การสงั เคราะหดว ยแสง 1
เอกสารประกอบการเรียนแบบหน่วยสมบูรณ์
เน้นการเรียนรู้แบบกระตือรือร้น
รายวชิ าเพม่ิ เติม ชีววทิ ยา 3 รหัสวชิ า ว 30243
ช้ันมธั ยมศึกษาปี ที่ 5
เร่ือง
การสังเคราะห์ด้วยแสง
โดย
นางกานต์นารี ธรรมครบุรี
ครู วทิ ยฐานะชํานาญการพเิ ศษ
โรงเรียนปากเกร็ด จังหวดั นนทบุรี
สังกดั สํานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษามธั ยมศึกษา เขต 3
การสังเคราะหดว ยแสง 2
หนว ยการเรียนรทู ่ี 1
การคน ควาที่เกี่ยวขอ งกับ
การสงั เคราะหดวยแสง
ท่มี า : http://www.myfirstbrain.com/thaidata/image.
การสังเคราะหดวยแสง 3
สาระการเรยี นรู
1. การทดลองของฌอง แบบติสท แวน เฮลมองท
2. การทดลองของ โจเซฟ พรสิ ตล ีย
3. การทดลองของ แจน อนิ เก็น ฮซู
4. การทดลองของนิโคลาส ธีโอดอร เดอ โซซรู
5. การทดลองของแวน นลี
6. การทดลองของโรบนิ ฮลิ ล
7. การทดลองของ แดเนยี ล อารนอน
ผลการเรียนรู
สืบคนขอมลู วเิ คราะห อภิปราย และสรุปผลการคนควา ของนกั วทิ ยาศาสตรในอดีตจนถึง
ปจ จบุ นั เก่ยี วกับกระบวนการสงั เคราะหดวยแสง
จุดประสงคก ารเรียนรู
1. ระบชุ ่อื นกั วทิ ยาศาสตร วตั ถุดบิ และผลติ ภณั ฑทเี่ กี่ยวของกับการคนควา ในกระบวนการ
สงั เคราะหดวยแสง
2. วเิ คราะหและอธบิ ายผลการทดลองของนักวิทยาศาสตรในอดีต เกี่ยวกบั วัตถดุ ิบ ผลิตภณั ฑ
และปจจยั ของกระบวนการสังเคราะหด ว ยแสง
3. สรุปผลการคน พบปฏกิ ริ ิยาการสังเคราะหด ว ยแสงท่ีไดจ ากการทดลองของนักวทิ ยาศาสตร
4. นําเสนอและชื่นชมผลงานของนักวทิ ยาศาสตรท่ีศึกษาเก่ยี วกบั กระบวนการสังเคราะห
ดว ยแสง
การสงั เคราะหด ว ยแสง 4
หนวยการเรยี นรทู ่ี 1 เร่ือง การคน ควา ทีเ่ กีย่ วของกับการสังเคราะหด วยแสง
ลาํ ดบั แนวคดิ ภายในหนว ย
การทดลองของฌอง แบบติสท แวน เฮลมองท ค.ศ.1648 ไดขอ สรุปวา
การสังเคราะหดว ยแสงของพืชตองใชน ้ําเปน วัตถดุ บิ
การทดลองของ โจเซฟ พริสตล ีย ค.ศ.1772 ไดข อ สรุปวา
พชื สามารถเปลีย่ นอากาศเสยี เปนอากาศดไี ด
การทดลองของ แจน อนิ เก็น ฮูซ ค.ศ.1779 ไดขอสรุปวา พืชสามารถเปลยี่ นแกส คารบอนไดออกไซด
เปนแกสออกซเิ จนไดเ ม่ือรับแสงและยงั สามารถผลติ สารอินทรียจ ากกระบวนการไดดวย
การทดลองของนิโคลาส ธีโอดอร เดอ โซซูร ค.ศ.1804 ไดข อสรปุ วา นํ้าหนักของพืชเพม่ิ ขน้ึ ไดมา
จากแกสคารบ อนไดออกไซดและนา้ํ ที่พืชไดร บั
การทดลองของแวน นลี ค.ศ.1930 ไดขอสรุปวา กระบวนการสังเคราะหด ว ยแสงของแบคทเี รยี คลาย
กับพชื แตใ ชแกส ไฮโดรเจนซลั ไฟดเ ปนวัตถุดิบแทนการใชน าํ้ ทาํ ใหไ ดแกส ซลั ไฟด
การทดลองของโรบนิ ฮิลล ค.ศ.1932 ไดขอสรุปวา มีการแตกตวั ของนํ้าโดยพลังงานแสง และให
O2 เกดิ การเคลื่อนยายอิเล็กตรอนโดยมสี ารรบั อเิ ลก็ ตรอนโดยไมเกีย่ วขอ งกบั วัตถดุ ิบ CO2
การทดลองของ แดเนยี ล อารนอน ค.ศ. 1951 ไดขอสรปุ วาการสงั เคราะหดวยแสง
ประกอบดว ย 2 ขัน้ ตอนใหญ คอื ปฏิกริ ิยาตองใชแสง และปฏิกริ ยิ าท่ีไมตองใชแสง
ทั้งสองปฏกิ ริ ยิ าเกดิ ตอเนื่องกันไป
การสงั เคราะหดว ยแสง 5
ผงั มโนทัศนหนวยการเรยี นรูท ี่ 1
เรื่อง การคน ควาท่เี กย่ี วขอ งกบั การสงั เคราะหดว ยแสง
การทดลองของ การทดลองของ
ฌอง แบบตสิ ท แวน เฮลมองท โจเซฟ พริสตลยี
การทดลองของ การคน ควาทีเ่ กยี่ วของกับ การทดลองของ
แดเนยี ล อารน อน การสงั เคราะหด ว ยแสง แจน อินเก็น ฮซู
การทดลองของโรบิน ฮิลล การทดลองของ
นิโคลาส ธีโอดอร เดอ โซซูร
การทดลองของแวน นีล
การสังเคราะหด วยแสง 6
1. การคน ควาทเี่ กยี่ วขอ งกับการสงั เคราะหดว ยแสง
ในระบบนิเวศ ประกอบดวยสิ่งมีชีวิตหลายชนิด แตละชนิดจะมีหนาท่ีแตกตางกันไป พืชทํา
หนาท่ีเปนผูผลิตอาหารใหแกระบบนิเวศโดยพืชมีคลอโรฟลลซึ่งสามารถจับพลังงานแสงอาทิตยแลว
เปล่ียนพลังงานแสงอาทิตยใหเปนพลังงานเคมีในรูปของสารอาหารได การศึกษาเก่ียวกับขั้นตอนและ
กระบวนการของการสังเคราะหดวยแสงไดเริ่มศึกษามานานแลว ในปจจุบันเปนท่ีเขาใจและทราบ
รายละเอียดกันอยางดี เนื่องจากนักวิทยาศาสตรแ ตละยุคแตละสมัยไดค น ควาหาความรูตางๆตอ เน่ืองกัน
จนถึงปจจบุ ัน
การคนควา ทเ่ี กีย่ วของกับกระบวนการสังเคราะหดวยแสง
มีนักวทิ ยาศาสตรหลายทา นไดศกึ ษาเก่ียวกับกระบวนการสังเคราะหด วยแสงและความรูตางๆก็
ไดเริม่ เปด เผยขึน้ ทลี ะเล็กละนอย ดงั นี้
1. ฌอง แบบติสท แวน เฮลมองท (Jean Baptiste Van Helmont) นกั วิทยาศาสตร
ชาวเบลเยี่ยมไดทําการปลูกตนหลวิ หนัก 200 ปอนด ในกระถางทม่ี ีฝาปด รดนา้ํ ตน หลิวดวยนํ้าฝนอยาง
เดียวทุกวัน เปนระยะเวลา 5 ป เมื่อส้ินสุดการทดลอง เขานําตนหลิวที่ไมมีดินติดอยูที่รากไปช่ัง
ปรากฏวาตนหลิวหนัก 169 ปอนด 3 ออนซ จากน้ันรวบรวมดินท้ังหมดท่ีใชปลูกตนหลิว นําไปทําให
แหงและช่ังน้ําหนัก ปรากฎวานํ้าหนักของดินแหงลดลงจากเดิมกอนใชปลูกตนหลิวเพียง 2 ออนซ
เทาน้ัน แวน เฮลมองทไดสรปุ วา น้าํ หนักของตนหลวิ ทเ่ี พ่ิมข้นึ นน้ั มาจากนํา้ เทาน้ัน ตามขน้ั ตอนดังนี้
ชงั่ ดนิ ที่อบแลว ใสใ นกระถางและปลกู รดนํา้ ฝนและนา้ํ กลั่น
หนกั 200 ปอนด ตน หลวิ หนัก 5 ปอนด ถอนตน หลวิ และชง่ั
พบวาหนกั 169 ปอนด 3 ออนซ
พืชเจริญเติบโต สรุป อบดนิ ทเี่ หลือและชงั่ นํ้าหนัก
โดยอาศยั น้ําอยา งเดียว นา้ํ หนักหายไป 2 ออนซ
ภาพท่ี 1-1 ไดอะแกรมสรุปการทดลองของแวน เฮลมองท
( ทมี่ า: http://www.chanpradit.ac.th )
แวน เฮลมองท ไดปดกระถางที่ปลูกตนหลิวเพ่ือปองกันการสูญหายของดินในกระถางและจากการ
ทดลองพบวา น้ําหนักของดินลดนอยมาก เขาจึงสรุปวานํ้าเปนสาเหตุท่ีทําใหพืชเจริญเติบโตเพียง
อยางเดียว โดยเขาลมื ไปวาพืชยงั มีสง่ิ แวดลอ มอืน่ นอกจากดินและนํา้ คือ อากาศ แสง อุณหภูมิ
การสังเคราะหดว ยแสง 7
ซึ่งมีความสําคัญตอการเจริญเติบโตของพืช เชนเดียวกันการท่ีเขาใชนํ้าฝนหรอื นํ้ากล่ันรดตนหลิวก็เพื่อ
แสดงใหเห็นวานํ้าที่ใชน้ันไมมีสารตางๆเจือปน เพ่ือปองกันไมใหนํ้าหนักของดินเปลี่ยนแปลง เน่ืองจาก
