The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การสังเคราะห์ด้วยแสง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kannaree pakkred, 2020-05-12 23:47:26

การสังเคราะห์ด้วยแสง

การสังเคราะห์ด้วยแสง

การสังเคราะหดวยแสง 101

5.7 การปรบั ตวั ของพชื รับแสง

แสงอาทิตยท่ีสองมายังโลกมีความเขมแตกตางกันไปข้ึนอยูกับตําแหนงบนพื้นโลกและฤดูกาล
บรรยากาศที่หอหุมโลกจะดูดซับและสะทอนแสงบางสวนโดยปลอยใหแสงเพียงสวนหน่ึงผานเขาสู
พื้นผิวโลก พืชจะดูดซับแสงไดเพียงสวนหนึ่งเชนกันโดยจะสะทอนและปลอยใหแสงบางสวนผานไป
พลังงานแสงท่ีพืชดูดซับไวจะสูญเสียไปในรูปความรอน การเรืองแสงของสารสี และสูญเสียไปใน
กระบวนการเมแทบอลิซึมของพืช ดังน้ันพืชจะสามารถเปลี่ยนพลังงานแสงนอยกวา 5% ของพลังงาน
แสงทั้งหมดใหเปน พลังงานเคมีในรูปคารโบไฮเดรตโดยกระบวนการสงั เคราะหดว ยแสง
การปรบั โครงสรา งของใบเพื่อรับแสง

ใบพืชประกอบดวยเซลลจํานวนมาก เซลลขนาดเล็กมีอัตราสวนพ้ืนที่ผิวตอปริมาตรของ
เซลลสูง รวมกับการจัดเรียงตัวใหมีชองวางระหวางเซลลเอื้อใหแลกเปลี่ยนแกสไดดี นอกจากน้ี
โครงสรางของใบพชื เอื้ออํานวยใหรับแสงไดมากชั้นเซลลเ อพิเดอรมสิ ที่อยูดานนอกสุดของใบจะปลอยให
แสงสองผานเขาไปภายในใบไดและในพืชท่ีอยูบริเวณปาเขตรอนเซลลเอพิเดอรมิสอาจทําหนาท่ีคลาย
เลนสรวมแสง ทําใหแสงสองไปถึงคลอโรพลาสตเขมกวาแสงภายนอก ใบช้ันเซลล palisade
mesophyll ภายในใบมีลักษณะเปนแทงตั้งซ่ึงอาจมี 1-3 ช้ัน แสงสวนหน่ึงจะถูกดูดซับในสารสีใน
คลอโรพลาสตของเซลลแพลิเสด และแสงสวนท่ีเหลือจะสามารถผา นลงไปถึงชน้ั เซลลดา นลางไดโดยผาน
ชองระหวา งคลอโรพลาสตและชองระหวางเซลลส ว นชัน้ สปนจมี โี ซฟลลท่ีอยดู านลา งมรี ปู รางหลากหลาย
และมีชองวางระหวางเซลลมากรอยตอระหวางอากาศและนํ้าที่เคลือบผนังเซลลชวยสะทอนแสงไปได
หลายทิศทาง และเพิ่มโอกาสทแ่ี สงจะถกู ดูดซับในสารสีในเซลลม ากขึน้

ในบางสภาพแวดลอมที่มีแสงมากจนกระท่ังอาจเปนอันตรายตอพืชได ใบพืชจะมี
โครงสรางพิเศษ เชนขนและชั้นคิวทิเคิลที่ผิวใบพืชชวยการสะทอนแสง และลดการดูดซับแสงของใบ
การปรับตัวเชนน้ีอาจสามารถลดการดูดซบั แสงไดมากถึงรอยละ 40 และลดปญหาใบมอี ุณหภูมิสูงและ
ปญ หาอนื่ ๆ ทเ่ี กดิ จากการดูดซบั แสงมากเกินไป
การควบคุมการรบั แสงของใบพืช

