The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pantaveesaharat, 2024-06-25 21:11:21

คู่มืออบรมหลักสูตรทวิภาคี

หลักสูตรอบรมทวิภาคี 64

คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๙๗ แนวการจัดกิจกรรม 1. บรรยายให้ความรู้ 2. การอภิปรายกลุ่มย่อย 3. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ 4. การสรุปองค์ความรู้ร่วมกัน รายละเอียดการจัดกิจกรรม กระบวนการ : 180 นาที องค์ประกอบ/กลุ่ม / เวลา กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ ความรู้ความเข้าใจ กลุ่มใหญ่ (30 นาที) 1. วิทยากรบรรยาย - แนวคิด หลักการ เกี่ยวกับการวัดและประเมินผล - ขั้นตอนกระบวนการวัดและประเมินผลการฝึกอาชีพ ในสถานประกอบการ - คุณภาพผู้เรียนตามกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 และมาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาระบบ ทวิภาคี พ.ศ. 2563 1. Power Point 2. ใบเนื้อหา วิเคราะห์แผนการฝึกอาชีพ เพื่อกำหนดสมรรถนะ การฝึกอาชีพปฏิบัติงาน กลุ่มละ 5 – 6 คน (30 นาที) 1. วิทยากรให้ผู้เข้ารับการอบรมร่วมทำกิจกรรมที่ 2.2/1 เรื่อง วิเคราะห์แผนการฝึกอาชีพเพื่อกำหนดสมรรถนะ การฝึกอาชีพการประเมินผลการฝึกอาชีพ 1. ใบกิจกรรม 2.2/1 2. ใบเนื้อหา ความรู้ ความเข้าใจ กลุ่มใหญ่ (30 นาที) 3. วิทยากรบรรยาย พร้อมยกตัวอย่างเกณฑ์การให้ คะแนน ของเครื่องมือแบบต่างๆ 1. Power Point 2. เอกสารประกอบ อภิปรายและประยุกต์ กลุ่มละ 5 – 6 คน (50 นาที) 4. วิทยากรให้ผู้เข้ารับการอบรมร่วมทำกิจกรรมที่ 2.2/2 ออกแบบและสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผล การฝึกอาชีพได้ตรงกับสมรรถนะรายวิชาที่ไปฝึกอาชีพ 1. ใบกิจกรรม 2.2/2 2. ใบเนื้อหา นำเสนอผลงาน กลุ่มละ 5 – 6 คน (20 นาที) 5. วิทยากรให้ผู้เข้ารับการอบรมร่วมทำกิจกรรมที่ 2.2/3 เรื่องสรุปองค์ความรู้ การออกแบบเครื่องมือประเมินผล การฝึกอาชีพ แล้วนำเสนอเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ใบกิจกรรม 2.2/3 ความคิดรวบยอด กลุ่มใหญ่ (20 นาที) 6. วิทยากรร่วมสรุปและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้เข้ารับการ อบรมในแต่ละกลุ่ม 1. Power Point 2. ใบเนื้อหา 3. ใบกิจกรรม 2.2/4


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๙๘ ใบเนื้อหา 1. การวัดและประเมินผลทางการศึกษา 1.1 การวัด (Measurement) ความหมาย การวัดเป็นกระบวนการเชิงปริมาณ หรือการกำหนดตัวเลข หรือสัญลักษณ์แทนปริมาณ หรือคุณภาพของ คุณลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งที่ต้องการวัด การวัดผล เป็นกระบวนการกำหนดตัวเลข หรือสัญลักษณ์แทนปริมาณ หรือคุณภาพของคุณลักษณะ หรือคุณสมบัติของสิ่งที่ต้องการวัดโดยสิ่งที่ต้องการวัดนั้นเป็นผลมาจากการกระทำหรือกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลายอย่างร่วมกัน เช่น การวัดผลการเรียนรู้ สิ่งที่วัด คือผลที่เกิดจากการเรียนรู้ของผู้เรียน องค์ประกอบของการวัด องค์ประกอบของการวัดประกอบด้วย สิ่งที่ต้องการวัดเครื่องมือวัด และผลของการวัด ที่สำคัญที่สุด คือ เครื่องมือวัด เครื่องมือที่มีคุณภาพจะให้ผลการวัดที่เที่ยงตรงและแม่นยำ หลักการวัดทางการศึกษา มีหลักการเบื้องต้น ดังนี้ 1) นิยามสิ่งที่ต้องการวัดให้ชัดเจน เนื่องจาก การวัดทางการศึกษาเป็นการวัดทางอ้อม จึงจำเป็นต้อง นิยามคุณลักษณะที่ต้องการวัดให้ตรงและชัดเจน เพื่อให้สามารถสร้างเครื่องมือวัดให้ตรงตามนิยาม ทำให้เครื่องมือมี คุณภาพ สามารถวัดได้ตรงกับคุณลักษณะที่ต้องการวัด 2) ใช้เครื่องมือวัดที่มีคุณภาพ หัวใจสำคัญของการวัด คือ สามารถวัดคุณลักษณะได้ตรงตามที่ต้องการวัด และวัดได้แม่นยำ โดยใช้เครื่องมือวัดที่มีคุณภาพ คุณภาพของเครื่องมือมีหลายประการ ที่สำคัญคือ มีความตรง (validity) คือวัดได้ตรงกับคุณลักษณะที่ต้องการวัด และมีความเที่ยง (reliability) คือวัดได้คงที่ คือวัดได้กี่ครั้งก็ให้ ผลการวัดที่ไม่เปลี่ยนแปลง 3) กำหนดเงื่อนไขของการวัดให้ชัดเจน คือ กำหนดให้แน่นอนว่าจะทำการวัดอะไร วัดอย่างไร กำหนด ตัวเลขและสัญลักษณ์อย่างไร 1.2 การประเมิน (Evaluation) ความหมาย การประเมิน เป็นกระบวนการต่อเนื่องจากการวัด โดยนำตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่ได้จากการวัดมาตีค่า อย่างมีเหตุผล โดยเทียบกับเกณฑ์หรือมาตรฐานที่กำหนดไว้ การประเมินผล มีความหมายเช่นเดียวกับการประเมินแต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องจากการวัดผล ลักษณะการประเมินทางการศึกษา มีดังนี้ 1) เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนการสอนหรือกระบวนการจัดการเรียนรู้ ซึ่งควรทำการประเมิน อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลการประเมินไปปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 2) เป็นการประเมินคุณลักษณะหรือพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียนว่าบรรลุตามจุดประสงค์หรือไม่ 3) เป็นการประเมินในภาพรวมทั้งหมดของผู้เรียน โดยการรวบรวมข้อมูลและประมวลตัวเลขจากการวัด หลายวิธีและหลายแหล่ง


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๙๙ 4) เป็นกระบวนการเกี่ยวข้องกับบุคลหลายกลุ่ม ทั้งครู นักเรียน ผู้ปกครองนักเรียน ผู้บริหารโรงเรียน และอาจรวมถึงคณะกรรมการต่างๆ ของโรงเรียน 1.3 ประเภทของสิ่งที่ต้องการวัดและประเมินทางการศึกษา ประเภทของการวัดและประเมินถ้าแบ่งตามสิ่งที่ต้องการวัดและประเมินผล แบ่งได้ 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้ 1. สิ่งที่เป็นรูปธรรม คือ สิ่งที่จับต้องได้ มีรูปทรงที่ชัดเจน เป็นการวัดทางกายภาพ (physical) มีคุณลักษณะ ที่สามารถกำหนดได้ชัดเจน เช่น น้ำหนัก ความสูง ความยาว ซึ่งเครื่องมือที่ใช้วัดคุณลักษณะเหล่านี้ให้ผลการวัดที่มี ความเที่ยงตรงและแม่นยำสูง วัดได้ครบถ้วน สมบูรณ์ และละเอียดถี่ถ้วน เช่น เครื่องชั่ง ไม้บรรทัด สายวัด เป็นต้น ตัวเลขที่ได้จากการวัดแทนปริมาณ หรือคุณลักษณะที่ต้องการวัดได้ทั้งหมด เช่น หนัก 10 กิโลกรัม สูง 172 เซนติเมตร ยาว 3.5 เมตร ถ้าไม่มีคุณลักษณะดังกล่าว เช่น หนัก 0 หน่วย หมายถึง ไม่มีน้ำหนักเลย ตัวเลข 0 ที่ได้นี้ เรียกว่าเป็นศูนย์แท้ (absolute zero) 2. สิ่งที่เป็นนามธรรม คือ สิ่งที่ไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ เป็นการวัดพฤติกรรมและสังคมศาสตร์ (behavioral and social science) คุณลักษณะที่จะวัดกำหนดได้ไม่ชัดเจน เช่น การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (achievement) วัดเจตคติ (attitude) วัดความถนัด (aptitude) วัดบุคลิกภาพ (personality) เป็นต้น เครื่องมือวัดด้านนี้มีคุณภาพ ด้อยกว่าเครื่องมือวัดสิ่งที่เป็นรูปธรรม คือ ให้ผลการวัดที่เที่ยงตรงและแม่นยำน้อยกว่า ลักษณะการวัด เป็นการวัด ทางอ้อม วัดได้ไม่สมบูรณ์ ไม่ละเอียดถี่ถ้วน และอาจมีความผิดพลาด ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ที่ได้จากการวัด เป็นค่า โดยประมาณ ไม่สามารถแทนปริมาณหรือคุณภาพของคุณลักษณะที่ต้องการวัดได้ทั้งหมด เช่นการวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนวิชาไฟฟ้าเบื้องต้นของผู้เรียนคนหนึ่ง ได้ 10 คะแนน ตัวเลข 10 ไม่ได้แทนปริมาณความรู้ความสามารถ ของผู้เรียนคนนี้ทั้งหมด ถึงแม้ผู้เรียนที่สอบได้คะแนนเต็ม ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนผู้นั้นมีความรู้ความสามารถใน เรื่องดังกล่าวสมบูรณ์เต็มตามมาตรฐานที่หลักสูตรกำหนด ในทำนองเดียวกันถ้าผู้เรียนที่ได้ 0 คะแนน ก็ไม่ได้ หมายความว่าผู้เรียนผู้นั้นไม่มีความรู้ความสามารถในคุณลักษณะดังกล่าว เพียงแต่ตอบคำถามผิดหรือเครื่องมือวัด ไม่ตรงกับความรู้ความสามารถที่นักเรียนคนนั้นมี ดังนั้น ในการประเมินในลักษณะนี้เรียกว่าเป็นศูนย์เทียม ประเภทของการวัดและประเมินผล แบ่งตามจุดประสงค์ของการประเมิน แบ่งได้ดังนี้ 1. การประเมินเพื่อจัดตำแหน่ง (Placement Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อพิจารณาดูว่าผู้เรียน มีความรู้ความสามารถในสาระที่จะเรียนอยู่ในระดับใดของกลุ่ม ประโยชน์ของการประเมินประเภทนี้ คือ ครูใช้ผลการ ประเมินเพื่อกำหนดรูปแบบการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับกลุ่มผู้เรียน ผู้เรียนที่มีความรู้ความสามารถในสาระที่จะ เรียนน้อยคืออยู่ในตำแหน่งท้ายๆ ควรได้รับการเพิ่มพูนเนื้อหาสาระนั้นมากกว่ากลุ่มที่อยู่ในลำดับต้น ๆ คือ กลุ่มที่มี ความรู้ความสามารถในสาระที่จะเรียนมากกว่า หรือกลุ่มที่มีความรู้พื้นฐานในสาระที่จะเรียนดีกว่า และแต่ละกลุ่ม ควรใช้รูปแบบการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน 2. การประเมินเพื่อวินิจฉัย (Diagnostic Evaluation) เป็นการประเมินก่อนการเรียนการสอนอีกเช่นกัน แต่เป็นการประเมินเพื่อพิจารณาแยกแยะว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในสาระที่จะเรียนรู้มากน้อยเพียงใด มีพื้นฐาน เพียงพอที่จะเรียนในเรื่องที่จะสอนหรือไม่ จุดใดสมบูรณ์แล้วจุดใดยังบกพร่องอยู่ จำเป็นต้องได้รับการสอนเสริม ให้มีพื้นฐานที่เพียงพอเสียก่อนจึงจะเริ่มต้นสอนเนื้อหาในหน่วยการเรียนต่อไป และจากพื้นฐานที่ผู้เรียนมีอยู่ควรใช้ รูปแบบการเรียนการสอนอย่างไร


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๐๐ 3. การประเมินเพื่อพัฒนา หรือการประเมินย่อย (Formative Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อใช้ผล การประเมินเพื่อปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนรู้ การประเมินประเภทนี้ใช้ระหว่างการจัดการเรียนการสอน เพื่อตรวจสอบว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้ในระหว่างการจัดการเรียนการสอนหรือไม่ หากผู้เรียนไม่ผ่านจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ ผู้สอนก็จะหาวิธีการที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ผลการประเมินยังเป็นการตรวจสอบครูผู้สอนเองว่าเป็นอย่างไร แผนการเรียนรู้รายครั้งที่เตรียมมาดีหรือไม่ ควรปรับปรุงอย่างไร กระบวนการจัดการเรียนรู้เป็นอย่างไร มีจุดใดบกพร่องที่ต้องปรับปรุงแก้ไขต่อไป ซึ่งนอกจากจะ ใช้ผลการประเมินเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอนแล้ว ผลการประเมินยังใช้ในการปรับปรุงหลักสูตรของสถานศึกษา ได้ด้วย 4. การประเมินเพื่อตัดสินหรือการประเมินผลรวม (Summative Evaluation) เป็นการประเมินเพื่อตัดสิน ผลการจัดการเรียนรู้ เป็นการประเมินหลังจากผู้เรียนได้เรียนไปแล้ว อาจเป็นการประเมินหลังจบหน่วยการเรียนรู้ หน่วยใดหน่วยหนึ่ง หรือหลายหน่วย รวมทั้งการประเมินปลายภาคเรียนหรือปลายปี ผลจากการประเมินประเภทนี้ใช้ ในการตัดสินผลการจัดการเรียนการสอน หรือตัดสินใจว่าผู้เรียนคนใดควรจะได้รับระดับคะแนนใด 1.4 ขั้นตอนการวัดทางการศึกษา 1. ระบุจุดประสงค์และขอบเขตของการวัด ว่าวัดอะไร วัดใคร 2. นิยามคุณลักษณะที่ต้องการวัดให้เป็นพฤติกรรมที่วัดได้ 3. กำหนดวิธีการวัดและเครื่องมือวัด 4. จัดหาหรือสร้างเครื่องมือวัด กรณีสร้างเครื่องมือใหม่ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 4.1 สร้างข้อคำถาม เงื่อนไข สถานการณ์ หรือสิ่งเร้าที่จะกระตุ้นให้ผู้ถูกวัดแสดงพฤติกรรมตอบสนอง ออกมาเพื่อทำการวัด โดยข้อคำถามเงื่อนไขสถานการณ์ หรือสิ่งเร้าดังกล่าวต้องตรงและครอบคลุมคุณลักษณะที่นิยาม ไว้ 4.2 พิจารณาข้อคำถาม เงื่อนไข สถานการณ์ หรือสิ่งเร้าโดยอาจให้ผู้เชี่ยวชาญทาง ด้านเนื้อหาและ ทางด้านวัดผลช่วยพิจารณา 4.3 ทดลองใช้เครื่องมือกับกลุ่มที่เทียบเคียงกับกลุ่มที่ต้องการวัด 4.4 หาคุณภาพของเครื่องมือ มีคุณภาพรายข้อและคุณภาพ เครื่องมือทั้งฉบับ 4.5 จัดทำคู่มือวัดและการแปลความหมาย 4.6 จัดทำเครื่องมือฉบับสมบูรณ์ 5. ดำเนินการวัดตามวิธีการที่กำหนด 6. ตรวจสอบและวิเคราะห์ผลการวัด 7. แปลความหมายผลการวัดและนำผลการวัดไปใช้


