความสามารถ ในการดำรงชีวิตที่แตกต่างกัน ผู้สูงอายุบางคนยังสามารถทำงานได้ปกติและช่วยเหลือตนเองได้ ในขณะที่บางคนอยู่ในภาวะเจ็บป่วย ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และต้องพึ่งพาผู้อื่นในการ ดำรงชีวิตประจำวัน ซึ่งศักยภาพของผู้สูงอายุแต่ละคนนี้ มีผลทำให้ความสามารถในการต่อสู้แตกต่าง กันอีกด้วย กรณีตัวอย่างของผู้สูงอายุที่ยังสามารถทำงานได้ปกติและช่วยเหลือตนเองได้เช่น ข่าวของนางประยูร ชุ่มยิ้ม หรือ ยายเจี๊ยบ อายุ 73 ปี อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 ตำบลสายทอง อำเภอ ป่าโมก จังหวัดอ่างทอง ที่ปั่นรถจักรยานไปตามถนนในหมู่บ้าน พร้อมนำเงินส่วนตัวที่เก็บสะสมไว้แจก ให้กับคนชรา ผู้พิการ ชาวบ้านผู้ยากไร้ และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโรคโควิด-19 คนละ 100-200 บาท เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่ (แนวหน้า, 2563) แต่ในขณะเดียวกัน ผู้สูงอายุบางคนที่มีอายุ 73 ปี เท่ากัน กลับอยู่ในภาวะเจ็บป่วย ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ เช่น นายสงคราม สังข์คร หรือตาสงคราม อายุ 73 ปี มีฐานะยากจน ไม่สามารถทำงานได้เนื่องจากมีโรครุมเร้า เพราะเคยผ่าตัดลำไล้ ผ่าตัดต่อม ลูกหมาก ผ่าตัดข้อเท้าเพราะอุบัติเหตุจากการรับจ้างตัดหญ้าทำให้เดินไม่คล่อง ทั้งยังเป็นโรคความดัน โลหิตสูง และดำรงชีวิตอยู่ด้วยการใช้เบี้ยยังชีพคนชรา ใช้จ่ายทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ และค่าอาหาร ค่าขนม ค่าเดินทางไปโรงเรียนของหลานชายอายุ 10 ขวบ (โพสต์ทูเดย์, 2558) ในด้านการต่อสู้คดี ผู้สูงอายุแต่ละแต่คนมีความสามารถในการต่อสู้คดีแตกต่าง กัน โดยขึ้นอยู่กับความรู้ การศึกษา และฐานะทางเศรษฐกิจของแต่ละคน ดังนั้น เมื่อผู้สูงอายุเป็น
72 ผู้กระทำความผิดในคดีอาญาแล้ว บางคนอาจมีความสามารถในการต่อสู้คดีได้อย่างเต็มที่ สามารถ ว่าจ้างทนายความมาดำเนินคดีแทนตนเองได้โดยไม่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐ แต่สำหรับผู้สูงอายุ บางคนซึ่งมีฐานะยากจนหรือมีความบกพร่องทางร่างกายและจิตใจ อาจไม่มีความสามารถในการต่อสู้ คดีได้อย่างเท่าเทียมกัน เปรียบเทียบจากตัวอย่างความสามารถในการต่อสู้คดีของผู้สูงอายุทั้งสองคดี ต่อไปนี้ คือ คดีแรก นายเปรมชัย กรรณสูต อายุ 67 ปี ประธานบริหารและกรรมการ บริษัท อิตาเลียน ไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) หรือ ITD ถูกจับกุมในข้อหาล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่ง ใหญ่นเรศวร อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี แต่มีความสามารถในต่อสู้คดีได้จนถึงชั้นฎีกา ทั้งยัง มีการยื่นหลักทรัพย์จำนวน 400,000 บาท เพื่อประกันตัวสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ได้ (Brand Buffet, 2564) จะเห็นได้ว่า ผู้สูงอายุดังเช่นนายเปรมชัย ไม่มีความจำเป็นต้องได้รับความคุ้มครองในการ ดำเนินคดีอาญาใด ๆ จากรัฐเลย แต่ในคดีที่สอง กรณีของนายถนอม ลาดตะกั่ว อายุ73 ปี และนาง พิน ลาดตะกั่ว อายุ73 ปี มีฐานะยากจนอยู่กันตามลำพังสองคนใน อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร นายถนอมพิการหูหนวก ส่วนนางพินเดินไม่ค่อยไหวต้องใช้ไม้เท้าช่วยเดินตลอดเวลา ซึ่งทั้งสองคน เลี้ยงควายไว้ทั้งหมด 3 ตัว โดยให้ชาวบ้านช่วยดูแลปล่อยไปหากินตามธรรมชาติ จนเกิดเหตุรถยนต์ ชนควายที่ตนเลี้ยงตาย กลายเป็นคดีความ และบริษัทประกันภัยได้เรียกเงินค่าเสียหายกว่า 200,000 บาท นายถนอมและนางพิน จึงขอยอมติดคุกเพราะไม่มีหนทางที่จะต่อสู้คดี เนื่องจากมีเงิน ติดตัวเพียง 3,000 บาท (เดลินิวส์, 2558) เมื่อผู้สูงอายุแต่ละคน ต่างมีสุขภาพร่างกาย ความรู้ การศึกษา และฐานะทาง เศรษฐกิจที่แตกต่างกัน บางคนอาจมีสภาพร่างกายและจิตใจที่ปกติ ทั้งยังมีความสามารถในการต่อสู้ คดีได้ด้วยตนเอง ดังนั้น การที่รัฐจะต้องคุ้มครองผู้ต้องหาที่เป็นผู้สูงอายุในคดีอาญาทุกคน ย่อมเป็น การสร้างภาระด้านค่าใช้จ่ายและทรัพยากรบุคคลให้แก่รัฐมากขึ้น การคุ้มครองผู้กระทำความผิดใน คดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ โดยใช้หลักเกณฑ์ของอายุเพียงอย่างเดียวเพื่อกำหนดสิทธิในการได้รับความ คุ้มครองจึงยังไม่เหมาะสม แต่ควรนำเงื่อนไขในเรื่องความบกพร่องของร่างกาย หรือจิตใจมาเป็น หลักเกณฑ์ในการพิจารณากำหนดสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่จะได้รับความ คุ้มครองด้วย 4.1.2 หลักเกณฑ์การกำหนดความบกพร่องทางร่างกาย คำว่า “บกพร่อง” ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน มีความหมายว่า ไม่ครบบริบูรณ์เท่าที่ควรมีควรเป็น เช่น ข้อความบกพร่อง ทำงานบกพร่อง ส่วนคำว่า “ร่างกาย” พจนานุกรม ฉบับไทย-ไทย ของอาจารย์เปลื้อง ณ นคร ให้ความหมายไว้ว่า หมายถึง ตัว หรือ รูปร่าง ดังนั้น จึงอนุมานได้ว่า คำว่า “บกพร่องทางร่างกาย” ตามความหมายในพจนานุกรมไทย หมายถึง การมีร่างกาย รูปร่าง ไม่ครบบริบูรณ์เท่าที่ควรมีควรเป็น
73 ความบกพร่องทางร่างกายของมนุษย์ (Physical impairments) มีความหมาย ทั่วไปว่า การมีความผิดปกติทางสภาพร่างกายหรือทางสรีรวิทยา ทำให้อวัยวะมีรูปร่างผิดรูปหรือเกิด ความสูญเสียทางกายวิภาคที่ส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ระบบประสาท ระบบ กล้ามเนื้อและกระดูก ระบบทางเดินหายใจ ระบบหัวใจและหลอดเลือด ทางเดินอาหาร น้ำเหลือง และต่อมไร้ท่อ (Access Computing - University of Washington, 2023) เมื่อพิเคราะห์ตามคำนิยามความหมายและข้อมูลในข้างต้น พอสรุปได้ว่า “ความ บกพร่องทางร่างกาย” หมายถึง “การมีความผิดปกติทางสภาพร่างกายหรือทางสรีรวิทยา ทำให้ อวัยวะมีรูปร่างผิดรูปหรือเกิดความสูญเสียทางกายวิภาคที่ส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย” ร่างกายของผู้สูงอายุนั้นมีความเสื่อมสภาพไปตามเวลา ก่อให้เกิดความบกพร่อง ทางร่างกายที่ชัดเจนกว่าคนในวัยหนุ่มสาวทั่วไป โดย รศ.ดร.จิราพร เกศพิชญวัฒนา และคณะ ได้อธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายในวัยสูงอายุ ไว้ดังนี้ 1. ผิวหนังของผู้สูงอายุจะแห้ง บางลง เหี่ยวย่น และหลุดลอกได้ง่าย เกิดจากไขมันใต้ผิวหนังลดลง ผิวแห้งทำให้เกิดอาการคันตามร่างกาย เมื่อผิวบางลงผู้สูงอายุจะหนาว ง่าย และเกิดรอยฟกช้ำหรือเกิดแผลได้ง่าย นอกจากนี้การรับสัมผัสที่ผิวหนังลดลงจะทำให้เสี่ยงต่อการ เกิดน้ำร้อนลวกได้ ง่ายต่อมเหงื่อเสียหน้าที่ทำให้ร่างกายระบายความร้อนไม่ดี จึงเกิดลมแดดได้ง่าย เซลล์สร้างเม็ดสีเสียหน้าที่ทำให้ผิวตกกระ ผมและขนสีจางลง จนกลายเป็นสีขาว 2. ผม จะมีสีขาวหรือเรียกว่า ผมหงอก เกิดจากรากผมไม่สร้างเม็ดสี อีกทั้งผมจะบางลงและหลุดร่วงง่าย 3. ริมฝีปาก ผู้สูงอายุจะมีริมฝีปากแห้งและลอกแตกง่าย ผู้สูงอายุควรใช้ ลิปสติกมันทาเพื่อให้ปากชุ่มชื้น และดูแลช่องปากให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อลดการสะสมของแบคทีเรีย 4. ฟัน ฟันหลุดหรือหักง่าย บดเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดทำให้ระบบทางเดิน อาหารทำงานหนัก บางคนจึงต้องใส่ฟันปลอม 5. การรับรสหรือรสชาติอาหารลดลง เมื่อผู้สูงอายุรับประทานอาหารจะ รับรสชาติของอาหารได้ไม่ดี บางครั้งอาจจะเติมน้ำตาลหรือน้ำปลาปรุงรสมากเกินไป ทำให้เกิดปัญหา สุขภาพต่าง ๆตามมา ดังนั้น เราควรช่วยดูแลไม่ให้ผู้สูงอายุปรุงอาหารด้วยน้ำตาลและน้ำปลามาก เกินไป 6. จมูก การได้กลิ่นต่าง ๆ ลดลง ไม่สามารถแยกกลิ่นที่คุ้นเคยได้ บางครั้ง อาจไม่ได้กลิ่นอาหารที่เริ่มบูดเน่า ผู้สูงอายุอาจรับประทานเข้าไปทำให้ท้องเสียได้ผู้สูงอายุควร รับประทานอาหารสดใหม่เสมอ และไม่ควรให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารที่ค้างคืนไว้นาน 7. สายตา ประสาทสัมผัสในการมองเห็นลดลง โดยเฉพาะ ในเวลากลางคืน หรือที่ที่มีแสงสว่างน้อย หยิบจับสิ่งของไม่ถูก เลนส์ตาแข็งขึ้น ความสามารถในการมองเห็นลดลง