นํ้าท่ีใชรดตนหลิวมีสารหรือพวกแรธาตุปนอยู และเปนการแสดงใหเห็นดวยวาน้ําเทานั้นที่ทําใหพืช
เจริญเติบโต
นาํ้ หนกั ตน หลิว = 5 ปอนด น้ําหนกั ตนหลวิ = 169 ปอนด 3 ออนซ
นํ้าหนักดนิ = 200 ปอนด นา้ํ หนกั ดนิ = 199 ปอนด 14 ออนซ
ภาพท่ี 1-2 การทดลองการปลูกตน หลิวของ แวน เฮลมองท
( ทมี่ า : http://www.chanpradit.ac.th/ )
2. โจเซฟ พริสตล ีย (joseph priestley) นักเคมีชาวอังกฤษไดทําการทดลองจุดเทียนไข
และเลยี้ งหนูในครอบแกว ดังภาพที่ 1-3
การสงั เคราะหดวยแสง 8
ภาพที่1- 3 การทดลองของโจเซฟ พริสตล ยี
( ทม่ี า : http://kunnigar.blogspot.com)
จากการทดลอง พบวาแกสท่ีหนูตองการใชในการหายใจเปนแกส ชนิดเดยี วกนั กบั แกส ที่ชวยให
เกิดการลกุ ไหม และพบวาพืชสีเขียวสามารถเปลย่ี นอากาศเสยี ทเี่ กิดจากการหายใจออกของสตั วและการ
ลุกไหมใ หกลายเปนอากาศดี ดังสมการ
พืชสเี ขียว
อากาศเสีย อากาศดี
3. แจน อินเก็น ฮซู (Jan Ingen Housz) นายแพทยชาวดัตช ไดทําการทดลอง
ดังภาพที่ 1-4
ภาพที่ 1-4 การทดลองของแจน อินเก็น ฮซู
( ทีม่ า : http://kunnigar.blogspot.com )
การสังเคราะหดวยแสง 9
จากการทดลองแสดงใหเห็นวาการเปล่ียนอากาศเสยี เปนอากาศดีของพืชนั้น จะเกิดเฉพาะสวน
ที่มีสีเขียวเทาน้ัน และจะตองมีแสงสวางดวย ในท่ีไมมีแสงพืชจะทําใหเกิดอากาศเสีย และพบวา
การสรางอาหารของพืชนน้ั พืชจะเก็บธาตุคารบอนไวใ นรูปของอินทรียสาร ดังสมการ
คารบ อนไดออกไซด แสงสวาง สารอินทรยี + ออกซิเจน
พชื สเี ขียว
4. นีโคลาส ธี โอดอร เดอโซซูร (Nicolas Theodere de Soussure) นักวิทยาศาสตร
ชาวสวิส ไดทําการทดลองใหเห็นวาในการสรางอินทรียสารของพืชจําเปนจะตองใชนํ้าและแกส
คารบอนไดออกไซด ดงั สมการ
แสงสวา ง
6CO2 + 6H2O C6H12O6 + 6O2
พืชสีเขยี ว
5. ซี.บี. แวน นีล (C.B.Van Niel) นักจุลชวี วทิ ยาชาวอเมรกิ ัน แหงมหาวิทยาลัยสแตนฟอรด
ไดทดลองใหเห็นวา การสงั เคราะหดว ยแสงของพืช และแบคทเี รียบางชนดิ มคี วามคลายกนั ดังสมการ
แสงสวา ง
CO2 + 2H2S CH2O +2S + H2O
แบคทรี ีโอคลอโรฟล ล
6. ซามวล รูเบน (Samuel Ruben) และ มารติน คาเมน (Martin Kamen)ไดทําการ
ทดลองและพิสูจนใหเห็นวาแกสออกซิเจนท่ีไดจากกระบวนการสังเคราะหดวยแสงเปนแกสออกซิเจน
ท่มี าจากโมเลกุลของนํา้ ไมใชไ ดมาจากโมเลกุลของแกส คารบอนไดออกไซด
ภาพที 1-5 การทดลองของซามวล รเู บน และมารต นิ คาเมน
(ท่มี า : https://www.myfirstbrain.com)
การสงั เคราะหดวยแสง 10
ดงั สมการ
6CO2 + 12H 2O18 แสงสวาง C6H12O6 + 6H2O + 6O128
พืชสีเขียว
7. โรบิน ฮิลล (Robin Hill) ไดทาํ การทดลองโดยผา นแสงลงไปในของผสมซึ่งมคี ลอโรพลาสต
จากใบผักโขม และมเี กลอื เฟอริกอยูพบวาเกลือเฟอรกิ เปลี่ยนเปน เกลือเฟอรสั ดังน้ี
1. คลอโรพลาสต + น้ํา + เกลือเฟอริก แสง แกส ออกซิเจน + เกลือเฟอรัส
และถา หากไมมเี กลอื เฟอริกอยูดว ยจะไมเกดิ แกส ออกซิเจน
2. คลอโรพลาสต + น้ํา แสง ไมมีแกส ออกซเิ จนเกดิ ขึน้
ในปฏิกิริยาที่ 1 การท่ีเปนเชนน้ี เนื่องจากสารเฟอริกรับไฮโดรเจนจากโมเลกุลของน้ําแลว
เปลีย่ นเปน สารเฟอรัส สวนออกซิเจนจากนํ้าจะถูกปลอยออกมาเปนแกสออกซิเจนอิสระ (แสดงวา มีการ
แตกตวั ของนา้ํ เปนไฮโดรเจนและออกซิเจน)
ในปฏิกิริยาที่ 2 การไมมีสารเฟอริก ซึ่งเปนตัวรับไฮโดรเจนอยูดวยทําใหไมมีการแตกตัวของ
โมเลกุลนํ้าจึงไมมีแกสออกซิเจนเกิดขึ้น ดังนั้นถาหากขาดตัวรับออกซิเจนปฏิกิริยาน้ีจะเกิดไมไดเลย
ตัวรับไฮโดรเจนมีหลายชนิด เชน เฟอริกไซยาไนด (ferric cyanide) เมทีลีนบลู (methylene blue)
ตัวรับไฮโดรเจนในพืชคือ สารประกอบซึ่งเปล่ียนแปลงมาจากวิตามินบี5 (niacin) คือ นิโคทินาไมด
อะดีนีน ไดนิวคลีโอไทด ฟอสเฟต (nicotinamide adenine dinucleotide phosphate) เขียนยอ
วา NADP+ สารตวั น้ีมคี วามสาํ คญั ในการสรา งนา้ํ ตาลกลูโคส ในกระบวนการสังเคราะหด ว ยแสง
โรบิน ฮิลลจึงสรุปวา ถามีสารรับอิเล็กตรอน นํ้าก็จะแตกตัวใหแกสออกซิเจนโดยไม
จําเปนตองมีแกสคารบอนไดออกไซด ปฏิกิริยานี้จะเกิดขึ้นโดยคลอโรพลาสตไดรับพลังงานจากแสง
และมีการแตกตัวของน้ําโดยใชพลังงานแสงเปนตัวชวยปฏิกิริยานี้จึงมีช่ือเรียกวา ปฏิกิริยาของฮิลล
(Hill’s reaction)
การสังเคราะหด ว ยแสง 11
8. แดเนียล อารนอน (Daniel Arnon) และคณะแหงมหาวิทยาลัยแคลิฟอรเนียที่
เบิรกเลย ไดศึกษารายละเอียดของฮิลล โดยที่อารนอนคิดวา ถาใหสารตางๆเชน ADP หมูฟอสเฟต
NADPH + H+ + CO2 และแสงแกสารละลายคลอโรพลาสต จะเกิดการสังเคราะหดวยแสง และได
นํ้าตาลเกิดข้ึน แตถา ไมม ี CO2 พบวาปฏิกริ ิยาเกิดขน้ึ แตไมไดน ้ําตาล ดงั สมการที่ 1
แสง NADPH+H++ ATP+O2
1. คลอโรพลาสต + H2O + NADP+ +ADP+Pi
อารน อนไดท ดลองตอโดยไมให NADP+ และ CO2 พบวา มี ATP เกิดข้ึนแตไมมีนํา้ ตาล และ O2
ดงั สมการท่ี 2
แสง
2. คลอโรพลาสต +H2O+ADP+Pi ATP
จากสมการท่ี 1 และ 2 แสดงวา เมอ่ื มีคลอโรพลาสตส ามารถสราง ATP และ NADPH+H+ หรือ
ATP อยา งเดียวก็ได ซ่งึ กแ็ ลว แตป จจัยที่มีอยูในคลอโรพลาสต ตอมาอารน อนไดท ดลองตอโดยให CO2
, NADPH+H+ และ ATP โดยไมใหแ สง พบวาเกดิ นา้ํ ตาลไดดงั นี้
3. คลอโรพลาสต + CO2 +NADPH+H+ + ATP นาํ้ ตาล + ADP+NADP+
อารนอนจงึ สรุปไดวา บทบาทของปฏกิ ิริยาท่ตี องใชแสงคือ การสรา ง ATP และ NADPH+H+
ท่ีจะนําไปใชในการรีดวิ ซ CO2 ใหเ ปนคารโบไฮเดรตโดยไมตองใชแสงสวาง
กจิ กรรมที่ 1.1 ยอ นรอยนักวทิ ยาศาสตร
ตอนที่ 1
ใหนักเรยี นอานเนื้อหาขอมูลขางตน แลว ทาํ ตามขอ แนะนําดงั น้ี
1. วงกลมสนี ํา้ เงนิ ขอความทเี่ ปนชอ่ื นกั วทิ ยาศาสตรท่คี นควา เกีย่ วกบั การสังเคราะหดวยแสง
2. ขดี เสนใตส นี ้าํ เงนิ ขอความท่แี สดงถงึ วัตถุดิบที่ใชในกระบวนการสงั เคราะหดวยแสงของ
นักวิทยาศาสตรแตละคน