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๐๑ 2. การวัดและประเมินผลการจัดอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี การวัดและประเมินผลในการจัดอาชีวศึกษาทวิภาคีเป็นการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง ซึ่งสามารถ วัดได้อย่างหลากหลาย ดังนี้ 2.1 การประเมินจากการปฏิบัติงาน เป็นการประเมิน การปฏิบัติในสภาพจริง ที่สามารถใช้ในการประเมิน ได้ทั้งการจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน และการฝึกอาชีพในสถานประกอบการ เป็นการประเมิน การปฏิบัติงานของผู้เรียน ซึ่งสามารถประเมินได้ตั้งแต่ก่อนการมีการปฏิบัติเช่น ประเมินความพร้อมของผู้เรียน ประเมินการเตรียมความพร้อมของผู้เรียน ประเมินระหว่างการปฏิบัติงาน เช่น ประเมินจากท่วงท่าทักษะ การปฏิบัติงาน ทักษะการแก้ปัญหาความถูกต้องในการปฏิบัติงานตามขั้นตอน เป็นต้น นอกจากนี้ยังสามารถ ประเมินผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติงานของผู้เรียนซึ่งอาจออกมาเป็นชิ้นงาน หรือผลของการปฏิบัติงานตามเกณฑ์ ที่ผู้สอนตั้งขึ้นก็ได้เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินการปฏิบัติงาน เมื่อมีวิธีการประเมินที่หลากหลายแล้ว เครื่องมือที่จะใช้ ในการวัด และประเมินผล ก็ต้องหลากหลายและสอดคล้องกับวิธีการด้วย ที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็นแบบสังเกตพฤติกรรม การปฏิบัติงาน แบบบันทึกการปฏิบัติงาน แบบสัมภาษณ์ แบบตรวจสอบรายการ แบบวัดทักษะการแก้ปัญหา เป็นต้น ผู้ประเมินการปฏิบัติงาน นอกเหนือจากครูผู้สอนแล้ว ยังสามารถให้ผู้ที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นผู้ประเมินได้ด้วย เช่น ผู้เรียน ด้วยกันเอง ครูฝึกครูนิเทศก์ เจ้าของสถานประกอบการ ลูกค้า หรืออื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องจะทำให้ได้ข้อมูลที่หลากหลาย เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผู้เรียนได้ต่อไป 2.2 การประเมินจากผลงาน/ชิ้นงาน เป็นการประเมินความสามารถของผู้เรียนจากผลงาน ชิ้นงาน ที่ผู้เรียนจัดทำขึ้นตามที่ครูกำหนดให้เช่น สิ่งประดิษฐ์นวัตกรรม โครงงาน ซึ่งควรมีวิธีการประเมินอย่างครอบคลุม ตั้งแต่ก่อนจะทำผลงานหรือชิ้นงานระหว่างการดำเนินการ และหลังการดำเนินการที่ได้ผลงานหรือชิ้นงาน เรียบร้อยแล้ว เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน เนื่องจากมีวิธีการประเมินที่ครอบคลุม ดังนั้น เครื่องมือที่ใช้ในประเมิน คือ ก่อนจะทำผลงาน เครื่องมือ ได้แก่แบบประเมินความพร้อม แบบสำรวจความพร้อมก่อนการดำเนินการ จัดทำชิ้นงาน หรือผลงานขั้นระหว่างการดำเนินการ เช่น แบบประเมินความก้าวหน้า แบบสำรวจการดำเนินการ แบบบันทึกการ ดำเนินการ แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์แบบทดสอบ เป็นต้น ผู้ประเมินผู้เรียนสามารถประเมินโดยตนเอง เพื่อน ครูผู้สอน ครูฝึก ครูนิเทศก์หรือผู้ปกครอง หรือผู้เกี่ยวข้องอื่น ๆ จะทำให้ได้ข้อมูลที่หลากหลายเป็นประโยชน์ต่อการ พัฒนาผู้เรียนได้ต่อไป 2.3 ประเมินจากการนำเสนอผลงาน เป็นการประเมินความรู้ความสามารถทักษะกระบวนการ รวมถึง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียนได้ซึ่งอาจมีวิธีการที่หลากหลาย เช่น การนำเสนอหน้าชั้นเรียน การนำเสนอ ปากเปล่ากับครูผู้สอน การนำเสนอในเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การนำเสนอเป็นรูปเล่มรายงาน การนำเสนอโดยการ จัดนิทรรศการ เป็นต้น เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน เช่น แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกพฤติกรรม แบบประเมินการนำเสนอในรูปแบบต่าง ๆ ผู้ประเมินสามารถใช้ผู้ประเมินที่หลากหลายได้เช่นกัน ประกอบด้วย ผู้เรียน ด้วยกันเอง ครูผู้สอน ครูฝึก ครูนิเทศก์เจ้าของสถานประกอบการ ลูกค้า หรือผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๐๒ 2.4 ประเมินจากแฟ้มสะสมผลงาน เป็นการประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยมุ่งที่จะพัฒนาผู้เรียน มากกว่าการตัดสิน ได้- ตก ดี- เลว แต่จะเน้นการวิจารณ์ผลงานว่ามี “ข้อดีหรือข้อด้อยที่ควรปรับปรุงแก้ไข อะไรบ้าง” ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาผลงานให้ก้าวหน้ามากกว่าการประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน เพียงอย่างเดียว ซึ่งสามารถประเมินได้ตั้งแต่การเรียนรู้ของผู้เรียนทักษะการปฏิบัติงาน และความรู้สึกนึกคิด หรือ เจตคติของผู้เรียนได้เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินประกอบด้วย แบบประเมินผลงาน แบบบันทึกการเรียนรู้ แบบสะท้อนคิด (Refection) แบบสัมภาษณ์เป็นต้น ผู้ประเมิน เช่น การประเมินตนเองของผู้เรียน เพื่อตรวจสอบ ผลงานของตนเองหาข้อบกพร่อง และการปรับปรุง การประเมินของครูเป็นการประเมินชิ้นงานตามเกณฑ์คุณภาพ ที่กำหนด และการตรวจสอบแฟ้มสะสมผลงาน โดยพิจารณาว่าผู้เรียนคิดและทำเองหรือไม่ กระบวนการมีคุณภาพ เพิ่มขึ้นหรือไม่ ปฏิบัติได้จริงหรือไม่ มีการจัดการที่มีประสิทธิภาพหรือไม่ และเป็นผลต่อการพัฒนาผู้เรียนเพียงใด 2.5 ประเมินจากการทดสอบ เป็นการประเมิน เพื่อหาคำตอบว่าผู้เรียนมีความก้าวหน้าทั้งด้านความรู้ ทักษะกระบวนการ คุณธรรมจริยธรรม และค่านิยมอันพึงประสงค์ ซึ่งเกิดจาการจัดการเรียนรู้หรือไม่เพียงใด โดยใช้ เครื่องมือประเมินอย่างหลากหลายเหมาะสมกับระดับพฤติกรรมหรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวังตามหลักสูตร และ สอดคล้องกับลักษณะของสิ่งที่ประเมิน เครื่องมือ เช่น แบบทดสอบอัตนัย แบบทดสอบแบบเติมคำ และตอบสั้น ๆ แบบทดสอบแบบเลือกตอบ แบบทดสอบแบบถูกผิดและจับคู่ ซึ่งเป็นเครื่องมือประเมินที่มีบทบาทมากในการประเมิน ระดับห้องเรียน สามารถประเมินได้ทั้งองค์ความรู้และความรู้ที่เป็นกระบวนการต่าง ๆ ซึ่งคุณภาพของการประเมิน ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องมือ ผลจากการประเมินจะมีคุณค่า เมื่อนำมาใช้ประกอบกับการประเมินวิธีอื่นๆ ผู้ประเมินในการประเมินโดยการทดสอบส่วนใหญ่จะเป็นบทบาทของครูผู้สอนเป็นส่วนใหญ่ซึ่งอาจจะมีครูฝึก ครู นิเทศก์หรือผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ เจ้าของสถานประกอบการ ลูกค้าร่วมประเมินด้วยก็ได้ 2.6 ประเมินจากร่องรอยหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เป็นการประเมินจากร่องรอยหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถนำมาประกอบการพิจารณาในการตัดสินผล หรือนำมาพัฒนาผู้เรียนได้อย่างยุติธรรม และครอบคลุม มากยิ่งขึ้น เช่น การเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ การส่งแบบฝึกหัด หรือส่งงานตามกำหนดเวลา การปฏิบัติงานที่ได้รับ มอบหมาย ความสามารถในการแก้ปัญหา การประสานงาน การให้ความร่วมมือ รวมถึงการแสดงออกของผู้เรียน ในสถานการณ์ต่าง ๆ เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ร่องรอยหลักฐานที่เกี่ยวข้องนี้ อาจจะใช้ในลักษณะปลายเปิดก็ได้ เช่น แบบบันทึกพฤติกรรม แบบสังเกตปลายเปิด แบบสัมภาษณ์ปลายเปิด เป็นต้น ผู้ประเมิน นอกเหนือจากครูผู้สอน แล้ว ผู้ที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ก็สามารถเป็นผู้ประเมินได้ด้วย เช่น ผู้เรียนด้วยกันเอง ครูผู้สอน ครูฝึก ครูนิเทศก์ ผู้ปกครอง เจ้าของสถานประกอบการ ลูกค้า เป็นต้น


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๐๓ 3. การออกแบบเครื่องมือประเมินผลการฝึกอาชีพ การประเมินผลตามสภาพจริง เอื้อต่อการฝึกอาชีพในสถานประกอบการของผู้เรียน เนื่องจากผู้เรียน ได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจากการกระทำด้วยตนเองจนสามารถแสดงให้เห็นถึงสมรรถนะ หรือความสามารถที่แท้จริงของ ผู้เรียน ดังนั้น การประเมินผลอย่างแท้จริง ผ่านการปฏิบัติงาน ผลงานหรือผลการปฏิบัติจะพัฒนาการเรียนรู้ ของผู้เรียน และการสอนของครูฝึก เนื่องจากข้อมูลที่ได้จากการประเมินผล สามารถสะท้อนให้เห็นศักยภาพที่แท้จริง ของผู้เรียนแต่ละคนได้อย่างกว้างขวางและครอบคลุม สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการวางแผนการฝึกที่มี ประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนเป็นรายบุคคล ในขณะเดียวกัน ผู้เรียนก็ได้แนวทางใน การพัฒนา จุดเด่น แก้ไขจุดด้อยของตน เพื่อมุ่งไปสู่มาตรฐานที่สูงขึ้น การนำวิธีการประเมินผลตามสภาพจริงไปใช้ในการประเมินผลการฝึกอาชีพ ควรกำหนดกรอบการ ประเมินผลที่ชัดเจน ทั้งนี้เพราะจะช่วยให้เห็นกระบวนการประเมินผลในภาพรวม และผลที่จะเกิดตามมา เมื่อได้ กรอบการประเมินแล้ว จึงออกแบบการประเมินตามสภาพจริงของการปฏิบัติงาน ซึ่งมีขั้นตอนในการดำเนินการ 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 กำหนดสิ่งที่ต้องการประเมิน การกำหนดสิ่งที่ต้องการประเมินต้องพิจารณาจากจุดประสงค์ ระดับความสามารถด้านความรู้ ทักษะ เจตคติ และการประยุกต์ใช้เมื่อสิ้นการฝึกของแต่ละหัวข้อเรื่องที่ฝึก ผู้เรียนต้องมีความรู้ ความสามารถอะไรบ้าง ซึ่งเป็นการกำหนดไว้ในแผนฝึกอาชีพรายหน่วย (ฝอ. 2) ขั้นที่ 2 กำหนดกิจกรรมการสอนงานและการฝึก กำหนดกิจกรรมการสอนงานและการฝึก กำหนดเป็นหัวข้อ “วิธีสอน” ในแผนฝึกอาชีพรายหน่วย (ฝอ. 2) เพื่อเป็นการวางแผนก่อนโดยพิจารณาจากจุดประสงค์ วัสดุอุปกรณ์ สถานที่ปฏิบัติงานในสถานประกอบการ นั้น ครูฝึกสามารถจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้อย่างไร มีภาระงานอะไรบ้างที่นักเรียนต้องปฏิบัติ มีชิ้นงานกี่ชิ้นที่ผู้เรียนต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้น ทั้งนี้ต้องครอบคลุมสมรรถนะ หรือความสามารถด้านความรู้ ทักษะ เจตคติ และการประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานและการเรียนรู้ของผู้เรียน ขั้นที่ 3 กำหนดชนิดของเครื่องมือในการประเมิน ให้พิจารณาว่ากิจกรรมการสอนงาน การฝึก และวิธีประเมินที่กำหนดไว้ในแผนฝึกอาชีพรายหน่วย (ฝอ. 2) ควรใช้เครื่องมือชนิดใด เช่น มีการสอนทฤษฎีต้องใช้การทดสอบความรู้ และเมื่อมีการปฏิบัติงานต้องใช้ การทดสอบความสามารถในการปฏิบัติงานซึ่งต้องประกอบไปด้วย กระบวนการที่ได้มาของงาน กิจนิสัยและความใส่ใจ ในการทำงาน ผลงานที่ได้จากการปฏิบัติงาน ฉะนั้น เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินมีดังนี้ 1. การทดสอบความรู้ใช้แบบทดสอบในการประเมินการเรียนการสอนแบ่งตามจุดประสงค์การ ประเมินได้ 2 ลักษณะ คือ 1.1 แบบทดสอบที่ใช้ทดสอบท้ายหน่วยแต่ละหน่วย ใช้ประเมินหลังเสร็จสิ้นการเรียนรู้แต่ละหน่วย ใช้ประเมินความรู้ ผู้เรียน ระดับความรู้ความจำ และความเข้าใจ 1.2 แบบทดสอบที่ใช้ประเมินเมื่อเสร็จสิ้นการเรียนรู้ครบทุกหน่วย ใช้ประเมินความรอบรู้ของผู้เรียน


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๐๔ 2. การทดสอบความสามารถ การฝึกปฏิบัติใช้แบบประเมินในการประเมินความสามารถผู้เรียน ดังนี้ 2.1 ประเมินการปฏิบัติงานด้วยแบบตรวจสอบรายการ 2.2 ประเมินกระบวนการทำงานด้วยแบบมาตราส่วนประมาณค่าที่กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน 2.3 ประเมินกิจนิสัยในการทำงานด้วยแบบมาตราส่วนประมาณค่าที่กาหนดเกณฑ์การให้คะแนน 2.4 ประเมินความใส่ใจทำงาน (จิตพิสัย) ด้วยแบบมาตราส่วนประมาณค่า 2.5 ประเมินผลงานด้วยแบบมาตราส่วนประมาณค่าที่กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน 3. การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง ในการจัดอาชีวศึกษาทวิภาคีที่สำคัญจำแนกตามแหล่งข้อมูล หรือสิ่งที่จะวัดและประเมินมีดังนี้ 3.1 การประเมินจากการปฏิบัติงาน ที่นิยมส่วนใหญ่จะเป็น แบบสังเกตพฤติกรรม การปฏิบัติงาน แบบบันทึกการปฏิบัติงาน แบบสัมภาษณ์ แบบตรวจสอบรายการ แบบวัดทักษะการแก้ปัญหา เป็นต้น 3.2 การประเมินจากผลงาน/ชิ้นงาน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินก่อนจะทำผลงาน ได้แก่ แบบสำรวจความพร้อมก่อนการดำเนินการ ขั้นระหว่างการดำเนินการ ใช้แบบประเมินความก้าวหน้า แบบสำรวจ การดำเนินการ แบบบันทึกการดำเนินการ แบบสังเกตแบบสัมภาษณ์แบบทดสอบ เป็นต้น 3.3 ประเมินจากการนำเสนอผลงาน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน เช่น แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบบันทึกพฤติกรรม แบบประเมินการนำเสนอในรูปแบบต่างๆ 3.4 ประเมินจากแฟ้มสะสมผลงาน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินประกอบด้วย แบบประเมินผลงาน แบบบันทึกการเรียนรู้แบบสะท้อนคิด (Refection) แบบสัมภาษณ์เป็นต้น 3.5 ประเมินจากการทดสอบ เครื่องมือ เช่น แบบทดสอบอัตนัย แบบทดสอบแบบเติมคำ และ ตอบสั้น ๆ แบบทดสอบแบบเลือกตอบแบบทดสอบแบบถูกผิด และจับคู่ เป็นต้น 3.6 ประเมินจากร่องรอยหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เป็นการประเมินจากร่องรอยหลักฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องซึ่งสามารถนำมาประกอบการพิจารณาในการตัดสินผลหรือนำมาพัฒนาผู้เรียนได้อย่างยุติธรรม และ ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น เช่น การเข้าเรียนอย่างสม่ำเสมอ การส่งแบบฝึกหัด หรือส่งงานหลักฐานที่เกี่ยวข้องนี้อาจจะใช้ใน ลักษณะปลายเปิดก็ได้ เช่น แบบบันทึกพฤติกรรม แบบสังเกตปลายเปิด แบบสัมภาษณ์ปลายเปิด เป็นต้น ขั้นที่ 4 กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนของเครื่องมือแต่ละชนิด เกณฑ์การให้คะแนน (Rubric) เครื่องมือประเมินแต่ละชนิดต้องมีกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนที่ชัดเจน เกณฑ์การให้คะแนนขึ้นอยู่กับองค์ประกอบของเนื้อหาในส่วนที่เป็นความสำคัญของรายวิชาหรือการฝึกอาชีพนั้น ๆ 4.1 แบบทดสอบถ้าเป็นแบบเลือกตอบ (ปรนัย) ส่วนใหญ่ให้ข้อละ 1 คะแนน เช่น ตัวอย่าง คำถาม......FIRST COME FIRST SERVICED BASIS คืออะไร ก. ให้บริการลูกค้าต่างชาติเป็นอันดับแรก ข. ผู้ที่มาก่อนได้รับการบริการก่อน ค. ผู้ที่มาก่อนได้รับการบริการทีหลัง ง. ให้บริการลูกค้าตามความสำคัญเป็นอย่างแรก


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๐๕ 4.2 แบบทดสอบแบบความเรียง (อัตนัย) คะแนนที่ให้จะขึ้นอยู่กับปริมาณของคำตอบ เช่น ตัวอย่าง จงบอกขั้นตอนการปูเตียงนอนแบบ 3 ชั้น พร้อมอธิบาย (5 คะแนน) 4.3 แบบประเมิน แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) เกณฑ์การให้คะแนนขึ้นอยู่กับ องค์ประกอบของเนื้อหาในส่วนที่เป็นความสำคัญของข้อประเมินนั้นๆ กรณี การประเมินการปฏิบัติงาน หรือผลงานการให้คะแนนจะกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนตาม องค์ประกอบที่เกี่ยวข้องดังนี้ ตัวอย่าง จัดการปูผ้าปูบนที่นอน คือการปูผ้าผืนล่างสุดที่คลุมเตียง มีองค์ประกอบ ได้แก่ - การเลือกใช้ผ้า - ความตึงของการปูผ้า - การสอดปลายผ้า เกณฑ์การให้คะแนน (Rubric) ใช้องค์ประกอบ คุณลักษณะสำคัญของชิ้นงานหรือสมรรถนะงาน ในการกำหนดคะแนน โดยใช้รายละเอียดขององค์ประกอบเป็นเงื่อนไขของการประเมิน ถ้าทำได้ครบทุกเงื่อนไขจะได้ คะแนนเต็ม และคะแนนจะลดลงอย่างต่อเนื่อง (ลดลงครั้งละ 1 คะแนนต่อ 1 เงื่อนไข) ตามเงื่อนไขที่กำหนด ดังนี้ 5 คะแนน : เลือกใช้ผ้าได้สะอาดถูกต้อง จัดปูผ้าได้เรียบตึง และสอดปลายผ้าเข้าไปในที่นอน รอบเตียงเรียบร้อย 4 คะแนน : เลือกใช้ผ้าได้สะอาดถูกต้อง จัดปูผ้าได้เรียบตึง และสอดปลายผ้าเข้าไปในที่นอน รอบเตียงเรียบร้อยบางส่วน 3 คะแนน : เลือกใช้ผ้าได้ถูกต้อง จัดปูผ้าได้เรียบตึงแต่สอดปลายผ้าเข้าไปในที่นอนรอบเตียง ไม่เรียบร้อย 2 คะแนน : เลือกใช้ผ้าได้สะอาดถูกต้อง แต่จัดปูผ้าไม่เรียบตึง และสอดปลายผ้าเข้าไปในที่นอน รอบเตียงไม่เรียบร้อย 1 คะแนน : เลือกใช้ผ้าได้ไม่ถูกต้อง จัดปูผ้าไม่เรียบตึง และสอดปลายผ้าเข้าไปในที่นอนรอบเตียง ไม่เรียบร้อย ในกรณีที่ใช้ประเมินความรู้สึกในการแสดงความคิดเห็นการให้คะแนนจะไม่กำหนดเกณฑ์การให้ คะแนน จะใช้ค่าตัวเลขแทนความรู้สึก ตัวอย่าง ท่านนำความรู้จากการฝึกปฏิบัติปูเตียงนอนแบบ 3 ชั้น ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันมากน้อย เพียงไร มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด 5 4 3 2 1