74 บางรายมีสายตายาวมองในระยะใกล้ไม่ชัดเจน การแยกสีส้ม แดง เหลือง ได้ดีกว่าสีน้ำเงิน ม่วง เขียว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ อาจทำให้ผู้สูงอายุเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย ดังนั้น ควรระมัดระวัง การเดินในที่มีแสงสว่างน้อยหรือตอนมืด เก็บข้าวของให้เป็นระเบียบ ไม่ขวางทางเดิน 8. หู ประสาทการรับเสียงเสื่อมลง มีอาการหูตึง ได้ยินระดับเสียงต่ำชัด กว่าระดับเสียงสูงดังนั้น การใช้เสียงพูดคุยกับผู้สูงอายุควรพูดใกล้ๆ ไม่ใช้เสียงดัง ไม่ควรตะโกน แต่ควรพูดด้วยเสียงทุ้ม พูดช้าช้า และชัดเจน และควรดูแลไม่ให้ผู้สูงอายุใช้ของแหลม แคะหูเป็น อันขาด เพราะอาจเกิดอันตรายต่อเยื่อหูได้ ส่วนโรคภัยไข้เจ็บ ซึ่งเป็นความบกพร่องทางร่างกายในวัยของผู้สูงอายุ ได้แก่ โรคอัมพฤกษ์อัมพาต, โรคหลอดเลือดสมอง , โรคความดันโลหิตสูง, โรคเกาต์, โรคระบบทางเดิน ปัสสาวะ, โรคข้อเข่าเสื่อม, โรคกระดูกพรุน, โรคตา, โรคไต, โรคหูตึง และ โรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ความบกพร่องทางร่างกายของผู้สูงอายุที่ควรได้รับการคุ้มครอง สิทธิในการสอบสวนหรือพิจารณาคดีอาญา ควรเป็นความบกพร่องทางร่างกายที่เป็นอุปสรรคต่อการ สอบสวนและการพิจารณาคดีอย่างชัดเจนด้วย ตัวอย่างเช่น ความเสื่อมของสายตาโดยประสาทสัมผัส ในการมองเห็นลดลง ทำให้การมองเห็นด้อยกว่าคนปกติทั่วไป และเสื่อมของประสาทการรับเสียง เสื่อมลง มีอาการหูตึง ได้ยินระดับเสียงต่ำชัดกว่าระดับเสียงสูง รวมไปถึงการเจ็บป่วยเรื้อรังหรือการมี โรคประจำตัวของผู้สูงอายุ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไต โรคเบาหวาน เป็นต้น รวมไปถึงการไม่มี ความสามารถจัดการตนเองได้เพราะมีอวัยวะที่ไม่สมส่วน ผิดรูป หรือพิการ ซึ่งความบกพร่องทาง ร่างกายเหล่านี้ อาจทำให้เกิดผลกระทบต่อความสามารถในการต่อสู้คดีได้ คือ การมองเห็นและการได้ ยินยากที่ลำบาก ทำให้เกิดความยากในการสื่อสารทำความเข้าใจในข้อเท็จจริงและสาระสำคัญของ ข้อหา หรือโรคทางกายอาจทำให้เกิดความลำบากเกินไปในขั้นตอนการดำเนินการคดีที่ยาวนาน ซึ่งอาจทำให้ผู้สูงอายุเกิดความเครียด วิตกกังวล และอาการป่วยทรุดหนักลงกว่าเดิมจนไม่สามารถ ดำเนินคดีต่อไปได้ 4.1.3 หลักเกณฑ์การกำหนดความบกพร่องทางจิตใจ ความบกพร่องทางจิตใจควรมีหมายความว่าอย่างไรนั้น เมื่อพิจารณา พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 ให้นิยามคำว่า “ความผิดปกติทางจิต” ไว้หมายความว่า อาการผิดปกติของจิตใจที่แสดงออกมาทางพฤติกรรม อารมณ์ ความคิด ความจำ สติปัญญา ประสาท การรับรู้ หรือการรู้เวลา สถานที่ หรือบุคคล รวมทั้งอาการผิดปกติของจิตใจที่เกิดจากสุราหรือสารอื่น ที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ความผิดปกติทางจิตในกฎหมายฉบับนี้หมายรวมถึงความผิดปกติทาง จิตในบางกลุ่มเท่านั้น มิได้หมายถึงความผิดปกติทุกประเภท (Mental Disorder) ซึ่งกลุ่มที่น่าจะอยู่ ในความหมายของความผิดปกติทางจิตตามนิยามข้างต้น ได้แก่
75 1. กลุ่มความผิดปกติทางจิตที่เกิดจากพยาธิสภาพของสมอง ( Organic, including symptomatic, mental disorder) เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคซึมเศร้า 2. กลุ่มความผิดปกติทางจิตที่เป็นโรคจิตเภทและหลงผิด (Schizophrenia, schizotypal and delusional disorders) เช่น คิดว่ามีคนปองร้าย คิดว่าตนเอง ถูกควบคุมจากอำนาจภายนอก, การสื่อสาร พูดสับสน ไม่ปะติดปะต่อ, กระวนกระวาย หรือขาดความ กระตือรือร้น เฉื่อยชา 3. กลุ่มความผิดปกติทางอารมณ์ (Mood or Affective disorders) เช่น อาการไบโพลาร์ 4. กลุ่มปัญญาอ่อน (Mental Retardation) เช่น เชาว์ปัญญาต่ำกว่าวัย 5. กลุ่มความผิดปกติทางจิตและพฤติกรรมที่เกิดจากการใช้สุราและสาร ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ซึ่งรวมยาเสพติดทั้งหลายด้วย ส่วนปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ได้แก่ ภาวะอารมณ์แปรปรวน ภาวะ เครียด วิตกกังวล โรคอัลไซเมอร์ และโรคซึมเศร้า ที่มักจะมีอาการมากกว่าบุคคลในวัยหนุ่มสาว อย่างไรก็ตามความบกพร่องทางจิตใจของผู้สูงอายุดังกล่าวนี้ ไม่ควรถึงขั้นเป็น ผู้วิกลจริต เพราะ ผู้วิกลจริตมีสิทธิได้รับความคุ้มครองในระหว่างทำการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง หรือ พิจารณา อยู่แล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 14 กล่าวคือ ในกรณีที่ผู้ต้องหา หรือจำเลยเป็นผู้วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ให้งดการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณาไว้ จนกว่าผู้นั้นหายวิกลจริตหรือสามารถจะต่อสู้คดีได้ และให้มีอำนาจส่งตัวผู้นั้นไปยังโรงพยาบาลโรคจิต หรือมอบให้แก่ผู้อนุบาล ผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้อื่นที่เต็มใจรับไปดูแลรักษาก็ได้ตามแต่จะ เห็นสมควร เมื่อความคุ้มครองผู้สูงอายุซึ่งมีความบกพร่องทางจิตใจที่ได้เสนอในหัวข้อการ วิจัยนี้ ไม่ควรหมายความรวมถึงผู้มีอาการวิกลจริต จึงต้องพิเคราะห์ว่าความเป็นผู้วิกลจริต ที่จะไม่ได้ รับความคุ้มครองนี้ มีหลักในการแยกแยะลักษณะอาการวิกลจริตออกจากผู้มีความบกพร่องทางจิตใจ อย่างไร คำว่า “วิกลจริต” ในทางวิชานิติศาสตร์ ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ ให้ความหมายไว้หมายถึง บุคคลที่จิตใจไม่ปกติ ไม่เพียงแค่จิตฟั่นเฟือน ไม่ว่าจะเกิดจากโรคหรือโดย กำเนิดก็ตาม แต่ต้องถึงขนาดไม่สามารถใช้สติตัดสินได้ว่าอะไรถูกหรือผิด ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดความ เสียหายแก่ทรัพย์สินหรือฐานะของเขา บุคคลวิกลจริตนี้จึงต้องมีอาการอย่างหนักจนไม่สามารถจัดการ งานของเขาไปได้ในทางที่ควร (จิตติ ติงศภัทิย์, หน้า 700-702) ส่วนคำว่า “วิกลจริต” ตามแนวคำวินิจฉัยของศาลนั้น ศาลฎีกาได้กล่าวถึง ความหมายของคำว่า “วิกลจริต” ไว้เช่นกัน ดังปรากฏตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5466/2537