3. ขีดเสน ใตส ีแดง ขอความทแี่ สดงถงึ ผลติ ภณั ฑท ี่ไดจ ากกระบวนการสงั เคราะหดว ยแสงของ
นักวทิ ยาศาสตรแตละคน
4. นําขอมูลท่ีไดไปตอบคําถามในตอนที่ 2
การสังเคราะหดว ยแสง 12
ตอนท่ี 2
จากกิจกรรมท่ี 1.1 ตอนท่ี 1 ใหน กั เรียนระบุชื่อนักวทิ ยาศาสตร วตั ถุดิบ และ ผลิตภัณฑท ีเ่ ก่ียวของ
กบั กระบวนการสงั เคราะหด วยแสงของนักวิทยาศาสตรต ามลาํ ดับ
นักวทิ ยาศาสตร วัตถดุ บิ ผลิตภณั ฑ
การสงั เคราะหด วยแสง 13
กิจกรรมท่ี1.2 วเิ คราะหผลการคนควา เกีย่ วกับการสังเคราะหดว ยแสง
จากการสืบคนผลการคน ควา ของนักวทิ ยาศาสตรในอดตี จนถงึ ปจ จุบัน ใหน กั เรียนตอบคําถาม
ตอไปนใ้ี หถ กู ตองและสมบูรณ
1. นกั เรยี นคดิ วา การทดลองของแวน เฮลมองท เหตุใดตองมีฝาปด กระถาง และลักษณะของฝาที่
ปดจะตองมลี กั ษณะพเิ ศษอยางไร
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
2. จากการทดลองของโจเซฟ พริสตล ยี นกั เรียนจะตง้ั สมมตฐิ านวา อยา งไร
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
3. จากการทดลองของซามวล รเู บน และมารตนิ คาเมน ออกซเิ จนที่ไดจ ากกระบวนการ
สงั เคราะหด วยแสงมาจากโมเลกลุ ของสารใด
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
4. จากผลงานของนักวิทยาศาสตรท เ่ี กี่ยวกับกระบวนการสงั เคราะหด ว ยแสง นักเรยี นคิดวาสงิ่ ใด
เปนการยืนยันวา O2 ท่ีเกิดจากการสงั เคราะหด วยแสงมาจาก H2O ไมใ ช CO2
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
5. แวน นลี พบวา แบคทีเรียกํามะถันสมี วง ใชแ กสไฮโดรเจนซัลไฟต และปลดปลอ ยกํามะถัน
ออกมาซึ่งไมใช O2 ดงั ท่พี บในพชื นกั เรียนจะแปรผลการคน พบของแวน นีลไดอยางไร
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
การสังเคราะหดว ยแสง 14
กจิ กรรมท่ี 1.3 ขอสรุปการคน ควา
คําช้ีแจง ใหน ักเรยี นนําหมายเลขบนชือ่ ของนกั วทิ ยาศาสตรต อไปนี้ไปใสใ นหนาขอความดานลาง
1 2 3 4
โรบนิ ฮิลล แดเนยี ล อารนอน โจเซฟ พริสตล ยี เดอร โซซูร
5 6 7
แวน เฮลมองท อินเก็น ฮูซ แวน นีล
.......นํ้าหนักของพชื ทเ่ี พิ่มขึน้ มาจากน้าํ เทาน้ัน
.......การสังเคราะหดว ยแสงประกอบดวยปฏกิ ริ ยิ าทตี่ องใชแสงและไมตองใชแสงเกดิ
ตอ เนือ่ งกนั ไป
.......โมเลกุลของน้าํ เกิดการแตกตัวและใหแกส ออกซิเจน
.......นาํ้ หนกั ของพืชที่เพ่ิมขนึ้ มาจากนํ้าหนักของนํ้าและแกส คารบ อนไดออกไซด
.......พืชสามารถเปลี่ยนอากาศเสยี เปนอากาศดีได
.......พชื จะเปลย่ี นแกส คารบ อนไดออกไซดเปนแกสออกซิเจนเม่อื ไดร ับแสง
.......การสังเคราะหด ว ยแสงของพืชและแบคทเี รยี บางชนดิ มคี วามคลา ยกัน
การสงั เคราะหด วยแสง 15
กจิ กรรมที่ 1.4 คนหานกั วิทยาศาสตร
สมมตใิ หก ลมุ ของนักเรยี นเปนนักวทิ ยาศาสตรท ่ีทําการศึกษาเกย่ี วกับการสงั เคราะห
ดวยแสง และไดทดลองสาํ เร็จจงึ อยากเปดเผยขอมูลใหกบั คนทัว่ ไปทราบ จงึ จดั ทําขอมูลท่ี
นักเรยี นสืบคนขอมูลมาเขียนใสแ ผน พับแบบตา งๆ และขอ มูลทน่ี ักเรยี นจะตองนาํ เสนอใน
แผน พบั คือ
- ชือ่ นกั วทิ ยาศาสตร
- ขอ มลู สว นตวั ของนักวิทยาศาสตร
- การทดลองที่นักวิทยาศาสตรศ ึกษาเก่ยี วกบั การสงั เคราะหดวยแสง
- สรปุ ผลการทดลองของนักวิทยาศาสตร
นกั เรียนนาํ แผน พับไปติดไวบ รเิ วณที่กาํ หนด หลังจากนัน้ นักเรยี นแตล ะกลมุ รว มกนั
เดินดผู ลงานของเพื่อนพรอมประเมินผลงานตามเกณฑท ่ีกําหนด โดยติดสติกเกอรร ูปการต ูน
แทนคะแนนไวท ผ่ี ลงานเพื่อน ยกเวนกลมุ ตนเอง
คน้ พบแลว้ ตอ้ ง
บอกตอ่ นะครับ
การสังเคราะหด วยแสง 16
กิจกรรมต๋ัวออก (Exit Ticket) 3-2-1
ใหน กั เรยี นเขยี นสรุป ความรู ความคดิ และผลการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม
ความรูใหมท่ไี ดจ ากการเรยี น
…………………………………………………………………………………
……………………………………………………..…………………………
……………………………………………………..…………………………
……………………………………………………..…………………………
……………………………………………………..…………………………
……………………………………………………..…………………………
ผลงานทภี่ าคภูมใิ จ เร่ืองทยี่ งั สงสัย/เร่ืองเสนอแนะ
……………………………………… ………………………………………
….…………………………………… ….……………………………………
………….…………………………… ………………………………………
………………….…………………… ………………………………………
………………………….…………… ………………………………………
………………………………….…… ………………………………………
……………………………………… ………………………………………
นาํ ความรู้ทไ่ี ด้ไปประยกุ ต์ใช้อย่างไร
……………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………….
การสงั เคราะหด ว ยแสง 17
แบบทดสอบทา ยหนว ยท่ี 1
คาํ ช้ีแจง ใหนักเรยี นเขยี น รอบตวั เลือกหนาคําตอบท่ถี ูกทีส่ ุดเพยี งคาํ ตอบเดยี ว
1. แวน เฮลมองท พิสูจนและทดลองเกย่ี วกับการสงั เคราะหด วยแสงของพชื โดยการปลกู ตนหลิว
และรดน้ําอยา งเดียว ตอ มาตน หลวิ เจริญเติบโตและมีนํ้าหนักเพิ่มขน้ึ เขาสรุปผลการทดลอง
เปนไปตามขอใด
ก. พชื เจริญเตบิ โตโดยอาศยั นํ้าอยา งเดยี ว
ข. พชื เจริญเติบโตตอ งอาศยั นาํ้ และแสง
ค. การสรางอาหารของพืชคือกระบวนการสงั เคราะหดว ยแสง
ง. การสงั เคราะหด วยแสงของพืชตองใชน ํา้ กบั แกสคารบ อนไดออกไซด
2. นกั วิทยาศาสตรท ี่ทดลองและพบวา พืชสีเขยี วสามารถเปล่ียนอากาศเสยี เปนอากาศดคี ือใคร
ก. แดเนียล อารน อน
ข. โจเซฟ พริสตลีย
ค. โรบิน ฮิลล
ง. แวน เฮลมองท
3. ในสมัยของอินเก็น ฮซู ทราบวาการสงั เคราะหดว ยแสงตอ งใชแ กสคารบ อนไดออกไซด
แสงสวา ง และไดแ กส ออกซเิ จนกับสารใด
ก. กลโู คส
ข. สารอนิ ทรีย
ค. แปงและน้าํ ตาล
ง. กลโู คสและโปรตนี
4. จากการทดลองของโรบิน ฮลิ ล เกลอื เฟอริกจะเปลย่ี นเปน เกลือเฟอรสั ไดเพราะเหตใุ ด
ก. ใหอ ิเลก็ ตรอน
ข. ไดรบั อิเล็กตรอน
ค. ใหและรับอิเลก็ ตรอน
ง. นาํ้ เกดิ การแตกตวั
5. จากการทดลองท่โี จเซฟ พริสตลยี ทาํ การทดลองจุดเทยี นไขและเลยี้ งหนใู นครอบแกว และ
พบวามีอากาศเสยี เกิดขึ้น นกั เรยี นเขา ใจวาอากาศเสยี คอื แกสชนิดใด
