The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การสังเคราะห์ด้วยแสง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kannaree pakkred, 2020-05-12 23:47:26

การสังเคราะห์ด้วยแสง

การสังเคราะห์ด้วยแสง

การสังเคราะหด วยแสง 51

3. Regenerative phase เปนข้ันตอนท่ี PGAL มีการเปลี่ยนแปลงตอไป โดย 5 ใน 6 ของ
PGAL ที่เกิดข้ึนทั้งหมดจะเปลี่ยนไปเปน RuBP เม่ือไดรับ ATP โดยนําไปใชเปนสารตั้งตนของวัฎจักร
ตอไป และอีก 1 ใน 6 ของ PGAL จะถูกนําไปสรางเปนน้ําตาลกลูโคส หรือสารประกอบอื่นท่ีจําเปนตอ
พชื เชน ฟรกั โทส แปง ไขมนั ตามความเหมาะสมหรืออาจเปน วตั ถดุ ิบในขน้ั ตอนการหายใจข้นั
ไกลโคไลซสี ก็ได
ATP glucose starch

RuBP PGAL lipid

เขา สูกระบวนการไกลโคไลซีส

สมการท่ีได 6RuBP + 6ADP+4Pi
10PGAL + 6ATP

2PGAL C6H12O6 + 2Pi

สาํ หรบั สมการปฏกิ ิริยาการสงั เคราะหดวยแสงทีส่ มบูรณ คือ

6CO2 + 12 H2O แสง C6H12O6 + 6O2 + 6H2O
คลอโรฟลล

การสงั เคราะหด วยแสง 52
ภาพท่ี 3-3 วัฏจักรคัลวนิ
(ท่ีมา : Campbell, N.A. and others, Online, 2008)
ภาพท่ี 3-4 สรปุ ขน้ั ตอนกระบวนการสงั เคราะหดวยแสง
(ทีม่ า : http://www.snw.ac.th/media/26/science4/plant/teacher.htm)

การสงั เคราะหด ว ยแสง 53
กจิ กรรมที่ 3.2 วิเคราะหปฏกิ ริ ยิ าการตรึงคารบ อนไดออกไซด

จงตอบคําถามตอไปน้ใี หถูกตองและสมบรู ณ
1. ปฏกิ ริ ยิ าการตรึงคารบ อนไดออกไซด เปนกระบวนการที่เกิดข้ึนกอนหรือภายหลงั ปฏกิ ิริยาท่ี

ตองใชแ สง เพราะเหตุใด
...............................................................................................................................................
................................................................................................................................................
2. คารบ อนไดออกไซดมบี ทบาทอยางไรในกระบวนการสังเคราะหดวยแสง
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
3. สารใดเปน ตวั รับคารบอนไดออกไซดตัวแรก และเมื่อรวมตัวกับคารบ อนไดออกไซดไดสาร
ชนิดหนึ่ง แตส ารนไี้ มอยูตัวจะสลายเปนสารใด
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
4. ชวงปฎกิ ิรยิ าการตรึงคารบ อนไดออกไซด ถา ใหแ สงดวยจะเกิด PGAL หรอื ไมเพราะเหตุใด
...............................................................................................................................................
...............................................................................................................................................
จงศกึ ษาแผนภาพนี้ แลว ตอบคาํ ถามขอ 5-6

1
AB

ADP+Pi 3 Calvin cycle ATP+NADPH+H+
2

ATP
ADP+Pi+NADP+

CC

การสงั เคราะหด วยแสง 54
5. จงบอกช่ือสารตอไปน้ี

สาร A……………………………………………………………
สาร B…………………………………………………………….
สาร C…………………………………………………………….
6. สาร C ที่ไดจ ะถูกนําไปใชประโยชนอ ะไรตอ ไป
……………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………..
7. ผลิตภณั ฑส ดุ ทายของกระบวนการสังเคราะหดว ยแสงมีอะไรบา ง
...............................................................................................................................................
8. นักเรยี นคดิ วาปฏิกิรยิ าการสังเคราะหด วยแสง เปน ปฏิกิริยาคายพลังงานหรือดูดพลงั งาน
...............................................................................................................................................

การสังเคราะหด ว ยแสง 55
กจิ กรรมที่ 3.3 สรปุ กระบวนการสังเคราะหดวยแสง
ใหน ักเรียนเตมิ ขอความลงในแผนผงั ความคิดเก่ยี วกบั กระบวนการสังเคราะหด ว ยแสงตอ ไปนี้

เริม่ ดว ย
จากดนิ ออกทาง

ปากใบ

เขาทางปากใบ เอาไปใชใ น

ผลิตภณั ฑ
เปลยี่ นแปลงเปน

การสงั เคราะหดว ยแสง 56

3.3 โฟโตเรสไพเรชนั (photorespiration)

การหายใจแสง หรือโฟโตเรสไพเรชัน (photorespiration) หมายถึง การใชแกสออกซิเจน
และคายแกสคารบอนไดออกไซดในขณะท่ีพืชสังเคราะหดวยแสง โดยมีลักษณะที่แตกตางจากการ
หายใจแบบปกติ เพราะไมไดใชน้ําตาลกลูโคสเปนสารตั้งตนและไมมีกระบวนการไกลโคไลซีสและ
วัฏจักรเครบส แตจะใชสาร RuBP เปนสารตั้งตนทําปฏิกิริยากับแกสออกซิเจน และผานวิถีไกลโคเลต
(glycolate pathway) ปฏิกริ ิยาการหายใจแสงแบง เปนข้ันตอนไดดงั นี้

1. RuBP ทาํ ปฏิกริ ยิ ากบั แกสออกซเิ จนในคลอโรพลาสตไ ดกรดฟอสโฟไกลโคลกิ
(phosphoglycolic acid) และ PGA โดยการเรง ปฏิกิริยาของเอนไซม ไรบโู ลสบิสฟอสเฟตออกซีจเี นส
(RuBP oxygenase) ซึ่งเป น เอน ไซมตัวเดียวกับ ไรบู โล ส บิ ส ฟ อส เฟ ตค ารบ อกซิเลส (RuBP
carboxylase) จากน้ันกรดฟอสโฟไกลโคลิก ถูกเรงปฏิกิริยาดวยเอนไซม ฟอสฟาเทส(phosphatase)
ไดกรดไกลโคลิก และฟอสเฟต

RuBP+ O2 RuBP oxygenase phosphoglycolic acid + PGA

phosphoglycolic acid phosphatase glycolic acid + phosphate

2. กรดไกลโคลกิ เคล่ือนยา ยจากคลอโรพลาสตเ ขาสูเพอรอกซโิ ซม (peroxisome) และถกู
ออกซิไดซโดยเอนไซมไกลโคเลตออกซิเดส ไดกรดไกลออกไซลิก (glyoxylic acid) และไฮโดรเจน
เปอรออกไซด ซึ่งจะถูกเรงปฏิกิริยาโดยเอนไซมคะตะเลส เปนน้ําและแกสออกซิเจนเปนการลดความ
เปน พษิ ของไฮโดรเจนเปอรอ อกไซดลง
glycolate
glycolic acid + O2 glyoxylic acid + H2O2
Oxidase

2H2O2 Catalase 2H2O + O2

การสังเคราะหด ว ยแสง 57

3. กรดไกลออกไซลิก รับหมูอะมโิ นจากกรดอะมิโนเซรีนไดกรดอะมิโนไกลซนี โดยการเรง
ปฏกิ ิริยาของเอนไซมทรานอะมิเนส ในเพอรอกซโิ ซม

transaminase glycine + OH-pyruvate
glyoxylic acid + serine

4. กรดอะมิโนไกลซีน ถูกลําเลียงเขาสูไมโทคอนเดรีย แลวรวมตัวกับกรดอะมิโนไกลซีนอีก
โมเลกุลหนึ่ง เปนกรดอะมิโนเซรีน โดยการเรงปฏิกิริยาของเอนไซมไกลซีนดีคารบอกซิเลส(glycine
decarboxylase) และเอนไซมไฮดรอกซีเมทิลทรานเฟอเรส(hydroxymethyl transferase) และมี
การปลดปลอยแกสคารบอนไดออกไซด แกสแอมโมเนีย กรดอะมิโนเซรีนท่ีเกิดขึ้น ถูกนําไปใชในการ
สรางน้ําตาลและแปงในคลอโรพลาสตหรือถูกใชในกิจกรรมอ่ืน แกสแอมโมเนียถูกนําไปสรางกรดอะมิ
โนไลซีนจากกรดไกลออกไซลิกในเพอรอกซิโซมไดอีก สวนแกสคารบอนไดออกไซดถูกปลอยออกมา
นอกไมโทคอนเดรยี และออกนอกเซลลซ งึ่ ถือเปนการสูญเสียคารบอนของพชื ดว ย

ภาพท่ี 3-4 กระบวนการ Photorespiration
(ที่มา : http://www.satit.nu.ac.th/Science/PDF/photosynthesis.pdf)

การสงั เคราะหด วยแสง 58
ในสภาพอากาศปกติการตรึงคารบอนไดออกไซดและการตรึงออกซิเจนดําเนินไปพรอม ๆ กันโดยมี
สัดสวนการตรึงคารบอนไดออกไซดตอการตรึงออกซิเจนในอัตราสวน 3 ตอ 1 แตสัดสวนน้ีอาจ
เปลี่ยนแปลงไดขน้ึ อยกู ับความเขม ขนของแกสคารบอนไดออกไซดแ ละออกซิเจนในเซลล ปจจุบันมกี าร
ทดลองวาโฟโตเรสไพเรชันจะชวยปองกันความเสียหายใหแกระบบการสังเคราะหดวยแสง โดยเฉพาะ
อยางย่ิงเมื่อใบพืชอยูในสภาพที่ไดรับแสงมากแตมีปริมาณคารบอนไดออกไซดนอย เชน ในกรณีท่ี
ปากใบปดเพราะพืชขาดนา้ํ ทําใหพ ืชไดรบั แสงมาก แตมคี ารบอนไดออกไซดใหต รึงนอยโฟโตเรสไพเรชัน
จะชว ยใชสารพลังงานสงู ทสี่ รา งไดมากเกนิ ความตองการจากปฏกิ ริ ิยาแสง

กิจกรรมที่ 3.4 โฟโตเรสไพเรชัน

จงตอบคาํ ถามตอ ไปนี้
1. ถา RuBP สามารถตรึงออกซเิ จน จะมผี ลตอกระบวนการสงั เคราะหด ว ยแสงหรือไมอยา งไร

..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
2. กระบวนการตรึงออกซิเจนของ RuBP เรียกวากระบวนการอะไรเหมือนหรอื ตา งกับการหายใจ
อยา งไร
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
3. กระบวนการตรึงออกซิเจนมผี ลดตี อการดาํ รงชีวิตของพืชหรือไม อยา งไร
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
4. โฟโตเรสไพเรชนั มคี วามสัมพันธกับกระบวนการสงั เคราะหดว ยแสงอยา งไร
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................
..............................................................................................................................................