ใบพืชสามารถควบคุมการรบั แสงได เชน การเคล่ือนทีข่ องคลอโรพลาสตใ นเซลลและการ
เคลอ่ื นไหวของใบพืชบางชนิด เชน ถั่วและฝาย พบวาในชวงเวลาเทีย่ งวนั พืชสามารถปรับตําแหนงของ
แผนใบเพ่ือรับแสงตามความตองการของพืช นอกจากนี้ยังมีพืชอีกหลายชนิดสามารถปรับตําแหนง ของ
แผนใบเพ่อื ลดการรับแสงอาทิตยโ ดยตรงทาํ ใหก ารรบั แสงและความรอนลดลง

การสงั เคราะหดวยแสง 102

การปรบั ตวั ของพืชใหเหมาะสมกบั สภาพแวดลอมของแสง
พืชสามารถปรับตัวใหเหมาะสมกับสภาพแวดลอมของแสงทงั้ ในระดับเซลลใบและตน พืชในทีร่ ม

อาจมีแสงเพียง 1% ของกลางแจง ใบที่อยูกลางแจงมีชั้นของเซลลมากกวา ใบหนากวา และมีปริมาณ
โปรตีน เอนไซมrubisco และมีอัตราการสังเคราะหดวยแสงและอัตราการหายใจสูงกวาใบท่ีอยูในรม
ในขณะที่ใบท่ีอยูในรมมีปริมาณคลอโรฟลลตอศูนยกลางการเกิดปฏิกิริยา (reaction center) และ
อัตราสวนของคลอโรฟลล บี ตอคลอโรฟลล เอ สูงกวาใบที่อยูกลางแจง ใบพืชท่ีปรับตัวเขากับ
สภาพแวดลอมกลางแจงหรอื ในรมอาจไมส ามารถอยรู อดไดในอีกสภาพแวดลอมหน่ึง

พืชในที่รม ปรับตัวโดยการเพ่ิมสัดสวนของระบบแสง II ตอระบบแสงI หรือเพิ่มปริมาณ
คลอโรฟลลที่ antenna ของระบบแสง II เพื่อเพิ่มความสามารถในการดูดรับแสงและปรับสมดุล
ระหวางระบบแสง แสงท่ีผานเรือนพุมของพืชมีความเขมแสงนอยและมีแสง far-red ในสัดสวนท่ี
มากกวาแสงปกติ เพราะใบพืชท่ีอยูดานบนของเรือนพุมจะดูดแสงสีแดงไปมากกวาแสง far-red และ
ระบบแสง I ดดู แสง far-red มากในขณะท่ีระบบแสง II ดดู แสงสีแดงมากกวา
การจัดเรียงใบของพืชและการแขง ขนั เพ่ือรบั แสงของพชื ท่ขี ึ้นในบรเิ วณเดยี วกนั

พืชท่ีเจริญเติบโตอยูใตเรือนพุมของพืชอื่น จะมีโอกาสสรางชีวมวลไดนอยกวาโครงสรางของ
เรือนพุมเปนผลจากการจัดเรียงตัวของใบ ลําตน กิ่ง และกานใบ มีอิทธิพลตอการแขงขนั เพื่อรับแสง
พืชยืนตนท่ีมีการแตกก่ิงสาขาที่เพ่ิมความสามารถในการรับแสงไดมากขึ้น ตนจามจุรีเพียงตนเดียวอาจ
แตกกิ่งกานสาขามีเรือนพุมกวางปกคลุมพ้ืนที่ดินไดมากนับรอยตารางเมตร ตนยางนาอาจมีลําตนสูง
ถึง 30 เมตร ทําใหช ูใบขน้ึ เพอื่ รบั แสงไดเหนอื พชื อ่ืนๆในปา

การสังเคราะหด ว ยแสง 103

กจิ กรรมที่ 5.7 การปรับตัวของพชื เพ่ือรับแสง
1. ใหนักเรยี นตอบคําถามตอไปนใี้ หถูกตองและสมบูรณ

1. ถาแสงมากหรอื นอยเกินไปนกั เรียนคดิ วาจะเปนอันตรายตอพืชหรือไม
…………………………………………………………………………………………………..

2. ในสภาพแวดลอ มทีม่ ีแสงมากซ่งึ อาจเปน อนั ตรายตอพชื ใบพืชจะมีโครงสรา งพิเศษ
เพอ่ื ชวยในประโยชนอ ะไร
……………………………………………………………………………………………….

3. พชื มีการปรบั ตําแหนง ใบเพือ่ ประโยชนอ ยา งไร
……………………………………………………………………………………………….