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๐๖ 4.4 แบบประเมินแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) ในกรณีที่ใช้ประเมินสำหรับตรวจสอบการ ปฏิบัติงานหรือกิจกรรมต่าง ๆ ผู้ประเมินใช้ในการสังเกตเหตุการณ์ เรื่องราว พฤติกรรมตามรายการที่กำหนด โดย กำหนดตัวเลือกเพียง 2 ตัวเลือก ข้อคำถามของแบบตรวจสอบรายการจะมีรายละเอียดขององค์ประกอบ คุณลักษณะ สำคัญของชิ้นงานหรือสมรรถนะงาน ฉะนั้นจะมีจำนวนข้อของการประเมินหลายข้อ ตัวอย่าง รายการ มี ไม่มี ผ้าปูบนเตียง ผ้าปูชั้นกลาง ผ้านวม ผ้าปูชั้นบนสุด ปลอกหมอน ขั้นที่ 5 กำหนดเกณฑ์การประเมิน การกำหนดเกณฑ์การประเมินขึ้นอยู่กับลักษณะของวิชารายวิชาที่เน้นทฤษฎี คะแนนที่ให้จะเน้นไปที่ เนื้อหาวิชา เกณฑ์ผ่านการประเมินจะไม่สูงมาก ส่วนใหญ่คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของคะแนนรวมทั้งหมด แต่ถ้าเป็นรายวิชาที่เน้นปฏิบัติ เกณฑ์ผ่านการประเมินจะสูงกว่าทฤษฎีประมาณไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของคะแนน ทั้งหมด ทั้งนี้ผู้เรียนต้องมีความรู้และปฏิบัติได้ไม่ต่ำกว่าที่มาตรฐานรายวิชากำหนด การประเมินตามสมรรถนะรายวิชา ผู้เรียนต้องมีความรู้และปฏิบัติได้ตามสมรรถนะงานที่รายวิชากำหนดทั้งหมดจนครบทุกสมรรถนะจึงถือว่าผ่านการ ประเมินในรายวิชานั้น ตัวอย่าง เครื่องมือประเมินการปฏิบัติงาน แบบประเมินงาน ตัด ประกอบ เชื่อม ติดตั้ง เรื่อง การเชื่อมรอยเชื่อมฉาก และรอยเชื่อมแบบร่อง ชื่อผู้รับการประเมิน..............................................................ชั้น….....… เลขที่ ……สาขา………………….………………………… ข้อที่ รายการประเมิน ค่า น้ำหนัก ระดับคะแนน คะแนน 5 4 3 2 1 ที่ได้ 1 เตรียมงานประกอบติดตั้ง (เครื่องมือ อุปกรณ์วัสดุ) 2 2 ตัดวัสดุตามแบบ 4 3 ทำอุปกรณ์ช่วยงาน 2 4 เชื่อมประกอบส่วนประกอบ 3 5 ขึ้นเสา ประกอบองค์ประกอบ 2 6 ประกอบโครงสร้างหลังคาและมุงหลังคา 4 7 ทาสีโครงสร้าง 3 รวมคะแนน (.............................................................) ผู้ประเมิน


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๐๗ เกณฑ์การให้คะแนน 1. เตรียมงานประกอบติดตั้ง (เครื่องมือ อุปกรณ์วัสดุ) 5 คะแนน = มีเครื่องมือ อุปกรณ์ วัสดุ ครบทุกรายการที่กาหนด และปฏิบัติงานได้ 4 คะแนน = มีเครื่องมือ อุปกรณ์ เฉพาะวัสดุไม่ครบทุกรายการ และปฏิบัติงานได้ 3 คะแนน = มีเครื่องมือ วัสดุ เฉพาะอุปกรณ์ไม่ครบทุกรายการ และปฏิบัติงานได้ 2 คะแนน = มีเครื่องมือ เฉพาะวัสดุและอุปกรณ์ไม่ครบทุกรายการ และปฏิบัติงานได้ 1 คะแนน = มีเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ไม่ครบทุกรายการ และปฏิบัติงานได้ 2. ตัดวัสดุตามแบบ 5 คะแนน = วัสดุถูกต้อง ตัดตรงตามแบบ ประกอบติดตั้งได้ 4 คะแนน = วัสดุถูกต้อง ตัดไม่ตรงตามแบบ ประกอบติดตั้งได้ 3 คะแนน = วัสดุไม่ถูกต้อง ตัดตรงตามแบบ ประกอบติดตั้งได้ 2 คะแนน = วัสดุไม่ถูกต้อง ตัดไม่ตรงตามแบบ ประกอบติดตั้งได้ 1 คะแนน = วัสดุไม่ถูกต้อง ตัดตรงตามแบบ ประกอบติดตั้งไม่ได้ 3. ทำอุปกรณ์ช่วยงาน 5 คะแนน = ทำงานได้สะดวกประหยัดเวลาการทำงานนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ 4 คะแนน = ทำงานได้สะดวกไม่ประหยัดเวลาการทำงานนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ 3 คะแนน = ทำงานไม่สะดวกประหยัดเวลาการทำงานนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ 2 คะแนน = ทำงานไม่สะดวกไม่ประหยัดเวลาการทำงานนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ 1 คะแนน = ทำงานไม่สะดวกช่วยงานได้น้อย 4. เชื่อมประกอบส่วนประกอบ 5 คะแนน = รอยเชื่อมสนิท ไม่เป็นตามด เรียบร้อย 4 คะแนน = รอยเชื่อมสนิท เป็นตามด เรียบร้อย 3 คะแนน = รอยเชื่อมสนิท ไม่เป็นตามด ไม่เรียบร้อย 2 คะแนน = รอยเชื่อมสนิท เป็นตามด ไม่เรียบร้อย 1 คะแนน = รอยเชื่อมไม่สนิท 5. ขึ้นเสา และประกอบองค์ประกอบ (ขื่อ อเส ดั้ง อกไก่) 5 คะแนน = ขึ้นเสา ประกอบองค์ประกอบ ขื่อ อเส ดั้ง อกไก่ ได้เรียบร้อย 4 คะแนน = ขึ้นเสา ประกอบองค์ประกอบ ขื่อ อเส ดั้ง อกไก่ ได้ แต่ไม่เรียบร้อย 3 คะแนน = ขึ้นเสา ประกอบองค์ประกอบ ขื่อ อเส ได้ แต่ ประกอบดั้ง และ อกไก่ ไม่ได้ 2 คะแนน = ขึ้นเสา ประกอบองค์ประกอบ ขื่อ อเส ดั้ง ได้ แต่ประกอบ อกไก่ ไม่ได้ 1 คะแนน = ขึ้นเสาได้ แต่ ประกอบองค์ประกอบไม่ได้ 6. ประกอบโครงสร้างหลังคา (จันทัน แป เชิงชาย) และ มุงหลังคา 5 คะแนน = ประกอบโครงสร้างหลังคา และมุงหลังคาได้ เรียบร้อย 4 คะแนน = ประกอบโครงสร้างหลังคา และมุงหลังคาได้ แต่ไม่เรียบร้อย 3 คะแนน = ประกอบโครงสร้างหลังคาได้ แต่มุงหลังคาไม่ได้ 2 คะแนน = ประกอบจันทันและแปได้ แต่ประกอบเชิงชายและมุงหลังคาไม่ได้


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๐๘ 1 คะแนน = ประกอบจันทันได้ แต่ประกอบแป เชิงชาย และมุงหลังคาไม่ได้ 7. ทาสีโครงสร้าง 5 คะแนน = ถูกต้องตามแบบกำหนดเรียบร้อยสวยงาม 4 คะแนน = ถูกต้องตามแบบกำหนดเรียบร้อยไม่สวยงาม 3 คะแนน = ถูกต้องตามแบบกำหนดไม่เรียบร้อยสวยงาม 2 คะแนน = ถูกต้องตามแบบกำหนดไม่เรียบร้อยไม่สวยงาม 1 คะแนน = ไม่ถูกต้องตามแบบกำหนดเรียบร้อยสวยงาม 4. คุณภาพผู้สำเร็จการศึกษาอาชีวศึกษา 1. คุณภาพตามกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๖ ตอนพิเศษ ๕๖ ง ลงวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๒ เรื่อง กรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดเกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิ อาชีวศึกษาแต่ละระดับ สำหรับใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรหรือปรับปรุงหลักสูตรฐานสมรรถนะตาม กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาตรฐานอาชีพหรือตามความต้องการของสถานประกอบการและตลาดแรงงาน การพัฒนาการ จัดการเรียนการสอน การพัฒนาคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา และเพื่อประโยชน์ต่อการรับรองหลักสูตรและคุณวุฒิ การศึกษาของผู้สำเร็จการศึกษา 3 ระดับคุณวุฒิอาชีวศึกษา ได้แก่ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง และระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ โดยกำหนดคุณภาพของผู้สำเร็จ การศึกษาทุกระดับคุณวุฒิอาชีวศึกษา ประเภทวิชาและสาขาวิชาต้องครอบคลุมอย่างน้อย 4 ด้าน คือ 1.1 ด้านคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ หมายถึง ความเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยที่ดี ภูมิใจและรักษาเอกลักษณ์ของชาติไทย เคารพกฎหมาย เคารพ สิทธิของผู้อื่น มีความรับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ของตนเองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข มีจิตสาธารณะและมีจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม 1.2 ด้านความรู้ หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง หลักการ ทฤษฎี และแนวปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่เรียนหรือทำงาน โดยเน้นความรู้เชิงทฤษฎีและหรือข้อเท็จจริงเป็นหลัก 1.3 ด้านทักษะ หมายถึง ความสามารถปฏิบัติงานซึ่งบุคคลนั้นควรทำได้ เมื่อได้รับมอบหมาย โดยสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการและแก้ปัญหาการทำงานด้วยทักษะด้านกระบวนการคิดที่เกี่ยวข้องกับการใช้ตรรกะ ทักษะการหยั่งรู้และความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต หรือทักษะการปฏิบัติหรือวิธีปฏิบัติที่มีความ คล่องแคล่วและความชำนาญในการปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแต่ละระดับ 1.4 ด้านความสามารถในการประยุกต์ใช้และความรับผิดชอบ หมายถึง ความสามารถของบุคคล ที่เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ การใช้ความรู้ ทักษะทางสังคมในการทำงาน หรือการศึกษาอบรมเพื่อการพัฒนาวิชาชีพ ของบุคคล ซึ่งประกอบไปด้วยความสามารถในการสื่อสาร ภาวะผู้นำ ความรับผิดชอบ และความเป็นอิสระในการ ดำเนินการต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง เช่น ความสามารถในการตัดสินใจและความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๐๙ 2. คุณภาพตามมาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ตามประกาศคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่องมาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี พ.ศ. 2563 ข้อ 5 คุณภาพของผู้สำเร็จการศึกษา การจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีทุกระดับคุณวุฒิ ประเภทวิชา และสาขาวิชา ต้องมีคุณภาพตามที่กำหนดในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ และต้องมีคุณลักษณะพิเศษ คือ 2.1 สามารถปฏิบัติงานในสาขาวิชาที่ฝึกอาชีพได้ทันที 2.2 มีสมรรถนะเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแต่ละระดับและแต่ละสาขาวิชา 3. คุณภาพตามหลักสูตรการอาชีวศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 กำหนดคุณภาพของผู้สำเร็จการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ 3 ด้าน ได้แก่ 3.1 ด้านคุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 3.1.1 ด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ 3.1.2 ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ 3.2 ด้านสมรรถนะแกนกลาง 3.2.1 ด้านความรู้ 3.2.2 ด้านทักษะ 3.2.3 ด้านความสามารถในการประยุกต์ใช้และความรับผิดชอบ 3.3 ด้านสมรรถนะวิชาชีพ 3.3.1 ด้านความรู้ 3.3.2 ด้านทักษะ 3.3.3 ด้านความสามารถในการประยุกต์ใช้และความรับผิดชอบ 4. การประเมินผลการฝึกอาชีพ 4.๑. เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการประเมินผลตามหลักสูตรแต่ละระดับ ที่เกี่ยวข้อง 4.๒. การวัดผลและประเมินผลรายวิชาการฝึกอาชีพ 4.๒.๑ การประเมินสมรรถนะวิชาชีพตามสภาพจริงให้สอดคล้องกับแผนการฝึกอาชีพ 4.๒.๒ การประเมินสรุปผลการเรียนแต่ละภาคเรียน ๑) ผู้ประเมิน คือ ครูฝึก ผู้ควบคุมการฝึก ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ตามข้อตกลงร่วมกันระหว่าง สถานศึกษาและสถานประกอบการ ๒) สรุปคะแนน และดำเนินการตามขั้นตอนของสถานศึกษาตามระเบียบการวัดผลของ กระทรวงศึกษาธิการแต่ละระดับ 4.3 จัดให้มีการประเมิน ๓ ด้าน คือ 4.3.๑ ความรู้ (Knowledge) 4.3.๒ ความสามารถ (Skill) 4.3.๓ ทัศนคติ (Attitude)


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๑๐ 4.4 กำหนดสัดส่วนคะแนนของแต่ละด้าน ได้แก่ - ความรู้ ๓๐ คะแนน ความสามารถ ๕๐ คะแนน พฤติกรรม ๒๐ คะแนน - ความรู้ ๓๐ คะแนน ความสามารถ ๖๐ คะแนน พฤติกรรม ๑๐ คะแนน - ความรู้ ๒๐ คะแนน ความสามารถ ๖๐ คะแนน พฤติกรรม ๒๐ คะแนน - ความรู้ ๑๐ คะแนน ความสามารถ ๗๐ คะแนน พฤติกรรม ๒๐ คะแนน ตัวอย่างการกำหนดสัดส่วนการประเมินผลการฝึกอาชีพ ๑. ผู้ประเมินผล ได้แก่สถานประกอบการและสถานศึกษา ๒. สัดส่วนการประเมินผล ๒.๑ สถานประกอบการ ๗๐ คะแนน - ครูฝึกประเมินสมรรถนะ = ๕๐ คะแนน - ครูฝึกประเมินพฤติกรรม = ๑๐ คะแนน - ครูฝึกประเมินรายงานประจำหน่วยฝึก = ๑๐ คะแนน ๒.๒ สถานศึกษา ๓๐ คะแนน ครูประจำวิชาฝึกอาชีพประเมินต่อไปนี้ ๑. รายงานสรุป (Summary Report) = ๒๐ คะแนน (มี Small Report ทุกหน่วยฝึกเป็นภาคผนวก) ๒. การนำเสนอ (Presentation) = ๑๐ คะแนน 5. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตร ประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๖๒ หมวด ๓ การประเมินผลการเรียน ส่วนที่ ๑ หลักการในการประเมินผลการเรียน ข้อ ๔๐ ให้สถานศึกษามีหน้าที่และรับผิดชอบในการประเมินผลการเรียนรายวิชาที่เรียน และฝึกปฏิบัติใน สถานศึกษา และให้สถานศึกษาและสถานประกอบการมีหน้าที่ และรับผิดชอบร่วมกันในการประเมินผล การเรียนรายวิชาที่เรียนและฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการ ข้อ ๔๑ ให้ประเมินผลการเรียนเป็นรายวิชาตามระบบหน่วยกิตตามสภาพจริงต่อเนื่องตลอดภาคเรียน ทั้งด้าน ความรู้ ความสามารถ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์จากกิจกรรมการเรียนการสอน การฝึกปฏิบัติและงานที่มอบหมาย รวมทั้งการวัดผลปลายภาคเรียน ซึ่งครอบคลุมจุดประสงค์รายวิชาสมรรถนะรายวิชา และเนื้อหาวิชา โดยใช้เครื่องมือ และวิธีการหลากหลายตามความเหมาะสม ทั้งนี้จำนวนหน่วยกิตของแต่ละรายวิชาให้ถือตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร ส่วนที่ ๒ วิธีการประเมินผลการเรียน ข้อ ๔๒ ให้สถานศึกษาพิจารณาทำการประเมินผลการเรียนรายวิชาเมื่อสิ้นภาคเรียนหรือเมื่อสิ้นสุด การเรียน หรือการฝึกปฏิบัติงานในทุกรายวิชา สำหรับรายวิชาที่เรียนและฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการ ให้สถานศึกษาและสถานประกอบการ โดยครูนิเทศก์และครูฝึกร่วมกันประเมินผลการเรียน เมื่อสิ้นสุดการเรียน และ ฝึกปฏิบัติในแต่ละรายวิชา