ก. ออกซเิ จน
ข. ไนโตรเจน
ค. คารบ อนไดออกไซด
ง. คารบอนมอนอกไซด
การสังเคราะหดว ยแสง 18
6. นกั วทิ ยาศาสตรทีส่ รปุ วาโมเลกลุ ของน้ําเกิดการแตกตวั และใหแ กส ออกซิเจนคือขอใด
ก. เดอร โซซรู
ข. แวน นลี
ค. อินเก็น ฮซู
ง. โรบิน ฮลิ ล
7. ในกรณขี องพชื ใชค ารบอนไดออกไซดกบั นาํ้ เปน วัตถุดิบในการสังเคราะหด ว ยแสง สําหรับ
แบคทเี รียใชสิง่ ใดเปน วตั ถุดิบในการสงั เคราะหดวยแสง
ก. กลูโคสกับออกซิเจน
ข. คารบ อนไดออกไซดกับน้ํา
ค. คารบอนไดออกไซดกบั ไฮโดรเจนซลั ไฟต
ง. คารบ อนไดออกไซดกับซัลเฟอรไดออกไซด
8. จากสมการน้ี CO2 + 2H2S CH2O +2S + H2O สารท่ีทาํ หนาท่ี
สังเคราะหด วยแสงคือขอ ใด
ก. คลอโรฟลล
ข. ไฟโคบลิ ิน
ค. แซนโทฟลล
ง. แบคทรี โิ อคลอโรฟลล
9. จากสมการในขอ 8 เกดิ ข้ึนไดใ นส่ิงมชี วี ติ พวกใด
ก. ไลเคนส
ข. แบคทีเรีย
ค. พชื ชั้นตํา่
ง. สาหรา ยสีเขียวแกมนา้ํ เงิน
10. สารทท่ี าํ หนา ท่ีรับไฮโดรเจนในพชื คือสารในขอ ใด
ก. ADP
ข. NAD+
ค. AMP
ง. NADP+
การสังเคราะหด ว ยแสง 19
หนวยการเรียนรทู ่ี 2
รงควตั ถทุ ี่ใชในการสังเคราะหดว ยแสง
ที่มา: http://server.thaigoodview.com
การสังเคราะหดว ยแสง 20
สาระการเรียนรู
2. รงควตั ถทุ ี่ใชใ นการสังเคราะหดว ยแสง
2.1 โครงสรา งของคลอโรพลาสต
2.2 รงควัตถุทีใ่ ชใ นการสังเคราะหดว ยแสง ประกอบดวย คลอโรฟลลช นิดตางๆและ
accessory pigment
ผลการเรยี นรู
1. สบื คน ขอมลู และอธบิ ายเก่ียวกับโครงสรางของคลอโรพลาสต และบริเวณที่เปนแหลง ในการ
เกิดปฏิกริ ิยาทตี่ องใชแสงและปฏิกริ ยิ าที่ไมต องใชแสง
2. สืบคน ขอ มลู ทดลอง อธบิ ายและสรปุ ชนิด บทบาทของรงควัตถุทีส่ ามารถพบในสิ่งมีชีวิตท่ี
สรา งอาหารเองได
จุดประสงคก ารเรยี นรู
1. ระบตุ าํ แหนง ลกั ษณะและหนา ท่ีของลาเมลลา สโตรมา กรานุม ไทลาคอยด
สโตรมาไทลาคอยด
2. ระบุตําแหนง ในคลอโรพลาสตทเี่ กดิ ปฏิกิริยาทีต่ อ งใชแสงและปฏกิ ริ ิยาที่ไมตองใชแสง
3. สกัดสารสีในใบพืชและทดสอบความสามารถในการดดู กลืนแสงของสารสชี นิดตางๆ
4. ระบุชนดิ และหนาทข่ี องรงควัตถทุ ่พี บในพืช สาหรา ยชนดิ ตางๆและแบคทีเรยี ที่สงั เคราะห
ดว ยแสง
5. แปลความหมายกราฟแสดงการดดู กลนื แสงของคลอโรฟลล เอ คลอโรฟลล บี และ
แคโรทนี อยด และกราฟแสดงอัตราการสงั เคราะหด วยแสงของพืชในชว งความยาวคลน่ื ตา งๆ
6. สรุปชนิดและบทบาทของรงควัตถุท่ีใชใ นการสงั เคราะหดว ยแสง
การสังเคราะหดว ยแสง 21
หนวยการเรยี นรทู ่ี 2 เรือ่ ง รงควัตถุที่ใชใ นการสงั เคราะหดวยแสง
ลําดบั แนวคิดภายในหนวย
โครงสรา งของคลอโรพลาสตประกอบดว ยเยอื่ หุม 2 ชนั้
ชั้นนอกเรียบ ชน้ั ในแผเ ขาไปภายในเรียกวา ลาเมลลา
บริเวณผวิ ของไทลาคอยดเปนที่อยูของระบบแสง 1 และ ระบบแสง 2
บริเวณรอบๆไทลาคอยดเปน ของเหลวเรยี กสโตรมาเปน
แหลง เก็บเอนไซมท ี่ใชใ นปฏิกิริยาไมใชแสง
รงควัตถทุ ใ่ี ชใ นกระบวนการสังเคราะหดวยแสงจะอยูที่ผวิ ของ
ไทลาคอยดเ ปน กลมุ เรยี กวา หนว ยการสังเคราะหดวยแสง
ประกอบดว ยคลอโรฟลลช นดิ ตา งๆและ accessory pigment
คลอโรฟล ลแ บงเปน 4 ชนดิ คอื คลอโรฟล ล เอ คลอโรฟลล บี
คลอโรฟลล ซี และ คลอโรฟลล ดี
accessory pigment ประกอบดวยแคโรทนี อยด และ ไฟโคบิลนิ
การสังเคราะหดวยแสง 22
ผังมโนทัศนห นว ยการเรียนรทู ี่ 2
เร่อื ง รงควัตถทุ ี่ใชในการสงั เคราะหดว ยแสง
รงควตั ถทุ ่ใี ชใ นการ
สังเคราะหด วยแสง
คลอโรพลาสต รงควตั ถทุ ใี่ ชใ นการ
สงั เคราะหดวยแสง
ไดแ ก
โครงสรา งของคลอโรพลาสต ไดแก
คลอโรฟล ล
ประกอบดว้ ย
แคโรทนี อยด
ลาเมลลา
ไฟโคบลิ นิ
สโตรมา
สโตรมาลาเมลลา
การสังเคราะหด วยแสง 23
2. รงควัตถทุ ี่ใชในการสงั เคราะหด ว ยแสง
2.1 คลอโรพลาสต
โครงสรางของคลอโรพลาสต (chloroplast) เปนออรแกเนลลท่ีลอยอยูในไซโทพลาสซึม
ประกอบดวย โปรตีน 49- 60 % ไขมัน 25-35% คลอโรฟลล 5-10 % รงควัตถุอื่นๆ1% คลอโรพลาสต
ของพืชสวนใหญมีรูปรางกลมรี ยาวประมาณ 5 ไมครอน กวาง 2 ไมครอน หนา 1-2 ไมครอน
เซลลข องใบแตล ะเซลลมคี ลอโรพลาสตต ้งั แต 10-100 อัน
คลอโรพลาสตประกอบดวยเย่ือหุม 2 ชั้น เย่ือหุมชั้นนอกเรียบ ควบคุมการผานเขาออก
ของสาร สวนเย่ือชัน้ ในจะแผเขาไปขา งใน กลายเปนโครงสรางยอยทปี่ ระกอบดวยเยอื่ บางๆ เรยี กวา
ลาเมลลา(lamella) รอบๆลาเมลลามีของเหลว เรียกวา สโตรมา(stroma) ลาเมลลาสวนใหญมี
ลักษณะเปนแผนกลม บาง เรียงซอนกันเปนต้ัง เรียกวา กรานุม (granum) และเรียกลาเมลลาแตละ
แผนวา ไทลาคอยด (thylacoid) และสวนท่ีเชื่อมตอระหวางกรานุมเรียกวา สโตรมาลาเมลลา
(stromalamella) คลอโรพลาสตท ่ีเจรญิ เต็มทีจ่ ะมีเม็ดเลก็ ๆมากมาย บางอนั ขนาดเล็กกวาเปนท่ีอยขู อง
เอนไซมชนิดตางๆที่เกยี่ วของกับการถายทอดอิเลก็ ตรอนในปฏิกิริยาที่ตองใชแสง สว นอันท่ีมีขนาดใหญ
เปน แหลง รับพลงั งานจากแสงประกอบดวยรงควตั ถรุ ะบบแสง 1 และระบบแสง 2 สวนของเหลวสโตรมา
ทีอ่ าบอยโู ดยรอบจะมีเอนไซมท ใ่ี ชในวฏั จกั รคัลวินเปน จํานวนมาก
ภาพท่ี 2-1 โครงสรางภายในของคลอโรพลาสต
(ทมี่ า:http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/science04/45/2/cell/content/plastid.html )
การสังเคราะหดว ยแสง 24
กิจกรรมที่ 2.1 โครงสรางของคลอโรพลาสต
1. จงนาํ ขอ ความท่ีกําหนดใหไ ปเติมลงในกรอบขอ ความท่ีปรากฏอยบู นรูป ตอไปนี้
ก. ไทลาคอยด
ข. ลูเมน
ค. กรานุม
ง. สโตรมาลาเมลลา
จ. สโตรมา
ฉ. เย่อื หุมช้ันนอก
ช. เยือ่ หุมชัน้ ใน
2. ปฏกิ ิริยาทต่ี อ งใชแ สงเกิดข้ึนท่ีสว นใดของคลอโรพลาสต. ..................................................................
3. ปฏกิ ริ ิยาทไ่ี มต องใชแ สงเกิดขึน้ ที่สวนใดของคลอโรพลาสต. ..............................................................
4. นกั เรยี นสามารถตรวจพบคลอโรพลาสตไดทส่ี ว นใดของเซลลพ ืช......................................................