4. ในบางสภาพแวดลอมแสงอาจจะเปนอันตรายตอ พืชพชื จะมีการปรบั โครงสรางอยางไรเพื่อ
ลดการดูดซบั แสง
……………………………………………………………………………………………….

5. พชื ยืนตนขนาดใหญจะมีวิธกี ารใดเพ่ือชว ยเพ่ิมความสามารถในการรบั แสง
……………………………………………………………………………………………….

6. ตน ไมใ นปา ทึบอาจมีลาํ ตน สงู หลายสิบเมตรเพื่อชูใบข้ึนเพื่อประโยชนอ ะไร
……………………………………………………………………………………………….

7. พืชท่อี ยใู นบรเิ วณปาเขตรอน ใบของพชื จะมชี ้ันอะไรที่อยดู านนอกสุดทําหนา ที่คลา ย
เลนสร วมแสง
……………………………………………………………………………………………….

8. จากการศึกษาโครงสรา งของใบตดั ตามขวางพบวามีข้นั แพลิเสดเปน รูปแทง สองชน้ั ในขณะ
ท่ใี บท่เี จรญิ มคี วามเขม ขน ของแสงต่ํา จะมีขน้ั แพลิเสดมีโซฟล ลอยางไร
……………………………………………………………………………………………….

9. ใบที่เจริญเตบิ โตเม่ือเจริญในที่มีความเขมของแสงสงู จะมปี ริมาณคลอโรฟลล a และ b
เปน อยา งไร
………………………………………………………………………………………………

10. พชื ยืนตนแตล ะชนิดจะแตกกิ่งกา นแผกวา งออกไป เชน ตน หูกวาง ลกั ษณะคลา ยรปู
สามเหล่ียม การแสดงลักษณะเชน นจ้ี ะทําใหเกิดผลดีหรอื เสียตอพชื อยา งไร
………………………………………………………………………………………………

การสังเคราะหด วยแสง 104

2. ใหน กั เรยี นจาํ แนกการปรับตวั ของพชื เพ่ือรบั แสง โดยการนําหมายเลขหนา ขอความทางซายมือ
มาใสลงชอ งวา งหนาขอความทางขวามือท่ีสมั พนั ธกนั ใหถูกตอง

ขอความท่ีกาํ หนดให .........1. ตนไมในปาทึบอาจมีความสงู มากเพื่อ
ก. การปรับโครงสรา งของใบ ชูใบรบั แสง

เพ่อื รบั แสง .........2. ใบทเ่ี จรญิ ในที่มีความเขมแสงตา่ํ จะมี
ข. การควบคุมการรบั แสง ปรมิ าณคลอโรฟลลเอ และ บมี าก

ของใบพืช ….…..3. ใบทอ่ี ยูในบริเวณท่มี ีความเขมแสงสูงจะ
ค. การปรับตวั ของพชื ให มีชัน้ พาลเิ สด 2 ช้นั

เหมาะสมกบั .………4. ใบพืชชน้ั คิวทินหนาเพอ่ื ชวยสะทอนแสง
สภาพแวดลอมของแสง ……….5. กา นใบมะละกอดานลางจะยาวกวา กาน
ง. การจัดเรียงใบและการ
แขง ขนั เพ่ือรบั แสง ใบดานบน
……....6. การเคลอ่ื นท่ีของคลอโรพลาสตใ นเซลล
..….....7. ความเขม แสงนอยใบพืชจะมลี กั ษณะ