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๑๑ ข้อ ๔๓ ให้หน่วยงานต้นสังกัดร่วมกับสถานศึกษา ดำเนินการส่งเสริมคุณภาพและควบคุมมาตรฐานการจัดการ เรียนการสอน การวัดผลและการประเมินผลการเรียน 6. ความสำคัญและประโยชน์ของการวัดและประเมินผล การวัดและประเมินผล เป็นองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ทำให้ได้ข้อมูลสารสนเทศ ที่จำเป็นในการพิจารณาว่าผู้เรียนเกิดคุณภาพการเรียนรู้ตามที่คาดหวัง และมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร จากประเภทของการประเมิน โดยเฉพาะการแบ่งประเภทโดยใช้จุดประสงค์ของการประเมินเป็นเกณฑ์ใน การแบ่งประเภทจะเห็นว่าการวัดและประเมินผลการเรียน นอกจากจะมีประโยชน์โดยตรงต่อผู้เรียนแล้ว ยังสะท้อนถึง ประสิทธิภาพการสอนของครู และเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนคุณภาพการดำเนินงานการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ด้วย ดังนั้น ครูและสถานศึกษาต้องมีข้อมูลผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ทั้งจากการประเมินในระดับชั้นเรียน ระดับ สถานศึกษา และระดับอื่นที่สูงขึ้น ประโยชน์ของการวัดและการประเมินผลการเรียนรู้จำแนกเป็นด้าน ๆ ดังนี้ 1. ด้านการจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนมีประโยชน์ต่อการจัดการเรียนรู้หรือการจัดการเรียน การสอน ดังนี้ 1.1 เพื่อจัดตำแหน่ง (Placement) ผลจากการวัดบอกได้ว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถอยู่ในระดับ ใดของกลุ่ม หรือเปรียบเทียบกับเกณฑ์แล้วอยู่ในระดับใด การวัดและประเมินเพื่อจัดตำแหน่งนี้ มักใช้ในวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ 1) เพื่อคัดเลือก (Selection) เป็นการใช้ผลการวัดเพื่อคัดเลือก เพื่อเข้าเรียน เข้าร่วมกิจกรรม โครงการ หรือเป็นตัวแทน (เช่นของชั้นเรียนหรือสถานศึกษา) เพื่อการทำกิจกรรมหรือการให้ทุน ผลการวัดและ ประเมินผลลักษณะนี้คำนึงถึงการจัดอันดับที่เป็นสำคัญ 2) เพื่อแยกประเภท (Classification) เป็นการใช้ผลการวัดและประเมิน เพื่อแบ่งกลุ่มผู้เรียน เช่น แบ่งเป็นกลุ่มอ่อน ปานกลาง และเก่ง แบ่งกลุ่มผ่าน-ไม่ผ่านเกณฑ์ หรือตัดสินได้-ตก เป็นต้น เป็นการวัดและ ประเมินที่ยึดเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งกลุ่มเป็นสำคัญ 1.2 เพื่อวินิจฉัย (Diagnostic) เป็นการใช้ผลการวัดและประเมินเพื่อค้นหาจุดเด่น-จุดด้อยของผู้เรียน ว่ามีปัญหาในเรื่องใด จุดใด มากน้อยแค่ไหน เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจการวางแผนการจัดการเรียนรู้และการปรับปรุง การเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เครื่องมือที่ใช้วัดเพื่อการวินิจฉัย เรียกว่า แบบทดสอบวินิจฉัย (Diagnostic Test) หรือแบบทดสอบวินิจฉัยการเรียน ประโยชน์ของการวัดและประเมินประเภทนี้นำไปใช้ในวัตถุประสงค์ 2 ประการ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ผลการวัดผู้เรียนด้วยแบบทดสอบวินิจฉัยการเรียนจะทำให้ ทราบว่าผู้เรียนมีจุดบกพร่องจุดใดมากน้อยเพียงใด ซึ่งครูผู้สอนสามารถแก้ไขปรับปรุงโดยการสอนซ่อมเสริม (Remedial Teaching) ได้ตรงจุด เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ที่คาดหวังไว้ 2) เพื่อปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ผลการวัดด้วยแบบทดสอบวินิจฉัยการเรียน นอกจากจะช่วย ให้เห็นว่าผู้เรียนมีจุดบกพร่องเรื่องใดแล้ว ยังช่วยให้เห็นจุดบกพร่องของกระบวนการจัดการเรียนรู้อีกด้วย เช่น ผู้เรียน ส่วนใหญ่มีจุดบกพร่องจุดเดียวกัน ครูผู้สอนต้องทบทวนว่าอาจจะเป็นเพราะวิธีการจัดการเรียนรู้ไม่เหมาะสม ต้องปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๑๒ 3) เพื่อตรวจสอบและปรับปรุง การประเมินเพื่อพัฒนา (Formative Evaluation) เป็นการประเมิน เพื่อตรวจสอบผลการเรียนรู้เทียบกับจุดประสงค์หรือผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ผลจากการประเมินใช้พัฒนาการจัดการ เรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยอาจจะปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนวิธีการสอน (Teaching Method) ปรับเปลี่ยนสื่อ การสอน (Teaching Media) ใช้นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ (Teaching Innovation) เพื่อนำไปสู่การพัฒนา การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ 4) เพื่อการเปรียบเทียบ (Assessment) เป็นการใช้ผลการวัดและประเมินเปรียบเทียบว่าผู้เรียนมี พัฒนาการจากเดิมเพียงใด และอยู่ในระดับที่พึงพอใจหรือไม่ 5) เพื่อการตัดสิน การประเมินเพื่อการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนเป็นการประเมินรวม (Summative Evaluation) คือใช้ข้อมูลที่ได้จากการวัดเทียบกับเกณฑ์เพื่อตัดสินผลการเรียนว่า ผ่าน-ไม่ผ่าน หรือให้ ระดับคะแนน 2 ด้านการแนะแนว ผลจากการวัดและประเมินผู้เรียนช่วยให้ทราบว่าผู้เรียนมีปัญหา และข้อบกพร่องในเรื่องใดมากน้อย เพียงใด ซึ่งสามารถแนะนำและช่วยเหลือผู้เรียนให้แก้ปัญหา มีการปรับตัวได้ถูกต้องตรงประเด็น นอกจากนี้ผลการวัด และประเมินยังบ่งบอกความรู้ความสามารถ ความถนัดและความสนใจของผู้เรียน ซึ่งสามารถนำไปใช้แนะแนว การศึกษาต่อ และแนะแนวการเลือกอาชีพให้แก่ผู้เรียนได้ 3. ด้านการบริหาร ข้อมูลจากการวัดและประเมินผู้เรียน ช่วยให้ผู้บริหารเห็นข้อบกพร่องต่างๆ ของการจัดการเรียนรู้ เป็นการประเมินผลการปฏิบัติงานของครู และบ่งบอกถึงคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ผู้บริหาร สถานศึกษาสามารถใช้ข้อมูลที่ได้จากการวัดและประเมินไปใช้ในการตัดสินใจหลายอย่าง เช่น การพัฒนาบุคลากร การจัดครูเข้าสอน การจัดโครงการ การเปลี่ยนแปลงโปรแกรมการเรียน นอกจากนี้การวัดและประเมินผลยังให้ข้อมูล ที่สำคัญในการจัดทำรายงานการประเมินตนเอง (SSR) เพื่อรายงานผลการจัดการศึกษาสู่ผู้ปกครอง สาธารณชน หน่วยงานต้นสังกัด และนำไปสู่การรองรับการประเมินภายนอก จะเห็นว่าการวัดและประเมินผลการศึกษา เป็นหัวใจ สำคัญของระบบการประกันคุณภาพทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา 4. ด้านการวิจัย การวัดและประเมินผลมีประโยชน์ต่อการวิจัยหลายประการดังนี้ 4.1 ข้อมูลจาการวัดและประเมินผลนำไปสู่ปัญหาการวิจัย เช่น ผลจากการวัดและประเมินผล พบว่า ผู้เรียนมีจุดบกพร่องหรือมีจุดที่ควรพัฒนาการแก้ไขจุดบกพร่องหรือการพัฒนาดังกล่าวโดยการปรับเปลี่ยนเทคนิค วิธีสอนหรือทดลองใช้นวัตกรรมโดยใช้กระบวนการวิจัย การวิจัยดังกล่าวเรียกว่า การวิจัยในชั้นเรียน (Classroom Research) นอกจากนี้ผลจากการวัดและประเมินผลยังนำไปสู่การวิจัยในด้านอื่น ระดับอื่น เช่น การวิจัย ของสถานศึกษาเกี่ยวกับการทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะของผู้เรียน เป็นต้น


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๑๓ 4.2 การวัดและประเมินผลเป็นเครื่องมือของการวิจัย การวิจัยใช้การวัดในการรวบรวมข้อมูลเพื่อศึกษา ผลการวิจัย ขั้นตอนนี้เริ่มจากการหาหรือสร้างเครื่องมือวัด การทดลองใช้เครื่องมือการหาคุณภาพเครื่องมือ จนถึงการ ใช้เครื่องมือที่มีคุณภาพแล้วรวบรวมข้อมูลการวัดตัวแปรที่ศึกษาหรืออาจต้องตีค่าข้อมูลจะเห็นว่าการวัดและ ประเมินผลมีบทบาทสำคัญมากในการวิจัยเพราะการวัดไม่ดี ใช้เครื่องมือไม่มีคุณภาพ ผลของการวิจัยก็ขาดความ น่าเชื่อถือ


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๑๔ ใบกิจกรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การนิเทศ การวัดและประเมินผลการฝึกอาชีพ หัวข้อย่อยที่ 2.2 การวัดและประเมินผลการฝึกอาชีพ ใบกิจกรรมที่ 2.2/1 การแลกเปลี่ยนประสบการณ์การวัดและการประเมินผลการฝึกอาชีพของผู้เรียน คำชี้แจง (รายบุคคล) 1. “ท่านเป็นครูนิเทศก์ซึ่งเคยปฏิบัติงานในการวัดผลและประเมินผลการเรียนของผู้เรียน ในประเด็นการวัด และประเมินผลการฝึกอาชีพของผู้เรียน ท่านมีความคิดเห็นต่อการวัดและประเมินผลอย่างไร โปรดตั้งสมาธิและ รวบรวมความคิดเห็น หรือสะท้อนถึงความคิดเห็นและความรู้สึกทั้งจุดเด่นและจุดที่ต้องพัฒนาในตารางด้านล่าง เพื่อประกอบการเล่า หรืออธิบายถึงความเห็น ความรู้สึก ประสบการณ์ในการวัดผลและประเมินผลการฝึกอาชีพ ของผู้เรียน (5 นาที) จุดเด่น จุดที่ต้องพัฒนา คำชี้แจง (กลุ่ม) 2. จับกลุ่มไม่เกิน 6 คน เล่าประเด็นประสบการณ์ของท่าน เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสะท้อน ความรู้สึก สรุปประเด็นของกลุ่ม ทั้งทางด้านบวกและทางด้านลบ เพื่อเตรียมพร้อมในการนำเสนอกลุ่มใหญ่ (10 นาที) สรุปประเด็นของกลุ่ม จุดเด่น จุดที่ต้องพัฒนา


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๑๕ ใบกิจกรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การนิเทศ การวัดและประเมินผลการฝึกอาชีพ หัวข้อย่อยที่ 2.2 การวัดและประเมินผลการฝึกอาชีพ ใบกิจกรรมที่ 2.2/2 ออกแบบและสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผลการฝึกอาชีพได้ตรงกับสมรรถนะ รายวิชาที่ไปฝึกอาชีพ คำชี้แจง 1. ให้ทุกคนวิเคราะห์งาน/สมรรถนะรายวิชาที่นำไปฝึกอาชีพในสถานประกอบของผู้เรียนสอดคล้อง กับกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติและมาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี พ.ศ. 2563 แล้วนำมา กำหนดเป็นพฤติกรรมบ่งชี้ที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียน 2. ออกแบบและสร้างเครื่องมือวัดและประเมินผลการฝึกอาชีพรายวิชา อย่างน้อย 1 ชุด แบบวิเคราะห์สมรรถนะ/ลำดับขั้นตอนการปฏิบัติงาน (Step of Operation Analysis) รายวิชา/ รหัส ............................................................สถานประกอบการ.............................................. หัวข้อเรื่อง/งานที่นำไปฝึกอาชีพ......................................................................เวลา........................ชั่วโมง ที่ สมรรถนะที่ต้องการ ลำดับขั้นตอนการปฏิบัติงาน หมายเหตุ


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๑๖ วิเคราะห์พฤติกรรมบ่งชี้/สมรรถนะ (Task Analysis Detailing) รายวิชา/รหัส ........................................................................ สถานประกอบการ....................................................... สมรรถนะที่ต้องการ ความรู้:Knowledge (พฤติกรรมเรียนรู้) ทักษะ:Skills (พฤติกรรมที่ต้องปฏิบัติ) เจตคติ/จิตพิสัย :Attitude (พฤติกรรมแสดงออกเชิงบวก) หมายเหตุ1. วิเคราะห์ว่าในแต่ละสมรรถนะ/ขั้นตอนการปฏิบัติงาน พฤติกรรมที่ผู้เรียนที่แสดงออกมีอะไรบ้าง พฤติกรรมที่ต้องปฏิบัติมีทักษะอะไรบ้างและต้องมีเจตคติอะไรบ้าง


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๑๗ ตัวอย่าง แบบประเมินการปฏิบัติงาน ............................................... ชื่อ-สกุลผู้เรียน ………………………...........รหัสประจำตัว.....................ระดับชั้น.....................สาขาวิชา............................. รายวิชา/ รหัสวิชา................................................................................ สถานประกอบการ............................................. คำชี้แจง ขอให้ผู้ประเมินทำเครื่องหมาย / ลงในช่องผลการประเมิน โดยใช้เกณฑ์ดังนี้ เกณฑ์การประเมิน 4 หมายถึง มีพฤติกรรม/ปฏิบัติได้ดีมาก 2 หมายถึง มีพฤติกรรม/ปฏิบัติได้พอใช้ 3 หมายถึง มีพฤติกรรม/ปฏิบัติได้ดี 1 หมายถึง มีพฤติกรรม/ปฏิบัติได้ยังไม่ดีนัก/ ควรปรับปรุง ลำดับ รายการประเมิน ผลการประเมิน รวม ข้อเสนอแนะ 1 2 3 4 1. ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการติดตั้งไฟฟ้าใน สนง. 2. ทักษะปฏิบัติการติดตั้งไฟฟ้าใน สนง. 3. พฤติกรรมแสดงออกเชิงบวก คะแนนรวม ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมอื่น ๆ .......................................................................................................................... ลงชื่อ ………………………………… ผู้ประเมิน (…………………………………)


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๑๘ ใบกิจกรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การนิเทศ การวัดและประเมินผลการฝึกอาชีพ หัวข้อย่อยที่ 2.2 การวัดและประเมินผลการฝึกอาชีพ ใบกิจกรรมที่ 2.2/3 สรุปและอภิปรายการวัดและประเมินผล คำชี้แจง โปรดระบุความสอดคล้องที่สังเกตเห็นได้จาก Power Point ตัวอย่างของแผนการฝึกอาชีพ และ การออกแบบใบประเมินผลการปฏิบัติงาน แผนการฝึกอาชีพ ใบประเมินผลการปฏิบัติงาน


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ๑๑๙ ใบกิจกรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การนิเทศ การวัดและประเมินผลการฝึกอาชีพ หัวข้อย่อยที่ 2.2 การวัดและประเมินผลการฝึกอาชีพ ใบกิจกรรมที่ 2.2/4 สรุปองค์ความรู้ การวัดและประเมินผลตามประเด็นที่กำหนด คำชี้แจง ให้ผู้เข้ารับการอบรมแบ่งกลุ่ม ๆ ละ ๓ – ๔ คน ร่วมกันสรุปองค์ความรู้ การวัดและประเมินผลตามประเด็น และส่งตัวแทนนำเสนอกลุ่มละ ๓ – ๕ นาที ๑. สิ่งที่ได้เรียนรู้ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. สิ่งที่น่าจะนำไปใช้ ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓. ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 120 หน่วยที่ ๓ ทักษะการสื่อสารเพื่อการนิเทศ


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 121 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ทักษะการสื่อสารเพื่อการนิเทศ หัวข้อเรื่อง ๓.๑ เทคนิคการสื่อสารเพื่อการนิเทศ 3.2 เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการนิเทศ ๓.๑ เทคนิคการสื่อสารเพื่อการนิเทศ กรอบแนวคิด การสื่อสารเป็นเครื่องมือสำคัญพื้นฐานในการดำเนินกิจกรรมให้บรรลุวัตถุประสงค์การติดต่อ ปฏิสัมพันธ์และยังเป็นเครื่องมือสำคัญของกระบวนการทางสังคม จุดประสงค์ทั่วไป เพื่อให้ครูนิเทศก์มีความรู้ ความเข้าใจและเห็นความสำคัญของการสื่อสารกับการนิเทศ นักเรียน นักศึกษาในสถานประกอบการ พื้นฐานเกี่ยวกับการสื่อสาร ทักษะพื้นฐานในการสื่อสารเพื่อ การนิเทศ ได้แก่ ทักษะการฟัง ทักษะการถาม ทักษะการสรุปความ การสื่อสารแบบใช้ภาษาฉัน (I Message) และทักษะการต่อรองอย่างสร้างสรรค์ที่นำมาใช้ในการนิเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อให้ครูนิเทศ 1. มีความรู้ ความเข้าใจและเห็นความสำคัญของการสื่อสารกับการนิเทศ 2. เพื่อให้ครูนิเทศมีทักษะพื้นฐานในการสื่อสารสำหรับการนิเทศ 3. เพื่อให้ครูนิเทศก์สามารถนำเทคนิค I Message มาใช้ในการนิเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. เพื่อให้ครูนิเทศก์มีทักษะการต่อรองอย่างสร้างสรรค์ สาระสำคัญ ๑. การสื่อสารมีความสำคัญต่อการนิเทศเนื่องจากเป็นช่องทางในการสร้างความเข้าใจ ระหว่างผู้ส่งสารและผู้รับสาร และแสดงถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่าง สถานศึกษา สถานประกอบการ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษากับการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของผู้เรียน ๒. ทักษะพื้นฐานที่ครูนิเทศก์ควรมีสำหรับการทำหน้าที่ในการนิเทศได้แก่การฟัง การถาม และการสรุปความ