การสังเคราะหดวยแสง 59

กิจกรรมท่ี 3.5 แผนผงั เวนน

ใหนกั เรียนเปรียบเทียบกระบวนการของโฟโตเรสไพเรชันกับการหายใจวา ความเหมอื นและ
ความแตกตา งกนั โดยนําขอความที่กาํ หนดใหใสล งในแผนผังเวนน( Venn Diagram)

ตองใชแสงสวา ง ใหพ ลังงานมาก มี O2เปน วตั ถดุ ิบ
เกิดไดต ลอดเวลา เกดิ กับทุกเซลลท่ีมีชีวิต มี CO2 ถกู ขบั ออกมา
เกดิ กับเซลลที่มคี ลอโรพลาสต ใชพลังงานมาก

โฟโตเรสไพเรชนั การหายใจ

การสังเคราะหดว ยแสง 60

กิจกรรมตัว๋ ออก (Exit Ticket) 3-2-1
ใหน ักเรียนเขยี นสรปุ ความรู ความคดิ และผลการปฏิบัตกิ จิ กรรม

ความรูใ หมท ไ่ี ดจ ากการเรียน

………………………………………………………………………………
………………………………………………..……………………………
………………………………………………..……………………………
………………………………………………..……………………………
………………………………………………..……………………………
………………………………………………..……………………………

ผลงานท่ภี าคภมู ิใจ เรอ่ื งที่ยังสงสัย/เรือ่ งเสนอแนะ

……………………………………… ………………………………………
……………………………………… ………………………………………
……………………………………… ………………………………………
……………………………………… ………………………………………
………………………………………
……………………………………… ………………………………………
……………………………………… ………………………………………
………………………………………

นําความรทู ีไ่ ดไปประยุกตใ ชอ ยางไร

……………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………….

…………………………………………………………………………….

การสังเคราะหด วยแสง 61

แบบทดสอบทา ยหนว ยท่ี 3
คาํ ชแ้ี จง ใหนักเรยี นเขียน รอบตวั เลือกหนาคาํ ตอบท่ีถูกทส่ี ุดเพยี งคําตอบเดยี ว
1. พลังงานจากแสงอาทิตยที่คลอโรฟลลจ บั ไวจะถูกนําไปใชในขอใด

ก. แยกนํ้า
ข. สังเคราะห RuBP
ค. สงั เคราะหนํ้าตาล
ง. ตรึงคารบอนไดออกไซด
2. แกสคารบอนไดออกไซดเ ขารวมปฏิกริ ิยาการสงั เคราะหด วยแสงในชว งใด
ก. electron transfer
ข. Calvin cycle
ค. Hill reaction
ง. light reaction
3. ขอ ใดทใี่ ชอธิบายความหมายของ dark reaction ในกระบวนการสงั เคราะหดวยแสงไดถูกตอง
ที่สดุ
ก. เกดิ ขึ้นในกรานมุ
ข. เกดิ ขึ้นไดใ นท่ีมดื
ค. เกดิ ไดโดยไมตองใชแสง
ง. เกิดข้นึ เฉพาะในพชื ชัน้ สงู
4. จากกลไกการสังเคราะหด ว ยแสงสารท่ีสรา งข้นึ ในปฏิกิรยิ าใชแสงและจะถูกนาํ ไปใชต อไปใน
ปฏกิ ิริยาไมใชแสงไดแกส ารในขอใด
ก. ATP และ NADP
ข. ADP และ NADP
ค. ATP และ NADPH+H+
ง. ADP และ NADPH+H+
5. จากการวดั ปรมิ าณของ RuBP และ PGA ท่เี กิดขึ้นในกระบวนการสงั เคราะหด วยแสงในภาวะ
ตางๆกัน คือ ในภาวะปกติทมี่ ีแสงและ CO2 อยูตลอดเวลา ภาวะทีม่ แี สงแตไมม ี CO2 และ
ภาวะที่มี CO2 แตไ มมีแสงผลทไ่ี ดค วรเปนอยา งไร
ก. ในชวงท่มี แี สงและ CO2 ปรมิ าณของ PGA จะไมคงที่
ข. ในชวงที่มีแสงและ CO2 ปริมาณของ RuBP จะคงท่ี
ค. ในชว งท่ีมีแสงแตไมม ี CO2 ปริมาณของ PGA จะเพิ่มขน้ึ
ง. ในชวงท่มี แี สงแตไมม ี CO2 ปรมิ าณ RuBP จะลดลง

การสังเคราะหด วยแสง 62
6. ในปฏกิ ิริยาแสงของการสงั เคราะหดวยแสง การถายทอดอเิ ลก็ ตรอนแบบเปนวฎั จักร แตกตาง

จากการถายทอดอเิ ล็กตรอบแบบไมเ ปน วัฎจกั รอยางไร
ก. แบบแรกใหเฉพาะ NADPH+H+ สว นแบบหลงั ให NADPH+H+ และ ATP
ข. แบบแรกใหเฉพาะ ATP สว นแบบหลังให NADPH+H+ และ ATP
ค. แบบแรกให NADPH+H+ และ ATP สวนแบบหลังใหเ ฉพาะ ATP
ง. แบบแรกให NADPH+H+ และ ATP สวนแบบหลังใหเฉพาะ NADPH
7. น้าํ ตาลตวั แรกที่ไดจากกระบวนการสังเคราะหดวยแสงคืออะไร
ก. PGAL จากวฎั จักรคลั วนิ
ข. กลูโคสจากวัฏจักรคลั วนิ
ค. กลูโคสจากไซโทพลาซึม
ง. ฟรักโทสจากไซโทพลาซึม
8. พชื ตอ งใชทุนในการสรางนํ้าตาลเพ่ือไมใ หเ กิดการขาดทุนขึ้นพชื มีวธิ กี ารเชนไร
ก. สราง PGA 6 โมเลกุล เพ่อื ใช 6 โมเลกลุ เปลี่ยนกลับเปน ทนุ
ข. สราง PGA 6 โมเลกลุ เพอื่ ใช 5 โมเลกลุ เปลย่ี นกลบั เปน ทนุ
ค. สรา ง PGA 12 โมเลกลุ เพอ่ื ใช 12 โมเลกุลเปลยี่ นกลับเปน ทุน
ง. สราง PGA 12 โมเลกลุ เพ่ือใช 10 โมเลกุลเปล่ยี นกลบั เปนทนุ
9. ส่ิงที่ไมพบใน light reaction คือขอใด
ก. photolysis
ข. CO2 fixation
ค. cyclic electron transfer
ง. noncyclic electron transfer
10. ถาเราใช CO2 ในกระบวนการสังเคราะหดว ยแสง 9 โมเลกุล จะเกิด PGA กโ่ี มเลกลุ
ก. 3 โมเลกุล
ข. 6 โมเลกลุ
ค. 9 โมเลกุล
ง. 18 โมเลกลุ

การสังเคราะหด ว ยแสง 63

หนวยการเรียนรูท่ี 4

กลไกการเพิ่มความเขมขน
ของคารบ อนไดออกไซด
ของพชื C4 และพืช CAM

ที่มา : http://www.bio.miami.edu/~cmallery/150/phts/

การสงั เคราะหดว ยแสง 64

สาระการเรียนรู
4. กลไกการเพ่ิมความเขม ขน ของคารบ อนไดออกไซดข องพืช C4 และพืช CAM
4.1 โครงสรางภายในใบของพชื C3 และ C4
4.2 กลไกการเพมิ่ ความเขมขน ของคารบอนไดออกไซดของพืช C4
4.3 กลไกการเพ่ิมความเขมขน ของคารบ อนไดออกไซดข องพชื ซเี อเอม็ ( CAM )
ผลการเรยี นรู

สืบคนขอ มูล อภปิ รายและเปรยี บเทยี บกลไกการเพมิ่ ความเขมขนของคารบ อนไดออกไซด
ในพืช C4 และ พชื ซเี อเอ็ม

จดุ ประสงคการเรยี นรู
1. เปรยี บเทียบโครงสรา งภายในของใบพชื C3 และ C4
2. เรยี งลําดับเก่ยี วกับการตรงึ คารบ อนไดออกไซดใ นพชื C4
3. อภปิ รายและเปรยี บเทยี บการสังเคราะหด ว ยแสงของพืช C3 และ C4
4. เรียงลําดับเกีย่ วกับกลไกการเพ่มิ ความเขมขนของคารบ อนไดออกไซดของพชื ซีเอเอม็
5. วิเคราะห อภิปรายและเปรยี บเทียบการสงั เคราะหดว ยแสงของพชื C3 , C4 และ

พืชซเี อเอ็ม
6. สรุปความสัมพนั ธข องปฏกิ ริ ยิ าการตรงึ แกสคารบ อนไดออกไซดร ะหวา งพืช C3 , C4