บาง
.………8. ใบมีขนปกคลุมหนาเพือ่ คลุมปากใบ

ลดการคายนาํ้
……….9. ตน ฝา ยสามารถปรบั ตาํ แหนงของแผน

ใบในชว งเทย่ี งเพอ่ื รับแสงตามตองการ
…..…10. พืชทข่ี นึ้ เบียดกันแนนตน พชื จะมี

ลักษณะสูงชะลดู

การสงั เคราะหดวยแสง 105
กิจกรรมท่ี 5.8 แขง กันขาย

สมมติใหก ลมุ ของนักเรียนเปน ตวั แทนฝา ยขายของบริษัททเี่ กี่ยวกับผลิตภัณฑการเพ่ิม
ประสทิ ธภิ าพ การสังเคราะหด วยแสงของพืชเพ่ือเพิม่ ผลผลิต โดยนาํ เสนอผลติ ภัณฑจ ากการ
นาํ ความรเู รอ่ื ง ปจ จัยบางประการท่ีมีผลตอ อตั ราการสังเคราะหดวยแสง โดยใชเวลาในการสบื คน
ขอมูลจากเวบ็ ไซตห รือเวลานอกเวลาเรยี นสืบคนไวลวงหนา บนั ทกึ ขอมูลท่ีไดจ ากการสืบคน
หลังจากนนั้ ใหน ักเรียนนาํ ขอมลู มาจัดทําแผนพับโฆษณาผลิตภัณฑ

สาํ หรบั ขอ มูลท่ีนักเรยี นจะตอ งนําเสนอในแผน พบั คือ
- ชื่อบรษิ ัท
- ชื่อผลติ ภณั ฑ
- อธบิ ายการทํางานของผลติ ภณั ฑต อกระบวนการสังเคราะหดวยแสง
- จุดเดน ของผลิตภณั ฑ
- ขอ มูลอน่ื ๆท่ีจะทาํ ใหล กู คาสนใจในผลติ ภัณฑ

ใหนักเรยี นแตล ะกลุมรวมกันเผยแพรผ ลงานการสบื คน ในรปู แผน พบั นักเรียนแลกเปล่ียนชืน่ ชม
ผลงานโดยตดิ สตกิ เกอรก ารตูนแทนคะแนน ครดู ูผลงานนักเรียนและรวมกนั สรุปผลในภาพรวม
ของหอ ง

การสังเคราะหด ว ยแสง 106

กจิ กรรมที่ 5.9 สะทอ นความคดิ สะกิดสมอง

นักเรยี นไดเรยี นรูเ รอื่ ง “ปจจัยบางประการที่มีผลตออัตราการสังเคราะหด ว ยแสงและการปรับตัว
ของพชื เพ่ือรบั แสง” มาแลว เรามาเขยี นแผนผังความคิดหลัก (Concept Map) สรุปองคค วามรู
ทง้ั หมดทไี่ ดร ับกันหนอย

การสงั เคราะหดว ยแสง 107

กจิ กรรมท่ี 5.10 เกมคน หาคํา
ตอนที่ 1

1. ใหนกั เรียนคน หาคาํ เร่ือง การสังเคราะหดว ยแสง ในตางรางท้ังหมด 10 คาํ ในแนวตั้ง
แนวนอนและแนวทแยง เมื่อไดค ําท่ีคน แลวนาํ ไปใชเ ปนคาํ ตอบของคําอธบิ ายที่กาํ หนดใหใน
ตอนที่ 2

2. ถา เลอื กคําไดถูกตอ งผเู ลนไดคะแนนคาํ ละ 1 คะแนน
3. ถา นาํ คําท่คี น หาเติมเปนคาํ ตอบของตอนท่ี 2 ไดถ ูกตองผูเลน ไดคะแนนอกี ขอละ 1 คะแนน
P P G G A R O T E N L I D G HT
H R I R G H T P A G L G G A AA
O O C A R O T E N O I D A A AP
T B K N K T A P A P G S S T BP
O S J U L T B P B P H E A T BP
S S I M L R B P B A T E Y T BR
Y T H L O Y B R N R R E P T GR
S T R O M A G N G R E E G Y GE
T T G P N L E E G E A S A Y GW
E T F P P T G W G W C S P U KQ
M R E P N T K Q K Q T S P O KF
T O D AQ R K FK F I S O P IS
T P E P Q O I S I S O A A P GH
R O C D A C A L V I N C Y C LE
O O B D A K I S R D D A S O GH
A O A S A K I S O C D A S Y JK