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 122 ๓. การใช้เทคนิคการสื่อสารพื้นฐานร่วมกับ I Message สามารถช่วยให้ครูนิเทศก์ประสบ ความสำเร็จในการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย ๔. การใช้ทักษะการเจรจาต่อรองอย่างสร้างสรรค์ของครูนิเทศก์ให้ประสบความสำเร็จกับ ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย แนวการจัดกิจกรรม ๑. บรรยายให้ความรู้ ๒. การอภิปรายกลุ่มย่อย ๓. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ๔. การสรุปองค์ความรู้ร่วมกัน รายละเอียดการจัดกิจกรรม กระบวนการ ๑๘๐ นาที องค์ประกอบ/กลุ่ม/เวลา กิจกรรม สื่อ ความคิดรวบยอด กลุ่ม ใหญ่ ๒๐ นาที ๑. ผู้เข้าอบรมดูวิดีทัศน์ (การสื่อสารที่ไม่ดี) ๒. ผู้เข้าอบรมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสาร ๓. วิทยากรสรุปประเด็นเกี่ยวกับความสำคัญของการ สื่อสาร 1. วีดิทัศน์หรือ สื่อฯ 2. PowerPoint ประสบการณ์และ สะท้อนการอภิปราย กลุ่มละ ๓-๔ คน ๕๐ นาที ๑. ผู้เข้าอบรมฝึกทักษะการฟัง ทักษะการถาม และทักษะ การสรุปความเป็น โดยใช้กรณีศึกษา ๔ เรื่อง (ตามเอกสารและนำเสนอในการอบรม) o กรณีครูนิเทศก์กับผู้เรียน o กรณีครูนิเทศก์กับครูฝึก o กรณีครูนิเทศก์กับหัวหน้าแผนกวิชา รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิชาการ o กรณีครูนิเทศกับผู้ประสานงานการนิเทศใน สถานประกอบการ ๒. แบ่งกลุ่มผู้เข้าอบรม เป็น ๔ กลุ่ม ตามกรณีศึกษา แต่ละ กลุ่มปฏิบัติดังนี้ ๓. แสดงบทบาทสมมติ ๒ คน ผู้เข้าอบรม ๔ คน สรุป จากการแสดงบทบาทสมมติ (ตามเอกสารใบกิจกรรมที่ ๓.๑/๑และนำเสนอ) ใบกิจกรรมที่ ๓.๑/๑ ความคิดรวบยอด กลุ่มใหญ่ ๒๐ นาที วิทยากรนำเสนอเรื่องการสื่อสารเกี่ยวกับการฟังการพูด และ ความรู้สึกของผู้ฟัง Power Point


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 123 องค์ประกอบ/กลุ่ม/เวลา กิจกรรม สื่อ ประสบการณ์และ สะท้อนการอภิปราย กลุ่มละ ๓-๔ คน ๒๐ นาที ๑. ผู้เข้าอบรมดูวิดีทัศน์ เกี่ยวกับการพูด แบบ I Message, You message ๒. สรุปความคิดจากการดูวิดีทัศน์ เรื่อง I Message, You message วิดีทัศน์หรือสื่อฯ Power Point ใบกิจกรรม ๓.๑/๒ ประยุกต์ใช้ กลุ่ม ๕ – ๖ คน ๒๐ นาที ๑. แบ่งกลุ่มผู้เข้าอบรม เป็น ๔ กลุ่ม ตามกรณีศึกษา o กรณีครูนิเทศก์กับผู้เรียน o กรณีครูนิเทศก์กับครูฝึก o กรณีครูนิเทศก์กับหัวหน้าแผนกวิชา รองผู้อำนวยการ ฝ่ายวิชาการ o กรณีครูนิเทศกับผู้ประสานงานการนิเทศ ในสถานประกอบการ แต่ละกลุ่มปฏิบัติดังนี้ ๑) แสดงบทบาทสมมติ ๒ คน โดยเป็นวิธีการพูด แบบ I message ๒) แสดงบทบาทสมมติ ๒ คน โดยเป็นวิธีการพูด แบบ You message ๓) แสดงบทบาทสมมุติ ๒ คน โดยเลือก กรณีศึกษาในการเจรจาต่อรอง ๑ เรื่อง ๔) สรุปเรื่องการสื่อสารจากผู้แสดงบทบาทสมมติ ๑ คน 1. ใบกิจกรรม ๓.๑/๒ 2. Power Point ความคิดรวบยอด กลุ่มใหญ่ ๒๐ นาที วิทยากรนำเสนอเทคนิคการสื่อสารทักษะพื้นฐาน I Message / you Message และการเจรจาต่อรองในการทำหน้าที่ครู นิเทศก์ ใบกิจกรรม ๓.๑/๒ สรุปความคิดและ การประเมินผล ๓๐ นาที ผู้เข้าอบรมปฏิบัติกิจกรรม เกม Quiz สรุปเนื้อหา ผู้เข้าอบรมทำแบบทดสอบ เรื่อง การสื่อสารเพื่อการนิเทศ ผู้เข้าอบรมทำแบบสอบถามความพึงพอใจ ๑) Application QUIZZ ๒) Google form ๓) แบบทดสอบ


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 124 ใบเนื้อหา ๓.๑ เทคนิคการสื่อสารเพื่อการนิเทศ ๑. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการสื่อสาร ๒. ทักษะพื้นฐานในการสื่อสารเพื่อการนิเทศ ๓. การสื่อสารแบบใช้ภาษาฉัน (I Message) ๔. ทักษะการเจรจาต่อรองอย่างสร้างสรรค์ 1. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการสื่อสาร ๑.๑ ความหมายและความสำคัญของการสื่อสาร ๑.๒ ความสำคัญของการสื่อสารกับการนิเทศ ๑.๓ องค์ประกอบของกระบวนการติดต่อสื่อสาร ๑.๔ รูปแบบของการสื่อสาร 1.1 ความหมายและความสำคัญของการสื่อสาร การสื่อสาร (Communication) เป็นพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อ ถ่ายทอดข่าวสาร ข้อเท็จจริง ความรู้สึก แนวความคิด ความต้องการ การกระทำจากบุคคลหนึ่งไปยัง อีกบุคคลหนึ่งให้เข้าใจและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามความประสงค์ของผู้ส่งสาร โดยอาศัยสื่อหรือ เครื่องมือในการสื่อสาร เช่น คำพูด ท่าทาง ข่าวสารในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย ที่ตั้งไว้ซึ่งต้องอาศัยศาสตร์และศิลป์ในการสื่อสารให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของงาน การสื่อสารจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการติดต่อกันระหว่างบุคคล หากการ สื่อสารไม่ดีมักจะเกิดอุปสรรคและปัญหา ทำให้งานล่าช้า ผิดพลาด เกิดข้อขัดแย้ง ทำให้งาน หยุดชะงัก ไม่ประสบผลสำเร็จ ดังนั้น ถ้าต้องการให้การดำเนินงานบรรลุสมความมุ่งหมายด้วยความ เรียบร้อยและราบรื่น การสื่อสารเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมให้การปฏิบัติงานสัมฤทธิ์ผลได้ 1.2. ความสำคัญของการสื่อสารกับการนิเทศ : กรณีการสื่อสารระหว่างบุคคล (ครูนิเทศก์ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง) การนิเทศเป็นงานที่จะต้องปฏิบัติร่วมกันระหว่างครูนิเทศก์และผู้เกี่ยวข้อง เช่น ครูนิเทศก์กับ นักเรียน นักศึกษา ครูนิเทศก์กับผู้ปกครอง ครูนิเทศก์กับสถานประกอบการ และครูนิเทศกับ บุคคลากรในสถานศึกษา ซึ่งการนิเทศจะต้องใช้การสื่อสารเป็นเครื่องมือช่วยในการนิเทศให้บรรลุผล ตามเป้าหมายที่วางไว้หากการนิเทศขาดความเข้าใจ ขาดความเอาใจใส่หรือขาดประสิทธิภาพในการ ติดต่อสื่อสาร ย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นหลายประการ หากครูนิเทศก์ขาดทักษะการสื่อสาร ไม่สามารถพูดหรือติดต่อกันให้เข้าใจ กลยุทธ์เทคนิควิธีการต่าง ๆ ที่เตรียมไว้เพื่อใช้ในการดำเนินการ นิเทศสัมฤทธิ์ผลตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ก็อาจล้มเหลวได้


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 125 ในการนิเทศ นอกเหนือจากครูนิเทศก์จะเข้าใจองค์ประกอบ รูปแบบ และ ลักษณะของสื่อ เพื่อการสื่อสารแล้ว สิ่งจำเป็นสำหรับครูนิเทศก์ที่จะต้องมีคือ เทคนิคการสื่อสารสำหรับการนิเทศ เช่น เทคนิคการพูด เทคนิคการฟัง เทคนิคการถาม เทคนิคการสรุปความ เทคนิคการเสนอแนะ การแก้ไข ปัญหาต่างๆ ตามสถานการณ์ เป็นต้น คุณลักษณะของครูนิเทศก์ที่จะประสบความสำเร็จในการสื่อสาร ๑. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการนิเทศ ๒. มีทักษะในการสื่อสาร ๓. เป็นคนช่างสังเกต เรียนรู้ได้เร็ว และมีความจำดี ๔. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ๕. คิดและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี ๖. มีความสามารถแยกแยะและจัดระบบข้อมูลในการนิเทศ ๗. มีความสามารถในการเขียนได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ๘. มีศิลปะและเทคนิคการจูงใจคน ๙. รู้ขั้นตอนการทำงาน ๑๐. มีมนุษยสัมพันธ์ดี 1.3 องค์ประกอบของกระบวนการติดต่อสื่อสาร องค์ประกอบของกระบวนการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลในการสื่อสารที่เป็นทั้งผู้รับ และ ผู้ส่งสารในเวลาเดียวกัน ๑. ผู้ส่งคือ ผู้ทำหน้าที่กระจายข้อมูลเริ่มต้นในการสื่อสาร เช่น ครูถ่ายทอดเนื้อหาวิชาของ บทเรียนแก่นักเรียน ๒. ผู้รับคือ ผู้ที่รับข้อมูลจากผู้ส่งโดยผ่านตัวกลางที่เรียกว่าสื่อชนิดต่าง ๆ ในทางปฏิบัติจริง ๆ แล้วจะพบว่าการสื่อสารเพื่อจะให้ได้ผลดีต้องเข้าใจว่าเราเป็นทั้งผู้รับ และผู้ส่งสารในเวลาเดียวกัน การแลกเปลี่ยนข้อมูลจะทำให้การสื่อสารมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น 1.4 รูปแบบของการสื่อสาร รูปแบบของการสื่อสาร แบ่งเป็น ๒ แบบ คือ ๑. ลักษณะของสื่อที่ใช้ สื่อที่ใช้ในการติดต่อสื่อสาร แบ่งออกเป็น ๒ ลักษณะ ได้แก่ ๑.๑ สื่อที่มีลักษณะภาษาในรูปของคำพูด หรือตัวอักษร สื่อแบบนี้เรียกว่า เรียกว่า Verbal Communication ๑.๒. สื่อที่มีลักษณะอื่น ที่ไม่เป็นภาษา ไม่ใช่คำพูด หรือภาษาเขียน เช่น การใช้สายตา สีหน้า น้ำเสียง ท่าทาง ระยะห่างและสัมผัส สัญญาณอื่น ๆ การสื่อสารลักษณะนี้เรียกว่า Nonverbal Communication ๒. ลักษณะวิธีการที่ใช้ในการส่งสื่อ แบ่งออกเป็น ๒ วิธีได้แก่ ๒.๑ การส่งโดยตรง หมายถึง กระบวนการที่เริ่มจากผู้ส่งผ่านสื่อ ถึงผู้รับที่ต้องการโดยตรง เช่น โทรศัพท์ หรือการสอนวิชาต่าง ๆ ให้กับนักเรียนในชั้นโดยตรง


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 126 ๒.๒ การส่งโดยอ้อม หมายถึง การส่งในลักษณะผ่านสื่อกลางในการดำเนินการ เช่น การ สอนในลักษณะทางไกล การใช้เครื่องมือสื่อสารเพื่อมวลชน วิทยุ โทรทัศน์ การใช้เอกสาร เป็นต้น 2. ทักษะพื้นฐานในการสื่อสารเพื่อการนิเทศ 2.๑ ทักษะการฟัง 2.๒ ทักษะการพูด การถาม 2.๓ ทักษะการสรุปความ 2.๑ ทักษะการฟัง การฟังเป็นกระบวนการที่สร้างประสิทธิภาพในการสื่อสาร ถ้าครูนิเทศก์ฟังโดยไม่ตั้งใจ และ ไม่สนใจ ในขณะที่รับฟังก็จะจับใจความที่ฟังไม่ได้ทั้งหมด ซึ่งจะทำให้เสียโอกาสที่จะได้รับข้อมูล ข่าวสารที่เป็นประโยชน์จากผู้รับการนิเทศ และยอมรับว่าการฟังเป็นปัญหาอย่างหนึ่งในการสื่อสาร ของการนิเทศ ซึ่งเกิดจากครูนิเทศก์ขาดสมรรถภาพในการฟังก่อให้เกิดปัญหากับผู้เกี่ยวข้องในการ นิเทศ อย่างไรก็ตามผู้นิเทศก์ก็สามารถปรับปรุงการฟังให้ดีและมีประสิทธิภาพได้ถ้าหากเข้าใจใน หลักการฟัง สนใจที่จะปรับปรุงการฟังของตนให้มีคุณภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการนิเทศต่อไป การเป็นผู้ฟังที่ดีของครูนิเทศก์ การฟังเป็นสิ่งที่สำคัญของครูนิเทศก์ที่จะทำให้ได้รับข้อมูลที่ช่วยให้การนิเทศบรรลุตาม วัตถุประสงค์ ครูนิเทศก์ควรมีลักษณะการเป็นผู้ฟังที่ดีดังนี้ 1. ฟังอย่างละเอียดลุ่มลึก การฟังอย่างละเอียดลุ่มลึกจะเกิดขึ้นได้ ครูนิเทศก์จะต้อง ๑.๑ มีสมาธิในการฟัง สมาธิเป็นสิ่งจำเป็นในการฟัง ครูนิเทศก์ต้องหมั่นฝึกตนเองให้มี สมาธิเพื่อให้เกิดสติพยายามพุ่งความสนใจไปในเรื่องที่ตนกำลังฟังนั้น ๑.๒ ตั้งจุดมุ่งหมายในการฟัง สนใจ และจับประเด็นสำคัญของเรื่องที่ฟังให้ได้เช่น ขณะ ฟังต้องรู้จักใช้สติปัญญาวิเคราะห์ฟังเพื่อจับใจความสำคัญ ประเด็นสำคัญ และสรุปความคิดรวบยอด ให้ได้ ๑.๓ วิเคราะห์เจตนาของผู้พูด คือ ต้องรู้จักวิเคราะห์เจตนาของผู้พูดว่าผู้พูดมีความ ประสงค์อย่างไรมีสิ่งใดแอบแฝงซ่อนเร้นอยู่ในเรื่องที่พูดหรือไม่ ๑.๔ ต้องวางใจเป็นกลางไม่มีอคติใด ๆ ต่อผู้พูด ฟังด้วยความอดทนและตั้งใจฟัง ฟังอย่างมีกัลยาณมิตร ให้เกียรติผู้พูด และมีมารยาทอันดีงาม ๒. การไตร่ตรองความคิด ๒.๑ ใช้ศิลปะในการฟังครูนิเทศที่ดีไม่ควรฟังอย่างเดียว ควรใช้ไหวพริบในบางโอกาส เพื่อช่วยให้ผู้พูดสามารถถ่ายทอดความรู้ ความคิดของตนไปสู่จุดมุ่งหมายปลายทาง ตามที่ครูนิเทศก์ ต้องการโดยใช้คำถามนำไปสู่จุดที่ครูนิเทศก์ต้องการ ๒.๒ ขณะฟังควรบันทึกสิ่งสำคัญ หากสงสัยหาโอกาสซักถามให้เหมาะสม ๓. การนำเสนอความคิด หลังการฟัง ครูนิเทศก์ควรคิดทบทวน เรื่องราวต่างๆ ที่ฟังไปนั้น ตรงกับข้อเท็จจริง และมีเหตุผลน่าเชื่อถือเพียงใด มีสิ่งใดจะนำไปปฏิบัติให้เกิดประโยชน์ได้หรือไม่ และรู้จักนำความรู้หรือข้อคิดต่างๆที่ได้จากการฟังไปใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาและพัฒนาการนิเทศ ต่อไป