และพืชซเี อเอ็ม

การสงั เคราะหดวยแสง 65

หนวยการเรียนรูที่ 4 เร่ือง กลไกการเพมิ่ ความเขมขน ของคารบอนไดออกไซด
ของพชื C4 และพชื CAM

ลาํ ดับแนวคิดภายในหนว ย
โครงสรา งภายในใบของพชื C3 เชน พืชท่ัวๆไป และ C4 เชน ออ ย ขาวโพด
จะมคี วามแตกตางกัน
กลไกการเพ่ิมความเขมขนของคารบ อนไดออกไซดใ นพืช C4 มีกระบวนการตรึงแกส
คารบอนไดออกไซดแตกตา งจากพืช C3 คือมีการตรงึ แกส น้ี 2 ครั้ง
คร้ังท่ี 1 ทบ่ี ริเวณมโี ซฟลลโ ดย phosphoenolpyruvate(PEP)เปนตัวรับแกส
คารบอนไดออกไซดเ กดิ เปนสารประกอบทม่ี ีคารบ อน 4 อะตอม คือ Oxaloacetate
ซึง่ เปล่ยี นแปลงตอ ไปเปน Malateทม่ี ีคารบอน 4 อะตอมเชน กันจึงเรียกพืชชนิดน้วี า C4

ครง้ั ที่ 2 ที่บรเิ วณบนั เดิลชที เซลลโ ดยมาเลทปลอยแกส คารบ อนไดออกไซดใหกบั
RuBP เกิดเปนสาร PGA ในวัฎจกั รคัลวินเชน เดยี วกบั ในพชื C3

กลไกการเพ่ิมความเขม ขนของคารบอนไดออกไซดใ นพืช ซเี อเอ็ม คลายกบั
พชื C4 โดยมีการตรงึ คารบอนไดออกไซด 2 ครงั้ แตต างเวลากนั

การสังเคราะหดวยแสง 66

ผังมโนทัศนหนวยการเรียนรูท่ี 4

เร่อื ง กลไกการเพิ่มความเขมขน ของคารบ อนไดออกไซด
ของพืช C4 และพืช CAM

การตรงึ แกสคารบอนไดออกไซดข องพชื C4
และพชื CAM

แบง เปน

โครงสรา งภายในใบ กลไกการเพิ่มความเขม ขน กลไกการเพิ่มความเขม ขน
พืช C3 ของคารบ อนไดออกไซดข อง ของคารบอนไดออกไซด
พชื C4 ของพชื CAM

ประกอบดวย ประกอบดวย
การตรงึ CO2ที่ การตรงึ CO2ทีใ่ น
บรเิ วณมโี ซฟล ล เวลากลางคนื

พืช C4 การตรงึ CO2ที่ การสรางน้ําตาลใน
บริเวณบนั เดลิ ชที เวลากลางวัน

การสงั เคราะหด ว ยแสง 67

4. กลไกการเพมิ่ ความเขม ขนของคารบอนไดออกไซดของพชื C4 และพชื CAM

4.1 โครงสรางภายในใบของพืช C3 และ C4
พชื บางชนิดเม่อื ตัดตามขวางใบและนาํ ไปศกึ ษาโครงสรางภายในดวยกลองจุลทรรศนพบวามี

โครงสรา งแตกตางไปจากใบพืช C3 เชน ขา วฟา ง ขาวโพด ออย บานไมร ูโ รย และหญาเขตรอนบาง
ชนิด

โครงสรา งท่ีมคี วามแตกตางกัน คือ
1. บันเดลิ ชที เซลล พืช C3 บนั เดิลชีทเซลลไ มมีคลอโรพลาสตอ ยภู ายใน แตพ ชื C4

มคี ลอโรพลาสตใ นบันเดิลชที เซลล
2. ชน้ั มีโซฟล ล พชื C3 ชัน้ มโี ซฟลลประกอบดวยเซลลท ีม่ ีความแตกตางของรูปรางเปน 2 แบบ

คอื พาลิเสดเซลล มีรูปรา งผอมยาว เซลลเบียดกันแนน ชอ งวางระหวางเซลลน อ ย
มีคลอโรพลาสตหนาแนนมาก และสปนจีเซลลมีรูปรางไมแนนอน อยูกันอยางหลวมๆ
ชองวางระหวางเซลลมาก แตในพืช C4 ชั้นในมีโซฟลลไมมีความแตกตางกันมากนักในดาน
รปู ราง มองเห็นเปนลกั ษณะคลายกันโดยรอบบันเดิลชที เซลล
กิจกรรมที่ 4.1 เปรียบเทยี บโครงสรา งภายในใบของพชื C3 และ C4
1. ใหน กั เรยี นชว ยกันศึกษาแผนภาพโครงสรา งภายในของใบพืช C3 และ C4

ภาพท่ี 4-1 โครงสรา งภายในของใบพืช C3 และ C4
( ทม่ี า : http://www.thaigoodview.com/library/teachershow/phayao

/pensri_t/lingt_syntesis/sec04p05.html)

การสังเคราะหด วยแสง 68
2. ใหน กั เรียนชวยกันตอบคาํ ถามตอ ไปน้ี
2.1 โครงสรางภายในของใบพืช C3 และ C4ที่คลายกัน คอื โครงสรางใด และมีความคลายกัน

อยางไร
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
2.2 โครงสรางภายในของใบพืช C3 และ C4ที่นกั เรยี นเห็นแตกตางกนั คือโครงสรางใด
และมคี วามแตกตางกนั อยางไร
.............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................
2.3 นกั เรียนคิดวา ความแตกตางบริเวณบนั เดิลชีทเซลลข องใบพืช C3 และ C4 จะมผี ลทําให
กลมุ เซลลเ หลานัน้ ทําหนา ทตี่ างกันอยางไร
............................................................................................................................................
.............................................................................................................................................

4.2 กลไกการเพ่ิมความเขมขนของคารบอนไดออกไซดในพชื C4
พืช C4 มีกระบวนการตรึงแกสคารบอนไดออกไซดแตกตางจากพืช C3 คือมีการตรึงแกสน้ี

2 ครั้ง ดังนี้
คร้ังท่ี 1 ที่บริเวณมีโซฟลลโดย phosphoenolpyruvate (PEP) ซึ่งเปนสารท่ีมีคารบอน

3 อะตอม เปนตัวรับแกสคารบอนไดออกไซด เกิดเปนสารประกอบที่มีคารบอน 4 อะตอม คือ
Oxaloacetate (OAA) ซึ่งเปลี่ยนแปลงตอไปเปน Malate ที่มีคารบอน 4 อะตอมเชนกันจึงเรียกพืช
ชนิดนวี้ า C4

ครั้งท่ี 2 ที่บริเวณบันเดิลชีทเซลล โดยมาเลทปลอยแกสคารบอนไดออกไซดใหกับ RuBP เกิด
เปน สาร PGA ในวัฎจกั รคลั วนิ เชน เดยี วกับในพชื C3 ตอไป

สวนพืช C3 มีการตรึงแกสคารบอนไดออกไซดเพียงคร้ังเดียวเกิดเปนสารประกอบที่มีคารบอน
3 อะตอม คือ PGA จึงเรยี กพชื พวกน้ีวาพชื C3

การสงั เคราะหด วยแสง 69

CO2

PEP(3C) Oxaloacetate(4C) Malate(4C)

RuBP(5C) ปลอ ย CO2 PGA(3C)

ภาพที่ 4-2 การตรงึ แกส คารบอนไดออกไซดข องพืช C4
( ทีม่ า: ศนู ยพฒั นาคุณภาพการเรียนการสอนชีววทิ ยา , 2547 หนา70 )

CO2

RuBP(5C) PGA(3C)

ภาพที่ 4-3 การตรงึ แกส คารบอนไดออกไซดข องพชื C3
( ท่ีมา: ศูนยพ ฒั นาคณุ ภาพการเรียนการสอนชวี วิทยา , 2547 หนา 70 )

ภาพที่ 4-4 โครงสรา งภายในของใบพืช C3 และ C4
(ที่มา : http://fws.cc/udontham/index.php?action=profile;u=35;sa=showPosts)

การสงั เคราะหดว ยแสง 70

กจิ กรรมที่ 4.2 วัฎจักรคารบ อนของพืช C4

1. จงนําขอความที่กําหนดใหไปเตมิ ลงในแผนภาพขา งลา งตอไปนี้ มโี ซฟล ล
ก. Phosphoenolpyruvate
ข. Pyruvate
ค. NADPH
ง. CO2
จ. ATP
ฉ. Calvin cycle
ช. Oxaloacetate

2.