76 ซึ่งวินิจฉัยว่า คำว่าบุคคลวิกลจริตนั้น มิได้หมายเฉพาะถึงบุคคลผู้มิจิตผิดปกติ หรือตามที่เข้าใจกันทั่ว ๆ ไปว่าเป็นบ้าเท่านั้นไม่ แต่หมายรวมถึงบุคคลผู้มีกิริยาอาการผิดปกติเพราะสติวิปลาส คือ ขาดความ รำลึก ขาดความรู้สึก และขาดความรับผิดชอบด้วย ผู้ร้องพูดจารู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ซึ่งแพทย์ให้ การวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมองฝ่อหรือสมองเสื่อมขั้นรุนแรงไม่สามารถรักษาให้หายได้ตลอดจนไม่อาจ ปฏิบัติภารกิจส่วนตัวได้ พอถือได้ว่าเป็นบุคคลวิกลจริตตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 65 ก็ได้บัญญัติถึงอาการที่ถือว่า “วิกลจริต” ไว้เช่นกันซึ่งมีผลทำให้การกระทำความผิดอาญาได้รับการยกเว้นความผิด ดังนี้ 1. “จิตบกพร่อง” คือสมองบกพร่อง ตัวอย่างเช่น จำเลยเป็นคนปัญญา อ่อน แต่ได้ความจากแพทย์ผู้รักษาจำเลยว่า จำเลยเป็นโรคคริทิน ซึ่งเกิดจากการขาดไทรอยด์ ฮอร์โมนมาแต่กำเนิด การเจริญเติบโตทางกายและสติปัญญาช้ากว่าอายุจริง จำเลยเดินได้เมื่ออายุ 7 ปี พูดประโยคได้เมื่ออายุ 9 ปีเมื่ออายุ 11 ปี 11 เดือน มีความสามารถทางสติปัญญาเท่ากับเด็ก 5 ปี มีระดับไอคิวต่ำกว่าเด็กปกติ เรียนซ้ำชั้นประถมปีที่ 1 อยู่เป็นเวลา 5 ปีจากการตรวจก่อนเกิด เหตุสองเดือนสติปัญญายังช้า แพทย์ยืนยันว่าจำเลยไม่รู้จักเหตุผล ไม่มีการวางแผน ไม่มีความ รับผิดชอบ จะต้องรักษาตัวตลอดชีวิตไม่มีทางหายขาดได้ทั้งปรากฏว่าจำเลยไม่ชอบเล่นกับเด็กวัย เดียวกัน ดังนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยกระทำความผิดไปในขณะที่ไม่สามารถรู้ผิดชอบเพราะจิต บกพร่องด้วยป่วยเป็นโรคปัญญาอ่อนมาแต่กำเนิด จึงไม่ต้องรับโทษ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3106/2535) 2. “โรคจิต” คือสมองเป็นโรค จำเลยป่วยเป็นโรคจิตจากพิษสุรากำเริบ มีอาการประสาทหลอนกลัวจะถูกทำร้าย ขณะคุยกับภริยา จำเลยใช้มีดฟันคอและทำร้ายผู้ตาย มีคน พบจำเลยนั่งงุนงงอยู่ใกล้ ๆ ดังนี้ ศาลเห็นว่าจำเลยกระทำความผิดขณะไม่สามารถรู้ผิดชอบ ไม่สามารถบังคับตนเองได้เพราะโรคจิตจากพิษสุรา จำเลยไม่ต้องรับโทษ (ฎีกาที่ 371/2527) 3. “จิตฟั่นเฟือน” คือสมองแปลผิด ทำให้เกิดจิตหลอน หูแว่ว หวาดระแวง หรือ กลัวว่าจะมีคนมาทำร้าย (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4533/2545 และ ที่ 809/2548) (ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ, 2559, หน้า 174-175) จากการศึกษาเกี่ยวกับความวิกลจริตตามข้างต้น คณะผู้วิจัยเห็นว่า ขอบเขตของ ความ “วิกลจริต” ที่จะนำมาเป็นหลักเกณฑ์ในการแยกแยะจาก “ความบกพร่องทางจิตใจ” คือ ผู้วิกลจริต หมายถึง เป็นบุคคลผู้มีจิตผิดปกติมีสติวิปลาส คือ ขาดความรำลึก ขาดความรับผิดชอบ และไม่สามารถใช้สติตัดสินได้ว่าอะไรถูกหรือผิด ซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินหรือ ฐานะของเขา หรือไม่สามารถจัดการงานของเขาไปได้ในทางที่ควร ดังนั้น ความบกพร่องทางจิตใจที่ ไม่เข้าข่ายเป็นผู้วิกลจริตดังกล่าว จึงเป็นเกณฑ์ที่นำมากำหนดขอบเขตการได้รับความคุ้มครองในที่นี้ ได้ เช่น
77 - กลุ่มความผิดปกติทางจิตที่เกิดจากพยาธิสภาพของสมองบางอย่าง ได้แก่ โรคอัลไซเมอร์ โรคซึมเศร้า - กลุ่มโรควิตกกังวล เช่น โรคแพนิค โรคกลัวสังคม โรคกลัวที่แคบ โรคย้ำคิดย้ำทำ - กลุ่มโรคที่เกี่ยวกับอารมณ์ เช่น โรคไบโพลาร์ โรคฮิสทีเรีย - กลุ่มสุขภาพจิตในวัยผู้สูงอายุ เช่น วัยทอง สมาธิสั้น โรคเครียด สติปัญญาถดถอย การสื่อสารไม่รู้เรื่อง จากการศึกษา พอสรุปได้ว่า “ความบกพร่องทางจิตใจ” ของผู้สูงอายุที่จะได้รับ การคุ้มครองสิทธิในการสอบสวนหรือพิจารณาคดีอาญา ควรหมายถึง “อาการผิดปกติของจิตใจที่ แสดงออกมาทางพฤติกรรม อารมณ์ ความคิด ความจำ สติปัญญา ประสาท การรับรู้ รวมทั้งอาการ ผิดปกติของจิตใจที่เกิดจากสุราหรือสารอื่นที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท และต้องไม่มีอาการถึงขั้น เป็นผู้วิกลจริต” ความบกพร่องทางจิตใจของผู้สูงอายุนั้น ถือเป็นอุปสรรคต่อการสอบสวนและ พิจารณาคดีได้ โดยเมื่อผู้สูงอายุตกเป็นผู้ต้องหาหรือจำเลย อาจเกิดความเครียดที่สูงกว่าคนปกติจน นำไปสู่โรคซึมเศร้าหรือโรคทางจิตอื่น ๆ ที่รุนแรงกว่า หรือความวิตกกังวล หวาดกลัว ที่มากเกินไป เหล่านี้อาจนำไปสู่การให้ปากคำที่คาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง การยอมรับสารภาพในบางข้อหาที่ตน มิได้กระทำ หรือการไม่มีความรู้สึกอยากต่อสู้คดี เพราะเกิดความสิ้นหวัง ความกลัว หรือความไม่รู้ อันเนื่องมาจากภาวะทางจิตที่บกพร่อง ซึ่งความบกพร่องเหล่านี้หากไม่ได้รับการคุ้มครองหรือดูแลใน การสอบสวนและการพิจารณาคดี อาจทำให้เกิดผลเสียในทางคดีต่อตัวผู้กระทำความผิดเอง เมื่อศึกษาถึงการนิยามความหมายคำว่า “ความบกพร่อง” ของบุคคลในคดีอาญา ตามกฎหมายต่างประเทศ พบว่าในกฎหมายว่าด้วยอำนาจและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปี 2000 (Police Powers and Responsibilities Act 2000) ของประเทศออสเตรเลีย มีการนิยาม คำว่า “ผู้มีความบกพร่อง” (impaired capacity) ไว้หมายความว่า “เป็นบุคคลซึ่งมีความสามารถ บกพร่องในการดูแลหรือจัดการผลประโยชน์ของตน เพราะเหตุจากการเป็นผู้ได้รับความ กระทบกระเทือนทางจิต หรือเป็นผู้มีความเจ็บป่วย หรือเป็นโรค ซึ่งส่งผลต่อกระบวนการคิด การรับรู้ อารมณ์ หรือการตัดสินใจ หรือที่ส่งผลให้พฤติกรรมผิดปกติ” เมื่อพิเคราะห์นิยามความบกพร่องตาม บทกฎหมายดังกล่าวนี้ เห็นได้ว่า ความบกพร่องของบุคคลในกฎหมายประเทศออสเตรเลียหมายความ รวมทั้งความบกพร่องทางร่ายกายหรือจิตใจ แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือ ความบกพร่องเช่นว่านี้จะต้องมีผล ต่อความสามารถในการดูแลหรือจัดการผลประโยชน์ของตนด้วย ซึ่งมีความสอดคล้องกับที่คณะผู้วิจัย ได้ทำการศึกษาไว้ กล่าวคือ ความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจของผู้สูงอายุที่จะได้รับความคุ้มครอง นี้จะต้องมีผลต่อความสามารถหรือเป็นอุปสรรคในการต่อสู้คดีของผู้กระทำความผิดด้วย
78 4.1.4 การกำหนดนิยามคำว่าผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ จากการศึกษาข้อมูลและกฎหมาย คณะผู้วิจัยมีความเห็นว่า “ผู้สูงอายุ” ที่ควร ได้รับการคุ้มครองเมื่อตกเป็นผู้กระทำความผิดในคดีอาญา ควรเป็นบุคคลซึ่งมีอายุ60 ปีบริบูรณ์ขึ้น ไป ตามเกณฑ์ของกฎหมายประเทศไทย และผู้สูงอายุนั้นต้องมีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจที่ ไม่ถึงขั้นเป็นผู้วิกลจริต รวมทั้งความบกพร่องเช่นว่านี้อาจมีผลกระทบต่อความสามารถในการต่อสู้คดี ด้วย คณะผู้วิจัยจึงขอเสนอให้มีการกำหนดนิยามคำว่า “ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่อง ทางร่างกายหรือจิตใจ” ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 โดยให้มีความหมายว่า “บุคคลผู้มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป และมีความผิดปกติทางร่างกาย สรีรวิทยา ทำให้อวัยวะผิดรูปหรือ สูญเสียทางกายวิภาคที่ส่งผลกระทบต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย หรือมีความผิดปกติของจิตใจที่ แสดงออกทางพฤติกรรม อารมณ์ ความคิด ความจำ สติปัญญา ประสาท การรับรู้ แต่ไม่ถึงขั้นเป็นผู้ วิกลจริต และความบกพร่องนี้มีผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินคดีอาญาด้วย” (พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 มาตรา 3, www.washington.edu/accesscomputing/whatphysical-or-mental-impairment,University of Washington,The AccessComputingproject, พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 มาตรา 3, POLICE POWERS AND RESPONSIBILITIES ACT 2000 PART 1 - GENERAL) 