การสังเคราะหดวยแสง 108
ตอนที่ 2
1. กลุม สารสที ี่ทาํ หนาที่รับและสงพลังงานแสง................................................................................
2. กรดออกซาโลแอซิติก...................................................................................................................
3. กรดฟอสโฟอีนอลไพรูวกิ ............................................................................................................
4. สว นที่เปน ของเหลวลอ มรอบกรานาและไทลาคอยดในคลอโรพลาสต. ........................................
5. กรดฟอสโฟกลเี ซอริก...................................................................................................................
6. เปนขบวนการตรึง CO2 และไดกลูโคสเปนผลิตภัณฑ..................................................................
7. กลุม ของโปรตนี สารสี ตัวรบั อิเลก็ ตรอน....................................................................................
8. รงควัตถุท่มี ีสเี หลืองจนถึงสมแดงพบอยใู นคลอโรพลาสต............................................................
9. โครงสรางในคลอโรพลาสตมลี กั ษณะคลา ยถวยเรยี งซอนกันเปน ชนั้ ๆ.........................................
10. ขบวนการทเี่ ปล่ยี นพลังงานแสงเปน พลังงานเคมใี นรูปATPและ NADPH …………………………

ชวยกนั หา
นะจะไดเ สรจ็ เร็วๆ

การสังเคราะหด ว ยแสง 109

กิจกรรมต๋ัวออก (Exit Ticket) 3-2-1
ใหนกั เรียนเขียนสรุป ความรู ความคดิ และผลการปฏบิ ัตกิ ิจกรรม

ความรใู หมทไี่ ดจากการเรียน

………………………………………………………………………
………………………………………………..……………………
………………………………………………..……………………

………………………………………………..……………………
………………………………………………..……………………
………………………………………………..……………………

ผลงานท่ีภาคภมู ิใจ เรือ่ งทีย่ งั สงสยั /เร่ืองเสนอแนะ

……………………………………… ……………………………………
….…………………………………… ……………………………………
…………..…………………………… …………..………………………
………………..……………………… ………………………..…………
………………………..……………… …………………………………….
……………………………..…………
…………………………………….. .……………………………………
…………..………………………..

นาํ ความรทู ่ีไดไ ปประยุกตใชอ ยา งไร

……………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………….

การสงั เคราะหดว ยแสง 110

แบบทดสอบประจาํ หนว ยท่ี 5
คาํ ชแี้ จง ใหน กั เรยี นเขียน รอบตัวเลอื กหนา คําตอบท่ีถูกท่ีสุดเพียงคาํ ตอบเดียว
1. ในวนั ที่แดดจัดและอากาศรอน พบวา อัตราการสงั เคราะหดว ยแสงของพืชจะเกิดขึน้ สูงสุดเมือ่ ใด

ก. 10.00 น. อุณหภมู ิ 20 ๐C
ข. 10.00 น. อุณหภูมิ 30 ๐C
ค. 12.00 น. อุณหภมู ิ 40 ๐C
ง. 13.00 น. อุณหภูมิ 40 ๐C
2. พลูดา งเจรญิ งอกงามดเี มอ่ื ปลูกในท่ีรม หรือในบา นปรากฎการณเชนนช้ี ใ้ี หเห็นวา
ก. พลูดา งไมจ ําเปนตองใชแ สงในการสังเคราะหดว ยแสง
ข. พลดู า งเปน พชื ในรม จงึ ไมจาํ เปนตองสังเคราะหด ว ยแสง
ค. พลูดางสังเคราะหด ว ยแสงไดแมม ีความเขม แสงนอ ย
ง. อุณหภมู ิในรมเพยี งพอในการสงั เคราะหดว ยแสงของตนพลูดา ง
3. พลังงานแสงอาทติ ยที่พืชดดู ซับไวน ั้น สวนใหญจะถูกนําไปใชในกระบวนการใด
ก. หายใจ
ข. คายน้ํา
ค. สรา งคลอโรฟล ล
ง. สังเคราะหดวยแสง
4. จากการศึกษาอิทธิพลของอุณหภมู ิและความเขม แสงที่มตี อการสังเคราะหด ว ยแสงขอใดตอไปน้ี
ถูกตองที่สุด
ก. อทิ ธพิ ลของอณุ หภูมิมผี ลตอปฏิกิริยาใชแ สงมากกวาปฏกิ ิรยิ าทไี่ มตองใชแ สง
ข. อทิ ธิพลของอณุ หภูมิมผี ลตอปฏิกริ ิยาทีไ่ มใชแสงมากกวาปฏิกิรยิ าทตี่ องใชแสง
ค. อทิ ธพิ ลของอุณหภูมิมีผลตอปฏกิ ิรยิ าทไ่ี มใชแสงเทา ๆกันกบั ปฏกิ ิรยิ าทต่ี อ งใชแ สง
ง. อิทธิพลของอุณหภูมิมผี ลตอ การสงั เคราะหดวยแสงมากกวาอทิ ธิพลของแสง
5. เนือ้ เย่อื พืชในโครงสรา งใดมีธาตุแมกนีเซียมมากท่ีสดุ ตอพื้นทห่ี นึ่งตารางหนวย
ก. ใบ
ข. ลาํ ตน
ค. ราก
ง. เมลด็