1. 3.
AMP+2Pi 4.
6.
NAD+
Pyruvate Malate

5. Malate
NADPH NADP+
บันเดลิ ชีทเซลล

CO2

7.
G3P

การสงั เคราะหดว ยแสง 71

2. ใหน กั เรียนเปรยี บเทยี บโครงสรา งและกลไกการสังเคราะหดวยแสงของพืช C3 และ พชื C4
ขอเปรียบเทียบ พชื C3 พืช C4

1. บนั เดลิ ชที
2. คลอโรพลาสตท่บี ันเดิลชีท
3. ตาํ แหนงของพาลเิ สดเซลล
4. จํานวนครงั้ ของการตรงึ แกส

คารบ อนไดออกไซด
5. สารตัวแรกท่เี กิดจากการตรึง

คารบอนไดออกไซด
6. การเกิดโฟโตเรสไพเรชนั
7. ประสทิ ธิภาพการใชน้าํ
8. ตําแหนง ท่ีมกี ารตรงึ

คารบอนไดออกไซด
9. สารทใี่ ชต รึง

คารบ อนไดออกไซด
10. เอนไซมที่ใชตรึง

คารบอนไดออกไซด

การสงั เคราะหด ว ยแสง 72
4.3 กลไกการเพิม่ ความเขมขนของคารบอนไดออกไซดของพชื ซีเอเอ็ม (CAM)

พืชบางชนดิ เจรญิ ไดในทแ่ี หงแลงซง่ึ ในเวลากลางวันสภาพแวดลอมจะมีความชื้นตํา่ และอุณหภูมิ
สูง ทําใหพืชสูญเสียน้ําทางปากใบมาก พืชท่ีเจริญในพื้นท่ีแหงแลงจึงมีวิวัฒนาการท่ีจะลดการสูญเสีย
น้ํา โดยการลดรูปของใบใหมีขนาดเล็กลง และปากใบปดในเวลากลางวัน หรือมีลําตนอวบนํ้าเพื่อจะ
สงวนรักษานํ้าไวใชในกระบวนตาง ๆ

ในเวลากลางคืนอากาศมีอุณหภูมิต่ําและความช้ืนสูงปากใบพืชดังกลาวขางตนจึงเปด
แกสคารบอนไดออกไซดจะเขาทางปากใบไปยังเซลลมีโซฟลล สารประกอบ PEP จะตรึง
คารบอนไดออกไซดไวแลวเปล่ียนเปนสาร OAA ซ่ึง OAA น้ีจะเปล่ียนเปนสารท่ีมีคารบอน 4 อะตอม
ช่ือ กรดมาลิก ( malic acid ) แลวเคลื่อนยายมาสะสมไวในแวคิวโอล ในเวลากลางวันเม่ือเร่ิมมีแสง
ปากใบจะปดเพ่ือลดการสูญเสียนํ้า กรดมาลิกจะถูกลําเลียงจากแวคิวโอลเขาสูคลอโรพลาสต พืชจะมี
กระบวนการปลอยคารบอนไดออกไซดจากกรดมาลิกที่สะสมไว และคารบอนไดออกไซดจะถูกตรึงเขา
สูวัฏจักรคัลวินตามปกติ และเนื่องจากการปดปากใบทําใหคารบอนไดออกไซดแพรออกนอกใบไดยาก
ความเขมขนของคารบอนไดออกไซดในเซลลสูง อัตราโฟโตเรสไพเรชันจึงลดลงอยางมาก เม่ือมีแสง
กรดมาลิกที่ปลอยออกมาจากแวคิวโอลจะไปยับย้ังเอนไซมที่กระตุนปฏิกิริยาตรึงคารบอนไดออกไซด
ของ PEP แตในเวลากลางคืนกรดมาลิกจะถูกลําเลียงไปเก็บไวในแวคิวโอลเอนไซมท่ีเรงปฏิกิริยาตรึง
คารบอนไดออกไซดของ PEP จึงทํางานไดเนื่องจากกระบวนการตรึงคารบอนไดออกไซดแบบน้ีเปน
กระบวนการท่ีพบไดในคร้ังแรกในพืชตระกูลครัสซูลาซี(Crassulaceae ) เชนกระบองเพชร จึงเรียกวา
พืช CAM มาจากคําวา Crassulacean Acid Metabolism แตในปจจุบันพบวาสามารถพบไดในพืช
วงศอืน่ อกี เชน กลว ยไม สับปะรด วา นหางจระเข และปา นศรนารายณ เปน ตน

โดยทั่วไปพืชซีเอเอ็มจะสูญเสียน้ํา 50 – 100 กรัม ตอการตรึงคารบอนไดออกไซดหน่ึง
กรัม ในขณะท่พี ืชC4 และ C3 จะตอ งเสียนํา้ มากถึง 250 – 300 กรัม และ 400 – 500 กรัม ตามลําดับ
ดังนั้นพืชซีเอเอ็มจึงสามารถมีชีวิตรอดอยูในสภาพแวดลอมที่มีนํ้านอยหรือขาดแคลนน้ําไดดีกวาพืช C4
หรือพืช C3

เม่ืออยูในสภาพแวดลอมที่เหมาะสม พืชบางชนิดสังเคราะหดวยแสงโดยใชวัฏจักรคัลวิน
เพียงอยางเดียวแตถาอยูในสภาพแวดลอมท่ีไมเหมาะสม เชน การขาดแคลนน้ํา อุณหภูมิสูง หรือดิน
เคม็ เปนตน พืชจะแสดงการตรงึ คารบ อนไดออกไซดแบบพชื ซีเอเอ็มได เชน สบั ปะรด

การสงั เคราะหดว ยแสง 73
ภาพที่ 4-5 การเปรยี บเทยี บกลไกการตรงึ คารบ อนไดออกไซดของพืช C4 และ CAM
(ที่มา: http://www.rmutphysics.com/charud/scibook/bio1/Chapter8/Part7.html)

การสงั เคราะหด วยแสง 74

กิจกรรมทึ่ 4.3 กลไกการเพิม่ ความเขมขนของแกส คารบ อนไดออกไซดข องพืชซเี อเอ็ม
1. จงนาํ ขอความท่ีกําหนดใหตอ ไปน้ี มาเรยี งลาํ ดับกลไกการเพิ่มความเขม ขนของ

แกสคารบอนไดออกไซดข องพืชซเี อเอม็ ใหถูกตอ ง
1. กรดไพรวู ิกเขาสูกระบวนการไกลโคไลซสี
2. ในเวลากลางคนื ปากใบเปด
3. OAA เปลย่ี นเปนกรดมาลิกสะสมไวในแวควิ โอล
4. กรดมาลิกเปล่ยี นเปน กรดไพรูวกิ และแกส คารบอนไดออกไซด
5. พืช CAM เชน กระบองเพชร กลวยไม สบั ปะรด
6. แกส คารบอนไดออกไซดร วมกับ RuBPเขาสูวฏั จกั รคลั วนิ สรางนาํ้ ตาล
7. แกส คารบอนไดออกไซดถ ูกจับโดย PEP ได OAA
8. เวลากลางวันกรดมาลกิ ถูกลาํ เลยี งเขาสูค ลอโรพลาสต

การสังเคราะหดว ยแสง 75

2. ใหน ักเรียนเปรยี บเทียบความเหมือนหรือแตกตา งในการสังเคราะหดว ยแสง ของพชื C3 และ C4
และพชื ซีเอเอ็ม
ขอ เปรยี บเทียบ พืช C3 พืชC4 พชื ซีเอเอม็

1. จํานวนครั้งของการตรึง
คารบ อนไดออกไซด

2. การตรงึ
คารบอนไดออกไซด
ของ PEP เกดิ ขน้ึ ในเวลา

3. การเกิดวฏั จกั รคัลวิน

4. บรเิ วณเซลลที่เกดิ PGAL

5. การเสยี น้าํ ตอการตรึง
คารบอนไดออกไซด
1 กรัม

6. ตัวอยา งพชื

การสังเคราะหด ว ยแสง 76

กจิ กรรมท่ี 4.4 แผนผังมโนมติ

ใหน กั เรยี นเขยี นผงั มโนมติแสดงความสมั พันธของปฏิกิรยิ าการตรงึ CO2 ระหวางพชื C3 , C4
และ CAM ตามที่กําหนด

คําตอ ไปนี้

ปฏิกิรยิ าการตรึงCO2 ปฏกิ ิริยาการตรงึ CO2ของพชื C3 ปฏิกิริยาการตรึงCO2ของพชื C4
ปฏิกิริยาการตรงึ CO2ของพืชCAM สโตรมาของเซลลม ีโซฟล ล วฏั จักรคัลวินในสโตรมา
สโตรมาของเซลลบนั เดลิ ชที สโตรมาของเซลลม ีโซฟลล สโตรมาของเซลลมโี ซฟล ล
ตรึง ตรึง ปลอ ย ปลอ ย ได สารประกอบC4 คารบอกซเิ ลชัน รดี ักชัน
รเี จนเนอเรชนั มีขนั้ ตอน สารประกอบC4ในแวควิ โอล สารประกอบC4 ในเซลลม ีโซฟลล
ลําเลียง ลําเลยี ง แบง เปน เกดิ ใน เกดิ ใน กลางวัน กลางคืน
เกิด เกดิ ตรึง CO2 CO2 CO2

การสังเคราะหด วยแสง 77

กจิ กรรมต๋วั ออก (Exit Ticket) 3-2-1
ใหน ักเรียนเขยี นสรุป ความรู ความคิด และผลการปฏบิ ัตกิ จิ กรรม

ความรูใหมที่ไดจ ากการเรยี น

…………………………………………………………………………………
………………………………………………..………………………………
………………………………………………..………………………………
………………………………………………..………………………………
……………………………………………..…………………………………
………………………………………………..………………………………

ผลงานที่ภาคภมู ใิ จ เรือ่ งที่ยงั สงสยั /เร่อื งเสนอแนะ

……………………………………… ……………………………………
……………………………………… ……………………………………
……………………………………… ……………………………………
……………………………………… ……………………………………
……………………………………… ……………………………………
……………………………………… ……………………………………

………………………………………. ……………………………………

นําความรทู ่ไี ดไปประยกุ ตใชอ ยา งไร

……………………………………………………………………………….
……………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………..

…………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………….