4.2 สิทธิการมีทนายความและการสอบปากคำของผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุที่มี ความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจในชั้นสอบสวน ผู้สูงอายุย่อมมีความเสื่อมสภาพของร่างกาย มีความเสื่อมของอวัยวะต่าง ๆ ทั้งการ มองเห็น การได้ยิน การเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าลง สติปัญญาที่ถดถอย และมักจะมีโรคที่เกิดขึ้นเนื่องจาก ความเป็นผู้สูงอายุ ตัวอย่างโรคในผู้สูงอายุที่พบบ่อย เช่น โรคอัมพฤกษ์อัมพาต โรคอัลไซเมอร์ โรคสมองเสื่อม หรือโรคหลอดเลือดสมอง โรคเกาต์โรคระบบทางเดินปัสสาวะ โรคข้อเข่าเสื่อม โรคกระดูกพรุน โรคตาที่ผู้สูงอายุเป็นกันมาก โรคไต โรคความดันโลหิตสูง และ โรคหัวใจขาดเลือด เป็นต้น ในด้านสภาพจิตใจของผู้สูงอายุ มักจะมีอารมณ์และจิตใจที่ไวต่อการกระตุ้นจากสิ่งเร้า ทั้งภายนอกและภายใน จนนำไปสู่ปัญหาด้านสุขภาพจิตและปัญหาเรื้อรังอื่น ๆ ได้ วัยสูงอายุจึงถือ เป็นวัยที่มีความเปราะบางมาก ซึ่งสาเหตุที่มีผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุอาจมีหลายสาเหตุ เช่น การสูญเสียและพลัดพรากจากบุคคลอันเป็นที่รัก ความรู้สึกเศร้าและกังวลในชีวิต การสูญเสีย สถานภาพและบทบาททางสังคม การรู้สึกว่าตนเองมีความสามารถลดลงและต้องเป็นภาระของผู้อื่น
79 เป็นต้น ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ทำให้ผู้สูงอายุมักจะปลีกตัวออกจากผู้คน ตามทฤษฎีการถอนตัวออกจาก สังคม (Disengagement Theory) มีผลให้ผู้สูงอายุมีความรู้สึกเหงา กลัวถูกทอดทิ้ง อยากได้รับความ สนใจ ซึ่งทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตในผู้สูงอายุตามมา ได้แก่ ภาวะอารมณ์แปรปรวน เครียด วิตกกังวล โรคจิตเภท โรคสมองเสื่อม หรืออาการหลงผิดคิดว่าตนป่วย เป็นต้น ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ เมื่อตกเป็นผู้กระทำความผิดใน คดีอาญาอาจต้องประสบปัญหาในการดำเนินคดีตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการยุติธรรม กล่าวคือ ในชั้นสอบสวนคดีอาญาหากผู้สูงอายุมีปัญหาในการสื่อสารกับพนักงานสอบสวนเนื่องจากการไม่เข้าใจ ความหมายถ้อยคำ การนึกคำพูดที่ตรงกับข้อเท็จจริงไม่ออก การหลงลืมเหตุการณ์ทำให้คำให้การคาด เคลื่อนไปจากความจริง ซึ่งเป็นผลจากการทำงานของสมองที่ผิดปกติหรือเชาว์ปัญญาต่ำจนไม่เข้าใจ สิทธิในกระบวนการยุติธรรม และเมื่อถูกควบคุมตัวเพื่อการสอบสวน อาจเกิดความเครียด หวาดกลัว มากกว่าคนปกติทั่วไป จนสภาพจิตใจไม่มีความพร้อมต่อการสอบคำให้การได้ หากกระบวนการ สอบสวนต้องประสบปัญหาเหล่านี้ ย่อมมีผลทำให้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในสำนวนคดี คลาดเคลื่อนไป ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาในการพิจารณาสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการดำเนินคดี ในชั้นศาลต่อไปได้ดังนั้น เมื่อผู้กระทำความผิดในคดีอาญาเป็นผู้สูงอายุซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกาย หรือจิตใจ จึงควรมีมาตรการทางกฎหมาย เพื่อการคุ้มครองสิทธิในชั้นสอบสวนด้วย เมื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีมาตรการ คุ้มครองผู้กระทำความผิดที่มีความบกพร่องในชั้นการถามปากคำของเจ้าพนักงานตำรวจ และยังได้ กำหนดให้ ความแก่ชรา ถือเป็นความบกพร่องทางจิตใจ (mental impairment) อีกด้วย (CRIMINAL CODE ACT 1995 Section 7.3 (8)) ซึ่งมาตรการคุ้มครองผู้กระทำความผิดที่มีความ บกพร่องในการถามปากคำ เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจและความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ ตำรวจ ปี 2000 (Police Powers and Responsibilities Act 2000) ส่วนที่3 เรื่อง ข้อกำหนดพิเศษ สำหรับการถามปากคำบุคคลเฉพาะหรือบุคคลกลุ่มเปราะบาง โดยหากเจ้าหน้าที่ตำรวจสงสัยว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้ที่มีความบกพร่อง (impaired capacity) จะยังไม่ถามคำให้การจนกว่าจะอนุญาตให้มี บุคคลที่สามารถให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหาในการตอบคำถาม และบุคคลดังกล่าวจะต้องอยู่ด้วยใน ขณะที่ถามคำให้การ และหากพบว่าผู้ต้องหาบกพร่องในเรื่องความสามารถ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะต้อง หยุดถามคำให้การเป็นการชั่วคราว สำหรับประเทศไทยแม้จะมีประกาศกระทรวงยุติธรรม เรื่อง การให้คำแนะนำ ปรึกษา และดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องในทางคดีสำหรับผู้สูงอายุ พ.ศ. 2556 ซึ่งเกี่ยวกับการให้บริการ ผู้สูงอายุในเรื่องการให้ความรู้ตามกฎหมาย ให้คำปรึกษา แนะนำ และให้ความช่วยเหลือทางกฎหมาย และคดีที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ รวมทั้งสนับสนุนเงินหรือคำใช้จ่ายอื่น ๆ ตามความจำเป็น แต่ประกาศ กระทรวงดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดแนวทางปฏิบัติของกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในการให้
80 ความช่วยเหลือผู้สูงอายุเอาไว้เท่านั้น มิใช่กฎหมายหรืออนุบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการ ดำเนินคดีอาญา และมิใช่มาตรการในการคุ้มครองสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ โดยตรง ในกลุ่มของผู้กระทำความผิดที่มีความบกพร่องหรือกลุ่มเปราะบาง ประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญาของประเทศไทยมีบทบัญญัติคุ้มครองบุคคลเหล่านี้ในการสอบสวนหรือพิจารณา คดีเช่นกัน ตามมาตรา 14, มาตรา 133 ทวิ, มาตรา 134/1 และมาตรา 134/2 กล่าวคือ ในการ สอบสวนผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้วิกลจริต ตามมาตรา 14 ถ้าพนักงานสอบสวนเห็นว่าผู้ต้องหาเป็นผู้ วิกลจริตและไม่สามารถต่อสู้คดีได้ ให้งดการสอบสวนไว้จนกว่าผู้นั้นหายวิกลจริตหรือสามารถจะต่อสู้ คดีได้ ส่วนการสอบสวนผู้กระทำความผิดที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี มีวิธีปฏิบัติในการ สอบปากคำ คือ ต้องดำเนินการตาม มาตรา 134/2 ประกอบมาตรา 133 ทวิ โดยให้พนักงาน สอบสวนแยกกระทำเป็นส่วนสัดในสถานที่ที่เหมาะสมสำหรับเด็ก และให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคม สงเคราะห์ บุคคลที่เด็กร้องขอ และพนักงานอัยการร่วมอยู่ด้วยในการสอบปากคำเด็กนั้น และในกรณี ที่นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์เห็นว่าการสอบปากคำเด็กคนใดหรือคำถามใด อาจจะมีผล กระทบกระเทือนต่อจิตใจเด็กอย่างรุนแรง ให้พนักงานสอบสวน ถามผ่านนักจิตวิทยาหรือนักสังคม สงเคราะห์เป็นการเฉพาะตามประเด็นคำถามของพนักงานสอบสวน โดยมิให้เด็กได้ยินคำถามของ พนักงานสอบสวนและห้ามมิให้ถามเด็กซ้ำซ้อนหลายครั้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร และก่อนสอบปากคำ พนักงานสอบสวนต้องสอบถามเรื่องทนายความเมื่อผู้กระทำความผิดเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีในทุก คดี ส่วนบุคคลอายุเกิน18 ปีพนักงานสอบสวนต้องถามเรื่องทนายความ เฉพาะในคดีที่มีโทษประหาร ชีวิต และคดีที่มีโทษจำคุกตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 134/1 อย่างไรก็ตามความคุ้มครองดังกล่าวข้างต้นนี้ ใช้กับผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคล วิกลจริตหรือที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี เท่านั้น ไม่รวมถึงผู้กระทำความผิดที่มีความบกพร่องอย่างอื่น หรือผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจด้วย ดังเช่นคำพิพากษา ฎีกาที่ 5922/2562 ที่วินิจฉัยว่า “การสอบปากคำผู้เสียหายซึ่งมีความบกพร่องทางสติปัญญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติวิธีการสอบสวนไว้เป็นการเฉพาะเหมือนดังเช่น การสอบปากคำผู้เสียหายที่เป็นเด็กอายุยังไม่เกิน 18 ปีในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ตามมาตรา 133 ทวิ ว่าจะต้องมีสหวิชาชีพอยู่ร่วมด้วยในการสอบปากคำเด็กนั้นด้วย พนักงานสอบสวนชอบที่จะ ใช้วิธีการสอบปากคำผู้เสียหายซึ่งมีความบกพร่องทางสติปัญญาเช่นเดียวกับการสอบปากคำบุคคล ปกติ” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บทบัญญัติมาตรา 133 ทวิ ในเรื่องการ สอบปากคำเด็กในฐานะเป็นผู้เสียหายหรือพยาน ถูกเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม
81 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 20) พ.ศ. 2542 ซึ่งมีเหตุผลประการหนึ่งในการ ประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้คือ เนื่องจากการสอบปากคำเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีในฐานะเป็น ผู้เสียหายหรือพยานในชั้นสอบสวน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดวิธีปฏิบัติไว้ เช่นเดียวกับกรณีของผู้ใหญ่ โดยในชั้นสอบสวน พนักงานสอบสวนยังมีความชำนาญในด้านจิตวิทยา เด็กไม่เพียงพอ รวมทั้งมิได้คำนึงถึงสภาพร่างกายและจิตใจของเด็กที่อ่อนแอเท่าที่ควรและการใช้ ภาษากับเด็กยังไม่เหมาะสม อันเป็นเหตุให้การสอบปากคำเด็กส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็ก และส่งผลให้การสอบสวนคลาดเคลื่อน ส่วนบทบัญญัติมาตรา 134/1 เรื่องการจัดทนายความให้แก่ผู้ต้องหาเด็ก, มาตรา 134/2 เรื่องการสอบปากคำผู้ต้องหาเด็ก และมาตรา 173 เรื่องบทบังคับให้ศาลจัดตั้งทนายความให้แก่จำเลย ที่เป็นเด็ก ถูกเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ฉบับที่ 22) พ.ศ. 2547 ซึ่งเหตุผลประการหนึ่งในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจาก ผู้ต้องหาและจำเลยย่อมมีสิทธิได้รับการสอบสวนหรือการพิจารณาคดีด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และ เป็นธรรม รวมทั้งมีสิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐด้วยการจัดหาทนายความให้ เมื่อพิจารณาเหตุผลในการประกาศใช้บทบัญญัติ มาตรา 133 ทวิ, มาตรา 134/1, มาตรา 134/2 และมาตรา 173 ดังที่ได้กล่าวในข้างต้น จะเห็นได้ว่าผู้ตรากฎหมาย จัดให้ผู้เสียหาย, พยาน หรือผู้ต้องหาที่เป็นเด็ก เป็นบุคคลที่มีสภาพร่างกายและจิตใจที่อ่อนแอแตกต่างกับผู้ใหญ่ จึงไม่ ควรใช้วิธีปฏิบัติในการสอบปากคำเช่นเดียวกับกรณีของผู้ใหญ่ และผู้ต้องหาหรือจำเลยที่เป็นเด็ก มี สิทธิได้รับความช่วยเหลือจากรัฐด้วยการจัดหาทนายความให้ เช่นนี้ เมื่อผู้กระทำความผิดที่เป็น ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ก็เป็นบุคคลที่มีสภาพร่างกายและจิตใจที่อ่อนแอไม่ ต่างไปจากผู้กระทำความผิดที่เป็นเด็กเช่นกัน จึงควรใช้วิธีการสอบปากคำเช่นเดียวกับเด็ก และควร ได้รับสิทธิในการจัดหาทนายความให้เช่นเดียวกัน ซึ่งเป็นไปตามหลักความเสมอภาคที่ว่า ต้องปฏิบัติ ต่อสิ่งที่มีสาระสำคัญเหมือนกันอย่างเท่าเทียมกัน และต้องปฏิบัติต่อสิ่งที่มีสาระสำคัญแตกต่างกัน ให้แตกต่างกันไปตามลักษณะของเรื่องนั้น ๆ (บรรเจิด สิงคะเนติ, 2543, หน้า 2) เพื่อให้สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 27 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติไว้ว่า “บุคคลย่อม เสมอกันในกฎหมาย มีสิทธิและเสรีภาพและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน” ในการสอบปากคำผู้กระทำความผิดที่มีความบกพร่องหรือเป็นกลุ่มเปราะบาง มีความ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์อยู่คอยช่วยเหลือ เพราะว่า นักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้มีบทบาทในกระบวนการยุติธรรมทางอาญาในฐานะที่เป็นผู้สืบเสาะหา ข้อมูล หรือวิเคราะห์สภาพจิตใจของผู้กระทำความผิดที่มีผลกระทบในคดีอาญา หรือเป็นสาเหตุของ การกระทำความผิด และยังมีบทบาทในการร่วมค้นหาความจริงทั้งในขั้นตอนของการสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้อง และพิจารณา โดยเหตุผลที่ว่า นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์นั้นจะเป็นผู้ที่เข้าใจ
82 และพร้อมที่จะสอบถามผู้กระทำความผิดได้โดยไม่ทำให้เกิดความตกใจ ตื่นกลัว และสามารถให้ ปากคำได้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นก็จะเป็นผู้ที่คอยให้คำแนะนำแก่ผู้ที่ศาลมีคำพิพากษาให้อยู่ในการคุม ประพฤติหรือกักขัง เพื่อให้บุคคลดังกล่าวได้รับการฟื้นฟูจิตใจหรือปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของ สังคม แต่ในการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาดังกล่าวข้างต้น กลับแก้ไขให้มีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์คอยช่วยเหลือเฉพาะในการสอบปากคำผู้กระทำ ความผิดที่เป็นเด็กมีอายุไม่เกิน 18 ปีเท่านั้น ไม่รวมไปถึงผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือ จิตใจด้วย (ณรงค์ ใจหาญ, 2565, หน้า 121-122) การสอบสวนผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ พนักงานสอบสวนยังมีความชำนาญในด้านจิตวิทยาผู้สูงอายุไม่เพียงพอ รวมทั้งการสอบสวนอาจมิได้ คำนึงถึงสภาพร่างกายและจิตใจของผู้สูงอายุที่อ่อนแอ ทั้งการใช้ภาษากับผู้สูงอายุอาจยังไม่เหมาะสม เป็นเหตุให้การสอบปากคำส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของผู้สูงอายุและส่งผลให้การสอบสวน คลาดเคลื่อนไปได้ ดังนั้น นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ ควรเข้ามามีบทบาทในการสอบปากคำ ผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ เพื่อสืบเสาะหาข้อมูล หรือ วิเคราะห์สภาพจิตใจ ที่เป็นสาเหตุของการกระทำความผิด และช่วยฟื้นฟูจิตใจ หรือปรับตัวผู้กระทำ ความผิดที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจไม่ให้เกิดความกลัว วิตกกังวล และ เข้าใจกระบวนการดำเนินคดีอาญาต่อไป อย่างไรก็ตาม การสอบปากคำผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุซึ่งมีความบกพร่องทาง ร่างกายหรือจิตใจ นอกจากจำเป็นต้องมีนักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์อยู่ร่วมด้วยแล้ว ควรจัด ให้มีทนายความคอยช่วยเหลือเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีด้วย เนื่องจาก ทนายความเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการช่วยพนักงานสอบสวน หรือศาลในการค้นหาความจริง และ นำเสนอข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์แก่คดี ซึ่งทนายความนั้นถือเป็นผู้มีความรู้ทั้งในข้อกฎหมาย และ แนวทางในการซักข้อเท็จจริงเพื่อให้คดีแจ่มกระจ่าง (ณรงค์ ใจหาญ, 2565, หน้า 105) ดังนั้น การมี ทนายความจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาสิทธิและช่วยค้นหาความจริงในคดีให้แก่ผู้กระทำ ความผิดที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134/1 กำหนดให้พนักงาน สอบสวนต้องจัดหาทนายความให้แก่ผู้ต้องหาก็ตาม แต่เป็นบทบังคับเฉพาะในคดีที่มีโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุไม่เกินสิบแปดปีเท่านั้น ส่วนในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก พนักงานสอบสวนมี หน้าที่ต้องจัดหาทนายความให้เฉพาะกรณีที่ผู้ต้องหาต้องการทนายความเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากผู้กระทำความผิดในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ
83 แล้ว อาจเกิดกรณีที่ผู้กระทำความผิด ไม่เข้าใจถึงความสำคัญของการมีทนายความ หรืออาจถูกจูงใจ ให้ปฏิเสธการขอทนายความในชั้นสอบสวนได้ ตัวอย่างเช่น คดีการทวงคืนผืนป่าในเทศบาลตำบลอิสาณ อำเภอเมือง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งชาวบ้านในพื้นที่ ถูกหน่วยงานของรัฐให้ออกจากที่ดินซึ่งได้อยู่อาศัยอยู่มานานจนกระทั่งมี บ้านเลขที่ มีน้ำประปาและไฟฟ้าใช้อย่างถูกต้อง และอยู่อาศัยมาตั้งแต่ก่อนการประกาศขึ้นทะเบียน ที่ดินสาธารณประโยชน์ โดยชาวบ้านให้ข้อมูลกับนักข่าวว่า ไม่ได้รับการชี้แจงเรื่องการช่วยเหลือใด ๆ จากหน่วยงานของรัฐเลย และในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2559 ตำรวจออกหมายเรียกนางหล่า ทวีทรัพย์ อายุ 67 ปี ให้ไปที่สถานี ตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะ ซึ่งนางหล่า กล่าวกับนักข่าวว่า “ยายเขียนหนังสือไม่ได้ เขาก็จับมือยายไปแตะโป้ง ยายก็งง ก็ทำตาม เขาไปโดยไม่รู้” และต่อมานางหล่า ถูกส่งตัวไปยังศาลจังหวัดบุรีรัมย์ และได้ยอมรับสารภาพในชั้น พิจารณา เนื่องจากตนเองนั้นยากจนและไม่อยากติดคุก นางหล่า กล่าวกับนักข่าวว่า “ตำรวจบอกยาย ว่า ถ้าอยู่ในศาลยายยอมรับเลยนะ ยายก็ไม่รู้เรื่อง ยายก็ยอมรับ ยายก็กลัว คิดว่าถ้าเราติดคุก จะทำ ยังไง” แต่ทว่าในเรื่องนี้ รองผู้กำกับการ (สอบสวน) สถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ กล่าวกับนักข่าว ว่า “พนักงานสอบสวนทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง โดยก่อนการแจ้งข้อกล่าวหาและสอบปากคำต้องมี การสอบถามเรื่องทนายความก่อน และอธิบายให้ผู้ต้องหาฟังว่าเขากระทำผิดอะไร ซึ่งหากผู้ต้องหา ปฏิเสธข้อกล่าวหา ก็สามารถยกข้อต่อสู้ในศาลก็ได้” (BBC News ไทย, 2560) เมื่อพิเคราะห์ข่าวดังกล่าวนี้ มีข้อสงสัยว่า อาจเกิดปัญหาเรื่องการสื่อสาร และการขาด ความรู้ความเข้าใจในการดำเนินคดีขึ้นในระหว่างการสอบสวน เนื่องจากนางหล่าเกิดความหวาดกลัว มากและมีเชาว์ปัญญาต่ำเกินกว่าจะเข้าใจสิทธิของตนตามกฎหมาย ทำให้เป็นไปได้ว่า นางหล่าน่าจะ ไม่เข้าใจสิทธิในการมีทนายความ และไม่รู้ถึงบทบาทของทนายความที่จะเข้ามาช่วยเหลือ จึงปฏิเสธ การจัดหาทนายความจากเจ้าพนักงานได้ ดังนั้น หากการสอบปากคำนางหล่าในชั้นสอบสวน จัดให้มี นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ และทนายความ ร่วมอยู่ด้วย อาจช่วยให้นางหล่าเกิดความ หวาดกลัวน้อยลง จนมีสภาพจิตใจที่ปกติ และเข้าใจเรื่องสิทธิของตนตามกฎหมายมากขึ้น กฎหมายประเทศไทยยังไม่มีมาตรการให้นักจิตวิทยาหรือนักสังคมสงเคราะห์ มาช่วย สอบถามผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ให้สามารถให้การ หรือรับทราบคำถามของพนักงานสอบสวน และยังไม่มีมาตรการให้มีทนายความเพื่อช่วยเหลือทาง กฎหมายให้ได้ความจริงได้ ดังเช่นในกฎหมายต่างประเทศ ทั้งนี้ เพราะเห็นว่า ผู้กระทำความผิดที่เป็น ผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ มีความจำเป็นต้องได้รับการช่วยให้สามารถสื่อสาร เข้าใจคำตอบของตน และมีทนายความให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ ซึ่งนักจิตวิทยาหรือนัก สังคมสงเคราะห์ และทนายความ สามารถเข้ามาช่วยเจ้าหน้าที่ในกระบวนการชั้นสอบสวนได้
84 คณะผู้วิจัยมีเห็นว่า ควรกำหนดมาตรการพิเศษสำหรับการสอบปากคำผู้กระทำความผิด ที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจไว้ในชั้นสอบสวน ทำนองเดียวกับการ สอบปากคำผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปีและควรมีการจัดหาทนายความให้ เช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดซึ่งเป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี โดยเป็นบทบังคับมิให้ผู้กระทำความผิดสละ สิทธิการมีทนายความ เพื่อให้กระบวนการในการรวบรวมพยานหลักฐาน เป็นไปอย่างถูกต้องและได้ ข้อมูลที่สามารถให้ศาลค้นหาความจริงตั้งแต่ชั้นสอบสวนได้ เพราะหากมิได้ดำเนินการตั้งแต่ชั้น สอบสวน ก็อาจไม่ได้ข้อเท็จจริงที่เป็นประโยชน์ในชั้นพิจารณาได้ คณะผู้วิจัยขอเสนอว่า ควรเพิ่มเติมความในมาตราที่เกี่ยวข้อง ในประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา ซึ่งได้แก่ มาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง , มาตรา 134/2 และเพิ่มเติมมาตรา 134/5 ดังนี้ มาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง “ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่ผู้ต้องหามีอายุ ไม่เกินสิบแปดปีในวันที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหา หรือในคดีที่ผู้ต้องหาเป็นผู้สูงอายุที่มีความ บกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ก่อนเริ่มถามคำให้การให้พนักงานสอบสวนถามผู้ต้องหาว่ามี ทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีให้รัฐจัดหาทนายความให้” มาตรา 134/2 “ให้นำบทบัญญัติในมาตรา 133 ทวิ มาใช้บังคับโดยอนุโลมแก่การ สอบสวนผู้ต้องหาที่เป็นเด็กอายุไม่เกินสิบแปดปีหรือผู้ต้องหาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทาง ร่างกายหรือจิตใจ มาตรา 134/5 “ก่อนดำเนินการตามมาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 134/2 ถ้ามี เหตุควรสงสัยว่าผู้ต้องหาคนใดเป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ให้พนักงาน สอบสวนสั่งให้พนักงานแพทย์หรือจิตแพทย์แล้วแต่กรณีตรวจผู้นั้น เสร็จแล้วให้เรียกพนักงานแพทย์ หรือจิตแพทย์มาให้ถ้อยคำว่าตรวจได้ผลประการใด หากผลการตรวจปรากฏว่าผู้ต้องหาเป็นผู้สูงอายุที่ มีความบกพร่อง ให้พนักงานสอบสวน ดำเนินการตามมาตรา 134/1 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 134/2 ต่อไป” 4.3 สิทธิการมีทนายความของผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือจิตใจในชั้นพิจารณา กระบวนการในชั้นพิจารณาคดี ถือว่ามีความสำคัญอย่างมากต่อผู้กระทำความผิดใน คดีอาญา เพราะเป็นขั้นตอนที่ศาลจะพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การ พิพากษาตัดสินคดี ทนายความจึงมีบทบาทและมีความสำคัญอย่างมาก ในการเข้าไปมีส่วนช่วยดำเนิน คดีอาญาแก่จำเลย และมีส่วนช่วยให้การดำเนินคดีอาญาของศาลเป็นไปอย่างรวดเร็ว ถูกต้องและ เป็นธรรม