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 127 ทักษะการฟัง จึงประกอบด้วย ๑. ฟังอย่างใส่ใจ โดย สบตา พยักหน้า สีหน้า รับฟัง ล้วนแต่เป็น Nonverbal Communication ๒. ฟังได้ทั้งความคิดและความรู้สึก ความคิดได้จากคำพูด ส่วนความรู้สึกได้จากการสังเกต Nonverbal Communication ของผู้สื่อสาร 2.2 ทักษะการพูด การถาม การพูด การถาม เป็นการสื่อสารโดยวาจา การนิเทศส่วนใหญ่จะใช้การพูด การถาม ในการติดต่อสื่อสารกับผู้เกี่ยวข้อง เช่น ทำความคุ้นเคย สร้างมนุษยสัมพันธ์ก่อนการนิเทศ ให้คำปรึกษาหารือ วิเคราะห์วางแผนการนิเทศร่วมกัน ตลอดจนการให้ข้อมูลย้อนกลับ เพื่อการ ปรับปรุงการนิเทศ เป็นต้น ดังนั้น การมีเทคนิคในการพูด การถามที่ดีจึงเป็นคุณสมบัติประการสำคัญ ของครูนิเทศก์ในการนิเทศ การพูด การถามที่ดีควรมีลักษณะดังต่อไปนี้ ๑. พูดถามในลักษณะที่ไม่คุกคาม ๑.๑ ใช้น้ำเสียงที่นุ่มนวล น่าฟัง ๑.๒ หลีกเลี่ยงการพูดตำหนิ ๑.๓ หลีกเลี่ยงคำหยาบหรือด่าทอ ๒. พูดถามเพื่อสร้างความเข้าใจ ๒.๑ ไม่ควรพูดให้คนอื่นรู้สึกอาย ๒.๒ ไม่พูดวกวน เล่นลิ้น เล่นสำนวน ๒.๓ พูดในเรื่องที่ผู้ฟังชื่นชมยินดีชอบใจ ถูกใจ และสบายใจ ๒.๔ หลีกเลี่ยงการดุด่าบ่นว่า ใช้การแนะนำหรือการเล่าให้ฟังและใช้การถามที่บ่งบอกถึง ความห่วงใยและใส่ใจต่อผู้ฟังและควรใช้คำถามปลายเปิด ๒.๕ อย่าพูดผูกขาดคนเดียว ๓. ฟังคำตอบอย่างใส่ใจ ๓.๑ ให้ความสนใจโดยใช้สายตามองผู้ฟัง แสดงการเรียนรู้โดยการพยักหน้าหรือยิ้ม ๓.๒ การรู้จักวิเคราะห์ผู้ฟัง สถานที่ เวลา โอกาส และความมุ่งหมายในการพูด นอกจากนั้น การพูดควรเสนอความคิดเห็นเป็นขั้นตอน มีระเบียบ เข้าใจง่าย มองเห็นภาพพจน์ได้ชัดเจน ทักษะการถาม ๑) ถามปลายเปิด ด้วยคำถาม เช่น When, What, Where, Why ฯลฯ เป็นคำถาม ที่สร้างความเข้าใจ และเข้าใจเรื่องราวให้ลึกซึ้ง ๒) ถามปลายปิด ด้วยคำถาม ไปไหน หรือ ใช่ ไม่ใช่ ซึ่งต้องใช้ต่อเมื่อจำเป็นเพื่อต้องการ ยืนยันความชัดเจน


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 128 2.3 ทักษะการสรุปความ การสรุปความ คือ การจับใจความสำคัญจากเรื่องที่ฟังแล้วนำมาเรียบเรียงใหม่อย่างสั้น ๆ ให้รู้ว่าเป็นเรื่องอะไร มีใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ซึ่งเป็นทักษะที่ครูนิเทศก์จำเป็นต้องใช้ หลังจากการนิเทศ โดยมีขั้นตอนที่ครูนิเทศก์ควรมีทักษะในการสรุปความดังนี้ 1. ขั้นรับสารให้เข้าใจ เมื่อฟังและดูเรื่องใดแล้วต้องทำความเข้าใจ จับประเด็น แนวคิดสำคัญของเรื่อง 2. ขั้น Key Message ทั้งความคิดและความรู้สึก เพื่อให้เข้าใจสาระสำคัญของเรื่องทั้งหมดด้วยการตั้งคำถามต่อจากการจับประเด็นสำคัญ ของเรื่องว่าเกี่ยวกับใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร โดยสรุปเป็นใจความสำคัญ 3. ขั้นเขียนสรุป การนำใจความของเรื่องมาเรียบเรียงใหม่ ด้วยสำนวนของผู้สรุปเองโดยครอบคลุมทั้ง ความคิดและความรู้สึกของผู้พูด 3. การสื่อสารโดยใช้ภาษาฉัน (I Message) ในการสื่อสารเพื่อลดปัญหาข้อขัดแย้ง ต้องสื่อสารด้วยการใช้ภาษาฉัน (I Message) และ ไม่ควรใช้ภาษาแก (You Message) เพราะจะทำให้ผู้รับสารเกิดความรู้สึกเหมือนถูกตำหนิหรือ ถูกจับผิด จะส่งผลให้การสื่อสารล้มเหลว การสื่อสารแบบภาษาฉัน มักขึ้นต้นประโยคด้วยตัวผู้พูดเอง เช่น ฉัน หรือ ผม แล้วตามด้วยความห่วงใยที่ตนมีต่อผู้ฟัง หลักการสื่อสารด้วยภาษาฉัน เป็นเทคนิคการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ เป็นการสื่อสารที่สร้าง ความรู้สึกนุ่มนวล น่าฟัง และส่งผลในทางบวก เป็นการสื่อสารที่บอกถึงความรู้สึกของผู้พูดที่แฝงด้วย ความห่วงใย ไม่ใช่มีในลักษณะของการออกคำสั่งหรือใช้อารมณ์หรือการคุกคาม ทำให้ผู้ฟังรู้สึก ว่าตนเองมีคุณค่า รับรู้ถึงความรู้สึกห่วงใยจากผู้พูดอันจะทำให้ผู้ฟังรู้สึกคล้อยตามไปในที่สุด ซึ่งจะ แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากการสื่อสารแบบภาษาแก เพราะการสื่อสารประเภทนี้จะมุ่งไปในทางคุกคาม ตำหนิหรือจับผิด ซึ่งการพูดในลักษณะนี้ผู้พูดมักจะมีอารมณ์ไม่พอใจหรือโกรธร่วมด้วย โดยอาจจะมี การเหน็บแนม ซึ่งการสื่อสารแบบภาษาฉัน มักจะขึ้นต้นประโยคด้วยตัวผู้พูดเอง เช่น ฉัน หรือ ผม แล้วตามด้วยความรู้สึกห่วงใย ทำให้ผู้ฟังรู้สึกอบอุ่นใจ และนุ่มนวลกว่าประโยคที่ขึ้นต้นด้วย คำว่า เธอ หรือ คุณ แล้วตามด้วยคำพูดในเชิงตำหนิการกระทำของคู่เจรจา การสื่อสารแบบภาษาฉัน มีหลักการดังนี้ 1. เป็นการสื่อสารหรือการพูดที่เน้นความรู้สึกของตัวผู้พูดเป็นหลัก หรือเป็นประโยคแรกใน การพูด ๒. ผู้พูดควรจะต้องบ่งบอกถึงความรู้สึก ห่วงใย หรือกังวลที่ผู้พูดมีต่อผู้ฟัง โดยผู้พูดควร จะต้องชี้แจงเหตุผลให้ผู้ฟังเข้าใจว่าทำไมผู้พูดจะต้องพูดออกมา ๓. รับฟังความเห็นของคู่เจรจา


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 129 ตัวอย่าง ภาษาแก (You Message) ตัวอย่าง ภาษาฉัน (I Message) คำพูด ทำไมเธอไปทำงานสายบ่อย ๆ ครู เป็นห่วงที่เรา ไปทำงานไม่ทันหลายครั้ง มีอะไรหรือเปล่า ผล รู้สึกว่าถูกตำหนิ ทำให้ไม่ยากเปิดเผยปัญหา ตัวเอง ผล รู้สึกว่าครูห่วงใย เกิดความไว้วางใจ และ อยากปรึกษาปัญหา ทักษะการสื่อสารที่ใช้ภาษาฉัน เริ่มจากทักษะพื้นฐาน คือ ฟังอย่างใส่ใจ ถามเน้นความชัดเจน สรุปความ จากนั้น ๑. ดูความรู้สึกของตนเองที่เกิดขึ้นจากการสนทนา ๒. เริ่มคำพูด ด้วยคำถาม ฉัน (รู้ว่า)..........ที่เธอ.............. ๓. รับฟังและแลกเปลี่ยน 4. ทักษะการเจรจาต่อรองอย่างสร้างสรรค์ ในการทำงาน หรือการดำเนินชีวิตที่ต้องพบปะผู้คนมากมายในยุคปัจจุบัน การเจรจาต่อรอง ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทุกคนจะต้องเจอ เพราะต่างคนย่อมมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน และ มีความต้องการอยากให้ผู้อื่นยอมรับในความคิดของตัวเองเป็นหลัก จึงพยายามที่จะใช้มาตรฐานของ ตัวเองในการกำหนดให้ผู้อื่นคล้อยตาม แต่ขาดทักษะในการจูงใจ และเจรจาจึงทำให้เกิดข้อขัดแย้ง เกิดขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การพัฒนาทักษะการเจรจาต่อรองจึงสามารถที่จะจูงใจแนวความคิด ผู้อื่นได้การเจรจาต่อรองที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง จึงไม่ใช่การเอาชนะแนวความคิดของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือทำให้อีกฝ่ายหนึ่งต้องยอมจำนน โดยที่ไม่ได้รู้สึกยอมรับจริงๆ แต่เป็นการทำให้เกิดประโยชน์ ร่วมกัน และทั้งสองฝ่ายได้รับจุดประสงค์ของแต่ละฝ่าย โดยที่มีความเต็มใจในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นร่วมกัน เปรียบเสมือนชนะทั้งคู่ จึงจะเรียกได้ว่าเป็นการเจรจาต่อรองอย่างมีคุณภาพ และสร้างสรรค์ อย่างแท้จริง การเสริมสร้างและพัฒนาทักษะในการเจรจาต่อรองให้กับบุคลากรในองค์กรที่มี ส่วนเกี่ยวข้องกับการติดต่อประสานงานกับผู้อื่นเพื่อให้ได้งานที่มีประสิทธิภาพก็จะทำให้ได้ผลลัพธ์ อย่างสร้างสรรค์ที่สามารถต่อยอดไปสู่ความสำเร็จที่มากกว่าเดิมได้ และเกิดการยอมรับจากผู้อื่น มากขึ้น สามารถนำไปปรับใช้ทั้งในเรื่องของงาน ชีวิตส่วนตัว การแก้ปัญหาความขัดแย้งและการจูงใจ ผู้อื่นได้อีกด้วย เทคนิคการเจรจาต่อรองให้ประสบความสำเร็จ การเจรจาต่อรองนั้นไม่ว่าจะเป็นการเจรจากับลูกค้า หรือแม้แต่บุคลากรในหน่วยงานเดียวกัน ต้อง มีเทคนิคที่ดี เพื่อให้การเจรจานำไปสู่ข้อตกลงที่พึงพอใจกันทั้งสองฝ่ายจึงจะถือว่าการเจรจา ต่อรองนั้น ประสบความสำเร็จ โดยมีเทคนิคในการเจรจาต่อรองดังนี้ ๑) เก็บข้อมูลของอีกฝ่าย และวางแผนการเจรจาต่อรอง ต้องศึกษาข้อมูลและประเมินของ ฝ่ายตรงข้ามว่าต้องการอะไร เพื่อที่คุณจะสามารถวางแผนยื่นข้อเสนอได้อย่างเหมาะสม เพราะหาก ยื่นข้อเสนอที่เขาไม่สนใจ การเจรจานั้นย่อมไม่เกิดข้อตกลงที่น่าพึงพอใจอย่างแน่นอน ๒) เตรียมฝึกการพูด วางแผนกลวิธีการโน้มน้าวใจ ควรฝึกพูด ให้คล่อง เตรียมข้อมูลให้ แม่นยำ น่าเชื่อถือ วางแผนให้ดีว่าคำถามที่คาดว่าจะถูกถามมีอะไรบ้าง รวมทั้งฝึกตอบคำถามเหล่านั้น อย่างฉะฉาน


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 130 ๓) นำเสนอประโยชน์ที่จะได้รับ ไม่ควรเอาแต่พูดถึงประโยชน์ของตนเอง แต่ควรบอกให้อีก ฝ่ายทราบ ถึงประโยชน์และผลดีที่จะได้รับเพื่อเป็นการโน้มน้าวใจ โดยที่ประโยชน์นั้นต้องอยู่บน พื้นฐานความจริง ไม่โกหกหลอกลวงหรือกล่าวอ้างเกินจริง ๔) แสดงเงื่อนไขที่แตกต่าง การกระตุ้นให้การเจรจาต่อรองประสบความสำเร็จนั้น ต้องแสดงเงื่อนไขที่แตกต่างให้เห็นว่าข้อเสนอมีความโดดเด่นและให้ประโยชน์กับอีกฝ่ายได้มากกว่า คนอื่น ๆ ๕) สร้างความน่าเชื่อถือ แสดงข้อมูลให้มาก ต้องพยายามแสดงข้อมูลให้มาก เพื่อสร้าง ความน่าเชื่อถือ และใช้เทคนิคการพูดเพื่อโน้มน้าวให้ได้ แต่ไม่ควรรุกเร้า กดดัน หรือเอาเปรียบ จนเกินไป ๖) ปรับกลยุทธ์ได้ทุกเมื่อ การต่อรองที่ดีต้องรู้จักปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ตลอดเวลา โดยใช้ ปฏิภาณไหวพริบ รวมทั้งการมีอารมณ์ขันก็สามารถพลิกสถานการณ์ได้ ๗) สุภาพอ่อนน้อมถ่อมตน การวางตัวจะต้องมีความสุภาพและถ่อมตน จะทำให้การเจรจา นั้นราบรื่นกว่าการแสดงตนเหนือกว่า และโอ้อวดตนเอง แต่ก็ไม่ควรถ่อมตนมากเกินจนดูต่ำต้อยและ เสียเปรียบในการเจราจาต่อรอง ๘) ไม่ยกประโยชน์ให้อีกฝ่ายง่ายเกินไป ต้องมีจุดยืนในการเจรจาต่อรอง ไม่ให้รู้สึกว่าอยาก ตกลงจนยอมทุกอย่างโดยง่ายดาย ต้องรู้จักแสดงท่าทีเพื่อรักษาผลประโยชน์ไว้ด้วย ๙) กล้าปฏิเสธและเรียกร้องต้องกล้าปฏิเสธ กล้าบอกว่าขอคิดดูก่อน และกล้าเรียกร้องใน สิ่งที่ต้องการด้วย เมื่อยังไม่พึงพอใจในการเจรจาก็ยังไม่จำเป็นต้องรีบตกลง ๑๐) หากเจรจาไม่สำเร็จ ต้องกล้าที่จะถอย หากรู้แน่ชัดว่า อีกฝ่ายไม่ตกลงแน่แล้ว ต้องกล้า ที่จะยกเลิกการเจรจานั้นทันที ให้โอกาสอีกฝ่ายได้คิดทบทวน แล้วค่อยติดต่อเข้าไปใหม่ โดยไม่กระชั้น เกินไป และไม่ห่างหายนานเกินไปจนอีกฝ่ายจำข้อมูลที่คุยกันไม่ได้ ไม่ว่าผลการเจรจาต่อรองจะเป็นอย่างไร ขอให้ทำทุกอย่างให้จบลงด้วยดี เพราะในการ ทำงานอาจมีโอกาสต้องติดต่อประสานงานกันอีกในวันข้างหน้า การเตรียมความพร้อมก่อนการเจรจา การเจรจาต่อรองเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญ เพราะบุคคลที่มีเทคนิคการต่อรองชั้นยอด สามารถนำพรสวรรค์ดังกล่าวไปสร้างข้อได้เปรียบให้กับองค์กรได้อย่างมากมาย แต่สำหรับคนที่ ยังไม่มีทักษะการต่อรองก็สามารถพัฒนาให้เกิดความเชี่ยวชาญขึ้นได้ เจรจาอย่างไรให้ได้ผล ควรมี ขั้นตอนการเตรียมความพร้อมก่อนการเจรจา ดังนี้ ๑. เตรียมจุดมุ่งหมายของการพูด ๒. ศึกษาปัญหาและความเป็นไปได้ว่ามีมากน้อยเพียงใดในการเจรจาให้ประสบผลสำเร็จ ๒.๑ คู่สนทนาที่ชอบวางอำนาจ พูดจาก้าวร้าว ใจร้อน วางตัวเป็นใหญ่ ครูนิเทศก์ต้อง ยอมรับในคำพูดของอีกฝ่าย เมื่อเขายกตัวขึ้นเป็นนาย สิ่งที่ครูนิเทศก์ควรทำ คือทำตัวเสมือนเป็น ลูกน้อง และพยายามพูดให้ตรงประเด็นที่สุด ๒.๒ คู่สนทนา เฉย พูดน้อย จนผู้ฟังไม่ทราบว่ามีความรู้สึกเช่นไร ครูนิเทศต้องกระตุ้นให้ เกิดความสนใจในเนื้อเรื่อง แล้วสรุปเพื่อหาข้อคิดเห็นของคู่สนทนา ๒.๓ คู่สนทนาประเภทขาดความเชื่อมั่น สองจิตสองใจ หรือตัดสินใจช้า


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 131 ๒.๔ คู่สนทนาประเภทละเอียดทุกขั้นตอน ครูนิเทศก์ต้องละเอียดตาม อธิบายเนื้อหาให้ ชัดเจน ตัวเลขถูกต้อง ทำให้รู้สึกว่าเราเป็นคนรอบคอบและไม่เอาเปรียบอีกฝ่าย ๓. หาความต้องการของทั้งสองฝ่ายรวมถึงดูข้อจำกัดของแต่ละฝ่ายว่ามีอะไรบ้างโดยเฉพาะ เรื่องของเวลาและอำนาจการตัดสินใจ ๔. เตรียมวิธีเกลี้ยกล่อม ครูนิเทศก์ต้องเตรียมให้เหมาะสมกับคู่สนทนาที่มีลักษณะแตกต่าง กัน เพราะการเกลี้ยกล่อมคือการพยายามทำให้ตกลงตามที่เราต้องการโดยยกเหตุผลจูงใจต่าง ๆ มา เสริมเพื่อให้คล้อยตามคำพูดของเรา วิธีการเกลี้ยกล่อมที่ดีคือ พิจารณาให้ออกว่าคู่สนทนา มีลักษณะ อย่างไร มีจุดอ่อนจุดแข็งด้านใดบ้าง และนำข้อพิจารณามาปรับใช้ให้การเจรจาประสบผลสำเร็จ ๕. การสร้างกำลังใจในตัวเองของครูนิเทศก์ความพร้อมของข้อมูลต่างๆ จะทำให้เกิดความ มั่นใจ กล้าพูด หรือแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ และพร้อมที่จะเปิดการเจรจาในทุกเมื่อ