การสงั เคราะหด วยแสง 111
6. ธาตทุ ีม่ ีความสาํ คญั ในกระบวนการสรางคลอโรฟล ลค ือธาตุใด

ก. Na และ Mg
ข. Fe และ Na
ค. Na และ Ca
ง. Fe และ Mg
7. เมอ่ื อุณหภูมสิ งู เกิน 40 ๐C การสังเคราะหดวยแสงจะลดลงอยางมากเพราะเหตุใด
ก. อุณหภมู ิมีผลในการทําลาย PGAL ใหสลายตวั
ข. อุณหภมู ิมผี ลในการทาํ ใหเ อนไซมเ สียสภาพ
ค. อุณหภูมิสงู ทําใหก ารสง ผานอิเลก็ ตรอนเปนไปไมดีเทาทค่ี วร
ง. อณุ หภูมิสงู ทําให CO2 และ RuBP รวมตวั กนั แลว ไมอยตู ัว
8. ไลทคอมเพนเซชันพอยท (light compensation point) ของพชื แตละชนดิ เทากันหรอื ไม
ก. เทา กัน เพราะ พชื ทุกชนดิ ตอ งการความเขม แสงเทาๆกนั
ข. ไมเทากัน เพราะ พืชแตล ะชนิดมีอัตราการหายใจและอัตราการสังเคราะหแ ตกตางกนั
ค. เทากนั เพราะ พชื แตละชนิดมีอัตราการหายใจและอัตราการสังเคราะหดว ยแสงเทากนั
ง. ไมเ ทากนั เพราะ พชื แตล ะชนิดมีอตั ราการหายใจเทากันแตอตั ราการสังเคราะหด ว ยแสงไม

เทา กัน
9. ระหวา งตนขาวโพดกับตน มะมว ง พชื ชนิดใดท่จี ะมีจุดอิ่มตัวของ CO2 ตํา่ กวา กนั

ก. ตนมะมว งเนื่องจากเปนพืช C3 จุดอม่ิ ตวั ของ CO2 จะต่าํ
ข. ตน ขาวโพดเนอื่ งจากเปน พืช C4 จุดอม่ิ ตวั ของ CO2 จะตา่ํ
ค. จุดอ่ิมตัวของ CO2 เทา กันไมวาจะเปนพืช C3 หรอื C4
ง. จดุ อิม่ ตัวของ CO2เทา กันเพราะพืชท้ังคเู ปนพชื CAM
10. ขอใดไมใชก ารปรบั ตัวของพชื เพื่อรบั แสง
ก. การเคล่อื นไหวของใบพชื บางชนิดเพอื่ รับแสง
ข. การจัดเรยี งตัวของใบเปนทรงพุม เพ่อื รบั แสงไดทัว่ ถึง
ค. การเพ่ิมปากใบจํานวนมากเพ่ือคายความรอนเมอื่ อณุ หภมู สิ ูง
ง. ใบทเี่ จรญิ เตม็ ที่มีปริมาณคลอโรฟลลเพม่ิ ขนึ้ เมอื่ อยใู นท่ีมีความเขม แสงลดลง