85 ความจำเป็นในการจัดให้มีทนายความแก่จำเลยในคดีอาญานั้น มีเหตุผลสองประการ คือ ประการที่หนึ่ง จำเลยจะต้องมีที่ปรึกษากฎหมายหรือผู้ที่ให้คำแนะนำทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับ สิทธิต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือในกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง แนวทางในการต่อสู้คดีหรือมีส่วนร่วมในการเสนอข้อเท็จจริงต่อศาลในกระบวนการพิจารณาคดีอาญา เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงและพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจำเลย ประการที่สอง เพื่อปกป้องสิทธิของจำเลยใน ระหว่างการดำเนินคดี เช่น การโต้แย้งคัดค้านการสอบสวนโดยมิชอบการยื่นขอให้ปล่อยในกรณีที่มี การคุมขังโดยมิชอบ การยื่นขอประกันตัว การยื่นคำร้องหรือคำขอหรือการทำคำให้การ การนำ สืบพยานหรือถามค้านพยานในศาล เป็นต้น (ณรงค์ ใจหาญ, 2547, หน้า 8) ดังนั้น การมีทนายความ จึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการรักษาสิทธิของจำเลย และช่วยศาลในการค้นหาความจริงในคดี เมื่อผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ เข้ามาสู่กระบวนการพิจารณาคดีอาญาในฐานะของจำเลย ย่อมมีความสามารถในการต่อสู้คดีด้อยกว่า จำเลยที่เป็นบุคคลปกติทั่วไป ซึ่งประเทศไทยยังไม่มีมาตรการคุ้มครองสิทธิในเรื่องการจัดตั้ง ทนายความในชั้นพิจารณาให้แก่จำเลยที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจไว้ เหมือนดังเช่นกฎหมายประเทศญี่ปุ่น ที่มีบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิจำเลยสูงอายุ โดยให้ศาลมีหน้าที่ต้อง จัดตั้งทนายความให้แก่จำเลยที่มีอายุเกิน 70 ปี อย่างไม่มีเงื่อนไข ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา ความอาญาของประเทศญี่ปุ่น (Code of Criminal Procedure) มาตรา 37 ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าจำเลย ไม่มีทนายความ ให้ศาลตั้งทนายความให้จำเลย เมื่อจำเลยเป็นผู้เยาว์ จำเลยมีอายุมากกว่า 70 ปี จำเลยไม่สามารถได้ยินหรือพูด หรือมีความน่าเชื่อว่าจำเลย วิกลจริต หรือความสามารถบกพร่อง แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาของประเทศไทย จะมีบทบัญญัติคุ้มครอง สิทธิในเรื่องจัดตั้งทนายความให้แก่จำเลยไว้ตามมาตรา 173 ก็ตาม แต่เฉพาะคดีที่มีอัตราโทษประหาร ชีวิต หรือคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกิน 18 ปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาลเท่านั้น ที่ศาลจะต้องจัดตั้งทนายความ ให้เสมอ ส่วนคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ศาลจะจัดตั้งทนายความให้เฉพาะกรณีจำเลยประสงค์ต้องการมี ทนายความเท่านั้น ดังนั้น หากจำเลยเป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ที่ด้อย ความสามารถและไม่มีศักยภาพมากพอในการต่อสู้คดีด้วยตนเอง หากได้กระทำความผิดในคดีที่ไม่มี อัตราโทษประหารชีวิตย่อมไม่ได้รับสิทธิในการมีทนายความเข้าช่วยเหลือ หรือแม้ว่าได้กระทำ ความผิดในคดีที่มีอัตราโทษจำคุก ซึ่งจำเลยอาจร้องขอให้ศาลจัดตั้งทนายความได้ก็ตาม ก็ยังมีความ เสี่ยงที่จำเลยที่เป็นผู้สูงอายุซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจจะไม่เข้าใจความสำคัญของการมี ทนายความและสละสิทธิที่จะมีทนายความได้ ทำให้จำเลยผู้มีความบกพร่องดังกล่าว ไม่มีที่ปรึกษา กฎหมายหรือผู้ที่ให้คำแนะนำทางด้านกฎหมายเกี่ยวกับสิทธิต่าง ๆ ที่กำหนดไว้ในกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญาหรือในกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ไม่มีผู้คอยช่วยเหลือปกป้องสิทธิของ จำเลยในระหว่างการดำเนินคดีอีกด้วย
86 คณะผู้วิจัยเห็นว่า ควรกำหนดมาตรการคุ้มครองสิทธิในเรื่องการจัดตั้งทนายความใน ชั้นพิจารณาให้แก่จำเลยที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ทำนองเดียวกับจำเลย ที่เป็นเด็กอายุไม่เกิน 18 ปี ซึ่งเป็นบทบังคับมิให้จำเลยสละสิทธิการมีทนายความ เพื่อเป็นการเพิ่ม ความสามารถในการต่อสู้คดี และเกิดความเป็นธรรมแก่จำเลยที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทาง ร่างกายหรือจิตใจ โดยเพิ่มเติมความในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 173 วรรค หนึ่ง และเพิ่มบทบัญญัติมาตรา 173 วรรคสี่ ดังนี้ มาตรา 173 วรรคหนึ่ง “ในคดีที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือในคดีที่จำเลยมีอายุไม่เกิน สิบแปดปีในวันที่ถูกฟ้องต่อศาล หรือในคดีที่จำเลยเป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือ จิตใจ ก่อนเริ่มพิจารณาให้ศาลถามจำเลยว่ามีทนายความหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ให้ศาลตั้งทนายความให้” มาตรา 173 วรรคสี่ “ก่อนเริ่มพิจารณาตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีเหตุควรสงสัยว่าจำเลยคนใด เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ให้ศาลสั่งให้พนักงานแพทย์หรือจิตแพทย์แล้วแต่ กรณีตรวจผู้นั้น เสร็จแล้วให้เรียกพนักงานแพทย์หรือจิตแพทย์มาให้การว่าตรวจได้ผลประการใด หาก ผลการตรวจปรากฏว่าจำเลยเป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ให้ศาลดำเนินการ ตามมาตรา 173 วรรคหนึ่ง ต่อไป”
87 บทที่ 5 บทสรุปและข้อเสนอแนะ 5.1 บทสรุป การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และหลักการที่เกี่ยวกับสิทธิ ของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ ศึกษามาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยและ ต่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุในชั้นสอบสวนและชั้น พิจารณาคดี เพื่อนำรูปแบบมาตรการทางกฎหมายที่เหมาะสมและสามารถนำมาปรับใช้กับสิทธิของ ผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุของประเทศไทย ความเจริญก้าวหน้าในเทคโนโลยีทางการแพทย์และสาธารณสุข ประกอบกับสภาพ สังคมที่เปลี่ยนแปลงไปทำให้อัตราการเกิดและการตายของประชากรลดลง ทำให้อายุเฉลี่ยของคนไทย มีอายุยืนยาวขึ้น ส่งผลกระทบให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่สังคม ผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ในปี พ.ศ.2574 การที่สังคมไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุส่งผลให้มี แนวโน้มที่ผู้สูงอายุเป็นผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เพิ่มจำนวนมากขึ้น ประเทศไทยให้ความคุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุโดยทั่วไปให้ได้รับความคุ้มครองตามหลัก สากล ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคีสมาชิก อาทิ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.1948 กติกา ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ค.ศ.1966 และสิทธิของผู้สูงอายุตาม หลักการขององค์กรสหประชาชาติ เป็นต้น รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มีบทบัญญัติ ที่ให้ความคุ้มครองผู้สูงอายุ รวมถึงมีมาตรการทางกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองผู้สูงอายุที่เน้นเรื่อง การจัดการสวัสดิการทางสังคมให้แก่ผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ประเทศไทยมีพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546 กำหนดให้มีการให้คำแนะนำ ปรึกษา ดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องในทางคดีหรือในทางการแก้ไข ปัญหาครอบครัว แต่ไม่ได้มีการกำหนดเป็นการเฉพาะในการให้สิทธิเกี่ยวกับกระบวนการใน การดำเนินคดีอาญาของผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีผู้สูงอายุที่ มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ซึ่งไม่มีความสามารถในการต่อสู้ทางคดีอาญาหรือถึงขั้นยอม ความอันเนื่องมาจากความบกพร่องต่าง ๆ นั้น สมควรให้ได้รับความคุ้มครองสิทธิของผู้กระทำ ความผิดอาญาผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ให้ได้รับความคุ้มครองเพื่อให้ กระบวนการยุติธรรมดำเนินการได้อย่างยุติธรรม หรือในส่วนของการคุ้มครองสิทธิผู้กระทำความผิด นั้น ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาของไทยให้ความคุ้มครองเป็นการทั่วไปสำหรับผู้กระทำ