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 132 ใบกิจกรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓ ทักษะการสื่อสารเพื่อการนิเทศ หัวข้อย่อยที่ ๓.๑ เทคนิคการสื่อสารเพื่อการนิเทศ ใบกิจกรรมที่ ๓.๑/๑ สรุปและวิเคราะห์กรณีศึกษา คำชี้แจง ๑. ผู้รับการอบรมแบ่งกลุ่มๆละ ๑๐ คน จากนั้นจับคู่ ๓ คู่ โดยแต่ละคู่แสดงบทบาทสมมติ ตามจากกรณีศึกษา ๔ เรื่อง เลือกกรณีศึกษา ๑ เรื่อง และเลือกกรณีศึกษาการเจรจาต่อรอง ๑ เรื่อง จากกรณีที่กำหนดด้านล่าง ๒. ผู้เข้าอบรม แสดงบทบาทสมมติตามกรณีศึกษา ๖ คน และ ๔ คนเป็นผู้สังเกตตาม แบบบันทึกที่กำหนด ๓. วิทยากรสุ่มเลือกตัวแทนกลุ่ม ๔ กลุ่มแสดงบทบาทสมมติ ๔ กรณีศึกษาปัญหา และการ เจรจาต่อรอง ๑ เรื่อง (กลุ่มละ ๕ นาที) ๔. วิทยากรสรุปโดยเชื่อมโยงการใช้ทักษะการสื่อสารเพื่อการนิเทศ กรณีศึกษา ปัญหาในการนิเทศ กรณีศึกษาที่ ๑ : กรณีครูนิเทศก์กับนักศึกษา ประเด็น นายวิเศษ รักดี นักศึกษาระบบทวิภาคี ระดับ ปวส.๒ สาขาช่างอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ระหว่างการฝึกอาชีพ ณ บริษัทศักยภาพไอซีที ในช่วงแรกของการฝึกอาชีพ นักศึกษาเข้าฝึกอาชีพ ตามปกติ ต่อมาระยะหลัง เริ่มมีพฤติกรรมมาสายและลาหยุดงานบ่อยครั้ง รวมทั้งไม่ได้มีการบันทึก สมุดลงปฏิบัติงานรายวันในการฝึกอาชีพเลย โดยครูผู้ควบคุมหรือครูฝึกได้แจ้งกลับมายังครูนิเทศก์ ให้ทราบถึงพฤติกรรม ครูนิเทศก์จะมีวิธีการพูดอย่างไรกับนายวิเศษ กรณีศึกษาที่ ๒ : กรณีครูนิเทศก์กับครูฝึก ประเด็น วิทยาลัยทะเลไทได้ส่งนางสาวลีลาวดี สุขเสมอ นักศึกษา ระดับปวส. ๒ สาขาวิชาการโรงแรมเข้าฝึกอาชีพ ณ โรงแรมวินเซิฟ โดยในแผนการฝึกอาชีพ นักศึกษาต้องได้รับการ ฝึกอาชีพ ครบ ๔ ด้านคือ งานส่วนหน้า (Front) งานครัว (Kitchen) งานจัดเลี้ยง (Food &Beverage) และงานแม่บ้าน (House Keeping) แต่เมื่อครูนิเทศก์ไปนิเทศที่โรงแรม กลับพบว่านักศึกษาได้รับการ ฝึกอาชีพเพียงงานเดียว กรณีดังกล่าว ครูนิเทศก์จะมีวิธีการพูดกับครูฝึกอย่างไร


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 133 กรณีศึกษาที่ ๓ : กรณีครูนิเทศก์กับหัวหน้าแผนกวิชา ประเด็น ครูไพรัตน์ ดอกไม้ ครูแผนกวิชาช่างเชื่อมโลหะ ได้ไปนิเทศ นายภูวดล มากมี นักศึกษาระดับชั้น ปวช.๓ เข้ารับการฝึกอาชีพกับบริษัท ARC Welding โดยครูนิเทศก์ได้รับแจ้งจาก ทางบริษัทฯ ว่านายภูวดล ไม่ตั้งใจในการปฏิบัติงานและชอบหลบไปโทรศัพท์บ่อยครั้ง ครูไพรัตน์ ต้องการคำปรึกษาจากหัวหน้าแผนกวิชาและได้เคยรายงานแล้ว แต่ก็ทำเฉย ครูไพรัตน์จะมีวิธีการพูด อย่างไรให้หัวหน้าแผนกวิชา ช่วยให้คำปรึกษาและหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น กรณีศึกษาที่ ๔ : กรณีครูนิเทศก์กับผู้ประสานงานการนิเทศในสถานประกอบการ ประเด็น : วิทยาลัยมหาสมุทร ประกาศเปิดเรียนวันที่ ๑๖ พฤษภาคม แต่เนื่องด้วยเกิด สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙ จึงทำให้ต้องเลื่อนการเปิดเป็นวันที่ ๑ มิถุนายน แต่งานอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของวิทยาลัยฯ ได้จัดทำเอกสารส่งไปยังสถานประกอบการ เรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ทางบริษัทฯ ไม่มีนักเรียนเข้ารับการฝึกอาชีพตามกำหนด จึงได้โทรศัพท์มาแจ้งกับทางวิทยาลัย ครูนิเทศก์จะประสานกับสถานประกอบการโดยมีวิธีการพูด อย่างไร การเจรจาต่อรอง กรณีศึกษาที่ ๕ ประเด็น : ครูปรียานุช โชคดีมีชัย ครูนิเทศก์แผนกวิชาบัญชี มีความประสงค์จะส่งนักศึกษา เข้ารับการฝึกอาชีพใน บริษัท FB การบัญชี และต้องการจะ MOU กับบริษัท ครูปรียานุช จะต้อง เตรียมตัวอย่างไร และสื่อสารอย่างไรกับสถานประกอบการ เพื่อให้สถานประกอบการตอบตกลง ในการทำบันทึกความร่วมมือกับสถานศึกษา ครูปรียานุชจะต้องสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับสวัสดิการ ต่าง ๆ ของบริษัทฯ เพื่อสร้างความเข้าใจในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีร่วมกัน กรณีศึกษาที่ ๖ ประเด็น : ครูโสภา งามวิลัย ครูนิเทศก์แผนกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ ได้รับการสอบคัดเลือก มาบรรจุใหม่ ณ วิทยาลัยเทคนิคสีสรรค์ ยังไม่มีประสบการณ์ในการนิเทศ และการติดต่อประสานงาน กับสถานประกอบการ แต่ครูโสภาได้รับมอบหมายจากหัวหน้าแผนกวิชา ให้ติดต่อประสานงาน กับบริษัทธุรกิจคอมก้าวหน้า ครูโสภาจะต้องเตรียมตัวอย่างไรและมีวิธีการพูดสื่อสารอย่างไร เพื่อสร้างความเข้าใจกับสถานประกอบการในการจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ในการรับนักศึกษา ฝึกอาชีพ และการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือร่วมกัน


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 134 ใบกิจกรรมที่ ๓.๑/๑ แบบบันทึกของผู้สังเกต กรณีศึกษาที่............................................................... ๑. ผู้พูด รู้สึกอย่างไร ขณะ พูด คนที่ ๑ ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… คนที่ ๒ ………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. ผู้ฟัง รู้สึกอย่างไร ขณะได้รับสาร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓. จากการแสดงบทบาทสมมุติ ท่านคิดว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔. ท่านมีข้อเสนอแนะอะไรบ้างจากการแสดงบทบาทสมมุติตามสถานการณ์ในกรณีศึกษา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 135 ใบกิจกรรม หน่วยการเรียนรู้ที่ ๓ ทักษะการสื่อสารเพื่อการนิเทศ หัวข้อย่อยที่ ๓.๑ เทคนิคการสื่อสารเพื่อการนิเทศ ใบกิจกรรมที่ ๓.๑/๒ สรุปและวิเคราะห์กรณีศึกษา คำชี้แจง ๑. ผู้รับการอบรมแบ่งกลุ่ม จากนั้นจับคู่ ๓ คู่ โดยแต่ละคู่แสดงบทบาทสมมติตามกรณีศึกษา ปัญหา ๑ เรื่อง และกรณีศึกษาการเจรจาต่อรอง ๑ เรื่องตามกรณีศึกษาที่กำหนด ๒. ผู้เข้าอบรม แสดงบทบาทสมมติตามกรณีศึกษา โดย คู่ที่ ๑ สาธิตการพูดแบบ I message และ คู่ที่ ๒ สาธิตแบบ You message และ กรณีศึกษา การเจรจาต่อรอง อีก ๑ คู่ บุคคลที่เหลือ ในกลุ่มเป็นผู้สังเกตและสรุปตามแบบบันทึกที่กำหนด ๓. วิทยากรสุ่มเลือกตัวแทนกลุ่ม ๔ กลุ่มแสดงบทบาทสมมติ ๔ กรณีและ การเจรจาต่อรอง ๒ กรณีศึกษา (กลุ่มละ ๑๐ นาที) ๔. วิทยากรสรุปโดยเชื่อมโยงการใช้เทคนิคเพื่อการสื่อสาร กรณีศึกษาปัญหาในการนิเทศ กรณีศึกษาที่ ๑ : กรณีครูนิเทศก์กับนักศึกษา ประเด็น นายวิเศษ รักดี นักศึกษาระบบทวิภาคี ระดับ ปวส.๒ สาขาช่างอิเล็กทรอนิกส์ อยู่ระหว่างการฝึกอาชีพ ณ บริษัทศักยภาพไอซีที ในช่วงแรกของการฝึกอาชีพ นักศึกษาเข้าฝึกอาชีพ ตามปกติ ต่อมาระยะหลัง เริ่มมีพฤติกรรมมาสายและลาหยุดงานบ่อยครั้ง รวมทั้งไม่ได้มีการบันทึก สมุดลงปฏิบัติงานรายวันในการฝึกอาชีพเลย โดยครูผู้ควบคุมหรือครูฝึกได้แจ้งกลับมายังครูนิเทศก์ ให้ทราบถึงพฤติกรรม ครูนิเทศก์จะมีวิธีการพูดอย่างไรกับนายวิเศษ กรณีศึกษาที่ ๒ : กรณีครูนิเทศก์กับครูฝึก ประเด็น วิทยาลัยทะเลไทได้ส่งนางสาวลีลาวดี สุขเสมอ นักศึกษา ระดับปวส. ๒ สาขาวิชาการโรงแรมเข้าฝึกอาชีพ ณ โรงแรมวินเซิฟ โดยในแผนการฝึกอาชีพ นักศึกษาต้องได้รับการ ฝึกอาชีพ ครบ ๔ ด้านคือ งานส่วนหน้า (Front) งานครัว (Kitchen) งานจัดเลี้ยง (Food &Beverage) และงานแม่บ้าน (House Keeping) แต่เมื่อครูนิเทศก์ไปนิเทศที่โรงแรม กลับพบว่านักศึกษาได้รับการ ฝึกอาชีพเพียงงานเดียว กรณีดังกล่าว ครูนิเทศก์จะมีวิธีการพูดกับครูฝึกอย่างไร


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 136 กรณีศึกษาที่ ๓ : กรณีครูนิเทศก์กับหัวหน้าแผนกวิชา ประเด็น ครูไพรัตน์ ดอกไม้ ครูแผนกวิชาช่างเชื่อมโลหะ ได้ไปนิเทศ นายภูวดล มากมี นักศึกษาระดับชั้น ปวช.๓ เข้ารับการฝึกอาชีพกับบริษัท ARC Welding โดยครูนิเทศก์ได้รับแจ้งจาก ทางบริษัทฯ ว่านายภูวดล ไม่ตั้งใจในการปฏิบัติงานและชอบหลบไปโทรศัพท์บ่อยครั้ง ครูไพรัตน์ ต้องการคำปรึกษาจากหัวหน้าแผนกวิชาและได้เคยรายงานแล้ว แต่ก็ทำเฉย ครูไพรัตน์จะมีวิธีการพูด อย่างไรให้หัวหน้าแผนกวิชา ช่วยให้คำปรึกษาและหาวิธีแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น กรณีศึกษาที่ ๔ : กรณีครูนิเทศก์กับผู้ประสานงานการนิเทศในสถานประกอบการ ประเด็น : วิทยาลัยมหาสมุทร ประกาศเปิดเรียนวันที่ ๑๖ พฤษภาคม แต่เนื่องด้วยเกิด สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่า ๒๐๑๙ จึงทำให้ต้องเลื่อนการเปิดเป็นวันที่ ๑ มิถุนายน แต่งานอาชีวศึกษาระบบทวิภาคีของวิทยาลัยฯ ได้จัดทำเอกสารส่งไปยังสถานประกอบการ เรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ทางบริษัทฯ ไม่มีนักเรียนเข้ารับการฝึกอาชีพตามกำหนด จึงได้โทรศัพท์มาแจ้งกับทางวิทยาลัย ครูนิเทศก์จะประสานกับสถานประกอบการโดยมีวิธีการพูด อย่างไร


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 137 ใบกิจกรรมที่ ๓.๑/๒ แบบบันทึกของผู้สังเกต กรณีศึกษาที่ ………………………. ๑. ผู้พูด รู้สึกอย่างไร ขณะพูด I Message ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๒. ผู้ฟัง รู้สึกอย่างไร ขณะได้รับสารจากI Message ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๓. ผู้พูด รู้สึกอย่างไร ขณะพูด You Message ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๔. ผู้ฟัง รู้สึกอย่างไร ขณะได้รับสารจากYou Message ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๕. จากการแสดงบทบาทสมมติ ท่านคิดว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ชื่อกลุ่ม .................................


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 138 ๖. ท่านมีข้อเสนอแนะอะไรบ้างจากการแสดงบทบาทสมมติตามสถานการณ์ในกรณีศึกษา ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๗. ท่านคิดว่าการเจรจาต่อรองมีการเตรียมความพร้อมก่อนเจรจาครบถ้วนหรือไม่ อย่างไร ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ๘. ข้อเสนอแนะจากการแสดงบทบาทสมมติในการเจรจาต่อรอง เพื่อให้มีประสิทธิภาพควร ปรับปรุงในเรื่องใด ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………… ………………………………………………………………………………………………………………………………………………


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 139 ๓.๒ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการนิเทศ กรอบแนวคิด ปัจจุบันเป็นยุคแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในวงการการศึกษา ทำให้การบริหารและการจัดการเรียนการสอนมีประสิทธิภาพและเพิ่มสัมฤทธิ์ผลทางการจัดการเรียนการสอน มากยิ่งขึ้น อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงความรู้ และแหล่งความรู้ในสังคม ทำให้ทักษะเพื่อการดำรงชีวิต จำเป็นต้อง มีทักษะ ๓ ด้าน คือ ๑. ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม ๒. ทักษะด้านสารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี และ ๓. ทักษะชีวิตและอาชีพ เพื่อความสำเร็จทั้งด้านการทำงานและการดำเนินชีวิต จุดประสงค์ทั่วไป เพื่อให้ครูนิเทศก์มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ ประสบการณ์เกี่ยวกับความรู้พื้นฐานระบบเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัยในปัจจุบัน การเลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมกับรูปแบบการ นิเทศในสถานการณ์ต่าง ๆ การพัฒนารูปแบบการนิเทศที่ผสมผสานระหว่างการนิเทศออนไลน์และการนิเทศ แบบเดิม จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ๑. เพื่อให้ครูนิเทศก์มีความรู้พื้นฐานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ทันสมัยใช้ในการนิเทศ ๒. เพื่อให้ครูนิเทศก์เลือกใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เหมาะสมในการนิเทศ ๓. เพื่อให้ครูนิเทศก์สามารถพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบผสมผสานแบบออนไลน์กับการนิเทศแบบเดิม สาระสำคัญ ๑. ความรู้พื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นช่วยในการสื่อสารระหว่างกัน ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ลดปัญหาและอุปสรรคที่เกี่ยวกับเวลาและระยะทาง เพิ่มการปฏิสัมพันธ์ระหว่าง ครูนิเทศก์กับกลุ่มเป้าหมาย ๒. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่เหมาะสมเพื่อการนิเทศเป็นการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเข้ามาใช้ในกระบวนการนิเทศการฝึกอาชีพและการประเมินผลการฝึกอาชีพ ๓. การนิเทศฝึกอาชีพเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากในกระบวนการฝึกอาชีพ มีการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารที่หลากหลายมากมายในปัจจุบันนำมาพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบผสมผสานแบบ ออนไลน์ร่วมกับการนิเทศแบบปกติเพื่อให้มีประสิทธิภาพ แนวการจัดกิจกรรม ๑. บรรยายให้ความรู้ ๒. การอภิปรายกลุ่มย่อย ๓. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ๔. การสรุปองค์ความรู้ร่วมกัน


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 140 รายละเอียดการจัดกิจกรรม กระบวนการ ๒๔๐ นาที องค์ประกอบ/กลุ่ม/เวลา กิจกรรม สื่อ ประสบการณ์/ ๖ คน ๓๐ นาที ๑. จากภาพหรือสื่อฯให้ผู้เข้าอบรมใช้ความรู้ และประสบการณ์ว่าใช้เทคโนโลยี Application ใด ในการนิเทศและบอก รายละเอียดและจุดประสงค์ของภาพนี้ ใบกิจกรรม ๓.๒/๑ Power point - ภาพหรือสื่อฯ - กระดาษ Flip Chart - ระบบ Application Meeting ความคิดรวบยอด/ กลุ่มใหญ่ ๓๐ นาที ๑. วิทยากรบรรยายถึงความสำคัญของการใช้ เทคโนโลยี Application ในการนิเทศ ๒. วิทยากรนำเสนอตัวอย่างที่นิยมนำมาใช้ใน การจัดการนิเทศในระบบทวิภาคี Power Point สะท้อนความคิดและอภิปราย ๕๐ นาที ๑. แบ่งกลุ่มครูนิเทศก์กลุ่มๆละ ๖ คน ๒. ให้ครูนิเทศก์แสดงความคิดเห็นในกลุ่ม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มและนำเสนอ ดังนี้ “ครูนิเทศก์ใช้Application ใดบ้าง ในการ นิเทศ และการสื่อสารเพื่อการนิเทศ ๓ ระยะ ได้แก่ ก่อนฝึกอาชีพ ขณะฝึกอาชีพ และหลัง ฝึกอาชีพ จากประสบการณ์เดิมของครู นิเทศก์ ๓. ครูนิเทศก์ยกตัวอย่างวิธีการเขียนรายงาน การฝึกอาชีพของนักเรียนนักศึกษา มีองค์ประกอบใดบ้าง ยกตัวอย่างประกอบ ๔. ตัวแทนนำเสนอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ระหว่างกลุ่ม เสนอข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ร่วมกัน ใบกิจกรรม ๓.๒/๒ -ระบบ Application Meeting -ใบงาน ความคิดรวบยอด/ กลุ่มใหญ่ ๕๐ นาที ๑. วิทยากรสรุปขั้นตอนการใช้เทคโนโลยี Application ที่สำคัญในการใช้เพื่อการ สื่อสารในการนิเทศ และให้ความรู้วิธีการ ใช้เทคโนโลยีApplication ๒ – ๓ โปรแกรม และยกตัวอย่างผลลัพธ์ที่ได้ Power Point