การสงั เคราะหดว ยแสง 112

กจิ กรรมเสนอแนะ

จดุ ประสงคก ารเรียนรู
นําความรูเรอื่ งการสงั เคราะหดวยแสงไปใชใ นชีวิตประจําวันได
1. นักเรยี นรวมกลมุ กบั เพ่ือนประมาณ 5- 6 คน โดยสมมตวิ า นักเรียนและเพ่อื นเปนนกั วทิ ยาศาสตร
เชี่ยวชาญเรื่องการสงั เคราะหดวยแสงของพืช และมเี กษตรกรท่ปี ลกู ดอกอญั ชนั มาซักถามปญ หา
นกั เรยี นจะตอบปญ หาเหลา น้ันอยา งไร
2. ใหแตล ะกลมุ อภปิ รายในหัวขอท่กี ําหนดใหต ามขอ ความขางลา งนี้
3. นาํ เสนอผลการอภิปรายหนา ช้นั เรยี นโดยแสดงในรปู แบบบทบาทสมมติ
เกษตรกร : เหตุใดเมื่อไมรดน้าํ ตนอัญชัน ตน อญั ชนั จึงตาย
นักเรยี น: …………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………..
เกษตรกร : ถา ไมใหน าํ้ แกต นอญั ชัน นอกจากตน อญั ชันจะตายแลว ยงั มีผลกระทบตอ ส่งิ มชี วี ติ อ่นื ๆ
อยา งไร
นกั เรยี น: …………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………..
เกษตรกร : เม่ือตน อญั ชันไมไดร บั แสง เหตใุ ดตนอญั ชันจึงตาย
นักเรยี น: …………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………..
เกษตรกร : ทําไมใบไมโ ดยสวนใหญรวมทง้ั ใบอัญชนั จะมีสีเขยี วทางดา นหลงั ใบเขม กวาดานทอ งใบมาก
นกั เรียน: …………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………..
เกษตรกร : ถา ตนอัญชนั ไดร ับสารท่ีทาํ ใหคลอโรฟลลใ นคลอโรพลาสตเ กิดการสลายตวั จะเกดิ ผล
อยางไรกับพืชนั้น
นักเรียน: …………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………..

การสังเคราะหด ว ยแสง 113

แบบบันทกึ คะแนนการทาํ กจิ กรรม
เอกสารประกอบการเรยี นแบบหนวยสมบรู ณท ีเ่ นน การเรียนรูแบบกระตือรือรน
เร่ือง การสังเคราะหด วยแสง สาํ หรบั นกั เรยี นช้ันมัธยมศึกษาปท ่ี 5

รายวชิ าเพิ่มเติม ชีววิทยา 3 รหสั วชิ า ว32242

ชอ่ื .............................................................................ชั้น..............................เลขท่ี........................

กจิ กรรม คะแนนเต็ม คะแนนที่ได หมายเหตุ
กิจกรรมที่ 1.1
กจิ กรรมท่ี 1.2
กิจกรรมท่ี 1.3
กิจกรรมท่ี 1.4
แบบทดสอบทา ยหนว ยท่ี 1
กจิ กรรมท่ี 2.1
กจิ กรรมที่ 2.2
กิจกรรมท่ี 2.3
กิจกรรมท่ี 2.4
แบบทดสอบทา ยหนว ยที่ 2
กจิ กรรมที่ 3.1
กจิ กรรมท่ี 3.2
กิจกรรมท่ี 3.3
กจิ กรรมท่ี 3.4
กิจกรรมท่ี 3.5
แบบทดสอบทา ยหนวยท่ี 3
กจิ กรรมที่ 4.1
กจิ กรรมท่ี 4.2
กิจกรรมที่ 4.3
กิจกรรมที่ 4.4
แบบทดสอบทายหนวยที่ 4

การสังเคราะหดว ยแสง 114

กจิ กรรม คะแนนเต็ม คะแนนทไ่ี ด หมายเหตุ
กิจกรรมที่ 5.1
กิจกรรมท่ี 5.2 แบบทดสอบ หมายเหตุ
กจิ กรรมที่ 5.3
กิจกรรมท่ี 5.4 คะแนนเต็ม คะแนนที่ได
กิจกรรมที่ 5.5 40
กิจกรรมท่ี 5.6 40
กิจกรรมที่ 5.7
กจิ กรรมท่ี 5.8
กจิ กรรมที่ 5.9
กจิ กรรมที่ 5.10
แบบทดสอบทายหนวยท่ี 5

แบบทดสอบ
กอ นเรยี น
หลังเรียน

เก่งจงั เลยสอบผา่ นแลว้ จา้

การสงั เคราะหดว ยแสง 115

บรรณานุกรม

เชาน ชโิ นรักษ และ พรรณี ชโิ นรกั ษ. (2552). ชีววิทยา เลม 1 . กรงุ เทพมหานคร:
บรษิ ัทบรู พาสาสน (1991)จาํ กัด.