การสังเคราะหด วยแสง 78

แบบทดสอบทายหนว ยที่ 4
คําช้ีแจง ใหน ักเรยี นเขียน รอบตวั เลือกหนาคําตอบทถ่ี ูกทสี่ ุดเพยี งคาํ ตอบเดียว
1. พชื C3 และพืช C4 มีอะไรทเี่ หมือนกนั ในเรื่องท่ีเก่ยี วของกับกระบวนการสังเคราะหดว ยแสง

ก. วตั ถุดบิ ผลผลิต และ รงควัตถุ
ข. วัตถดุ บิ รงควตั ถุ การหายใจ
ค. วตั ถดุ ิบ ผลผลติ การตรึง CO2
ง. วัตถุดบิ ผลผลติ การหายใจ
2. พืชในขอใดเปน พชื C4
ก. ขาวโพด ออ ย
ข. ขา วโพด ถว่ั ลิสง
ค. ออย กระบองเพชร
ง. สับปะรด กระบองเพชร
3. ขอ ใดเปนจริง เกย่ี วกบั การสงั เคราะหดวยแสงของตนขา วโพด
ก. มีการเกิดโฟโตเรสไพเรชนั
ข. พบ RuBP ในช้ันมีโซฟล ล
ค. มกี ารตรึง CO2 คร้งั แรกทบี่ นั เดลิ ชีท
ง. มกี ารผลติ สาร C4 ในมโี ซฟล ล และผลติ สาร C3 ในบนั เดลิ ชีท
4. ขอใดไมเ ปนจริงเกย่ี วกับพืช C4
ก. ใช PEP ตรึง CO2 จากอากาศ
ข. มอี ตั ราการสังเคราะหแ สงสูงกวา พืช C3
ค. มีการตรึง CO2 จากอากาศท้ังทบี่ ริเวณมโี ซฟล ลแ ละบนั เดิลชที
ง. มีความเขมขน ของ CO2 ทเี่ ซลลบ ันเดลิ ชีทมากกวา ที่เซลลม ีโซฟลลข องพืช C3
5. การตรึง CO2 2 ครงั้ ท่ีพบในพชื C4 เกิดขน้ึ ท่ีใดบา ง
ก. พาลิเสดเซลล
ข. สปน จีเซลล กบั พาลเิ สดเซลล
ค. มีโซฟลล กับ บนั เดิลชีทเซลล
ง. สปน จีเซลล กบั เอพเิ ดอรม สิ เซลล

การสงั เคราะหดวยแสง 79
6. พชื CAM คลายกบั พืช C4 ตามขอใด

ก. เปนพืชท่ีอยูในตระกูลเดียวกัน
ข. มกี ารตรงึ CO2 2 ครัง้ เหมือนกัน
ค. ชวงเวลาในการตรึง CO2 เหมอื นกัน
ง. เปนพืชท่มี ลี กั ษณะอวบน้ําเหมอื นกัน
7. เพราะเหตุใดพืช CAM จึงสามารถขน้ึ อยูไดในสภาพแวดลอ มที่แหงแลง ไดด ีกวาพชื C3 และ
พชื C4
ก. พชื CAM ใชน้าํ ในการตรึงคารบ อนไดออกไซดน อยกวาพืชC3 และ พืช C4
ข. พืช CAM ใชนาํ้ ในการตรงึ คารบอนไดออกไซดม ากกวา พืชC3 และ พืช C4
ค. พชื CAM ใชนํ้าในการตรึงคารบ อนไดออกไซดเ ทา กนั กบั พืชC3 และ พชื C4
ง. พชื CAM ใชน ํ้าในการตรึงคารบอนไดออกไซดมากกวาพชื C3 แตน อยกวา พืช C4
8. ผลติ ภณั ฑตวั แรกท่ีพืช C4 สรางข้นึ คือสารใด
ก. กรดไพรวู ิก
ข. กรดมาลิก
ค. กรดอะมโิ น
ง. กรดออกซาโลแอซิติก
9. ระหวางพชื C3 , C4 และ CAM พืชชนิดใดท่สี ญู เสียนํ้าตอการตรึงคารบอนไดออกไซด
หน่งึ กรัมจากนอยไปหามากตามลําดับ
ก. พชื C3 , C4 และ CAM ตามลําดับ
ข. พชื CAM, C4 และ C3 ตามลําดบั
ค. พืช C3 , CAM และ C4 ตามลําดบั
ง. พชื C4 , C3 และ CAM ตามลาํ ดับ
10. ขอใดเปน พชื CAM
ก. กลว ย
ข. ขาว
ค. ออย
ง. สับปะรด

การสังเคราะหดว ยแสง 80

หนวยการเรียนรทู ่ี 5

ปจ จยั บางประการทีม่ ีผลตออัตราการสงั เคราะหดว ยแสง

ที่มา: http://www.thaiblogonline.com/

การสังเคราะหด ว ยแสง 81

สาระการเรียนรู
5. ปจจยั บางประการทมี่ ผี ลตออัตราการสังเคราะหดวยแสง
5.1 แสงและความเขม ของแสง
5.2 คารบอนไดออกไซด
5.3 อณุ หภูมิ
5.4 อายุใบ
5.5 ปรมิ าณนาํ้ ที่พชื ไดร บั
5.6 ธาตุอาหาร
5.7 การปรับตวั ของพืชเม่ือรบั แสง
ผลการเรยี นรู
1. สบื คน ขอมลู สํารวจตรวจสอบ วเิ คราะห ทดลอง อธิบายและสรุปเกยี่ วกบั ปจจยั
บางประการทมี่ ีผลตอ อตั ราการสังเคราะหด ว ยแสงและการปรบั ตัวของพชื เพ่ือรับแสง
จุดประสงคการเรียนรู
1. ทดลองหาความสมั พันธระหวา งความเขมแสงกับอตั ราการสังเคราะหดว ยแสง
2. วิเคราะห อธิบายและสรปุ ความสําคัญของแสงและความเขมแสง
แกส คารบอนไดออกไซด อุณหภมู ิ อายุใบ ปรมิ าณนา้ํ ในดิน และแรธ าตุ ในกระบวน
การสงั เคราะหดว ยแสง
3. อธิบายและจําแนกการปรบั ตัวของพชื เพอ่ื รับแสงมาใชใ นกระบวนการสงั เคราะหด ว ยแสง
4. อธิบายและนําเสนอขอมูลการนําความรเู ร่อื งปจจัยบางประการทมี่ ีผลตออัตราการ
สังเคราะหดว ยแสงไปใชป ระโยชนใ นชีวติ ประจําวนั ได
5. สรุปปจจยั บางประการท่มี ีผลตออตั ราการสงั เคราะหดวยแสงและการปรบั ตวั ของพืชเพื่อ
รับแสง

การสงั เคราะหด ว ยแสง 82

หนว ยการเรียนรทู ่ี 5 เรอ่ื ง ปจจยั บางประการท่ีมีผลตอ อตั ราการสงั เคราะหด ว ยแสง

ลําดับแนวคิดภายในหนวย
แสงและความเขม แสง ถา ความเขมแสงเพิ่มขนึ้ อัตราการสงั เคราะหดว ยแสงจะเพิ่มขน้ึ
จนถงึ จุดหนง่ึ แตถามากไปอัตราการสังเคราะหดวยแสงจะลดลง

คารบอนไดออกไซด ถา เพ่มิ ความเขมขนของ CO2 ในบรรยากาศ
อัตราการสงั เคราะหดว ยแสงจะเพ่ิมข้ึนในระยะแรกจนถงึ จุดหนงึ่ จะคงที่
อุณหภูมิทพ่ี อเหมาะตอการสงั เคราะหดวยแสงคือ 30 – 35 องศาเซลเซยี ส
เพราะอุณหภมู ิสูงมีผลทําใหเอนไซมเส่ือมสภาพ
อายขุ องใบ ใบท่อี อนหรือแกเกนิ ไปจะมีผลทาํ ใหอตั ราการสงั เคราะหด ว ยแสงลดลง
ปรมิ าณน้ําท่พี ืชไดรับ จะมีผลตอการปด-เปด ของปากใบ ในสภาพขาดน้ําปากใบจะปด
ซึ่งจะสง ผลตอการแพรข องแกสคารบอนไดออกไซด
การขาดแรธาตุ จะมีผลใหความสามารถในการสงั เคราะหด วยแสงลดลง
เชน ธาตไุ นโตรเจน แมกนเี ซียม เปนองคประกอบของคลอโรฟลล
การปรับตัวของพืชเพื่อรบั แสง ไดแก การปรบั โครงสรางของใบการควบคุมการรับแสง
ของใบ การปรับตวั ของพชื ใหเหมาะสมกบั สภาพแวดลอ ม และ การจดั เรียงใบของพืช

การสงั เคราะหด วยแสง 83

ผงั มโนทัศนหนว ยการเรยี นรูท ี่ 5

เร่อื ง ปจจัยบางประการทีม่ ีผลตออัตราการสังเคราะหดว ยแสง

ปจจัยบางประการท่ีมผี ลตอ อตั รา
การสังเคราะหด ว ยแสง

แบง เปน

ปจจยั บางประการที่มีผลตอ การปรับตวั ของพชื เพือ่ รับแสง
อตั ราการสงั เคราะหดว ยแสง
ไดแ ก แสงและความเขม แสง ไดแ ก การปรบั โครงสรางของ
ใบ
คารบอนไดออกไซด การควบคมุ การรบั แสง
อณุ หภมู ิ ของใบ
อายขุ องใบ การปรับตวั ของพชื ให
ปรมิ าณนา้ํ ท่ีพืชไดรบั เหมาะสมกับ
ธาตอุ าหาร สภาพแวดลอม
การจัดเรยี งใบของพืช

การสงั เคราะหด ว ยแสง 84

5. ปจจัยบางประการท่ีมผี ลตอ อตั ราการสังเคราะหดว ยแสง

สิง่ ทม่ี อี ิทธพิ ลตอ อัตราการสงั เคราะหด ว ยแสง ไดแก แสงและความเขม แสง คารบอนไดออกไซด
อณุ หภมู ิ น้าํ แรธาตตุ างๆ เปนตน

5.1 แสงและความเขมของแสง
แสงอาทิตยที่สองลงมายังโลกมีปริมาณแตกตางกันไปขึ้นกับตําแหนงบนพ้ืนโลกและฤดูกาล