การสังเคราะหดวยแสง 25
2.2 รงควัตถทุ ี่ใชในการสังเคราะหดวยแสง
รงควัตถุทีใ่ ชใ นการสงั เคราะหดว ยแสงจะอยูที่ผิวของไทลาคอยดเปนกลมุ เรียกวา หนวยการ
สังเคราะหดว ยแสง (photosynthetic unit)
photosynthetic unit
photosynthetic unit หมายถงึ รงควัตถุท่ใี ชใ นการดูดพลังงานแสงเพ่ือนํามาใชใ น
กระบวนการสงั เคราะหดว ยแสง ซึ่งประกอบดวย คลอโรฟลลช นิดตา งๆและ accessory pigment
2.2.1 คลอโรฟล ล(chlorophyll)
คลอโรฟลลเปนรงควัตถุสีเขียวเกิดจากสาร porphobillinogen รวมกับ succinyl Co A
กับกรดอะมิโนชนิดไกลซีน โดยมีธาตุเหล็กทําหนาท่ีเปนโคเอนไซม และขณะเดียวกันจะรวมกับธาตุ
แมกนีเซียม เกิดเปน protochlorophyll ซึ่งเปนสารตัวกลางท่ีจะเปลี่ยนไปเปนคลอโรฟลลชนิดตางๆ
เมื่อไดรับการกระตุนจากแสงสวา ง ดังน้ัน ถาวางแผนไมทับตนหญาไวห ลายวัน เมื่อเปดดูจะเห็นใบหญา
เปน สเี หลอื งหรือเขียวซดี แตพอทง้ิ ไวใ หถกู แสงแดดจะกลบั เขยี วขนึ้ มาใหม คลอโรฟล ล แบงออกเปน
4 ชนดิ
1. คลอโรฟลล เอ มีสีเขียวแกมน้ําเงิน ละลายไดดีในตัวทําละลายอินทรียตางๆเชน ethyl
alcohol, acetone, ether, chloroform แตไมละลายในนํ้า คลอโรฟลล เอ จําแนกไดหลายชนิดตาม
ความยาวคล่ืน คลอโรฟลล เอ พบไดในพืชทุกชนิด สาหรายทุกชนิด แตไมพ บในแบคทีเรียท่ีสังเคราะห
ดว ยแสงได คลอโรฟลล เอ สามารถดูดคล่ืนแสงสีนํา้ เงินมวงและแดงไดดที ่ีสุด แตดูดกลืนแสงสีเขียวได
นอ ยมาก
2. คลอโรฟลล บี มีสีเขียวแกมเหลือง สมบัติในการละลายเหมือนคลอโรฟลล เอ พบในพืช
และสาหรายสเี ขียว สามารถดดู กลืนคลน่ื แสงในชว งสีแดง มว ง และนา้ํ เงนิ ไดดเี ชนเดยี วกบั คลอโรฟล ลเอ
3. คลอโรฟลล ซี พบในสาหรา ยสีน้าํ ตาลและสาหรา ยสีน้ําตาลแกมเหลือง เปนตน
4. คลอโรฟลล ดี พบในสาหรายสีแดง เปนตน
คลอโรฟลล เอ เปนศูนยปฏิกิริยาการสังเคราะหดวยแสง สวนคลอโรฟลล บี ซี และ ดี
ไมสามารถเกิดกระบวนการสังเคราะหดวยแสงได แตทําหนาท่ีดูดพลังงานแสง แลวสงตอใหกับ
คลอโรฟลล เอ เปนการเพ่ิมประสิทธิภาพในการสังเคราะหดวย ดังนั้นคลอโรฟลล เอ จึงเปน
คลอโรฟลลท่ีมีความสําคัญท่ีสุด แมในแบคทีเรียที่สามารถสังเคราะหดวยแสงเองไดจะไมมีคลอโรฟลล
เอ แตยังมีรงควัตถุสีเขียวที่มีโครงสรางคลายคลอโรฟลล เอ มาทําหนาที่เปนศูนยปฏิกิริยาการ
สังเคราะหดวยแสง แบคทีเรียพวกน้ีไดแก green sulpher bacteria จะมีรงควัตถุ bacterioviridin
สว น purple sulpher bacteria จะมรี งควัตถุ bacteriochlorophyll
การสังเคราะหด วยแสง 26
2.2.2 Accessory pigment
เปนรงควัตถุที่ปะปนอยูกับคลอโรฟลลมีสมบัติในการดูดพลังงานแสงได แตไมใชศูนยปฏิกิริยา
การสังเคราะหดวยแสง เมื่อดูดพลังงานแสงแลวจะสงตอพลังงานนี้ใหกับคลอโรฟลล เอตอไป
นอกจากน้ียังชวยปกปองคลอโรฟลลจากการทําลายของแสงได รงควัตถุกลุมน้ี ไดแก แคโรทีนอยด
และไฟโคบลิ นิ
แคโรทนี อยด(carotenoid)
แคโรทีนอยดเปนรงควัตถุสีแดง แสด สม เหลือง น้ําตาล ไมละลายในน้ํา แตละลายใน
สารละลายไขมัน แคโรทนี อยดด ูดแสงที่มชี วงคลื่น 480 – 520 นาโนเมตร ซึ่งเปนชว งของแสงสีเขยี วได
ดีที่สุด แคโรทีนอยดมีบทบาททางออมตอการสังเคราะหดวยแสงโดยเปนตัวรับพลังงานแสงแลวสง
พลังงานน้ันใหแ กคลอโรฟล ลอ กี ทหี นึง่ จาํ แนกได 2 กลุม
1. แคโรทีน (carotene) เปนรงควัตถุสีแดง แสด ไมละลายในน้ําและแอลกอฮอล
แตละลายในสารละลาย ethyl ether และ chloroform ทพี่ บมากที่สดุ คอื เบตา-แคโรทนี ซงึ่ นอกจาก
จะทําใหเกิดสีแลวยังเปนสารที่ใหกําเนิดวิตามินเอ อีกดวย แคโรทีนพบไดทั้งในพืช สัตว และสาหราย
ทุกชนดิ
2. แซนโทฟลล (xanthophyll) เปนรงควัตถุสีเหลืองและนํ้าตาล ไดมาจากออกซิเดชันของ
คลอโรฟลล ไมละลายน้ํา แตล ะลาย ใน ethyl ether และ ethyl alcohol
ไฟโคบลิ นิ (phycobilin)
ไฟโคบิลินเปนรงควตั ถุที่มีสนี าํ้ เงนิ แดง ละลายนํ้า พบในสาหรา ยสีแดง และ สาหรายสีเขียว
แกมนํ้าเงนิ แบงเปน 2 กลุม คือ
1. phycocyanobilin เปนรงควัตถุสีน้ําเงินท่ีอยูรวมกับโปรตีน เกิดเปนสารประกอบ
เชิงซอน ช่ือ phycocyanin พบในสาหรายสีเขียวแกมน้ําเงิน และสาหรายสีแดงบางชนิด สามารถดูด
คลน่ื แสงชวง 550-615 นาโนเมตร ไดด ีทีส่ ดุ
2. phycoerythrobilin เปน รงควตั ถุสแี ดงที่อยรู วมกับโปรตีนเกิดเปน สารประกอบเชงิ ซอ น
ชือ่ phycoerythrin พบในสาหรา ยสีแดง และสาหรายสีเขียวแกมน้าํ เงินบางชนิด สามารถดูดคล่ืนแสง
ชวง 495 – 565 นาโนเมตร ไดดที สี่ ุด
ในพืชชั้นสูงคลอโรพลาสตประกอบดวยกลุมรงควัตถุที่เปนหนวยการสังเคราะหดวยแสงอยูที่
บริเวณเย่ือไทลาคอยด แตละหนวยประกอบดวยรงควัตถุประมาณ 300 โมเลกุล ไดแก คลอโรฟลล เอ
คลอโรฟลล บี และแคโรทีนอยด แมวาแตละหนวยจะมีคลอโรฟลล เอ หลายโมเลกุลแตจะมีเพียง
โมเลกุลเดียวเทานั้นท่ีสามารถปลดปลอยอิเล็กตรอนท่ีถูกกระตุนใหกับตัวนําอิเล็กตรอน ซึ่งถือไดวา
คลอโรฟลล เอ โมเลกุลน้ีเปนศูนยปฏิกิริยาการสังเคราะหดวยแสง สวนคลอโรฟลลโมเลกุลอื่นๆ
คลอโรฟลล บี และแคโรทีนอยด ทําหนาที่รับพลังงานแสง เรียกวา แอนเทนนา (antenna) ซึ่งเมื่อ
รบั พลังงานแสงมาแลวจะถายทอดพลังงานจากโมเลกุลหน่ึงไปยังโมเลกุลตอๆไปจนถึงคลอโรฟลล เอ ที่
เปนศูนยปฏิกิริยาแสง ท้ังแอนเทนนา และศูนยปฏิกิริยานี้ เรียกวา ระบบแสง (photosystem) และ
การท่ีคลอโรพลาสตมีรงควัตถุหลายชนิดจะทําใหพืชสามารถรับพลังงานแสงท่ีมีชวงคลื่นแตกตางกัน
ไดม ากขน้ึ ดกี วารับพลังงานแสงดว ยคลอโรฟล ล เอ เพยี งอยา งเดียว
การสังเคราะหดวยแสง 27
ตัวรบั อเิ ลก็ ตรอน ตวั แรก
ระบบแสง
โฟตอน ศนู ยปฏิกิรยิ า
รงควตั ถุทีเ่ ปน
แอนเทนนา
ภาพที่ 2-2 องคประกอบและการทํางานของระบบแสง
(ที่มา : สถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยี ,2554 หนา 81)
2.2.3 หนวยการสังเคราะหดวยแสงแตล ะหนว ยประกอบดว ยระบบแสง 2 ระบบดังนี้
1. ระบบแสง 1 (photosystem I หรือ PSI) ประกอบดวยรงควัตถุคลอโรฟลล เอศูนยปฏิกิริยา
การสังเคราะหดวยแสงของระบบน้ีรับพลังงานแสงไดดีในชวงคล่ืน 700 นาโนเมตร จึงเรียก
ระบบแสงน้ีวา P700
2. ระบบแสง 2 (photosystem II หรือ PSII) ประกอบดวยรงควัตถุคลอโรฟลล เอ ศูนยปฏิกิริยา
การสังเคราะหดวยแสงของระบบน้ีรับพลังงานแสงไดดีในชวงคลื่น 680 นาโนเมตร จึงเรียก
ระบบแสงนี้วา P680
ขอ สงั เกต การถายทอดอิเล็กตรอนแบบเปน วัฏจกั รจะเกี่ยวของกับระบบแสงท่ี 1 เทา นน้ั สวน
การถายทอดอเิ ลก็ ตรอนแบบไมเ ปน วฎั จักรเกยี่ วขอ งระบบแสงที่ 1 และระบบแสงที่ 2
การสงั เคราะหด ว ยแสง 28
กจิ กรรมที่ 2.2 การดดู กลืนแสงของรงควตั ถุชนิดตา งๆ
จุดประสงคก ารเรียนรู
สกดั สารสใี นใบพชื และทดสอบความสามารถในการดดู กลนื แสงของสารสชี นิดตางๆ
วัสดุอปุ กรณ
1. กลองกระดาษทข่ี างในทาสดี าํ
2. ใบไมช นิดตา งๆในสวนพฤกษศาสตรโ รงเรียน
3. โกรง บด
4. ขวดรปู ชมพู
5. หลอดทดลอง
6. กระดาษกรอง
7. ปริซึม
8. ไฟฉายชนดิ ฮาโลเจน
9. เอทานอล
10. เฮกเซนหรือปโ ตรเลยี มอีเทอร
ลาํ ดับขนั้ ตอน
ตอนท่ี 1 รว มคดิ รว มวางแผนการทดลอง
คําชแี้ จง
1. รวมคดิ กบั เพื่อนในกลุม วาถา นาํ ใบไมแตละชนิดมาศึกษา จะมสี ารสีเหมือนหรอื ตางกนั
และจะมคี วามสามารถในการดูดกลนื แสงสีไดต า งกันหรือไม อยา งไร
2. แตล ะกลมุ วางแผนการทดลอง แบงหนา ท่ีรบั ผดิ ชอบ กาํ หนดสมมติฐาน(ถาม)ี
จุดประสงคการทดลอง ออกแบบตารางบันทึกผล และทาํ การทดลอง
การสงั เคราะหดว ยแสง 29
ตอนท่ี 2 ทําการทดลอง และเขียนรายงาน
คาํ ช้แี จง ใหน ักเรยี นดาํ เนินการ ดังนี้
1. สกดั รงควัตถใุ นใบไม โดยนําใบไมมาลางนํ้าใหสะอาด ตดั เปน ช้ินเล็กๆ