ประสงค หลําสะอาดและจิตเกษม หลําสะอาด .(2542). คมู ือชีววทิ ยา ม.5 เลม 3( ว 049) .
กรงุ เทพฯ : พัฒนาศึกษา.

สถาบันพฒั นาคุณภาพวิชาการ.(2548). แผนการจดั การเรยี นรสู องแนวทาง ทเี่ นน ผูเรียนเปนสําคญั
รายวิชาชวี วิทยา กลมุ สาระการเรยี นรวู ทิ ยาศาสตร ชวงชั้นที่ 4 ชนั้ มัธยมศึกษาปท่ี 6 .
กรงุ เทพฯ: สาํ นกั พิมพ บรษิ ัทพฒั นาคุณภาพวชิ าการ(พว.) จํากดั .

สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี.(2554). คูมือครูรายวิชาเพ่มิ เติม ชีววิทยา เลม 3
กลมุ สาระการเรียนรูวิทยาศาสตร ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที่ 4-6. พมิ พครัง้ ที่ 1 .กรุงเทพฯ : โรงพมิ พ
สกสค. ลาดพราว.

สถาบันสง เสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลย.ี (2554). หนงั สือเรยี น รายวิชาเพ่ิมเตมิ
ชีววิทยา เลม 3 .กลมุ สาระการเรียนรวู ทิ ยาศาสตร ชัน้ มัธยมศกึ ษาปท่ี 4-6. พมิ พครั้งท่ี 1.
กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พ สกสค. ลาดพราว.

สามัญศกึ ษา.กรม. ศูนยพฒั นาคณุ ภาพการเรียนการสอนชีววิทยา.(2543). เอกสารชุดการสอน
เร่ืองการสังเคราะหดว ยแสง. กรุงเทพฯ: หจก.เพทาย การพิมพ.

อักษร ศรเี ปลง และคณะ.(2549). ชีววิทยา เลม 2 .กรงุ เทพฯ: มูลนธิ ิสง เสริมโอลิมปกวชิ าการและ
พัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตรศกึ ษา ในพระบรมสมเด็จพระนางเจาพนี่ างเธอเจาฟา
กลั ยานิวฒั นากรมหลวงนราธิวาสราชนครนิ ทร(สอวน.).

Campbell, N.A. and others. (2008). Biology. 8th ed., Pearson Education, [nc.], publishing
as Pearson Benjamin Cummings, 1301 SansomI' St., San Francisco, CA 94111.

Photosynthesis. (n.d.a). Non-Cyclic Photophosphorylation - A More Detailed Look
[Online]. Retrieved October 10, 2010.

http://www.uic.edu/classes/bios/bios100/lecturesf04am/lect10.htmhttp://www.chanpra
dit.ac.th/~fuangfa/pagenus%.201html สบื คนวนั ท่ี 4 เมษายน 2555.

http://www. kunnigar.blogspot.com/2010/06/blog-post_2004.html
สบื คน วนั ที่ 4 เมษายน 2555.

https://www.myfirstbrain.com/student_view.aspx?ID=74083 สบื คนวนั ที่ 4 เมษายน 2555.
http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/bio1/Chapter8/Part7.html

สบื คนวนั ท่ี 4 เมษายน 2555.
http://www. newman52.blogspot.com/2008/12/blog-post.html

สืบคน วันท่ี 4 เมษายน 2555.
http://www.server.thaigoodview.com/node/18097?page=0%2C0

สบื คน วนั ที่ 4 เมษายน 2555.
http://www.thaigoodview.com/library/contest2551/science04/45/2/cell/content/plastid.

html สืบคน วันที่ 4 เมษายน 2555.

การสังเคราะหด วยแสง 116
http://www.thaimisc.pukpik.com/freewebboard/php/vreply.php?user=yanin&topic=51

สบื คน วนั ที่ 4 เมษายน 2555.
http://www.watchawan.blogspot.com/2010/05/blog-post_3833.html

สบื คนวนั ท่ี 4 เมษายน 2555.

การสงั เคราะหด วยแสง 117


Click to View FlipBook Version