แสงบางสวนจะถกู ดูดและสะทอนโดยบรรยากาศทห่ี อหมุ โลก แสงทส่ี ามารถผา นบรรยากาศและผานมา
กระทบผิวโลกพืชสามารถดดู กลนื ไวไ ดเ พียงรอยละ 40 ในรอ ยละ 40 นี้ จะเกิดการสะทอนและสองผาน
ไปรอยละ 8 และสูญเสียไปในรูปความรอนรอยละ 8 มีเพียงรอยละ 5 เทานั้นที่พืชนําไปใชสราง
คารโบไฮเดรตดวยกระบวนการสังเคราะหดวยแสง สวนอีกรอยละ 19 น้ันสูญเสียไปในกระบวนการ
เมแทบอลซิ มึ ของพืช

แสงและความเขมแสงเปนปจจัยที่สําคัญมาก เพราะพืชใชแสงกระตุนใหเกิดปฏิกิริยาการ
ถายทอดอิเล็กตรอน แตพืชตองการความเขมแสงไดแตกตางกัน เชน พืชที่ตองการแสงมาก ถาอยูใน
ที่รมก็อาจตายได และถาพืชชอบแสงนอยหรือพืชทนรม ถาอยูในท่ีมีแสงแดดมากก็อาจตายได
เชนเดียวกนั

กจิ กรรมที่ 5.1 การวดั อตั ราการสงั เคราะหด ว ยแสง
จดุ ประสงคการเรยี นรู

1. ตรวจสอบความสัมพนั ธระหวา งความเขมแสงกับอตั ราการสงั เคราะหด ว ยแสง
2. บันทึกผล สรปุ ผลการทดลอง และนาํ เสนอผลการทดลอง
วัสดุอปุ กรณ
1. โซเดียมไฮโดรเจนคารบ อเนต
2. นํา้ กลั่น
3. ชอนตกั สารเบอร 1
4. ขวดแกว รปู ชมพู
5. จกุ ยางทีม่ หี ลอดนาํ แกส เสียบอยู

การสังเคราะหดว ยแสง 85

6. ทอ พลาสตกิ
7. หลอดแคพลิ ลารี รูปตวั ยู
8. กลอ งพลาสตกิ ใสขนาดใหญ
9. สาหรายหางกระรอก
10. โคมไฟ 100 วัตต
11. นาํ้ สีผสมผงซักฟอก
12. ไมห นบี
แนวการทํากิจกรรม
ตอนที่ 1 รวมคดิ รวมวางแผนการทดลอง
คําชแี้ จง
1. กอนทําการทดลอง ใหท ํานายหรือคาดคะเนคาํ ตอบวา ถา ใหความสองสวา งของหลอดไฟ

เทากัน แตใหอยหู างจากสาหรายหางกระรอกในระยะตางกัน อัตราการสงั เคราะหดว ย
แสงจะเหมือนหรือตางกัน และใชอะไรเปนการบงชอี้ ตั ราการสงั เคราะหดว ยแสง
2. แตละกลมุ วางแผนการทดลอง แบง หนาทีร่ บั ผดิ ชอบ กําหนดสมมติฐาน(ถามี) จุดประสงค
การทดลอง ออกแบบตารางบนั ทึกผล และทาํ การทดลอง
ตอนที่ 2 ทําการทดลอง และเขยี นรายงาน

คาํ ชแ้ี จง ใหนักเรียนดําเนินการ ดังนี้
ลาํ ดับขัน้ ตอน

1. ตวงโซเดียมไฮโดรเจนคารบ อเนต 1 ชอนเบอร 1 ลงใสในขวดรูปชมพู ขนาด 500 ลกู บาศก
เซนติเมตร ท่ีมนี ํ้าอยู 450 ลกู บาศกเ ซนติเมตร

2. ใสส าหรายหางกระรอกหรือพืชนํ้าชนดิ อนื่ ลงไป ปดขวดดว ยจกุ ยางซงึ่ มีหลอดนําแกส เสียบ
อยู 2 หลอด

3. ตอ หลอดนาํ แกสทัง้ สองดวยทอพลาสติกทอหนึ่งตอ กบั หลอดแคพลิ ลารี ซ่งึ งอเปนรปู ตัวยู
หรอื ใชห ลอดแคพลิ ลารีตรงภายในหลอดบรรจุนาํ้ สผี สมผงซกั ฟอกเล็กนอย นาํ กระดาษ
กราฟมาทาบไวห ลงั หลอดแคพิลลารี

4. วางขวดรปู ชมพทู ่บี รรจสุ าหรายหางกระรอกลงในกลองพลาสตกิ ใสขนาดใหญซ ง่ึ มีน้ําเกือบ
เตม็

5. ใชโคมไฟทีม่ หี ลอดไฟ 100 วตั ต วางใหห ลอดไฟอยูหา งจากสาหรา ยหางกระรอก 40
เซนติเมตร เปด ไฟทิ้งไว 3-10 นาที แลว จึงใชไมหนบี ทอพลาสตกิ อีกทอหนง่ึ ไมใหอากาศ
เขา หรอื ออกจากขวดได

การสังเคราะหดวยแสง 86
6. บนั ทกึ การเคลือ่ นที่ของนาํ้ สใี นแขนของหลอดแคพลิ ลารรี ปู ตวั ยู ทางปลายหลอดขางทเ่ี ปด

โดยบนั ทกึ ทกุ ๆ 1 นาที จนกระทงั่ อตั ราการเคลื่อนที่ของนํา้ สคี งทีจึงถือคา นนั้ เปนอัตราการ
เคลื่อนท่ีของนํ้าสีใน 1 นาที
7. ทาํ การบนั ทึกการทดลองตัง้ แตข อ 4-6 อกี คร้ัง โดยเลอื่ นโคมไฟใหอ ยูหา งจากสาหรายหาง
กระรอกในระยะ 30 20 และ 10 เซนติเมตรตามลาํ ดบั ทกุ คร้ังทีจ่ ะเร่ิมการทดลองใหม
ตอ งเอาไมหนีบทอพลาสติกออก เพ่อื ปรับนา้ํ สใี นหลอดแคพิลลารใี หกลบั มาอยใู นสภาพเดมิ
เสยี กอ นและตงั้ ทิ้งไว 5 นาที แลว จึงใชไมห นบี ทอพลาสติกและบันทึกผลการทดลอง
8. นาํ อตั ราการเคลอื่ นทีข่ องนํา้ สีท่ไี ดขณะเมอ่ื ต้ังพชื ใหหา งจากดวงไฟระยะตางๆกนั มาเขียน
กราฟ โดยใหแกนนอนแทนระยะทางระหวา งโคมไฟและสาหรายหางกระรอก และแกนตง้ั
แทนอตั ราการเคล่ือนท่ีของนํ้าสี อตั ราการเคลื่อนท่ีของนาํ้ สถี อื เปนอัตราการสังเคราะห
ดว ยแสง

ภาพท่ี 5-1 ชดุ ทดลองความสัมพนั ธข องความเขม แสงกบั อัตราการสังเคราะหด ว ยแสงของพชื
ทีม่ า: http://km.vcharkarn.com

การสงั เคราะหดวยแสง 87
ตอนที่ 3 แลกเปลี่ยนเรียนรู
1. นักเรยี นแตละกลุมตดิ รายงานการทดลองบรเิ วณที่กําหนด
2. นักเรยี นทุกกลุมเดนิ อานและทาํ ความเขาใจรายงานการทดลองของกลุมอ่นื อภปิ รายผลงาน

ของเพอ่ื น สรปุ ขอคิดเหน็ ของกลุม แลว พจิ ารณาเขยี นเคร่ืองหมายและขอคิดเหน็ ลงในรายงาน
ของกลุมเพ่ือนเพ่ือแลกเปลี่ยนเรียนรูก ันดังน้ี
- เขียนเคร่ืองหมาย √ หนาขอความที่เห็นดว ย
- เขยี นเคร่อื งหมาย x หนาขอความท่ีไมเหน็ ดว ย
- เขียนเครอื่ งหมาย ? หนา ขอความท่ีไมแนใ จ
3. นกั เรียนกลับมาทีก่ ลุมของตนเอง อานขอ ความที่เพ่อื นเขียนไว รว มกนั อภิปรายขอคิดเหน็ นั้น
สรุปขอ คดิ เห็นและแกไขผลงานของกลุมตนเอง
4. กลมุ ที่ไดรบั คัดเลือก นําเสนอผลงาน

อยา่ ลืมแลกเปล่ียน
เรียนรู้กนั นะค่ะ

การสงั เคราะหด วยแสง 88

แบบรายงานการทดลอง

วัน/เดอื น/ป ................................................... ระดับชั้น.....................กลมุ ท.่ี .................
การทดลองที.่ ................ เรอ่ื ง..............................................................................................

ที่ ชื่อ-สกุล เลขท่ี หนา ท่ี

สมมติฐานการทดลอง
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................

จดุ ประสงคก ารทดลอง
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................

การสงั เคราะหดวยแสง 89

บันทึกผลการทดลอง

เขยี นกราฟ
กราฟแสดงความสมั พนั ธร ะหวา งระยะทางเฉลี่ยท่นี ้ําสเี คล่อื นทใี่ น 1 นาที และระยะหาง
ระหวางโคมไฟกับสาหรา ย

การสังเคราะหดวยแสง 90

คาํ ถามเพอ่ื การวเิ คราะหและสรปุ ผลการทดลอง
1. การท่ีโคมไฟอยหู า งจากสาหรายหางกระรอกในระยะตา งๆกนั นน้ั มผี ลตอความเขม ของแสงที่

สาหรา ยหางกระรอกไดรบั อยางไร
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
2. ความเขมของแสงมีความสมั พันธก บั อตั ราการสงั เคราะหดวยแสงหรอื ไม อยางไร
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
3. นกั เรียนบอกไดหรือไมวา การท่ีนาํ ขวดที่ใสส าหรายหางกระรอกไปแชน ้ําในกลองพลาสติกนนั้
เพอื่ จุดประสงคอะไร
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
4. ถา ควบคุมอุณหภูมิใหคงทีต่ ลอดเวลา นกั เรียนคดิ วาจะปรับปรงุ การทดลองน้ีอยางไร
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
วเิ คราะหและสรปุ ผลการทดลอง
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................
......................................................................................................................................................