2. ช่งั น้าํ หนกั ใบไมท ่ตี ัดแลว ประมาณ 20 กรมั นาํ ไปโขลกใหล ะเอยี ดในโกรงบดยาแลวนาํ ไปใส
ในขวดรปู ชมพู
3. เตมิ เอทานอล 95% ลงไป 50 cm3 และเฮกเซนหรือปโตรเลยี มอเี ทอร ลงไปอกี 35 cm3
ปดฝาแลว แชท้ิงไว 15 นาที เขยา ขวดเปนครง้ั คราว
4. กรองสารละลายที่สกัดไดดวยกระดาษกรองใสใ นขวดรปู ชมพู ตัง้ ท้ิงไวจะเห็นสารละลาย
แยกชั้นออกเปน 2 ชั้น แลวรนิ สารละลายแตล ะช้นั เก็บใสข วดหรือหลอดทดลองตอไป
5. จดั อุปกรณด ังภาพ2-3 โดยนาํ ปริซมึ 2 อันมาวางในกลองท่ีประกอบเสร็จเรยี บรอยแลว
วางซอ นเหล่อื มมมุ กัน
6. นาํ ไฟฉายชนิดหลอดฮาโลเจน หรือใชโคมไฟท่ีใชห ลอดเปรียบเทียบสี ขนาด 60วัตต เพ่อื ใช
เปน แหลงกาํ เนิดแสง วางไวด านหนา กลองที่เจาะเปนชอ งเล็กๆตามยาว เปด ไฟแลวใชต า
มองดูจากรูท่ีเจาะไวอ ีกดานหนงึ่ ของกลอ ง ใชม อื ขยับปรซิ มึ จนสามารถมองเหน็ แถบสี
สเปกตรัมสีตางๆครบท้ัง 7 สี
7. นาํ หลอดทดลองขนาดกลางใสสารละลายทส่ี กดั ไดแตล ะชั้นประมาณ 1ใน 4 ของหลอด
วางตรงดา นหนาของแหลงกําเนดิ แสง แลวมองดูแถบสขี องสเปกตรมั เปรียบเทียบกับการ
มองครั้งแรก จะสงั เกตเห็นแถบสีบางแถบหายไป หรือความกวา งของแถบสแี คบลง แถบสี
ใดท่ีหายไปหรอื แคบลงแสดงวา รงควตั ถดุ ดู กลนื แสงสีน้ันไว และสามารถเปรียบเทยี บความ
ยาวคลื่นของแถบสนี ั้นไดจากกราฟแสดงอตั ราการสังเคราะหดว ยแสงและรับพลงั งานแสง
ของคลอโรฟลลของพชื ในชว งความยาวคล่ืนตางๆ
ภาพที่ 2-3 การจดั ชุดการทดลองการวดั ความสามารถในการดดู กลนื ของแสงของรงควตั ถุ
( ท่มี า : สถาบันพฒั นาคุณภาพวิชาการ,2548 หนา 91)
การสงั เคราะหดว ยแสง 30
ตอนท่ี 3 แลกเปล่ียนเรยี นรู
1. นักเรยี นแตละกลมุ ติดรายงานการทดลองบรเิ วณที่กาํ หนด
2. นกั เรยี นทกุ กลมุ เดนิ อานและทาํ ความเขาใจรายงานการทดลองของกลุมอน่ื อภปิ รายผลงาน
ของเพ่ือน สรุปขอคิดเหน็ ของกลมุ แลวพิจารณาเขียนเคร่ืองหมายและขอคดิ เหน็ ลงใน
รายงานของกลุมเพื่อนเพื่อแลกเปลี่ยนเรยี นรูก นั ดังน้ี
- เขยี นเครอ่ื งหมาย √ หนาขอความทเี่ หน็ ดวย
- เขียนเครื่องหมาย x หนา ขอความที่ไมเหน็ ดว ย
- เขยี นเคร่อื งหมาย ? หนาขอ ความท่ีไมแนใจ
3. นกั เรียนกลบั มาที่กลุมของตนเอง อานขอ ความทเี่ พือ่ นเขยี นไว รวมกนั อภิปรายขอคดิ เห็นนน้ั
สรปุ ขอ คิดเห็นและแกไ ขผลงานของกลุมตนเอง
4. กลุมท่ไี ดร ับคดั เลือก นาํ เสนอผลงาน
การสงั เคราะหดวยแสง 31
แบบรายงานการทดลอง
วนั /เดือน/ป ............................................................ ระดับชน้ั .....................กลุม ท่.ี ...........
การทดลองท่ี................. เรื่อง..................................................................................................
ที่ ชื่อ-สกุล เลขท่ี หนาที่
สมมติฐานการทดลอง
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
จุดประสงคก ารทดลอง
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................................
การสงั เคราะหด วยแสง 32
บนั ทึกผลการทดลอง
การสงั เคราะหด ว ยแสง 33
คําถามเพ่อื การวเิ คราะหและสรปุ ผลการทดลอง
1. เพราะเหตุใดจงึ ตองสกดั รงควัตถอุ อกมากอนทจี่ ะนําไปผา นแสง
.........................................................................................................................
........................................................................................................................
2. ใบไมแ ตล ะชนดิ มรี งควัตถุเหมือนหรอื ตา งกันอยางไร
..........................................................................................................................
..........................................................................................................................
3. ถา ใบไมม ีรงควัตถุทเ่ี ปน องคประกอบตางกัน จะมีความสามารถในการดูดกลนื แสงได
เหมือนหรือแตกตา งกันอยางไร
.........................................................................................................................
.........................................................................................................................
วเิ คราะหแ ละสรปุ ผลการทดลอง
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
การสงั เคราะหดว ยแสง 34
กจิ กรรมที่ 2.3 ชนิดและการทาํ งานของรงควัตถุ
1. ใหน กั เรยี นดตู ารางแสดงรงควัตถทุ ี่ใชในกระบวนการสงั เคราะหดวยแสง ทม่ี ีอยูใ นส่งิ มชี ีวติ
ชนิดตางๆ
ตารางท1่ี แสดงรงควตั ถทุ ใ่ี ชในกระบวนการสงั เคราะหด วยแสง ท่มี ีอยูใ นสิง่ มีชวี ิตตางๆ
ส่งิ มีชวี ติ คลอโรฟลล แคโรทนี อยด ไฟโคบลิ ิน แบคทรี ีโอ
พชื มีดอก abcd +- คลอโรฟล ล
เฟน ++-- +- abcd
สาหรายสเี ขียว ++-- +- ----
สาหรา ยสนี าํ้ ตาล ++-- +- ----
สาหรายสแี ดง +-+- ++ ----
สาหรายสเี ขียวแกมนํา้ เงนิ +--+ ++ ----
แบคทเี รียทส่ี ังเคราะหแ สงได +- ----
+--- ----
---- +- ++
หมายเหตุ - ไมม ี + มี
1.1 ใหนักเรียนชวยกนั ตอบคําถามตอไปนี้ ตอบ
ถาม
1. รงควตั ถใุ ดที่พบไดใ นสง่ิ มชี วี ติ ทุกชนิดทสี่ รา งอาหารเองได
2. พืชดอกมรี งควตั ถุชนิดใด
3. คลอโรฟล ลช นดิ ใดท่ีพบไดทงั้ ในพชื และสาหรา ย
นอกเหนือจากแคโรทนี อยด
4. แบคทีเรยี คลอโรฟล ล เอ นาจะมีบทบาทคลา ย
รงควัตถุชนิดใดมากทส่ี ุด
5. รงควตั ถชุ นิดใดนา จะทําหนา ทเ่ี ปนศูนยปฏิกริ ยิ า
การสังเคราะหด ว ยแสง
การสังเคราะหดว ยแสง 35
2. ใหน ักเรียนดกู ราฟของคลอโรฟล ล เอ คลอโรฟล ล บี และแคโรทนี อยดและชว ยกันแปล
ความหมายจากกราฟ
ภาพที่ 2-4 กราฟแสดงการดูดกลืนแสงของรงควัตถุที่ความยาวคลนื่ ตา งๆ
(ที่มา :http://server.thaigoodview.com)
2.1 นกั เรยี นชว ยกนั เตมิ คาํ ลงในชองวา งใหสมบูรณ
จากกราฟพบวา คลอโรฟล ลเอ จะจับพลงั งานแสงทค่ี วามยาวคลน่ื ประมาณ................................
และ............................................. คลอโรฟลลบ ีจะรับพลังงานแสงส.ี ........................ไดดที ีส่ ุด
รองลงมาเปน แสงสี..................................... ซ่ึงอยูท ค่ี วามยาวคล่นื ประมาณ460 และ 660 นาโนเมตร
ตามลาํ ดบั สว นแคโรทนี อยดจะรับพลงั งานแสงส.ี ............................................ ไดด ีทสี่ ุด ถา พืชไดรบั
แตแ สงสเี ขยี วหรือสเี หลืองเทา นัน้ จะทําใหพืชไดรับพลงั งานแสงไมเพยี งพอทาํ ใหไมเกิด
..........................................................ซงึ่ จะทาํ ใหพชื ขาดอาหารและไมส ามารถดาํ รงชีวิตอยูได
การสังเคราะหด ว ยแสง 36
3. ใหน กั เรยี นดูกราฟแสดงอัตราการสังเคราะหด ว ยแสงของพืชในชว งความยาวคล่นื ตา งๆกัน
และชว ยกันแปลความหมายของกราฟ
ภาพที่ 2-5 กราฟแสดงอตั ราการสงั เคราะหดว ยแสงของพืชในชวงความยาวคลื่นตา งๆกัน
(ท่มี า : http://www.myfirstbrain.com)
นักเรยี นในกลุมชว ยกนั สรปุ ประเดน็ สาํ คญั เก่ียวกบั กราฟแสดงอัตราการสงั เคราะหดวยแสง
ของพชื ในชว งความยาวคล่ืนตางกนั ดงั นี้
3.1 แสงสที ่พี ชื มีอตั ราการสงั เคราะหดว ยแสงมากคือสีใดและถูกรับโดยรงควัตถชุ นดิ ใด
.........................................................................................................................
.........................................................................................................................