88 ความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ แต่มีกรณีคุ้มครอง กลุ่มผู้กระทำความผิดในกลุ่มที่มีอัตราโทษประหารชีวิต หรือกลุ่มเปราะบางอย่างผู้กระทำความผิดมี อายุไม่เกินสิบแปดปี คณะผู้วิจัยเห็นว่าการคุ้มครองในกลุ่มดังกล่าวนั้น มีความคาดหมายในการนำมา ปรับใช้แก่กรณีผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ได้ เช่นเดียวกันโดยจะศึกษาในกฎหมายของต่างประเทศที่เหมาะสมและสามารถนำมาปรับใช้ได้เป็น แนวทางในการปรับแก้กฎหมาย จากการศึกษากฎหมายจากต่างประเทศโดยงานวิจัยนี้มุ่งเน้นศึกษามาตรการทาง กฎหมายของประเทศญี่ปุ่นและประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เข้าสู่การ เป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์และเป็นประเทศที่ใช้กฎหมายระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร (Civil Law) เช่นเดียวกับประเทศไทย และประเทศออสเตรเลียมีมาตรการคุ้มครองสิทธิของผู้สูงอายุ และผู้มีความบกพร่อง หรือกลุ่มเปราะบางอย่างเหมาะสม เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสมและสามารถ นำมาปรับใช้กับสิทธิของผู้กระทำความผิดทางอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือ จิตใจ การกำหนดเกณฑ์ผู้สูงอายุของต่างประเทศ ประเทศญี่ปุ่นใช้เกณฑ์กำหนดอายุของ ผู้สูงอายุไว้ที่ 65 ปีขึ้นไป ส่วนประเทศออสเตรเลีย ไม่ได้กำหนดเกณฑ์อายุของผู้สูงอายุไว้อย่างแน่นอน ส่วนใหญ่มักใช้เกณฑ์อายุ 65 ปีนอกจากนี้ยังต้องพิจารณาจากปัญหาทางสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ของผู้สูงอายุประกอบด้วย ส่วนในด้านกฎหมายการให้คุ้มครองผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุนั้น กฎหมายประเทศญี่ปุ่น ในชั้นก่อนพิจารณาคดีกำหนดอายุเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่พนักงาน อัยการสามารถใช้ดุลยพินิจพิจารณาในการชะลอการฟ้องกรณีที่เป็นผู้ต้องหาสูงอายุ ในชั้นพิจารณา คดีมีบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิจำเลยสูงอายุ โดยให้ศาลมีหน้าที่ต้องจัดตั้งทนายความให้แก่จำเลยที่มี อายุเกิน 70 ปี อย่างไม่มีเงื่อนไข ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (Code of Criminal Procedure) มาตรา 37 ซึ่งบัญญัติว่า “ถ้าจำเลยไม่มีทนายความ ให้ศาลตั้งทนายความให้จำเลย เมื่อ จำเลยเป็นผู้เยาว์ จำเลยมีอายุมากกว่า 70 ปี จำเลยไม่สามารถได้ยินหรือพูด หรือมีความน่าเชื่อว่า จำเลย วิกลจริต หรือความสามารถบกพร่อง ส่วนกฎหมายของประเทศออสเตรเลีย ในชั้นก่อน พิจารณาคดีมีมาตรการคุ้มครองผู้กระทำความผิดที่มีความบกพร่องในการถามปากคำของเจ้าพนักงาน ตำรวจ และยังได้กำหนดให้ ความแก่ชรา ถือเป็นความบกพร่องทางจิตใจ (mental impairment) อีกด้วย (CRIMINAL CODE ACT 1995 Section 7.3 (8)) ซึ่งมาตรการคุ้มครองผู้กระทำความผิดที่มี ความบกพร่องในการถามปากคำ เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจและความรับผิดชอบของ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ปี 2000 (Police Powers and Responsibilities Act 2000) ส่วนที่ 3 เรื่อง ข้อกำหนดพิเศษสำหรับการถามปากคำบุคคลเฉพาะหรือบุคคลกลุ่มเปราะบาง โดยหากเจ้าหน้าที่ ตำรวจสงสัยว่าผู้ต้องหาเป็นผู้ที่มีความบกพร่อง (impaired capacity) จะยังไม่ถามคำให้การจนกว่า
89 จะอนุญาตให้มีบุคคลที่สามารถให้ความช่วยเหลือผู้ต้องหาในการตอบคำถาม และบุคคลดังกล่าว จะต้องอยู่ด้วยในขณะที่ถามคำให้การ และหากพบว่าผู้ต้องหาบกพร่องในเรื่องความสามารถเจ้าหน้าที่ ตำรวจจะต้องหยุดถามคำให้การเป็นการชั่วคราว ในชั้นพิจารณาคดีมีหลักสำคัญคือมีการกำหนด หลักเกณฑ์ของบุคคลที่ไม่มีความสามารถในการเข้าสู่กระบวนพิจารณาและการใช้กฎหมายเกี่ยวกับ ความบกพร่องทางจิตแทนการใช้กฎหมายคอมมอนลอว์ เพื่อเตรียมกระบวนการ ในการจัดการกับ บุคคลที่มีความบกพร่องในการดำเนินคดีและกฎหมายอาญาของประเทศออสเตรเลีย (Criminal Code Act 1995) กำหนดให้ความเสื่อมโทรมทางร่างกายและทางจิตจากวัยชรา รวมอยู่ในประเภท ของความบกพร่องทางจิตด้วย ประเทศไทยมิได้มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้กระทำความผิดทาง อาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ไว้เป็นการเฉพาะ ประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญาได้บัญญัติวางหลักไว้ให้สิทธิความคุ้มครองผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุเป็น การทั่วไปอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามประเทศไทยได้มีการวางรากฐานในการบัญญัติกฎหมายเพื่อคุ้มครอง ให้กลุ่มคนบางกลุ่มเป็นกรณีพิเศษ อย่างเช่น กลุ่มผู้กระทำความผิดในกลุ่มที่มีอัตราโทษสูงอย่างโทษ ประหารชีวิต หรือกลุ่มเปราะบางอย่างผู้กระทำความผิดมีอายุไม่เกินสิบแปดปี การวางรากฐานข้างต้น นั้นสามารถนำมาปรับใช้ในการพัฒนาการบทบัญญัติของกฎหมายให้สอดรับกับบริบทของสังคมที่ เปลี่ยนแปลงไป คณะผู้วิจัยจึงเห็นควรให้มีบทบัญญัติที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้กระทำความผิดทางอาญา ที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ได้รับความคุ้มครองเพื่อให้กระบวนการ ยุติธรรมดำเนินการได้อย่างเป็นธรรม 5.2 ข้อเสนอแนะ กระบวนการดำเนินการทางอาญาต่อผู้กระทำความผิดที่เป็นผู้สูงอายุนั้น จากการศึกษา พบว่าในกฎหมายของต่างประเทศมีการปรับใช้กฎหมายที่ใช้กับผู้กระทำความผิดที่เป็นบุคคลที่มีความ บกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ หรือกลุ่มบุคคลที่มีความเปราะบาง มาปรับใช้กับกลุ่มผู้กระทำ ความผิดที่เป็นกลุ่มผู้สูงอายุทั่วไปและกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือจิตใจ ในขณะที่ ประเทศไทยนั้นบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความบกพร่องทาง ร่างกายหรือจิตใจเช่นเดียวกับกรณีบุคคลทั่วไป เห็นได้ว่ากฎหมายของประเทศไทยที่ใช้บังคับอยู่ใน ปัจจุบันนั้นยังพัฒนาไม่ทันความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมในปัจจุบัน จึงเห็นควรพัฒนากฎหมายดัง ข้อเสนอแนะต่อไปนี้ 5.2.1 หลักเกณฑ์การกำหนดในเรื่องอายุและเงื่อนไขในการคุ้มครองสิทธิของ ผู้กระทำความผิดในคดีอาญาที่เป็นผู้สูงอายุ ประเทศไทยมีกฎหมายเกี่ยวกับผู้สูงอายุคือ พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 กำหนด นิยามคำว่า “ผู้สูงอายุ หมายถึง บุคคลซึ่งมีอายุเกินกว่าหกสิบปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาติไทย” จาก