การสงั เคราะหดว ยแสง 91
แสงและความเขมแสง แสงอาทิตยที่สองลงมายังโลก มีความเขมแสงท่ีแตกตางกันไปตาม
ตําแหนงตางๆ บนพื้นโลกและฤดูกาล โดยท่ัวไปแลว ความเขมแสงที่เพิ่มสูงข้ึนมีผลทําใหอัตราการ
สังเคราะหดวยแสงของพืชเพ่ิมสูงข้ึนดวย แตอยางไรก็ตาม อัตราการสังเคราะหดวยแสงจะเพ่ิมสูงข้ึน
ตามระดับความเขมของแสงถึงจุดหน่ึงเทาน้ัน แลวจะคงที่ ณ ความเขมแสงหน่ึง เราเรียกจุดความเขม
แสงดงั กลาววา light saturation point

ภาพที่ 5-2 กราฟความเขมขนของแสงกับอตั ราการสังเคราะหดวยแสงของพืช
(ทีม่ า : http://www.satit.nu.ac.th/Science/PDF/photosynthesis.pdf)
พืชสวนใหญเม่ือไดรับความเขมแสงมาก อัตราการสังเคราะหดวยแสงจะเพิ่มขึ้นเร่ือยๆถาไมมี
ปจจัยอ่ืนมาเกี่ยวของ แตอัตราการสังเคราะหดวยแสงในสภาพที่เปนจริงจะมีปจจัยอ่ืนๆที่มีผลรวมกัน
เชน ปริมาณแกสคารบอนไดออกไซดในบรรยากาศ ถาในสภาพที่มีแสงและในบรรยากาศมีปริมาณ
แกสคารบอนไดออกไซดเพิ่มข้ึน อัตราการสังเคราะหดวยแสงก็เพ่ิมขึ้น แตในท่ีมืดพืชจะตรึง
คารบอนไดออกไซดสุทธิเปนลบ เพราะวาคารบอนไดออกไซดถูกปลอยออกมาเน่ืองจากพืชมี
กระบวนการหายใจ แตถาความเขมแสงเพ่ิมขึ้นจนกระท่ังอัตราการปลอยแกสคารบอนไดออกไซดจาก
การหายใจเทากับการตรึงคารบอนไดออกไซดจากการสังเคราะหดวยแสง เรียกจุดน้ีวา
ไลทค อมเพนเซชันพอยท (light compensation point)

การสงั เคราะหดว ยแสง 92
ผลของความเขมแสงที่เพิ่มขึ้นสงผลใหเกิดความแตกตางกันในพืช C3, C4 และ พืช CAM ดังน้ันหาก
เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการสังเคราะหดวยแสงของใบ (leaf photosynthetic capacity) ของพืช
C3, C4 และ พืช CAM ที่วดั ในสภาวะทม่ี ีความเขมขนของ CO2 และ O2 ท่ีระดับปกติ อุณหภมู ิพอเหมาะ
ความช้ืนสัมพัทธสูง และความเขมแสงสูงจนถึงจุด light saturation point จะพบวา พืชที่มีอัตราการ
สังเคราะหดวยแสงสูงสุดสวนใหญเปนพืช C4 และรองลงมาคือพืช C3 สวนพืช CAM มีอัตราการ
สังเคราะหด ว ยแสงนอ ยทีส่ ุด

ภาพที่ 5-3 กราฟความเขม ขนของแสงกบั อตั ราการสังเคราะหด ว ยแสงของพืช C3 และ C4
(ท่ีมา : http://www.satit.nu.ac.th/Science/PDF/photosynthesis.pdf)

การสังเคราะหด วยแสง 93
กจิ กรรมที่ 5.2 ศึกษาแสงและความเขมแสงท่มี ีผลตออตั ราการสงั เคราะหด วยแสง
ใหนักเรียนศกึ ษากราฟอิทธพิ ลของความเขมแสงตอการสงั เคราะหดวยแสงของพชื แลวตอบคําถาม

ภาพที 5-4 ผลของความเขมแสงตอการสงั เคราะหดวยแสงของพืช 3 ชนดิ
(ทมี่ า : สถาบนั สง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลยี ,2554 หนา 102)
1. ในทีท่ ม่ี ีความเขมแสงสูง พืชใดมอี ัตราการตรึงคารบ อนไดออกไซดส ทุ ธสิ ูงสุด
……………………………………………………………………………………………………
2. เหตุใดในท่ีไมมีแสง อตั ราการตรงึ คารบ อนไดออกไซดจ งึ เปนลบ
……………………………………………………………………………………………………
3. จากกราฟขา วมจี ุดอ่ิมตวั ของแสงและไลทค อมเพนเซชนั พอยท เปนเทาใด
……………………………………………………………………………………………………
4. ไลทคอมเพนเซชนั พอยทข องออยเปนเทาใด
……………………………………………………………………………………………………
5. นักเรียนคดิ วาไลทคอมเพนเซชนั พอยทของพืชแตละชนิดเทากันหรือไม เพราะเหตุใด
……………………………………………………………………………………………………

การสังเคราะหด วยแสง 94
5.2 แกส คารบ อนไดออกไซด

โดยทั่วไปแลว ถาความเขมขนของ CO2เพิ่มขึ้น อัตราการสังเคราะหดวยแสงของพืชจะเพิ่ม
สูงข้ึนตามไปดวย เม่ือความเขมขนของ CO2ในอากาศเพิ่มข้ึนจนถงึ ระดับหนึ่งท่ีทําใหอัตราการตรงึ CO2
ของพชื เทากับอัตราการปลอย CO2 โดยกระบวนการหายใจ เราเรยี กความเขมขนของ CO2 ท่ีระดบั นว้ี า
CO2 compensation point ซ่ึงเปนระดับที่มีการแลกเปลี่ยนของ net CO2 เปนศูนย พืช C4 มี CO2
compensation point ท่ีระดับความเขมขนต่ํากวาพืช C3 มาก เน่ืองจากพืช C4 มีกลไกในการเพิ่ม
ความเขมขนของ CO2 ใน bundle sheet cell ดังน้ันพืช C4 จึงตองการ CO2 ในระดบั ความเขมขนท่ีไม
มากนักกอนท่ีจะถึง CO2 compensation point แตในพืช C3 ท่ีมี photorespiration สูง เมื่อ CO2 ใน
อากาศตํ่า มี CO2 compensation point ในระดับท่ีสงู กวา เม่ือความเขมขนของ CO2 เพม่ิ ขึ้น อัตรา
การสังเคราะหดวยแสงของพืชจะเพ่ิมสูงข้ึนจนถึงระดับท่ีมี CO2 อ่ิมตัวในอากาศ ณ จุดดังกลาว อัตรา
การตรงึ CO2จะคงที่ สาหรบั พชื C4 ซง่ึ มี CO2 saturation point ต่ํากวาพืช C3

คารบอนไดออกไซดจะมีผลตออัตราการสังเคราะหดวยแสงมากนอยแคไหนข้ึนอยูกับปจจัยอ่ืน
ดว ย เชน คารบอนไดออกไซดมีความเขมขนสูงขึ้นแตค วามเขมของแสงนอยและอุณหภูมิของอากาศก็ตํ่า
กรณีเชนนีอ้ ัตราการสังเคราะหดวยแสงจะลดตํ่าลงตามไปดวย ในทางตรงกนั ขามถาคารบอนไดออกไซด
มีความเขมขน สูงขึ้น ความเขม ของแสงและอุณหภูมิของอากาศก็เพิ่มขึ้น กรณีเชนนี้อัตราการสังเคราะห
ดวยแสงกจ็ ะสูงข้ึนตามไปดวย

ภาพที่ 5-5 กราฟอตั ราการตรึงคารบอนไดออกไซดของพืช
(ทม่ี า : http://www.satit.nu.ac.th/Science/PDF/photosynthesis.pdf)

การสังเคราะหด วยแสง 95
กจิ กรรมที 5.3 ศกึ ษาคารบ อนไดออกไซดทมี่ ีผลตอ อัตราการสังเคราะหดวยแสง
ใหนักเรียนศึกษากราฟอตั ราการตรึงคารบ อนไดออกไซดข องพืช แลวตอบคําถาม

ภาพที 5-6 ผลของความเขม ของแกส คารบอนไดออกไซดตอการสงั เคราะหด ว ยแสงของพืช
3 ชนิด
(ทมี่ า :http://www.thaigoodview.com.)

1. เปรยี บเทยี บอตั ราการตรงึ คารบอนไดออกไซดส ทุ ธขิ องพชื ท้ัง 3 ชนิดทร่ี ะดับความเขมขน
ของคารบ อนไดออกไซดเปน 200 500 และ 800 ppm เรียงลาํ ดบั จากมากไปนอยไดว า
อยางไร
…………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………….

2. ขา วโพดและออยเปนตัวแทนของพืช C4 ขา วเปน พชื C3 นกั เรียนบอกไดหรือไมวา พืชC3
หรือพืช C4 มอี ัตราการตรึงคารบอนไดออกไซดส ทุ ธสิ งู กวา กัน จงอธบิ าย
…………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………….