3.2 แสงสีอะไรมีผลตอ การสังเคราะหดวยแสงนอยทีส่ ดุ
.........................................................................................................................
.........................................................................................................................
3.3 แสงสีตา งๆที่พืชรับไวสมั พันธกบั อตั ราการสงั เคราะหด วยแสง
.........................................................................................................................
.........................................................................................................................
3.4 คลอโรฟล ลเอ คลอโรฟลลบี และแคโรทนี อยดไมไ ดรับพลังงานแสงแตก ็ยัง
สามารถสงั เคราะหแสงไดในชวงคลื่นนัน้ เพราะเหตใุ ด
.........................................................................................................................
.........................................................................................................................
3.5 ประโยชนของพชื ทมี่ ีสารสีท่ีดูดแสงในชวงความยาวคลนื่ แตกตางกนั
.........................................................................................................................
.........................................................................................................................
การสงั เคราะหด ว ยแสง 37
กิจกรรมที่ 2.4 สะทอ นความคิด สะกิดสมอง
นักเรียนไดเรยี นรเู รื่อง “รงควตั ถทุ ีใ่ ชใ นการสังเคราะหด วยแสง “ มาแลว เรามาเขยี นแผนผงั
ความคิดหลกั (Concept Map) สรปุ ความรทู ี่ไดรับ
การสังเคราะหดว ยแสง 38
กจิ กรรมตั๋วออก (Exit Ticket) 3-2-1
ใหน กั เรียนเขยี นสรปุ ความรู ความคิด และผลการปฏิบัติกจิ กรรม
ความรใู หมท ี่ไดจ ากการเรียน
…………………………………………………………………………………
………………………………………………..………………………………
………………………………………………..………………………………
………………………………………………..………………………………
………………………………………………..………………………………
………………………………………………..………………………………
ผลงานท่ีภาคภูมิใจ เรอ่ื งทย่ี งั สงสัย/เร่อื งเสนอแนะ
……………………………………… ………………………………………….
……………………………………… …………………………………………
……………………………………… …………………………………………
……………………………………… …………………………………………
……………………………………… …………………………………………
……………………………………… …………………………………………
……………………………………… …………………………………………
นาํ ความรทู ไี่ ดไ ปประยุกตใ ชอยา งไร
……………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………….
.
การสงั เคราะหด วยแสง 39
แบบทดสอบทายหนว ยที่ 2
คาํ ช้ีแจง ใหน กั เรียนเขยี น รอบตวั เลอื กหนาคาํ ตอบที่ถกู ที่สุดเพียงคําตอบเดียว
1. กระบวนการสังเคราะหดวยแสงเกิดขน้ึ ทีส่ วนใดของเซลลพืช
ก. คลอโรฟล ล
ข. คลอโรพลาสต
ค. ไซโทพลาสซึม
ง. เซลลพชื ที่มสี เี ขียว
2. สว นใดของคลอโรพลาสตมีเอนไซมท ่เี กีย่ วกับกระบวนการสงั เคราะหด ว ยแสง
ก. คลอโรฟล ล
ข. สโตรมา
ค. กรานมุ
ง. ลาเมลลา
3. สวนของคลอโรพลาสตท ่ีเรียกวาลาเมลลา ประกอบดว ยอะไรบาง
ก. ชั้นของกรานุมทซี่ อนกนั
ข. ชัน้ ของกรานุมกบั สโตรมารวมกัน
ค. ช้ันทม่ี เี อนไซมส ําหรับปฏกิ ริ ยิ าสังเคราะหด ว ยแสง
ง. ช้ันที่มีรงควัตถสุ ําหรับปฏิกิรยิ าสงั เคราะหดว ยแสง
4. เมื่อสอ งไฟสวางตรงไปยังสารละลายคลอโรฟล ลแ ถบคล่นื แสงทจ่ี ะสะทอ นออกมาจาก
สารละลายนนั้ มากทสี่ ดุ คอื ขอ ใด
ก. นํา้ เงิน
ข. เขียว
ค. สม
ง. แดง
5. แหลงท่พี บคลอโรฟลลค ือขอใด
ก. สว นของใบ
ข. พืชช้ันสงู
ค. สวนของเซลลท่ีดดู แสงสีเขียว
ง. เซลลท ่มี กี ารสงั เคราะหดว ยแสง
การสงั เคราะหด วยแสง 40
6. รงควตั ถุชนดิ ใดที่ชว ยในการสังเคราะหดวยแสงทางออมและมีอยูใ นสาหรา ยและแบคทเี รียที่
สงั เคราะหด วยแสงได
ก. คลอโรฟล ล เอ
ข. คลอโรฟล ล บี
ค. แคโรทนี อยด
ง. ไฟโคบลิ นิ
7. แสงทถ่ี กู พืชดูดไวน อ ยที่สุด คือแสงสใี ด
ก. สแี ดง
ข. สนี ํ้าเงนิ
ค. สีเขยี ว
ง. สมี วง
8. คลอโรฟล ลท พ่ี บในพืชและสาหรายทกุ ชนิด คือขอใด
ก. คลอโรฟลล เอ
ข. คลอโรฟล ล บี
ค. คลอโรฟลล ซี
ง. คลอโรฟล ล ดี
9. แคโรทนี อยดเปนรงควตั ถุที่มีสเี หลืองถึงแดง สามารถเปลย่ี นเปนวิตามินอะไรไดบ า ง
ก. วิตามนิ บี 1
ข. วติ ามินบี 2
ค. วิตามนิ ซี
ง. วิตามินเอ
10. รงควตั ถทุ ที่ ําหนาท่เี ปน ศนู ยกลางของปฏิกิรยิ าการสังเคราะหดวยแสงคือขอใด
ก. แคโรทีนอยด
ข. แซนโทฟล ล
ค. ไฟโคบิลิน
ง. คลอโรฟลล เอ
การสังเคราะหดวยแสง 41
หนวยการเรยี นรูท่ี 3
กระบวนการสังเคราะหดวยแสง
ท่ีมา : http://www.thaigoodview.com
การสงั เคราะหดวยแสง 42
สาระการเรียนรู
3. กระบวนการสังเคราะหดวยแสง
3.1 ปฏกิ ริ ยิ าแสง (Light reaction)
3.2 ปฏกิ ิริยาการตรงึ คารบ อนไดออกไซด (CO2 - fixation)
3.3 โฟโตเรสไพเรชนั (photorespiration)
ผลการเรียนรู
สืบคนขอ มูล อภปิ รายและสรุปขน้ั ตอนกระบวนการสงั เคราะหดวยแสงและโฟโตเรสไพเรชนั
จุดประสงคการเรียนรู
1. เปรยี บเทยี บความแตกตางระหวา งการถายทอดอิเลก็ ตรอนแบบเปน วฎั จกั รและ
แบบไมเ ปนวฎั จักร
2. อธบิ ายบทบาทของแสง คลอโรฟลล คารบอนไดออกไซด และนา้ํ ในกระบวนการ
สังเคราะหดว ยแสง
3. เรียงลาํ ดับการเคล่ือนยา ยอิเล็กตรอนไปตามตวั นาํ อเิ ล็กตรอนตา งๆได
4. อธิบายขั้นตอนของปฏิกิริยาการตรงึ คารบ อนไดออกไซด
5. สรปุ ความสัมพันธร ะหวา งปฏิกริ ิยาแสงและปฏิกริ ิยาการตรึงคารบอนไดออกไซด
6. อภิปรายและอธิบายเกยี่ วกบั โฟโตเรสไพเรชนั และเปรยี บเทียบโฟโตเรสไพเรชนั กับ
การหายใจ
การสังเคราะหด วยแสง 43
หนว ยการเรียนรทู ี่ 3 เรื่อง กระบวนการสงั เคราะหด วยแสง
ลาํ ดบั แนวคิดภายในหนวย
ปฏิกริ ิยาการสงั เคราะหด วยแสง แบง เปน 2 ขนั้ ตอน คือ ปฏิกริ ยิ าแสง
และปฏกิ ริ ิยาการตรงึ คารบ อนไดออกไซด
ปฏกิ ริ ยิ าแสง มี 2 แบบ คือ การถายทอดอิเล็กตรอนแบบเปนวัฏจักร
และการถา ยทอดอิเล็กตรอนแบบไมเ ปนวัฎจักร
การถายทอดอเิ ล็กตรอนแบบเปน วฎั จักร ส่ิงสาํ คญั ทีไ่ ดคือ ATP
การถายทอดอเิ ลก็ ตรอนแบบไมเปน วัฎจักรสิ่งสําคัญท่ีไดคือ แกส ออกซิเจน
ATP และ NADPH+H+
ปฏกิ ริ ิยาการตรงึ คารบอนไดออกไซด เรยี กวัฎจกั รคัลวิน มี 3 ข้นั ตอน คือ
carboxylative phase , reductive phase และ regenerative phase
การหายใจแสง หรอื โฟโตเรสไพเรชนั หมายถึง การใชแกสออกซเิ จนและ
คายแกส คารบอนไดออกไซดในขณะที่พชื สังเคราะหด วยแสง
การสังเคราะหด ว ยแสง 44
ผงั มโนทัศนห นว ยการเรียนรูท ่ี 3
เรอ่ื ง กระบวนการสงั เคราะหดว ยแสง
กระบวนการสงั เคราะหด วย
แบงเปน
ปฏกิ ิรยิ าแสง ปฏกิ ิรยิ าการตรงึ โฟโตเรสไพเรชัน
คารบ อนไดออกไซด
ประกอบดว ย ประกอบดวย
การถา ยทอดอิเลก็ ตรอน carboxylative phase
แบบเปน วัฎจกั ร
การถา ยทอดอิเล็กตรอน reductive phase
แบบไมเปน วัฏจกั ร regenerative phase
การสังเคราะหดว ยแสง 45
3. กระบวนการสงั เคราะหดวยแสง
จากการศึกษาทําใหพบวากระบวนการสังเคราะหดวยแสงแบง ออกเปน 2 ข้นั ตอนใหญๆ คอื