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 141 องค์ประกอบ/กลุ่ม กิจกรรม สื่อ ขั้นประสบการณ์และ การประยุกต์/ ๖ คน ๕๐ นาที ๑. แบ่งกลุ่มครูนิเทศก์ระดมความคิด แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มและนำเสนอ ดังนี้ ๑. แบ่งกลุ่ม ๆ ละ ๖ คน ๒. ให้ครูนิเทศแสดงความคิดเห็น ในกลุ่ม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่ม และนำเสนอ ดังนี้ “ให้ครูนิเทศ วางแผนการประยุกต์ใช้ Application ในการสื่อสารเพื่อการ นิเทศ ๓ ระยะ ได้แก่ ก่อนฝึกอาชีพ ขณะฝึกอาชีพ และหลังฝึกอาชีพ ๓. บอกวิธีการรายงานผลการ ปฏิบัติงานของนักเรียน นักศึกษา ควรมีองค์ประกอบใดบ้าง ๔. ตัวแทนนำเสนอ และแลกเปลี่ยน เรียนรู้ระหว่างกลุ่ม มีข้อเสนอแนะ เพิ่มเติม ใบกิจกรรม ๓.๒/๒ -ระบบ Application Meeting - ใบงาน ความคิดรวบยอด/ กลุ่มใหญ่ ๓๐ นาที ๑. วิทยากรสรุปความรู้เรื่องเทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อการนิเทศ - ผู้เข้าอบรมปฏิบัติกิจกรรม เกม Quiz สรุปเนื้อหา - ผู้เข้าอบรมทำแบบทดสอบ - ผู้เข้าอบรมทำแบบสอบถาม ความพึงพอใจ ใบกิจกรรม ๓.๒/๓ ๑) Power Point ๒) Application QUIZZ ๓) Google form ๔) แบบทดสอบ


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 142 ใบเนื้อหา ๓.๒ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการนิเทศ ๑. ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความ สะดวกต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานทำให้มนุษย์มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เทคโนโลยีทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว การสื่อสารที่เชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึง ทำให้ ติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วทุกมุมโลก ๒. เทคโนโลยี หมายถึง การนำเอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการ ดำรงชีวิตของมนุษย์ สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้ว และเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของ มนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการรวบรวมประมวลผล เก็บรักษา และเผยแพร่ข้อมูลและสารสนเทศ โดยรวมทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ฐานข้อมูล และการสื่อสาร โทรคมนาคม ๓. เทคโนโลยีสารสนเทศมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติ ให้เจริญก้าวหน้าเทคโนโลยี สารสนเทศทำให้วิถีความเป็นอยู่ของสังคมเปลี่ยนไปอย่างมาก เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลกระทบต่อทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทั้งการดำเนินชีวิต เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษาและอื่น ๆ เทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นการ ประยุกต์เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ๔. ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทอย่างกว้างขวางในทุกวงการ และเทคโนโลยีสารสนเทศ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญของการทำงานทุกด้าน ตั้งแต่ด้านการศึกษา พาณิชยกรรม เกษตรกรรม อุตสาหกรรม สาธารณสุข การวิจัยและพัฒนา ตลอดจนด้านการเมือง และราชการ จะเห็นได้จากทุกหน่วยงาน จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปช่วยในการทำงานด้านต่างๆ เพราะทำให้งานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ๑. บทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวย ความสะดวกต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานทำให้มนุษย์มีชีวิตความเป็นอยู่ ที่ดีขึ้น เช่น การสร้างที่พักอาศัยที่มีคุณภาพมาตรฐาน การผลิตสินค้า และการให้บริการต่าง ๆ ที่ตอบสนอง ความต้องการของมนุษย์ได้มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมาก และ มีราคาถูกลง เทคโนโลยีทำให้การติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างสะดวกและรวดเร็ว การสื่อสารที่เชื่อมโยงกัน อย่างทั่วถึง ทำให้ประชากรในโลกสามารถติดต่อสื่อสาร และรับฟังข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกได้ตลอดเวลา ในอดีตที่มนุษย์ยังเร่ร่อน มีอาชีพเกษตรกรรม ล่าสัตว์การเปลี่ยนแปลงสังคมความเป็นอยู่ของ มนุษย์เป็นไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการปฏิวัติสองครั้ง ครั้งแรกเกิดจากการที่มนุษย์รู้จักใช้ ระบบชลประทานเพื่อการเพาะปลูก สังคมความเป็นอยู่ของมนุษย์จึงเปลี่ยนจากการเร่ร่อนมาเป็น


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 143 การตั้งหลักแหล่งเพื่อทำการเกษตร ต่อมาหลังจากที่เจมส์วัตต์ได้ประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ มนุษย์รู้จักนำเอา เครื่องจักรมาช่วยในอุตสาหกรรมการผลิตและช่วยในการสร้างยานพาหนะเพื่องานคมนาคมขนส่ง ผลที่ตามมา ทำให้เกิดการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตจำนวนมาก สังคมความเป็นอยู่ของมนุษย์จึงเปลี่ยนจาก สังคมเกษตรมาเป็นสังคมเมืองที่มีอุตสาหกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องและรวมกันเป็นเมืองอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในช่วง พ.ศ. ๒๕๓๐ เป็นต้นมา ความเจริญก้าวหน้าทางด้านคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารข้อมูล เป็นไปอย่างรวดเร็ว ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวย ความสะดวกสบายต่อการดำเนินชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิต ได้เป็นอย่างดีเทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินค้าและให้บริการต่างๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้ เป็นจำนวนมาก มีราคาถูกลง สินค้าได้คุณภาพ ระบบสื่อสารโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ก้าวหน้ามาก ทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสังคมสารสนเทศ ชีวิตความเป็นอยู่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก การสื่อสารโทรคมนาคมกระจายทั่วถึง ทำให้ข่าวสารแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ทำให้สังคมในปัจจุบันเป็น สังคมไร้พรมแดน เพราะเรื่องราวของประเทศหนึ่งสามารถกระจายแพร่ออกไปยังประเทศต่าง ๆ ได้ อย่างรวดเร็ว การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทำให้ประชากรในโลกติดต่อกันได้ตลอดเวลา รูปที่ ๑.๑ ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเกี่ยวกับระบบการสื่อสาร (ที่มา : http://203.154.140.4/ebook/files/lesson1_15.htm) พัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนไป ในอดีต โลกมีกำเนิดมาประมาณ ๔,๖๐๐ ล้านปีเชื่อกันว่า สิ่งมีชีวิตถือกำเนิดบนโลกประมาณ ๕๐๐ ล้านปีที่แล้ว เมื่อห้าแสนปีที่แล้วมนุษย์ สามารถส่งสัญญาณท่าทางสื่อสารระหว่างกัน และพัฒนามาเป็นภาษามนุษย์สามารถสร้างตัวหนังสือและจารึก ไว้ตามผนึกถ้ำ เมื่อประมาณ ๕,๐๐๐ ปีที่แล้ว จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์ หนังสือได้เมื่อประมาณ ๕๐๐ ปี ถึง ๘๐๐ ปีที่แล้ว เทคโนโลยีมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนสามารถสื่อสาร กันโดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ มีการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม เพื่อรายงาน เหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก และรวดเร็วขึ้น เมื่อมีการพัฒนาอุปกรณ์ ทางด้านคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 144 ในชีวิตประจำวัน นักเรียนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีมากมาย เช่น เมื่อตื่นนอน นักเรียนอาจได้ยิน เสียงจากวิทยุซึ่งกระจายเสียงข่าวสารหรือเพลง นักเรียนใช้โทรศัพท์สื่อสารกับเพื่อนดูรายการทีวีวีดีโอ เมื่อมา โรงเรียน เดินทางผ่านถนนที่มีระบบไฟสัญญาณที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ถ้าไปศูนย์การค้าขึ้นลิฟต์ขึ้นบันได เลื่อน ซึ่งควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ที่บ้านนักเรียนนักเรียนอาจอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศ ที่ควบคุมอุณหภูมิโดยอัตโนมัติคุณแม่ทำอาหารด้วยเตาอบ ซึ่งควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ซักผ้าด้วยเครื่อง ซักผ้า จะเห็นว่าชีวิตในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นอันมาก อุปกรณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้ระบบ คอมพิวเตอร์เป็นส่วนประกอบในการทำงาน ๒. นิยามเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีหมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์การศึกษา พัฒนาองค์ความรู้ต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติกฎเกณฑ์ของสิ่งต่าง ๆ และหาทางนำมาประยุกต์ให้เกิด ประโยชน์ เทคโนโลยีหมายถึง การนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์และระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เป็น ประโยชน์ในการพัฒนาและปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ เทคโนโลยี(Technology) หมายถึง การนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาประยุกต์เข้าด้วยกัน เพื่อให้สิ่งต่าง ๆ มีประโยชน์ในทางปฏิบัติและอุตสาหกรรม เช่น ชิป (Chip) ที่ถูกสร้าง มาจากทรายหรือซิลิกอนแล้วนำมาผ่านกรรมวิธีพิเศษจนเป็นอุปกรณ์ที่มีราคาสูง และสามารถใช้ประโยชน์ได้ อย่างมาก จากความหมายข้างต้น สรุปได้ว่า เทคโนโลยีหมายถึง การนำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มา ประยุกต์ใช้เพื่อสร้างสิ่งต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่มนุษย์ ลองจินตนาการว่าทรายที่เราเห็นอยู่บนพื้นดิน ตามชายหาด ชายทะเล เป็นสารประกอบของ ซิลิคอน ทรายเหล่านั้นมีราคาต่ำและเรามองข้ามไป ครั้นมีบางคนสามารถแยกสกัดสารซิลิคอนให้บริสุทธิ์และ เจือสารบางอย่างให้เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่า สารกึ่งตัวนำ นำมาผลิตเป็นทรานซิสเตอร์และไอซี (Integrated Circuit : IC) ไอซีนี้เป็นอุปกรณ์ที่รวมวงจรอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากไว้ด้วยกัน ใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญของ คอมพิวเตอร์สารซิลิคอนดังกล่าวเมื่อผ่านกรรมวิธีทางเทคโนโลยีแล้วจะมีราคาสูง ดังนั้น เทคโนโลยีจึงเป็นหัวใจของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพราะเรา นำเอาวัตถุดิบมาผ่านเทคนิคการดำเนินการจนได้วัตถุสำเร็จรูป สินค้าเหล่านี้จะมีมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบนั้นมาก ประเทศที่มีเทคโนโลยีมักจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เทคโนโลยีจึงเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยในการพัฒนาสินค้า และบริการให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทุกประเทศจึงให้ความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามา ช่วยงานด้านต่างๆ สารสนเทศ หมายถึง ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ สารสนเทศ (Information) หมายถึง ข้อมูลที่มีสาระอยู่ในตัว สามารถสื่อความหมายให้เกิดการ เข้าใจกับผู้ที่ต้องการใช้ข้อมูลนั้น และสามารถที่จะนำไปใช้ประโยชน์ต่อไปได้


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 145 สารสนเทศ คือ สิ่งที่ได้จากการประมวลผลข้อมูลและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการวางแผน การตัดสินใจ การคาดการณ์ในอนาคต สารสนเทศ (information) เป็นผลลัพธ์ของกระบวนการและการจัดการข้อมูลโดยการรวมความรู้ เข้าไปต่อผู้รับสารสนเทศนั้น สารสนเทศมีความหมาย หรือแนวคิดที่กว้างและหลากหลาย ตั้งแต่การใช้คำว่า สารสนเทศในชีวิตประจำวัน จนถึงความหมายเชิงเทคนิค สรุป สารสนเทศ หมายถึง ผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผลข้อมูลเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ ต่อองค์กร และใช้ในการตัดสินใจ มนุษย์แต่ละคนตั้งแต่เกิดมาได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น เรียนรู้สภาพสังคม ความ เป็นอยู่ กฎเกณฑ์และวิชาการ ลองจินตนาการดูว่าภายในสมองของเราเก็บข้อมูลอะไรบ้าง และสามารถเรียก เอาข้อมูลมาใช้ได้ ข้อมูลที่เก็บไว้ในสมองเป็นสิ่งที่สะสมกันมาเป็นเวลานาน ความรอบรู้ของแต่ละคนจึงขึ้นอยู่ กับการเรียกใช้ข้อมูลนั้น ดังนั้น จะเห็นได้ว่าความรู้เกิดจากข้อมูลข่าวสารต่างๆ ทุกวันนี้มีข้อมูลอยู่รอบตัวเรา มาก ข้อมูลเหล่านี้มาจากสื่อ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต หรือแม้แต่การสื่อสารระหว่าง บุคคล จึงมีผู้กล่าวว่า ยุคนี้เป็นยุคของสารสนเทศ ยุคสารสนเทศทำให้เกิดงานบริการที่อำนวยความสะดวก ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การฝากถอนเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็ม (Automatic Teller Machine : ATM) การจองตั๋วดูภาพยนตร์การลงทะเบียนเรียนในโรงเรียน เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology : IT) หมายถึง เทคโนโลยีที่มีความเกี่ยวข้อง กับการเก็บวิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลสารสนเทศทำให้สารสนเทศนั้นมีประโยชน์และสามารถใช้งานได้ หลากหลายมากขึ้น เทคโนโลยีสารสนเทศ (Information Technology: IT) หรือเทคโนโลยีสารสนเทศ และการ สื่อสาร (Information and Communication Technologies : ICT) ก็คือ เทคโนโลยีสองด้านหลัก ๆ ที่ประกอบด้วยเทคโนโลยีระบบคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสื่อสารโทรคมนาคมที่ผนวกเข้าด้วยกัน เพื่อใช้ใน กระบวนการจัดหา จัดเก็บ สร้างและเผยแพร่สารสนเทศในรูปต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียง ภาพ ภาพเคลื่อนไหว ข้อความหรือตัวอักษรและตัวเลข เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความถูกต้อง ความแม่นยำ และความรวดเร็วให้ทัน ต่อการนำไปใช้ประโยชน์ สรุปเทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง เทคโนโลยีที่ใช้จัดการสารสนเทศเป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่การรวบรวม การจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสร้างรายงาน การสื่อสารข้อมูล ฯลฯ เทคโนโลยีสารสนเทศจะรวมไปถึงเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดระบบการให้บริการ การใช้และการดูแลข้อมูล เทคโนโลยีสารสนเทศมีความหมายกว้างขวางมากเราจะพบได้กับสิ่งรอบๆตัวที่เกี่ยวกับการใช้ สารสนเทศ ดังนี้ ๒.๑ การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น พนักงาน การไฟฟ้าบันทึกข้อมูลการใช้ไฟฟ้าลงในเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเพื่อให้เครื่องอ่านเก็บรวบรวมข้อมูลได้ ห้างสรรพสินค้าใช้รหัสแท่ง (bar code) ตรวจสินค้า เพื่ออ่านข้อมูลการซื้อสินค้าที่บรรจุในรหัสแท่ง


คู่มือหลักสูตรครูนิเทศก์เพื่อการจัดการเรียนการสอน สํานักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 146 ๒.๒ การประมวลผล ข้อมูลที่เก็บมาได้มักจะเก็บในสื่อต่าง ๆ เช่น แผ่นบันทึก แผ่นซีดี หรือ เทป เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลตามต้องการ เช่น แยกแยะข้อมูลเป็นกลุ่ม เรียงลำดับข้อมูล คำนวณ หรือจัดการคัดแยกข้อมูลที่จัดเก็บนั้น ๒.๓ การแสดงผลลัพธ์คือ การนำผลจากการประมวลผลที่ได้มาแสดงผลลัพธ์ในรูปแบบต่างๆ อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีในการแสดงผลลัพธ์มีมาก สามารถแสดงเป็นตัวหนังสือเป็นรูปภาพ ตลอดจนพิมพ์ ออกมาที่กระดาษ การแสดงผลลัพธ์มีทั้งที่แสดงเป็นภาพ เป็นเสียง เป็นวีดีทัศน์ ๒.๔ การทำสำเนาเป็นการทำสำเนาข้อมูลหรือสารสนเทศที่จัดเก็บไว้ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ชนิดต่าง ๆ ให้มีหลายชุดเพื่อสะดวกต่อการเก็บรักษา และการนำไปใช้อุปกรณ์ที่ใช้ทำสำเนา เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร แผ่นบันทึก ฮาร์ดดิสก์ หรือ CD-ROM ๒.๕ การสื่อสารโทรคมนาคมเป็นวิธีการที่ส่งข้อมูลข่าวสารจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ปัจจุบันมี อุปกรณ์ระบบสื่อสารโทรคมนาคมหลายประเภทตั้งแต่โทรเลข โทรศัพท์ และเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในรูปแบบ ของสื่อ เช่น เส้นใยนำแสง เคเบิลใต้น้ำ คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ และดาวเทียม รูปที่ ๑.๒ การทำสำเนา (ที่มา: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) รูปที่ ๑.๓ การสื่อสารโทรคมนาคม (ที่มา: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)


Click to View FlipBook Version