การสงั เคราะหด ว ยแสง 96
5.3 อณุ หภมู ิ
ใบพืชที่ไดรับแสงโดยตรงจะมีผลทําใหอุณหภูมิของใบเพ่ิมสูงข้ึนอยางหลีกเลี่ยงไมได แตพืชมี
กลไกในการระบายความรอนหลายวิธี เชน การปลดปลอยความรอนจากใบพืชโดยตรง หรือปลดปลอย
ความรอ นโดยแฝงไปกบั กระบวนการคายนํ้าของพืช

ภาพท่ี 5-7 อทิ ธิพลของอุณหภมู ิตอการสงั เคราะหแสงของพชื
(ท่มี า : http://www.satit.nu.ac.th/Science/PDF/photosynthesis.pdf)
อิทธิพลของอุณหภูมิตออัตราการสังเคราะหดวยแสงของพืช พบวา อัตราการสังเคราะหดวย
แสงของพืชจะเพ่ิมข้ึน เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้นในชวง 0-35 °C หรือ 0-40 °C หากอุณหภูมิสูงกวานี้ อัตรา
การสงั เคราะหด วยแสงของพชื สวนใหญจะลดลง ซึ่งมผี ลตออตั ราการสงั เคราะหดวยแสง ดงั นี้
1. อัตราการสังเคราะหด วยแสงลดลงเนื่องจากอตั ราการหายใจและอัตราโฟโตเรสไพเรชันเพ่ิม
ขน้ึ การตรึงคารบ อนไดออกไซดจงึ ลดลง
2. เมอื่ อุณหภูมสิ งู หรอื ตํ่ากวาอุณหภมู ทิ ่ีเหมาะสมตอการสังเคราะหดว ยแสงมาก มีผลทําให
สมบตั ิการเปน เยื่อเลือกผาน (semipermeability) ของเยอ่ื หุม ออรแกเนลลตางๆทีจ่ าํ เปน ตอการทาํ งาน
ของกระบวนการสงั เคราะหดวยแสงสญู เสยี ความสามารถไปดว ย ทาํ ใหอ ตั ราการสงั เคราะหแ สงลดลง
3. เมือ่ อุณหภมู ิสูงจะทําใหเ อนไซมทเี่ กยี่ วของกับกระบวนการสังเคราะหด ว ยแสงเสียสภาพไปเชน
การทาํ งานของเอนไซมใน Calvin cycle
นอกจากน้ี ผลของอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นจะมีความแตกตางกันในพืช พืช C3 และ พืช C4 อีกดวย
โดยเมื่ออุณหภูมิสูงข้ึน อัตราการสังเคราะหดวยแสงของพืช C3 จะลดลง เนื่องจากการเพิ่มข้ึนของ
photorespiration แตในพืช C4 ที่มี photorespiration ที่ต่ํา อุณหภูมิท่ีสูงขึ้นจึงมีผลตออัตราการ
สังเคราะหด ว ยแสงของพืช C4 นอยมาก

การสังเคราะหดวยแสง 97
กิจกรรมที่ 5.4 การศกึ ษาอณุ หภมู ติ ออัตราการสังเคราะหดวยแสง

ใหนักเรียนศึกษากราฟอทิ ธิพลของอณุ หภูมิตอการสังเคราะหด วยแสงของยางพารา แลวตอบ
คําถาม

ภาพที 5-8 ผลของอุณหภูมติ อการสงั เคราะหด วยแสงของยางพารา
(ท่มี า : สถาบันสง เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี ,2554 หนา 105)
1. จากกราฟนี้ อณุ หภมู ิมคี วามสําคญั ตอ อัตราการสังเคราะหด วยแสงอยา งไร
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
2. เพราะเหตุใดท่ีอุณหภมู ิสงู กวา 27 องศาเซลเซียสอตั ราการสงั เคราะหดว ยแสงของพืชชนิดน้จี งึ
ลดลงอยางมาก
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................
....................................................................................................................................................

การสงั เคราะหดวยแสง 98

5.4 อายุของใบ
ในพืชท่ีออนหรือแกเกินไปจะสังเคราะหดวยแสงไดนอยกวาใบพืชท่ีเจริญเติบโตเต็มที่เพราะวา

ใบท่ีออนเกินไปการพัฒนาของคลอโรพลาสตยังไมเจริญเต็มท่ีสวนใบท่ีแกเกินไปจะมีการสลายตัวของ
กรานุมและคลอโรฟลลม ผี ลทําใหก ารสังเคราะหด วยแสงของพืชลดลงไปดว ย

5.5 น้ําในดิน
นํ้ามีบทบาทสําคัญในการใหอิเล็กตรอนแกคลอโรฟลลในระบบแสง 2 โดยใชในปฏิกิริยา

โฟโตไลซีส (photolysis) ชวยกระตนุ การทาํ งานของเอนไซม เปน องคป ระกอบของเซลลพชื และปริมาณ
น้ําที่มีอยูในดินจะมีผลตอการเปดปดปากใบ ในสภาพท่ีพืชขาดนํ้ามักจะปดปากใบเพ่ือสงวนน้ําเอาไว
การปดปากใบจะมีผลไปยับย้ังการแพรของแกสคารบอนไดออกไซดเขาสูใบทําใหอัตราการสังเคราะห
ดวยแสงลดลง

5.6 แรธาตุ
สิ่งมีชีวิตท่ีสังเคราะหดวยแสงจะตองมีสารสีที่ใชในกระบวนการสังเคราะหดวยแสงโดยเฉพาะ

อยา งยิง่ คลอโรฟลล และธาตุอาหารมีความจําเปนตอกระบวนการสังเคราะหค ลอโรฟลลธาตุแมกนีเซียม
และไนโตรเจน เปนธาตุสําคัญในองคประกอบของคลอโรฟล ล การขาดธาตเุ หลานสี้ งผลใหพ ชื เกดิ อาการ
ใบเหลืองซีดที่เรียกวา คลอโรซิส (chlorosis) เน่ืองจากใบพืชขาดคลอโรฟลลธาตุเหล็ก จําเปนตอการ
สรา งคลอโรฟลล และเปนองคประกอบของไซโทโครมซึ่งเปนตัวถายทอดอิเลก็ ตรอน สวนธาตุแมงกานีส
และคลอรีนจําเปนตอ กระบวนการแตกตัวของน้ําในปฏิกิรยิ าการสังเคราะหดวยแสง การขาดธาตุอาหาร
ตางๆ ทกี่ ลาวมาน้จี ะมผี ลตออตั ราการสงั เคราะหด ว ยแสง

การสังเคราะหด ว ยแสง 99

กจิ กรรมที5.5 อายุใบ ปรมิ าณน้ํา และแรธาตุ

จากการสบื คนขอมลู ขางตนใหน กั เรยี นอภิปราย และสรุปประเดน็ ตอไปนล้ี งในแบบบันทึกที่กําหนดให
อายใุ บ ปริมาณนํา้ และแรธ าตุ

อายุใบ ปรมิ าณน้าํ แรธ าตุ

มีผล มีผล มผี ล

.......................................... .......................................... .......................................
.......................................... .......................................... .......................................
.......................................... .......................................... .......................................
.......................................... .......................................... .......................................
.......................................... .......................................... .......................................
......................................... .......................................... .......................................

.......................................... .......................................... .......................................

ถา ขาด

ธาตุแมกนีเซียมและ ธาตุเหล็ก ธาตุแมงกานีสและคลอรีน
ไนโตรเจน .......................................... ..........................................
.......................................... ..........................................
............................................. .......................................... ..........................................
............................................. .......................................... ..........................................
............................................. .......................................... ..........................................
.............................................

การสงั เคราะหด ว ยแสง 100

กิจกรรมที5.6 สรปุ ปจจัยทม่ี ผี ลตออัตราการสังเคราะหดวยแสง
ใหนกั เรยี นทาํ เครื่องหมายถกู หนาขอความทเี่ ห็นวา ถูกและทําเคร่ืองหมายผิดหนาขอความที่เหน็ วา
ผดิ และแกไ ขขอความทีผ่ ดิ โดยการขดี เสน ใตด ว ยปากกาแดงพรอมแกไ ขขอความใหถูกตอง
…….1. ถานําพืชทเ่ี จรญิ ไดดีในทร่ี ม ไปปลกู ในที่กลางแจง อตั ราการสังเคราะหดวยแสงจะเพ่ิมขนึ้
(แกไข............................................................................................)
…….2. พลงั งานแสงจะทาํ ใหอ เิ ลก็ ตรอนในโมเลกุลของคลอโรฟล ลเคลอ่ื นทเ่ี ร็วข้นึ และมีพลังงาน
สูงข้นึ
(แกไ ข............................................................................................)
……3. ถาความเขมแสงคงที่ แลวเพิ่มความเขม ของแกส คารบ อนไดออกไซดใหแกพืช อัตราการ
สังเคราะหด ว ยแสงจะเพ่ิมมากขนึ้ ไมมีขีดจํากัด
(แกไ ข............................................................................................)
…….4. ถา ไมม ีพืชนําแกสคารบ อนไดออกไซดมาใชใ นกระบวนการสงั เคราะหดวยแสงจะมีผล
กระทบตอ ระบบนิเวศของโลก
(แกไข............................................................................................)

……..5. พชื ท่ีอยใู นทรี่ ม จะมีไลทค อมเพนเซช่นั พอย ตาํ่ กวาพชื ทอี่ ยูกลางแจง
(แกไ ข............................................................................................)

……..6. ในทีไ่ มมีแสงการปลอ ย CO2 จากการหายใจมีนอยกวาการนํา CO2 ไปใชใ นกระบวนการ
สงั เคราะหด ว ยแสง
(แกไ ข............................................................................................)

…….7. พืช C3 มจี ดุ อม่ิ ตัวของ CO2 ตํา่ กวา พืช C4
(แกไ ข............................................................................................)

…….8. เม่ืออุณหภูมิสงู โฟโตเรสไพเรชนั เพ่ิมขึ้น การตรึง CO2 ลดลง ทําใหอัตราการสงั เคราะห
ดว ยแสงลดลง
(แกไข............................................................................................)

……9. ไมว า จะเปน ใบออน ใบเจรญิ เตม็ ที่ หรือใบแก ประสิทธิภาพในการสังเคราะหดว ยแสงจะ
เทากัน
(แกไ ข............................................................................................)

…….10. นา้ํ ในดินนอยเกนิ ไป ปากใบจะปด อัตราการสังเคราะหดวยแสงกล็ ดลง
(แกไ ข............................................................................................)


Click to View FlipBook Version