ปฏิกิริยาทีต่ อ งใชแ สงและปฏกิ ริ ยิ าการตรึงคารบ อนไดออกไซด
3.1 ปฏกิ ิรยิ าแสง (Light reaction)
รงควัตถุในคลอโรพลาสตซ่ึงไดแก คลอโรฟลลชนิดตางๆและ accessory pigment จะทํา
หนาท่ีดูดพลังงานแสง พลังงานแสงท่ีดูดไวจะสงผลตอใหกับคลอโรฟลล เอ เพ่ือทําใหอิเล็กตรอนของ
คลอโรฟล ล เอ เคลอื่ นท่ีเร็วขนึ้ จนอาจหลุดออกไปจากโมเลกุล โดยมสี ารทาํ หนาท่ีเปนตัวรับอิเล็กตรอน
และเกิดการถา ยทอดอเิ ลก็ ตรอนตอไป
หนวยการสังเคราะหด วยแสงแตล ะหนวย ประกอบดว ยระบบแสง (photosystem) 2 ระบบ
ดังนี้
1. ระบบแสง1 (photosystem I หรอื PSI) ประกอบดวยรงควัตถุคลอโรฟล ล เอ ศูนยปฏกิ ิริยา
การสังเคราะหด วยแสงของระบบน้ีรับพลังงานแสงไดดีในชวงคลืน่ 700 นาโนเมตร จึงเรยี กระบบแสงนี้
วา P700 มีขอมูลหลักฐานหลายประการที่ทําใหเช่ือวาตัวรับอิเล็กตรอนตัวแรกของระบบแสงที่ 1 เปน
โปรตีนที่มีเหล็กและกํามะถันเปนองคประกอบ โปรตีนชนิดน้ีคือ เฟอริดอกซิน (ferredoxin) ซ่ึงอยูใน
ไทลาคอยดของคลอโรพลาสต โปรตีนนีม้ คี วามสามารถในการดึงอิเลก็ ตรอนสูงมาก
2. ระบบแสง2 (photosystem II หรือ PSII) ประกอบดวยรงควัตถคุ ลอโรฟลลเอ ศนู ยปฏิกริ ยิ า
การสังเคราะหดวยแสงของระบบนี้รับพลังงานแสงไดดีในชวงคลื่น 680 นาโนเมตร จึงเรียกระบบน้ีวา
P680 ตวั รับอเิ ล็กตรอนตวั แรกของระบบแสงนคี้ อื ฟโอไฟทิน(pheophytin)
การถายทอดอิเลก็ ตรอนในระบบแสงเกดิ ขน้ึ ได 2 แบบ คือ
1. การถา ยทอดอิเล็กตรอนแบบเปนวัฎจกั ร (cyclic electron transfer)
การถายทอดอิเล็กตรอนแบบนเี้ ก่ยี วขอ งกบั ระบบแสง 1 เทา นน้ั โดยอเิ ลก็ ตรอนท่ีหลุดออกจาก PSI
จะถกู รับโดย ferredoxin แลวสงตอ ใหก ับ cytochrome b , cytochrome f และ plastocyanin
ตามลาํ ดบั แลว จึงถา ยทอดอเิ ลก็ ตรอนคืนใหกับคลอโรฟล ล เอ ที่ถูกออกซิไดซในระบบแสง 1 เชนเดิม
การสงั เคราะหด ว ยแสง 46
ภาพที่ 3-1 การถายทอดอิเล็กตรอนแบบเปนวฏั จักร
(ทมี่ า : Photosynthesis, Online, n.d.b)
2. การถา ยทอดอเิ ล็กตรอนแบบไมเปน วฏั จักร (noncyclic electron transfer)
การถายทอดอิเล็กตรอนแบบน้ีเกีย่ วของกบั ระบบแสง 1 และระบบแสง 2 โดยอิเล็กตรอนที่เคล่อื นที่ออก
จาก PSI ถูกรับโดย ferredoxin แลว จะถูกออกซิไดซเมื่อไดรับการเรงปฏิกิรยิ าจาก ferredoxin NADP
reductase จากน้ันอิเล็กตรอนจะถูกถายทอดจาก ferredoxin ใหกับ NADP+ ซึ่งเมื่อรวมกับ 2H+ จะ
กลายเปน NADPH+H+ ในระบบแสง 2 ตัวรับอิเล็กตรอนตัวแรกคือ pheophytin จะถายทอด
อิเล็กตรอนที่มีพลังงานสูงใหกับ plastoquinone แลวสงตอให cytochrom b , cytochrom f,
plastocyanin และเขาทดแทนอิเล็กตรอนของคลอโรฟลลเอ ในระบบแสง 1 ท่ีสูญเสียไป เหตุการณนี้
จะทําใหระบบแสง 2 ขาดอิเล็กตรอน ซ่ึงจะคงสภาพเชนนี้ตอไปไดอีกไมนาน จําเปนตองไดรับ
อิเล็กตรอนจากสารอ่ืน อิเล็กตรอนที่ระบบแสง 2 ไดรับคืนมาน้ีจะไดรับจากการแตกตัวของนํ้าใน
ปฏิกิริยาของฮิลล (Hill’s reaction)
การสังเคราะหด ว ยแสง 47
ก.
ข.
ภาพที่ 3-2 ก. แผนภาพการถายทอดอเิ ล็กตรอนแบบไมเปนวฏั จกั รบนเยือ่ ไทลาคอยด
ข. แผนภาพการถา ยทอดอเิ ล็กตรอนแบบไมเ ปนวัฏจกั ร
(ท่ีมา : Photosynthesis, Online, n.d.a)
การสังเคราะหด วยแสง 48
กจิ กรรมท่ี 3.1 วเิ คราะหปฏิกิรยิ าแสง
ตอนท่ี 1 จงเปรียบเทยี บการถายทอดอิเล็กตรอนแบบเปนวัฎจักรและไมเ ปน วฎั จักร
สิง่ ทเี่ ปรียบเทียบ การถายทอดอิเลก็ ตรอน การถา ยทอดอิเลก็ ตรอน
1. Photosystem ทเ่ี กย่ี วขอ ง แบบเปน วฎั จักร แบบไมเปน วัฎจักร
2. จาํ นวน ATP
3. การเกิด NADPH+H+
4. การเกดิ Photolysis
5. การเกิด O2
6. ผลลพั ธที่เกิดข้ึน
ตอนท่ี 2 ใหนักเรยี นตอบคําถามตอไปนี้
1. จงอธบิ ายความหมายของปฏิกริ ยิ าของฮิลล ( Hill’s reaction)
………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………
2. นักเรียนคิดวาแสง คลอโรฟล ลแ ละนํ้า มบี ทบาทอยา งไรในกระบวนการสงั เคราะหดวยแสง
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
3. สารใดทําหนาท่ีรบั โปรตอนจากนาํ้
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
4. อเิ ลก็ ตรอนทห่ี ลดุ จากรงควัตถุระบบแสง 2 จะเขาสูระบบแสงท่ี 1 ทนั ทีไดหรือไมอยา งไร
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
5. นักเรยี นคดิ วา ในภาวะปกตทิ ่ีมีการสังเคราะหดวยแสง ควรจะเกดิ การถายทอดอเิ ล็กตรอนแบบ
เปนวฎั จักรหรอื ไมเปนวฎั จักรเพราะเหตุใด
......................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
การสังเคราะหดวยแสง 49
.
primary primary
acceptor acceptor
Pq Fd Fd
แสง 1 Cytochrome Pc 4
Complex 5
Pi
H2O 1 P680 2 3 P700
1
จงศึกษาแผนภาพนแ้ี ลว ตอบคําถามขอท่ี 6 – 10
6. หมายเลข 1 คือสารใดบา ง........................................................................................................
7. หมายเลข 2 และ หมายเลข 3 คอื สารใด.....................................................................................
8. หมายเลข 4 และ หมายเลข 5 คือสารใด.....................................................................................
9. กระบวนการเปลย่ี นแปลงสารหมายเลข 2 ใหเปนหมายเลข 3 เรียกวา อะไร
...........................................................................................................
10. แผนภาพนค้ี อื กระบวนการใด.....................................................................................................
การสงั เคราะหด ว ยแสง 50
3.2 ปฏกิ ิริยาการตรงึ คารบอนไดออกไซด
ปฏิกิริยาการตรึงคารบอนไดออกไซดเกิดตอเนื่องจากปฏิกิริยาแสง โดยการนํา ATP และ
NADPH+H+ ไปใชในการตรึงแกสคารบอนไดออกไซดในบรรยากาศใหอยูในรูปสารอินทรียท่ีจะ
เปลี่ยนแปลงตอไปเปน นาํ้ ตาลเฮกโซส กระบวนการนไ้ี มจําเปน ตองใชแสง ประกอบดว ยปฏิกริ ิยาหลาย
ข้ันตอน เรียกกระบวนการนี้วา การตรึงคารบอนไดออกไซด (carbondioxide fixation) ซ่ึงมีการ
หมุนเวียนสารเปนวัฏจักร เรียกวัฏจักรน้ีวา วัฏจักรคัลวิน (calvin cycle) ผูคนพบ คือ M.Calvin ในป
ค.ศ. 1949 วัฏจักรคลั วนิ ประกอบดวย 3 ขน้ั ตอน คือ
1. Carboxylative phase กระบวนการน้ีเริ่มตนดวยแกสคารบอนไดออกไซดถูกรับโดยสาร
RuBP (ribulose bisphosphate) ซ่ึงเปนนํ้าตาลคารบอน 5 อะตอม และหมูฟอสเฟต 2 หมู เกิดเปน
สารที่มีคารบอน 6 อะตอม สารที่เกิดขึ้นใหมนี้เปนสารท่ีไมอยูตัว จะแยกสลายเปนสารท่ีมีคารบอน
3 อะตอม ชื่อ PGA (Phosphoglyceric acid)
RuBP(5C) CO2 PGA(3C)
6C PGA(3C)
แตใ นสมการมีการใชค ารบ อนไดออกไซด 6 โมเลกลุ ดังน้ัน จงึ คูณดวย 6 ตลอด
6CO2 + 6RuBP+6H2O 12PGA
1. Reductive phase เปน ข้ันตอนทีม่ ีการเปลี่ยนแปลง PGA เปน PGAL
(phosphoglyceraldehyde) โดยใช ATP และ NADPH+H+ เกดิ กระบวนการฟอสโฟรีเลชัน่ และ
รดี กั ช่ันไดน้ําตาลท่ีมีคารบอน 3 อะตอม และเปนนา้ํ ตาลชนิดแรกที่ไดจ ากการสงั เคราะหดวยแสง
คอื PGAL
ATP, NADPH+H+
สมการท่ีได PGA PGAL
12PGA + 12ATP+12NADPH+H+ 12PGAL + 12ADP+ 12Pi + 12NADP+ + 12H2O